คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8907/2543
#38491
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งมีชื่อ ว.เป็นเจ้าของโดยสงบเปิดเผยมีเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 23 ปี ว. กับโจทก์สมคบกันฉ้อฉลจำเลยด้วยการจดทะเบียนโอนขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทนทำให้จำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะบังคับให้ ว. ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทได้ก่อนโจทก์ต้องเสียเปรียบ ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ เป็นการกำหนดตามคำให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทโดยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิมนับแต่ปี 2516 จำเลยแสดงความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์ด้วยการจดทะเบียนจำนองที่ดินและบ้านพิพาทต่อธนาคารตลอดจนนำบ้านพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าและรับค่าเช่าเรื่อยมา แตกต่างไปจากที่ได้กล่าวไว้ในคำให้การ จึงอยู่นอกประเด็นข้อพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านไม้สองชั้นจากนายวิชัย อรัญชัยยะ แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้เนื่องจากจำเลยและบริวาร ซึ่งอาศัยสิทธิของนายวิชัยอยู่ในที่ดินและบ้านดังกล่าวไม่ยอมออกไป โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับค่าเช่าเดือนละ15,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 43,000 บาทและค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านตามฟ้องโดยการครอบครองปรปักษ์เป็นเวลากว่า 23 ปี โจทก์ซื้อที่ดินและบ้านตามฟ้องจากนายวิชัยโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทนเพื่อฉ้อฉลจำเลย โจทก์รู้อยู่ก่อนแล้วว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่แท้จริง จำเลยอยู่ในฐานะที่จะบังคับให้นายวิชัยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านตามฟ้องให้แก่จำเลยได้ก่อนโจทก์ ที่ดินและบ้านตามฟ้องหากให้เช่าจะได้ค่าเช่าไม่เกินเดือนละ 8,000 บาทขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินตราจองเลขที่ 150 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา และบ้านเลขที่ 119 ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 15,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านและที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า จำเลยนำสืบพยานนอกประเด็นที่ให้การต่อสู้คดีดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยหรือไม่ พิเคราะห์คำให้การของจำเลยแล้วเห็นว่า จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยสงบเปิดเผยมีเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 23 ปี จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทอย่างแท้จริง นายวิชัยก็ยอมรับและไม่เคยโต้แย้งสิทธิของจำเลยหรือเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใดคำให้การของจำเลยจึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทที่มีชื่อนายวิชัยเป็นเจ้าของโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วจำเลยกล่าวอ้างในคำให้การของตนต่อไปว่า นายวิชัยกับโจทก์สมคบกันฉ้อฉลจำเลยด้วยการจดทะเบียนโอนขายที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่เสียค่าตอบแทน ทำให้จำเลยซึ่งมีสิทธิที่จะบังคับให้นายวิชัยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทได้ก่อนโจทก์ต้องเสียเปรียบ และจำเลยจะใช้สิทธิฟ้องดำเนินคดีกับโจทก์และผู้เกี่ยวข้องเพื่อศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทต่อไป อันหมายถึงจำเลยอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิที่ได้มาจากการครอบครองปรปักษ์ที่ดินและบ้านพิพาทก่อนโจทก์จะจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์จากนายวิชัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ท้ายคำให้การจำเลยยังคงยืนยันอยู่ว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทเพราะจำเลยครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้วขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ จึงเป็นการกำหนดให้จำเลยนำสืบพิสูจน์ตามคำให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแล้วนั่นเองดังนั้น ที่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานของตนว่าบิดามารดาจำเลยซื้อที่ดินและบ้านพิพาทในนามจำเลยแล้วยกให้จำเลยเป็นเจ้าของ จำเลยและครอบครัวอยู่อาศัยและประกอบกิจการค้าในที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2516 ตลอดมาจนปัจจุบัน ทั้งเคยนำที่ดินและบ้านพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อธนาคาร 2 ครั้ง ให้นายเสน่ห์ ดาราวลี เช่าหน้าบ้านพิพาทเพื่อประกอบกิจการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2532 ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 3,500 บาท จึงมิใช่การนำสืบว่าจำเลยครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย หากแต่เป็นการนำสืบว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทโดยจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์จากเจ้าของเดิมนับแต่ปี 2516 จำเลยแสดงความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์ด้วยการจดทะเบียนจำนองที่ดินและบ้านพิพาทต่อธนาคาร ตลอดจนนำบ้านพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าและรับค่าเช่าเรื่อยมา พยานหลักฐานจำเลยมิได้แสดงไว้ ณ ที่ใดว่าจำเลยแย่งกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทจากนายวิชัยด้วยการครอบครองปรปักษ์ แต่กลับปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยในลำดับต่อมาว่า จำเลยลงลายมือชื่อในใบมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความมอบให้มารดาเพื่อนำไปเพิ่มวงเงินจำนองต่อธนาคาร นายวิชัยนำใบมอบอำนาจนั้นไปกรอกข้อความว่าจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้นายวิชัย แล้วนายวิชัยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้โจทก์โดยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ปรากฏในคำให้การของจำเลย ทั้งไม่เป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 แต่เป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่กล่าวอ้างว่านายวิชัยมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทไม่มีอำนาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ สัญญาซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับนายวิชัยไม่มีผลบังคับ และจำเลยมีสิทธิเรียกร้องติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบนำไปสู่ข้อกฎหมายที่แตกต่างออกไปจากที่ได้กล่าวไว้ในคำให้การจึงอยู่นอกประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยมีสิทธิอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างใด ๆ เพื่อสนับสนุนคำให้การของตน จำเลยก็มีหน้าที่นำสืบข้อเท็จจริงนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 วรรคหนึ่ง เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ได้ให้การไว้ มาตรา 87(1) แห่งประมวลกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ ห้ามศาลรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้น กล่าวคือ เสมือนหนึ่งไม่มีพยานหลักฐานดังกล่าวในสำนวนความ ที่จำเลยยกข้อเท็จจริงที่ตนนำสืบนอกเหนือจากที่ให้การไว้เป็นเหตุผลในฟ้องอุทธรณ์เพื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยชนะคดี จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นจึงชอบแล้วส่วนฎีกาจำเลยที่กล่าวอ้างว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทเกี่ยวข้องเฉพาะโจทก์จำเลยหาได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไม่ ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 177 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพวงรัตน์ เหาตะวานิช
จำเลย — นายวิเชียร อรัญชัยยะ
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
เจษฎา บุญสิทธิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8906/2543
#99085
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 196 การชำระหนี้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน คดีนี้เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัย ณ วันใด ถือว่าความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้น ณ วันนั้น จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่โจทก์จ่ายไปจริง ไม่ใช่วันเกิดเหตุละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๒๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยให้คิดเป็นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐกับสกุลบาทไทย ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ณ วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๗ แล้วให้นำเงินจำนวน ๕๓,๑๒๗.๕๐ บาท หักออกจากเงินที่คำนวณได้คงเหลือเท่าใดให้รับผิดเพียงนั้น และนำมาคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินคงเหลือนับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๗ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติว่า ขณะที่ บ. ควบคุมเรือยนต์โชคดีวัฒนาลากจูงเรือฉลอมไม้บรรทุกข้าวสารของบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ แล่นทวนน้ำมาในลำแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งด้านซ้ายจากท่าเรือคลองขุด จังหวัดสมุทรปราการ มุ่งหน้าไปที่ท่าเทียบเรือเลขที่ ๔๕ (ท่าอันฟองเหลา) เพื่อขนสินค้าขึ้นเรือเดินทะเลเพื่อส่งต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ ขณะเดียวกันจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ควบคุมเรือเดินทะเลชื่อบางกอกน้อยจากสะพานพระราม ๙ แล่นตามน้ำสวนทางมามุ่งหน้าไปทางปากอ่าวเพื่อส่งมอบเรือดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อจากจำเลยที่ ๒ เมื่อถึงบริเวณหน้าท่าทรายวัดแจงร้อน เขตราษฎร์บูรณะ เรือเดินทะเลบางกอกน้อยได้เฉี่ยวชนกับเรือฉลอมที่กราบเรือด้านขวา ทำให้เรือฉลอมแตกรั่วและจมลง ข้างสารที่บรรทุกมาจมน้ำทั้งหมด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าจึงได้ให้บริษัทแอสโซซิเอทมารีนเซอร์เวเยอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สำรวจความเสียหายและชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๓๒,๖๔๗.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย ๘๑๖,๕๒๔.๒๒ บาท ให้แก่บริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด ผู้เอาประกันไปแล้ว และเมื่อหักค่าขายซากสินค้าออกแล้ว คงเหลือความเสียหายของโจทก์ ๗๖๓,๓๘๖.๗๒ บาท

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า ค่าเสียหายมีเพียงใด โจทก์นำสืบว่าข้าวสารที่จมน้ำเสียหายมีจำนวน ๑,๔๑๗ กระสอบ มูลค่าที่เอาประกันจำนวน ๓๓,๘๗๙.๙๐ ดอลลาร์สหรัฐ หลังเกิดเหตุแล้วบริษัทเสริมวินอินดัสตรี จำกัด เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน ๓๒,๖๔๗.๙๑ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย ๘๑๖,๕๒๔.๒๒ บาท โจทก์จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วจริง คงมีปัญหาว่าจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐซึ่งกำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยกับเงินไทย ณ วันที่เกิดเหตุละเมิดหรือวันที่โจทก์จ่ายไปจริง เห็นว่า ความเสียหายที่แท้จริงของโจทก์เกิดขึ้นเมื่อโจทก์ได้จ่ายเงินให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้วจริง จึงต้องคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันนั้น ไม่ใช่ในวันเกิดเหตุละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิธสินประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายประสิทธิ์ ศิลพิพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวินัย สร้อยพลอย
ศาลอุทธรณ์ — นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8902/2543
#35151
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าทั้งของโจทก์และจำเลยประกอบด้วยคำว่าZENTEL และ ZENTAB เป็นสาระสำคัญ ตัวอักษรต่างกันเพียง 2 ตัวสุดท้ายลักษณะการวางรูปแบบและขนาดตัวอักษรเหมือนกัน ส่วนเสียงเรียกขานก็แตกต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน โดยใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ทั้งสาธารณชนจำนวนมากมิได้มีความรู้ในภาษาอังกฤษหรือตัวอักษรโรมัน ย่อมยากที่จะสังเกตข้อแตกต่างของเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ ถือว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคล้ายกับของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า"ZENTEL, กับรูปประดิษฐ์ผู้ชายผู้หญิงและเด็กชาย 4 คน" และอักษรไทยคำว่า "เซนเทล" โดยใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 ได้แก่ ยารักษาโรคพยาธิที่โจทก์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายมาเป็นเวลาช้านายโดยได้โฆษณาสินค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ จนแพร่หลายและโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า"ZENTEL กับรูปประดิษฐ์ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กรวม 4 คน" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม2527 อักษรโรมันในคำว่า "ZENTEL" และอักษรไทยคำว่า "เซนเทล" เมื่อวันที่ 29มิถุนายน 2530 จำเลยได้ใช้และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"ZENTAB" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 ได้แก่ยารักษาโรคพยาธิเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม2538 โจทก์จึงได้ยื่นคำคัดค้านนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยยกคำคัดค้านและยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามลำดับโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า ZENTEL ดีกว่าเครื่องหมายการค้าคำว่าZENTAB ของจำเลย และสั่งให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 295548 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้า ZENTAB และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะถอนคำขอและเลิกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ZENTAB อ่านว่าเซนแทบ ซึ่งมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZENTAB" ของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZENTEL" ของโจทก์หรือไม่ และใครมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่ากัน เห็นว่า เครื่องหมายการค้าทั้งของโจทก์และจำเลยประกอบด้วยคำว่า ZENTEL และ ZENTAB เป็นสาระสำคัญซึ่งคำ 2 คำ ดังกล่าวต่างใช้ตัวอักษรโรมัน 6 ตัว และเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เหมือนกัน มีตัวอักษรที่เรียง 4 ตัวแรก คือ "ZENT"เหมือนกัน ต่างกันเพียงอักษรสองตัวท้าย คือ "EL" กับ "AB" เท่านั้น ทั้งลักษณะของการวางรูปแบบตัวอักษรและขนาดของตัวอักษรที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยเหมือนกันนับได้ว่าลักษณะของคำ 2 คำ ที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านี้มีส่วนแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยเรียกขานว่า "เซนเทล" กับ "เซนแทบ" ตามลำดับซึ่งแตกต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ใช้คำ 2 คำดังกล่าวเป็นสาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าซึ่งมีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยและใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันและเมื่อคำนึงถึงว่าสาธารณชนจำนวนมากมิได้มีความรู้ในภาษาอังกฤษหรือตัวอักษรโรมัน ย่อมยากที่จะสังเกตถึงข้อแตกต่างของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยจึงอาจสับสนหลงผิดได้ ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพึงจะรับจดทะเบียนให้ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ห้ามจำเลยใช้และขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ZENTAB ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ZENTAB
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 6 (3) ม. 8 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมิธไคล์น บีแซม (ออสเตรเลีย) พีทีวาย ลิมิเต็ด
จำเลย — บริษัทบางกอกแล็บ แอนด์ คอสเมติค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8897/2543
#99084
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยระบุว่า ในกรณีที่มีความสูญหายหรือความเสียหายที่มิอาจซ่อมได้ จำเลยที่ 4 จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้รับประโยชน์ตามส่วนได้เสียก่อนนั้นเป็นสัญญาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันว่าจะให้บุคคลภายนอกได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยควรได้รับ อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 374 เมื่อมาตรา 374 วรรคสอง บัญญัติว่า? สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 4 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวเลย สิทธิของโจทก์จึงยังไม่เกิดขึ้นตามมาตรา 374 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีคืนทุนหรือกรณีที่รถยนต์เสียหายโดยสิ้นเชิงแก่โจทก์ได้ เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ราคารถยนต์ ๑,๔๕๓,๓๖๔.๕๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่สัญญาเลิกจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๑๕๗,๓๘๑.๔๖ บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ราคารถยนต์เป็นเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ ๔ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๔ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒๒,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ ๑ ประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้ต่อจำเลยที่ ๔ โดยจำกัดความรับผิดเป็นเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท กรมธรรม์ประกันภัยระบุข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๔ ไว้ว่า ในกรณีมีความสูญหายหรือความเสียหายที่มิอาจซ่อมได้ จำเลยที่ ๔ จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามส่วนได้เสียก่อน ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวประสบอุบัติเหตุเสียหาย และจำเลยที่ ๔ จ่ายเงินจำนวน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท เต็มตามความรับผิดในสัญญาประกันภัยแก่จำเลยที่ ๑ ไปแล้ว ในส่วนของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ร่วมกันใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์เป็นเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ ๔ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ชำระราคารถยนต์ดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยที่ ๑ ผู้เอาประกันภัยทำไว้ต่อจำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัย ระบุว่า ในกรณีที่มีความสูญหายหรือความเสียหายที่มิอาจซ่อมได้ จำเลยที่ ๔ จะใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ผู้รับประโยชน์ตามส่วนได้เสียก่อนนั้น เป็นสัญญาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ ๔ กับจำเลยที่ ๑ ตกลงกันว่าจะให้บุคคลภายนอกได้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยควรได้รับ อันเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ เมื่อมาตรา ๓๗๔ วรรคสอง บัญญัติว่า? สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ ๔ ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวเลย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ ๔ ตอนหนึ่งว่า ในวันที่จำเลยที่ ๔ มอบเช็คชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่จำเลยที่ ๑ พยานมิได้คัดค้านว่าจะต้องชำระให้แก่พยานในฐานะผู้รับประโยชน์ และก่อนหน้านี้โจทก์ก็มิได้มีหนังสือแสดงเจตนาที่จะใช้สิทธิในฐานะเป็นผู้รับประโยชน์ไปยังจำเลยที่ ๔ ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ยุติว่า โจทก์มิได้แสดงเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันภัย สิทธิของโจทก์จึงยังไม่เกิดขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๗๔ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ ๔ ใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีคืนทุน หรือกรณีที่รถยนต์เสียหายโดยสิ้นเชิงแก่โจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้ เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนจำเลยที่ ๔ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินจากทุนทรัพย์ ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทย. วี. พี. ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสุรศักดิ์ นันธิกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางวิไล นภานุเคราะห์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8895/2543
#99083
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินกับที่ดินพิพาทหรือสิทธิครอบครองในที่ดินถือเป็นคนละส่วนกัน เห็นได้จากการที่โจทก์สามารถขอให้ทางราชการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้ใหม่ได้ แต่สิทธิครอบครองเป็นลักษณะอาการทางกฎหมายอย่างหนึ่งซึ่งจะได้มาก็ต้องด้วยเจตนายึดถือทรัพย์สินหรือที่ดินพิพาทไว้เพื่อตนเองเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 การที่โจทก์เคยฟ้องเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) คืนจากจำเลยและศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์ จึงไม่เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินอันจำเลยได้ยึดถือตัวทรัพย์ไว้หรืออาจยึดถือตัวทรัพย์ไว้เพื่อตน ซึ่งโจทก์จะต้องไปดำเนินการในเรื่องถูกแย่งการครอบครองและฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 กรณียังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืนจากการครอบครองของจำเลยแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1663 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา และส่งมอบที่ดินแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย หากจำเลยไม่ยอมรื้อถอนให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิรื้อถอนเอง โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน และให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 222,000 บาท และชดใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สิน สิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า สิทธิในการฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) สำหรับที่ดินกับที่ดินพิพาทหรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ถือเป็นคนละส่วนกัน ดังจะเห็นได้จากการที่โจทก์สามารถขอให้ทางราชการออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้ใหม่ได้ แต่สิทธิครอบครองเป็นลักษณะอาการทางกฎหมายอย่างหนึ่งซึ่งจะได้มาก็ต้องด้วยเจตนายึดถือทรัพย์สินหรือที่ดินพิพาทไว้เพื่อตนเองเท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1367 ดังนั้น การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แก่โจทก์จึงไม่เกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินอันจำเลยได้ยึดถือตัวทรัพย์ไว้หรืออาจยึดถือตัวทรัพย์ไว้เพื่อตน ซึ่งโจทก์จะต้องไปดำเนินการในเรื่องถูกแย่งการครอบครองและฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 ดังนี้ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกที่ดินพิพาทคืนจากการครอบครองของจำเลยแล้ว และโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าศาลฎีกาจะได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวเกินกว่า 1 ปี แล้วหรือไม่ก็ตามด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367 ม. 1375
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลิ้ม สาระกุล
จำเลย — นายสนิท ศรีชมภู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
เจษฎา บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8891/2543
#38490
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้จัดให้จำเลยทำสัญญาผูกมัดและกำหนดเวลาทำงานชดเชยไว้ กรณีเท่ากับเป็นการไม่มีสัญญาหรือข้อผูกมัดที่จะผูกพันหรือบังคับให้จำเลยต้องรับผิดชอบตามสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องรับราชการชดเชยให้โจทก์เป็นสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษาปริญญาโท

ส่วนที่จำเลยได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 6 ปีเศษ จำเลยจะต้องรับราชการชดเชยให้โจทก์เป็นเวลา 12 ปีเศษ เมื่อคำนวณระยะเวลาที่จำเลยเข้ารับราชการหลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 10 ปีเศษ เมื่อรวมเวลากับที่ไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศเป็นเวลา 2 ปีเศษ รวมเวลาที่จำเลยรับราชการชดใช้ทุนไปศึกษาปริญญาเอก 13 ปีเศษ เมื่อหักกลบลบกันแล้วจำเลยยังรับราชการชดใช้ทุนเกินไป 1 ปีเศษ ส่วนกรณีที่จำเลยได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ไปปฏิบัติงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ป่าไม้ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติณ ประเทศบังคลาเทศ ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศเป็นเวลา 2 ปีเศษนั้นจำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ว่าจะรับราชการเป็นระยะเวลาเท่ากับที่ได้ปฏิบัติงานดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับราชการชดเชย เมื่อจำเลยกลับจากประเทศบังคลาเทศเข้ามารับราชการให้แก่โจทก์เป็นเวลา 11 เดือนแล้วลาออกจากราชการ จึงเหลือเวลาที่จะต้องปฏิบัติราชการชดเชยให้โจทก์อีก 23 เดือน 1 วัน ซึ่งถือว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับให้โจทก์ตามการคำนวณจำนวนวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 272,537.77 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 132,124.17 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 399.17 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 1 ได้ไปศึกษาต่อปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคำสั่งของกระทรวงเกษตรนับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2507 จนถึงวันที่ 15กันยายน 2509 เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน และจำเลยที่ 1 ได้รับทุนของรัฐบาลให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่วันที่ 16กันยายน 2509 จนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2515 เป็นเวลา 6 ปี 2 เดือน 6 วันและในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2515 จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการกับโจทก์ตามปกติถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2526 และจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ไปปฏิบัติงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ป่าไม้ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ณ ประเทศบังคลาเทศซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศนับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2526 จนถึงวันที่ 15สิงหาคม 2529 เป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน 1 วัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กลับเข้ารับราชการตามปกติให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2529 จนถึงวันที่ 14กรกฎาคม 2530 เป็นเวลา 11 เดือนแล้ว จำเลยที่ 1 ลาออกจากราชการไปประกอบอาชีพอื่น ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2530 ครั้งหลังสุดจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนสุดท้าย 11,975 บาท และจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวน275,425 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชดใช้ค่าปรับกรณีผิดสัญญาในการไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2530 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอกลับเข้ารับราชการกับโจทก์ใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งเป็นวันเกษียณอายุราชการ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามสัญญาในการปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศอีก 11 เดือน 1 วัน หรือไม่จะได้วินิจฉัยกรณีที่จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ศึกษาจบแล้วจะต้องรับราชการเป็นการชดเชยในกรมเจ้าสังกัด คือ โจทก์มีกำหนดไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ศึกษาหรือไม่ โจทก์นำสืบว่าตามคำสั่งกระทรวงเกษตรที่ 110/2507 เรื่อง ส่งข้าราชการเข้าศึกษาปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์เอกสารหมาย จ.2 และตามคำสั่งกระทรวงเกษตรที่ 314/2508 เรื่อง ให้ข้าราชการศึกษาต่อในชั้นปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์เอกสารหมาย จ.3 และมีข้อความในตอนท้ายของคำสั่งฉบับนี้ระบุว่า และให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อนี้กับกรมเจ้าสังกัดปฏิบัติตามเงื่อนไขในระเบียบกระทรวงเกษตรว่าด้วยการลาไปศึกษาในสถานศึกษาของรัฐบาลโดยได้รับเงินเดือนเต็ม พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 11มีนาคม 2507 ด้วย และเมื่อพิจารณาระเบียบกระทรวงเกษตรว่าด้วยการลาไปศึกษาในสถานศึกษาของรัฐบาลโดยได้รับเงินเดือนเต็ม พ.ศ. 2507เอกสารหมาย จ.4 มีข้อความระบุว่า "และเมื่อได้อนุญาตให้ข้าราชการลาไปศึกษาแล้วต้องทำสัญญาผูกมัดทำนองเดียวกับที่ได้กระทำแก่นักศึกษาที่ลาไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศด้วย" และในระเบียบข้อ 8 ระบุว่าข้าราชการที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษาต้องทำสัญญาผูกมัดให้ไว้ต่อทางราชการทำนองเดียวกับที่ได้กระทำแก่นักศึกษาที่ลาไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ และในสัญญานั้นอย่างน้อยต้องมีข้อผูกมัดไว้ดังต่อไปนี้ และข้อ 8.7 ระบุว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาข้าราชการผู้นั้นต้องรับราชการเป็นการชดเชยในกรมเจ้าสังกัดมีกำหนดไม่น้อยกว่าสองเท่าของระยะเวลาที่ศึกษาโดยได้รับเงินเดือนเต็ม แต่เมื่อการนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ทำสัญญาผูกมัดกันไว้ตามระเบียบเอกสารหมายจ.4 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มิได้จัดให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาผูกมัดและกำหนดเวลาทำงานชดเชยไว้ กรณีก็เท่ากับเป็นการไม่มีสัญญาหรือข้อผูกมัดที่จะผูกพันหรือบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชอบตามสัญญา ฉะนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับราชการชดเชยให้โจทก์เป็นสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษาปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2509 จนถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2515 เป็นเวลา6 ปี 2 เดือน 6 วัน จำเลยที่ 1 จะต้องรับราชการชดเชยให้โจทก์เป็นเวลา 12 ปี4 เดือน 12 วัน เมื่อคำนวณระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 เข้ารับราชการหลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2515 นับถึงวันที่ 15 ตุลาคม2526 เป็นเวลา 10 ปี 10 เดือน 24 วัน เมื่อรวมเวลากับที่จำเลยที่ 1 ไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2526 จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม2528 เป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน 1 วัน ซึ่งตามคำสั่งกรมป่าไม้เอกสารหมาย จ.10เรื่องให้ข้าราชการออกจากราชการเพื่อไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศระบุไว้ว่า โดยให้นับเวลาระหว่างปฏิบัติงานนั้นเหมือนเต็มเวลาราชการ ตามนัยหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร.0201/15237 ลงวันที่ 10 ตุลาคม2526 ตามเอกสารหมาย จ.10 รวมเวลาที่จำเลยที่ 1 รับราชการชดใช้ทุนไปศึกษาปริญญาเอก 13 ปี 8 เดือน 25 วัน เมื่อหักกลบลบกันแล้วจำเลยที่ 1ยังรับราชการชดใช้ทุนเกินไป 1 ปี 4 เดือน 13 วัน ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ไปปฏิบัติงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์ป่าไม้ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติณ ประเทศบังคลาเทศ ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศนับตั้งแต่วันที่ 16ตุลาคม 2526 จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2529 เป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน 1 วันนั้น จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 มีสาระสำคัญในข้อ 2 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติงานครบกำหนดเวลาตามที่ได้รับอนุมัติไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1สัญญาจะรับราชการต่อไปในกรมโจทก์ หรือในกระทรวงทบวงกรมอื่นตามที่ทางราชการเห็นสมควร ทั้งนี้ไม่หมายถึงรัฐวิสาหกิจแต่อย่างใด เป็นระยะเวลาเท่ากับเวลาที่ได้ปฏิบัติงานดังกล่าว ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับราชการชดเชยเป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน 1 วัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กลับจากประเทศบังคลาเทศมาเข้ารับราชการให้แก่โจทก์นับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม2529 จนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2530 เป็นเวลา 11 เดือน แล้วจำเลยที่ 1จึงลาออกจากราชการจึงเหลือเวลาที่จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติราชการชดเชยให้โจทก์อีก 23 เดือน 1 วัน ซึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อ 2 ตามเอกสารหมายจ.8 ตามสัญญาข้อ 3 จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่ได้รับคูณด้วยจำนวนเวลาที่เหลือซึ่งคิดเป็นเดือน เมื่อได้ความว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายของจำเลยที่ 1 จำนวน 11,975 บาท ดังนั้น จำเลยที่ 1จึงต้องเสียค่าปรับเท่ากับ 11,975 บาท คูณด้วย 23 เดือน 1 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น275,824.17 บาท เมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าปรับผิดสัญญาในการไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศให้โจทก์เป็นเงิน 275,425 บาทเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2530 ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.7 แล้วดังนั้น จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระค่าปรับโจทก์เพียง 399.17 บาท เท่านั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 366 ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นาย สถิ ไชยเพ็ชร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8891/2543
#99082
เปิดฉบับเต็ม

ตามระเบียบการลาศึกษาต่อของโจทก์แสดงให้เห็นว่าต้องมีการทำสัญญาเป็นหนังสือระบุเงื่อนไขในการรับราชการชดเชย เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีการทำสัญญาเป็นหนังสือระบุเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 รับราชการชดเชยเป็นสองเท่าไว้ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับราชการชดเชยเป็นสองเท่าตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ

ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — นายสถิ ไชยเพ็ชร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายภิญโญ จิตรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางชุติมา จงสงวน
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิสิทธวงศ์
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8887/2543
#38489
เปิดฉบับเต็ม

การไฟฟ้านครหลวงโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าเป็นผู้ประกอบการค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) โจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเกินกำหนด2 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์75,570.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน74,637.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์75,570.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน74,637.50 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ยื่นคำขอใช้ไฟฟ้าที่อาคารชุด จำเลยที่ 4 ตกลงว่าจะชำระค่ากระแสไฟฟ้าให้โจทก์จนกว่าจะบอกเลิกการใช้ตามคำขอใช้ไฟฟ้าเอกสารหมายจ.5 โจทก์ติดตั้งเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าและจ่ายกระแสไฟฟ้าให้จำเลยที่ 1ตั้งแต่เดือนกันยายน 2535 เรื่อยมา จำเลยที่ 1 ไม่เคยบอกเลิกการใช้ไฟฟ้าหรือโอนสิทธิการใช้ให้แก่บุคคลใดจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2537 ถึงวันที่ 23เดือนมกราคม 2538 ซึ่งเป็นการจดหน่วยการใช้กระแสไฟฟ้าครั้งสุดท้ายมีการค้าชำระค่ากระแสไฟฟ้าเป็นเงิน 86,637.50 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.6 ต่อมาจำเลยที่ 4 ทำหนังสือรับสภาพหนี้และขอผ่อนผันการชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ซึ่งจำเลยที่ 4 ชำระหนี้ให้บางส่วนเป็นเงิน 12,000 บาท คงเหลือหนี้ค้างชำระ74,637.50 บาท ปัญหาตามฎีกาโจทก์ปัญหาแรกมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวงพ.ศ. 2501 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์ในการจัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โดยการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โจทก์ได้รับเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินการกำหนดราคากระแสไฟฟ้าที่จำหน่าย โจทก์ไม่สามารถกำหนดโดยลำพังการดำเนินกิจการของโจทก์มิได้มุ่งหากำไรอย่างพ่อค้าหรือผู้ประกอบการค้าทั้งทรัพย์สินของโจทก์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(1) คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2501 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการไฟฟ้าขึ้นเรียกว่า "การไฟฟ้านครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (2) จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และ (3) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การไฟฟ้านครหลวง"จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การไฟฟ้านครหลวงหรือโจทก์ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(1) หนี้ค่าไฟฟ้าตามฟ้อง(ใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.6) มีการจดหน่วยกระแสไฟฟ้าครั้งสุดท้ายลงวันที่ 23 มกราคม 2538 โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ชำระหนี้ดังกล่าวได้ตั้งแต่วันดังกล่าว อายุความตั้งฐานสิทธิเรียกร้องเริ่มนับแต่วันที่ 24 มกราคม 2538 เป็นต้นมา โจทก์ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2540 เกินกำหนด 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในปัญหาอื่น ๆ อีก"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมชายพัฒนาก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8884/2543
#99080
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยได้จัดทำหนังสือภาษาจีนซึ่งมีคำแปลเป็นภาษาไทยอันมีเนื้อหาว่า "จำเลยจะชำระค่าเสียหายของสินค้าจำนวน 25,389 ชุด เป็นเงิน 116,789.40 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่อนชำระเดือนเมษายน 2536 แล้วเป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เดือนกันยายนชำระ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนที่เหลือจะแบ่งชำระในเดือนเมษายนและเดือนกันยายน 2537" เป็นการจัดทำเอกสารดังกล่าวขึ้นด้วยความสมัครใจ แม้จะไม่ปรากฏว่าได้มีการทำหนังสือกันใหม่อย่างเป็นทางการก็ตาม หนังสือภาษาจีนดังกล่าวก็เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีผลผูกพันใช้บังคับจำเลยได้ตามกฎหมาย

แม้คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นหยิบยกมาตรา 193/14 (1) แห่ง ป.พ.พ. ขึ้นวินิจฉัยก็เพื่อบ่งชี้ว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลผูกพันบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยส่งสินค้าไม่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้าโจทก์ ต่อมาจำเลยยินยอมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วยการทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าหนังสือภาษาจีนดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้จึงเป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งมูลหนี้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่จะวินิจฉัยว่าหนังสือภาษาจีนดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ได้

ที่โจทก์บรรยายในคำแก้ฎีกาว่าขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์นั้น เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งโจทก์ต้องทำเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อโจทก์มิได้ยื่นเป็นฎีกาจึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาที่จะวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 2,869,965 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 2,669,735 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 44,224.40 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลพิพากษา (ราคาขาย) ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มีก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่าก่อนวันพิพากษาแต่เมื่อคิดแล้วเป็นต้นเงินต้องไม่เกินกว่า 2,669,735 บาท ดังที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 855,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนในประเทศไทย ส่วนโจทก์ที่ 2 จดทะเบียนในไต้หวัน โจทก์ทั้งสองได้มอบอำนาจให้นายศักดาฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 มีวัตถุประสงค์ค้าขายโคมไฟชุดไฟประดับต้นคริสต์มาสระหว่าง พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535 โจทก์ที่ 2 สั่งซื้อสินค้าชุดไฟประดับต้นคริสต์มาสจากจำเลยที่ 1 ส่งไปขายให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ ภายหลังปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวบางส่วนไม่ได้คุณภาพและชำรุดเสียหาย ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปตรวจสอบสินค้าที่เสียหายที่ไต้หวัน แล้วจำเลยที่ 2 ทำหนังสือเป็นภาษาจีนให้แก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 250,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 แล้ว โจทก์ทั้งสองมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่ยังค้างอยู่แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า หนังสือภาษาจีนเป็นหนังสือรับสภาพหนี้มีผลผูกพันใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองและพยานจำเลยทั้งสองซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลในทางแปลเอกสารภาษาจีน เบิกความรับรองว่า หนังสือภาษาจีนที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นมีเนื้อหาว่าจำเลยที่ 1 จะชำระค่าเสียหายของสินค้าจำนวน 25,389 ชุด เป็นเงิน 116,789.40 ดอลลาร์สหรัฐ ผ่อนชำระเดือนเมษายน 2536 แล้ว เป็นเงิน 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เดือนกันยายนชำระ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนที่เหลือจะแบ่งชำระในเดือนเมษายนและเดือนกันยายน 2537 เป็นการจัดทำขึ้นด้วยความสมัครใจ แม้ต่อมาจะไม่ปรากฏว่าได้มีการทำหนังสือกันใหม่อย่างเป็นทางการก็ตาม หนังสือภาษาจีนก็เป็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่มีผลผูกพันใช้บังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามกฎหมาย

ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า หนังสือภาษาจีนเป็นหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและยังหยิบยกมาตรา 193/14 (1) ขึ้นกล่าวอ้างวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวเพราะคดีนี้ไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นหยิบยก มาตรา 193/14 (1) แห่ง ป.พ.พ. ขึ้นวินิจฉัยก็เพื่อบ่งชี้ว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลผูกพันบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองส่งสินค้าไม่มีคุณภาพให้ลูกค้าโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยทั้งสองยินยอมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองด้วยการทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหนังสือภาษาจีนว่าเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ จึงเป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งมูลหนี้ ตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างในคำฟ้อง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบที่จะวินิจฉัยว่าหนังสือภาษาจีนดังกล่าวเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ได้

ที่โจทก์ทั้งสองบรรยายในคำแก้ฎีกาว่าขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องทำเป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ยื่นเป็นฎีกาจึงไม่มีประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1)
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโฟร์สตาร์ อินดัสตรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเจียเยี๊ยะเอ็นเตอร์ไพรส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ระพินทร บรรจงศิลป
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8874/2543
#38488
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมายวันที่ 15 มีนาคม 2540 ครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำให้การในวันจันทร์ที่14 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์ แต่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 19)พ.ศ. 2540 ให้เลื่อนวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์ จากวันที่ 12,13และ 14 เมษายน เป็นวันที่ 13,14 และ 15 เมษายน และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้กระทรวง ทบวง กรม ทราบถึงประกาศดังกล่าวโดยในส่วนของวันหยุดชดเชยให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 เรื่อง วันหยุดชดเชยของทางราชการว่าในกรณีวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์วันใดตรงกับวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ ให้เลื่อนไปหยุดในวันทำงานถัดไปด้วย เมื่อวันที่ 13 เมษายน2540 ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ วันที่ 14 และ15 ตรงกับวันจันทร์และวันอังคารเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันที่ 16 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันทำงานถัดไปด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 17 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการได้ และข้อเท็จจริงว่าวันใดเป็นวันหยุดราชการหรือไม่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป และศาลรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ 2รับผิดชำระหนี้แทนในฐานะผู้ค้ำประกันหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 2จะขาดนัดยื่นคำให้การ มีสิทธิเพียงสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ ซึ่งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จะชอบก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ 2รับผิดแทนจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือไม่เพียงใด ต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบให้ปรากฏก่อนเพราะจำเลยที่ 2อาจมีสิทธิเกี่ยงให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนตน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโดยผิดหลง พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 จะนำสืบจึงไม่ปรากฏไม่ชอบที่ศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาฎีกาของจำเลยที่ 2 ไปโดยไม่รอฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ก่อน แต่เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบเพียงจำเลยที่ 1 เห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 600,000 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน และกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 24 สิงหาคม 2539 ทั้งนี้ จำเลยที่ 1ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้ว โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 127,500 บาทขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 727,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 600,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ โดยอ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2538จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน127,500 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ในประการแรกว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 ให้เลื่อนวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์จากวันที่ 12, 13 และ 14 เมษายน เป็นวันที่ 13, 14 และ 15 เมษายน และกรณีวันหยุดราชการประจำปีวันใดตรงกับวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ให้เลื่อนวันหยุดราชการประจำปีวันนั้นไป หยุดในวันทำงานถัดไป วันที่ 13เมษายน 2540 ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำสัปดาห์จึงต้องเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันที่ 16 เมษายน 2540 การที่จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 17 เมษายน2540 จึงย่อมทำได้โดยชอบ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2540จึงครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะต้องยื่นคำให้การในวันจันทร์ที่ 14 เมษายน2540 ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์ แต่เนื่องจากมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ(ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2540 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2540 ให้เลื่อนวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์ จากวันที่ 12, 13 และ 14 เมษายนเป็นวันที่ 13, 14 และ 15 เมษายน และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0206/ว 69ลงวันที่ 27 มีนาคม 2540 แจ้งให้กระทรวง ทบวง กรม ทราบถึงกรณีตามประกาศดังกล่าว โดยในส่วนของวันหยุดชดเชยให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2538 เรื่องวันหยุดชดเชยของทางราชการว่า ในกรณีวันหยุดราชการประจำปีวันสงกรานต์วันใดตรงกับวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ ให้เลื่อนไปหยุดในวันทำงานถัดไปด้วยดังนั้น เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2540 ตรงกับวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการประจำสัปดาห์ วันที่ 14 และ 15 ตรงกับวันจันทร์และวันอังคารจึงเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนไปหยุดชดเชยในวันที่ 16 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันทำงานถัดไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 17 เมษายน2540 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ต่อจากวันที่หยุดทำการนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 และข้อเท็จจริงที่ว่าวันใดเป็นวันหยุดราชการหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปและศาลรู้ได้เองโดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ ที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป

สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการขายสลากกินรวบนั้น เห็นว่า เนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ 2 รับผิดชำระหนี้แทนในฐานะผู้ค้ำประกันหากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระ มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การ มีสิทธิเพียงสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จะชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยที่ 2รับผิดในมูลหนี้ดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือไม่เพียงใด จำเป็นที่ศาลจะต้องรับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 1นำสืบให้ปรากฏในสำนวนเสียก่อนเพราะจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันอาจมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 688, 689 และ 690ที่จะเกี่ยงให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนตน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 และสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การโดยผิดหลง พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 จะนำสืบจึงไม่ปรากฏในสำนวน ไม่ชอบที่ศาลฎีกาจะพิจารณาพิพากษาฎีกาของจำเลยที่ 2ไปโดยไม่รอฟังพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ก่อน อย่างไรก็ตามคดีนี้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบเพียงรายเดียว จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ เฉพาะจำเลยที่ 1ซึ่งมีการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบเท่านั้น ไม่จำต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณามาโดยชอบแล้ว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2540 แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากนั้นเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 ใหม่จนเสร็จการพิจารณาจึงพิพากษาคดีจำเลยทั้งสองใหม่ตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายองอาจ หนูทองแก้ว
จำเลย — นางรัชฎา รักษ์ทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8856/2543
#99093
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 54 บัญญัติว่า "ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งประสงค์จะลงคะแนนไปแสดงตนต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ให้อ่านชื่อและที่อยู่ของผู้นั้นดัง ๆ ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือผู้ใดทักท้วง ให้หมายเหตุไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยให้จดหมายเลขบัตรและสถานที่ออกบัตร และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลักฐาน ตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด แล้วให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปลงคะแนน..." และมีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542 ข้อ 103 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "การตรวจสอบการขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งตรวจสอบหลักฐานตามข้อ 101 หรือข้อ 102 ของผู้มาแสดงตนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งกับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อพบชื่อและตรวจสอบถูกต้องแล้ว ให้อ่านชื่อและที่อยู่ของผู้นั้นดัง ๆ ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือผู้ใดทักท้วง ให้หมายเหตุไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยจดเลขประจำตัวประชาชนหรือเลขบัตรประจำตัวหรือหลักฐาน และสถานที่ออกบัตรหรือหลักฐาน และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาลงในช่องพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง แล้วให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบบัตรเลือกตั้งหนึ่งบัตรให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปลงคะแนน พร้อมทั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งผู้จ่ายบัตรเลือกตั้งลงลายมือชื่อและบันทึกชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งตรงใต้ช่องพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย" ข้อ 106 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับบัตรเลือกตั้งแล้วให้ไปยังคูหาลงคะแนน แล้วทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งหนึ่งเครื่องหมาย และนำบัตรเลือกตั้งที่พับเรียบร้อยแล้วหย่อนใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง" ตามบทบัญญัติและระเบียบดังกล่าวกำหนดวิธีปฏิบัติของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไว้เป็นขั้นเป็นตอน นับแต่ตรวจสอบหลักฐานของผู้มาแสดงตนเพื่อขอใช้สิทธิ มอบบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและควบคุมการหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรเลือกตั้ง เห็นได้ว่า หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งต้องบันทึกเลขประจำตัวประชาชนหรือเลขบัตรประจำตัวหรือหลักฐานอื่นใดพร้อมสถานที่ออกบัตรของผู้ไปใช้สิทธิในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย ในทางตรงข้ามหากผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็จะไม่ปรากฏบันทึกของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้นั้นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กรณีของผู้คัดค้าน ผู้ร้องมีพยานบุคคลเบิกความประกอบเอกสารราชการอันเป็นหลักฐานในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2543 ผู้คัดค้านนำพยานบุคคลเข้าสืบพิสูจน์ว่าได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ในขั้นตอนการตรวจสอบหลักฐานของผู้คัดค้าน กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่ได้จดเลขประจำตัวประชาชนและไม่ได้ให้ผู้คัดค้านลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขั้นตอนการมอบบัตรเลือกตั้งนอกจากผู้คัดค้านพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งแล้ว ผู้คัดค้านยังได้ลงลายมือชื่อในต้นขั้วบัตรด้วย และขั้นตอนการหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรเลือกตั้งผู้คัดค้านไม่ได้หย่อนบัตรด้วยตนเองแต่มอบให้บุคคลอื่นเป็นผู้ดำเนินการแทน วิธีปฏิบัติของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดังที่ผู้คัดค้านนำสืบล้วนแต่ขัดแย้งกับขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542 ข้อ 103 และ 106 ทั้งสิ้น เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแสดงข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าตนได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2543 และคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรีได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุหรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิได้เป็นเหตุอันสมควร โดยมีชื่อผู้คัดค้านอยู่ในบัญชีดังกล่าว และผู้คัดค้านมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้คัดค้านจึงเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดอุทัยธานี ได้ประกาศชื่อนายสมศักดิ์ ปานเปรมผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดอุทัยธานี ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้คัดค้านไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน๒๕๔๓ โดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ผู้คัดค้านจึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒๓ (๓) ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านไปลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ แต่ผู้คัดค้านไม่ได้ลงชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะความเผอเรอของผู้คัดค้านและของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ผู้คัดค้านมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานแทนศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรีตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาประจำหน่วยเลือกตั้งที่ ๒๘ ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ลำดับที่ ๕๗๕ซึ่งไม่มีการกรอกข้อความตรงช่องหมายเลขบัตร สถานที่ออกบัตร และไม่มีลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้คัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรีประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารอบที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ และไม่แจ้งเหตุหรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิได้เป็นเหตุอันสมควรของเขตเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรี โดยมีชื่อผู้คัดค้านในบัญชีรายชื่อดังกล่าว ผู้คัดค้านมิได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒๒ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ผู้คัดค้านยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดอุทัยธานี และผู้ร้องได้ประกาศชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งดังกล่าวแล้วมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ หรือไม่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๕๔บัญญัติว่า "ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งประสงค์จะลงคะแนนไปแสดงตนต่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุ หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เมื่อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ให้อ่านชื่อและที่อยู่ของผู้นั้นดัง ๆ ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือผู้ใดทักท้วง ให้หมายเหตุไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยให้จดหมายเลขบัตรและสถานที่ออกบัตร และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นหลักฐาน ตามวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดแล้วให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปลงคะแนน..." และมีระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๒ ข้อ ๑๐๓ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "การตรวจสอบการขอใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งตรวจสอบหลักฐานตามข้อ ๑๐๑ หรือข้อ ๑๐๒ ของผู้มาแสดงตนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งกับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อพบชื่อและตรวจสอบถูกต้องแล้ว ให้อ่านชื่อและที่อยู่ของผู้นั้นดัง ๆ ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครหรือผู้ใดทักท้วง ให้หมายเหตุไว้ในบัญชีรายชี่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยจดเลขประจำตัวประชาชนหรือเลขบัตรประจำตัวหรือหลักฐาน และสถานที่ออกบัตรหรือหลักฐาน และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้เป็นหลักฐาน พร้อมทั้งพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวาลงในช่องพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง แล้วให้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมอบบัตรเลือกตั้งหนึ่งบัตรให้แก่ผู้นั้นเพื่อไปลงคะแนน พร้อมทั้งกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งผู้จ่ายบัตรเลือกตั้งลงลายมือชื่อและบันทึกชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งตรงใต้ช่องพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย"ข้อ ๑๐๖ วรรคหนึ่ง กำหนดว่า "เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รับบัตรเลือกตั้งแล้วให้ไปยังคูหาลงคะแนน แล้วทำเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งหนึ่งเครื่องหมายและนำบัตรเลือกตั้งที่พับเรียบร้อยแล้วหย่อนใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง" ตามบทบัญญัติและระเบียบดังกล่าวกำหนดวิธีปฏิบัติของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไว้เป็นขั้นเป็นตอนนับแต่ตรวจสอบหลักฐานของผู้มาแสดงตนเพื่อขอใช้สิทธิ มอบบัตรเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและควบคุมการหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรเลือกตั้ง เห็นได้ว่า หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งต้องบันทึกเลขประจำตัวประชาชนหรือเลขบัตรประจำตัวหรือหลักฐานอื่นใดพร้อมสถานที่ออกบัตรของผู้ไปใช้สิทธิในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและให้ผู้นั้นลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือไว้ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยในทางตรงข้ามหากผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็จะไม่ปรากฏบันทึกของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้นั้นในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กรณีของผู้คัดค้านผู้ร้องมีพยานบุคคลเบิกความประกอบเอกสารราชการอันเป็นหลักฐานในเบื้องต้นว่า ผู้คัดค้านมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนนทบุรีเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓ ผู้คัดค้านนำพยานบุคคลเข้าสืบพิสูจน์ว่าได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ในขั้นตอนการตรวจสอบหลักฐานของผู้คัดค้านกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่ได้จดเลขประจำตัวประชาชนและไม่ได้ให้ผู้คัดค้านลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขั้นตอนการมอบบัตรเลือกตั้งนอกจากผู้คัดค้านพิมพ์ลายนิ้วมือที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งแล้ว ผู้คัดค้านยังได้ลงลายมือชื่อในต้นขั้วบัตรด้วย และขั้นตอนการหย่อนบัตรเลือกตั้งลงในหีบบัตรเลือกตั้งผู้คัดค้านไม่ได้หย่อนบัตรด้วยตนเองแต่มอบให้นางสาวชัชราเป็นผู้ดำเนินการแทน วิธีปฏิบัติของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งดังที่ผู้คัดค้านนำสืบล้วนแต่ขัดแย้งกับขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๑ และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.๒๕๔๒ข้อ ๑๐๓ และ ๑๐๖ ทั้งสิ้น อันอาจถือได้ว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแห่งนี้กระทำการอันฝ่าฝืนกฎหมายหลายประการ ซึ่งหากเป็นดังที่ผู้คัดค้านนำสืบจริง จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนำมาใช้ลงคะแนนแล้วหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้งจะต้องมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑ บัตร แต่นางสาวชัชรา พรหมฤทธิ์ พยานผู้คัดค้านเบิกความยืนยันว่า จำนวนบัตรและจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครบถ้วนถูกต้องตรงกัน ทั้งคำเบิกความของผู้คัดค้านที่กล่าวอ้างว่านางสาวจรัสศรี ใจโปร่ง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเผอเรอไม่ลงบันทึกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้คัดค้าน และไม่ให้ผู้คัดค้านลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก็เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน เช่นนี้ ผู้คัดค้านจึงนำสืบแสดงข้อเท็จจริงไม่ได้ว่าตนได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๓เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรีได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุหรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิได้เป็นเหตุอันสมควร โดยมีชื่อผู้คัดค้านอยู่ในบัญชีดังกล่าว และผู้คัดค้านมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตาม มาตรา ๒๒ ผู้คัดค้านจึงเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ.๒๕๔๑ มาตรา ๒๓ (๓)

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายสมศักดิ์ ปานเปรม ผู้คัดค้าน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 22 ม. 23 (3) ม. 54
ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดอุทัยธานี
ผู้คัดค้าน — นายสมศักดิ์ ปานเปรม
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8855/2543
#38487
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อได้ความว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5,964,000 บาทที่โจทก์ได้ชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามการยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 แต่จำเลยเห็นว่าในการที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการตามปกติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับเพิ่มเติม 2,800,000 บาท ในการยื่นแบบเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับ 8,050 บาทซึ่งโจทก์ชำระไว้แล้ว 3,220 บาท คงเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยจำนวน 2,804,830 บาท เบี้ยปรับนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/2 ให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา 14 และมาตรา 77 ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ในกรณีนี้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2ลักษณะ 2 ก็ได้ การที่โจทก์เพียงแต่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานของจำเลย กรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีดังกล่าว อีกทั้งหากมีการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.30) เพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์ได้ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระจำนวน 5,964,000 บาท และได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (แบบ ค.10) แล้ว จำเลยจึงยังไม่อาจนำเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์เนื่องจากการชำระภาษี โดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยเป็นกรมในสังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อเดือนธันวาคม 2538 โจทก์ได้ตกลงซื้อตุ๊กตาพร้อมวัตถุดิบจากบริษัทเอิร์ธ อินดัสเทรียล จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษี ฉบับเล่มที่ 15 เลขที่ 47 ลงวันที่ 30 ธันวาคม2538 มูลค่าสินค้า 80,000,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 5,600,000 บาทให้โจทก์และโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539โดยนำใบกำกับภาษีฉบับดังกล่าวไปขอคืนภาษีซื้อจำนวน 5,584,214.02บาท ด้วย ซึ่งเจ้าพนักงานได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าบริษัทเอิร์ธ อินดัสเทรียลฯได้นำใบกำกับภาษีฉบับดังกล่าวไปบันทึกภาษีขายเดือนธันวาคม 2538พร้อมทั้งยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว แต่ในเดือนมกราคม 2539 โจทก์ได้บอกเลิกการซื้อตุ๊กตาพร้อมวัตถุดิบดังกล่าวเนื่องจากผู้สนใจจะซื้อสินค้าดังกล่าวเห็นว่าเป็นสินค้าตกรุ่นไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและให้ราคาต่ำ โจทก์ไม่สามารถขายได้ ซึ่งบริษัทเอิร์ธ อินดัสเทรียลฯ ก็ยินยอมซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 ไปแล้ว เจ้าหน้าที่ของโจทก์เกรงว่าการยกเลิกการซื้อจะเป็นปัญหาด้านกฎหมายในกรณีที่โจทก์ได้ขอคืนภาษีซื้อไว้จึงให้โจทก์ปรับปรุงรายการโดยการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมและนำเงินตามจำนวนภาษีที่ได้ยื่นขอคืนไว้แล้วไปจ่ายให้แก่จำเลย แต่ขณะนั้นได้ล่วงเลยกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมซึ่งต้องยื่นภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน ของเดือนถัดไปจึงต้องนำเงินเพิ่มและเบี้ยปรับไปชำระให้จำเลยด้วยเพื่อจำเลยจะได้คืนเงินภาษีตามจำนวนที่ได้ขอคืนไว้ โดยการนำเงินที่โจทก์ไปจ่ายนี้ทดแทนภาษีที่โจทก์ขอคืน โจทก์จึงได้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 พร้อมนำส่งเงินจำนวน 5,600,000 บาท เท่ากับภาษีที่โจทก์ขอคืน เงินเพิ่ม 84,000 บาทและเบี้ยปรับอีก 280,000 บาท รวมทั้งสิ้น 5,964,000 บาท ต่อจากนั้นโจทก์ได้ติดต่อขอรับเงินจากจำเลย แต่เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งว่า ใบกำกับภาษีซื้อที่บริษัทเอิร์ธ อินดัสเทรียลฯ ออกให้โจทก์ไม่สามารถนำมาเครดิตหรือขอคืนภาษีได้เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการทั้งข้อความในใบกำกับภาษีซื้อไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญและโจทก์ จะต้องรับผิดเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินเป็นเงิน5,600,000 บาท หากโจทก์ยื่นคำร้องขอลดเบี้ยปรับจะได้ลดตามคำสั่งของจำเลยที่ ท.ป. 37/2534 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2535 ส่วนแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เป็นการยื่นและชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ให้โจทก์ยื่นคำร้องแบบ ค.10 ขอรับคืนได้ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีที่ได้ชำระไว้ดังกล่าวจำนวน 5,964,000 บาท เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2541 แต่เจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งว่าโจทก์ต้องรับผิดเบี้ยปรับเนื่องจากโจทก์ได้นำใบกำกับภาษีที่ไม่สมบูรณ์และเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการมาใช้ขอคืนภาษีซื้อ โจทก์ได้แจ้งว่าโจทก์ไม่เคยประกอบธุรกิจเช่นนี้มาก่อน และการซื้อขายได้ตกลงยกเลิกไปแล้ว การที่โจทก์ไม่ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงเพิ่มประเภทของกิจการไม่น่าเป็นความผิดร้ายแรงและสามารถทำภายหลังได้ โจทก์ไม่ทราบว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่สมบูรณ์อย่างไร และในทางปฏิบัติก็สามารถแก้ไขได้ โจทก์ไม่มีเจตนาจะทำผิดกฎหมายและบริษัทเอิร์ธ อินดัสเทรียล จำกัด (มหาชน) ได้ชำระภาษีขายจำนวน5,600,000 บาท ให้จำเลยแล้วจำเลยจึงไม่เสียหาย โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้เงิน เมื่อเจ้าพนักงานของจำเลยให้โจทก์ทำบันทึกยินยอมให้จำเลยปรับได้ โจทก์จึงยินยอมเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2541 จำเลยได้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้โจทก์ 3,159,170 บาท โดยหักเงินไว้ 2,804,830 บาท ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 242 วัน โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นเงินดอกเบี้ย 139,473 บาท รวมเป็นเงิน 2,944,303 บาท จึงขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,944,303 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน2,804,803 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 แสดงรายการยอดขาย 230,000 บาท ยอดซื้อ 80,004,485.98 บาท ภาษีขาย 16,100บาท ภาษีซื้อ 5,600,314.02 บาท ภาษีชำระไว้เกิน 5,584,214.02 บาท และขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินเป็นเงินสด เจ้าพนักงานของจำเลยได้ตรวจปฏิบัติการเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจ แต่มียอดซื้อตุ๊กตาผ้าอยู่รายการหนึ่งมีมูลค่าสูงถึง 80 ล้านบาท การซื้อดังกล่าวไม่มีการส่งมอบสินค้าและผู้ขายยังไม่ได้ตัดสต๊อกสินค้าจากรายการของตน แต่ได้ออกใบกำกับภาษีขายให้กับโจทก์แล้วและระบุแต่เพียงว่าซื้อวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปเท่านั้นเมื่อมีการออกใบกำกับภาษีขายดังกล่าวความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในการขายจึงเกิดขึ้นแล้ว จะยกเลิกใบกำกับภาษีไม่ได้แม้จะมีการยกเลิกการซื้อขาย แต่เมื่อไม่มีการส่งคืนสินค้าจึงไม่ใช่กรณีที่กำหนดไว้ตามกฎหมายที่ผู้ขายจะออกใบลดหนี้ให้กับโจทก์ได้ ข้ออ้างว่าได้มีการยกเลิกการซื้อขายและยกเลิกใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้ ประกอบกับใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่ได้ระบุข้อความรายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินค้าที่ซื้ออันเป็นข้อสาระสำคัญที่ต้องระบุให้แจ้งชัดตามกฎหมาย อีกทั้งใบกำกับภาษีดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้นำมาหักในการคำนวณการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงไม่มีสิทธินำมาหักหรือขอคืนได้ และในเวลาเดียวกันมีผลเท่ากับโจทก์ได้แสดงภาษีซื้อสูงไป 5,600,000 บาทต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับ 1 เท่าของยอดภาษีซื้อที่ยื่นไว้เกินดังกล่าวตามกฎหมาย แต่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2538 อีก 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539กรณีแจ้งยอดซื้อไว้เกินจำนวน 80 ล้านบาท พร้อมนำส่งเงินค่าภาษี5,600,000 บาท เบี้ยปรับ 280,000 บาท เงินเพิ่ม 84,000 บาท รวม5,964,000 บาท ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 เนื่องจากการยื่นตามปกติ (วันที่ 15 มกราคม 2539) ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำส่งภาษีขายกรณีแจ้งยอดขายขาดจำนวน 230,000 บาท พร้อมนำส่งเงินภาษีที่ชำระเพิ่มเติม 15,785.97 บาท เงินเพิ่ม 1,207.50 บาท เบี้ยปรับ 3,220 บาทโจทก์ได้ยอมรับผิดตามผลการตรวจสอบของเจ้าพนักงานทุกประการและได้ขอให้ลดเบี้ยปรับ ซึ่งจำเลยก็ได้ลดเบี้ยปรับให้โจทก์ร้อยละ 50 ดังนั้นโจทก์จะต้องรับผิดค่าเบี้ยปรับในการยื่นแบบตามปกติฉบับวันที่ 15 มกราคม2539 เมื่อลดแล้วคงเหลือเบี้ยปรับจำนวน 2,800,000 บาท ส่วนเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องรับผิดในการยื่นแบบเพิ่มเติมครั้งที่สองวันที่ 28 พฤษภาคม 2539คือ 1 เท่าของยอดภาษีขายที่แจ้งไว้ขาดไปเนื่องจากโจทก์มายื่นชำระเพิ่มเติมหลังจากได้มีการตรวจสอบของเจ้าพนักงานแล้วเป็นเงิน 16,100 บาทเมื่อลดเบี้ยปรับส่วนนี้แล้วต้องชำระ 8,050 บาท แต่โจทก์ได้ยื่นชำระไว้แล้ว3,220 บาท จึงต้องชำระเพิ่มอีก 4,830 บาท รวมเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระทั้งสิ้น 2,804,830 บาท ส่วนกรณีที่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2539 พร้อมนำส่งเงินจำนวน 5,964,000บาท เป็นกรณีที่โจทก์ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องชำระ ซึ่งโจทก์ได้มาขอคืนแล้วและจำเลยได้คืนเงินดังกล่าวให้โจทก์โดยหักกลบลบหนี้กับค่าภาษีอากรค้างคือเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระ 2,804,830 บาท คงเหลือเงินที่โจทก์ได้รับคืนไปจำนวน 3,159,170 บาท ซึ่งการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน2,804,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับคืนจำนวน 2,804,830 บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน2541 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 พฤษภาคม 2542) ต้องไม่เกิน 139,473 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์จำนวน 2,804,830 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวน 5,964,000 บาท ที่โจทก์ได้ชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามการยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2539 แต่จำเลยเห็นว่าในการที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการตามปกติเมื่อวันที่ 15มกราคม 2539 โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับเพิ่มเติม 2,800,000 บาท ในการยื่นแบบเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2539 โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับ8,050 บาท ซึ่งโจทก์ชำระไว้แล้ว 3,220 บาท คงเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยจำนวน 2,804,830 บาท ซึ่งเบี้ยปรับนี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 89/2ให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 14 และมาตรา 77 ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ในกรณีนี้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 ก็ได้ การที่โจทก์เพียงแต่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานของจำเลย กรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีดังกล่าวอีก ทั้งหากมีการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)เพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระจำนวน 4,964,000 บาท และได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (แบบ ค.10) แล้ว จำเลยจึงยังไม่อาจนำเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์เนื่องจากการชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,804,830 บาท แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 14 ม. 77 ม. 88/5 ม. 89/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคอร์รี่เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8855/2543
#91299
เปิดฉบับเต็ม

เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89/2 ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 14 และมาตรา 77 และมาตรา 88/5 ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับ การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินเเจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 ก็ได้ การที่โจทก์เพียงแต่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานของจำเลยยังถือไม่ได้ว่ามีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีดังกล่าว หากมีการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษี มูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เพิ่มเติมครั้งที่ 1 โจทก์ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระจำนวน 4,964,000 บาท และได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (แบบ ค.10) แล้ว เมื่อจำเลยยังไม่ได้แจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับเพิ่มเติม จำเลยจึงยังไม่อาจนำเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณได้จากผลการตรวจสอบดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์เนื่องจากการชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรที่ชำระเกินไปพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินให้โจทก์จำนวน ๒,๘๐๔,๘๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่มิให้เกินกว่าจำนวนเงิน ที่ได้รับคืนจำนวน ๒,๘๐๔,๘๓๐ บาท และดอกเบี้ยนับแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จนถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน ๑๓๙,๔๗๓ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้จากพยานหลักฐานโจทก์จำเลยและที่โจทก์จำเลยแถลงรับร่วมกันว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) สำหรับเดือนธันวาคม ๒๕๓๘ ต่อเจ้าพนักงานของจำเลยแสดงยอดขาย ภาษีขาย ยอดซื้อ ภาษีซื้อ และขอคืนภาษีเป็นเงินสดจำนวน ๕,๕๘๔,๒๑๔.๐๒ บาท ต่อมาในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) เพิ่มเติม ครั้งที่ ๑ ยื่นแจ้งยอดซื้อเกินไป ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน ๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท เงินเพิ่ม ๘๔,๐๐๐ บาท เบี้ยปรับ ๒๘๐,๐๐๐ บาท รวมชำระภาษีทั้งสิ้น ๕,๙๖๔,๐๐๐ บาท หลังจากนั้นวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) เพิ่มเติมครั้งที่ ๒ เป็นการยื่นเพื่อปรับปรุงยอดขาย ภาษีขาย ของประเภทธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่เป็นปกติสุข ยอดขายแจ้งไว้ขาดจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ บาท เป็นภาษีขาย ๑๖,๑๐๐ บาท พร้อมนำส่งภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติมจำนวน ๑๕,๗๘๕.๙๘ บาท เงินเพิ่ม ๑,๒๐๗.๕๐ บาท เบี้ยปรับ ๓,๒๒๐ บาท รวมชำระภาษีทั้งสิ้น ๒๐,๒๑๓.๔๘ บาท ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิขอคืนภาษีตามที่โจทก์ได้ระบุไว้ในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) (ฉบับปกติ) เนื่องจากเป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของโจทก์ ทั้งข้อความในใบกำกับภาษีซื้อมีข้อความไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ และต้อง รับผิดเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินเป็นเงิน ๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) เพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นแบบพร้อมชำระภาษีไว้รวม ๕,๙๖๔,๐๐๐ บาท นั้น เป็นการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ ให้โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนได้ และสำหรับแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) เพิ่มเติมครั้งที่ ๒ โจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับอีก ๑ เท่าของยอดภาษีขายที่แจ้งไว้ขาดไปจำนวน ๑๖,๑๐๐ บาท แต่ได้ชำระเบี้ยปรับ ไว้แล้ว ๓,๒๒๐ บาท คงเป็นเบี้ยปรับที่โจทก์ต้องชำระทั้งสิ้น ๒,๘๐๔,๘๓๐ บาท ต่อมาวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๑ เจ้าพนักงานของจำเลยได้คืนเงินที่โจทก์ได้ชำระภาษีโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียตามการยื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมตฃครั้งที่ ๑ จำนวน ๕,๙๖๔,๐๐๐ บาท แต่ได้นำเบี้ยปรับที่เห็นว่าโจทก์ต้องรับผิดจำนวน ๒,๘๐๔,๘๓๐ บาท ซึ่งยังไม่ได้มีการแจ้ง การประเมินให้โจทก์นำเงินมาชำระก่อนมาหักกลบลบหนี้แล้ว คงคืนเงินให้โจทก์จำนวน ๓,๑๕๙,๑๗๐ บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์จำนวน ๒,๘๐๔,๘๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๙/๒ ให้ถือว่าเบี้ยปรับเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๔ และมาตรา ๗๗ ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๘/๕ ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยกำหนดให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี ในกรณีนี้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน ๒ ของหมวด ๒ ลักษณะ ๒ ก็ได้ การที่โจทก์เพียงแต่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานของจำเลยกรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่ามีการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและแจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังโจทก์ โจทก์จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีดังกล่าว อีกทั้งหากมีการแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. ๓๐) เพิ่มเติมครั้งที่ ๑ โจทก์ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระจำนวน ๔,๙๖๔,๐๐๐ บาท และได้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (แบบ ค.๑๐) แล้ว จำเลยจึงยังไม่อาจนำเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนให้โจทก์เนื่องจากการชำระภาษี โดยไม่มีหน้าที่ต้องชำระที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน ๒,๘๐๔,๘๓๐ บาท แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ป.รัษฎากร ม. 14 ม. 30 ม. 77 ม. 84 ม. 88/5 ม. 89 ม. 89/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคอร์รี่เซ็นเตอร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สันติ ทักราล
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8853/2543
#38486
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา 10(1)(ก)ที่บัญญัติว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษี กรณีสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ให้ถือว่าความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม และตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีสรรพสามิตลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ข้อ 2(1) กรณีความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้นออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน จากข้อความในบทบัญญัติและประกาศดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่า กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีภายใน 10 วันนับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้นออกจากโรงอุตสาหกรรม วันที่นำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมนั้น หมายถึงแต่ละวันหรือระยะเวลาตั้งแต่ 00.00 นาฬิกาถึง 24 นาฬิกาของแต่ละวัน ดังนั้น ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีต้องถือตามปริมาณน้ำมันที่นำออกพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรม ณ เวลา24 นาฬิกาของแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีภายใน 10 วันนับแต่วันนั้นโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการสูบจ่ายน้ำมันทางท่อแบบวงจรต่อเนื่องจะเสร็จสิ้นกระบวนการทุกขั้นตอนเมื่อใด

การที่โจทก์นำปริมาณน้ำมันตั้งแต่เริ่มต้นสูบจ่ายน้ำมันทางท่อพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรมก่อนเวลา 24 นาฬิกาของวันหนึ่ง ไปรวมเพื่อชำระภาษีพร้อมกับปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรมจนถึงวันเสร็จสิ้นกระบวนการสูบจ่ายน้ำมันหลังจากพ้นเวลา 24 นาฬิกา ไปยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีในคราวเดียวพร้อมกันในกำหนด 10 วันนับแต่วันเสร็จสิ้นกระบวนการสั่งจ่ายน้ำมันจึงไม่ถูกต้อง แม้โจทก์จะอ้างว่าปฏิบัติตามระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2507 แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการตรวจสอบการนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้อยู่ในความรู้เห็นและยินยอมของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมโรงงานเพื่อทราบปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายออกไปทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบกับจำนวนภาษีที่โจทก์ชำระ ไม่เกี่ยวกับกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี โจทก์ไม่อาจอ้างระเบียบดังกล่าวมาลบล้างกำหนดเวลาในการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นกรมในรัฐบาลมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีสรรพสามิตตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน โจทก์ส่งน้ำมันจากถังในบริเวณโรงกลั่นของโจทก์ที่อำเภอศรีราชาผ่านท่อส่งน้ำมันของบริษัทท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด ไปยังคลังน้ำมันที่ตำบลลำลูกกา อำเภอธัญบุรีจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสระบุรี การส่งน้ำมันออกจากถังผ่านท่อส่งน้ำมันจะต้องส่งต่อเนื่อง แต่ละผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มส่งออกจนเสร็จถ้าหยุดชั่วคราวแล้วส่งต่อจนเสร็จจะเกิดความเสียหายแก่ธุรกิจและเครื่องจักร การที่จำเลยใช้ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ควบคุมการสูบถ่ายน้ำมันลงเรือขนสินค้าตามท่าเทียบเรือต่าง ๆ ถ้ามีการส่งน้ำมันออกโดยเริ่มส่งในวันหนึ่งและเสร็จภายหลังเวลา 24 นาฬิกา คือ เสร็จในอีกวันหนึ่ง คำว่า "วัน" ซึ่งถือว่าเป็นวันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมเพื่อเสียภาษี ก็คือวันที่นำน้ำมันออกเสร็จแต่ละผลิตภัณฑ์(คือวันรุ่งขึ้น) การตรวจสอบและคำนวณจำนวนน้ำมันเพื่อเสียภาษีก็คำนวณน้ำมันที่นำออกก่อนและหลังเวลา 24 นาฬิการวมกัน เนื่องจากไม่อาจหยุดเครื่องจักรเพื่อตรวจและคำนวณน้ำมันแยกจากกันได้ วันที่นำน้ำมันออกจากโรงงานเป็นเวลาทำการตามระเบียบของจำเลย และเป็นเวลาทำการตามปกติของกิจการส่งน้ำมันทางท่อของโจทก์ซึ่งจำเลยยอมรับตลอดมา และสอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 ซึ่งบัญญัติว่า ในทางราชการหรือทางธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม "วัน" หมายความว่า เวลาทำการตามที่กำหนดขึ้นโดย ระเบียบข้อบังคับหรือเวลาทำการตามปกติของกิจการนั้นแล้วแต่กรณี จำเลยเพิ่งกำหนดระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยวิธีการคำนวณปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อเสียภาษีสำหรับกรณีส่งน้ำมันทางท่อพ.ศ. 2541 และประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ระหว่างโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษี วันที่ 9 เมษายน 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ665,406,949.19 บาท เงินเพิ่ม 9,981,104.14 บาท เมื่อยกเว้นตัวเลขที่เป็นเศษของบาทแล้วคงเรียกเก็บ 675,388,048 บาท กับภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยอีก 67,538,804.80 บาท รวมทั้งสิ้น 742,926,852.80 บาทโดยให้นำปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายถึงเวลา 24 นาฬิกา มาชำระภาษีโดยไม่ต้องรอให้การสูบจ่ายเสร็จสิ้นในแต่ละผลิตภัณฑ์ ทำให้โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าวโดยไม่มีค่าภาษีที่ต้องชำระ เนื่องจากโจทก์ได้ชำระเมื่อเสร็จสิ้นการสูบจ่ายในแต่ละผลิตภัณฑ์ โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตพ.ศ. 2527 วันที่ 27 กรกฎาคม 2541 อธิบดีของจำเลยมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 26,616,277.97 บาทเงินเพิ่ม 9,981,104.14 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 3,659,738.21บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 40,257,120.32 บาท โดยให้เหตุผลว่าความรับผิดในอันที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตภายใน 10 วัน นับแต่วันนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรม ให้เริ่มนับ ณ เวลา 24 นาฬิกาของวันที่นำน้ำมันออก โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ คำวินิจฉัย คำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมดส่วนเงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยอีกร้อยละ 10 โดยให้ชำระภาษีทั้งสิ้น 3,659,738.21 บาท เป็นเงินเพิ่มจำนวน3,327,034.74 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน 332,703.47บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตและคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตเพราะในระหว่างวันที่ 1เมษายน ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2539 โจทก์ส่งน้ำมันออกจากถังผ่านท่อส่งน้ำมันรวม 51 วัน (51 เที่ยว) โดยส่งผ่านท่อติดต่อรวดเดียวจนครบจำนวนตามที่ขอและได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุมโรงกลั่นซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลย มีอยู่เพียงวันเดียวที่ใช้เวลาเกิน 24 ชั่วโมง การส่งน้ำมันแต่ละวันเป็นการเริ่มส่งในวันหนึ่งและเสร็จหลังเวลา 24 นาฬิกา เนื่องจากจำเลยถือเอาวันที่มีการนำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นเป็นหลักในการคำนวณจำนวนน้ำมันและเรียกเก็บภาษี โจทก์จึงยื่นรายการและเสียภาษีภายใน 10 วัน นับแต่วันนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งจำเลยก็รับชำระภาษีโดยไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม และเหตุผลตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตของจำเลยขัดต่อระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันของจำเลยและขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/4 การที่จำเลยมีนโยบายให้นำปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายถึงเวลา 24 นาฬิกา มาชำระภาษีโดยไม่ต้องรอให้สูบจ่ายเสร็จสิ้นในแต่ละผลิตภัณฑ์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดกำหนดโดยชัดแจ้งให้หยุดคำนวณน้ำมันในเวลา 24 นาฬิกา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ควบคุมโรงกลั่นของโจทก์ก็ไม่เคยสั่งให้หยุดการสูบจ่ายน้ำมันในเวลา 24 นาฬิกา เพื่อตรวจวัดและคำนวณน้ำมัน ซึ่งเมื่อไม่มีการหยุดและคำนวณในเวลา 24 นาฬิกา ก็ไม่มีจำนวนน้ำมันแน่นอนที่จะเสียภาษี คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตที่ระบุว่าความรับผิดในอันจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตภายใน10 วัน นับแต่วันนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้เริ่มนับ ณ เวลา24 นาฬิกาของวันที่นำน้ำมันออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตามมาตรา 10แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ให้ถือว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมกรณีการส่งน้ำมันออกจากถังผ่านท่อติดต่อกันจนกว่าจะเสร็จไม่สามารถคิดภาษีโดยอาศัยเวลาเป็นนาทีหรือชั่วโมงของการส่งน้ำมันออกได้ เพราะไม่อาจคำนวณจำนวนน้ำมันได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบรายการเสียภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยหมายถึงเวลา 24 นาฬิกา จำเลยไม่มีสิทธิอ้างเวลาดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยวิธีการคำนวณปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อเสียภาษีสำหรับกรณีส่งน้ำมันทางท่อ ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ไม่มีผลย้อนหลังถึงการประเมินภาษีคดีนี้ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต ภษ.02-08ที่ กค 0711/752 ลงวันที่ 9 เมษายน 2541 คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ภษ. 02-10 เลขที่ กค 0710/26466 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีโจทก์อุทธรณ์การประเมินภาษี วันที่ 9 เมษายน 2541 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ665,406,949.19 บาท เงินเพิ่ม 9,981,104.14 บาท เมื่อยกเว้นตัวเลขที่เป็นเศษของบาทแล้วคงเรียกเก็บ 675,388,048 บาท กับภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยอีก 67,538,804.80 บาท รวมทั้งสิ้น 742,926,852.80 บาท โดยให้นำปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายถึงเวลา 24 นาฬิกา มาชำระภาษีโดยไม่ต้องรอให้การสูบจ่ายเสร็จสิ้นในแต่ละผลิตภัณฑ์ ทำให้โจทก์ต้องชำระเบี้ยปรับและเงินเพิ่มดังกล่าวโดยไม่มีค่าภาษีที่ต้องชำระ เนื่องจากโจทก์ได้ชำระเมื่อเสร็จสิ้นการสูบจ่ายในแต่ละผลิตภัณฑ์ โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 วันที่ 27 กรกฎาคม2541 อธิบดีของจำเลยมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับ 26,616,277.97 บาท เงินเพิ่ม 9,981,104.14 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 3,659,738.21 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น40,257,120.32 บาท โดยให้เหตุผลว่าความรับผิดในอันที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตภายใน 10 วัน นับแต่วันนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้เริ่มนับ ณ เวลา 24 นาฬิกาของวันที่นำน้ำมันออก โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์คำวินิจฉัย คำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 89แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด ส่วนเงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยอีกร้อยละ 10 โดยให้ชำระภาษีทั้งสิ้น 3,659,738.21 บาท เป็นเงินเพิ่มจำนวน 3,327,034.74 บาทและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยจำนวน 332,703.47 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตและคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตเพราะในระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2539 โจทก์ส่งน้ำมันออกจากถังผ่านท่อส่งน้ำมันรวม 51 วัน(51 เที่ยว) โดยส่งผ่านท่อติดต่อรวดเดียวจนครบจำนวนตามที่ขอและได้รับอนุญาตจากผู้ควบคุมโรงกลั่นซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีอยู่เพียงวันเดียวที่ใช้เวลาเกิน 24 ชั่วโมง การส่งน้ำมันแต่ละวันเป็นการเริ่มส่งในวันหนึ่งและเสร็จหลังเวลา 24 นาฬิกา เนื่องจากจำเลยถือเอาวันที่มีการนำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นเป็นหลักในการคำนวณจำนวนน้ำมันและเรียกเก็บภาษี โจทก์จึงยื่นรายการและเสียภาษีภายใน 10 วัน นับแต่วันนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งจำเลยก็รับชำระภาษีโดยไม่เรียกเก็บเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มและเหตุผลตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตของจำเลยขัดต่อระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันของจำเลยและขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/4 การที่จำเลยมีนโยบายให้นำปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายถึงเวลา24 นาฬิกา มาชำระภาษีโดยไม่ต้องรอให้สูบจ่ายเสร็จสิ้นในแต่ละผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดกำหนดโดยชัดแจ้งให้หยุดคำนวณน้ำมันในเวลา 24 นาฬิกา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ควบคุมโรงกลั่นของโจทก์ก็ไม่เคยสั่งให้หยุดการสูบจ่ายน้ำมันในเวลา24 นาฬิกา เพื่อตรวจวัดและคำนวณน้ำมัน ซึ่งเมื่อไม่มีการหยุดและคำนวณในเวลา 24 นาฬิกา ก็ไม่มีจำนวนน้ำมันแน่นอนที่จะเสียภาษี คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตที่ระบุว่าความรับผิดในอันจะต้องชำระภาษีสรรพสามิตภายใน 10 วัน นับแต่วันนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้เริ่มนับ ณ เวลา 24 นาฬิกาของวันที่นำน้ำมันออกไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527ให้ถือว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมกรณีการส่งน้ำมันออกจากถังผ่านท่อติดต่อกันจนกว่าจะเสร็จไม่สามารถคิดภาษีโดยอาศัยเวลาเป็นนาทีหรือชั่วโมงของการส่งน้ำมันออกได้เพราะไม่อาจคำนวณจำนวนน้ำมันได้ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบรายการเสียภาษีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยจำเลยหมายถึงเวลา 24 นาฬิกา จำเลยไม่มีสิทธิอ้างเวลาดังกล่าวเพื่อเรียกเก็บเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจากโจทก์ระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยวิธีการคำนวณปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อเสียภาษีสำหรับกรณีส่งน้ำมันทางท่อ ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2541 ไม่มีผลย้อนหลังถึงการประเมินคดีนี้ ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต ภษ.02-08 ที่ กค 0711/752ลงวันที่ 9 เมษายน 2541 คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ภษ.02-10 เลขที่ กค 0710/26466 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตภษ.02-09 เลขที่ 1/2542 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542

จำเลยให้การว่า ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม 2539 โจทก์สูบจ่ายน้ำมันส่งไปทางท่อข้ามวันรวม 50 เที่ยว คือเริ่มสูบจ่ายก่อนเวลา 24 นาฬิกาของวันหนึ่งแต่ไปเสร็จสิ้นหลังจากพ้นเวลา 24 นาฬิกาของวันดังกล่าวไปแล้ว คือ เสร็จสิ้นในเวลาของวันใหม่และโจทก์ชำระภาษีในส่วนที่มีการสูบจ่ายน้ำมันก่อนเวลา 24 นาฬิกาช้ากว่ากำหนด นอกจากนั้นการสูบจ่ายน้ำมันที่เริ่มต้นและเสร็จสิ้นในวันเดียวกันในเดือนกรกฎาคม 2539โจทก์ชำระภาษีช้ากว่ากำหนด 1 เที่ยวตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องขยายกำหนดเวลาชำระภาษีสรรพสามิตลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ความรับผิดในอันที่จะต้องชำระภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม ซึ่งสินค้าน้ำมันได้ขยายเวลาให้ชำระภาษีภายใน 10 วันนับแต่วันที่นำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรม การนับวันคงนับตั้งแต่เวลา12 ชั่วโมงก่อนเที่ยงวันเป็นเวลาเริ่มต้นและไปสิ้นสุดหลังเที่ยงวันอีก 12 ชั่วโมง จึงถือเป็นวันหนึ่ง ประเทศไทยถือกำหนดให้นับวันเช่นนี้มาตั้งแต่ปี 2460 การส่งจ่ายน้ำมันข้ามวัน เช่น เริ่มสูบจ่ายน้ำมันทางท่อตั้งแต่วันที่ 12เมษายน 2539 เวลา 22 นาฬิกา ไปสิ้นสุดวันที่ 13 เมษายน 2539 เวลา1.40 นาฬิกา จำนวนน้ำมันที่ส่งก่อนเวลา 24 นาฬิกา ภาระภาษีเกิดตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2539 ต้องชำระภาษีภายใน 10 วัน คือวันที่ 22 เมษายน2539 ส่วนน้ำมันที่ส่งภายหลังเวลา 24 นาฬิกา ถึงเวลา 1.40 นาฬิกาถือเป็นน้ำมันที่ส่งออกจากโรงอุตสาหกรรมในวันใหม่คือวันที่ 13 เมษายน2539 ภาระภาษีเกิดในวันที่ 13 เมษายน 2539 และต้องชำระภาษีภายในวันที่ 23 เมษายน 2539 วันที่โจทก์อ้างเป็นวันทำการตามปกติซึ่งกฎหมายตราขึ้นเพื่อสะดวกในการติดต่อกันเป็นคนละประเด็นกับการถือว่าภาระภาษีเกิด ณ วันที่เท่าไร จำนวนน้ำมัน วันเวลาในการเริ่มสูบจ่ายและสูบจ่ายเสร็จสิ้นแต่ละคราว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำตัวเลขมาจากโจทก์ นอกจากนั้นโจทก์ได้ให้ข้อเท็จจริงว่าการส่งน้ำมันทางท่อต้องใช้อัตราความเร็วสม่ำเสมอกันโดยตลอดจึงอยู่ในวิสัยแห่งวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่จะคำนวณหาอัตราเฉลี่ยจำนวนน้ำมันที่ส่งในแต่ละคราวได้และสามารถคำนวณหาจำนวนแน่นอนของน้ำมันที่สูบจ่ายก่อนเวลา 24 นาฬิกาได้โดยไม่ต้องหยุดจ่ายน้ำมันตามข้ออ้างของโจทก์ เมื่อโจทก์ชำระค่าภาษีน้ำมันจำนวน 51 เที่ยว ล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ประเมินจึงชอบที่จะประเมินภาษีได้แต่ตัวภาษีที่ต้องชำระภายในเวลาที่กำหนดนั้นโจทก์ได้ชำระแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จึงประเมินเฉพาะเบี้ยปรับเงินเพิ่มและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ชำระภาษีล่วงเลยระยะเวลาที่กำหนดตามกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ไม่มีเจตนาทุจริตหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีแต่อย่างใด จึงให้งดเบี้ยปรับทั้งหมด ส่วนเงินเพิ่มให้ลดลงเหลือร้อยละ 0.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับและภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทยอีกร้อยละ 10 เป็นภาษีรวมทั้งสิ้น 3,659,738.21 บาท แยกเป็นเงินเพิ่ม 3,327,034.74 บาท และภาษีเก็บเพิ่มเพื่อมหาดไทย 332,703.47 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบของราชการ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า วันที่นำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมคือวันที่โจทก์ทำการสูบจ่ายน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมเสร็จสิ้นหรือไม่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 10(1)(ก) ที่บัญญัติว่าความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษี กรณีสินค้าอยู่ในโรงอุตสาหกรรม ให้ถือว่าความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมและตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีสรรพสามิตลงวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ข้อ 2(1) กรณีความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีเกิดขึ้นในเวลาที่นำสินค้าน้ำมัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีภายใน 10 วันนับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันนั้นออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนจากข้อความในบทบัญญัติและประกาศดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่ากฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยื่นแบบรายการภาษีพร้อมกับชำระภาษีภายใน 10 วัน นับแต่วันที่นำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมวันที่นำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมนั้น หมายถึง แต่ละวันหรือระยะเวลาตั้งแต่ 00.00 นาฬิกา ถึง 24 นาฬิกาของแต่ละวันดังนั้น ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีต้องถือตามปริมาณน้ำมันที่นำออกพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรม ณ เวลา 24 นาฬิกา ของแต่ละวันเป็นเกณฑ์ในการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีภายใน 10 วันนับแต่วันนั้นโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการสูบจ่ายน้ำมันทางท่อแบบวงจรต่อเนื่องจะเสร็จสิ้นกระบวนการทุกขั้นตอนเมื่อใด การที่โจทก์นำปริมาณน้ำมันตั้งแต่เริ่มต้นสูบจ่ายน้ำมันทางท่อพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรมก่อนเวลา24 นาฬิกา ของวันหนึ่งไปรวมเพื่อชำระภาษีพร้อมกับปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายพ้นไปจากโรงอุตสาหกรรมจนถึงวันเสร็จสิ้นกระบวนการสูบจ่ายน้ำมันหลังจากพ้นเวลา 24 นาฬิกา ไปยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีในคราวเดียวพร้อมกันในกำหนด 10 วันนับแต่วันเสร็จสิ้นกระบวนการสั่งจ่ายน้ำมันจึงไม่ถูกต้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ปฏิบัติตามระเบียบกรมสรรพสามิต ว่าด้วยการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมทำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันและประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2507ที่ให้ผู้ควบคุมโรงงานรวบรวมหลักฐานพร้อมใบแจ้งจำนวนน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่นำออกจากโรงอุตสาหกรรมประจำวันส่งต่อสรรพสามิตจังหวัดและจำเลย และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยผู้มีหน้าที่ควบคุมการนำน้ำมันออกจากถังและเป็นผู้ตรวจวัดระดับของน้ำมันในถังก่อนและหลังการปล่อยออกจากถัง รวมทั้งเป็นผู้คำนวณปริมาณเป็นลิตรของน้ำมันที่ปล่อยออกประจำวันในแต่ละเที่ยวได้ระบุวันที่ในช่องก่อนจ่ายว่า วันที่ 24 ธันวาคม 2539 เวลา 22.15 นาฬิกาและระบุวันที่ในช่องหลังจ่ายว่า วันที่ 25 ธันวาคม 2539 เวลา 7.15 นาฬิกาและระบุวันที่จ่ายน้ำมัน วันที่ผู้คำนวณผู้ตรวจสอบ และผู้ควบคุมโรงงานลงชื่อไว้คือวันที่ 25 ธันวาคม 2539 ซึ่งเป็นวันสูบจ่ายเสร็จสิ้นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่เคยคำนวณน้ำมัน ณ เวลา 24 นาฬิกา นั้น ระเบียบดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทางปฏิบัติเพื่อควบคุมการตรวจสอบการนำน้ำมันออกจากโรงอุตสาหกรรมให้อยู่ในความรู้เห็นและยินยอมของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมโรงงานเพื่อทราบปริมาณน้ำมันที่สูบจ่ายออกไปทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบกับจำนวนภาษีที่โจทก์ชำระไม่เกี่ยวกับกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี และการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยบันทึกไปเช่นนั้นก็เป็นการบันทึกไปตามความจริง โจทก์จึงไม่อาจอ้างระเบียบและการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยดังกล่าวมาลบล้างกำหนดเวลาในการยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีได้ สำหรับระเบียบกรมสรรพสามิตว่าด้วยวิธีการคำนวณปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเพื่อเสียภาษีสำหรับกรณีส่งน้ำมันทางท่อ พ.ศ. 2541และประกาศใช้วันที่ 16 กรกฎาคม 2541 เป็นเรื่องจำเลยออกระเบียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น สำหรับผู้เสียภาษีมิได้ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใดซึ่งแม้จะไม่มีระเบียบดังกล่าวความรับผิดในการชำระภาษีสรรพสามิตสำหรับสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันกรณีส่งน้ำมันทางท่อย่อมต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 10(1)(ก)ประกอบด้วยประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ขยายกำหนดเวลาชำระภาษีสรรพสามิตดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 10 (1) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8852/2543
#91298
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8 วรรคสอง ได้บัญญัติให้ผู้มีเงินได้จากกิจการดังกล่าวสามารถหักค่าใช้จ่าย ได้ 2 วิธี คือหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา หรือหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร หากผู้มีเงินได้ใช้สิทธิเลือก หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรแล้วก็จะกลับไปขอใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาอีกไม่ได้ เมื่อโจทก์ได้เลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร แต่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโจทก์ได้ตาม ที่ต้องการ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิกลับไปใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้อีก

แม้พฤติการณ์ของโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร เจ้าพนักงานประเมินก็มีอำนาจพิจารณาลดเบี้ยปรับลงได้ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 37/2534 เรื่อง ระเบียบการงดหรือลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 และ ภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (3) (ก) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการกระทำความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์เกิดขึ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน กรณีมีเหตุสมควรที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 89 ม. 91/21 (6) ม. 8 วรรคสอง
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.37/2534 ม. 2 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย ตั้งเทียนชัยชนะ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8847/2543
#99190
เปิดฉบับเต็ม

การออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ใดก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น สำหรับในเขตกรุงเทพมหานครหมายถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่ ส. ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคาร จึงเห็นได้ว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะ มิใช่คำสั่งของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงมิใช่ผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร มาตรา 40 (3) ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจพิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 คือสั่งโดยกำหนดเวลาให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตให้ถูกต้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำสั่งตามมาตรา 40 (1) นั้น เป็นบทบังคับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องพิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 ภายในเวลาอันสมควร มิใช่บังคับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีคำสั่งตามมาตรา 40 (1) เสียก่อนหรือบังคับให้คำสั่งตามมาตรา 40 (1) ต้องมีผลบังคับไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนจึงจะพิจารณามีคำสั่งดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 40 (3) ได้ ดังนั้นคำสั่งที่ให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคารและคำสั่งที่ให้โจทก์แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตฉบับใดจะออกก่อนหลังกันอย่างไรและลงวันที่ในคำสั่งหรือไม่จึงไม่ใช่ข้อสำคัญ คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั้งสองฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุจะเพิกถอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 740-43/2540 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ หน่วยงานของจำเลยที่ 1 คำสั่งที่ กท 9015/5600 และคำสั่งที่ กท 9015/5601

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารเลขที่ 173/46 ซอยวัดใหม่พิเรนทร์ แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร โจทก์ได้ต่อเติม ดัดแปลงอาคารดังกล่าวโดยมิได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งที่ กท 9015/5601 ให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคารตามคำสั่งแบบ ค.13 เอกสารหมาย จ.2 และมีคำสั่งที่ กท 9015/5600 ให้โจทก์แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างตามแบบ ค.10 เอกสารหมาย จ.1 โจทก์ทราบคำสั่งดังกล่าวแล้วโดยได้รับคำสั่งทั้งสองฉบับในวันเดียวกัน โจทก์ไม่ปฏิบัติตามแต่ได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ชอบด้วยกฎหมายตามเอกสารหมาย จ.4 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า การออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ใดก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.นี้ สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร ให้หมายถึงจำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่นายเสรี เจริญศิริ ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคาร จึงเห็นได้ว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะ มิใช่คำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่1 จึงมิใช่ผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ตามนัยแห่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 939/2536 ระหว่าง บริษัทไทยวา จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งที่ กท 9015/5601 ให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคารตามแบบ ค.3 เอกสารหมาย จ.2 คำสั่งที่ กท 9015/5600 ให้โจทก์แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามแบบ ค.10 เอกสารหมาย จ.1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ ในข้อนี้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 11 มีบัญญัติไว้ในมาตรา 40 และมาตรา 41 ดังนี้

"มาตรา 40 ในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการดังนี้

(1) มีคำสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร ผู้ควบคุมงาน ผู้ดำเนินการ ลูกจ้าง หรือบริวารของบุคคลดังกล่าว ระงับการกระทำดังกล่าว

(2) มีคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปในส่วนใด ๆ ของอาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และจัดให้มีเครื่องหมายแสดงการห้ามนั้นไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณดังกล่าว และ

(3) พิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือมาตรา 42 แล้วแต่กรณี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้มีคำสั่งตาม (1)

มาตรา 41 ถ้าการกระทำตามมาตรา 40 เป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตหรือดำเนินการแจ้งตามมาตรา 39 ทวิ หรือดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปอีกก็ได้ และให้นำมาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" ที่โจทก์ฎีกาว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ออกตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องดำเนินการตามลำดับโดยเคร่งครัด คือ ก่อนจะมีคำสั่งตามมาตรา 40 (3) ได้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องดำเนินการตามมาตรา 40 (1) เสียก่อน แต่คำสั่งให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคารตามแบบ ค.3 เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งออกตามมาตรา 40 (1) กลับเป็นคำสั่งที่ระบุเลขที่หลังคำสั่งให้โจทก์แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามแบบ ค.10 เอกสารหมาย จ.1 อีกทั้งคำสั่งทั้งสองฉบับไม่ระบุวันที่ที่ออกคำสั่ง ระยะเวลาตามมาตรา 40 (3) จึงยังไม่อาจนับได้ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 40 (3) ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจพิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 คือสั่งโดยกำหนดเวลาให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตให้ถูกต้องภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำสั่งตามมาตรา 40 (1) นั้น เป็นบทบังคับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องพิจารณามีคำสั่งตามมาตรา 41 ภายในเวลาอันสมควร กล่าวอีกนัยหนึ่ง เพื่อมิให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้อำนาจตามมาตรา 40 (1) มีคำสั่งให้ระงับการดัดแปลงอาคารไว้ก่อนนานเกินสมควรหรือโดยไม่มีกำหนดเวลาอันจะเป็นการเดือดร้อนแก่ผู้ได้รับคำสั่ง บทบัญญัติมาตรา 40 (3) จึงบังคับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องรีบพิจารณาว่าจะมีคำสั่งตามมาตรา 41 หรือไม่ มิใช่บังคับให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องมีคำสั่งตามมาตรา 40 (1) เสียก่อนหรือบังคับให้คำสั่งตามมาตรา 40 (1) ต้องมีผลบังคับไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนจึงจะพิจารณามีคำสั่งดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 40 (3) ได้ ข้อที่ว่าคำสั่งที่ กท 9015/5601 ให้โจทก์ระงับการดัดแปลงอาคารตามแบบ ค.3 เอกสารหมาย จ.2 และคำสั่งที่ กท 9015/5600 ให้โจทก์แก้ไขและยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามแบบ ค.10 เอกสารหมาย จ.1 ฉบับใดจะออกก่อนหลังกันอย่างไรและลงวันที่ในคำสั่งหรือไม่จึงไม่ใช่ข้อสำคัญ คำสั่งของจำเลยที่ 2 ทั้งสองฉบับและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.4 จึงชอบด้วยกฎหมายและไม่มีเหตุจะเพิกถอน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(วิชัย วิวิตเสวี - สกนธ์ กฤติยาวงศ์ - สุเทพ เจตนาการณ์กุล)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 40 (1) ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิริวรรณ เกษรกุหลาบ
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ศาลอุทธรณ์ — นายประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8844/2543
#38485
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านเป็นผู้มีหน้าที่พิสูจน์ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ เมื่อผู้คัดค้านเบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่าจำเลยขอยืมรถยนต์ไปทำงาน ไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดแต่ไม่ปรากฏเหตุผลความจำเป็น พฤติการณ์ของจำเลยที่ค้ายาเสพติดผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาควรจะต้องทราบเรื่องบ้าง พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงยังไม่มีน้ำหนัก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542ตามคดีหมายเลขดำที่ 388/2542 ของศาลชั้นต้น ฐานมียาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปรากฏว่าของกลางที่ยึดได้ คือ รถยนต์ยี่ห้อนิสสันและโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง เป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะและอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงขอให้ริบของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเป็นเวลาสองวันติดต่อกันให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางดังกล่าวยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านว่า รถยนต์ยี่ห้อนิสสันรุ่นเซฟฟิโร่หมายเลขทะเบียน 8ฐ-4103 กรุงเทพมหานคร เป็นของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วย ขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นเซฟฟิโร่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 8ฐ-4103 กรุงเทพมหานคร กับโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโมโตโรล่า หมายเลขโทรศัพท์ 01-9375039 และยี่ห้อโนเกีย หมายเลขโทรศัพท์ 01-9272108 ของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่ารถยนต์ยี่ห้อนิสสัน รุ่นเซฟฟิโร่ หมายเลขทะเบียน 8ฐ-4103 กรุงเทพมหานครของกลางในคดีนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านซึ่งจำเลยสามีผู้คัดค้านนำรถยนต์คันดังกล่าวนี้ใช้เป็นยานพาหนะและอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ริบรถยนต์ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คดีคงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่ามีเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านดังที่ผู้คัดค้านฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 วรรคสามบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านเป็นผู้มีหน้าที่พิสูจน์ว่า ตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดและจะมีการนำทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ ดังนั้นที่ผู้ร้องคัดค้านฎีกาว่าหากมีกรณีสงสัย ควรยกประโยชน์แห่งการนี้ให้เป็นคุณแก่ผู้คัดค้านนั้น จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อผู้คัดค้านเบิกความแต่เพียงลอย ๆ ว่า จำเลยขอยืมรถยนต์ของกลางนี้ไปทำงานที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิด โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องยืมรถยนต์ของผู้คัดค้านซึ่งใช้งานอยู่ตามปกติที่จังหวัดสุรินทร์ไปใช้ และจะต้องเป็นการยืมข้ามวันข้ามคืน สถานที่ที่จำเลยอ้างว่าจะนำรถยนต์ไปใช้นั้นเป็นแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี จึงมิใช่สถานที่อยู่ตามปกติของจำเลยประกอบกับจำเลยได้นำรถยนต์ของกลางไปติดต่อซื้อยาเสพติดและขนยาเสพติดจากจังหวัดลำปางเพื่อนำเข้ากรุงเทพมหานครแสดงว่าต้องมีพฤติการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว จำเลยจึงทราบถึงแหล่งในการจัดหาและนำมาจำหน่าย ผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาของจำเลยควรจะต้องทราบเรื่องดังกล่าวนี้บ้าง เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงลอย ๆ โดยมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานผู้ร้องได้ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาริบรถยนต์ของกลางจึงชอบแล้วฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — ร้อยตรีหญิงประเทือง แก้ววิลัย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8840/2543
#38484
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1และคำขอท้ายฟ้องระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์เท่ากับโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัวนั้น เป็นผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 และ 1087

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 918,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า เช็คทั้งเจ็ดฉบับตามที่โจทก์ฟ้องเป็นเช็คที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายล่วงหน้า เพื่อเป็นการชำระค่าเช่าซื้อรถขุดไฮดรอลิกแก่โจทก์ หลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยทั้งสองไม่สามารถชำระค่าเช่าซื้อต่อไปได้จึงแจ้งให้โจทก์มารับรถขุดไฮดรอลิกคืนไป ต่อมาโจทก์ได้รับรถคืนไปแล้ว สัญญาจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยทั้งสองได้ขอยกเลิกเช็คทั้งเจ็ดฉบับดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหนี้ต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คจำนวน 918,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าตามคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือมีนิติสัมพันธ์อย่างใดกับโจทก์จึงต้องรับผิดตามเช็ค การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทในฐานะส่วนตัวด้วย เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากคำฟ้องจึงไม่ชอบนั้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และตามคำขอท้ายฟ้องระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จึงเท่ากับโจทก์ได้มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรับผิดแล้ว ส่วนจะรับผิดตามบทกฎหมายใดเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกบทกฎหมายขึ้นปรับเมื่อบรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะส่วนตัวนั้นอันเป็นผลตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077และ 1087 ซึ่งวางหลักว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นมีผู้ถือหุ้นอยู่ 2 จำพวก จำพวกหนึ่งได้แก่พวกจำกัดความรับผิดคือรับผิดเฉพาะเท่าที่ตนรับจะลงหุ้นเท่านั้น และอีกจำพวกหนึ่งได้แก่จำพวกไม่จำกัดความรับผิดคือต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน และผู้ที่จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ก็แต่เฉพาะหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดเป็นส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วย จึงมิใช่วินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077 ม. 1087
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอริยะโฮลดิ้ง จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดชัยมงคลลูกรัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8833/2543
#99094
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อเห็นสมควรศาลก็มีอำนาจจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ว่าในชั้นไหน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง จึงย่อมมีอำนาจกระทำได้

เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้ระบุว่าโจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ทั้งตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้องก็เป็นสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 2 ผู้ซื้อฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ผู้ขายอีกฝ่ายหนึ่ง โจทก์ที่ 2 จึงเป็นตัวการในสัญญา มิใช่ตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ดังนั้นโจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 879,698.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 819,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 71,906.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 65,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 105,602 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ส่วนประเด็นในปัญหาว่าโจทก์ที่ 2 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้ในเรื่องอำนาจฟ้องนี้จำเลยจะมิได้กล่าวแก้เป็นประเด็นไว้ และมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแต่ศาลชั้นต้น แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อเห็นสมควรศาลก็มีอำนาจจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองไม่ว่าในชั้นไหน ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองจึงย่อมมีอำนาจกระทำได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ในนามของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ในนามส่วนตัวได้ และพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้ระบุว่าโจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ทั้งตามสัญญาซื้อขายที่โจทก์ทั้งสองนำมาฟ้อง ก็เป็นสัญญาระหว่างโจทก์ที่ 2 ผู้ซื้อฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ผู้ขายอีกฝ่ายหนึ่ง โจทก์ที่ 2 จึงเป็นตัวการในสัญญา มิใช่ตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ดังศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 460,200 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสองกำหนดเป็นค่าทนายความรวม 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กับพวก
จำเลย — บริษัทซีเอ็น เอ็น ซัพพลาย (1992) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายสมพงษ์ ฐิติสุริยารักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสิงห์พล ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8820/2543
#99092
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งหลังสุดและไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ ผู้สมัครย่อมเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 และตกเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 8 (15) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 145 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 10 (2) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 (คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
++ เรื่อง ขอให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้ง ++

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๑๑ จังหวัดนครราชสีมา ได้ประกาศรายชื่อนางวิไลรัตน์ ไกรสนธิ์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่า ผู้สมัครรายนี้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร

ผู้สมัครไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นสืบพยานแทนศาลฎีกาแล้ว

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของผู้ร้องและนางวิไลรัตน์ ไกรสนธิ์ ผู้สมัครรับกันว่า ผู้สมัครเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งหลังสุด และไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง มีปัญหาวินิจฉัยว่า ผู้สมัครเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง (๓)บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๒ หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันสมควรให้ถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามมาตรา ๖๘ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ให้ผู้นั้นเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง ฉะนั้น การที่ผู้สมัครซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งหลังสุด และไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ ผู้สมัครย่อมเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา๒๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ และตกเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๘(๑๕) ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔๕ (๑) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๑๐ (๒) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑

จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนางวิไลรัตน์ ไกรสนธิ์ ผู้สมัคร.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 68 ม. 145 (1)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 10 (2)
ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๑
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา