คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6903/2543
#40473
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใดหามีความสำคัญไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 336 ทวิ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน 33,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(9) (ที่ถูกมาตรา 335(9) วรรคแรก)ประกอบด้วยมาตรา 336 ทวิ ให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน 33,000 บาท แก่นายจิมมี่ ขันทองผู้เสียหายที่แท้จริง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายจิมมี่ ขันทอง ผู้เสียหายและนางสาวตวงเพ็ชร ศรีอำไพ ได้ว่าจ้างให้จำเลยขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แล้วจำเลยได้ลักเอากระเป๋าเดินทางสีดำใบเล็กซึ่งภายในมีธนบัตรรัฐบาลอังกฤษ น้ำหอมและสมุดบันทึกรวมราคาเป็นเงิน 33,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.3ของนายจิมมี่ไป ต่อมานางสาวตวงเพ็ชรได้ติดตามสืบหาจำเลยพบและแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยฐานลักทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่านายจิมมี่ขันทอง ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงมิได้ร้องทุกข์และมิได้มอบหมายให้นางสาวตวงเพ็ชรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120ผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใดหามีความสำคัญไม่

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย มนูศักดิ์หรือมนูญศักดิ์ ดวงสุ่ยหรือดีสุ่ยหรือดำสุ่ย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6903/2543
#66252
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา 120ผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใดหามีความสำคัญไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๓๓๕, ๓๓๖ ทวิ และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ของผู้เสียหายที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน ๓๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕ (๙) (ที่ถูกมาตรา ๓๓๕ (๙) วรรคแรก) ประกอบด้วยมาตรา ๓๓๖ ทวิให้จำคุก ๔ ปี ๖ เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนคิดเป็นเงิน๓๓,๐๐๐ บาท แก่นายจิมมี่ ขันทอง ผู้เสียหายที่แท้จริง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายจิมมี่ ขันทอง ผู้เสียหายและนางสาวตวงเพ็ชร ศรีอำไพได้ว่าจ้างให้จำเลยขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะไปส่งที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แล้วจำเลยได้ลักเอากระเป๋าเดินทางสีดำใบเล็กซึ่งภายในมีธนบัตรรัฐบาลอังกฤษ น้ำหอมและสมุดบันทึกรวมราคาเป็นเงิน ๓๓,๐๐๐ บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย จ.๓ ของนายจิมมี่ไป ต่อมานางสาวตวงเพ็ชรได้ติดตามสืบหาจำเลยพบและแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยฐานลักทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่านายจิมมี่ ขันทอง ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงมิได้ร้องทุกข์และมิได้มอบหมายให้นางสาวตวงเพ็ชรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัว ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนคดีนี้แล้วพนักงานอัยการย่อมมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๐ ผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีจะเป็นผู้ใดหามีความสำคัญไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 28 ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนูศักดิ์หรือมนูญศักดิ์ ดวงสุ่ยหรือดีสุ่ยหรือดำสุ่ย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประคอง เตกฉัตร
ศาลอุทธรณ์ — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พูนศักดิ์ จงกลนี
วิชา มหาคุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6902/2543
#40472
เปิดฉบับเต็ม

ในการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มอบอำนาจให้ อ. ดำเนินคดีหรือไม่ และจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ แล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190 พิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ และให้โจทก์คืนเงินมัดจำแก่จำเลยเป็นการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24แม้โจทก์ไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยสัญญาระบุไว้ว่า "หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม ผู้จะขายยินยอมผ่อนผันเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินใหม่"สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถือว่าผู้จะซื้อคือจำเลยเป็นเจ้าหนี้ ส่วนฝ่ายผู้จะขายคือโจทก์เป็นลูกหนี้ จึงมิใช่สัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้หากแต่เป็นเงื่อนไขแล้วแต่ใจของเจ้าหนี้ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 31617คืนให้แก่โจทก์ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่โจทก์ ขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้โจทก์โดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย และเรียกต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจกับสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากโจทก์เพื่อประกอบการพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 31617 แก่โจทก์และให้โจทก์คืนเงินมัดจำ 670,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าอุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย เป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่โจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวนั้นไว้จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางอภิญญา เพ็ชรโพธิ์ดำเนินคดีนี้หรือไม่ และจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ แล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยและวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 12 กำหนดว่า "หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม ผู้จะขายยินยอมผ่อนผันเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อจะพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินใหม่" ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ (จำเลย)สัญญาจะซื้อจะขายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 190 พิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ และให้โจทก์คืนเงินมัดจำแก่จำเลย เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 227 แม้โจทก์ไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ทำการสืบพยานต่อไปนั้นไม่ชอบ เพราะสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 190 แล้ว คำสั่งให้งดสืบพยานและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยสัญญาข้อ 12 มีข้อความดังระบุไว้ข้างต้นนั้น สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถือว่าผู้จะซื้อคือจำเลยเป็นเจ้าหนี้ ส่วนฝ่ายผู้จะขายคือโจทก์เป็นลูกหนี้ดังนี้ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย หากแต่เป็นเงื่อนไขแล้วแต่ใจของเจ้าหนี้สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 190
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พิน ลือชัย
จำเลย — นางสาว อุไร วรวิทย์จรุงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6902/2543
#66251
เปิดฉบับเต็ม

ในการชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มอบอำนาจให้ อ.ดำเนินคดีหรือไม่ และจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ แล้วมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย และวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า สัญญาจะซื้อจะขายเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 190 พิพากษาให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ และให้โจทก์คืนเงินมัดจำแก่จำเลย เป็นการที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 24 แม้โจทก์ไม่ได้โต้แย้งไว้ก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้

โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันโดยสัญญาระบุไว้ว่า"หากในกรณีที่ผู้จะซื้อยังไม่พร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตามผู้จะขายยินยอมผ่อนผันเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินไปจนกว่าผู้จะซื้อพร้อมที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินใหม่" สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ ในส่วนของการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถือว่าผู้จะซื้อคือจำเลยเป็นเจ้าหนี้ ส่วนฝ่ายผู้จะขายคือโจทก์เป็นลูกหนี้ จึงมิใช่สัญญาที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนและเป็นเงื่อนไขอันจะสำเร็จได้หรือไม่สุดแล้วแต่ใจของฝ่ายลูกหนี้ หากแต่เป็นเงื่อนไขแล้วแต่ใจของเจ้าหนี้ สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 190
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิน ลือชัย
จำเลย — นางสาวอุไร วรวิทย์จรุงรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6895/2543
#37849
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในหนี้สินของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินค้ำประกัน หมายความว่าแม้จำเลยที่ 1 จะมีหนี้อยู่มากกว่านี้ จำเลยที่ 2 คงต้องรับผิดเพียงวงเงินที่ค้ำประกันไว้เท่านั้นเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่มากกว่าวงเงินที่ค้ำประกัน จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินค้ำประกัน สัญญาค้ำประกันมิได้มีข้อความระบุว่าถ้าจำเลยที่ 1 ชำระเงินเท่าใดจะให้จำเลยที่ 2 รับภาระหนี้ที่ค้ำประกันอยู่ลดลงตามจำนวนหนี้ที่ชำระมาแล้ว จำเลยที่ 2 จะนำสืบพยานบุคคลว่าโจทก์เคยมีข้อตกลงดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 มาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันมีข้อสัญญาว่าถ้าหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1ถ้ามีการขยายอายุสัญญากู้ยืมหรือผ่อนเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ให้ถือว่าจำเลยที่ 2 ตกลงยินยอมด้วยและจำเลยที่ 1 ได้จำนองห้องชุดเลขที่ 175/44ชั้นที่ 15 อาคารเลขที่ 1 ชื่ออาคารชุด "ศุภาลัย เพลส" ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2537 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 146975 และ 146976 ตำบลคลองตันอำเภอคลองเตย กรุงเทพมหานคร ไว้กับโจทก์ หากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยังขาดอยู่เป็นจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระเงินที่ขาดอยู่นั้นให้แก่โจทก์จนครบ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองเป็นหนี้อีกต่อไป จึงบอกเลิกสัญญา และบอกกล่าวบังคับจำนองทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 4,406,920.70 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18.5 ต่อปี ของเงินต้น 3,800,747.12 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน513,892.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของเงินต้น502,682 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ ถ้าไม่พอขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทราบคำฟ้องแล้วประสงค์จะโอนหลักทรัพย์จำนองใช้หนี้ทั้งหมด หรือขอเวลาในการขายหลักทรัพย์จำนองนำเงินมาใช้หนี้

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่ตกลงตามสัญญา จึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยครบถ้วนแล้ว มิได้ชำระเพียง 193,000 บาท หลักทรัพย์ที่จำนองมีมูลค่าสูงกว่าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเกือบเท่าตัว จำเลยที่ 2จึงไม่ต้องรับผิด รวมทั้งก่อนทำสัญญาค้ำประกัน โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 2ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ชำระเงินเท่าใดให้หักจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันออกเสียก่อนเพื่อปลดเปลื้องภาระการค้ำประกัน ดังนั้นในส่วนที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วจึงเป็นจำนวนเงินมากกว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อโจทก์อีก ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาล มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 4,406,920.70 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ของเงินต้น 3,800,747.12 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 ตุลาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จรวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ โดยชำระ ณ ที่ทำการของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนถือว่าผิดนัดทั้งหมด ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 513,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปีของเงินต้น 502,682 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนในทุนทรัพย์ 513,892.50 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องการสั่งคืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่าให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นศาลชั้นต้นแก่โจทก์3 ใน 4 ส่วน ค่าทนายความชั้นศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 2ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดเพียง 309,682 บาท (หนี้ตามวงเงินค้ำประกัน 502,682 บาท เงินที่จำเลยที่ 1ชำระให้โจทก์แล้ว 193,000 บาท) ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน2538 จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปตามฟ้องจำนวน 3,800,000 บาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงิน 502,682 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม รายละเอียดปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 หลังจากกู้เงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ในปี 2538 เป็นเงิน 193,000 บาท ซึ่งโจทก์หักชำระเป็นค่าดอกเบี้ย 188,084.12 บาทเป็นเงินต้น 4,915.88 บาท หลังจากนั้นก็ไม่ชำระอีกเลย คงผิดนัดเรื่อยมาการที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้เถียงว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเพียง 309,682 บาท ก็โดยอ้างว่าต้องนำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแล้ว 193,000บาท ไปหักออกจากวงเงินค้ำประกันก่อน ได้ผลลัพธ์เท่าใดจึงเป็นเงินส่วนที่เหลือที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ทั้งนี้โดยนำสืบตามคำให้การต่อสู้คดีว่า โจทก์เคยตกลงกับจำเลยที่ 2 ว่าถ้าจำเลยที่ 1ชำระเงินเท่าใด จะให้จำเลยที่ 2 รับภาระหนี้ที่ค้ำประกันอยู่ลดลงตามจำนวนหนี้ที่ชำระมา เห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในหนี้สินของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินค้ำประกัน 502,682 บาท ซึ่งหมายความว่าแม้จำเลยที่ 1 จะมีหนี้อยู่มากกว่านี้ จำเลยที่ 2 ก็คงต้องรับผิดเพียงวงเงินที่ค้ำประกันไว้เท่านั้น และกรณีนี้จำเลยที่ 1 ก็เป็นหนี้โจทก์อยู่มากกว่าวงเงินที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงินค้ำประกันดังกล่าว สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.7 มิได้มีข้อความตอนใดที่ระบุว่าถ้าจำเลยที่ 1 ชำระเงินเท่าใดจะให้จำเลยที่ 2 รับภาระหนี้ที่ค้ำประกันอยู่ลดลงตามจำนวนหนี้ที่ชำระมาแล้ว จำเลยที่ 2 จะนำสืบพยานบุคคลว่าโจทก์เคยมีข้อตกลงดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 มาแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญาค้ำประกันไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 691
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง เกศกัญญา จิตต์จำนงค์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888/2543
#38440
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การของตนหาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่ต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไปไม่ เมื่อตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยภายหลังการชี้สองสถานจะอ้างว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า "จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด" โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก็ต้องนำสืบถึงยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยอยู่แล้ว และจำเลยก็สามารถสืบหักล้างว่าดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยมีเพียงใดได้ จึงไม่มีเหตุควรที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 2,000,000 บาทดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปตามที่โจทก์ประกาศกำหนดซึ่งขณะทำสัญญากำหนดอัตราร้อยละ 13.34 ต่อปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน จำเลยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน จำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ยอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี เนื่องจากกำหนดไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

หลังวันชี้สองสถานแต่อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาตามฎีกาจำเลยมีเพียงว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งจำเลยยื่นขอแก้ไขภายหลังการชี้สองสถานแล้วหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ว่า "โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด" เป็นคำร้องขอแก้ไขคำให้การที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลต้องอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้อง เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 ให้อำนาจจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังศาลชี้สองสถานแล้วได้ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นการแก้ไขในปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การได้ภายหลังวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีไม่มีการชี้สองสถานอยู่สองกรณีคือ

(1) การขอแก้ไขเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(2) เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย

เป็นบทบัญญัติให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือคำให้การของตน หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไป เมื่อศาลพิจารณาคำร้องโจทก์จำเลยแล้วเมื่อมีเหตุอันสมควรศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป กรณีตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจำเลยภายหลังการชี้สองสถานคดีนี้แม้จะเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมอ้างเหตุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อ 3 ว่า "จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด" ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก็ต้องนำสืบถึงยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยอยู่แล้วตามประเด็นข้อ 3 ดังกล่าว และจำเลยก็สามารถสืบหักล้างว่า ดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยมีเพียงใดได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุธี วังถนอมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888/2543
#40471
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180เป็นบทบัญญัติให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การของตน หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับ ศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไปเมื่อศาลพิจารณาคำร้องโจทก์จำเลยแล้วเมื่อมีเหตุอันสมควรศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป

จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังการชี้สองสถานแม้จะอ้างเหตุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า"จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด" โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก็ต้องนำสืบถึงยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยตามประเด็นดังกล่าว และจำเลยก็สามารถสืบหักล้างว่าดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยมีเพียงใด กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 2,000,000บาท ดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปตามที่โจทก์ประกาศกำหนดซึ่งขณะทำสัญญากำหนดอัตราร้อยละ 13.35 ต่อปีผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน จำเลยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน จำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง

จำเลยให้การว่า ยอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปีเนื่องจากกำหนดไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับ การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

หลังวันชี้สองสถานแต่อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยมีเพียงว่า สมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งจำเลยยื่นขอแก้ไขภายหลังการชี้สองสถานแล้วหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ว่า "โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด" เป็นคำร้องขอแก้ไขคำให้การที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลต้องอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้อง เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ให้อำนาจจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังศาลชี้สองสถานแล้วได้ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นการแก้ไขในปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การได้ ภายหลังวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีไม่มีการชี้สองสถานอยู่สองกรณีคือ

(1) การขอแก้ไขเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(2) เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย

เป็นบทบัญญัติให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การของตน หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไป เมื่อศาลพิจารณาคำร้องโจทก์จำเลยแล้ว เมื่อมีเหตุอันสมควร ศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยได้ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป กรณีตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจำเลยภายหลังการชี้สองสถาน คดีนี้แม้จะเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมอ้างเหตุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อ 3 ว่า "จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด"ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก็ต้องนำสืบถึงยอดหนี้ และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยอยู่แล้วตามประเด็นข้อ 3 ดังกล่าว และจำเลยก็สามารถสืบหักล้างว่าดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยมีเพียงใดได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุธี วังถนอมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6888/2543
#66250
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ.มาตรา 180 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การของตน หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไป เมื่อศาลพิจารณาคำร้องโจทก์จำเลยแล้วเมื่อมีเหตุอันสมควร ศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป

จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังการชี้สองสถานแม้จะอ้างเหตุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นว่า"จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด" โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก็ต้องนำสืบถึงยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยตามประเด็นดังกล่าว และจำเลยก็สามารถสืบหักล้างว่าดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยมีเพียงใด กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุธี วังถนอมศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายประสาธน์ ตั้งศิริมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ ชพานนท์
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6885/2543
#37848
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ฟ้องเรียกเงินฝากที่ อ. ฝากไว้คืนจากจำเลยไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่ายและใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ต้องใช้อายุความ 10 ปี

แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำมีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำข้อ 3 ระบุว่าการฝากทุก ๆ รายการ จำเลยถือว่าผู้ฝากตกลงฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา1 ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ 4 ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยจำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่นดังนี้ ฯลฯฝากตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปและได้ฝากครบกำหนดระยะเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ 8 ต่อปี กับข้อ 5 ระบุว่า ระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการโดยระเบียบประเพณีและข้อตกลงดังกล่าว จำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ 1 ปี ต่อครั้งให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แสดงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝาก ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา 1 ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อผู้ฝากด้วย การชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา 1 ปี ฉะนั้น แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบสองปีแล้วก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปีจึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของนางอัมพร ศรีสวัสดิ์ โดยคำสั่งศาลแพ่งธนบุรี คดีหมายเลขแดงที่ 3155/2537นางอัมพรเปิดบัญชีเงินฝากประจำไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง รวม 2 บัญชีคือบัญชีเลขที่ 1097-2 และเลขที่ 431-3 นางอัมพรได้นำเงินเข้าฝากเรื่อยมายอดเงินครั้งสุดท้ายของบัญชีเลขที่ 1097-2 ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2521 มีเงินคงเหลือ 81,239 บาท และบัญชีเลขที่ 431-3 ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2521มีเงินคงเหลือ 103,172.50 บาท ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 นางอัมพรถึงแก่กรรมศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางอัมพรโจทก์ไปถอนเงินตามบัญชีเงินฝากของนางอัมพรทั้งสองบัญชี จำเลยไม่ยอมให้ถอนเงินอ้างว่าหาหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของนางอัมพรไม่พบและไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยให้คืนเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินฝาก 184,411.50 บาท ตามบัญชีเลขที่ 1097-2 และบัญชีเลขที่ 431-3 พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามประกาศของจำเลยนับแต่วันฝากจนกว่าจำเลยจะคืนเงินฝากเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้แสดงหลักฐานโดยแจ้งชัดถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยรับว่านางอัมพร ศรีสวัสดิ์เปิดบัญชีเงินฝากประจำไว้แก่จำเลยสาขาลำปาง ต่อมานางอัมพรแจ้งว่าสมุดเงินฝากประจำหาย จำเลยจึงออกสมุดเงินฝากประจำเล่มใหม่ให้และนางอัมพรได้ถอนเงินฝากทั้งสองบัญชีไปจนหมดและปิดบัญชีแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สิทธิเรียกร้องเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองบัญชีพ้นกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 184,411.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 103,172.50 บาท นับแต่วันที่ 4พฤษภาคม 2521 และจากต้นเงิน 81,239 บาท นับแต่วันที่ 9 มิถุนายน2521 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 238 ประกอบด้วยมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2520 นางอัมพร ศรีสวัสดิ์ นำเงินเข้าฝากบัญชีเงินฝากประจำไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง บัญชีเลขที่ 1097-2 ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2521 มีเงินคงเหลือ 81,239 บาท และเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2520 นางอัมพรนำเงินเข้าฝากบัญชีเงินฝากประจำไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง อีก 1 บัญชี คือบัญชีเลขที่ 431-3 ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2521 มีเงินคงเหลือ 103,172.50บาท ต่อมานางอัมพรถึงแก่กรรม ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางอัมพร และเมื่อปี 2537 โจทก์ขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำทั้งสองบัญชีของนางอัมพร จำเลยไม่ยอมคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอัมพรโดยคำสั่งศาลแพ่งธนบุรีฟ้องเรียกเงินฝากที่นางอัมพรฝากไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง คืนจากจำเลยอายุความจึงต้องถือตามบทบัญญัติในเรื่องฝากทรัพย์ เมื่อไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่ายและใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 มีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2521 และวันที่ 4 พฤษภาคม2521 ตามลำดับนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 10 ปีก็ตาม แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ข้อ 3 ระบุว่า การฝากทุก ๆ รายการจำเลยถือว่าผู้ฝากตกลงฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ 4 ระบุว่าอัตราดอกเบี้ย จำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่นดังนี้ ฯลฯ ฝากตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปและได้ฝากครบกำหนดระยะเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ 8 ต่อปีกับข้อ 5 ระบุว่าระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการ โดยระเบียบประเพณีและข้อตกลงดังกล่าวจำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ 1 ปีต่อครั้งให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แสดงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝากตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ก็ตามแต่ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา 1 ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อผู้ฝากซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยการชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา 1 ปี ฉะนั้น แม้โจทก์จะนำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 หลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบสองปีแล้ว ก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปีตามที่จำเลยฎีกาสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/30 ม. 671
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ณรงค์ จันทวีระ
จำเลย — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
วินัย ตุลยภักดิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6885/2543
#99377
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ อ. ฟ้องเรียกเงินฝากที่ อ. ฝากไว้คืนจากจำเลย ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่าย และใช้ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำมีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำข้อ 3 ระบุว่า การฝากทุก ๆ รายการจำเลยถือว่าผู้ฝากประจำตกลงฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ 4 ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยจำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่น ดังนี้ ?ฯลฯ ฝากตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปและได้ฝากครบกำหนดระเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ 8 ต่อปี กับข้อ 5 ระบุว่า ระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการ โดยระเบียบและประเพณีและข้อตกลงดังกล่าวจำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ 1 ปี ต่อครั้งให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แสดงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝาก ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา 1 ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อ ผู้ฝากด้วย การชำระดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา 1 ปี ฉะนั้น แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยหลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบสองปีแล้ว ก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินฝาก ๑๘๘,๔๑๑.๕๐ บาท ตามบัญชีเลขที่ ๑๐๙๗ - ๒ และบัญชีเลขที่ ๔๓๑ - ๓ พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามประกาศของจำเลยนับแต่วันฝากจนกว่าจำเลยจะคืนเงินฝากเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้แสดงหลักฐานโดยแจ้งชัดถึงสิทธิเรียกร้องเงินฝากตามบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองบัญชีพ้นกำหนด ๑๐ ปี จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๑๘๔,๔๑๑.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๓,๑๗๒ .๕๐ บาท นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๑ และจากต้นเงิน ๘๑,๒๓๙ บาท นับแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางอัมพรโดยคำสั่งศาลแพ่งธนบุรี ฟ้องเรียกเงินฝากที่นางอัมพรฝากไว้แก่จำเลย สาขาลำปาง คืนจากจำเลย อายุความจึงต้องถือเอาตามบทบัญญัติในเรื่องฝากทรัพย์ เมื่อไม่ใช่กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดเพื่อใช้เงินบำเหน็จ ค่าฝากทรัพย์ชดใช้เงินค่าใช้จ่าย และใช้ ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๑ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ แม้ตามสำเนาสมุดเงินฝากประจำมีการแสดงยอดเงินคงเหลือครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๒๑ และวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ตามลำดับนับถึงวันฟ้องเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ก็ตาม แต่ตามระเบียบการฝากเงินประจำโดยใช้สมุดคู่ฝากที่ปรากฏในสำเนาสมุดเงินฝากประจำ ข้อ ๓. ระบุว่า การฝากทุก ๆ รายการจำเลยถือว่าผู้ฝากตกลง ฝากประจำมีกำหนดระยะเวลา ๑ ปี นับแต่วันเดือนปีที่ปรากฏของแต่ละรายการนั้น ๆ และข้อ ๔. ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยจำเลยคำนวณให้เช่นเดียวกับเงินฝากประจำอื่นดังนี้ ฯลฯ ฝากตั้งแต่ ๑๒ เดือนขึ้นไป และได้ฝากครบกำหนดระยะเวลานั้น คำนวณดอกเบี้ยให้ร้อยละ ๘ ต่อปี กับข้อ ๕. ระบุว่าระเบียบการนอกจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและประเพณีพึงปฏิบัติของธนาคารทุกประการโดยระเบียบและข้อตกลงดังกล่าว จำเลยต้องแสดงยอดเงินฝากคงเหลือของเงินฝากแต่ละรายการพร้อมดอกเบี้ยทุกระยะ ๑ ปี ต่อครั้ง ให้แก่ผู้ฝาก แม้จะยังมิได้แถลงไว้ในสำเนาสมุดเงินฝากตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าจำเลยได้ปฏิบัติการชำระดอกเบี้ยทุกระยะเวลา ๑ ปี อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อผู้ฝาก ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องด้วยการชำระดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ (๑) เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและอายุความจะสะดุดหยุดลงเรื่อยไปทุกระยะเวลา ๑ ปี ฉะนั้น แม้โจทก์จะนำคดีมาฟ้องเรียกเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๙ หลังจากที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินประมาณเกือบ สองปีแล้ว ก็ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ ๑๐ ปี ตามที่จำเลยฎีกา สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/30 ม. 671
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ จันทวีระ
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปัญญา โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เตโชพิทยากูล
วินัย ตุลยภักดิ์
วิชัย วิสิทธวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6884/2543
#34195
เปิดฉบับเต็ม

การอ้างเหตุป้องกันตัวตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 นั้น ผู้ยกขึ้นอ้างเป็นผู้ถูกกระทำโดยผู้กระทำได้กระทำโดยละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยยอมรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงในหมู่บ้านโดยใช่เหตุอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับกุมจำเลย จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยวิ่งหนี เมื่อผู้เสียหายกับพวกไล่ตามไปเพื่อจับกุม จำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแม้จะฟังอย่างที่จำเลยอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจใช้อาวุธปืนยิงก็คงเป็นการยิงขู่เพื่อให้จำเลยยอมให้จับกุมมากกว่ามีเจตนาฆ่าจำเลย เพราะหากเป็นเช่นนั้นจำเลยคงต้องถูกกระสุนปืนบ้างไม่มากก็น้อย ข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องที่จำเลยเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุป้องกันตัวขึ้นมาอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 138, 140, 288, 289, 339, 340 ตรี, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 138 วรรคสอง, 288, 289(2) ประกอบด้วยมาตรา 80, 340 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 339 วรรคสี่, 371 และ 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นให้จำคุกตลอดชีวิตกระทงหนึ่ง ฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้อาวุธปืนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กับพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกตลอดชีวิต กระทงหนึ่งฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้จำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร (2 กระทง) ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ให้จำคุก 10 วันกระทงหนึ่ง ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสโดยใช้อาวุธปืน ให้จำคุก 30 ปี อีกกระทงหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนก็เป็นเรื่องการจำนนต่อหลักฐาน และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและผู้อื่น จึงไม่ลดโทษให้ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง ให้ยกฟ้องทั้งหมดในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การที่จำเลยที่ 1 กระทำแก่ผู้เสียหายที่ 9 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 15 ปี เมื่อรวมความผิดทุกกระทงแล้วคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่า ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้อาวุธปืนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยที่ 1 ได้กระทำไปเพื่อป้องกันตนเองนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 บัญญัติว่า "ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายผู้นั้นไม่มีความผิด" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเห็นได้ชัดแจ้งว่า การอ้างเหตุป้องกันตัวนั้น ผู้ยกขึ้นอ้างต้องเป็นผู้ถูกกระทำโดยผู้กระทำได้กระทำโดยละเมิดต่อกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยที่ 1 ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้อาวุธปืนยิงในหมู่บ้านโดยใช่เหตุอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ผู้เสียหายที่ 6 และที่ 7 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าไปจับกุมจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 วิ่งหนี เมื่อผู้เสียหายที่ 6 และที่ 7 กับพวกไล่ตามไปเพื่อจับกุม จำเลยที่ 1 ก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 6 และที่ 7 แม้จะฟังอย่างที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจใช้อาวุธปืนยิงก็คงเป็นการยิงขู่เพื่อให้จำเลยที่ 1 ยอมให้จับกุมมากกว่ามีเจตนาฆ่าจำเลยที่ 1 เพราะหากเป็นเช่นนั้นจำเลยที่ 1 คงต้องถูกกระสุนปืนบ้างไม่มากก็น้อย ข้อเท็จจริงจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายโดยผู้เสียหายที่ 6 และที่ 7 เป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเหตุป้องกันตัวขึ้นมาอ้างได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศิริ กสิพาณิชย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6884/2543
#91260
เปิดฉบับเต็ม

การอ้างเหตุป้องกันตัวตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 68 ผู้ยกขึ้นอ้างต้องเป็นผู้ถูกกระทำโดยผู้กระทำกระทำโดยละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยยอมรับว่าได้ใช้อาวุธปืนยิงในหมู่บ้านโดยใช่เหตุ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับกุมจำเลย จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยวิ่งหนี เมื่อผู้เสียหายกับพวกไล่ตามไปเพื่อจับกุม จำเลยก็ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย และแม้จะฟังอย่างที่จำเลยอ้างว่าเจ้าพนักงานตำรวจ ใช้อาวุธปืนยิง ก็คงเป็นการยิงขู่เพื่อให้จำเลยยอมให้จับกุมมากกว่ามีเจตนาฆ่าจำเลย เพราะหากเป็นเช่นนั้นจำเลยคงต้องถูกกระสุนปืนบ้างไม่มากก็น้อย ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่จำเลยเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงาน ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยกเหตุป้องกันตัวขึ้นมาอ้างได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศิริ กสิพาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายชัชวาล บุนนาค
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงธรรม สุดสวาสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชูชาติ ศรีแสง
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6883/2543
#35016
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และจำเลยได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต และไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนาประวิงเวลาในการบังคับคดีของศาล ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อไปจัดสรรขายได้ ขอให้ยกเลิกการขายและให้ คู่สัญญาทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์ มิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืน ต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า บุคคลใดมีเจตนาไม่สุจริตจงใจ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเรียกร้องเอาจากบุคคลนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน7,059,434.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยทั้งสองจำนวน 15 แปลง ขายทอดตลาดนายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา 44,000,000บาท จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ อ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุด

นายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร ผู้ซื้อทรัพย์ถึงแก่ความตาย นายสุขเกษม สุธรรมบุตรทายาทของนายสวัสดิ์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

นายสุขเกษม สุธรรมบุตร บุตรนายสวัสดิ์ในฐานะทายาทผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกสัญญาซื้อขายทรัพย์จากการขายทอดตลาดระหว่างนายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร ผู้ซื้อทรัพย์ กับเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้น แล้วแต่กรณีอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับคดีใด ๆโดยเฉพาะเสียก็ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง บัญญัติไว้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกสั่งคำร้องของจำเลยทั้งสองโดยใช้เวลาพิจารณาคดี 2 ปีเศษ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว จำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนาประวิงเวลาในการบังคับคดีของศาลโดยจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นอุทธรณ์หลายครั้ง แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็หาได้อุทธรณ์ไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาของศาลแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเคยเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดและเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายทรัพย์แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อทรัพย์เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่ จากการประวิงเวลาของจำเลยทั้งสองทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อไปจัดสรรขายได้ ปรากฏว่าต่อมาเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ธุรกิจการซื้อขายบ้านและที่ดินประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ลูกค้าขาดส่งค่างวด ประชาชนทั่วไปตกงาน ขาดกำลังซื้อ ทำให้โครงการบ้านและที่ดินจัดสรรเป็นจำนวนมากต้องหยุดกิจการลง ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์เสียสิทธิและเสียโอกาส ในการดำเนินธุรกิจซื้อขายทรัพย์สินที่ได้จากการขายทอดตลาด ไม่สมประโยชน์แก่ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ยกเลิกการขาย และให้คู่สัญญาทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ซึ่งมิได้เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่อย่างใด ในทางกลับกันหากการเนิ่นช้านั้น ทำให้ที่ดินที่ซื้อขายมีราคาสูงขึ้น ก็ย่อมเกิดประโยชน์แก่ผู้ซื้อทรัพย์โดยเพียงแต่วางมัดจำไว้เท่านั้น ยังไม่ต้องชำระราคาทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของการเสี่ยงในทางการค้าแต่อย่างไรก็ดีหากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า บุคคลใดมีเจตนาไม่สุจริตจงใจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเรียกร้องเอาจากบุคคลนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง(เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด
โจทก์ — ผู้ซื้อทรัพย์
โจทก์ — นาย สวัสดิ์ สุธรรมบุตร โดยนาย สุขเกษม สุธรรมบุตร ทายาท
จำเลย — นาย อุดม จันตะนี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6883/2543
#66249
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี และจำเลยได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต และไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนาประวิงเวลาในการบังคับคดีของศาล ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อไปจัดสรรขายได้ ขอให้ยกเลิกการขายและให้คู่สัญญาทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์มิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.ภาค 4 ลักษณะ 2 อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่าบุคคลใดมีเจตนาไม่สุจริตจงใจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเรียกร้องเอาจากบุคคลนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน๗,๐๕๙,๔๓๔.๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยทั้งสองจำนวน ๑๕ แปลง ขายทอดตลาดนายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร ซื้อทรัพย์ได้จากการขายทอดตลาดในราคา ๔๔,๐๐๐,๐๐๐บาท จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ อ้างว่าการขายทอดตลาดไม่ชอบ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง คดีถึงที่สุด

นายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร ผู้ซื้อทรัพย์ถึงแก่ความตาย นายสุขเกษมสุธรรมบุตร ทายาทของนายสวัสดิ์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต

นายสุขเกษม สุธรรมบุตร บุตรนายสวัสดิ์ในฐานะทายาทผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกสัญญาซื้อขายทรัพย์จากการขายทอดตลาดระหว่างนายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร ผู้ซื้อทรัพย์ กับเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ซื้อทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ซื้อทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายโดยการฝ่าฝืนนั้น แล้วแต่กรณี อาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับคดีใด ๆ โดยเฉพาะเสียก็ได้ ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง บัญญัติไว้แต่กรณีตามคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์อ้างว่าเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองโดยใช้เวลาพิจารณาคดี ๒ ปีเศษ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว จำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต และไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนาประวิงเวลาในการบังคับคดีของศาลโดยจำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาในการยื่นอุทธรณ์หลายครั้ง แต่ในที่สุดจำเลยที่ ๒ ก็หาได้อุทธรณ์ไม่ ส่วนจำเลยที่ ๑ ก็มิได้นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณาของศาลแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยที่ ๑ ยังเคยเข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดและเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด และเจ้าพนักงานบังคับคดีอนุมัติให้ขายทรัพย์แก่จำเลยที่ ๑ ไปแล้วแต่จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาซื้อทรัพย์เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดใหม่ จากการประวิงเวลาของจำเลยทั้งสองทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ไม่สามารถนำที่ดินที่ซื้อไปจัดสรรขายได้ ปรากฏว่าต่อมาเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ธุรกิจการซื้อขายบ้านและที่ดินประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ลูกค้าขาดส่งค่างวด ประชาชนทั่วไปตกงาน ขาดกำลังซื้อ ทำให้โครงการบ้านและที่ดินจัดสรรเป็นจำนวนมากต้องหยุดกิจการลง ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์เสียสิทธิและเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจซื้อขายทรัพย์สินที่ได้จากการขายทอดตลาด ไม่สมประโยชน์แก่ผู้ซื้อทรัพย์ขอให้ยกเลิกการขาย และให้คู่สัญญาทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมซึ่งมิได้เป็นการกล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค ๔ ลักษณะ ๒ อันว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่อย่างใด ในทางกลับกันหากการเนิ่นช้านั้นทำให้ที่ดินที่ซื้อขายมีราคาสูงขึ้น ก็ย่อมเกิดประโยชน์แก่ผู้ซื้อทรัพย์โดยเพียงแต่วางมัดจำไว้เท่านั้น ยังไม่ต้องชำระราคาทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของการเสี่ยงในทางการค้าแต่อย่างไรก็ดีหากผู้ซื้อทรัพย์เห็นว่า บุคคลใดมีเจตนาไม่สุจริตจงใจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ซื้อทรัพย์ก็ชอบที่จะว่ากล่าวเรียกร้องเอาจากบุคคลนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ซื้อทรัพย์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด
โดยนายสุขเกษม — นายสวัสดิ์ สุธรรมบุตร
ผู้ซื้อทรัพย์ — สุธรรมบุตร ทายาท
จำเลย — นายอุดม จันตะนี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอรรจพล เพชรกาฬ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ผล อนุวัตรนิติการ
ระพินทร บรรจงศิลป
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6882/2543
#40470
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาจากคำฟ้องของคดีนั้นเป็นเกณฑ์

โจทก์ทั้งยี่สิบบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนต่างเป็นผู้เช่าแผงขายของในตลาด โดยมิได้เกี่ยวข้องกัน โจทก์ทั้งยี่สิบจึงมิได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีและต่างใช้สิทธิฟ้องคดีนี้เป็นการเฉพาะตัวโจทก์ทั้งยี่สิบสามารถที่จะยื่นฟ้องจำเลยแยกจากกันได้ ทั้งศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แต่ละคนแยกฟ้องจำเลยออกจากกันหรือศาลอาจให้รวมพิจารณาไปในคราวเดียวกันได้ เมื่อเห็นว่าเป็นการสะดวกรวดเร็ว และเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบฟ้องจำเลยรวมกันมาในคดีเดียวกัน จึงต้องคำนวณค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งยี่สิบเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายคน การที่โจทก์ทั้งยี่สิบไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นจึงเป็นการทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งยี่สิบฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบ ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งแปดห้ามเกี่ยวข้องกับตลาดปัฐวิกรณ์ และให้เลิกกระทำการใด ๆอันเป็นการข่มขู่คุกคามโจทก์ทั้งยี่สิบเพื่อมิให้ค้าขายในตลาดตามปกติกับให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในอัตราวันละ 10,000 บาทต่อคนต่อวัน ให้แก่โจทก์ทุกคนต่อไปจนกว่าจะเลิกเข้าเกี่ยวข้องในตลาด กับให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 6566/2540 ระหว่างบริษัทโชคชัยทรัพย์ทวีจำกัด โจทก์ บริษัทปัฐวิกรณ์ จำกัด กับพวก จำเลย ลงวันที่ 27เมษายน 2541 ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งยี่สิบขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8ให้การต่อสู้คดีว่ามิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบ ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ทั้งยี่สิบเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมาเพียง 200 บาท และค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งยี่สิบเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยให้เสียเป็นรายคนคนละ 300 บาท รวมโจทก์ยี่สิบคนเป็นเงิน6,000 บาท แต่โจทก์ทั้งยี่สิบเสียมาแล้ว 300 บาท คงต้องเสียเพิ่มอีกจำนวน 5,700 บาท โดยให้เสียภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดโจทก์ทั้งยี่สิบไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งยี่สิบทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดี

โจทก์ทั้งยี่สิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งยี่สิบฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาจากคำฟ้องของคดีนั้นเป็นเกณฑ์ ตามคำฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งยี่สิบฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งยี่สิบ โดยกล่าวอ้างว่า โจทก์แต่ละคนเป็นผู้เช่าแผงขายของในตลาดปัฐวิกรณ์จากนายภูเทพ สิทธิถาวร ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งแปดได้ร่วมกันละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งยี่สิบ โดยนำคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 6566/2540 มาปิดที่ตลาดดังกล่าว แล้วจำเลยทั้งแปดยังร่วมกันข่มขู่บังคับให้โจทก์ทั้งยี่สิบทำสัญญาเช่าใหม่กับจำเลยที่ 1 และชำระค่าเช่าต่อจำเลยที่ 2 ทั้งยังคุกคามโจทก์ทั้งยี่สิบมิให้ค้าขายในตลาดตามปกติ ทำให้โจทก์ทั้งยี่สิบได้รับความเสียหาย โจทก์แต่ละคนขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยทั้งแปดวันละ 10,000 บาท กับให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลชั้นต้น เห็นได้ว่า โจทก์ทั้งยี่สิบบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนต่างเป็นผู้เช่าแผงขายของในตลาดปัฐวิกรณ์ โดยมิได้เกี่ยวข้องกัน โจทก์ทั้งยี่สิบจึงมิได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีและต่างใช้สิทธิฟ้องคดีนี้เป็นการเฉพาะตัวโจทก์ทั้งยี่สิบสามารถที่จะยื่นฟ้องจำเลยทั้งแปดแยกจากกันได้ ทั้งศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แต่ละคนแยกฟ้องจำเลยทั้งแปดออกจากกันหรือศาลอาจให้รวมพิจารณาไปในคราวเดียวกันได้ เมื่อเห็นว่าเป็นการสะดวกรวดเร็ว และเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบคดีนี้ฟ้องจำเลยทั้งแปดรวมกันมาในคดีเดียวกัน จึงต้องคำนวณค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง มิใช่เสียค่าขึ้นศาลรวมกันที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งยี่สิบเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายคน คนละ 300 บาท รวมจำนวน5,700 บาท นั้นชอบแล้ว การที่โจทก์ทั้งยี่สิบไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงเป็นการทิ้งฟ้อง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 28 ม. 29 ม. 59 ม. 150 ม. 174 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทวน สังข์เจริญ กับพวก
จำเลย — บริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6882/2543
#66248
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาจากคำฟ้องของคดีนั้นเป็นเกณฑ์

โจทก์ทั้งยี่สิบบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนต่างเป็นผู้เช่าแผงขายของในตลาด โดยมิได้เกี่ยวข้องกัน โจทก์ทั้งยี่สิบจึงมิได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีและต่างใช้สิทธิฟ้องคดีนี้เป็นการเฉพาะตัว โจทก์ทั้งยี่สิบสามารถที่จะยื่นฟ้องจำเลยแยกจากกันได้ ทั้งศาลอาจมีคำสั่งให้โจทก์แต่ละคนแยกฟ้องจำเลยออกจากกันหรือศาลอาจให้รวมพิจารณาไปในคราวเดียวกันได้ เมื่อเห็นว่าเป็นการสะดวกรวดเร็ว และเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงแยกจากกันได้ เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบฟ้องจำเลยรวมกันมาในคดีเดียวกัน จึงต้องคำนวณค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ทั้งยี่สิบเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเป็นรายคนการที่โจทก์ทั้งยี่สิบไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้น จึงเป็นการทิ้งฟ้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 28 ม. 29 ม. 59 ม. 150 ม. 174 ม. ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประทวน สังข์เจริญ กับพวก
จำเลย — บริษัทโชคชัยทรัพย์ทวี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิ่น ศรีเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6874/2543
#99222
เปิดฉบับเต็ม

แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะกำหนดเงื่อนไขกรณีเกิดเหตุความรับผิดให้โจทก์ผู้เอาประกันภัยแจ้งคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้ขนส่งภายใน 3 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้า แต่การที่โจทก์แจ้งเรื่องสินค้าสูญหายล่าช้าไปหลายเดือนก็เนื่องมาจากกระบวนการตรวจสอบว่าสินค้าได้สูญหายไปจริงหรือไม่ เมื่อตรวจสอบว่าสินค้าได้สูญหายไปจริงโจทก์ก็ได้แจ้งให้ผู้ขนส่งและจำเลยผู้รับประกันภัยทราบทันที ซึ่งจำเลยก็ไม่เคยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ได้แจ้งความเสียหายให้ทราบภายในกำหนดแต่อย่างใด จำเลยคงปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินค้าสูญหายโดยอ้างเหตุเพียงว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าสินค้าสูญหาย กับจำเลยไม่สามารถรับช่วงสิทธิจากผู้ทำละเมิดได้เท่านั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเอาข้อกำหนดเงื่อนไขตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญให้โจทก์ปฏิบัติตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,585,330.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,404,958.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จะต้องดำเนินการให้จำเลยได้เข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องให้บุคคลที่ทำสินค้าสูญหายหรือเสียหายชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย กล่าวคือ โจทก์ต้องดำเนินการบำบัดปัดป้องหรือลดความเสียหาย และกระทำการใด ๆ เพื่อรักษาสิทธิทั้งปวงที่โจทก์มีอยู่กับผู้ขนส่ง หรือท่าเรือ หรือผู้รับฝากสินค้าโดยแจ้งเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ผู้ขนส่งหรือผู้รับฝากสินค้าภายใน 3 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้า แต่โจทก์กลับละเลยไม่ดำเนินการจนกระทั่งคดีขาดอายุความที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย ทำให้จำเลยไม่สามารถรับช่วงสิทธิจากโจทก์ที่จะเรียกร้องให้ผู้ขนส่งหรือท่าเรือรับผิดต่อจำเลย ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันภัยในข้อสาระสำคัญ จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นการตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 2,404,958.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้รับประกันภัยการขนส่งอุปกรณ์ส่วนประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งโจทก์สั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่น ตามกรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองตั้งแต่สินค้าได้บรรทุกลงเรือที่ท่าเรือโกเบจนถึงปลายทางที่โครงการของโจทก์อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น เมื่อสินค้ามาถึงโครงการของโจทก์ คณะกรรมการตรวจรับสินค้าพบว่าสินค้าหายไป 1 หีบห่อ

ปัญหาต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์มีส่วนผิดสัญญาประกันภัยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์มิได้เรียกร้องจากผู้ขนส่งในทันที ในกรณีที่หีบห่อหายไป และมิได้ยื่นคำขอให้ผู้แทนผู้ขนส่งทำการสำรวจทันทีโดยแจ้งคำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้ขนส่งภายใน 3 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้า ตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัย เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า โจทก์แจ้งเรื่องสินค้าสูญหายล่าช้าไปหลายเดือน ก็ได้ความว่าเกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการตรวจสอบว่าสินค้าได้สูญหายไปจริงหรือไม่ เมื่อตรวจสอบว่าสินค้าได้สูญหายไปจริงโจทก์ก็ได้แจ้งให้ผู้ขนส่งและจำเลยทราบทันทีโดยนายกาญจนา พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า เมื่อโจทก์พบว่าหีบห่อสินค้าสูญหายไป ก็ได้แจ้งเรียกร้องค่าเสียหายไปยังจำเลยและผู้ขนส่ง จำเลยอ้างเพียงว่าไม่มีหลักฐานสินค้าสูญหายเท่านั้น นอกจากนี้พยานโจทก์ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า จำเลยไม่เคยปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ได้แจ้งความเสียหายให้ทราบภายในกำหนด ข้อนี้นางพิไล อดีตหัวหน้าสินไหมภัยทางทะเลของจำเลย มีหน้าที่พิจารณาจ่ายค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า เหตุที่จำเลยไม่จ่ายค่าสินค้าสูญหาย เพราะโจทก์ไม่มีหลักฐานว่าสินค้าสูญหาย กับจำเลยไม่สามารถรับช่วงสิทธิจากผู้ทำละเมิดได้ จากพฤติการณ์ดังกล่าว แสดงว่าจำเลยมิได้ถือเอาข้อกำหนดเงื่อนไขตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวเป็นข้อสาระสำคัญให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีส่วนผิดตามสัญญาประกันภัย?

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861 ม. 881
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ จันทรเวช
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6873/2543
#66352
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหาย ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์มีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าอำนาจฟ้องของโจทก์เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์คงมีแต่ บ. ผู้ช่วยเลขานุการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในนามของโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารโดยมิได้มีการประทับตราสำคัญของโจทก์กำกับไว้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ จึงถือไม่ได้ว่า บ. ได้กระทำการโดยชอบในฐานะผู้แทนบริษัทโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีผลเท่ากับโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อ ในหนังสือมอบอำนาจฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในใบแต่งทนายความแต่งตั้งทนายความฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ยื่นสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ในชั้นฎีกาตามเอกสารท้ายฎีกาโดยฝ่ายจำเลยไม่มีโอกาสนำสืบหักล้าง จึงไม่อาจรับฟังได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยบางคนที่หลบหนี ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยมิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่ายกฟ้องจำเลยคนใด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 15 ม. 28 (2) ม. 186 (8) ม. 195 ม. 226 ม. 240
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ไมโครซอฟต์ คอร์ปอเรชั่น
จำเลย — บริษัทไคน์ ซิสเท็ม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ศาลอุทธรณ์ — นายปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6864/2543
#35131
เปิดฉบับเต็ม

ใบปกเทปเพลงของจำเลยที่ 1 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 โดยเปิดเผยว่าเป็นผู้ผลิต จัดจำหน่ายและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงในเทปซึ่งรวมถึงเพลงพิพาทประกอบกับสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงระบุว่า ด. ขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จึงมีความเป็นไปได้ว่าจำเลยอาจกระทำการต่องานลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้ โจทก์เองก็มิได้นำสืบว่า ด. ไม่ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นใดอีก พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อันเป็นองค์ประกอบความผิดที่ฟ้อง คดีโจทก์ไม่มีมูล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยชอบด้วยกฎหมายของบทเพลงชื่อ "ขวัญใจโชเฟอร์" และ "กับข้าวเพชฌฆาต" เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2542 จนถึงปัจจุบัน จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันนำเอาบทเพลงดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยเนื้อร้องและทำนองเพลงไปทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ด้วยการเรียบเรียงเสียงประสานประกอบการบรรเลงดนตรีและเสียงประกอบคำร้องแล้วนำไปบันทึกลงในแถบบันทึกเสียง โดยใช้ชื่อชุดว่า"ร่วมด้วยช่วยกัน" ขับร้องโดย "น้ำค้าง เดือนเพ็ญ" แล้วนำออกขาย มีไว้เพื่อขายเพื่อประโยชน์ในทางการค้า ทั้งนี้จำเลยทั้งสี่รู้อยู่แล้วว่าดนตรีกรรมที่ทำขึ้นดังกล่าวเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ เหตุเกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่นจังหวัดขอนแก่น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27,28, 29, 31, 69, 70, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้ศาลจังหวัดขอนแก่นทำการไต่สวนมูลฟ้องแทน เมื่อเสร็จการไต่สวนมูลฟ้องให้ส่งสำนวนคืนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพื่อทำคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อไป

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลหรือไม่โจทก์มีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง 1 ปาก คือ นายวรวัทน์ ชัยมะโนซึ่งเบิกความว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเลิกห้างแล้วและอยู่ระหว่างการชำระบัญชีโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงชื่อ"ขวัญใจโชเฟอร์" และ "กับข้าวเพชฌฆาต" โดยการซื้อลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวจากผู้ประพันธ์ตามเอกสารหมาย จ.3 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เห็นว่า ใบปกเทปของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 ระบุชื่อจำเลยที่ 1 โดยเปิดเผยว่าเป็นผู้ผลิต จัดจำหน่ายและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงในเทปซึ่งรวมถึงเพลงที่พิพาท เมื่อพิจารณาประกอบกับสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เพลงระหว่างนายดิเรก เกศรีระคุปต์ กับจำเลยที่ 2 ที่จำเลยยื่นประกอบการถามค้านพยานปากนายวรวัทน์ตามเอกสารหมาย ล.1แล้ว แม้นายวรวัทน์จะเพียงยืนยันความมีอยู่ของข้อความในเอกสาร โดยมิได้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว แต่การที่ปรากฏเอกสารเช่นนั้นแสดงถึงความเป็นไปได้ว่าจำเลยอาจกระทำการต่องานลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยเข้าใจว่าตนมีสิทธิโดยชอบที่จะกระทำได้ซึ่งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้ปรากฏว่านายดิเรกไม่ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 หรือบุคคลอื่นใดอีก พฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีเจตนากระทำการละเมิดลิขสิทธิ์โจทก์อันเป็นองค์ประกอบความผิดที่ได้ฟ้อง คดีโจทก์จึงไม่มีมูล ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เสกสรรเทป-แผ่นเสียง
จำเลย — บริษัท แปซิฟิคเรคคอร์ด (1994) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6863/2543
#34194
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยที่กล่าวอ้างต่อผู้เสียหายว่าจะติดต่อให้ผู้เสียหายไถ่รถยนต์กระบะคืนจากคนร้าย และเรียกร้องเงินโดยอ้างเป็นค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการจำนวน 3,500 บาท กับอ้างว่าคนร้ายต้องการค่าไถ่จำนวน50,000 บาท แต่ก็ไม่เกิดผลตามที่จำเลยอ้าง แม้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและให้จำเลยนำไปบ้านของผู้มีชื่อที่อ้างว่าเป็นที่ซ่อนรถยนต์กระบะก็ไม่พบ ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าเป็นการช่วยจำหน่ายรถยนต์กระบะของผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไปอันจะทำให้จำเลยต้องมีความผิดฐานรับของโจรแต่พยานหลักฐานดังกล่าวรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้เงินแก่จำเลยและได้รับไปแล้ว จำนวน3,500 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายลักรถยนต์กระบะของผู้เสียหายไป ต่อมาผู้เสียหายนำเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ทั้งนี้ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุลักทรัพย์จำเลยเป็นคนร้ายลักรถยนต์กระบะของผู้เสียหายไป หรือมิฉะนั้นระหว่างวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุลักทรัพย์ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยรับไว้ ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสียซึ่งรถยนต์กระบะคันดังกล่าวโดยจำเลยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อระหว่างกลางคืนวันที่ 25 ต่อเนื่องวันที่ 26 พฤษภาคม 2540 มีคนร้ายลักรถยนต์กระบะของนายสมนึก สินไชย ผู้เสียหาย ไปจากบริเวณข้างบ้านพัก ต่อมาจำเลยได้กล่าวอ้างว่าสามารถติดต่อกับคนร้ายได้และเรียกเงินค่าใช้จ่ายจากผู้เสียหายและได้ไปจำนวนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายและจำเลยไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ในที่สุดผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รถยนต์กระบะคืน จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายสมคิด รอดภัย ลูกจ้างของผู้เสียหายและพันตำรวจโทบรรลือ ชูเวทย์ สารวัตรสืบสวนสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองตรัง เป็นพยานเบิกความให้ข้อเท็จจริงต่อเนื่องกันว่า เมื่อรถยนต์กระบะของผู้เสียหายถูกลักไปจำเลยไปหานายสมคิดอาสาจะสืบหาให้ นายสมคิดจึงพาจำเลยไปพบผู้เสียหาย จำเลยบอกผู้เสียหายว่ารถยนต์กระบะที่ถูกลักไปอยู่ไม่ไกลจากบ้านของผู้เสียหาย ผู้เสียหายแจ้งให้จำเลยทราบว่าขอไถ่รถยนต์กระบะคืนจากคนร้ายหลังจากนั้นจำเลยเรียกร้องเงินจากผู้เสียหายอ้างเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขอไถ่รถยนต์กระบะคืน ผู้เสียหายจ่ายเงินให้จำเลยไป 2 คราว รวมเป็นเงิน 3,500 บาท จำเลยแจ้งว่าคนร้ายต้องการค่าไถ่จำนวน 60,000 บาท ผู้เสียหายต่อรองเหลือ 30,000 บาท ต่อมาจำเลยแจ้งว่าคนร้ายลดค่าไถ่ให้เหลือ 50,000 บาท แต่ในที่สุดจำเลยก็แจ้งแก่ผู้เสียหายว่าจะไม่ยอมให้ผู้เสียหายไถ่รถยนต์กระบะเพราะไม่พอใจผู้เสียหายที่ให้นายอั้น รักษาชล กำนันในอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชช่วยสืบหารถยนต์กระบะด้วยผู้เสียหายจึงวางแผนให้จำเลยไปพบและแจ้งให้พันตำรวจโทบรรลือกับพวกทำการจับกุม ชั้นจับกุมจำเลยรับว่าร่วมกับพวกเป็นคนร้ายลักรถยนต์กระบะของผู้เสียหาย เห็นว่า จากพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่ปรากฏ โจทก์มิได้รถยนต์กระบะที่ถูกลักคืนจากคนร้าย คดีคงมีเพียงข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจำเลยกล่าวอ้างต่อผู้เสียหายว่าจะติดต่อให้ผู้เสียหายไถ่รถยนต์กระบะคืนจากคนร้าย และเรียกร้องเงินโดยอ้างเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการไปจากผู้เสียหาจำนวน 3,500 บาท กับอ้างว่าคนร้ายต้องการค่าไถ่จำนวน 50,000 บาท แต่ก็ไม่เกิดผลตามที่จำเลยอ้าง ซึ่งแม้จำเลยถูกผู้เสียหายวางแผนให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย และให้จำเลยนำไปที่บ้านของนายไข่ขาว (ไม่ปรากฏชื่อสกุล) อยู่ที่บ้านควนสมบูรณ์ ตำบลท่าประจักษ์หรือท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยจำเลยอ้างว่ารถยนต์กระบะของผู้เสียหายถูกนำไปซุกซ่อนไว้ ก็ไม่พบรถยนต์กระบะดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยสนิทใจว่า การกระทำของจำเลยเป็นการช่วยจำหน่ายรถยนต์กระบะของผู้เสียหายซึ่งถูกคนร้ายลักไป อันจะทำให้จำเลยต้องมีความผิดฐานรับของโจร แต่พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาทุจริตแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อให้เงินแก่จำเลยและจำเลยได้ไปแล้วจำนวน 3,500 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยปรับบทไว้ พยานจำเลยซึ่งนำสืบต่อสู้ในทำนองจำเลยเพียงแต่มีเจตนาช่วยเหลือผู้เสียหายนั้นขัดแย้งต่อเหตุผลและผิดวิสัยที่คนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อนจะกล้าสอดเข้าไปเป็นตัวกลางระหว่างคนร้ายกับผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าไถ่รถยนต์กระบะดังกล่าวเพราะรังแต่จะเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับคนร้ายที่ลักรถยนต์กระบะของผู้เสียหายไป พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดโทษจำเลยเพียงจำคุก 6 เดือนปรับ 2,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกให้นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า โทษดังกล่าวเบาไปไม่เหมาะสมแก่การกระทำของจำเลย จึงเห็นสมควรแก้ไขโทษที่ลงแก่จำเลยเสียใหม่และไม่รอการลงโทษจำคุกฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงเป็นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341 ม. 357
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดตรัง
จำเลย — นาย สมชายหรือแดง แป้นเอียด
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ