คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 6/2544
#415558
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๖/๒๕๔๔

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๔

เรื่อง เขตอำนาจศาล เกี่ยวกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปัตตานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองกลาง ได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ได้มีประกาศอำเภอปะนาเระ กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ หมู่ที่ ๕ เขตเลือกตั้งที่ ๕ โดยกำหนดเลือกตั้งในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ และกำหนดระยะเวลาการสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ ๑๔ ถึง ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้นจำนวน 5 คน ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ จะมีสมาชิกได้ ๒ คน โดยนายกระจ่าง ศรีสุวรรณ์ ผู้ร้อง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเครื่องหมายประจำตัวหมายเลข ๑ ปรากฎว่า เมื่อรวมผลการลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ผู้ร้องได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับที่ ๓ จำนวน ๖๗ คะแนน จึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อศาลจังหวัดปัตตานี กล่าวหาว่า เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจคะแนน และเจ้าหน้าที่คะแนน กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยวินิจฉัยว่า บัตรเลือกตั้งที่ทำเครื่องหมายเกินกว่าจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นบัตรเสียทั้งฉบับ ซึ่งเป็นผลให้ผู้ร้องไม่ได้รับคะแนนเลือกตั้งในส่วนดังกล่าว และได้ขอให้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่ และเพิกถอนการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตรวจคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ เขตเลือกตั้งที่ ๕หมู่ ๕ ตำบลท่าน้ำ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ เพื่อให้ชอบด้วยกฎหมายต่อไป ศาลจังหวัดปัตตานีเห็นว่า ตามคำร้องดังกล่าว เป็นกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง จึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

ผู้ร้องคดีได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อคัดค้านการเลือกตั้ง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี หน่วยเลือกตั้งที่ ๕ หมู่ ๕ ศาลปกครองกลางเห็นว่า ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้ น่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงไม่รับคำร้อง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๘ หมายความถึง ศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการตรากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใช้บังคับ ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ บัญญัติกระบวนการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลไว้ใน หมวด ๘ การคัดค้านการเลือกตั้งมาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า "...ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใดเห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยไม่ชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ"มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว..."การพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ของผู้ร้อง ที่กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจคะแนน และเจ้าหน้าที่คะแนน กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งที่ทำเครื่องหมายเกินกว่าจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นบัตรเสียทั้งฉบับ ซึ่งเป็นผลให้ผู้ร้องไม่ได้รับคะแนนเลือกตั้งในส่วนดังกล่าว เป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครองประการหนึ่ง จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อย่างไรก็ตาม มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ ได้บัญญัติให้ ศาลที่จะพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บัญญัติกฎหมายยังมิได้ยกเลิกเขตอำนาจของศาลยุติธรรมในคดีนี้ และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล วิธีพิจารณาคดีถือได้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมาย หากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครอง ย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าน้ำ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ของนายกระจ่าง ศรีสุวรรณ์ อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี

(ลงชื่อ) สันติ ทักราล (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายสันติ ทักราล) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นางอุษณี ฉันทวรคุณ)

นิติกร 6 ว

4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายกระจ่าง ศรีสุวรรณ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5/2544
#36474
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายผลิต ส. ผู้จัดการโรงงานเรียกโจทก์มาพบแจ้งว่าจะย้ายโจทก์ โจทก์ถามเหตุผลว่า"ทำได้แค่นี้เองหรือนึกอยู่แล้วว่าจะทำอย่างนี้" ต่อมาโจทก์ได้พูดกับ พ. ผู้จัดการฝ่ายที่ห้องของ พ. เรื่องที่จะย้ายโจทก์ว่า "เลว เลวกว่าที่คิดไว้เสียอีก ตัวถ่วงความเจริญบริษัท หน้าหนากว่ากระจกแผ่นนี้" แล้วโจทก์ใช้มือทุบกระจกโต๊ะทำงาน ก่อนเดินออกจากห้องพูดว่า "เมื่อวันเสาร์นี้ไปไหน น่าจะให้ ม. ตบหน้าเสีย 1 ครั้ง" การกระทำดังกล่าวเป็นการ เสียดสีสบประมาทและแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 37.3 แต่สาเหตุเนื่องมาจากโจทก์ถูกย้าย เพื่อมิให้เกิดการเผชิญหน้ากับ พ. ที่โจทก์ไม่นับถือและเคลือบแคลงใจจึงไม่ถึงขนาดเป็นการปฏิบัติเลวทรามเพราะจงใจฝ่าฝืนศีลธรรมหรือจารีตประเพณีไม่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อ 37.6 และตามข้อบังคับมิได้กำหนดว่าการฝ่าฝืนข้อ 37.3 เป็นกรณีร้ายแรงการกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2539 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างให้ทำหน้าที่หัวหน้างานฝ่ายผลิต ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ16,500 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และ ทุกสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 2พฤศจิกายน 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำการข่มขู่ก้าวร้าว ดูถูกเหยียดหยามผู้บังคับบัญชาซึ่งไม่เป็นความจริง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน คิดเป็นเงิน 49,500 บาทและมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 28 วัน เป็นเงิน 15,400 บาทจำเลยไม่ยอมจ่าย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรงและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงโดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 ผู้จัดการโรงงานมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปทำงานด้านควบคุมระบบบำบัดน้ำทำให้โจทก์ไม่พอใจผู้จัดการโรงงาน แสดงกิริยาก้าวร้าว กระด้างกระเดื่องต่อผู้จัดการโรงงานต่อหน้าพนักงานคนอื่น ๆ ซึ่งกำลังทำงานอยู่ นอกจากนี้โจทก์ยังพูดจาดูหมิ่นเหยียดหยามนางพรรณีวนธรรมสุจริต ผู้บังคับบัญชาอีกคนหนึ่งและแสดงกิริยาก้าวร้าวโดยใช้มือทุบกระจกโต๊ะทำงานของนางพรรณีอันเป็นการแสดงตนเป็นนักเลงอันธพาลก้าวร้าว กระด้างกระเดื่องไม่เคารพต่อผู้บังคับบัญชาทำให้เสียหายต่อการปกครอง เป็นการประพฤติตนไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงโดยสุจริตและถูกต้อง อันเป็นการกระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คำพูดและกิริยาที่โจทก์แสดงต่อนายสุรเดช ทูนไธสง และนางพรรณีหรือพรพรรณี วนธรรมสุจริตซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นการก้าวร้าว เสียดสีสบประมาทผู้บังคับบัญชายังไม่ถึงขั้นดูหมิ่น หมิ่นประมาทบุคคลอื่นซึ่งเป็นความผิดอาญา และยังไม่พอฟังว่าโจทก์ขู่เข็ญจะทำร้ายร่างกายนางพรรณี เหตุเกิดในห้องทำงานนางพรรณี ไม่ได้เกิดในที่สาธารณะที่มีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในวงกว้าง โจทก์กระทำการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานแต่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงและเป็นการกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต เมื่อจำเลยเลิกจ้างจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 49,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 9 พฤศจิกายน 2541) จนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายผลิตเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 นายสุรเดช ทูนไธสง ผู้จัดการโรงงานมีคำสั่งโอนย้ายให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ด้านควบคุมระบบบำบัดน้ำ นายสุรเดชเรียกโจทก์มาพบและแจ้งให้ทราบว่าจะย้ายโจทก์ไปคุมงานด้านอื่น โจทก์ถามเหตุผล และพูดกับนายสุรเดชซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาว่า "ทำได้แค่นี้เองหรือนึกอยู่แล้วว่าจะทำอย่างนี้" ต่อมาโจทก์ได้พูดคุยกับนางพรรณีหรือพรพรรณีวนธรรมสุจริต ผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพและเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ที่ห้องทำงานของนางพรพรรณีเรื่องที่จำเลยจะโยกย้ายโจทก์ดังกล่าว แล้วโจทก์ได้พูดกับนางพรพรรณีว่า "เลว เลวกว่าที่คิดไว้เสียอีก ตัวถ่วงความเจริญบริษัทหน้าหนากว่ากระจกแผ่นนี้" แล้วใช้มือทุบกระจกโต๊ะทำงานนางพรพรรณีก่อนเดินออกจากห้องยังพูดกับนางพรพรรณีว่า "เมื่อวันเสาร์นี้ไปไหนน่าจะให้นางสาวมณฑาตบหน้าเสีย 1 ครั้ง" จากข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นว่าถ้อยคำที่โจทก์พูดต่อนายสุรเดชและนางพรพรรณีมีลักษณะเป็นการเสียดสีและสบประมาทผู้บังคับบัญชา ส่วนการใช้มือทุบโต๊ะทำงานนางพรพรรณีก็เป็นการแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 37.3แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวก็เนื่องมาจากโจทก์ถูกโยกย้ายงาน เพื่อมิให้เกิดการเผชิญหน้ากับนางพรพรรณี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่โจทก์แสดงออกว่าโจทก์ไม่ยอมรับนับถือและเคลือบแคลงใจดังปรากฏในคำสั่งจำเลยเอกสารหมาย ล.6 การกระทำของโจทก์ยังไม่ถึงขนาดเป็นการปฏิบัติเลวทรามเพราะจงใจฝ่าฝืนศีลธรรมหรือจารีตประเพณี ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อ 37.6 มีข้อต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 มิได้กำหนดว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับข้อ 37.3 เป็นกรณีร้ายแรง และเมื่อพิเคราะห์ถึงมาตรการในการพิจารณาลงโทษท้ายข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งกำหนดลักษณะของการลงโทษในความผิดตามข้อ 37.3 ในกรณีเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยไว้ว่าเมื่อได้กระทำผิดในครั้งที่ 4 แสดงให้เห็นว่าตามข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของจำเลยมิได้ถือว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับข้อที่ 37.3 เป็นกรณีร้ายแรงการกระทำของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรงคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุมน ขลุกเอียด
จำเลย — บริษัท เขาช่องอุตสาหกรรม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5/2544
#257559
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายผลิต ส. ผู้จัดการโรงงานเรียกโจทก์มาพบแจ้งว่าจะย้ายโจทก์ ไปคุมงานด้านอื่น โจทก์ถามเหตุผลว่า "ทำได้แค่นี้เองหรือ นึกอยู่แล้วว่าจะทำอย่างนี้" ต่อมาโจทก์ได้พูดกับ พ. ผู้จัดการฝ่ายและเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ที่ห้องของ พ. เรื่องที่จำเลยจะย้ายโจทก์ว่า "เลว เลวกว่าที่คิดไว้เสียอีก ตัวถ่วงความเจริญบริษัท หน้าหนากว่ากระจกแผ่นนี้" แล้วโจทก์ใช้มือทุบกระจกโต๊ะทำงาน ก่อนเดินออกจากห้องพูดว่า "เมื่อวันเสาร์นี้ไปไหนน่าจะให้ ม. ตบหน้าเสีย 1 ครั้ง" การกระทำดังกล่าวเป็นการเสียดสี สบประมาท และแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่สาเหตุเนื่องจากโจทก์ถูกย้ายงานเพื่อมิให้เกิดการเผชิญหน้ากับ พ. ที่โจทก์ไม่นับถือและเคลือบแคลงใจ จึงไม่ถึงขนาดเป็นการปฏิบัติเลวทรามเพราะจงใจฝ่าฝืนศีลธรรมหรือ จารีตประเพณี ไม่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และตามข้อบังคับมิได้กำหนดเป็นกรณีร้ายแรง แต่โจทก์กระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย แต่ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย เป็นกรณีร้ายแรงและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน ๔๙,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑) จนกว่าจะจ่ายเงินเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายผลิต เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ นายสุรเดช ทูนไธสง ผู้จัดการโรงงานมีคำสั่งโอนย้ายให้โจทก์ไปปฏิบัติหน้าที่ด้านควบคุมระบบบำบัดน้ำ นายสุรเดชเรียกโจทก์มาพบและแจ้งให้ทราบว่าจะย้ายโจทก์ไปคุมงาน ด้านอื่น โจทก์พูดกับนายสุรเดชซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาว่า "ทำได้แค่นี้เองหรือ นึกอยู่แล้วว่าจะทำอย่างนี้" ต่อมาโจทก์ ได้พูดคุยกับนางพรรณีหรือพรพรรณี วนธรรมสุจริต ผู้จัดการฝ่ายควบคุมคุณภาพและเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ที่ห้องทำงานของนางพรพรรณีเรื่องที่จำเลยจะโยกย้ายโจทก์ดังกล่าว แล้วโจทก์ได้พูดกับนางพรพรรณีว่า "เลว เลวกว่าที่คิดไว้เสียอีก ตัวถ่วงความเจริญบริษัท หน้าหนากว่ากระจกแผ่นนี้" แล้วใช้มือทุบกระจกโต๊ะทำงานนางพรพรรณี ก่อนเดินออกจากห้อง ยังพูดกับนางพรพรรณีว่า "เมื่อวันเสาร์นี้ไปไหน น่าจะให้นางสาวมณฑาตบหน้าเสีย ๑ ครั้ง" จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เห็นว่า ถ้อยคำที่โจทก์พูดต่อนายสุรเดชและนางพรพรรณีมีลักษณะเป็นการเสียดสีและสบประมาทผู้บังคับบัญชา ส่วนการใช้มือทุบโต๊ะทำงานนางพรพรรณีก็เป็นการแสดงกิริยาก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชา การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวก็เนื่องจากโจทก์ถูกโยกย้ายงานเพื่อมิให้เกิดการเผชิญหน้ากับนางพรพรรณีที่โจทก์แสดงออกว่าโจทก์ไม่ยอมรับนับถือและเคลือบแคลงใจ การกระทำของโจทก์ยังไม่ถึงขนาดเป็นการปฏิบัติเลวทรามเพราะจงใจฝ่าฝืนศีลธรรมหรือจารีตประเพณี ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการ กระทำอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง?

พิพากษายืน .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุมน ขลุกเอียด
จำเลย — บริษัทเขาช่องอุตสาหกรรม จำกัด
583 — ป.พ.พ. มาตรา
46 — ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานฯ ข้อ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 5/2544
#417315
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๕/๒๕๔๔

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปัตตานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยนายตอปา สุหลง ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ หน่วยเลือกตั้งที่ ๑ หมู่ที่ ๖ ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดประจำตัว ประจำตัวหมายเลข ๒ และหมายเลข ๔ เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือต่อศาลจังหวัดปัตตานี อ้างว่าเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจคะแนน และเจ้าหน้าที่คะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งที่ ๑ หมู่ที่ ๖ตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ได้ยินยอมและรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นซึ่งไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายมาใช้สิทธิเลือกตั้งและลงคะแนนในบัตรเลือกตั้ง และเมื่อปิดหีบบัตรเลือกตั้งภายหลังการลงคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว กรรมการตรวจคะแนนผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งได้อ่านคะแนนผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความจริงโดยมีเจตนาทุจริตและฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบ ข้อบังคับตามกฎหมาย และการวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งว่าเป็นบัตรดีหรือบัตรเสียก็มิได้ดำเนินการตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้อ่านคะแนนไม่ตรงและไม่ครบถ้วนตามจำนวนเครื่องหมายกากบาทที่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงคะแนนไว้ในบัตรเลือกตั้งอีกจำนวนหลายบัตรทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เปิดหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อตรวจนับคะแนนใหม่ทั้งหมด และมีคำสั่งว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ หน่วยเลือกตั้งที่ ๑ หมู่ที่ ๖ เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและไม่มี ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หากศาลรับฟังได้ว่า การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ขอให้มีคำสั่งว่า ผู้ได้รับการเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนน้อยกว่าผู้ร้องเป็นผู้มิได้รับการเลือกตั้งโดยชอบ และมีคำสั่งให้ผู้ร้องเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลจังหวัดปัตตานีเห็นว่ากรณีเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องจึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ ซึ่งศาลปกครองกลางเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ กำหนดให้การพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรมจึงเห็นว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึง ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีลักษณะเป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าคณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑)ซึ่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔๕ วรรคสาม บัญญัติว่า"หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใช้บังคับ กรณีจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า"ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลของการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดีผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใด เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยมิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบและหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ" และมาตรา๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้วให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว ." เป็นการบัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งวิธีพิจารณาคดีถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมาย หากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครองย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๔

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลท่าเรือ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ของนายตอปา สุหลง ผู้ร้อง อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี

(ลงชื่อ) สันติ ทักราล (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายสันติ ทักราล) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นางอุษณี ฉันทวรคุณ)

นิติกร 6 ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายตอปา สุหลง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 4/2544
#415542
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔/๒๕๔๔

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล

พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยนาท

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โดยนายบุญเลิศ ภู่ผึ้ง ผู้ร้อง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำตก หมู่ที่ ๓ (หน่วยเลือกตั้งวัดคงคาราม) ตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เครื่องหมายประจำตัว หมายเลข ๙ปรากฏว่า องค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำตกได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้สมัครเครื่องหมายประจำตัว หมายเลข ๑และหมายเลข ๒ เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำตกต่อศาลจังหวัดชัยนาทอ้างว่าคณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอ่านคะแนนและเขียนคะแนนคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความจริง และมีความสับสนในการขานหรืออ่านคะแนนจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่กรรมการของหน่วยเลือกตั้งทำให้การเขียนคะแนนเกิดความผิดพลาด ประกอบกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้วินิจฉัยบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนให้ผู้ร้องเป็นบัตรเสียจำนวนมากอย่างผิดปกติ เป็นผลให้ผู้ร้องไม่ได้รับเลือกตั้ง และขอให้ศาลจังหวัดชัยนาทไต่สวนและมีคำสั่งให้นับคะแนนสำหรับหน่วยเลือกตั้งวัดคงคารามอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาทใหม่ต่อไป ศาลจังหวัดชัยนาทเห็นว่ากรณีตามคำร้องเป็นคดีพิพาทที่ผู้ร้องอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดชัยนาทจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

ผู้ร้องจึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำตก ซึ่งศาลปกครองกลางเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๕๘วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ กำหนดให้การพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลให้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม จึงเห็นว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล คือ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓)พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึง ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีลักษณะเป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าคณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔๕ วรรคสาม บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใช้บังคับ กรณีจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า "ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลของการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดี ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใด เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยมิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ" และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้วให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว" เป็นการบัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งวิธีพิจารณาคดีถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมายหากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครองย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๔

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโพนางดำตก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โดยนายบุญเลิศ ภู่ผึ้ง ผู้ร้อง อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดชัยนาท

(ลงชื่อ) สันติ ทักราล (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายสันติ ทักราล) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

เอกลักษณ์ คัด/ทาน

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายบุญเลิศ ภู่ผึ้ง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 3/2544
#415554
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓/๒๕๔๔

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่๓)

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล

พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชัยนาท

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท โดยนายธวัช ศรีสุวราภรณ์ ผู้ร้อง เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อน หมู่ที่ ๔ ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เครื่องหมายประจำตัว หมายเลข ๕ ปรากฏว่า องค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อนได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้สมัครเครื่องหมายประจำตัวหมายเลข๓ และหมายเลข ๔ เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อนต่อศาลจังหวัดชัยนาท อ้างว่าคณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายทีกำหนดไว้ โดยวินิจฉัยให้บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนให้กับผู้ร้องซึ่งเป็นบัตรลงคะแนนที่สามารถนับคะแนนได้เป็นบัตรเสีย เป็นผลให้ผู้ร้องได้คะแนนน้อยกว่าที่เป็นจริงและไม่ได้รับเลือกตั้ง และขอให้ศาลจังหวัดชัยนาทไต่สวนและเปิดหีบบัตรเลือกตั้งเพื่อพิจารณาบัตรลงคะแนนและนับคะแนนใหม่หรือมีคำสั่งเพิกถอนการเลือกตั้ง เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อน หมู่ที่ ๔ ตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทใหม่ต่อไป ศาลจังหวัดชัยนาทเห็นว่า กรณีตามคำร้องมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องจึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อน ซึ่งศาลปกครองกลางเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" และตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช ๒๔๘ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้วให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว ." ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลที่ดำเนินการพิจารณาคดีแพ่งโดยใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นหลักจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าว ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓)พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึง ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีลักษณะเป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าคณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓ มาตรา ๔๕ วรรคสาม บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใช้บังคับ กรณีจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า"ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลของการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดี ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใด เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยมิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ" และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้วให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว " เป็นการบัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งวิธีพิจารณาคดีถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมาย หากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครองย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๒มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๔

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังไก่เถื่อน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ของนายธวัช ศรีสุวราภรณ์ ผู้ร้อง อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดชัยนาท

(ลงชื่อ) สันติ ทักราล (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายสันติ ทักราล) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๔
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายธวัช ศรีสุวราภรณ์
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2/2544
#99265
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ขอให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้ง ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

++ ตามหลักฐานการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามแบบ ส.ว.11 ปรากฏว่าผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงรับสมัครผู้คัดค้านให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าในวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 เมษายน2543 นั้น ผู้คัดค้านไม่อยู่ในราชอาณาจักร จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนทำการสอบสวนได้ความว่า มีหลักฐานการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของผู้คัดค้านในระหว่างที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งให้การต่อกรรมการสอบสวนว่า ในวันลงคะแนนดังกล่าวพยานอยู่ที่หน่วยเลือกตั้งตลอดเวลาไม่พบผู้คัดค้านไปที่หน่วยเลือกตั้ง ส่วนบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งปรากฏว่ามีการจ่ายบัตรให้กับผู้คัดค้านและมีลายมือชื่อของผู้คัดค้านในบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

++ เมื่อผู้ร้องคงมีแต่หลักฐานตามเอกสารหมาย ร.3และ ร.4 แสดงว่าผู้คัดค้านได้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและรับกันว่าการเข้าออกนอกราชอาณาจักรตามระเบียบพิธีการของการตรวจคนเข้าเมือง ผู้เดินทางเข้าและออกนอกราชอาณาจักรจะต้องผ่านพิธีการประทับตราจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนทางปฏิบัตินั้น จะต้องมีการประทับตราทุกครั้งหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีพยานยืนยันได้

++ ส่วนผู้คัดค้านก็มีกรรมการในหน่วยเดียวกัน ยืนยันว่าเห็นผู้คัดค้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน 2543 จึงเป็นการยันกันของพยานบุคคลแต่ละฝ่ายซึ่งเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหน่วยเดียวกัน ฟังยุติไม่ได้ว่าผู้คัดค้านไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน 2543 ประกอบกับพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ 29 เมษายน2543 ตามแบบ ส.ว.11 อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องระบุชัดว่าผู้คัดค้านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศว่าผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน 2543ซึ่งขัดแย้งกับเอกสารหมาย ร.2 ซึ่งมีข้อความระบุโดยแจ้งชัดว่าผู้คัดค้านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน 2543 และผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ข้อความที่แสดงว่าผู้คัดค้านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายน 2543 เกิดขึ้นโดยไม่ถูกต้องหรือมีการกระทำโดยทุจริต พยานหลักฐานผู้ร้องจึงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในวันที่ 29 เมษายน 2543 ผู้คัดค้านจึงไม่ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ++

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๘ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ประกาศรายชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ ๘ จังหวัดบุรีรัมย์แล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้คัดค้านไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๙เมษายน ๒๕๔๓ ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓โดยปกติผู้คัดค้านประกอบธุรกิจในประเทศลาวต้องเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยลาวเป็นประจำโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมิได้เคร่งครัดว่าจะต้องมีการแจ้งเข้าหรือแจ้งออกทุกครั้ง ผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลนายแพทย์สุรเชษฐ์ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ด้วย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางไต่สวนได้ความจากผู้ร้องว่า ตามหลักฐานการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามแบบ ส.ว.๑๑ ปรากฏว่าผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงรับสมัครผู้คัดค้านให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่าในวันลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน๒๕๔๓ นั้น ผู้คัดค้านไม่อยู่ในราชอาณาจักร จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนทำการสอบสวนตามเอกสารหมาย ร.๑ ได้ความว่า มีหลักฐานการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของผู้คัดค้านในระหว่างที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ๓ ปากให้การต่อกรรมการสอบสวนว่า ในวันลงคะแนนดังกล่าวพยานอยู่ที่หน่วยเลือกตั้งตลอดเวลาไม่พบผู้คัดค้านไปที่หน่วยเลือกตั้ง ส่วนบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งปรากฏว่ามีการจ่ายบัตรให้กับผู้คัดค้านและมีลายมือชื่อของผู้คัดค้านในบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น พยานทั้ง๓ ปาก ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และได้ความจากผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านมีธุรกิจในประเทศลาว จึงต้องเดินทางเข้าออกระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวเป็นประจำ การเดินทางเข้าออกบางครั้งใช้หนังสือเดินทางบางครั้งใช้ใบผ่านแดน ผู้คัดค้านเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๓ แล้วกลับเข้ามาเมื่อวันที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน และเดินทางออกไปอีกครั้งวันที่ ๒๔ และกลับเข้ามาวันที่ ๒๘ เดือนเดียวกัน ผู้คัดค้านปฏิบัติหน้าที่อยู่ในโรงพยาบาลนายแพทย์สุรเชษฐ์ ในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ และนางณัฏฐินี จันทร์ไทย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง เห็นผู้คัดค้านไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งที่ ๒

พิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องคงมีแต่หลักฐานตามเอกสารหมาย ร.๓และ ร.๔ แสดงว่าผู้คัดค้านได้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและรับกันว่าการเข้าออกนอกราชอาณาจักรตามระเบียบพิธีการของการตรวจคนเข้าเมือง ผู้เดินทางเข้าและออกนอกราชอาณาจักรจะต้องผ่านพิธีการประทับตราจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนทางปฏิบัตินั้น จะต้องมีการประทับตราทุกครั้งหรือไม่ ผู้ร้องไม่มีพยานยืนยันได้ ข้อเท็จจริงจากการไต่สวน ฝ่ายผู้ร้องมีเพียงนางสาวละมุล โกษากูล กรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วยที่ผู้คัดค้านจะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ ๒๙เมษายน ๒๕๔๓ เบิกความยืนยันว่าไม่เห็นผู้คัดค้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ส่วนผู้คัดค้านก็มีนางณัฏฐินี จันทร์ไทยกรรมการในหน่วยเดียวกัน ยืนยันว่าเห็นผู้คัดค้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ จึงเป็นการยันกันของพยานบุคคลแต่ละฝ่ายซึ่งเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหน่วยเดียวกัน ฟังยุติไม่ได้ว่าผู้คัดค้านไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ประกอบกับพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในวันที่ ๒๙ เมษายน๒๕๔๓ ตามแบบ ส.ว.๑๑ เอกสารหมาย ร.๒ นั้น อยู่ในความครอบครองของผู้ร้องระบุชัดว่าผู้คัดค้านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศว่าผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ เอกสารหมาย ร.๓และ ร.๔ ขัดแย้งกับเอกสารหมาย ร.๒ ซึ่งมีข้อความระบุโดยแจ้งชัดว่าผู้คัดค้านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ และผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ข้อความที่แสดงว่าผู้คัดค้านได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ เกิดขึ้นโดยไม่ถูกต้องหรือมีการกระทำโดยทุจริต พยานหลักฐานผู้ร้องจึงฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ผู้คัดค้านจึงไม่ขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๔ จังหวัดบุรีรัมย์
ผู้คัดค้าน — นายสุรเชษฐ์ กฤตยเรืองโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัด — ยื่นคำร้องที่ศาลฎีกาโดยตรง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 2/2544
#415553
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๒/๒๕๔๔

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒ และ ๙ วรรคหนึ่ง(๑)

ศาลจังหวัดน่าน

ศาลปกครองกลาง

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลจังหวัดน่านได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง(๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้อง และศาลที่ส่งความเห็นและรับความเห็นมีความแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

นายอำนาจหรือพิเชษฐ์ ศรีเพชราวุธ โดยนายศรีสุวรรณ ฟ้าสะท้อน ผู้รับมอบอำนาจ เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายประมวล สถิตเสถียร เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน จำเลยที่ ๑ นายนิพนธ์ ขันธปราบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน จำเลยที่ ๒ จังหวัดน่าน โดยร้อยตำรวจตรีธนะพงษ์ จักกะพาก ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน จำเลยที่ ๓ ต่อศาลจังหวัดน่าน อ้างว่า โจทย์เป็นเจ้าของที่ดินตามใบจอง (น.ส.๒) เลขที่ ๕๑๗ หมู่ที่ ๔ ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยซื้อและรับมอบการครอบครองมาจากนางจินตนา เมษารักษ์ภิญโญ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๗ ซึ่งซื้อและรับมอบการครอบครองมาจากนายศรีวรรณ ฟ้าสะท้อน ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินในใบจองอีกต่อหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓๑มกราคม ๒๕๓๓ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ ได้แจ้งโจทย์และนายศรีวรรณส่งมอบหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินใบจอง (น.ส. ๒) เลขที่ ๕๑๗ คืนและแจ้งว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๐๗ การออกใบจองดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทย์โต้แย้งและทำหนังสือชี้แจงจำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ได้ออกคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน ที่ ๑๓/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๐๗ เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในใบจอง(น.ส. ๒) เลขที่ ๕๑๗ ของโจทย์ และแจ้งไปยังนายศรีวรรณทราบ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทย์ทราบว่าที่ดินที่โจทย์ถือครองอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้โจทย์รื้อถอนอุปกรณ์และสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่ราชการ การกระทำของจำเลยทั้งสามทำให้โจทย์เสียหาย ขอให้ศาลจังหวัดน่านพิพากษายกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน ที่ ๑๓/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๒ และสั่งว่าที่ดินตามใบจอง (น.ส. ๒) เลขที่ ๕๑๗ ของโจทย์ไม่ได้อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทย์

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดีและอ้างว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองหรือคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับ แต่ยังไม่มีการประกาศเปิดทำการศาลปกครอง บุคคลสามารถฟ้องคดีปกครองต่อศาลอื่นได้หรือไม่

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา๒๗๑ บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงเว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่อำนาจของศาลอื่น " ส่วนมาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า " ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย. ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ "ทั้งสองมาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอำนาจของศาลยุติธรรมและศาลปกครองที่แตกต่างกัน กล่าวคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีอำนาจทั่วไปในการพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดไม่ให้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนศาลปกครองเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเฉพาะประเภทตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดเท่านั้น ศาลยุติธรรมที่มีอำนาจทั่วไปจึงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีที่ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลหนึ่งศาลใดโดยเฉพาะ

คดีนี้โจทย์ฟ้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่านที่ได้สั่งเพิกถอนใบจอง (น.ส.๒) หมู่ที่ ๔ ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีลักษณะเป็นคดีปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งลงประกาศราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๔๒ และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ อันเป็นวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามมาตรา๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โจทย์ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดน่านในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๓ หลังจากที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ศาลปกครองเปิดทำการเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๔ ขณะนั้นจึงยังไม่มีศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเหนือคดีปกครอง ศาลยุติธรรมย่อมมีอำนาจในการรับคดีปกครองดังกล่าวไว้พิจารณาพิพากษาได้

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีปกครองที่เกิดขึ้นภายหลังพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลใช้บังคับ แต่ศาลปกครองยังไม่เปิดทำการ อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลจังหวัดน่านจึงมีเขตอำนาจเหนือคดีนี้และต้องรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป

นายธวัชชัย พิทักษ์พล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

วลัยมาศ แก้วศรชัย

(นางสาววลัยมาศ แก้วศรชัย)

นิติกร ๔

๒
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอำนาจหรือพิเชษฐ์ ศรีเพชราวุธ
โดยนายศรีสุวรรณ ฟ้าสะท้อน ผู้รับมอบอำนาจ
จำเลย — นายประมวล สถิตเสถียร เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดน่าน
จำเลยที่ 1กับพวกรวม 3 คน
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2544
#99176
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2543 ++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

++ คำสั่ง ++

++ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 3)พ.ศ.2543 กำหนดการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาไว้ 2 กรณี คือ มาตรา 34 บัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้รับสมัคร และมาตรา 34/1บัญญัติให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครได้ หากเห็นว่าผู้สมัครผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดสมุทรปราการ แล้ว แต่ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเป็นเวลา 1 ปี การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาพิจารณาขั้นตอนการพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่กรณีตามที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้

++ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.

ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายภัทราวุธ พุกพิบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาล — นาย
ศาลอุทธรณ์ — นา
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 1/2544
#415552
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำเนา

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๔๔

วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๕

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และ ๕๘ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปัตตานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีอีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นเดียวกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๕ จังหวัดปัตตานีได้ประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลตันหยง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี กำหนดวันเลือกตั้งวันเสาร์ที่ ๑๒พฤษภาคม ๒๕๔๔ และกำหนดระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ ๒ ถึง ๘ เมษายน ๒๕๔๔มีผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งสิ้น ๑๘ คน ซึ่งเทศบาลตันหยงสามารถมีสมาชิกได้ ๑๒ คน และมีหน่วยเลือกตั้งจำนวน ๒ หน่วย โดยนายดอแม็ง ผู้ร้องที่ ๑ และนายอับดุลเลาะ วาเด็ง ผู้ร้องที่ ๒ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัคร ๙ และ ๑๐ ตามลำดับ ปรากฏว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งเครื่องหมายประจำตัว ๑, ๓, ๕, ๖, ๗, ๘, ๑๒, ๑๓, ๑๔, ๑๕, ๑๖ และ ๑๗ ได้รับการประกาศผลให้เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลตันหยง ผู้ร้องทั้งสองได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อศาลจังหวัดปัตตานี กล่าวหาว่า คณะกรรมการตรวจนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งทั้งสองหน่วยอ่านเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครไม่ตรงกับเครื่องหมายที่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งและไม่ได้ชูขึ้นให้ผู้สมัครและประชาชนซึ่งอยู่ในที่นับคะแนนได้เห็น เป็นผลให้ผู้ที่ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งได้คะแนนมากกว่าที่เป็นจริงและผู้ร้องทั้งสองได้คะแนนน้อยกว่าที่เป็นจริง และขอให้ศาลจังหวัดปัตตานีไต่สวนและตรวจสอบการตรวจนับคะแนนหากรับฟังได้ว่ามีการกระทำโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใด ขอให้ศาลสั่งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นเป็นผู้ได้รับเลือกโดยมิชอบ และสั่งให้ผู้ร้องทั้งสอบเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และหากรับฟังไม่ได้ว่าได้มีการกระทำโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ของผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใด ขอให้ศาลสั่งว่าไม่มีผู้สมัครรายใดได้รับการเลือกตั้ง ศาลจังหวัดปัตตานีเห็นว่า การที่ผู้ร้องทั้งสองขอให้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งว่าคำสั่งการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมจึงไม่รับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณา

ผู้ร้องทั้งสองจึงได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลตันหยง ศาลปกครองกลางเห็นว่า ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้น่าจะเป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา จึงไม่รับคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึง ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นการคัดค้านหลังจากที่เทศบาลได้มีประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว อันเป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครองประการหนึ่ง เมื่อผู้ร้องทั้งสองซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นคำร้องเพื่อขอให้ยกเลิกประกาศผลการเลือกตั้งของเทศบาล โดยอ้างว่า คณะกรรมการตรวจนับคะแนนประจำหน่วยเลือกตั้งทั้งสองหน่วยอ่านเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครไม่ตรงกับเครื่องหมายที่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งและไม่ได้ชูขึ้นให้ผู้สมัครและประชาชนซึ่งอยู่ ณ ที่นับคะแนนได้เห็น เป็นผลให้ผู้ที่ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ได้รับเลือกตั้งได้คะแนนมากกว่าที่เป็นจริงและผู้ร้องทั้งสองได้คะแนนน้อยกว่าที่เป็นจริง เป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) อย่างไรก็ตาม มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มีส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น.." เป็นการบัญญัติให้ศาลที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บัญญัติกฎหมายยังมิได้ยกเลิกเขตอำนาจของศาลยุติธรรมในคดีนี้ และการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล วิธีพิจารณาคดีถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมาย หากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครองย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและ ความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลตันหยง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ของนายดอแม็ง ยูโซะ ผู้ร้องที่ ๑ และนายอับดุลเลาะ วาเด็ง ผู้ร้องที่ ๒ อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี

นายธวัชชัย พิทักษ์พล หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

นายอักขราทร จุฬารัตน นายโภคิน พลกุล

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ พลโท อาชวัน อินทรเกสร

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

นายพรชัย รัศมีแพทย์

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

๓
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรค หนึ่ง (1)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายดอแม็ง ยูโซะ ผู้ร้องที่ 1
นายอับดุลเลาะ วาเด็ง ผู้ร้องที่ 2
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9041/2543
#38505
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดในข้อหาขายสารระเหยแก่ผู้ที่มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีและบุคคลที่ตนรู้หรือควรจะรู้ว่าติดสารระเหย นับว่าเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งผู้ติดสารระเหยและเป็นภัยแก่เด็กและเยาวชนของชาติก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหยพ.ศ. 2533 มาตรา 3, 4, 15, 16, 23, 24 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33และขอให้ริบสารโทลูอีน (กาวน้ำ) จำนวน 1 ขวด และ 1 กระป๋อง เหรียญรัฐบาลไทยชนิด 10 บาท 1 เหรียญ ของกลาง กับคืนธนบัตรรัฐบาลไทยชนิด20 บาท 2 ฉบับ แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 มาตรา 15, 16 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำเลยฐานขายสารระเหยให้แก่ผู้ซึ่งตนรู้หรือควรรู้ว่าติดสารระเหย จำคุก 4 เดือนให้ริบสารโทลูอีน (กาวน้ำ) จำนวน 1 ขวด และ 1 กระป๋อง เหรียญรัฐบาลไทยชนิด 10 บาท 1 เหรียญ ของกลาง กับคืนธนบัตรรัฐบาลไทยชนิด 20 บาท2 ฉบับ แก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 มาตรา 15, 16, 23, 24 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูกโดยให้ลงโทษตามมาตรา 16 และ 24 ) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจตรีบรรเจิด ราชกิจและร้อยตำรวจเอกณัฐณภัทร เหมือนเขียว ประจักษ์พยานเบิกความว่าเมื่อพยานทั้งสองทราบจากเด็กชายศักดา ศรีชัยชาญวงศ์ ว่าเคยซื้อกาวน้ำจากจำเลย จึงได้วางแผนจับกุม โดยนำธนบัตรฉบับละ 20 บาท จำนวน2 ฉบับ ไปลงบันทึกประจำวันระบุหมายเลขธนบัตรและถ่ายสำเนาเอกสารไว้แล้วมอบธนบัตรดังกล่าวให้เด็กชายศักดาเพื่อทำการล่อซื้อกาวน้ำจากจำเลยพยานทั้งสองกับพวกซุ่มแอบดูอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงกับหน้าบ้านจำเลยเห็นเด็กชายศักดาเดินไปที่บ้านของจำเลยและตะโกนเรียกจำเลย จำเลยเดินมาที่ประตูบ้านพูดคุยกับเด็กชายศักดา แล้วจำเลยได้เดินเข้าไปในบ้านสักครู่จำเลยเดินกลับออกมาและนำกาวน้ำจำนวน 1 กระป๋อง มอบให้เด็กชายศักดาพร้อมกับรับเงินจากเด็กชายศักดา แล้วจำเลยทอนเงินจำนวน 10 บาท ให้เด็กชายศักดา เด็กชายศักดาได้นำกาวน้ำพร้อมทั้งเงินทอนจำนวน 10 บาท มามอบให้พยานทั้งสองกับพวก จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกเข้าทำการตรวจค้นบ้านจำเลยผลการตรวจค้นพบธนบัตรฉบับละ 20 บาท จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีหลายเลขตรงกับหมายเลขที่ลงบันทึกประจำวันและที่ถ่ายสำเนาเอกสารไว้ ตอนแรกจำเลยให้การรับสารภาพแต่เมื่อทำบันทึกที่สถานีตำรวจ จำเลยให้การปฏิเสธ พยานทั้งสองกับพวกจึงนำจำเลยพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เบิกความสอดคล้องต้องกันในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งคดีจะมีแตกต่างกันบ้างก็เฉพาะพลความเท่านั้น ประกอบกับพยานโจทก์ทั้งสองไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมาแกล้งเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลย นอกจากนี้โจทก์ยังมีเด็กชายศักดาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งพยานโจทก์แต่ละปากได้เบิกความลำดับเหตุการณ์เชื่อมโยงพฤติการณ์ของจำเลยไม่มีข้อพิรุธ ส่วนจำเลยนั้นนอกจากคำเบิกความของจำเลยแล้วยังมีนายประดิษฐ์ สาระวิถี เบิกความสนับสนุน ซึ่งจำเลยเบิกความว่าวันเกิดเหตุจำเลยไม่เคยเห็นเด็กที่โจทก์อ้างว่ามาซื้อกาวน้ำจากจำเลยแต่นายประดิษฐ์กลับเบิกความว่าขณะที่พยานซื้อกาวน้ำจากจำเลยมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งมาขอให้ช่วยซื้อกาวน้ำจากจำเลยเนื่องจากจำเลยไม่ยอมขายให้ พยานจึงเอากาวน้ำที่ซื้อจากจำเลย 1 กระป๋อง ราคา 20 บาท ขายให้เด็กวัยรุ่นดังกล่าวไป แสดงให้เห็นว่าเด็กวัยรุ่นดังกล่าวได้เคยซื้อกาวน้ำจากจำเลยแล้วจำเลยไม่ขายให้ จึงแตกต่างกันพยานหลักฐานของโจทก์หนักแน่นมีเหตุผล พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ เมื่อได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจโทหญิงเอื้ออารีย์ พันธ์ศิริ ผู้ตรวจพิสูจน์ของกลางว่าตรวจพบสารโทลูอีนซึ่งจัดเป็นสารระเหยตามพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย พ.ศ. 2533 ในของเหลวของกลางตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.6 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยขายสารระเหยให้แก่เด็กชายศักดาโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าเป็นผู้ติดสารระเหย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเด็กชายศักดาอายุไม่เกิน 17 ปีหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ตามสำเนาสูติบัตรเอกสารหมาย จ.14 ที่โจทก์อ้างจะระบุว่าเด็กชายเอกศรีชัยชาญวงศ์ เกิดวันที่ 8 มกราคม 2529 โดยไม่มีหลักฐานแสดงว่าเด็กชายเอกกับเด็กชายศักดาเป็นคนเดียวกันก็ตาม แต่ตอนที่เด็กชายศักดามาเบิกความต่อศาลนั้น ก็เบิกความยืนยันว่าอายุ 12 ปี โดยเกิดปี 2529 เพียงแต่จำวันเดือนเกิดไม่ได้เท่านั้น จำเลยก็ไม่ได้ซักถามเรื่องอายุของเด็กชายศักดาให้ปรากฏเป็นอย่างอื่น อีกทั้งไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างคำกล่าวอ้างของพยานโจทก์แต่อย่างใด ประกอบกับเมื่อศาลได้พิจารณาภาพถ่ายของเด็กชายศักดาตามภาพถ่ายหมาย จ.2 แล้ว เชื่อว่าเด็กชายศักดามีอายุไม่เกิน 17 ปี จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดตามโจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดในข้อหาขายสารระเหยแก่ผู้ที่มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีและบุคคลที่ตนรู้หรือควรจะรู้ว่าติดสารระเหยนับว่าเป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งผู้ติดสารระเหยและเป็นภัยแก่เด็กและเยาวชนของชาติ ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลย 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษนั้น จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลง แก้ไขฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาย แซ่กี้
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9036/2543
#99168
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ปิดกั้นทางเข้าออกและเรียกเก็บเงินค่าผ่านถนนพิพาทเป็นการทำตามมติเสียงข้างมากของที่ประชุมชาวบ้านที่อยู่อาศัยในศูนย์การค้า โจทก์คดีดังกล่าวแม้ไม่เห็นด้วยก็ต้องปฏิบัติตาม การปิดกั้นทางเข้าออกและเรียกเก็บเงินของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยชอบ ไม่เป็นการละเมิด เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ท้ากันให้ถือเอาคำพิพากษาคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยคดีนี้ จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถปิดกั้นทางเข้าออกและเรียกเก็บเงินค่าผ่านถนนพิพาทตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ซึ่งออกตามมติของที่ประชุมดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามมิให้เรียกเก็บเงินค่าผ่านเข้าออกและจอดรถในศูนย์การค้าเมโทรจากลูกค้าหรือผู้มาติดต่อกับโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสามปิดกั้นขัดขวางการผ่านเข้าออกของลูกค้าและผู้มาติดต่อกับโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าขาดรายได้วันละ 5,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงรับกันว่าถนนพิพาทตามฟ้องทั้ง 6 สาย ตกเป็นทางภาระจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 11082 และ 11083 ตำบลมักกะสัน (ประแจจัน) อำเภอพญาไท (ดุสิต) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารเลขที่ 1091/105-106 ของนางสาวสร้อยศรี ภัทรประสิทธิ์ ที่โจทก์อาศัยทำการค้า โจทก์เคยตกลง ยอมชำระค่าจอดรถแทนลูกค้าที่มาติดต่อกับโจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ 21818/2539 โจทก์ไม่ยอมชำระค่าจอดรถให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงเรียกเก็บจากลูกค้าของโจทก์เอง

โจทก์ขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ในวันนัดพร้อมและสืบพยานโจทก์โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ท้ากันให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่สืบพยานว่า ลูกค้าของโจทก์ถือเป็นบริวารของนางสาวสร้อยศรี ที่โจทก์อาศัยทำการค้าหรือไม่ และการที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 21818/2539 ทำให้โจทก์และลูกค้าของโจทก์ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเข้าออกและจอดรถหรือไม่ โดยโจทก์ไม่ติดใจในประเด็นค่าเสียหาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกเก็บเงินค่าผ่านเข้าออกและจอดรถ ตลอดจนห้ามปิดกั้นขัดขวางการผ่านเข้าออกศูนย์การค้าเมโทรของลูกค้า และหรือผู้ที่มาติดต่อโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปิดกั้นขัดขวางการผ่านเข้าออกศูนย์การค้าเมโทรของลูกค้าและหรือผู้ที่มาติดต่อกับโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า ลูกค้าของโจทก์ถือเป็นบริวารของนางสาวสร้อยศรีที่โจทก์อาศัยทำการค้าหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นพิจารณาโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ท้ากันให้ศาลวินิจฉัยเพียง 2 ประเด็นว่า ลูกค้าของโจทก์ถือเป็นบริวารของนางสาวสร้อยศรีที่โจทก์อาศัยทำการค้าหรือไม่ กับการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 21818/2539 ทำให้โจทก์และลูกค้าของโจทก์ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเข้าออกและจอดรถหรือไม่เท่านั้น อันถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ท้ากันให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีไปตามคำท้าที่เสนอไว้ ศาลจึงต้องพิจารณาคดีไปตามคำท้านั้น อันเป็นการสละประเด็นพิพาทข้ออื่นในคดีแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิยกเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นประเด็นนอกเหนือคำท้าขึ้นอ้างในชั้นฎีกาอีก ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 21818/2539 ทำให้โจทก์และลูกค้าของโจทก์ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเข้าออกและจอดรถหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ปิดกั้นทางเข้าออกและเรียกเก็บเงินค่าผ่านถนนพิพาทเป็นการทำตามมติเสียงข้างมากของที่ประชุมชาวบ้านที่อยู่อาศัยในศูนย์การค้า โจทก์คดีดังกล่าวแม้ไม่เห็นด้วยก็ต้องปฏิบัติตามการปิดกั้นทางเข้าออกและเรียกเก็บเงินของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำโดยชอบ ไม่เป็นการละเมิด เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ท้ากันให้ถือเอาคำพิพากษาคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยคดีนี้ จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถปิดกั้นทางเข้าออกและเรียกเก็บเงินค่าผ่านถนนพิพาทตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ซึ่งออกตามมติของที่ประชุมดังกล่าวได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 21818/2539 ว่า ถนนพิพาทเป็นทางภาระจำยอม ดังนั้น โดยผลของกฎหมายโจทก์และลูกค้าของโจทก์ซึ่งเป็นบริวารของนางสาวสร้อยศรีย่อมมีสิทธิใช้ถนนพิพาทได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าผ่านทางเข้าออกนั้น เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ท้ากันให้ศาลวินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวทำให้โจทก์และลูกค้าของโจทก์ไม่ต้องจ่ายเงินค่าเข้าออกและจอดรถหรือไม่ จึงไม่อาจนำหลักกฎหมายเรื่องภาระจำยอมมาบังคับได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาห้ามมิให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปิดกั้นขัดขวางการผ่านเข้าออกศูนย์การค้าเมโทรของลูกค้าและหรือผู้ที่มาติดต่อกับโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ขอให้ห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปิดกั้นขัดขวางการผ่านเข้าออกศูนย์การค้าเมโทรของลูกค้าและหรือผู้มาติดต่อกับโจทก์เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเรืองวิไล สวามิวัสดิ์
จำเลย — บริษัทสินพรชัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9034/2543
#99169
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ได้สั่งซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยชำระค่าจองรถยนต์รวมทั้งค่ารถยนต์บางส่วน และได้รับมอบรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่โจทก์ก็ยืนยันว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อไว้กับบริษัท ธ. จำกัด อันแสดงโดยแจ้งชัดว่าโจทก์ได้ยอมรับแล้วว่าบริษัท ธ. จำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาท หาใช่จำเลยที่ 1 ไม่ มิฉะนั้นโจทก์คงไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดให้แก่บริษัท ธ. จำกัด ตลอดมา โดยบริษัทดังกล่าวได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ทุกงวด แม้แต่ค่าจองรถยนต์ จนกระทั่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัท ธ. จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้รับมอบรถยนต์ไว้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงหาได้มีนิติสัมพันธ์ตามลักษณะของสัญญาซื้อขายกันไม่ ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ปรากฏว่า มีความผูกพันกับโจทก์ตามสัญญาใดที่จะทำให้ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์คันพิพาทต่อโจทก์ ลำพังเพียงการรับประกันว่า หากรถยนต์ที่จำหน่ายมีปัญหาสามารถส่งซ่อมได้ที่ศูนย์บริการตัวแทนจำหน่ายและที่ศูนย์ของจำเลยที่ 2 มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 2 ผูกพันต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่โจทก์ได้รับมอบมาตามสัญญาเช่าซื้อ เพราะความรับผิดในกรณีทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อชำรุดบกพร่องโจทก์ย่อมเรียกร้องได้จากผู้ให้เช่าซื้อโดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่าซื้ออันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาเช่าซื้อนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาซื้อขาย จำนวน ๑,๘๗๕,๓๓๐.๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? พิเคราะห์แล้ว คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง หรือไม่ โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ได้รับรถยนต์คันพิพาทด้วยการซื้อจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของจำเลยที่ ๒ ตามความประสงค์ของโจทก์เอง แต่ที่ต้องผูกพันในสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด ก็เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถหาเงินสดมาชำระค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ ๑ ได้ บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด จึงเป็นคู่กรณีเพราะความ ขัดข้องในการชำระหนี้เท่านั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เห็นว่า จริงอยู่ แม้โจทก์ได้สั่งซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ.๓ โดยชำระค่าจองรถยนต์รวมทั้งค่ารถยนต์บางส่วน เป็นเงิน ๒๙๙,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๖ และได้รับมอบรถยนต์จากจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ.๕ ก็ตาม แต่โจทก์ก็เบิกความโดยอ้าง ตนเองเป็นพยานยืนยันว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อไว้กับบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด เป็นเงิน ๒,๙๒๙,๙๐๖.๓๒ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๗ อันแสดงโดยแจ้งชัดว่า โจทก์ได้ยอมรับแล้วว่า บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด เป็นเจ้าของรถยนต์คันพิพาท หาใช่จำเลยที่ ๑ ไม่ มิฉะนั้นโจทก์คงไม่ชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายงวดให้แก่บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด ตลอดมา โดยบริษัทดังกล่าวได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ทุกงวด แม้แต่ค่าจองรถยนต์ดังปรากฏตามเอกสารหมาย จ.๑๐ ถึง จ.๑๓ จนกระทั่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับบริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด ตามเอกสารหมาย จ.๑๖ ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้รับมอบรถยนต์ไว้ ตามเอกสารหมาย จ.๑๗ โจทก์กับจำเลยที่ ๑ จึงหาได้มีนิติสัมพันธ์ตามลักษณะของสัญญาซื้อขายกันแต่ประการใดไม่ ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ นั้น ตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า มีความผูกพันกับโจทก์ตามสัญญาใด ที่จะทำให้ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์คันพิพาทต่อโจทก์ ลำพังเพียงการ รับประกันว่า หากรถยนต์ที่จำหน่ายมีปัญหา สามารถส่งซ่อมได้ที่ศูนย์บริการตัวแทนจำหน่ายและที่ศูนย์ของจำเลยที่ ๒ มิได้หมายความว่า จำเลยที่ ๒ ผูกพันตนต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องของรถยนต์ที่โจทก์ได้รับมอบมาตามสัญญาเช่าซื้อ เพราะความรับผิดในกรณีทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อชำรุดบกพร่อง โจทก์ย่อมเรียกร้องได้จากผู้ให้เช่าซื้อโดยตรง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในความชำรุดบกพร่องแห่งทรัพย์สินที่เช่าซื้อ อันเกิดขึ้นในระหว่างเวลาเช่าซื้อนั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 472 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมนสิทธิ์ ผดุงสิทธิ์
จำเลย — บริษัทรอยัลเบนซ์โซไซตี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเผดิม เพ็ชรกูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศิลป์ โสเจยยะ
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9024/2543
#38504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ (ที่ถูกเป็นพิพากษาแก้) ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำคุก 3 ปี

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย หนุ่ยหรืออินตา บุญสม
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9023/2543
#38503
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบริษัท ค. ซึ่งเป็นผู้ส่งของส่วนพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 3 เพียงแต่ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอื่นเท่านั้นไม่มีบทบัญญัติใดยกเว้นความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ

เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเพียง 38 เปอร์เซ็นต์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัท ค. ซึ่งเป็นผู้ส่งของไป 50 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยได้รับ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเป็นจำนวน 38 เปอร์เซ็นต์ตามความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยได้รับอย่างแท้จริงเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,320,615.07บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 1,244,175 บาทนับจากวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 920,876.33 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศหรือไม่ นางสาวศศิวิมล เจริญทรัพย์ เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า ผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาภาชนะบรรจุด้วย ตู้สินค้าที่จะใช้บรรจุต้องใช้ตู้เย็นชนิดแช่แข็ง ใช้อุณหภูมิไม่สูงกว่าลบ 18 องศาเซลเซียส นายปกรณ์ อังสพัทธ์เบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า พยานทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศของบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ก่อนส่งออกสินค้า บริษัทของพยานจะแจ้งไปยังบริษัทเอ็น.วาย.เค (ประเทศไทย) จำกัดแล้วบริษัทเอ็น.วาย.เค (ประเทศไทย) จำกัด ก็จัดตู้สินค้ามาให้บริษัทพยานนายพีรัตน์ เก้าเอี้ยน ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า การขนส่งสินค้าพิพาทเป็นการขนส่งตามเงื่อนไข CY/CY ตู้สินค้าดังกล่าวเป็นตู้สินค้าของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำตู้สินค้ามาใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเห็นว่า ใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4 เป็นแบบพิมพ์ของจำเลยที่ 2 โดยระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งทั้งนายพีรัตน์พยานจำเลยที่ 1 ก็เบิกความยืนยันว่าตู้สินค้าเป็นของจำเลยที่ 2 จึงฟังประกอบกับเอกสารหมาย จ.4 ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้ารายนี้ ส่วนจำเลยที่ 1ปรากฏตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4 ด้านล่างระบุว่าบริษัทนิปปอน ยูเซ็นไกชา จำกัด (หมายถึงจำเลยที่ 2) เพื่อบริษัทเอ็น.วาย.เค ชิปปิ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด (หมายถึงจำเลยที่ 1) ในฐานะตัวแทนของสายการเดินเรือเอ็น.วาย.เค ไลน์ จำกัด จึงแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นเมื่อปรากฏจากคำเบิกความของนางสาวศศิวิมลว่าจำเลยที่ 2 ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และได้ความจากนายปกรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งของและด้านหลังของใบตราส่งมีตราประทับของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศจริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัดซึ่งเป็นผู้ส่งของ เมื่อโจทก์ได้ใช้ค่าเสียหายให้บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์จำกัด แล้วโจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวมาดำเนินการกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ถึงแม้จำเลยที่ 1จะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศก็ตาม เพราะข้อความแห่งสัญญาแย้งกับความรับผิดของตัวแทนนั้น เห็นว่า ข้อความในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4มิได้มีข้อความยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 1 ไว้ จำเลยที่ 1จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ได้บัญญัติยกเว้นความรับผิดของตัวแทนเรือหรือตัวแทนผู้ขนส่งไว้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 3 เพียงแต่ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้ขนส่งอื่นเท่านั้นไม่มีบทบัญญัติใดยกเว้นความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง และที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7มิได้บัญญัติให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ดังนั้น จึงถือว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาคดีเกินกว่าอำนาจที่กฎหมายกำหนดให้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า มาตรา 7ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังต่อไปนี้ (5) คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือตราสารการเงินระหว่างประเทศหรือการให้บริการระหว่างประเทศการขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่องและในคดีนี้เป็นเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัย และนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สินค้าตามฟ้องเสียหายหรือไม่เพียงใด และจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใด นายชวการซึ่งทำงานอยู่ที่บริษัทแอสโซซิเอเต็ค มารีน เซอร์เวย์เยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นผู้สำรวจความเสียหายของสินค้ารายนี้เบิกความว่า หลังจากสำรวจสภาพสินค้าแล้วพยานสรุปผลว่าสินค้าเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิในตู้สินค้าเดิมมีอุณหภูมิสูงขึ้นไม่สามารถรักษาอุณหภูมิอยู่ในระดับที่ตั้งไว้ได้ ส่วนรายละเอียดการสำรวจและความเห็นของพยานปรากฏอยู่ในรายงานการสำรวจเอกสารหมาย จ.14 ซึ่งรายงานคุณภาพทางกายภาพในข้อ 6ไว้ว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพของผู้เอาประกันภัยได้นำตัวอย่างของกุ้งกุลาดำ 3 บล็อก และกุ้งแชบ๊วย 3 บล็อกมาทดสอบ ปรากฏว่ากุ้งกุลาดำบล็อกที่ 1 มีเปลือกอ่อน 15 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีแดง 10 เปอร์เซ็นต์บล็อกที่ 2 มีเปลือกอ่อน 8 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีแดง 3 เปอร์เซ็นต์ บล็อกที่ 3เปลือกอ่อน 13 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีแดง 8 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยเปลือกอ่อน12 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีแดง 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกุ้งแช่บ๊วย บล็อกที่ 1เปลือกอ่อน 5 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีดำ 3 เปอร์เซ็นต์ บล็อกที่ 2 เปลือกอ่อน8 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีดำ 1 เปอร์เซ็นต์ บล็อกที่ 3 เปลือกอ่อน 2 เปอร์เซ็นต์เปลือกสีดำ 3 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ยเปลือกอ่อน 3.6 เปอร์เซ็นต์ เปลือกสีดำ2.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคุณสมบัติของกุ้งกุลาดำไม่อนุญาตให้มีเปลือกอ่อนเกิน5 เปอร์เซ็นต์ และไม่อนุญาตให้มีเปลือกสีแดงเกณฑ์เดียวกับกุ้งแช่บ๊วยซึ่งไม่อนุญาตให้มีเปลือกสีดำ เห็นว่า นายชวการทำรายงานและมาเบิกความในนามของบริษัทแอสโซซิเอเต็ด มารีน เซอร์เวย์เยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สำรวจความเสียหายของสินค้าในคดีนี้โดยมิได้มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การทำรายงานดังกล่าวก็เป็นการประกอบวิชาชีพซึ่งต้องใช้ชื่อเสียงและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ ทั้งคดีไม่ปรากฏว่านายชวการได้ทำรายงานโดยไม่ถูกต้องหรือโดยทุจริต จึงเชื่อว่ารายงานตามเอกสารหมาย จ.14 ได้ทำขึ้นโดยถูกต้องตรงกับความเสียหายที่แท้จริงส่วนบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้รับความเสียหายเพียงใดนั้นนางสาวศศิวิมลเบิกความตอบทนายโจทก์ซักถามว่า สำหรับความเสียหายของสินค้านั้น ตอนแรกผู้เอาประกันภัยจะปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้าเพราะเห็นว่าสินค้าเสียหายเกินกว่าร้อยละ 38 จึงขอเรียกค่าเสียหายร้อยละ 60ของราคาซีแอนด์เอฟ แต่ผู้รับประกันภัยได้ต่อรองแล้ว ตกลงชดใช้กันที่ร้อยละ 50 ของราคาซีแอนด์เอฟ ก่อนหน้านั้นผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยในอัตรา 110 เปอร์เซ็นต์ ตามทุนประกันภัยแต่จำเลยไม่ยอมชำระ ผู้เอาประกันภัยจึงเรียกร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยชำระในอัตราร้อยละ 60 แล้วต่อรองกันเหลือร้อยละ 50ดังกล่าว โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยไปร้อยละ 50เป็นเงิน 49,767 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 1,244,175 บาท ซึ่งผู้เอาประกันภัยก็ออกใบรับช่วงสิทธิให้โจทก์ โจทก์จ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้ผู้เอาประกันภัยเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2539 ส่วนรายงานการสำรวจตามเอกสารหมาย จ.14 บริษัทแอสโซซิเอเต็ด มารีน เซอร์เวย์เยอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำความเห็นเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า1. เมื่อพิจารณาถึงขั้นตอนต่าง ๆ ของกรรมวิธีใหม่และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเราคำนวณว่าประมาณ 16 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และสินค้าจะต้องลดชั้นลงมาเป็นชั้นสอง และโดยที่สินค้าจะต้องลดลงมาสินค้าควรจะปล่อยไว้เช่นนี้ แต่บรรจุในกล่องใหม่ในชื่อสินค้าใหม่ก่อนจัดเป็นสินค้าชั้นสอง2. เราได้คำนวณค่าใช้จ่ายในการบรรจุใหม่ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายสำหรับกล่องใหม่และค่าแรงงาน 20 บาท ต่อกล่อง หรือเท่ากับ 8 เปอร์เซ็นต์ของราคา เฉลี่ยเอฟโอบีของสินค้า 3. จากการตรวจสอบจากหลายแห่งเราได้รับความแตกต่างของมูลค่าสินค้าชั้นหนึ่งและชั้นสองของกุ้งแช่แข็งในเกณฑ์ 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ 4. ดังนั้น ความสูญเสียของสินค้าควรอยู่ในเกณฑ์ 33 ถึง 38 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่า รายงานการสำรวจตามเอกสารหมาย จ.14 เกี่ยวกับความเสียหายที่บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์จำกัด ได้รับนั้น ประกอบไปด้วยเหตุผลเป็นขั้นตอนตามหลักวิชาการทั้งจำนวนความเสียหายที่กำหนดไว้ก็น้อยกว่าจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์ได้ชดใช้ให้แก่บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด 12 เปอร์เซ็นต์ จึงน่าเชื่อว่าความเสียหายของสินค้าอยู่ในเกณฑ์ 38 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเพียง 38 เปอร์เซ็นต์ แต่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ไป 50 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยได้รับ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเป็นจำนวน 38 เปอร์เซ็นต์ ตามความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยได้รับอย่างแท้จริง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามอัตรา 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคิดเป็นเงินจำนวน 920,876.33 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2539ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับซากสินค้าจากบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และนำซากสินค้าไปขายต่อแล้วโดยสินค้าพิพาทสามารถขายภายในประเทศได้ในราคาสินค้าเกรด 1โดยขายในอัตราเฉลี่ยประมาณกิโลกรัมละ 260 บาท โจทก์จะได้รับเงินจำนวน 2,830,464 บาท โจทก์จึงไม่เหลือความเสียหายที่จะมาเรียกจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป เห็นว่า ถ้าหากโจทก์ได้รับซากสินค้ามาจากบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างแล้วบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ก็ย่อมจะต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์เต็มจำนวนราคาสินค้า เพราะถ้ารับค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์มาเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ก็ยังจะต้องเสียหายอยู่อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขัดต่อเหตุผลของการประกันภัย อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจำกัดความรับผิดไว้ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58 ซึ่งให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้ว แต่เงินจำนวนใดจะมากกว่าซึ่งเมื่อปรากฏว่าสินค้ามีน้ำหนักสุทธิ 10,886.40 กิโลกรัม และพบความเสียหายเพียง 38 เปอร์เซ็นต์ จึงคิดเป็นเงินจำนวน 124,104.96 บาทเท่านั้น เห็นว่า ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.4 ด้านหน้าและใบแนบมีข้อความระบุไว้ว่า บรรจุใน 1,000 กล่อง จึงเท่ากับ 1,000 หน่วยการขนส่งตามมาตรา 59(1) เมื่อปรากฏว่าความเสียหายของสินค้ามี38 เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายอย่างน้อยที่สุดเมื่อคิดตามหน่วยการขนส่งคือ 380 กล่อง หรือ 380 หน่วยการขนส่งตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งจึงจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 3,800,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าหาใช่จำกัดความรับผิดไว้เป็นเงิน 124,104.96 บาท ดังที่จำเลยที่ 1และที่ 2 อุทธรณ์ไม่ เมื่อความเสียหายที่แท้จริงของบริษัทคิงฟิชเชอร์โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นเงิน 920,876.33 บาท ต่ำกว่าจำนวนที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดตามที่บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างแท้จริงต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 58วรรคสอง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824 ม. 880
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้ แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ็น.วาย.เค ชิปปิ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9023/2543
#66354
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งเป็นแบบพิมพ์ของจำเลยที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่ง ทั้งตู้สินค้าที่ใช้ในการขนส่งเป็นของจำเลยที่ 2 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งสินค้า ส่วนจำเลยที่ 1 ปรากฏตามใบตราส่งด้านล่างระบุว่า จำเลยที่ 2 เพื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของสายการเดินเรือ แสดงว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น มิได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น

บริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของสายการเดินเรือได้ออก ใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งของ และด้านหลังของใบตราส่งมีตราประทับของจำเลยที่ 1 ไว้ด้วย จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อผู้ส่งของ

ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ไม่มีบทบัญญัติใดยกเว้นความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศไว้

ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7 (5) บัญญัติไว้ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า หรือตราสารการเงินระหว่างประเทศหรือการให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง และในคดีนี้เป็นเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภัยและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษา

โจทก์ผู้รับประกันสินค้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยได้รับ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเป็นจำนวนตามความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยได้รับอย่างแท้จริง

ตามใบตราส่งด้านหน้าและใบแนบมีข้อความระบุไว้ว่า บรรจุใน 1,000 กล่อง จึงเท่ากับ 1,000 หน่วยการขนส่งตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 59 (1) เมื่อปรากฏว่าความเสียหายของสินค้ามี 38 เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายอย่างน้อยที่สุดเมื่อคิดตามหน่วยการขนส่ง คือ 380 กล่อง หรือ 380 หน่วยการขนส่ง ตามมาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 3,800,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า เมื่อความเสียหายที่แท้จริงต่ำกว่าจำนวนที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดตามความเสียหายที่แท้จริงตามมาตรา 58 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๑,๓๒๐,๖๑๕.๐๗ บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินต้น ๑,๒๔๔,๑๗๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ เป็นเพียงตัวแทนเรือมิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ร่วมกันชำระเงิน ๙๒๐,๘๗๖.๓๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยแล้วคดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ประการแรกว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ และจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ ๒ ตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศหรือไม่ เห็นว่า ใบตราส่งเป็นแบบพิมพ์ของจำเลยที่ ๒ โดยระบุว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ขนส่ง ทั้งนายพีรัตน์พยานจำเลยที่ ๑ ก็เบิกความยืนยันว่า ตู้สินค้าเป็นของจำเลยที่ ๒ จึงฟังว่า จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ขนส่งสินค้ารายนี้ ส่วนจำเลยที่ ๑ ปรากฏตามใบตราส่งด้านล่างระบุว่า บริษัท นิปปอน ยูเซ็น ไกชา จำกัด (หมายถึงจำเลยที่ ๒) เพื่อ บริษัท เอ็น. วาย. เค. ชิปปิ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด (หมายถึงจำเลยที่ ๑) ในฐานะตัวแทนของสายการเดินเรือ เอ็น. วาย. เค ไลน์ จำกัด จึงแสดงว่าจำเลยที่ ๑ เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ ๒ เท่านั้น มิได้เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น เมื่อปรากฏว่า จำเลยที่ ๒ ตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และได้ความว่า จำเลยที่ ๑ ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งของ และด้านหลังของใบตราส่งมีตราประทับของจำเลยที่ ๑ ไว้ด้วยข้อเท็จจริง จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนจำเลยที่ ๒ ตัวการซึ่งอยู่และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศจริง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งของ

ส่วนจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้บัญญัติยกเว้นความรับผิดของตัวแทนเรือหรือตัวแทนผู้ขนส่งไว้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๓ เพียงแต่ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ขนส่งอื่นเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติใดยกเว้นความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศ และมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ

และที่จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗ มิได้บัญญัติให้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๔ ดังนั้นจึงถือว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาคดีเกินกว่าอำนาจที่กฎหมายกำหนดให้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า มาตรา ๗ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจพิจารณาคดีดังต่อไปนี้ (๕) คดีแพ่งเกี่ยวกับการซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า หรือตราสารการเงินระหว่างประเทศหรือการให้บริการระหว่างประเทศ การขนส่งระหว่างประเทศ การประกันภันและนิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่องและในคดีนี้เป็นเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศการประกันภัย และ นิติกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ว่า สินค้าตามฟ้องเสียหายหรือไม่เพียงใด และจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะต้องรับผิดหรือไม่เพียงใด เห็นว่า ตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ เมื่อสินค้าได้รับความเสียหายเพียง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ แต่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าโจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริงที่ผู้เอาประกันภัยได้รับ โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาเป็นจำนวน ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ตามความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยได้รับอย่างแท้จริง จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามอัตรา ๓๘ เปอร์เซ็นต์

ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ถูกจำกัดความรับผิดไว้ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๕๘ ซึ่งให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้เพียงหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง หรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้นแล้วแต่เงินจำนวนใดจะมากกว่า ซึ่งเมื่อปรากฏว่าสินค้ามีน้ำหนักสุทธิ ๑๐,๘๘๖.๔๐ กิโลกรัม และพบความเสียหายเพียง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ จึงคิดเป็นเงินจำนวน ๑๒๔,๑๐๔.๙๖ บาท เท่านั้น เห็นว่า ตามใบตราส่งด้านหน้าและใบแนบมีข้อความระบุว่า บรรจุใน ๑,๐๐๐ กล่อง จึงเท่ากับ ๑,๐๐๐ หน่วย การขนส่งตามมาตรา ๕๙ (๑) เมื่อปรากฏว่าความเสียหายของสินค้ามี ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ความเสียหายอย่างน้อยที่สุดเมื่อคิดตามหน่วยการขนส่ง คือ ๓๘๐ กล่อง หรือ ๓๘๐ หน่วยการขนส่ง ตามมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง จึงจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน ๓,๘๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า หาใช่จำกัดความรับผิดไว้เป็นเงิน ๑๒๔,๑๐๔.๙๖ บาท ไม่ เมื่อความเสียหายที่แท้จริงของบริษัทคิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นเงิน ๙๒๐,๘๗๖.๓๓ บาท ต่ำกว่าจำนวนที่จำกัดความรับผิดไว้ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จึงต้องรับผิดตามที่บริษัท คิงฟิชเชอร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้รับความเสียหายอย่างแท้จริงต่อโจทก์ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๕๘ วรรคสอง

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 824 ม. 880
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 58 วรรคสอง ม. 59
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 7 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้ แอนด์ แคสชวลตี้ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ็น. วาย. เค. ชิปปิ้ง เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9021/2543
#38502
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนการให้บริการของสายการเดินเรือของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย ใบตราส่งที่จำเลยที่ 2ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางทะเลระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง อันเป็นการออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1การดำเนินการของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการรับขนสินค้ามีเพียงการจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าและรับมอบตู้คอนเทนเนอร์นำไปบรรทุกลงเรือของจำเลยที่ 1 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลช่วงระยะทางช่วงหนึ่งช่วงใด จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเท่านั้นหาใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์

ในการตกลงซื้อขายสินค้า คู่สัญญาย่อมมีสิทธิตกลงเงื่อนไขการส่งมอบและเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้ แม้ตามใบกำกับสินค้าจะระบุราคาสินค้ารวมค่าระวางหรือซีแอนด์เอฟซึ่งถือว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการนำสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือบรรทุกสินค้าขึ้นก็ตามแต่เมื่อการซื้อขายดังกล่าวมีการตกลงกันตามธรรมเนียมการซื้อขายผลไม้สดโดยโจทก์ผู้ขายจะต้องส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ตรวจคุณภาพจนพอใจแล้ว ผู้ซื้อจึงตกลงรับซื้อและชำระราคาให้ ดังนั้น เมื่อสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งจนผู้ซื้อไม่ยอมรับซื้อและชำระราคาโจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเล ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้น

โจทก์เพียงส่งมอบใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1เท่านั้นยังไม่ได้โอนใบตราส่งไปยังผู้ซื้อ แม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็ตามสิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนของทางทะเลก็ยังหาได้โอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ตามพระราชบัญญัติการรับของทางทะเลฯ มาตรา 39

ใบตราส่งสินค้าระบุว่าสินค้าที่ขนส่งเป็นทุเรียนสดจำนวน 1,200 หีบห่อ อันเป็นการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ดังนี้ ต้องถือว่าสินค้าที่ขนส่งมีจำนวนหน่วยการขนส่ง 1,200 หน่วยตามพระราชบัญญัติการรับของทางทะเลฯมาตรา 59(1) มิใช่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เป็น 1 หน่วยการขนส่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าทุเรียนสดของโจทก์จากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำไปส่งให้แก่บริษัทกลิทเทอร์ เจมเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อที่เมืองเกาซุงไต้หวัน โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ซื้อสินค้านี้จากโจทก์ ซึ่งมีข้อตกลงว่าผู้ซื้อจะตรวจสอบสินค้าก่อน ถ้าสินค้ามีคุณภาพดีจึงจะรับมอบและชำระราคาซึ่งเป็นราคาขายส่งมอบที่เมืองเกาซุงคิดเป็นเงินรวม 28,800ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 2 ได้นำตู้คอนเทนเนอร์แบบตู้ห้องเย็นขนาด40 ฟุต หมายเลขโอโอแอลยู 5901945 มามอบแก่โจทก์ วันที่ 30เมษายน 2541 โจทก์ได้บรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 พร้อมเอกสารกำกับสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีและวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสองได้นำตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าดังกล่าวบรรทุกบนเรือ เอ็นวายเค ซันไรส์ เที่ยวเรือที่ 069 อี ที่ท่าเรือแหลมฉบัง แล้วจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งเลขที่โอโอแอลยู 65106886ให้แก่โจทก์ ก่อนที่เรือจะเดินทางไปถึงเมืองท่าเกาซุงซึ่งเป็นเมืองท่าปลายทาง โจทก์ได้ส่งมอบต้นฉบับใบตราส่งให้จำเลยที่ 2 ที่กรุงเทพมหานครเพื่อให้จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งไปยังตัวแทนที่ไต้หวันให้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งได้โดยไม่ต้องนำต้นฉบับใบตราส่งไปแสดงที่เมืองท่าปลายทางเพื่อให้ผู้รับตราส่งไปรับสินค้าออกมาตรวจสอบก่อนได้ วันที่ 6 พฤษภาคม2541 เรือเอ็นวายเค ซันไรส์ เดินทางถึงเมืองท่าเกาซุง บริษัทกลิทเทอร์ เจมเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้สั่งซื้อ ได้ตรวจสอบสินค้าพบว่าสินค้าตามฟ้องทั้งหมดได้รับความเสียหาย เนื่องจากความผิดพลาดในการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ จึงไม่รับสินค้า และสินค้าดังกล่าวถูกนำไปเผาทำลายภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ศุลกากร โจทก์จึงมีหนังสือเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าราคาสินค้าที่ตกลงซื้อขายกันจำนวน28,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาทในขณะยื่นฟ้องเป็นเงินจำนวน1,083,744 บาท จำเลยทั้งสองปฏิเสธ โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่สินค้าเสียหายถึงวันฟ้องรวมเป็นเงินจำนวน1,163,895 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน1,083,744 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในสินค้าตามฟ้องตกแก่บริษัทกลิทเทอร์ เจม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับมอบสินค้า โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1มีหน้าที่ในการทำพิธีการเรือของเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ การส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง การขนส่งสินค้ารายนี้เป็นการขนส่งแบบ CY/CY ซึ่งโจทก์ผู้ส่งมีหน้าที่ตรวจสภาพของตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งรวมถึงการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในสภาพเหมาะสมกับสภาพสินค้าที่จะส่งและมีหน้าที่บรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เอง เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าตามฟ้องในสภาพเรียบร้อยและเครื่องทำความเย็นสามารถใช้การได้ดีให้แก่การท่าเรือเกาซุงซึ่งเป็นท่าเรือปลายทาง ความเสียหายของสินค้าจึงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้ขนส่งไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การขนส่งสินค้าทุเรียนสด ผู้ส่งจะต้องทำการลดอุณหภูมิความร้อนในผลทุเรียนที่เรียกว่า "PRE-COOL" ให้หมดไปก่อนที่จะทำการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ แต่โจทก์ได้บรรจุสินค้าดังกล่าวเข้าตู้คอนเทนเนอร์โดยไม่ทำการลดอุณหภูมิก่อน สินค้าทุเรียนจึงคายความร้อนและทำให้เกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดก็ไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากสินค้ามีเพียง 1 ตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่เกิน 360,000 บาท เนื่องจากสินค้าตามฟ้องมีน้ำหนัก 12,000 กิโลกรัม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 360,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 360,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 30 เมษายน 2542)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างประเทศ มีสำนักงานอยู่ที่เมืองฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางทะเลโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นสำนักงานสาขาในประเทศไทย ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2541 บริษัทกลิทเทอร์ เจมเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด อยู่ที่ไต้หวันได้สั่งซื้อสินค้าทุเรียนสดจำนวน 12,000 กิโลกรัม ซึ่งบรรจุกล่องกระดาษ 1,200 กล่อง กล่องละประมาณ3 ถึง 6 ลูกจากโจทก์ โดยโจทก์ได้ติดต่อจำเลยที่ 2 เพื่อว่าจ้างให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปยังท่าเรือเมืองเกาซุงไต้หวัน เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ โดยบรรจุสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์แบบมีเครื่องทำความเย็นและบรรทุกไปบนเรือเดินทะเลเอ็นวายเค ซันไรส์ของจำเลยที่ 1 เมื่อขนส่งสินค้าไปถึงท่าเรือเมืองเกาซุง ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวเน่าเสียหายทั้งหมด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบการเป็นสำนักงานสาขาในประเทศไทยของจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองมีนายสุรศักดิ์ อุดมศิลป์ พนักงานของจำเลยที่ 1 กับนายฮั่นหลิม รัชตเศรษฐกุลกรรมการของจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2เป็นตัวแทนในประเทศไทย ตามสัญญาการเป็นตัวแทนการให้บริการของสายการเดินเรือเอกสารหมาย ล.8 ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งแต่ประการใดจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนการให้บริการของสายการเดินเรือของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยจริงและตามใบตราส่งเอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.6 ซึ่งเป็นใบตราส่งที่จำเลยที่ 2ออกให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนสินค้าทางทะเล ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อออกใบตราส่งโดยระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งอันเป็นการออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 นอกจากนั้นการดำเนินงานของจำเลยที่ 2 อันเกี่ยวกับการรับขนสินค้าตามฟ้องได้ความว่ามีเพียงการจัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าและรับมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแล้วจากโจทก์นำบรรทุกลงเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ของจำเลยที่ 1 จากนั้นเรือดังกล่าวเดินทางจากประเทศไทยไปยังไต้หวันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำการขนส่งสินค้าทางทะเลช่วงระยะทางช่วงใดช่วงหนึ่งแต่ประการใด จำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงบุคคลซึ่งได้รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเท่านั้น หาใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งเพียงใดหรือไม่ ในข้อนี้ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าการซื้อขายสินค้าตามฟ้องเป็นการซื้อขายที่ตกลงระบุราคาสินค้าบวกค่าระวาง(ซีแอนด์เอฟ) กรณีนี้ถือว่ากรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อมีการนำสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือบรรทุกสินค้าขึ้นตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ(Incoterms) ในเงื่อนไขซีแอนด์เอฟ ทั้งต่อมาเมื่อเรือเทียบท่าที่เมืองเกาซุงไต้หวัน ผู้ซื้อได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือปลายทางส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์แล้ว ดังนั้น สิทธิทั้งหลายของโจทก์อันเกิดแต่สัญญารับขนส่งย่อมตกได้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ในการตกลงซื้อขายสินค้ากัน คู่สัญญาย่อมมีสิทธิตกลงเงื่อนไขการส่งมอบและเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้สำหรับการซื้อขายสินค้าตามฟ้องคดีนี้ แม้ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมายจ.10 จะระบุราคาสินค้ารวมค่าระวางหรือซีแอนด์เอฟ ดังที่จำเลยที่ 1อุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์มีนายกิตติพงษ์ พิสุทธิศรัณย์ กรรมการบริหารของโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความว่า การซื้อขายดังกล่าวตกลงกันตามธรรมเนียมการซื้อขายผลไม้สด โดยโจทก์ผู้ขายจะต้องส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ตรวจคุณภาพจนพอใจแล้วผู้ซื้อจึงตกลงรับซื้อและชำระราคาให้ต่อไป ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นจึงฟังได้ว่าโจทก์กับผู้ซื้อสินค้าตกลงกันดังกล่าวจริง โจทก์จึงมีหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อที่ท่าเรือเมืองเกาซุง ไต้หวัน เมื่อโจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ หากสินค้าได้เกิดเสียหายในระหว่างการขนส่งจนผู้ซื้อไม่ยอมรับซื้อและชำระราคาสินค้าโจทก์ย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะฟ้องร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ได้ตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้น ทั้งข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ได้ความว่าโจทก์ยังไม่ได้โอนใบตราส่งสำหรับสินค้าที่ขนส่งตามเอกสารหมาย ล.4 หรือ จ.6 ให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โดยโจทก์เพียงแต่ส่งมอบต้นฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือต้นทางเพื่อให้แจ้งไปยังตัวแทนผู้ขนส่งที่ท่าเรือปลายทางให้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งที่โจทก์ระบุไว้เท่านั้น ยังไม่ได้โอนใบตราส่งไปยังผู้ซื้อแต่อย่างใด และสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นในปี 2541 จึงต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มิใช่กรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 ดังที่จำเลยที่ 1กล่าวอ้างในอุทธรณ์ ดังนั้น แม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของจำเลยที่ 1ที่ท่าเรือปลายทางส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้วก็ตาม สิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนของทางทะเลนี้ก็ยังหาได้โอนไปยังผู้ซื้อหรือผู้รับตราส่งไม่ โจทก์ในฐานะคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1รับผิดชำระค่าเสียหายอันเป็นผลมาจากการที่สินค้าซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งรับมอบจากโจทก์ผู้ส่งของเสียหาย โดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ได้ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 39 เว้นแต่จำเลยที่ 1 จะพิสูจน์ได้ว่าการเสียหายนั้นเกิดขึ้นหรือเป็นผลจากเหตุที่ทำให้ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 52 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์อีกว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะความเสียหายเกิดจากสภาพสินค้าทุเรียนคายความร้อนและโจทก์ไม่ลดอุณหภูมิสินค้าให้เหมาะสมก่อนนำเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ในข้อนี้เห็นว่า โจทก์ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าทุเรียนสดทางทะเลโดยตกลงกันว่าต้องควบคุมอุณหภูมิในการเก็บรักษาสินค้าขณะขนส่งที่ระดับ 14 องศาเซลเซียส และการระบายอากาศ 40 เปอร์เซ็นต์ จำเลยที่ 1ได้ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์แบบมีเครื่องทำความเย็นให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าวันที่ 30 เมษายน 2541 โจทก์นำตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าว ซึ่งโจทก์บรรจุสินค้าทุเรียนเรียบร้อยแล้วนำกลับมาส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ที่ท่าเรือแหลมฉบังวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 นำตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าบรรทุกลงเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ และออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.6 ให้แก่โจทก์ โดยระบุว่าจำเลยที่ 1 รับทราบเงื่อนไขการขนส่งที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิที่ 14 องศาเซลเซียส วันที่ 6 พฤษภาคม 2541 เรือเอ็นวายเค ซันไรส์ เดินทางถึงเมืองท่าเกาซุง ไต้หวัน ปรากฏว่าสินค้าทั้งหมดเน่าและขึ้นรา ผู้ซื้อจึงไม่ยอมรับสินค้า โจทก์ได้ให้บริษัทซีโปร มารีนเซอร์เวเยอร์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด สำรวจความเสียหายพบว่าสินค้าได้รับความเสียหายเนื่องมาจากการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ถูกต้องในระหว่างการขนส่งส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบสภาพของตู้คอนเทนเนอร์และเครื่องทำความเย็นแล้ว ปรากฏว่าอยู่ในสภาพใช้การได้ดี สามารถตั้งอุณหภูมิให้ลดต่ำถึงลบ 18 องศาเซลเซียส จึงส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์แก่โจทก์โดยตั้งอุณหภูมิภายในตู้ไว้ที่ 14 องศาเซลเซียสวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เวลา 00.50 นาฬิกา โจทก์นำตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้ากลับมามอบให้จำเลยที่ 1 จากนั้นมีการบรรทุกลงเรือเอ็นวายเคซันไรส์ โดยอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ในวันดังกล่าววัดได้ว่าอยู่ในระหว่าง28 ถึง 30 องศาเซลเซียส คืนนั้นเรือเอ็นวายเค ซันไรส์ ออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบังและไปถึงท่าเรือเมืองเกาซุง ไต้หวัน ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2541ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ผู้รับตราส่งเปิดตู้คอนเทนเนอร์พบว่าสินค้าเน่าเสียหายความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างการขนส่ง แต่เกิดจากสภาพของสินค้านั้นเองโดยโจทก์ไม่ได้ลดอุณหภูมิของสินค้าให้ได้ 14 องศาเซลเซียสก่อนบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์สินค้าทุเรียนนี้จึงคายความร้อน ทำให้อุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์สูงขึ้นในระหว่างการขนส่ง เห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1ตกลงกันให้ควบคุมอุณหภูมิของสินค้าที่ขนส่งไว้ที่ระดับ 14 องศาเซลเซียสจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิของสินค้านี้ให้อยู่ในระดับดังกล่าวตามข้อตกลง สำหรับการควบคุมอุณหภูมิของจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความว่าเมื่อโจทก์ส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ปรากฏว่าในวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เวลา 00.50 นาฬิกา มีการเสียบปลั๊กเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์วัดได้ 30 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นในวันดังกล่าวอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ลดลงตามลำดับเป็น 29 และ28 องศาเซลเซียส และมีการถอดปลั๊กออกเมื่อเวลา 19.20 นาฬิกา ปรากฏตามบันทึกการตรวจสอบอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์เอกสารหมาย ล.13โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจากนายสุรศักดิ์ อุดมศิลป์ พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ในขณะปั้นจั่นยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นบรรทุกบนเรือตู้คอนเทนเนอร์มีอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียส ปรากฏตามรายงานการบันทึกอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์บนเรือเอกสารหมาย ล.17 แผ่นที่ 2 สำหรับในวันต่อมาคือวันที่ 2 ถึง 7 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเรือเอ็นวายเค ซันไรส์เดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศไทยไปยังท่าเรือเมืองเกาซุง ไต้หวันก็ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.17 แผ่นที่ 2 ดังกล่าวว่า อุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ในแต่ละวันอยู่ที่ระดับ 34, 33, 33, 35, 33 และ 30 องศาเซลเซียสตามลำดับ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ให้อยู่ในระดับ 14 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงกับโจทก์แต่อย่างใด การที่ตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งอยู่ในระหว่างความดูแลของจำเลยที่ 1มีอุณหภูมิอยู่ในระดับ 30 ถึง 38 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าระดับ 14 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงกว่าหนึ่งเท่าตัว นับว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงมากซึ่งในข้อนี้นายสุรศักดิ์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า อุณหภูมิในระดับ 35 ถึง 38 องศาเซลเซียส สำหรับผลไม้สดถือว่าอุณหภูมิร้อนซึ่งเป็นการอบผลไม้ อาจทำให้ผลไม้สดเสียหายได้ ประกอบกับเมื่อปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายโจทก์ได้ให้บริษัทซีโปรมารีน เซอร์เวเยอร์ แอนด์ คอนซัลแตนท์จำกัด ไปสำรวจความเสียหาย บริษัทดังกล่าวตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าขึ้นราและเน่าเสียหายและมีความเห็นว่าสินค้าเสียหายเนื่องมาจากการควบคุมอุณหภูมิภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ถูกต้องในระหว่างการขนส่งตามรายงานการตรวจสอบเอกสารหมาย จ.8 ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าความเสียหายเกิดจากสภาพของสินค้าเอง โดยโจทก์ไม่ได้ลดอุณหภูมิของสินค้าให้ได้14 องศาเซลเซียส ก่อนบรรจุเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในระหว่างการขนส่งนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายประเสริฐ งามไสว เจ้าของโรงงานบรรจุทุเรียนเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออกที่จังหวัดจันทบุรีเบิกความว่า พยานมีประสบการณ์และความชำนาญเกี่ยวกับทุเรียนมา20 ปี เป็นผู้รับบรรจุทุเรียนให้โจทก์ โดยก่อนบรรจุจะใช้ลมเป่าทุเรียนทำความสะอาดแล้วนำไปชุบน้ำยากันเชื้อรา จากนั้นจะนำไปผึ่งโดยใช้พัดลมขนาดใหญ่หลายเครื่องเป่าให้แห้งซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ลดอุณหภูมิของทุเรียนตามสภาวะอากาศแวดล้อมด้วย และเมื่อบรรจุทุเรียนเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปิดเครื่องทำความเย็นแล้วในเบื้องต้นอุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 26 ถึง 30 องศาเซลเซียส แล้วจะลดลงตามลำดับ พยานรับบรรจุทุเรียนเข้าตู้คอนเทนเนอร์มาแล้วนับพันตู้ ก็ไม่เคยมีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนฝ่ายจำเลยนั้น ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1ดำเนินกิจการและโฆษณาการดำเนินกิจการขนส่งระบบตู้คอนเทนเนอร์รักษาความเย็นตามเอกสารหมาย ล.25 จึงน่าจะมีความรู้เกี่ยวกับการขนส่งผลไม้สดดี และปรากฏว่าเมื่อรับสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ 1ทราบดีอยู่แล้วว่าสินค้าที่รับขนส่งจากโจทก์เป็นทุเรียนสดซึ่งจะต้องควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 14 องศาเซลเซียสตามข้อตกลง การที่จำเลยที่ 1ได้รับมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าไว้จากโจทก์ โดยมิได้อิดเอื้อนหรือโต้แย้งแต่ประการใด ทั้งที่ปรากฏว่าในขณะนั้นตู้คอนเทนเนอร์มีอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียสก็ตาม แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเห็นว่าตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีเครื่องทำความเย็นสามารถปรับอุณหภูมิของสินค้าให้ลดลงมาได้ตามข้อตกลง ดังที่นายสุรศักดิ์พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 1 สามารถตั้งอุณหภูมิได้ถึงลบ 20 องศาเซลเซียส และในกรณีที่นำสินค้าที่มีอุณหภูมิสูงเข้าไปไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งสินค้าดังกล่าวจะมีอุณหภูมิตามที่ตั้งไว้ในตู้คอนเทนเนอร์นั้น นอกจากนี้ยังปรากฏตามเอกสารหมาย ล.17 ว่า จำเลยที่ 1 รับขนส่งสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์รายอื่นอีก 16 ตู้ โดยมีข้อตกลงการรักษาอุณหภูมิระหว่าง13 ถึง 16 องศา แต่ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้ก็มีอุณหภูมิสูงระดับ 34 ถึง 38 องศา ทั้งตามข้อนำสืบของจำเลยที่ 1ก็ได้ความว่า สินค้าทุเรียนในตู้คอนเทนเนอร์อื่นที่ขนส่งพร้อมกับสินค้าของโจทก์ได้รับความเสียหายทำนองเดียวกันอีก 15 ตู้ จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่น่าเชื่อว่าสินค้าจะคายความร้อนจนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นในระหว่างการขนส่งดังข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุที่สินค้าตามฟ้องเน่าเสียหายเกิดจากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าในระหว่างการขนส่งให้อยู่ในระดับ14 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงในการขนส่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เสียหายและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดข้อนี้โจทก์มีนายกิตติพงษ์ พิสุทธิศรัณย์ กรรมการของโจทก์เป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารว่า โจทก์ส่งสินค้าทุเรียนสดไปจำหน่ายแก่บริษัทกลิทเทอร์ เจม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้ซื้อที่ไต้หวันในราคาค่าสินค้า 25,800 ดอลลาร์สหรัฐ รวมกับค่าขนส่ง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯแล้วเป็นราคาขายจำนวน 28,800 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามใบกำกับสินค้าเอกสารหมาย จ.10 คิดคำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้องที่ 37.63 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงิน 1,083,744 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1ไม่ได้โต้แย้งว่าราคาดังกล่าวไม่ถูกต้องหรืออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าวคิดเป็นเงินบาทสูงเกินสมควรแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่าราคาสินค้าเป็นเงินจำนวนดังกล่าว และเมื่อสินค้าเสียหายทั้งหมดโดยเกิดขึ้นจากปฏิบัติผิดสัญญารับขนของจำเลยที่ 1 ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1ไม่เกิน 10,000 บาท เนื่องจากการขนส่งสินค้า 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ถือว่าเป็น 1 หน่วยการขนส่ง นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 59(1) บัญญัติว่าในกรณีที่มีการรวมของหลายหน่วยการขนส่งเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการใช้ภาชนะขนส่งบรรจุหรือรองรับหรือไม่ก็ตาม ถ้าระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ให้ถือว่าของตามใบตราส่งนั้นมีจำนวนหน่วยการขนส่งตามที่ระบุไว้นั้น แต่ถ้ามิได้ระบุให้ถือว่าของทั้งหมดที่รวมเป็นหน่วยการขนส่งเดียวกันนั้นเป็นหนึ่งหน่วยการขนส่งและข้อเท็จจริงปรากฏว่าในใบตราส่งสินค้าตามฟ้องเอกสารหมาย จ.6 หรือ ล.4 มีการระบุว่าสินค้าที่ขนส่งเป็นทุเรียนสดจำนวน 1,200 หีบห่อ อันเป็นการระบุจำนวนและลักษณะของหน่วยการขนส่งที่รวมกันนั้นไว้ในใบตราส่ง ดังนี้ จึงต้องถือว่าสินค้าที่ขนส่งมีจำนวนหน่วยการขนส่ง 1,200 หน่วย มิใช่ 1 ตู้คอนเทนเนอร์เป็น 1 หน่วย การขนส่งดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ และเมื่อคำนวณข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 58 วรรคหนึ่ง แล้วได้เป็นจำนวนข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 12,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าการคิดคำนวณตามน้ำหนักสินค้า 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิ 1 กิโลกรัม โดยสินค้ามีน้ำหนักสุทธิ 12,000 กิโลกรัม จึงคิดเป็นเงินเพียง 360,000 บาทต้องถือจำนวนข้อจำกัดความรับผิดจำนวนที่สูงกว่าคือ 12,000,000 บาทตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยข้อจำกัดความรับผิดว่ามีเพียง 360,000 บาทไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเมื่อราคาสินค้าที่เสียหายมีเพียง 1,083,744 บาทดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นต่ำกว่าจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดไว้ตามมาตรา 58 วรรคหนึ่งดังกล่าวแล้ว จึงต้องถือเอาตามราคาสินค้าที่เสียหายนั้นตามมาตรา 58 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 1,083,744บาท พร้อมดอกเบี้ยในหนี้เงินนี้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่เกิดความเสียหายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,163,895 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินจำนวน 1,083,744 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 39 ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท แกรนด์ เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัท โอเรียนท์ ไอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ไลน์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9020/2543
#38501
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" ได้รับการจดทะเบียนไว้ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จำเลยนำคำว่า "SONY" ไปขอจดทะเบียนใช้เป็นชื่อนิติบุคคลในการจัดตั้งบริษัทว่า "SONYIMPEXCO.LTD." การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต แสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการดังกล่าว ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนใช้ชื่อบริษัทของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18,421 และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 44,47 หรือไม่ เท่านั้นไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนชื่อบริษัทพ้องกับชื่อบริษัทโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนอันจะมีผลที่จะบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1115 เพราะโจทก์มิได้อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนชื่อนิติบุคคลของโจทก์ดังกล่าวไว้ก่อน การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและบังคับตามนัยบทบัญญัติมาตรา 1115 จึงเป็นการพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือจากคำฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY"และ "โซนี่" ซึ่งใช้กับสินค้าและบริการบางประเภท และใช้เป็นชื่อนิติบุคคลของโจทก์โดยได้มีการโฆษณาเผยแพร่จนมีชื่อเสียงแพร่หลายในหมู่สาธารณชนหลายประเทศรวมทั้งในประเทศไทยด้วย และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการในประเทศไทยแล้ว ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อและดวงตรานิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยไม่ใช้คำว่า "SONY" และ "โซนี่" ภายในเวลาที่ศาลกำหนดมิฉะนั้นให้จำเลยที่ 9 มีคำสั่งถอดถอนชื่อและดวงตราดังกล่าว หากจำเลยที่ 9 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาให้ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ ขอจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องกับชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" และ "โซนี่" ดังกล่าวของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 9 ให้การว่า จำเลยที่ 9 เป็นข้าราชการในหน่วยงานของรัฐซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ประดิษฐ์คำว่า "SONY" หรือ "โซนี่" จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 กระทำการโดยสุจริตในการใช้ชื่อดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1เสียใหม่ และให้จำเลยที่ 9 จัดการให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้เงินเดือนละ 5,000 บาทแก่โจทก์นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไป จนกว่าจะเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 เสร็จ

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้ากับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" และ "โซนี่"ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วยและมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม2537 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำคำว่า"SONY" และ "โซนี่" ไปขอจดทะเบียนใช้เป็นชื่อนิติบุคคลในการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 โดยใช้ชื่อว่า "บริษัทโซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด" หรือ "SONY IMPEX CO.LTD." เป็นชื่อและดวงตราบริษัทจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1ถึงที่ 8 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต แสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณความแพร่หลายในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการดังกล่าว เป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์ การขอจดทะเบียนชื่อบริษัทของจำเลยที่ 1 เป็นการขัดต่อกฎหมายและระเบียบของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทไม่ชอบที่จำเลยที่ 9 จะรับจดทะเบียนให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1019 และโจทก์มีคำขอบังคับให้ห้ามจำเลยที่ 1 ถึง 8 ใช้ชื่อดังกล่าว ห้ามขอจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดในชื่อและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการคำว่า"SONY" หรือ "โซนี่" ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึง 8 ร่วมกันจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราบริษัทจำเลยที่ 1 ใหม่ ถ้าไม่ดำเนินการให้จำเลยที่ 9 ถอนชื่อและดวงตราของบริษัทจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 9ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตรานิติบุคคลของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์ขอถอนฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 9 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 9 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 เพราะจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการรับจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1019 แล้ว ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนใช้ชื่อบริษัทและดวงตราจำเลยที่ 1 โดยมีคำว่า "SONY" และ "โซนี่" เป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18, 421 และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการของโจทก์ อันเป็นการขัดต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 44, 47ไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1019 และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 9 ได้หรือไม่ เท่านั้นไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1พ้องกับชื่อบริษัทโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อน อันมีผลที่จะบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1115 เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนชื่อนิติบุคคลของโจทก์ดังกล่าวไว้ก่อนหากแต่ยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าดังกล่าว และเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" ได้รับการจดทะเบียนไว้ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วยการล่วงละเมิดสิทธิในการใช้ชื่อทางการค้ากับการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำฟ้องของโจทก์เป็นคนละเรื่องกับการจดทะเบียนใช้ชื่อนิติบุคคลพ้องกับชื่อบริษัทอื่นอันได้จดทะเบียนไว้แล้วตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1115ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำบทบัญญัติมาตรา 1115 มาวินิจฉัยและมีคำพิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1115 ดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์นอกจากนี้ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ให้ครบ เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษา ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งจึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาใหม่เสียก่อน"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 421 ม. 1115
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซนี่ คาบูชิกิ ไกชา
จำเลย — บริษัท โซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9020/2543
#99373
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายการค้าคำว่า "SONY" ได้รับการจดทะเบียนไว้ทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย จำเลยนำคำว่า "SONY" ไปขอจดทะเบียนใช้ชื่อเป็นนิติบุคคลในการจัดตั้งบริษัทว่า "SONY IMPEX CO.LTD." การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต แสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงในทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการดังกล่าว ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนใช้ชื่อบริษัทของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18, 421 และเป็นการ ล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 44, 47 หรือไม่ เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนชื่อบริษัทพ้องกับชื่อบริษัทโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนอันจะมีผล ที่จะบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1115 เพราะโจทก์มิได้อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนชื่อนิติบุคคลของโจทก์ดังกล่าวไว้ก่อน การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและบังคับตามนัยบทบัญญัติมาตรา 1115 จึงเป็นการพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือจาก คำฟ้องโจทก์

กรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วย คำพิพากษา ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดี ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาใหม่เสียก่อน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 421 ม. 1115
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซนี่ คาบูชิกิ ไกชา
จำเลย — บริษัทโซนี่ อิมเป๊กซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9020/2543
#267669
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ห้ามจำเลยใช้ ขอจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องกับชื่อทางการค้า SONY ของโจทก์ คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนใช้ชื่อบริษัทของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18, 421 และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 44, 47 หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนชื่อบริษัทพ้องกับชื่อบริษัทโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนอันจะมีผลที่จะบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1115 เพราะโจทก์มิได้อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนชื่อนิติบุคคลของโจทก์ดังกล่าวไว้ก่อน การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและบังคับตามนัยบทบัญญัติมาตรา 1115 จึงเป็นการพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือจากคำฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อและดวงตรานิติบุคคลจำเลยที่ 1 โดยไม่ใช้คำว่า "SONY" และ "โซนี่" ภายในเวลาที่ศาลกำหนด มิฉะนั้นให้จำเลยที่ 9 มีคำสั่งถอดถอนชื่อและดวงตราดังกล่าว หากจำเลยที่ 9 ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ ขอจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องกับชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" และ "โซนี่" ดังกล่าวของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรมตั้งแต่ก่อนฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 9 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ และให้จำเลยที่ 9 จัดการให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อและดวงตราของจำเลยที่ 1 เสียใหม่ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ร่วมกันใช้เงินเดือนละ 5,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 กรกฎาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะเปลี่ยนแปลงชื่อจำเลยที่ 1 เสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 9 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 9 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งเก้าว่า โจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้ากับเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" และ "โซนี่" ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วยและมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป ต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำคำว่า "SONY" และ "โซนี่" ไปขอจดทะเบียนใช้เป็นชื่อนิติบุคคลในการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 โดยใช้ชื่อว่า "บริษัทโซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด" หรือ "SONY IMPEX CO.LTD." เป็นชื่อและดวงตราบริษัทจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต แสวงหาผลประโยชน์จากชื่อเสียงเกียรติคุณความแพร่หลายในชื่อทางการค้าและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการดังกล่าว เป็นการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของโจทก์ การขอจดทะเบียนชื่อบริษัทของจำเลยที่ 1 เป็นการขัดต่อกฎหมายและระเบียบของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัท ไม่ชอบที่จำเลยที่ 9 จะรับจดทะเบียนให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1019 และโจทก์มีคำขอบังคับให้ห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ใช้ชื่อดังกล่าว ห้ามขอจดทะเบียนหรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในทางใดในชื่อและเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" และ "โซนี่" ของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 9 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 9 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพราะจำเลยที่ 9 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการรับจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 9 รับจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1019 แล้ว ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการจดทะเบียนใช้ชื่อบริษัทและดวงตราจำเลยที่ 1 โดยมีคำว่า "SONY" และ "โซนี่" เป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 18, 421 และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการของโจทก์ อันเป็นการขัดต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 44, 47 ไม่ชอบที่จะรับจดทะเบียนให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1019 และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 9 ได้หรือไม่เท่านั้น ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนชื่อบริษัทจำเลยที่ 1 พ้องกับชื่อบริษัทโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อน อันมีผลที่จะบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1115 เพราะโจทก์ไม่ได้อ้างว่าโจทก์จดทะเบียนชื่อนิติบุคคลของโจทก์ดังกล่าวไว้ก่อน หากแต่ยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของชื่อทางการค้าดังกล่าว และเครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการคำว่า "SONY" ได้รับการจดทะเบียนไว้ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย การล่วงละเมิดสิทธิในการใช้ชื่อทางการค้ากับการล่วงละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการตามคำฟ้องของโจทก์เป็นคนละเรื่องกับการจดทะเบียนใช้ชื่อนิติบุคคลพ้องกับชื่อบริษัทอื่นอันได้จดทะเบียนไว้แล้วตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1115 ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนำบทบัญญัติมาตรา 1115 มาวินิจฉัยและมีคำพิพากษาบังคับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ตามนัยแห่งบทบัญญัติมาตรา 1115 ดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีนอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์ นอกจากนี้ยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อหาและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ให้ครบ เป็นกรณีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยคำพิพากษา ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาใหม่เสียก่อน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลดังกล่าวรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 421 ม. 1115
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 44 ม. 47
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — โซนี่ คาบูชิกิ ไกชา
จำเลย — บริษัทโซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา