คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 800 -ที่ 801/2544
#35098
เปิดฉบับเต็ม

คลองบางไผ่น้อยบริเวณพิพาท แม้ใช้เรือสัญจรเข้าออกได้ แต่ก็ ขาดความสะดวกที่จะใช้สอยเป็นทางสาธารณะได้ตามปกติ จึงยังไม่พอ ที่จะถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 โจทก์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งล้อมอยู่ ไปสู่ทางสาธารณะโดยใช้ทางเดินพิพาทผ่านเข้าออกเป็นทางจำเป็นได้

โจทก์ได้ใช้ทางเดินพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะสืบทอดมาตั้งแต่ ครั้งบรรพบุรุษของโจทก์และจำเลยที่เป็นญาติใกล้ชิดมาแต่เดิม จนกระทั่ง ปลายปี 2528 น้ำท่วมทางพิพาท ทางฝ่ายโจทก์จึงได้จัดสรรสร้างสะพานไม้ ข้ามคูน้ำในทางเดินพิพาท โดยบิดาจำเลยยินยอมให้ดำเนินการในลักษณะ ของความอะลุ่มอล่วยฉันเครือญาติ จึงเป็นการแสดงออกโดยแจ้งชัดว่า โจทก์ได้ใช้ทางเดินพิพาทด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย โดยถือว่าเป็นกันเอง อย่างเช่น เครือญาติที่ผูกพันกันมานานสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ อันเป็นการใช้ทางเดินพิพาทโดยถือวิสาสะและเอื้อเฟื้อต่อกัน ทางเดินพิพาท จึงไม่ตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนมีศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 และที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามและบริวารใช้ที่ดินของจำเลยทางทิศตะวันตกเป็นทางเดินผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะกว้างประมาณ 1เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร และใช้ทางเดินผ่านที่ดินของนายสุวิช รังศาสตร์และนางทองหล่อ รุจิเลข ออกสู่ทางสาธารณะด้วย โดยสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาใช้เป็นทางจำเป็นเนื่องจากเป็นทางเดียวที่จะสามารถใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ในทางบกสืบต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่า 50 ปี จนกระทั่งได้สิทธิภารจำยอมโดยอายุความแล้ว ดังนั้นทางเดินบนที่ดินของจำเลย กว้าง 1 เมตร ยาว 10 เมตร จึงเป็นทางจำเป็นและตกเป็นภารจำยอมเพื่อประโยชน์ของที่ดินของโจทก์ที่ 1 ของโจทก์ที่ 2 และ ของโจทก์ที่ 3 โดยอายุความตามกฎหมายแล้ว ต่อมาจำเลยเปิดประกาศแจ้งว่า "ทางส่วนบุคคลห้ามบุคคลภายนอกผ่านเข้าออกเพื่อใช้ประโยชน์จากที่ดินบริเวณนี้ของข้าฯ ขอให้รื้อสะพานของท่านออกภายใน 7 วัน" การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสาม ขอให้พิพากษาว่าทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร ดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยอายุความและให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมแก่ที่ดินทั้งสี่แปลง หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนเจตนาของจำเลยและขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารรื้อสะพานไม้ของโจทก์ทั้งสามหรือให้เสื่อมสภาพหรือปิดกั้นทางภารจำยอมและห้ามกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งทางภารจำยอมต้องลดไปหรือเสื่อมความสะดวก

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสามไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยเปิดทางจำเป็นหรือไปจดทะเบียนภารจำยอมได้ที่ดินที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นของตนมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ทางคูน้ำสาธารณะและคลองบางไผ่น้อย การที่โจทก์ทั้งสามหรือบิดามารดาโจทก์ทั้งสามเดินผ่านที่ดินพิพาทอันเป็นของจำเลยก็เนื่องจากฝ่ายโจทก์และจำเลยเป็นญาติพี่น้องกัน บิดาจำเลยและจำเลยอนุญาตให้ใช้ทางเดินพิพาทได้ มิใช่กรณีที่บิดามารดาโจทก์ทั้งสามหรือโจทก์ทั้งสามใช้ทางเดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาใช้เป็นทางจำเป็นดังนั้น แม้จะใช้มานานเท่าใดก็ไม่ทำให้ทางเดินพิพาทตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางเดินตามเส้นสีน้ำเงินในแผนที่เอกสารหมาย จ.4 ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 10 เมตร แนวทางขนานเลียบกับแนวที่ดินด้านทิศตะวันตกจากใต้ขึ้นเหนือซึ่งอยู่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 145958ตำบลบางไผ่ (บางไผ่น้อย) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรีของจำเลยเป็นทางจำเป็นของที่ดินรวม 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4793ตำบลบางไผ่ (บางไผ่น้อย) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรีของโจทก์ที่ 1 ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 118567 ตำบลบางไผ่ (บางไผ่น้อย)อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 2 ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 118571 ตำบลบางไผ่ (บางไผ่น้อย) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 3 และที่ดินโฉนดเลขที่ 118570 ตำบลบางไผ่ (บางไผ่น้อย) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ที่ 2และที่ 3 ให้จำเลยเปิดทางเดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารรื้อสะพานไม้ในทางเดินพิพาททำให้เสื่อมสภาพหรือปิดกั้นทางจำเป็นดังกล่าว คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสามทั้งสี่แปลงด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4793 โดยได้รับมรดกจากมารดาเมื่อปี 2523 เดิมมีนางเจือ โพธิ์เปรม มารดาโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของรวม ต่อมาได้มีการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2524 ทำให้ที่ดินทางทิศตะวันตกเป็นของนางเจือ คือที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 3165 และ 3168 ซึ่งต่อมาตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 2 และบุตรคือ โจทก์ที่ 3 โดยต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 118567 และ 118570 ส่วนที่ดินทางทิศตะวันออกเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ดินของโจทก์ที่ 1 ก่อนแบ่งแยก ทิศตะวันออกจดที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 145958 ของจำเลยซึ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 4794 ทิศตะวันตกจดที่ดินของบุคคลอื่น ซึ่งมีคูน้ำขวางกั้น ทิศเหนือจดที่ดินจำเลย และบุคคลอื่นมีคูน้ำขวางกั้นเช่นกัน ทางทิศใต้จดคลองบางไผ่น้อยทำให้ที่ดินของโจทก์ออกสู่ทางสาธารณะที่เป็นทางบกได้เพียงทางเดียว คือ ทางเดินพิพาทซึ่งต้องผ่านที่ดินของจำเลย และของบุคคลอื่นรวม 3 แปลง สำหรับคลองบางไผ่น้อยใช้เป็นทางเข้าออกทางน้ำโดยใช้เรือในการสัญจรออกสู้แม่น้ำเจ้าพระยา ครั้นถึงปลายปี 2528 ทางฝ่ายโจทก์ได้สร้างสะพานไม้ข้ามคูน้ำผ่านทางเดินพิพาทเนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีน้ำท่วม ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 4793 และ 4794 เดิมเป็นที่ดินซึ่งมีตราจองชั่วคราวสองแปลงติดต่อกัน ที่อำเภอแดงจันและนายศุข สิบตรี บรรพบุรุษของโจทก์ทั้งสามและจำเลยได้ซื้อมาพร้อมกันและต่อมาได้ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 4793 และ 4794 ตามเอกสารหมาย จ.39 ที่ดินทั้งสองแปลงจึงตกทอดมาถึงโจทก์ทั้งสามและจำเลยซึ่งล้วนแต่เป็นญาติกันทั้งสิ้น เหตุแห่งคดีนี้สืบเนื่องจากจำเลยห้ามโจทก์ทั้งสามผ่านเข้าออกทางเดินพิพาท และให้โจทก์ทั้งสามรื้อสะพานไม้ที่สร้างในทางเดินพิพาทออก แต่โจทก์ทั้งสามโต้แย้งว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิผ่านเขาออกทางเดินพิพาท เพราะเป็นทางจำเป็น และทางเดินพิพาทตกเป็นภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ทั้งสาม คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า ทางเดินพิพาทเป็นทางจำเป็นสำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามและของจำเลยมิได้เป็นที่ดินแปลงเดียวกันมาแต่เดิม หากแต่เป็นที่ดินซึ่งบรรพบุรุษของโจทก์ทั้งสามและของจำเลยต่างซื้อมาคนละแปลง แต่ปรากฏว่าที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกัน จึงไม่เข้าลักษณะของที่ดินแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันเป็นเหตุให้แปลงหนึ่งไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1350 คงมีปัญหาว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีที่ดินของจำเลยและที่ดินของผู้อื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 อันทำให้ต้องใช้ทางเดินพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามและจำเลยรับกันว่ามีคลองบางไผ่น้อยซึ่งเป็นทางสาธารณะที่ใช้สัญจรเข้าออกมาแต่เดิม ทั้งนี้โดยโจทก์ทั้งสามนำสืบโต้แย้งว่า คลองดังกล่าวใช้เข้าออกไม่สะดวกในช่วงฤดูแล้ง เพราะคลองตื้นเขิน ซึ่งข้อนี้นายเนตร ปิ่นแก้ว กำนันและผู้ใหญ่บ้านตำบลบางไผ่และมิได้เกี่ยวข้องเป็นญาติของโจทก์ทั้งสามและจำเลยไม่ว่าทางหนึ่งทางใดได้เบิกความเป็นพยานโจทก์รับรองว่าสภาพคลองไม่สามารถใช้เรือสัญจรได้ในขณะน้ำลงเพราะน้ำแห้ง ปัจจุบันชาวบ้านริมคลองไม่มีเรือใช้แล้ว พยานเองก็ไม่เคยใช้เรือในการสัญจร คงใช้สัญจรทางบกโดยตลอด จึงเจือสมกับคำเบิกความของนายพจน์ รังศาสตร์ พยานจำเลยซึ่งเป็นบิดาจำเลยและเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีทางเดินพิพาทมาแต่เดิมได้ตอบคำถามค้านของทนายความโจทก์ทั้งสามว่า ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกนั้น ส่วนใหญ่เลิกใช้เรือเป็นพาหนะมาประมาณ 20 ปีแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในช่วงน้ำลงคลองบางไผ่น้อยน้ำแห้งเรือผ่านเข้าออกไม่สะดวก แม้จำเลยอ้างภาพถ่ายน้ำในคลองบางไผ่น้อยเป็นพยานหลักฐาน ตามภาพถ่ายหมาย ล.7 ถึง ล.11 ก็ไม่อาจยืนยันได้ แน่ชัดว่าขณะน้ำลงสภาพคลองเป็นอย่างไร จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคลองบางไผ่น้อย แม้ใช้เรือสัญจรเข้าออกได้ แต่ก็ขาดความสะดวกที่จะใช้สอยเป็นทางสาธารณะได้ตามปกติ จึงยังไม่พอที่จะถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 เหตุนี้โจทก์ทั้งสามจึงมีความจำเป็นที่จะต้องผ่านที่ดินของจำเลยซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะโดยใช้ทางเดินพิพาทผ่านเข้าออกได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามใช้ทางเดินพิพาทเป็นทางจำเป็นนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นประการต่อไปว่า ทางเดินพิพาทไม่ตกเป็นภารจำยอมของที่ดินของโจทก์ทั้งสามโดยอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสามยอมรับว่าได้ใช้ทางเดินพิพาทเข้าออกสู่ทางสาธารณะเรื่อยมา สืบทอดตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของโจทก์ทั้งสามและของจำเลยที่เป็นญาติใกล้ชิดมาแต่เดิม ดังจะเห็นได้จากการที่บรรพบุรุษของโจทก์ทั้งสามและของจำเลยต่างซื้อที่ดินติดต่อกัน จนกระทั่งปลายปี 2528 น้ำท่วมทางพิพาท ทางฝ่ายโจทก์จึงได้จัดสร้างสะพานไม้ข้ามคูน้ำในทางเดินพิพาทโดยบิดาจำเลยยินยอมให้ดำเนินการในลักษณะของความอะลุ่มอล่วยฉันเครือญาติ จึงเป็นการแสดงออกโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ทั้งสามได้ใช้ทางเดินพิพาทด้วยความสนิทสนมคุ้นเคย โดยถือว่าเป็นกันเองอย่างเช่นเครือญาติที่ผูกพันกันมานานสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของทั้งสองฝ่าย อันเป็นการใช้ทางเดินพิพาทโดยถือวิสาสะและเอื้อเฟื้อต่อกัน ทางเดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ทางเดินพิพาทตกเป็นภารจำยอมนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบล ศุภรสิงห์ กับพวก
จำเลย — นางสาวสุภาพ รังศาสตร์
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2544
#40503
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะยื่นฟ้องโจทก์แนบสำเนาหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์มาท้ายคำฟ้องแต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ได้ส่งต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนและขีดฆ่าแล้วเป็นพยาน จึงรับฟังได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์1 คัน มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่คืนรถยนต์แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน263,082 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 200,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 20,000 บาทแก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์9 งวด และเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2532 โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์จำนวน 200,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชำระราคาแทนแต่ไม่เกิน 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.3จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า เอกสารหมาย จ.3 และจ.4 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เนื่องจากในขณะฟ้องโจทก์แนบสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์มาท้ายคำฟ้อง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ได้ส่งต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วเป็นพยาน จำเลยที่ 1อ้างว่า โจทก์ได้เรียกเงินค่าแสตมป์ไปจากจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ 28กุมภาพันธ์ 2532 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 ปี 5 เดือน รัฐต้องขาดรายได้ โจทก์จะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรปรับก่อนจึงจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว..." ดังนี้ แม้เดิมสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.3และ จ.4 มิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้ปิดครบถ้วนและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้วก่อนศาลมีคำพิพากษาก็รับฟังได้ แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย นุช มานะจิตต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 795/2544
#98650
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้ส่งต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์ และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วเป็นพยาน แม้เดิมจะมิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้ปิดครบถ้วนและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้วก่อนศาลมีคำพิพากษาก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตาม

จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์และได้รับมอบรถยนต์แล้ว จำเลยอ้างว่าได้คืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วจึงมีภาระการพิสูจน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๒๖๓,๐๘๒ บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีก เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ ๙ งวด และเมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๒ โจทก์ได้ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหาย สิทธิเรียกร้องค่าเช่าซื้อค้างชำระและค่าขาดประโยชน์ ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือชำระราคาแทนแต่ไม่เกิน ๖ เดือน และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา ? ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องไปจากโจทก์ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๓ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๔ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการแรกมีว่า เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เนื่องจากในขณะฟ้องโจทก์แนบสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวโดยมิได้ปิดอากรแสตมป์มาท้ายคำฟ้อง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ได้ส่งมอบหนังสือสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าครบถ้วนแล้วเป็นยาน จำเลยที่ ๑ อ้างว่า โจทก์ได้เรียกเงินค่าแสตมป์ไปจากจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๒ จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา ๘ ปี ๕ เดือน รัฐต้องขาดรายได้ โจทก์จะต้องนำเอกสารดังกล่าวไปให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรปรับก่อนจึงจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้ เห็นว่า ประมวลรัษฏากร มาตรา ๑๑๘ บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ติดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว ?" ดังนี้ แม้เดิมสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตาม เอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ มิได้ปิดอากรแสตมป์ แต่เมื่อได้ปิดครบถ้วนและขีดฆ่าอากรแสตมป์แล้ว ก่อนศาลมี คำพิพากษาก็รับฟังได้แม้ไม่ได้เสียเงินเพิ่มอากรก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ประการต่อมามีว่า จำเลยที่ ๑ ได้คืนรถยนต์คันที่เช่าซื้อในคดีนี้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายใด ๆ แก่โจทก์อีกหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ ๒ คัน รถยนต์ทั้ง ๒ คัน ชำรุด จึงติดต่อให้โจทก์มานำรถยนต์กลับคืนไปเมื่อประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๓๓ เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีตัวจำเลยที่ ๑ มาเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานการส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อในคดีนี้คืนโจทก์แต่อย่างใด โจทก์เพียงแต่รับว่าได้รับรถยนต์อีกคันหนึ่งคืนไปเท่านั้น จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ในคดีนี้มาจากโจทก์และได้รับมอบรถยนต์แล้ว จำเลยที่ ๑ อ้างว่าได้คืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วจึงมีภาระการพิสูจน์ นอกจากจำเลยที่ ๑ จะไม่สามารถนำสืบได้ตามที่กล่าวอ้างแล้ว นายเรวัต มานะจิตต์ ทนายความของจำเลยที่ ๑ ยังมีหนังสือ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๐ ถึงโจทก์ว่า จำเลยที่ ๑ จำต้องยึดหน่วงรถยนต์คันดังกล่าวไว้ก่อน แสดงให้ว่า จำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้คืนรถยนต์แก่โจทก์

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนุช มานะจิตต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรักกิจ วิริยะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2544
#35097
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าข้อสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำข้อ 10 ที่ว่า"ผู้จะขายตกลงสร้างถนนคอนกรีตพร้อมท่อระบายน้ำ ประปา และไฟฟ้า มาจดที่ดินที่จะซื้อจะขายพร้อมทั้งอนุญาตให้ที่ดินที่จะซื้อจะขายใช้ถนน และสาธารณูปโภคของโครงการหมู่บ้าน ส. เป็นทางเข้าออกสู่ ถนนแจ้งวัฒนะ" เป็นข้อสัญญาที่บังคับให้จดทะเบียนภารจำยอมได้หรือไม่ นั้น ข้อสรุปของสัญญามีว่า "ผู้จะขายที่ดินตกลงให้ที่ดินจะซื้อจะขาย ใช้ถนนและสาธารณูปโภค" เป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินที่จะซื้อจะขายเหนือ อสังหาริมทรัพย์อื่น อันเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องยอมรับ กรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จะซื้อจะขาย จึงเป็นสัญญา ก่อให้เกิดภารจำยอม โจทก์ย่อมบังคับให้จดทะเบียนได้

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่คู่สัญญาตามสัญญา จึงบังคับ จำเลยที่ 1 ไม่ได้นั้น เมื่อคู่ความตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยใน ข้อ ดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าคู่ความสละซึ่งประเด็นอื่นทั้งหมดแล้ว คงเหลือ เฉพาะประเด็นที่ท้ากันเท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงเป็นข้อที่ ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามฎีกาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 60876 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะสร้างถนนคอนกรีตกว้าง 6.5 เมตร พร้อมท่อระบายน้ำประปา ไฟฟ้าให้กับที่ดินที่จะซื้อขาย พร้อมทั้งอนุญาตให้ใช้สาธารณูปโภคของหมู่บ้านสี่ไชยทองเพื่อเป็นถนนเข้า-ออกสู่ถนนแจ้งวัฒนะ จำเลยที่ 2 และที่ 3ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยทั้งสามร่วมกันทำการจัดสรรที่ดินบริเวณที่ติดต่อกับที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นโครงการหมู่บ้านสี่ไชยทองโดยได้ร่วมกันทำถนนบนที่ดินรวมสามแปลงของจำเลยทั้งสาม เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเรื่องการใช้ถนนเข้า-ออกสู่ทางสาธารณะ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภารจำยอมให้ที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 183850, 13360 และ 178897 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นภารจำยอมแก่ที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือเป็นผู้จะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 60876 ข้อตกลงใด ๆ ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานคู่ความตกลงท้ากันให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ข้อ 3 และข้อ 10 โดยทั้งสองฝ่ายได้สรุปข้อสัญญาว่า "ผู้จะขายตกลงสร้างถนนคอนกรีตพร้อมท่อระบายน้ำประปา และไฟฟ้ามาจดที่ดินที่จะซื้อจะขายพร้อมทั้งอนุญาตให้ที่ดินที่จะซื้อจะขายใช้ถนนและสาธารณูปโภคของโครงการหมู่บ้านสี่ไชยทองเป็นทางเข้าออกสู่ถนนแจ้งวัฒนะ" เป็นข้อสัญญาที่สามารถบังคับให้ดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอมได้หรือไม่หากศาลวินิจฉัยว่าบังคับได้ จำเลยทั้งสามยอมแพ้ หากวินิจฉัยว่าบังคับไม่ได้โจทก์ทั้งสองยอมแพ้

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สรุปข้อสัญญาดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อตกลงให้ผู้จะซื้อที่ดินใช้ทางซึ่งอยู่ในที่ดินของผู้จะขายเพื่อออกสู่ถนนแจ้งวัฒนะซึ่งเป็นถนนสาธารณะเป็นเพียงบุคคลสิทธิ จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่สามารถบังคับให้ดำเนินการจดทะเบียนภารจำยอม โจทก์ทั้งสองจึงต้องแพ้คดีตามคำท้า พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 183850, 13360 และ 178897 ซึ่งเป็นถนนตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 60876 ตำบลบางตลาดอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าข้อสรุปของสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ข้อ 3 และข้อ 10 ที่ว่า "ผู้จะขายตกลงสร้างถนนคอนกรีตพร้อมท่อระบายน้ำ ประปา และไฟฟ้ามาจดที่ดินที่จะซื้อจะขายพร้อมทั้งอนุญาตให้ที่ดินที่จะซื้อจะขายใช้ถนนและสาธารณูปโภคของโครงการหมู่บ้านสี่ไชยทองเป็นทางเข้าออกสู่ถนนแจ้งวัฒนะ" เป็นข้อสัญญาที่บังคับให้จดทะเบียนภารจำยอมได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อสรุปของสัญญามีว่า "ผู้จะขายที่ดินตกลงให้ที่ดินที่จะซื้อจะขายใช้ถนนและสาธารณูปโภค" เป็นการให้สิทธิแก่ที่ดินที่จะซื้อจะขายเหนืออสังหาริมทรัพย์อื่น อันเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องยอมรับกรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จะซื้อจะขายจึงเป็นสัญญาก่อให้เกิดภารจำยอม โจทก์ย่อมบังคับให้จดทะเบียนได้ จำเลยทั้งสามจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่คู่สัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จึงบังคับจำเลยที่ 1 ไม่ได้นั้น เห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงท้ากันให้ศาลวินิจฉัยในข้อดังกล่าวแล้ว ถือได้ว่าคู่ความสละซึ่งประเด็นอื่นทั้งหมดแล้ว คงเหลือเฉพาะประเด็นที่ท้ากันเท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสามในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ แต่มิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น เป็นการไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อนิชตา จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท ยุทธชัยที่ดิน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ชวลิต ศรีสง่า
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2544
#99178
เปิดฉบับเต็ม

การที่บริษัท ภ. เจ้าหนี้ของจำเลยได้นำเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของ ค. ผู้ค้ำประกันจำนำไว้ไปหักชำระหนี้แทนจำเลย โดยบริษัท ภ. นำไปคิดหักเป็นค่าดอกเบี้ยของดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระจำนวนหนึ่งด้วย เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระเงินค่าดอกเบี้ยของดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัท ภ. ที่คิดหักเอาไปเอง ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ คงมีแต่เพียงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินคืนจากจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,274,167.22 บาท พร้อมด้วยค่าเสียหายอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,847,221.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกนายกิตติรักษ์ ผู้จัดการมรดกของจำเลย เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,847,221.97 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม ให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคตที่เสียเกินมาจำนวน 100 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม (ชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้น) แทนโจทก์ทั้งสามตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2526 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด จำนวน 15,000,000 บาท โดยมีนางเครือทิพย์เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินรวม 5 แปลง เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าว และในปี 2527 จำเลยได้ชำระต้นเงินกู้จำนวน 3,000,000 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด คงค้างชำระต้นเงินจำนวน 12,000,000 บาท ครั้นปี 2528 นางเครือทิพย์ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของนางเครือทิพย์ ต่อมาวันที่ 23 เมษายน 2529 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ได้มีหนังสือถึงนางเครือทิพย์ขอให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนอง ครั้นวันที่ 18 กันยายน 2529 โจทก์ทั้งสามได้ขายที่ดินที่จำนองของนางเครือทิพย์แล้วนำเงินไปชำระหนี้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด แทนจำเลยเป็นเงินจำนวน 12,000,000 บาท แต่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด อ้างว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้อยู่อีก 1,726,331.50 บาท โจทก์ทั้งสามจึงนำตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนเงิน 1,753,000 บาท ไปจำนำไว้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด เป็นประกันหนี้ดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2531 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ได้หักเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยของตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวไปชำระหนี้ของจำเลยจำนวน 1,726,331.50 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 120,890.47 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,847,221.97 บาท โจทก์ทั้งสามจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่กองมรดกของนางเครือทิพย์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ทั้งสามจึงมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยเป็นคดีนี้?

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 120,890.47 บาท ซึ่งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ได้หักชำระหนี้จากตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์ทั้งสามคืนจากจำเลยได้ด้วยหรือไม่ หลังจากโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเครือทิพย์ได้ขายที่ดินที่จำนองของนางเครือทิพย์นำเงินมาชำระหนี้แทนจำเลยจำนวน 12,000,000 บาท ไปแล้ว โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเครือทิพย์ได้ฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดยืนตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 12,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า โจทก์ทั้งสามขายที่ดินที่จำนองนำเงินมาชำระหนี้ต้นเงินจำนวน 12,000,000 บาท ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเครือทิพย์และจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งคู่ความคดีนี้ไม่อาจนำสืบเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นอย่างอื่นได้อีก ข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงต้องรับฟังตามคดีดังกล่าวว่า เงินจำนวน 12,000,000 บาท ที่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเครือทิพย์ชำระให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2529 นั้น เป็นการชำระเฉพาะต้นเงินที่จำเลยค้างชำระอยู่ในวันดังกล่าว ฉะนั้นเงินจำนวน 1,726,331.50 บาท ที่จำเลยค้างชำระอยู่ในวันดังกล่าวจึงต้องรับฟังเป็นที่ยุติว่า เป็นเงินค่าดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 12,000,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามฟังเป็นที่ยุติได้ดังนี้แล้ว บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ย่อมไม่อาจคิดดอกเบี้ยจากดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระดังกล่าวได้อีกเพราะต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 120,890.47 บาท ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด คิดหักจากเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสามจะต้องไปว่ากล่าวกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด เอาเอง โจทก์ทั้งสามไม่อาจได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 120,890.47 บาท ดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามในเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 120,890.47 บาท มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,726,331.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2531 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเครือทิพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคสอง ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติ ธรรมมงคล กับพวก
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — นายกำธร เอี่ยมสุรีย์ โดยนายกิตติรักษ์ เอี่ยมสุรีย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 784 -ที่ 785/2544
#36530
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์เป็นตัวแทนในการเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นโดยจะให้เงินค่าตอบแทนในอัตราร้อยละ 10 ของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ได้เพิ่มขึ้น แม้การที่ทางราชการยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจะอาศัยหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และเป็นการจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดินทุกรายที่ถูกเวนคืนแม้มิได้ร้องขอเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองมีส่วนกระทำการและผลักดันจนกระทั่งทางราชการมีการพิจารณาให้เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น เมื่อทางราชการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดหรืออาศัยเหตุผลอื่นใดก็ต้องถือว่าโจทก์ได้กระทำการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยแล้ว เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 7 ถึงที่ 15 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนว่า เมื่อปี 2530กรมชลประทานจะจัดสร้างคลองส่งน้ำและคันคลองชลประทาน ในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางพลวง ประตูระบายน้ำบางกระเจ็ด ผ่านท้องที่ หมู่ที่ 7 ตำบลหัวไทร และหมู่ที่ 9 ตำบลบางกระเจ็ด อำเภอบางคล้าจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยกำหนดแนวเวนคืนผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสิบห้าด้วยกรมชลประทานกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินไร่ละ 20,000 บาท จำเลยทั้งสิบห้าไม่พอใจ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2531 จำเลยทั้งสิบห้าและผู้ถูกเวนคืนที่ดินทั้งหมดจึงแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นตัวแทนร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกรมชลประทานและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทบทวนการกำหนดเงินค่าทดแทนเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของราคาที่ดินในปัจจุบันโดยจำเลยทั้งสิบห้าและผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดินสัญญาว่า ถ้าโจทก์ทั้งสองสามารถเรียกร้องเงินค่าทดแทนได้เพิ่มขึ้นจากไร่ละ 20,000 บาทจำเลยทั้งสิบห้ายอมมอบเงินส่วนที่เพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองอัตราร้อยละ 10หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสองได้ดำเนินการร้องขอความเป็นธรรม ทั้งด้วยวาจาและเป็นหนังสือหลายครั้งหลายหน จนทำให้กรมชลประทานรับพิจารณาคำร้องเรียน ให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มเป็นไร่ละ 100,000 บาท จำเลยทั้งสิบห้าได้รับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบห้าผิดสัญญาไม่ชำระเงินร้อยละ 10 ของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสิบห้าปฏิเสธขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสิบห้าให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสิบห้าไม่เคยตกลงหรือทำสัญญาแต่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นตัวแทนในการเรียกเงินค่าทดแทนจากการถูกกรมชลประทานเวนคืนที่ดิน โจทก์ทั้งสองและผู้ที่ถูกเวนคืนได้รวมกันทำหนังสือร้องเรียนต่อทางราชการ โดยโจทก์ทั้งสองนำกระดาษเปล่าไม่มีข้อความใด ๆ มาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 12 ที่ 13 และที่ 15 ลงลายมือชื่อเป็นบัญชีหางว่าว โจทก์ทั้งสองแจ้งว่าจะไปพิมพ์ข้อความร้องเรียนด้านบนของกระดาษภายหลัง และจะนำไปยื่นต่อทางราชการครั้นเมื่อได้รับสำเนาคำฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ถึงที่ 10 ที่ 12 ที่ 13และที่ 15 จึงทราบว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันนำไปพิมพ์ข้อความเป็นการแต่งตั้งโจทก์ทั้งสองเป็นตัวแทนและจะให้ค่าใช้จ่ายร้อยละ 10 ของเงินเพิ่มขึ้นที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องได้ ส่วนจำเลยที่ 5 ไม่เคยลงลายมือชื่อตัวอักษรพิมพ์ดีดทั้งหมดเป็นข้อความปลอมที่โจทก์ทั้งสองกับพวกกระทำขึ้น เงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นก็เนื่องมาจากประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 10 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ไม่ใช่เกิดจากการเรียกร้องของโจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 10

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตายนางเล็ก ทิมทอง ทายาทของจำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสิบห้าชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 12,340 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน13,725 บาท จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 25,225 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นเงิน21,650 บาท จำเลยที่ 6 เป็นเงิน 12,550 บาท จำเลยที่ 7 เป็นเงิน 55,345บาท จำเลยที่ 8 เป็นเงิน 37,920 บาท จำเลยที่ 9 เป็นเงิน 48,715 บาทจำเลยที่ 10 เป็นเงิน 29,000 บาท จำเลยที่ 11 และที่ 12 เป็นเงิน 158,825บาท จำเลยที่ 13 ที่ 14 และที่ 15 เป็นเงิน 143,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสิบห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสิบห้าว่าการที่ทางราชการยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินให้เพิ่มขึ้นตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องแก่จำเลยทั้งสิบห้า เกิดจากการเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ได้ความจากโจทก์ทั้งสองว่าโจทก์ทั้งสองได้ทำหนังสือร้องเรียนชี้แจงไปยังหน่วยราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการเพื่อพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนหลายครั้งหลายหนปรากฏตามสำเนาเอกสารหมาย จ.2 ลงวันที่ 4 มกราคม 2532 เอกสารหมาย จ.4 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2532 เอกสารหมาย จ.5 ลงวันที่ 28มีนาคม 2533 เอกสารหมาย จ.6 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 เอกสารหมาย จ.11 (สำนวนแรก) ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2533 เอกสารหมาย จ.12(สำนวนแรก) ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2533 และเอกสารหมาย จ.12 (สำนวนหลัง) ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2533 ซึ่งเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้กระทำการงานตามที่ได้รับมอบหมายมาโดยตลอดเป็นเวลานานประมาณ 2 ปี จนในที่สุดทางราชการได้มีมติให้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นให้แก่จำเลยทั้งสิบห้าปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อเจ้าของทรัพย์สินที่จะทำการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเอกสารหมาย จ.13 (สำนวนหลัง) แม้การที่ทางราชการยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นจะอาศัยหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และเป็นการจ่ายให้แก่เจ้าของที่ดินทุกรายที่ถูกเวนคืนแม้มิได้ร้องขอเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็เห็นได้ชัดว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนกระทำการและผลักดันจนกระทั่งทางราชการมีการพิจารณาให้เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้เพิ่มเติมจำนวนที่ขอไป ความสำเร็จของการเรียกร้องครั้งนี้จะเห็นได้ชัดว่าเป็นผลของการกระทำส่วนหนึ่งของโจทก์ทั้งสองที่พยายามจะให้ได้เงินค่าทดแทนที่ดินที่สูงขึ้นตามที่จำเลยทั้งสิบห้าต้องการ เมื่อทางราชการยินยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดหรืออาศัยเหตุผลอื่นใดก็ต้องถือว่า โจทก์ทั้งสองได้กระทำการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยทั้งสิบห้าจนประสบความสำเร็จตามความประสงค์ของจำเลยทั้งสิบห้าคือได้เงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 แล้ว และข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่ขัดต่อกฎหมายเช่นนี้แล้ว จำเลยทั้งสิบห้าจึงต้องจ่ายค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองอัตราร้อยละ 10 ของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ได้รับเพิ่มขึ้นตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสิบห้าชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ห่อ ธาราทรัพย์ศิริ กับพวก
จำเลย — นางสาว วาสนา เจียรสุวรรณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2544
#36529
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นเป็นผลให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีหนี้ต้องชำระต่างตอบแทนกัน ในส่วนจำเลยจะต้องโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยเช่นกัน อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 272 จำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อดำเนินการบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองในที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 89 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจานจังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยโจทก์ต้องชำระเงินค่าที่ดิน 1,546,500 บาท แก่จำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 70,000 บาท คดีถึงที่สุด

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินพร้อมชำระเงินค่าที่ดินแก่จำเลยตามคำพิพากษาภายใน 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยภายใน 10 ปี นับแต่มีคำพิพากษา จำเลยไม่มีสิทธิที่จะบังคับโจทก์ได้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีสิทธิร้องขอให้ศาลออกคำบังคับและดำเนินการบังคับคดีแก่โจทก์ได้หรือไม่เห็นว่า ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลชั้นต้นเป็นผลให้โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีหนี้ต้องชำระต่างตอบแทนกัน ในส่วนจำเลยจะต้องโอนสิทธิครอบครองในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ และโจทก์จะต้องชำระค่าที่ดินจำนวน1,546,500 บาท ให้แก่จำเลยเช่นกัน อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 272 จำเลยย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อดำเนินการบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 272
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมชาย เกียรติสูงเด่น
จำเลย — นาง จุรีรัตน์ ผลบุญ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2544
#36528
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) กระทงหนึ่ง และมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364อีกกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเป็นกรณีที่พิพากษาแก้เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย และฎีกาของโจทก์ ที่ว่าศาลไม่ควรลดโทษให้จำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ในการลงโทษแก่จำเลยล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา

จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาอันเดียวคือมุ่งหมายที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แต่การที่ผู้เสียหายที่ 3ซึ่งอยู่คนละบ้านกับผู้เสียหายที่ 1 จะเข้ามาช่วยผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้เสียหายที่ 1 จำเลยจึงใช้ไม้รวกตีผู้เสียหายที่ 3 จนแขนหัก เจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง แยกออกจากเจตนาบุกรุกได้ มิใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3จึงมิใช่กรรมเดียว แต่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2538 เวลากลางคืน ก่อนเที่ยงจำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยพกอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม ติดตัวไปบริเวณหมู่ที่ 2 ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี อันเป็นเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานของนายแฉล้ม ทองเกษร ผู้เสียหายที่ 1 โดยมีอาวุธมีดดังกล่าวไปด้วย แล้วจำเลยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้มือตบที่ใบหน้าผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1 ครั้ง ถูกใบหน้าด้านซ้าย แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จากนั้นจำเลยชักอาวุธมีดปลายแหลมดังกล่าวไล่แทงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และเด็กชายสุรีรัตน์ยะมะคุปย์ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 กำลังอุ้มผู้เสียหายที่ 2 ไว้ที่เอวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ตกจากเอวของผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บต้องรักษาตัวประมาณ 7 วัน และผู้เสียหายที่ 1 ใช้มือซ้ายปัดป้องไม่ให้จำเลยเข้ามาใกล้เป็นเหตุให้มือซ้ายของผู้เสียหายที่ 1 ถูกเสาราวตากผ้ามีอาการปวดต้องรักษาประมาณ 7 วัน และจำเลยได้ใช้ไม้รวก 1 อัน ขนาดโต 3 นิ้ว ยาว 1 เมตรครึ่งเป็นอาวุธตีทำร้ายนางชุบ ยะมะคุปย์ ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 1 ครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับบาดเจ็บที่แขนซ้ายท่อนล่างด้านในหัก ข้อมือซ้ายบวม ได้รับอันตรายแก่กายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 295, 297(8), 364, 365, 371, 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8), 365(3) ประกอบมาตรา 264 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุกจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) กระทงหนึ่งและมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายแล้วทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ทันที เป็นการกระทำต่อเนื่องในคราวเดียวกัน จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย และฎีกาของโจทก์ข้อ 2 ข. ที่ว่าศาลไม่ควรลดโทษให้จำเลยเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในการลงโทษแก่จำเลยล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์และของจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็น 2 กรรมนั้น เมื่อคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 แล้ววิ่งไล่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาสามีผู้เสียหายที่ 1 และมีบ้านอยู่ติดบ้านผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 2บุตรผู้เสียหายที่ 1 ร้องไห้อยู่ที่พื้นดิน จะเข้าไปอุ้มผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส เห็นว่าการที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ก็โดยมีเจตนาอันเดียวคือมุ่งหมายที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แต่การที่ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่คนละบ้านกับผู้เสียหายที่ 1 จะเข้ามาอุ้มผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงใช้ไม้รวกตีผู้เสียหายที่ 3 จนแขนหัก เจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 3เพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจึงแยกออกจากกันได้จากเจตนาบุกรุก หาใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรรมเดียวแต่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8), 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 364 ข้อหาทำร้ายร่างกายจำคุก 2 ปี ข้อหาบุกรุก จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้ข้อหาละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ข้อหาทำร้ายร่างกายคงจำคุก1 ปี 6 เดือน ข้อหาบุกรุกคงจำคุก 4 เดือน 15 วัน รวมจำคุก 1 ปี 10 เดือน15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย สมเดช ขาวสงวน
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2544
#68731
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) กระทงหนึ่ง และมาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาอันเดียวคือ มุ่งหมายที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 การที่ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่คนละบ้านกับผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 2 บุตรผู้เสียหายที่ 1 ร้องไห้ ผู้เสียหายที่ 3 จะเข้ามาอุ้มผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงใช้ไม้รวกตีผู้เสียหายที่ 3 จนแขนหัก เจตนาทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง แยกออกจากเจตนาบุกรุกได้ จึงเป็นการกระทำสองกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวเพื่อทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 , 295 , 297 (8) , 364 , 365 , 371 , 391

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) , 365 (3) ประกอบมาตรา 264 เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุก จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่เพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของโจทก์และของจำเลยในข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยเป็น 2 กรรมนั้น เมื่อคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงและที่คู่ความโต้แย้งกันว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 แล้ววิ่งไล่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาสามีผู้เสียหายที่ 1 และมีบ้านอยู่ติดบ้านผู้เสียหายที่ 1 ได้ยินเสียงผู้เสียหายที่ 2 บุตรผู้เสียหายที่ 1 ร้องไห้อยู่ที่พื้นดิน จะเข้าไปอุ้มผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส เห็นว่า การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายที่ 1 ก็โดยมีเจตนาอันเดียวคือ มุ่งหมายที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น แต่การที่ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอยู่คนละบ้านกับผู้เสียหายที่ 1 จะเข้ามาอุ้มผู้เสียหายที่ 2 จำเลยจึงใช้ไม้รวกตีผู้เสียหายที่ 3 จนแขนหัก เจตนาที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง จึงแยกออกจากกันได้จากเจตนาบุกรุก หาใช่เป็นการกระทำต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรรมเดียว แต่เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ตาม ป.อ. มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) , 365 (3) ประกอบด้วยมาตรา 364 ข้อหาทำร้ายร่างกาย จำคุก 2 ปี ข้อหาบุกรุก จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้ข้อหาละหนึ่งในสี่ตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว ข้อหาทำร้ายร่างกายคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาบุกรุกคงจำคุก 4 เดือน 15 วัน รวมจำคุก 1 ปี 10 เดือน 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายสมเดช ขาวสงวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวอัจฉรา ยิ่งชล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2544
#36527
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากเด็กและพรากผู้เยาว์นั้นเป็นการกระทำต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแล และเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยได้พาหรือแยกเด็กหรือผู้เยาว์ออกจากความปกครองดูแลของบิดามารดา การที่บิดามารดาของผู้เสียหายได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนแล้วก็ดี และการที่ศาลอนุญาตให้ ผู้เสียหายสมรสกับจำเลยก็ดี ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุแล้ว ไม่อาจลบล้างความผิดที่จำเลยกระทำได้ และความผิดฐานพรากเด็กและ ผู้เยาว์ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดดังเช่นบทบัญญัติในเรื่องการกระทำชำเราเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277,317, 319 และ 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคหนึ่ง, 317 วรรคสาม, 319 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 แต่สำหรับความผิดตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง เนื่องจากศาลอนุญาตให้จำเลยและผู้เสียหายสมรสกันแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277วรรคสี่ ความผิดตามมาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 6 ปี ความผิดตามมาตรา 319วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 7 ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลย 3 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยพรากนางสาวสุนิสา จำเริญจิตร ผู้เสียหายไปเสียจากนางสาคร จำเริญจิตร มารดาซึ่งเป็นผู้ปกครองเพื่อการอนาจารรวม 2 ครั้ง โดยครั้งแรกพรากไปขณะที่ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุ 14 ปีเศษและกระทำชำเราผู้เสียหายด้วย ครั้งที่สองพรากไปเมื่อผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์อายุ 15 ปีเศษ โดยขณะเกิดเหตุจำเลยมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว แต่หลังเกิดเหตุจึงได้หย่าขาดจากกัน และต่อมาภายหลังศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยกับผู้เสียหายสมรสกันแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยต้องรับโทษสำหรับความผิดฐานพรากเด็กและพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กและพรากผู้เยาว์นั้นเป็นการกระทำต่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลและเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยได้พาหรือแยกเด็กหรือผู้เยาว์ออกจากความปกครองดูแลของบิดามารดา การที่บิดามารดาของผู้เสียหายได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนแล้วก็ดี และการที่ศาลอนุญาตให้ผู้เสียหายสมรสกับจำเลยก็ดี ล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังเกิดเหตุแล้ว ไม่อาจลบล้างความผิดที่จำเลยกระทำได้ นอกจากนี้ความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์ไม่มีบทบัญญัติยกเว้นโทษให้แก่ผู้กระทำความผิด ดังเช่นบทบัญญัติในเรื่องการกระทำชำเราเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ แต่ประการใดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 ม. 319
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
จำเลย — นาย บุญสวน ลีแวง
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2544
#36433
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลย 450,000 บาท แต่สิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 กำหนดให้เป็นสิทธิของคู่ความฝ่ายที่ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีได้ โจทก์มิใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่มีสิทธิตามมาตรา 271 และโจทก์ไม่อาจเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้แก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับและคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาลจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่เป็นกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2542 ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542มาตรา 34 จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์จำนวนหนี้ขั้นต่ำที่อาจฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับดังกล่าวมาเปรียบเทียบและถือเป็นเหตุอันไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายในคดีนี้ได้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ เมื่อ พ.ศ. 2529 เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรท้องที่จังหวัดเชียงใหม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดวันที่ 15 ธันวาคม 2526 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2527 ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน จึงหมายเรียกให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์โดยจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนำบัญชีและเอกสารหลักฐานประกอบการลงบัญชีไปให้เจ้าพนักงานประเมินภาษีตรวจสอบ แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก เจ้าพนักงานประเมินภาษีได้ประเมินภาษีอากรที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ต้องชำระภาษีการค้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2525 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม2527 เพิ่มอีก 390,597 บาท และแจ้งการประเมินให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ทราบ ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ได้รับแจ้งการประเมินแล้วแต่มิได้นำเงินภาษีอากรมาชำระภายในกำหนดและไม่ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน จำเลยต้องรับผิดในหนี้ภาษีอากรที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ค้างชำระ ต่อมาโจทก์ได้ยึดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาดเป็นเงิน160,500 บาท มาชำระหนี้ภาษีอากรที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ค้างเมื่อหักเงินดังกล่าวออก จำเลยยังต้องรับผิดชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างชำระจนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 เป็นเงิน 287,577.16 บาท โดยไม่รวมเงินเพิ่มที่ต้องคำนวณเพิ่มภายหลังตามกฎหมาย โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์ชำระหนี้ภาษีอากรที่ค้างดังกล่าวไม่น้อยกว่า2 ครั้ง และมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์และจำเลยเพิกเฉย ปิดสถานที่ประกอบธุรกิจและไม่ประกอบธุรกิจการค้าอีก จำเลยหลบหนีไปเสียจากเคหสถานที่อยู่อาศัยเพื่อประวิงการชำระหนี้และไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ประกอบกับห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวานันท์และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดมาชำระหนี้แก่โจทก์ หนี้ภาษีอากรดังกล่าวเป็นหนี้ที่กำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาทขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอาจชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้ทั้งหมด เพราะจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 665/2540 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวต้องชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลย 450,000 บาท ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมท้ายฎีกาซึ่งโจทก์สามารถสวมสิทธิเข้าเรียกร้องให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้นั้น เห็นว่าแม้จำเลยเพิ่งยกข้อต่อสู้คดีดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา โดยมิได้นำสืบข้อเท็จจริงไว้ในชั้นพิจารณาทั้งที่มูลหนี้ตามคำพิพากษานั้นเกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้และศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชได้พิพากษาตามยอมก่อนการสืบพยานจำเลยในคดีล้มละลายก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ก็ตามแต่แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวสามารถชำระหนี้แก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือมีทรัพย์สินที่จำเลยอาจร้องขอให้บังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ นอกจากนั้นสิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 เป็นสิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา)เท่านั้นที่จะร้องขอให้บังคับคดี โจทก์มิใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีจึงไม่มีสิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าว และโจทก์ไม่อาจเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายให้แก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีดังกล่าวมาแล้วตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6378/2539คดีระหว่างนายเหม เปี่ยมสุวรรณ โจทก์ นายชัยวัฒน์ เลิศนวพันธุ์ ผู้ร้องนางอุมาพร สมภู่ จำเลย ประกอบกับจำเลยไม่เคยขวนขวายชำระหนี้แก่โจทก์แต่อย่างใด ข้ออ้างของจำเลยว่าอาจชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้ดังกล่าวจึงไม่น่าเชื่อถือ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า คดีมีเหตุอันไม่ควรให้จำเลยล้มละลายโดยอ้างเหตุประการแรกว่า มูลหนี้ตามฟ้องขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า มูลหนี้ดังกล่าวที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายยังไม่ขาดอายุความ จำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นประเด็นพิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยที่อ้างเหตุในประการที่สองว่าหนี้ค่าภาษีการค้ากับค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จำเลยค้างชำระโจทก์มีจำนวนเพียง 287,577.16 บาท ต่ำกว่าเกณฑ์การฟ้องให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2542 มาตรา 4 ที่ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาทจึงไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายนั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับและคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 ที่เป็นกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 34 จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์จำนวนหนี้ขั้นต่ำที่อาจฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฉบับดังกล่าวมาเปรียบเทียบและถือเป็นเหตุอันไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายได้ในคดีนี้กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นาย ศักรินทร์หรืออาทิตย์ สุขศิวานันท์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2544
#69485
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เป็นสิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้นที่จะร้องขอให้บังคับคดี จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้ออ้างว่าโจทก์ไม่อาจฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเพราะสามารถเข้าสวมสิทธิแทนจำเลยในการบังคับคดีเอาจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีอื่นไม่ได้

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ใช้บังคับและคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 ที่เป็นกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น ไม่อาจนำ หลักเกณฑ์จำนวนหนี้ขั้นต่ำที่อาจฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาเปรียบเทียบในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หักเงินจากกองทรัพย์สินของจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดค่าทนายความให้ตามจำนวนที่เห็นสมควร

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอาจชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้ทั้งหมด เพราะจำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๖๕/๒๕๔๐ ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวต้องชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลย ๔๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์สามารถสวมสิทธิเข้าเรียกร้องให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ลูกหนี้ตาม คำพิพากษาคดีดังกล่าวสามารถชำระหนี้แก่จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ตามกำหนดระยะเวลาในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือมีทรัพย์สินที่จำเลยอาจร้องขอให้บังคับคดีชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ นอกจากนั้นสิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ เป็นสิทธิแก่คู่ความฝ่ายที่ชนะคดี (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดี โจทก์มิใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่มีสิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าว และโจทก์ไม่อาจเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีของจำเลยซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายให้แก่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีดังกล่าวมาแล้ว

กรณีจำเลยอ้างว่าหนี้ค่าภาษีการค้ากับค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จำเลยค้างชำระโจทก์มีจำนวนเพียง ๒๘๗,๕๗๗.๑๖ บาท ต่ำกว่าเกณฑ์การฟ้องให้ล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ ที่ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาจะต้องเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายนั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับและคดียังคงค้างพิจารณาอยู่ในศาล จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ที่เป็นกฎหมายว่าด้วยล้มละลายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ ใช้บังคับตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๔ จึงไม่อาจนำหลักเกณฑ์จำนวนหนี้ขั้นต่ำที่อาจฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับดังกล่าวมาเปรียบเทียบและถือเป็นเหตุอันไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายได้ในคดีนี้ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายศักรินทร์ หรืออาทิตย์ สุขศิวานันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2544
#41078
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 สำเนาข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าได้มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วยื่นคำขอรับเงินค่าชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้นต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1ที่หลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าว จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3ที่ 4 และที่ 6 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นการให้โจทก์เสียเปรียบเงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีดังกล่าวจึงเป็นลาภมิควรได้

เมื่อจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ จึงต้องชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีที่พิพาทและตกเป็นผู้ผิดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ต้องรับผิดในมูลหนี้อันเป็นลาภมิควรได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 สุจริต จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะต้องคืนเงินหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยภาษีอากร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 6 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 7 ถึงที่ 12 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 1ได้บังอาจสำแดงเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกว่าได้จัดส่งสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรไทยจำหน่ายออกไปยังต่างประเทศที่ประเทศสิงคโปร์ผ่านทางด่านศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โดยมีเจตนาฉ้อโกงค่าชดเชยภาษีอากรและได้แสดงขอรับค่าชดเชยไว้ในใบขนสินค้าขาออกข้างต้นทุกฉบับ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำใบขนสินค้าขาออก (ฉบับมุมน้ำเงิน) ไปยื่นประกอบคำขอรับค่าชดเชยภาษีอากรต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ เพื่อหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออกสินค้าตามใบขนสินค้าขาออกนั้นไปนอกราชอาณาจักรแล้วและมีสิทธิได้รับค่าชดเชยภาษีอากรในอัตราร้อยละ 6.74 ของราคาส่งออกอันเป็นความเท็จและเจ้าพนักงานของโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งออกจริงตามที่ได้มีการสำแดงเท็จนั้น จึงจ่ายค่าชดเชยภาษีอากรเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ระบุในคำร้องขอว่าให้ออกบัตรภาษีในนามของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 รวมยอดค่าชดเชยภาษีอากร 730,337.87 บาท ต่อมาประมาณเดือนมีนาคม 2533 เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ทำการตรวจสอบการส่งออกสินค้าดังกล่าวข้างต้นของจำเลยที่ 1 พบว่าไม่มีการส่งออกซึ่งสินค้าใด ๆ ตามใบขนสินค้าขาออกดังกล่าวไปยังประเทศสิงคโปร์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการสำแดงเท็จเพื่อทุจริตฉ้อโกงค่าชดเชยภาษีอากร จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ไม่มีสิทธิในการรับโอนบัตรภาษีไปจากจำเลยที่ 1 ต้องคืนบัตรภาษีหรือชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในมูลหนี้จำนวน 273,628.10 บาทพร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 7 ถึงที่ 12 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 6รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้จำนวน 275,372.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าวในฐานะส่วนตัว โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสิบสองแล้วเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนบัตรภาษีหากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 93,830.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม2532 จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ย 68,613.56 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 คืนบัตรภาษี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 87,507.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2532 จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ย63,989.60 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 273,628.10 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม2532 จนถึงวันฟ้อง (ดอกเบี้ย 200,090.55 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 6 ถึงที่ 12 คืนบัตรภาษี หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้เงินตามราคาบัตรภาษีจำนวน 275,372.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2532 จนถึงวันฟ้อง(ดอกเบี้ย 201,365.87 บาท) และนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบสองขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 1 ที่ 4ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 11 และที่ 12 ขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนบัตรภาษีชนิดราคาและชนิดไม่กำหนดราคาที่ระบุจำนวนเงินชดเชยเป็นจำนวนเงิน 730,337.87 บาท ให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 12

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 12 จะต้องคืนบัตรภาษีหรือเงินตามจำนวนมูลค่าบัตรและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่เพียงใดเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้สำเนาข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าได้มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้น ต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ซึ่งเป็นผู้รับโอนบัตรภาษีจากจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่หลอกลวงโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์จ่ายเงินชดเชยเป็นบัตรภาษีจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่มิชอบด้วยกฎหมายเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปของบัตรภาษีจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้โอน กรณีจึงถือได้ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นการให้โจทก์เสียเปรียบ เงินชดเชยค่าภาษีอากรที่จ่ายในรูปบัตรภาษีจำนวน 730,337.87 บาท จึงเป็นลาภมิควรได้ มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการยื่นคำขอชดเชยค่าภาษีอากรต่อโจทก์ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 อันมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้รับไปซึ่งบัตรภาษีที่มีจำนวนเงินตามบัตรภาษี 730,337.87 บาท ซึ่งทางนำสืบของโจทก์ตามคำเบิกความของนายจรินทร์ ลิมปกาญจน์ นิติกรสำนักกฎหมายของโจทก์ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้รับบัตรภาษีจำนวน 93,830.50 บาทเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2532 ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 34จำเลยที่ 3 ได้รับบัตรภาษีจำนวน 87,507.14 บาท เมื่อวันที่ 18พฤษภาคม 2532 ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 145 จำเลยที่ 4ได้รับบัตรภาษีจำนวน 93,340.95 บาท 93,340.95 บาท และ86,946.20 บาท เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2532 วันที่ 17 พฤษภาคม2532 และวันที่ 18 พฤษภาคม 2532 ตามลำดับ ตามเอกสารหมายจ.3 แผ่นที่ 82, 68 และ 51 ตามลำดับ และจำเลยที่ 6 ได้รับบัตรภาษีจำนวน 91,790.71 บาท 91,790.71 บาท และ 91,790.71 บาทเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2532 วันที่ 17 พฤษภาคม 2532 และวันที่ 22พฤษภาคม 2532 ตามลำดับตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 116, 101และ 131 ตามลำดับ และก่อนฟ้องคดีโจทก์ได้ทวงถามไปยังจำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 แล้วตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึง 8 มีตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 6 ไปพบโจทก์ แต่ไม่มีการคืนบัตรภาษีและเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้อง ปรากฏว่าจำเลยทั้งสิบสองขาดนัดยื่นคำให้การดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบฟังได้ว่าจำเลยทั้งสิบสองไม่สามารถจะคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ได้ เห็นได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายแล้วและการที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวคืนบัตรภาษีชนิดราคาและชนิดไม่กำหนดราคาที่ระบุจำนวนเงินชดเชย730,337.87 บาท นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะบัตรภาษีมิได้อยู่ที่จำเลยที่ 1 แล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจำนวนเท่าใดและโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยเพียงใดข้อนี้เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ได้รับสิทธิตามบัตรภาษีไปจากโจทก์ในฐานลาภมิควรได้ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่สามารถร่วมกันคืนบัตรภาษีหรือชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีที่พิพาทจำนวน730,337.87 บาท โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากการที่ไม่ได้รับบัตรภาษีที่พิพาทคืน และหากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ไม่สามารถคืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6ต้องชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีที่พิพาท 730,337.87 บาท และจำเลยที่ 1 ต้องชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีที่พิพาท 730,337.87บาท จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์ มีผลแต่วันที่ทำละเมิดหรือวันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เมื่อมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกบัตรภาษีคืนจากจำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เป็นมูลหนี้ลาภมิควรได้ และต้องชดใช้จำนวนเงินตามบัตรภาษีพิพาทที่จำเลยแต่ละคนรับไป เช่นนี้ เห็นว่าตามคำเบิกความของร้อยโทเทียนชัยตอบทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3ถามค้าน ฟังได้ว่าบัตรภาษีที่จำเลยที่ 1 ขอให้ใส่ชื่อผู้โอนนั้น นอกจากจะมีคำร้องของจำเลยที่ 1 แล้วจะต้องมีหนังสือแสดงของผู้รับโอนว่าจะเป็นผู้รับโอนจากจำเลยที่ 1 เสนอต่อโจทก์ ดังนี้ แสดงว่าจำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะต้องมีการติดต่อกับจำเลยที่ 1 มาก่อนที่จะมีการออกบัตรภาษี และเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4และที่ 6 ก็ขาดนัดยื่นคำให้การโดยจำเลยที่ 4 และที่ 6 ขาดนัดพิจารณาด้วยข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 รับโอนบัตรภาษีมาโดยสุจริต ดังนั้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 จะต้องคืนเงินหรือเวลาที่โจทก์เรียกคืนบัตรภาษี และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 และเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 4 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2แผ่นที่ 7 จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 และ1077(2) ประกอบด้วยมาตรา 1080 ส่วนจำเลยที่ 7 ถึง 12 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 6 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ถึง 3 จำเลยที่ 7 ถึง 12 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 6 ในหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 93,830.50 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 93,830.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ต้องไม่เกิน68,613.56 บาท และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 87,507.14 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 87,507.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 63,989.60 บาท และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และที่ 5 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า273,628.10 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน273,628.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 200,090.55 บาท และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ถึง 12 คืนบัตรภาษีให้แก่โจทก์มูลค่า 275,372.13 บาท หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 275,372.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน201,365.87 บาท กับให้จำเลยทั้งสิบสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 406 ม. 420
พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัท เซาเบ ซิตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2544
#36526
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้ายประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2518 มาตรา 17 ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม การที่ ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบโดยพยานเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรมจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้วแม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและไม่มีสิทธิ นำพยานเข้าสืบก็ตาม

โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่จากกรุงเทพมหานครจำเลย เมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2542 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่งการนับ ระยะเวลานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับ วันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน" ดังนั้นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

หนี้ที่กรุงเทพมหานครจำเลยต้องชำระคืนแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งการที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่จะต้องชำระแก่โจทก์แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตคลองเตยของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของทรัพย์สินในอาคารชุดมโนรมย์ ตั้งอยู่เลขที่ 3354/4และ 3354/43 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครของโจทก์ที่ให้ผู้อื่นเช่าประจำปีภาษี 2541 โดยอาคารชุดเลขที่ 3354/4ประเมินค่ารายปีจำนวน 984,000 บาท ค่าภาษีจำนวน 41,000 บาทอาคารชุดเลขที่ 3354/43 ประเมินค่ารายปีจำนวน 1,763,040 บาทค่าภาษี จำนวน 220,380 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ประเมินค่ารายปีจากอัตราค่าเช่าเดิมของปีที่ล่วงมาแล้วเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอัตราค่าเช่าทั้งปีที่โจทก์ได้รับจริง ซึ่งโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าดังนี้ อาคารชุดเลขที่ 3354/4 โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน328,000 บาท อาคารชุดเลขที่ 3354/43 โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน531,600 บาท โจทก์เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีไม่ถูกต้องโดยเรียกเก็บค่าภาษีจากโจทก์เกินไปจำนวน 172,130 บาท จึงได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2541ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยที่ 2 โดยชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินโจทก์นำเงินไปชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยที่ 1 ประเมินครบถ้วนแล้วขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนค่าภาษีที่เรียกเก็บเงินเกินไปจำนวน172,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมชำระคืนตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบแล้วและโจทก์ฟ้องคดีเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้การประเมินตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 13 เล่มที่ 62 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 21 เลขที่ 29 ลงวันที่ 19 เมษายน 2542โดยให้กำหนดค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 3354/4 เป็นเงิน 927,875.98บาท (ที่ถูกคือ 309,291.92 บาท) ค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 3354/43เป็นเงิน 927,875.98 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีให้โจทก์จำนวน 106,734 บาท ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของอาคารชุดเลขที่ 3354/4 และ 3354/43ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13กรกฎาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของอาคารชุดดังกล่าวประจำปีภาษี 2541 แก่โจทก์โดยอาคารชุดเลขที่ 3354/4 ประเมินค่ารายปีจำนวน 328,000 บาทค่าภาษีจำนวน 41,000 บาท อาคารชุดเลขที่ 3354/43 ประเมินค่ารายปีจำนวน 1,763,040 บาท ค่าภาษีจำนวน 220,380 บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมิน ก่อนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปี 2540 ของอาคารชุดทั้งสองห้องดังกล่าวกับอาคารอื่นของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 71/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 52/2542 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและกำหนดค่ารายปีของอาคารชุดเลขที่ดังกล่าวหลังละ 927,875.98 บาท ศาลฎีกาพิพากษายืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานมาสืบเองเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2518 มาตรา 17 ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบโดยพยานทั้งหมดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรมจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบก็ตามกรณีหาอาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปดังจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2542 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่งการนับระยะเวลานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน" ดังนั้นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งการที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยทั้งสองที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยทั้งสองได้ ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 87
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อรรถกระวี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2544
#69484
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2518 มาตรา 17 ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมการที่ศาลภาษีอากรเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบ โดยพยานเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจำเลยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรม จึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและโจทก์ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบก็ตาม กรณีหาอาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปไม่

โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่จากกรุงเทพมหานครจำเลย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2542 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่งการนับระยะเวลานั้น ป.พ.พ. มาตรา193/3 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน..." ดังนั้น วันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

หนี้ที่กรุงเทพมหานครจำเลยต้องชำระคืนแก่โจทก์เป็นหนี้เงินโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตาม ป.พ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา39 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษีท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยยังไม่ชำระโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ พนักงานเก็บภาษี สำนักงานเขตคลองเตยของจำเลยที่ ๑ ได้แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของทรัพย์สินในอาคารชุดมโนรมย์ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๓๕๔/๔ และ ๓๓๕๔/๔๓ ถนนพระราม ๔แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่ให้ผู้อื่นเช่าประจำปีภาษี ๒๕๔๑ โดยอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔ ประเมินค่ารายปีจำนวน๙๘๔,๐๐๐ บาท ค่าภาษีจำนวน ๔๑,๐๐๐ บาท อาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔๓ประเมินค่ารายปีจำนวน ๑,๗๖๓,๐๔๐ บาท ค่าภาษีจำนวน ๒๒๐,๓๘๐ บาทพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประเมินค่ารายปีจากอัตราค่าเช่าเดิมของปีที่ล่วงมาแล้วเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอัตราค่าเช่าทั้งปีที่โจทก์ได้รับจริง ซึ่งโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าดังนี้ อาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน ๓๒๘,๐๐๐ บาท อาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔๓โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน ๕๓๑,๖๐๐ บาท โจทก์เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีไม่ถูกต้องโดยเรียกเก็บค่าภาษีจากโจทก์เกินไปจำนวน ๑๗๒,๑๓๐ บาท จึงได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม๒๕๔๑ ต่อมาวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยที่ ๒ โดยชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประเมิน โจทก์นำเงินไปชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยที่ ๑ ประเมินครบถ้วนแล้ว ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ ๑ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ ๒ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีที่เรียกเก็บเงินเกินไปจำนวน ๑๗๒,๑๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมชำระคืนตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ กำหนดค่ารายปีสำหรับอาคารทั้งสองดังกล่าวของโจทก์ โดยถือเอาตามค่ารายปีของปีภาษี ๒๕๔๐ อันเป็นปีที่ล่วงแล้วมาเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียปีภาษี ๒๕๔๑ นอกจากนี้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ยังได้ประเมินโดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของอาคารเลขที่อื่น ๆ ของโจทก์ที่มีลักษณะของอาคาร ขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์เป็นอย่างเดียวหรือคล้ายคลึงกัน ซึ่งปรากฏว่าอาคารเลขที่อื่นคิดค่าเช่าในอัตราที่สูงกว่าอัตราค่าเช่าสำหรับอาคารเลขที่พิพาทในคดีนี้ การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ชอบแล้ว ทั้งโจทก์ฟ้องคดีเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษาให้แก้การประเมินตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ ๑๓ เล่มที่ ๖๒ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ ๒๑ เลขที่ ๒๙ ลงวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๒ โดยให้กำหนดค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ ๓๓๕๔/๔ เป็นเงิน ๙๒๗,๘๗๕.๙๘ บาท (ที่ถูกคือ๓๐๙,๒๙๑.๙๒ บาท ค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ ๓๓๕๔/๔๓ เป็นเงิน๙๒๗,๘๗๕.๙๘ บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีให้โจทก์จำนวน๑๐๖,๗๓๔ บาท ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วทางพิจารณาพยานที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกมาสืบเบิกความว่า เมื่อผู้รับประเมินยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จะตรวจดูค่ารายปีของปีที่ผ่านมา กับตรวจสอบสัญญาเช่าว่ามีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่าหรือไม่ หากเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นก็จะประเมินค่ารายปีสูงกว่าค่ารายปีของปีที่ผ่านมา หากอัตราค่าเช่าลดลงพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ไม่มีอำนาจประเมินค่ารายปีลดลง หากผู้รับประเมินประสงค์จะให้ลดค่ารายปีลง จะต้องยื่นคำร้องขอลดค่ารายปีต่อจำเลยที่ ๑ สำหรับโจทก์มิได้ขอลดค่ารายปีพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงประเมินค่ารายปีเท่ากับค่ารายปีของปีที่ผ่านมาโดยเปรียบเทียบกับอัตราค่าเช่าของอาคารข้างเคียงด้วยซึ่งมีอัตราค่าเช่าสูงกว่าอัตราค่าเช่าอาคารของโจทก์มาก

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔ และ ๓๓๕๔/๔๓ ถนนพระราม ๔แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม๒๕๔๑ พนักงานเก็บภาษีของจำเลยที่ ๑ แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของอาคารชุดดังกล่าวประจำปีภาษี ๒๕๔๑ แก่โจทก์ โดยอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔ ประเมินค่ารายปีจำนวน ๓๒๘,๐๐๐ บาท ค่าภาษีจำนวน๔๑,๐๐๐ บาท อาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔๓ ประเมินค่ารายปีจำนวน๑,๗๖๓,๐๔๐ บาท ค่าภาษีจำนวน ๒๒๐,๓๘๐ บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ ๒ ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ ๒ พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประเมิน ก่อนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ ที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปี ๒๕๔๐ ของอาคารชุดทั้งสองห้องดังกล่าวกับอาคารอื่นของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่๗๑/๒๕๔๑ คดีหมายเลขแดงที่ ๕๒/๒๕๔๒ ของศาลภาษีอากรกลางซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและกำหนดค่ารายปีของอาคารชุดเลขที่ดังกล่าวหลังละ ๙๒๗,๘๗๕.๙๘ บาท ศาลฎีกาพิพากษายืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานมาสืบเองเป็นการชอบหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๖ วรรคท้ายประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ.๒๕๑๘ มาตรา ๑๗ ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบ โดยพยานทั้งหมดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรมจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบก็ตาม กรณีหาอาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปดังจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ค่ารายปีประจำปีภาษี ๒๕๔๑ ของอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔ และ๓๓๕๔/๔๓ ควรมีจำนวนเท่าใด นางสาวลดาวรรณ ชูติกาญจน์พยานศาลซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ เบิกความว่า พยานประเมินค่ารายปีของอาคารเลขที่ ๓๓๕๔/๔ และ ๓๓๕๔/๔๓ เท่ากับค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้ว โดยเปรียบเทียบกับค่ารายปีของอาคารข้างเคียงด้วย นายประสบโชค ใจเพ็ชร พยานศาลอีกปากหนึ่งเบิกความสนับสนุนว่าได้เปรียบเทียบกับอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๑๘ ของกองมรดก คุณหญิงดุษฎีศุภมงคล ซึ่งประเมินค่ารายปีจำนวน ๑,๑๐๒,๘๐๐ บาท เห็นว่า ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเอกสารหมาย ล.๑แผ่นที่ ๒๐ ถึง ๒๒ โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี ๒๕๔๑ สำหรับอาคารชุดของโจทก์รวม ๑๓ ห้อง ทุกห้องอยู่ชั้นเดียวกัน และมีขนาดกว้าง ๑๓.๒๕ เมตร ยาว ๒๐.๙๐ เมตรเท่ากัน เว้นแต่อาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๕ ที่มีเนื้อที่เพียง ๑๓.๙๐ ตารางเมตรนอกจากอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔ และ ๓๓๕๔/๔๓ แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประเมินค่ารายปีเกินจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาทเพียงห้องเดียว คือ อาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔๐ ซึ่งประเมินค่ารายปีจำนวน ๙๑๕,๔๒๐ บาท นอกจากนี้ประเมินค่ารายปีต่ำกว่า๙๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งสิ้น อาคารชุดทั้งหมดตั้งอยู่ในอาคารหลังเดียวกันมีลักษณะของอาคาร ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่อาคารดังกล่าวได้รับประโยชน์ใกล้เคียงกัน การนำค่ารายปีมาเปรียบเทียบจึงต้องนำค่ารายปีของอาคารชุดอื่นมาเปรียบเทียบด้วย มิใช่นำค่ารายปีเฉพาะของอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๑๘ มาเปรียบเทียบเท่านั้น เมื่ออาคารส่วนใหญ่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ ประเมินค่ารายปีจำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาทเศษเท่านั้น การที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่ารายปีของอาคารชุดเลขที่ ๓๓๕๔/๔ และ ๓๓๕๔/๔๓ เท่ากับค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วในอัตราตารางเมตรละ ๒๗๙.๒๒ บาท ต่อเดือนตามคำพิพากษาศาลฎีกาคิดเป็นค่ารายปีหลังละ ๙๒๗,๘๗๕.๙๘ บาท โดยคำนวณค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ ๓๓๕๔/๔ เพียง ๔ เดือน ตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ ๑ จึงเหมาะสมแล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน๒๕๔๒ และนำคดีมาฟ้องวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ซึ่งการนับระยะเวลานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสองบัญญัติว่า"ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์เดือนหรือปี มีให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน..." ดังนั้นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.๒๕๗๕ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่าที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงินปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง การที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.๒๕๗๕ มาตรา ๓๙ วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยทั้งสองที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่จำเลยทั้งสองได้ ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/3 ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 87
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31 ม. 39
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอรรถกระวี จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ โวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ — ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 750/2544
#36525
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินข้อ 5 ระบุว่า "ทั้งสองได้ทำหนังสือสัญญากันเรียบร้อยแล้ว มีกำหนดเวลาปี 2537 พร้อมดอกเบี้ยไม่มี" จึงเห็นได้ว่ามิได้กำหนดวันและเดือนที่จะไปโอนที่ดินพิพาทไว้ในสัญญา เมื่อปรากฏว่าโจทก์จำเลยต่างได้ทวงถามให้อีกฝ่ายหนึ่งไปทำการโอนและรับโอนที่ดินพิพาทหลายครั้ง จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายแต่ยังคงติดใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อกันต่อไปโดยมิได้มีเจตนาถือเอา กำหนดเวลาตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ให้ ม. ไปบอกจำเลยให้ไปรับโอนที่ดินในวันรุ่งขึ้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลา พอสมควรแล้วบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินพิพาทที่เหลือตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิ บอกเลิกสัญญา ส่วนจำเลยได้กำหนดให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าวถือเป็นกำหนดระยะเวลา พอสมควรแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวแต่โจทก์ไม่ปฏิบัติ ตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2535 จำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 15768 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกเนื้อที่ 75 ตารางวา ในราคา 46,000 บาท จากโจทก์ จำเลยวางมัดจำให้แก่โจทก์แล้ว 26,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 20,000 บาท ตกลงชำระภายในปี 2537หากจำเลยไม่ไปรับโอนที่ดินให้ถือว่าสัญญาเป็นอันยกเลิก เมื่อครบกำหนดจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือให้แก่โจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินและไปรับโอนที่ดินจากโจทก์หลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำและให้ออกจากที่ดินไปยังจำเลยแต่จำเลยเพิกเฉยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและไม่ออกไปจากที่ดิน ทำให้โจทก์เสียหาย ที่ดินดังกล่าวหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15768 ตำบลบ้านกร่างอำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ1,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทในราคา 40,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2532 จำเลยชำระค่าที่ดินแล้ว 26,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 14,000 บาท จะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งโจทก์ขอเวลา 1 ปี เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารก่อน โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินได้ทันที ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2533 โจทก์ผัดผ่อนการโอนที่ดินไปอีก1 ปี เนื่องจากยังไม่ได้ไถ่ถอนจำนองและขอเงินเพิ่มอีก 6,000 บาท ซึ่งจำเลยตกลงยินยอม วันที่ 3 กรกฎาคม 2535 โจทก์ขอผัดผ่อนการโอนเป็นภายในปี 2537 และได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายขึ้นอีก 1 ฉบับ จนครบปี 2537 โจทก์ขอผัดผ่อนอีก กระทั่งวันที่ 19 เมษายน 2538 จำเลยทราบว่าโจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารแล้ว จึงติดต่อทวงถามให้โจทก์โอนที่ดินให้แก่จำเลยแต่โจทก์ขอเพิ่มเงินค่าที่ดินอีก จำเลยไม่ยินยอมจึงมีหนังสือบอกกล่าวไปยังโจทก์ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน โจทก์เพิกเฉยขอให้ยกฟ้องโจทก์และบังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15768 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกให้แก่จำเลยโดยให้โจทก์ออกค่าธรรมเนียมและภาษีในการโอนหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์แล้วจึงให้โจทก์รับเงิน 20,000 บาท ไปจากจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยผัดผ่อนการโอนที่ดินสัญญาซื้อขายฉบับปี 2533 จำเลยทำกับนางแห เขียวหอม ภริยาโจทก์โดยโจทก์ไม่ทราบ ต่อมาปี 2535 โจทก์ทราบจึงมีการทำสัญญากันใหม่ขณะนั้นจำเลยไม่มีเงินชำระให้แก่โจทก์จึงทำสัญญาว่าจะชำระค่าที่ดินภายใน 2537 แต่จำเลยก็ไม่ชำระ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาซื้อขายดังกล่าวขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15768 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกคำขออื่นของโจทก์ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์รับเงิน20,000 บาท จากจำเลยแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่15768 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ให้แก่จำเลย คำขออื่นในฟ้องแย้งให้ยก หากโจทก์ไม่ดำเนินการโอนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 5ระบุว่า "ทั้งสองได้ตกลงทำหนังสือสัญญากันเรียบร้อยแล้ว มีกำหนดเวลาปี2537 พร้อมดอกเบี้ยไม่มี" จึงเห็นได้ว่า มิได้กำหนดวันและเดือนที่จะไปโอนที่ดินพิพาทไว้ในสัญญาซึ่งจากคำเบิกความของจำเลยได้ความว่า ในปลายปี2537 จำเลยมีเงินจำนวน 20,000 บาท เพื่อชำระให้แก่โจทก์ แต่ขณะนั้นที่ดินพิพาทยังติดจำนองอยู่จึงไม่ได้นำเงินไปชำระให้แก่โจทก์ จำเลยเคยไปที่บ้านนางบังอรภริยาโจทก์อีกคนหนึ่งทวงถามให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทหลายครั้งโดยจำเลยมีนายสละ จีนด้วง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 7 เบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ปี 2537 จำเลยไปหาพยานเรียกโจทก์ไปโอนที่ดินพิพาท ถ้าโอนไม่ได้ก็ต่อสัญญา พยานเรียกโจทก์มาพบ แต่โจทก์ไม่มาพบโดยขอผัดผ่อน 3 ครั้งหลังจากนั้นพยานจึงแนะนำจำเลยให้ไปฟ้องร้องกันเองและจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า หลังจากโจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแล้ว วันที่ 17พฤษภาคม 2538 โจทก์ให้นายแมะ หุ่นทอง ไปบอกจำเลยว่าให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทในวันที่ 18 พฤษภาคม 2538 ดังนี้จากพฤติการณ์ตามที่ได้ความดังกล่าวประกอบกับจำเลยยังมีหนังสือบอกกล่าวตามเอกสารหมาย ล.3 ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวยังถือไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยายตามที่โจทก์ฎีกา โจทก์และจำเลยยังคงติดใจที่จะปฏิบัติตามสัญญาต่อกันต่อไปโดยมิได้มีเจตนาถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาจะซื้อขาย เอกสารหมาย จ.2 เป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ให้นายแมะไปบอกจำเลยให้ไปรับโอนที่ดินในวันรุ่งขึ้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินค่าที่ดินพิพาทที่เหลือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ดังนั้น โจทก์ยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อขายแก่จำเลย ส่วนจำเลยได้กำหนดระยะเวลาพอสมควรให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทตามหนังสือบอกกล่าวเอกสารหมาย ล.3ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแต่สั่งค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับโดยไม่ระบุชั้นศาล ซึ่งไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดี เขียวหอม
จำเลย — นาย โย นาคมี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 748/2544
#36432
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นพับโฆษณาที่มีข้อความกล่าวถึงขนาด เนื้อที่อาคารราคาเซ้งต่อห้อง 20 ปี การผ่อนชำระเงิน วันจอง ทำสัญญา ผ่อนชำระชำระวันโอนสิทธิ การผ่อนชำระแก่สถาบันการเงินอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปีซึ่งหากผู้ใดสนใจจะจองห้องเช่าที่ขนาดใดต้องติดต่อขอทำสัญญากับโจทก์นั้นเป็นการชวนเชิญให้จำเลยเป็นฝ่ายทำคำเสนอเท่านั้น ไม่ชัดเจนแน่นอนพอที่จะถือเป็นคำเสนอ

สัญญาจองห้องเช่าระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่าหากจำเลยประสงค์ให้ติดต่อแหล่งเงินทุนเพื่อการกู้ยืมเงินชำระค่าเช่า จำเลยจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จำเลยต้องไปพบเจ้าหน้าที่ของแหล่งเงินทุน และปฏิบัติตามข้อกำหนดของแหล่งเงินทุนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายในการกู้ยืม และจดทะเบียนต่าง ๆ เองทั้งสิ้น เป็นการอนุเคราะห์ให้ความสะดวกแก่จำเลย หากแหล่งเงินทุนไม่อนุมัติ จำเลยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญานี้ จะยกการไม่อนุมัติเงินกู้มาเป็นเหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ โจทก์เป็นเพียงคนกลางติดต่อหาแหล่งเงินกู้ให้เท่านั้น มิใช่เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องติดต่อหาแหล่งเงินกู้ให้จำเลยจนได้รับอนุมัติให้กู้เงินได้ตามจำนวนที่กำหนด ดังนั้น เมื่อโจทก์ติดต่อให้จำเลยกู้เงินจากบริษัทเงินทุนแล้ว แต่จำเลยได้รับอนุมัติให้กู้เพียง1,200,000 บาท ยังขาดอยู่อีกประมาณ 500,000 บาท การที่จำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ เลขที่ 2100/1218 โครงการพนาสิน 2 จำเลยได้เช่าอาคารเลขที่ดังกล่าวจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 โดยจำเลยต้องชำระค่าเช่าล่วงหน้า1,900,000 บาท และจำเลยได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าในวันจองเป็นเงิน 15,000 บาท และได้ชำระงวดที่ 1 ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 55,000 บาท ชำระงวดที่สองในเดือนกรกฎาคม 2539 เป็นเงิน 55,000 บาท และต้องชำระงวดสุดท้ายในวันจดทะเบียนการเช่าเป็นเงิน 1,775,000 บาท ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยไปจดทะเบียนการเช่าและชำระค่าเช่าล่วงหน้าจำนวน 1,775,000 บาทแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย สัญญาจองจึงเป็นอันสิ้นสุดและโจทก์ได้ริบเงินที่จำเลยชำระมาแล้วทั้งหมด กับให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากห้องพิพาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารเลขที่ 2100/1218 พร้อมส่งมอบอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 30,916 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 24,550 บาทแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารดังกล่าว

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการติดต่อแหล่งเงินทุนให้แก่จำเลย ตามแผ่นพับโฆษณาโครงการพนาสิน 2 ซึ่งโจทก์ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการผ่อนชำระกับสถาบันการเงินให้แก่ลูกค้าที่มาติดต่อเช่าอาคารของโจทก์แต่โจทก์ไม่สามารถแหล่งเงินทุนให้แก่จำเลยได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 2100/1218 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมากเขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และส่งมอบอาคารดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2539 จำเลยได้ทำสัญญาจองห้องเช่าพิพาทเลขที่ 2100/1218ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการพนาสิน 2 จากโจทก์มีระยะเวลาเช่าตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ตกลงชำระค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงิน 1,900,000 บาท โดยชำระในวันทำสัญญาจองเป็นเงิน 15,000 บาทส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นงวด งวดที่ 1 และที่ 2 ชำระงวดละ 55,000 บาทที่เหลืออีกจำนวน 1,775,000 บาท กำหนดชำระในวันจดทะเบียนการเช่าโดยโจทก์จะมีหนังสือแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนให้จำเลยทราบ หากจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิริบเงินที่ชำระมาแล้วทั้งหมด แต่หากมีการทำสัญญาเช่าจำเลยต้องชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์สำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 เดือนละ 800 บาทตามสัญญาจองห้องเช่าเอกสารหมาย จ.5 หลังจากวันทำสัญญาจอง โจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าก่อนมีการจดทะเบียนการเช่าและจำเลยเข้าใช้ประโยชน์ในอาคารที่เช่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2539 เป็นต้นมาโดยจำเลยจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.เอส.โอ.เอ. มีจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาโจทก์แนะนำบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิตจำกัด ให้จำเลยเพื่อกู้ยืมเงิน แต่ไม่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงิน โจทก์มีหนังสือนัดหมายจำเลยให้ไปจดทะเบียนการเช่าและชำระค่าเช่าล่วงหน้า จำนวน1,775,000 บาท ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2540 สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาบางกะปิ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว ตามสำเนาหนังสือและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 แต่จำเลยไม่ไปตามนัด

พิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อความในแผ่นพับโฆษณาโครงการพนาสิน 2 ของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นคำเสนอให้เข้าทำสัญญาจองห้องเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 หรือ ล.7 อันเป็นการขายสิทธิการเช่าเป็นการขายตามคำพรรณาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แผ่นพับโฆษณาเอกสารหมาย ล.1เป็นคำเสนอ และคำมั่นที่จะหาแหล่งเงินทุนมาให้จำเลยกู้ เมื่อจำเลยสนองรับโดยเข้าทำสัญญาวางเงินมัดจำตามหนังสือมัดจำเอกสารหมายล.4 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหาแหล่งเงินทุนให้จำเลยกู้ เมื่อโจทก์ไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนให้จำเลยกู้ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญานั้น เห็นว่าแผ่นพับโฆษณาเอกสารหมาย ล.1 เป็นเพียงหนังสือเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปจองห้องเช่าเท่านั้น เพราะได้มีการเสนอเป็นเอกสารแก่บุคคลทั่วไป โดยมีข้อความกล่าวถึง ขนาด เนื้อที่อาคาร ราคาเซ้งต่อห้อง 20 ปี การผ่อนชำระเงิน วันจอง ทำสัญญา ผ่อนชำระ ชำระวันโอนสิทธิการผ่อนชำระแก่สถาบันการเงินอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ซึ่งหากผู้ใดสนใจจะจองห้องเช่าเนื้อที่ขนาดใดก็ติดต่อขอทำสัญญากับโจทก์อันเป็นการชวนเชิญให้จำเลยเป็นฝ่ายทำคำเสนอเท่านั้น หนังสือเชิญชวนดังกล่าวจึงยังไม่ชัดเจนแน่นอนพอที่จะถือเป็นคำเสนอสำหรับสัญญาจองห้องเช่าตามเอกสารหมาย จ.5ข้อ 5 ซึ่งระบุว่าหากผู้รับสัญญาประสงค์ให้ผู้ให้สัญญาติดต่อแหล่งเงินทุนเพื่อการกู้ยืมเงินชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามข้อ 3.4 ผู้รับสัญญาจะต้องแจ้งให้ผู้ให้สัญญาทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร และผู้รับสัญญาต้องไปพบเจ้าหน้าที่ของแหล่งเงินทุนตามกำหนดนัด และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของแหล่งเงินทุนดังกล่าวโดยผู้รับสัญญาเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการกู้ยืม และจดทะเบียนต่าง ๆ เองทั้งสิ้น ซึ่งในวรรคสองของข้อ 5 ระบุว่า การติดต่อแหล่งเงินทุนเป็นเรื่องการอนุเคราะห์ให้ความสะดวกแก่ผู้รับสัญญาของผู้ให้สัญญา หากแหล่งเงินทุนไม่อนุมัติการกู้ไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ผู้รับสัญญาต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญานี้จะยกเหตุการไม่อนุมัติเงินกู้ของแหล่งเงินทุนมาเป็นเหตุในการไม่ปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ เห็นได้ว่าโจทก์เป็นเพียงคนกลางที่จะติดต่อหาแหล่งเงินกู้ให้จำเลยเท่านั้น หากจำเลยประสงค์จะกู้เงิน แต่ถ้าจำเลยไม่ประสงค์จะกู้เงินก็ไม่ต้องให้โจทก์ช่วยหาแหล่งเงินกู้ให้ หรือจำเลยอาจหาแหล่งเงินกู้เองก็ได้มิได้หมายความว่าเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องติดต่อหาแหล่งเงินกู้ให้จำเลยจนได้รับอนุมัติให้กู้เงินได้ตามจำนวนที่กำหนด เป็นแต่โจทก์จะอำนวยความสะดวกให้เท่านั้น เช่นการที่โจทก์อำนวยความสะดวกแก่จำเลยในการยื่นเอกสารคำขอกู้เงิน ซึ่งให้ลูกค้ากรอกรายละเอียดสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองเงินเดือนหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทและบัญชีเงินฝากย้อนหลัง6 เดือน ซึ่งจำเลยนำเอกสารนั้นไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ แต่แหล่งเงินกู้ที่โจทก์ติดต่อให้จำเลยนั้นจะให้จำเลยกู้เงินหรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใดโจทก์ไม่รับรอง จึงได้ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยจะยกเอาเหตุการไม่อนุมัติเงินกู้ของแหล่งเงินทุนมาเป็นเหตุในการไม่ปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยกู้เงินจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด แล้ว แต่จำเลยได้รับอนุมัติให้กู้เพียง1,200,000 บาท ยังขาดอยู่อีกประมาณ 500,000 บาท แม้จำเลยติดต่อโจทก์จะขอให้โจทก์ให้จำเลยกู้เงิน จำนวน 1,700,000 บาท โจทก์รับจะนำเงื่อนไขของจำเลยมาพิจารณาก็เป็นเพียงคำเสนอของจำเลยเท่านั้นเมื่อโจทก์ไม่สนองรับ จำเลยก็ไม่พ้นความรับผิดที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาจองห้องเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 3 และข้อ 4 การที่จำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือและไม่ไปจดทะเบียนการเช่าตามที่โจทก์กำหนด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมบอกเลิกสัญญาได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 354 ม. 387
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พนาสินเรียลเอสเตท จำกัด
จำเลย — นาย ศักดิ์นที ต่อวงศ์ไพชยนต์
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2544
#36431
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญาซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเอง

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน 1,788,000 บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขายโดยเงินมัดจำดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 3 ฉบับ และโจทก์นำมาฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 เพียง 1 ฉบับ เมื่อเช็คเป็นตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินเมื่อทวงถามให้แก่ผู้รับเงินจึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้ จึงส่งมอบให้แก่กันเป็นมัดจำได้แม้เช็คลงวันที่หลังจากวันทำสัญญา เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 23 เมษายน 2540 จำนวนเงิน1,472,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่ามัดจำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33951 ระหว่างนางสาวเนื้อทิพย์ ภูเขียว ผู้จะขายและจำเลยผู้จะซื้อซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายโดยนางสาวเนื้อทิพย์ตกลงให้จำเลยออกเช็คและมอบให้แก่โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ที่นางสาวเนื้อทิพย์เป็นหนี้โจทก์อยู่ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนางสาวเนื้อทิพย์จึงมีสิทธิริบเงินมัดจำตามสัญญา ครั้นเมื่อถึงวันที่ลงในเช็ค โจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวเนื้อทิพย์ภูเขียว บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33951 ตำบลดอกไม้อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ตามเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยออกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 23เมษายน 2540 จำนวนเงิน 1,472,000 บาท มอบให้แก่โจทก์ไว้ เมื่อถึงวันที่ลงในเช็คโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย ตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมายจ.4 และ จ.5 ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้จ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการชำระค่ามัดจำ การสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 เห็นว่า คำว่ามัดจำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 377 นั้น มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญาซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเองเมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน 1,788,000 บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขายและผู้จะขายได้รับไว้ถูกต้องแล้ว โดยเงินมัดจำดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 3 ฉบับ และโจทก์นำมาฟ้องเพียง1 ฉบับ คือเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเช็คคือหนังสือตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่าผู้รับเงินจึงเป็นทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้ จึงส่งมอบให้แก่กันเป็นมัดจำได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เช็คพิพาทลงวันที่หลังจากวันทำสัญญาถึง 6 เดือนเศษ มูลหนี้ตามเช็คจึงไม่ใช่เงินมัดจำตามกฎหมาย ขณะที่จำเลยออกเช็คจึงไม่มีการวางมัดจำตามความหมายของกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลย ทั้งผลการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิในการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาปัญหาดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 138 ม. 377
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปัญญา ภูเขียว โดยนางสาว เนื้อทิพย์ ภูเขียว ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นาย วัฒนา วรรณโสภา
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2544
#68729
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า มัดจำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญา ซึ่งอาจเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเอง สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยระบุว่า ในวันทำสัญญาผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน 1,788,000 บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขายโดยเงินมัดจำดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 3 ฉบับ เมื่อเช็คเป็นตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินเมื่อทวงถามให้แก่ผู้รับเงิน จึงเป็นทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เพราะสามารถเรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้จึงส่งมอบ ให้แก่กันเป็นมัดจำได้ แม้เช็คลงวันที่หลังจากวันทำสัญญา แต่เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2539 จำเลยออกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า ลงวันที่ 23 เมษายน 2540 จำนวนเงิน 1,472,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่ามัดจำสัญญาจะซื้อ จะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33950 โดยมอบเช็คให้แก่โจทก์ ครั้นเมื่อถึงวันที่ลงในเช็ค โจทก์นำไปเข้าบัญชีของโจทก์ ที่ธนาคารศรีนครจำกัด (มหาชน) สาขาสะพานพระปิ่นเกล้า เพื่อเรียกเก็บเงินตามวิธีการของธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2540 โดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่กรรมนางสาวเนื้อทิพย์ ภูเขียว บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้จ่ายเช็คพิพาทเพื่อเป็นการชำระค่ามัดจำ การสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยในฐานะผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เห็นว่า คำว่ามัดจำตาม ป.พ.พ. มาตรา 373 นั้น มีความหมายว่าจะต้องเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ให้ไว้แก่กัน เมื่อเข้าทำสัญญาซึ่งอาจจะเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นซึ่งมีค่าในตัวเอง เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2 ระบุว่า ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้รับเงินจำนวน 1,788,000 บาท เพื่อเป็นการวางมัดจำไว้กับผู้จะขาย และผู้จะขายได้รับไว้ถูกต้องแล้ว โดยเงินมัดจำดังกล่าวจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 3 ฉบับ เมื่อเช็คเป็นตราสารซึ่งผู้สั่งจ่ายสั่งธนาคารให้ใช้เงินเมื่อทวงถามให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งหรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลอีกคนหนึ่งอันเรียกว่าผู้รับเงินจึงเป็นทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเองเพราะสามารถ เรียกเก็บเงินหรือโอนเปลี่ยนมือได้ จึงส่งมอบให้แก่กันเป็นมัดจำได้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เช็คพิพาทลงวันที่หลังจากวันทำสัญญาถึง 6 เดือนเศษ มูลหนี้ตามเช็คจึงไม่ใช่เงินมัดจำตามกฎหมาย ขณะที่จำเลยออกเช็คจึงไม่มีการ วางมัดจำตามความหมายของกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 138 ม. 377 ม. 889 ม. 987 ม. 989
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย — นายปัญญา ภูเขียว โดยนางสาวเนื้อทิพย์ ภูเขียว
จำเลย — นายวัฒนา วรรณโสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายสุชาติ สุนทรีเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงธรรม สุดสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 742/2544
#40502
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆตามมาตรา 6 พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ หมายความว่าที่ดินซึ่งปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ และบริเวณต่อเนื่องกันซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ โจทก์เช่าที่ดินและใช้ประโยชน์เพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ซึ่งโจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ต่อมาโจทก์ได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกอบรมในพื้นที่ว่างเปล่าดังกล่าว ดังนี้เมื่อพื้นที่ว่างเปล่าเป็นส่วนที่มีการแบ่งแยกเนื้อที่ใช้สอยไว้อย่างชัดเจนโดยมีรั้วคอนกรีตแบ่งอาณาเขตและมีประตูปิดแยกต่างหาก ที่ดินในส่วนนี้จึงไม่ใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสถานีบริการน้ำมัน

ตามสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับบริษัท ร. จำกัดนั้นผู้ให้เช่าได้ให้คำมั่นในการซื้อขายที่ดินแก่โจทก์ โดยในระหว่างอายุสัญญาเช่าหากโจทก์มีความประสงค์จะซื้อทรัพย์สินที่เช่าให้โจทก์แจ้งความประสงค์เป็นหนังสือถึงผู้ให้เช่าแล้วผู้ให้เช่าจะขายทรัพย์สินให้ในราคาตามวิธีคำนวณที่กำหนดไว้ต่อท้ายสัญญา ทั้งเมื่อพิจารณาอัตราค่าเช่าที่ดินที่กำหนดไว้ปีละ 2,176,900 บาท ระยะเวลาการเช่ากำหนด 30 ปี โดยโจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงิน 65,307,000 บาทแก่บริษัท ร.จำกัดแล้ว ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากอาจจะเท่าหรือสูงกว่าราคาที่ดินที่เช่า สัญญาเช่าดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพียงสัญญาเช่าธรรมดาแต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นสัญญาเช่าที่รวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินที่เช่าในภายหน้าไว้ด้วย การนำค่าเช่าจำนวนดังกล่าวมาเป็นฐานในการกำหนดค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องและโรงเรือนของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

ในการคำนวณค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องนี้ต้องเทียบเคียงกับค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ แต่เมื่อยังไม่เคยกำหนดค่ารายปีกันมาก่อนเนื่องจากสถานีบริการน้ำมันโจทก์เพิ่งเปิดบริการในการกำหนดค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องจึงต้องคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันมาเทียบเคียง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า วันที่ 27 มิถุนายน 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเขตลาดกระบังได้แจ้งประเมินค่ารายปีและค่าภาษีสำหรับโรงเรือนและที่ดินซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เลขที่ 48/6 ถนนอ่อนนุช แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบังกรุงเทพมหานคร ประจำปีภาษี 2536 เป็นเงิน 2,192,400 บาทแต่เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันของโจทก์เพิ่งสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2535 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงประเมินค่ารายปี 1 เดือน เป็นเงิน 182,700 บาท ค่าภาษี22,837.50 บาท ปีภาษี 2537 ค่ารายปีเป็นเงิน 2,196,400 บาทค่าภาษี 274,050 บาท ปีภาษี 2538 ค่ารายปีเป็นเงิน 2,406,420บาท ค่าภาษี 300,802.50 บาท ปีภาษี 2539 ถึง 2541 ค่ารายปี ๆ ละ 2,729,520 บาท ค่าภาษีปีละ 341,190 บาท ตลอดปีภาษี2536 ถึง 2541 โจทก์จำเลยจะโต้แย้งกันเรื่องที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าของสถานี โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ออกใบแจ้งรายการประเมินสำหรับอาคารสำนักงานและร้านค้ารวมที่ดินต่อเนื่องประจำปีภาษี 2536 ค่ารายปี 163,260 บาทค่าภาษี 20,407.50 บาท ปีภาษี 2537 ค่าภาษี 1,959,120 บาทค่ารายปี 244,890 บาท ปีภาษี 2538 ถึง 2541 ค่ารายปีละ1,720,800 บาท ค่าภาษีปี ๆ ละ 215,100 บาท โจทก์เห็นว่าประเมินไม่ถูกต้องจึงอุทธรณ์การประเมินวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้แจ้งคำชี้ขาดยืนตามการประเมินดังกล่าวซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่กำหนดค่ารายปีสำหรับปีภาษี 2536ถึง 2541 ของสถานีบริการน้ำมันเลขที่ 48/6 และที่ดินต่อเนื่องรวมทั้งศูนย์ฝึกอบรมของโจทก์เลขที่ 48/7 (แขวงลาดกระบัง)โดยถือเอาค่าเช่าที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีบริการที่โจทก์ได้จ่ายแก่เจ้าของที่ดินคือบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด เป็นค่ารายปีนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะเงินที่โจทก์จ่ายเพื่อชำระค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าได้ในราคาต่ำอีกด้วยจึงไม่สมควรมากำหนดเป็นค่ารายปีพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องกำหนดจากอัตราค่าเช่าปกติของที่ดินพิพาทที่แท้จริงและสมควรจะให้เช่าได้คือ ค่าเช่าปีภาษี 2536 ถึง 2541ตารางเมตรละ 3 บาทต่อเดือน โดยปีภาษี 2536, 2537 และ 2538ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม มีที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าของสถานีบริการน้ำมันจำนวน 4,069 ตารางเมตรและตั้งแต่เดือนมิถุนายนของปีภาษี 2538 มีที่ดินต่อเนื่องกับสถานีบริการน้ำมันจำนวน 6,204 ตารางเมตร การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่ดินต่อเนื่องกับอาคารและร้านค้าของสถานีบริการน้ำมันพิพาทในปีภาษี 2536, 2537 และในปี 2538ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมจำนวน 7,101 ตารางเมตรและประเมินค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าในปีภาษี 2536 ถึง 2541 ตารางเมตรละ 22.14 บาทต่อเดือนจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะที่ดินว่างเปล่าจำนวน 2,032 ตารางเมตร โจทก์เพิ่งก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมของโจทก์ในปี2536 ใช้งานวันที่ 7 มิถุนายน 2537 จำเลยต้องคืนเงินภาษีในปีภาษี 2536 ถึง 2451 แก่โจทก์ดังนี้ปีภาษี 2536 (1 เดือน) ค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าและค่าภาษีที่จำเลยประเมิน พื้นที่ 7,101 ตารางเมตร 157,212.64 บาท/19,651.58 บาท จำนวนที่ถูกต้อง (พื้นที่ 5,069 ตารางเมตร) 15,207 บาท/1,900.87 บาท จำนวนเงินที่คืน 17,750.70 บาทปีภาษี 2537 ค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าและค่าภาษีที่จำเลยประเมิน 1,886,590 บาท/235,824.21บาท จำนวนที่ถูกต้อง 182,484 บาท/22,810.50 บาท จำนวนเงินที่คืน213,013.71 บาทปีภาษี 2538 ค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าและค่าภาษีที่จำเลยประเมิน 1,648,212.30 บาท/206,028.04 บาท ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 5 เดือน สำหรับพื้นที่ 5,069ตารางเมตร และมิถุนายนถึงธันวาคม สำหรับพื้นที่ 6,104 ตารางเมตร2539 ถึง (พื้นที่ 6,204 ตารางเมตร) จำนวนที่ถูกต้อง 206,319 บาท/25,789.87 บาท จำนวนเงินที่คืน 180,238.17 บาทปีภาษี 2541 ค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าและค่าภาษีที่จำเลยประเมิน ปีละ 1,648,278.72 บาท/206,034.84บาท จำนวนที่ถูกต้อง ปีละ 223,344 บาท/27,918 บาท จำนวนเงินที่คืน178,116.84 บาท 3 ปี 534,350.52 บาทรวมเป็นเงินภาษีที่เรียกเก็บเกินตั้งแต่ปีภาษี 2536 ถึง 2541 เป็นเงิน945,353.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ ก่อนฟ้องคดีโจทก์ชำระภาษีแก่จำเลยแล้วขอให้ศาลเพิกถอนหรือแก้ไขใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดให้จำเลยคืนเงินภาษี 945,353.10 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยให้การว่า วันที่ 10 ตุลาคม 2539 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2536, 2537,2538 และ 2539 รวม 4 ปี สำหรับโรงเรือนและที่ดินต่อเนื่องซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 3251 แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง เนื้อที่ดิน 5 ไร่49 ตารางวา คิดเป็นพื้นที่ 8,196 ตารางเมตร ซึ่งโจทก์เช่ามาจากบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด ตามสัญญาเช่าฉบับลงวันที่ 13ธันวาคม 2533 มีกำหนดเวลาเช่า 30 ปี จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงิน65,307,000 บาท คิดเป็นรายปี ๆ ละ 2,176,900 บาท เมื่อโจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวได้ขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ค.ส.ล. ชั้นเดียว 3 หลังหลังคาคลุมแท่นจ่ายน้ำมัน 1 หลัง เพื่อใช้เป็นสถานีบริการน้ำมันที่จอดรถ ที่กลับรถ ทางเข้าออกของรถ ป้ายโฆษณา ท่อระบายน้ำอาคารล้างอัดฉีด ถังเก็บน้ำมันใต้ดินจำนวน 5 ถัง แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินทั้งแปลงเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ในที่ดินทั้งแปลง การที่โจทก์ยื่นแบบภ.ร.ด.2 ประจำปีภาษี 2536, 2537, 2538 และ 2539 พร้อมกันเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่อาจตรวจสอบว่าก่อนหน้านี้โจทก์ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างไรโจทก์กล่าวอ้างว่าวันที่ 7 มิถุนายน 2537 ที่ดินเปล่าจำนวน 2,032ตารางเมตร โจทก์เริ่มใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมหลังจากสร้างเสร็จแต่ที่ตั้งสถานีบริการน้ำมันและศูนย์ฝึกอบรมอยู่ในพื้นที่ที่ปูลาดด้วยพื้นคอนกรีตเป็นพื้นที่เดียวกัน มีรั้วคอนกรีตเป็นแนวเดียวกันโดยตลอด 3 ด้าน จำเลยจึงกำหนดพื้นที่ต่อเนื่องจำนวน 7,101ตารางเมตร สำหรับปีภาษี 2536, 2537 และเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2538 จึงถูกต้อง ที่โจทก์อ้างว่าใช้ที่ดินต่อเนื่องสำหรับปีภาษี 2536, 2537 และเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม2538 จำนวน 5,069 ตารางเมตร และตั้งแต่เดือนมิถุนายนของปีภาษี2538 เพียง 6,204 ตารางเมตร ทางจำเลยตรวจสอบไม่ได้จึงต้องคำนวณจากพื้นที่ใช้จริง เมื่อมีการยื่นแบบ ภ.ร.ด.2 ปี 2539 สำหรับค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องกับร้านค้าและสำนักงานโจทก์อ้างว่าควรกำหนดตารางเมตรละ 3 บาทต่อเดือน เป็นค่าเช่าอันสมควรนั้นจำเลยกำหนดตารางเมตรละไม่ต่ำกว่า 22.14 บาท เพราะการประเมินค่ารายปีโดยเทียบเคียงกับการเช่าที่ดินเปล่าที่บริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจจำกัด ให้โจทก์เช่า เมื่อโจทก์นำที่ดินที่เช่าไปทำการพัฒนาแล้วย่อมสามารถให้เช่าได้เกินกว่าที่ดินที่ยังไม่มีการพัฒนาอัตราค่าเช่าดังกล่าวจึงเป็นอัตราต่ำที่สุด สำหรับร้านค้าสำนักงานเป็นอาคารที่ใช้ประโยชน์ต่างจากที่ดินเปล่าจะมีค่าเช่าเท่ากันย่อมไม่ถูกต้องจำเลยจึงกำหนดอัตรา 24 บาทต่อตารางเมตร โดยเทียบเคียงกับสถานีบริการน้ำมันที่อยู่บริเวณเดียวกันคือบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยจำกัด และบริษัทโมบิลออยส์ไทยแลนด์ จำกัด สัญญาเช่าที่ดินซึ่งโจทก์อ้างว่าจ่ายค่าเช่าแพงเพราะรวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินในภายหน้าในราคาต่ำก็ไม่ปรากฏข้อความดังกล่าวในสัญญาการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยจึงถูกต้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกดอกเบี้ยเพราะต้องห้ามตามมาตรา 39 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนแก้ไขใบแจ้งรายการประเมิน และใบแจ้งคำชี้ขาดให้จำเลยคืนเงินภาษี 738,068.60 บาทแก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดสามเดือนที่นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อแรกว่า ที่ดินต่อเนื่องสำหรับปีภาษี 2536, 2537และเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2538 ของโจทก์มีจำนวนเท่าใดที่จะต้องถูกประเมิน ได้ความจากคำเบิกความของนายศักดา ศรุตวราพงศ์พยานโจทก์ว่า ที่ดินที่โจทก์เช่านั้นเป็นที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมันพิพาทเลขที่ 48/6 โจทก์ใช้ประโยชน์สำหรับสถานีบริการน้ำมันเพียง 6,164ตารางเมตร โดยเป็นสิ่งปลูกสร้าง 1,095 ตารางเมตร และที่ดินต่อเนื่อง5,069 ตารางเมตร ส่วนที่เหลืออีก 2,032 ตารางเมตร เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์ ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2536 โจทก์ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารเป็นศูนย์ฝึกอบรมของโจทก์จำนวน 897 ตารางเมตรซึ่งโจทก์ได้ก่อสร้างอาคารดังกล่าวในที่ว่างเปล่าจำนวน 2,032ตารางเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จและโจทก์เริ่มใช้งานได้เมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2537 โดยสำนักงานเขตลาดกระบังได้ออกเลขหมายประจำบ้านให้เลขที่ 48/7 ส่วนจำเลยนั้นคงได้ความจากนายนเรศน์ปราณีตเลขา และนายวิเชียร ภูประเสริฐ ว่าโจทก์สร้างกำแพงล้อมรอบที่ดินทั้งแปลงซึ่งมีเนื้อที่ 8,196 ตารางเมตร เฉพาะส่วนสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ซึ่งมีร้านค้า สำนักงานเพิ่งคุมสถานีบริการน้ำมัน ห้องน้ำ และห้องล้างรถอัตโนมัติตั้งอยู่บนเนื้อที่รวม1,095 ตารางเมตร ส่วนที่เหลืออีก 7,101 ตารางเมตร เป็นที่ว่างเปล่ามีทางเข้าออกทางด้านหน้าของที่ดินเพียงด้านเดียวแสดงว่าโจทก์ใช้พื้นที่ต่อเนื่องหมดทั้งแปลง การที่ต่อมาโจทก์ก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกอบรมขึ้นมาก็มีพื้นที่เพียง 897 ตารางเมตร โจทก์จะมาอ้างว่าได้กันที่ดินไว้สร้างอาคารดังกล่าวเนื้อที่ 2,032 ตารางเมตร ย่อมไม่ถูกต้องเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช 2475มาตรา 6 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ท่านให้แบ่งทรัพย์สินออกเป็น 2 ประเภทคือ

(1) โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ กับที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ

(2) ที่ดินซึ่งมิได้ใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ"

ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆตามความหมายแห่งมาตรานี้ หมายความว่า ที่ดินซึ่งปลูกโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ และบริเวณต่อเนื่องกัน ซึ่งตามปกติใช้ไปด้วยกันกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2535 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2536 โจทก์สร้างสถานีบริการน้ำมันเสร็จและเปิดดำเนินการได้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม2535 ต่อมาวันที่ 26 มีนาคม 2536 โจทก์ได้รับอนุญาตจากจำเลยให้ก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกอบรมได้จนถึงวันที่ 26 มีนาคม 2537โจทก์ก่อสร้างแล้วเสร็จและทางสำนักงานเขตลาดกระบังออกหมายเลขประจำบ้านให้เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารขึ้นจริงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวในช่วงระยะเวลานั้นโจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างตลอดจนพื้นที่ว่างได้ทั้งหมดและย่อมไม่เป็นการสะดวกและไม่ปลอดภัยที่จะนำรถยนต์ไปจอดในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่กำลังก่อสร้างการที่สำนักงานเขตลาดกระบังออกหมายเลขประจำบ้านให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 แสดงว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่ก่อนที่โจทก์จะเปิดอาคารใช้งานได้ย่อมจะต้องมีการตกแต่งภายในเสียก่อนซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้น เมื่อโจทก์อ้างว่าสามารถใช้อาคารได้เมื่อเดือนมิถุนายน 2537 จึงน่าเชื่อว่าเป็นความจริงอีกทั้งที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ใช้พื้นที่ต่อเนื่องทั้งหมด 7,101 ตารางเมตรเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางจอดรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อแวะเติมน้ำมันและจอดพักชั่วคราวนั้น นายวิเชียรพยานจำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า สำหรับศูนย์ฝึกอบรมนายวิเชียรเพิ่งไปตรวจครั้งแรกในปี 2539 ก่อนหน้านี้จะมีการใช้พื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ ไม่ทราบ เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วเห็นว่า ที่โจทก์อ้างว่าพื้นที่ว่างเป็นที่ดินที่ยังมิได้ปรับปรุงเพื่อใช้ประโยชน์ต่อเนื่องจึงน่าจะมีเหตุผลน่าเชื่อถือกว่าจำเลย เพราะถ้าหากมีการปรับปรุงที่ดินโดยทำพื้นคอนกรีตเพื่อทำเป็นที่จอดรถจริงแล้วโจทก์ก็จะต้องรื้อทิ้ง การที่โจทก์ก่อสร้างอาคารเพิ่มเติมขึ้นมามิใช่ว่าโจทก์เพิ่งจะมาคิดได้ภายหลัง แต่หากเป็นเรื่องที่น่าจะต้องมีการวางแผนมาแต่เริ่มแรกก่อนที่จะมีการก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันแล้วนอกจากนี้ยังปรากฏว่ามีการแบ่งแยกเนื้อที่ใช้สอยไว้อย่างชัดเจนโดยมีรั้วคอนกรีตแบ่งอาณาเขตและมีประตูปิดแยกต่างหาก ดังนั้นที่ดินในส่วนนี้ซึ่งมีเนื้อที่ 2,032 ตารางเมตร จึงมิใช่ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับสถานีบริการน้ำมัน ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สำหรับปีภาษี2536, 2537 และเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2538 โจทก์ใช้ที่ดินต่อเนื่องจำนวนเนื้อที่เพียง 5,069 ตารางเมตร นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อสองว่าการกำหนดค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่จำเลยชอบหรือไม่ตามสัญญาเช่าที่ดินระหว่างโจทก์กับบริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจจำกัด ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำเอาอัตราค่าเช่าตามสัญญาดังกล่าวมาใช้เป็นหลักในการคำนวณเป็นค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องและเป็นฐานในการคำนวณค่ารายปีของตัวโรงเรือนซึ่งตามสัญญาเช่า ข้อ 7 กำหนดว่า ในระหว่างอายุสัญญาเช่าถ้าผู้เช่า (โจทก์) มีความประสงค์จะซื้อทรัพย์สินที่เช่า โดยแจ้งความประสงค์เป็นหนังสือถึงผู้ให้เช่าแล้ว ผู้ให้เช่ายินยอมขายทรัพย์สินที่ให้เช่าให้ผู้เช่า (โจทก์) หรือบุคคลที่ผู้เช่า (โจทก์)ระบุนามเป็นผู้ซื้อ ในราคาตามวิธีคำนวณที่กำหนดไว้ต่อท้ายสัญญานั้น ข้อตกลงดังกล่าวเป็นคำมั่นในการซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคแรกซึ่งผู้ให้เช่าได้กำหนดเวลาให้ผู้เช่า (โจทก์) บอกกล่าวความจำนงในการซื้อไว้เป็นการแน่นอนแล้ว ผู้ให้เช่าจึงถอนคำมั่นก่อนกำหนดเวลาที่ระบุไว้ไม่ได้ทั้งได้กำหนดราคาซื้อขายที่ดินไว้แน่นอนตามอัตราการเพิ่มมูลค่าของราคาที่ดินนั้นแต่ละปีจากราคาที่ดินที่ผู้ให้เช่าได้ซื้อมา ทั้งเมื่อพิจารณาอัตราค่าเช่าที่ดินที่กำหนดไว้ปีละ 2,176,900 บาท เช่ามีกำหนดเวลา 30 ปี ซึ่งโจทก์ได้ชำระค่าเช่าล่วงหน้า 30 ปี เป็นเงิน 65,307,000 บาท แก่บริษัทร่วมพัฒนาอุตสาหกิจ จำกัด แล้ว ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่สูงมากอาจจะเท่าหรือสูงกว่าราคาที่ดินที่เช่าสัญญาเช่าดังกล่าวมิใช่เป็นเพียงสัญญาเช่าตามปกติธรรมดาแต่เพียงอย่างเดียวหากเป็นสัญญาเช่าที่รวมค่าสิทธิที่จะซื้อที่ดินที่เช่าไว้ด้วยตามข้อนำสืบของโจทก์จึงมีอัตราค่าเช่าสูงดังกล่าวข้างต้นดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำค่าเช่าจำนวนดังกล่าวมาเป็นฐานในการกำหนดค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องและโรงเรือนของโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าค่ารายปีของที่ดินต่อเนื่องกับอาคารสำนักงานและร้านค้าของโจทก์ควรจะเป็นเท่าใด โจทก์นำสืบอ้างว่าสถานีบริการน้ำมันโมบิลของบริษัทโมบิลออยล์ ไทยแลนด์ จำกัดเลขที่ 33/7 ถนนอ่อนนุช เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร อยู่ห่างจากสถานีบริการของโจทก์ประมาณ 1.3 กิโลเมตร ปีภาษี 2541พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีเป็นเงิน 479,040บาท และค่าภาษี 55,425 บาท คิดเป็นตารางเมตรละ 10.02 บาทต่อเดือน สถานีบริการน้ำมันโมบิลของบริษัทโมบิลออยล์ ไทยแลนด์จำกัด เลขที่ 4/1 ถนนอ่อนนุช เขตประเวศ กรุงเทพมหานครอยู่ห่างจากสถานีบริการน้ำมันโจทก์ประมาณ 1.8 กิโลเมตรพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีโรงเรือนและที่ดินต่อเนื่องประจำปีภาษี 2536 และ 2537 เป็นเงิน 226,200 บาทค่าภาษี 28,275 บาท คิดเป็นตารางเมตรละ 7.85 บาท ต่อเดือนค่ารายปีประจำปีภาษี 2538 ถึง 2541 ประเมินค่ารายปีเป็นเงิน250,800 บาท ค่าภาษี 31,350 บาท คิดเป็นตารางเมตรละ8.70 บาทต่อเดือน และสถานีบริการน้ำมันบางจากของบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด เลขที่ 49 ถนนอ่อนนุช เขตประเวศกรุงเทพมหานคร อยู่ห่างจากสถานีบริการน้ำมันโจทก์ประมาณ1 กิโลเมตร พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินค่ารายปีโรงเรือนและที่ดินต่อเนื่องประจำปีภาษี 2540 และ 2541 เป็นเงิน 338,400บาท ค่าภาษี 42,300 บาท คิดเป็นตารางเมตรละ 8.04 บาท ต่อเดือน ส่วนจำเลยนำสืบอ้างว่าสถานีบริการน้ำมันเชลล์ของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เลขที่ 7/48 ถนนสุขุมวิท(อ่อนนุช) ห่างจากสถานีบริการน้ำมันโจทก์ประมาณ 4.4 กิโลเมตรค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องตารางเมตรละ 23.10 บาทต่อเดือนสถานีบริการน้ำมันโมบิลของบริษัทโมบิลออยล์ ไทยแลนด์ จำกัด เลขที่ 33/7 ถนนอ่อนนุช ห่างจากสถานีบริการน้ำมันโจทก์ประมาณ 1.3 กิโลเมตร ค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องตารางเมตรละ19.41 บาทต่อเดือน สถานีบริการน้ำมันโมบิลเลขที่ 33/7 หมู่ที่ 1ถนนสุขุมวิท แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์อ้างถึงโจทก์คำนวณค่าภาษีไม่ถูกต้องเพราะเป็นการประเมินค่ารายปีจากระยะเวลา 6 เดือนไม่ใช่ 12 เดือน ตามที่โจทก์คำนวณส่วนสถานีบริการน้ำมันอีกสองแห่ง คือ สถานีบริการน้ำมันโมบิลเลขที่ 4/1 ถนนอ่อนนุช เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และสถานีบริการน้ำมันบางจากเลขที่ 49 ถนนอ่อนนุช เขตประเวศกรุงเทพมหานคร ไม่มีสัญญาเช่าที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงมิได้นำมาเปรียบเทียบ เห็นว่า ในการคำนวณค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องนี้ต้องเทียบเคียงกับค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้วเป็นหลักตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินแต่เมื่อยังไม่เคยกำหนดค่ารายปีกันมาก่อนเนื่องจากสถานีบริการน้ำมันโจทก์เพิ่งเปิดบริการในการกำหนดค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องจึงต้องคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ทำเล ที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันมาเทียบเคียงตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สิน ฉะนั้น เมื่อนำหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวมาฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยและเทียบเคียงกับค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้วค่ารายปีที่ดินต่อเนื่องที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดตารางเมตรละ 6บาทต่อเดือน สำหรับปีภาษี 2536 ถึง 2537 และตารางเมตรละ 8บาทต่อเดือน สำหรับปีภาษี 2538 ถึง 2541 นั้น นับว่าเหมาะสมแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 454 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 6 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ