คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7920/2543
#66306
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย แม้ไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือก็ตาม แต่ข้อตกลงการจ้างก็มีลักษณะเป็นสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 แล้ว นอกจากนี้ยังมีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับผู้แทนสหภาพแรงงานระบุว่าสภาพการจ้างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องผลต่างค่าจ้างขั้นต่ำกับเรื่องการปรับค่าจ้างประจำปีและโบนัสทั้งสองฝ่ายตกลงให้คงเดิมด้วย ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 19 วรรคสอง

แม้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะมีอำนาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใดได้ก็ตาม แต่การสั่งดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 การที่จำเลยย้ายโจทก์จากตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องไปเป็นพนักงานธรรมดาในแผนกตัดเม็ดกระสวยซึ่งเป็นการย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งต่ำกว่าเดิม ทั้งต้องทำงานเป็นกะหมุนเวียนสับเปลี่ยนเวลาเข้าทำงานและออกจากงานตลอดเวลา ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอนเช่นเดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ยิ่งกว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้ย้ายโจทก์ไปทำงานที่แผนกตัดเม็ดกระสวยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยย้ายโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมและสภาพการจ้างเดิมทุกประการ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยย้ายโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกห้องเครื่องโดยได้รับค่าจ้างในอัตราเท่าเดิมและสภาพการจ้างเดิมทุกประการ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงประการเดียวว่า เมื่อไม่มีสัญญาผูกมัดกันไว้นายจ้างย่อมมีอำนาจที่จะแสวงหาวิธีการทำงานที่เหมาะสมและให้ได้ประสิทธิผลมากที่สุด ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามและไม่เป็นการผูกพันว่านายจ้างจะต้องให้ลูกจ้างทำงานอยู่ในแผนกนั้นตลอดไป เมื่อมีความเหมาะสมที่นายจ้างจะย้ายลูกจ้างไปทำงานในแผนกอื่นโดยลูกจ้างได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมนายจ้างย่อมมีอำนาจทำได้ คำสั่งของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว แม้จะไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือก็ตาม แต่ข้อตกลงการจ้างดังกล่าวก็มีลักษณะเป็นสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติว่า "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน นอกจากนี้ปรากฏว่ามีบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างจำเลยกับผู้แทนสหภาพแรงงานเอาว์ตาร์ชิงห์ ระบุว่าสภาพการจ้างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องผลต่างค่าจ้างขั้นต่ำกับเรื่องการปรับค่าจ้างประจำปีและโบนัสทั้งสองฝ่ายตกลงให้คงเดิมด้วย ซึ่งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์และจำเลย ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 19 วรรคสอง แม้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจะมีอำนาจสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไปทำงานในตำแหน่งใดได้ก็ตาม แต่การสั่งดังกล่าวก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 20 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ดังนั้น การที่จำเลยย้ายโจทก์จากตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องไปเป็นพนักงานธรรมดาในแผนกตัดเม็ดกระสวยซึ่งเป็นการย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งต่ำกว่าเดิมทั้งต้องทำงานเป็นกะหมุนเวียนสับเปลี่ยนเวลาเข้าทำงานและออกจากงานตลอดเวลา ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอนเช่นเดิม จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ยิ่งกว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมาในอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ คำสั่งของจำเลยที่ให้ย้ายโจทก์ไปทำงานที่แผนกตัดเม็ดกระสวยขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 5 ม. 19 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสอางค์ ทองคำมาก
ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
จำเลย — เอาว์ตาร์ซิงห์ แอนด์ กัมปะนี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
กมล เพียรพิทักษ์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2543
#38463
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ต้นเงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท ที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวอีกจำนวน7,500 บาท เป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้นแต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยคดีนี้เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้ให้จำเลยจ่ายเดือนละ 7,500 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 นั้นเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่า หนี้ต้นเงินกู้ยืมจำนวน 500,000บาท ที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวอีกจำนวน 7,500 บาท ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น เป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้น แต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบดังที่จำเลยฎีกาเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เพราะขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวจะคิดเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1กำหนดลงโทษมาเป็นเวลาเพียง 3 เดือน นับว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการบรรเทาผลเสียหายให้แก่โจทก์เลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทรงกลด ลีวิวัฒน์วงศ์
จำเลย — นาย อาณัติหรือปิยะวัฒน์ เลิศศิริวรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2543
#40480
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ต้นเงินกู้ยืมที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมเป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้นแต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบเข้าไว้ด้วยการออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เพราะขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539เวลากลางวัน จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาบุรีรัมย์ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2539 จำนวนเงิน 500,000บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 ให้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมซึ่งจำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำนวน500,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2ที่มีการปิดอากรแสตมป์ครบถ้วน เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระโจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่เรียกเก็บไม่ได้ เพราะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเนื่องจากในขณะออกเช็คไม่มีเงินในบัญชีของจำเลยอันจะพึงให้ใช้เงินได้แล้ว วินิจฉัยว่าหนี้ต้นเงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท ที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวอีกจำนวน7,500 บาท ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้นเป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้น แต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบดังที่จำเลยฎีกาเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เพราะขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวจะคิดเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทรงกลด ลีวิวัฒน์วงศ์
จำเลย — นาย อาณัติหรือปิยะวัฒน์ เลิศศิริวรกุล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2543
#66305
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ต้นเงินกู้ยืมที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมเป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้น แต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เพราะขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทรงกลด ลีวิวัฒน์วงศ์
จำเลย — นายอาณัติหรือปิยะวัฒน์ เลิศศิริวรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวศรัณยา เลิศศาสตร์วัฒนา
ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ — นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7908/2543
#99158
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาพยานหลักฐานของศาลว่าได้ปฏิบัติเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246

ตามบัญชีระบุพยานโจทก์ระบุว่า ต้นฉบับเอกสารหมาย จ.9 อยู่ที่ธนาคาร ก. การที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับ มาได้โดยประการอื่น ทั้งจำเลยไม่โต้แย้งคัดค้านว่าต้นฉบับไม่มีหรือสำเนาไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงรับฟังเอกสารหมาย จ.9 ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน จำนวน ๑๔๕,๑๙๑.๔๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑๔,๖๒๒.๕๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๒๔,๙๕๒.๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑๔,๖๒๒.๕๒ บาท นับแต่วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน ๖๔,๙๕๒.๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๕๔,๖๒๒.๕๒ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ รวม ๔,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่จำเลยมิได้อุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย จ.๙ มิใช่ต้นฉบับย่อมรับฟังไม่ได้ แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์และปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยเองจึงเป็นการ ไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาพยานหลักฐานของศาลว่าได้ปฏิบัติเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อมาว่าจำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.๙ หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นหนี้โดยอ้างเอกสารหมาย จ.๙ เป็นหลักฐานว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ซื้อสินค้าแต่ไม่นำส่งต้นฉบับเอกสารโดยมิได้แสดงให้ปรากฏว่า ต้นฉบับหาไม่ได้เพราะสูญหาย หรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย หรือไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้โดยประการอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๙๓ (๒) จึงไม่อาจรับฟังเอกสารหมาย จ.๙ ได้ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ วรรคแรก นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ตามบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ ๑ ลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ ของโจทก์ อันดับ ๔ ระบุว่า คำขอเรียกข้อมูลมาจากไมโครฟิลม์แสดงหลักฐานที่จำเลยใช้บัตร สลิปการซื้อขายที่ปรากฏลายมือชื่อจำเลย รับรองถูกต้องโดยธนาคารกรุงไทย จำกัด พร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งตามบัญชีระบุพยานนี้แสดงให้เห็นว่าต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมิได้อยู่ที่โจทก์ แต่อยู่ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด และได้ความตามคำเบิกความของนางสาวเพ็ญใจ ลิ้มสันติธรรม พยานโจทก์ว่าสถานประกอบการค้าจะส่งใบบันทึกการขาย (สลิปการซื้อขาย) ไปเรียกเก็บเงินยังธนาคาร ธนาคารจะจ่ายเงินแทนให้ หลังจากนั้นธนาคารจะส่งรายงานการใช้จ่ายของจำเลยไปยังโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ส่วนต้นฉบับใบบันทึกการขายธนาคารจะเป็นผู้เก็บไว้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ต้นฉบับใบบันทึกการขายที่โจทก์ได้ระบุพยานไว้ ซึ่งได้แก่เอกสารหมาย จ.๙ นั้นมิได้อยู่ที่โจทก์ แต่อยู่ที่ธนาคาร กรุงไทย จำกัด การที่โจทก์มิได้นำส่งต้นฉบับเอกสารหมาย จ.๙ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่สามารถนำต้นฉบับมาได้ โดยประการอื่น ทั้งจำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่าต้นฉบับไม่มีหรือสำเนาไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นจึงรับฟังเอกสารหมาย จ.๙ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๓ (๒) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาจึงไม่ต้องด้วยความเห็น ของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 (2) ม. 142 (5) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เอ็ม พี ซี คาร์ด จำกัด
จำเลย — นางณัฐพิไล กาญจน์ลัทธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวอัมพร อู่ทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายณัฐวัสส์ บัญฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7906/2543
#40479
เปิดฉบับเต็ม

คุณสมบัติที่สำคัญในการเป็นสมาชิกหรือกรรมการหรืออนุกรรมการของสหภาพแรงงานซึ่งดำเนินการขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 100,101(1) คือการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ๆ เพราะสหภาพแรงงานต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างลูกจ้างด้วยกัน นอกจากนี้สหภาพแรงงานยังมีอำนาจหน้าที่ในการเรียกร้องเจรจาทำความตกลงกับนายจ้างแทนสมาชิกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกอีกด้วย โจทก์ที่ 2 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างไปแล้วจึงขาดคุณสมบัติในข้อที่เป็นสาระสำคัญในการเป็นสมาชิกหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหภาพแรงงาน คณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1 มีมติมอบหมายให้นายสม ใจมุ่ง เป็นผู้ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ 23 ถึง 25 กันยายน2542 โจทก์ที่ 1 ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2542 ที่ประชุมใหญ่ได้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารโจทก์ที่ 1 โดยมีผู้ได้รับการเลือกตั้ง14 คน รวมทั้งโจทก์ที่ 2 คณะกรรมการบริหารดังกล่าวมีวาระ 2 ปีตามข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2542 โจทก์ที่ 1ได้ยื่นขอจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารจำนวน 14 คน ดังกล่าวต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนกลาง วันที่ 21 ธันวาคม 2542โจทก์ที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนกลางว่าไม่รับจดทะเบียนกรรมการรายโจทก์ที่ 2โดยให้เหตุผลว่า โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทเสริมสุขจำกัด (มหาชน) จึงขาดคุณสมบัติไม่อาจเป็นสมาชิกและกรรมการของสหภาพแรงงานโจทก์ที่ 1 ได้ การที่จำเลยไม่รับจดทะเบียนโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 จึงมิชอบด้วยกฎหมายคือการสิ้นสุดการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน หรือการสิ้นสุดการเป็นสมาชิกของโจทก์ที่ 1 มีบทกฎหมายและข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 กำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว โจทก์ที่ 2 ยังคงเป็นสมาชิกตามข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยรับจดทะเบียนโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงานโจทก์ที่ 1 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 22กันยายน 2544

จำเลยให้การว่า ตามข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 มิได้กำหนดให้คณะกรรมการบริหารมีอำนาจฟ้อง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 95, 97 และข้อบังคับของโจทก์ที่ 1 มีเจตนารมณ์ที่จะให้ลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด(มหาชน) เท่านั้นเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเสริมสุข ถ้าลูกจ้างคนใดพ้นจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน)ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานเสริมสุขทันที โจทก์ที่ 2ซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ได้ขอเกษียณอายุวิสามัญโดยให้เหตุผลว่าสุขภาพไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัติให้โจทก์ที่ 2 เกษียณอายุวิสามัญแล้ว ต่อมาที่ประชุมของโจทก์ที่ 1 ได้เลือกโจทก์ที่ 2เป็นกรรมการสหภาพแรงงานเสริมสุขจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากโจทก์ที่ 2 ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการสหภาพแรงงานตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 101(1)ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยจะต้องรับจดทะเบียนโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์ที่ 2 เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) และได้รับอนุมัติให้เกษียณอายุวิสามัญตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2542 โจทก์ที่ 2 จึงพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ในวันดังกล่าวต่อมาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 โจทก์ที่ 1 ได้ประชุมใหญ่สามัญประจำปีและสมาชิกของโจทก์ที่ 1 ได้มีมติเลือกคณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1 รวม 14 คน ซึ่งโจทก์ที่ 2เป็นบุคคลที่ได้รับเลือกคนหนึ่งด้วย วันที่ 18 ตุลาคม 2542โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1ต่อจำเลย แต่จำเลยรับจดทะเบียนคณะกรรมการบริหารตามคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้เพียง 13 คนเท่านั้น ยกเว้นโจทก์ที่ 2 โดยอ้างว่าโจทก์ที่ 2 พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด(มหาชน) แล้ว ไม่มีสิทธิที่จะเป็นกรรมการบริหารของโจทก์ที่ 1เห็นว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 95วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน..." มาตรา 100บัญญัติว่า "ให้สหภาพแรงงานมีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนของสหภาพแรงงานในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการจะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้" และมาตรา 101 บัญญัติว่า"ผู้ซึ่งจะได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการตามมาตรา 100 ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานนั้น..." ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า คุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งในการเป็นสมาชิกหรือกรรมการหรืออนุกรรมการของสหภาพแรงงานซึ่งดำเนินการขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 นั้น คือการเป็นลูกจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ๆ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะสหภาพแรงงานต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างลูกจ้างด้วยกัน นอกจากนี้สหภาพแรงงานยังมีอำนาจหน้าที่ในการเรียกร้อง เจรจาทำความตกลงกับนายจ้างแทนสมาชิกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกอีกด้วยฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของบริษัทเสริมสุข จำกัด (มหาชน) ไปแล้ว โจทก์ที่ 2จึงขาดคุณสมบัติในข้อที่เป็นสาระสำคัญในการเป็นสมาชิกหรือกรรมการของโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยไม่จดทะเบียนให้โจทก์ที่ 2เป็นกรรมการของโจทก์ที่ 1 ตามคำขอของโจทก์ที่ 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 95 ม. 100 ม. 101 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานเสริมสุข กับพวก
จำเลย — นาย ณรงค์ ฉิมธนู ในฐานะนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนกลาง
จำเลย — กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7906/2543
#66304
เปิดฉบับเต็ม

คุณสมบัติที่สำคัญในการเป็นสมาชิกหรือกรรมการหรืออนุกรรมการของสหภาพแรงงานซึ่งดำเนินการขอจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 100, 101(1) คือการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ๆ เพราะสหภาพแรงงานต้องมีวัตุประสงค์เพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้าง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างลูกจ้างด้วยกัน นอกจากนี้สหภาพแรงงานยังมีอำนาจหน้าที่ในการเรียกร้อง เจรจาทำความตกลงกับนายจ้างแทนสมาชิกเพื่อประโยชน์ของสมาชิกอีกด้วย โจทก์ที่ 2 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างไปแล้ว จึงขาดคุณสมบัติในข้อที่เป็นสาระสำคัญในการเป็นสมาชิกหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 95 ม. 100 ม. 101 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหภาพแรงงานเสริมสุข กับพวก
ในฐานะนายทะเบียนสำนักงาน — นายณรงค์ ฉิมธนู
จำเลย — บียนกลาง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กมล เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7904/2543
#37863
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งใบบันทึกรายการขาย (เซลสลิป) ของธนาคาร ท. อันเป็นเอกสารสิทธิ แล้วร่วมกันใช้เอกสารสิทธินั้น โดยมอบให้แก่ผู้มีชื่อนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารลักษณะของความผิดเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและกระทบกระเทือนต่อธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงิน รวมถึงความเชื่อถือของประชาชนทั่วไปต่อการใช้บัตรเครดิต นับเป็นการกระทำที่มุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิต ซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีอาชีพเป็นหลักแหล่งแน่นอน กับจำเลยที่ 1 มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว แต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลาบจำ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่นอันจะเป็นการปกป้องสังคมและประชาชนผู้สุจริตจากผู้ที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยที่ 1 และที่ 2 สมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2สถานเดียวโดยไม่รอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265, 268, 83, 91

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3 จากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 กับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง(ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก) ประกอบด้วยมาตรา 265 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทั้งผู้ปลอมและผู้ใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง) จำคุกกระทงละ2 ปี รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1และที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งใบบันทึกรายการขาย (เซลสลิป) ของธนาคาร ท.อันเป็นเอกสารสิทธิทั้งฉบับ แล้วร่วมกันใช้เอกสารสิทธินั้น โดยมอบให้แก่ผู้มีชื่อนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ลักษณะของความผิดเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและกระทบกระเทือนต่อธนาคารซึ่งเป็นสถาบันการเงิน รวมถึงความเชื่อถือของประชาชนทั่วไปต่อการใช้บัตรเครดิต นับเป็นการกระทำที่มุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้เสียหายที่เป็นสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และมีอาชีพเป็นหลักแหล่งแน่นอนกับจำเลยที่ 1มีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวดังที่กล่าวอ้างในฎีกาก็ตามแต่เพื่อให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หลาบจำ และเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลอื่น อันจะเป็นการปกป้องสังคมและประชาชนผู้สุจริตจากผู้ที่คิดจะกระทำการเช่นจำเลยที่ 1 และที่ 2 สมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1และที่ 2 สถานเดียวโดยไม่รอการลงโทษ แต่ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ธนาคาร ท. ผู้เสียหาย จนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 1 ปี6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 2 ปี 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย จำนงค์ ทองแม้น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2543
#99181
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้างว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่เมื่อศาลชั้นต้นไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ อันเป็นเหตุให้ศาลวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีที่ได้ฟ้องแล้ว เมื่อคดีถึงที่สุดโจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ในประเด็นเดียวกัน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนบ้านเลขที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนบ้านเลขที่ 88 ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนบ้านไม่มีเลขที่ ให้จำเลยทั้งสามขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์เคยนำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 790/2536 ศาลมีคำสั่งไม่รับบัญชีพยานโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุด โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องใหม่จึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินตามฟ้องอยู่ในเขตที่ของกรมชลประทาน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้องออกมาโดยมิชอบ จำเลยที่ 3 ปลูกบ้านพักอาศัยในที่ดินพิพาทและครอบครองตั้งแต่ ปี 2537 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) จำเลยทั้งสามต่างเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินแปลงดังกล่าวตามแผนที่พิพาท และในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2536 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากที่ดินพิพาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2536 โจทก์มีภาระการพิสูจน์ตามข้อกล่าวอ้างว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่เมื่อศาลชั้นต้นไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ อันเป็นเหตุให้ศาลวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีว่า คำฟ้องโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีที่ได้ฟ้องแล้ว เมื่อคดีถึงที่สุด โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ใหม่ในประเด็นเดียวกัน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคแรก ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง โจทก์ฎีกาโต้เถียงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่เป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครอง อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง สำหรับประเด็นข้อนี้จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกิมกี นาคจู
จำเลย — นายพงษ์พันธ์หรือเค็ก นิ่มสิริวังโส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ปราโมทย์ ชพานนท์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7871/2543
#91287
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายการค้าเป็นรูปสามเหลี่ยมประดิษฐ์ และคำว่า "Panabishi" กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนคำว่า "Panasonic" มีคำ 2 พยางค์แรกเป็นคำว่า Pana คำเดียวกัน แม้คำพยางค์อื่นที่นำมาประกอบในเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่ปรากฏว่ามีตัวอักษรที่เหลือจำนวน 5 ตัวเท่ากัน ทำให้เข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" อยู่ในเครือเดียวกันกับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" นอกจากนี้จำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" ในสินค้าจำพวกที่ 8 (เดิม) สำหรับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งรวมถึงเครื่องปรับอากาศและยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 (ใหม่) รายการสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศ ก่อนที่โจทก์จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" เกือบ 10 ปี แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปสามเหลี่ยมอยู่ด้วย แต่คำว่า "Panabishi" และ "Panasonic" มีตัวอักษร 9 ตัวเท่ากัน มีลักษณะเด่นที่คำว่า "Pana" การเรียกขานก็คล้ายกัน และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยไว้สำหรับสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่งโจทก์ก็ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า "PANA" และ "Panasonic" จึงนับได้ว่าคล้ายกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้แล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีอำนาจสั่งระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้า "Panabishi" ของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าเครื่องปรับอากาศโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นสามเหลี่ยมประดิษฐ์ขนาดใหญ่ มีสีทึบ ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม วิ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นเส้นความเร็วสูงขึ้น ส่วนที่ 2 วางอยู่ด้านขวาของรูปสามเหลี่ยมประดิษฐ์เป็นคำประดิษฐ์คำว่า "Panabishi" คือเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2538 โจทก์ไปขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 11 (ใหม่) รายการสินค้าเครื่องปรับอากาศ ต่อมาวันที่ 17 ตุลาคม 2538 จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2539 นายสมุทรได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "PANA" และ "Panasonic" ของจำเลย คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้มีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องไฟฟ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" "National" "Panacycle" "PANA" และเครื่องหมายการค้าคำอื่น ๆ ทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย และได้มีการจดทะเบียนและใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า เครื่องหมายการค้า ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "PANA" หรือ "Panasonic" ที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมายการค้า รูปสามเหลี่ยมประดิษฐ์ และคำว่า "Panabishi" เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนคำว่า "Panasonic" ไว้ จะเห็นได้ว่าคำ 2 พยางค์แรกจะเป็นคำว่า Pana คำเดียวกัน แม้คำพยางค์อื่นที่นำมาประกอบในเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่ปรากฏว่ามีตัวอักษรที่เหลือจำนวน 5 ตัว เท่ากัน เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานการวิจัยเรื่องความคล้ายคลึงและแตกต่างของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" และ "Panabishi" โดยรองศาสตราจารย์ ดร. อรนุช คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ดร. อลงกต ซึ่งสรุปผลว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนมากเข้าใจว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันด้านขนาด รูป และการอ่านออกเสียง ทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามจะหลงผิดในการซื้อและการจำแนกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสองเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้เมื่อซื้อสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" จะทำให้ผู้ตอบแบบสอบถามคิดถึงสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" และเข้าใจว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" อยู่ในเครือเดียวกันกับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" ในสินค้าจำพวกที่ 8 (เดิม) สำหรับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งรวมถึงเครื่องปรับอากาศด้วยตั้งแต่ พ.ศ. 2528 และยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 11 (ใหม่) รายการสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2538 ก่อนที่โจทก์จะใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" เกือบ 10 ปี แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะมีรูปสามเหลี่ยมอยู่ด้วย แต่เครื่องหมายการค้าคำว่า "Panabishi" ของโจทก์และเครื่องหมายการค้าคำว่า "Panasonic" ของจำเลย มีตัวอักษร 9 ตัว เท่ากัน มีลักษณะเด่นอยู่ที่คำว่า "Pana" 2 พยางค์แรกเหมือนกัน การเรียกขานเครื่องหมายการค้าทั้งสองว่า "พานาบิชิ" และ "พานาโซนิก" คล้ายกัน และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยไว้สำหรับสินค้าจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องปรับอากาศซึ่งโจทก์ก็ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกเดียวกันกับเครื่องหมายการค้าของจำเลย ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า "PANA" และ "Panasonic" จึงนับได้ว่าคล้ายกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เมื่อเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้จดทะเบียนไว้แล้ว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงมีอำนาจสั่งระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ได้ ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 จำเลยจึงมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ได้?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพานาบิชิ จำกัด
จำเลย — บริษัทมัตซูชิตะ อิเล็กทริก อินดัสเตรียล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พินิจ เพชรรุ่ง
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7870/2543
#35146
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลยมีคำว่า ORIENTAL เหมือนกันโดยแม้จะเป็นคำสามัญ และเครื่องหมายบริการ ของโจทก์มีคำว่า PLACEกับรูปประดิษฐ์เสาโรมันประกอบอยู่ด้วย แต่ก็ได้ความว่าอาคารและเครื่องหมายบริการของโจทก์ใช้คำว่า ORIENTAL ตรงกับชื่อย่านที่ตั้งอาคารที่เรียกว่าโอเรียนเต็ล คำว่า ORIENTAL นี้จึงเป็นจุดเด่นในเครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลยจึงเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการทั้งสองที่ต่างใช้อักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่แม้ขนาดและลายเส้นตัวอักษรจะแตกต่างกันก็เป็นเพียงในรายละเอียดเล็กน้อยที่มีเสียงเรียกขานเหมือนกัน จึงนับว่าเครื่องหมายทั้งสองคล้ายกัน

แม้ปรากฏว่าเครื่องหมายบริการของจำเลยมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในการประกอบกิจการโรงแรมดิโอเรียนเต็ล ส่วนของโจทก์ใช้กับกิจการห้างสรรพสินค้าแต่การจัดให้มีร้านค้าภายในโรงแรมเพื่อบริการลูกค้าที่มาพักในโรงแรมก็มีลักษณะเป็นบริการเสริมความสะดวกแก่ลูกค้า จึงมีลักษณะเป็นบริการที่เกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกัน โรงแรมของจำเลยยังมีบริการร้านค้าต่าง ๆ ภายในโรงแรมด้วย เช่น ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าร้านขายอัญมณี และร้านขายของที่ระลึก การที่โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าแบ่งพื้นที่อาคารให้บุคคลมาเช่าเปิดร้านขายสินค้าเช่น เครื่องเพชร งานศิลปะ เครื่องแต่งกาย ทำนองเดียวกับกิจการของจำเลย ประกอบกับกิจการของโจทก์และจำเลยตั้งอยู่ข้างเคียงกันมีเพียงอาคารจอดรถของโรงแรมและถนนซอยคั่นกลางเท่านั้น นับว่าอยู่ในทำเลละแวกเดียวกัน เช่นนี้ย่อมเป็นเหตุให้ประชาชนที่ใช้บริการร้านค้าในอาคารของโจทก์เข้าใจผิดได้ว่ากิจการของโจทก์เป็นกิจการของจำเลยหรือเกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรมของจำเลยหรือมีความเกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรมของจำเลย และแม้มีการประชาสัมพันธ์กิจการห้างสรรพสินค้าของโจทก์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ชัดว่ากิจการของโจทก์กับกิจการของจำเลยแยกต่างหากจากกันจนไม่อาจสับสนหรือหลงผิดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า บริษัท เอส จี แลนด์ จำกัด ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการ ซึ่งประกอบด้วยคำว่า ORIENTAL PLACEกับรูปประดิษฐ์เสาโรมัน สำหรับบริการจำพวกที่ 36 ต่อมาบริษัทดังกล่าวได้โอนเครื่องหมายบริการนี้แก่โจทก์ ส่วนกิจการของจำเลยเป็นกิจการโรงแรมที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายคำว่า ORIENTAL ต่อมาจำเลยได้ร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ โดยอ้างว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการคำว่าORIENTAL ของจำเลยที่ใช้กับกิจการโรงแรม อันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนี้ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวดีกว่าจำเลยอันสามารถจดทะเบียนได้ และขอให้ห้ามจำเลยยื่นจดทะเบียน ใช้หรือเกี่ยวข้องใด ๆ กับเครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า ORIENTAL PLACE ของโจทก์สำหรับบริการในจำพวกที่ 36

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้เครื่องหมายบริการคำว่า ORIENTAL สำหรับกิจการโรงแรมเป็นที่นิยมรู้จักแพร่หลายทั่วไปมานาน เครื่องหมายบริการของโจทก์ที่รับโอนมาจากบริษัทเอส จี แลนด์ จำกัด ดังกล่าวนั้น มีสาระสำคัญและเสียงเรียกขานที่คำว่า ORIENTAL เหมือนกับเครื่องหมายบริการของจำเลย ทั้งกิจการของโจทก์กับกิจการของจำเลยเกี่ยวเนื่องกันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์เพราะเครื่องหมายบริการของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปของจำเลย จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการอันต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 8(11) ประกอบด้วยมาตรา 80 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 8(11) ดังกล่าวห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป หรือคล้ายกับเครื่องหมายดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ตามและบทบัญญัติดังกล่าวนำมาใช้บังคับแก่เครื่องหมายบริการโดยอนุโลมตามมาตรา 80 โดยให้คำว่า "สินค้า" หมายถึง"บริการ" และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า ORIENTAL ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่มีการใช้กับกิจการโรงแรมจนมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมานานแล้ว ส่วนเครื่องหมายบริการของโจทก์ซึ่งได้รับโอนมาจากบริษัทเอส จี แลนด์ จำกัด ได้จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายบริการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2537 เห็นได้ว่าเครื่องหมายบริการทั้งสองมีคำว่า ORIENTAL เหมือนกัน แม้คำดังกล่าวจะเป็นคำสามัญ และเครื่องหมายบริการของโจทก์มีคำว่า PLACE กับรูปประดิษฐ์เสาโรมันประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า อาคารและเครื่องหมายบริการของโจทก์ใช้คำว่า ORIENTAL ตรงกับชื่อย่านที่ตั้งอาคารนั้นที่เรียกกันว่าโอเรียนเต็ลคำว่า ORIENTAL นี้ จึงเป็นจุดเด่นในเครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลยจึงเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการทั้งสองและอาจเรียกขานเครื่องหมายบริการทั้งสองว่าโอเรียนเต็ลเหมือนกัน เครื่องหมายบริการทั้งสองต่างใช้คำดังกล่าวเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ แม้ตัวอักษร O ตัวแรกในเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าอักษรตัวอื่นและลายเส้นตัวอักษรแต่ละตัวมีความหนาบางประสมกันแตกต่างจากเครื่องหมายบริการของจำเลยที่มีขนาดตัวอักษรและความหนาของลายเส้นเสมอกันทุกตัวก็เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่ยังเป็นคำคำเดียวกันเรียกขานเหมือนกันเป็นจุดสำคัญอยู่ เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงนับว่าคล้ายกับเครื่องหมายบริการของจำเลย สำหรับปัญหาต่อไปว่า สาธารณชนอาจสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการหรือไม่นั้นเห็นว่า แม้ปรากฏว่าเครื่องหมายบริการของจำเลยเป็นเครื่องหมายบริการที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในการประกอบกิจการโรงแรม ดิ โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานคร ส่วนเครื่องหมายบริการของโจทก์ใช้กับกิจการห้างสรรพสินค้าก็ตาม แต่การจัดให้มีร้านค้าภายในโรงแรมเพื่อบริการลูกค้าที่มาพักในโรงแรมก็มีลักษณะเป็นบริการเสริมความสะดวกแก่ลูกค้าของโรงแรม จึงมีลักษณะเป็นบริการที่เกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกัน และข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยว่า โรงแรม ดิ โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานคร ซึ่งใช้เครื่องหมายบริการคำว่า ORIENTAL ของจำเลย นอกจากจะให้บริการด้านห้องพักแล้วยังให้บริการด้านร้านค้าต่าง ๆ ภายในโรงแรมอีกด้วย เช่น ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าร้านขายอัญมณี และร้านขายของที่ระลึก การที่โจทก์ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้า แบ่งพื้นที่อาคาร ORIENTAL PLACE ให้บุคคลมาเช่าเปิดเป็นร้านค้าขายสินค้าชนิดต่าง ๆ เช่น เครื่องเพชร งานศิลปะ เครื่องแต่งกายทำนองเดียวกับกิจการของจำเลย โดยโจทก์ใช้เครื่องหมายบริการที่มีคำว่าORIENTAL PLACE ประกอบกับรูปประดิษฐ์เสาโรมันซึ่งคล้ายกับเครื่องหมายบริการคำว่า ORIENTAL ของจำเลยดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นประกอบกับสถานประกอบกิจการโรงแรม ดิ โอเรียนเต็ล กรุงเทพมหานครกับอาคาร ORIENTAL PLACE ตั้งอยู่ข้างเคียงกัน เพียงมีอาคารจอดรถของโรงแรมและถนนซอยคั่นกลางเท่านั้นนับว่าอยู่ในทำเลละแวกเดียวกันในพฤติการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ประชาชนที่เข้าใช้บริการร้านค้าในอาคาร ORIENTAL PLACE ของโจทก์เข้าใจผิดได้ว่ากิจการของโจทก์เป็นกิจการของจำเลยหรือมีความเกี่ยวข้องกับกิจการโรงแรม ดิ โอเรียนเต็ลกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือของจำเลยอันอาจทำให้จำเลยเสียหายได้และแม้อาคารของโจทก์ใช้ชื่อว่า ORIENTAL PLAZA มาตั้งแต่ปี 2520 ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น ORIENTAL PLACE มานาน ทั้งมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์กิจการห้างสรรพสินค้าในอาคารดังกล่าวในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ หลายฉบับก็ตามแต่หลักฐานการโฆษณาส่วนใหญ่กระทำภายหลังปี 2537 และไม่ถึงขนาดที่ทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ชัดว่ากิจการของโจทก์กับกิจการของจำเลยแยกต่างหากจากกันจนไม่อาจสับสนหรือหลงผิดได้ เมื่อพิจารณาถึงความคล้ายกันของเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า ORIENTAL เหมือนกัน เรียกขานเหมือนกันอันเป็นจุดเด่นของเครื่องหมายบริการทั้งสอง กิจการห้างสรรพสินค้าของโจทก์ก็มีลักษณะเป็นบริการที่เกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกับกิจการบริการลูกค้าโรงแรมของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบการของโจทก์อยู่ใกล้ชิดกับโรงแรมที่ใช้เครื่องหมายบริการของจำเลย ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของบริการได้ ดังนี้จึงนับได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของจำเลย จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการได้ จึงชอบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 8 (11) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พันธไมตรี จำกัด
จำเลย — บริษัท แมนดาริน โอเรียนเต็ล เซอร์วิสเซล บี.วี. จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7870/2543
#98333
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลยมีคำว่า ORIENTAL เหมือนกัน แม้คำดังกล่าวจะเป็นคำสามัญ และเครื่องหมายบริการของโจทก์มีคำว่า PLACE กับรูปประดิษฐ์เสาโรมันประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า อาคารและเครื่องหมายบริการของโจทก์ คำว่า ORIENTAL ตรงกับชื่อย่านที่ตั้งอาคารนั้นที่เรียกกันว่าโอเรียนเต็ล คำว่า ORIENTAL นี้จึงเป็นจุดเด่นในเครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลย จึงเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการทั้งสองและอาจเรียกขานเครื่องหมายบริการทั้งสองว่าโอเรียนเต็ลเหมือนกัน เครื่องหมายบริการทั้งสองต่างใช้คำดังกล่าวเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ แม้ตัวอักษร O ตัวแรกในเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรตัวอื่น และลายเส้นตัวอักษรแต่ละตัวมีความหนาบางประสมกันแตกต่างจากเครื่องหมายบริการของจำเลยที่มีขนาดตัวอักษรและความหนาของลายเส้นเสมอกันทุกตัว ก็เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่ยังเป็นคำ คำเดียวกันเรียกขานเหมือนกันเป็นจุดสำคัญอยู่ เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงนับว่าคล้ายกับเครื่องหมายบริการของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานประกอบการของโจทก์อยู่ใกล้ชิดกับโรงแรมที่ใช้เครื่องหมายบริการของจำเลย ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของบริการได้ จึงนับได้ว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายบริการ ORIENTAL ที่มีชื่อเสียงแพร่หลายของจำเลยจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการได้ จึงชอบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๗ บริษัท เอส จี แลนด์ จำกัด ได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการซึ่งประกอบ ด้วยคำว่า ORIENTAL PLACE กับรูปประดิษฐ์เสาโรมันสำหรับบริการจำพวกที่ ๓๖ ต่อมาวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๘ บริษัทดังกล่าวได้โอนเครื่องหมายบริการนี้แก่โจทก์ โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวกับกิจการห้างสรรพสินค้าที่แบ่งพื้นที่ให้เช่าสำหรับขายสินค้ามาหลายปีจนมีชื่อเสียงแพร่หลาย ส่วนกิจการของจำเลยเป็นกิจการโรงแรมที่ใช้ชื่อหรือเครื่องหมายคำว่า ORIENTAL ซึ่งเป็นกิจการคนละประเภทกับโจทก์ แต่ต่อมาวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๓๙ จำเลยได้ ร้องขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ โดยอ้างว่าเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการคำว่า ORIENTAL ของจำเลยที่ใช้กับกิจการโรงแรมอันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการ และคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยนี้ เพราะเครื่องหมายบริการของโจทก์ ใช้คำว่า ORIENTAL ซึ่งเป็นคำสามัญประกอบกับคำว่า PLACE และรูปประดิษฐ์เสาโรมัน จึงแตกต่างจากเครื่องหมายบริการของจำเลย และใช้กับบริการต่างประเภททั้งเครื่องหมายบริการของโจทก์มีการจดทะเบียนสำหรับบริการ จำพวกที่ ๓๖ ก่อนจำเลย และโจทก์ได้ประกอบกิจการกับโฆษณาเผยแพร่จนเครื่องหมายบริการของโจทก์มีชื่อเสียง แพร่หลายแล้ว จึงอุทธรณ์ต่อศาล ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของและมีสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ ดังกล่าวดีกว่าจำเลยอันสามารถจดทะเบียนได้ และขอให้ห้ามจำเลยยื่นจดทะเบียน ใช้หรือเกี่ยวข้องใด ๆ กับเครื่องหมาย ที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า ORIENTAL PLACE ของโจทก์สำหรับบริการในจำพวกที่ ๓๖

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เครื่องหมายบริการ ทั้งสองคำว่า ORIENTAL เหมือนกัน แม้คำดังกล่าวจะเป็นคำสามัญ และเครื่องหมายบริการของโจทก์มีคำว่า PLACE กับรูปประดิษฐ์เสาโรมันประกอบอยู่ด้วยก็ตาม แต่ก็ได้ความว่า อาคารและเครื่องหมายบริการของโจทก์ใช้คำว่า ORIENTAL ตรงกับชื่อย่านที่ตั้งอาคารนั้นที่เรียกกันว่าโอเรียนเต็ล คำว่า ORIENTAL นี้จึงเป็นจุดเด่นในเครื่องหมายบริการของโจทก์และจำเลย จึงเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการทั้งสองและอาจเรียกขานเครื่องหมายบริการ ทั้งสองว่าโอเรียนเต็ลเหมือนกัน เครื่องหมายบริการทั้งสองต่างใช้คำดังกล่าวเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ แม้ตัวอักษร O ตัวแรกในเครื่องหมายบริการของโจทก์มีลักษณะเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่กว่าตัวอักษรตัวอื่น และลายเส้นตัวอักษร แต่ละตัวมีความหนาบางประสมกันแตกต่างจากเครื่องหมายบริการของจำเลยที่มีขนาดตัวอักษรและความหนาของ ลายเส้นเสมอกันทุกตัว ก็เป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดเพียงเล็กน้อยแต่ยังเป็นคำคำเดียวกันเรียกขานเหมือนกัน เป็นจุดสำคัญอยู่ เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงนับว่าคล้ายกับเครื่องหมายบริการของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานประกอบการของโจทก์อยู่ใกล้ชิดกับโรมแรมที่ใช้เครื่องหมายบริการของจำเลย ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดของบริการได้ จึงชอบที่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 8 (เด (11) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพันธไมตรี จำกัด
จำเลย — บริษัทแมนดาริน โอเรียนเต็ล เซอร์วิสเซส บี.วี. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
พินิจ เพชรรุ่ง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7869/2543
#99161
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ยอมค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าเต็มจำนวนหรือบางส่วนแล้วแต่กรณี แต่ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายคืนเงินดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้านั้นแทนในวงเงิน 500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าคืนเท่านั้น มิใช่เรื่องค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้าง ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างแต่คิดคำนวณเนื้องานที่ทำไปแล้วเป็นเงิน 683,077 บาท ดังนั้น เมื่อผลงานที่จำเลยที่ 1 ทำไปคำนวณเป็นเงินเกินกว่า 500,000 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินดังกล่าวจึงพ้นจากความรับผิด

แม้ตามสัญญาจะกำหนดไว้ว่า โจทก์อาจแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเมื่อใดก็ได้ว่า วงเงินเต็มจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาได้หักลดด้วยจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้จ่ายชดใช้แก่โจทก์เป็นงวด ๆ ไปแล้ว และในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างโจทก์มิได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ว่าวงเงิน 500,000 บาท ได้หักด้วยจำนวนเงินตามผลงานที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ตกได้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่การที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับล่วงหน้าไปแล้วและผลงานที่จำเลยที่ 1 ทำได้ไว้ในฟ้องก็ถือว่าเป็นการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ เฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 1,849,998.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 248,246 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 661,552 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 287,260 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท จำเลยที่ 2 จำนวน 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 และคำแปลเอกสารหมาย จ. 2 ได้ความโดยสรุปว่า จำเลยที่ 2 ยอมค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้าแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อาจจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าได้ร้อยละ 30 ของยอดเงินตามสัญญาจ้างซึ่งโจทก์ได้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นจำนวน 500,000 บาท แล้ว หากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้าง จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายคืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าเต็มจำนวนหรือบางส่วนแล้วแต่กรณี แต่ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่จ่ายคืนเงินดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายเงินค่าจ้างล่วงหน้านั้นแทน จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการชำระเงินล่วงหน้าคืนเท่านั้น มิใช่เรื่องค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.22 และ จ.23 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ทำงานตามสัญญาจ้างได้เนื้องานประมาณร้อยละ 40 ตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งคำนวณเป็นเงิน 683,077 บาท ในตอนเริ่มทำงานไปได้ระยะเวลาหนึ่งโจทก์จ่ายค่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 280,780 บาท และ 189,557 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่หักเงินตามเนื้องานออกไปแล้วให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ทำงานได้ผลงานเป็นเงิน 683,077 บาท จำเลยที่ 1 รับเงินค่าจ้างล่วงหน้า 500,000 บาท กับค่าจ้างที่โจทก์จ่ายให้อีก 2 ครั้ง ในระหว่างทำงานเป็นเงิน 470,337 บาท รวมเป็นเงินค่าจ้าง 970,337 บาท เมื่อหักด้วยผลงานของจำเลยที่ 1 จำนวนเงิน 683,077 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายคืนแก่โจทก์เป็นจำนวน 287,260 บาท แต่ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 8 ผู้ว่าจ้างอาจแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงผู้ค้ำประกันเมื่อใดก็ได้ว่าวงเงินเต็มจำนวนตามที่ระบุในข้อ 3 สามารถหักลดด้วยจำนวนเงินที่ผู้รับจ้างได้จ่ายชดใช้แก่ผู้ว่าจ้างเป็นงวด ๆ ไปแล้ว ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ทำงานได้ผลงานคำนวณเป็นเงิน 683,077 บาท ผลงานดังกล่าวตกแก่โจทก์แล้ว ถึงแม้ในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างโจทก์มิได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ว่าวงเงิน 500,000 บาท ได้หักด้วยจำนวนเงินตามผลงานที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ตกได้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าจ้างล่วงหน้าจำนวน 500,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการจ่ายเงินงวดแรก (ที่ถูกต้องคือเงินค่าจ้างล่วงหน้า) ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำงานไม่แล้วเสร็จตามกำหนดในสัญญา โดยทำงานได้บางส่วนคิดเป็นมูลค่างานเป็นเงิน 683,077 บาท เช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันแล้วว่าวงเงินเต็มจำนวนที่ระบุในสัญญาได้หักลดด้วยจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายชดใช้คืนแก่โจทก์แล้ว เมื่อผลงานที่จำเลยที่ 1 ทำไปคำนวณเป็นเงินเกินกว่า 500,000 บาท จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินดังกล่าวจึงพ้นจากความรับผิด จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบเกินไปกว่าวงเงินที่ตนค้ำประกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายลีโอหรือเลียว วีนันส์
จำเลย — บริษัทพีพีเอส เบนเนทท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบุญสิทธิ์ คงสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7850/2543
#98617
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ปล้นทรัพย์ ++

ในข้อที่จำเลยฎีกาว่ามีเหตุปล้นทรัพย์หรือไม่ ในชั้นอุทธรณ์จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่ามีการปล้นทรัพย์ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นฟังมา นอกจากนั้นจำเลยยังอ้างในอุทธรณ์อีกว่าตอนเกิดเหตุปล้นทรัพย์ผู้เสียหายอยู่ในภาวะหวาดกลัวจนขาดสติสัมปชัญญะ ผู้เสียหายไม่น่าจะสามารถจำคนร้ายได้ แสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยยอมรับว่ามีเหตุการณ์ปล้นทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นรับฟัง ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคแรก ประกอบด้วยป.วิ.อ. มาตรา 15

โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องว่า ในการปล้นทรัพย์ จำเลยหรือพวกของจำเลยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วย อันจะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา340 วรรคสอง ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา และการกระทำของจำเลยตามฟ้องคงเป็นความผิดตามมาตรา 340 วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่า กรณีจึงต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรกปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วย มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกอีก ๓ คน ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันปล้นทรัพย์เงินสดจำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก ๒ บาท ๑ เส้น ราคา ๑๐,๐๐๐ บาทและสร้อยคอทองคำหนัก ๒ บาท ๑ เส้น ราคา ๑๐,๐๐๐ บาท ของนางอารีรัตน์ทองชื่น ผู้เสียหายโดยจำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายบิดแขน กดตัวและศีรษะผู้เสียหายไม่ให้ขัดขืน ตบและเตะทำร้ายผู้เสียหาย ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไป โดยใช้รถยนต์กระบะเป็นยานพาหนะในการกระทำผิดพาทรัพย์ที่ร่วมกันลักหลบหนีไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐,๓๔๐ ตรี, ๘๓ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำ สร้อยคอทองคำและเงินสดรวมเป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ ลงโทษจำคุก ๑๘ ปีให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยข้อมือทองคำ สร้อยคอทองคำ และเงินสด ๑๕,๐๐๐ บาทรวมเป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยกับพวกอีก ๓ คนร่วมกันปล้นทรัพย์ของนางอารีรัตน์ ทองชื่น ผู้เสียหายและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืนจำเลยฎีกา ๒ ข้อ ข้อแรกอ้างว่า พยานโจทก์ฟังไม่ได้ว่ามีการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายจริง และข้อที่สองอ้างอีกว่า ถึงหากจะฟังว่ามีการปล้นทรัพย์จริง จำเลยก็มิใช่คนร้ายที่ปล้นทรัพย์ ศาลฎีกาเห็นว่า ในข้อที่ว่ามีเหตุการณ์ปล้นทรัพย์หรือไม่นี้ ในชั้นอุทธรณ์จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีผู้เสียหายไม่น่าจะจำคนร้ายได้โดยมิได้คัดค้านข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่ามีการปล้นทรัพย์ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นฟังมา นอกจากนั้นจำเลยยังอ้างในอุทธรณ์อีกว่าตอนเกิดเหตุปล้นทรัพย์ผู้เสียหายอยู่ในภาวะหวาดกลัวจนขาดสติสัมปชัญญะ ผู้เสียหายไม่น่าจะสามารถจำคนร้ายได้ และคนร้ายที่ทำร้ายผู้เสียหายอาจมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับจำเลยจนผู้เสียหายจำผิดว่าเป็นจำเลยก็ได้ ข้ออ้างของจำเลยเหล่านี้แสดงอยู่ในตัวว่า จำเลยยอมรับว่ามีเหตุการณ์ปล้นทรัพย์ตามฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นรับฟัง ดังนั้นฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๖ เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙วรรคแรก ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนในข้อที่ว่าจำเลยเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์คดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง นั้น โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องว่าในการปล้นทรัพย์ครั้งนี้ จำเลยหรือพวกของจำเลยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธติดตัวไปด้วยอันจะเป็นความผิดตามมาตรา ๓๔๐ วรรคสอง การกระทำของจำเลยตามฟ้องคงเป็นความผิดตามมาตรา ๓๔๐ วรรคแรก ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่า กรณีจึงต้องห้ามมิให้พิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๒ วรรคแรก ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๘๓, ๓๔๐ ตรี ลงโทษจำคุก ๑๕ ปีนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 วรรคแรก ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายบุญยัง ขวัญใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางจริยา ไทพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7849/2543
#91286
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นข้อพิพาทเกิดจากประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งจำเลยให้การโต้แย้ง แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องที่จำเลยมิได้ให้การโต้แย้งไว้หรือยอมรับก็ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องนำสืบ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะหยิบยกประเด็นแห่งคดีที่ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทมาวินิจฉัยได้ และเมื่อเห็นว่าพิจารณาประเด็นแห่งคดีแล้วสามารถพิพากษาคดีได้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อใดก็ได้

โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 ข้อความว่า โจทก์และจำเลยพร้อมกันจะไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี ในวันที่ 16 กันยายน 2537 เวลา 10 นาฬิกา และตกลงกันว่าถ้าดำเนินการรังวัดตาม ส.ค.1 แล้ว ที่ดินโดยการครอบครองของโจทก์อยู่ใน ส.ค.1 จำนวนเท่าใด ก็ให้เป็นของโจทก์จำนวนเท่านั้น จำเลยให้การเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ. 2 เพียงว่า เอกสารหมาย จ.2 ไม่ปรากฏข้อตกลงว่าให้ร่วมกันร้องขอออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด ถือว่าจำเลยมิได้โต้แย้งปฏิเสธว่ามิได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 จริง เมื่อบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาท ซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นการประนีประนอมยอมความตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งได้มีหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงฟ้องร้องให้บังคับคดีตามสัญญาได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 851 จำเลยย่อมต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรีร่วมกับโจทก์เพื่อขอรังวัดที่ดินและขอออกโฉนดที่ดิน ตามข้อตกลงที่ทำเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๗ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยห้ามจำเลยและบริวารบุกรุกหรือรบกวนที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินโดยขออาศัยจากมารดาจำเลย ไม่มีการล้อมรั้ว โจทก์ทิ้งร้างบ้านไปประมาณ ๑๐ ปีแล้ว โจทก์จำเลยเคยทำบันทึกข้อตกลงต่อหน้ากำนัน ต่อมาทำความตกลงต่อหน้าปลัดอำเภอ เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของจำเลย เนื่องจากโจทก์กับพวกอ้างว่าบันทึกข้อตกลงที่ทำไว้ ครั้งแรกเป็นโมฆะ บันทึกข้อตกลงครั้งหลังมิได้กำหนดว่าต้องร่วมกันขอออกโฉนดที่ดิน คำขอท้ายฟ้องที่ให้มีการ ขอออกโฉนดที่ดินจึงเกินเลยจากที่ตกลงกัน ที่ดินที่โจทก์ครอบครองมีเนื้อที่ไม่ถึง ๕๐ ตารางวา จำเลยเคยขอรังวัดที่ดินแต่ถูกโจทก์ มารดาโจทก์ และผู้ครอบครองที่ดินทางด้านทิศตะวันตกคัดค้าน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับ ให้จำเลยไปดำเนินการร่วมกับโจทก์ยื่นคำร้องขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรังวัดที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๑๕ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลเขาสมอดอน อำเภอท่ารุ้ง จังหวัดลพบุรี ให้เป็นไปตามที่ได้ตกลงกัน เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๗ ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.๒ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาล แทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยและบริวารบุกรุกหรือรบกวนที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรังฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี ๒๕๑๔ โจทก์ปลูกบ้านในที่ดิน ส.ค.๑ เลขที่ ๑๕ ทางทิศตะวันออก คือที่ดินพิพาท โดยได้รับอนุญาตจากนายอ๋อย พงษ์พรหม เจ้าของที่ดิน ต่อมานายอ๋อยถึงแก่กรรม จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายอ๋อยโดยคำสั่งศาล เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย คณะกรรมการหมู่บ้านได้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและมีการทำบันทึกข้อตกลงตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.๒ ต่อมาโจทก์จำเลยเกิดโต้แย้งกันอีก แล้วได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกันอีกโดยนายสิริชัย แตงสกุล ปลัดอำเภอท่ารุ้ง เป็นผู้ทำตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.๒ แต่ไม่มีการนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกา ของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทในการชี้สองสถานไว้ ๒ ข้อ คือ ๑. ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่เพียงใด และ ๒. บันทึกข้อตกลงที่ทำต่อหน้าปลัดอำเภอมีข้อกำหนดว่า ต้องร่วมกันออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ จะต้องวินิจฉัยทั้งสองประเด็น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้ที่ดินตามบันทึก เนื่องจากจำเลยทำบันทึกด้วยความสมัครใจ จึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทนั้นเกิดจากประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ซึ่งจำเลยให้การโต้แย้ง แต่ประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องที่จำเลยมิได้ให้การโต้แย้งไว้หรือยอมรับ ก็ไม่เป็นประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องนำสืบ ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะหยิบยกประเด็นแห่งคดีที่ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็น ข้อพิพาทมาวินิจฉัยได้ และเมื่อเห็นว่าพิจารณาประเด็นแห่งคดีแล้วสามารถพิพากษาคดีได้ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อใดก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีที่ว่าบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ ใช้บังคับได้โจทก์จึงมีสิทธิได้ที่ดินตามบันทึกดังกล่าว จึงเป็นการวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ อันมีข้อความว่าโจทก์และจำเลยพร้อมกันจะไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี ในวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๗ เวลา ๑๐ นาฬิกา และตกลงกันว่าถ้าดำเนินการรังวัดตาม ส.ค.๑ แล้วที่ดิน โดยการครอบครองของโจทก์อยู่ใน ส.ค.๑ จำนวนเท่าใด ก็ให้เป็นของโจทก์จำนวนเท่านั้น แต่จำเลยให้การเกี่ยวกับเอกสารหมาย จ.๒ เพียงว่า จากเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๔ (คือเอกสารหมาย จ.๒) ไม่ปรากฏข้อตกลงว่าให้ร่วมกัน ร้องขอออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใดถือว่าจำเลยมิได้โต้แย้งปฏิเสธว่ามิได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ จริง เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.๒ แล้วเป็นสัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาท ซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นการประนีประนอมยอมความตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ซึ่งได้มีหลักฐาน เป็นหนังสือและลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงฟ้องร้องให้บังคับตามสัญญาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๕๑ จำเลยย่อมต้องปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็น ข้อพิพาทที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่เพียงใด เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 851
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวิมล มาเจริญ
จำเลย — นางเตือนใจ โพธิ์ทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายสุทธิชัย จงศิริสถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เทวรักษ์กุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
พิชัย เตโชพิทยากูล
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7846/2543
#38462
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญมิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ เป็นกรณีมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง เมื่อตามสัญญาจะซื้อจะขายมิได้มีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขว่า โจทก์และจำเลยร่วมจะต้องสมรสกันหากฝ่ายใดไม่ยอมสมรสอีกฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยและจำเลยร่วมนำสืบมีเงื่อนไขการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในสัญญาจะซื้อจะขายเป็นการนำสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้นำสืบ ศาลไม่อาจรับฟังพยานบุคคลของจำเลยและจำเลยร่วมดังกล่าวได้

จำเลยตกลงจะขายที่ดินและเรือนพิพาทแก่โจทก์และจำเลยร่วมโจทก์และจำเลยร่วมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วม โจทก์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินและเรือนพิพาทแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 100493(แต่ในสัญญาเขียนผิดเป็นโฉนดเลขที่ 100483) ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 1 งาน 2 ตารางวา พร้อมเรือน 2 หลัง ให้แก่นายพลเทพ นิลกำแหง (บุตรจำเลย) และโจทก์ในราคา 500,000 บาท โดยนายพลเทพและโจทก์ได้มอบเงินคนละ 50,000 บาท รวมเป็น100,000 บาท ให้แก่จำเลยเป็นค่ามัดจำในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลืออีก400,000 บาท นายพลเทพและโจทก์จะผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ5,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ย เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์2533 เป็นต้นไป จนกว่าจะครบ เมื่อชำระครบแล้วจำเลยจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นายพลเทพและโจทก์ทันที ต่อมาโจทก์ได้ผ่อนชำระค่าที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่จำเลยรวม 51 งวด เป็นเงินรวม 329,000บาท งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 19 ชำระให้จำเลยโดยตรง ส่วนงวดที่ 20 ถึงงวดที่ 51 จำเลยให้โจทก์ชำระโดยโอนเงินผ่านธนาคารเข้าบัญชีจำเลย ซึ่งการผ่อนชำระทั้งห้าสิบเอ็ดงวด นายพลเทพช่วยโจทก์ออกเพียง 5,000 บาทในระหว่างผ่อนชำระมีบางเดือนที่โจทก์ชำระไม่ครบและบางเดือนชำระล่าช้าแต่จำเลยก็ยอมรับและมิได้ว่ากล่าวทักท้วงเพราะจำเลยประสงค์ที่จะให้นายพลเทพสมรสกับโจทก์ ภายหลังโจทก์ไม่ประสงค์จะสมรสกับนายพลเทพและเกรงว่าจำเลยจะบิดพลิ้ว จึงได้โอนเงินผ่อนชำระงวดที่ 51 เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2538 จำนวน 70,000 บาท และนัดให้จำเลยไปรับเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 71,000 บาท พร้อมกับจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่โจทก์ในวันที่ 23พฤษภาคม 2538 เวลา 9 นาฬิกา ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรีสาขาปากเกร็ด แต่จำเลยได้ส่งเงินจำนวน 70,000 บาท คืนโจทก์และปฏิเสธไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งไม่ยอมรับชำระราคาส่วนที่เหลือ โจทก์จึงได้นำเงินส่วนที่เหลือรวม 141,000 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง กรมบังคับคดีอันถือเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้ว แต่จำเลยก็ยังคงปฏิเสธที่จะโอนที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 100493 เลขที่ดิน 2568 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมเรือน 2 หลัง ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยรับชำระราคาที่เหลือจำนวน 141,000 บาท เป็นการตอบแทน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นหลักฐานในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา ไม่ผ่อนชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือตามกำหนดและให้แล้วเสร็จภายในปี 2533 จำเลยยอมทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่โจทก์กับนายพลเทพในราคา 500,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงที่ซื้อขายกันทั่วไปและต่ำกว่าราคาจริงที่จำเลยซื้อมา เพราะมีข้อตกลงว่าโจทก์จะทำการสมรสกับนายพลเทพ จำเลยจึงหวังที่จะให้โจทก์และนายพลเทพใช้ที่ดินและเรือนพิพาทเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันหลังจากได้สมรสกัน ในวันทำสัญญานายพลเทพได้ชำระเงินมัดจำให้ 100,000 บาท ภายหลังทำสัญญาโจทก์และนายพลเทพได้ร่วมกันผ่อนชำระค่าที่ดินและเรือนพิพาทให้อีก26 งวด งวดละ 5,000 บาท รวม 130,000 บาท โดยนำมาให้ที่บ้านจำเลยและตั้งแต่งวดที่ 27 โจทก์ได้ผ่อนชำระโดยวิธีโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยตลอดมาจนถึงงวดที่ 51 ต่อมาจำเลยทราบว่าโจทก์ไม่ยอมทำการสมรสกับนายพลเทพ และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่น จำเลยจึงได้ปิดบัญชีเงินฝากที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยและบอกกล่าวด้วยวาจาให้โจทก์มารับเงินคืนไป หรือให้โจทก์ชำระราคาค่าที่ดินและเรือนพิพาทส่วนที่เหลือแล้วรับโอนกรรมสิทธิ์ไป แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำและเงินที่ผ่อนชำระทั้งหมดโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดินและเรือนพิพาทให้ และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบเอกหรือนายพลเทพ นิลกำแหง ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยร่วมเป็นบุตรของจำเลยและเป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและเรือนพิพาทโดยเป็นผู้จะซื้อร่วมกับโจทก์ จำเลยตกลงจะขายที่ดินและเรือนพิพาทในราคา 500,000 บาทซึ่งต่ำกว่าราคาที่จำเลยซื้อมา เพราะประสงค์ที่จะให้โจทก์กับจำเลยร่วมสมรสกันและใช้เป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันต่อไป เงินมัดจำ 100,000 บาท ที่ชำระให้จำเลยเป็นเงินของจำเลยร่วมเพียงคนเดียว และเงินที่ผ่อนชำระนับแต่เดือนมีนาคม2533 ถึงเดือนมีนาคม 2535 จำนวน 130,000 บาท โจทก์และจำเลยร่วมร่วมกันจ่าย โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมสมรสกับจำเลยร่วมแต่กลับไปอยู่กินฉันสามีภริยากับชายอื่น โจทก์จึงไม่อาจถือสิทธิตามสัญญาที่จำเลยทำขึ้นเพื่อประโยชน์ของจำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตรเท่านั้น และโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะให้โอนที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่โจทก์เพียงคนเดียว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 100493 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีและเรือน 2 หลัง ที่พิพาทให้แก่โจทก์ และรับเงินจำนวน 141,000 บาทจากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยร่วมได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและเรือนพิพาทจากจำเลยซึ่งเป็นบิดาจำเลยร่วมในราคา 500,000 บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา 100,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเดือนละ 5,000 โดยไม่มีดอกเบี้ย เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นต้นไปตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาประการแรกว่า จำเลยขายที่ดินและเรือนพิพาทให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมก็โดยมีข้อตกลงให้โจทก์และจำเลยร่วมสมรสกัน เพื่อทั้งสองคนได้อยู่กินร่วมกันในที่ดินและเรือนพิพาทแต่โจทก์ผิดข้อตกลงไม่ยอมสมรสกับจำเลยร่วม ทั้งยังผ่อนชำระไม่ครบถ้วนและไม่ตรงตามกำหนดในสัญญา จำเลยเพิ่งมาทราบภายหลังจึงได้ทักท้วงและบอกเลิกสัญญา โจทก์จึงผิดสัญญานั้น เห็นว่า การทำสัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสอง บังคับให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้จึงเป็นกรณีมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ซึ่งตามหนังสือจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 มิได้มีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขว่า โจทก์และจำเลยร่วมจะต้องสมรสกัน หากฝ่ายใดไม่ยอมสมรสอีกฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้แต่อย่างใด การที่จำเลยและจำเลยร่วมนำสืบว่ามีเงื่อนไขการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมายจ.1 ทั้ง ๆ ที่สัญญาดังกล่าวก็มิได้กำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้เช่นนี้ เป็นการนำสืบเพิ่มเติมตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)ศาลไม่อาจที่จะรับฟังพยานบุคคลของจำเลยและจำเลยร่วมดังกล่าวได้ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังว่าการที่โจทก์ไม่ยอมสมรสกับจำเลยร่วม ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้นั้น ชอบแล้ว

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาประการสุดท้ายว่า โจทก์แต่ฝ่ายเดียวหาอาจจะฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินและเรือนพิพาทแก่โจทก์เพียงคนเดียวได้ไม่เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.1 จำเลยตกลงจะขายที่ดินและเรือนพิพาทแก่โจทก์และจำเลยร่วม ดังนั้น โจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นคู่สัญญาดังกล่าวและมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 โจทก์แต่ผู้เดียวมีอำนาจฟ้องจำเลยให้โอนที่ดินและเรือนพิพาทแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาทุกข้อของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 298
ป.วิ.พ. ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว พรพิมล โกศลตระกูล
จำเลย — นาย ฉอ้อน นิลกำแหง
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — จ่าสิบเอก พลเทพ นิลกำแหง
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
สุวัตร์ สุขเกษม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7843/2543
#38461
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมปนน้ำมันเครื่องอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้และขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 นั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพด้วยแต่โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงไว้ในฟ้องแต่อย่างใด ส่วนคำฟ้องที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฯ มาตรา 31,52 นั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ใช้เครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอันจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยรับสารภาพศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้

โจทก์บรรยายฟ้องแยกมาเป็นข้อ 2.กกับข้อ2.ข แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยต่างกรรมกัน แต่โจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยหลายข้อหารวมกันในคำฟ้องข้อเดียวกันในข้อ 2.ก ส่วนหนึ่งและข้อ 2.ข อีกส่วนหนึ่ง โดยการกระทำที่บรรยายฟ้องรวมอยู่ในแต่ละข้อหานั้น โจทก์มิได้บรรยายแยกแยะ การกระทำของจำเลยให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะให้เห็นได้ว่าประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 2.กและข้อ 2.ข ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในทุกข้อหาตามฟ้องข้อ 2.กและข้อ2.ขเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนอกเหนือไปจากคำฟ้องหาได้ไม่เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

2.ก จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยผลิตและบรรจุน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ ยี่ห้อไดเกียว ทูทีจำนวน64 กระป๋อง ยี่ห้อฮอนด้าจำนวน 30 กระป๋อง ยี่ห้อซูซูกิจำนวน 8 กระป๋องโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมโดยมีคุณลักษณะทางฟิสิกส์และทางเคมีและส่วนผสมของโลหะต่ำ และไม่ต้องตรงตามมาตรฐานที่กำหนดตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่อง สำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะที่กำหนดจุดไหลไม่เกินลบ 5 เถ้าซัลเฟตไม่เกินร้อยละ 0.5และโลหะไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.01 อันเป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้ และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะที่ไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

2.ข จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าน้ำมันเครื่องไดเกียวของบริษัทไดเกียว จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในราชอาณาจักรด้วยการทำปลอมกระดาษที่ใช้ในการผนึกฝากระป๋องให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าไดเกียวของผู้เสียหายแล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวซึ่งเป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์และข้อความในการประกอบการค้าของผู้เสียหายด้วยการทำให้ปรากฏที่สินค้า ที่ฝากระป๋องน้ำมัน ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมันเครื่องเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าน้ำมันเครื่องที่บรรจุอยู่ในภาชนะดังกล่าวเป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตโดยผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

วันที่ 14 ตุลาคม 2541 เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดน้ำมันเครื่องที่จำเลยทั้งสองผลิต และฝาปิดกระป๋องน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมดังกล่าว และกระป๋องน้ำมันเครื่องเปล่ายี่ห้อเชลล์จำนวน 50 กระป๋อง กระป๋องน้ำมันเครื่องเปล่ายี่ห้อฮอนด้าจำนวน 14 กระป๋อง ซึ่งจำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการบรรจุผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 16, 17, 20, 31, 36, 48,52, 55 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 236, 272, 273และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236, 272(1), 273 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 20,31, 36, 48, 52, 55 ที่แก้ไขแล้ว เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขแล้วความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 2 ปีปรับคนละ 40,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 272(1) ให้จำคุกคนละ 3 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท กระทงหนึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 ให้จำคุกคนละ 1 ปีปรับคนละ 6,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 20, 48 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 10,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 31,52 ให้จำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 5,000 บาท กระทงหนึ่ง และความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ. 2511 มาตรา 36, 55 ให้ปรับคนละ 5,000 บาท อีกกระทงหนึ่งรวมจำคุกคนละ 3 ปี 10 เดือน ปรับคนละ 68,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ1 ปี 11 เดือน ปรับคนละ 34,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองไว้ในข้อ 2 ว่า เมื่อระหว่างวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 14ตุลาคม 2541 เวลากลางวันเกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ ก. จำเลยทั้งสองร่วมกันทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยผลิตและบรรจุน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ ยี่ห้อไดเกียว ทูทีจำนวน 64 กระป๋อง ยี่ห้อฮอนด้าจำนวน30 กระป๋อง ยี่ห้อซูซูกิจำนวน 8 กระป๋อง โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาและประกาศ กระทรวงอุตสาหกรรมอันเป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้และจำเลยทั้งสองร่วมกันมีน้ำมันเครื่องยนต์สองจังหวะที่ไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และข้อ ข. จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าน้ำมันเครื่องไดเกียวของบริษัทไดเกียวผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียนในราชอาณาจักรด้วยการทำปลอมกระดาษที่ใช้ในการผนึกฝากระป๋องให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าไดเกียวของผู้เสียหาย แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวซึ่งเป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์และข้อความในการประกอบการค้าของผู้เสียหายด้วยการทำให้ปรากฏที่สินค้า ที่ฝากระป๋องน้ำมันซึ่งเป็นภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมันเครื่องเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าน้ำมันเครื่องที่บรรจุอยู่ในภาชนะดังกล่าวเป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตโดยผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 16, 17, 20, 31, 36, 48, 52, 55 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236, 272, 273 มาด้วย เห็นได้ว่าที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลอมปนน้ำมันเครื่องอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้ และขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 มาด้วยนั้นการปลอมปนเครื่องอุปโภคบริโภคอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 236ดังกล่าวได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องแต่อย่างใด และตามคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511มาตรา 31, 52 มาด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอันจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามบทกฎหมายทั้งสองดังกล่าวนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 31, 52 จึงไม่ชอบ นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว การที่โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแยกมาเป็นข้อ 2.ก กับข้อ 2.ข แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำตามฟ้องข้อ 2.ก เป็นความผิดต่างกรรมกับการกระทำตามฟ้องข้อ 2.ข ส่วนการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 2.ก และข้อ 2.ข แต่ละข้อนั้น โจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยหลายข้อหารวมกันมาในคำฟ้องข้อเดียวกันในข้อ 2.กส่วนหนึ่ง และข้อ 2.ข อีกส่วนหนึ่ง โดยการกระทำที่บรรยายฟ้องรวมอยู่ในแต่ละข้อนั้น โจทก์มิได้บรรยายแยกแยะการกระทำของจำเลยให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะให้เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 2.กในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกันและให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 2.ข ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในทุกข้อหาตามฟ้องข้อ 2.ก และทุกข้อหาตามฟ้องข้อ 2.ข เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนอกเหนือไปจากคำฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ 2.ก และข้อ 2.ข แต่ละข้อเป็นหลายกรรมต่างกันจึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวมาข้างต้นนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้งดการปรับหรือลดค่าปรับนั้นเห็นว่า สำหรับความผิดที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามฟ้องนั้น ตามพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นการกระทำที่มุ่งเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดโทษจำคุกและปรับโดยรอการลงโทษจำคุกให้นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1), 273 และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ. 2511 มาตรา 20, 36, 48, 55 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272(1), 273 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปีและปรับคนละ 40,000 บาท ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 20, 36, 48, 55เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 20, 48 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 เดือนและปรับคนละ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี 6 เดือนและปรับคนละ 50,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 25,000 บาท ให้ยกฟ้องข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และตามพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 มาตรา 31,52 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นาย ฉัตร คงมั่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7843/2543
#99384
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมปนน้ำมันเครื่องอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้และขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 236 นั้น ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 236 จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงนั้นไว้ในฟ้องแต่อย่างใด ส่วนคำฟ้องที่โจทก์ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมฯ มาตรา 31, 52 นั้น โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ใช้เครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตอันจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยรับสารภาพศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้

โจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นข้อ 2. ก กับข้อ 2. ข แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยต่างกรรมกัน แต่โจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยหลายข้อหารวมกันในคำฟ้องข้อเดียวกันในข้อ 2. ก ส่วนหนึ่ง และข้อ 2. ข อีกส่วนหนึ่งโดยการกระทำที่บรรยายฟ้องรวมอยู่ในแต่ละข้อหานั้น โจทก์มิได้บรรยายแยกแยะการกระทำของจำเลยให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะให้เห็นได้ว่า ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 2. ก และ 2. ข ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยในทุกข้อหาตามฟ้องข้อ 2. ก และ 2. ข เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนอกเหนือไปจากคำฟ้องหาได้ไม่ เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันเวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๑ เวลากลางวันเกี่ยวพันกัน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

๒. ก. จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยผลิตและบรรจุน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ ยี่ห้อไดเกียว ทูที จำนวน ๖๔ กระป๋อง ยี่ห้อฮอนด้า จำนวน ๓๐ กระป๋อง ยี่ห้อซูซูกิ จำนวน ๘ กระป๋อง โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดตามพระราชกฤษฎีกาและประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมอันเป็นการปลอมปนเครื่องอุปโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้ และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะที่ไม่ได้มาตรฐานดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

๒. ข. จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลอมเครื่องหมายการค้าน้ำมันเครื่อง ไดเกียว ของบริษัทไดเกียว จำกัด ผู้เสียหายซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในราชอาณาจักรด้วยการทำปลอมกระดาษที่ใช้ในการผนึกฝากระป๋องให้ปรากฏเครื่องหมายการค้าไดเกียวของผู้เสียหาย แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวซึ่งเป็นชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ และข้อความในการประกอบการค้าของผู้เสียหายด้วยการทำให้ปรากฏที่สินค้า ที่ฝากระป๋องน้ำมัน ซึ่งเป็นภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมันเครื่องเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าน้ำมันเครื่องที่บรรจุอยู่ในภาชนะดังกล่าวเป็นน้ำมันเครื่องที่ผลิตโดยผู้เสียหาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๑๖, ๑๗, ๒๐, ๓๑, ๓๖, ๔๘, ๕๒, ๕๕ ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๒๓๖, ๒๗๒, ๒๗๓ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ ป.อ. มาตรา ๒๓๖, ๒๗๒ (๑), ๒๗๓ และ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๒๐, ๓๑, ๓๖, ๔๘, ๕๒, ๕๕ ที่แก้ไขแล้ว เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ที่แก้ไขแล้ว ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ และความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๓ เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ให้จำคุกคนละ ๒ ปี ปรับคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑) ให้จำคุกคนละ ๓ เดือน ปรับคนละ ๒,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๓๖ ให้จำคุกคนละ ๑ ปี ปรับคนละ ๖,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๒๐, ๔๘ ให้จำคุกคนละ ๖ เดือน ปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๓๑, ๕๒ ให้จำคุกคนละ ๑ เดือน ปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง และความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๓๖, ๕๕ ให้ปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกคนละ ๓ ปี ๑๐ เดือน ปรับคนละ ๖๘,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๑๑ เดือน ปรับคนละ ๓๔,๐๐๐ บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนดคนละ ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นได้ว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลอมปนน้ำมันเครื่องอันเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่ายและเพื่อให้บุคคลอื่นใช้ และขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๒๓๖ มาด้วยนั้น การปลอมปนเครื่องอุปโภคบริโภคอันจะเป็นความผิดตามมาตรา ๒๓๖ ดังกล่าวได้นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปลอมปนนั้นน่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ในฟ้องแต่อย่างใด และตามคำฟ้องโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๓๑, ๕๒ มาด้วย แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นความผิดตามกฎหมายดังกล่าวได้ ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามบทกฎหมายทั้งสองดังกล่าวนี้ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๓๖ และตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๓๑, ๕๒ จึงไม่ชอบ นอกจากนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว การที่โจทก์บรรยายฟ้อง ถึงการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองแยกมาเป็น ข้อ ๒. ก กับ ข้อ ๒. ข แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในการกระทำตามฟ้อง ข้อ ๒. ก เป็นความผิดต่างกรรมกับการกระทำตามฟ้อง ข้อ ๒. ข ส่วนการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามฟ้อง ข้อ ๒. ก และ ข้อ ๒. ข แต่ละข้อนั้น โจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยหลายข้อหารวมกันมาในคำฟ้องข้อเดียวกันในข้อ ๒. ก ส่วนหนึ่ง และข้อ ๒. ข อีกส่วนหนึ่ง โดยการกระทำที่บรรยายฟ้องรวมอยู่ในแต่ละข้อนั้น โจทก์มิได้บรรยายแยกแยะการกระทำของจำเลยให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะให้เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ข้อ ๒. ก ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน และให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง ข้อ ๒. ข ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในทุกข้อหาตามฟ้องข้อ ๒. ก และทุกข้อหาตามฟ้องข้อ ๒. ข เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนอกเหนือไปจากคำฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องข้อ ๒. ก และข้อ ๒. ข แต่ละข้อเป็นหลายกรรมต่างกันจึงไม่ชอบ และปัญหาดังกล่าวมาข้างต้นนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑), ๒๗๓ และ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๒๐, ๓๖, ๔๘, ๕๕ สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ และความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๗๒ (๑), ๒๗๓ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘ ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๒ ปี และปรับคนละ ๔๐,๐๐๐ บาท ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๒๐, ๓๖, ๔๘, ๕๕ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา ๒๐, ๔๘ ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๖ เดือน และปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๒ ปี ๖ เดือน และปรับคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๓ เดือน และปรับคนละ ๒๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องข้อหาตาม ป.อ. มาตรา ๒๓๖ และตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๓๑, ๕๒ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 236
พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 ม. 31 ม. 52
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายฉัตร คงมั่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายภานุ รังสีสหัส
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7826/2543
#91285
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่มาพบและส่งบัญชีเอกสารสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ทำให้เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากรมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่ากัน นอกจากนี้เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ จำเลยจึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตาม ป. รัษฎากร มาตรา 67 ตรี

ข้อความในมาตรา 67 ทวิ แห่ง ป. รัษฎากร มีความหมายชัดเจนว่า บทมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา 68 จึงให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี แล้วยื่นรายการเพื่อชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยให้ยื่นชำระภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือน นับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็จะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี ดังนั้น การฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการ หรือเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด. 50 เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ใน ป. รัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 23 แต่ประการใด เมื่อกรณีตามฟ้องมิใช่เรื่องการไม่ยื่นรายการและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินภาษีเพิ่มตามที่ตรวจสอบ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 และมาตรา 24 เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้จำเลยเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 26

ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยรายเดียวถูกประเมินภาษีหลายคราวแล้วโจทก์รวมฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีมาเป็นคดีเดียว แม้กรณีจะได้ความว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหลายหนหลายคราว แต่การประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ซึ่งมีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปี จำนวนเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 จึงมียอดเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 (ครึ่งปี) และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 (เต็มปี) อันเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นข้อหาเดียวเกี่ยวข้องกัน ส่วนการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเป็นภาษีอากรประเมิน ป. รัษฎากรว่าด้วยการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มาตรา 65 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าให้เสียเป็นรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามฟ้องของโจทก์จึงมี 2 รอบระยะเวลาบัญชี คือรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 ซึ่งในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจำเลยดำเนินกิจการและมีผลประกอบการแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีจึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมภาษีทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีมาเป็นจำนวนเดียว และเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร 75,604,834.61 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 23,229,424.13 บาท แต่ไม่เกินต้นเงินนับถัดจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงิน 7,764,610.99 บาท แต่ไม่เกินต้นเงินนับถัดจากวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยโดยนายสมศักดิ์ในฐานะผู้ชำระบัญชีชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 30,994,034 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 จำนวน 23,229,424.13 บาท และสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 จำนวน 7,764,610.99 บาท โดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี 2537 และ 2538 แล้วแต่กรณีของจำเลยเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเมื่อคำนวณถึงวันที่ 31 มกราคม 2542 ต้องไม่เกินจำนวน 15,331,419.84 บาท สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 และต้องไม่เกินจำนวน 3,727,013.12 บาทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2538 ตามที่โจทก์ขอ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง และเมื่อคำนวณเงินเพิ่มเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งแล้ว หรือจำเลยนำเงินค่าภาษีไปชำระแก่โจทก์จนครบถ้วนก่อนที่เงินเพิ่มจะมีจำนวนเท่ากับจำนวนค่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ให้ยกเว้นเฉพาะเศษของบาทจากการคำนวณภาษีแก่จำเลยกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลา 6 เดือน ของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 (ภ.ง.ด. 51) ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ จำเลยจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 67 ตรี อีกหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไม่มาพบและส่งบัญชีเอกสารสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2537 ทำให้เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่สามารถคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวได้ เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 71 (1) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่ากัน เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 67 ทวิ จำเลยจึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นตาม ป. รัษฎากร มาตรา 67 ตรี ส่วนเบี้ยปรับตามที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเนื่องจากการที่จำเลยมิได้ชำระภาษีของรอบระยะเวลาหกเดือนตาม ป. รัษฎากร มาตรา 26 นั้น เห็นว่า ข้อความในมาตรา 67 ทวิ แห่ง ป. รัษฎากร มีความหมายชัดเจนว่า บทมาตรานี้บัญญัติขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามมาตรา 68 จึงให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจัดทำประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีแล้วยื่นรายการเพื่อชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยให้ยื่นชำระภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควรก็จะต้องรับผิดตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 67 ทวิ (1) หรือของกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือของภาษีที่ชำระขาดแล้วแต่กรณี ดังนั้น จึงถือได้ว่าการฝ่าฝืนมาตรา 67 ทวิ ได้มีบทบัญญัติกำหนดความรับผิดไว้โดยเฉพาะแล้ว อีกประการหนึ่ง มาตรา 67 ทวิ นี้เป็นเรื่องของการประมาณการ และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นประมาณการหรือแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 เจ้าพนักงานประเมินอาจประเมินให้ชำระภาษีพร้อมเงินเพิ่มได้ทันทีเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นรายการหรือเมื่อบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นยื่นชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลตามแบบ ภ.ง.ด.50 เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โดยไม่จำต้องออกหมายเรียกตัวผู้ยื่นรายการมาไต่สวนตรวจสอบดังที่บัญญัติไว้ใน ป. รัษฎากร มาตรา 19 และมาตรา 23 แต่ประการใดการที่เจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตาม ป. รัษฎากร มาตรา 71 (1) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีพิพาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่ากัน กรณีจึงมิใช่เรื่องการไม่ยื่นรายการและมีการออกหมายเรียกไต่สวนตรวจสอบแล้วจึงประเมินภาษีเพิ่มตามที่ตรวจสอบ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 และมาตรา 24 เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินให้จำเลยเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 26 การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้นอีก 400,000 บาท นั้น ไม่ถูกต้องและขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 150 ประกอบตาราง (1) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องเป็นกรณีที่จำเลยรายเดียวถูกประเมินภาษีหลายคราวแล้วโจทก์รวมฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีมาเป็นคดีเดียว ดังนี้ แม้กรณีจะได้ความว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหลายหนหลายคราว แต่การประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ซึ่งมีทั้งการประเมินครึ่งปีกับเต็มปี จำนวนเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 จึงมียอดเงินภาษีของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 (ครึ่งปี) และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 (เต็มปี) อันเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นข้อหาเดียวเกี่ยวข้องกัน ส่วนการประเมินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลซึ่งเป็นภาษีอากรประเมิน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มาตรา 65 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลว่าให้เสียเป็นรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยซึ่งเป็นบริษัทจำกัดตามฟ้องของโจทก์จึงมี 2 รอบระยะเวลาบัญชีคือรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 และรอบระยะเวลาบัญชีปี 2538 ซึ่งในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจำเลยดำเนินกิจการและมีผลประกอบการแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีในกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระภาษีจึงมีสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับแตกต่างกัน กล่าวคือ การคิดคำนวณรายได้และหักรายจ่ายในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเพื่อหากำไรสุทธิจึงแยกต่างหากออกจากกันได้โดยชัดแจ้ง ฉะนั้น สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เกี่ยวข้องกันสามารถแยกจากกันได้ การที่โจทก์รวมภาษีทั้งสองรอบระยะเวลาบัญชีมาเป็นจำนวนเดียวและเสียค่าขึ้นศาลในอัตราสูงสุดเพียงจำนวนเดียวจึงไม่ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี อีกร้อยละ 20 ของกึ่งหนึ่งของจำนวนภาษีที่จำเลยต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 คิดเป็นเงินเพิ่มจำนวน 2,322,942.41 บาท ด้วย และให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเพิ่มจำนวน 200,000 บาทแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 23 ม. 24 ม. 26 ม. 65 ม. 67 ทวิ ม. 67 ตรี ม. 68 ม. 71 (1)
ป.วิ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
ผู้ชำระบัญชี — บริษัทมอสเวิลด์อินเตอร์เทรด จำกัด โดยนายสมศักดิ์ แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายนรินทร ตั้งศรีไพโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7803/2543
#99162
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" การที่นาย ส. จำนำอาวุธปืนไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 รับมอบอาวุธปืนไว้ในครอบครองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 ป.อ. มาตรา 32, 33, 83, 91 กับริบเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน ซองบรรจุกระสุนปืนและธนบัตรของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 30 ปี ฐานจำหน่ายจำคุกคนละ 16 ปี และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม จำคุก 6 เดือน รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 46 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 46 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 30 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 30 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือนำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่" การที่นายสมทรงจำนำอาวุธปืนไว้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 รับมอบอาวุธปืนไว้ในครอบครองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ให้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายจำเนียรหรือเฉลียว มากสมบูรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสุวรรณ จันทร์ดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา