คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5127/2543
#99110
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้จะเรียกว่าเป็นเงินช่วยเหลือแต่ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการที่รัฐบาลได้จ่ายให้แก่ข้าราชการที่พ้นจากราชการไปแล้ว ตลอดจนคู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของบุคคลนั้นซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้เพื่อเลี้ยงชีพ ย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์บางส่วนไว้แล้ว

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุตามโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเกษียณก่อนกำหนด และมีสิทธิจะได้รับเงินขวัญถุง และเงินช่วยเหลือรายเดือนผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ร.บ.) เงินจำนวนดังกล่าวสามารถยึดหรืออายัดมาชำระหนี้โจทก์ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นเห็นว่า เงินที่โจทก์ขอให้อายัดเป็นเงินประเภทเดียวกับเงินที่รัฐจ่ายให้ในลักษณะของเงินบำเหน็จที่เบิกจ่ายจากงบประมาณของแผ่นดิน กรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๖ (๒) ไม่ตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี กรณีจึงไม่ต้องทำการไต่สวน ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตหรือเกษียณก่อนกำหนดนั้น รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสัดส่วนและลดขนาดกำลังคนในภาครัฐให้เหมาะสม แต่มีพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพสูงโดยจูงใจให้ข้าราชการออกจากราชการก่อนเกษียณอายุโดยมีสิ่งจูงใจคือ

(๑) ส่วนที่เป็นตัวเงิน

(๑.๑) เงินขวัญถุง ให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินขวัญถุงเป็นจำนวนเงินเท่ากับเงินเดือนเดือนสุดท้าย X ๗ โดยจะแบ่งจ่าย ๒ งวด ปีละงวด เป็นจำนวนเงินเท่า ๆ กัน

(๑.๒) เงินเพิ่มจากบำนาญ ให้เงินเพิ่มเพื่อให้ได้รับบำนาญสูงขึ้นเสมือนหนึ่งผู้เข้าร่วมโครงการมีเวลาราชการเพื่อคำนวณบำนาญถึงวาระเกษียณ (นับเวลาราชการที่เหลือ) โดยจ่ายเงินเพิ่มเป็นรายเดือนพร้อมกับบำนาญปกติ เท่ากับ

เงินเพิ่มเท่ากับอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการที่เหลือหารด้วยห้าสิบ

ทั้งนี้ เงินเพิ่มจะต้องไม่สูงกว่าร้อยละ ๒๐ ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย??.ฯลฯ

ต่อมาได้มี พ.ร.ฎ. เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๘ บัญญัติว่า "ให้ข้าราชการซึ่งได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุตามโครงการ มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนและหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(๑)ในกรณีที่ผู้นั้นรับบำเหน็จ ให้ได้รับเงินช่วยเหลือในอัตราเจ็ดเท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย โดยแบ่งจ่ายเป็นสองงวดในจำนวนเท่ากันและจ่ายให้ปีละงวด

(๒) ในกรณีที่ผู้นั้นรับเบี้ยหวัดหรือบำนาญ ให้ได้รับเงินช่วยเหลือตามจำนวนและหลักเกณฑ์ตาม (๑) รวมทั้งเงินช่วยเหลือรายเดือนผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญเรียกโดยย่อว่า "ช.ร.บ." ซึ่งคำนวณจากอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีเวลาราชการที่เหลือหารด้วยห้าสิบ ทั้งนี้ จำนวนเงิน ช.ร.บ. นี้ ต้องไม่สูงกว่าร้อยละยี่สิบของเงินเดือนเดือนสุดท้าย และเมื่อนำไปรวมกับเบี้ยหวัดหรือบำนาญหรือเงินเพิ่มอื่น ๆ แล้ว จะต้องไม่สูงกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้าย

เงินเดือนเดือนสุดท้ายให้หมายความรวมถึงเงินเดือนที่ได้เลื่อนในวันที่ ๓๐ กันยายน ของปีที่ลาออกจากราชการตามโครงการด้วย"

ดังนั้น เงินที่จำเลยที่ ๑ จะได้รับจากโครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด แม้จะเรียกว่าเป็นเงินช่วยเหลือแต่ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับเงินเดือน ค่าจ้าง บำนาญ บำเหน็จ และเบี้ยหวัดของข้าราชการที่รัฐบาลได้จ่ายให้แก่ข้าราชการที่พ้นจากราชการไปแล้ว ตลอดจนคู่สมรสหรือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ของบุคคลนั้นซึ่งตามกฎหมายมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้เพื่อเลี้ยงชีพ ย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๖ (๒)

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 286 (2)
พ.ร.ฎ.เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ พ.ศ. 2542 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันดี อินทรศวร
จำเลย — นายดาบตำรวจ (หญิง) นภา อติชาตรัช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายปัญญา โต๊ะทอง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
อภิศักดิ์ พรวชิราภา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5118/2543
#33254
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่ต้องบรรยายฟ้องว่า การไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย เป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 160 วรรคสอง แต่คดีนี้ฟ้องโจทก์ข้อ ข. กล่าวว่า "เมื่อจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นดังกล่าวในฟ้องข้อ 1(ก) แล้วจำเลยได้หลบหนีไปทันทีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ" และคำขอท้ายฟ้องโจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 78,160 เป็นการบรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)(6) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 160 วรรคหนึ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ จำเลยขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน กกก นม 606 ไปตามถนนสายโชคชัย นครราชสีมา จากทางตำบลท่าอ่างมุ่งหน้าไปทางบ้านตูมตำบลด่านเกวียน อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความเร็วสูงแล้วเลี้ยวขวาข้ามทางเดินรถด้านขวาเข้าแยกไปบ้านตูมตัดหน้ารถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ขธว นม 851 ซึ่งกำลังแล่นสวนทางมาในทางเดินรถดังกล่าว ในระยะกระชั้นชิดด้วยความประมาทไม่ชะลอความเร็วของรถ ไม่มองดูให้ปลอดภัยก่อนขับรถเลี้ยวขวา เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่แล่นสวนทางมานั้นหยุดรถไม่ทันแล่นพุ่งเข้าชนรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับ รถจักรยานยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายมานะ เกิดกระโทก ผู้ขับและนายอุดร พรวนกระโทก ผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่แล่นสวนทางได้รับอันตรายแก่กาย นายยอด หน่วยกระโทก ผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยขับถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุดังกล่าวแล้วจำเลยหลบหนีไปทันทีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(ที่ถูกมาตรา 43(4)), 78, 157, 160 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่ไปแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 7 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 2 ปี ฐานหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่ไปแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 15 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยก่อความเสียหายแล้วหลบหนี้ไม่ให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีมิได้บรรยายว่าการที่จำเลยไม่อยู่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงไม่อาจลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคหนึ่งได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีที่ต้องบรรยายฟ้องว่าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตายเป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคสอง แต่คดีนี้ฟ้องโจทก์ข้อ ข. กล่าวว่า "เมื่อจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของผู้อื่นดังกล่าวในฟ้องข้อ 1(ก) แล้วจำเลยได้หลบหนีไปทันทีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ฯลฯ" และคำขอท้ายฟ้องโจทก์อ้างว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ฯลฯ มาตรา 78, 160 ฯลฯ เป็นการบรรยายฟ้องและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)(6) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายปรับ 5,000 บาท ความผิดฐานหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่ไปแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายปรับ 2,500 บาท ฐานหลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือและไม่ไปแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ปรับ 1,500 บาท รวมโทษปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ภายในกำหนดเวลา 3 ปีให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้งและให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย สมศักดิ์ บุญกระโทก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ชูชาติ ศรีแสง
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112 -ที่ 5113/2543
#91220
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "โต๊ะกัง" เดิมนายโต๊ะกัง แซ่ตั้ง ประกอบกิจการร้านค้าทองคำรูปพรรณและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" สำหรับสินค้าทองคำรูปพรรณของตนตั้งแต่ก่อนปี 2457 โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และใช้ชื่อร้านค้าว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ซึ่งนำมาจากชื่อของนายโต๊ะกังเอง โดยที่คำดังกล่าวมิได้มีความหมายว่าร้านค้าทองคำแต่อย่างใด ครั้นเมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำหลายรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่มีผู้รู้จักและเป็นที่นิยมโดยทั่วไป แต่ก็มิใช่ว่าผู้ประกอบการค้าทองคำทั่วไปนิยมใช้คำนี้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าโดยเห็นว่า มีความหมายถึงร้านค้าทองคำ

ประชาชนผู้ซื้อสินค้าทองคำจากผู้ประกอบกิจการดังกล่าวหรือซื้อทองคำที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ย่อมสามารถพิจารณาเครื่องหมายการค้าเหล่านี้เพื่อแยกแยะความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นี้ยังคงมีความหมายบ่งเฉพาะที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ คำว่า "โต๊ะกัง" จึงเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและมีลักษณะบ่งเฉพาะได้และมิใช่คำสามัญที่หมายถึงร้านค้าทองรูปพรรณดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในอุทธรณ์ การที่โจทก์ทั้งสองนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาประกอบกับเครื่องหมายการค้าของตน จึงเป็นการนำเอาเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนมาใช้เป็นส่วนสาระสำคัญอันมีลักษณะเด่น ประชาชนอาจสังเกตและจดจำได้ง่ายกว่าคำอื่นตลอดจนรูปที่โจทก์ทั้งสองนำมาประกอบ ทั้งคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เขียนและอ่านออกเสียงได้เหมือนกันย่อมถือว่าเป็นจุดเด่นที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ง่าย

ปัญหาข้อพิพาทในคดีที่ พ. ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนถูกฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของ พ. เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นั้น เมื่อยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ พ. แล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่า พ. มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกันทั้งสองสำนวนคงเรียกตามเดิม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ยกเลิกคำสั่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 49/2540 และที่ 50/2540 และให้จำเลยทั้งเจ็ดรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การทั้งสองสำนวนขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ข้อแรกว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองที่จดทะเบียนไว้คือ เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกังเซ่งกี่" ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์คือ เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" คำว่า "โต๊ะกังบุ้นกี่" และคำว่า "โต๊ะกังเยาวราช" จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้านั้น เห็นว่า คำว่า "โต๊ะกัง" นี้ เดิมนายโต๊ะกังประกอบกิจการร้านค้าทองคำรูปพรรณและใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" สำหรับสินค้าทองคำรูปพรรณของตนตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2457 โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะนั้น และใช้ชื่อร้านค้าว่า "ตั้งโต๊ะกัง" ซึ่งนำมาจากชื่อของนายโต๊ะกังเอง โดยที่คำดังกล่าวมิได้มีความหมายว่าร้านค้าทองคำแต่อย่างใด ครั้นเมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำหลายรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตนเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่มีผู้รู้จักและเป็นที่นิยมโดยทั่วไป แต่ก็มิใช่ว่าผู้ประกอบการค้าทองคำทั่วไปนิยมใช้คำนี้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายการค้าโดยเห็นว่ามีความหมายถึงร้านค้าทองคำ ประชาชนผู้ซื้อสินค้าทองคำจากผู้ประกอบกิจการดังกล่าวหรือซื้อทองคำที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ย่อมสามารถพิจารณาเครื่องหมายการค้าเหล่านี้เพื่อแยกแยะความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ แสดงให้เห็นว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นี้ยังคงมีความหมายบ่งเฉพาะที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบกิจการค้าทองคำบางรายนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหรือเครื่องหมายการค้านั้น เห็นได้ว่าผู้ประกอบกิจการค้าทองคำที่นำคำว่า "โต๊ะกัง" มาใช้ก็เนื่องจากเห็นว่าเป็นคำที่ประชาชนรู้จักและนิยมเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตนเท่านั้น และประชาชนทั่วไปอาจเข้าใจได้ว่าร้านค้าทองคำที่ใช้ชื่ออันประกอบกับคำว่า "โต๊ะกัง" มีความเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าทองคำของนายโต๊ะกังในทางใดทางหนึ่งได้ คำว่า "โต๊ะกัง" จึงเป็นคำที่ประดิษฐ์ขึ้นและมีลักษณะบ่งเฉพาะได้และมิใช่คำสามัญที่หมายถึงร้านค้าทองรูปพรรณดังที่โจทก์ทั้งสองอ้างมาในอุทธรณ์ เมื่อนายไพบูลย์นำคำว่า "โต๊ะกัง" มาจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของตนไว้ก่อนแล้ว และที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์ดังกล่าวเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป โจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้ง จึงรับฟังเป็นยุติได้เช่นนั้น การที่โจทก์ทั้งสองนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาประกอบกับเครื่องหมายการค้าของตน จึงเป็นการนำเอาเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นซึ่งได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนมาใช้เป็นส่วนสาระสำคัญอันมีลักษณะเด่น ประชาชนอาจสังเกตและจดจำได้ง่ายกว่าคำอื่นตลอดจนรูปที่โจทก์ทั้งสองนำมาประกอบ ทั้งคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เขียนและอ่านออกเสียงได้เหมือนกันย่อมถือว่าเป็นจุดเด่นที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดได้ง่าย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 นั้นชอบแล้ว

ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า นายไพบูลย์ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" "โต๊ะกังเยาวราช" และ "โต๊ะกังบุ้นกี่" ถูกห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งโต๊ะกังกับพวกฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2537 เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" นายไพบูลย์จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ปัญหาข้อนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างนายไพบูลย์กับโจทก์ในคดีดังกล่าว เมื่อยังไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนายไพบูลย์แล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่านายไพบูลย์มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในอันที่จะร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (1) ม. 7 วรรคสอง (3) ม. 8 (10) ม. 61 (3) ม. 65 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปริ๊นเซสโกลด์ จำกัด กับพวก
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5111/2543
#34993
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยจำเลยยกเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากการทำงานของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหายจึงไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นเหตุประการที่สองว่า โจทก์ตกลงเลิกสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาจ้างกัน เห็นได้ว่าหากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยแสดงเจตนาฝ่ายเดียวตามเหตุประการแรกก็ไม่อาจมีกรณีตกลงเลิกสัญญาด้วยการแสดงเจตนาของโจทก์จำเลยร่วมกันทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นพร้อมกันอีก คำให้การที่จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมที่อ้างว่า มีการตกลงเลิกสัญญาจ้างกันแล้วจึงเป็นเพียงเหตุผลสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะการทำงานของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้นหรืออีกนัยหนึ่งจำเลยอ้างว่า เมื่อโจทก์ไม่ลาออกจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ เหตุแห่งการปฏิเสธที่ว่า โจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญากันจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ดังนั้นที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมเพราะไม่มีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างตามเหตุแห่งการปฏิเสธในคำให้การของจำเลยประการแรกโดยไม่วินิจฉัยเหตุที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ประการที่สองจึงชอบแล้ว

อุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยเมื่อไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลไม่จำต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งเลขานุการผู้จัดการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2525 จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2541 โดยโจทก์ไม่มีความผิด ไม่เคยถูกตักเตือนเป็นหนังสือหรือทำความเสียหายให้จำเลย นอกจากนี้จำเลยยังรับบุคคลอื่นเข้าทำงานในตำแหน่งแทนที่โจทก์ การเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 โจทก์ไม่อาจทำงานร่วมกับจำเลยต่อไปได้ ขอคิดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นจำนวน 144 เดือนของเงินเดือนเดือนสุดท้ายเป็นเงิน 5,776,128 บาท เงินสะสม 5 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน 144 เดือน เป็นเงิน 288,806.40 บาท เงินโบนัสพนักงานปีละ 2 เท่าของเงินเดือนรวม 12 ปี เป็นเงิน 962,688 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 7,027,622.40 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2525 ตำแหน่งพนักงานธุรการ ต่อมาเดือนกรกฎาคม 2536 จำเลยมอบหมายให้โจทก์ทำงานตำแหน่งเลขานุการ การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพมาแต่ต้นไม่มีความรู้เพียงพอในการใช้คอมพิวเตอร์ ไม่มีการพัฒนาความรู้ทางด้านธุรกิจธนาคาร การเขียนจดหมายธุรกิจ การแปลเอกสารจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ ผลการประเมินการทำงานของโจทก์ในปี 2540 และปี 2541 ไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงไม่ได้รับพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์ทำการสัมภาษณ์โจทก์โดยระบุในรายงานการสัมภาษณ์เพื่อให้โจทก์รับผิดชอบการทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นการตักเตือนด้วยวาจาและเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการทำงานของโจทก์แล้ว นอกจากนี้การปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลย โดยโจทก์ประมาทเลินเล่อไม่ต่อวีซ่าของบุคคลในครอบครัวผู้บริหารภายในเวลาที่กำหนด 2 ครั้ง ทำให้บุคคลในครอบครัวของผู้บริหารต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังประเทศใกล้เคียงแล้วเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยใหม่เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งมีผลทำให้จำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางจำนวนประมาณ 50,000 บาท ผู้บังคับบัญชาของโจทก์จึงแนะนำให้โจทก์ลาออก โจทก์แจ้งว่าสมัครใจเขียนใบลาออก แต่ภายหลังโจทก์ปฏิเสธไม่ลาออก จำเลยจึงยื่นหนังสือเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ด้วยสาเหตุจากการทำงานของโจทก์ มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกเท่ากับอายุการทำงานที่เหลืออีก 12 ปี เป็นค่าเสียหายในอนาคตที่ไม่แน่นอนเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทย ปัจจุบันจำเลยอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาลดเงินเดือนของลูกจ้างหรืองดจ่ายเงินโบนัสดังเช่นธุรกิจหลายแห่งดำเนินอยู่ในขณะนี้ ค่าเสียหายจึงสูงเกินสมควร โจทก์ได้รับค่าชดเชยจากจำเลยครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนวันสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตจำเลยโต้แย้งคำสั่งศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่ปี 2525 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 และวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ผู้บังคับบัญชาของโจทก์แนะนำให้โจทก์ลาออก โจทก์ไม่ยอมลาออก จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 การเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 โดยอ้างว่าโจทก์ไม่สามารถประสานงานระหว่างผู้บริหารได้ตามเอกสารหมาย จ.1ไม่มีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้าง เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยขอแก้ไขคำให้การให้บริบูรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมโดยอ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด จำเลยให้การในข้อ 2 และข้อ 3 บรรยายข้อเท็จจริงถึงการทำงานของโจทก์ที่จำเลยเห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพและเป็นการปฏิบัติงานที่ทำให้จำเลยเสียหาย กับในย่อหน้าสุดท้ายของคำให้การข้อ 3 ระบุว่า จำเลยใช้ดุลพินิจเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ด้วยสาเหตุจากการทำงานของโจทก์จึงไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ส่วนคำให้การข้อ 4 จำเลยบรรยายว่า ความจริงมีอยู่ว่านายโอซามุ โคบายาชิ (รองผู้จัดการสาขาของจำเลย) เรียกโจทก์ไปพบเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541เพื่อแจ้งให้ทราบว่า จำเลยประสงค์จะเลิกจ้างโจทก์ด้วยสาเหตุจากการทำงานของโจทก์ นายโอซามุ โคบายาชิ แนะนำให้โจทก์เขียนใบลาออกเพื่อไม่ให้เสียประวัติการทำงาน ในวันนั้นโจทก์สมัครใจจะเขียนใบลาออก จำเลยจึงนัดหมายกับโจทก์ลงชื่อในใบลาออกในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 โจทก์แจ้งผู้ร่วมงานว่าลาออกในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ผู้ร่วมงานจึงจัดงานเลี้ยงอำลาและให้ของขวัญโจทก์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 แต่โจทก์ไม่ยอมลงชื่อในใบลาออกอันเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงว่าในวันที่ 13 และ 17 กรกฎาคม 2541 มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น สำหรับคำให้การที่จำเลยขอเพิ่มเติมเป็นข้อ 5 มีใจความว่าการที่โจทก์แจ้งวันลาออกต่อผู้ร่วมงานและผู้ร่วมงานจัดงานเลี้ยงอำลาโจทก์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 แสดงให้เห็นว่าอยู่ในตัวว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2541 โจทก์จำเลยทำความตกลงเลิกสัญญาจ้างต่อกันโดยให้มีผลเลิกจ้างนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 โดยโจทก์จะทำหนังสือลาออก การเลิกสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงมีผลบังคับนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 แล้ว โจทก์เพียงฝ่ายเดียวจะยกเลิกข้อตกลงเลิกสัญญาโดยไม่ยอมลงชื่อในใบลาออกไม่ได้ เมื่ออ่านคำให้การเดิมกับคำให้การที่จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมแล้วได้ความว่า จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่อ้างว่า จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยจำเลยยกเหตุแห่งการปฏิเสธ 2 ประการ คือประการแรก จำเลยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 เนื่องจากการทำงานของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหายจึงไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว และประการที่สอง เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 โจทก์ตกลงเลิกสัญญากับจำเลยโดยให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาจ้างกัน จากเหตุที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้โจทก์นั้น เห็นได้ว่าหากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยแสดงเจตนาฝ่ายเดียว ตามเหตุประการแรกก็ไม่อาจมีกรณีตกลงเลิกสัญญาด้วยการแสดงเจตนาของโจทก์จำเลยร่วมกันทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นพร้อมกันอีกตามเหตุประการที่สอง คำให้การของจำเลยที่อ้างว่า มีการตกลงเลิกสัญญาจ้างกันแล้วนั้นจึงเป็นเพียงเหตุสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะการทำงานของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้นหรืออีกนัยหนึ่งจำเลยอ้างว่า เมื่อโจทก์ไม่ลาออกจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2541 เหตุแห่งการปฏิเสธประการที่สองที่ว่า โจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญากันดังกล่าวข้างต้นจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดีนี้ ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมเพราะไม่มีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างตามเหตุแห่งการปฏิเสธในคำให้การของจำเลย ประการแรกโดยไม่วินิจฉัยเหตุที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ประการที่สองจึงชอบแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติม คำให้การของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180 ม. 181 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เพลินใจ สมคะเน
จำเลย — ธนาคาร ซันวา จำกัด สำนักงาน วิเทศธนกิจกรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5111/2543
#66194
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปฏิเสธฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โดยจำเลยยกเหตุแห่งการปฏิเสธว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากการทำงานของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของโจทก์ทำให้จำเลยเสียหาย จึงไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การที่จำเลยขอแก้ไขคำให้การเป็นเหตุประการที่สองว่า โจทก์ตกลงเลิกสัญญากับจำเลยซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาจ้างกัน เห็นได้ว่าหากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจำเลยแสดงเจตนาฝ่ายเดียวตามเหตุประการแรกก็ไม่อาจมีกรณีตกลงเลิกสัญญาด้วยการแสดงเจตนาของโจทก์จำเลยร่วมกันทั้งสองฝ่ายเกิดขึ้นพร้อมกันอีก คำให้การที่จำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมที่อ้างว่า มีการตกลงเลิกสัญญาจ้างกันแล้วจึงเป็นเพียงเหตุผลสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะการทำงานของโจทก์ไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่งจำเลยอ้างว่า เมื่อโจทก์ไม่ลาออกจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ เหตุแห่งการปฏิเสธที่ว่า โจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญากันจึงไม่เป็นประเด็นแห่งคดี ดังนั้นที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมเพราะไม่มีเหตุอันสมควรในการเลิกจ้างตามเหตุแห่งการปฏิเสธในคำให้การของจำเลยประการแรก โดยไม่วินิจฉัยเหตุที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ประการที่สองจึงชอบแล้ว

อุทธรณ์ของจำเลยเกี่ยวกับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยเมื่อไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ศาลไม่จำต้องวินิจฉัย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 ม. 180 ม. 181 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพลินใจ สมคะเน
สำนักงานวิเทศธนกิจ — ธนาคารซันวา จำกัด
จำเลย — งเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มงคล คุปต์กาญจนากุล
สละ เทศรำพรรณ
กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5110/2543
#39269
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นคนร้ายยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่าแต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายจำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษไว้ สมควรระบุให้ชัดเจน

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอกกับมีกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 5 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครอง โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และจำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวทั้งมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 4,7,8 ทวิ,72,72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33,80,91,288,371 ริบของกลาง การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดจำเลยฐานพาอาวุธปืนไปในงานรื่นเริงตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสองมาด้วยจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2539 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด .32 ซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอก กับมีกระสุนปืนขนาดเดียวกัน จำนวน 5 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครอง โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ พาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายณัฐพลเดชะปัญญา ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวนงเยาว์ วรรณการ ผู้เสียหายที่ 2โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนพลาดไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1 แต่ถูกผู้เสียหายที่ 2ที่บริเวณใต้คางด้านซ้าย จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากกระสุนปืนพลาดไม่ถูกผู้เสียหายที่ 1ส่วนผู้เสียหายที่ 2 แพทย์ได้ทำการรักษาไว้ได้ทันท่วงที ผู้เสียหายทั้งสองจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย คงเพียงแต่ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย เจ้าพนักงานตรวจยึดได้ปลอกกระสุนปืนขนาด .32 จำนวน 5 ปลอก เป็นของกลางขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4,7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91,288, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในงานรื่นเริงเป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก1 ปี รวมจำคุก 13 ปี ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำผิดตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษา นั้น เห็นว่า สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คงรับวินิจฉัยให้เพียงข้อเดียวว่า จำเลยเป็นคนร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นคนร้ายยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่าแต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษไว้ สมควรระบุให้ชัดเจน

อนึ่ง โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 80 บทหนึ่ง และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60อีกบทหนึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่ปรับบทความผิดจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสองนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 90 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นาย วิชาญหรือชาญหรือสิบตำรวจเอกธนู ลิอินโน
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5110/2543
#66193
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นคนร้ายยิงผู้เสียหายที่ 1 โดยมีเจตนาฆ่า แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสอง การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษไว้ สมควรระบุให้ชัดเจน

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกซึ่งเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ จำนวน 1 กระบอก กับมีกระสุนปืนขนาดเดียวกันจำนวน 5 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครอง โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และจำเลยพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งมิใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ,72, 72 ทวิ ป.อ.มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 ริบของกลาง การที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทความผิดจำเลยฐานพาอาวุธปืนไปในงานรื่นเริงตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสองมาด้วย จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องโดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตราดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 90 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายวิชาญหรือชาญหรือสิบตำรวจเอกธนู ลิอินโน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายฐานันดร กิตติวงศากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 5100/2543
#34186
เปิดฉบับเต็ม

อาคารที่ทำการศาลยุติธรรมเป็นสถานที่อำนวยความยุติธรรม ให้แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี บุคคลผู้มีอรรถคดีต้องมีความมั่นใจ และมีความอบอุ่นในความปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง การที่ ผู้ถูกกล่าวหาพกพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงดังกล่าวเข้าไปใน บริเวณที่ทำการศาล แสดงถึงความไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษ จำคุกผู้ถูกกล่าวหา 2 เดือนและไม่รอการลงโทษเหมาะสมแก่ พฤติการณ์แห่งรูปคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุ ที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพลตำรวจสมพงษ์ แก้วตา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลจังหวัดสุพรรณบุรี รายงานว่า ขณะที่พลตำรวจสมพงษ์ปฏิบัติหน้าที่บริเวณจุดตรวจอาวุธหน้าศาล มีนายพงษ์ศักดิ์ เจริญวิกวัย จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 4424/2542 ของศาลชั้นต้น ข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านเครื่องตรวจอาวุธเข้ามา จึงได้ทำการค้นตัวพบอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ขนาด .32ยี่ห้อสมิทแอนด์เวสสัน ไม่มีหมายเลขทะเบียน พร้อมกระสุนปืนขนาด .32 จำนวน2 นัด และปลอกกระสุนปืนขนาด .32 จำนวน 1 ปลอก ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้า จึงรายงานให้ศาลทราบ

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว ผู้ถูกกล่าวหารับว่าได้พกพาอาวุธปืนดังกล่าวเข้าไปในบริเวณที่ทำการของศาลจริง เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1) อาศัยอำนาจประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 33 (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) ให้จำคุกผู้กล่าวหามีกำหนด 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้ผู้ถูกกล่าวหากึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 3 เดือน และลดโทษให้อีกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อาคารที่ทำการศาลยุติธรรมเป็นสถานที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนผู้มีอรรถคดี บุคคลผู้มีอรรถคดีต้องมีความมั่นใจและมีความอบอุ่นในความปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง การที่ผู้ถูกกล่าวหาพกพาอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงดังกล่าวเข้าไปในบริเวณที่ทำการศาลแสดงถึงความไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นความผิดร้ายแรง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหา และไม่รอการลงโทษเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 31
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
ผู้ถูกกล่าวหา — นาย พงษ์ศักดิ์ เจริญวิกวัย
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5085/2543
#33253
เปิดฉบับเต็ม

การริบทรัพย์สินเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดหรือจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) ประกอบมาตรา 33(1) ฉะนั้น การคืนของกลางแก่เจ้าของทรัพย์ผู้สุจริตหรือผู้ที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดถือเป็นข้อยกเว้นอันจะต้องพิจารณาโดยเคร่งครัด เพราะเท่ากับเป็นการยกเว้นโทษดังกล่าวให้แก่จำเลยไปด้วยในตัว

จำเลยนำรถจักรยานยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้ขับแข่งรถในทางอันเป็น การกระทำที่ผิดกฎหมาย ย่อมเป็นการผิดข้อสัญญาเช่าซื้อ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องตามข้อสัญญาโดยต้องชดใช้ราคา หากผู้ร้องต้องการใช้สิทธิแห่งตนโดยสุจริตและตามความประสงค์หลักในการทำสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องควรที่จะเรียกร้องเอาการชำระหนี้เรื่องราคาจากจำเลยให้ครบถ้วนตามข้อสัญญาเช่าซื้อ หาควรเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์ของกลางอันอาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยด้วยไม่ หรือนับเป็นการเบี่ยงเบนไม่เรียกร้องค่าเช่าซื้อเพื่อจะช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษเต็มตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้ พฤติการณ์ของผู้ร้องเป็นการขอคืนของกลางโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองและริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางและรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2540 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปจากผู้ร้องในราคา 65,280 บาท ชำระเงินในวันทำสัญญา 18,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระ 24 งวด งวดละ 1,970 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแก่ผู้ร้อง 11 งวด ครั้งสุดท้ายชำระในวันที่ 18 สิงหาคม 2541 ต่อมาในคืนวันที่ 21 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปกระทำผิดกฎหมายด้วยการใช้รถขับแข่งในทางไปตามถนนนิพัทธสงเคราะห์ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานจราจร เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมยึดรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้ และส่งพนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลาฟ้องคดีต่อศาลในวันที่ 22 สิงหาคม 2541 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2541 ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ก่อนที่ผู้ร้องจะได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2541 และก่อนบอกเลิกสัญญาผู้ร้องได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อส่วนที่ยังค้างชำระ 25,610 บาท หรือนำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวส่งคืนผู้ร้องในสภาพเรียบร้อย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องขอคืนของกลางโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งข้อนี้โดยผลของกฎหมายถือว่าการริบทรัพย์สินเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดหรือจำเลยที่ 1 อีกสถานหนึ่งด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) ประกอบมาตรา 33(1) ฉะนั้นการคืนของกลางแก่เจ้าของทรัพย์ผู้สุจริตหรือผู้ที่มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดถือเป็นข้อยกเว้นอันจะต้องพิจารณาโดยเคร่งครัดเพราะเท่ากับเป็นการยกเว้นโทษดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ไปด้วยในตัว เรื่องนี้เดิมผู้ร้องได้มอบการครอบครองรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 โดยสัญญาเช่าซื้อเพื่อแสวงหากำไร ดังนั้น ความประสงค์หลักของผู้ร้องจึงอยู่ที่ราคาเช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 ส่วนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวผู้ร้องมีเจตนาจะโอนให้แก่จำเลยที่ 1 อยู่แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาครบถ้วน ด้วยเหตุนี้ระหว่างที่สัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ การที่จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปใช้ขับแข่งรถในทางอันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย กรณีย่อมเป็นการประพฤติผิดสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย ร.5 ข้อ 5 ครั้นศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อผู้ร้องแต่ฝ่ายเดียวตามสัญญาข้อ 6 โดยต้องชดใช้ราคาแห่งทรัพย์ตามสัญญาข้อ 12 ซึ่งตรงตามเจตจำนงของคู่สัญญา อีกทั้งยังทำให้การลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยที่ 1 เกิดประสิทธิผลอย่างสมบูรณ์ด้วยเหตุดังกล่าว หากผู้ร้องต้องการใช้สิทธิแห่งตนโดยสุจริตและตามความประสงค์หลักในการทำสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลาง กับจำเลยที่ 1 ผู้ร้องก็ควรที่จะเรียกร้องเอาการชำระหนี้เรื่องราคาจากจำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วน ดังสัญญาข้อ 12 ตามที่กล่าวมาแล้วในตอนแรก หาควรที่จะเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์ของกลางอันอาจก่อให้เกิดประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ด้วยไม่ หรืออีกนัยหนึ่งนับเป็นการเบี่ยงเบนความมุ่งหมายในสัญญาเช่าซื้อไม่เรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาประดุจดั่งเพื่อจะช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษเต็มตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้ทั้ง ๆ ที่ได้ระบุไว้ในสัญญาข้อ 5 แล้วว่าไม่ให้จำเลยที่ 1 นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด พฤติการณ์ของผู้ร้องเป็นการขอคืนของกลางโดยไม่สุจริตจึงไม่ชอบที่ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงสงขลา
ผู้ร้อง — บริษัทพิธานพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายพิยุทธ พรหมเรือง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ระพิณ บุญสิทธิ์
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5084/2543
#34185
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 10 ปี และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษา แก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 8 ปี จึงเป็นกรณีที่ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกิน 5 ปี จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นฎีกาโต้เถียง ดุลพินิจในการกำหนดโทษซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91กับให้ริบของกลางและคืนธนบัตรฉบับละ 20 บาท หมายเลข 9 จ 9293084จำนวน 1 ฉบับ ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 10 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปีรวมจำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก10 ปี ริบของกลางยกเว้นอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนธนบัตรฉบับละ20 บาท หมายเลข 9 จ 9293084 จำนวน 1 ฉบับ ที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าพนักงานคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานจำหน่ายและฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 10 ปี และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 10 ปี รวมจำคุก 20 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 10 ปีศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นาย อนันต์ หมื่นศรีภูมิ
ชื่อองค์คณะ
ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
สกนธ์ กฤติยาวงศ์
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5083/2543
#98912
เปิดฉบับเต็ม

++ เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้า ++

++ ทดสอบทำงานในระบบ CW เพื่อค้นหาข้อมูลทาง online ++

++

++

++

++ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2520 ถึง ปี 2524 คือ เครื่องหมายการค้า+++++++++++++ และ ++++++++++ ใช้กับสินค้าตามรายการจำพวกสินค้าเดิมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 จำพวกที่ 42วัตถุที่ใช้เป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องปรุงอาหาร จำพวกที่ 44 น้ำแร่และน้ำอัดลมซึ่งเป็นเองและทำขึ้น จำพวกที่ 45 ยาสูบที่แต่งแล้วและยังมิได้แต่ง และจำพวกที่ 48 เครื่องหอม (รวมทั้งเครื่องเบ็ดเตล็ดสำหรับแต่งกายตบแต่งผิว สิ่งที่ทำขึ้นใช้สำหรับฟัน สำหรับผม และสบู่หอม) ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 จ.8 จ.10 และ จ.11 ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า +++++++ เป็นรูปวัวกระทิงคู่หันหน้าเข้าหากันเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 12 (ใหม่) ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 รายการสินค้า แหนบรถยนต์ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 เอกสารหมาย จ.40 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อไป

++

++ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสิบว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงคู่ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 ดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด

++

++ โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กันกับรูปกระทิงสีแดงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยสีแดงคำว่า "กระทิงแดง" อยู่ด้านล่าง ซึ่งโจทก์จดทะเบียนเมื่อวันที่11 พฤษภาคม 2520 และวันที่ 22 มิถุนายน 2524 ตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.6 จ.8 จ.10 และ จ.11 โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าต่าง ๆ ของโจทก์คือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟบรรจุขวดและกระป๋องและสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ หมวก เสื้อยืด ปิ่นโต แก้วน้ำ และกระเป๋าคาดเอว สินค้าของโจทก์ผลิตและจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการโฆษณาสินค้าของโจทก์ตามสื่อต่าง ๆ เมื่อประชาชนเห็นเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงแดงคู่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นสินค้าของโจทก์โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่สีแดงมาแล้วเป็นเวลา 15 ปีจำเลยที่ 1 จึงขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่สีแดงต่อสู้กันสำหรับใช้กับสินค้าแหนบรถยนต์ แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าเครื่องหมายการค้าและสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์

++ ส่วนจำเลยที่ 1นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง2 ตัว หันหน้าชนกัน ด้านล่างมีคำว่า "ตราวัวชนกัน" เมื่อวันที่ 3พฤษภาคม 2505 ตามสำเนาทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.5 และจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าแหนบรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีการต่ออายุการจดทะเบียน 2 ครั้ง ในปี 2515 และ 2525 แล้วขาดต่ออายุในปี 2535 จึงมายื่นคำขอจดทะเบียนอีกตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051โดยตัดคำว่า "ตราวัวชนกัน" ออก

++

++ เห็นว่า จำเลยมีนายนิพนธ์ แช่มสาครซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และนายวิรัตน์ ธนาบริบูรณ์ เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลิตแหนบรถยนต์จำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากันกับสินค้าแหนบรถยนต์เป็นเวลานานกว่า 30 ปี มาแล้ว และได้ให้นายวิรัตน์ไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี 2505 ตามสำเนาทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.5 แม้ตามทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะมีชื่อนายวิรัตน์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า แต่นายวิรัตน์ก็เบิกความยืนยันว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้นายวิรัตน์ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1ไปยื่นคำขอจดทะเบียนโดยใช้ชื่อนายวิรัตน์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังมีนายอภิชัย คีลาวัฒน์ อายุ 36 ปี ประกอบอาชีพค้าขายอะไหล่รถยนต์ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยรับช่วงกิจการในครอบครัวมาดำเนินการเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 ขายแหนบรถยนต์ซึ่งมีเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงคู่สีแดงให้ร้านของครอบครัวพยานมาตั้งแต่พยานยังเป็นเด็ก โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบโต้แย้งข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยโต้แย้งการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มาก่อนแต่อย่างใด

++

++ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน และได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าแหนบรถยนต์ของจำเลยที่ 1เป็นเวลานานกว่า 30 ปี มาแล้วโดยสุจริตตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เมื่อปี 2520

++

++ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 134051ไม่มีคำว่า "ตราวัวชนกัน" จึงแตกต่างและเป็นคนละเครื่องหมายกับเครื่องหมายการค้าที่เคยจดทะเบียนไว้ตามสำเนาทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.5 นั้น

++ เห็นว่า สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวอยู่ที่รูปวัวกระทิง2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน คำว่า "ตราวัวชนกัน" เป็นเพียงส่วนประกอบเมื่อจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายรูปวัวกระทิง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากันอันเป็นส่วนสาระสำคัญนั้นมายื่นขอจดทะเบียนใหม่ ย่อมถือได้ว่าเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเครื่องหมายเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ใช้มาก่อนโดยสุจริตดังกล่าวแล้วนั่นเอง จำเลยที่ 1จึงมีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบที่จะรับจดทะเบียนให้ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 27วรรคหนึ่ง

++ ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้วางเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ว่า เครื่องหมายรูปกระทิงให้ใช้สีอื่นนอกจากสีแดงนั้น

++ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน ซึ่งเป็นวัวกระทิงสีแดง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายดังกล่าวมาก่อนโดยสุจริต ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นประกอบกับสินค้าของโจทก์เป็นเครื่องบริโภคอุปโภค ส่วนสินค้าของจำเลยที่ 1เป็นเครื่องอะไหล่แหนบรถยนต์อันเป็นเครื่องกล จึงเป็นสินค้าต่างจำพวกกันมีลักษณะและวัตถุประสงค์ในการใช้สินค้าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับสินค้าแหนบรถยนต์นำออกจำหน่ายมาก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเวลากว่า 10 ปี และต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ต่างใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าที่แตกต่างกันนั้นมาอีกกว่า 10 ปีโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยโต้แย้งว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายเพราะประชาชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์มาก่อนแต่อย่างใดจึงไม่มีเหตุสมควรกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ว่า รูปกระทิงให้ใช้สีอื่นนอกจากสีแดงย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมโจทก์ยื่นฟ้องที่ศาลแพ่งธนบุรี ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามที่คู่ความทุกฝ่ายตกลงกันร้องขอ ตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายเฉลียว อยู่วิทยา หรือนายสานิต หวังวิชา เป็นผู้ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ ๒ เป็นประธานคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ เป็นกรรมการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้คือ

๑) เครื่องหมายการค้า +++++++ เป็นรูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ไม่จำกัดสี ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๒ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกนอกจากใบชาจีน ชาผง กาแฟผง เมล็ดกาแฟ ข้าวเกรียบกุ้ง และน้ำปลาตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๙๖๘๗๗ ทะเบียนเลขที่ ๗๒๖๙๙ จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๙๒๖๖๖,๙๖๘๗๘, ๒๒๑๔๓๐, ๒๒๑๔๒๙, ๒๓๘๑๑๘, ๒๒๑๔๓๑, ๒๓๙๙๙๒, ๒๔๑๘๙๖,๒๖๘๙๐๕, ๒๖๘๙๐๒, ๒๙๐๙๘๒, ๒๙๒๔๒๒, ๒๙๒๕๙๖, ๓๐๑๙๙๓, ๓๐๑๖๙๓,๒๙๖๔๖๖, ๒๙๖๔๖๗ และ ๓๐๑๙๙๒

๒) เครื่องหมายการค้า +++++++++ เป็นรูปกระทิงแดงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่าง ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๓ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกนอกจากเบียร์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๑๑๘๔๘๗ ทะเบียนเลขที่ ๗๔๙๔๐

๓) เครื่องหมายการค้า ++++++++++ เป็นรูปกระทิงแดงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยคำว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่าง ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๔ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกนอกจากโซดา ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๙๖๘๗๘ ทะเบียนเลขที่ ๖๔๑๓๖จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๙๖๘๗๗, ๒๙๐๙๘๒, ๒๙๒๔๒๒, ๒๙๒๕๙๖, ๓๐๑๙๙๓, ๓๐๑๖๙๓,๒๙๖๔๖๖, ๒๙๖๔๖๗ และ ๓๐๑๙๙๒

๔) เครื่องหมายการค้า ++++++++ เป็นรูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ไม่จำกัดสี ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๓ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกนอกจากเบียร์ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๑๐๓๔๑๗ ทะเบียนเลขที่ ๖๕๙๑๓

๕) เครื่องหมายการค้า +++++++++ เป็นรูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ไม่จำกัดสีตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยคำว่า"กระทิงแดง" อยู่ด้านล่าง ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๕ (เดิม) รายสินค้าทั้งจำพวก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๑๑๘๔๘๘ ทะเบียนเลขที่ ๘๒๔๖๘

๖) เครื่องหมายการค้า +++++++++ เป็นรูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ไม่จำกัดสีตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยคำว่า"กระทิงแดง" อยู่ด้านล่าง ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๘ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๑๑๘๔๘๙ ทะเบียนเลขที่ ๗๙๙๒๗จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๘๑๑๙

นอกจากนี้โจทก์ยังเคยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ไม่จำกัดสี ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๓ (เดิม)รายการสินค้าทั้งจำพวก ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๘๐๕๑๖ ทะเบียนเลขที่ ๕๐๖๔๘ เครื่องหมายการค้ารูปกระทิงแดงคู่กำลังต่อสู้กันตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยสีแดงคำว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่าง ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๓ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกและจำพวกที่ ๔๒ (เดิม) รายการสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๙๒๖๖๕ ทะเบียนเลขที่ ๕๙๔๒๑ และคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๙๒๖๖๖๖ ทะเบียนเลขที่ ๖๐๕๘๔ กับเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงตัวเดียว ไม่จำกัดสี ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๒ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกยกเว้นไอศครีม กะปิ พริกไทย แป้งมัน เม็ดสาคู ผงชูรส มะขามเปียกตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๑๓๖๓๖๕ ทะเบียนเลขที่ ๙๓๙๓๕ และโจทก์ยังเป็นเจ้าของและเคยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กันและเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงแดงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดงใช้กับสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังและสินค้าอื่น ๆ จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ++++++++ เป็นรูปวัวกระทิงคู่ เช่นเดียวกับของโจทก์ ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๒ (ใหม่) รายการสินค้าแหนบรถยนต์ จำเลยที่ ๑ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ เมื่อวันที่๑๗ กันยายน ๒๕๓๕ โดยมีเจตนาไม่สุจริต จงใจเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ มีลักษณะคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่รับจดทะเบียน จำเลยที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียน และให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ ๑ ต่อไป ทั้งที่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑เหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ มีเสียงเรียกขานเหมือนกันโจทก์ได้รับการจดทะเบียนก่อนจำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นเวลานานกว่า ๑๕ ปี และโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังและสินค้าอื่นจนมีชื่อเสียงเป็นที่แพร่หลายทั่วไปทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การกระทำของจำเลยที่ ๑เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต จงใจเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงขัดต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และขัดต่อแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ ให้จำเลยที่ ๑ถอนการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ ๒๓๔๐๕๑หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาให้จำเลยที่ ๑ เลิกผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑และเก็บสินค้าจากร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ ๑ และห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่รับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ ลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอมจำเลยที่ ๑ ประกอบการค้าโดยผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทแหนบรถยนต์และอะไหล่ทุกชนิดเพื่อประกอบกับรถยนต์และรถบรรทุกดำเนินกิจการมากว่า ๓๕ ปี จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้นายนิพนธ์แช่มสาคร เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ ๑ ได้มอบหมายให้นายวิรัตน์ ธนาบริบูรณ์ เป็นผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนที่ ๓๑๒๗๑ (คำขอจดทะเบียนเลขที่ ๔๕๓๗๗) เมื่อวันที่๓ พฤษภาคม ๒๕๐๕ เป็นรูปประดิษฐ์ในลักษณะวัว ๒ ตัว วิ่งเข้าหากันด้านล่างมีคำว่า "ตราวัวชนกัน" ใช้สีแดงเป็นจุดเด่นสะดวกต่อการสังเกตโดยจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๓ (เดิม) ครอบคลุมสินค้าประเภทเหล็ก และมีการต่ออายุติดต่อกันมา จนครั้งสุดท้ายต่ออายุเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ซึ่งครบกำหนดอายุคุ้มครองตามกฎหมาย๑๐ ปี ในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๕ แต่เนื่องจากตัวแทนผู้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ได้ลาออกจากบริษัทจำเลยที่ ๑ เพื่อไปประกอบธุรกิจส่วนตัวไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้จำเลยที่ ๑ ไม่อาจต่ออายุเครื่องหมายการค้าและทำการโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ทันภายในกำหนด แต่ด้วยความประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ที่จะยึดถือและใช้เครื่องหมายการค้านี้ จำเลยที่ ๑จึงทำการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวใหม่ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๕ ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะใช้เครื่องหมายการค้าเดิมที่ถูกนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอน ทำการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ภายใน ๑๒ เดือน เป็นการแสดงเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าที่เคยใช้เดิม ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้มีการใช้เครื่องหมายการค้ารูปวัวตลอดระยะเวลา๓๕ ปี ที่ผ่านมา ลูกค้าผู้ใช้อะไหล่ ผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถ และประชาชนทั่วไปที่ใช้ผลิตภัณฑ์แหนบรถยนต์ทราบดีว่าแหนบรถยนต์ตราวัวชนกันสีแดงนี้คือสินค้าที่ผลิตจากโรงงานของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ มาก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ลอกเลียนแบบหรือเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ รูปวัวกระทิงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นวัวกระทิงคู่ที่วิ่งเข้าต่อสู้กันในแนวราบ ในลักษณะก้มหัวเขาชนกันเสมอแนวราบ หางชูขึ้นตั้งฉากกับแนวระดับเหนือหัว ตัวกระทิงอ้วนกลม หลังเป็นรูปโค้ง ขาคู่หน้าและคู่หลังซ้อนติดกัน ฉากหลังเป็นวงกลมใหญ่อยู่ตรงกลาง ส่วนรูปวัวกระทิงในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ มีรูปแบบเดิมมาจากทะเบียนที่ ๓๑๒๗๑ (คำขอจดทะเบียนเลขที่ ๔๕๓๗๗) เพียงแต่ตัดคำว่า "ตราวัวชนกัน" ด้านล่างออกมีลักษณะเป็นวัวกระโดดเข้าหากันตัววัวเอียงทำมุมกับแนวพื้น ขาหน้ายกสูงกว่าขาหลัง เขาวัวชูสูงขึ้น หางเหยียดตรงตามลำตัว ขาแยกออกจากกันทั้งสี่ข้าง ตัววัวกำยำล่ำสันไม่อ้วนกลม หลังเป็นลอนคลื่นไม่โค้งเหมือนของโจทก์ และไม่มีฉากหลังวงกลม และมีความแตกต่างในการนำไปใช้กับสินค้าทั้งจำพวกสินค้าและรายการสินค้า ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางการค้าระหว่างกัน โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายไม่ว่าด้านใด โจทก์ไม่ได้ต่ออายุเครื่องหมายการค้าทะเบียนที่ ๖๔๒๗๓, ๕๐๖๔๘, ๙๓๙๓๕, ๕๙๔๒๑, ๖๐๕๘๔และไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนใหม่ตามกฎหมาย นายทะเบียนจึงมีคำสั่งเพิกถอนออกจากทะเบียน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ มีความเหมือนคล้ายทำให้ไม่สามารถรับจดทะเบียนได้และให้ระงับการจดทะเบียนไว้ จำเลยที่ ๑อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าด้วยเหตุผลว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ ๑ เลขที่ ๒๓๔๐๕๑ ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีมติให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่จำเลยที่ ๑ โดยให้รอไว้ ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เกินกำหนดระยะเวลา ๙๐ วันตามกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยถูกต้องและไม่ขัดต่อแนวทางคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าการประชุมมีกรรมการเข้าประชุมเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดและได้พิจารณาอุทธรณ์โดยเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑รูปวัวกระทิงคู่กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้คือรูปวัวกระทิงคู่ ซึ่งมีรูปวัวกระทิงคู่วางทับรูปวงกลมกับคำว่ากระทิงแดงและรูปวัวกระทิง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ ใช้หลักเกณฑ์อันเป็นแนวทางในการพิจารณาวินิจฉัยความเหมือนหรือคล้ายกันในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยพิจารณาจากเสียงและสำเนียงเรียกขาน รูปลักษณะของเครื่องหมายการค้า ลักษณะการวางรูปรอยประดิษฐ์ การใช้เครื่องหมายการค้ากับตัวสินค้า พิจารณาตัวสินค้าและพิจารณาเจตนาของผู้จดทะเบียน ปรากฏว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ เป็นรูปประดิษฐ์คล้ายวัวกระทิงคู่ หันหน้าเข้าหากันเช่นเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑เรียกขานได้ว่า ตราวัวกระทิงหรือตราวัวกระทิงคู่ ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่าตรากระทิงหรือตรากระทิงแดงคู่ นับว่ามีเสียงเรียกขานได้เหมือนกัน จึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกัน แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ ๑๒ (ใหม่) ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามทะเบียนเลขที่ ๗๒๖๙๙ ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๒(เดิม) เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ๖๕๙๑๓ กับ ๗๔๙๔๐ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ ๔๓ (เดิม) เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ๖๔๑๓๖ ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๔ (เดิม) เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ๘๒๔๖๘ ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ ๔๕ (เดิม) และเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ ๗๙๙๒๗ ใช้กับสินค้าในจำพวกที่ ๔๘(เดิม) ซึ่งเป็นสินค้าต่างจำพวกและต่างรายการสินค้าต่างชนิดกันกับของจำเลยที่ ๑ อย่างชัดเจน ความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ในฐานะคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ชอบที่จะได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้และให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ ของจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ ของจำเลยที่ ๑ ต่อไป โดยเมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนแล้วให้วางเงื่อนไข ข้อจำกัดสิทธิว่า รูปกระทิง ให้ใช้สีอื่นนอกจากสีแดง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๑ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายเฉลียว อยู่วิทยา เป็นผู้ฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๒ จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.๓ จำเลยที่ ๒ เป็นประธานคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ส่วนจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๑๐ เป็นกรรมการคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เมื่อระหว่างปี ๒๕๒๐ ถึง ปี ๒๕๒๔ โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ดังนี้

๑. เครื่องหมายการค้า ++++++++ เป็นรูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กันไม่จำกัดสี ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๒ เดิม และจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าตามคำขออื่นหลายคำขอ ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสาร หมาย จ.๖

๒. เครื่องหมายการค้า +++++++++ เป็นรูปกระทิงสีแดงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยสีแดงคำว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่างตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๗

๓. เครื่องหมายการค้า ++++++++ เป็นรูปกระทิงสีแดงคู่กำลังต่อสู้กัน มีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรสีแดงคำว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่าง ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๔๔ (เดิม) รายการสินค้าทั้งจำพวกนอกจากโซดาตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๘

๔. เครื่องหมายการค้า +++++++++ เป็นรูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ไม่จำกัดสีตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๙

๕. เครื่องหมายการค้า ++++++++ เป็นรูปกระทิงคู่สีแดงตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยสีแดงคำว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่าง ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๑๐

๖. เครื่องหมายการค้า +++++++ เป็นรูปกระทิงสีแดงต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยสีแดงคำว่า "กระทิงแดง"อยู่ด้านล่างตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๑๑

นอกจากนี้โจทก์ยังเคยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ถูกเพิกถอนไปแล้วรวม ๓ เครื่องหมาย ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๑๒ ถึง จ.๑๔ และเคยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงตัวเดียวไม่จำกัดสี ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมายจ.๑๕ เครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมายจ.๑๒ ถึง จ.๑๕ ถูกเพิกถอนเนื่องจากไม่ได้ต่ออายุการจดทะเบียนนอกจากนี้โจทก์ยังได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กันทั้งจำกัดสีและไม่จำกัดสี รูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดงทั้งที่มีตัวอักษรและไม่มีตัวอักษรประกอบรวมทั้งเครื่องหมายที่เป็นตัวอักษรเช่น คำว่า "กระทิงแดง" และ "RED BULL" ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษตามเอกสารหมาย จ.๑๗ และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้ที่ต่างประเทศรวม ๑๐๓ คำขอ ตามเอกสารหมาย จ.๑๘ เครื่องหมายการค้าต่าง ๆ ของโจทก์ใช้กับสินค้าเครื่องดื่ม ทั้งเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่กาแฟที่บรรจุขวดและบรรจุกระป๋อง ตามวัตถุพยานหมาย จ.๑๙ และ จ.๒๐ภาพถ่ายหมาย จ.๒๑ และ จ.๒๒ และใช้กับสินค้าอื่น เช่น ผ้าเย็น หมวกเสื้อยืด ปิ่นโต แก้วน้ำ กระเป๋าคาดเอว ถุงใส่ของ เป็นต้น ตามวัตถุพยานหมาย จ.๒๓ ถึง จ.๓๑ โจทก์มีโรงงานในประเทศไทยและในต่างประเทศโดยใช้เครื่องหมายการค้าเดียวกัน สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย โจทก์มอบให้บริษัทเครื่องดื่มกระทิงแดงเป็นผู้จัดจำหน่ายและโฆษณา ส่วนสินค้าที่ส่งไปขายต่างประเทศ โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเอง ตามเอกสารหมาย จ.๓๔ และ จ.๓๕โจทก์ทำการโฆษณาในประเทศไทยทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ติดตั้งป้ายโฆษณาตามถนน และสถานที่ต่างๆ และทำเป็นปฏิทินด้วย ตามเอกสารหมาย จ.๓๖ ถึง จ.๓๘ เครื่องดื่มกระทิงแดงของโจทก์มีจำหน่ายแพร่หลายไปทั่วโลก เมื่อประชาชนทั่วไปเห็นเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงแดงคู่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่ต่อสู้กัน ตามคำขอจดทะเบียนเอกสารหมายจ.๔๐ ที่จำเลยที่ ๑ อ้างว่าเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาแต่เดิมและได้เคยจดทะเบียนไว้นั้นไม่เป็นความจริง เพราะผู้ขอจดทะเบียนคือนายวิรัตน์ ธนาบริบูรณ์ เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ ๑ ขอจดทะเบียนดังกล่าวนั้น เหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ แสดงว่ามีเจตนาไม่สุจริต เพราะจำเลยที่ ๑ อาจใช้สีอื่นก็ได้นอกจากสีแดง และโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายกระทิงคู่สีแดงมาก่อนจำเลยที่ ๑ เป็นเวลาถึง ๑๕ ปี เมื่อจำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียนโจทก์จึงยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า เอกสารหมาย จ.๔๑ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้าน ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.๔๒ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า เพราะจำเลยที่ ๑ ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีเจตนาไม่สุจริตแอบอ้างใช้เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงของโจทก์โดยอาศัยการโฆษณาของโจทก์ ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยที่ ๑เป็นสินค้าของโจทก์

จำเลยที่ ๑ นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเมื่อปี ๒๕๐๓ ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.๒ ประกอบกิจการผลิตแหนบรถยนต์ส่งขายแก่ร้านอะไหล่และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านตามตัวอย่างสินค้าแหนบรถยนต์วัตถุพยานหมาย ล.๓ และ ล.๔โดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง ๒ ตัว หันหน้าชนกันซึ่งจำเลยที่ ๑ ให้นายวิรัตน์ ธนาบริบูรณ์ น้องชายของนายพิพัฒน์ธนาบริบูรณ์ กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ในนามส่วนตัว ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.๕ แต่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในกิจการของจำเลยที่ ๑ มาตลอด เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นรูปวัวกระทิง๒ ตัว วิ่งเข้าหากันและมีตัวหนังสือว่า "ตราวัวชนกัน" มีการต่ออายุ๒ ครั้ง ครั้งสุดท้ายต่ออายุเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๕ หลังจากนั้นนายวิรัตน์ได้ลาออกจากบริษัทจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถติดต่อนายวิรัตน์ให้มายื่นขอต่ออายุการจดทะเบียนได้ ดังนั้นเมื่อทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวครบกำหนดอายุ ๑๐ ปี ในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๕แล้วก็สิ้นอายุไปเพราะขาดต่ออายุ แต่ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๕จำเลยที่ ๑ มอบอำนาจให้นายนิพนธ์ แช่มสาคร ไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใหม่ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.๖ระยะเวลานับแต่วันที่เครื่องหมายการค้าขาดต่ออายุจนถึงวันที่ไปยื่นขอจดทะเบียนเป็นเวลา ๑๓๗ วัน แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแจ้งว่ามีผู้คัดค้านและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียนให้จำเลยที่ ๑ ตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.๗ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑เนื่องจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยที่ ๑ ใช้กับสินค้าแตกต่างกันชัดเจน ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนินของสินค้าตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.๙

จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐ นำสืบว่า เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน๒๕๓๙ ได้มีการประชุมคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ครั้งที่ ๔๓/๒๕๓๙ณ ห้องประชุมกรมทรัพย์สินทางปัญญา จำเลยที่ ๒ เข้าร่วมประชุมในฐานะประธานกรรมการ เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีกรรมการคือผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนอัยการสูงสุด จำเลยที่ ๓ ที่ ๕ ที่ ๗ ที่ ๘ และที่ ๙ ร่วมประชุมด้วยมีการพิจารณาอุทธรณ์เครื่องหมายการค้าประเด็นความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าพิพาท เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ เมื่อวันที่ ๑๗กันยายน ๒๕๓๕ ในสินค้าจำพวกที่ ๑๒ รายการสินค้าแหนบรถยนต์และโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ ๑ ขอจดทะเบียนเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้วและเป็นที่แพร่หลาย รวม ๑๑ เครื่องหมาย นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ตรวจพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ระงับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ได้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาอุทธรณ์โดยเปรียบเทียบเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นผู้คัดค้านรวม๑๑ เครื่องหมาย ดังกล่าวแล้ว มีความเห็นโดยสรุปว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ ๑ เป็นเครื่องหมายที่คล้ายกัน แต่เนื่องจากเครื่องหมายของจำเลยที่ ๑ ใช้กับสินค้าในจำพวก ๑๒ (ใหม่) รายการสินค้าแหนบรถยนต์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ใช้กับสินค้าในจำพวกและรายการสินค้าต่างกับสินค้าของจำเลยที่ ๑ อย่างชัดเจน และสถานที่จำหน่ายสินค้าก็มิได้อยู่ที่เดียวกัน ความคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ดังนั้น เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑จึงชอบที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ จำเลยที่ ๒ ในฐานะประธานคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์และจำเลยที่ ๑ ทราบ การวินิจฉัยอุทธรณ์โดยจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๑๐เป็นการวินิจฉัยที่ไม่ขัดต่อข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตามที่ได้เคยปฏิบัติมาและเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ถึง ปี ๒๕๒๔ คือ เครื่องหมายการค้า+++++++++++++ และ ++++++++++ ใช้กับสินค้าตามรายการจำพวกสินค้าเดิมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ จำพวกที่ ๔๒วัตถุที่ใช้เป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องปรุงอาหาร จำพวกที่ ๔๔ น้ำแร่และน้ำอัดลมซึ่งเป็นเองและทำขึ้น จำพวกที่ ๔๕ ยาสูบที่แต่งแล้วและยังมิได้แต่ง และจำพวกที่ ๔๘ เครื่องหอม (รวมทั้งเครื่องเบ็ดเตล็ดสำหรับแต่งกายตบแต่งผิว สิ่งที่ทำขึ้นใช้สำหรับฟัน สำหรับผม และสบู่หอม) ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๖ จ.๘ จ.๑๐ และ จ.๑๑ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๕ จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า +++++++ เป็นรูปวัวกระทิงคู่หันหน้าเข้าหากันเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑๒ (ใหม่) ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. ๒๕๓๔ รายการสินค้า แหนบรถยนต์ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ เอกสารหมาย จ.๔๐ โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียน จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ ๑ ต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสิบว่าจำเลยที่ ๑ มีสิทธิขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงคู่ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ ดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่กำลังต่อสู้กันกับรูปกระทิงสีแดงคู่กำลังต่อสู้กัน ตรงกลางมีเส้นวงกลมสีแดง และมีอักษรไทยสีแดงคำว่า "กระทิงแดง" อยู่ด้านล่าง ซึ่งโจทก์จดทะเบียนเมื่อวันที่๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๐ และวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๔ ตามสำเนาทะเบียนเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย จ.๖ จ.๘ จ.๑๐ และ จ.๑๑ โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าต่าง ๆ ของโจทก์คือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เครื่องดื่มเกลือแร่ กาแฟบรรจุขวดและกระป๋องและสินค้าอื่น ๆ ได้แก่ หมวก เสื้อยืด ปิ่นโต แก้วน้ำ และกระเป๋าคาดเอว สินค้าของโจทก์ผลิตและจำหน่ายอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการโฆษณาสินค้าของโจทก์ตามสื่อต่าง ๆ เมื่อประชาชนเห็นเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงแดงคู่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเป็นสินค้าของโจทก์โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่สีแดงมาแล้วเป็นเวลา ๑๕ ปีจำเลยที่ ๑ จึงขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปกระทิงคู่สีแดงต่อสู้กันสำหรับใช้กับสินค้าแหนบรถยนต์ แต่เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าเครื่องหมายการค้าและสินค้าของจำเลยที่ ๑ เป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๑นำสืบว่า จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง๒ ตัว หันหน้าชนกัน ด้านล่างมีคำว่า "ตราวัวชนกัน" เมื่อวันที่ ๓พฤษภาคม ๒๕๐๕ ตามสำเนาทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.๕ และจำเลยที่ ๑ ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าแหนบรถยนต์ของจำเลยที่ ๑ ตลอดมา เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีการต่ออายุการจดทะเบียน ๒ ครั้ง ในปี ๒๕๑๕ และ ๒๕๒๕ แล้วขาดต่ออายุในปี ๒๕๓๕ จึงมายื่นคำขอจดทะเบียนอีกตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑โดยตัดคำว่า "ตราวัวชนกัน" ออก เห็นว่า จำเลยมีนายนิพนธ์ แช่มสาครซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๑ และนายวิรัตน์ ธนาบริบูรณ์ เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ ๑ ได้ผลิตแหนบรถยนต์จำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง ๒ ตัว หันหน้าเข้าหากันกับสินค้าแหนบรถยนต์เป็นเวลานานกว่า ๓๐ ปี มาแล้ว และได้ให้นายวิรัตน์ไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ ตามสำเนาทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าเอกสารหมาย ล.๕ แม้ตามทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจะมีชื่อนายวิรัตน์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า แต่นายวิรัตน์ก็เบิกความยืนยันว่า เครื่องหมายการค้าดังกล
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที.ซี.ฟาร์มาชูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัทสามมิตรมอเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5083/2543
#267666
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับสินค้าแหนบรถยนต์นำออกจำหน่ายมาก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเวลากว่า 10 ปี และต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ต่างใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าที่แตกต่างกันโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยโต้แย้งว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายเพราะประชาชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์มาก่อนแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ และไม่มีเหตุสมควรกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมโจทก์ยื่นฟ้องที่ศาลแพ่งธนบุรี ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามที่คู่ความทุกฝ่ายตกลงกันร้องขอ ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 ให้จำเลยที่ 1 ถอนการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำขอเลขที่ 234051 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 เลิกผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 และเก็บสินค้าจากร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 และห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 ของจำเลยที่ 1 ต่อไป โดยเมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนแล้วให้วางเงื่อนไข ข้อจำกัดสิทธิว่า รูปกระทิง ให้ใช้สีอื่นนอกจากสีแดง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ปี 2520 ถึงปี 2524 คือเครื่องหมายการค้า และ ใช้กับสินค้าตามรายการจำพวกสินค้าเดิม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 จำพวกที่ 42 วัตถุที่ใช้เป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องปรุงอาหาร จำพวกที่ 44 น้ำแร่และน้ำอัดลมซึ่งเป็นเองและทำขึ้น จำพวกที่ 45 ยาสูบที่แต่งแล้วและยังมิได้แต่ง และจำพวกที่ 48 เครื่องหอม (รวมทั้งเครื่องเบ็ดเตล็ดสำหรับแต่งกาย ตบแต่งผิว สิ่งที่ทำขึ้นใช้สำหรับฟัน สำหรับผม และสบู่หอม) ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2535 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รูปวัวกระทิงคู่หันหน้าเข้าหากัน เพื่อใช้กับสินค้าจำพวก 12 (ใหม่) ตามพระราชบัญญํติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 รายการสินค้า แหนบรถยนต์ ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 โจทก์ยื่นคำคัดค้าน นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยไม่รับจดทะเบียน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยที่ 1 ต่อไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสิบว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงคู่ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 ดังกล่าวหรือไม่เพียงใด จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง 2 ตัว หันหน้าชนกัน ด้านล่างมีคำว่า "ตราวัวชนกัน" เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2505 ตามสำเนาทะเบียนแบบเครื่องหมายการค้า และจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าแหนบรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ตลอดมา เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีการต่ออายุการจดทะเบียน 2 ครั้ง ในปี 2515 และ 2525 แล้วขาดต่ออายุในปี 2535 จึงมายื่นคำขอจดทะเบียนอีกตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 โดยตัดคำว่า "ตราวัวชนกัน" ออก เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบโต้แย้งข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้เคยโต้แย้งการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 มาก่อนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน และได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าแหนบรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เป็นเวลานานกว่า 30 ปี มาแล้วโดยสุจริตตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เมื่อปี 2520 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ขอจดทะเบียนตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 134051 ไม่มีคำว่า "ตราวัวชนกัน" จึงแตกต่างและเป็นคนละเครื่องหมายกับเครื่องหมายการค้าที่เคยจดทะเบียนไว้ เห็นว่า สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวอยู่ที่รูปวัวกระทิง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน คำว่า "ตราวัวชนกัน" เป็นเพียงส่วนประกอบ เมื่อจำเลยที่ 1 นำเครื่องหมายรูปวัวกระทิง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากันอันเป็นส่วนสาระสำคัญนั้นมายื่นขอจดทะเบียนใหม่ ย่อมถือได้ว่าเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในเครื่องหมายเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ใช้มาก่อนโดยสุจริตดังกล่าวแล้วนั่นเอง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 234051 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าชอบที่จะรับจดทะเบียนให้ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้วางเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ว่า เครื่องหมายรูปกระทิงให้ใช้สีอื่นนอกจากสีแดงนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิง 2 ตัว หันหน้าเข้าหากัน ซึ่งเป็นวัวกระทิงสีแดง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายดังกล่าวมาก่อนโดยสุจริต ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ประกอบกับสินค้าของโจทก์เป็นเครื่องบริโภคอุปโภค ส่วนสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นเครื่องอะไหล่แหนบรถยนต์อันเป็นเครื่องกล จึงเป็นสินค้าต่างจำพวกกัน มีลักษณะและวัตถุประสงค์ในการใช้สินค้าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 กับสินค้าแหนบรถยนต์นำออกจำหน่ายมาก่อนโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเวลากว่า 10 ปี และต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ต่างใช้เครื่องหมายการค้าของตนกับสินค้าที่แตกต่างกันนั้นมาอีกกว่า 10 ปี โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยโต้แย้งว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์เสียหายเพราะประชาชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าและเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์มาก่อนแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุสมควรกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางเงื่อนไขและข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ว่า รูปกระทิงให้ใช้สีอื่นนอกจากสีแดงย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทที.ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัทสามมิตรมอเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
ทวีชัย เจริญบัณฑิต
ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5081/2543
#37385
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วย จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์353,553.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน340,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 340,000 บาท นับแต่วันที่ 22กันยายน 2537 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2538 และจากต้นเงิน 315,000 บาทนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาทสำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 340,000 บาทนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2538 และจากต้นเงิน315,000 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 2รู้จักกันโดยทำงานอยู่สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าไทเปด้วยกัน ส่วนจำเลยที่ 1เป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 2 มีอาชีพเปิดร้านให้เช่าม้วนวีดีทัศน์ ต่อมาจำเลยที่ 1มีปัญหาด้านการเงิน จำเลยที่ 2 จึงแนะนำให้จำเลยที่ 1 รู้จักกับโจทก์และกู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ เอกสารหมาย จ.8และ จ.11 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งสองฉบับเอกสารหมายจ.8 และ จ.11 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 และ 940 ประกอบมาตรา 989 ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วย จึงไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษายืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มัทนี พูลศักดิ์วรสาร
จำเลย — นางสาว ชนินันท์ ธโนแสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5081/2543
#39268
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ 353,553.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 340,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 315,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 340,000 บาทนับแต่วันที่ 22 กันยายน 2537 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2538 และจากต้นเงิน 315,000 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2538จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 315,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 340,000 บาท นับแต่วันที่ 22 กันยายน 2537ถึงวันที่ 16 เมษายน 2538 และจากต้นเงิน 315,000 บาทนับแต่วันที่ 17 เมษายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ให้จำเลยที่ 2ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 6,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง มัทนี พูลศักดิ์วรสาร
จำเลย — นางสาว ชนินันท์ ธโนแสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5081/2543
#66192
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมัทนี พูลศักดิ์วรสาร
จำเลย — นางสาวชนินันท์ ธโนแสน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายกำพล ษมาคุณากร
ศาลอุทธรณ์ — นายพลรัตน์ ประทุมทาน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5077/2543
#33252
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้กระทำการปลอมปนน้ำมัน จำเลยเพียงแต่รับน้ำมันมาขายเท่านั้นเป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

การที่จำเลยเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนทั่วไปอย่างมากมาย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 6 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 ได้กระทำการปลอมปนน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายเพื่อจำหน่าย อันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายและจำเลยได้จำหน่ายน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วออกเทน 91 อันเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำเลยปลอมปนดังกล่าว และมีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้แก่ประชาชนทั่วไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงพาณิชย์ และโดยจำเลยไม่ได้รับการผ่อนผันเป็นการชั่วคราวจากรัฐมนตรีซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 4, 6 ทวิ, 13, 21, 25 ตรีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 มาตรา 4, 6 ทวิ, 13 วรรคสาม, 21, 25 ตรี (ที่ถูกมาตรา 25 ตรี วรรคสอง) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย จำคุก 8 เดือน ฐานจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงมีคุณภาพต่ำกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 2 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 5 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีจากสำนวนการสอบสวนและรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นว่า จำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ค้าน้ำมันเคยถูกเจ้าพนักงานตักเตือนเรื่องจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมีคุณภาพต่ำมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่มากระทำผิดอีกโดยไม่เข็ดหลาบ การกระทำของจำเลยเป็นการแสวงหากำไรโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดแก่ประชาชนทั่วไปจึงไม่ควรรอการลงโทษ

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้กระทำการปลอมปนน้ำมันจำเลยเพียงแต่รับน้ำมันมาขายเท่านั้น เป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำผิดของจำเลยเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนทั่วไปอย่างมากมายที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นาย เหลือง ฉิมชาติ
ชื่อองค์คณะ
วิเทพ ศิริพากย์
มงคล ทับเที่ยง
ปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2543
#99105
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทข้อ 3 จะระบุไว้ว่า ผู้จะขายทุกคนจะเริ่มดำเนินการให้ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารของผู้เช่าหรือผู้อาศัยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินทันทีนับแต่วันทำสัญญานี้และผู้จะขายสัญญาว่าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา แต่เจตนารมณ์ของคู่สัญญามิได้ถือเอาตามสัญญาข้อ 3 เป็นข้อสาระสำคัญอันถือว่าผู้จะขายเป็นผู้ผิดสัญญา เพราะตามสัญญาข้อ 6 ยังระบุว่า แม้ผู้จะขายไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาข้อ 3 ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาแต่ผู้จะซื้อยังมีหน้าที่จะต้องแจ้งเป็นหนังสือถึงผู้จะขายให้ทราบถึงกำหนดระยะเวลานัดชำระเงินจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เหลือ โดยกำหนดไม่เกิน 2 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาตามข้อ 3 ทั้งเมื่อผู้จะซื้อชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้จะขายตามสัญญาข้อ 6 แล้ว ตามสัญญาข้อ 7 ยังกำหนดให้ผู้จะซื้อแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้จะขาย ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทภายในไม่เกิน 2 เดือน นับแต่วันที่ผู้จะซื้อได้ชำระเงินตามข้อ 6 แล้ว ผู้จะขายทุกคนตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ผู้จะซื้อทันทีและผู้จะซื้อจะชำระเงินส่วนที่เหลือให้ผู้จะขายในวันดังกล่าว โดยผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อยึดเงินไว้จำนวน 500,000 บาท เพื่อให้ผู้จะซื้อใช้จ่ายดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เช่าหรือ ผู้อาศัยตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเรียบร้อยแล้ว ผู้จะซื้อจึงจะคืนเงินส่วนที่เหลือตามความเป็นจริงให้ผู้จะขายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นนี้ ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าแม้ผู้จะขายไม่สามารถดำเนินการให้ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ก็ยังไม่ถือว่า ผู้จะขายผิดสัญญาอันเป็นเหตุให้ผู้จะซื้อบอกเลิกสัญญาได้ ผู้จะซื้อยังมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 และข้อ 7 ต่อไป

กรณีที่ผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกปฏิบัติว่าจะดำเนินการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อไปหรือจะบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ดินพิพาทได้ต้องเป็นไปตามสัญญาข้อ 11 คือ เป็นกรณีที่ผู้จะขายทุกคนไม่สามารถทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ว่าแปลงหนึ่งแปลงใดให้ผู้จะซื้อได้ และตามสัญญาข้อ 8 ระบุว่า ผู้จะขายไม่นำที่ดินพิพาท ไปก่อภาระผูกพัน หากนำไปก่อภาระผูกพันก็ต้องปลดภาระผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของผู้จะซื้อ เห็นได้ว่า กรณีที่ผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกที่จะดำเนินการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อไปหรือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามข้อ 11 และข้อ 8 จะต้องเป็นกรณีที่มีการกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันแล้ว ผู้จะขายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ว่าแปลงใดแปลงหนึ่งให้ผู้จะซื้อได้ หรือในวันดังกล่าวผู้จะขายยังไม่สามารถปลดภาระผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์กันในวันนั้น หากเพียงผู้จะขายผิดสัญญาตามข้อ 3 ยังไม่ทำให้ผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกว่าจะดำเนินการบอกเลิกสัญญาหรือจะดำเนินการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้จะขายไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาข้อ 3 ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี ผู้จะซื้อได้บอกเลิกหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้จะขาย โดยผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 และข้อ 7 ที่จะชำระเงินที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ และผู้จะซื้อไปดำเนินการกำหนดนัดเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกับผู้จะขาย ถือได้ว่าโจทก์ผู้จะซื้อเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนเงินจำนวน 1,175,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งห้าให้การว่า ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งห้ามีข้อตกลงว่า หากจำเลยทั้งห้าไม่อาจขับไล่ผู้อาศัยให้ออกไปจากที่ดินภายในเวลา 2 ปี โจทก์ต้องชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งห้า 20 เปอร์เซ็นต์ของสัญญาภายในเวลา 2 เดือน นับแต่วันครบกำหนด ทั้งต้องรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและหักเงินไว้จำนวน 500,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการขับไล่ผู้อาศัย แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยทั้งห้าไม่ต้องคืนมัดจำให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2536 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 175,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งห้าในราคา 35,910,000 บาท จำเลยทั้งห้าได้รับมัดจำจำนวน 1,000,000 บาท ไปจากโจทก์แล้วในวันทำสัญญา ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยทั้งห้าผิดสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทข้อ 3 จะระบุไว้ว่า ผู้จะขายทุกคนจะเริ่มดำเนินการให้ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารของผู้เช่าหรือผู้อาศัยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินทันทีนับแต่วันทำสัญญานี้และผู้จะขายสัญญาว่าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาฉบับนี้ แต่เจตนารมณ์ของคู่สัญญามิได้ถือเอาการที่ผู้จะขายดำเนินการให้ ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา 2 ปี เป็นข้อสาระสำคัญอันถือว่าผู้จะขายเป็นผู้ผิดสัญญา เพราะตามสัญญาข้อ 6 ยังระบุว่า แม้ผู้จะขายไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาข้อ 3 ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญา แต่ผู้จะซื้อยังมีหน้าที่จะต้องแจ้งเป็นหนังสือถึงผู้จะขายให้ทราบถึงกำหนดระยะเวลานัดชำระเงินจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่เหลือโดยกำหนดไม่เกิน 2 เดือน นับแต่วันครบกำหนดสัญญาตามข้อ 3 ทั้งเมื่อผู้จะซื้อชำระเงินส่วนที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้จะขายตามสัญญาข้อ 6 แล้ว ตามสัญญาข้อ 7 ยังกำหนดให้ผู้จะซื้อแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้จะขาย ถึงกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทภายในไม่เกิน 2 เดือน นับแต่วันที่ผู้จะซื้อได้ชำระเงินตามข้อ 6 แล้ว ผู้จะขายทุกคนตกลงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้ผู้จะซื้อทันทีและผู้จะซื้อจะชำระเงินส่วนที่เหลือให้ผู้จะขายในวันดังกล่าว โดยผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อยึดเงินไว้จำนวน 500,000 บาท เพื่อให้ผู้จะซื้อใช้จ่ายดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเรียบร้อยแล้ว ผู้จะซื้อจึงจะคืนเงินส่วนที่เหลือตามความเป็นจริงให้ผู้จะขายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว เช่นนี้ ตามสัญญาข้อ 6 และข้อ 7 แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าแม้ผู้จะขายไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาข้อ 3 คือดำเนินการให้ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ก็ยังไม่ถือว่าผู้จะขายผิดสัญญานี้ อันเป็นเหตุให้ ผู้จะซื้อบอกเลิกสัญญาได้ ผู้จะซื้อยังมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 คือ ต้องชำระเงินส่วนที่เหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้จะขายและยังต้องกำหนดนัดผู้จะขายไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต่อกันและผู้จะขายยินยอมให้ผู้จะซื้อยึดเงินไว้ 500,000 บาท เพื่อให้ผู้จะซื้อดำเนินการให้ผู้เช่าหรือผู้อาศัยตลอดจนบริวารของบุคคลดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้จะซื้อจะคืนเงินที่เหลือตามความเป็นจริงให้ผู้จะขาย

ส่วนกรณีที่ผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกปฏิบัติว่าจะดำเนินการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อไปหรือจะบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทได้ต้องเป็นไปตามสัญญาข้อ 11 คือ เป็นกรณีที่ผู้จะขายทุกคนไม่สามารถทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ว่าแปลงหนึ่งแปลงใดให้ผู้จะซื้อได้ และตามสัญญาข้อ 8 ระบุว่า ผู้จะขายไม่นำที่ดินพิพาท ไปก่อภาระผูกพัน หากนำไปก่อภาระผูกพันก็ต้องปลดภาระผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อนโอนกรรมสิทธิ์เป็นของผู้จะซื้อ เห็นได้ว่า กรณีที่ผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกที่จะดำเนินการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อไปหรือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามข้อ 11 และข้อ 8 จะต้องเป็นกรณีที่มีการกำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกันแล้ว ผู้จะขายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไม่ว่าแปลงใดแปลงหนึ่งให้ผู้จะซื้อได้ หรือในวันดังกล่าวผู้จะขายยังไม่สามารถปลดภาระผูกพันให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะโอนกรรมสิทธิ์กันในวันนั้น หากเพียงผู้จะขายผิดสัญญาตามข้อ 3 ดังวินิจฉัยมาแล้ว ผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกว่าจะดำเนินการบอกเลิกสัญญาหรือจะดำเนินการซื้อขายที่ดินพิพาทต่อไปตามข้อ 11 สัญญานี้ก็ไม่จำต้องระบุไว้ในข้อ 6 เรื่องที่ให้ผู้จะซื้อชำระเงินค่าที่ดิน 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือหรือให้ผู้จะซื้อนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและยึดเงินไว้ 500,000 บาท ตามรายละเอียดสัญญาข้อ 7 ทั้งตามสัญญานี้ก็ไม่มีข้อใดระบุไว้ว่า เมื่อผู้จะขายไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาข้อ 3 ได้ก็ให้สิทธิผู้จะซื้อมีสิทธิเลือกปฏิบัติได้อย่างสัญญาข้อ 11 เมื่อผู้จะขายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้ผู้จะซื้อได้ แต่ตามข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อผู้จะขายไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาข้อ 3 โดยจำเลยทั้งห้าดำเนินการฟ้องร้องผู้อยู่อาศัยบนที่ดินพิพาทแล้วยังมีปัญหาอีก 2 ราย ถึง 3 ราย และแม้จะฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทยังมีภาระผูกพันอยู่ กรณีจะถือว่าผู้จะขายผิดสัญญาตามข้อ 8 และข้อ 11 ก็ต่อเมื่อผู้จะซื้อได้กำหนดวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่จะซื้อขายกันแล้ว หากผู้จะขายไม่สามารถปลดภาระผูกพันในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ได้หรือผู้จะขายไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่จะขาย ไม่ว่าแปลงหนึ่งแปลงใดให้ผู้จะซื้อในวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ได้ แต่ผู้จะซื้อก็หาทำเช่นนั้นไม่ กรณีกลับปรากฏว่าเมื่อผู้จะขายไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาข้อ 3 ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี ผู้จะซื้อได้บอกเลิกหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายต่อผู้จะขายโดยผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญาข้อ 6 และข้อ 7 ที่จะชำระเงินที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ และผู้จะซื้อไปดำเนินการกำหนดนัดเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกับผู้จะขาย กรณีถือได้ว่า โจทก์ผู้จะซื้อเป็นผู้ผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว หาใช่จำเลยทั้งห้าผู้จะขายเป็นผิดสัญญาดังที่โจทก์ผู้จะซื้ออ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระมัดจำจำนวน 1,000,000 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 368
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดิ์ชัย นันทะจุราโภ
จำเลย — นายชวาล นาตะสุต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลอุทธรณ์ — นางพฤษภา พนมยันตร์
ชื่อองค์คณะ
กมล เพียรพิทักษ์
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5051/2543
#39267
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1ต้องถือว่า โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะและศาลจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 และ 44 ก่อนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีไปโดยที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวนั้นเป็นการมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247 เป็นการไม่ชอบ

การที่โจทก์ถึงแก่ความตายขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 1ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างรอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายบุญมี เคนคำ ฟ้องคดีแทน โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 82 ตารางวา โจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลานาน 60 ปีปี 2504 จำเลยที่ 1 โดยทุจริตลักลอบแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินขอออกใบจอง (น.ส.2) ทับที่ดินโจทก์ ปี 2516 จำเลยที่ 1 ขอออกโฉนดที่ดินในนามของจำเลยที่ 1 ทับที่ดินโจทก์ โดยให้ถ้อยคำเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดิน เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 1863 ให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนให้แก่จำเลยที่ 3 ขอให้พิพากษาว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 1863 เป็นโฉนดที่ดินซึ่งออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันไปจดทะเบียนเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า การมอบอำนาจให้นายบุญมีฟ้องคดีแทนไม่สมบูรณ์เนื่องจากโจทก์เป็นบุคคลไร้ความสามารถจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทมาเกือบ 30 ปี โจทก์ไม่ยื่นฟ้องเรียกเอาคืนเกินกำหนด 1 ปี จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอมจำเลยที่ 3 ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นาวาอากาศเอกปัญญาเสียงเจริญ ทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องถือว่า โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในกรณีที่โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างอุทธรณ์นั้น คดีจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ก็ต่อเมื่อมีบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะและศาลจะต้องมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนตามนัยมาตรา 42และ 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก่อนการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีไปโดยที่ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวนั้นเป็นการมิได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาตามมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247 เป็นการไม่ชอบและการที่โจทก์ถึงแก่ความตายขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 1ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างรอยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องก่อน คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรื่องการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และทำการไต่สวนแล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี และให้ยกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 44 ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กุล เคนคำ
จำเลย — นาย ทองสุข เสียงเจริญ โดยนาวาเอก ปัญญา เสียงเจริญ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ศรีสง่า
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4968 -ที่ 5050/2543
#37817
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งแปดสิบสามตกลงจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ 1โดยมีข้อจำกัดสิทธิเกี่ยวกับการจำหน่ายหุ้นและยอมให้จำเลยที่ 1 นำหุ้นที่ยังไม่มีสิทธิจำหน่ายออกขายแก่บุคคลอื่น หากโจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ก่อนครบกำหนดสามปีนับแต่วันปิดการจองซื้อ ซึ่งโจทก์ดังกล่าวจะได้รับเงินค่าหุ้นคืนเท่ากับราคาจองซื้อพร้อมดอกเบี้ยภายใน 1 เดือน นับแต่พ้นสภาพการเป็นพนักงาน เงื่อนไขดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 มีภาระหรือมีหน้าที่ที่จะต้องนำหุ้นดังกล่าวออกขายแก่บุคคลอื่นด้วย เมื่อกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์ได้ตามปกติ ถือได้ว่าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 กลายเป็นคนไม่สามารถชำระหนี้ได้อันเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคสอง จำเลยที่ 1จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้และถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงหรือยกเลิกเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่ระบุในบันทึกการเสนอขายหุ้นโดยพลการจำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระเงินค่าหุ้น ค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดสิบสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้มีบันทึกเกี่ยวกับสภาพการจ้างจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ 1 เสนอขายแก่พนักงานจำเลยที่ 1ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยมีข้อจำกัดสิทธิเกี่ยวกับการจำหน่ายหุ้นที่จองซื้อภายในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดและหากพนักงานต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนครบกำหนดสามปีนับแต่วันปิดการจองซื้อ และยังมีหุ้นของจำเลยที่ 1 เหลืออยู่ตามเงื่อนไขการจำหน่ายหุ้น พนักงานต้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหุ้นจำนวนที่เหลือเฉพาะส่วนที่ยังไม่มีสิทธิจำหน่ายออกขายแก่บุคคลอื่นตามที่จำเลยที่ 1 เห็นสมควรโดยพนักงานจะได้รับเงินคาหุ้นคืนในราคาจองซื้อพร้อมดอกเบี้ยภายใน 1 เดือน นับแต่วันพ้นสภาพการจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบสามได้จองซื้อและชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรให้จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาปลายปี 2540 จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ทั้งแปดสิบสามและพนักงานอื่นทั้งหมดโดยโจทก์ทั้งแปดสิบสามยังไม่อาจจำหน่ายหุ้นได้ตามข้อจำกัดสิทธิในการขาย โจทก์ทั้งแปดสิบสามจึงทวงถามให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าหุ้นพร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไขการจำหน่ายหุ้นแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสาม

จำเลยทั้งสองทั้งแปดสิบสามสำนวนให้การว่า ภายหลังจากจำเลยที่ 1จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนขายแก่พนักงานแล้ว ต่อมาเดือนสิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังได้มีประกาศให้จำเลยที่ 1 หยุดดำเนินกิจการ จำเลยที่ 1จึงมีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำหุ้นของพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานออกขายแก่บุคคลอื่นได้ทั้งตามเงื่อนไขการเสนอขายหุ้นไม่เป็นคำมั่นหรือเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1ที่จะต้องนำหุ้นส่วนที่เหลือของพนักงานออกขาย แต่เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1ที่จะนำหุ้นออกขายให้แก่บุคคลอื่นหรือไม่ก็ได้ เพียงแต่พนักงานจะต้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหุ้นของพนักงานออกขาย จำเลยทั้งสองไม่ได้ผิดสัญญาจ้างแรงงาน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "แม้ว่าเงื่อนไขตามบันทึกเสนอขายหุ้นจะระบุเพียงว่า พนักงานต้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหุ้นส่วนที่เหลือออกขายแก่บุคคลอื่นได้ โดยไม่มีข้อความบังคับจำเลยที่ 1 ว่าจะต้องนำหุ้นออกขายแก่บุคคลอื่นก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาบันทึกเสนอขายหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โดยตลอดแล้วไม่อาจแปลไปได้ว่า จำเลยที่ 1มีสิทธิเลือกที่จะนำหุ้นดังกล่าวออกขายหรือไม่ก็ได้เพราะถ้าแปลเช่นนั้นหากจำเลยที่ 1 เลือกที่จะไม่นำหุ้นนั้นออกขาย โจทก์ทั้งแปดสิบสามจะดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นดังกล่าวอย่างไร เพราะตามบันทึกเสนอขายหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ระบุห้ามไม่ให้โจทก์ทั้งแปดสิบสามขายหุ้นดังกล่าว เนื่องจากยังไม่พ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันปิดการจองซื้อหุ้นแม้กระทั่งใบหุ้นดังกล่าว โจทก์ทั้งแปดสิบสามก็ไม่ได้เป็นผู้เก็บรักษาไว้โดยในข้อ 1.4 และ 1.5 ของบันทึกเสนอขายหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และจ.7 ตามลำดับ ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาหุ้นที่พนักงานหรือโจทก์ทั้งแปดสิบสามได้รับจัดสรรไว้ทั้งหมด และจำเลยที่ 1 จะส่งมอบใบหุ้นคืนให้ตามจำนวนที่พนักงานหรือโจทก์ทั้งแปดสิบสามมีสิทธิขายได้ในแต่ละปีเท่านั้น โจทก์ทั้งแปดสิบสามจึงไม่สามารถนำหุ้นดังกล่าวออกขายได้อยู่นั่นเองดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสามถูกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสามปีนับแต่วันปิดการจองซื้อหุ้น และยังมีหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามซื้อไว้เหลืออยู่ตามเงื่อนไขการเสนอขายหุ้น จำเลยที่ 1 จึงมีภาระหรือมีหน้าที่จะต้องนำหุ้นดังกล่าวออกขายแก่บุคคลอื่นตามที่จำเลยที่ 1เห็นสมควร โดยโจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวแต่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าหุ้นคืนจากจำเลยที่ 1 เท่ากับราคาจองซื้อพร้อมดอกเบี้ยภายใน 1 เดือน นับแต่พ้นสภาพการจ้าง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์ได้ตามปกติ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งแปดสิบสามด้วยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 แสดงว่าในวันที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามถูกจำเลยที่ 1เลิกจ้างนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะนำหุ้นในส่วนที่เหลือของโจทก์ทั้งแปดสิบสามออกขายให้แก่บุคคลอื่นตามเงื่อนไขในบันทึกเสนอขายหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 แล้ว เนื่องจากถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งห้ามดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจที่จะทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป ถือได้ว่าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภาระหรือมีหนี้ที่จะต้องนำหุ้นออกขายให้แก่บุคคลอื่นดังกล่าวกลายเป็นคนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคสองให้ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัย เมื่อปรากฏว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 คือการนำหุ้นที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามเหลืออยู่ในขณะถูกเลิกจ้างออกจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นเป็นการพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์อีกต่อไปดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219 วรรคหนึ่ง และถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงหรือยกเลิกเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่ระบุในบันทึกการเสนอขายหุ้นเอกสารหมายจ.6 และ จ.7 โดยพลการดังที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามอ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นและค่าเสียหายรวมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามตามฟ้อง ส่วนที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไม่ครบทุกประเด็น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่ผิดข้อตกลงตามบันทึกการเสนอขายหุ้นเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 และไม่ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าหุ้นและค่าเสียหายรวมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามตามฟ้องดังกล่าวแล้วศาลแรงงานกลางย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งแปดสิบสามนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดสิบสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สันห์ วุฒิสันติ กับพวก
จำเลย — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สละ เทศรำพรรณ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4968 -ที่ 5050/2543
#91219
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะนำหุ้นในส่วนที่เหลือของโจทก์ทั้งแปดสิบสามออกขายให้แก่บุคคลอื่นตามเงื่อนไขในบันทึกเสนอขายหุ้นแล้ว เนื่องจากถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งห้ามมิให้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์อีกต่อไป ถือได้ว่าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภาระหรือมีหนี้ที่จะต้องนำหุ้นออกขายให้แก่บุคคลอื่นดังกล่าวกลายเป็นคนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 219 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการพ้นวิสัย เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ จำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้และถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงหรือยกเลิกเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่ระบุในบันทึกการเสนอขายหุ้นโดยพลการ จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระค่าหุ้น ค่าเสียหายและดอกเบี้ยแก่โจทก์ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งแปดสิบสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งแปดสิบสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 83 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งแปดสิบสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นและค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามจำนวน 5,151,098.63... ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 35 ต่อปี ของต้นเงินค่าหุ้นโจทก์แต่ละคนนับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2541 เว้นแต่โจทก์ที่ 83 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามโดยให้จำเลยทั้งสองรับหุ้นไปจากโจทก์ทั้งแปดสิบสามเพื่อจัดการตามสิทธิของจำเลยทั้งสองต่อไป

จำเลยทั้งสองทั้งแปดสิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งแปดสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนของจำเลยที่ 1 เสนอขายแก่พนักงาน ในราคาหุ้นละ 26 บาท โดยมีข้อจำกัดสิทธิเกี่ยวกับการจำหน่ายหุ้นที่จองซื้อภายในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนด และหากพนักงานต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนครบกำหนดสามปีนับแต่วันปิดการจองซื้อ รวมถึงพนักงานทดลองงานที่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงาน กล่าวคือ ไม่ได้รับการพิจารณาจ้างต่อ และยังคงมีหุ้นของจำเลยที่ 1 เหลืออยู่ตามเงื่อนไขการจำหน่ายหุ้น พนักงานต้องยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหุ้นจำนวนที่เหลือเฉพาะส่วนที่ยังไม่มีสิทธิจำหน่ายออกขายแก่บุคคลอื่นตามที่จำเลยที่ 1 เห็นสมควรโดยพนักงานจะได้รับเงินค่าหุ้นคืนเท่ากับราคาจองซื้อ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันพ้นสภาพการจ้าง โจทก์ทั้งแปดสิบสามตกลงจองซื้อหุ้นและชำระค่าหุ้นตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรให้จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 เสนอแผนการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์ได้ตามปกติ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งแปดสิบสามด้วย โดยให้มีผลเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่อาจฟื้นฟูฐานะและไม่อาจดำเนินงานต่อไปได้ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการ โจทก์ทั้งแปดสิบสามจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าจองซื้อหุ้น แต่จำเลยทั้งสองไม่คืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งแปดสิบสามว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นและค่าเสียหายรวมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งแปดสิบสามถูกเลิกจ้างก่อนครบกำหนดสามปีนับแต่วันปิดการจองซื้อหุ้น และยังมีหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามซื้อไว้เหลืออยู่ตามเงื่อนไขการเสนอขายหุ้น จำเลยที่ 1 จึงมีภาระหรือมีหน้าที่จะต้องนำหุ้นดังกล่าวออกขายแก่บุคคลอื่นตามที่จำเลยที่ 1 เห็นสมควร โดยโจทก์ทั้งแปดสิบสามต้องยอมให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการดังกล่าว แต่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าหุ้นคืนจากจำเลยที่ 1 เท่ากับราคาจองซื้อพร้อมดอกเบี้ยภายใน 1 เดือน นับแต่พ้นสภาพการจ้าง แต่การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์ได้ตามปกติ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานทั้งหมดรวมทั้งโจทก์ทั้งแปดสิบสามด้วย โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2540 แสดงว่าในวันที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามถูกจำเลยที่ 1 เลิกจ้างนั้น จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะนำหุ้นในส่วนที่เหลือของโจทก์ทั้งแปดสิบสามออกขายให้แก่บุคคลอื่นตามเงื่อนไขในบันทึกเสนอขายหุ้นแล้ว เนื่องจากถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งห้ามดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีอำนาจที่จะทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์ได้อีกต่อไปถือได้ว่าภายหลังที่ได้ก่อหนี้ขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งมีภาระหรือมีหนี้ที่จะต้องนำหุ้นออกขายให้แก่บุคคลอื่นดังกล่าวกลายเป็นคนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคสอง ให้ถือเสมือนว่าเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้การชำระหนี้ตกเป็นอันพ้นวิสัย เมื่อปรากฏว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 คือการนำหุ้นที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามเหลืออยู่ในขณะถูกเลิกจ้างออกจำหน่ายให้แก่บุคคลอื่นเป็นการพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถูกกระทรวงการคลังสั่งห้ามไม่ให้ทำธุรกรรมทางการเงินหรือค้าหลักทรัพย์อีกต่อไปดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นจากการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 วรรคหนึ่ง และถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดข้อตกลงหรือยกเลิกเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่ระบุในบันทึกการเสนอขายหุ้น โดยพลการดังที่โจทก์ทั้งแปดสิบสามอ้าง จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องร่วมกันชำระเงินค่าหุ้นและค่าเสียหายรวมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งแปดสิบสามตามฟ้อง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสัณห์ วุฒิสันติ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สยามซิตี้
จำเลย — ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
สละ เทศรำพรรณ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา