คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9012/2543
#38500
เปิดฉบับเต็ม

นิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความถึง ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจดูโดยไม่รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ถึงแม้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะยังมิได้ส่งมอบค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับการกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เพราะจำเลยมีเจตนาจะจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว จึงมิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก5 ปี คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำคุก3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 2 เดือน 20 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและอ้างว่ายึดเมทแอมเฟตามีนได้จำนวน 7 เม็ด ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับสิบตำรวจตรีชัยณรงค์ ผู้จับกุมเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนจับกุมมีสายลับมาแจ้งให้ทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดบริเวณตำบลค้อเหนือ อำเภอเมืองยโสธร วันเกิดเหตุพยานทั้งสองกับพวกรวม10 คน วางแผนล่อซื้อจับกุม โดยให้สิบตำรวจตรีชัยณรงค์ปลอมตัวไปกับสายลับและนำเงินไปล่อซื้อ ร้อยตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับพวกซุ่มดูอยู่ห่างจากจุดล่อซื้อประมาณ 50 เมตร บริเวณที่ล่อซื้อเป็นศาลาที่พักริมถนนเวลาประมาณ 17 นาฬิกา เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่ศาลา สายลับกับสิบตำรวจตรีชัยณรงค์พูดกับจำเลย สิบตำรวจตรีชัยณรงค์ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยจำนวน 10 เม็ด และล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมานับและขอดูเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้สิบตำรวจตรีชัยณรงค์ดูจำนวน 7 เม็ด สิบตำรวจตรีชัยณรงค์จึงเก็บเงินใส่กระเป๋าและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโบกมือให้สัญญาณและเข้าจับกุมตัวจำเลย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกเอกสารหมาย จ.2 และ ป.จ.1 เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน จุดที่ล่อซื้อและจับกุมเป็นศาลาที่พักริมทาง เชื่อว่าพยานโจทก์ที่ซุ่มดูอยู่น่าจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสิบตำรวจตรีชัยณรงค์ได้แสดงตัวและจับกุมจำเลยทันทีเมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ ฉะนั้น ถึงแม้ว่าคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุรเชษฐ์กับสิบตำรวจตรีชัยณรงค์จะมีข้อแตกต่างกันบ้างเกี่ยวกับเวลาที่วางแผนออกไปล่อซื้อจับกุมและจำนวนเงินที่ใช้ล่อซื้อ ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งจำเลยเองเบิกความรับว่า นายเนตรสายลับของเจ้าพนักงานตำรวจบอกให้ไปช่วยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางกุลโดยให้ค่าจ้าง 100 บาท สายลับมอบเงินให้จำนวน 1,400 บาท จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนางกุลทั้งหมด ถ้าเป็นจริงดังจำเลยกล่าวอ้าง การที่จำเลยอ้างว่าระหว่างทางได้ขว้างเมทแอมเฟตามีนทิ้งข้างทางทั้งหมดนั้นไม่น่าเป็นไปได้ เพราะจำเลยต้องนำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้กับนายเนตรพร้อมทั้งรับเงินค่าจ้างจำนวน 100 บาท เมื่อสิบตำรวจตรีชัยณรงค์ยืนยันว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน7 เม็ด จำเลยนำมาจำหน่ายให้ ฉะนั้น จากคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวเมื่อพิจารณาประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 และป.จ.1 แม้ว่าในชั้นจับกุมจำเลยจะกล่าวอ้างว่ามีการซ้อมทำร้ายร่างกายก็ตามแต่ก็เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนจะรู้จักกับจำเลยหรือมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้ง อีกทั้งจำเลยเบิกความรับว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำร้ายจำเลย และยินยอมลงชื่อในเอกสารหมาย ป.จ.1 ข้อเท็จจริงรับฟังเชื่อได้มั่นคงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามฟ้อง เพราะตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4 นิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความถึง ขาย จ่าย แจกแลกเปลี่ยน ให้ การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจดูโดยไม่รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ถึงแม้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะยังมิได้ส่งมอบค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เพราะจำเลยมีเจตนาที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ก่อนแล้วมิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องแต่ไม่อาจแก้โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายวิชิต โพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9012/2543
#99358
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 นิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความถึง ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจดูโดยไม่รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แม้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะยังมิได้ส่งมอบเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจแก้โทษที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๕ ปี คำรับสารภาพของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๘๐ จำคุก ๓ ปี ๔ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๒ เดือน ๒๐ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและอ้างว่ายึดเมทแอมเฟตามีนได้จำนวน ๗ เม็ด ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอก ส. กับสิบตำรวจตรี ช. ผู้จับกุมเบิกความเป็นพยานว่า ก่อนจับกุม มีสายลับมาแจ้งให้ทราบว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด วันเกิดเหตุพยานทั้งสองกับพวกวางแผนล่อซื้อจับกุมโดยให้สิบตำรวจตรี ช. ปลอมตัวไปกับสายลับและนำเงินไปล่อซื้อ ร้อยตำรวจเอก ส. กับพวกซุ่มดูอยู่ห่างจากจุดล่อซื้อประมาณ ๕๐ เมตร บริเวณที่ล่อซื้อเป็นศาลาที่พักริมถนน เห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่ศาลา สิบตำรวจตรี ช. ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมานับและขอดูเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้สิบตำรวจตรี ช. ดูจำนวน ๗ เม็ด สิบตำรวจตรี ช. จึงเก็บเงินใส่กระเป๋าและแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ โบกมือให้สัญญาณและเข้าจับกุมตัวจำเลย ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน จุดที่ล่อซื้อและจับกุมเป็นศาลาที่พักริมทาง เชื่อว่าพยานโจทก์ที่ซุ่มดูอยู่น่าจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะสิบตำรวจตรี ช. ได้แสดงตัวและจับกุมจำเลยทันทีเมื่อจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้ แม้ว่าในชั้นจับกุมจำเลยจะกล่าวอ้างว่ามีการซ้อมทำร้ายร่างกายก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การรับสารภาพโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนจะรู้จักกับจำเลยหรือมีสาเหตุกับจำเลยมาก่อนอันจะเป็นเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้ง อีกทั้งจำเลยเบิกความรับว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้ทำร้ายจำเลย และยินยอมลงชื่อในบันทึกคำรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังเชื่อได้มั่นคงว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามฟ้อง เพราะตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ นิยามคำว่า "จำหน่าย" หมายความถึง ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ การที่จำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจดูโดยไม่รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ถึงแม้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะยังมิได้ส่งมอบค่าเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลย แล้วจำเลยก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เพราะจำเลยมีเจตนาที่จะจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่ก่อนแล้ว มิใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง แต่ไม่อาจแก้โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามา เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายวิชิต โพธิ์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายฤทธิรงค์ สมอุดร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีระศักดิ์ นิศามณี
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8996/2543
#38499
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่มีอัตราโทษจำคุก ศาลจะต้องสอบถามจำเลยก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสองเมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีการดำเนินการดังกล่าวแล้ว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสองตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสิบสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสิบสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นจำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 2ฐานเป็นเจ้ามือจำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 ปรับคนละ 2,000 บาทแม้จำเลยทั้งสิบสองให้การรับสารภาพก็ไม่ลดโทษให้ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางและให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 12 จ่ายเงินสินบนนำจับคนละกึ่งหนึ่งของค่าปรับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุก จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องสอบถามจำเลยทั้งสิบสองก่อนเริ่มพิจารณาว่ามีและต้องการทนายความหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 173 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีการดำเนินการดังกล่าวแล้ว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถูกต้อง จำเป็นต้องดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลชั้นต้นย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นาย กมล บังเกิดสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8992/2543
#38498
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ขณะที่เมาสุรา มีคนทัดทานแล้วแต่จำเลยไม่เชื่อและขับรถไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับสวนทางมา โดยจำเลยขับรถแซงรถที่แล่นอยู่ข้างหน้าบริเวณทางโค้งล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวน ถือว่าจำเลยประมาทอย่างมาก ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ญาติผู้ตายแล้ว แต่ยังไม่เท่ากับจำนวนเงินที่ญาติผู้ตายเรียกร้องจำนวน 80,000 บาทซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก หากเทียบกับความสูญเสียที่ญาติผู้ตายได้รับที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้วคงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่าจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยรับทราบแล้วไม่คัดค้านเป็นอย่างอื่น ปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ขณะที่จำเลยเมาสุรา มีคนทัดทานแล้วแต่จำเลยไม่เชื่อและขับรถไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับสวนทางมา โดยจำเลยขับรถแซงรถที่แล่นอยู่ข้างหน้าบริเวณทางโค้ง ล้ำเข้าไปในทางเดินรถสวนถือว่าจำเลยขับรถโดยประมาทอย่างมาก ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ญาติผู้ตายแล้วเป็นเงิน 35,000 บาท แต่ยังไม่เท่ากับจำนวนเงินที่ญาติผู้ตายเรียกร้องจำนวน 80,000 บาทซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก หากเทียบกับความสูญเสียที่ญาติผู้ตายได้รับจำเลยก็ไม่ได้ชดใช้ให้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นเหมาะสมแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยน้อยลงเหลือเพียงจำคุก 6 เดือนนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย นฤมิตร มหาวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8988/2543
#38497
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนในการเจรจาตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอก พ. โดยตรงก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนไปมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และยังคงรออยู่ในที่เกิดเหตุจนกระทั่งถูกจับกุมนั้น น่าเชื่อว่าเป็นเพราะคอยรับเงินจากการจำหน่ายตามคำเบิกความของพลตำรวจ อ. การกระทำของจำเลยที่ 3เป็นการแบ่งแยกหน้าที่ในการครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางโดยจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนไปยังที่เกิดเหตุ ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปส่งมอบให้ร้อยตำรวจเอก พ.ผู้ล่อซื้ออีกต่อหนึ่งจำเลยที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12, 18, 62, 81 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสามขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นปฏิเสธ เฉพาะจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ต่อมาจำเลยที่ 2ให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง,66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง,81 อีกสองกระทงด้วย การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 40 ปี และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี 8 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 26 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2มีกำหนด 20 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ ปัญจประทีป และพลตำรวจเอกชัย บัวใหญ่เบิกความเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุคือวันที่ 13 พฤษภาคม2540 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ได้มีสายลับไปแจ้งต่อร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ว่ามีหญิงชื่อนางจิ๋มลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอยู่บริเวณวัดลาดพร้าวร้อยตำรวจเอกไพโรจน์จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อขออนุมัติเบิกเงินล่อซื้อและวางแผนจับกุม โดยร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อยาเสพติดส่วนพลตำรวจเอกชัยเป็นผู้ติดตาม ในวันดังกล่าวร้อยตำรวจเอกไพโรจน์กับพลตำรวจเอกชัยและสายลับได้พากันไปเจรจาซื้อเมทแอมเฟตามีนจากกลุ่มของนางจิ๋มตามที่สายลับติดต่อไว้ โดยไปจอดรถที่ลานจอดรถวัดลาดพร้าว สายลับไปพบนางจิ๋มที่แฟลตภาวนาซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับวัดลาดพร้าว จากนั้นได้พานางจิ๋มมาพบร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ที่ลานจอดรถ ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์เจรจาขอซื้อเมทแอมเฟตามีน ซึ่งนางจิ๋มตกลงจะจำหน่ายให้จำนวน 60 ถุงในราคาถุงละ 15,000 บาท และนัดส่งมอบในวันรุ่งขึ้นที่แฟลตภาวนาเวลา13 นาฬิกา ต่อมาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2540 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์กับพลตำรวจเอกชัยและสายลับได้พากันไปที่แฟลตภาวนาโดยใช้รถยนต์เก๋งของร้อยตำรวจเอกไพโรจน์เป็นพาหนะสายลับขึ้นไปบนแฟลตและนำนางจิ๋ม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงมาพบร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ซึ่งคอยอยู่ที่รถยนต์ จำเลยที่ 2 ขอเปลี่ยนสถานที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนใหม่เป็นที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์งามวงศ์วาน จังหวัดนนทบุรี โดยให้ไปรับของเวลา 15 นาฬิกา ขณะที่นางจิ๋มกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับขึ้นไปบนแฟลตภาวนา ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ได้วิทยุแจ้งให้ร้อยตำรวจโทโยธิน ทิพย์สุข กับพวก ซึ่งซุ่มคอยจับกุมอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทราบถึงสถานที่และเวลาที่นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนใหม่ ต่อมาร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ พลตำรวจเอกชัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้พากันไปที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์งามวงศ์วาน โดยรถยนต์ของร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ ระหว่างทางจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอดูเงินที่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์เตรียมไว้ล่อซื้อ ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์นำเงินซึ่งใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดูจนเป็นที่พอใจ พลตำรวจเอกชัยซึ่งเป็นคนขับรถได้จอดรถไว้ที่ลานจอดรถชั้นที่ 2 จากนั้นพลตำรวจเอกชัยพร้อมด้วยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นศูนย์ขายอาหาร ส่วนร้อยตำรวจเอกไพโรจน์คอยอยู่ในรระหว่างทางไปที่ศูนย์ขายอาหาร พลตำรวจเอกชัยได้พบสายลับซึ่งแยกเดินทางมาต่างหากจึงร่วมไปที่ศูนย์ขายอาหารด้วยกัน เมื่อเข้าไปในบริเวณศูนย์ขายอาหารพบจำเลยที่ 3 กับนายยี่หรือแสงนั่งรับประทานอาหารอยู่จำเลยที่ 2 ได้เข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้ส่งถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในถุงให้แก่จำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายยี่หรือแสงสายลับและพลตำรวจเอกชัยได้พากันไปพบร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ซึ่งรออยู่ที่รถเมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ส่งถุงกระดาษซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์จึงส่งสัญญาณให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มอยู่เข้ามาจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายยี่หรือแสง จากนั้นพลตำรวจเอกชัยได้นำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุมจำเลยที่ 3 ขณะที่ยังนั่งอยู่ในร้านอาหารภายในศูนย์ขายอาหารของห้างสรรพสินค้าเพื่อรอรับเงิน คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวสอดคล้องต่อเนื่องกันในสาระสำคัญนับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุที่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ได้รับแจ้งจากสายลับว่ากลุ่มของนางจิ๋มลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จนกระทั่งมีการล่อซื้อและจับกุมจำเลยทั้งสามกับนายยี่หรือแสงได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 6,000 เม็ด นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่างให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าได้ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่ผู้ล่อซื้อจริงตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.1และ ป.จ.3 บันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมได้แจ้งข้อหาต่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในทันทีที่เข้าจับกุม และพนักงานสอบสวนได้สอบถามคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 3ในวันเดียวกันนั้นเอง น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง จึงเชื่อว่าร้อยตำรวจเอกไพโรจน์และพลตำรวจเอกชัยได้เบิกความตามความเป็นจริง พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1ร่วมกับนางจิ๋มและจำเลยที่ 2 มาพบร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ในเรื่องนัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่ลานจอดรถแฟลตภาวนา แล้วขอเปลี่ยนแปลงสถานที่กับเวลานัดหมายส่งมอบเมทแอมเฟตามีนใหม่เป็นที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์งามวงศ์วาน เวลา 15 นาฬิกา และในระหว่างการเดินทางไปยังที่นัดหมายแห่งใหม่ จำเลยที่ 1 ก็ยังร่วมกับจำเลยที่ 2 ขอดูเงินและตรวจสอบจำนวนเงินซึ่งร้อยตำรวจเอกไพโรน์เตรียมไว้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางอีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 เข้าไปที่ศูนย์ขายอาหารในห้างสรรพสินค้ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 3 ซึ่งมาคอยอยู่ก่อนแล้วนำไปส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ซึ่งเป็นผู้ล่อซื้ออีกด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1ดังกล่าวรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ในการครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่าย และได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ผู้ล่อซื้อ มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่จำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 3 แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้มีส่วนในการเจรจาตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปมอบให้แก่จำเลยที่ 2 และยังคงรออยู่ที่ศูนย์ขายอาหารในที่เกิดเหตุจนกระทั่งถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนั้น ก็น่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 3 คอยรับเงินจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่พลตำรวจเอกชัยเบิกความนั่นเอง การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการแบ่งแยกหน้าที่ในการครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยจำเลยที่ 3 ทำหน้าที่เป็นผู้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังที่เกิดเหตุ ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ผู้ล่อซื้ออีกต่อหนึ่งจำเลยที่ 3 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้แก่ผู้ล่อซื้อด้วย ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า พลตำรวจเอกชัยเบิกความขัดแย้งกับคำเบิกความของร้อยตำรวจโทโยธินเกี่ยวกับการเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์งามวงศ์วานของสายลับ โดยพลตำรวจเอกชัยเบิกความว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ และพลตำรวจเอกชัยเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์งามวงศ์วานด้วยรถยนต์เก๋งของร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ ส่วนสายลับแยกเดินทางไปต่างหาก แต่ร้อยตำรวจโทโยธินเบิกความว่าขณะที่ซุ่มอยู่ที่ลานจอดรถชั้นที่ 2 ของห้างสรรพสินค้าดังกล่าวเห็นสายลับลงจากรถยนต์เก๋งของร้อยตำรวจเอกไพโรจน์พร้อม ๆ กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และพลตำรวจเอกชัยนั้น เห็นว่า พลตำรวจเอกชัยและร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโดยตรงและรู้เห็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกันโดยตลอดต่างเบิกความตรงกันว่าสายลับไม่ได้ร่วมเดินทางไปในที่เกิดเหตุในรถยนต์คันเดียวกันกับพยานทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยสายลับได้แยกไปต่างหาก พลตำรวจเอกชัยเพิ่งจะพบกับสายลับในที่เกิดเหตุขณะที่พลตำรวจเอกชัยกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กำลังเดินไปที่ศูนย์ขายอาหารชั้นที่ 1 และสายลับได้ร่วมไปที่ศูนย์ขายอาหารตลอดจนกลับไปที่ลานจอดรถขณะที่จำเลยที่ 2 นำเอาเมทแอมเฟตามีนของกลางไปมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ด้วย นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าในชั้นสอบสวนร้อยตำรวจโทโยธินก็ได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมายจ.3 ว่า ขณะที่ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ พลตำรวจเอกชัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกไปจากลานจอดรถแฟลตภาวนาไปยังที่เกิดเหตุนั้นสายลับได้แยกไปต่างหาก ฉะนั้น จึงน่าเชื่อว่าจากข้อเท็จจริงที่สายลับได้ไปยังที่เกิดเหตุและอยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ร้อยตำรวจโทโยธินเข้าจับกุมจำเลยทั้งสาม ประกอบกับร้อยตำรวจโทโยธินได้มาเบิกความเป็นพยานภายหลังจากเกิดเหตุเป็นเวลานานจึงอาจทำให้ร้อยตำรวจโทโยธินสับสนเบิกความผิดพลาดไปบ้าง คำเบิกความของร้อยตำรวจโทโยธินดังกล่าวไม่ทำให้คำเบิกความของพลตำรวจเอกชัยขาดน้ำหนักความน่าเชื่อแต่อย่างใด และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3ลงชื่อในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย ป.จ.3 โดยถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับและไม่ได้อ่านให้ฟังนั้นจำเลยที่ 3 ก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามฟ้องจริง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสุวณีหรือจุ๋ม ทองสุขดี หรือน้อยจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8976/2543
#99175
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อซึ่งบรรทุกทรายเต็มคันรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2ถอยหลังไปตามถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 4 เมตร ล้อหลังขวาปีนขอบถนนซึ่งเป็นคอนกรีตสูงจากพื้นถนนประมาณ 15 เซนติเมตร ขึ้นบนบริเวณประตูทางเข้าลานไกที่มีฝาตะแกรงเหล็กปิดอยู่ ทำให้ฝาตะแกรงเหล็กยุบลงไปโดนสายเคเบิล ซึ่งอยู่ด้านล่างแตกฉีกขาด ไฟฟ้าลัดวงจรและเกิดไฟลุกไหม้สายเคเบิล แสดงว่าการถอยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังควบคุมให้รถยนต์แล่นอยู่บนพื้นผิวถนน จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์

จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปบนถนน ทางเดิน หรือทางวิ่งสำหรับรถยนต์ แต่ขับโดยล้อหลังด้านขวาปีนข้ามขอบถนนเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของถนน เมื่อน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ทำให้ฝาตะแกรงเหล็กปิดรางสายเคเบิลในบริเวณลานไกยุบลงไปทับสายเคเบิลอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.12.2 ที่ระบุว่า จำเลยที่ 3 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากความเสียหายที่เกิดใต้ถนน ทางเดิน ทางวิ่ง หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าว อันเกิดจากการสั่นสะเทือนหรือจากน้ำหนักรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อโจทก์

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า พนักงานของโจทก์ปล่อยปละละเลยให้เครื่องปรับกำลังดันกระแสไฟฟ้าหมุนโดยขาดน้ำมันหล่อลื่นถึง 2 วัน จนทำให้ลูกปืน (แบริ่ง) หลอมละลายจนใช้การไม่ได้ ถือว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของโจทก์ ความข้อนี้จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาโดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์และนำสืบต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ บรรทุกทรายเต็มคันรถ แล่นเข้าไปในที่ทำการเขต 1 สถานีไฟฟ้าแรงสูงพระนครเหนือของโจทก์ อันเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และขับรถถอยหลังเข้าไปในบริเวณลานไก (บริเวณอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าแรงสูง) ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังในการควบคุมรถ ทำให้ล้อหลังด้านขวาปีนขึ้นไปทับบนฝาตะแกรงเหล็กปิดรางสายเคเบิล ฝาตะแกรงเหล็กปิดรางยุบลงไปพร้อมกับล้อหลังด้านขวาของรถคันดังกล่าวและทับลงบนสายเคเบิลทำให้สายเคเบิลแตกขาด ไฟฟ้าลัดวงจรทำให้เกิดไฟลุกไหม้สายไฟฟ้า เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,193,334.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในเงินต้น 2,044,218.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า เหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว กล่าวคือ ในบริเวณที่เกิดเหตุเป็นสถานีไฟฟ้าแรงสูงและเป็นหน่วยงานก่อสร้างของโจทก์ โจทก์มอบให้ผู้มีชื่อซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลและสั่งการในบริเวณหน่วยงานก่อสร้าง โดยผู้มีชื่อได้รู้หรือควรจะรู้อยู่แล้วว่าในบริเวณที่เกิดเหตุมีสายเคเบิลฝังอยู่ใต้ดิน แต่ผู้มีชื่อได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ถอยรถยนต์ ซึ่งบรรทุกทรายมีน้ำหนักมากเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า กรมธรรม์ประกันภัยข้อ 2.12.2 ไม่คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินที่อยู่ใต้ถนน ทางวิ่งทางเดินที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำหนักของรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ ทรัพย์สินที่เสียหายในคดีนี้อยู่ใต้ถนน ทางวิ่ง ทางเดิน และได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำหนักของรถยนต์ หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์เป็นเงิน 1,441,717.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ร่วมรับผิดไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริเวณประตูลานไกอยู่สูงจากพื้นถนนประมาณ 15 เซนติเมตรและอยู่ติดกับขอบถนนซึ่งเป็นคอนกรีตสูงประมาณ 15 เซนติเมตรเป็นแนวยาวไปตามขอบถนน ล้อหลังด้านขวาของรถยนต์บรรทุกสิบล้อปีนข้ามขอบถนนขึ้นไปบนบริเวณประตูลานไก แสดงว่าการถอยรถยนต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มิได้ควบคุมบังคับรถยนต์ให้แล่นอยู่บนพื้นผิวถนนมาเบิกความสอดคล้องกันว่า ขณะจำเลยที่ 1 ถอยรถเข้ามาใหม่นั้น ได้ความจากคำเบิกความของนายชาญพยานโจทก์กับนายบุญลือพยานจำเลยทั้งสามตรงกันว่า นายชาญยืนอยู่ทางด้านซ้ายของรถยนต์แสดงว่ายืนอยู่คนละฝั่งถนนกับบริเวณประตูลานไกที่เกิดเหตุ นายชาญจึงไม่สามารถมองเห็นบริเวณประตูลานไกได้ขณะรถยนต์คันดังกล่าวแล่นถอยหลังผ่านนายชาญไป นายชาญมิได้ไปยืนอยู่ตรงบริเวณที่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 ถอยรถเข้าไปเททรายลง แล้วให้สัญญาณในการถอยรถของจำเลยที่ 1 อันเป็นการกำกับดูแลการถอยรถและเททรายของจำเลยที่ 1 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและตรงตามความประสงค์ของนายชาญแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า นายชาญพนักงานของโจทก์เป็นผู้ควบคุมและสั่งการให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกเข้าไปเททรายยังที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่บังคับควบคุมรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุย่อมต้องใช้ความระมัดระวังอย่างวิญญูชนที่จะต้องพึงกระทำในหน้าที่ของผู้ขับรถยนต์ ต้องควบคุมรถให้แล่นไปตามพื้นผิวถนน โดยเฉพาะในถนนบริเวณที่เกิดเหตุมีการสร้างขอบถนนเป็นคอนกรีตสูงถึง 15 เซนติเมตร ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าพื้นที่อื่นบริเวณนอกขอบถนนไม่ใช่พื้นที่สำหรับรถยนต์ชนิดใดจะขึ้นไปใช้แทนพื้นผิวถนนได้ โดยเฉพาะรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นรถยนต์บรรทุกสิบล้อขนาดใหญ่ และขณะเกิดเหตุบรรทุกทรายหนักถึง 10 ตัน ย่อมเล็งเห็นได้ว่าความใหญ่และน้ำหนักของรถยนต์คันเกิดเหตุอาจก่อให้เกิดความเสียหายแตกหักและยุบตัวแก่พื้นผิวนอกขอบถนนได้ แม้บริเวณประตูลานไกจะไม่มีเครื่องหมายห้ามเข้า และฝาตะแกรงเหล็กที่ปิดทึบไม่สามารถเห็นสายเคเบิลด้านล่างได้ ทั้งมิได้มีป้ายแสดงว่ามีสายเคเบิลอยู่ใต้พื้นดังกล่าว ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.12.2 ได้ระบุข้อยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเนื่องจากความเสียหายที่เกิดใต้ถนน ทางเดิน ทางวิ่ง หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ใต้สิ่งดังกล่าว อันเกิดจากการสั่นสะเทือนหรือจากน้ำหนักรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ ขณะเกิดเหตุล้อหลังด้านขวาของรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุแล่นขึ้นไปอยู่บนขอบถนนซึ่งถือเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของถนน กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ข้อความตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 2.12.2 หมายความว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดในกรณีความเสียหายของถนน ทางเดิน ทางวิ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ใต้สิ่งเหล่านั้น อันเกิดจากการสั่นสะเทือน หรือจากน้ำหนักของรถยนต์หรือน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยที่ 1 มิได้ขับรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุไปบนถนน ทางเดิน หรือทางวิ่งสำหรับรถยนต์ดังกล่าว แต่ได้ขับโดยล้อหลังด้านขวาปีนข้ามขอบถนนเข้าไปในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของถนน เมื่อน้ำหนักบรรทุกของรถยนต์ดังกล่าวทำให้ฝาตะแกรงเหล็กปิดรางสายเคเบิลในบริเวณลานไกยุบลงไปทับสายเคเบิลอันเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งวางอยู่ข้างใต้เกิดความเสียหาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยที่ 3 จะไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การที่พนักงานโจทก์ปล่อยปละละเลยให้เครื่องปรับกำลังดันกระแสไฟฟ้าหมุนโดยขาดน้ำมันหล่อลื่นถึง 2 วัน จนทำให้ลูกปืน (แบริ่ง) หลอมละลายจนใช้การไม่ได้ ถือว่าความเสียหายเกิดจากการกระทำของโจทก์เอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชอบนั้น เห็นว่า ความข้อนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์และนำสืบต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 1,500 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — นายกวี ปานนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุพิชญ์ กรอบคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2543
#110987
เปิดฉบับเต็ม

ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลในการพิจารณาคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหาถึงแก่ความตาย กรณีถือได้ว่าเป็นเรื่องความมรณะของผู้ถูกกล่าวหา ยังให้คดีไม่มีประโยชน์ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ผู้กล่าวหาทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๖๘๕/๒๕๔๒ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกไปแล้ว ได้ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดมีนบุรีกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม ๒๕๔๑ ผู้ถูกกล่าวหาได้เรียกเงินจากผู้กล่าวหาทั้งสองจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท เพื่อการช่วยเหลือจำเลย ผู้กล่าวหาทั้งสองหลงเชื่อได้มอบเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ๕ ปี ซึ่งเป็นการลงโทษตามปกติ ผู้กล่าวหาทั้งสองได้ขอเงินคืนแต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมคืนให้ ผู้กล่าวหาทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว วินิจฉัยว่า เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๐ (๑) และ ๓๓ ได้ความว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้บรรเทาผลร้ายโดยการชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้กล่าวหาทั้งสอง ซึ่งผู้กล่าวหาทั้งสองไม่ติดใจดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหามีกำหนด ๓ เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ประกันของผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ผู้ประกันของผู้ถูกกล่าวหามีสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย ร. ๑ และรายงานประจำวันเอกสารหมาย ร. ๔ เป็นพยานหลักฐาน เชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาถึงแก่ความตายจริง เมื่อผู้ถูกกล่าวหาถึงแก่ความตาย กรณีถือได้ว่าเป็นเรื่องความมรณะของผู้ถูกกล่าวหายังให้คดีไม่มีประโยชน์ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๒ (๓) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จึงให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลฎีกา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31 (1) ม. 33 ม. 132 (3)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 39 (1)
ป.อ. ม. 38
ชื่อคู่ความ
ผู้กล่าวหา — นายวิชัย ชาติทอง กับพวก
ผู้ถูกกล่าวหา — นายสมชายหรือจ่าสมชาย โซ๊ะมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุริยนต์ โสตถิทัต
ศาลอุทธรณ์ — นางจิระวรรณ ศิริบุตร
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เจียมจูไร
วิษณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2543
#99174
เปิดฉบับเต็ม

รถบรรทุกลากจูงรวมกับน้ำหนักของรถพ่วงและน้ำหนักของสินค้ารวมทั้งหีบห่อแล้วมีน้ำหนักมาก ประกอบกับความยาวของรถบรรทุกลากจูงเมื่อรวมกับความยาวของรถพ่วงแล้ว ย่อมมีความยาวมากกว่ารถยนต์บรรทุกทั่ว ๆ ไป ทำให้ยากแก่การบังคับและควบคุมรถ การห้ามล้อเพื่อจะหยุดรถต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ และต้องใช้ระยะทางห้ามล้อยาวกว่าปกติ แต่ อ. ยังขับรถบรรทุกลากจูงคันดังกล่าวด้วยความเร็วประมาณ 50 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งที่ถนนบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้ง ย่อมทำให้เกิดแรงเหวี่ยงที่ส่วนท้ายบริเวณรถพ่วง ทำให้ยากแก่การควบคุมรถและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า และไม่สามารถจะห้ามล้อหยุดรถบรรทุก ลากจูงได้ทันจนเกิดเหตุขึ้น เหตุที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เหตุสุดวิสัย

ตามสำเนาใบรับสินค้าของจำเลยผู้ขนส่งมีข้อความซึ่งมีลักษณะคล้ายใช้ตรายางประทับว่า สินค้าเสียหายหรือสูญหายให้แจ้งภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับสินค้า การชดใช้ค่าเสียหาย สูญหายตามความเป็นจริง แต่ต้องไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท เอกสารนี้มีแต่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้แต่ฝ่ายเดียว โดยมิได้ให้บริษัท ซ. ผู้ส่ง ลงลายมือชื่อไว้ด้วย จะถือว่าผู้ส่งตกลงยอมรับข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยโดยชัดแจ้งแล้วหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน ๔๙๖,๔๘๒.๙๑ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๖๘,๘๓๓.๓๓ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน ๕๗,๑๙๗.๔๔ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๓๗ เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 616 ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้ แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทที. แอล. เอ็นเตอร์ไพรส์ (1991) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แ — 000 บาท บริษัทซีเรียน อินเตอร์
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8952/2543
#38496
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯ มาตรา 31 บัญญัติว่าผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามปีแต่ไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบการนั้นและรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จากบทกฎหมายข้างต้น เงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร

เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุน โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิตแปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINCALLOY การผลิตโลหะ CADMIUMประเภทการถลุงแร่ เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน จึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามความในมาตรา 31 แห่ง พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนฯและแม้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะไม่มีคำจำกัดความคำว่า "รายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม" ไว้โดยเฉพาะ แต่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศสนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงานการเพิ่มรายได้และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชนโดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้นรายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

ตามพฤติการณ์แห่งคดี กรณีเป็นเรื่องโจทก์แปลความหรือเข้าใจความหมายของรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีผิดไป เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางว่า ในชั้นเรียกตรวจสอบภาษีอากรรายนี้ โจทก์ได้ให้ความร่วมมือมอบเอกสาร มอบบัญชี และหลักฐานต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยดีตลอดมา แสดงถึงโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เบี้ยปรับเป็นบทลงโทษผู้ที่ชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ อันเป็นพฤติการณ์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากรเมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โจทก์จึงสมควรได้รับการงดเบี้ยปรับทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2538 เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 1ได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึง 31 ธันวาคม 2535 ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม 12,869,459.66 บาท เบี้ยปรับจำนวน 12,869,459.66 บาทและเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2538 จำนวน 5,984,298.74 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 31,723,218 บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 อ้างว่า โจทก์มิได้นำดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน และเงินฝากกระแสรายวันจำนวน 42,331,395.60 บาท ดอกเบี้ยรับเงินฝากประจำจำนวน 566,803.28 บาทมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2539 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542โดยวินิจฉัยว่า โจทก์มีรายได้ดอกเบี้ยรับจากการฝากเงินโดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินสถาบันการเงินจำนวน 42,331,395.60 บาท และจากบัญชีเงินฝากประจำจำนวน 566,803.28 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามข้อ 2.4 ของประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 การประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผันจึงพิจารณาลดเบี้ยปรับเหลือเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายคงเรียกเก็บภาษีจำนวน 12,869,459.66 บาท เบี้ยปรับจำนวน 6,434,729.83 บาท เงินเพิ่มจำนวน 5,984,298.74 บาท รวมเป็นเงิน25,288,488.23 บาท โจทก์ได้รับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 19พฤศจิกายน 2542 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์เป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่และถลุงแร่สังกะสีได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2524ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนดังกล่าว คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้กำหนดสิทธิและประโยชน์ให้โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 ถึง 31 ธันวาคม2535 โจทก์นำเงินทุนหมุนเวียนที่เกิดจากการดำเนินกิจการไปฝากไว้ยังสถาบันการเงินเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาเงินลงทุน และได้ดอกผลจากเงินฝากตามปกติวิสัยของการฝากเงินในสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากดังกล่าวเป็นดอกผลตามกฎหมายที่ได้รับจากเงินลงทุนหมุนเวียนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนอันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการโจทก์ไม่ได้แสวงหาประโยชน์จากการนำเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้ในกิจการไปลงทุนในกิจการอย่างอื่น ๆ ดอกผลดังกล่าวเป็นไปตามประเพณีทั่วไปของการดำเนินธุรกิจ ไม่มีการโยกย้ายเงินเพื่อเก็งกำไร ดอกเบี้ยรับดังกล่าวจึงมิใช่กิจการที่อยู่นอกเหนือกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงไม่จำต้องนำรายรับดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มิได้บัญญัติคำจำกัดความของคำว่า "การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องแปลตามความหมายทั่วไปว่าหมายถึง การประกอบกิจการตามประเภทธุรกิจที่นำไปขอส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งธุรกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันตามปกติวิสัยในการประกอบธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้น อันได้แก่การผลิตการขายสินค้า การกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในกิจการและการฝากเงินไว้ในสถาบันการเงิน รวมทั้งการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพื่อให้กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนดำเนินไปได้ด้วยดีตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนการประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และการวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึง 4 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์2530 นั้น เป็นเพียงระเบียบภายในของกรมสรรพากรที่ออกไว้เพื่อชี้แจงให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ถือเป็นแนวปฏิบัติ ประกาศดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายและไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจนำประกาศดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์จำกัดสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ทั้งประมวลรัษฎากรไม่ได้ให้อำนาจจำเลยที่ 1กำหนดระเบียบดังกล่าวขึ้น โจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษีด้วยดีตลอดมาไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร การที่โจทก์ชำระภาษีอากรผิดพลาดคลาดเคลื่อน เกิดเพราะความเข้าใจผิดโดยสุจริตว่ามีอำนาจกระทำได้ จึงมีเหตุสมควรที่โจทก์จะได้รับการพิจารณาลดเบี้ยปรับ สำหรับกรณีเงินเพิ่มนั้นมีลักษณะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงสามารถลดหรืองดได้โดยสิ้นเชิง แม้ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติโดยตรงให้อำนาจศาลลดหรืองดก็ตาม แต่ก็มิได้บัญญัติห้ามไว้โดยเด็ดขาดว่า ศาลไม่มีอำนาจลดหรืองด ดังนั้น หากฟังว่าโจทก์ต้องชำระภาษีเพิ่มขึ้น ศาลมีอำนาจพิจารณางดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.6/1016/2/100834 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2538 ของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภ.1 (อธ..4) /304/2542 ลงวันที่ 7 กันยายน 2542 ของจำเลยที่ 2ถึง 4 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบพบว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับปี 2535 ไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยโจทก์มีรายได้ดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินฝากกระแสรายวัน 42,331,395.60 บาท ดอกเบี้ยรับเงินฝากประจำ566,803.28 บาท รวมเป็นดอกเบี้ยรับจำนวน 42,898,198.88 บาท ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ถือเป็นเงินได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมและไม่ใช่รายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควรตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำรายได้ดอกเบี้ยรับจำนวนดังกล่าวมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์ยื่นเสียภาษีขาดไป เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1จึงทำการปรับปรุง นำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์เสียใหม่ให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งเมื่อทำการปรับปรุงรายการให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากรแล้ว โจทก์มีกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี44,059,963 บาท ต้องชำระภาษี 13,217,988.90 บาท โจทก์ชำระไว้แล้ว(ตามแบบ ภ.ง.ด.50) จำนวน 348,529.24 บาท โจทก์จึงต้องชำระเพิ่มเติมอีก12,869,459.66 บาท โจทก์ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 1 เท่า ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 22 และเงินเพิ่มตามมาตรา 27 การประเมินของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึง 4 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดอกเบี้ยรับที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินนั้นเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ประกาศกรมสรรพากร เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 เป็นเรื่องที่กรมสรรพากรและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประชุมร่วมกันให้ความเห็นชอบและวางแนวทางเพื่อเป็นเงื่อนไขแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้ปฏิบัติไปในทางเดียวกันหากผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขย่อมไม่ได้รับสิทธินั้น และประกาศฉบับนี้ก็เป็นคุณกับผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมิได้เป็นการวางกรอบกำหนดจำกัดขอบเขตในการประกอบกิจการตามที่โจทก์อ้าง หากผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนรายใดไม่ปฏิบัติตามประกาศนี้ ก็ไม่มีสภาพบังคับไว้แต่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามประกาศนี้เท่านั้น จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดเก็บภาษีเพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้ของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่จะรับรองสิทธิทางภาษีอากรของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งประมวลรัษฎากร ให้สอดคล้องกับมาตรา 31ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 ประกาศฉบับนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ตามประกาศฉบับนี้ ข้อ 2.4 คำว่า รายได้ประเภทดอกเบี้ยหรือรายได้อย่างอื่นที่เกิดจากการใดอันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการนั้น หมายถึง รายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการตามปกติของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน รายได้ดังกล่าวนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากรด้วยโจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในการประกอบอุตสาหกรรมเหมืองแร่แต่รายได้ดอกเบี้ยรับของโจทก์ไม่ใช่รายได้ที่เกิดจากการอันเป็นปกติธุระในการประกอบกิจการตามที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งไม่ปรากฏว่าดอกเบี้ยรับ ตั๋วสัญญาใช้เงิน บัญชีเงินฝากกระแสรายวันและบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกรมสรรพากรให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล รายได้ดอกเบี้ยรับของโจทก์ดังกล่าวไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ถึง 4 ชอบแล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับให้โจทก์แล้ว คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นธรรมแก่โจทก์แล้วส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายนั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจที่จะพิจารณางดหรือลดได้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่อาจพิจารณางดหรือลดให้ได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เงินดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงินในรูปตั๋วสัญญาใช้เงิน บัญชีเงินฝากประจำ และบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าว เป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520มาตรา 31 บัญญัติว่า ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามปีแต่ไม่เกินแปดปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบการนั้น และรายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร จากบทกฎหมายข้างต้นเงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุนตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 1 และ 2 แผ่นที่ 6 และ 7 แผ่นที่ 13 และ14 กับแผ่นที่ 20 และ 21 โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิตแปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINC ALLOY การผลิตโลหะ CADMIUN ประเภทการถลุงแร่เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และจากบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงินจึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามความในมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า พระราชบัญญัติการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้ให้คำจำกัดความคำว่า "รายได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม"ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องแปลความไปตามความหมายทั่วไป ต้องหมายความรวมถึงรายได้ที่ได้เนื่องจากกิจการนั้นด้วย รายได้ที่โจทก์ได้รับจากดอกเบี้ยตั๋วสัญญาใช้เงิน เงินฝากประจำและเงินฝากกระแสรายวัน เป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับเนื่องจากกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เพราะเป็นเพียงเงินฝากธรรมดาตามปกติของกิจการไม่ใช่การนำเงินไปลงทุนในกิจการอื่นซึ่งไม่ใช่กิจการหลักที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนนั้น เห็นว่าแม้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 จะไม่มีคำจำกัดความไว้ดังอุทธรณ์ของโจทก์ แต่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศสนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงาน การเพิ่มรายได้ และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชน โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น รายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า ประกาศของจำเลยที่ 1 เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จากการส่งเสริมการลงทุนลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2530 มีผลใช้บังคับจำกัดสิทธิประโยชน์ที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้เพราะโจทก์เห็นว่า ดอกเบี้ยรับตามกรณีคดีนี้อยู่ในความหมายของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 และตามบัตรส่งเสริมอยู่แล้ว จำเลยจึงไม่มีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ใด ๆ ขึ้นใช้บังคับว่า กิจการใดจะได้รับหรือไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในปัญหาประการแรกแล้วว่าดอกเบี้ยรับกรณีตามฟ้องของโจทก์นี้มิใช่รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับการคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ทั้งนี้ การวินิจฉัยดังกล่าวมิได้อาศัยหลักเกณฑ์ใด ๆ ตามประกาศของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเลย เช่นนี้ ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของโจทก์ดังคำวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยอีก

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์สมควรที่จะได้รับการพิจารณางดเบี้ยปรับหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีกรณีเป็นเรื่องโจทก์แปลความหรือเข้าใจความหมายของรายได้ที่จะได้รับยกเว้นภาษีผิดไป เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางว่า ในชั้นเรียกตรวจสอบภาษีอากรรายนี้ โจทก์ได้ให้ความร่วมมือมอบเอกสาร มอบบัญชี และหลักฐานต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้วยดีตลอดมา แสดงถึงโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี เบี้ยปรับเป็นบทลงโทษผู้ที่ชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์อันเป็นพฤติการณ์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร เมื่อโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร โจทก์จึงสมควรได้รับการงดเบี้ยปรับทั้งหมดที่ศาลภาษีอากรกลางเพียงลดเบี้ยปรับแก่โจทก์หรือเรียกเก็บอัตราร้อยละ 50 ศาลฎีกาแผนกภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดที่โจทก์จะต้องชำระตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 22
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8952/2543
#91300
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่และการถลุงแร่สังกะสี การผลิต แปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINC ALLOY การผลิตโลหะ CADMIUN ประเภทการถลุงแร่ เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และจากบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินอันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้ กับสถาบันการเงิน จึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและ มิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ตามความในมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520

วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศ สนองความต้องการ ของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงาน การเพิ่มรายได้ และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชน โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับ การส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น รายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็น รายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสิรมการลงทุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต. 6/1016/2/100834 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2538 ของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภ. 1 (อธ. 4)/304/2542 ลงวันที่ 7 กันยายน 2542 ของจำเลยที่ 2 ถึง 4 ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 31 เงินได้ของโจทก์ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการนั้น จะต้องเป็นเงินได้จากการประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามที่ระบุในบัตรส่งเสริมการลงทุน ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร เมื่อตามบัตรส่งเสริมการลงทุนโจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการทำเหมืองแร่ การแต่งแร่ และการถลุงแร่สังกะสี การผลิต แปรรูปหรือแปรสภาพโลหะ ZINC ALLOY การผลิตโลหะ CADMIUN ประเภทการถลุงแร่ เช่นนี้ รายได้เงินดอกเบี้ยรับจากตั๋วสัญญาใช้เงิน จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และจากบัญชีเงินฝากประจำที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงิน อันเป็นรายได้อื่นที่เกิดขึ้นจากการที่โจทก์นำเงินกู้ที่โจทก์กู้ยืมมาเพื่อใช้ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนไปฝากไว้กับสถาบันการเงิน จึงมิใช่เงินรายได้จากการประกอบกิจการทำเหมืองแร่ตามที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และมิใช่เป็นรายได้จากการจำหน่ายผลพลอยได้หรือเป็นรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ตามความในมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520

วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มีเพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศ สนองความต้องการของประเทศในการเร่งรัดการลงทุนเพื่อประโยชน์ในการสร้างงาน การเพิ่มรายได้ และการกระจายรายได้ให้แก่ประชาชน โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามบัตรส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุน ดังนั้น การประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จึงต้องหมายถึงการประกอบการงานที่ได้รับการส่งเสริมตามบัตรส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น รายได้ดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากสถาบันการเงินดังกล่าวย่อมถือเป็นรายได้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการที่โจทก์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดที่โจทก์จะต้องชำระตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8948/2543
#38495
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 28 ตารางวา มิใช่ 31 ตารางวา ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8เป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทส่วนที่เกินอีก 3 ตารางวาเป็นของผู้ร้องหรือไม่ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินประเมินแล้วมีราคา 15,000 บาทจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีความเห็นแย้ง หรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 8ได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ หรือได้รับอนุญาตจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ฎีกาเป็นหนังสือ ฎีกาของผู้คัดค้านจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คดีก่อนเป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านฟ้องขับไล่ผู้ร้องและบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหาย ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าผู้ร้องครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้ว ผู้คัดค้านซื้อบ้านและที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ร้องหรือเรียกค่าเสียหายส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทโดยการครอบครอง เพื่อจะนำคำสั่งศาลไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งผู้ร้องไม่สามารถดำเนินการได้ในคดีก่อนดังกล่าว จึงมิใช่กรณีที่มารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน การยื่นคำร้องขอของผู้ร้องในคดีนี้จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1181ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ 38 ตารางวา โดยปลูกบ้านเลขที่ 532 ค. อยู่อาศัยมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลานานกว่า 26 ปีแล้ว เดิมโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวมีชื่อนางนิ่ม เครือสุวรรณมารดาผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ปัจจุบันมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1181 ตำบลในเมืองอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เฉพาะส่วนทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 38 ตารางวาโดยการครอบครองปรปักษ์

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1181 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2533 ผู้ร้องและผู้คัดค้านเคยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินแปลงดังกล่าวและศาลฎีกาพิพากษาว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เนื้อที่ 28 ตารางวา มิใช่ 38 ตารางวาปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2539 ผู้คัดค้านได้เตรียมการที่จะแบ่งแยกที่ดินให้แก่ผู้ร้องแล้วแต่ยังไม่พบกับผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องรับมอบที่ดินเนื้อที่ 28 ตารางวา จากผู้คัดค้าน

ก่อนสืบพยาน คู่ความแถลงร่วมกันขออ้างผลการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทตามรูปแผนที่พิพาท เอกสารหมาย ร.ค.1 และ ร.ค.2 กับสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 497/2535 ของศาลชั้นต้น (คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2539) เป็นพยานหลักฐานร่วมกัน แล้วขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีไป โดยคู่ความไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1181ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่31 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 532 ค. ที่พิพาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1181 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวนเนื้อที่ 31 ตารางวา

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทางเหนือของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1181 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 28 ตารางวา มิใช่ 31 ตารางวาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทส่วนที่เกินอีก 3 ตารางวา เป็นของผู้ร้องหรือไม่ ซึ่งผู้คัดค้านได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินประเมินแล้ว มีราคา 15,000 บาท ที่จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนี้ในศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้รับรองว่า ฎีกาของผู้คัดค้านมีเหตุสมควรฎีกาได้และฎีกาของผู้คัดค้านไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนข้อที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า การยื่นคำร้องขอของผู้ร้องขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบและเมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน โดยศาลฎีกาเห็นว่า คดีเดิมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2582/2539 เป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านฟ้องขับไล่ผู้ร้องและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 532 ค. และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1181ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และเรียกค่าเสียหาย โดยกล่าวอ้างว่าเป็นบ้านและที่ดินของผู้คัดค้าน ผู้ร้องให้การต่อสู้คดีว่าผู้ร้องครอบครองบ้านและที่ดินดังกล่าวจนได้กรรมสิทธิ์แล้วผู้คัดค้านไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าผู้ร้องครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์แล้วผู้คัดค้านซื้อบ้านและที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ร้องหรือเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องที่ผู้ร้องจำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง เพื่อจะได้นำคำสั่งศาลไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งผู้ร้องไม่สามารถดำเนินการได้ในคดีก่อนดังกล่าว จึงไม่ใช่กรณีที่มารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน การยื่นคำร้องขอของผู้ร้องในคดีนี้จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 248
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสุธรรม สุขัมมาศ
ผู้คัดค้าน — นางสาวแสงเทียน พลายบัว
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิรางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8934/2543
#99172
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 ได้บัญญัติเรื่องขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลแรงงานในการฟ้องคดีไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 26 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในการฟ้องคดีที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้แล้วว่าจะกระทำได้เมื่อมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยไม่จำต้องมีพฤติการณ์พิเศษดังเช่นบัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคดีนี้ว่าตามคำร้องของโจทก์ทั้งสามไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาวางเงินได้ เท่ากับศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าคดียังไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลาการวางเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามนั่นเอง โจทก์ทั้งสามอ้างว่าประกอบกิจการขาดทุนไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและไม่มีรายได้ใด ๆ ที่จะนำมาวางต่อศาลในการฟ้องคดี แต่กำลังดำเนินการขอเงินประกันคืนจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและมีทางชนะคดีได้ เช่นนี้เป็นความบกพร่องของฝ่ายโจทก์ทั้งสามเอง ถือไม่ได้ว่าคดีมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานกลางจะพึงขยายระยะเวลาการวางเงินให้แก่โจทก์ทั้งสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ ๑๑/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ของจำเลย

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องในวันยื่นคำฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ขอขยายเวลาวางเงินจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งของจำเลยต่อศาลแรงงานกลางออกไปอีก ๓๐ วัน ศาลแรงงานกลางสั่งอนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินออกไป ๑๕ วัน ต่อมาวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๔๓ โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงินดังกล่าวออกไปอีก ๓๐ วัน อ้างว่าโจทก์ทั้งสามประสบปัญหาขาดทุนไม่มีเงินทุนหมุนเวียน ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์แล้ว มีคำสั่งว่า จำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสามต้องวางศาลเป็นเงินเพียง ๑๖๘,๗๐๙ บาท และตามคำร้องไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษ จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาวางเงินแก่โจทก์ทั้งสามอีก ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า กรณีนี้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานกลางและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามมาตรา ๓๑ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ มาตรา ๒๖ แห่งบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติว่า ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แสดงให้เห็นว่า การขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลตามจำนวนที่ถึงกำหนดจ่ายตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานในการฟ้องคดีที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ มาตรา ๒๖ ได้วางหลักเกณฑ์ว่าจะกระทำได้เมื่อมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม หาได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีพฤติการณ์พิเศษเช่นที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ ไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคดีนี้ว่าตามคำร้องของโจทก์ทั้งสามไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาวางเงินได้ เท่ากับศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยแล้วว่าคดียังไม่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลาการวางเงินให้แก่โจทก์ทั้งสามนั่นเอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามประกอบกิจการขาดทุนไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและไม่มีรายได้ใด ๆ ที่จะนำมาวางต่อศาลในการฟ้องคดีตามที่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๒๕ วรรคสามกำหนด ย่อมเป็นความบกพร่องของฝ่ายโจทก์ทั้งสามเอง ถือไม่ได้ว่าคดีมีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่ศาลแรงงานกลางจะพึงขยายระยะเวลาการวางเงินให้แก่โจทก์ทั้งสาม อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานจัดหางานบอสสตั้น กับพวก
จำเลย — นางสาวนันทนา มโนมัยสุพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8926/2543
#38494
เปิดฉบับเต็ม

แม้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ข้อ 25 และข้อ 26 จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือทำงานในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงานก็ตาม แต่ข้อ 28 ก็กำหนดว่าพนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถ จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง และแม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่งให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 18ตุลาคม 2538 ทำหน้าที่พนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ6,200 บาท ระหว่างที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลย โจทก์ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้วันละ 4 ชั่วโมง รวม 2,392 ชั่วโมง คิดเป็นเงินค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาท จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ขาดงาน 3 วัน จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาทค่าชดเชย 37,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,300 บาทและค่าบำเหน็จ 18,600 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,090 บาทโจทก์กระทำผิดข้อบังคับว่าด้วยวินัยพนักงาน จำเลยจึงได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าล่วงเวลาเพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือรับรองให้ เว้นแต่จำเลยตกลงจ่ายให้ จำเลยมิได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ แต่จ่ายเป็นเงินส่วนแบ่งจากเงินค่าโดยสารประจำวันเพิ่มให้โจทก์อีกจำนวนหนึ่งแทนเงินค่าล่วงเวลาซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินค่าล่วงเวลาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง ข้อ 28และจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประกอบกิจการขนส่งไม่ได้ตกลงว่าจะจ่ายค่าล่วงเวลาแก่พนักงานขับรถอันรวมถึงโจทก์ด้วย ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าโดยสารและค่าล่วงเวลา พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่ เห็นว่าแม้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ข้อ 25 และข้อ 26 จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือทำงานในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงานก็ตาม แต่ข้อ 28 ก็กำหนดว่าพนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถจึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง และแม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่งตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานตามปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 11
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์หรือศรีมรกต สังข์เงิน
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8926/2543
#39910
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถจึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 28 กำหนดว่า พนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และ 26เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน แม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่ง ให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานตามปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตามแต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสาร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 18ตุลาคม 2538 ทำหน้าที่พนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ6,200 บาท ระหว่างที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลย โจทก์ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้วันละ 4 ชั่วโมง รวม 2,392 ชั่วโมง คิดเป็นเงินค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาท จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ขาดงาน 3 วันจำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา92,689.96 บาท ค่าชดเชย 37,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,300 บาท และค่าบำเหน็จ 18,600 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง ข้อ 28 และจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประกอบกิจการขนส่งไม่ได้ตกลงว่าจะจ่ายค่าล่วงเวลาแก่พนักงานขับรถอันรวมถึงโจทก์ด้วย ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าโดยสารและค่าล่วงเวลา พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่ เห็นว่า แม้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พ.ศ. 2534 ข้อ 25 และข้อ 26 จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือทำงานในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงานก็ตามแต่ข้อ 28 ก็กำหนดว่าพนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถ จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่งและแม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่ง ให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานตามปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสาร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 11
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุพจน์หรือศรีมรกต สังข์เงิน
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8926/2543
#66338
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถจึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 28กำหนดว่า พนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และ 26เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน แม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่ง ให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมงอันเป็นเวลาทำงานตามปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตามแต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสาร โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 11 ม. 25 ม. 26 ม. 28
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุพจน์หรือศรีมรกต สังข์เงิน
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8924/2543
#99171
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยด้วยความสมัครใจเองมิได้ถูกบีบบังคับ เนื่องจากโจทก์จะไม่ยอมรับเงื่อนไขตามที่จำเลยเสนอและจะไม่ลาออกก็ได้ การที่จำเลยเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าทนายความคนอื่นแก่โจทก์ก็เพื่อจูงใจให้โจทก์ยอมรับเงื่อนไขการลาออกตามที่จำเลยเสนอ ไม่ได้กระทำขึ้นเพื่อเจตนาหลอกลวงโจทก์แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อโจทก์ตกลงลาออกและรับจ้างเป็นทนายความเฉพาะคดีตามที่จำเลยเสนอและได้รับมอบคดีบ้างแล้วตามสัญญา โดยโจทก์ได้รับค่าจ้างว่าความไปแล้วจำนวนหนึ่ง แม้จำเลยจะมอบคดีให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญาก็อาจเป็นเรื่องผิดสัญญา หาเป็นกลฉ้อฉลอันจะมีผลทำให้นิติกรรมการลาออกของโจทก์เป็นโมฆียะไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรม ใบลาออกของโจทก์บังคับใช้ได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 12,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และจ่ายค่าชดเชยจำนวน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ลาออกเพราะถูกกลฉ้อฉล หนังสือลาออกจึงเป็นโมฆียะนั้น ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังยุติมาว่าจำเลยเจรจาให้โจทก์ลาออก แล้วจะทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นทนายความนอกมีกำหนด 3 ปี และให้บุคคลอื่นทำหน้าที่แทนโจทก์ทันที โจทก์ตกลงลาออกและทำสัญญารับจ้างเป็นทนายความ เห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเพียงการเจรจาเสนอเงื่อนไขให้โจทก์ลาออกด้วยความสมัครใจ มิใช่เป็นการบีบบังคับให้โจทก์ยอมรับเงื่อนไข โจทก์จะไม่ยอมรับเงื่อนไขและไม่ยอมลาออกก็ได้ แต่เมื่อโจทก์ลาออกและทำสัญญารับจ้างเป็นทนายความนอกตามที่จำเลยเสนอแล้ว จำเลยก็ได้มอบคดีให้โจทก์เป็นทนายความตามสัญญา และจ่ายค่าจ้างว่าความให้โจทก์เป็นจำนวนหลายแสนบาท สำหรับการทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นทนายความนอกมีกำหนด 3 ปี ซึ่งเป็นการจ้างที่มีกำหนดเวลามากกว่าที่จำเลยเคยทำสัญญาจ้างทนายความคนอื่นก็เพราะโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยด้วย จึงต้องเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าที่เสนอต่อทนายความคนอื่นซึ่งมิได้เป็นลูกจ้างจำเลยเพื่อจูงใจให้โจทก์ยอมรับเงื่อนไขการลาออกตามที่จำเลยเสนอ การกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ได้กระทำขึ้นเพื่อเจตนาหลอกลวงดังโจทก์อ้างการกระทำของจำเลยไม่เป็นการหลอกลวงโจทก์ตั้งแต่แรกในขณะโจทก์ลาออกจากการเป็นลูกจ้างจำเลยและขณะทำสัญญารับจ้างเป็นทนายความนอกให้แก่จำเลย ส่วนกรณีที่จำเลยไม่มอบคดีให้โจทก์ครบตามสัญญาดังโจทก์อ้าง ก็อาจเป็นเรื่องผิดสัญญา หาเป็นกลฉ้อฉลอันจะมีผลทำให้นิติกรรมการลาออกจากงานของโจทก์เป็นโมฆียะไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรม ใบลาออกของโจทก์จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายและกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ นวรัตน์ธารา
จำเลย — บริษัทเงินทุนทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอร่ามศักดิ์ ไทพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8912 -ที่ 8923/2543
#99170
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง คดีแรงงาน ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++ ที่จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ว่า จำเลยตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเป็นเงินเดือนกับจ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงเฉพาะวันที่มาทำงาน มิได้มีเจตนาที่จะกำหนดค่าจ้างเป็นอัตราที่แน่นอนเป็นรายวัน อัตราค่าจ้างรายวันจะเปลี่ยนไปตามผลของการที่โจทก์แต่ละคนมาทำงาน ค่าจ้างส่วนที่เป็นเบี้ยเลี้ยงจึงเป็นการคำนวณค่าจ้างตามผลงานเป็นหน่วย โจทก์แต่ละคนจึงได้รับค่าชดเชยส่วนที่คิดจากเบี้ยเลี้ยงนี้ตามค่าจ้างของการทำงานที่ได้รับจริง 90 วัน หรือ 180 วันตามอายุงานของโจทก์แต่ละคนมิใช่คำนวณแบบเป็นรายวัน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์แต่ละคน โดยคำนวณอัตราค่าจ้างที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนได้รับ คือค่าจ้างที่ตกลงกันเดือนละ 3,000 บาทเว้นแต่โจทก์ที่ 7 ได้รับเดือนละ 3,500 บาท บวกด้วยเบี้ยเลี้ยงวันละ200 บาท โดยมิได้คำนึงว่าโจทก์แต่ละคนจะมาทำงานหรือไม่ ซึ่งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดดังกล่าวมีวันหยุดสัปดาห์ละหนึ่งวัน เดือนหนึ่งจะมาทำงานอย่างมากไม่เกิน 26 วัน เงินส่วนเบี้ยเลี้ยงที่จะได้รับไม่เกินเดือนละ5,200 บาท ที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานมีผลให้โจทก์แต่ละคนได้รับค่าชดเชยเกินกว่าที่จะมีสิทธิได้รับ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

++

++ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 12 เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์ที่ 7 เดือนละ3,500 บาท กับเบี้ยเลี้ยงเฉพาะวันที่มาทำงานอีกวันละ 200 บาท นั้น การจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์แต่ละคนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเป็นรายวัน มิใช่เป็นการจ่ายค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานเป็นหน่วยดังที่จำเลยอ้าง ซึ่งการคำนวณจำนวนค่าชดเชยนั้นต้องคิดจากค่าจ้างรายวัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันหยุดที่โจทก์แต่ละคนไม่มาทำงานในแต่ละเดือนดังที่จำเลยอ้าง

++ ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์แต่ละคนได้รับเบี้ยเลี้ยงอัตราสุดท้ายขณะเลิกจ้างวันละ 200 บาท โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 7ถึงที่ 11 ทำงานกับจำเลยติดต่อมาครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าค่าจ้าง (เบี้ยเลี้ยง) อัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คิดเป็นค่าชดเชยในส่วนนี้คนละ 36,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 12 ทำงานกับจำเลยมาครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 12 ไม่น้อยกว่าค่าจ้าง (เบี้ยเลี้ยง) อัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน คิดเป็นค่าชดเชยที่จำเลยต้องจ่ายแก่โจทก์ที่ 12 ในส่วนนี้จำนวน 18,000 บาท จำเลยจ่ายค่าชดเชยส่วนที่คิดจากเบี้ยเลี้ยงที่เป็นค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 ไม่ครบเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และโจทก์ที่ 12 ไม่ครบเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณากับคดีอื่นอีกหนึ่งสำนวน ซึ่งโจทก์ถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ว่า โจทก์ที่ 1 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 12 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟ้องใจความทำนองเดียวกันขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ด รวมทั้งค่าจ้างและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ที่ 12 พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้อง

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ที่ 12 กับจำเลยแถลงรับกันว่า จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,060 บาท และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 5,600 บาท รวมเป็นเงิน 6,660 บาทโจทก์ที่ 12 ได้รับเงินจากจำเลยแล้วเป็นเงิน 3,000 บาท จำเลยตกลงให้โจทก์ที่ 12 รับเงินส่วนที่ค้างอีก ๓,๖๖๐ บาท จากจำเลย และผู้แทนโจทก์ทั้งหมดกับจำเลยร่วมกันแถลงรับว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และโจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๑๑ ทำงานกับจำเลยครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี และใน 180 วันสุดท้ายของการจ้าง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 ได้ไปทำงานจริงจำนวน 123 วัน 133 วัน 121 วัน 138 วัน 134 วัน 132 วัน 129 วัน 131 วัน 126 วัน และ 129 วัน ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 12 ทำงานกับจำเลยครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ในระยะเวลาการจ้าง 90 วันสุดท้าย โจทก์ที่ 12 ไปทำงานจริง 63 วัน คดีตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางหมายเลขแดงที่ 1343 - 1382/2542 และหมายเลขแดงที่ 3279 - 3321/2542 ทั้งสองคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยจ่ายเบี้ยเลี้ยงซึ่งวินิจฉัยเป็นค่าจ้างในส่วนที่ขาด และจำเลยได้จ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวแล้ว โดยโจทก์ดังกล่าวยอมรับเงินเบี้ยเลี้ยงตามคำพิพากษาเฉพาะในวันที่ไปทำงานจริง

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดและจำเลยไม่สืบพยาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 โจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 และโจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 11,400 บาท 9,400 บาท 11,800 บาท 8,400 บาท 9,200 บาท 9,600 บาท ๑๐,๒๐๐ บาท ๙,๘๐๐ บาท ๑๐,๘๐๐ บาท ๑๐,๒๐๐ บาทและ ๕,๔๐๐ บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหมด

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจัยว่า การที่จำเลยตกลงจ่ายเงินเดือนให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 โจทก์ที่ 8 ถึงที่ 12 เดือนละ 3,000 บาท และโจทก์ที่ 7 เดือนละ 3,500 บาท กับเบี้ยเลี้ยงเฉพาะวันที่มาทำงานอีกวันละ ๒๐๐ บาท นั้น การจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้โจทก์แต่ละคนดังกล่าวมีลักษณะเป็นการจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเป็นรายวัน มิใช่เป็นการจ่ายค่าจ้างโดยคำนวณตามผลงานเป็นหน่วยดังที่จำเลยอ้าง ซึ่งการคำนวณจำนวนค่าชดเชยนั้นต้องคิดจากค่าจ้างรายวัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงวันหยุดที่โจทก์แต่ละคนไม่มาทำงานในแต่ละเดือนดังที่จำเลยอ้าง ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์แต่ละคนได้รับเบี้ยเลี้ยงอัตราสุดท้ายขณะเลิกจ้างวันละ 200 บาท โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 ทำงานกับจำเลยติดต่อมาครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าค่าจ้าง (เบี้ยเลี้ยง) อัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน คิดเป็นค่าชดเชยในส่วนนี้คนละ 36,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 12 ทำงานกับจำเลยมาครบหนึ่งปีแต่ไม่ครบสามปี จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 12 ไม่น้อยกว่าค่าจ้าง (เบี้ยเลี้ยง) อัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน คิดเป็นค่าชดเชยที่จำเลยต้องจ่ายแก่โจทก์ที่ 12 ในส่วนนี้จำนวน 18,000 บาท จำเลยจ่ายค่าชดเชยส่วนที่คิดจากเบี้ยเลี้ยงที่เป็นค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และโจทก์ที่ 7 ถึงที่ 11 ไม่ครบเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายคนละหนึ่งร้อยแปดสิบวัน และโจทก์ที่ 12 ไม่ครบเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยส่วนที่ยังจ่ายไม่ครบให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุมาลย์ คดชาคร กับพวก
จำเลย — บริษัทบางกอกไมโครบัส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางเมธินี ทิพย์มณเฑียร
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8911/2543
#38493
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 เล่นแชร์กันโดยโจทก์เป็นนายวงแชร์ เมื่อจำเลยที่ 1ประมูลแชร์ได้รับเงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งค่าแชร์และดอกเบี้ยแก่โจทก์โจทก์ต้องชำระค่าแชร์ให้ผู้ประมูลได้แทนจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 128,500 บาทโจทก์จึงระบุยอดเงินจำนวนดังกล่าวในสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อค้ำประกันเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้จากหนี้ค่าแชร์เป็นหนี้เงินกู้ หนี้ค่าแชร์ระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่ ทำให้สัญญากู้ยืมเงินชอบด้วยกฎหมายมีผลบังคับโดยสมบูรณ์

ส่วนที่จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบว่าโจทก์หักเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 แล้ว เป็นการอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้อย่างอื่นโดยการหักกลบลบหนี้แทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการนำสืบการใช้เงินของจำเลยทั้งสองโดยเห็นว่าต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสองจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระเงินกู้ 128,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คืนแก่โจทก์ภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน2538 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองต่างเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 148,567 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 148,567 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องมาจากการเล่นแชร์ จำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้แล้วไม่ส่งต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวม 128,500 บาทคืนแก่โจทก์ จึงต้องยอมลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงินที่ยังมิได้กรอกข้อความให้แก่โจทก์โดยไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น จำเลยที่ 2ก็ต้องลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันที่ยังมิได้กรอกข้อความเช่นกัน แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ถูกบังคับชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 แล้ว โดยโจทก์หักต้นเงินแชร์วงใหม่ ที่จำเลยที่ 2 ส่งให้โจทก์ไปแล้ว 6 งวดเป็นเงิน120,000 บาทไว้เอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 148,567 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 128,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขออื่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าแชร์แก่โจทก์ 128,500 บาท จึงยอมทำสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ยอมทำสัญญาค้ำประกันชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ป.จ.2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ไม่บริบูรณ์เพราะมิได้มีการส่งมอบเงินกู้หรือไม่และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้ความว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เล่นแชร์กันโดยโจทก์เป็นนายวงแชร์เมื่อจำเลยที่ 1 ประมูลแชร์ได้รับเงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ส่งค่าแชร์และดอกเบี้ยแก่โจทก์ผู้เป็นนายวงแชร์ ทำให้โจทก์ต้องชำระค่าแชร์ให้ผู้ประมูลได้แทนจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินจำนวน 128,500 บาท โจทก์จึงระบุยอดเงินจำนวนดังกล่าวในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ป.จ.1 ให้จำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินแล้วโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อค้ำประกันหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.2แสดงว่าจำเลยที่ 1 มีมูลหนี้ที่จะต้องชำระค่าแชร์จำนวน 128,500 บาทแก่โจทก์จริง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเปลี่ยนจากมูลหนี้ค่าแชร์มาเป็นหนี้เงินกู้ จึงเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จากหนี้ค่าแชร์เป็นหนี้เงินกู้ ดังนั้น หนี้ค่าแชร์จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่งทำให้สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ป.จ.1 ชอบด้วยกฎหมายมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 แม้ว่าในวันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จะมิได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเงินค่าแชร์ที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการส่งมอบเงินกู้แล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย ป.จ.1 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย ป.จ.1 และจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.2 ต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ป.จ.1 ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1 แล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1แปลงหนี้ใหม่จากมูลหนี้ค่าแชร์เป็นหนี้เงินกู้ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 แล้วโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันต่อกันในลักษณะหนี้กู้ยืมก็ตามแต่การที่จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบว่าโจทก์ได้หักเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 แล้วนั้นเป็นการอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้อย่างอื่นโดยการหักกลบลบหนี้แทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคแรก กรณีมิใช่เป็นการนำสืบการใช้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์ หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้วมาแสดง ซึ่งต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสองเมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการนำสืบการใช้เงินมาแสดงจึงมิให้จำเลยทั้งสองนำพยานบุคคลเข้าสืบว่าได้ใช้เงินแก่โจทก์แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการนำสืบการใช้เงินของจำเลยทั้งสองดังกล่าว เป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยประเด็นข้างต้นโดยไม่ต้องย้อนสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(1) ประกอบมาตรา 247 คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบโดยไม่โต้แย้งกันได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าแชร์โจทก์ต่อมาวันที่ 19 สิงหาคม 2538 โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.1 และ ป.จ.2 กำหนดชำระเงินคืนวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ครั้นถึงวันกำหนดชำระคืนจำเลยที่ 1ไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมให้แก่โจทก์ และในวันเดียวกันนั้น โจทก์ได้ตั้งวงแชร์ขึ้นใหม่มือละ 20,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเข้าร่วมเล่นด้วย ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเมื่อเล่นแชร์วงใหม่ไปได้ประมาณ 6 เดือน โจทก์ก็นำเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ 2 ไปหักกับหนี้ของจำเลยที่ 1ตามสัญญากู้ยืม จำเลยที่ 2 จึงได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 1แล้วนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความว่าเริ่มเล่นแชร์วงใหม่วันที่ 16พฤศจิกายน 2538 เมื่อเล่นไปได้ 6 เดือน ประมาณเดือนพฤษภาคม2539 โจทก์ได้นำเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวหักกับหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้ยืม แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมพร้อมใบตอบรับตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.4 โดยจำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามวันที่ 8 สิงหาคม 2539 จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งว่าได้มีการหักกลบชำระหนี้กันแล้วแต่อย่างไร ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามติงว่า เหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งหนังสือทวงถามเนื่องจากช่วงนั้นจำเลยที่ 2 ยังไม่ถูกหักเงินค่าแชร์ และจำเลยที่ 2 เบิกความว่าหลังจากที่โจทก์หักเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ 2 ประมาณ 2 เดือน ทนายโจทก์ก็มีหนังสือไปทวงถาม จำเลยที่ 2 จึงได้ไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1บอกว่ามาคุยกับโจทก์แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 จึงได้รับคำฟ้องคดีนี้ตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงต่างกับคำให้การของจำเลยทั้งสองเอง และฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้หักเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ 2ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมแทนจำเลยที่ 1 แล้วอย่างใด พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321 ม. 349 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิจิตรา วงษ์สุกรรม
จำเลย — นายอนันต์ สกุณา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8911/2543
#98681
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยมีมูลหนี้ที่จะต้องชำระค่าแชร์แก่โจทก์ และโจทก์จำเลยตกลงเปลี่ยนจากมูลหนี้ค่าแชร์มาเป็นหนี้เงินกู้ จึงเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้ค่าแชร์จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และถือได้ว่าเป็นการส่งมอบเงินกู้แล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่ทำให้สัญญากู้ยืมเงินชอบด้วยกฎหมาย มีผลบังคับโดยสมบูรณ์ โจทก์จำเลยจึงมีความผูกพันต่อกันในลักษณะหนี้กู้ยืม การที่จำเลยให้การและนำสืบว่าโจทก์ ได้หักเงินค่าแชร์ของจำเลยชำระหนี้แทนหนี้เงินกู้ของจำเลยแล้ว เป็นการอ้างว่าจำเลยได้ชำระหนี้อย่างอื่นโดยการ หักกลบลบหนี้แทนการชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องห้ามมิให้นำสืบตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระเงินกู้ ๑๒๘,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี คืนแก่โจทก์ภายใน วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกัน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน ๑๔๘,๕๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๔๘,๕๖๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องมาจากการเล่นแชร์จำเลยที่ ๑ ประมูลแชร์ได้แล้วไม่ส่งต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวม ๑๒๘,๕๐๐ บาท คืนแก่โจทก์ จึงต้องยอมลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงินที่ยังมิได้กรอกข้อความให้แก่โจทก์โดยไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น จำเลยที่ ๒ ก็ต้องลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันที่ยังมิได้กรอกข้อความเช่นกัน แต่ต่อมาจำเลยที่ ๒ ถูกบังคับชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ แล้ว โดยโจทก์หักต้นเงินแชร์วงใหม่ ที่จำเลยที่ ๒ ส่งให้โจทก์ ไปแล้ว ๖ งวด เป็นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ไว้เอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๔๘,๕๖๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๒๘,๕๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกคำขออื่น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าแชร์แก่โจทก์ ๑๒๘,๕๐๐ บาท จึงยอมทำสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ยอมทำสัญญาค้ำประกันชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย ป.จ. ๒

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า สัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ไม่บริบูรณ์เพราะมิได้มีการส่งมอบเงินกู้หรือไม่ และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ. ๒ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ เล่นแชร์กันโดยโจทก์เป็นนายวงแชร์เมื่อจำเลยที่ ๑ ประมูลแชร์ได้รับเงินไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่ส่งค่าแชร์และดอกเบี้ยแก่โจทก์ผู้เป็นนายวงแชร์ ทำให้โจทก์ต้องชำระค่าแชร์ให้ผู้ประมูลได้แทนจำเลยที่ ๑ คิดเป็นเงินจำนวน ๑๒๘,๕๐๐ บาท โจทก์จึงระบุยอดเงินจำนวนดังกล่าวในสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ให้จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงิน แล้วโจทก์ให้จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อค้ำประกันหนี้จำนวนดังกล่าวตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ. ๒ แสดงว่า จำเลยที่ ๑ มีมูลหนี้ที่จะต้องชำระค่าแชร์จำนวน ๑๒๘,๕๐๐ บาท แก่โจทก์จริง เมื่อโจทก์และจำเลยที่ ๑ ตกลงเปลี่ยนจากมูลหนี้ค่าแชร์มาเป็นหนี้เงินกู้ จึงเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จากหนี้ค่าแชร์เป็นหนี้เงินกู้ ดังนั้นหนี้ค่าแชร์จึงเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๙ วรรคหนึ่ง ทำให้สัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ชอบด้วยกฎหมายมีผลบังคับโดยสมบูรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ แม้ว่าในวันทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จะมิได้ส่งมอบเงินให้แก่จำเลยที่ ๑ ก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเงินค่าแชร์ ที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ ๑ เป็นการส่งมอบเงินกู้แล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย ป.จ. ๑ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย ป.จ. ๑ และจำเลยที่ ๒ จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ. ๒ ต่อโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อมาว่า จำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ แล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๑ แปลงหนี้ใหม่จากมูลหนี้ค่าแชร์เป็นหนี้เงินกู้ตามเอกสารหมาย ป.จ. ๑ แล้ว โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงมีความผูกพันต่อกันในลักษณะหนี้กู้ยืมก็ตาม แต่การที่จำเลยทั้งสองให้การและนำสืบว่าโจทก์ได้หักเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ แทนหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ ๑ แล้วนั้นเป็นการอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้อย่างอื่นโดยการหักกลบลบหนี้แทน การชำระหนี้ที่ได้ตกลงกันไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่เป็นการนำสืบการใช้เงินโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้วหรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้วมาแสดงซึ่งต้องห้ามมิให้นำสืบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค ๒ เห็นว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการนำสืบการใช้เงิน มาแสดงจึงมิให้จำเลยทั้งสองนำพยานบุคคลเข้าสืบว่าได้ใช้เงินแก่โจทก์แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการนำสืบการใช้เงินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยประเด็นข้างต้นโดยไม่ต้องย้อนสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบมาตรา ๒๔๗ และศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้หักเงินค่าแชร์ของจำเลยที่ ๒ ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมแทนจำเลยที่ ๑ แล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืมตามเอกสารหมาย ป.จ. ๑ ต่อโจทก์

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 194 ม. 321 วรรคหนึ่ง ม. 349 วรรคหนึ่ง ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิจิตรา วงษ์สุกรรม
จำเลย — นายอนันต์ สกุณา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8910/2543
#38492
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีมโนสาเร่ให้สิทธิจำเลยยื่นคำให้การในวันที่มาศาลตามหมายเรียกของศาลหรือในวันอื่นต่อมาตามแต่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้ โดยต้องมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อตามหมายเรียกของศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยมาศาลเพื่อให้การแก้ข้อหา และนัดสืบพยานในวันเดียวกันจำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำให้การและยื่นบัญชีระบุพยานและสืบพยานจำเลยพร้อมทั้งอ้างส่งเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 ในวันดังกล่าวได้จำเลยไม่อาจส่งสำเนาเอกสารตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ได้ การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 100,000 บาท กำหนดชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2533 จำเลยรับเงินจากโจทก์ไปในวันทำสัญญา หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 171,690 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้เป็นประกันการจ่ายเงินตามพันธบัตรที่จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินตามพันธบัตรไปครบถ้วนแล้ว สัญญากู้เงินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 171,690 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์ยึดถือไว้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธบัตรที่จำเลยโอนให้โจทก์หรือไม่ ข้อต่อสู้ของจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินหมาย จ.1น่าจะทำขึ้นเพื่อประกันว่าโจทก์จะได้รับเงินไถ่ถอนตามพันธบัตรรัฐบาลที่จำเลยโอนชำระหนี้เงินกู้เดิม เมื่อโจทก์ได้รับเงินค่าไถ่ถอนตามพันธบัตรรัฐบาลที่รับโอนไปจากจำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่มีภาระจะต้องชำระเงินตามเอกสารหมาย จ.1 อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนการรับฟังเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 ที่โจทก์แก้ฎีกาว่าจำเลยมิได้ส่งสำเนาให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้อย่างคดีมโนสาเร่ ซึ่งการพิจารณาคดีมโนสาเร่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 193 ที่ให้สิทธิจำเลยยื่นคำให้การในวันที่มาศาลตามหมายเรียกของศาลหรือในวันอื่นต่อมาตามแต่ศาลจะเห็นสมควรก็ได้ โดยต้องมิให้เป็นการเสียหายแก่การต่อสู้คดีของจำเลย เมื่อคดีนี้ตามหมายเรียกของศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยมาศาลเพื่อให้การแก้ข้อหาในวันที่ 8เมษายน 2542 และนัดสืบพยานในวันดังกล่าวด้วย จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำให้การและยื่นบัญชีระบุพยานในวันสืบพยานได้ ซึ่งจำเลยได้ยื่นคำให้การและสืบพยานจำเลยพร้อมทั้งอ้างส่งเอกสารหมาย ล.1ถึง ล.3 ในวันดังกล่าวจำเลยจึงไม่อาจส่งสำเนาเอกสารหมาย ล.1 ถึงล.3 ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 90 ได้ การจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 เรื่องการกำหนดเวลายื่นสำเนาเอกสารก่อนวันสืบพยานมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ จะต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมแก่สภาพของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีมโนสาเร่แต่ละคดีด้วย และศาลชั้นต้นได้สั่งรับบัญชีระบุพยานและสั่งรับเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3ในวันเดียวกับที่ศาลชั้นต้นนัดให้จำเลยมาศาลในวันแรกประกอบกับการสืบพยานในคดีมโนสาเร่มีลักษณะของการค้นหาความจริงในลักษณะเดียวกับการไต่สวนมากกว่าการรับฟังข้อเท็จจริงจากคู่ความอย่างคดีสามัญทั่วไป และอีกประการหนึ่งเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 อยู่ในความครอบครองของส่วนราชการซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก่อนฟ้องคดีนี้ การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3จึงเป็นการชอบและไม่เสียความยุติธรรมแต่ประการใด"

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 90 ม. 193
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสาโรช การอุปฏิ
จำเลย — พันตรีถนอม อัจฉริยพล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ