คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 738/2544
#41077
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "เนื้อความเดียวกัน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1011 มิได้หมายความว่าจะต้องมีข้อความเหมือนเดิมทุกประการมิฉะนั้น วรรคสองของมาตราเดียวกันนี้คงไม่บัญญัติว่า หากผู้สั่งจ่ายรับคำขอร้องดั่งว่ามานั้นแล้ว หากบอกปัดไม่ยอมให้ตั๋วเงินคู่ฉบับเช่นนั้นอาจจะถูกบังคับให้ออกให้ก็ได้ ซึ่งการบังคับดังกล่าว เป็นกรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาล หากจะต้องลงวัน เดือน ปี เหมือนเดิมทุกประการตั๋วเงินอาจขาดอายุความหรือไม่สามารถบังคับด้วยเหตุอื่น กฎหมายมิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น คำว่าเนื้อความเดียวกัน จึงมีความหมายแต่เพียงว่า จะต้องมีสาระสำคัญใช้บังคับได้เช่นตั๋วเงินฉบับเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยให้เช็คเป็นเนื้อความเดียวกันกับเช็คที่หายไปจำนวน 3 ฉบับแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมให้เช็คดังกล่าวให้จำเลยใช้เงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 สิงหาคม2539) จนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายืน

จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยใช้เช็คเป็นเนื้อความเดียวกันกับเช็คที่หายไปจำนวน 3 ฉบับแก่โจทก์ ฯลฯ จำเลยประสงค์ที่จะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ยังไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ชัดแจ้งคือการออกเช็คฉบับใหม่ให้โจทก์จำเลยจะต้องเขียนข้อความอย่างใดเกี่ยวกับวันที่สั่งจ่ายเช็คในเช็คแต่ละฉบับ เพื่อจะให้ตรงคำพิพากษาที่ว่า ให้จำเลยใช้เช็คเป็นเนื้อความเดียวกันกับเช็คที่หายไป ขอศาลฎีกาโปรดมีคำสั่งนัดพร้อมเพื่ออธิบายข้อความดังกล่าวให้โจทก์และจำเลยทราบด้วย

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1011 บัญญัติว่า ถ้าตั๋วเงินหายไปก่อนล่วงเลยกำหนดใช้เงิน ผู้ทรงตั๋วเงินจะร้องขอไปยังผู้สั่งจ่ายให้ ๆ ตั๋วเงิน เป็นเนื้อความเดียวกันแก่ตนอีกฉบับหนึ่งก็ได้ คำว่าเนื้อความเดียวกัน มิได้หมายความว่า จะต้องมีข้อความเหมือนเดิมทุกประการ มิฉะนั้นวรรคสองของมาตราเดียวกันนี้คงไม่บัญญัติว่าหากผู้สั่งจ่ายรับคำขอร้องดั่งว่ามานั้นแล้ว หากบอกปัดไม่ยอมให้ตั๋วเงินคู่ฉบับเช่นนั้น อาจจะถูกบังคับให้ออกให้ก็ได้ ซึ่งการบังคับดังกล่าว เป็นกรณีที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลหากจะต้องลงวัน เดือน ปี เหมือนเดิมทุกประการ ตั๋วเงินอาจขาดอายุความ หรือไม่สามารถบังคับด้วยเหตุอื่น กฎหมายมิได้มีเจตนารมณ์เช่นนั้น คำว่าเนื้อความเดียวกัน จึงมีความหมายแต่เพียงว่า จะต้องมีสาระสำคัญใช้บังคับได้เช่นตั๋วเงินฉบับเดิม สำหรับคดีนี้โจทก์จึงมีอำนาจบังคับให้จำเลยออกเช็ค 3 ฉบับให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาฎีกา โดยจำเลยต้องลงวันออกเช็คในวันที่ออกเช็คฉบับใหม่ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมออกให้ โจทก์ก็ชอบที่จะบังคับให้จำเลยใช้เงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับเอาแก่จำเลยได้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อไป ที่จำเลยขอให้ศาลฎีกานัดพร้อม จึงไม่จำเป็น"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1011
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว อัจฉรา พันธเสน
จำเลย — นาย วิโรจน์ ศรีเตลาน
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
วิชา มั่นสกุล
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 729/2544
#69564
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยโดยมิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลนั้น เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ต่อมาเมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยชำระค่าคำร้องมา 200 บาท ซึ่งความจริงต้องชำระเพียง 40 บาท การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องโดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมและสั่งคืนค่าคำร้องที่เกิน 40 บาท ให้จำเลยเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 167 และตาราง 2 ท้ายประมวลกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๓,๙๘๖,๐๙๓.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๗๓๕,๙๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่ง งดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๙ จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ คำสั่งดังกล่าว

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยโดยมิได้สั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๑ วรรคหนึ่ง ต่อมาเมื่อจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งโดยชำระ ค่าคำร้องมา ๒๐๐ บาท ซึ่งความจริงต้องชำระเพียง ๔๐ บาท การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมและสั่งคืนค่าคำร้องที่เกิน ๔๐ บาท ให้จำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๗ และตาราง ๒ ท้ายประมวลกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ส่วนที่เกิน ๔๐ บาท ให้จำเลย ค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 167 ม. 226 ม. 229 ม. 234 ม. 243 (1) ม. 246 ม. ตาราง 2 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมศักดิ์ จันทร์สกุลพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายวิชัย ชำนาญการค้า
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2544
#36524
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไปตามการประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ต่อเมื่อได้รับชำระหนี้ตาม สัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงทำให้คดีไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) เท่านั้น แต่เมื่อผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 7พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ซึ่งบัญญัติให้ถือว่าคดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพันไปแล้ว คดีจึงเป็นอันระงับไปเพราะ คดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขานครปฐม จำนวน 3 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่มีอยู่จริงตามสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนดเรียกเก็บเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขานครปฐม แต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับ โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายการกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งให้รับผิดตามเช็คพิพาทต่อศาลจังหวัดนครปฐม คดีแพ่งดังกล่าวโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.16 ของสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1757/2538 ของศาลจังหวัดนครปฐม คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่าหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนคดีนี้ถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันนั้น เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในทางอาญามีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิตเสรีภาพหรือทรัพย์สินของบุคคล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี ฯลฯ ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ดังนั้น ปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยกระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจที่จะยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สิทธิในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นอันระงับและเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 หรือไม่เห็นว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คทั้ง 3 ฉบับฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นคดีแพ่ง และมีการตกลงประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.16 คดีถึงที่สุดไปแล้วดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามมูลหนี้เช็คทั้ง 3 ฉบับ จึงเป็นอันระงับสิ้นไปโดยการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีคดีนี้ต่อเมื่อได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงทำให้คดีนี้ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) เท่านั้น แต่เมื่อผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่าถ้าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพันไปแล้ว คดีของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปเพราะคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุมาลย์ เกิดฤทธิ์
จำเลย — นาง ผ่องพรรณ เอี่ยมสุโร
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 719/2544
#36430
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่ต้องซ่อมรถยนต์คันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์โจทก์รวมทั้งที่รถยนต์คันดังกล่าวต้องเสื่อมราคาและไม่สามารถใช้งานได้ในระหว่างที่ซ่อม ในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่ปรากฏว่ารถยนต์เป็นของบิดาจำเลยมิใช่ของจำเลย จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเรียกค่าเสียหายสำหรับความเสียหายดังกล่าวได้จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ท-0063 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา จำกัด เพื่อใช้เป็นรถแท็กซี่รับจ้างขนส่งผู้โดยสาร โดยมีนายสุทิน เสนามนตรี เป็นผู้เช่าขับรับจ้าง เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะนายสุทินขับรถของโจทก์มาตามถนนพหลโยธิน จากวงเวียนอนุสาวรีย์บางเขนมุ่งหน้าไปยังตลาดสะพานใหม่ จำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน4 จ-2337 กรุงเทพมหานคร ตามมาในทิศทางเดียวกันในช่องทางที่ 2ด้วยความเร็วสูงแล้วเลี้ยวซ้ายปาดหน้ารถโจทก์อย่างกะทันหันเพื่อเข้าซอยพหลโยธิน 42 จึงเฉี่ยวชนกัน รถโจทก์ได้รับความเสียหายหลายแห่งต้องใช้เวลาซ่อม 10 วัน โจทก์เสียค่าซ่อมเป็นเงิน 76,655 บาท โจทก์ไม่สามารถนำรถออกให้เช่าได้ตามปกติทำให้ขาดรายได้จากค่าเช่าในอัตราวันละ 700 บาท เป็นเงิน 7,000 บาท รถโจทก์ต้องเสื่อมราคาขอคิดค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 12,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น95,655 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 97,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 95,655 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า นายสุทิน เสนามนตรี เป็นพนักงานของโจทก์ กระทำการในทางการที่จ้างขนส่งผู้โดยสารตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ วันเกิดเหตุจำเลยขับรถเปลี่ยนช่องทางไปยังช่องทางที่ 2เนื่องจากช่องทางที่ 1 มีรถยนต์จอดขวางอยู่แล้ว จำเลยเปิดไฟสัญญาณเลี้ยวซ้ายเพื่อจะเลี้ยวเข้าซอยพหลโยธิน 52 นายสุทินขับรถโจทก์ด้วยความประมาทเลินเล่อ โดยขับมาด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในช่องทางที่ 1 แล้วเปลี่ยนเข้าไปในช่องทางที่ 2 ตามรถจำเลย และพุ่งชนท้ายรถจำเลยทางหลังด้านซ้ายอย่างแรงทำให้รถจำเลยได้รับความเสียหายจำเลยต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 109,629 บาท รถต้องเสื่อมราคาไป 50,000บาท แต่จำเลยขอคิดค่าเสื่อมราคาเพียง 20,000 บาท จำเลยซ่อมรถเป็นเวลา 45 วัน ทำให้พันตำรวจเอกสมเกียรติ เฉลิมช่วง ซึ่งเป็นเจ้าของรถไม่สามารถใช้รถได้ ต้องเสียค่าเช่ารถอื่นไปทำธุรกิจและเดินทางไปที่จังหวัดฉะเชิงเทราวันละ 1,000 บาท เป็นเงิน 45,000 บาท แต่จำเลยขอคิดเพียง20,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 149,629 บาท จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 149,629 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยเท่านั้นเป็นฝ่ายประมาทโจทก์มิได้ประมาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง อนึ่ง โจทก์มีคำร้องขอให้เรียกนายสุทิน เสนามนตรี และบริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถโจทก์เข้าเป็นจำเลยร่วมตามฟ้องแย้งของจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้เรียกโจทก์เป็นโจทก์ที่ 1 นายสุทินเป็นโจทก์ที่ 2 และบริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด เป็นโจทก์ที่ 3

โจทก์ที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 3 ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถของโจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับเหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว พันตำรวจเอกสมเกียรติ เฉลิมช่วงมิได้เป็นคู่ความในคดี จำเลยจึงไม่อาจเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ โจทก์ที่ 3 จะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมายเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันชำระเงิน139,629 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13มิถุนายน 2537 (วันฟ้องแย้ง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยคำขอ (ตามฟ้องแย้ง) นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยเสียด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ท-0063 กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้เป็นรถแท็กซี่ให้เช่าและนำรถยนต์คันดังกล่าวประกันภัยไว้กับโจทก์ที่ 3โจทก์ที่ 2 เช่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ท-0063 กรุงเทพมหานครขับและเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 จ-2337 กรุงเทพมหานครซึ่งขับโดยจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยโดยจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 จ-2337 กรุงเทพมหานคร เป็นของบิดาจำเลยมิใช่ของจำเลย จำเลยจึงมิใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้องรวมทั้งวินิจฉัยอีกว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1ใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่ต้องซ่อมรถยนต์หมายเลขทะเบียน4 จ-2337 กรุงเทพมหานคร รวมทั้งที่รถยนต์คันดังกล่าวต้องเสื่อมราคาและไม่สามารถใช้งานได้ในระหว่างที่ซ่อมการเรียกค่าสินไหมทดแทนของจำเลยเป็นการเรียกในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อจำเลยมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 จ-2337 กรุงเทพมหานคร จำเลยจึงไม่อาจใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเรียกค่าเสียหาย สำหรับความเสียหายดังกล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยไว้ ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ฌาณภาส จำกัด กับพวก
จำเลย — นาย โดมพล เฉลิมช่วง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 696/2544
#36429
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่มีการประกาศใช้นโยบายนำเข้าทองคำโดยเสรีการนำทองคำเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง ด้วยการทำสัญญากำหนดปริมาณการนำเข้าภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยจะไม่มีผู้อื่นนำทองคำเข้ามาแข่งขันดังนั้น เมื่อกระทรวงการคลังโจทก์ทำสัญญากำหนดให้จำเลยนำทองคำเข้ามาจำหน่ายจำนวน 4,500 กิโลกรัม ภายในวันที่ 15ตุลาคม 2534 ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าภายในวันดังกล่าว โจทก์จะไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามา โดยเสรีเพื่อให้จำเลยนำเข้าและจำหน่ายทองคำได้ในปริมาณที่กำหนด ฉะนั้นการที่โจทก์จะไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาโดยเสรีก่อนวันที่ 15 ตุลาคม2534 จึงเป็นสาระสำคัญในการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อโจทก์ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาโดยเสรีในวันที่ 7 พฤษภาคม2534 ทำให้ผู้อื่นสามารถนำทองคำเข้ามาได้อย่างเสรีเป็นเหตุให้จำเลยนำทองคำเข้ามาขายได้น้อยกว่าปริมาณที่กำหนดจึงถือว่าจำเลยผิดสัญญาที่จะต้องชำระค่าปรับให้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยทำสัญญากับโจทก์ว่า นับแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2534จำเลยจะนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 4,500 กิโลกรัมและจะจำหน่ายทองคำแท่งดังกล่าวให้หมดภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดสัญญาดังกล่าว หากจำเลยนำทองคำแท่งเข้ามาไม่ครบจำนวนที่ได้รับอนุญาตหรือจำหน่ายทองคำแท่งที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไม่หมดภายในกำหนด จำเลยยินยอมชำระค่าปรับแก่โจทก์เท่ากับจำนวนภาษีการค้าของทองคำแท่งส่วนที่นำเข้ามาไม่ครบ หรือของจำนวนทองคำแท่งที่จำหน่ายไม่หมดแล้วแต่กรณีโดยมีธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงิน5,000,000 บาท เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญา ปรากฏว่าจำเลยนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรเพียงจำนวน 3,200 กิโลกรัมยังคงเหลือทองคำแท่งที่จำเลยไม่สามารถนำเข้ามาได้ตามสัญญาอีกจำนวน 1,300 กิโลกรัม คิดคำนวณค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน13,572,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยและผู้ค้ำประกันชำระเงินค่าปรับแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด ชำระเงิน 5,000,000 บาท แก่โจทก์ส่วนจำเลยเพิกเฉย จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 8,572,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 8,843,447 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 8,572,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญานำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรจริง แต่ในระหว่างอายุสัญญา โจทก์เปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าทองคำโดยอนุญาตให้บุคคลทั่วไปนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรได้โดยเสรีทำให้มีบุคคลอื่นนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรหลายรายก่อให้เกิดการแข่งขันกับจำเลย จำเลยไม่ผิดสัญญาต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,048,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2535จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 12กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยทำสัญญากับโจทก์ว่า จำเลยตกลงเป็นผู้รับอนุญาตนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรจำนวน 4,500กิโลกรัม นับแต่วันทำสัญญาถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2534 หากจำเลยนำเข้าไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด จำเลยยินยอมชำระค่าปรับแก่โจทก์เท่ากับจำนวนภาษีการค้าของทองคำแท่ง ส่วนที่นำเข้ามาไม่ครบจำนวนตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 (ล.1) เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรเพียงจำนวน 3,200 กิโลกรัม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวเจริญศรี สธนนิศกุล พยานโจทก์ว่าพยานเป็นข้าราชการตำแหน่งเศรษฐกร 7 ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการพิเศษเกี่ยวกับการเงินและการธนาคาร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง มีหน้าที่ควบคุมนโยบายเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกทองคำก่อนเกิดเหตุคดีนี้ รัฐบาลมีนโยบายควบคุมการนำเข้าและส่งออกทองคำโดยการประมูลว่าผู้ใดให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐบาลมากที่สุดก็จะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้นำเข้าทองคำ ต่อมามีปัญหาในเรื่องคุณภาพของทองคำและมีการนำทองคำเถื่อนเข้ามาในประเทศโจทก์จึงมีนโยบายที่จะผ่อนคลายโดยให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมเพชรพลอยเงินทอง บริษัท เอ.จี.ดี. โกลด์ดิลเลอร์ จำกัดซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับและบริษัทโกลด์ยูเนี่ยน จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมผู้ค้าทองคำเป็นผู้นำเข้าโดยอยู่ในความควบคุมของโจทก์ ต่อมารัฐบาลมีนโยบายที่จะให้มีการนำเข้าทองคำโดยเสรี โดยจะเริ่มใช้นโยบายดังกล่าวในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาการนำเข้าทองคำแท่งของจำเลยและบริษัท เอ.จี.ดี. โกลด์ดิลเลอร์ จำกัด กับบริษัทโกลด์ยูเนี่ยน จำกัด สิ้นสุดลงปรากฏตามเอกสารหมาย ล.22 ข้อ 2.3.2แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน จึงได้ขยายระยะเวลาประกาศใช้นโยบายนำเข้าทองคำโดยเสรีออกไป โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำมาใช้หลังวันที่ 15 ตุลาคม 2534 และทำสัญญากับจำเลยและบริษัทเอ.จี.ดี. โกลด์ดิลเลอร์ จำกัด กับบริษัทโกลด์ยูเนี่ยน จำกัด โดยให้บริษัททั้งสามดังกล่าวเป็นผู้นำเข้าทองคำแท่งต่อไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม2534 ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.4 (ล.1) ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม2534 โจทก์ประกาศใช้นโยบายการนำเข้าทองคำโดยเสรี ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.25 จำเลยจึงมีหนังสือถึงโจทก์ขอขยายระยะเวลาการนำเข้าทองคำแท่งออกไปอีกและขอลดปริมาณการนำเข้าจาก4,500 กิโลกรัม เหลือเพียงจำนวน 3,200 กิโลกรัม ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 แต่โจทก์ไม่อนุญาตปรากฏตามเอกสารหมาย ล.10จำเลยขอให้โจทก์พิจารณาทบทวนการขยายระยะเวลานำเข้าทองคำแท่งปรากฏตามเอกสารหมาย ล.10 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้มีบันทึกเสนอโจทก์ถึงแนวทางที่จะผ่อนคลายแก่จำเลยโดยมีความเห็นว่าการที่จำเลยนำเข้าไม่ครบนั้นอาจมีสาเหตุเนื่องมาจากทางการได้ปรับปรุงนโยบายการนำเข้าและส่งออกทองคำโดยเสรีปรากฏตามเอกสารหมาย จ.12 ข้อ 4.2 ศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่มีการประกาศใช้นโยบายนำเข้าทองคำโดยเสรี จำเลยและบริษัท เอ.จี.ดี. โกลด์ดิลเลอร์จำกัด กับบริษัทโกลด์ยูเนี่ยน จำกัด เท่านั้นที่สามารถนำทองคำเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ภายใต้การควบคุมของโจทก์ด้วยการกำหนดปริมาณการนำเข้าทองคำภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีผู้อื่นนำทองคำเข้ามาแข่งขัน และเมื่อโจทก์ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้มีการนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสรีได้ทันภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534จึงได้ต่อสัญญาให้จำเลยและบริษัท เอ.จี.ดี โกลด์ดิลเลอร์ จำกัดกับบริษัทโกลด์ยูเนี่ยน จำกัด อีก การที่โจทก์ต่อสัญญาให้จำเลยและบริษัท เอ.จี.ดี. โกลด์ดิลเลอร์ จำกัด กับบริษัทโกลด์ยูเนี่ยน จำกัดนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรนี้ คู่สัญญาจะต้องกำหนดปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงสถานการณ์ในขณะที่ทำสัญญาว่าไม่มีผู้อื่นสามารถนำทองคำแท่งเข้ามาแข่งขัน ดังนั้นเมื่อโจทก์ทำสัญญากำหนดให้จำเลยนำทองคำแท่งเข้ามาจำหน่ายจำนวน 4,500 กิโลกรัม ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2534 แล้วย่อมเป็นที่เข้าใจว่าภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2534 โจทก์จะยังไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสรีเพื่อให้จำเลยนำเข้าและจำหน่ายทองคำแท่งได้ในปริมาณที่กำหนดความเข้าใจเช่นนี้แม้ไม่ได้ระบุในสัญญาแต่ก็ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงโดยปริยาย ฉะนั้นการที่โจทก์จะไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสรีก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2534 จึงเป็นสาระสำคัญในการทำสัญญาการนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 (ล.1) เมื่อโจทก์ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรในวันที่ 7 พฤษภาคม 2534 เป็นเหตุให้ผู้อื่นสามารถนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรได้อย่างเสรีนับเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จำเลยต้องนำทองคำแท่งเข้ามาขายได้น้อยกว่าปริมาณที่กำหนดดังนั้นจึงจะถือว่าจำเลยผิดสัญญาหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยผิดสัญญาและให้ปรับจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่ที่จำเลยฎีกาขอให้คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด จำนวน 5,000,000 บาท ให้จำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิได้ฟ้องแย้ง จึงพิพากษาให้ไม่ได้"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — บริษัท พัฒนชาติ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 696/2544
#68728
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนที่มีการประกาศใช้นโยบายนำเข้าทองคำโดยเสรี การนำทองคำเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลังโจทก์ ด้วยการทำสัญญากำหนดปริมาณการนำเข้าภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยจะไม่มีผู้อื่นนำทองคำเข้ามาแข่งขัน เมื่อโจทก์ทำสัญญากำหนดให้จำเลยนำทองคำเข้ามาจำหน่ายจำนวน 4,500 กิโลกรัม ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2534 ย่อมเป็นที่เข้าใจว่า ภายในวันดังกล่าวโจทก์จะไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาโดยเสรีเพื่อให้จำเลยนำเข้าและจำหน่ายทองคำได้ในปริมาณที่กำหนด ความเข้าใจเช่นนี้แม้ไม่ได้ระบุในสัญญา แต่ก็ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงโดยปริยาย ฉะนั้นการที่โจทก์จะไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาโดยเสรีก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2534 จึงเป็นสาระสำคัญในการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาโดยเสรีในวันที่ 7 พฤษภาคม 2534 ทำให้ผู้อื่นสามารถนำทองคำเข้ามาได้อย่างเสรี เป็นเหตุให้จำเลยนำทองคำเข้ามาขายได้น้อยกว่าปริมาณที่กำหนด จะถือว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับให้โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 8,843,447 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,572,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,048,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาหรือไม่ ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ รัฐบาลมีนโยบายควบคุมการนำเข้าและส่งออกทองคำโดยการประมูลว่าผู้ใดให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐบาลมากที่สุดก็จะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้นำเข้าทองคำ ต่อมามีปัญหาในเรื่องคุณภาพของทองคำและมีการนำทองคำเถื่อนเข้ามาในประเทศ โจทก์จึงมีนโยบายที่จะผ่อนคลายโดยให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมเพชรพลอยเงินทอง บริษัท อ. และบริษัท ก. ซึ่งเป็นตัวแทนของสมาคมผู้ค้าทองคำเป็นผู้นำเข้าโดยอยู่ในความควบคุมของโจทก์ ต่อมารัฐบาลมีนโยบายที่จะให้มีการนำเข้าทองคำโดยเสรี โดยจะเริ่มใช้นโยบายดังกล่าวในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งเป็นวันที่สัญญาการนำเข้าทองคำแท่งของจำเลยและบริษัท อ. กับบริษัท ก. สิ้นสุดลง แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน จึงได้ขยายระยะเวลาประกาศใช้นโยบายนำเข้าทองคำโดยเสรีออกไป โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำมาใช้หลังวันที่ 15 ตุลาคม 2534 และทำสัญญากับจำเลยและบริษัท อ. กับบริษัท ก. โดยให้บริษัททั้งสามดังกล่าวเป็นผู้นำเข้าทองคำแท่งต่อไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2534 ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2534 โจทก์ประกาศใช้นโยบายการนำเข้าทองคำโดยเสรี จำเลยจึงมีหนังสือถึงโจทก์ขอขยายระยะเวลาการนำเข้าทองคำแท่งออกไปอีก และขอลดปริมาณการนำเข้าจากจำนวน 4,500 กิโลกรัม เหลือเพียงจำนวน 3,200 กิโลกรัม จำเลยขอให้โจทก์พิจารณาทบทวนการขยายระยะเวลานำเข้าทองคำแท่ง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้มีบันทึกเสนอโจทก์ถึงแนวทางที่จะผ่อนคลายแก่จำเลยโดยมีความเห็นว่า การที่จำเลยนำเข้าไม่ครบนั้นอาจมีสาเหตุเนื่องมาจากทางการได้ปรับปรุงนโยบายการนำเข้าและส่งออกทองคำโดยเสรี จากข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า ก่อนที่มีการประกาศใช้นโยบายนำเข้าทองคำโดยเสรี จำเลยและบริษัท อ. กับบริษัท ก. เท่านั้นที่สามารถนำทองคำเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักรได้ภายใต้การควบคุมของโจทก์ด้วยการกำหนดปริมาณการนำเข้าทองคำภายในระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีผู้อื่นนำทองคำเข้ามาแข่งขัน และเมื่อโจทก์ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้มีการนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสรีได้ทันภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 จึงได้ต่อสัญญาให้จำเลยและบริษัท อ. กับบริษัท ก. อีก การที่โจทก์ต่อสัญญาให้จำเลย และบริษัท อ. กับบริษัท ก. นำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรนี้ คู่สัญญาจะต้องกำหนดปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงสถานการณ์ในขณะที่ทำสัญญาว่าไม่มีผู้อื่นสามารถนำทองคำแท่งเข้ามาแข่งขัน ดังนั้น เมื่อโจทก์ทำสัญญากำหนดให้จำเลยนำทองคำแท่งเข้ามาจำหน่ายจำนวน 4,500 กิโลกรัม ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2534 แล้ว ย่อมเป็นที่เข้าใจว่าภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2534 โจทก์จะยังไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสรีเพื่อให้จำเลยนำเข้าและจำหน่ายทองคำแท่งได้ในปริมาณที่กำหนด ความเข้าใจเช่นนี้แม้ไม่ได้ระบุในสัญญาแต่ก็ถือได้ว่าเป็นข้อตกลงโดยปริยาย ฉะนั้นการที่โจทก์จะไม่ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเสรีก่อนวันที่ 15 ตุลาคม 2534 จึงเป็นสาระสำคัญในการทำสัญญาการนำทองคำแท่งเข้ามาในราชอาณาจักรระหว่างโจทก์กับจำเลย เมื่อโจทก์ประกาศใช้นโยบายนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรในวันที่ 7 พฤษภาคม 2534 เป็นเหตุให้ผู้อื่นสามารถนำทองคำเข้ามาในราชอาณาจักรได้อย่างเสรีนับเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้จำเลยต้องนำทองคำแท่งเข้ามาขายได้น้อยกว่าปริมาณที่กำหนด ดังนั้นจึงจะถือว่าจำเลยผิดสัญญาหาได้ไม่

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 366 ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงการคลัง
จำเลย — บริษัทพัฒนชาติ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพลภักดี สิริทิพากร
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศาล พิริยะสถิต
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2544
#35096
เปิดฉบับเต็ม

เงินฝากตามบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จำเลยฝากไว้กับผู้ร้องนั้น ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝากเงินแล้ว จำเลยผู้ฝากคงมีเพียงสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้และผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขอถอนเท่านั้น จึงมิใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำแต่อย่างใด กรณีมิใช่จำนำเงินฝาก ส่วนสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ที่จำเลยมอบไว้แก่ผู้ร้องก็เป็นเพียงการตกลงมอบสิทธิที่จะได้รับเงินฝากคืนให้ไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ของผู้กู้ทุกรายทั้งสิทธิดังกล่าวก็เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างอันจะส่งมอบแก่กันได้ โดยเฉพาะไม่ใช่สิทธิซึ่งมีตราสารตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการจำนำสิทธิมีตราสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 750 ดังนั้น เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยจำนำเงินฝากหรือจำนำสิทธิ ซึ่งมีตราสารไว้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจะอ้างบุริมสิทธิจำนำมาบังคับเหนือทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ไม่ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,745,959 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 3,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2541 โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยซึ่งอยู่ในบัญชีธนาคารผู้ร้อง สาขาเพชรบุรี ตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 79-11-00561-1 จำนวน 4,199,064.08 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมูลหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยไม่มีอยู่จริง พฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยเป็นการสมคบกันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง จำเลยฝากเงินประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 99-11-00561-1 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของลูกค้าของจำเลยซึ่งกู้ยืมเงินจากผู้ร้องเป็นจำนวนร้อยละ 10 ของต้นเงินที่ลูกค้าแต่ละรายกู้ไปจากผู้ร้อง โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับลูกค้า พร้อมกันนี้จำเลยยังเอาสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินฝากคืนจากผู้ร้องมาจำนำเป็นประกันไว้กับผู้ร้อง ซึ่งสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์ โดยจำเลยส่งมอบสมุดคู่ฝากอันเป็นหลักฐานการฝากให้แก่ผู้ร้องและยินยอมให้ผู้ร้องหักเงินจากบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้เมื่อลูกค้าผิดสัญญากับผู้ร้อง เมื่อจำเลยจำนำสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นทรัพยสิทธิที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิชอบที่จะยึดของจำนำคือสิทธิเรียกร้องและวัตถุแห่งสิทธิเรียกร้องคือจำนวนเงินที่ผู้ร้องจะต้องส่งคืนแก่จำเลยทั้งหมดจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องใช้สิทธิโดยมิชอบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้นถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องมิได้อยู่ในฐานะคู่ความและมิได้มีส่วนได้เสียที่จะโต้แย้งพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยไม่ได้นำเงินฝากจำนำไว้กับผู้ร้อง แต่เป็นเพียงประกันตามเงื่อนไขของสัญญาค้ำประกันซึ่งกำหนดเวลาเพียง 1 ปี เท่านั้นและระยะเวลาก็ล่วงเลยไปแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงเงินดังกล่าว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากออมทรัพย์บัญชีธนาคารผู้ร้อง สาขาเพชรบุรี บัญชีเลขที่ 79-11-00561-1 ชื่อบัญชีเจ้าสำราญ ซันไลต์ หักฝากค้ำโครงการ 10% ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันกับผู้ร้องไว้ตามเอกสารหมาย ร.5 โดยมีสาระสำคัญตามสัญญาข้อที่ 6ว่าจำเลยสัญญาว่าจะฝากเงินประเภทฝากออมทรัพย์กับผู้ร้อง ตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 79-11-00561-1 เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกรายเป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ 10 ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากผู้ร้อง และจำเลยยอมให้ผู้ร้องหักเงินจำนวนนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทั้งหมดทุกรายผิดสัญญากับผู้ร้อง และข้อที่ 7 ว่าเพื่อเป็นหลักประกันตามสัญญา จำเลยยอมมอบสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ตามข้อ 6 ให้ผู้ร้องยึดถือตลอดไป จนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วน และตกลงยินยอมให้ผู้ร้องหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากหรือไม่ เห็นว่า สำหรับเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จำเลยฝากไว้กับผู้ร้องนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝากเงินแล้ว จำเลยผู้ฝากคงมีเพียงสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้และผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขอถอนเท่านั้น จึงมิใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำแต่อย่างใด กรณีมิใช่จำนำเงินฝากส่วนสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ที่จำเลยมอบไว้แก่ผู้ร้องก็เป็นเพียงการตกลงมอบสิทธิที่จะได้รับเงินฝากคืนให้ไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ของผู้กู้ทุกราย ทั้งสิทธิดังกล่าวก็เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างอันจะส่งมอบแก่กันได้โดยเฉพาะไม่ใช่สิทธิ ซึ่งมีตราสารตามกฎหมายจึงไม่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 750 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจำนำเงินฝากหรือจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารไว้แก่ผู้ร้องดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ผู้ร้องจะอ้างบุริมสิทธิจำนำมาบังคับเหนือทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ไม่ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝาก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้อง ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 750
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คำรณ ทองใบ
ผู้ร้อง — ธนาคาร อาคารสงเคราะห์
จำเลย — นาย วรกิจหรือกอบกิจ ทองใบ
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 694/2544
#68727
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคารผู้ร้อง ย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝากเงิน จำเลยมีเพียงสิทธิที่จะถอนเงินและผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขอถอนเท่านั้น การฝากเงินจึงมิใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำ กรณีมิใช่จำนำเงินฝาก ส่วนสมุดคู่ฝากที่จำเลยมอบไว้แก่ผู้ร้อง เป็นเพียงการตกลงมอบสิทธิที่จะได้รับเงินฝากคืนให้ไว้แก่ผู้ร้อง เพื่อเป็นประกันหนี้ของผู้กู้ทุกรายซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยที่จำเลยนำมากู้เงินจากผู้ร้อง ทั้งสิทธิดังกล่าวเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างอันจะส่งมอบแก่กันได้โดยเฉพาะ ไม่ใช่สิทธิซึ่งมีตราสารจึงไม่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 750 ผู้ร้องจะอ้างบุริมสิทธิจำนำมาบังคับเหนือทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔,๗๔๕,๙๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยซึ่งอยู่ในบัญชีธนาคารผู้ร้องจำนวน ๔,๑๙๙,๐๖๔.๐๘ บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากของจำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีธนาคารผู้ร้อง สาขาเพชรบุรี บัญชีเลขที่ ๗๙ - ๑๑ - ๐๐๕๖๑ - ๑ ชื่อบัญชี เจ้าสำราญ ซันไลต์ หักฝากค้ำโครงการ ๑๐ % ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาค้ำประกันกับผู้ร้องไว้ตามเอกสารหมาย ร. ๕ โดยมีสาระสำคัญตามสัญญาข้อที่ ๖ ว่า จำเลยสัญญาว่าจะฝากเงินประเภทฝากออมทรัพย์กับผู้ร้อง ตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ ๗๙ - ๑๑ - ๐๐๕๖๑ - ๑ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของผู้กู้ทุกราย เป็นจำนวนเงินในอัตราร้อยละ ๑๐ ของต้นเงินที่ผู้กู้แต่ละรายกู้ไปจากผู้ร้อง และจำเลยยอมให้ผู้ร้องหักเงินจำนวนนี้เพื่อชำระหนี้เมื่อผู้กู้รายหนึ่งรายใดหรือทั้งหมดทุกรายผิดสัญญากับผู้ร้อง? และข้อ ๗ ว่า เพื่อเป็นหลักประกันตามสัญญา จำเลยยอมมอบสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ตามข้อ ๖ ให้ผู้ร้องยึดถือตลอดไปจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้จากผู้กู้ครบถ้วน และตกลงยินยอมให้ผู้ร้องหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝากหรือไม่ เห็นว่า สำหรับเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่จำเลยที่ฝากไว้กับผู้ร้องนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝากเงินแล้ว จำเลยผู้ฝากคงมีเพียงสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้และผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่ขอถอนเท่านั้น จึงมิใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำแต่อย่างใด กรณีมิใช่จำนำเงินฝาก ส่วนสมุดคู่ฝากออมทรัพย์ที่จำเลยมอบไว้แก่ผู้ร้องก็เป็นเพียงการตกลงมอบสิทธิที่จะได้รับเงินฝากคืนให้ไว้แก่โจทก์เพื่อประกันหนี้ของผู้กู้ทุกราย ทั้งสิทธิดังกล่าวก็เป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างอันจะส่งมอบแก่กันได้ โดยเฉพาะไม่ใช่สิทธิซึ่งมีตราสารตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตาม ป.พ.พ. มาตรา ๗๕๐ ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจำนำเงินฝากหรือจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารไว้แก่ผู้ร้องดังที่วินิจฉัยมาแล้ว ผู้ร้องจะอ้างบุริมสิทธิจำนำมาบังคับเหนือทรัพย์สินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๗ ไม่ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการอายัดเงินฝาก ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำร้อง ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 747 ม. 750
ป.วิ.พ. ม. 287
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำรณ ทองใบ
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายวรกิจหรือกอบกิจ ทองใบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายนิกร ทัสสโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิวรรต นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2544
#35095
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้น ครั้งแรก ที่ให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 กับคำสั่งครั้งที่สองที่ให้อายัดเงินที่ จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอบังคับให้ จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามทำนิติกรรมชั่วคราว และคำสั่งให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิ จะได้รับจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว คงมีผลบังคับเฉพาะแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้มีผลบังคับถึง จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิที่จะ อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าว

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรกดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำขอให้ยกเลิกคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง หรือ ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ที่ดินที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอายัดชั่วคราวจึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นในการที่โจทก์ จะบังคับคดีได้ เมื่อต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ ได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษา ของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวจนทำให้คำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวไร้ผล และทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงิน จากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จึงถือเสมือนว่าเงินจำนวนดังกล่าว เป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาแทนที่ที่ดินที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัด ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ประกอบกับเงินเป็นทรัพย์ที่สามารถยักย้าย ถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นโดยง่าย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมี คำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรก โจทก์ขอให้อายัด ที่ดินของจำเลยที่ 1 ส่วนการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งที่สอง โจทก์ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ถูกอายัดให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลัง เป็นคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ในวงเงินไม่เกิน 146,000,000 บาท แบ่งเป็นวงเงินกู้ค่าที่ดิน 50,000,000บาท และวงเงินกู้ค่าพัฒนาและก่อสร้าง 96,000,000 บาท โดยวงเงินกู้ค่าพัฒนาและก่อสร้างจำเลยที่ 1 จะเบิกได้ต่อเมื่อได้พัฒนาและหรือก่อสร้างในที่ดินตามโครงการ "หมู่บ้านกฤษติญา วิลล่า" ตามผังงานแต่ละงวดไม่เกินร้อยละ 60 ของเนื้องานที่ทำแล้ว จำเลยที่ 1 ตกลงให้ดอกเบี้ยโจทก์ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีข้อกำหนดชำระเป็นรายเดือนทุก ๆ วันทำการสุดท้ายหากผิดน้อยยอมให้เรียกเก็บในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และคิดดอกเบี้ยทบต้นในดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงขอกู้เงินค่าพัฒนาและก่อสร้างเป็นกรณีพิเศษจำนวน 10,000,000 บาท และได้รับเงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ขอเบิกเงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรกไปจากโจทก์ 19 ครั้ง รวมเป็นเงิน 126,045,400 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4ทำสัญญาค้ำประกันสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองครั้งและยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1อย่างลูกหนี้ร่วม ในการนี้จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินจดทะเบียนจำนองแก่โจทก์หลายครั้งเพื่อประกันหนี้ ต่อมาได้นำที่ดินทั้งหมดมารวมกันแล้วรังวัดแบ่งแยกออกเป็นจำนวน 382 แปลง เป็นโฉนดที่ดินจำนวน 382 ฉบับ หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ขอนำโฉนดที่ดินไปจดทะเบียนปลอดภาระจำนองเพื่อดำเนินการประทับตราจัดสรร จำนวน 209 ฉบับ คงเหลือโฉนดที่ดินที่ติดภารจำนองเพียง 173 ฉบับ บัดนี้สัญญากู้ยืมเงินครบกำหนดชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้รวมต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 217,921,606.45บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องและบังคับจำนองทรัพย์ของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสี่ให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินตามฟ้องในระยะแรก ๆโจทก์จ่ายเงินให้จำเลยที่ 1 จนสามารถก่อสร้างบ้านในโครงการไปแล้วกว่าร้อยละ78 ต่อมาโจทก์ ระงับการเบิกจ่ายค่าก่อสร้างทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้เงินอีก 21,354,000 บาทเต็มตามจำนวนที่ขอกู้ตามโครงการ แต่โจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 เบิกจ่ายจำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถก่อสร้างบ้านจนเสร็จสมบูรณ์และโอนให้แก่ลูกค้าตามกำหนด เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา หนี้ค่าดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ไปทั้งสิ้น 140,000,000 บาท จึงไม่มีหนี้สินต่อกันอีก จำเลยทั้งสี่จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาแล้วโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อไป ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1033, 37911 ถึง38073, 38097 ถึง 39137, 38175, 38176, 38261 ถึง 38272, 38274,38275 และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1034 ถึง 1041,1049, 1050, 4693, 22520, 33284, 38074 ถึง 38096, 38138 ถึง38174, 38177 ถึง 38260, 38273, 38276, 38277, 22519, 22522,1045 และ 16142 แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ชำระหนี้ดอกเบี้ยตามกำหนดระยะเวลา รวมทั้งการชำระหนี้คืนทั้งหมดจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องแย้ง แต่ชำระหนี้เพียงบางส่วนและไม่เคยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ไม่จำต้องปฏิบัติตามฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ที่จะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่จำเลยที่ 1 ได้นำมาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันหากปล่อยให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการต่อไปจะทำให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมด จึงขอให้ยึดหรือห้ามทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม 96 แปลง ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ว มีคำสั่งในวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ให้อายัดที่ดิน ตำบลบางคูวัด (บางคูวัดเหนือ)อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ของจำเลยที่ 1 รวม 96 แปลง รวมทั้งอายัดเงิน 396,100 บาท ของนางปราณี นุ่มพันธ์ ซึ่งวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 786/2539 ของศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีระงับการจดทะเบียนหรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่เกี่ยวกับโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ทั้ง 96ฉบับ ดังกล่าวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 1,000,000 บาทก่อนออกหมายหรือหนังสือแจ้ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นางปราณี นุ่มพันธ์ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีทราบไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์2541 โจทก์ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินเป็นครั้งที่สองว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดที่ดินทั้ง 96 แปลง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ไปแล้วนั้น แต่การคุ้มครองดังกล่าวไม่สามารถหยุดการฉ้อโกงของจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากตามข้อตกลงหากประสงค์จะโอนขายที่ดินให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 1 จะต้องชำระหนี้คืนโจทก์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของราคาขายตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ จึงจะนำโฉนดที่ดินจากโจทก์ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์แก่ลูกค้าได้แต่จำเลยที่ 1 ดำเนินการฉ้อโกงโจทก์ด้วยการร่วมมือกับลูกค้าผู้ซื้อบ้านขอใบแทนโฉนดที่ดิน ครั้งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1ร่วมกับผู้ซื้อใช้วิธีการทางศาล เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราว ดังปรากฏในสำนวนการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการตั้งใจที่จะโอนขายที่ดินดังกล่าวหากโจทก์ชนะคดีแล้วจะไม่สามารถบังคับคดีแก่ที่ดินทั้ง 96 แปลง ได้ เพื่อบรรเทาความเสียหายของโจทก์ และหยุดการกระทำของจำเลยที่ 1 ขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้จากการโอนขายที่ดินที่ขออายัดทั้ง 96 แปลง คือขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากนางพรรณภา กาญจนะ, นางสาวสุนทรี ชะโรจน์บวร, นางเพ็ญใจ จันทร์หอมกุล, นายประทีป เกิดชูชื่น, นายสฤษดิ์ กิตติสาภรณ์, นายสมัย วรรณสี และนางสาวอัญชลี เพ็ชรวงศ์ เพื่อชำระราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 38042, 38066, 38013, 37925, 37924, 38005 และ 37928 เป็นจำนวนเงิน 572,500 บาท, 470,000 บาท, 244,050 บาท, 216,000 บาท, 920,000 บาท, 450,735 บาท และ 302,500 บาท ตามลำดับ ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากการโอนขายที่ดินที่โจทก์ขออายัดทั้งหมดโดยให้แจ้งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินการอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวและส่งเงินเข้ามาในสำนวนคดีนี้ หากมีการบังคับคดียึดที่ดินโฉนดที่โจทก์ขออายัดดังกล่าวออกขายทอดตลาด เมื่อหักค่าฤชาธรรมเนียมค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีและหักชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นแล้วหากมีเงินเหลือ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประจำศาลจังหวัดปทุมธานีส่งเงินที่เหลือเข้ามาในสำนวนคดีนี้

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้ว มีคำสั่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้คดี ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ศาลได้มีคำสั่งห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวไว้จำนวน 96 แปลง และให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประจำสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปทุมธานีอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดที่ดินในจำนวน 96 แปลง ดังกล่าว ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น อนึ่งบรรดารายชื่อของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและภูมิลำเนา ให้ถือตามคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวละหนังสือของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในสำนวน

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนได้ความว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 96 แปลง ไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว โจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดปทุมธานีว่า ผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 บางรายได้ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 38066, 37925, 38005, 37928 และ 37962 เนื่องจากผู้ซื้อที่ดินได้ฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ภายใน 7 วัน แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดผู้ซื้อจึงขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม และโจทก์ทราบว่าผู้ร้องประมาณ 7 ราย ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวโดยบางรายซื้อที่ดินดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ทำให้โจทก์เสียหายเนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคาซื้อขายที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวในอัตราร้อยละ 65 ตามข้อตกลงทั้งนี้จำเลยที่ 1 กับพวกผิดสัญญาสมคบกันโอนขายที่ดินดังกล่าวโดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบและไม่นำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ขอให้สั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจากลูกหนี้ผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดหรือลูกหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม และหากมีการยึดทรัพย์บังคับคดีเอาแก่ที่ดินแปลงใดเพื่อนำออกขายทอดตลาด ขอให้อายัดเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาด

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นครั้งแรกลงวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ที่ให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1รวม 96 แปลง กับอายัดเงินจำนวน 386,100 บาท ที่นางปราณี นุ่มพันธ์นำมาวางต่อศาล เพื่อชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 กับคำสั่งครั้งที่สองลงวันที่ 17กุมภาพันธ์ 2541 ที่ให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอบังคับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 96แปลง ซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามทำนิติกรรมชั่วคราว และคำสั่งให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว คงมีผลบังคับเฉพาะแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้มีผลบังคับถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบ

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ามีเหตุสมควรยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 17กุมภาพันธ์ 2541 ที่ได้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับตามคำร้องขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวน และมีคำสั่งให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม 96 แปลงไว้เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ตามคำร้องขอของโจทก์ โดยศาลชั้นต้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267 วรรคสอง หรือใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 228 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ที่ดิน 96 แปลงที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราว จึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นในการที่โจทก์จะบังคับคดีได้เมื่อต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นอายัดชั่วคราวได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1ได้ใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวจนทำให้คำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวไร้ผลและทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จึงถือเสมือนว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาแทนที่ที่ดินที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาประกอบกับเงินเป็นทรัพย์ที่สามารถยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นโดยง่าย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ส่วนที่จำเลยที่ 1ฎีกาว่า การที่โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดิน 96 ฉบับ ที่จดทะเบียนปลอดจำนองเป็นการขัดต่อกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 18และจำเลยที่ 1 มีสิทธิติดตามเอาคืนและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อายัดที่ดิน 96แปลงไว้เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษานั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน จนคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยมาแล้วจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาต่อไป แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวครั้งที่สองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น เห็นว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรก โจทก์ขอให้อายัดที่ดิน 96 แปลง ของจำเลยที่ 1 ส่วนการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งที่สอง โจทก์ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 บังคับคดี ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกอายัดให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังเป็นคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า คำสั่งอายัดเงินได้ส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1โดยมิได้หักภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรที่จำต้องเสียตามกฎหมายเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ศาลได้มีคำสั่งอายัดชั่วคราว และให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการขายทอดตลาดที่ดินที่มีคำสั่งอายัดชั่วคราวนั้นย่อมหมายถึงเงินสุทธิที่เหลือในการบังคับคดีดังกล่าวหลังจากได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามกฎหมายแล้ว ส่วนการที่ฝ่ายใดจะต้องเสียภาษีเงินได้หรือจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการโอนอย่างไร ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คำสั่งอายัดเงินของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 มิใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืนเฉพาะที่เกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 กับให้ยกฎีกาจำเลยที่ 4 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท กฤษติญาเอสเตท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 692/2544
#554403
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม 96 แปลง ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษา ตามคำร้องขอของโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสอง หรือใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ที่ดิน 96 แปลง

ในระหว่างที่ศาลมีคำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวนั้น ศาลมีคำพิพากษาตามยอมในคดีอื่นให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งถูกอายัดชั่วคราวบางแปลงให้แก่ผู้ซื้อ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวครั้งที่สอง ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับในการโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราว จึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นในการที่โจทก์จะบังคับคดีได้ เมื่อต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นสั่งอายัดชั่วคราวได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวจนทำให้คำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวไร้ผล และทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จึงถือเสมือนว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาแทนที่ที่ดินที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ประกอบกับเงินเป็นทรัพย์ที่สามารถยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นโดยง่าย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา และไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องและบังคับจำนองทรัพย์ของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 1033, 37911 ถึง 38073, 38097 ถึง 38137, 38175, 38176, 38211 ถึง 38272, 38274, 38275 และจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1034 ถึง 1041, 1049, 1050, 4693, 22520, 33284, 33284, 38074 ถึง 38096, 38138 ถึง 38074, 38177 ถึง 38260, 38273, 38276, 38277, 22519, 22522, 1045 และ 16142 แก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินขอให้ยึดหรือห้ามทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม 96 แปลง

ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมีคำสั่งอายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ศาลได้มีคำสั่งห้ามทำนิติกรรมชั่วคราวไว้จำนวน 96 แปลง และให้อายัดเงินสุทธิที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประจำสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปทุมธานีอันเนื่องมาจากการขายทอดตลาดที่ดินในจำนวน 96 แปลง ดังกล่าว ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น อนึ่งบรรดารายชื่อของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและภูมิลำเนา ให้ถือตามคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวและหนังสือของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในสำนวน

จำเลยที่ 1 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ามีเหตุสมควรยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ที่ได้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับตามคำร้องขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นได้ทำการไต่สวน และมีคำสั่งให้อายัดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม 96 แปลง ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 ตามคำร้องขอของโจทก์ โดยศาลชั้นต้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่โจทก์ขอมาใช้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มิได้ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง หรือใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 วรรคสอง คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด ที่ดิน 96 แปลง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดชั่วคราว จึงเป็นหลักประกันเบื้องต้นในการที่โจทก์จะบังคับคดีได้ เมื่อต่อมาปรากฏว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นอายัดชั่วคราวได้เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิบังคับคดีแก่ที่ดินดังกล่าวจนทำให้คำสั่งอายัดที่ดินชั่วคราวไร้ผล และทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิที่จะได้รับเงินจากการบังคับคดีของเจ้าหนี้ จึงถือเสมือนว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาแทนที่ที่ดินที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ประกอบกับเงินเป็นทรัพย์ที่สามารถยักย้ายถ่ายเทหรือปิดบังซ่อนเร้นโดยง่าย กรณีจึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าการที่โจทก์ยึดถือโฉนดที่ดิน 96 ฉบับ ที่จดทะเบียนปลอดจำนองเป็นการขัดต่อกฎหมายตามกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 18 และจำเลยที่ 1 มีสิทธิติดตามเอาคืนและขัดขวางมิให้โจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งให้อายัดที่ดิน 96 แปลง ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนพิพากษานั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน จนคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาต่อไป แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาต่อไปว่า การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวครั้งที่สองเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 นั้น เห็นว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งแรก โจทก์ขอให้อายัดที่ดิน 96 แปลง ของจำเลยที่ 1 ส่วนการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาครั้งที่สอง โจทก์ขอให้อายัดเงินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะได้รับจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 บังคับคดีให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ถูกอายัดให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังเป็นคนละประเด็นกัน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืนเฉพาะที่เกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 กับให้ยกฎีกาจำเลยที่ 4 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 4 ส่วนค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 228 วรรคสอง ม. 267 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกฤษติญาเอสเตท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวินัย เรืองศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโชค จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2544
#35094
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งมายื่นใหม่ภายใน 15 วัน ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งหลังจากได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งก่อน คำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาของจำเลย แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยยื่นคำร้องต่อมาขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาที่ยื่นไว้ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ายังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยืนยันตามคำสั่งที่ให้รอการไต่สวนไว้ก่อนเท่านั้น หาได้ มีผลเป็นการยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาที่ จำเลยยื่นไว้อันจะทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 ไม่ คำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 182,586,877.40 บาท และ 15,947,187.73 บาทพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทรวม 173 ฉบับ พร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งและได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ยึดถือไว้มาวางต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ว่า คำร้องขอแก้เพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่อ่านไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจให้จำเลยทั้งสี่ทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งมายื่นใหม่ให้เรียบร้อยภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่วนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาที่จำเลยทั้งสี่ยื่นในวันนี้ ให้รอไว้สั่งหลังจากมีคำสั่งในเรื่องคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่แล้ว จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่งที่ศาลชั้นต้น ไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้ยกคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่ฉบับลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 มิใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งมายื่นใหม่ภายใน 15 วัน ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งหลังจากศาลได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ก่อน คำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่ ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยืนยันตามคำสั่งที่ให้รอการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาไว้ก่อนเท่านั้น หาได้มีผลเป็นการยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ที่จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นไว้แต่เดิมอันจะทำให้จำเลยทั้งสี่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 แต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท กฤษติญาเอสเตท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 691/2544
#555571
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งมายื่นใหม่ภายใน 15 วัน ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งหลังจากศาลได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ก่อน คำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยืนยันตามคำสั่งที่ให้รอการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาไว้ก่อนเท่านั้น หาได้มีผลเป็นการยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ที่จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นไว้แต่เดิม อันจะทำให้จำเลยทั้งสี่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 แต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 182,586,877.40 บาท และ 15,947,187.73 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินพิพาทรวม 173 ฉบับ พร้อมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งและได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์นำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ยึดไว้มาวางต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ว่า คำร้องขอแก้เพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่อ่านไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจให้จำเลยทั้งสี่ทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งมายื่นใหม่ให้เรียบร้อยภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ ส่วนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาที่จำเลยทั้งสี่ยื่นในวันนี้ ให้รอไว้สั่งหลังจากมีคำสั่งในเรื่องคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่แล้ว จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ คำสั่งที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งและยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ทำคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งมายื่นใหม่ภายใน 15 วัน ต่อมาจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งหลังจากศาลได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ก่อน คำสั่งดังกล่าวมิใช่คำสั่งให้ยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาของจำเลยทั้งสี่ ที่ได้ยื่นต่อศาลชั้นต้นไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ต่อไป การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมให้ยกคำร้อง จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยืนยันตามคำสั่งที่ให้รอการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาไว้ก่อนเท่านั้น หาได้มีผลเป็นการยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 ที่จำเลยทั้งสี่ได้ยื่นไว้แต่เดิม อันจะทำให้จำเลยทั้งสี่มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 แต่อย่างใดไม่ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกฤษติญาเอสเตท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2544
#36523
เปิดฉบับเต็ม

การรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน หากมีผู้โต้แย้งคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ก็ดำเนินการไปตามที่ตกลงหากตกลงกันไม่ได้ เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 วรรคแรก ซึ่งคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินหาเป็นยุติไม่ คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งมีสิทธิที่จะฟ้องคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่ได้ทราบคำสั่งดังกล่าว แต่ถ้าเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่บุคคลใดอันเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งการตามที่ตนได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบไปโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ชอบด้วยมาตรา 60 แล้วอีกฝ่ายย่อมไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2536 นายจุ้ย พรมุณีสุนทร เจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 920/31 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองนาแซง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 2 ไร่ 97 ตารางวายื่นคำขอออกโฉนดที่ดินและนำทำการรังวัดปักหลักเขตได้เนื้อที่ 2 ไร่1 งาน 75 ตารางวา ได้เนื้อที่เกินไปจากเดิมจำนวน 78 ตารางวา โจทก์คัดค้านว่าที่ดินส่วนที่เกินเป็นของโจทก์ที่โจทก์ครอบครองต่อเนื่องมาหลังจากซื้อมาจากนางสุ่มติดชัยภูมิ ประมาณ 10 ปีแล้ว แต่เมื่อจำเลยพิจารณาคำขอของนายจุ้ยและคำคัดค้านของโจทก์แล้ว มีคำสั่งว่านายจุ้ยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ตามคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ 38/2537 ให้ออกโฉนดที่ดินแก่นายจุ้ย อันเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยระเบียบและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องจากขัดแย้งกับระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2(พ.ศ. 2515) หมวด 5 ข้อ 11(1)(2) ที่ระบุโดยชัดแจ้งว่าการออกโฉนดที่ดินและการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในกรณีที่เนื้อที่แตกต่างจากหลักฐานการแจ้งการครอบครอง ให้ออกโฉนดได้เท่าที่ทำประโยชน์อยู่แล้ว นายจุ้ยอ้างว่าซื้อที่ดินมาจากนางวันดี ใบเขียว ทั้งแปลง เนื้อที่เพียง 2 ไร่ 97 ตารางวา ทั้งรูปแผนที่ เนื้อที่ ระยะในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวก็ระบุจำนวนเนื้อที่ระยะความกว้างยาว ด้านทิศเหนือ ด้านทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก ด้านทิศตะวันตกที่เจ้าพนักงานที่ดินเขียนกำกับไว้ถูกต้อง เมื่อทำการรังวัดใหม่เพื่อออกโฉนดที่ดินจำนวนเนื้อที่ก็ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หากมีการเปลี่ยนแปลงจริงจำเลยก็ไม่ได้ทำการสอบสวนพยานหลักฐาน สอบสวนที่ดินข้างเคียงผู้ปกครองท้องที่ให้ปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่เพิ่มขึ้นด้วยเรื่องอะไร จำเลยไม่ปฏิบัติตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท.0712/ว.7861 ลงวันที่ 17 เมษายน2530 การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบของประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยกระทำไปโดยกลั่นแกล้งโจทก์หรือโดยมีเจตนาทุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ 38/2537 เรื่องคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินเสีย

จำเลยให้การว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ไม่ได้กลั่นแกล้งโจทก์ การออกคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ 38/2537 ของจำเลยเป็นการออกคำสั่งโดยชอบและถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนการออกคำสั่งดังกล่าวจำเลยได้เรียกทั้งสองฝ่ายคือโจทก์และนายจุ้ยมาทำการสอบสวนเปรียบเทียบและตกลงกันเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2537 แต่ทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้ จำเลยจึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 60 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควรจากการสอบสวนเปรียบเทียบตามถ้อยคำทั้งสองฝ่ายที่ได้ให้ไว้แก่พนักงานและจากการสอบสวนเอกสารหลักฐานแล้วและเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2537 โจทก์ก็ได้ทราบคำสั่งดังกล่าว ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2537 โจทก์ได้ยื่นฟ้องนายจุ้ยต่อศาลชั้นต้น ขอให้แสดงสิทธิในที่ดิน ขับไล่ห้ามนายจุ้ยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดิน ซึ่งเมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์ฟ้องนายจุ้ยแล้วก็ได้สั่งการรอเรื่องการออกโฉนดให้นายจุ้ยไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งถึงที่สุด ซึ่งในที่สุดได้มีคำพิพากษาว่าคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นายจุ้ยของจำเลยชอบแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 636/2540ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดสืบพยานโจทก์ แต่เมื่อถึงวันนัด โจทก์แถลงยอมรับว่าโจทก์ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายจุ้ย พรมุณีสุนทร เป็นจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขที่ 636/2540 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า เดิมที่ดินของนายจุ้ยมีเนื้อที่ 2 ไร่ 97 ตารางวา ซึ่งตามรูปแผนที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ระบุความกว้างความยาวไว้ เมื่อทำการรังวัดออกโฉนดปรากฏว่าเนื้อที่เพิ่มขึ้นไปจากเดิม จำเลยไม่ได้ทำการสอบสวนเจ้าของที่ดินข้างเคียงผู้ปกครองท้องที่ให้ปรากฏว่าเนื้อที่เพิ่มขึ้นด้วยสาเหตุใด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2515) หมวด 5 ข้อ 11(1)(2) และหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท. 0712/ว.7861 ลงวันที่ 17 เมษายน 2530 ที่ออกตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 60 ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า หากการรังวัดออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่แตกต่างจากหลักฐานการครอบครองเดิมก็ให้ออกโฉนดได้เท่าที่ทำประโยชน์อยู่ การที่จำเลยมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นายจุ้ยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้จำเลยจะสั่งให้โจทก์ฟ้องนายจุ้ยภายใน 60 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของจำเลยก็ตาม แต่ก็ทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ เพราะโจทก์ต้องนำสืบก่อน คำสั่งของจำเลยดังกล่าวย่อมรับฟังได้ในเบื้องต้นเสมอไป ทั้ง ๆ ที่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นเกิดขึ้นใหม่ที่จะลบล้างคำสั่งของจำเลยตามคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ 38/2537 ได้ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวนั้น เห็นว่า ระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติที่โจทก์อ้างนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้วตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2532) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งอยู่ในหมวด 2 ข้อ 8 และเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวเพียงบัญญัติไว้เป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาถือปฏิบัติเพื่อให้การรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนสำเร็จลุล่วงไปโดยถูกต้องเพื่อประโยชน์ของทางราชการและประชาชนเท่านั้น แต่หากมีผู้โต้แย้งคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ก็ย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาที่จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลง หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 60 วรรคแรก ซึ่งคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาดังกล่าวก็หาเป็นยุติไม่ คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งมีสิทธิที่จะฟ้องคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่ได้ทราบคำสั่งดังกล่าว อันเป็นการให้โอกาสแก่คู่กรณีที่ไม่พอใจคำสั่งได้นำพยานหลักฐานมาสืบโต้แย้งให้เห็นว่าคำสั่งในการสอบสวนเปรียบเทียบของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินสาขานั้นไม่ถูกต้อง ซึ่งคดีนี้ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า หลังจากจำเลยในฐานะเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิได้ใช้อำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบกรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับนายจุ้ยเกี่ยวกับการรังวัดออกโฉนดที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ได้ฟ้องนายจุ้ยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีสิทธิครอบครองดีกว่านายจุ้ย แต่ศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่านายจุ้ยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 636/2540 ของศาลชั้นต้นดังนั้นที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ทำการสอบสวนเจ้าของที่ดินข้างเคียง ผู้ปกครองท้องที่และหลักฐานอื่นให้ปรากฏว่าที่ดินที่นายจุ้ยขอออกโฉนดเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากหลักฐานเดิมเพราะเหตุใดนั้น ก็ได้ความจากคำฟ้องว่า จำเลยได้เรียกโจทก์และนายจุ้ยมาสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว ทั้งได้ความว่าคดีเดิมศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าแม้ว่า การรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่นายจุ้ยจะได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นจากหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์เดิมไปบ้าง แต่การรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้นใช้หลักวิชาการในการคำนวณเนื้อที่ย่อมมีความแน่นอนกว่าการรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงไม่มีเหตุที่จะสงสัยว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่นายจุ้ยมาขอออกโฉนดที่ดินจะไม่ใช่ที่ดินแปลงที่นายจุ้ยนำสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดิน อันจะทำให้จำเลยต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมถึงที่มาของที่ดินตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท.0712/ว.7861 ลงวันที่ 17 เมษายน 2530 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อจำเลยสอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของนายจุ้ยแม้จะมีเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม จำเลยก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่นายจุ้ยได้ และคำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นการสั่งการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งการไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ มิได้ทำให้โจทก์หรือนายจุ้ยต้องเสียเปรียบหรือได้เปรียบกันในชั้นพิจารณาของศาลดังเช่นที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด เพราะกระบวนพิจารณาในศาลเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายสามารถนำพยานเข้าสืบถึงที่มาของที่ดินพิพาทที่อ้างว่าเป็นของตนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งในคดีเดิมศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์ และนายจุ้ยนำสืบแล้ววินิจฉัยว่านายจุ้ยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ และคดีถึงที่สุดแล้ว ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า การที่จำเลยมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นายจุ้ยเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งการไปโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 60 แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ 38/2537ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิรุณ สุขนาแซง
จำเลย — นาย สุกิจ เอี่ยวพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2544
#68726
เปิดฉบับเต็ม

การรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน หากมีผู้โต้แย้งคัดค้าน เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจทำการสอบสวนเปรียบเทียบถ้าตกลงกันได้ก็ดำเนินการไปตามที่ตกลง หากตกลงกันไม่ได้ เจ้าพนักงานที่ดินมีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควรตาม ป. ที่ดิน มาตรา 60 วรรคแรก ซึ่งคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินหาเป็นยุติไม่ คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งมีสิทธิที่จะฟ้องคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งต่อศาลได้ภายใน 60 วัน นับแต่ได้ทราบคำสั่งดังกล่าว การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่ จ. อันเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งการตามที่ตนได้ทำการสอบสวนเปรียบเทียบไปโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ชอบด้วย มาตรา 60 แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ ๓๘/๒๕๓๗ เรื่องคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดิน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดสืบพยานโจทก์ แต่เมื่อถึงวันนัด โจทก์แถลงยอมรับว่า โจทก์ได้เป็นโจทก์ฟ้องนายจุ้ย พรมุณีสุนทร เป็นจำเลยตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๖๓๖/๒๕๔๐ ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องและคำให้การเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? คดีมีปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า เดิมที่ดินของนายจุ้ยมีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๙๗ ตารางวา ตามรูปแผนที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อทำการรังวัดออกโฉนดปรากฏว่าเนื้อที่เพิ่มขึ้นไปจากเดิม จำเลยไม่ได้ทำการสอบสวนเจ้าของที่ดินข้างเคียง ผู้ปกครองท้องที่ให้ปรากฏว่าเนื้อที่เพิ่มขึ้นด้วยสาเหตุใด อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๑๕) หมวด ๕ ข้อ ๑๑ (๑) (๒) และหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท. ๐๗๑๒/ว. ๗๘๖๑ ลงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๐ ที่ออกตาม ป. ที่ดิน มาตรา ๖๐ ซึ่งระเบียบดังกล่าวกำหนดว่า หากการรังวัดออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่แตกต่างจากหลักฐานการครอบครองเดิมก็ให้ออกโฉนดได้เท่าที่ทำประโยชน์อยู่ การที่จำเลยมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นายจุ้ยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้จำเลยจะสั่งให้โจทก์ฟ้องนายจุ้ยภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันทราบคำสั่งของจำเลยก็ตาม แต่ก็ทำให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ เพราะโจทก์ต้องนำสืบก่อน คำสั่งของจำเลยดังกล่าวย่อมรับฟังได้ในเบื้องต้นเสมอไป ทั้ง ๆ ที่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นเกิดขึ้นใหม่ที่จะลบล้างคำสั่งของจำเลยตามคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ ๓๘/๒๕๓๗ ได้ ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวนั้น เห็นว่า การรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนสำเร็จลุล่วงไปโดยถูกต้องเพื่อประโยชน์ของทางราชการและประชาชนเท่านั้น แต่หากมีผู้โต้แย้งคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ก็ย่อมเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาที่จะทำการสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ก็ให้ดำเนินการไปตามที่ตกลง หากตกลงกันไม่ได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขามีอำนาจพิจารณาสั่งการไปตามที่เห็นสมควรตาม ป. ที่ดิน มาตรา ๖๐ วรรคแรก ซึ่งคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาดังกล่าวก็หาเป็นยุติไม่ คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจคำสั่งมีสิทธิที่จะฟ้องคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งต่อศาลได้ภายใน ๖๐ วัน นับแต่ได้ทราบคำสั่งดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยได้เรียกโจทก์และนายจุ้ยมาสอบสวนเปรียบเทียบแล้วเชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ของนายจุ้ย แม้จะมีเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นจากเดิม จำเลยก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งออกโฉนดที่ดินให้แก่นายจุ้ยได้ และคำสั่งของจำเลยดังกล่าวเป็นการสั่งการไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งการไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ มิได้ทำให้โจทก์หรือนายจุ้ยต้องเสียเปรียบหรือได้เปรียบกันในชั้นพิจารณาของศาลดังเช่นที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด การที่จำเลยมีคำสั่งให้ออกโฉนดที่ดินแก่นายจุ้ยเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งการไปโดยสุจริตตามอำนาจหน้าที่ชอบด้วย ป. ที่ดิน มาตรา ๖๐ แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชัยภูมิที่ ๓๘/๒๕๓๗ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน จำเลยไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 60 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิรุณ สุขนาแซง
จำเลย — นายสุกิจ เอี่ยวพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2544
#36522
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 หมายถึง หนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายยังมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับ ดังนั้นเมื่อจำเลยอ้างว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในสินค้าของจำเลยที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์สูญหายไป แต่โจทก์แถลงต่อศาลแรงงานกลางว่าหนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ แม้จะให้สืบพยานโจทก์และจำเลยไปก็ไม่ทำให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ จำเลยจึงนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้

ระเบียบของจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ข้อ 25 กำหนดให้เงินสะสมของพนักงานหรือลูกจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยเป็นประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ร้านสหกรณ์โดยการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของพนักงานหรือลูกจ้างนั้น ๆ แต่โจทก์เป็นพนักงานทำความสะอาดไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 จำเลยจึงต้องห้ามไม่ให้เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างที่หักไว้เป็นรายเดือนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จำเลยว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานหน้าที่แม่บ้าน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 5,405 บาทกำหนดจ่ายทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือน ระหว่างทำงานจำเลยหักค่าจ้างโจทก์ร้อยละ 5 ต่อเดือน นับแต่เดือนตุลาคม 2538 ถึงเดือนตุลาคม2542 รวมเป็นเงิน 9,900 บาท ไว้เป็นเงินสะสมโดยตกลงว่าเมื่อโจทก์ออกจากงานจำเลยจะคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยซึ่งนับถึงวันที่ 31มีนาคม 2543 ดอกเบี้ยคิดเป็นเงิน 1,874.06 บาท นอกจากนี้จำเลยยังหักค่าจ้างของโจทก์อีกเดือนละ 500 บาท นับแต่เดือนมิถุนายน 2538ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2538 รวม 4 งวด เป็นเงิน 2,000 บาท ไว้เป็นเงินประกันการทำงานของโจทก์ ตกลงว่าเมื่อโจทก์ออกจากงานและไม่ได้ทำความเสียหายจำเลยจะคืนให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 1 เมษายน2543 จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2543อ้างว่าจำเลยปิดร้านสาขาปากเกร็ด โจทก์ไม่ได้กระทำผิด แต่วันที่ 9และวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 จำเลยให้โจทก์ตรวจสอบสินค้าชำรุดส่งคืนสำนักงานใหญ่ แต่ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างจำนวน 360 บาท ให้แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 11,774.06 บาทกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 เงินประกันการทำงานจำนวน 2,000 บาท กับเงินค่าจ้างจำนวน 360 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องและค่าชดเชยจำนวน 32,430 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย โจทก์กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลเอาใจใส่สินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน เป็นเหตุให้สินค้าสูญหายและถูกลักไปเป็นจำนวนมาก คิดเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 215,786.75 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดชอบเป็นเงิน 11,517.96 บาท ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสะสม ค่าชดเชยและเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ อีกทั้งมีสิทธิยึดหน่วงเงินสะสมเงินชดเชยและเงินประกันการทำงานของโจทก์และนำมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงสละข้อหา ข้ออ้าง และคำขอบังคับในเรื่องที่ว่าเมื่อวันที่ 9 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2543 จำเลยให้โจทก์ตรวจสอบสินค้าที่ชำรุดส่งคืนสำนักงานใหญ่ แต่ไม่จ่ายค่าจ้างจำนวน360 บาท ให้แก่โจทก์ และแถลงว่าหนี้ตามข้ออ้างของจำเลยจำนวน11,517.96 บาท โจทก์มีข้อต่อสู้ไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ตามคำให้การ

ส่วนจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์อาศัยเหตุที่ว่าโจทก์กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้สินค้าของจำเลยสูญหายและถูกลักไป และรับว่าไม่มีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่โจทก์ตกลงยินยอมให้หักเงินตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์กับค่าเสียหายที่จำเลยกล่าวอ้าง อีกทั้งรับว่าเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ย เงินประกันการทำงานมีจำนวนถูกต้องตามคำฟ้องของโจทก์

ศาลแรงงานกลางเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เลิกจ้างเพราะโจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหายหรือโจทก์ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์และไม่มีข้อตกลงให้จำเลยหักเงินประกันการทำงานจำเลยจึงต้องจ่ายเงินสะสมและเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ยังมีข้อต่อสู้ในค่าเสียหายตามคำให้การของจำเลยและไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ จำเลยต้องฟ้องหรือฟ้องแย้งจึงจะหักกลบลบหนี้ได้ ไม่มีสิทธิขอหักกลบลบหนี้มาในคำให้การ พิพากษาให้จำเลยคืนเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน11,774.06 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,900 บาทนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2543 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้คืนเงินประกันการทำงานจำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว กับให้ชำระค่าชดเชยจำนวน 32,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวทั้งนี้นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางเพียงแต่สอบถามโจทก์ถึงหนี้ที่จำเลยจะขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ ซึ่งโจทก์แถลงว่าหนี้ดังกล่าวยังมีข้อต่อสู้อยู่ไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า หนี้ดังกล่าวยังมีข้อต่อสู้อยู่จะหักกลบลบหนี้กันไม่ได้ โดยไม่ได้ดำเนินการให้คู่ความสืบพยานหลักฐานให้ได้ความจริงว่าหนี้ดังกล่าวมีข้อต่อสู้จริงหรือไม่คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 344 นั้น หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้ว อีกฝ่ายยังมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับ คดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในสินค้าของจำเลยที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์สูญหายไปเป็นเงิน 11,517.96 บาทแต่โจทก์แถลงต่อศาลแรงงานกลางว่าหนี้จำนวนนี้โจทก์มีข้อต่อสู้ไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ถือว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ แม้จะให้สืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้ไปก็ไม่ทำให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ จำเลยจึงนำหนี้จำนวน 11,517.96 บาท มาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ไม่ได้ การที่ศาลแรงงานกลางสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของจำเลยมีว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินสะสมของโจทก์ชำระค่าเสียหายของจำเลยได้หรือไม่โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ระเบียบของจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้างเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ข้อ 25 กำหนดว่า "เงินสะสมของพนักงานหรือลูกจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยย่อมถือเป็นประกันบรรดาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ร้านสหกรณ์โดยการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของพนักงานหรือลูกจ้างนั้น ๆ" ดังนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิหักเงินสะสมชดใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยได้ เห็นว่า ตามระเบียบดังกล่าวแม้ว่าเงินสะสมจะเป็นเงินประกันบรรดาความเสียหายที่โจทก์ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานกับจำเลยซึ่งให้หักชดใช้ค่าเสียหายได้ก็ตาม แต่ปรากฏตามสำเนาคำสั่งของจำเลยที่ 2/2541 เรื่อง โยกย้ายพนักงานเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 ว่าโจทก์เป็นพนักงานทำความสะอาดไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 จำเลยจึงต้องห้ามไม่ให้เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ ดังนั้นเงินสะสมที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ไว้และถือว่าเป็นประกันความเสียหายนั้น เมื่อจำเลยเลิกจ้างก็ต้องคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10 จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินสะสมของโจทก์ชำระค่าเสียหาย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เสถียร จงจัดกลาง
จำเลย — ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2544
#69167
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่าย ยังมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับ

จำเลยอ้างว่าโจทก์ (ลูกจ้าง) จะต้องรับผิดชอบในสินค้าของจำเลยที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์สูญหายไป แต่โจทก์แถลงต่อศาลแรงงานกลางว่าหนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่ ไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ ดังนั้น แม้จะให้สืบพยานโจทก์และจำเลยไปก็ไม่ทำให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ จำเลยจึงนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ไม่ได้

โจทก์เป็นพนักงานทำความสะอาดไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงแรงงานและ สวัสดิการสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ข้อ 4 จำเลยจึงต้องห้ามไม่ให้เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือ เงินประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ ดังนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างจึงต้องคืนค่าจ้างที่หักสะสมไว้โดยถือว่าเป็นประกันความเสียหายนั้นให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสะสม เงินประกันการทำงาน กับเงินค่าจ้างและค่าชดเชยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลย โจทก์กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลเอาใจใส่สินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน เป็นเหตุให้สินค้าสูญหายและถูกลักไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดชอบบางส่วน ถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสะสม ค่าชดเชย และเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ อีกทั้งมีสิทธิยึดหน่วงเงินสะสม เงินชดเชย และเงินประกันการทำงานของโจทก์และนำมาหักกลบลบหนี้กับค่าเสียหายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบ ? ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ? โจทก์แถลงว่าหนี้ตามข้ออ้างของจำเลย โจทก์มีข้อต่อสู้ ไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ตามคำให้การ ?

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมิได้เลิกจ้างเพราะโจทก์จงใจทำให้จำเลยเสียหายหรือโจทก์ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย ๑๘๐ วัน เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์และไม่มีข้อตกลงให้จำเลยหักเงินประกันการทำงานจำเลยจึงต้องจ่ายเงินสะสมและเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ โจทก์ยังมีข้อต่อสู้ในค่าเสียหายตามคำให้การของจำเลยและไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ จำเลยต้องฟ้อง หรือฟ้องแย้งจึงจะหักกลบลบหนี้ได้ ไม่มีสิทธิขอหักกลบลบหนี้มาในคำให้การ พิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า หนี้ที่ยังมีข้อต่อสู้ที่นำมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๔ นั้น หมายถึงหนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายยังมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับ คดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์จะต้องรับผิดชอบในสินค้าของจำเลยที่อยู่ในความรับผิดชอบของโจทก์ที่สูญหายไป แต่โจทก์แถลงต่อศาลแรงงานกลางว่า หนี้จำนวนนี้โจทก์มีข้อต่อสู้ไม่ยินยอมให้หักกลบลบหนี้ ถือว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ยังมีข้อต่อสู้อยู่แม้จะให้สืบพยานโจทก์และจำเลยในคดีนี้ไปก็ไม่ทำให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้ จำเลยจึงนำหนี้จำนวนดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับโจทก์ไม่ได้ การที่ศาลแรงงานกลางที่สั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยนั้นชอบแล้ว

แม้ว่าระเบียบของจำเลยว่าด้วยพนักงานและลูกจ้างจะกำหนดให้เงินสะสมเป็นเงินประกันบรรดาความเสียหายที่โจทก์ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานกับจำเลยซึ่งให้หักชดใช้ค่าเสียหายได้ก็ตาม แต่โจทก์เป็นพนักงานทำความสะอาดไม่ใช่งานเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินที่นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกัน ความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ตามประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และ วิธีการเรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑ ข้อ ๔ จำเลยจึงต้องห้ามไม่ให้เรียกหรือรับเงินประกันการทำงานหรือเงินประกันความเสียหายในการทำงานจากโจทก์ ดังนั้นเงินสะสมที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ไว้และถือว่าเป็นประกันความเสียหายนั้นเมื่อจำเลยเลิกจ้างก็ต้องคืนให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๐ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินสะสมของโจทก์ชำระค่าเสียหาย

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเสถียร จงจัดกลาง
จำเลย — ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2544
#36521
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กรเพื่อความเหมาะสมและความอยู่รอดของจำเลยโดยรวมคลังสินค้าและพนักงานกับบริษัท บ. จนเหลือคลังสินค้าแห่งเดียว และมีตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า ร. มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารคลังสินค้าและคอมพิวเตอร์เหมาะสมกว่าโจทก์ จึงคัดเลือก ร. ไว้ทำงานต่อไป แล้วเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ จึงนับว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรในการเลิกจ้างจึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2506 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่ผู้จัดการคลังสินค้าได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 70,800 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและโจทก์ไม่มีความผิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้กระทำการใดอันเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2506 ตามเอกสารหมาย ล.6 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการคลังสินค้าได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 70,800 บาท จำเลยเป็นบริษัทในเครือของบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด ต่อมาประมาณปี 2540 ถึง 2541 ได้มีการรวมคลังสินค้าและพนักงานของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกันและวางแผนกำหนดเป้าหมายรวมทั้งลดพนักงานตามเอกสารหมาย ล.4 เมื่อรวมกันแล้วเหลือตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว แต่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้า 2 คน คือโจทก์กับนายรังสี สุทธิโสตถิ์ จำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า นายรังษีมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารคลังสินค้าและคอมพิวเตอร์เหมาะสมกว่าโจทก์ และไม่สามารถย้ายโจทก์ไปทำงานตำแหน่งอื่นได้ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 อ้างว่าจำเลยมีความจำเป็นต้องปรับปรุงองค์กรภายในบริษัทเพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1 เดือน ค่าชดเชย 10 เดือน และเงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อออกจากงาน 7 เดือน รวม 18 เดือน ตามเอกสารหมาย จ.4 แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยยังไม่มีสาเหตุเพียงพอเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 850,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้างระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างมูลเหตุแห่งการเลิกจ้างและเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีสาเหตุหรือมีสาเหตุอยู่บ้าง แต่มิใช่สาเหตุที่จำเป็นหรือสมควรจะต้องเลิกจ้างลูกจ้างนั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อปี 2540 ถึง 2541 บริษัทจำเลยกับบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด ปรับปรุงองค์กรโดยได้รวมคลังสินค้าและพนักงานเข้าด้วยกันเพื่อความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและลดค่าใช้จ่าย ซึ่งจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลงด้วย จึงเหลือตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว แต่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้า 2 คน คือโจทก์กับนายรังสี สุทธิโสตถิ์ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก็เพราะจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กร เพื่อความเหมาะสมและความอยู่รอดของจำเลยโดยรวมคลังสินค้าและพนักงานกับบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด จนเหลือคลังสินค้าแห่งเดียวและมีตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่านายรังสีมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารคลังสินค้าและคอมพิวเตอร์เหมาะสมกว่าโจทก์ จึงคัดเลือกนายรังสีไว้ทำงานต่อไปแล้วเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์เช่นนี้การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงนับว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรในการเลิกจ้าง กรณีจึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิรัติ เชี่ยวชาญ
จำเลย — บริษัท อุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 667/2544
#91357
เปิดฉบับเต็ม

บริษัทจำเลยกับบริษัท บ. จำกัด ปรับปรุงองค์กรโดยได้รวมคลังสินค้าและพนักงานเข้าด้วยกันเพื่อความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและลดค่าใช้จ่าย ซึ่งจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลงด้วยที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กร เพื่อความเหมาะสมและความอยู่รอดของจำเลยโดยรวมคลังสินค้าและพนักงานกับบริษัท บ. จำกัด จนเหลือคลังสินค้าแห่งเดียวและมีตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อจำเลยเห็นว่า ร. มีความรู้เกี่ยวกับการบริหารคลังสินค้าและคอมพิวเตอร์เหมาะสมกว่าโจทก์ จึงคัดเลือก ร. ไว้ทำงานต่อไปแล้วเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ จึงนับว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรในการเลิกจ้าง กรณีจึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีสาเหตุเพียงพอ เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 850,000 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้างระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่มีสาเหตุหรือมีสาเหตุอยู่บ้าง แต่มิใช่สาเหตุที่จำเป็นหรือสมควรจะต้องเลิกจ้างลูกจ้างนั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อปี 2540 ถึง 2541 บริษัทจำเลยกับบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด ปรับปรุงองค์กรโดยได้รวมคลังสินค้าและพนักงานเข้าด้วยกันเพื่อความเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและลดค่าใช้จ่าย ซึ่งจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลงด้วย จึงเหลือตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว แต่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้า 2 คน คือโจทก์กับนายรังสี จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เห็นว่า ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก็เพราะจำเลยมีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานในองค์กร เพื่อความเหมาะสมและความอยู่รอดของจำเลยโดยรวมคลังสินค้าและพนักงานกับบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด จนเหลือคลังสินค้าแห่งเดียวและมีตำแหน่งผู้จัดการคลังสินค้าเพียงตำแหน่งเดียว เมื่อจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่านายรังสีมีความรู้เกี่ยวกับการบริหารคลังสินค้าและคอมพิวเตอร์เหมาะสมกว่าโจทก์ จึงคัดเลือกนายรังสีไว้ทำงานต่อไปแล้วเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งโจทก์ เช่นนี้การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงนับว่ามีเหตุจำเป็นอันสมควรในการเลิกจ้าง กรณีจึงมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม...

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัติ เชี่ยวชาญ
จำเลย — บริษัทอุตสาหกรรมทำเครื่องแก้วไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 663/2544
#36520
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยืนยันในคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดว่าผู้ร้องอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และไม่เคยแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่ไปที่อื่นให้ศาลชั้นต้นทราบเลย แสดงว่าผู้ร้องมีเจตนาถือเอาที่อยู่ที่กรุงเทพมหานครเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการดำเนินคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 แม้ในขณะปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าผู้ร้องยังมีภูมิลำเนาเฉพาะการอยู่ที่กรุงเทพมหานครและได้ทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบแล้ว เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้บริษัทเงินทุนยูไนเต็ดมาลายันจำกัด ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 72480 พร้อมบ้าน 2 ชั้น เลขที่ 10/7 ของลูกหนี้ให้แก่บริษัทลักกี้โรด จำกัด ไปในราคา 4,450,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดดังกล่าว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการขายทอดตลาดไม่ชอบด้วยระเบียบและคำสั่งของกรมบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขานราคาและเคาะไม้ขายแก่ผู้ซื้ออย่างรวดเร็วและขายในราคาต่ำกว่าราคาท้องตลาดและราคาประเมินของทางราชการ ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถเสนอราคาเพิ่มขึ้นได้ทัน อีกทั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้รายงานต่ออธิบดีหรือผู้ได้รับมอบหมายจากอธิบดีเพื่ออนุมัติการขายก่อน ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายไม่สามารถซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาดใหม่ ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า บริษัทลักกี้โรด จำกัด ผู้ซื้อทรัพย์มิได้ชำระราคาภายในกำหนด และได้ขอขยายระยะเวลาชำระเงิน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อนุญาต ผู้ซื้อยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลมีคำสั่งยกคำร้องจึงต้องประกาศขายที่ดินใหม่ คำร้องของผู้ร้องจึงไม่เป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 31 หมู่ที่ 12 ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามรายงานการเดินหมายของพนักงานเดินหมายไม่ชอบ เพราะมิได้ส่งให้แก่ผู้ร้องตามภูมิลำเนาของผู้ร้องและไม่มีรายละเอียดของสภาพสถานที่ให้ชัดเจนนอกจากนั้นการส่งหมายให้แก่ทนายผู้ร้องโดยอ้างว่าไม่สามารถส่งได้เพราะหาที่อยู่ไม่พบ ก็มีเหตุน่าสงสัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุสมควรเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมิได้มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 32/26 หมู่ที่ 3 หมู่บ้านในเขต แขวงบางจากเขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ตามที่ได้มีการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การส่งหมายนัดดังกล่าวจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้างในคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาตามกฎหมายอยู่ที่บ้านเลขที่ 31 หมู่ที่ 12 ตำบลแชม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ มาตั้งแต่ก่อนผู้ร้องเข้าซื้อทอดตลาดทรัพย์คดีนี้ก็ตาม แต่การที่ผู้ร้องบรรยายยืนยันในคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดว่า ผู้ร้องอยู่บ้านเลขที่ 32/26 หมู่ที่ 3 หมู่บ้านในเขตแขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร และหลังจากนั้นไม่เคยได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ใหม่ให้ศาลชั้นต้นทราบเลย แสดงว่าผู้ร้องมีเจตนาที่ปรากฏชัดแจ้งต่อศาลชั้นต้นให้ถือเอาที่อยู่ดังกล่าวเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการสำหรับการดำเนินคดีนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 แม้จะได้ความตามที่ผู้ร้องอ้างว่าในขณะปิดหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องได้ย้ายไปอาศัยอยู่ยังที่อื่นแล้ว ก็ต้องถือว่าผู้ร้องยังมีภูมิลำเนาเฉพาะการอยู่ยังสถานที่เดิมและได้ทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยชอบแล้ว เมื่อผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัด จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ลับหลังผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 42
ป.วิ.พ. ม. 140
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย เพชร ขันเดช
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
พิชัย เตโชพิทยากูล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2544
#40501
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือแจ้งคำสั่งของศาลโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลำเนาของผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ซึ่งเป็นอาคาร 32 ชั้นโดยผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้เช่าพื้นที่ของอาคารในชั้นที่ 19เป็นที่ทำการ ถ้าหากการส่งหนังสือดังกล่าวมีพนักงานของอาคารเป็นผู้ลงชื่อรับในใบตอบรับไว้ก่อนเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม2542 แล้วนำส่งให้แก่พนักงานของผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 จริงก็ต้องถือว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งของศาลในวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 เพราะพนักงานของอาคารมิใช่บุคคลผู้อยู่หรือทำงานในสำนักทำการงานของผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ การที่เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542ย่อมไม่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องสั่งให้ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2539 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2539เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว ทำความเห็นเสนอศาลว่าควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

เจ้าหนี้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยมีว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหนี้ชอบหรือไม่ คดีนี้เจ้าหนี้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ โดยอ้างว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งคำสั่งของศาลที่สั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้โดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังอาคารเลขที่ 191/50-53 ถนนรัชดาภิเษก อาคารซีทีไอทาวเวอร์ ชั้น 19 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ภูมิลำเนาของผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นอาคารขนาด32 ชั้น ผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้เช่าพื้นที่ของอาคารในชั้นที่ 19เป็นที่ตั้งของที่ทำการ ในการส่งหนังสือไปยังผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ ณ ภูมิลำเนาดังกล่าวนี้ มีเจ้าหน้าที่ของอาคารซีทีไอทาวเวอร์เป็นผู้รับหนังสือ อาคารนี้มีบริษัทต่าง ๆ เช่าอยู่ทั้ง 32 ชั้น เจ้าหน้าที่ของอาคารต้องจำแนกหนังสือที่มีถึงบริษัทต่าง ๆ เสร็จแล้วจึงนำส่งให้แต่ละบริษัทซึ่งไม่สามารถทำเสร็จภายในวันเดียว คดีนี้เจ้าหน้าที่ของอาคารลงชื่อรับในใบตอบรับวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 แล้วนำส่งให้แก่พนักงานของผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม2542 จึงต้องถือว่าผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ทราบคำสั่งของศาลในวันที่พนักงานของผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่ของอาคาร เห็นว่า ตามหมายแจ้งคำสั่งศาลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 ซึ่งแนบท้ายอุทธรณ์คำสั่ง มีตราประทับของสำนักงานผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ระบุเลขที่รับ 8282 วันที่ 19 กรกฎาคม 2542 และในใบตอบรับในสำนวนคำขอรับชำระหนี้รายที่ 1 ลำดับที่ 35 ระบุชื่อผู้รับแทนว่า ศรายุทธหนึ่งคำมี เกี่ยวพันกับผู้รับโดยเป็นพนักงานได้รับไว้ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2542 หากนายศรายุทธ หนึ่งคำมี เป็นพนักงานของอาคารซีทีไอ ทาวเวอร์ ย่อมมิใช่บุคคลผู้อยู่หรือทำงานในสำนักทำการงานของผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ เมื่อนายศรายุทธหรือพนักงานของอาคารซีทีไอ ทาวเวอร์ นำหนังสือแจ้งคำสั่งส่งมอบให้แก่พนักงานของผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ในวันที่ 19 กรกฎาคม2542 ดังที่ปรากฏตามตราประทับในเอกสารดังกล่าวข้างต้นจริงก็ต้องถือว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม2542 เจ้าหนี้ยื่นอุทธรณ์วันที่ 19 สิงหาคม 2542 ย่อมไม่พ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ กรณีชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องส่งให้ไต่สวนให้ได้ความจริงเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาเจ้าหนี้ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าหนี้ ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2542แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ขอรับชำระหนี้
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย เทพรัตน์ ปิยะรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
พิชัย เตโชพิทยากูล
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ