คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2544
#40496
เปิดฉบับเต็ม

เงินของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบ เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้

ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินของกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1บรรจุอยู่ในห่อกระดาษจำนวน 8 ห่อ และบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกจำนวน 1 หลอด น้ำหนักรวม 0.370 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 2 ห่อ น้ำหนักไม่ปรากฏชัดอันเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับที่ใช้ในการล่อซื้อเฮโรอีนที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 6 ห่อ และ 1 หลอด เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 2 ห่อ เงินจำนวน 1,070 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยร่วมกันกระทำความผิดและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติก เงินจำนวน 1,070 บาทแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลางและคืนธนบัตรจำนวน200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี 8 เดือน ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติกรวมทั้งเงินจำนวน 1,070 บาท ซึ่งได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลาง คืนธนบัตรจำนวน200 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนเงินจำนวน 1,070 บาท ของกลาง ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบนั้นเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(2) แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินจำนวน 1,070 บาทของกลางนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบเงินของกลางจำนวน1,070 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย จักรพรรดิ์ เพชรบุรีภักดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2544
#69315
เปิดฉบับเต็ม

เงินของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบ เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามความแห่ง ป.อ.มาตรา 33 (2) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้

ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินของกลางไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายจักรพรรดิ์ เพชรบุรีภักดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสู่บุญ วุฒิวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 76/2544
#36480
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องข้อ (ข)และ(ง) สรุปได้ว่า หลังจากที่ จำเลยปลอมเอกสารสิทธิใบวางบิลดังกล่าวในฟ้องข้อ (ก) และ (ค) แล้วจำเลยบังอาจนำเอกสารสิทธิดังกล่าวไปใช้อ้างแก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งสรุปยอดปริมาณการขายสินค้าเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่า ใบวางบิลดังกล่าวได้วางให้แก่ลูกค้าและลูกค้าลงลายมือชื่อในช่อง ผู้รับวางบิลแล้ว ทั้งนี้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม และประชาชน คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยนำใบวางบิลไปใช้อ้างแก่โจทก์ร่วมมาโดยชัดแจ้ง เป็นคำฟ้องที่ไม่เพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีจึงเป็นคำฟ้อง ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

(ก) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้ทำเอกสารปลอมโดยลงลายมือชื่อของนายสุรเศรษฐ์ จารุเบ็ญจลักษณ์ ในช่องผู้รับวางบิลในใบวางบิลเลขที่1999 เล่มที่ 40 ของบริษัทยูนิซาวด์ อีเล็คโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัดผู้เสียหาย ซึ่งได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของผู้เสียหาย โดยเมื่อผู้เสียหายส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้วจะนำใบวางบิลดังกล่าวไปให้ลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิลเมื่อลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิลแล้วจะนัดหมายวันให้ผู้เสียหายมารับเงินในใบวางบิลเอกสารใบวางบิลดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิในการเก็บเงินค่าสินค้าอันเป็นเอกสารสิทธิ โดยจำเลยปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดและผู้เสียหายหลงเชื่อว่าใบวางบิลดังกล่าวมีนายสุรเศรษฐ์ลูกค้าลงลายมือชื่อเป็นผู้รับวางบิลจริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นายสุรเศรษฐ์และประชาชน

(ข) ภายหลังจากที่จำเลยปลอมเอกสารสิทธิใบวางบิลดังกล่าวในฟ้องข้อ (ก) แล้วจำเลยได้นำเอกสารสิทธิดังกล่าวไปใช้และอ้างแก่บริษัทยูนิซาวด์ อีเล็คโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งสรุปยอดปริมาณการขายสินค้าเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าใบวางบิลดังกล่าวได้วางให้แก่ลูกค้าและลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิลแล้ว ทั้งนี้ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและประชาชน

(ค) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 เวลากลางวัน และกลางคืนต่อเนื่องกันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้ทำเอกสารปลอมโดยลงลายมือชื่อของนางไพจิตร กิติโสภากุล ในช่องผู้รับวางบิลในใบวางบิลเลขที่ 2230เล่มที่ 45 ของบริษัทยูนิซาวด์ อีเล็คโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของผู้เสียหาย โดยเมื่อผู้เสียหายส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าแล้ว จะนำใบวางบิลดังกล่าวไปให้ลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิล เมื่อลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิลแล้วจะนัดหมายวันให้ผู้เสียหายมารับเงินในใบวางบิลเอกสารใบวางบิลดังกล่าวจึงเป็นหลักฐานแห่งการก่อให้เกิดสิทธิในการเก็บเงินค่าสินค้าอันเป็นเอกสารสิทธิ โดยจำเลยปลอมเอกสารสิทธิดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดและผู้เสียหายหลงเชื่อว่าใบวางบิลดังกล่าวมีนางไพจิตรลูกค้าลงลายมือชื่อเป็นผู้รับวางบิลจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย นางไพจิตรและประชาชน

(ง) ภายหลังจากที่จำเลยปลอมเอกสารสิทธิใบวางบิล ดังกล่าวในฟ้องข้อ (ค) แล้ว จำเลยได้นำเอกสารสิทธิดังกล่าวไปใช้และอ้างแก่บริษัทยูนิซาวด์อีเล็คโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เสียหายเพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งสรุปยอดปริมาณการขายสินค้าเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าใบวางบิลดังกล่าวได้วางบิลให้แก่ลูกค้าและลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิลแล้ว ทั้งนี้ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและประชาชน

เหตุทั้งหมดเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2539 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้และยึดใบวางบิล 2 ฉบับของผู้เสียหายซึ่งจำเลยทำปลอมและนำไปใช้อ้างดังกล่าวเป็นของกลาง จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6628/2539ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2378/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91 คืนของกลางแก่ผู้เสียหายและนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6628/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2378/2539 ของศาลจังหวัดนนทบุรี

จำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อคดีแรก

ระหว่างพิจารณา บริษัทยูนิซาวด์ อีเล็คโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัดผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม (ฟ้องข้อ (ก) (ข) (ค) และ (ง)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิและฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธินั้น จึงให้ลงโทษฐานเป็นผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่เพียงกระทงเดียว (ที่ถูกจำเลยมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามฟ้องข้อ (ก) และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ข) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 265 แต่ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ข) เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง กระทงหนึ่งกับมีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามฟ้องข้อ (ค) และฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ง) ตามมาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 265 แต่ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ง) เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91) จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมโทษ 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี คืนของกลางแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด (ฐานปลอมเอกสารสิทธิตามฟ้องข้อ (ก) และ (ค)) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 6,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 1 ปี และปรับ 12,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ง)) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ข) และ (ง) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมเฉพาะข้อที่ขอให้ลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ข) และ (ง) ส่วนฎีกาข้ออื่นไม่รับ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมเพียงข้อเดียวว่า จำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้อง ข้อ (ข)และ (ง) ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำฟ้องโจทก์ในข้อหาฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามฟ้องข้อ (ข) และ (ง) เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องข้อ (ข) และ (ง) สรุปได้ว่า หลังจากที่จำเลยปลอมเอกสารสิทธิใบวางบิลดังกล่าวในฟ้องข้อ (ก) และ (ค) แล้ว จำเลยบังอาจนำเอกสารสิทธิดังกล่าว (ใบวางบิลเลขที่ 1999 และใบวางบิลเลขที่ 2230) ไปใช้อ้างแก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นหลักฐานในการแจ้งสรุปยอดปริมาณการขายสินค้าเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าใบวางบิลดังกล่าวได้วางให้แก่ลูกค้าและลูกค้าลงลายมือชื่อในช่องผู้รับวางบิลแล้ว ทั้งนี้ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมและประชาชน คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยนำใบวางบิลไปใช้อ้างแก่โจทก์ร่วมมาโดยชัดแจ้ง เป็นคำฟ้องที่ไม่เพียงพอที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีจึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ว่าจะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องข้อ (ข) และ (ง) นี้เสียได้ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้นำใบวางบิลปลอมตามฟ้องข้อ (ข)และ (ง) ไปใช้ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — บริษัท ยูนิซาวด์ อีเล็คโทรนิค (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — นาย พิริยะ อัศวพิริยานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2544
#36479
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตายมีประเด็นว่า จำเลยเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่น คำร้องขอต่อศาลและมีเหตุที่จะแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 หรือไม่ กับจำเลยเป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1728 หรือไม่ส่วนข้อที่ว่า ม. มีทรัพย์มรดกอะไรบ้าง จำนวนเท่าใด ไม่ใช่ประเด็นในคดีดังกล่าว การที่จำเลยเบิกความเท็จว่า บ้านเป็นของ ม. จึงมิใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2539 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 5008/2539 โดยจำเลยเบิกความว่าจำเลยเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายมานพ ประสิทธิ์ และนางอำไพวรรณ ประสิทธิ์ ซึ่งมีบุตร 3 คน บิดาและมารดาของนายมานพถึงแก่กรรมนานแล้ว เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2522 นายมานพถึงแก่กรรมด้วยโรคความดันโลหิตสูงก่อนถึงแก่กรรมผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดกแต่มีทรัพย์มรดก คือ บ้านเลขที่ 511/83แขวงบางพลัด เขตบางพลัด (ที่ถูกเป็นเขตบางกอกน้อย) กรุงเทพมหานครคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จที่เป็นข้อสำคัญในคดี เพราะขณะจำเลยเบิกความ นายมานพไม่ใช่เจ้าของบ้านเลขที่ 511/83 แต่ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คือ นายปริญญา อังกุราภินันท์ ซึ่งซื้อบ้านดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2531ศาลแพ่งธนบุรีเชื่อคำเบิกความเท็จของจำเลยจึงมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพ ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นเป็นเหตุให้นายปริญญาได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายปริญญา อังกุราภินันท์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นบุตรนายมานพ ประสิทธิ์ และนางอำไพวรรณ ประสิทธิ์ เมื่อวันที่ 18ตุลาคม 2528 สำนักงานสรรพากร กรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศว่าจะทำการขายทอดตลาดบ้านเลขที่ 511/83 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัดเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินของนางอำไพวรรณในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพวรรณก่อสร้างผู้ค้างภาษีอากรโดยจะขายทอดตลาดเฉพาะตัวบ้านเลขที่ 511/83 เนื่องจากปลูกในที่ดินธรณีสงฆ์วัดอาวุธวิกสิตตาราม ผู้ใดซื้อได้ให้รื้อไปหรือติดต่อกับวัดในที่สุดโจทก์ร่วมประมูลซื้อได้ และได้ทำสัญญาซื้อขายกันที่สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2531 ตามหนังสือสัญญาขายบ้านเอกสารหมาย จ.2 ก่อนและหลังจากการขายทอดตลาดจำเลยได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 511/83 มาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 11เมษายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะขายบ้านเลขที่ 511/83 ให้แก่นางสาวเพ็ญณี จีรวัฒนาวงศ์ ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.3 ต่อมาวันที่ 19กันยายน 2539 จำเลยเบิกความต่อศาลแพ่งธนบุรีในคดีหมายเลขดำที่ 4836/2539 ที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพผู้ตายว่านายมานพบิดาจำเลยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2522 ก่อนถึงแก่กรรมนายมานพเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 511/83 ตามสำเนาคำให้การพยานเอกสารหมาย จ.4 ในที่สุดศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพ ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 5008/2539 ของศาลแพ่งธนบุรีเอกสารหมาย จ.5 หลังจากนั้นจำเลยนำสำเนาคำสั่งดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาบางกอกน้อยเพื่อโอนขายบ้านเลขที่ 511/83 ให้แก่นางสาวเพ็ญมณี โจทก์ร่วมทราบเรื่องจึงไปคัดค้าน ทำให้จำเลยไม่สามารถโอนขายบ้านดังกล่าวได้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่าในคดีหมายเลขดำที่ 4836/2539คดีหมายเลขแดงที่ 5008/2539 ของศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งจำเลยเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพผู้ตาย ประเด็นในคดีมีว่าจำเลยเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลและมีเหตุที่จะแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 หรือไม่ส่วนที่ว่านายมานพเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกอะไรบ้าง จำนวนเท่าใดนั้น ไม่ใช่ประเด็นในคดีดังกล่าว ดังนั้น แม้จำเลยจะเบิกความหรือแสดงหลักฐานว่าบ้านเลขที่ 511/83 เป็นของนายมานพผู้ตายซึ่งเป็นความเท็จ เพราะขณะจำเลยเบิกความ นายมานพไม่ใช่เจ้าของบ้านหลังนี้ แต่ผู้ที่เจ้าของคือโจทก์ร่วมก็ตาม คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวก็หาใช่ข้อสำคัญในคดีไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย ปริญญา อังกุราภินันท์
จำเลย — นาย พฤติพงศ์ ประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 75/2544
#68730
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ++

++

++ ทดสอบการทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++ ย่อข้อกฎหมายอย่างไม่เป็นทางการ

++ ขอชุดตรวจได้ที่งานย่อข้อกฎหมายระบบ CW โถงกลางชั้น 3 ++

++

++

คดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ม.ผู้ตายมีประเด็นว่าจำเลยเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลและมีเหตุที่จะแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ.มาตรา 1713 หรือไม่ กับจำเลยเป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1728 หรือไม่ ส่วนข้อที่ว่า ม.มีทรัพย์มรดกอะไรบ้างจำนวนเท่าใด ไม่ใช่ประเด็นในคดีดังกล่าว การที่จำเลยเบิกความเท็จว่าบ้านเป็นของม. จึงมิใช่ข้อสำคัญในคดี ไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๙ เวลากลางวันจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ ๕๐๐๘/๒๕๓๙ โดยจำเลยเบิกความว่า จำเลยเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายมานพ ประสิทธิ์ และนางอำไพวรรณประสิทธิ์ ซึ่งมีบุตร ๓ คน บิดาและมารดาของนายมานพถึงแก่กรรมนานแล้ว เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๒ นายมานพถึงแก่กรรมด้วยโรคความดันโลหิตสูง ก่อนถึงแก่กรรมผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก แต่มีทรัพย์มรดก คือ บ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓แขวงบางพลัด เขตบางพลัด (ที่ถูกเป็นเขตบางกอกน้อย) กรุงเทพมหานครคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นความเท็จที่เป็นข้อสำคัญในคดี เพราะขณะจำเลยเบิกความ นายมานพไม่ใช่เจ้าของบ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ แต่ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คือ นายปริญญา อังกุราภินันท์ ซึ่งซื้อบ้านดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ ๒๘ มกราคม๒๕๓๑ ศาลแพ่งธนบุรีเชื่อคำเบิกความเท็จของจำเลยจึงมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพ ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายบ้านดังกล่าวให้แก่ผู้อื่น เป็นเหตุให้นายปริญญาได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายปริญญา อังกุราภินันท์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ วรรคแรก จำคุก ๑ ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นบุตรนายมานพ ประสิทธิ์ และนางอำไพวรรณประสิทธิ์ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๘ สำนักงานสรรพากรกรุงเทพมหานครได้ออกประกาศว่าจะทำการขายทอดตลาดบ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางพลัด เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทรัพย์สินของนางอำไพวรรณในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนพวรรณก่อสร้าง ผู้ค้างภาษีอากร โดยจะขายทอดตลาดเฉพาะตัวบ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ เนื่องจากปลูกในที่ดินธรณีสงฆ์วัดอาวุธวิกสิตตารามผู้ใดซื้อได้ให้รื้อไปหรือติดต่อกับวัด ในที่สุดโจทก์ร่วมประมูลซื้อได้ และได้ทำสัญญาซื้อขายกันที่สำนักงานเขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๘มกราคม ๒๕๓๑ ตามหนังสือสัญญาขายบ้านเอกสารหมาย จ.๒ ก่อนและหลังจากการขายทอดตลาดจำเลยได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ มาโดยตลอดจนกระทั่งวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๓๙ จำเลยทำสัญญาจะขายบ้านเลขที่๕๑๑/๘๓ ให้แก่นางสาวเพ็ญณี จีรวัฒนาวงศ์ ตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.๓ ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๙ จำเลยเบิกความต่อศาลแพ่งธนบุรีในคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๓๖/๒๕๓๙ ที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพผู้ตายว่า นายมานพบิดาจำเลยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๒ ก่อนถึงแก่กรรมนายมานพเป็นเจ้าของบ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ ตามสำเนาคำให้การพยานเอกสารหมาย จ.๔ ในที่สุดศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพ ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ ๕๐๐๘/๒๕๓๙ของศาลแพ่งธนบุรีเอกสารหมาย จ.๕ หลังจากนั้นจำเลยนำสำเนาคำสั่งดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขาบางกอกน้อย เพื่อโอนขายบ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ ให้แก่นางสาวเพ็ญณีโจทก์ร่วมทราบเรื่องจึงไปคัดค้าน ทำให้จำเลยไม่สามารถโอนขายบ้านดังกล่าวได้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานเบิกความเท็จตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่าในคดีหมายเลขดำที่ ๔๘๓๖/๒๕๓๙ คดีหมายเลขแดงที่ ๕๐๐๘/๒๕๓๙ ของศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งจำเลยเป็นผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายมานพผู้ตาย ประเด็นในคดีมีว่า จำเลยเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลและมีเหตุที่จะแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๑๓ หรือไม่ และจำเลยเป็นบุคคลต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา ๑๗๑๘ หรือไม่ ส่วนที่ว่านายมานพเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกอะไรบ้าง จำนวนเท่าใดนั้น ไม่ใช่ประเด็นในคดีดังกล่าวดังนั้น แม้จำเลยจะเบิกความหรือแสดงหลักฐานว่าบ้านเลขที่ ๕๑๑/๘๓ เป็นของนายมานพผู้ตายซึ่งเป็นความเท็จ เพราะขณะจำเลยเบิกความนายมานพไม่ใช่เจ้าของบ้านหลังนี้ แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของคือโจทก์ร่วมก็ตาม คำเบิกความของจำเลยดังกล่าวก็หาใช่ข้อสำคัญในคดีไม่การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายปริญญา อังกุราภินันท์
จำเลย — นายพฤติพงศ์ ประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายณฐพล พันธุ์ปัญญา
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 63/2544
#35050
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เสนอขายอาคาร 5 ชั้นพร้อมที่จอดรถใต้ดิน แต่ไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นต่อสำนักงานเขตประเวศ ต่อมาจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ระบุว่าอาคารพิพาทเป็นอาคาร 5 ชั้นพร้อมรายการประกอบแบบโดยทั่วไป ซึ่งผิดไปจากแบบที่จำเลยยื่นขออนุญาตไว้ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการปิดบังมิให้โจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทไว้เพียง 4 ชั้น นอกจากนี้ จำเลยได้ทำบันทึกการขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทฯ รับทราบว่าอาคารพิพาทที่จำเลยยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืน แต่จำเลยยังมีความประสงค์จะก่อสร้างโดยจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาเงินค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทมีราคาสูงถึง 15,000,000 บาท หากโจทก์ทราบหรือแม้แต่เพียงสงสัยว่าจะมีการเวนคืน โจทก์ย่อมจะไม่ยอมทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอย่างแน่นอน เพราะเงินค่าทดแทนที่จะได้รับจากการถูกเวนคืนนั้นไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลย การที่จำเลยปิดบังข้อเท็จจริงเรื่องการเวนคืนที่ดินและขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้นล้วนแต่เป็นกลฉ้อฉลของจำเลยซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่า หากจำเลยไม่ใช้กลฉ้อฉลดังกล่าว โจทก์ก็คงจะไม่แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับจำเลย การแสดงเจตนาของโจทก์จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ประกอบด้วยมาตรา 162 เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้วสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทย่อมตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมอาคาร 5 ชั้น1 ห้อง กับจำเลย ในราคา 15,000,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ในวันทำสัญญาเป็นเงิน 1,125,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็นรายงวดงวดสุดท้ายชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 1 กรกฎาคม2537 เป็นเงิน 11,175,000 บาท หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์ได้ จำเลยตกลงคืนเงินมัดจำหรือเงินใด ๆ ที่รับไว้ให้แก่โจทก์ และให้สัญญาเป็นอันเลิกกัน โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลย รวม 5 งวด จำนวน 3,815,000 บาท ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน แต่เมื่อถึงกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์เนื่องจากยังก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ จำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อขายต่อมาโจทก์ทราบจากผู้ซื้อที่ดินพร้อมอาคารในโครงการเดียวกันว่าที่ดินพร้อมอาคารถูกเวนคืนโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างทางด่วนสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ซึ่งมีประกาศตั้งแต่ปี 2535 จำเลยทราบดีแต่ปกปิดไม่ยอมบอกให้โจทก์หรือผู้ซื้อรายอื่นทราบ เนื่องจากจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตต้องการหลอกขายที่ดินพร้อมอาคารให้แก่ผู้ซื้อทั่วไปโดยลงประกาศโฆษณาขายที่ดินพร้อมอาคาร 5 ชั้น แล้วต่อมาจำเลยไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้น จำนวน 8 ห้อง และต่อมาจำเลยกับนางพรรณเพ็ญ รุ่งศุภตานนท์ ได้ทำบันทึกขออนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าอาคารที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาแต่จำเลยยังยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ว่าหากจะจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารที่ก่อสร้างจำเลยจะแจ้งให้ผู้รับโอนทราบก่อนทำสัญญาทุกครั้ง เจ้าหน้าที่จึงออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยและนางพรรณเพ็ญ ทั้งในขณะก่อสร้างอาคาร เจ้าหน้าที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้เข้าไปสำรวจอาคารที่กำลังก่อสร้างและทำเครื่องหมายแนวเวนคืนที่จะต้องรื้อทิ้งไว้ที่ตัวอาคารพร้อมทั้งปิดประกาศคำสั่งว่าอาคารต้องถูกเวนคืนเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าพนักงานกำหนดราคาเพื่อจ่ายเงินทดแทนแล้ว แต่จำเลยก็สั่งคนงานทำลายหลักฐานดังกล่าวเสียเพื่อปกปิดมิให้ผู้ที่สนใจจะซื้อและโจทก์ทราบปัจจุบันทางราชการได้มีหนังสือถึงจำเลยสั่งให้รื้อถอนอาคารเพราะสร้างผิดแบบ และถูกเวนคืนพร้อมกับแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยแล้ว หากโจทก์ทราบมาก่อนหรือจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบในขณะทำสัญญาจะซื้อขายว่าที่ดินจะถูกเวนคืน โจทก์จะไม่ทำสัญญากับจำเลย การปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบของจำเลยเป็นกลฉ้อฉล การแสดงเจตนาของโจทก์เป็นโมฆียะซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาจะซื้อขายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 3,825,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละงวด นับแต่วันที่จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 377,825.50 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 4,202,825.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน4,202,825.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,825,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ในราคา 15,000,000 บาท และโจทก์ได้ชำระเงินมัดจำให้แก่จำเลยจำนวน 3,825,000 บาท จริง แต่เมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารเสร็จเรียบร้อยภายในกำหนดแล้ว โจทก์เพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนรับโอนและไม่ชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 11,175,000 บาท ให้แก่จำเลยตามสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำทั้งหมดได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ดินและอาคารพิพาทจะถูกเวนคืนโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างทางด่วนสายพญาไท - ศรีนครินทร์ ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ทั้งจำเลยไม่เคยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าที่ดินจะถูกเวนคืนและจำเลยไม่เคยทำบันทึกให้ไว้แก่เจ้าหน้าที่ว่าหากจะจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาทจะแจ้งให้ผู้รับโอนทราบก่อน จำเลยไม่เคยก่อสร้างอาคารให้ผิดไปจากแบบที่ขออนุญาตไว้ เพราะมิฉะนั้นแล้วทางราชการคงจะไม่ออกบ้านเลขที่ให้จำเลยไม่เคยปกปิดข้อเท็จจริงโดยการไม่แจ้งเรื่องที่ดินและอาคารพิพาทที่ถูกเวนคืนถูกสั่งรื้อโอนแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ก่อนที่โจทก์จะตกลงทำสัญญาโจทก์ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างด้วยตนเองจนเป็นที่พอใจจึงตกลงทำสัญญากับจำเลย มิใช่เกิดจากการหลอกลวงหรือปกปิดข้อเท็จจริงของจำเลย กรณีจึงมิใช่กลฉ้อฉลที่เป็นเหตุให้การแสดงเจตนาซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทตกเป็นโมฆียะกรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างนิติกรรมหรือบอกเลิกสัญญาจะซื้อขาย โจทก์ไม่เสียหายเนื่องจากโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากทางราชการตามราคาซื้อขายที่แท้จริงในท้องตลาด จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อขาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินใด ๆ ที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์เนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่มีข้อกำหนดในสัญญาให้จำเลยต้องรับผิดขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,202,825.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 3,825,000 บาทนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน4,202,825.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 3,825,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ตกเป็นโมฆียะเพราะกลฉ้อฉลของจำเลยหรือไม่นั้นข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับวันที่ 30 พฤษภาคม 2536 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2536 ตามเอกสารหมาย จ.16 เสนอขายอาคาร 5 ชั้น พร้อมที่จอดรถชั้นใต้ดิน แต่หลังจากนั้นวันที่ 3 มิถุนายน 2536 จำเลยไปยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นต่อสำนักงานเขตประเวศ สาขาสวนหลวง โดยไม่ปรากฏว่ามีที่จอดรถชั้นใต้ดินด้วยตามเอกสารหมาย จ.19 ครั้นต่อมาในวันที่ 28 มกราคม2536 จำเลยกลับมาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1 โดยระบุว่าอาคารพิพาทเป็นอาคาร 5 ชั้น และรายการประกอบแบบโดยทั่วไปเอกสารหมาย จ.2 ระบุลักษณะอาคารว่าอาคารสำนักงานสูง 5 ชั้น พร้อมดาดฟ้าประกอบด้วยชั้นล่างใช้จอดรถชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 5 เป็นพื้นที่สำนักงานซึ่งผิดไปจากแบบที่จำเลยยื่นขออนุญาตไว้ตามเอกสารหมาย จ.16 ว่าเป็นอาคาร 4 ชั้น โดยไม่ปรากฏว่ามีที่จอดรถชั้นใต้ดินดังกล่าว การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการปิดบังมิให้โจทก์ทราบความจริงว่า จำเลยขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทไว้เพียง4 ชั้น ที่จำเลยเบิกความว่า อาคารพิพาทมี 5 ชั้น รวมทั้งชั้นใต้ดินนั้นจึงขัดแย้งกับคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย จ.19 ดังกล่าวมาแล้วนอกจากนี้ หลังจากที่จำเลยยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างอาคารพิพาทตามเอกสารหมาย จ.9 แล้ว สำนักงานเขตประเวศ สาขาสวนหลวงมีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.4 ถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเพื่อให้พิจารณากำหนดแนวเขตก่อสร้างอาคารพิพาทระหว่างนั้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2536 จำเลยได้ทำบันทึกการขออนุญาตก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามเอกสารหมาย จ.21 รับทราบว่าอาคารพิพาทที่จำเลยยื่นขออนุญาตก่อสร้างอยู่ในบริเวณที่ดินที่จะสำรวจเพื่อเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา แต่จำเลยยังมีความประสงค์จะก่อสร้างอาคารพิพาทโดยจะไม่เรียกร้องหรือฟ้องร้องเอาเงินค่าทดแทนหรือค่าเสียหายใด ๆจากกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น แม้ว่าต่อมาอาคารพิพาทจะถูกถนนเวนคืนตัดผ่าน และต้องรื้อถอนออกไปก็ตาม และหากจำเลยจะจำหน่ายจ่ายโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้าง จำเลยจะแจ้งให้ผู้รับโอนทราบตามบันทึกก่อนทำสัญญาทุกครั้ง ดังนั้น เมื่อสำนักงานเขตประเวศ สาขาสวนหลวง อนุญาตให้จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทได้ตามเงื่อนไขที่จำเลยบันทึกรับทราบไว้ จำเลยจึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ต้องแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทเอกสารหมาย จ.1แต่ในเรื่องดังกล่าวโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยมิได้แจ้งเงื่อนไขที่จำเลยบันทึกรับทราบไว้แก่โจทก์เลย หากโจทก์ทราบเงื่อนไขดังกล่าวก็จะไม่ทำสัญญากับจำเลยเด็ดขาด ฝ่ายจำเลยก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้แจ้งเงื่อนไขตามเอกสารหมาย จ.21 ให้โจทก์ทราบแล้ว เพียงนำสืบลอย ๆว่า โจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินและอาคารพิพาทน่าจะทราบว่าที่ดินพิพาทอยู่ในแนวสำรวจเพื่อเวนคืนเพราะการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ปักป้ายประกาศแนวเขตให้ประชาชนทราบแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินและอาคารพิพาทมีราคาสูงถึง 15,000,000 บาท หากโจทก์ทราบหรือแม้แต่เพียงสงสัยว่าจะมีการเวนคืน โจทก์ย่อมจะไม่ยอมทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอย่างแน่นอนเพราะเงินค่าทดแทนที่จะได้รับจากการถูกเวนคืนนั้นไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยตามสัญญาจะซื้อขายการที่จำเลยปิดบังข้อเท็จจริงที่จำเลยทราบเรื่องการเวนคืนที่ดินและขออนุญาตก่อสร้างอาคารเพียง 4 ชั้น แต่ทำสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ว่าเป็นอาคาร 5 ชั้น ล้วนแต่เป็นกลฉ้อฉลของจำเลยซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าหากจำเลยไม่ใช้กลฉ้อฉลดังกล่าว โจทก์ก็คงจะไม่แสดงเจตนาทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทเอกสารหมาย จ.1 กับจำเลยการแสดงเจตนาของโจทก์จึงตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 159 ประกอบด้วยมาตรา 162 เมื่อโจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้วตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11สัญญาจะซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทย่อมเป็นโมฆะ โจทก์และจำเลยต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินที่รับไว้แก่โจทก์ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 159 ม. 162
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ศิริลักษณ์ ตันสุรัต
จำเลย — นาย มานะ รุ่งศุภตานนท์
ชื่อองค์คณะ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 54/2544
#91353
เปิดฉบับเต็ม

ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 พาเอาไปเสียซึ่งรองเท้าของกลางที่จำเลยที่ 1 ลักเอามาซุกซ่อนไว้ข้างโกดังเก็บสินค้าในโรงงานของผู้เสียหายแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อแบ่งปันกันในภายหลัง ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการรับของโจร ตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 โดยไม่ปรับบทมาตรา 83 มานั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ไขปรับบทตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย

คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์รองเท้าของกลางด้วย ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืนตามลำพัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) และ มาตรา 83 อีก ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความผิดตามบทมาตราดังกล่าวได้ ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357, 83 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 817/2540 ศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (11), 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7), 83 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) คงจำคุกคนละ 1 ปี 1 เดือน 15 วัน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) คงจำคุก 1 ปี ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 817/2540 หมายเลขแดงที่ 3402/2540 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม (ที่ถูกต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 มาด้วย) คงจำคุกคนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์รองเท้าของกลางซึ่งเป็นของบริษัทเจ แอนด์ ดี เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เสียหาย นายจ้างของจำเลยที่ 1 ไป และจำเลยที่ 2 รับของโจรโดยช่วยเอาไปเสียซึ่งรองเท้าดังกล่าวจากที่ซ่อนข้างโกดังเก็บสินค้าของผู้เสียหายไปมอบให้จำเลยที่ 3 นำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวคงมีข้อต้องพิจารณาแต่เพียงว่าขณะที่จำเลยที่ 3 นำรองเท้าดังกล่าวไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 3 รู้หรือไม่ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เห็นว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 พาเอาไปเสียซึ่งรองเท้าของกลางที่จำเลยที่ 1 ลักเอามาซุกซ่อนไว้ข้างโกดังเก็บสินค้าในโรงงานของผู้เสียหายแล้วนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 3 เพื่อแบ่งปันกันในภายหลัง ทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการรับของโจรตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังว่า จำเลยที่ 3 รับของโจรรองเท้าของกลางต่อจากจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 รับของโจรแต่แรก และพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก โดยไม่ปรับบทมาตรา 83 มานั้น ไม่ถูกต้อง จึงเห็นสมควรแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาแก้ไขปรับบทตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย

อนึ่ง สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์และฎีกาขึ้นมา แต่เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์รองเท้าของกลางด้วย จึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างในเวลากลางคืนตามลำพัง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) และมาตรา 83 อีก ปัญหาข้อนี้แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะมิได้ยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาแก้ไขให้ถูกต้อง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 พ้นจากความผิดตามบทมาตราดังกล่าวได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 แต่กำหนดโทษสำหรับจำเลยทั้งสามให้คงเดิม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายต่อศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายทวี เนียมประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 33/2544
#99177
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับ ว. ซึ่งเป็นพนักงานของห้างผู้เสียหาย ได้ถือกระเช้าของขวัญของห้างผู้เสียหายคนละ 2 กระเช้า เดินข้ามถนนหน้าห้างผู้เสียหาย เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเห็นพิรุธจึงได้เข้าไปสอบถาม ระหว่างนั้น ว. วิ่งหลบหนีไป ส่วนจำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยได้ลักมาจากห้างผู้เสียหาย เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลย โดยแจ้งข้อหาว่าลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและทำบันทึกการจับกุมว่าจำเลยให้การรับสารภาพแต่บันทึกการจับกุมไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยลักกระเป๋าของขวัญมาอย่างไร ทั้งในวันเดียวกันนั้นจำเลยให้การปฏิเสธต่อพนักงานสอบสวนและได้ความจากหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยว่า เมื่อได้สำรวจห้างปรากฏว่าไม่มีรอยงัดแงะ ย่อมแสดงว่ากระเช้าของขวัญของกลางที่คนร้ายลักมาจากห้างผู้เสียหายต้องนำออกมาก่อนห้างฯปิด ดังนั้นเวลาที่กระเช้าของขวัญของกลางถูกลักไปน่าจะก่อนเวลาที่เจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยกับ ว. จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยเป็นผู้ลักกระเช้าของขวัญ แต่พฤติการณ์ที่จำเลยกับ ว. ถือกระเช้าของขวัญของกลางที่ถูกคนร้ายลักไปจากห้างผู้เสียหายในเวลาดึกดื่นและอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยว่าเป็นสิ่งของที่จำเลยได้มาจากการจับสลากของขวัญโดยไม่มีการจับสลากของขวัญที่ห้างผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้รู้อยู่ว่ากระเช้าของขวัญของกลางเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียหรือรับเอาไว้ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกลักไป โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคสาม (1) (11) จำคุก 2 ปี ความผิดฐานอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่า จำเลยได้ลักเอากระเช้าของขวัญ จำนวน 4 กระเช้า มาจากห้างผู้เสียหาย คงมีจ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์และสิบตำรวจเอกอรรถพลเบิกความว่า ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 เวลาประมาณ 2.15 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองนั่งรถยนต์ออกตรวจไปตามถนนมะลิวัลย์ เมื่อถึงบริเวณหน้าห้างแฟรี่พลาซ่า พบจำเลยกับนายวีระพงษ์ถือกระเช้าของขวัญคนละ 2 กระเช้า เดินข้ามถนนหน้าห้างดังกล่าว จ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์สงสัยว่าจะได้มาจากการกระทำความผิด จึงขับรถเข้าไปสอบถาม จำเลยและนายวีระพงษ์บอกว่าเป็นพนักงานของห้างแฟรี่พลาซ่า และจับสลากได้ของขวัญมา นายวีระพงษ์บอกว่า หากไม่เชื่อให้ไปสอบถามยามได้ จ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์จึงพานายวีระพงษ์ข้ามถนนไปที่ห้างแฟรี่พลาซ่าและได้สอบถามยาม ยามบอกกว่านายวีระพงษ์เป็นพนักงานของห้างแต่ไม่มีการจับฉลากของขวัญ นายวีระพงษ์วิ่งหลบหนีไป จ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์จึงวิทยุแจ้งให้สิบตำรวจเอกอรรถพลคุมตัวจำเลยไว้ จ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์ให้ยามโทรศัพท์แจ้งนายธวิชซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัยออกมาพบ จากนั้นก็ได้ไปสอบถามจำเลยเกี่ยวกับกระเช้าของขวัญของกลาง จำเลยให้การยอมรับว่า จำเลยลักมาจากห้างแฟรี่พลาซ่า จึงได้จับกุมจำเลย โดยแจ้งข้อหาว่าลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมซึ่งบันทึกการจับกุมนี้ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยลักกระเช้าของขวัญได้อย่างไร ทั้งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่ร้อยตำรวจเอกกุลชาติพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำจำเลยในวันเดียวกับที่จำเลยถูกจับกุม จำเลยให้การปฏิเสธ และได้ความจากนายธวิชว่า เมื่อได้สำรวจห้างปรากฏว่าไม่มีรอยงัดแงะ และไม่ทราบว่าจำเลยนำกระเช้าของขวัญออกมาได้อย่างไร ตามคำเบิกความของนายธวิชดังกล่าว ย่อมแสดงว่าถ้ากระเช้าของขวัญของกลางเป็นกระเช้าของขวัญที่คนร้ายลักมาจากห้างผู้เสียหายก็ต้องเอาออกมาก่อนห้างผู้เสียหายปิดคือเวลา 21.30 นาฬิกา เพราะถ้าเอาออกมาหลังจากห้างผู้เสียหายปิดแล้วสถานที่ที่เก็บกระเช้าของขวัญหรือบริเวณอาคารของห้างผู้เสียหายต้องมีร่องรอยการงัดแงะ ปัญหาว่ากระเช้าของขวัญเอาออกจากห้างผู้เสียหายก่อนห้างผู้เสียหายปิด ใครเป็นคนเอาออกมาและเอาออกมาอย่างไร เพราะโดยปกติห้างสรรพสินค้าทั่ว ๆ ไปต้องมีพนักงานคอยตรวจสอบว่าสิ่งของหรือสินค้าของห้างที่มีผู้นำออกจากห้างเป็นสิ่งของที่ได้ซื้อจากห้างและชำระเงินถูกต้องแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะพนักงานของห้างเองเมื่อห้างปิดขณะพนักงานออกจากห้าง ก็ต้องมีการตรวจสอบพนักงานทุกคนโดยละเอียดถี่ถ้วน กระเช้าของขวัญของกลางจำนวน 4 กระเช้า จะนำออกจากห้างผู้เสียหายโดยพนักงานผู้มีหน้าที่ตรวจสอบไม่เห็นนั้น เป็นไปได้ยากเพราะเป็นสิ่งของที่มองเห็นได้ง่าย ดังนั้น เวลาที่กระเช้าของขวัญของกลางถูกลักไปน่าจะก่อนเวลาที่จ่าสิบตำรวจพิเชษฐ์และสิบตำรวจเอกอรรถพลพบจำเลยกับนายวีระพงษ์ถือกระเช้าของขวัญดังกล่าวเดินข้ามถนนแล้วหลายชั่วโมง พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยเป็นผู้ลักกระเช้าของขวัญของกลาง แต่พฤติการณ์ที่จำเลยกับนายวีระพงษ์ถือกระเช้าของขวัญของกลางที่ถูกคนร้ายลักไปจากห้างผู้เสียหายมาคนละ 2 กระเช้า ข้ามถนนหน้าห้างผู้เสียหายในเวลาดึกดื่นประมาณ 2.15 นาฬิกา และอ้างต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยว่าเป็นสิ่งของที่จำเลยได้มาจากการจับสลากของขวัญโดยไม่มีการจับสลากของขวัญที่ห้างผู้เสียหาย แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยได้รู้อยู่ว่ากระเช้าของขวัญของกลางเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการช่วยพาเอาไปเสียหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายคันธร แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายวันชัย บัวเทียน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2544
#36478
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 บัญญัติแต่เพียงว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4หรือประเภท 5 เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น มิได้บัญญัติให้ริบยาเสพติดให้โทษให้แก่กระทรวงสาธารณสุขดังที่โจทก์ขอ ดังนั้น ศาลจึงสั่งแต่เพียงว่าให้ริบยาเสพติดให้โทษจะสั่งริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขส่วนธนบัตรของกลางคืนแก่เจ้าของ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกคนละ 8 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 5 ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 13 ปี จำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขส่วนธนบัตรของกลางคืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 5 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 4 หรือประเภท 5 เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น ตามบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ริบยาเสพติดให้โทษให้แก่กระทรวงสาธารณสุขด้วย ดังนั้นการริบบรรดายาเสพติดให้โทษตามมาตรา 102 ศาลจึงกล่าวแต่เพียงว่าให้ริบยาเสพติดให้โทษเท่านั้น โดยไม่ต้องกล่าวว่าริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขที่ศาลชั้นต้นพิพากษาริบเมทแอมเฟตามีนให้แก่กระทรวงสาธารณสุขและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน โดยให้ตัดข้อความว่า "ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข"ออกจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นาง อุไรวรรณ สรวงกุดเรือ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2544
#91350
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 13 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้โทษเฉพาะในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจากโทษ จำคุก 8 ปี เป็นจำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ความผิดแต่ละกระทงดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 หนักขึ้นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาโต้แย้ง ดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 มิได้บัญญัติให้ริบยาเสพติดให้โทษให้แก่กระทรวงสาธารณสุขการริบบรรดายาเสพติดให้โทษตามมาตรา 102 ศาลจึงกล่าวแต่เพียงว่าให้ริบยาเสพติดให้โทษเท่านั้น โดยไม่ต้องกล่าวว่า ริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนธนบัตรของกลางคืนแก่เจ้าของ

จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำคุกคนละ ๘ ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ ๕ ปี รวมลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๓ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี ๖ เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนธนบัตรของกลางคืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๕ ปี ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๘ ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๓ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้โทษเฉพาะในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จากโทษจำคุก ๘ ปี เป็นจำคุก ๕ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงลงโทษจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน ความผิดแต่ละกระทงดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค ๔ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติว่า บรรดายาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ ประเภท ๔ หรือประเภท ๕ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น ตามบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้ริบยาเสพติดให้โทษให้แก่กระทรวงสาธารณสุขด้วย ดังนั้น การริบบรรดายาเสพติดให้โทษตามมาตรา ๑๐๒ ศาลจึงกล่าวแต่เพียงว่าให้ริบยาเสพติดให้โทษเท่านั้น โดยไม่ต้องกล่าวว่าริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุข

พิพากษายืน โดยให้ตัดข้อความว่า "ให้แก่กระทรวงสาธารณสุข" ออกจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางอุไรวรรณ สรวงกุดเรือ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายมณฑล เกตุไทย
ชื่อองค์คณะ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 30/2544
#68734
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำฟ้องของโจทก์จะระบุมาเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้าง แต่ตามคำบรรยายฟ้องและหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารฟ้องกล่าวว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดสัญญาต่อโจทก์ จนโจทก์บอกเลิกสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์อันควรได้ในทางการค้าปกติคือ จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้รถของโจทก์โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 6 ถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 76,643 บาท กับค่าใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อวันละ 400 บาท นับแต่วันที่โจทก์ บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อถึงวันฟ้องเป็นเงิน 68,400 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาจนครบถ้วนพอถือได้ว่าโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายฐานใช้รถของโจทก์ ตลอดเวลาที่จำเลยที่ 1 ยังครอบครองอยู่ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และชำระค่าเสียหายรายเดือนนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกินจำนวนเดือนที่ศาลกำหนดได้ ไม่เป็นการพิพากษา เกินคำขอและศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกนั้น หมายถึง คำขอของโจทก์ในส่วนที่มิได้กล่าวไว้ในคำพิพากษา ส่วนการคืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดี

โจทก์กล่าวในคำแก้ฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามฟ้อง แต่โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ให้ร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระเป็นเงิน ๗๖,๖๔๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็น ค่าใช้รถยนต์วันละ ๔๐๐ บาท นับแต่โจทก์บอกเลิกสัญญาจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๖๘,๔๐๐ บาท และชำระในอัตราเดียวกัน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๒๔๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็น ค่าขาดประโยชน์ ๓๔,๒๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์หรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน ๑๐ เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาว่า เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ๘ ว - ๐๓๖๕ กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา ๓๙๔,๑๖๔ บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อ ๓๖ งวด งวดละ ๑๐,๙๔๙ บาท ต่อเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ งวดต่อไปชำระ ไม่เกินวันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไปทุกเดือนจนกว่าจะครบโดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อเพียง ๕ งวด เป็นเงิน ๕๔,๗๔๕ บาท แล้วผิดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๖ ประจำวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นมา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็น ค่าขาดประโยชน์ ๓๔,๒๐๐ บาท และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน ๑๐ เดือน ศาลพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ จะระบุมาเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้าง แต่ตามคำบรรยายฟ้องและหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๖ กล่าวว่า การที่จำเลยที่ ๑ ผิดนัดสัญญาต่อโจทก์ จนโจทก์บอกเลิกสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและ ขาดประโยชน์อันควรในทางการค้าปกติคือ จำเลยที่ ๑ ครอบครองใช้รถของโจทก์โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ ๖ ถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน ๗๖,๖๔๓ บาท กับค่าใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อวันละ ๔๐๐ บาท นับแต่วันที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๖๘,๔๐๐ บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา จนครบถ้วน จึงพอถือได้ว่าโจทก์ได้เรียกร้องค่าเสียหายฐานใช้รถของโจทก์ ตลอดเวลาที่จำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองอยู่ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยท้งสองคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแล้ว เมื่อศาลพิพากษายกคำขออื่น ๆ ของโจทก์ทั้งหมด จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชอบในการชำระหนี้อื่นใดแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกนั้น หมายถึง คำขอของโจทก์ในส่วนที่มิได้กล่าวไว้ใน คำพิพากษา ส่วนการคืนรถยนต์แก่โจทก์แล้วหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันในชั้นบังคับคดีดังนั้น นอกจาก จำเลยทั้งสองต้องร่วมคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองยังต้องร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่า ขาดประโยชน์แก่โจทก์อีกด้วย

ที่โจทก์กล่าวในคำแก้ฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาโปรดวินิจฉัยเสียใหม่ ให้จำเลยที่ ๑ รับผิดชำระค่าเช่าซื้อ ที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาแก่โจทก์ตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์เรียกค่าเสียหายเพิ่มขึ้นจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวน ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องกลับกล่าวมาในคำแก้ฎีกาดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกาแต่ทำมาเป็นเพียงคำแก้ฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๗ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 235 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายกฤตวิทย์ จริยวรานุกูล หรือนายธนัช พัฒนกุลธร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20/2544
#36477
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทระบุวันสั่งจ่ายล่วงหน้าถึงสองปีเศษ จำนวนเงินในเช็คตรงกับจำนวนหนี้พร้อมดอกเบี้ยของการผ่อนชำระหนี้ค่าสินค้ารวม 27 งวดผู้รับมอบอำนาจโจทก์ตอบคำถามค้านว่า หากจำเลยชำระหนี้ครบถ้วนโจทก์จะคืนเช็คพิพาทให้จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวมาเชื่อว่า จำเลยไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าสินค้าตามฟ้อง แต่เป็นการออกเช็คเพื่อประกันการชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวกรณีไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2542 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยออกเช็คธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักสวนมะลิ 2ลงวันที่ 31มีนาคม 2542 สั่งจ่ายเงินจำนวน 4,038,421.59 บาท ให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่ากระดาษปอนด์พิมพ์เขียนซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าเงินในบัญชีไม่พอจ่าย การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คหรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่ เห็นว่า นางสาววราภรณ์ ผิวอ่อนผู้รับมอบอำนาจ โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่ามีการตกลงผ่อนชำระหนี้ค่าสินค้าเป็นต้นเงินเดือนละประมาณ 150,000 บาท เริ่มผ่อนชำระวันที่ 20 มกราคม 2540 รวม 27 งวด และจะครบกำหนดชำระวันที่ 20 มีนาคม 2542 ตามสำเนารายงานการคำนวณดอกเบี้ยยอดคงค้างโจทก์ได้รับเช็คพิพาทเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2539 ตรงกับที่นางสาววราภรณ์เบิกความยอมรับแต่เช็คพิพาทระบุวันสั่งจ่ายวันที่ 31 มีนาคม 2542 อันเป็นการระบุวันสั่งจ่ายล่วงหน้าถึง 2 ปีเศษ นอกจากนี้จำนวนหนี้ที่ระบุไว้ในสำเนารายงานการคำนวณดอกเบี้ยยอดคงค้าง กับที่ระบุจำนวนเงินในเช็คพิพาทก็เป็นจำนวนเดียวกัน ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางสาววราภรณ์ว่า หากจำเลยชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จะคืนเช็คพิพาทให้จำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวมาน่าเชื่อว่า จำเลยไม่ได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระค่าสินค้าตามฟ้อง แต่เป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อประกันการชำระหนี้ค่าสินค้าดังกล่าวตามสำเนารายงานการคำนวณดอกเบี้ยยอดคงค้าง การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 คดีโจทก์ไม่มีมูล ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 104
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปัญจพล ไฟเบอร์คอนเทนเนอร์ จำกัด
จำเลย — นาย สมเกียรติ วงศ์วชิรวาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2544
#40495
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ไม่ได้บังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารที่ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐาน โจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้เมื่อโจทก์อ้างในคำฟ้องว่ามอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีแทนเท่านั้นซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนจึงไม่ชอบ

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 จึงเป็นการอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข.ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพระประแดงจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,032,494 บาท ชำระหนี้ค่าย้อมผ้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,109,931 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,032,494 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540แต่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ว่า โจทก์ระบุที่อยู่ของโจทก์ผิด และใบแต่งทนายความกับหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราของห้างโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ โจทก์อาศัยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า"ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" คดีนี้ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องคดีแทน ซึ่งโจทก์แนบมาท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นเอกสารที่จะต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานโจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ในเมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องคดีแทนเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาจึงเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจากจำเลย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาทแก่จำเลย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน200 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปซิฟิคการทอ
จำเลย — บริษัท แสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2544
#36476
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายที่วางอยู่ตามพื้นโรงงานมาวางบนเหล็กร้อน ทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ ละลายหมดเหลือแต่ลวดทองแดงที่เป็นซากของสายไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขาย แต่ก็มิใช่แปรสภาพไปเป็นของอื่น ถือว่า เริ่มลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นับแต่ที่นำสายไฟฟ้าไปวางบนเหล็กร้อนแล้ว และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งขนย้ายลวดทองแดงออกจากโรงงานไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่นอกรั้วโรงงาน แต่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โยนทรัพย์ออกมาประมาณ 100 เมตร ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที ไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น

การที่จำเลยทั้งสามคบคิดกันลักลวดทองแดงของผู้เสียหายโดยให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้โรงงาน เพื่อบรรทุกทรัพย์ไป ย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า ประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ดังกล่าว

สายไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยลักนำไปเผาลอกเอาเปลือกออกยังคงเหลือซากที่เป็นลวดทองแดงอยู่ มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรสภาพไปเป็นของอื่นแล้ว เมื่อผู้เสียหายได้รับลวดทองแดงคืนแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาเต็มของสายไฟฟ้าแก่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำสายไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อจะใช้ เป็นพาหนะบรรทุกลวดทองแดงที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักไปไม่ได้ใช้ เป็น เครื่องมือหรือส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์โดยตรงจึงถือไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยงมีคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์สายไฟฟ้าหนัก 75 กิโลกรัม ราคา4,300 บาท ของบริษัทผลิตเหล็กไทยพัฒนา จำกัด ผู้เสียหายไป ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมด้วยลวดทองแดงหนัก 37 กิโลกรัม ราคา 1,050 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสายไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ถูกเผาเอาเปลือกออก อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกลักเอาไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง และต่อมาเจ้าพนักงานยึดได้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน สุพรรณบุรี น.-200 ซึ่งคนร้ายใช้เป็นยานพาหนะในการลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นของกลาง ทั้งนี้จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายได้ร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม หรือมิฉะนั้นจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งลวดทองแดงของกลางดังกล่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ลวดทองแดงของกลางผู้เสียหายรับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7)(11), 336 ทวิ, 357, 83, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลางและสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,300 บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337(1)(7)(11) ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ(ที่ถูกมาตรา 335(1)(7)(11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83) จำคุกคนละ 3 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ2 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าลวดทองแดงของกลางเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายจริงตามฟ้องหาใช่ของผู้อื่นไม่ศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปอีกว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามว่า ในวันเกิดเหตุเวลาเช้า จำเลยที่ 2 และที่ 3ได้นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายที่วางอยู่ตามพื้นในโรงงานมาวางบนเหล็กร้อนแดงทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ละลายออกหมดเหลือแต่ลวดทองแดงแต่ลวดทองแดงดังกล่าวก็เป็นซากของสายไฟฟ้า หาใช่เป็นทรัพย์ที่ได้แปรสภาพไปเป็นของอื่นแล้วตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ และการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3กระทำดังกล่าวก็เพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขายในภายหลังถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สายไฟฟ้าของผู้เสียหายนับแต่เวลาที่นำสายไฟฟ้าไปวางบนเหล็กร้อนแดงแล้ว และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มขนย้ายลวดทองแดงอันเป็นซากสายไฟฟ้าดังกล่าวออกจากโรงงานผู้เสียหายจะไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่นอกรั้วโรงงานของผู้เสียหายในเวลาค่ำ ตามพฤติการณ์ถือไม่ได้ว่าการลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เสร็จเด็ดขาดไปเมื่อมีการลอกเอาเปลือกสายไฟฟ้าออกแล้ว เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังคงวางลวดทองแดงซึ่งเป็นซากสายไฟฟ้าดังกล่าวไว้ในโรงงานของผู้เสียหายโดยมิได้มีเจตนาเอาไปเสียให้พ้นจากความครอบครองของผู้เสียหายโดยเด็ดขาด การที่จำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องกับลวดทองแดงของกลางในขณะที่ความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2และที่ 3 ต่อเนื่องกันมาโดยยังไม่เสร็จเด็ดขาดในกรณีเช่นนี้ จำเลยที่ 1จึงต้องมีความผิดทางอาญาอยู่และศาลฎีกาเห็นว่า คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1เพียงแต่ขับรถจักรยานยนต์ของกลางมารอบรรทุกทรัพย์ที่ลักอยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โยนทรัพย์ของกลางออกมานอกรั้วโรงงานผู้เสียหายประมาณ 100 เมตร และการลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เกิดขึ้นภายในรั้วโรงงานของผู้เสียหาย ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที แม้จำเลยที่ 1จะคบคิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ก็ไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นการกระทำความผิดนั้นเอง เป็นแต่ได้มีส่วนให้ความช่วยเหลือในการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะพาทรัพย์นั้นไป ในขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3กำลังกระทำความผิดเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายด้วย คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยทั้งสามคบคิดกันลักทรัพย์ลวดทองแดงอันเป็นซากสายไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้โรงงานที่เกิดเหตุเพื่อบรรทุกทรัพย์ที่ลักไปจากที่เกิดเหตุ เช่นนี้ย่อมเล็งเห็นเจตนาของจำเลยทั้งสามได้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ บัญญัติไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานเป็นตัวการร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปอีกว่า ที่โจทก์มีคำขอมาท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ (สายไฟฟ้า) เป็นเงิน 4,300บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เป็นคำขอที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สายไฟฟ้าตามฟ้องของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผาลอกเอาเปลือกออกยังคงเหลือซากอยู่ หาได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือถูกแปรสภาพไปเป็นของอื่นแล้วไม่ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับลวดทองแดงของกลางซึ่งก็คือซากสายไฟฟ้าตามฟ้องคืนจากเจ้าพนักงานแล้ว โจทก์จะมาขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาเต็มของสายไฟฟ้าดังกล่าวแก่ผู้เสียหายแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเนื่องจากสายไฟฟ้าของผู้เสียหายถูกเผาลอกเอาเปลือกออกหมดเหลือแต่ลวดทองแดง ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามเอาเองเป็นคดีใหม่ และค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์ก็มิได้กล่าวถึง เป็นเรื่องนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่มีเหตุที่จะต้องยกขึ้นพิจารณาด้วย จึงชอบที่ศาลจะยกคำของโจทก์ในข้อนี้เสีย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์ ซึ่งที่ถูกคือค่าเสียหายบางส่วนเป็นเงิน 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ถูกต้องและสำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ขับมารออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อจะใช้เป็นพาหนะบรรทุกเอาลวดทองแดงของกลางไปจากที่เกิดเหตุ ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ของกลางโดยตรง จึงถือไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(1) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7)(11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 86จำคุก 1 ปี และให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วสำหรับจำเลยที่ 1 คงให้จำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คงให้จำคุกคนละ1 ปี 4 เดือน ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของและให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,300 บาทแก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 86 ม. 334 ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย สนั่น พรมพุทธ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16/2544
#68711
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายที่วางอยู่ตามพื้นในโรงงานมาวางบนเหล็กร้อน ทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ละลายหมดเหลือแต่ลวดทองแดงที่เป็นซากของสายไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขายก็มิใช่แปรสภาพไปเป็นของอื่น ถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นับแต่ที่นำสายไฟฟ้าไปวางบนเหล็กร้อนและเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งขนย้ายลวดทองแดงออกจากโรงงานไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่นอกรั้วโรงงาน แต่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โยนทรัพย์ออกมาประมาณ 100 เมตร ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที ไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการ คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น

การที่จำเลยทั้งสามคบคิดกันลักลวดทองแดงของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างโดยให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้โรงงานเพื่อบรรทุกทรัพย์ไปย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า ประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ดังกล่าว

สายไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยลักนำไปเผาลอกเอาเปลือกออกยังคงเหลือซากที่เป็นลวดทองแดงอยู่ มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรสภาพไปเป็นของอื่น เมื่อผู้เสียหายได้รับลวดทองแดงคืนแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาเต็มของสายไฟฟ้าแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำสายไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่

จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อจะใช้เป็นพาหนะบรรทุกลวดทองแดงที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์โดยตรง จึงถือไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (11), 336 ทวิ, 357, 83, 33 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง และสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,300 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (11) ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ และมาตรา 83) จำคุกคนละ 3 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 3,700 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า? จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวจริงหรือไม่ ศาลฎีกาได้ตรวจดูบันทึกคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามดังกล่าวโดยละเอียดแล้วปรากฏว่า จำเลยทั้งสามได้ให้การในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุเวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายซึ่งวางทิ้งอยู่ตามพื้นในโรงงานเอามาเผาโดยไปวางบนเหล็กร้อนแดงที่เพิ่งนำออกจากเตาเผา ทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ลอกออกหมดเหลือแต่ลวดทองแดง แต่ลวดทองแดงดังกล่าวก็เป็นซากของสายไฟฟ้า หาใช่เป็นทรัพย์ที่ได้แปรสภาพไปเป็นของอื่นแล้วตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาไม่ และการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำดังกล่าวก็เพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขายในภายหลัง ถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์สายไฟฟ้าของผู้เสียหายนับแต่เวลาที่นำสายไฟฟ้าไปวางบนเหล็กร้อนแดงแล้ว และเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มขนย้ายลวดทองแดงจะไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่นอกรั้วโรงงานของผู้เสียหายในเวลาค่ำ ตามพฤติการณ์ถือไม่ได้ว่าการลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เสร็จเด็ดขาดไปเมื่อมีการลอกเอาเปลือกสายไฟฟ้าออกแล้ว เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังคงวางลวดทองแดงซึ่งเป็นซากสายไฟฟ้าดังกล่าวไว้ในโรงงานของผุ้เสียหายโดยมิได้มีเจตนาเอาไปเสียให้พ้นจากความครอบครองของผู้เสียหายโดยเด็ดขาด การที่จำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องกับลวดทองแดงของกลางในขณะที่ความผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อเนื่องกันมาโดยยังไม่เสร็จเด็ดขาดในกรณีเช่นนี้ จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดทางอาญาอยู่ และคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เพียงแต่ขับรถจักรยานยนต์ของกลางมารอบรรทุกทรัพย์ที่ลักอยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โยนทรัพย์ของกลางออกมานอกรั้วโรงงานผู้เสียหายประมาณ 100 เมตร และการลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เกิดขึ้นภายในรั้วโรงงานของผู้เสียหาย ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที แม้จำเลยที่ 1 จะคบคิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย ก็ไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นการกระทำความผิดนั้นเอง เป็นแต่ได้มีส่วนให้ความช่วยเหลือในการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะพาทรัพย์นั้นไป ในขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กำลังกระทำความผิดเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักทรัพย์ของผู้เสียหายด้วย คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น นอกจากนี้การที่จำเลยทั้งสามคบคิดกันลักทรัพย์ลวดทองแดงอันเป็นซากสายไฟฟ้าของผู้เสียหายโดยให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้โรงงานที่เกิดเหตุเพื่อบรรทุกทรัพย์ที่ลักไปจากที่เกิดเหตุเช่นนี้ย่อมเล็งเห็นเจตนาของจำเลยทั้งสามได้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งสามประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะตามที่ ป.อ. มาตรา 336 ทวิ บัญญัติไว้ ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานเป็นตัวการร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกายังไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยต่อไปอีกว่า ที่โจทก์มีคำขอมาท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ (สายไฟฟ้า) เป็นเงิน 4,300 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เป็นคำขอที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สายไฟฟ้าตามฟ้องของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำไปเผาลอกเอาเปลือกออกยังคงเหลือซากอยู่ หาได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือถูกแปรสภาพไปเป็นของอื่นแล้วไม่ ซึ่งโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับลวดทองแดงของกลางซึ่งก็คือซากสายไฟฟ้าตามฟ้องคืนจากเจ้าพนักงานแล้ว โจทก์จะมาขอให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาเต็มของสายไฟฟ้าดังกล่าวแก่ผู้เสียหายแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามเนื่องจากสายไฟฟ้าของผู้เสียหายถูกเผาลอกเอาเปลือกออกหมดเหลือแต่ลวดทองแดง ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามเอาเองเป็นคดีใหม่ และค่าเสียหายดังกล่าวโจทก์ก็มิได้กล่าวถึง เป็นเรื่องนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่มีเหตุที่จะต้องยกขึ้นพิจารณาด้วย จึงชอบที่ศาลจะยกคำขอของโจทก์ในข้อนี้เสีย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์ซึ่งที่ถูกคือค่าเสียหายบางส่วนเป็นเงิน 3,700 บาท แก่ผู้เสียหายจึงไม่ถูกต้อง และสำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ขับมารออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อจะใช้เป็นพาหนะบรรทุกเอาลวดทองแดงของกลางไปจากที่เกิดเหตุ ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์ของกลางโดยตรง จึงถือไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวมานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) (11) วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 336 ทวิ และมาตรา 86 จำคุก 1 ปี และให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 2 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 คงให้จำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 คงให้จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง แต่ให้คืนแก่เจ้าของและให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,300 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1) ม. 80 ม. 83 ม. 86 ม. 335 (7 วรรคสอง (1) ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายสนั่น พรมพุทธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8/2544
#40494
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของบริษัทจำเลยที่ 1ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ การที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดในเวลาต่อมา โจทก์ได้นำเช็คไปยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามจำนวนเงินในเช็คมิได้หมายความว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่าหนี้ตามเช็คได้ระงับและสิ้นผลผูกพัน คดีจึงยังไม่เลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันออกเช็คธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ลงวันที่ 30 กันยายน2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 1,201,641.30 บาท โดยจำเลยที่ 2และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 แล้วมอบเช็คดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างเสาเข็มเจาะ อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ายังไม่มีการตกลงกับธนาคาร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยที่ 3 และให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 และที่ 3ชั่วคราว

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก1 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 10 เดือนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เช็คตามฟ้องเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กระทำในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดและโจทก์ได้นำเช็คตามฟ้องไปยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามจำนวนเงินในเช็คแล้วมูลหนี้ตามเช็คย่อมระงับสิ้นไป ถือว่าหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพันคดีจึงเป็นอันเลิกกัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 นั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฎีกาของจำเลยที่ 2การที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเช็คตามฟ้องจากกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายอย่างเต็มจำนวนมิได้หมายความว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ในเช็คตามฟ้องแล้ว ฉะนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องได้ระงับและสิ้นผลผูกพันไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้จึงยังไม่เลิกกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซีฟโก้ จำกัด
จำเลย — บริษัท ฟาสท์-แทรค บิลเดอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8/2544
#98641
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเช็คตามฟ้องจากกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายอย่างเต็มจำนวน มิได้หมายความว่า ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ในเช็คตามฟ้องแล้ว จึงไม่อาจถือได้ว่าหนี้ตามเช็คได้ระงับและสิ้นผลผูกพันไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีจึงยังไม่เลิกกัน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๓ หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งออกหมายจับจำเลยที่ ๓ และให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ชั่วคราว

จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ แต่ต่อมาจำเลยที่ ๒ ขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ประกอบ ป.อ. มาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุก ๑ ปี จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๖ เดือน

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก ๑๐ เดือน จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๕ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าเช็คตามฟ้องเป็นเช็คของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ กระทำในฐานะกรรมการของจำเลยที่ ๑ เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ เด็ดขาดและโจทก์ได้นำเช็คตามฟ้องไปยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้เต็มตามจำนวนเงินในเช็คแล้ว มูลหนี้ตามเช็คย่อมระงับสิ้นไป ถือว่าหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพัน คดีจึงเป็นอันเลิกกัน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ นั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ การที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้จากเช็คตามฟ้องจากกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายอย่างเต็มจำนวน มิได้หมายความว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ในเช็คตามฟ้องแล้ว ฉะนั้น จึงไม่อาจถือได้ว่าหนี้ตามเช็คที่โจทก์ฟ้องได้ระงับและสิ้นผลผูกพันไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีนี้จึงยังไม่เลิกกันดังที่จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ สั่งจ่ายเงินในเช็คตามฟ้องเป็นจำนวนถึง ๑,๒๐๑,๖๔๑.๓๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มาเพียง ๕ เดือน นับว่าเป็นการลงโทษสถานเบาและเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ มากแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ได้ชดใช้เงินแก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหายแม้เพียงบางส่วน พฤติการณ์จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซีฟโก้ จำกัด
จำเลย — บริษัทฟาสท์ - แทรค บิลเดอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายสุชาติ ทรัพย์กุลมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2544
#35049
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิจารณาคดีใหม่ จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามเช็ครวม 6 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน526,248.80 บาทกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 498,976 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยที่ 1และที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกันและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การจนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม2541 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงให้ยื่นเข้ามาภายในวันที่ 7เมษายน 2541 ค่าคำร้องเป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การตามคำขอของโจทก์ ฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2541ครั้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำสั่งศาลเกี่ยวกับคำร้องที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำให้การบางส่วนเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226(1) จึงไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดวันที่ 18 พฤษภาคม2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการอุทธรณ์คำสั่ง ศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ต้องยื่นเป็นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำเป็นคำร้องจึงไม่รับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาใหม่ให้ถูกต้องในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยที่ 1และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้งดสืบพยานโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ว่า กรณีไม่มีเหตุให้งดสืบพยานโจทก์ยกคำร้องค่าคำร้องให้เป็นพับ และเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2541 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ แล้วส่งศาลอุทธรณ์ต่อไปศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงฉบับดังกล่าวในวันที่ 15 มิถุนายน 2541 ว่ากรณีไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมยกคำแถลง ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 จำเลยทั้งสามไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามขาดนัดพิจารณาให้พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ไปตรวจสอบและแถลงเกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ โดยให้แถลงภายใน 15 วัน และให้นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21สิงหาคม 2541 ให้ประกาศแจ้งวันนัดให้จำเลยทั้งสามทราบที่หน้าศาลแทนการส่งหมายวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกันขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นสั่งคำแถลงดังกล่าวในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ว่า เสนอวันนี้เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2เป็นบุคคลคนเดียวกับตัวจำเลยที่ 3 ประกอบโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2541จำเลยที่ 1 และที่ 2 (เป็นคนเดียวกับจำเลยที่ 3) ยื่นคำร้องขอให้ศาลงดการอ่านคำพิพากษาและขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนับแต่กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เป็นต้นไป ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องฉบับดังกล่าวในวันที่ 21 สิงหาคม 2541ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาว่าเสนอวันนี้ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านภายใน8 วัน นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยทั้งสองทราบคือวันที่ 9 สิงหาคม 2541(ประกาศหน้าศาลให้จำเลยทั้งสามทราบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541)ดังนั้นกรณีเป็นการล่วงเลยระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับแล้วศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 498,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2541) ต้องไม่เกิน 27,272.80 บาทกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 3ให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1และที่ 3 ชอบหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่ศาลพิจารณาสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 18พฤษภาคม 2541 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้พิจารณาคดีใหม่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เฟิสท์ เท็กซัส ลูบริเคติ้ง ออยล์ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูมิรินทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำวินิจฉัยที่ 7/2544
#415559
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีย่อสั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๗/๒๕๔๔

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๔

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง

ศาลปกครองกลาง

ระหว่าง

ศาลจังหวัดปัตตานี

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองกลางโดยสำนักงานศาลปกครองได้ส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลหนึ่งไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง เมื่อมีการฟ้องคดีต่ออีกศาลหนึ่งแล้ว ศาลดังกล่าวเห็นว่าคดีนั้นไม่อยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน ให้ศาลนั้นส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไทรทองอำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี โดยนายเจะอูเส็ง สาเลง ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไทรทอง หน่วยเลือกตั้งที่ ๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลไทรทอง เครื่องหมายประจำตัวหมายเลข ๓ ปรากฏว่า องค์การบริหารส่วนตำบลไทรทองได้ประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้สมัครเครื่องหมายประจำตัว หมายเลข ๑ และหมายเลข ๒ เป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไทรทองต่อศาลจังหวัดปัตตานี อ้างว่า เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจคะแนน และ เจ้าหน้าที่คะแนน ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ ๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ได้กระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยเมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนแล้วคณะกรรมการตรวจคะแนนได้เปิดหีบบัตรแล้วหยิบบัตรออกมาเปิดอ่านคะแนนทันที โดยมิได้มีการนับบัตรและตรวจบัตรเพื่อวินิจฉัยว่าบัตรเลือกตั้งใดเป็นบัตรเสียแล้วทำการสลักหลังและแยกไว้ และเจ้าหน้าที่คะแนนได้อ่านคะแนนโดยไม่เปิดเผยไม่ได้แสดง บัตรเลือกตั้งให้คณะกรรมการตรวจคะแนนหรือตัวแทนผู้สมัครได้เห็นเพื่อตรวจสอบว่า การอ่านหมายเลขประจำตัวผู้สมัครตรงกับเครื่องหมายประจำตัวผู้สมัครที่ได้ทำไว้ในบัตรเลือกตั้งหรือไม่และการวินิจฉัยบัตรเลือกตั้งว่าบัตรเลือกตั้งใดเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย เจ้าหน้าที่คะแนนเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดเพียงคนเดียว อันเป็นการมิชอบ ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ประกอบกับกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไทรทองหน่วยเลือกตั้งที่ ๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่๒๓ มิถุนายน ๒๕๔๔ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดได้รับการเลือกตั้งโดยชอบและจัดให้มี การเลือกตั้งใหม่ ศาลจังหวัดปัตตานีเห็นว่า กรณีเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐบาล ซึ่งเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ วรรคหนึ่ง ศาลยุติธรรมไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ตามมาตรา ๒๗๑ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องจึงได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางเพื่อคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลไทรทอง ซึ่งศาลปกครองกลางเห็นว่า เรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เนื่องจากมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบกับมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ กำหนดให้การพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งเป็นวิธีพิจารณาคดีใน ศาลยุติธรรมจึงเห็นว่าศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลคือศาลยุติธรรม ศาลปกครองกลางไม่มีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณา

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คือ ศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง หมายความถึง ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลมีลักษณะเป็นการคัดค้านคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ร้องอ้างว่าคณะกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้ จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔๕วรรคสาม บัญญัติว่า "หลักเกณฑ์และวิธีการสมัครรับเลือกตั้งและการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นใช้บังคับ กรณีจึงเป็นไปตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลโดยอนุโลม" ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลจึงต้องนำกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๗ บัญญัติว่า "ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลของการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดี ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใด เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยมิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ" และมาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้วให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว..." เป็นการบัญญัติให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลต้องดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นวิธีพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม ซึ่งวิธีพิจารณาคดีถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปตามความมุ่งหมายของกฎหมาย หากให้ศาลปกครองต้องตัดสินคดีปกครองโดยใช้วิธีพิจารณาความแพ่งแทนที่จะใช้วิธีพิจารณาคดีปกครองย่อมจะไม่สอดคล้องกับระบบและความมุ่งหมายของกฎหมาย ดังนั้น ศาลยุติธรรมจึงเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง ประกอบกับพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง ตามนัยคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑/๒๕๔๔

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ของนายเจะอูเส็ง สาเลง ผู้ร้อง อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดปัตตานี

(ลงชื่อ) สันติ ทักราล (ลงชื่อ) เฉลิมชัย เกษมสันต์

(นายสันติ ทักราล) (หม่อมหลวงเฉลิมชัย เกษมสันต์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) อักขราทร จุฬารัตน (ลงชื่อ) โภคิน พลกุล

(นายอักขราทร จุฬารัตน) (นายโภคิน พลกุล)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลโท สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ (ลงชื่อ) พลโท อาชวัน อินทรเกสร

(สมัยรบ สุทธิวาทนฤพุฒิ) (อาชวัน อินทรเกสร)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) พรชัย รัศมีแพทย์

(นายพรชัย รัศมีแพทย์)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง

(นางอุษณี ฉันทวรคุณ)

นิติกร 6 ว

๕
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 วรรคหนึ่ง (1)
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — เจะอูเส็ง สาเลง
แหล่งที่มา
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6/2544
#36475
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของจำเลยว่า คำร้องคัดค้านใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรในทำนองดูหมิ่นศาลว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลย ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและเป็นถ้อยคำฟุ่มเฟือย จึงให้คืนกลับไปทำมาใหม่ภายใน 7 วัน มิฉะนั้นไม่รับคำคัดค้าน เมื่อจำเลยมิได้ทำคำร้องโต้แย้งเข้ามาใหม่ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จึงต้องถือว่าจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งที่ให้งดสืบพยาน คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2533จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ7,730 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม2542 จำเลยมีหนังสือแจ้งเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2542 โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและโจทก์ไม่ได้กระทำผิด โจทก์ทำงานติดต่อกันมาครบ 9 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 61,840 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 34 วัน เป็นเงิน 8,760 บาท ระหว่างทำงานจำเลยหักเงินของโจทก์เดือนละ 100 บาท และจำเลยจ่ายเงินของจำเลยจำนวนเท่ากันสมทบให้นับแต่เดือนสิงหาคม 2540 และจะจ่ายให้โจทก์เมื่อสิ้นสุดการทำงาน นับถึงเดือนเมษายน 2542 จำเลยหักเงินโจทก์จำนวน 2,200 บาท และจำเลยสมทบให้ 2,200 บาท รวมเป็นเงิน4,400 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,160 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน61,840 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์ขาดงานบ่อย ๆ และเขียนใบลาย้อนหลัง เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2541 โจทก์หยุดงานโดยไม่แจ้งเหตุการลา จำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือ โจทก์ยอมรับและลงชื่อรับทราบแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542 โจทก์ไม่มาปฏิบัติงานโดยไม่ได้แจ้งเหตุการลาป่วยวันที่ 28 เมษายน 2542 โจทก์มาเขียนใบลาขอลาป่วยตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 26พฤษภาคม 2542 รวม 30 วัน เป็นการทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งกำหนดว่าพนักงานที่ลาป่วยจะต้องแจ้งให้จำเลยทราบในวันเริ่มต้นหยุดงานโดยโทรศัพท์หรือฝากให้เพื่อนร่วมงานแจ้ง เป็นการทำผิดซ้ำคำเตือน ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 โจทก์ลาป่วยรวม 49 วัน ผิดระเบียบการลาที่ให้สิทธิพนักงานลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงานปกติได้ปีละไม่เกิน 30 วัน นอกจากนั้นโจทก์มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพโดยเมื่อกลางปี 2541 โจทก์ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้แพทย์มีความเห็นว่าโจทก์ควรทำงานในสถานที่ไม่ต้องสัมผัสกับสีเพื่อหลีกเลี่ยงอาการระคายเคืองและอาการแพ้ จำเลยจึงย้ายโจทก์ไปทำงานที่แผนกสโตร์ ต่อมาวันที่ 19 มกราคม ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 โจทก์ลาป่วยเข้ารับการผ่าตัดไส้ติ่ง เมื่อโจทก์กลับมาทำงานโจทก์มีปัญหากับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานบ่อย ๆ จำเลยจึงให้โจทก์ไปปฏิบัติงานในแผนกหลอมทองเหลือง โจทก์ทำงานในวันที่ 26 เมษายน 2542 ได้เพียงวันเดียวก็ขาดงานโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ ต่อมาวันที่ 28 เมษายน2542 โจทก์มาเขียนใบลาป่วยดังกล่าวข้างต้นโดยอ้างว่าปอดอักเสบ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยมีระเบียบจ่ายเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างลาออกแต่โจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการลา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินสมทบจากจำเลย โจทก์คงมีสิทธิได้รับเงินสะสมของโจทก์จำนวน 2,200 บาท คืนเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 75,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,160 บาท นับแต่วันฟ้องอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 61,840 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.1 ว่า คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226บัญญัติว่า "ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา 227 และ 228

(1) .....

(2) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้" จำเลยจึงต้องโต้แย้งคำสั่งได้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31, 54คดีนี้ภายหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยแล้ว จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2542 โต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลางศาลแรงงานกลางมีคำสั่งคำร้องของจำเลยว่า คำร้องคัดค้านของจำเลยใช้ถ้อยคำที่ไม่สมควรในทำนองดูหมิ่นศาลว่าไม่ให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยทำให้จำเลยไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและเป็นถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยจึงให้คืนกลับไปทำมาใหม่ภายใน 7 วันมิฉะนั้นไม่รับคำคัดค้าน ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วจำเลยมิได้ทำคำร้องโต้แย้งเข้ามาใหม่ตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางจึงต้องถือว่าจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้งดสืบพยานจำเลย คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ได้ตามบทบัญญัติที่กล่าวแล้วข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.2 มีว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า การที่โจทก์ไม่ได้ไปทำงานในวันที่ 27 เมษายน 2542ก็เพราะโจทก์ป่วยต้องไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาลราชวิถีซึ่งแพทย์หญิงอรพรรณ์เมธาดิลกกุล แพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ได้ออกใบรับรองแพทย์ว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นในควันจากการทำงาน ให้ป้องกันตนเองจากฝุ่น ควัน และฝุ่นในควัน และให้เว้นจากบริเวณที่มีการยิงทรายเพราะอันตรายต่อปอด ให้พักรักษาตัว 4 สัปดาห์ นับจากวันนี้ โจทก์จึงไม่อาจแจ้งให้จำเลยทราบได้ในกำหนดเวลา 2 ชั่วโมงแรกในวันที่ไม่ไปทำงาน และเมื่อโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจแล้ว วันรุ่งขึ้นโจทก์ก็ได้มาที่บริษัท จำเลยและเขียนใบลาป่วยด้วยตนเองทันที ถือได้ว่าได้แจ้งการหยุดโดยเร็วที่สุดตามที่กำหนดไว้ในระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า วันที่ 27เมษายน 2542 โจทก์ได้ขาดงานโดยไม่แจ้งสาเหตุการลาให้จำเลยทราบโดยปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่าโจทก์สามารถแจ้งเหตุการลาให้จำเลยทราบได้หลายวิธีโดยจะแจ้งเหตุการลาทางโทรศัพท์หรือฝากเพื่อนร่วมงานมาลาแทนก็ได้ แต่โจทก์เพิกเฉยไม่ยอมปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการลาของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.3 ซึ่งเป็นอุทธรณ์ต่อเนื่องจากอุทธรณ์ข้อ 5.2 ที่ว่าโจทก์ไม่แจ้งการลาให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถือว่าโจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะการลงโทษทางวินัย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เมื่อศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ด้วยเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 5.4 มีว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินหักสะสมและเงินสมทบจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์จึงมิได้ถูกเลิกจ้างเพราะการลงโทษทางวินัยดังที่จำเลยอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยจึงต้องจ่ายเงินสมทบให้แก่โจทก์ตามฟ้อง คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ประนอม หรือธัญสุตา ยิ้มพระ
จำเลย — บริษัท คิทซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
กมล เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ