คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6951/2543
#91262
เปิดฉบับเต็ม

ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ได้ระบุไว้ว่า รถยนต์นั่ง หมายความว่า รถยนต์เก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบสำหรับเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวร ด้านข้างและหรือด้านหลังคนขับมีประตู หรือหน้าต่างและมีที่นั่งทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด ส่วนรถยนต์กระบะ หมายความว่ารถยนต์ ที่มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับ และตอนหลังเป็นกระบะบรรทุกซึ่งเปิดโล่งจนถึงท้ายรถโดยไม่มีหลังคา ถ้อยคำที่ปรากฏตามตัวอักษรดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยแจ้งชัดว่าการเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตนั้น ต้องดูสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญว่าเป็นรถยนต์นั่งหรือไม่ มิใช่ถือเอาแชสซีส์ของรถยนต์เป็นสำคัญ

จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ประเภทกระบะบรรทุก และเจ้าพนักงานสำนักงาน ขนส่งได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วเห็นว่าถูกต้องจึงอนุญาตให้จดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวได้ จำเลยก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ส่วนกรณีที่รถยนต์ของกลางได้มีผู้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งในเวลาต่อมานั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ศาล เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์ของกลางให้มีสภาพเป็นรถยนต์นั่งดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ลำพังแต่ การกล่าวอ้างว่าจำเลยเป็นผู้นำเข้าอะไหล่มาประกอบเป็นรถยนต์แล้วขายไป หาเพียงพอที่จะให้จำเลยทั้งสองเสียภาษี สรรพสามิตตามฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 161, 162

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1, ที่ 2 มีความผิดตาม พ.รบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161, 162 ป.อ. มาตรา 83, 91 ความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ลงโทษปรับคนละสามเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสีย เป็นเงิน 1,050,570 บาท ความผิดฐานขายสินค้าที่มิได้เสียภาษีลงโทษปรับคนละหกเท่าของค่าภาษีที่จะต้องเสียเป็นเงิน 2,101,140 บาท รวมลงโทษปรับคนละ 3,151,710 บาท ไม่ชำระค่าปรับจัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ได้ระบุไว้ว่า รถยนต์นั่ง หมายความว่า รถยนต์เก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบสำหรับเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน เช่น รถยนต์ที่มีหลังคาติดต่อเป็นเนื้อเดียวกันในลักษณะถาวร ด้านข้าง และหรือด้านหลังคนขับ มีประตู หรือหน้าต่างและมีที่นั่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด ส่วนรถยนต์กระบะ หมายความว่า รถยนต์ที่มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับ และตอนหลังเป็นกระบะบรรทุก ซึ่งเปิดโล่งจนถึงท้ายรถโดยไม่มีหลังคา ถ้อยคำที่ปรากฏตามตัวอักษรดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยแจ้งชัดว่า การเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตนั้น ต้องดูสภาพและลักษณะของรถยนต์เป็นสำคัญว่าเป็นรถยนต์นั่งหรือไม่ มิใช่ถือเอาแชสซีส์ของรถยนต์เป็นสำคัญ

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นรถยนต์ประเภทกระบะบรรทุก และเจ้าพนักงานสำนักงานขนส่งจังหวัดสมุทรสาครได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วเห็นว่าถูกต้อง จึงอนุญาตให้จดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 ก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ส่วนกรณีที่รถยนต์ของกลางได้มีผู้ดัดแปลงเป็นรถยนต์นั่งในเวลาต่อมานั้น โจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นเลยว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ดัดแปลงรถยนต์ของกลางให้มีสภาพเป็นรถยนต์นั่งดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น ลำพังแต่การกล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้นำเข้าอะไหล่มาประกอบเป็นรถยนต์ แล้วขายไป หาเพียงพอที่จะให้จำเลยทั้งสองเสียภาษีสรรพสามิตตามฟ้องไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 161 ม. 162
พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสุดาภรณ์ วสุโสภณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประมวล สุขสมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6950/2543
#35132
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จัดอาหารให้กับพนักงานของโจทก์ แยกต่างหากจากการที่ให้บริการลูกค้าของโรงแรม ก็เป็นการให้บริการแก่พนักงานโดยใช้บริการของตนเองอันอยู่ในความหมายของคำว่า "บริการ" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(10) ซึ่งโจทก์จะต้องนำมูลค่าของอาหารที่บริการแก่พนักงานมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์ในการบริการการทำงานของพนักงานจากการที่ให้พนักงานรับประทานอาหาร แต่ก็มิใช่ประโยชน์ในการบริหารงานของกิจการอันเป็นการประกอบกิจการของโจทก์โดยตรง จะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามมาตรา 77/1(10)(ก)แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78)เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79(4) แห่ง ประมวลรัษฎากร ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แต่กรณีของโจทก์เกิดก่อนหน้าประกาศดังกล่าวจะใช้บังคับ จึงไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาใช้บังคับได้

เมื่อบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) ให้โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลมีอำนาจในการพิจารณาได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หาใช่ว่าการงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานจำเลยซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลงดหรือลดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีหน้าที่ควบคุมและจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรจำเลยที่ 2 เป็นอธิบดีกรมสรรพากร มีอำนาจหน้าที่บริหารงานในกรมจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งวินิจฉัยให้โจทก์เสียค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 20พฤษภาคม 2541 เจ้าพนักงานตรวจสอบและประเมินภาษีสำนักงานสรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ.73.1) เลขที่ 11840040/5/100233 ถึง 100238 ไปยังโจทก์สำหรับเดือนสิงหาคม 2540 ถึงเดือนมกราคม 2541 พร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งสิ้นจำนวน 659,029.82 บาท โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการประเมินและขอให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แต่ได้พิจารณาลดเบี้ยปรับที่ได้เรียกเก็บแล้ว คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย และแจ้งให้โจทก์นำเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับจำนวน 501,923 บาทไปชำระภายใน30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์เห็นว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงขออุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) การที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสืบเนื่องมาจากโจทก์ประกอบกิจการโรงแรมได้จัดให้พนักงานของโรงแรมรับประทานอาหารโดยไม่คิดค่าอาหารหรือค่าตอบแทนวันละ 3 มื้อ และโจทก์ได้นำค่าอาหารพนักงานดังกล่าวไปลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายประเภทอาหารพนักงานในบัญชีของบริษัท แต่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในจำนวนค่าใช้จ่ายดังกล่าวโดยถือว่าเป็นยอดขายของโจทก์ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการที่โจทก์จัดให้พนักงานได้รับประทานอาหารโดยไม่คิดค่าตอบแทนนั้นไม่ใช่เป็นการบริการหรือการขายสินค้า คำจำกัดความของ "บริการ" ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(10) มีความหมายโดยชัดเจนว่าหมายถึงการกระทำอันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่า ซึ่งผลประโยชน์อันมีมูลค่าน่าจะหมายถึงการได้มาในลักษณะที่เป็นเงินหรือรายได้อื่นใดและโดยเฉพาะน่าจะหมายถึงการบริการที่ให้แก่ลูกค้าของโจทก์มากกว่า แต่การที่โจทก์จัดให้มีอาหารสำหรับพนักงานไม่ได้เป็นการหาประโยชน์แต่เป็นการให้ประโยชน์แก่ลูกจ้าง กรณีดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นการบริการ และโจทก์ก็ไม่มีรายได้จากการจัดให้พนักงานได้รับประทานอาหารโดยไม่คิดค่าอาหารตอบแทน การจัดให้พนักงานได้รับประทานอาหารดังกล่าวเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งของโรงแรมที่จัดให้เฉพาะแก่พนักงานที่เข้าทำงานในแต่ละวันในระหว่างเวลาทำงานซึ่งหากจะถือว่าเป็นการให้บริการก็เป็นบริการที่ให้เป็นสวัสดิการแก่พนักงานในระหว่างเวลาทำการในแต่ละวัน โดยไม่ใช่เป็นการรับรองหรือเป็นการให้บริการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้รับค่าบริการเป็นการตอบแทนแต่อย่างใดเพราะจากสภาพการดำเนินกิจการของโรงแรมนั้นพนักงานโรงแรมเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าซึ่งการให้บริการต้องเป็นการทำอย่างต่อเนื่องและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าซึ่งมาใช้บริการ ดังนั้น การที่ให้พนักงานในโรงแรมสามารถรับประทานอาหารฟรีได้ก็เพื่อความสะดวกในการให้บริการที่ต่อเนื่องและทำให้ลดภาระในการตรวจสอบการเข้าออกจากโรงแรมของพนักงานโดยถือเป็นการควบคุมทางด้านความปลอดภัยของโรงแรมด้วย ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 จะถือว่าการให้พนักงานได้รับประทานอาหารฟรีในระหว่างการปฏิบัติงานเป็นการให้บริการที่อยู่ในข่ายจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้พนักงานได้รับประทานอาหารฟรีดังกล่าวก็เป็นการนำบริการไปใช้ในการให้บริการการบริหารของกิจการเพื่อประโยชน์และเพื่อใช้ประกอบกิจการของโจทก์โดยตรงและการให้บริการดังกล่าวเป็นสวัสดิการของพนักงานโจทก์มิใช่เป็นการให้บริการเพื่อการรับรอง หรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน จึงมิใช่เป็นการให้บริการหรือการขายสินค้าซึ่งจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามสำเนาประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม(ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2534 นอกจากนั้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 40 และจากคำวินิจฉัยของกรมสรรพากร ซึ่งถือว่าผลประโยชน์จากการที่พนักงานได้รับประทานอาหารฟรีจากนายจ้างเป็นเงินได้พึงประเมินซึ่งจะต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ ในทางกลับกันก็ต้องถือว่าเป็นรายจ่ายของนายจ้างเพราะโจทก์ในฐานะนายจ้างไม่ได้มีรายรับจากการจัดให้มีบริการดังกล่าวแต่อย่างใดการประเมินของจำเลยจึงไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ อธิบดีกรมสรรพากรได้ออกประกาศเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2541 กำหนดให้มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่นายจ้างจัดหาให้กับพนักงานหรือลูกจ้างในระหว่างเวลาปฏิบัติงานตามระเบียบเกี่ยวกับสวัสดิการของพนักงานหรือลูกจ้างนั้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีโดยต้องมีราคาไม่เกินสมควร และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรก็ตามหากศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ขอให้มีคำสั่งยกเลิกเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด เพราะโจทก์ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีแต่เข้าใจโดยสุจริตว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1)เลขที่ 11840040/5/100233 ถึง 100238 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งห้าให้การว่า การที่โจทก์ให้พนักงานและฝ่ายบริหารรับประทานอาหารฟรีโดยไม่เรียกค่าตอบแทน ไม่เข้าลักษณะเป็นการนำบริการไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 25 ธันวาคม2534 การให้รับประทานอาหารฟรีดังกล่าวแม้จะจัดเป็นสวัสดิการแบบหนึ่งแต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งต้องถือว่าเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร และโจทก์มีหน้าที่นำค่าบริการดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งยังปรากฏว่าโจทก์ได้นำภาษีซื้อซึ่งเกิดจากการซื้อวัตถุดิบเพื่อใช้ในการปรุงอาหารไปใช้เป็นภาษีซื้อในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในแต่ละเดือนแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ประเมินราคาอาหารเพื่อเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา 79/3(1)แห่งประมวลรัษฎากร ตามข้อมูลที่โจทก์ให้ถ้อยคำไว้ โดยกำหนดมูลค่าอาหารพนักงาน 1 คน รับประทานอาหาร 25 บาทต่อมื้อ วันละ 3 มื้อ มาเป็นเกณฑ์การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชอบธรรมแล้ว และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ลดเบี้ยปรับลงครึ่งหนึ่ง การดำเนินการของเจ้าพนักงานตั้งอยู่บนกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการเป็นการชอบด้วยประการทั้งปวง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ 11840040/5/100233ถึง 100238 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สฏ/ฝ.1/2/41/3/42 ถึง 47 ลงวันที่ 11กันยายน 2541 เฉพาะในส่วนเบี้ยปรับ ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับคำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกว่า ค่าอาหารสำหรับพนักงานของโจทก์อยู่ในบังคับยต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ได้ความจากนายยุคล ภมรมนตรี กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ว่าโจทก์ประกอบกิจการโรงแรมชื่อบ้านตลิ่งงามอยู่ที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์จัดให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารฟรี ก็เพราะว่าจากสภาพธุรกิจการให้บริการของโจทก์ซึ่งประกอบกิจการโรงแรมต้องให้บริการที่ต่อเนื่องการให้พนักงานได้รับประทานอาหารที่โรงแรมจัดไว้ก็เพื่อให้พนักงานกลับมาทำงานให้ทันหลังจากหมดเวลาพักแล้ว ทั้งนี้เพราะโรงแรมเป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง การจัดให้มีอาหารสำหรับพนักงานเป็นการแยกจัดต่างหากจากการจัดให้ลูกค้า การจัดให้มีอาหารแก่พนักงานก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ในการบริหารกิจการ อันเป็นการประกอบกิจการของโจทก์โดยตรง มิใช่เป็นการบริการเพื่อการรับรองแต่อย่างใด โจทก์ได้นำรายจ่ายที่โจทก์จ่ายไปเป็นค่าวัตถุดิบในการประกอบอาหารต่าง ๆ สำหรับพนักงานไปลงบัญชีไว้เป็นรายจ่ายประเภทอาหารของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ขายอาหารแก่พนักงาน โจทก์ไม่มีรายรับจากกรณีดังกล่าว ค่าใช้จ่ายที่โจทก์จ่ายเป็นค่าอาหารของพนักงานนั้นจำเลยได้นำมาประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์นำไปหักเป็นภาษีซื้อ ส่วนจำเลยทั้งห้ามีนางสาวเปรมปรี พสุหิรัญนิกร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีและนายถาวรขนานเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาอุทธรณ์เป็นพยานเบิกความว่า ในการตรวจภาษีขายเจ้าพนักงานตรวจพบความผิดคือ โจทก์ให้พนักงานรับประทานอาหารโดยไม่คิดมูลค่าซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1(10) ถือว่าเป็นการให้บริการส่วนบุคคลและไม่ใช่การให้สวัสดิการซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของโจทก์โดยตรงและไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1(10)(ก) ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำยอดค่าอาหารดังกล่าวมาเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เห็นว่า ค่าอาหารสำหรับพนักงานของโจทก์จะอยู่ในบังคับที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ จะต้องพิจารณาตามประมวลรัษฎากรมาตรา 77/1(10) ซึ่งให้ความหมายของคำว่า "บริการ" หมายความว่าการกระทำใด ๆอันอาจหาผลประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าและให้หมายความรวมถึงการให้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

(ก) การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

การที่โจทก์จัดอาหารให้กับพนักงานของโจทก์ แยกต่างหากจากการที่ให้บริการลูกค้าของโรงแรม ก็เป็นการให้บริการแก่พนักงานโดยใช้บริการของตนเอง อันอยู่ในความหมายของคำว่า "บริการ" ดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะต้องนำมูลค่าของอาหารที่บริการแก่พนักงานมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จะอ้างว่าการให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารเป็นประโยชน์ในการบริหารงานของกิจการอันเป็นการประกอบกิจการของโจทก์โดยตรงหาได้ไม่ แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์จากการที่ให้พนักงานรับประทานอาหาร แต่การให้พนักงานรับประทานอาหารมิใช่การบริหารงานของกิจการโดยตรงจะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามมาตรา 77/1(10)(ก)แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้ ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยกำหนดมูลค่าอาหารพนักงาน 1 คนรับประทานอาหาร 25 บาทต่อมื้อ วันละ 3 มื้อ ตามที่นายประภาส โตประภัสร์ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ได้ให้การไว้ ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 27 และ 28 การประเมินจึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารที่โจทก์จัดให้พนักงานของโจทก์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78)เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79(4) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า ประกาศดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แต่กรณีของโจทก์เกิดก่อนหน้าที่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาใช้บังคับได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า ศาลไม่มีอำนาจงดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์นั้นเห็นว่า เมื่อบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) ให้โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลมีอำนาจในการพิจารณาได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หาใช่ว่าการงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานจำเลยซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลงดหรือลดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่เพราะหากแปลความว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ห้ามศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แล้ว การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ดังนี้ การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำวินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ที่เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งหมด เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดเงินเพิ่มนั้น เห็นว่า เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนเป็นอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจงดได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (2) ม. 77/1 (10)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ้านตลิ่งงาม จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6950/2543
#91261
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จัดอาหารให้กับพนักงานของโจทก์ แยกต่างหากจากการที่ให้บริการลูกค้าของโรงแรม ก็เป็นการให้บริการแก่พนักงานโดยใช้บริการของตนเอง อันอยู่ในความหมายของคำว่า "บริการ" ตามมาตรา 77/1 (10) แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งโจทก์จะต้องนำมูลค่าของอาหารที่บริการแก่พนักงานมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จะอ้างว่าการให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารเป็นประโยชน์ในการบริหารงานของกิจการอันเป็นการประกอบกิจการของโจทก์โดยตรงหาได้ไม่ แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์จากการที่ให้พนักงานรับประทานอาหาร แต่การให้พนักงานรับประทานอาหารมิใช่การบริหารงานของกิจการโดยตรง จะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1 (10) (ก) แห่ง ป.รัษฎากรไม่ได้ ส่วนประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่ง ป.รัษฎากร ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แต่กรณีของโจทก์เกิดก่อนหน้าที่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาใช้บังคับได้

บทบัญญัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) ให้โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลมีอำนาจในการพิจารณาได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะหากแปลความว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ห้ามศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับการงดหรือลดเบี้ยปรับว่าเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยอ้างว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารแล้ว การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำวินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 แห่ง ป.รัษฎากร ที่เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งหมด เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 11840040/5/100233 ถึง 100238 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ 11840040/5/100233 ถึง 100238 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สฎ/ฝ.1/2/41/3/42 ถึง 47 ลงวันที่ 11 กันยายน 2541 เฉพาะในส่วนเบี้ยปรับ ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงแรม จัดให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารฟรีเพื่อให้พนักงานกลับมาทำงานให้ทันหลังจากหมดเวลาพักแล้ว การจะพิจารณาว่าค่าอาหารสำหรับพนักงานของโจทก์จะอยู่ในบังคับที่จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (10) ซึ่งให้ความหมายของคำว่า "บริการ" หมายความว่า การกระทำใด ๆ อันอาจหาผลประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าและให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเอง ไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง

(ก) การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

การที่โจทก์จัดอาหารให้กับพนักงานของโจทก์ แยกต่างหากจากการที่ให้บริการลูกค้าของโรงงาน ก็เป็นการให้บริการแก่พนักงานโดยใช้บริการของตนเอง อันอยู่ในความหมายของคำว่า "บริการ" ดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะต้องนำมูลค่าของอาหารที่บริการแก่พนักงานมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จะอ้างว่าการให้พนักงานของโจทก์รับประทานอาหารเป็นประโยชน์ในการบริหารงานของกิจการอันเป็นการประกอบกิจการของโจทก์โดยตรงหาได้ไม่ แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์จากการที่ให้พนักงานรับประทานอาหาร แต่การให้พนักงานรับประทานอาหารมิใช่การบริหารงานของกิจการโดยตรง จะถือเป็นการนำบริการไปใช้ในการบริหารงานของกิจการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรง ตามมาตรา 77/1 (10) (ก) แห่งประมวลรัษฎากรไม่ได้ ที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาค่าบริการตามราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น โดยกำหนดมูลค่าอาหารพนักงาน 1 คน รับประทานอาหาร 25 บาทต่อมื้อ วันละ 3 มื้อ ตามที่ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ได้ให้การไว้ จึงชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารที่โจทก์จัดให้พนักงานของโจทก์ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า ประกาศดังกล่าวใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 แต่กรณีของโจทก์เกิดก่อนหน้าที่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับ จึงไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาใช้บังคับได้

บทบัญญัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) ให้โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ ถ้าโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าศาลมีอำนาจในการพิจารณาได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หาใช่ว่าการงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานจำเลยซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารและไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจศาลงดหรือลดเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ เพราะหากแปลความว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ห้ามศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่าเหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่แล้ว การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ดังนี้ การที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำวินิจฉัยให้งดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 แห่งประมวลรัษฎากร ที่เรียกเก็บจากโจทก์ทั้งหมด เพราะเห็นว่าโจทก์ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (2) ม. 77/1 (10) ม. 79 แห่ (4)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 2) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำ
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 78) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบ้านตลิ่งงาม จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สันติ ทักราล
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6936 -ที่ 6937/2543
#99236
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าเรือเกาะสีชังโดยขนถ่ายสินค้าจากเรือลงบรรทุกในเรือลำเลียงและการขนถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียงแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2539 ถือได้ว่า ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่งแล้วในวันดังกล่าว ซึ่งผู้รับตราส่งต้องฟ้องผู้ขนส่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายแห่งสินค้าที่ขนส่งภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของ ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 46 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งจึงต้องฟ้องผู้ขนส่งภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วย

ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เป็นการขอแก้ไขวันและสถานที่ที่ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง จากวันที่ 7 มกราคม 2539 ที่ท่าเรือเกาะสีชัง เป็นวันที่ 16 มกราคม 2539 ที่ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งก่อให้เกิดผลตามกฎหมายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ขนส่ง และการเริ่มนับอายุความในการฟ้องร้องผู้ขนส่ง ทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดี จึงมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ทั้งเป็นการขอแก้ไขภายหลังวันชี้สองสถาน ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบข้อเท็จจริงตามที่ขอแก้ไขคำฟ้อง ก็ปรากฏว่าการส่งมอบสินค้าเกิดขึ้นก่อนโจทก์ขอแก้ไขฟ้องถึง 3 ปีเศษ กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน ๔,๗๘๓,๑๙๗.๓๖ บาท ฐานผิดสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้มีชื่อที่โจทก์รับประกันภัยไว้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน ๓๓๖,๘๑๖ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

หลังวันชี้สองสถาน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัทเอ็น. เอช. เค. สตีล จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้าแผ่นเหล็กรีดเย็นในคอยล์จำนวน ๑๒๐ ม้วน จากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และเอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ในวงเงิน ๑๘,๖๖๙,๗๔๑ บาท ผู้ขายได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยเรือชื่อเวนโต้จากท่าเรือกวางยาง เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งที่กรุงเทพมหานคร วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๙ เรือเวนโต้เดินทางมาถึงท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี จากนั้นมีการขนถ่ายสินค้าดังกล่าวจากเรือเวนโต้ลงเรือลำเลียง ๒ ลำ ไปยังท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือศรีกรุงธนตามลำดับ แล้วขนขึ้นรถยนต์บรรทุกไปที่คลังสินค้าของผู้รับตราส่ง ปรากฏว่าสินค้าดังกล่าวจำนวน ๔๔ ม้วน ได้รับความเสียหายเกิดสนิมเนื่องจากถูกน้ำจืด โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน ๖,๘๒๐,๑๘๘.๓๖ บาท ให้แก่บริษัทเอ็น. เอช. เค. สตีล จำกัด ผู้เอาประกันภัยไปและรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาแก่จำเลยทั้งสาม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อเรือเวนโต้เดินทางมาถึงท่าเรือเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ในวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๙ แล้ว บริษัทเอ็น. เอช. เค สตีล จำกัด ผู้รับตราส่งได้เรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้รับขนส่งทางทะเลทอดสุดท้ายส่งมอบสินค้าแผ่นเหล็กรีดเย็นในคอยล์ให้แก่ผู้รับตราส่ง และผู้รับตราส่งได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ ๓ ขนส่งสินค้าดังกล่าวทางน้ำและทางบกจากเรือเวนโต้ซึ่งจอดลอยลำอยู่ที่ท่าเรือเกาะสีชังไปยังคลังสินค้าของผู้รับตราส่งโดยจำเลยที่ ๓ ได้นำเรือฉลอม ๒ ลำ ไปขนถ่ายสินค้าลงข้างลำเรือเวนโต้ ตามคำบรรยายฟ้องดังกล่าวแสดงว่าผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าเรือเกาะสีชัง โดยขนถ่ายสินค้าข้างลำเรือจากเรือเวนโต้ลงบรรทุกในเรือลำเลียงและการขนถ่ายสินค้าลงเรือลำเลียงแล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๓๙ ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่ผู้รับตราส่งแล้วในวันดังกล่าว ซึ่งผู้รับตราส่งต้องฟ้องผู้ขนส่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายแห่งสินค้าที่ขนส่งภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๖ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งจึงต้องฟ้องผู้ขนส่งภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วย

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์เป็นการขอแก้ไขวันและสถานที่ที่ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่ง จากวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๓๙ ที่ท่าเรือเกาะสีชัง เป็นวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๙ ที่ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งก่อให้เกิดผลตามกฎหมายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ขนส่ง และการเริ่มนับอายุความในการฟ้องร้องผู้ขนส่ง ทำให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เสียเปรียบในการต่อสู้คดี จึงมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ทั้งเป็นการขอแก้ไขภายหลังวันชี้สองสถาน ที่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบข้อเท็จจริงตามที่ขอแก้ไขคำฟ้อง ก็ปรากฏว่าการส่งมอบสินค้าเกิดขึ้นก่อนโจทก์ขอแก้ไขฟ้องถึง ๓ ปีเศษ กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น การแก้ไขคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบที่จะกระทำได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ชอบแล้ว?

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไพบูลย์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทแดโบ ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6935/2543
#99237
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับ ฉ. นั้น ฉ.ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องอยู่ก่อนแล้ว และยังคงเป็นคู่สมรสกับผู้ร้องตลอดมา จนกระทั่ง ฉ. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับ ฉ. จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 1496 (เดิม) ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น แม้ ฉ. ได้ถึงแก่ความตายก่อนผู้ร้องนำคดีมาร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ อันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับ ฉ. และระหว่างผู้คัดค้านกับ ฉ. สิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 ก็ตาม ก็ไม่ตัดอำนาจผู้ร้องในอันที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ เพราะคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452 เป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495 (เดิม) ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การตกเป็นโมฆะย่อมมีผลเท่ากับว่าผู้คัดค้านและ ฉ. ไม่ได้สมรสกัน ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 133 (เดิม) และมาตรา 1497 (เดิม) มีสิทธิร้องขอให้การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับ ฉ. เป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งว่าการสมรสระหว่างจ่าสิบเอกฉลองกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับจ่าสิบเอกฉลองหรือนายฉลองโดยสุจริต ไม่ทราบว่าจ่าสิบเอกฉลองมีคู่สมรสมาก่อนและอยู่กินฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยนับแต่ปี 2530 ตลอดมาจนกระทั่งจ่าสิบเอกฉลองถึงแก่ความตาย ผู้คัดค้านมีบุตรซึ่งเกิดจากจ่าสิบเอกฉลอง 1 คน หากการสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับจ่าสิบเอกฉลองเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านขอเรียกค่าเลี้ยงชีพจากกองมรดกของจ่าสิบเอกฉลองเป็นเงิน 450,000 บาท ค่าทดแทนที่ผู้คัดค้านได้รับความเสียหายต่อร่างกาย ชื่อเสียง และค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการที่ได้จัดการทรัพย์สินเกี่ยวกับอาชีพหรือทางทำมาหาได้จากการสมรสกับจ่าสิบเอกฉลองโดยสุจริต เป็นเงิน 150,000 บาท รวมเป็นเงิน 600,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายฉลอง (ที่ถูกจ่าสิบเอกฉลองหรือนายฉลอง) ผู้ตายกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ และให้กองมรดกของนายฉลอง (ที่ถูกจ่าสิบเอกฉลองหรือนายฉลอง) ผู้ตายจ่ายค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนแก่ผู้คัดค้านเป็นเงิน 300,000 บาท

ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องและฟ้องแย้งของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีปรากฏชัดเจนว่า ขณะที่ผู้คัดค้านจดทะเบียนสมรสกับจ่าสิบเอกฉลองนั้น จ่าสิบเอกฉลองได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2510 และยังคงเป็นคู่สมรสกับผู้ร้องตลอดมา จนกระทั่งจ่าสิบเอกฉลองได้ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับจ่าสิบเอกฉลอง จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 (เดิม) ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น แม้จ่าสิบเอกฉลองได้ถึงแก่ความตายแล้ว ก่อนผู้ร้องนำคดีมาร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ อันเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างผู้ร้องกับจ่าสิบเอกฉลอง และระหว่างผู้คัดค้านกับจ่าสิบเอกฉลองต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 ก็ตาม ก็ไม่ตัดอำนาจของผู้ร้องในอันที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ เพราะคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสที่ฝ่าฝืน มาตรา 1452 เป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495 เดิม ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับว่าผู้คัดค้านและจ่าสิบเอกฉลองไม่ได้สมรสกัน ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 133 เดิม และมาตรา 1497 (เดิม) มีสิทธิร้องขอให้การสมรสระหว่างผู้คัดค้านกับจ่าสิบเอกฉลองเป็นโมฆะได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้การสมรสระหว่างจ่าสิบเอกฉลองหรือนายฉลอง เศวตนันทน์ กับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 133 (เดิม) ม. 1452 ม. 1495 (เดิม ม. 1496 (เดิม) ม. 1497 (เดิม) ม. 1501
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสมศรี เศวตนันทน์
ผู้คัดค้าน — นางนภาพรรณ เศวตนันทน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
สมพล สัตยาอภิธาน
สุเมธ ตังคจิวางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2543
#37850
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นตัวแทนในการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้คัดค้านย่อมฟ้องเรียกเงินที่ชำระไปแทนจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาตัวแทนได้ แม้การเป็นตัวแทนจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ด้วยเมื่อจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านหลังจากที่มีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายแล้ว โดยผู้คัดค้านหักเงินที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 จากราคาที่ต้องชำระ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2ให้เปรียบแก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการกระทำที่อาจเพิกถอนได้ตามมาตรา 115แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแปลงหนึ่งให้แก่ผู้คัดค้านหลังจากเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยที่ 2ล้มละลาย ผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปโดยมุ่งหมายให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากผู้คัดค้านไม่โอนคืนให้ถือคำสั่งศาลแทนการแสดงของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้รับโอนทรัพย์พิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ทั้งไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนตามมาตรา 115แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 หากไม่สามารถโอนคืนได้ให้ผู้คัดค้านใช้ราคาเป็นเงิน 2,706,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน จำเลยที่ 2หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 เป็นน้องชายของผู้คัดค้านได้มาติดต่อขอให้ผู้คัดค้านช่วยเหลือโดยขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แทน ผู้คัดค้านจึงชำระหนี้แทนไป 3 ครั้ง ตามเอกสารหมาย ร.8 ถึง ร.10 ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ไปนั้น แม้จะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินก็ตามก็ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นตัวแทนในการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกสิกรไทยจำกัด แทนจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้คัดค้านย่อมฟ้องเรียกเงินที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ซึ่งเป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาตัวแทนแม้การเป็นตัวแทนจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม จำเลยที่ 1 กับผู้คัดค้านจึงมีนิติสัมพันธ์กันมาก่อนแล้ว อันเป็นการก่อสิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ต่อไป จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 แล้วเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้น โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 ประกอบมาตรา 1087 จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านในวันที่ 18 สิงหาคม 2531หลังจากที่มีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านหักเงินที่ผู้คัดค้านชำระแทนไปจำนวน 311,700 บาท และจำเลยที่ 2 รับเงินส่วนที่เหลือไปและเนื่องจากผู้ร้องรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้เพียง 10,394 บาท ขณะที่จำนวนหนี้ทั้งหมดที่ศาลมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงินถึง 29,949,426.04 บาทการที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีไปโอนชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านโดยเฉพาะ จึงเป็นการให้เปรียบแก่ผู้คัดค้านและทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเพราะเจ้าหนี้อื่นไม่มีโอกาสได้รับชำระหนี้โดยเฉลี่ยจากทรัพย์สินที่โอนไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องจึงมีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนการโอนทรัพย์สินรายนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 115 โดยไม่ต้องพิจารณาว่าผู้รับโอนได้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร สหธนาคาร จำกัด
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางสาว ลักขณา ชวนเกริกกุล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น.เค.ซี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
จำลอง สุขศิริ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6934/2543
#98834
เปิดฉบับเต็ม

การเพิกถอนการโอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องร้องขอเพิกถอน การโอนได้ในกรณีที่ลูกหนี้จำเลยมุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีความหมายว่าการโอนทรัพย์สินนั้นเป็นการโอนให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้ว

จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 น้องชายของผู้คัดค้านได้มาติดต่อขอให้ผู้คัดค้านช่วยเหลือโดยขอให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แทน ผู้คัดค้านจึงชำระหนี้แทนไป 3 ครั้ง แม้จะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินก็ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นตัวแทนในการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด แทนจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้คัดค้านย่อมฟ้องเรียกเงินที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ในมูลหนี้ตามสัญญา ตัวแทนแม้การเป็นตัวแทนจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม จำเลยที่ 1 กับผู้คัดค้านจึงมีนิติสัมพันธ์กันมาก่อนแล้ว อันเป็นการก่อสิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ต่อไป ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 ประกอบมาตรา 1087 จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านหลังจากที่มีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายแล้ว โดยจำเลยที่ 2 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านหักเงินที่ผู้คัดค้านชำระแทนไป และจำเลยที่ 2 รับเงินส่วนที่เหลือไป และเนื่องจากผู้ร้องรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้เพียง 10,394 บาท ขณะที่จำนวนหนี้ทั้งหมดที่ศาลมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 เป็นเงินถึง 29,949,426.04 บาท การที่จำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีไปโอนชำระหนี้ แก่ผู้คัดค้านโดยเฉพาะ จึงเป็นการให้เปรียบแก่ผู้คัดค้านและทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเพราะเจ้าหนี้อื่นไม่มีโอกาส ได้รับชำระหนี้โดยเฉลี่ยจากทรัพย์สินที่โอนไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องจึงมีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนการโอน ทรัพย์สินรายนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 115 โดยไม่ต้องพิจารณาว่าผู้รับโอนได้รับโอนโดยสุจริตและ มีค่าตอบแทนหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๓๑ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๒ และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๓๓

ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๕๖๓ ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ ๓/๒๑ บนที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านไม่โอนคืน ให้ถือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน หากไม่อาจโอนคืนได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน ๒,๗๐๖,๗๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้รับโอนทรัพย์พิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ทั้งไม่ทราบว่าจำเลยที่ ๒ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ผู้คัดค้านเพิ่งจะทราบว่าจำเลยที่ ๒ มีหนี้สินล้นพ้นตัวในปี ๒๕๓๔ ผู้คัดค้านซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในราคา ๗๕๐,๐๐๐ บาท อันเป็นราคาท้องตลาด ทั้งการที่จำเลยที่ ๒ โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวก็ไม่ใช่กระทำโดยมุ่งหมายให้ผู้คัดค้านได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนและไม่มีสิทธิเรียกให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามคำร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๕๖๓ ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ ๓/๒๑ ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับผู้คัดค้าน ตามมาตรา ๑๕๕ แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ หากไม่สามารถโอนคืนได้ให้ผู้คัดค้านใช้ราคาเป็นเงิน ๒,๗๐๖,๗๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านมีว่า ที่จำเลยที่ ๒ โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๑๕๖๓ ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับโอน จะเพิกถอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ ได้หรือไม่ เห็นว่า การเพิกถอนการโอนดังกล่าวนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องร้องขอเพิกถอนการโอนได้ในกรณีที่จำเลยที่ ๒ มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งคนใดได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น ซึ่งมีความหมายว่า การโอนทรัพย์สินนั้นเป็นการโอนให้แก่เจ้าหนี้ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่ก่อนแล้ว การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน มีจำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ ๑ เป็นน้องชายของผู้คัดค้านได้มาติดต่อขอให้ผู้คัดค้านช่วยเหลือโดยขอให้ ผู้คัดค้านชำระหนี้แทน ผู้คัดค้านจึงชำระหนี้แทนไป ๓ ครั้ง ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ไปนั้น แม้จะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินก็ตาม ก็ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นตัวแทนในการชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด แทนจำเลยที่ ๑ แล้ว ผู้คัดค้านย่อมฟ้องเรียกเงินที่ผู้คัดค้านชำระหนี้แทนจากจำเลยที่ ๑ ได้ ซึ่งเป็นการฟ้องในมูลหนี้ตามสัญญาตัวแทน แม้การเป็นตัวแทนจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม จำเลยที่ ๑ กับผู้คัดค้านจึงมีนิติสัมพันธ์กันมาก่อนแล้ว อันเป็นการก่อสิทธิแก่เจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ต่อไป จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ แล้ว เมื่อจำเลยที่ ๑ เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๗๗ ประกอบมาตรา ๑๐๘๗ จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๒ ด้วย เมื่อจำเลยที่ ๒ โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๓๑ หลังจากที่มีการขอให้จำเลยที่ ๒ ล้มละลายแล้ว โดยจำเลยที่ ๒ ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านหักเงินที่ผู้คัดค้านชำระแทนไปจำนวน ๓๑๑,๗๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ รับเงินส่วนที่เหลือไปและเนื่องจากผู้ร้องรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ได้เพียง ๑๐,๓๙๔ บาท ขณะที่จำนวนหนี้ทั้งหมดที่ศาลมีคำสั่งให้ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ ๒ เป็นเงินถึง ๒๙,๙๔๙,๔๒๖.๐๔ บาท การที่จำเลยที่ ๒ นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีไปโอนชำระหนี้แก่ผู้คัดค้านโดยเฉพาะ จึงเป็นการให้เปรียบแก่ผู้คัดค้านและทำให้เจ้าหนี้อื่นเสียเปรียบเพราะเจ้าหนี้อื่นไม่มีโอกาสได้รับชำระหนี้โดยเฉลี่ยจากทรัพย์สินที่โอนไป เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องจึงมีอำนาจขอให้ศาลเพิกถอนการโอนทรัพย์สินรายนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๕ โดยไม่ต้องพิจารณาว่าผู้รับโอนได้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1077 ม. 1087
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 114 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารสหธนาคาร จำกัด
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ผู้คัดค้าน — นางสาวลักขณา ชวนเกริกกุล
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็น. เค. ซี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
จำลอง สุขศิริ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6933/2543
#99233
เปิดฉบับเต็ม

ข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นทั้งยี่สิบสามฉบับระหว่าง ท. ซึ่งเป็นผู้ซื้อกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ขาย ที่ได้ยื่นเสนอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดนั้น เป็นสัญญาที่ทำกันขึ้นขณะที่ ท. ยังเป็นหน่วยงานหนึ่งของผู้ร้องและยัง มิได้โอนไปเป็นหน่วยงานของบริษัท อ. สิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสัญญาทั้งยี่สิบสามฉบับจึงเป็นสิทธิและหน้าที่ ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน แม้ในระหว่างที่สัญญายังมีผลผูกพันอยู่ ท. จะไม่เป็นหน่วยงานของผู้ร้องต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานหรือพฤติการณ์อย่างใด ๆ อันแสดงให้เห็นว่าได้มีการโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาทั้งยี่สิบสามฉบับจากผู้ร้องไปยังบริษัท อ. ด้วย เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ร้องในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธินำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดได้ เมื่อบริษัทผู้ร้องมีหนังสือไปถึงสมาคมการค้ายางนานาชาติเพื่อขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ และสมาคมการค้ายางนานาชาติได้ดำเนินการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่ได้ยื่นเสนอไป ย่อมฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้ยื่นเสนอข้อพิพาทคดีนี้ให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยตามสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน รวม 23 ฉบับ ซึ่งระบุให้คู่สัญญาปฏิบัติตามระเบียบของสมาคมการค้ายางนานาชาติในกรณีมีข้อพิพาทเกิดขึ้น โดยต้องมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการ ณ กรุงลอนดอน เป็นผู้ทำการชี้ขาด และกระบวนการเสนอแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ได้ดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับของสมาคมดังกล่าวแล้ว เมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดแล้ว ผู้ร้องย่อมยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจให้บังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 30

คดีนี้ผู้ร้องร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่อยู่ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ซึ่งศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดเสียได้ต่อเมื่อผู้คัดค้านซึ่งจะถูกบังคับสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีกรณีตามที่ระบุไว้ในอนุมาตรา (1) ถึง (6) ของมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือมีกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว ข้อที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านไม่เคยทำสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นกับผู้ร้องนั้น ไม่ใช่กรณีที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 34 และ 35 ทั้งอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นกันจำนวนยี่สิบสามฉบับ และผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวก็เพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่เมื่อเหตุที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวไม่ใช่เหตุใดเหตุหนึ่งที่ศาลอาจมีคำสั่งปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ จึงเป็นข้อที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจรับวินิจฉัยเพื่อพิจารณาทบทวนคำชี้ขาดในข้อดังกล่าวนั้นได้อีก

แม้ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 20 จะกำหนดไว้ว่า คำชี้ขาดต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่ออนุญาโตตุลาการ โดยระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยแจ้งชัด แต่ก็เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการภายในประเทศเท่านั้น ไม่มีบทมาตราใดตามพระราชบัญญัตินี้ให้นำมาใช้บังคับแก่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศด้วย และตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ ก็ระบุให้ศาลอาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับความถูกต้องของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้แต่เพียงว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 (4) เท่านั้น ดังนี้ แสดงให้เห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ไม่จำต้องระบุเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ด้วยเสมอไป

ในคำร้องขอข้อ 6 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายมีข้อความว่า ผู้ร้องไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้ จึงต้องยื่นคำร้องขอนี้ต่อศาลเพื่อขอให้ศาลไต่สวนและมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ โดยชำระเงินจำนวน 15,320,332.56 บาท ให้ผู้ร้อง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้ผู้ร้องครบถ้วน เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ร้องได้ขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องเป็นเงินไทย โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันยื่นคำร้องขอจำนวน 15,320,332.56 บาท ไม่ใช่เงินตราต่างประเทศ ทั้งไม่อาจตีความหมายถ้อยคำตามคำร้องขอข้อ 6 ดังกล่าวว่าไม่ใช่คำขอบังคับ เป็นแต่เพียงเพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องเฉพาะจำนวนเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการรวมยี่สิบสามฉบับเท่านั้น ไม่รวมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องตามคำร้องขอของผู้ร้อง โดยให้ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ แม้จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยมาด้วย ก็เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องโดยทรอปปิคอล โปรดักส์ เซลส์ (Tropical Products Sales) ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของผู้ร้องได้ซื้อน้ำยางข้นจากผู้คัดค้าน ตามสัญญารวม 23 ฉบับ ปรากฏว่าผู้คัดค้านส่งมอบสินค้าตามสัญญาเพียง 5 ฉบับ และไม่ครบถ้วน ส่วนที่เหลือไม่ส่งมอบสินค้าเลย ผู้ร้องทวงถามแล้ว ผู้คัดค้านเพิกเฉย จึงส่งเรื่องให้อนุญาโตตุลาการ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษวินิจฉัยชี้ขาดตามข้อตกลงในสัญญา อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นอันสิ้นสุดลง ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชำระเงินให้แก่ผู้ร้องสำหรับส่วนต่างของราคาสินค้าตามสัญญาแต่ละฉบับกับราคาท้องตลาดในขณะนั้นพร้อมด้วยเบี้ยปรับเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 557,598.49 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าใช้จ่ายกับค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการจำนวน 8,050 ปอนด์สเตอร์ลิง อนุญาโตตุลาการได้ส่งคำวินิจฉัยชี้ขาดให้แก่ผู้คัดค้านแล้ว แต่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตาม ผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถึงวันยื่นคำร้องขอเป็นเงินบาท โดยถืออัตราแลกเปลี่ยน ณ วันยื่นคำร้องขอในอัตรา 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 25.45 บาท และ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง ต่อ 39.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 15,320,332.56 บาท ขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันยื่นคำร้องขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้กระทำที่ประเทศอังกฤษ ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลซึ่งอยู่ในบังคับของประเทศเบลเยี่ยมและประเทศไทย ซึ่งประเทศทั้งสามต่างเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958)

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ทรอปปิคอล โปรดักส์ เซลส์ ไม่ได้เป็นแผนกหนึ่งของผู้ร้อง ผู้คัดค้านไม่เคยทำสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นกับผู้ร้อง และไม่เคยตกลงให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการตามระเบียบของสมาคมการค้ายางนานาชาติ การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดกับมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 คำชี้ขาดไม่ระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้ง จึงขัดต่อกฎหมายและเป็นการชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะวินิจฉัยก่อนถึงกำหนดเวลาที่ให้ผู้คัดค้านส่งมอบสินค้า ผู้คัดค้านจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด คำชี้ขาดมิได้กำหนดให้ผู้คัดค้านชำระดอกเบี้ย ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 42,503.30 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,100 ปอนด์สเตอร์ลิงแก่ผู้ร้อง โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารไทยพาณิชย์ (ที่ถูกธนาคารพาณิชย์) ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลพิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มี ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา ให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 100,000 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 557,598.49 ดอลลาร์สหรัฐ (ที่ถูกเป็น 547,598.49 ดอลลาร์สหรัฐ) และจำนวน 8,050 ปอนด์สเตอร์ลิงแก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท แทนผู้ร้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นทั้งยี่สิบสามฉบับที่ได้ยื่นเสนอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดนั้น เป็นสัญญาที่ทำกันขึ้นขณะที่ทรอปปิคอล โปรดักส์ เซลส์ ยังเป็นหน่วยงานหนึ่งของผู้ร้องและยังมิได้โอนไปเป็นหน่วยงานของบริษัทไอทีซี โกลบอล โฮลดิงส์ พีทีอี จำกัด สิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสัญญาทั้งยี่สิบสามฉบับจึงเป็นสิทธิและหน้าที่ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน แม้ในระหว่างที่สัญญายังมีผลผูกพันอยู่ ทรอปปิคอล โปรดักส์ เซลส์ จะไม่เป็นหน่วยงานของผู้ร้องต่อไปแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานหรือพฤติการณ์อย่างใด ๆ อันแสดงให้เห็นว่าได้มีการโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาทั้งยี่สิบสามฉบับจากผู้ร้องไปยังบริษัทไอทีซี โกลบอล โฮลดิงส์ พีทีอี จำกัด ด้วย เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ร้องในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธินำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดได้ แม้การทำหนังสือเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องจะใช้ชื่อทรอปปิคอล โปรดักส์ เซลส์ หน่วยงานหนึ่งของผู้ร้องเป็นผู้ยื่น และขณะนั้นทรอปปิคอล โปรดักส์ เซลส์ มิได้เป็นหน่วยงานของบริษัทผู้ร้องแล้วก็ตาม ก็ไม่ทำให้สิทธิและหน้าที่ของผู้ร้องที่เกิดขึ้นและมีอยู่แล้วต้องหมดสิ้นไป เมื่อสมาคมการค้ายางนานาชาติได้ดำเนินการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการตามที่ได้ยื่นเสนอไป และกระบวนการเสนอแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ได้ดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามระเบียบและข้อบังคับของสมาคมดังกล่าวแล้ว เมื่ออนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด ผู้ร้องย่อมยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้บังคับตามคำชี้ขาดนั้นภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้ส่งสำเนาคำชี้ขาดถึงผู้คัดค้านได้ ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 30

คดีนี้ผู้ร้องร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศที่อยู่ในบังคับแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการใช้บังคับคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศฉบับนครนิวยอร์ค ลงวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) ซึ่งศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดเสียได้ต่อเมื่อผู้คัดค้านซึ่งจะถูกบังคับสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีกรณีตามที่ระบุไว้ในอนุมาตรา (1) ถึง (6) ของมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือมีกรณีที่ระบุไว้ในมาตรา 35 ข้อที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านไม่เคยทำสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นกับผู้ร้องนั้น ไม่ใช่กรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 และมาตรา 35 ดังกล่าว ทั้งอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้ร้องกับผู้คัดค้านทำสัญญาซื้อขายน้ำยางข้นกันจำนวน 23 ฉบับ และผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวก็เพื่อให้ศาลมีคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่เมื่อเหตุที่ผู้คัดค้านฎีกาดังกล่าวไม่ใช่เหตุใดเหตุหนึ่งที่ศาลอาจมีคำสั่งปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ จึงเป็นข้อฎีกาที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่อาจรับวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านเพื่อพิจารณาทบทวนคำชี้ขาดนั้นในข้อดังกล่าวได้อีก

แม้ พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 20 จะกำหนดไว้ว่า คำชี้ขาดต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่ออนุญาโตตุลาการ โดยระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยแจ้งชัด แต่ก็เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการภายในประเทศเท่านั้น ไม่มีบทมาตราใดตามพระราชบัญญัตินี้ให้นำมาใช้บังคับแก่คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศด้วย และตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ ก็ระบุให้ศาลอาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับความถูกต้องของคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้แต่เพียงว่า คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 (4) เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ไม่จำต้องระบุเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้ด้วยเสมอไป

ตามคำร้องขอของผู้ร้องได้บรรยายถึงคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศซึ่งกำหนดให้ผู้คัดค้านต้องชำระค่าเสียหายและค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ร้องเป็นเงินตราต่างประเทศ และในตอนท้ายได้แปลงเป็นเงินไทยโดยคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันยื่นคำร้องขอ รวมเป็นเงิน 15,320,332.56 บาท โดยระบุว่าให้ถือเป็นทุนทรัพย์เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าขึ้นศาล แต่อย่างไรก็ดี ในคำร้องขอข้อ 6 ซึ่งเป็นข้อต่อมาและเป็นข้อสุดท้ายมีข้อความว่า ผู้ร้องไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศได้ จึงต้องยื่นคำร้องขอนี้ต่อศาลเพื่อขอให้ศาลไต่สวนและมีคำพิพากษาให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ โดยชำระเงินจำนวน 15,320,332.56 บาท ให้ผู้ร้อง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องขอนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้ผู้ร้องครบถ้วน เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ร้องได้ขอให้บังคับผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องเป็นเงินไทย โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันยื่นคำร้องขอจำนวน 15,320,332.56 บาท ไม่ใช่เงินตราต่างประเทศ ทั้งไม่อาจตีความหมายถ้อยคำตามคำร้องขอข้อ 6 ดังกล่าวว่าไม่ใช่คำขอบังคับ เป็นแต่เพียงเพื่อประโยชน์ในการคิดค่าขึ้นศาลเท่านั้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องเฉพาะจำนวนเงินตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการรวม 23 ฉบับเท่านั้น ไม่รวมดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องตามคำร้องขอของผู้ร้องโดยให้ชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ แม้จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยมาด้วย ก็เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 14,251,458.57 บาท แก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาจำนวน 30,000 บาท แก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 20 ม. 30 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทยูนิลีเวอร์ เบลเยี่ยม เอส. เอ.
ผู้คัดค้าน — บริษัทพาราภัณฑ์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุนัย มโนมัยอุดม
ศาลอุทธรณ์ — นายพิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6931 -ที่ 6932/2543
#38444
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่าให้รวมสำนวนไว้ ย่อมมีผลเป็นการปฏิเสธที่จะส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบ

คำร้องของโจทก์ทั้งสองระบุเพียงแต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีปกครองหรือไม่ มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาไม่จำต้องส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกนายชัยจิตร รัฐขจร เป็นโจทก์ที่ 1 นางพรเพ็ญ รัฐขจรเป็นโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้อง ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลฎีกาทำคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องเสร็จสิ้นและส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง

ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องรวม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งโต้แย้งว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคดีปกครอง ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ส่วนคำร้องอีกฉบับหนึ่งขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาไว้ก่อน และส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541ที่ขอให้งดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาว่า ไม่มีเหตุที่จะงดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกา ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนคำร้องอีกฉบับหนึ่งที่โจทก์ทั้งสองขอให้ส่งไปศาลฎีกาเพื่อให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น สั่งให้รวมสำนวนไว้

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "คำร้องของโจทก์ทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ที่ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นคำร้องที่โจทก์ทั้งสองประสงค์ให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำสั่ง ทั้งขณะนั้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมสำนวนไว้มีผลเป็นการปฏิเสธที่จะส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลฎีกาพิจารณาจึงเป็นการไม่ชอบดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปมีว่าสมควรเพิกถอนการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ศาลชั้นต้นอ่านภายหลังมีคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่คำร้องของโจทก์ทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541เพียงแต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีปกครองหรือไม่ มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญศาลฎีกาไม่จำต้องส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจึงไม่มีประโยชน์ที่จะเพิกถอนการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ชัยจิตร รัฐขจร กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กนก พรรณรักษา
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6931 -ที่ 6932/2543
#98936
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่าให้รวมสำนวนไว้ ย่อมมีผลเป็นการปฏิเสธที่จะส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลฎีกาพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบ

คำร้องของโจทก์ทั้งสองระบุเพียงแต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีปกครองหรือไม่ มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาไม่จำต้องส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกนายชัยจิตรเป็นโจทก์ที่ 1 นางพรเพ็ญเป็นโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ว่า คดีนี้เป็นคดีปกครอง มีปัญหาว่าจะอยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุด ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 276 หรืออยู่ในอำนาจของศาลฎีกา ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ศาลฎีกาทำคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องเสร็จสิ้นและส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟัง โดยให้อ่านคำสั่งคำร้องก่อน ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันที่ 21 กรกฎาคม 2541 เวลา 13.30 นาฬิกา โดยโจทก์ทั้งสอง ทนายโจทก์ทั้งสอง จำเลย และทนายจำเลยทราบวันนัดโดยชอบแล้ว

ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 รวม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งโต้แย้งว่า ศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นคดีปกครองเพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้จัดตั้งศาลปกครองขึ้นแล้ว ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 ส่วนคำร้องอีกฉบับหนึ่ง ขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาไว้ก่อน และส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องอีกฉบับหนึ่ง ขอให้ศาลชั้นต้นงดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกา และส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541ที่ขอให้งดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาว่า ไม่มีเหตุที่จะงดการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 อีกฉบับหนึ่งที่โจทก์ทั้งสองขอให้ส่งไปศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น สั่งให้รวมสำนวนไว้ และมีคำสั่งตามคำร้องฉบับลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 ว่า ไม่มีเหตุที่จะต้องส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และเนื่องจากในวันดังกล่าวไม่มีคู่ความไปศาล ศาลชั้นต้นจึงถือว่าได้อ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว โดยศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์2541 และพิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ที่ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองที่คัดค้านอำนาจพิจารณาคดีปกครองของศาลฎีกาไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 โดยมีคำสั่งว่าให้รวมสำนวนไว้ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองบรรยายเหตุผลในฎีกาของตนว่า ภายหลังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใช้ คดีปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณาคดีปกครองอีกต่อไป คดีของโจทก์ทั้งสองที่ค้างพิจารณาอยู่ที่ศาลฎีกาเป็นคดีปกครองศาลฎีกาจะพิจารณาคดีต่อไปได้หรือไม่ ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และการพิจารณาว่าควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ เป็นอำนาจเฉพาะของศาลฎีกา การสั่งคำร้องว่าให้รวมสำนวนไว้ของศาลชั้นต้น มีผลเท่ากับไม่รับคำร้องของโจทก์ทั้งสอง เป็นการก้าวล่วงเข้ามาสั่งโดยมิชอบนั้น เห็นว่า คำร้องของโจทก์ทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 ที่ขอให้ศาลฎีการอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นคำร้องที่โจทก์ทั้งสองประสงค์ให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำสั่ง ทั้งขณะนั้นคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา การพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมสำนวนไว้ มีผลเป็นการปฏิเสธที่จะส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลฎีกาพิจารณา จึงเป็นการไม่ชอบดังที่โจทก์ทั้งสองฎีกา ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปมีว่า สมควรเพิกถอนการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ศาลชั้นต้นอ่าน ภายหลังมีคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า การส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่คำร้องของโจทก์ทั้งสองฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เพียงแต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคดีปกครองหรือไม่ มิได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกาไม่จำต้องส่งคำร้องของโจทก์ทั้งสองไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเพิกถอนการอ่านคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยจิตร รัฐขจร กับพวก
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤช เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ ภักดีธนากุล
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กนก พรรณรักษา
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6922/2543
#35018
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นฐานแห่งสัญญาจำนองนั้น ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันด้วย ที่ผู้ร้องอ้างว่า ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองและรับช่วงภาระการจำนองมาด้วยก็เป็นความเกี่ยวพันรับผิดชอบหลังจากผลพิพาทในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกชั้นหนึ่ง ดังนี้ผู้ร้องยังไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในผลแห่งคดีที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในส่วนที่เกี่ยวกับมูลหนี้กู้ยืมในคดีนี้ จึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 11,541,660บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 10,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 53390 นำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นชดใช้จนครบถ้วนจำเลยให้การต่อสู้คดี คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี เนื่องจากผู้ร้องมีสิทธิที่จะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จำเลยจำนองโจทก์ โดยติดจำนองไปด้วย หากศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้จำนองเกินความเป็นจริงจะทำให้ผู้ร้องได้รับผลในคดีด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าเป็นจำเลยร่วมในคดีนี้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนองผู้ร้องไม่มีส่วนได้เสียในมูลหนี้หรือผลแห่งคดีดังกล่าว และคดีไม่สะดวกที่จะให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นจำเลยร่วม จึงยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นฐานแห่งสัญญาจำนองนั้น ผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันด้วยแต่ประการใด ดังนั้น ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองและรับช่วงภาระการจำนองมาด้วยจึงเป็นความเกี่ยวพันรับผิดชอบหลังจากผลพิพาทในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกชั้นหนึ่งดังนี้ในชั้นนี้ผู้ร้องยังไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในผลแห่งคดีที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในส่วนที่เกี่ยวกับมูลหนี้กู้ยืมในคดีนี้ จึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุชาติ บัวแสงจันทร์
ผู้ร้อง — นาย วิเชียร ตั้งวัฒนธรรม
จำเลย — นาง สุมาลี ต่วนสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6922/2543
#66254
เปิดฉบับเต็ม

หนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นฐานแห่งสัญญาจำนองนั้นผู้ร้องมิได้มีส่วนได้เสียเกี่ยวพันด้วย ที่ผู้ร้องอ้างว่า ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนองและรับช่วงภาระการจำนองมาด้วยก็เป็นความเกี่ยวพันรับผิดชอบหลังจากผลพิพาทในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกชั้นหนึ่ง ดังนี้ผู้ร้องยังไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในผลแห่งคดีที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในส่วนที่เกี่ยวกับมูลหนี้กู้ยืมในคดีนี้ จึงไม่มีสิทธิร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2)

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ บัวแสงจันทร์
ผู้ร้อง — นายวิเชียร ตั้งวัฒนธรรม
จำเลย — นางสุมาลี ต่วนสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
วินัย วิมลเศรษฐ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6921/2543
#38443
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยขอให้กำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นเรื่องการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ย่อมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของจำเลย หากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินก็จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หากศาลอุทธรณ์ขยายระยะเวลาวางเงินให้แก่จำเลย คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยย่อมเป็นอันตกไปเนื่องจากจำเลยยังสามารถวางเงินได้อีกจึงไม่ใช่กรณีอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยว่าสามารถขยายระยะเวลาวางเงินให้จำเลยหรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไปในกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ชอบ

จำเลยได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินไปถึงวันที่ 17 มีนาคมการที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกครั้งในวันที่ 21 เมษายนจึงเป็นการขอขยายระยะเวลาภายหลังจากระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้สิ้นไปแล้ว ในกรณีเช่นนี้จะขยายระยะเวลาให้จำเลยได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย แต่ตามคำร้องของจำเลยอ้างว่าทนายจำเลยคนเดิมมิได้แจ้งให้ทนายจำเลยคนใหม่ทราบถึงเรื่องที่ยังไม่ได้วางเงิน ซึ่งเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง จึงไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาวางเงินให้จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,316,301 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงิน 6,810,456.10 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกิน659,588 บาท หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 196593, 197074 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) ตำบลคลองเตย(บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนกับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ โดยยื่นคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ออกไป 15 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมไปถึงวันที่ 17 มีนาคม 2542และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า รอไว้สั่งเมื่อจำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมแล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้ วันที่ 21เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าเมื่อทนายจำเลยที่ 1 คนเดิมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้แล้วได้มอบสำนวนให้ทนายจำเลยที่ 1 คนใหม่ดำเนินการต่อไปตามที่จำเลยที่ 1แต่งตั้ง โดยมิได้แจ้งให้ทนายจำเลยที่ 1 คนใหม่ทราบถึงเรื่องที่ยังไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ทนายจำเลยที่ 1 คนใหม่เข้าใจว่ามีการวางเงินดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว เมื่อตรวจสำนวนจึงทราบว่ายังมิได้วางเงินดังกล่าว แต่ล่วงเลยเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ไปแล้วขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 26 เมษายน2542 ว่า ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในวันที่ 28 เดือนเดียวกัน

จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 อ้างว่ามีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2542 โดยอนุญาตให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ด้วย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 ซึ่งจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งแล้ว แต่จำเลยที่ 1เพิ่งมายื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ (ที่ถูกจะต้องทำเป็นคำร้อง) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2542 จึงเกินกำหนดเวลา 15 วัน ทั้งมิได้วางเงินหรือหาประกันสำหรับหนี้ที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ได้อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มิได้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตามข้อเท็จจริงที่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1ฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2542 ขอให้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ 1 วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ เป็นเรื่องการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1ดังกล่าว หากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 ก็จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ 1ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นอันเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 229 หากศาลอุทธรณ์ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันตกไปเนื่องจากจำเลยที่ 1 ยังสามารถวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้อีกจึงมิใช่กรณีอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องยื่นเป็นคำร้องภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นและต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ว่า สามารถขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไปในกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่ว่ามีเหตุอันควรขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ไปเสียเอง โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ ในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 17 มีนาคม 2542 การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 21 เมษายน 2542 จึงเป็นการขอขยายระยะเวลาภายหลังจากระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้สิ้นไปแล้ว ในกรณีเช่นนี้จะขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย คือ เหตุที่ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถยื่นคำร้องเสียก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ในครั้งแรกด้วย แต่เหตุผลตามคำร้องของจำเลยที่ 1ที่ว่าทนายจำเลยที่ 1 คนเดิมมิได้แจ้งให้ทนายจำเลยที่ 1 คนใหม่ทราบถึงเรื่องที่ยังไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นั้นเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 เอง กรณีจึงมิใช่พฤติการณ์พิเศษและมิใช่เหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องลงวันที่ 2 มีนาคม 2542ของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นอ้างไว้ในคำร้องลงวันที่ 21 เมษายน2542 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ และยกคำร้องของจำเลยที่ 1ตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง ศิรา ศิริวงศ์หรือสมิทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6921/2543
#99371
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยขอให้กำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ เป็นเรื่องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ย่อมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินของจำเลย หากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินก็จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาวางเงิน จำเลยชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยทราบคำสั่งศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ โดยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๒ ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ออกไป ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมไปถึงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๒ และมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า รอไว้สั่งเมื่อจำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมแล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ มิได้วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาให้ วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๒ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ ว่า ไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาล ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ และศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ภายในกำหนด จึงไม่รับอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในวันที่ ๒๘ เดือนเดียวกัน

จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์ในวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ อ้างว่ามีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๒ โดยอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด และรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ด้วย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ทราบคำสั่งแล้ว แต่จำเลยที่ ๑ เพิ่งมายื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ (ที่ถูกจะต้องทำเป็นคำร้อง) เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ จึงเกินกำหนดเวลา ๑๕ วัน ทั้งมิได้วางเงินหรือหาประกันสำหรับหนี้ที่จะต้องชำระตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่าจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่ได้อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ มิได้อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ตามข้อเท็จจริงที่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คำร้องของจำเลยที่ ๑ ฉบับลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๒ ขอให้กำหนดเวลาให้จำเลยที่ ๑ วางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ เป็นเรื่องการขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ดังกล่าว หากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ ๑ ก็จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ การอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๑ ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ ๑ ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ ๑ ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นอันเป็นกรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ หากศาลอุทธรณ์ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ ๑ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นอันตกไป เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ยังสามารถวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ได้อีก จึงมิใช่กรณีอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ต้องยื่นเป็นคำร้องภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นและต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์จึงต้องวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ ๑ ว่า สามารถขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๑ หรือไม่ แล้วมีคำพิพากษาไปตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไปในกรณีอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น?

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ และยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางศิรา ศิริวงศ์หรือสมิทธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายธงชัย เสนามนตรี
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6920/2543
#99224
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลไปอีก 6 เดือน ศาลชั้นต้นยกคำร้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ จำเลยจะฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกหาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องอยู่ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์โดยเฉพาะต่อเนื่องจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยดำเนินคดีอย่างคนอนาถาซึ่ง ป.วิ.พ มาตรา 156 วรรคท้าย บัญญัติให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่สุด ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 3,872,353.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 3,178,707.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา โจทก์คัดค้านศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 5 แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมในการอุทธรณ์ออกไป 6 เดือน ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 5 อุทธรณ์อย่างคนอนาถา คำสั่งศาลอุทธรณ์ย่อมถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อจำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมไปอีก 6 เดือน ศาลชั้นต้นเห็นว่า เหตุตามคำร้องมิใช่พฤติการณ์พิเศษไม่อนุญาต ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้ จำเลยที่ 5 จะฎีกาโต้เย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลออกไปอีกหาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องอยู่ในกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์โดยเฉพาะ ต่อเนื่องจากที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 5 ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย บัญญัติให้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่สุด ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 5

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 5 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ให้จำเลยที่ 5 ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(วิชัย ชื่นชมพูนุท - สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ - พีรพล จันทร์สว่าง)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทสตาร์เทคอินดัสตรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ศรไชย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2543
#35017
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทและให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารถอนหรือทำลายข้าวเปลือกที่เข้าไปหว่านในที่ดินพิพาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายปีละ 20,000บาท นับแต่ปี 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และใช้ค่าขาดประโยชน์จากการทำนาปีละ 20,000 บาท นับแต่ปี 2542 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะออกจากที่พิพาท

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองคัดค้านว่าได้ฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์พร้อมบริวารและชดใช้ค่าขาดประโยชน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 11,000 บาท คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยทั้งสอง 300 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีเพียงว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ถอนฟ้อง คำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจะตกไปหรือไม่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามบัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจจำเลยจะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้ ถ้าคำฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้นหามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองตกไปด้วยไม่ การที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีฟ้องแย้งจำเลยทั้งสองให้ไปยื่นใหม่ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองต่อไป และมีคำพิพากษาตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิศ พื้นนวนหรือพื้นนวล
จำเลย — นางแสน ประเมินชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6909/2543
#66253
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การ โจทก์ก็คือจำเลยในฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเดิม ก็คงมีผลเฉพาะคดีโจทก์ว่าไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 176 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิศ พื้นนวนหรือพื้นนวล
จำเลย — นางแสน ประเมินชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายจารตุรงค์ สรนุวัตร
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ — นายฐานันท์ วรรณโกวิท
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6908/2543
#38442
เปิดฉบับเต็ม

ตามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นของบริษัท ณ. ระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อ ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยได้ชำระค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์ด้วยเช็ค 5 ฉบับ รวมเป็นเงิน 500,000 บาท และข้อ 4 ระบุว่า โจทก์ยินยอมลงลายมือชื่อโอนหุ้นของบริษัทดังกล่าวให้แก่จำเลยภายใน 7 วันนับจากวันทำสัญญานี้ ถือว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัท ณ. ยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ต้องทำแบบที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัท ณ. ในหมวด 2 ข้อ 4ว่าด้วยเรื่องหุ้นและผู้ถือหุ้น การซื้อขายหุ้นจึงหาตกเป็นโมฆะไม่

คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คชำระค่าหุ้น แต่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าหุ้นจากจำเลยรวมถึงไม่อาจยึดเงินค่าหุ้นที่จำเลยได้ชำระให้โจทก์แล้วได้ ซึ่งจำเลยฟ้องแย้งโจทก์ไว้และฎีกาขึ้นมา แต่เป็นฎีกาที่ต้องห้าม ทำให้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนหุ้นให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2538 จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวางให้แก่โจทก์จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 300,000บาท เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ยรวมจำนวน 315,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นบริษัทณัชปภา จำกัด ซึ่งตกลงซื้อขายกันในราคา 500,000 บาท โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวาง ให้แก่โจทก์จำนวน 5 ฉบับ ฉบับละ 100,000 บาทรวมเป็นเงิน 500,000 บาท แต่การโอนหุ้นตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็ค ระหว่างดำเนินการโอนหุ้น โจทก์ขอให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ก่อนจำเลยจึงยินยอมให้ธนาคารชำระเงินตามเช็ค 2 ฉบับ ให้โจทก์ไป แต่โจทก์ไม่จัดการโอนหุ้นให้แก่จำเลย จำเลยจึงไม่ยินยอมให้ธนาคารชำระเงินตามเช็คให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง และให้บังคับโจทก์ใช้เงินจำนวน 215,492 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ต้องคืนเงินจำนวน 215,492 บาทให้แก่จำเลยเพราะเป็นการชำระหนี้ค่าหุ้นตามบันทึกการโอนหุ้นฉบับลงวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2538 ซึ่งมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารการโอนหุ้นและหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้จำเลยไปดำเนินการโอนหุ้นแล้วแต่จำเลยกลับเพิกเฉย เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้ง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 316,489 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบโดยมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่าเมื่อประมาณปี 2537 โจทก์จำเลยร่วมกับบุคคลอื่นเข้าหุ้นกันก่อตั้งบริษัทณัชปภา จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ถือหุ้นจำนวน 2,500 หุ้น จำเลยถือหุ้นจำนวน 3,000 หุ้น ต่อมาโจทก์ตกลงขายหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้แก่จำเลยในราคา 500,000 บาท โดยตกลงว่าโจทก์ต้องลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้จำเลยภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาตามบันทึกลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 เอกสารหมาย ล.3 จำเลยสั่งจ่ายเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวาง เพื่อชำระค่าหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์ 5 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท ลงวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2538 และวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2538ตามลำดับ ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวของจำเลยสองฉบับแรกไปเรียกเก็บเงินและได้เงินจากธนาคารไปแล้ว แต่เช็คพิพาทสามฉบับหลังของจำเลยธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ตามสำเนาเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.8

จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระเงินตามคำฟ้องแย้งของจำเลยโดยขอให้ชำระเงิน 200,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้ง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาตามคำฟ้องแย้งจึงมีเพียง 200,000 บาท เมื่อจำเลยฎีกาเกี่ยวกับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่โอนหุ้นให้จำเลย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากไม่โอนหุ้นให้จำเลย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ตามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายหุ้นของบริษัทณัชปภา จำกัด ระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อตามเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยได้ชำระค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์ด้วยเช็ค 5 ฉบับจำนวนเงินฉบับละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 500,000 บาทและตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในข้อ 4 ระบุว่า โจทก์ยินยอมลงลายมือชื่อโอนหุ้นของบริษัทดังกล่าวให้แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับจากวันทำสัญญานี้ซึ่งบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยตามเอกสารหมาย ล.3 แม้จะกล่าวถึงเรื่องที่โจทก์ยินยอมถอนหุ้นจากบริษัทณัชปภา จำกัด โดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าถอนหุ้นดังกล่าวให้โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท ก็ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัทณัชปภา จำกัดระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อ เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็ค 5 ฉบับ ชำระราคาค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนโดยการลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้แก่จำเลยภายใน 7 วัน นับจากวันทำสัญญาตามข้อตกลงในเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 7 ซึ่งบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมายล.3 ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยกันนั้น ยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ต้องทำแบบที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทตามเอกสารหมาย ล.2 ในหมวด 2 ข้อ 4 ว่าด้วยเรื่องหุ้นและผู้ถือหุ้น จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการโอนหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสองและข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวมาใช้บังคับได้ บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.3 ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวสมบูรณ์ใช้บังคับได้ หาทำให้การซื้อขายหุ้นตกเป็นโมฆะไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานการโอนหุ้นที่โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้โอนไว้ตามเอกสารหมาย จ.11 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2540 อันเป็นเวลาภายหลังที่จำเลยซึ่งมีหน้าที่นำสืบก่อนสืบพยานเสร็จสิ้นลงแล้วและโจทก์ก็ไม่ได้ตัวนายเอกรัตน์ ทัศนภักดิ์ ที่โจทก์อ้างว่ารู้เห็นการที่โจทก์ลงลายมือชื่อโอนหุ้นตามเอกสารหมาย จ.11 มาเบิกความ โจทก์คงมีแต่นายศุลพี ศรีแสงฟ้ามาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าทราบจากนายเอกรัตน์ว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.11 ส่วนนายพันธุ์วุฒิ สว่างเนตร ที่โจทก์นำเข้าเบิกความก็เพียงเพื่ออ้างส่งเอกสารหมาย จ.11 เป็นพยานเท่านั้น เพราะไม่รู้เห็นการที่อ้างว่าโจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.11 คงทราบมาจากนายศุลพีอีกต่อหนึ่งเท่านั้น พยานโจทก์สองปากดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังได้ว่าโจทก์ลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้แก่จำเลยไว้แล้วภายใน 7 วันจากวันทำสัญญา ประกอบกับจำเลยคัดค้าน การที่โจทก์ยื่นเอกสารดังกล่าวโดยมิได้ส่งสำเนาเอกสารให้แก่จำเลยก่อนด้วย จึงทำให้เอกสารหมาย จ.13 รับฟังไม่ได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้แก่จำเลยภายใน 7 วัน ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.3 ข้อ 4 ทั้ง ๆ ที่โจทก์รับเช็คชำระค่าโอนหุ้นจากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนหุ้นดังกล่าวให้จำเลย โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนโดยการโอนหุ้นของบริษัทณัชปภา จำกัด ให้แก่จำเลย แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่โอนหุ้นดังกล่าวเสียเอง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์เช่นกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คชำระค่าหุ้น แต่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาการโอนหุ้น แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าหุ้นจากจำเลยได้อันรวมไปถึงการไม่อาจยึดถือไว้ซึ่งเงินค่าหุ้นที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วได้และเงินค่าหุ้นจำนวนที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วดังกล่าว จำเลยได้ฟ้องแย้งโจทก์ไว้และฎีกาขึ้นมา แต่เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกันต้องบังคับตามมาตรา 146 วรรคหนึ่งโดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนหุ้นให้จำเลย ดังนั้น โจทก์ต้องคืนเงินค่าหุ้นที่ได้รับไปแล้วแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวแก่จำเลยได้"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 1129
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง โชติมา จรรยาศักดิ์
จำเลย — นางสาว ปฏิญญา ดุษฎีวนิช
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6908/2543
#99421
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องเดิม คำให้การ และฟ้องแย้งกับคำให้การแก้ฟ้องแย้ง มีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าฝ่ายใดเป็นฝ่าย ผิดสัญญาการโอนหุ้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการโอนหุ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องเดิมจำนวน 316,489 บาท พร้อมดอกเบี้ยและยกฟ้องแย้งจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้โจทก์ชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแย้ง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฟ้องแย้ง เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 คงวินิจฉัยเฉพาะฟ้องเดิมว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาการโอนหุ้นไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าหุ้น จากจำเลยตามฟ้องรวมทั้งไม่อาจยึดถือเงินค่าหุ้นที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์ตามฟ้องแย้ง จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนที่ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนหุ้นของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโอนหุ้น ดังนั้น โจทก์ต้องคืนเงินค่าหุ้นที่ได้รับให้แก่จำเลยจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 นับแต่วันฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ยรวมจำนวน ๓๑๕,๔๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้เงินจำนวน ๒๑๕,๔๙๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๑๖,๔๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้รวม ๔,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบโดยมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๓๗ โจทก์ จำเลยร่วมกับบุคคลอื่นเข้าหุ้นกันก่อตั้งบริษัทณัชปภา จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการร้านอาหาร โจทก์ถือหุ้นจำนวน ๒,๕๐๐ หุ้น จำเลยถือหุ้นจำนวน ๓,๐๐๐ หุ้น ต่อมาโจทก์ตกลงขายหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้แก่จำเลยในราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยตกลงว่า โจทก์ต้องลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้จำเลยภายใน ๗ วัน นับแต่วันทำสัญญาตามบันทึกลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ จำเลยสั่งจ่ายเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษกห้วยขวาง เพื่อชำระค่าหุ้นดังกล่าว ให้แก่โจทก์ ๕ ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘ และวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไปจนถึงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๓๘ ตามลำดับ ต่อมาโจทก์นำเช็คดังกล่าวของจำเลยสองฉบับแรกไปเรียกเก็บเงินและได้เงินจากธนาคารไปแล้ว แต่เช็คพิพาทสามฉบับหลังของจำเลย ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน

จำเลยฎีกาขอให้โจทก์ชำระเงินตามคำฟ้องแย้งของจำเลยขอให้ชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาตามคำฟ้องแย้งจึงมีเพียง ๒๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อจำเลยฎีกาเกี่ยวกับฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่โอนหุ้นให้จำเลย จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากไม่โอนหุ้นให้จำเลย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้จะกล่าวถึงเรื่องที่โจทก์ยินยอมถอนหุ้นจากบริษัทณัชปภา จำกัด โดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าถอนหุ้นดังกล่าวให้โจทก์เป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก็ถือได้ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายหุ้นของบริษัทณัชปภา จำกัด ระหว่างโจทก์ผู้ขายกับจำเลยผู้ซื้อ ยังมิใช่การดำเนินการโอนหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ต้องทำแบบที่กำหนดไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทตามเอกสารหมาย ล.๒ ในหมวด ๒ ข้อ ๔ ว่าด้วยเรื่องหุ้นและผู้ถือหุ้น จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการโอนหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๑๒๙ วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทดังกล่าวมาใช้บังคับได้ บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.๓ ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวสมบูรณ์ใช้บังคับได้ หาทำให้การซื้อขายหุ้น ตกเป็นโมฆะไม่ เมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระค่าโอนหุ้นให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนโดยการลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้แก่จำเลยภายใน ๗ วัน นับจากวันทำสัญญาตามข้อตกลง เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อโอนหุ้นให้แก่จำเลยภายใน ๗ วัน ตามบันทึกข้อตกลง ทั้ง ๆ ที่โจทก์รับเช็คชำระค่าโอนหุ้นจากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนหุ้นดังกล่าวให้จำเลย โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนโดยการโอนหุ้นของ บริษัทณัชปภา จำกัด ให้แก่จำเลย แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่โอนหุ้นดังกล่าวเสียเอง จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงิน ค่าโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่โจทก์เช่นกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คชำระค่าหุ้นแต่โจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาการโอนหุ้น แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าหุ้นจากจำเลยได้ อันรวมไปถึงการไม่อาจยึดถือไว้ซึ่งเงินค่าหุ้นที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วได้ และเงินค่าหุ้นจำนวนที่จำเลยได้ชำระให้แก่โจทก์ไว้แล้วดังกล่าว จำเลยได้ฟ้องแย้งโจทก์ไว้และฎีกาขึ้นมา แต่เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกันต้องบังคับตามมาตรา ๑๔๖ วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่โอนหุ้นให้จำเลย ดังนั้นโจทก์ต้องคืนเงินค่าหุ้นที่ได้รับไว้แล้วแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์คืนเงิน ดังกล่าวแก่จำเลยได้

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกา แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๖,๐๐๐ บาท .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 146 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโชติมา จรรยาศักดิ์
จำเลย — นางสาวปฏิญญา ดุษฎีวนิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวกิตติปรางค์ ลาภอนันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายศักดิ์ชัย ทัศนชัยกุล
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัตร์ สุขเกษม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6906/2543
#38441
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเพิ่งมายื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดที่สอง ซึ่งหลังวันสืบพยานครั้งแรกเดือนเศษ โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดจึงเพิ่งมายื่นคำร้องทั้งที่ควรจะยื่นคำร้องในโอกาสแรกที่พึงกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในคดี จำเลยจะยกเรื่องทนายความของตนละทิ้งหน้าที่มาเป็นเหตุที่ทำให้ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาไม่ได้ และจำเลยไม่อาจอ้างเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอันเกิดจากความผิดพลาดของจำเลยเอง ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบเพราะการดำเนินคดีต้องล่าช้าไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้อสินค้าประเภทไม้แปรรูปและตะปูไปจากโจทก์รวมเป็นค่าสินค้าทั้งสิ้น 191,890.80 บาท โจทก์ส่งสินค้าให้จำเลยที่หน่วยงานก่อสร้างของจำเลยที่โรงเรียนเทคโนโลยีไทยสุริยะเรียบร้อยแล้วโจทก์นำใบแจ้งหนี้ไปเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 191,890.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,022.93 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ นายณัฐพล ตูยปาละ ปลอมใบอนุมัติซื้อของบริษัทจำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยาน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต และถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 191,890.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,500 บาท นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2538 ของต้นเงิน 105,517.80 บาท นับแต่วันที่ 21ธันวาคม 2538 และของต้นเงิน 84,873 บาท นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2538เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยาน

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นบัญชีระบุพยานชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคท้ายหรือไม่ จำเลยฎีกาสรุปใจความได้ว่า ที่จำเลยเพิ่งยื่นบัญชีระบุพยานภายหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วเพราะทนายความคนก่อนละทิ้งคดีและมิใช่ความประสงค์ของตัวจำเลย จึงมีเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาได้ และพยานที่จำเลยอ้างเป็นพยานสำคัญที่จะทำให้การวินิจฉัยของศาลเป็นไปโดยเที่ยงธรรม เห็นว่า การกระทำของทนายความที่จำเลยแต่งตั้งย่อมเป็นการกระทำแทนตัวจำเลยด้วย ดังนั้นจำเลยจะยกเรื่องทนายความของตนละทิ้งหน้าที่ขึ้นเป็นข้ออ้างมิได้ และเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วได้ความว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 26 กรกฎาคม 2539 มีการเลื่อนคดีหลายครั้งโดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากจำเลย เช่นอ้างว่าอยู่ในระหว่างหาทนายความคนใหม่ ต่อมาเมื่อมีการนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรกวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 โดยจำเลยแต่งตั้งนายอนุชา แสงระรวย เป็นทนายความคนใหม่แล้วจำเลยก็มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานคงยื่นแต่เพียงคำร้องขอเลื่อนคดี อ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่น จำเลยเพิ่งมายื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเมื่อวันที่ 7กรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยนัดที่ 2 โดยไม่ปรากฏว่าเหตุใดจึงเพิ่งมายื่นคำร้อง ทั้งที่จำเลยควรจะยื่นคำร้องในโอกาสแรกที่พึงกระทำได้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคแรก ก็บัญญัติว่าคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานจะต้องยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันสืบพยานซึ่งหมายถึงวันสืบพยานนัดแรกในคดีเรื่องนั้นไม่น้อยกว่า7 วัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในคดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าการยื่นบัญชีระบุพยานล่าช้าเกิดจากการไม่เอาใจใส่ของทนายความจำเลย มีลักษณะส่อไปในทางประวิงคดี จึงไม่มีเหตุอันควรที่จะรับบัญชีระบุพยานจำเลยไว้ และจำเลยไม่อาจอ้างเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอันเกิดจากความผิดของจำเลยเอง ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียเปรียบเพราะการดำเนินคดีต้องล่าช้าไป อันเป็นการปฏิเสธความยุติธรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นในคำแก้ฎีกาของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุดมภัณฑ์ค้าไม้
จำเลย — บริษัท คอนเซ้าท์ 19 จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ