คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644/2560
#611089
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (2) เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาล ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือไปยังกรรมการจำเลยที่ 1 เพื่อให้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของตนเป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ หนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้มีบุริมสิทธิ กรณีต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 233 และมาตรา 235 โจทก์ชอบจะใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ได้ แต่การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 อันมีต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ย แม้โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องได้ในนามของตนเองตามมาตรา 233 ก็เป็นการใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ค้างชำระ 8,387,597.17 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้างชำระตาม บช. 35 จากต้นเงิน 2,053,924.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย 3,128,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มที่ต้องชำระตามฟ้อง 8,387,597.17 บาท แก่โจทก์กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ค้างชำระตาม บช.35 เลขที่ 02019270-25551128-005-00327 จากต้นเงินภาษีจำนวน 18,271.91 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00328 จากต้นเงินภาษีจำนวน 64,747.42 บาท เลขที่ 0209270-2551128-005-00329 จากต้นเงินภาษีจำนวน 108,684.29 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00330 จากต้นเงินภาษีจำนวน 663,576.17 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00331 จากต้นเงินภาษีจำนวน 46,029.49 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00332 จากต้นเงินภาษีจำนวน 81,802.09 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00333 จากต้นเงินภาษีจำนวน 284,049.36 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00334 จากต้นเงินภาษีจำนวน 143,040.95 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00335 จากต้นเงินจำนวน 159,351.98 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00336 จากต้นเงินภาษีจำนวน 55,541.23 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00337 จากต้นเงินภาษีจำนวน 76,337.24 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00338 จากต้นเงินภาษีจำนวน 140,440.43 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00339 จากต้นเงินภาษีจำนวน 109,363.17 บาท เลขที่ 02019270-25551128-005-00340 จากต้นเงินภาษีจำนวน 102,678.87 บาท โดยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่เงินเพิ่มดังกล่าวต้องไม่เกินภาษีที่ต้องชำระ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์หลายเดือนภาษี รวมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงิน 8,380,000.40 บาท จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 98,000 บาท คงค้างชำระอยู่ 8,210,000.40 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้เร่งรัดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ได้อายัดเงินฝากของจำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนเป็นเงิน 830,000 บาท คงเหลือค่าภาษีอากร เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับค้างชำระ 7,331,896.93 บาท จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียน 5,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 500,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท มีจำเลยที่ 2 กับบุคคลอื่นอีกหกคนเป็นผู้ถือหุ้น โดยจำเลยที่ 2 ถือหุ้น 489,950 หุ้น มูลค่า 4,899,500 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าหุ้นแล้ว 1,899,500 บาท คงค้างชำระค่าหุ้น 3,000,000 บาท ส่วนหุ้นที่เหลือ 10,050 หุ้น ที่บุคคลอื่นถือไว้นั้น ได้ชำระค่าหุ้นครบถ้วนแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มในอัตรา 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน แต่เงินเพิ่มต้องไม่เกินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้ใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 โดยเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ส่งใช้ค่าหุ้นที่ค้างชำระพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 128,125 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 3,128,125 บาท ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลภาษีอากรกลาง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยอ้างการใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นค้างชำระแก่จำเลยที่ 1 ไปชำระแก่โจทก์นั้น ถือเป็นกรณีสืบเนื่องมาจากสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเก็บเงินค่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 ค้างชำระแล้วนำเงินที่ได้ไปชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างแก่โจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ปัญหานี้ตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลภาษีอากรหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเรื่องเขตอำนาจศาล ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร โดยโจทก์สืบพยานในประเด็นของจำเลยที่ 2 จนเสร็จแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า จึงเห็นควรวินิจฉัยประเด็นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องโจทก์ต่อไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยเสียก่อน

สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ต้องส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ส่งใช้ครบพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1119 มาตรา 1120 และมาตรา 1121 เมื่อจำเลยที่ 2 ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 จำต้องใช้เป็นเงินค่าหุ้นจนเต็มค่า และบรรดาเงินค่าหุ้นที่ค้างชำระนั้นกรรมการจะเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้เสียเมื่อใดก็ได้ซึ่งผู้ถือหุ้นทุกคนจะต้องใช้เงินตามจำนวนที่เรียกนั้น เจ้าพนักงานของโจทก์มีหนังสือไปยังกรรมการจำเลยที่ 1 เพื่อให้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 นำเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมาชำระแก่จำเลยที่ 1 ให้ครบถ้วน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของตน เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ หนี้ค่าภาษีอากรที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 เป็นหนี้มีบุริมสิทธิ กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 235 โจทก์ชอบจะใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ต่อจำเลยที่ 2 ได้ แต่การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 อันมีต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนพร้อมดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องได้ในนามของตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 ก็เป็นการใช้สิทธิแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ส่งใช้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ส่งใช้ค่าหุ้นที่ยังไม่ครบพร้อมดอกเบี้ย 3,128,125 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของมูลค่าหุ้นที่ส่งใช้ไม่ครบ 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 233 ม. 235 ม. 1119 ม. 1120 ม. 1121
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (2) ม. 10 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทโซลาร์ ไอที คอนซัลแตนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2643/2560
#611275
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน การที่จำเลยเพียงแต่มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อโจทก์และมีหนังสือขอความเป็นธรรมจากโจทก์ ก็หาใช่คำอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์การประเมิน จำนวนค่าอากรจึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ว่า จำเลยไม่ต้องเสียอากรตามการประเมินเพราะเหตุการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของประกาศกรมศุลกากรฯ และจำเลยสามารถใช้สิทธิยกเว้นให้ถูกต้อง แม้ใช้สิทธิภายหลังการตรวจปล่อยสินค้าหรือเสียอากรไปแล้วได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้อากรขาเข้าและเงินเพิ่มค้างชำระ (คำนวณถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557) แก่โจทก์ รวมกันเป็นเงินจำนวน 2,494,400.05 บาท และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะนำเงินมาชำระหนี้อากรขาเข้าแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม2547 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2547 จำเลยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม(กศก.99/1) ด้วยการประเมินตนเอง โดยสำแดงว่านำสินค้าประเภทลูกแพร์ มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ประเภทพิกัด 0808.200 อัตราอากรขาเข้า 0 เนื่องจากได้รับยกเว้นอากรตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทจ) ประกาศกระทรวงการคลัง ที่ กค 0518/ว1310 เรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทจ) ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งพิพาทกันในคดีนี้ รวมจำนวน 4 ใบขน โดยใบขนสินค้าทั้งหมดเป็นแบบ GREEN LINE ประทับตรายกเว้นการตรวจดังนี้ (1) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00847-00028 วันนำเข้าวันที่ 1 สิงหาคม 2547 จำนวนสินค้า 1,594 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 19,943 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) FORM A Reference No.Zc 1751D/04/0009 Date JUL 16,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าไปจากอารักขาในวันที่ 5 สิงหาคม 2547 (2) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00847-02088 วันนำเข้าวันที่ 15 สิงหาคม 2547 จำนวนสินค้า 1,519 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 20,182.50 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) FORM A Reference No.ZC 1751D/04/0018 Date JUL 29,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าไปจากอารักขาในวันที่ 17 สิงหาคม 2547 (3) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00847-03370 วันนำเข้าวันที่ 23 สิงหาคม 2547 จำนวนสินค้า 1,669 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 19,607.50 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certifcate of Origin) FORM A Reference No.ZC 1751D/04/0024 Date AUG 06,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ทำการตรวจปล่อยสินค้าจากอารักขาในวันที่ 23 สิงหาคม 2547 (4) ใบขนสินค้าขาเข้า เลขที่ 0101-00947-01272 วันนำเข้าวันที่ 9 กันยายน 2547 จำนวนสินค้า 1,586 หีบห่อ น้ำหนักสุทธิ 16,715 กิโลกรัม พร้อมแนบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (Certifcate of Origin) FORM A Reference No.ZC 1751D/04/0028 Date AUG 28,2004 ใบรับรองสุขอนามัย (PHYTOSANITARY CERTIFICATE) และใบตราส่ง (BILL OF LADING) และโจทก์ได้ตรวจปล่อยสินค้าไปจากอารักขาในวันที่ 10 กันยายน 2547 ต่อมาสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพมีหนังสือแจ้งให้จำเลยส่งใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM E โดยอ้างว่าการยื่นใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM A มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เท่านั้น เมื่อจำเลยนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรภายหลังวันที่ 30 มิถุนายน 2547 เพื่อให้ได้ยกเว้นอากรขาเข้าจึงต้องส่งใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM E ตามประกาศกรมศุลกากร ที่ 14/2547 เรื่องระเบียบพิธีการสำหรับการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีนลงวันที่ 30 มกราคม 2547 จำเลยจึงแจ้งไปยังผู้ขายที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้จัดส่งใบรับรองแหล่ง กำเนิดสินค้า (FORM E) ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2547 มารวม 4 ฉบับ โดยในใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (FORM E) ได้ระบุว่า "ให้มีผลย้อนหลัง" (ISSUED RETROSPECTIVELY) และส่งมอบให้โจทก์เพื่อประกอบการพิจารณา ต่อมาฝ่ายโจทก์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า FORM E แทน FORM A ของจำเลย ภายหลังการตรวจปล่อยไม่สามารถใช้ประกอบการใช้สิทธิยกเว้นอากรตามความตกลงเขตการค้าเสรีไทย - จีน (ทจ.) สำหรับสินค้าพิพาทที่นำเข้าได้ โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระอากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 และเจ้าพนักงานประเมินอากรขาเข้าของโจทก์ได้ทำการประเมินอากรขาเข้าพร้อมเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้าที่พิพาทกันในคดีนี้ทั้ง 4 ฉบับ แล้วมีหนังสือแจ้งการประเมินเรียกเก็บอากรขาเข้าพร้อมใบแนบส่งให้จำเลยทราบ โดยจำเลยมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินอากรขาเข้าและเงินเพิ่มของโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำนวนภาษีพิพาทยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีหนังสือตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้จำเลยต้องชำระอากรและเงินเพิ่มให้ครบถ้วนภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งการประเมิน มิฉะนั้นโจทก์อาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอีกไม่เกินร้อยละ 20 ของจำนวนเงินค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามมาตรา 112 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินไม่ว่าในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง จำเลยต้องใช้สิทธิในการอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมินตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 การที่จำเลยเพียงแต่มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อโจทก์ และมีหนังสือขอความเป็นธรรมจากโจทก์อ้างว่า การนำเข้าสินค้าลูกแพร์ของจำเลยที่พิพาทกันในคดีนี้จำนวน 4 ใบขน ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากรสำหรับสาธารณรัฐประชาชนจีน (ทจ.) ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 และการที่จำเลยปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบพิธีการศุลกากรที่กำหนดโดยจำเลยยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM A) แต่ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 14/2547 กำหนดให้ยื่นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM E) ก็ไม่ทำให้สิทธิได้รับยกเว้นอากรขาเข้าของจำเลยหมดสิ้นไปนั้น เป็นเพียงหนังสือขอความเป็นธรรมของจำเลยขอให้ยกเลิกหนังสือแจ้งการประเมิน หาใช่เป็นแบบหนังสืออุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ทั้งหนังสือขอความเป็นธรรมของจำเลยที่อ้างว่า ยังมีปัญหาข้อกฎหมายและพิธีการศุลกากรว่า จำเลยได้รับสิทธิยกเว้นอากรหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานของสองหน่วยงานของโจทก์ คืออยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักกฎหมายจำนวน 4 ใบขน และอยู่ในระหว่างการดำเนินการของสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพอีก 2 ใบขน การพิจารณาอาจมีความเห็นแตกต่างกันก็ได้ จึงน่าจะมีปัญหาในการพิจารณาเพื่อเกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ จำเลยขอให้โจทก์พิจารณามอบหมายให้คณะกรรมการพิจารณากฎหมายและพิธีการศุลกากรร่วมพิจารณาต่อไปด้วย ก็หาใช่เป็นคำอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์การประเมิน จำนวนค่าอากรจึงยุติตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีนี้ว่า จำเลยไม่ต้องเสียอากรตามการประเมินเพราะเหตุการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขของประกาศกรมศุลกากรที่ 14/2547 จำเลยสามารถใช้สิทธิยกเว้นให้ถูกต้อง แม้ใช้สิทธิภายหลังการตรวจปล่อยสินค้าหรือเสียอากรไปแล้วก็ย่อมได้นั้น ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 จำเลยจึงต้องรับผิดชำระอากรขาเข้าพร้อมทั้งเงินเพิ่มตามที่โจทก์ฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้อากรขาเข้าและเงินเพิ่มค้างชำระ (คำนวณถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557) แก่โจทก์เป็นเงิน 2,494,400.05 บาท และให้จำเลยชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน ของต้นเงินอากรขาเข้าค้างชำระตามมาตรา 112 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 22 พฤษภาคม 2557) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทเซ็นคาร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2640/2560
#610059
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ชำระเงินค่าแลกคะแนนเพื่อซื้อของสมมุติของผู้ถือบัตร @cash แก่บริษัท ฟ. โดยมีการหักลบเงินที่ต้องจ่ายให้แก่กันจากราคาหน้าบัตร @ cash ในอัตราร้อยละ 25 หรือร้อยละ 33 แล้วแต่กรณี จึงไม่ใช่การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีลักษณะเป็นการหักค่าบริการที่โจทก์ได้ดำเนินการวางระบบโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อเว็บไซต์ระหว่างกัน เพื่อให้ผู้ถือบัตร @cash ของโจทก์สามารถเข้าเล่นเกมของบริษัท ฟ. ได้ รวมถึงการพัฒนาดูแลระบบหรือโปรแกรมระบบงานเพื่อประมวลผลต่าง ๆ ในการคัดแยกจัดสรรประโยชน์ระหว่างโจทก์กับบริษัท ฟ. ตามปริมาณการใช้บัตร @cash ของโจทก์ที่ลูกค้าได้เข้าใช้บริการเกมออนไลน์ของบริษัท ฟ. อันมีลักษณะเป็นการกระทำใด ๆ ที่อาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า จึงเป็นการบริการตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (10)

การให้บริการระหว่างโจทก์กับบริษัท ฟ. เป็นคนละขั้นตอนกับการที่โจทก์ขายบัตร @cash ของโจทก์ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้าซึ่งจะนำบัตรไปขายต่อให้แก่ผู้เล่นเกมออนไลน์ ค่าบริการดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการขายบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้า โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ได้รับจากบริษัท ฟ. นำส่งจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งประเมินเลขที่ ภพ.73.1-02012340-25530922-005-00657 ถึง ภพ.73.1-02322340-25530922-005-00712 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ รวมทั้งให้งดหรือลดเบี้ยปรับจำนวน 5,907,841.66 บาท และงดหรือลดเงินเพิ่มจำนวน 2,512,801.66 บาท กับให้จำเลยคืนเงินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่โจทก์ชำระแก่จำเลยแล้วรวม 13,102,636.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,652,891 บาท แก่โจทก์ และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,102,636.58 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด

ค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์ประกอบกิจการสร้างเกมออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้เล่นเกมเข้าเล่นผ่านเว็บไซต์ www.asiasoft.co.th โดยผู้เล่นสามารถเล่นเกมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่โจทก์ แต่หากผู้เล่นต้องการซื้อของสมมุติในเกม เช่น เสื้อผ้า อาวุธ หรือการเดินทางผ่านทางลัดในเกม ผู้เล่นต้องซื้อบัตรของโจทก์ที่เรียกว่า @Cash มี

2 ชนิด ชนิดแรก บัตร @cash ที่เป็นบัตรแข็ง มีราคาตั้งแต่ 55 บาท ถึง 888 บาท วางจำหน่ายที่ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อ ชนิดที่สอง บัตร @cash มาจากช่องทางการจำหน่ายบัตรระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-chanel) เช่น @cash on mobile และ @cash online บัตรแต่ละใบจะมีรหัสลำดับประจำบัตร (Serial Code) และรหัสผ่าน (Password) ไม่ซ้ำกัน เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและเพื่อประโยชน์ในการนับจำนวนราคาตามบัตรที่ขายได้ แล้วผู้เล่นต้องป้อนรหัสดังกล่าวของบัตรที่ซื้อมาเข้าไปในเกมที่ผู้เล่นต้องการซื้อของสมมุติในเกมนั้น จากนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะแลกมูลค่าตามราคาหน้าบัตรดังกล่าวเป็นคะแนนเพื่อให้ผู้เล่นใช้ซื้อของสมมุติในเกมได้ ส่วนบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ประกอบธุรกิจให้บริการเกมออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้เล่นเกมเข้าเล่นผ่านเว็บไซต์ www.funbox.co.th โดยผู้เล่นสามารถเล่นเกมโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระแก่บริษัทดังกล่าว แต่หากผู้เล่นต้องการซื้อของสมมุติในเกม เช่น อาวุธ เครื่องมือ ผู้เล่นสามารถซื้อบัตร @Cash ของโจทก์ แล้วนำรหัสประจำบัตรและรหัสผ่านของบัตรที่ซื้อมาไปกรอกในช่องกรอกข้อมูลเพื่อแลกคะแนนในเว็บไซต์ของโจทก์และเลือกเล่นเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จากนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์จะแจ้งรหัสลำดับ (Serial Code) และรหัสผ่าน (Password) อีกชุดของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่โจทก์จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์ ให้ผู้เล่นเกมทราบ

บนหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ แล้วผู้เล่นเกมต้องเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ของโจทก์ และนำรหัสลำดับและรหัสผ่านดังกล่าวไปกรอกในช่องกรอกข้อมูลเพื่อแลกคะแนนในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จากนั้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนมูลค่าตามราคาหน้าบัตรดังกล่าวเป็นคะแนนเพื่อให้ผู้เล่นใช้ซื้อของสมมุติในเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ต่อไป โจทก์และบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ทำสัญญาให้บริการ เมื่อโจทก์นำบัตร @cash ชนิดบัตรแข็งไปจำหน่ายแก่ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อ โจทก์จะคิดราคาหลังหักส่วนลด ร้อยละ 20 ของราคาตามหน้าบัตรดังกล่าว และออกใบกำกับภาษีไปยังผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อจากราคาหลังหักส่วนลดดังกล่าวแล้วเป็นภาษีขาย แล้วนำส่งภาษีขายแก่จำเลย ผู้จัดจำหน่ายหรือร้านสะดวกซื้อได้ขายบัตรดังกล่าวในราคาตามหน้าบัตรให้แก่ผู้เล่นเกม ผู้จัดจำหน่ายจะนำภาษีขายที่คำนวณจากราคาหน้าบัตรดังกล่าวหักด้วยภาษีซื้อที่โจทก์เรียกเก็บไป แล้วนำส่งภาษีให้แก่จำเลย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 56 ฉบับ ไปยังโจทก์ โดยให้เหตุผลทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งโจทก์มิได้จัดทำใบกำกับภาษีพร้อมส่งมอบใบกำกับภาษีทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ตามมาตรา 86 แห่งประมวลรัษฎากร โดยจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานปรากฏว่า โจทก์ให้บริการใช้พื้นที่บนเว็บไซต์ให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยมิได้ออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ได้ให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร และมิได้นำมูลค่าบริการทั้งหมดที่

ได้ให้บริการมารวมคำนวณเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร รวมภาษีที่ประเมิน เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 20,236,328.15 บาท โจทก์รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2553 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว และมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่ให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์รวม 56 เรื่อง โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ให้ผู้เล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ใช้บัตร @cash ของโจทก์เป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีแผนการตลาดที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้บัตร @cash โดยการซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างจาก

ผู้ประกอบกิจการเกมส์ออนไลน์รายอื่นมาจำหน่ายให้แก่ผู้เล่นเกมส์ผ่านบัตร @cash เพื่อให้ผู้เล่นเกมสามารถใช้บัตร @cash ซื้อสินค้าได้ทั้งของโจทก์และของผู้ประกอบการรายอื่นด้วย โจทก์จึงตกลงซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้แก่ สิทธิในการแลกคะแนนเพื่อใช้ซื้อสิ่งของสมมุติในเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวส่งมอบรหัสลำดับ (serial code) และรหัสผ่าน (password) ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายและส่งมอบต่อให้ผู้เล่นเกมส์ผ่านบัตร @cash ซึ่งบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างให้แก่โจทก์ในราคาหลังหักส่วนลดในอัตราร้อยละ 33 จากราคาหน้าบัตร @cash ซึ่งโจทก์ได้นำสินค้าที่ไม่มีรูปร่างไปจำหน่ายให้แก่ผู้จัดจำหน่ายบัตร @cash ในราคาหลังหักส่วนลดอัตราร้อยละ 20 จากราคาหน้าบัตร โจทก์จึงมีรายได้เท่ากับส่วนต่างของราคา

ซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด กับราคาขายให้แก่ผู้จัดจำหน่าย เมื่อผู้เล่นเกมซื้อบัตร @cash ของโจทก์ก็มีสิทธินำบัตรดังกล่าวมาเลือกซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง ทั้งสินค้าที่เป็นของสมมุติที่ใช้ในเกมออนไลน์ของโจทก์และของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่โจทก์ซื้อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าจะเลือกซื้อสินค้าชนิดใด การที่โจทก์ซื้อสินค้าที่ไม่มีรูปร่างจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เป็นการซื้อมาขายไปและซื้อถูกขายแพงซึ่งเป็นวิธีการดำเนินธุรกิจตามปกติทั่วไป จึงเป็นการซื้อขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (8) และ (9) ไม่ใช่การบริการตามมาตรา 77/1 (10) ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัย นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของจำเลยสอดคล้องตรงกับข้อความในสัญญาให้บริการที่ระบุว่า ข้อ 1. โจทก์ตกลงและยินยอมให้ผู้ใช้บริการเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด สามารถใช้บัตร @cash เติมบริการเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ ข้อ 2. บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงชำระค่าบริการตามสัญญาให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนตามยอดจำหน่ายสะสมบัตร @cash โดยคิดจากราคาหน้าบัตรหลังหักภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อ 3. การชำระค่าบริการตามข้อ 2. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า โจทก์เป็น

ผู้จำหน่ายบัตร @cash ตามราคาที่ระบุไว้หน้าบัตร และดำเนินการหักค่าบริการไว้และจะนำส่งส่วนที่เหลือจากการหักค่าบริการคืนให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ข้อ 4. โจทก์ตกลงรายงานปริมาณการใช้บัตรให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ทราบทุกเดือน และบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงออกใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บเงินจากโจทก์ภายหลังจากโจทก์รายงานปริมาณการใช้บริการบัตร ซึ่งสัญญาให้บริการ ข้อ 4 ยังระบุว่า โจทก์เป็นผู้พัฒนาและดูแลระบบการเติมบริการออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ด้วยบัตร @cash ของโจทก์ให้กับเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และข้อ 6 โจทก์เป็นผู้จัดทำระบบรายงานผล

การใช้บริการบัตร @cash สำหรับเติมบริการออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด อีกด้วย แต่โจทก์นำสืบหักล้างพยานหลักฐานจำเลยเพียงว่า สัญญาให้บริการมีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติของโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เนื่องจากโจทก์เป็นผู้ซื้อสิทธิการแลกคะแนนในเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด นำไปขายให้แก่ผู้เล่นเกม จึงไม่ใช่การบริการเท่านั้น แต่กลับได้ความเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติของโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จากคำเบิกความของนายธีระบูลย์ เจ้าพนักงานของจำเลยว่า กรณีผู้เล่นเกมใช้บัตร @cash ของโจทก์เลือกเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ผู้เล่นสามารถเข้าเล่นเกมของบริษัทดังกล่าวได้โดยผ่านลิงค์ของเว็บไซต์โจทก์ ซึ่งโจทก์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับโปรแกรมระบบงานเพื่อการเชื่อมต่อ และเป็นผู้สรุปรายงานปริมาณการใช้บัตร หากผู้เล่นจะเข้าเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะมี Drop down ให้เลือก "เติมเงิน @cash" โปรแกรมจะเชื่อมต่อกลับไปหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ เพื่อให้ผู้เล่นป้อนรหัสลำดับ (Serial code) และรหัสผ่าน (Password) ที่มากับบัตร @cash ระบบจะเปลี่ยนรหัสในบัตรเป็นรหัสของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ผู้เล่นต้องนำรหัสดังกล่าวไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ที่สามารถเชื่อมต่อได้จากเว็บไซต์ของโจทก์ ทั้งยังได้ความจากนางสาวจุไรรัตน์ พยานจำเลยอีกว่า วิธีเรียกเก็บเงินระหว่างโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เช่น กรณีบัตรแข็ง ราคาหน้าบัตร 888 บาท เฉพาะที่ผู้เล่นเลือกเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โจทก์จะหักเงินอัตราร้อยละ 33 เป็นเงิน 273.87 บาท โดยไม่มีการออกใบกำกับภาษีขายและบันทึกรายงานภาษีขายไว้แต่อย่างใด ส่วนที่เหลือร้อยละ 67 จำนวน 556.03 บาท บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะออกใบกำกับภาษีเรียกเก็บค่าบริการเกมจากโจทก์ ทั้งที่ผู้เล่นซื้อของสมมุติได้ตามราคาหน้าบัตร อันแสดงให้เห็นถึงวิธีปฏิบัติระหว่างกันสอดคล้องกับข้อความตามสัญญาให้บริการที่ตกลงกันไว้มากกว่าที่พยานโจทก์เบิกความ นอกจากนี้บันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาให้บริการยังปรากฏให้เห็นถึงการดูแลระบบงานประมวลผลเพื่อมีการจัดสรรประโยชน์ระหว่างกันดังจะเห็นได้จากข้อตกลง ข้อ 1. ที่ระบุว่า บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตกลงและยินยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการคำนวณอัตราค่าบริการในการใช้บัตร @Cash เติมบริการเกมออนไลน์และ/หรือบริการอื่น ๆ ของบริษัทดังกล่าวตามสัญญาให้บริการ โดยบริษัทดังกล่าวตกลงชำระค่าบริการให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ดังนี้ อัตราค่าบริการร้อยละ 33 โดยคิดจากราคาหน้าบัตร @cash ที่เป็นแบบแข็ง และอัตราร้อยละ 25 โดยคิดจากราคาหน้าบัตร @cash ที่มาจากช่องทาง E-Channel และข้อ 2. บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด สามารถสะสมยอดจำหน่ายบัตร @cash เพื่อรับคืนส่วนลดค่าบริการ (Rebate) ปลายปี ดังนี้ ยอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่ 10,000,000 บาท ถึง 30,000,000 บาท รับคืนส่วนลดค่าบริการร้อยละ 1 ยอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่ 30,000,001 บาท ถึง 50,000,000 บาท รับคืนส่วนลดค่าบริการร้อยละ 2 ยอดจำหน่ายสะสมตั้งแต่ 50,000,001 บาท เป็นต้นไป รับคืนส่วนลดค่าบริการร้อยละ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีภาระผูกพันในการจ่ายคืนค่าบริการให้บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด หากยอดรวมสะสมในการเข้าเล่นเกมมียอดสูงถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการบริการและเป็นการกระตุ้นให้บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด นำเกมที่น่าสนใจมาให้บริการบนเว็บไซต์ของตน อันเป็นการสนับสนุนพยานหลักฐานของจำเลยให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์และเป็นเจ้าของบัตร @cash ทั้งเป็นผู้ผลิตบัตร @cash ผ่านช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ ส่วนบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์และมีการขายบัตรเข้าเล่นเกมของตนเองเช่นกัน แต่บัตร Fun cash ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด มีช่องทางจำหน่ายไม่แพร่หลายเท่ากับบัตร @cash ของโจทก์ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางให้ผู้เล่นตามที่นางเฉลิมชัย พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และเป็นลูกจ้างโจทก์กับเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความรับ โจทก์และบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จึงทำสัญญาให้บริการเพื่อให้ผู้เล่นสามารถนำบัตร @cash ของโจทก์มาเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ โดยโจทก์เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับโปรแกรมระบบงานเพื่อการเชื่อมต่อ และเป็นผู้สรุปรายงานปริมาณการใช้บัตร หากผู้เล่นเกมเข้าเล่นเกมของเว็บไซต์บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะมี Drop down ให้เลือก "เติมเงิน @cash" โปรแกรมจะเชื่อมต่อกลับไปที่หน้าเว็บไซต์ของโจทก์ เพื่อให้ผู้เล่นป้อนรหัสลำดับและรหัสผ่านที่มากับบัตร @cash ระบบจะเปลี่ยนรหัสในบัตรเป็นรหัสของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ผู้เล่นต้องนำรหัสไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เพื่อใช้แลกคะแนนในการซื้อของในเกม ระบบของโจทก์จะบันทึกการใช้บัตร @cash เพื่อการเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และรหัสของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด จะเป็นข้อมูลที่ใช้ประมวลผลและสรุปรายงานการใช้บัตรเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด แต่ละรอบเดือน ดังนั้น การที่โจทก์ชำระเงินค่าแลกคะแนนเพื่อซื้อของสมมุติของผู้ถือบัตร @cash แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยมีการหักลบเงินที่ต้องจ่ายให้แก่กันจากราคาหน้าบัตร @ cash ในอัตราร้อยละ 25 หรือร้อยละ 33 แล้วแต่กรณี ซึ่งผิดจากสัญญาให้บริการดังกล่าวจึงไม่ใช่การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างดังที่โจทก์อุทธรณ์ แต่มีลักษณะเป็นการหักค่าบริการที่โจทก์ได้ดำเนินการวางระบบโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อเว็บไซต์ระหว่างกัน เพื่อให้

ผู้ถือบัตร @cash ของโจทก์สามารถเข้าเล่นเกมของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ รวมถึงการพัฒนาดูแลระบบหรือโปรแกรมระบบงานเพื่อประมวลผลต่าง ๆ ในการคัดแยกจัดสรรประโยชน์ระหว่างโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ตามปริมาณการใช้บัตร @cash ของโจทก์ที่ลูกค้าได้เข้าใช้บริการเกมออนไลน์ของบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด อันมีลักษณะเป็นการกระทำใด ๆ ที่อาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้าเสมือนการขายคูปองอาหารของห้างสรรพสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถนำไปซื้อสินค้าหรือบริการภายในห้างสรรพสินค้าดังกล่าวซึ่งมีข้อตกลงกับร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการ จึงเป็นการบริการตามมาตรา 77/1 (10) แห่งประมวลรัษฎากร การที่โจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด โดยมีการหักลดเงินที่ต้องจ่ายให้แก่กันจากราคาหน้าบัตร @cash ของโจทก์จึงไม่เป็นส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด ได้ลดให้ขณะขายสินค้าหรือบริการตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร เงินส่วนที่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด หักลดให้แก่โจทก์ จึงเป็นมูลค่าของฐานภาษีที่ต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

ในแต่ละเดือนด้วย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด มิใช่นำไปหักลดกับค่าซื้อของสมมุติจากเกมที่ต้องจ่ายแทนผู้ถือบัตร @cash ของโจทก์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หากโจทก์ต้องออกใบกำกับภาษีจากส่วนลดของราคาตามหน้าบัตร @Cash ให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้แก่จำเลยอีกก็จะเป็นกรณีที่สินค้าชิ้นเดียวกันมีการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งแก่จำเลยรวมแล้วเกินกว่าร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าชิ้นเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า การให้บริการระหว่างโจทก์กับบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด เป็นคนละขั้นตอนกับการที่โจทก์ขายบัตร @cash ของโจทก์ให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้าซึ่งจะนำบัตรไปขายต่อให้แก่ผู้เล่นเกมออนไลน์ ค่าบริการดังกล่าวจึงเป็นมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการให้บริการ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับมูลค่าที่โจทก์ได้รับจากการขายบัตรดังกล่าวให้แก่ผู้จัดจำหน่ายสินค้า ดังนี้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีและเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าบริการที่ได้รับจากบริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด นำส่งจำเลยเป็นอีกส่วนหนึ่งด้วย การที่เจ้าพนักงานของจำเลยประเมินและเรียกให้โจทก์ออกใบกำกับภาษีขายจากส่วนลดตามราคาหน้าบัตร @cash ของโจทก์ให้แก่บริษัทฟันบ็อกซ์ จำกัด และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีกันยายน 2548 ถึงเดือนภาษีพฤษภาคม 2553 แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว เมื่อโจทก์แสดงภาษีขายไว้ขาดไปจึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีตามมาตรา 89 (5) แห่งประมวลรัษฎากร และเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะมิทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (10)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเฉลิมพล นาคสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นายอดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2636/2560
#610621
เปิดฉบับเต็ม

เงินได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 40 (2) เป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ส่วนมาตรา 40 (6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระรวมถึงการบัญชี ซึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้ประเภทต่าง ๆ กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน เมื่อเงินได้เกี่ยวกับการรับทำงานให้ของผู้ประกอบวิชาชีพล้วนเป็นการรับจ้างบริการในลักษณะเดียวกัน การจะพิจารณาว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด นอกจากจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ทำว่าเป็นการประกอบวิชาชีพโดยตนเองอาศัยความรู้ความชำนาญและได้รับเงินตามปริมาณผลงานที่ทำหรือไม่แล้ว ยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ของผู้ประกอบวิชาชีพประกอบกันด้วย เพราะหากไม่พิจารณาจากค่าใช้จ่ายด้วยแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีเงินได้จากลักษณะงานที่มีค่าใช้จ่ายน้อยก็จะอ้างว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) เพื่อหักค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้จริง เมื่อเงินได้พึงประเมินที่บริษัท ห. จ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชี มาจากการรับทำงานให้ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนโดยไม่เกี่ยวกับปริมาณงาน และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีค่าใช้จ่าย เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) หาใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (6) ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ 02015090 - 25540418 - 001 - 00038 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.2/2/9/2555 และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คืนหลักประกันการขอทุเลาการเสียภาษีอากรพร้อมยกเลิกการระงับการจำหน่าย จ่าย โอน เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และ ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์จบการศึกษาสาขาบัญชีบัณฑิต และเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี ตามสำเนาปริญญาบัตร และสำเนาบัตรของสภาวิชาชีพบัญชี จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงการคลัง มีหน้าที่และควบคุมการจัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์รับจ้างเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวางระบบบัญชีให้แก่กลุ่มบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) และยังมีรายได้อื่น โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2552 แสดงเงินได้ค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชีที่ได้รับจากบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,040,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) รวมทั้งมีเงินได้ที่ได้รับจากบริษัทอื่น และภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งเมื่อคำนวณภาษีแล้วโจทก์ขอคืนภาษีที่ชำระเกินจำนวน 61,696.33 บาท ตามสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2552 จำเลยที่ 1 ได้คืนเงินภาษีตามที่ขอคืนแก่โจทก์แล้ว ตามสำเนาหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) และสำเนาเช็คคืนภาษี ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมจำนวน 66,776.83 บาท เงินเพิ่มจำนวน 13,021.48 บาท รวม 79,798.31 บาท โดยเห็นว่า เงินได้จากการเป็นที่ปรึกษาวางระบบบัญชีจำนวน 1,040,000 บาท ดังกล่าว เป็นเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) และใบตอบรับทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2554 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ตามสำเนาใบรับอุทธรณ์และสำเนาคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2556 ตามสำเนาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และใบตอบรับทางไปรษณีย์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงนำคดีนี้มาฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าที่ปรึกษาทางด้านบัญชีจำนวน 1,040,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินจากการรับทำงานให้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) หรือเป็นเงินได้พึงประเมินจากวิชาชีพอิสระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (6) นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 แบ่งเงินได้ไว้ 8 ประเภท เงินได้ประเภทที่ 2 ตามมาตรา 40 (2) เป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ส่วนประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เป็นเงินได้จากวิชาชีพอิสระรวมถึงการบัญชี ซึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้ประเภทต่าง ๆ กฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายไม่เหมือนกัน เฉพาะเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ตามมาตรา 42 ทวิ (เดิม) ส่วนเงินได้ตามมาตรา 40 (6) มาตรา 44 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2502 มาตรา 6 ระบุให้เงินได้จากวิชาชีพอิสระนอกจากการประกอบโรคศิลป ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 30 โดยไม่จำกัดจำนวน และหากแสดงหลักฐานโดยพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ดังนั้น เมื่อเงินได้เกี่ยวกับการรับทำงานให้ของผู้ประกอบวิชาชีพล้วนเป็นการรับจ้างบริการในลักษณะเดียวกัน การจะพิจารณาว่าเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด นอกจากจะต้องพิจารณาถึงลักษณะของงานที่ทำว่าเป็นการประกอบวิชาชีพโดยตนเองอาศัยความรู้ความชำนาญและได้รับเงินตามปริมาณผลงานที่ทำหรือไม่แล้ว ยังต้องพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ของผู้ประกอบวิชาชีพประกอบกันด้วย เพราะหากไม่พิจารณาจากค่าใช้จ่ายด้วยแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีเงินได้จากลักษณะงานที่มีค่าใช้จ่ายน้อยก็จะอ้างว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) เพื่อหักค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดเงินได้จริง ทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะต้องเสีย อันจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพอิสระที่ลักษณะงานมีค่าใช้จ่ายมากแต่กลับหักค่าใช้จ่ายได้ในลักษณะเดียวกับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนกรณีของโจทก์เมื่อพิจารณาจากลักษณะของงานที่ทำ แม้โจทก์จะนำสืบโดยมีตัวโจทก์มาเบิกความว่า เงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์ มาจากการให้บริการเป็นที่ปรึกษาวางระบบบัญชี เป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ และได้รับค่าตอบแทนเป็นการเหมา แต่ยอมตกลงให้แบ่งจ่ายเป็นรายงวดตามปริมาณผลงาน ตามสำเนาสัญญาจ้างผู้เชี่ยวชาญวางระบบบัญชีและมีระดับการแบ่งจ่ายแต่ละงวดไม่เท่ากัน งวดที่ 1 ถึง 3 จ่ายงวดละ 80,000 บาท งวดที่ 4 ถึง 16 จ่ายงวดละ 100,000 บาท ตามปริมาณงานและหากเกิดความเสียหายจริง บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ก็สามารถระงับการจ่ายเงิน และฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ก็ตาม แต่โจทก์ไม่มีพยานบุคคลของบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) มานำสืบสนับสนุน และจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางสาววลัยลักษณ์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2554 โจทก์ได้ไปพบและให้การต่อนางสาววลัยลักษณ์ เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบการโดยให้การในส่วนที่เกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์ในปีภาษี 2552 ว่า โจทก์มีเงินได้จากค่าที่ปรึกษาด้านบัญชีจากบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) เดือนละ 80,000 บาท และเดือนละ 100,000 บาท รวมปีละ 1,040,000 บาท โดยไม่มีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ลักษณะงานที่ทำ มีหน้าที่ช่วยดูแลระบบบัญชี วางระบบบัญชี ให้คำปรึกษาด้านบัญชี คำนวณการคิดต้นทุนการผลิตสินค้า ตรวจงบการเงิน วางแผนภาษี ฯลฯ โดยการเข้าไปทำงานจะทำงานด้วยตนเอง ไม่มีทีมงาน เนื่องจากบริษัทฯ มีพนักงานของบริษัทฯ ทำอยู่แล้วในแผนกบัญชี จึงเป็นเพียงที่ปรึกษาด้านระบบฯ ที่กล่าวไว้ การจ่ายค่าตอบแทนบริษัทฯ จะจ่ายเป็นรายเดือน เท่า ๆ กันทุกเดือน โดยไม่เกี่ยวกับปริมาณงานแต่อย่างใด และไม่ได้คิดค่าตอบแทนเป็นงาน ๆ หรือเป็นโครงการ เนื่องจากบริษัทฯ ไม่สามารถจ้างเป็นโครงการได้ และสิ้นปีไม่ได้รับโบนัส ตามคำให้การโจทก์ ซึ่งท้ายคำให้การดังกล่าวก็มีข้อความระบุว่า โจทก์ได้อ่านข้อความข้างต้นแล้ว ยอมรับว่าถูกต้องเป็นความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานต่อเจ้าพนักงานและพยาน และโจทก์ก็ได้ลงลายมือชื่อไว้ โดยโจทก์ไม่เคยโต้แย้งว่าไม่เคยให้การไว้เช่นนั้น ดังนั้น การที่โจทก์เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้มีความรู้ทางด้านบัญชีและภาษีอากรได้ตกลงทำสัญญาจ่ายค่าตอบแทนเป็นการเหมาและยอมให้แบ่งจ่ายเป็นรายงวดตามปริมาณผลงานไว้ ทำให้คำเบิกความและพยานเอกสารของโจทก์ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นเจ้าพนักงานไม่น่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาประกอบกับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของบริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เงินได้ที่จ่ายให้แก่โจทก์เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชีดังกล่าวเป็นรายเดือน 3 เดือนแรก เดือนละ 80,000 บาท และเดือนต่อ ๆ มาเดือนละ 100,000 บาท โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน ส่วนประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายนั้น แม้โจทก์จะนำสืบว่ามีต้นทุนได้แก่ คอมพิวเตอร์พกพา ค่าใช้จ่ายในการสื่อสาร และค่าพาหนะ แต่ก็ไม่ได้นำสืบว่าเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด และเกี่ยวข้องกับการได้มาของเงินได้อย่างไร ในส่วนต้นทุนอื่นได้แก่ ค่าการศึกษา การฝึกอบรม และการสั่งสมประสบการณ์ที่โจทก์นำสืบมา ก็ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายอันก่อให้เกิดเงินได้ที่โจทก์จะอ้างได้ นอกจากนี้โจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านยอมรับว่า โจทก์ไม่มีลูกจ้างหรือคนงาน โจทก์ทำงานด้วยตนเอง ถือว่าโจทก์นำสืบไม่ได้ถึงค่าใช้จ่าย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เงินได้พึงประเมินที่บริษัทห้องเย็นเอเชี่ยนซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่โจทก์เป็นค่าที่ปรึกษาวางระบบบัญชี มาจากการรับทำงานให้ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนโดยไม่เกี่ยวกับปริมาณงาน และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีค่าใช้จ่าย เงินได้ดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (2) หาใช่เงินได้จากวิชาชีพอิสระอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) ดังที่โจทก์อ้างไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 40 (2) ม. 40 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรศักดิ์ ลิ้มบุญยประเสริฐ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายภานุ รังสีสหัส
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2620/2560
#611271
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทแทน จ. แล้วแย่งการครอบครองโดยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยัง จ. ว่าไม่มีเจตนายึดที่ดินพิพาทแทน จ. ต่อไป คดีจึงไม่มีประเด็นว่า โจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยัง จ. บิดาจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสอง ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ และเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ทั้งสองมิได้แก้ฎีกาว่า ส. บิดาโจทก์ที่ 2 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของ จ. หรือบริษัท ร. แล้วโจทก์ที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจาก จ. จึงเป็นการครอบครองแทน จ. บิดาจำเลยด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 เนื้อที่ 13 ไร่ 13 ตารางวา และเลขที่ 825 บางส่วน เนื้อที่ 40 ไร่เศษ ตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง กองมรดกของนายสาและโจทก์ที่ 2 มีสิทธิครอบครอง ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยไปดำเนินการขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา สาขาตะกั่วป่า แก้ไขหรือออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 เนื้อที่ 13 ไร่ 13 ตารางวา และเลขที่ 825 บางส่วน เนื้อที่ 40 ไร่เศษ ให้แก่กองมรดกของนายสาและโจทก์ที่ 2 และห้ามจำเลยและบริวารของนายจุติเข้ามาขัดขวางหรือรบกวนการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอีกต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาปูนและลวดหนามซึ่งปักไว้ตามแนวที่คนงานของบริษัทเรือขุดแร่บุญสูง จำกัด ปลูกไม้ยืนต้นไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายตลอดแนวออกทั้งหมด ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินอีกต่อไป

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท เนื้อที่ 50 ไร่ 61 ตารางวา ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 และ 825 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 50 ไร่ 61 ตารางวา บริเวณกรอบเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาท อยู่ในเขตที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 และ 825 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ที่มีชื่อนายจุติ บิดาจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เดิมนายสา บิดาโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ต่อมานายสาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล และโจทก์ที่ 2 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาตลอด ครั้นปลายปี 2549 โจทก์ที่ 2 นำรถตักเข้าไปตักดิน หินและทรายในที่ดินพิพาทไปจำหน่าย จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจุติมอบอำนาจให้นายชัยพฤกษ์ ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตะกั่วป่าให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 2 กับพวกในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือจำเลย เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่า นายจุติไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท นายสาและโจทก์ทั้งสองได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยเข้าแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากนายจุติ โดยนายสาและโจทก์ทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ปี 2524 นายสาและโจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน ไม่เคยขออนุญาตนายจุติและไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายจุติ เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องและให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยการครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายจุติ แล้วแย่งการครอบครองโดยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังนายจุติว่าไม่มีเจตนายึดที่ดินพิพาทแทนนายจุติต่อไป คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังนายจุติบิดาจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 หรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองไม่ได้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในข้อนี้จึงไม่ชอบและเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยโจทก์ทั้งสองมิได้แก้ฎีกาว่านายสาบิดาโจทก์ที่ 2 เข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายจุติหรือบริษัทเรือขุดแร่บุญสูง จำกัด แล้วโจทก์ที่ 2 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากนายสาจึงเป็นการครอบครองแทนนายจุติบิดาจำเลยด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายจุติผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องแย้งให้ขับไล่โจทก์ทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเสาปูนและลวดหนามออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 824 และ 825 ตำบลโคกเคียน อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวอีกต่อไป ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามชั้นศาลตามฟ้องโจทก์ทั้งสองและฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1381
ชื่อคู่ความ
นายอดิศร์ บุหงา ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนายสา บุหงา กับพวก
จำเลย — นายประยงค์ บุญสูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายสุนทร คงศรีชาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายมนูภาน ยศธแสนย์
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2560
#610623
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลภาษีอากรกลางได้จะต้องเป็นคดีที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 สำหรับคดีเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากรนั้น ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนเงินค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น ตามมาตรา 9 ทั้งต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17

คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่จำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืน โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาโจทก์ได้ชี้แจงและนำส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการขอคืนเพิ่มเติม จำเลยมีหนังสือยกเลิกคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร และโอนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ แต่ไม่คืนดอกเบี้ยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 4 ทศ เห็นได้ว่าดอกเบี้ยตามมาตรา 4 ทศ เป็นดอกผลโดยนิตินัยของภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์เสียเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย และจำเลยต้องพิจารณาสั่งคืน เมื่อจำเลยสั่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่คืนดอกเบี้ยแก่โจทก์ ย่อมมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายแพ่งแล้ว

การคำนวณดอกเบี้ยต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากรข้อ 1 (2) มิใช่นับแต่วันส่งเอกสารจนครบ เนื่องจากการที่เจ้าพนักงานเรียกให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ ตามข้อ 2 วรรคสาม มีผลเพียงให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่ง ตามข้อ 2 วรรคสี่ เท่านั้น เมื่อนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีในเดือนภาษีที่พิพาทแต่ละฉบับจนถึงวันที่ลงนามในคำสั่งคืนเงินเป็นระยะเวลาที่พ้นกำหนดสามเดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ย

ตามหนังสือที่แจ้งให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 18 เมษายน 2556 เป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานที่เรียกเอกสารหรือพยานหลักฐานที่กำหนดเวลาไว้น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 2 วรรคสาม จำเลยไม่อาจระงับการคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน

กฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 วรรคสอง นั้น ให้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน หลังจากนั้นไม่มีการคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก จำเลยชอบที่จะเร่งรัดคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์ชำระเกินไปพร้อมดอกเบี้ย เมื่อจำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์อีกต่อไป การที่ดอกเบี้ยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มหยุดลงตั้งแต่วันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีแล้ว หาใช่การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไม่ โจทก์ชอบที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหาย เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรา 4 ทศ ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณา จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนจำนวน 651,143.76 บาท ความเสียหายในส่วนนี้ได้รับการบรรเทาไปแล้ว จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังค้างจ่ายแก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินค่าดอกเบี้ยค้างจ่ายแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,996,262.24 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของยอดเงิน 1,996,262.24 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลยเจ็ดเดือนภาษี ซึ่งต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มต่อจำเลย แล้วต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2557 จำเลยมีหนังสือแจ้งยกเลิกการไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์ และวันที่ 25 มีนาคม 2557 จำเลยได้โอนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนให้แก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 13,344,554.24 บาท โจทก์จึงมีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2557 ขอให้จำเลยสั่งคืนดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร แล้วโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 ภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2557 จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จำนวน 651,143.76 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์จะฟ้องคดีภาษีอากรต่อศาลภาษีอากรกลางได้จะต้องเป็นคดีที่ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 สำหรับคดีเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากรนั้น ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนเงินค่าภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 9 คดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอคืนจนกระทั่งจำเลยมีคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง และจำเลยมีหนังสือยกเลิกหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ ย่อมเป็นการเข้าหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 และมาตรา 9 ทั้งต้องมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานของจำเลยมีหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืน โจทก์จึงอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาโจทก์ได้นำส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการขอคืนเพิ่มเติมและชี้แจงจนเจ้าพนักงานของจำเลยพิจารณาแล้วเห็นว่า หนังสือชี้แจงของโจทก์มีเหตุผลรับฟังได้ถึงการขายสินค้าต่ำกว่าทุนและราคาขายสินค้าประเภทและชนิดเดียวกันที่มีราคาแตกต่างกัน จึงมีหนังสือยกเลิกคำสั่งแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากร ต่อมาวันที่ 25 มีนาคม 2557 จำเลยโอนเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่โจทก์ 13,344,554.24 บาท แต่ไม่คืนดอกเบี้ยสำหรับการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ให้อธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง และดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง มิให้เกินกว่าจำนวนภาษีอากรที่ได้รับคืน และให้จ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้ เห็นได้ว่าดอกเบี้ยตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ก็เป็นดอกผลโดยนิตินัยของภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์เสียเกินไปกว่าจำนวนที่ต้องเสีย ซึ่งมีบทบัญญัติตามมาตรา 4 ทศ กำหนดให้จำเลยต้องพิจารณาสั่งคืน เมื่อจำเลยสั่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่ไม่คืนดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยปฏิบัติตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ ย่อมมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามกฎหมายแพ่งแล้ว โดยจำเลยต้องพิจารณาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร อันเป็นหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามแนวทางปฏิบัติของจำเลย ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรอยู่ในอำนาจควบคุมดูแลของจำเลย กรณีสรรพากรพื้นที่ปทุมธานี 2 อ้างว่า ได้มีหนังสือหารือไปยังสรรพากรภาค 4 และสรรพากรภาค 4 อ้างว่ายังไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน จึงส่งเรื่องหารือสำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษี ต่อมาสำนักกฎหมายมีหนังสือตอบข้อหารือไปยังสำนักมาตรฐานการจัดเก็บภาษีก็เป็นภายหลังจากโจทก์กับจำเลยมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า โจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาล เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเวลาดำเนินการพิจารณาสั่งตามขอบอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้นั้น และยังมิได้มีคำชี้ขาดทางใดทางหนึ่งก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาสู่ศาล นั้น เห็นว่า การพิจารณาที่เนิ่นช้าล่วงเลยไปถึงสี่หรือห้าเดือนทั้งที่เป็นกรณีมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงแล้ว และเป็นกฎหมายที่อยู่ในอำนาจหน้าที่รับผิดชอบของจำเลยด้วย ไม่ควรอ้างว่ายังอยู่ในช่วงเวลาดำเนินการพิจารณาสั่งตามขอบอำนาจที่กฎหมายให้อำนาจไว้นั้นเนิ่นนานเกินสมควร ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้รับคืนและดอกเบี้ยผิดนัดหรือไม่ เพียงใด นั้น คดีนี้คู่ความได้สืบพยานหลักฐานจนเสร็จสิ้นเพียงพอที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจะวินิจฉัยให้ เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ในปัญหานี้มาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดหลักเกณฑ์ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้คืนดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินภาษีอากรในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของภาษีที่ได้รับคืน โดยไม่คิดทบต้น ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้โดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 1 (2) กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ชำระตามแบบแสดงรายการไม่ว่าจะชำระพร้อมกับการยื่นหรือไม่ ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร" ข้อ 2 "การคิดดอกเบี้ยตามข้อ 1 จะคิดให้ต่อเมื่อได้มีการยื่นแบบแสดงรายการหรือคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือภายในเวลาที่ได้รับการขยายหรือเลื่อนให้" วรรคสอง "การยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ผู้ยื่นคำร้องต้องนำเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปแสดงต่อเจ้าพนักงานเพื่อพิสูจน์ว่าได้เสียภาษีอากรเกินไปด้วย" วรรคสาม "ในกรณีที่เจ้าพนักงานเรียกเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่า ได้ถูกหักหรือเสียภาษีอากรเกินกว่าที่ต้องเสีย ผู้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรต้องนำเอกสารหรือหลักฐานไปแสดงต่อเจ้าพนักงานภายในกำหนดเวลาที่เจ้าพนักงานสั่ง แต่ไม่น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่งเป็นหนังสือ ในกรณีที่มีเหตุสมควรอธิบดีมีอำนาจขยายระยะเวลาดังกล่าวให้ได้ แต่ให้ระงับการคิดดอกเบี้ยให้ในระหว่างเวลาที่ขยายให้จนถึงวันที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน" และวรรคสี่ "ถ้าผู้ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานภายในเวลาที่กำหนดหรือภายในเวลาที่อธิบดีได้ขยายให้ ให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่งตามวรรคสาม" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า กรณีคืนเงินภาษีอากรที่ต้องชำระตามแบบแสดงรายการให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรและให้คิดดอกเบี้ยถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน โจทก์ส่งเอกสารให้เจ้าพนักงานของจำเลยวันที่ 15 พฤษภาคม 2556 ต่อมาเจ้าพนักงานของจำเลยได้เรียกให้โจทก์ส่งเอกสารให้ตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ซึ่งโจทก์ได้ส่งมอบเอกสารให้เจ้าพนักงานครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 โจทก์ส่งเอกสารหลักฐานให้จำเลยตรวจสอบจนทราบว่า โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจริง จึงมีคำสั่งคืนภาษีแก่โจทก์ โดยจำเลยต้องสั่งคืนดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) โดยเจ้าพนักงานของจำเลยต้องคำนวณดอกเบี้ยให้โจทก์โดยเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอคืนตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 30) พิพาทแต่ละฉบับ คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ ที่จำเลยอ้างว่า การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานเรียกให้โจทก์ส่งมอบเอกสารเพื่อตรวจสอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีอากร ข้อ 2 วรรคสาม การคำนวณดอกเบี้ยจึงต้องเริ่มคำนวณนับแต่พ้นกำหนดสามเดือน นับแต่วันส่งเอกสารครบ คือวันที่ 30 มกราคม 2557 จนถึงวันที่ลงนามในคำสั่งคืนเงินภาษีอากร คือวันที่ 18 มีนาคม 2557 ซึ่งยังไม่พ้นกำหนดสามเดือน นับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษี โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยนั้น เห็นว่า การคำนวณดอกเบี้ยต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 (2) มิใช่นับแต่วันส่งเอกสารจนครบ เนื่องจากการเรียกให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบของเจ้าพนักงาน ตามข้อ 2 วรรคสาม มีผลเพียงให้ระงับการคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันสุดท้ายของเวลาที่เจ้าพนักงานสั่ง ตามข้อ 2 วรรคสี่ เท่านั้น ซึ่งเมื่อนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีในเดือนภาษีที่พิพาทแต่ละฉบับจนถึงวันที่ลงนามในคำสั่งคืนเงินเป็นระยะเวลาที่พ้นกำหนดสามเดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ย ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยอ้างว่า เดือนภาษีมีนาคม 2555 (ยื่นเพิ่มเติม) เมษายน 2555 เมษายน 2555 (ยื่นเพิ่มเติม) และเดือนภาษีตุลาคม 2555 โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน จึงไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่เจ้าพนักงานสั่งและโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง นั้น เห็นว่า ตามหนังสือที่ กค 0708.09 กก 02/4620 ลงวันที่ 4 เมษายน 2556 และหนังสือที่ กค 0708.09 กก 02/4756 ลงวันที่ 5 เมษายน 2556 ที่แจ้งให้โจทก์ไปพบเจ้าพนักงานเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและนำส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2551 ถึง 2555 ในวันที่ 18 เมษายน 2556 เป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานที่เรียกเอกสารหรือพยานหลักฐานที่กำหนดเวลาไว้น้อยกว่าสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 2 วรรคสาม จำเลยจึงไม่อาจระงับการคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าเดือนภาษีมกราคม 2556 กุมภาพันธ์ 2556 และเดือนภาษีมีนาคม 2556 โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจนถึงวันก่อนวันสุดท้ายที่เจ้าพนักงานมีคำสั่งเรียกเอกสารหรือพยานหลักฐาน ซึ่งอยู่ในระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มมีผลทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ย ไม่อาจรับฟังได้ด้วยเหตุผลตามที่ได้วินิจฉัย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่มพิพาทที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืนนับแต่วันที่จำเลยลงนามในคำสั่งคืนจนกว่าจะชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ข้อ 1 วรรคสอง นั้น ให้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน หลังจากนั้นไม่มีการคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์อีก เจ้าพนักงานของจำเลยชอบที่จะเร่งรัดคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์เสียไปโดยชำระเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดพร้อมดอกเบี้ย หลังจากต้องใช้เวลานานในการตรวจสอบเพื่อคืนภาษี เมื่อจำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์แล้ว จำเลยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแก่โจทก์อีกต่อไป การที่ดอกเบี้ยการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มหยุดลงตั้งแต่วันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีแล้ว หาใช่การคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดไม่ โจทก์ชอบที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหายส่วนนี้เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ภายในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าระหว่างพิจารณา จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์แล้วจำนวน 651,143.76 บาท ความเสียหายในส่วนนี้จึงได้รับการบรรเทาไปแล้ว จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังค้างจ่ายแก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยกรณีคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ตามฟ้องในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนนับตั้งแต่วันครบระยะเวลาสามเดือน นับตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนตามแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ. 30) แต่ละฉบับเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลยจนถึงวันที่จำเลยลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีหักด้วยเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์แล้วจำนวน 651,143.76 บาท ทั้งนี้ไม่เกิน 1,345,118.48 บาท ตามที่โจทก์ขอ และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดอกเบี้ยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังค้างจ่ายแก่โจทก์ดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันลงนามในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนภาษีจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 4 ทศ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 ม. 9 ม. 17
กฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับเงินคืนภาษีอากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมิก เด็นชิโคเงียว (ไทยแลนด์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2566/2560
#611274
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร (ทส.3) ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 กำหนดให้ของในพิกัดอัตราอากรขาเข้าประเภทพิกัด 84.72 ประเภทย่อย 8472.90 รายการเฉพาะเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติ (Automatic Teller Machines) ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ซึ่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 และประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว มิได้ให้คำนิยามของ "เครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติไว้" จึงต้องถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร ประเภทพิกัด 84.72 เครื่องสำนักงานอื่น ๆ (Other office Machines) ประเภทย่อย 8472.90 อื่น ๆ (6) ระบุว่า เครื่องรับจ่ายเงินอัตโนมัติ (Automatic Teller Machines) ซึ่งลูกค้าสามารถใช้ฝาก ถอน และโอนเงินและดูยอดคงเหลือของบัญชีโดยไม่ต้องติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ของธนาคาร ดังนั้น แม้สินค้าที่โจทก์นำเข้าตามโบรชัวร์สินค้า จะใช้ชื่อว่า "Cash Dispenser" คล้ายกับเครื่องจ่ายธนบัตรอัตโนมัติ (Automatic banknote dispensers) ตามพิกัดประเภทที่ 8472.90 (5) ที่สามารถทำงานได้เพียงอย่างเดียวคือการจ่ายธนบัตร และตามพิกัดนี้ไม่ได้รับยกเว้นอาการขาเข้า ตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว แต่ตามโบรชัวร์สินค้าพิพาทได้แสดงลักษณะและคุณสมบัติของเครื่องจ่ายเงินสดอัตโนมัติ (Cash Dispenser) พิพาทไว้ว่า เป็นเครื่องสำหรับให้บริการ ทำรายการธุรกรรมทางการเงิน ดังนี้ ถามยอดบัญชี โอนเงิน เบิกเงินสด ชำระค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ดังนั้น สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจึงจัดเป็นเครื่องบริการเงินด่วนอัตโนมัติตามคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ ประเภทย่อย 8472.90 (6) และได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร ม. 4 ม. 14
ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับการยกเว้นอากรและการลดอัตราอากรศุลกากร (ทส.3) ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดีโบลด์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2524/2560
#610618
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างมารดาของผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้ยันผู้ร้องทั้งสองในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองได้ โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดและซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจากการขายทอดตลาดได้ ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ทรัพย์สินหรือที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องทั้งสอง และการที่ผู้ร้องทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องทั้งสองนั้น ก็มีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองนั่นเอง จึงเป็นกรณีต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 288 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องขัดทรัพย์ ซึ่งกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์ที่ยึดออกขายทอดตลาด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมิใช่เป็นการยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ประกอบมาตรา 296 จัตวา ที่จะทำให้ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลภายหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไว้ได้แต่อย่างไร เมื่อปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ไปก่อนแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 742 ตำบลพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1837, 1838 ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองมิใช่บริวารของจำเลยที่ 2 ไม่อาจบังคับขับไล่ผู้ร้องทั้งสองได้

โจทก์ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ให้ผู้ร้องทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสองในส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1837 และ 1838 ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนบ้านเลขที่ 12/13 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และบ้านเลขที่ 55/2 เป็นของผู้ร้องที่ 2 ให้ผู้ร้องทั้งสองรื้อย้ายบ้านทั้งสองหลังดังกล่าวออกไปจากที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้น ให้ผู้ร้องทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมให้ 8,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องว่าผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1837 พร้อมบ้านเลขที่ 12/13 ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1838 พร้อมบ้านเลขที่ 55/2 เดิมที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 742 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างนางทิพอวนกับร้อยตำรวจโทอภัย มารดาและบิดาของผู้ร้องทั้งสอง นางทิพอวนและร้อยตำรวจโทอภัยยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสองโดยวิธีส่งมอบการครอบครอง ผู้ร้องทั้งสองเข้าครอบครองทำประโยชน์ปักแนวรั้วไม้แก่นเป็นอาณาเขตปลูกบ้านพักอาศัยตั้งแต่ปี 2530 นางทิพอวนมารดาผู้ร้องทั้งสองได้จดทะเบียนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 742 ให้แก่จำเลยที่ 2 รวมทั้งที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องทั้งสอง การซื้อขายระหว่างมารดาผู้ร้องทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้ยันผู้ร้องทั้งสองในฐานะผู้มีสิทธิครอบครองได้ โจทก์รับจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่ว่าผู้ร้องทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดและซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากการขายทอดตลาดได้ ดังนี้ ตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ทรัพย์สินหรือที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องทั้งสอง และการที่ผู้ร้องทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องทั้งสองนั้น ก็มีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนให้แก่ผู้ร้องทั้งสองนั่นเอง จึงเป็นกรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในเรื่องขัดทรัพย์ ซึ่งกำหนดให้ผู้ร้องทั้งสองต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์ที่ยึดออกขายทอดตลาด กรณีตามคำร้องของผู้ร้องทั้งสองมิใช่เป็นการยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ประกอบมาตรา 296 จัตวา ที่จะทำให้ผู้ร้องทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลภายหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดไว้ได้แต่อย่างไร เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพิพาทที่ยึดไว้ไปก่อนแล้ว ผู้ร้องทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ และปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้างศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เมื่อผู้ร้องทั้งสองไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้เสียแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างเป็นของผู้ร้องทั้งสองหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า บ้านเลขที่ 12/13 เป็นของผู้ร้องที่ 1 และบ้านเลขที่ 55/2 เป็นของผู้ร้องที่ 2 และให้ผู้ร้องทั้งสองรื้อย้ายบ้านทั้งสองหลังออกไปจากที่ดินพิพาทนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ผู้ร้องทั้งสองรื้อย้ายบ้านทั้งสองหลังออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288 ม. 296 จัตวา ม. 309 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายทศพร จันทวีสุข กับพวก
จำเลย — นายนิคม จันชะนะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
อธิป จิตติ์สำเริง
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2560
#614287
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 175 (4) นั้น บุคคลวิกลจริตผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 30 จะบอกล้างนิติกรรมเสียได้ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว เมื่อ ด. ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เนื่องจากเป็นคนวิกลจริต จนต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) มีคำสั่งให้ ด. เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ ด. ยังคงเป็นคนวิกลจริต ไม่อาจบอกล้างโมฆียะกรรมได้ ดังนี้ที่จำเลยต่อสู้ว่า ด. บอกล้างนิติกรรมถึงวันฟ้องเกิน 1 ปี แล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) มีคำสั่งให้ ด. อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้อนุบาลย่อมมีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 175 (2) และการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2555 ซึ่งศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาล ด. อันเป็นเวลาที่โจทก์อาจให้สัตยาบันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 181 แล้ว นิติกรรมที่ ด. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเสน่หาย่อมตกเป็นโมฆะมาแต่แรกตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง สิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามคำฟ้องคืนแก่ ด. ของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคสาม

ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนยกเลิกนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยไม่กระทำ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นั้น เมื่อนิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะแล้ว คู่กรณีย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเสีย ไม่จำต้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกนิติกรรมดังกล่าวตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนให้ที่ดินตามโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนางสาว ด. กับจำเลย และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนยกเลิกนิติกรรมการให้และโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวคืนแก่นางสาว ด. หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาว ด. ประมาณกลางปี 2552 ขณะที่จำเลยมีภริยาที่จดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว จำเลยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาว ด. ที่บ้านของนางสาว ด. ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31638 และวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 นางสาว ด.จดทะเบียนให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าว วันที่ 7 สิงหาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) มีคำสั่งให้นางสาว ด.เป็นคนไร้ความสามารถ ให้อยู่ในความอนุบาลของโจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า นิติกรรมโอนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตกเป็นโมฆียะหรือไม่ โจทก์มีนางศุภมาส น้องนางสาว ด. มาเบิกความเป็นพยานว่า ต้นปี 2547 นางสาว ด. มีอาการป่วยทางจิตเวช แสดงตนเป็นเทพเจ้า ส่งเสียงเอะอะโวยวายโดยไม่รู้สึกตัว จึงเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลศรีธัญญาและโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี ต่อมาต้นปี 2552 จำเลยใช้อุบายหลอกลวงนางสาว ด. ให้หลงเชื่อว่าจำเลยไม่มีภริยามาก่อนและมีความจริงใจพร้อมที่จะสร้างครอบครัวให้มีความสุข ทั้งจะช่วยดูแลนางสาว ด.ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังจากนั้นนางสาว ด. จึงยอมให้จำเลยมาอยู่กินด้วย วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 นางสาว ด. จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมโดยไม่มีค่าตอบแทน หลังจากนั้นจำเลยทำร้ายร่างกายและข่มขู่นางสาว ด. ทั้งมีผู้หญิงโทรศัพท์มาหานางสาว ด. อ้างว่าเป็นภริยาจำเลยให้นางสาว ด. เลิกกับจำเลย มิฉะนั้นจะแจ้งความดำเนินคดีแก่นางสาว ด. พยานพานางสาว ด. ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานและไปตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนสมรสของจำเลย ปรากฏว่าจำเลยมีภริยาที่จดทะเบียนสมรสอยู่ก่อนแล้ว พยานพานางสาว ด. ไปแจ้งความเป็นหลักฐาน หลังการจดทะเบียนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม จำเลยขอเลิกกับนางสาว ด. แต่ไม่โอนที่ดินคืน คำเบิกความของพยานดังกล่าวสอดคล้องกับใบตรวจรักษาของโรงพยาบาลศรีธัญญาและเวชระเบียนผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี ซึ่งระบุว่าในปี 2548 นางสาว ด. มีอาการพูดพร่ำก้าวร้าว คิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุสึนามิ ต้นเหตุ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เสียใจ ตำหนิตัวเอง ฯลฯ และโจทก์มีนายคำพวงซึ่งเช่าบ้านติดกับบ้านของนางสาว ด. ตั้งแต่ปี 2540 มาเบิกความเป็นพยานว่า วันที่นางสาว ด. ไม่รับประทานยาจะมีอาการ โดยหากนางสาว ด. รับประทานยาจะมีอาการตัวแข็ง ตาลอย พูดรู้เรื่อง แต่ซึม พูดช้า หากไม่รับประทานยาอารมณ์ไม่อยู่กับร่องกับรอย นอกจากนี้โจทก์มีคำเบิกความของนายแพทย์พิชิตพงษ์ แพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญา ในคดีหมายเลขดำที่ 149/2555 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) ว่า นางสาว ด. เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศรีธัญญาตั้งแต่ปี 2548 โดยป่วยเป็นโรคจิตเฉียบพลัน มีอาการทางจิต ต้องรับประทานยาต่อเนื่อง หากไม่รับประทานยาจะมีอาการกำเริบไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ สมควรมีผู้ดูแล เป็นหลักฐาน คำเบิกความของพยานโจทก์จึงน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังว่านางสาว ด.เป็นโรคจิตไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จะควบคุมตัวได้ ต่อเมื่อรับประทานยา มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ อันเป็นคนวิกลจริต ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ต้นปี 2552 จำเลยและภริยาเดินผ่านซอยคู้บอน และแวะซื้อถั่วต้มจากนางสาว ด. ซึ่งขายริมถนนหลายครั้ง จนมีความสนิทสนม กลางปี 2552 นางสาว ด. ขอยืมเงินจำเลยไปซ่อมแซมและต่อเติมบ้าน และชวนจำเลยไปเที่ยวบ้านของนางสาว ด. บ้านดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินพิพาทโดยแบ่งเป็นห้องให้เช่า มีสภาพทรุดโทรม จำเลยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนางสาว ด. จึงให้เงินแก่นางสาว ด. หลายครั้งรวมจำนวน 400,000 บาทเศษ เพื่อนำไปซ่อมแซมบ้าน และจำเลยซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้หลายอย่างให้นางสาว ด. นางสาว ด. จึงชวนจำเลยมาอยู่ที่บ้านด้วย นางสาว ด. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมเพื่อตอบแทนที่จำเลยออกค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและต่อเติมบ้านจนแล้วเสร็จ นางสาว ด. มีสติสัมปชัญญะดี ประพฤติและประกอบกิจการงานเหมือนคนปกติทั่วไป จำเลยไม่เคยทราบว่านางสาว ด. สติไม่ดีและไม่เคยเห็นนางสาว ด. ไปพบแพทย์หรือรับประทานยาแต่อย่างใด ต้นเดือนเมษายน 2553 นางสาว ด. ไม่พอใจที่จำเลยจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด จึงทวงที่ดินพิพาทคืนจากจำเลย นั้น เห็นว่า จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยให้นางสาว ด. ยืมเงินจำนวน 400,000 บาท หลังจากนั้นจึงสนิทสนมกัน ซึ่งเป็นข้อพิรุธอย่างมากที่จำเลยรู้จักนางสาว ด. จากการที่จำเลยซื้อถั่วต้มริมถนนจากนางสาว ด. แต่กลับให้นางสาว ด. ยืมเงินจำนวนถึง 400,000 บาท ส่วนที่จำเลยอ้างว่า นางสาว ด. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมเพื่อตอบแทนที่จำเลยออกค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและต่อเติมบ้านจนแล้วเสร็จ แต่จำเลยไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินค่าซ่อมแซมและต่อเติมบ้านให้เห็นจริงตามที่จำเลยเบิกความ นอกจากนี้จำเลยให้การอ้างว่า นางสาว ด. ขอยืมเงินจำเลยไปซ่อมแซมบ้านเพราะรู้ว่าจำเลยมีเงินมาก แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามสัญญากู้เงินและสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ก่อนหน้าที่จำเลยจะรู้จักกับนางสาว ด. นั้น จำเลยต้องกู้ยืมเงินจากนายเอกรัตน์ จำนวน 380,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และจำเลยไม่ชดใช้จนต่อมาถูกดำเนินคดี ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่น่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่านางสาว ด. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมเพื่อตอบแทนที่จำเลยออกค่าใช้จ่ายซ่อมแซมและต่อเติมบ้านจนแล้วเสร็จ แต่กลับทำให้มีเหตุผลให้เชื่อว่านางสาว ด. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม เนื่องจากนางสาว ด. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ทั้งจำเลยมาอยู่กับนางสาว ด. ฉันสามีภริยา จำเลยย่อมต้องทราบว่านางสาว ด. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยให้นางสาว ด. ไปเรียนเย็บผ้าที่ศูนย์ฝึกอาชีพมีนบุรี เริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 และมีการโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของนางศุภมาศตอบทนายโจทก์ถามติงว่า นางสาว ด. เย็บผ้าได้มาก่อนไปเข้ารับการฝึกอบรมแล้ว ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบปฏิเสธ จึงทำให้มีเหตุควรสงสัยว่านางสาว ด. ไปเรียนเย็บผ้าตลอดช่วงเวลาดังกล่าวจริงหรือไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่านางสาว ด.ไปโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถึงกรรมสิทธิ์รวมด้วยตนเอง โดยจำเลยมีนายรณศักดิ์ นักวิชาการที่ดินชำนาญการมาเบิกความเป็นพยานว่า พยานสอบสวนสิทธิในการทำนิติกรรม นางสาว ด. แจ้งว่าจะให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม ตามบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม (ไม่มีค่าตอบแทน) หากพูดจาไม่รู้เรื่องหรือมีอาการทางจิตและประสาทจะไม่ดำเนินการให้ นั้น ก็ปรากฏว่าในวันดังกล่าวจำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทไปด้วยในฐานะสามีนางสาว ด. โดยได้ความจากนายรณศักดิ์ว่า กรณีต้องมีการยื่นคำขอ เจ้าหน้าที่จะสอบถามและรวบรวมเอกสารก่อนให้บัตรคิว หลังจากนั้นจึงมาพบพยาน โดยนายรณศักดิ์เบิกความว่า ได้สอบถามนางสาว ด. ถึงรายละเอียดต่าง ๆ รวมทั้งถามว่าจะให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างหรือให้ถือกรรมสิทธิ์เฉพาะที่ดินพิพาทแต่ตามบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม (ไม่มีค่าตอบแทน) ระบุว่าไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ขัดแย้งกับที่พยานเบิกความว่า มีการสอบถามว่าจะให้ถือกรรมสิทธิ์รวมในสิ่งปลูกสร้างด้วย หรือไม่ คำเบิกความของพยานจำเลยปากนี้ที่ว่า นางสาว ด. เป็นผู้ตอบคำถามถึงรายละเอียดต่าง ๆ จึงมีเหตุให้ควรสงสัย พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่านางสาว ด. ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เนื่องจากเป็นคนวิกลจริตและจำเลยรู้อยู่แล้วถึงความวิกลจริตของนางสาว ด. นิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท ที่นางสาว ด. กระทำไปจึงตกเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30 ที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยปัญหานี้และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่านิติกรรมดังกล่าว

มีผลสมบูรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 (4) นั้น บุคคลวิกลจริตผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30 จะบอกล้างนิติกรรมเสียได้ในขณะที่จริตของบุคคลนั้นไม่วิกลแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบดังได้วินิจฉัยข้างต้นรับฟังได้ว่า นางสาว ด. ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม ในขณะที่มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เนื่องจากเป็นคนวิกลจริต จนต่อมาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) มีคำสั่งให้นางสาว ด. เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางสาว ด. ยังคงเป็นคนวิกลจริต ไม่อาจบอกล้างโมฆียะกรรมได้ ดังนี้ที่จำเลยต่อสู้ว่า นางสาว ด.บอกล้างนิติกรรมถึงวันฟ้องเกิน 1 ปี แล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ เมื่อต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2555 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) มีคำสั่งให้นางสาว ด. อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้อนุบาลย่อมมีสิทธิบอกล้างโมฆียกรรมดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 175 (2) และการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2555 ซึ่งศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้อนุบาลนางสาว ด. อันเป็นเวลาที่โจทก์อาจให้สัตยาบันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 181 แล้ว นิติกรรมที่นางสาว ด. โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมโดยเสน่หาย่อมตกเป็นโมฆะมาแต่แรกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง สิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามคำฟ้องคืนแก่นางสาว ด. ของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

ส่วนที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนยกเลิกนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวม หากจำเลยไม่กระทำ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย นั้น เมื่อนิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะแล้ว คู่กรณีย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงต้องเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเสีย ไม่จำต้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนยกเลิกนิติกรรมดังกล่าวตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้อีก

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31638 ตำบลจระเข้บัว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ระหว่างนางสาว ด. กับจำเลย และให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของนางสาว ด. คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 30 ม. 175 (2) ม. 175 (4) ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 176 วรรคสาม ม. 181
ชื่อคู่ความ
นาย ท. ในฐานะผู้อนุบาลของ
โจทก์ — นางสาว ด.
จำเลย — จ่าสิบตำรวจหรือนาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายจิรพนธ์ วีระชาญชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสาโรช ทาสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2495/2560
#610624
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45 เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาโดยรวดเร็วเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดเรื่องรูปแบบหรือความสมบูรณ์ของคำสั่งทางปกครอง การที่เจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์นั้นต้องมีความรับผิด แต่หามีผลกระทบต่อรูปแบบหรือความสมบูรณ์ของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2553) และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 12/2554 และหากศาลเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีจากราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในราคาใด ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขราคาที่จะต้องพึงเป็นฐานในการคำนวณภาษีเสียใหม่ด้วย

จำเลยให้การขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ประกอบกิจการผลิตเครื่องดื่มตรา "อาเจ บิ๊กโคล่า" และ "อาเจ โอโร่" ชำระภาษีโดยใช้ฝาเป็นเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี จดทะเบียนพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 02.02 ชำระภาษีตามมูลค่าร้อยละ 20 ก่อนการผลิตและจำหน่ายโดยแจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ตามแบบ ภษ. 01-44 สำหรับสินค้าเครื่องดื่มน้ำอัดลมตรา "อาเจ บิ๊กโคล่า" และ "อาเจ โอโร่" ขนาดบรรจุขวด 0.535 ลิตร (หรือ 535 ลบ.ซม.) โจทก์แจ้งราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมต่อหน่วย 6.40 บาท พร้อมด้วยต้นทุนการผลิตบวกกำไร และคำนวณราคาขาย ณ โรงอุสาหกรรมต่อหน่วยตามแบบ ภษ. 01-44 ซึ่งจำเลยได้พิจารณาและยอมรับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 และ 5 ธันวาคม 2551 ตามลำดับ เป็นต้นไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยตรวจปฏิบัติการพบว่า สินค้าเครื่องดื่มขนาด 0.535 ลิตร ของโจทก์ ขายปลีกในราคาขวดละ 10 บาท ตามบันทึกคำให้การของนางสาวยุวดี ผู้จัดการฝ่ายบัญชีของโจทก์ เดิมโจทก์ขายให้แก่ร้านค้าโดยตรง ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 โจทก์ขายผ่านบริษัทโคล่า เรอัล เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ บริษัทดังกล่าวจัดตั้งในเดือนกรกฎาคม 2551 มีกรรมการและที่อยู่เดียวกันกับบริษัทโจทก์ โดยโจทก์ขายให้บริษัทโคล่า เรอัล เทรดดิ้ง จำกัด ในราคาขวดละ 6.40 บาท และบริษัทดังกล่าวขายให้ลูกค้าทั่วไปในราคาที่สูงกว่า กระทรวงการคลังอนุมัติให้ออกประกาศกรมสรรพสามิต ต่อมาจำเลยได้ออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2553) โจทก์อุทธรณ์คัดค้านประกาศดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2553 ต่อมาจำเลยได้ส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2554 แจ้งว่า ประกาศฉบับดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ทั้งหมด ทางไปรษณีย์ถึงโจทก์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2554

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ประเด็นนี้ศาลภาษีอากรกลางยังไม่ได้พิจารณาพิพากษา โดยคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ได้จัดให้มีเหตุผลโดยชัดแจ้งว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ ถือเป็นเงื่อนไขและสาระสำคัญในการออกประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดมูลค่าเครื่องดื่มที่ผลิตในราชอาณาจักรเพื่อถือเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษี (ฉบับที่ 1/2553) มีรายละเอียดเกี่ยวกับราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมในตลาดปกติ ณ เวลาที่ออกประกาศเป็นเท่าไร อย่างไร มีเอกสารอ้างอิงหรือไม่ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ เห็นว่า ประเด็นนี้ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้แล้วแต่ยังไม่ได้วินิจฉัย เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็วประกอบกับคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วจึงเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน ซึ่งเมื่อได้พิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ได้ระบุข้อเท็จจริงในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งแต่ละประเด็น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจไว้ครบถ้วนในทุกประเด็น โดยในประเด็นที่ 1 โจทก์โต้แย้งว่า กำหนดราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมไม่เป็นไปตามลำดับของกฎหมาย คำวินิจฉัยได้อ้างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม ว่าถือเป็นข้อยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 8 (1) วรรคหนึ่ง และวรรคสอง คำอุทธรณ์ที่ว่าไม่เป็นไปตามลำดับของกฎหมายเป็นความเข้าใจของโจทก์เอง ประเด็นที่ 2 โจทก์โต้แย้งว่า ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรม ไม่รวมต้นทุนในส่วนของการขาย บริหาร และค่าขนส่ง ราคาตามประกาศกรมสรรพสามิตตามที่โจทก์ได้ออกใบกำกับภาษีไม่ถูกต้อง คำวินิจฉัยได้อ้างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม ว่า อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศดังกล่าวได้ และได้พิจารณาแล้วว่า ราคาตามประกาศถูกต้อง ประเด็นที่ 3 โจทก์โต้แย้งว่า หลังเดือนตุลาคม 2551 ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมไม่เกิน 6.40 บาท เพราะราคาวัตถุดิบลดลง และมีบริษัทโคล่า เรอัล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ซื้อผู้เดียว ทำให้ต้นทุนในการขาย บริหาร และค่าขนส่งลดลง คำวินิจฉัยเห็นว่ากรณีเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม ประเด็นที่ต้นทุนสูงขึ้นบางช่วงและลดลงในภายหลังไม่มีผลทำให้การประกาศราคาเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นที่ 4 โจทก์โต้แย้งว่า ต้นทุนการผลิตของโจทก์ถูกกว่าผู้ประกอบการรายอื่น คำวินิจฉัยเห็นว่ากรณีเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม ประเด็นที่ต้นทุนการผลิตของโจทก์ถูกกว่าผู้ประกอบการรายอื่นไม่มีผลทำให้การประกาศราคาเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นที่ 5 โจทก์โต้แย้งว่า การประกาศราคาดังกล่าวทำให้ต้นทุนต่อราคาขายสูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่น คำวินิจฉัยเห็นว่า กรณีเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคสาม ประเด็นที่การประกาศราคาดังกล่าวทำให้ต้นทุนต่อราคาขายสูงกว่าผู้ประกอบการรายอื่นไม่มีผลทำให้การประกาศราคาเปลี่ยนแปลงไป การที่สัดส่วนต้นทุนต่อราคาขายสูงหรือต่ำไม่เกี่ยวข้องกับหลักการที่ใช้ในการออกประกาศ เพราะการประกาศราคาเป็นการกำหนดจากราคาขาย ณ โรงงานอุตสาหกรรมในตลาดปกติ ประเด็นที่ 6 โจทก์โต้แย้งว่า โจทก์ขอยืนยันใช้ราคา 6.40 บาท ตามแบบ ภษ. 01-44 ขอให้ใช้ราคาที่แท้จริง ขอให้ยกเลิกประกาศดังกล่าว และขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม คำวินิจฉัยเห็นว่าคำขอที่ให้ใช้ราคาตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 8 (1) วรรคหนึ่ง ภายหลังจากมีการใช้อำนาจประกาศราคาตามมาตรา 8 (1) วรรคสามแล้ว ไม่สามารถกระทำได้ ต้องใช้ราคาที่มีการประกาศ จึงไม่มีเหตุยกเลิกประกาศดังกล่าว ส่วนประเด็นขอให้ลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือยื่นคำคัดค้านต่ออธิบดีกรมสรรพสามิต จึงไม่สามารถกระทำได้ กรณีจึงถือได้ว่า คำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้มีการระบุข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญรวมทั้งข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจแล้ว จึงถือว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 37 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การพิจารณาอุทธรณ์เกินกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45 จะทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45 กำหนดจำนวนวันที่แน่นอนชัดเจน หากจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฝ่าฝืนก็ต้องเสียสิทธิเช่นเดียวกับกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด และเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวก็เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนต่าง ๆ สำหรับดำเนินงานทางปกครองให้ถูกต้องมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความเป็นธรรมแก่ประชาชน ทั้งยังเป็นการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งจำเลยก็มิได้แจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 45 เป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาโดยรวดเร็วเท่านั้น มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดเรื่องรูปแบบหรือความสมบูรณ์ของคำสั่งทางปกครอง การที่เจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาคำอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์นั้นต้องมีความรับผิด แต่หามีผลกระทบต่อรูปแบบหรือความสมบูรณ์ของคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ จึงยังฟังไม่ได้ว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 8 (1) ม. 117
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอาเจไทย จำกัด
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวรพจน์ อินทวดี
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2469/2560
#611291
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 22 วรรคหนึ่ง เป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น การใช้ดุลพินิจให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น จึงเป็นข้อยกเว้นไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี และฟ้องโจทก์ก็บรรยายด้วยว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกจำคุกอยู่ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีที่เรือนจำจังหวัดอ่างทอง จำเลยเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี เห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์พิมพ์เลข พ.ศ. ของคดีที่ขอให้นับโทษต่อผิดพลาดถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีท้ายฎีกาโจทก์ ก็ระบุว่าเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี โดยจำเลยมิได้แก้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่น แม้จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ที่มีเลข พ.ศ. คลาดเคลื่อน แต่จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้เริ่มนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1264/2553 ให้ลงโทษฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี 8 เดือน อันมิใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ขณะจำเลยอายุเกินกว่าสิบแปดปี และได้กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกจำคุกและเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ในความผิดฐานลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ซึ่งศาลลงโทษจำคุก 6 ปี 11 เดือน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 335, 336 ทวิ เพิ่มโทษและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1264/2553 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (10) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 80, 83 จำคุก 1 ปี 6 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทองขอทราบผลคดีที่ขอนับโทษต่อ ศาลชั้นต้นมีหนังสือสอบถามไปยังศาลจังหวัดสิงห์บุรี ได้รับแจ้งว่าคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 จำเลยชื่อ นางสาวกาญจนา ส่วนจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ศาลชั้นต้นจึงมีหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทอง ให้จำคุกจำเลยโดยไม่นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน คำขอเพิ่มโทษและนับโทษต่อให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ศาลนับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า โทษจำคุกให้เริ่มแต่วันมีคำพิพากษา เว้นแต่คำพิพากษานั้นจะกล่าวไว้เป็นอย่างอื่นนั้น เป็นบทกำหนดหลักเกณฑ์ในการบังคับโทษจำคุกว่าให้เริ่มนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยมีข้อยกเว้นในกรณีที่ศาลจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น การใช้ดุลพินิจให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น จึงเป็นข้อยกเว้นไม่ให้เริ่มนับแต่วันมีคำพิพากษา แม้โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี แต่ฟ้องโจทก์ก็บรรยายด้วยว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกจำคุกอยู่ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีที่เรือนจำจังหวัดอ่างทอง ขอศาลเบิกตัวจำเลยมาพิจารณาพิพากษาด้วย จำเลยนี้เป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 6 ปี 11 เดือน ในความผิดฐานลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์พิมพ์เลข พ.ศ. ของคดีที่ขอให้นับโทษต่อผิดพลาดไปอันถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งได้ความตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีท้ายฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี โดยที่จำเลยมิได้แก้ฎีกาโต้แย้งเป็นอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี แม้จำเลยให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2554 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี ที่มีเลข พ.ศ. คลาดเคลื่อน แต่จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าคดีที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นคดีที่กล่าวในฟ้องว่าจำเลยถูกจำคุกอยู่ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อความปรากฏแก่ศาลแล้ว ศาลย่อมใช้ดุลพินิจให้เริ่มนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรีได้ การที่ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทองให้จำคุกจำเลยโดยไม่นับโทษต่อนั้น มีผลเท่ากับแก้ไขคำพิพากษา ซึ่งเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำขอในส่วนที่ขอให้นับโทษต่อมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 191/2555 ของศาลจังหวัดสิงห์บุรี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นายสุธน ธานี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางพรพรรษา ทองแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
เสาวลักษณ์ จิระรัตนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2437/2560
#609577
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมมีมติให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกเงิน 3,686,160 บาท ของโจทก์ร่วม เป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ร่วมโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนโดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษในความผิดฐานยักยอกเงิน 3,686,160 บาท ซึ่งรวมเงิน 502,190 บาท ที่เป็นเงินของเดือนมกราคม 2556 ด้วย จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) ส่วนการที่ประธานโจทก์ร่วมแจ้งต่อที่ประชุมว่าตรวจสอบพบจำเลยทั้งสองทุจริตยักยอกเงินนับจากเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2556 เป็นเงิน 3,686,160 บาท เป็นเพียงข้อมูลเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุที่ประธานแจ้งที่ประชุมไม่ครบถ้วนเท่านั้น เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แม้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2556 โดยไม่ได้แจ้งถึงเดือนมกราคม 2556 ด้วยก็เป็นความคลาดเคลื่อนของพนักงานสอบสวนในการตรวจสอบและแจ้งข้อเท็จจริงแก่ผู้ต้องหา แต่หาได้มีผลเปลี่ยนแปลงเจตนาของโจทก์ร่วมที่ประสงค์ให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษในความผิดฐานยักยอกไม่ การดำเนินการของโจทก์ร่วมเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสองในข้อหายักยอกเงิน 502,190 บาท ประจำเดือนมกราคม 2556 โดยชอบแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องข้อหายักยอกเงิน 502,190 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงิน 2,786,160 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่โต้แย้งว่ายักยอกเงินไปเพียง 900,000 บาท และได้ใช้คืนผู้เสียหายแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 แก้ไขคำให้การว่า ไม่ได้ยักยอกเงินของผู้เสียหายในเดือนมกราคม 2556 ตามฟ้อง ส่วนฟ้องอีกสี่กระทงนั้นจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปบางส่วนจำนวน 250,000 บาท 120,000 บาท 200,000 บาท และ 330,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้คืนแก่ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ฯ สารวัตรฯ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจังหวัดอุดรธานี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,786,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินโจทก์ร่วมไปเพียง 900,000 บาท และได้ชดใช้คืนแก่โจทก์ร่วมครบถ้วนแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เหลือ

จำเลยที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง จำคุกคนละ 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ 4 กระทง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 24 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 2,786,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 4 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 2,283,970 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาฟังได้ว่า โจทก์ร่วมจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วม โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่การเงินตั้งแต่ปี 2538 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่บัญชีตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รับเงินประเภทต่าง ๆ จากแกนนำคือสมาชิกที่เป็นตัวแทนของโจทก์ร่วมประจำแต่ละหมู่บ้านซึ่งจะเป็นผู้เก็บเงินจากสมาชิกนำส่งให้โจทก์ร่วม ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับเงินค่าสมัครสมาชิกกับบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกและจำนวนเงินที่รับจากสมาชิกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของโจทก์ร่วม ต่อมาโจทก์ร่วมมีปัญหาเนื่องจากเงินในบัญชีค่าศพรายเดือนไม่พอชำระเงินสงเคราะห์กรณีสมาชิกเสียชีวิต จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบ โดยให้นายนวปฎลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาตรวจสอบพบว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2556 เงินค่าสงเคราะห์ศพประจำแต่ละเดือนกับเงินค่าบำรุงสมาคมขาดหายไปรวมทั้งสิ้น 3,686,160 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเงินใช้คืนแก่โจทก์ร่วม 900,000 บาท เดือนมิถุนายน 2556 โจทก์ร่วมสั่งพักงานจำเลยที่ 1 ต่อมา 1 เดือน สั่งพักงานจำเลยที่ 2 แล้วแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมประการแรกว่า ข้อหายักยอกเงินสงเคราะห์ศพสมาชิก 502,190 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับจากสมาชิกประจำเดือนมกราคม 2556 โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้วหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของโจทก์ร่วมมีมติให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานยักยอกเงิน 3,686,160 บาท ของโจทก์ร่วม ตามรายงานการประชุม และโจทก์ร่วมมีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เห็นว่า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของโจทก์ร่วมที่ให้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันยักยอกเงิน 3,686,160 บาท ตามรายงานการประชุมและหนังสือของโจทก์ร่วมที่แจ้งมติของโจทก์ร่วมต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการแสดงเจตนาของโจทก์ร่วมโดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ร่วมได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนโดยมีเจตนาให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษในความผิดฐานยักยอกเงิน 3,686,160 บาท ของโจทก์ร่วมซึ่งรวมเงิน 502,190 บาท ที่เป็นเงินสงเคราะห์ศพสมาชิกที่สมาชิกชำระให้แก่โจทก์ร่วมประจำเดือนมกราคม 2556 ด้วย จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) แล้ว ส่วนรายงานการประชุมที่ประธานคณะกรรมการของโจทก์ร่วมแจ้งต่อที่ประชุมว่าตรวจสอบพบว่าจำเลยทั้งสองทุจริตยักยอกเงินนับจากเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2556 เป็นเงิน 3,686,160 บาท นั้นก็เป็นเพียงข้อมูลเกี่ยวกับเวลาเกิดเหตุที่ประธานแจ้งข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนต่อที่ประชุมเท่านั้น เมื่อที่ประชุมมีมติให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ยักยอกเงิน 3,686,160 บาท ของโจทก์ร่วม ส่วนรายละเอียดว่าเงินสงเคราะห์ศพสมาชิก 3,686,160 บาท ที่จำเลยทั้งสองยักยอกนั้น เป็นเงินที่สมาชิกชำระให้แก่โจทก์ร่วมประจำเดือนใด เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน แม้ตามบันทึกการเข้ามอบตัวและการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดเป็นเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2556 โดยไม่ได้แจ้งถึงเดือนมกราคม 2556 ด้วยตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก็เป็นความคลาดเคลื่อนของพนักงานสอบสวนในการตรวจสอบและแจ้งข้อเท็จจริงแก่ผู้ต้องหา แต่หาได้มีผลเปลี่ยนแปลงเจตนาของโจทก์ร่วมที่จะประสงค์ให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษในความผิดฐานยักยอกไม่ การดำเนินการของโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหายักยอกเงินสงเคราะห์ศพสมาชิก 502,190 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับจากสมาชิกประจำเดือนมกราคม 2556 โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมมิได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับเงิน 502,190 บาท นั้นไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้น พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องข้อหายักยอกเงินสงเคราะห์ศพสมาชิก 502,190 บาท ที่จำเลยทั้งสองรับจากสมาชิกประจำเดือนมกราคม 2556 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานยักยอกอีกกระทงหนึ่ง รวมเป็นความผิดฐานยักยอก 5 กระทง

ปัญหาประการต่อไปต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดในข้อหายักยอกเป็นข้อเท็จจริงที่รู้เฉพาะผู้กระทำความผิด เป็นการยากที่โจทก์และโจทก์ร่วมจะหาประจักษ์พยานที่รู้เห็นมานำสืบได้ จึงต้องอาศัยถ้อยคำของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน พยานแวดล้อมกรณี ตลอดจนพิรุธแห่งการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนา โจทก์มีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยมีรายละเอียด โดยมีร้อยตำรวจโทกฤติเดช พนักงานสอบสวนเบิกความรับรองบันทึกคำให้การและในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ก็เบิกความสอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าว จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจตามความเป็นจริง แม้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นคำให้การซัดทอด แต่ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการให้ข้อเท็จจริงในรายละเอียดที่เกิดขึ้น มิใช่คำให้การซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นความผิด ทั้งพยานโจทก์มิได้มีแต่เพียงคำให้การของจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่พยานโจทก์ยังมีนายบุญเลิศ ตัวแทนของโจทก์ร่วม เบิกความว่าจำเลยทั้งสองได้มาพบที่บ้าน ขอร้องให้ทำลายใบเสร็จรับเงินหรือแจ้งแก่โจทก์ร่วมว่าใบเสร็จสูญหาย หากไม่เช่นนั้นจำเลยทั้งสองจะไม่ได้ทำงานต่อไป และได้ความจากนายบุญชูและนายอัมพร กรรมการตรวจสอบและติดตามหนี้สินของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 รับว่ายักยอกเงินไปจริง โดยร่วมกับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 พูดให้จำเลยที่ 1 รับไปก่อน แล้วจำเลยที่ 2 จะช่วยในภายหลัง พยานโจทก์ทั้งสามไม่มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี ไม่มีข้อให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสามจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นพยานแวดล้อมหลังเกิดเหตุ และเป็นพยานประกอบอื่นที่สนับสนุนให้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อคำนึงถึงสภาพ ลักษณะ และแหล่งที่มาของคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และข้อเท็จจริงแวดล้อมดังกล่าวข้างต้นแล้ว เชื่อว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 สามารถใช้พิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 และมาตรา 227/1 แม้คำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 ไม่มีรายละเอียดว่า จำเลยที่ 2 รับเงินแต่ละครั้งจำนวนเท่าใดและรับเงินไปกี่ครั้งดังที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกา แต่หากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมใบเสร็จรับเงิน ไม่ให้ใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 2 แก่จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ออกใบเสร็จรับเงินแล้วไม่นำส่งเป็นรายได้ของโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปได้ การที่จำเลยที่ 2 มอบใบเสร็จรับเงินเล่มที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำจนเป็นเหตุให้มีการยักยอกเงินตามฟ้อง ตามพฤติการณ์แห่งคดีเพียงพอให้ฟังได้แล้วว่าจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นและร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาชอบด้วยข้อเท็จจริงและเหตุผล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี เป็นการปราณีจำเลยที่ 1 มากอยู่แล้ว จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่การเงินของโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ที่สมาชิกทั้งมวลเป็นชาวบ้านในท้องถิ่นส่งเงินเพื่อสงเคราะห์ศพในการจัดการตามประเพณี และช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รอบคอบ เพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวม แต่กลับมายักยอกเงินดังกล่าวหลายครั้งเป็นเงินจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ชุมชน ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ไม่มีเหตุที่จะปราณีรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (7) ม. 123 ม. 131
ป.อ. ม. 83 ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงอุดรธานี
สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ฯ
โจทก์ร่วม — สารวัตรฯ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางสาวกัญญาภัทร ชูรัตน์หรือพรมวงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางสาวอรุณี วีระรัศมิ์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2415/2560
#611280
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ที่ไม่ได้สืบพยานโดยใช้ระบบไต่สวนตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2556 ที่มีผลใช้บังคับภายหลังในระหว่างการพิจารณาคดี แต่เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้านกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้น และการสืบพยานของศาลชั้นต้นไม่มีคู่ความฝ่ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม การเพิกถอนกระบวนพิจารณาจึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 จังหวัดเชียงรายทำสัญญาว่าจ้างบริษัทอินเตอร์แอ๊ค คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้รับจ้าง ให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย เป็นเงิน 38,000,000 บาท เริ่มก่อสร้างวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 11 สิงหาคม 2541 ตามสัญญาจ้าง ในการนี้จังหวัดเชียงรายได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ตามสำเนาคำสั่งจังหวัดเชียงราย และแต่งตั้งผู้ควบคุมงานก่อสร้างมีนายกิตติธัช เป็นประธาน นายบัณฑิต เป็นกรรมการ ตามสำเนาคำสั่งจังหวัดเชียงราย ครั้นผู้รับจ้างทำการตอกเสาเข็มสามารถตอกได้ลึกเพียง 14 เมตร น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาที่ให้ใช้เสาเข็มยาว 24 เมตร ผู้รับจ้างได้ขออนุมัติให้เปลี่ยนแปลงโดยใช้เสาเข็มยาว 14 เมตร แทนและได้รับอนุมัติแล้ว ผู้ควบคุมงานจึงปรับลดค่างานเป็นเงิน 125,000 บาท ตามสำเนาบันทึกแนบท้ายสัญญาจ้าง และเมื่อผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดที่ 1 ผู้ว่าจ้างได้หักลดค่างาน จำนวน 125,000 บาท ออกจากค่างวดงานแล้ว ตามสำเนาใบตรวจการจ้าง ผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างและส่งงวดงานถึงงวดที่ 11 ครั้นวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ผู้ควบคุมงานได้ทำบันทึกแจ้งการปรับลดค่าเสาเข็มเป็นครั้งที่ 2 เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย อ้างเหตุผลว่าได้ตรวจสอบพบความคลาดเคลื่อนในการเปรียบเทียบราคาครั้งแรกโดยผู้รับจ้างต้องคืนเงินให้แก่ทางราชการเพิ่มอีก จำนวน 703,931.20 บาท และนายกิตติธัชนำหนังสือแจ้งการปรับลดราคาค่าเสาเข็มครั้งที่ 2 ดังกล่าวไปมอบให้นางกัลยาณี ที่สำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย ในวันเดียวกันผู้รับจ้างได้มีหนังสือขอส่งมอบงานงวดที่ 12 จำเลยแจ้งให้ประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างทำการตรวจรับมอบงาน ในวันที่ 19 มีนาคม 2542 คณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับมอบงานและเสนอขออนุมัติจ่ายเงินค่างวดงานจำนวน 3,040,000 บาท ให้แก่ผู้รับจ้าง ผู้ว่าจ้างไม่ได้รับหนังสือจึงจ่ายเงินค่างวดงานงวดที่ 12 ให้แก่ผู้รับจ้างโดยไม่ได้ปรับลดค่างานเสาเข็มครั้งที่ 2 ออกจากค่างานงวดที่ 12 ต่อมาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ได้รับบัตรสนเท่ห์ จึงเข้าตรวจสอบและมีความเห็นให้ดำเนินการตามกฎหมายแก่จำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามสำเนารายงานการตรวจสอบสืบสวน จากนั้นส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าการกระทำของจำเลยมีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามสำเนารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ นางกัลยาณี เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี สำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงรายพยานโจทก์เบิกความว่า วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 มีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานโยธาธิการจังหวัดเชียงรายนำเอกสารมีถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมามอบให้ พยานลงลายมือชื่อรับในเอกสารดังกล่าวแทนนางศรินยา จากนั้นนำไปวางไว้ที่โต๊ะนางศรินยา โดยมีนักศึกษาฝึกงานชื่อสกุณา ลงรับเอกสารในทะเบียนรับหนังสือของสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย นางศรินยา เจ้าหน้าที่งานธุรการด้านสารบรรณเบิกความว่า หนังสือเกี่ยวกับสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงรายที่ระบุถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจะนำไปลงทะเบียนที่สำนักงานจังหวัดเชียงรายก่อน แล้วนำกลับมาลงในทะเบียนรับหนังสือของสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย เมื่อเกิดเรื่องนี้พยานไปตรวจสอบทะเบียนรับหนังสือของสำนักงานจังหวัดเชียงราย มีผู้ที่ชื่อสกุณา นำเอกสารดังกล่าวไปลงรับไว้แล้วเชื่อว่านางสาวสกุณาเป็นนักศึกษาฝึกงานเป็นผู้ลงรับเอกสารดังกล่าว แล้วนำมาวางไว้ที่โต๊ะทำงานของพยาน ซึ่งตามปกติพยานจะนำเอกสารเสนอจำเลย และเมื่อจำเลยสั่งการในหนังสือแล้วพยานจะนำหนังสือออกจากห้องทำงานของจำเลย แต่เนื่องจากมีเอกสารเสนอวันละหลายฉบับพยานจึงจำไม่ได้ว่าได้นำเอกสารเสนอจำเลยอย่างไรหรือไม่ จำเลยได้สั่งการอย่างไรและผู้ใดรับเอกสารดังกล่าวไป และนายวิรัช เจ้าหน้าที่แผนงานและโครงการ ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายแผนและพัสดุ สำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงรายพยานโจทก์เบิกความว่าพยานเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบรวบรวมเอกสารของโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ เพื่อนำเสนอจำเลยและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายแล้วเก็บไว้ที่สำนักงาน นายกิตติธัชเคยนำหนังสือมาส่งที่สำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย นางกัลยาณีรับไว้ใส่แฟ้มเพื่อเสนอจำเลย วันรุ่งขึ้นนายชัยณรงค์ผู้ควบคุมงานเดินออกมาจากห้องทำงานของจำเลยพร้อมกับถือหนังสือออกมาด้วย นายชัยณรงค์แจ้งพยานว่าจะนำเอกสารดังกล่าวไปคืนนายกิตติธัช พยานแจ้งนายชัยณรงค์ว่าเอกสารดังกล่าวได้ลงรับที่สำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงรายแล้ว การจะรับเอกสารดังกล่าวคืนไปจะต้องมีการลงลายมือชื่อรับเอกสารด้วย พยานได้นำสมุดทะเบียนรับหนังสือของสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงรายมาเขียนในช่องหมายเหตุว่า รับแล้ว (กิตติธัช) แต่ภายหลังพยานตรวจดูไม่เห็นลายมือชื่อนายกิตติธัชลงไว้ พยานจึงใช้น้ำยาลบคำผิดลบที่หมายเหตุไว้ออกส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งจากผู้ควบคุมงานในการปรับลดค่าเสาเข็มครั้งที่ 2 ตามหนังสือ และไม่เคยมอบหนังสือดังกล่าวให้นายชัยณรงค์ หนังสือดังกล่าวมีนางสาวสกุณาเจ้าหน้าที่โยธาธิการจังหวัดเชียงรายรับไป การเสนอหนังสือดังกล่าวจะต้องเสนอจำเลยก่อนแล้วค่อยนำเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายต่อไป การปรับลดค่าเสาเข็มครั้งที่ 2 ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามสัญญาจ้างข้อ 14 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดอัตราราคาวัสดุไว้ว่าจะต้องใช้อัตราราคาใด ซึ่งตามสัญญาจ้างระบุเป็นหน้าที่ของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างตกลงกันเพื่อความเหมาะสม ผู้ควบคุมงานจะต้องเสนอหนังสือให้แก่ประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างและประธานคณะกรรมการตรวจการจ้างเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยในการเสนอความเห็นของผู้ควบคุมงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เห็นว่า แม้นางศรินยาซึ่งมีหน้าที่เสนอหนังสือที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงรายให้จำเลยสั่งการแล้วนำหนังสือออกมาจากห้องทำงานของจำเลยจะจำเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับหนังสือเอกสาร ไม่ได้เนื่องจากในแต่ละวันมีเอกสารหลายฉบับที่ต้องเสนอจำเลยสั่งการก็ตาม แต่นายวิรัชผู้รับผิดชอบรวบรวมเอกสารของโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการเบิกความยืนยันว่า เห็นนางกัลยาณีรับหนังสือใส่แฟ้มไว้เพื่อเสนอจำเลย และวันรุ่งขึ้นเห็นนายชัยณรงค์ผู้ควบคุมงานของผู้รับจ้างเดินออกมาจากห้องทำงานของจำเลยพร้อมกับถือหนังสือออกมาด้วย นายวิรัชได้มีโอกาสพูดกับนายชัยณรงค์ โดยนายชัยณรงค์แจ้งว่าจะนำหนังสือเอกสารดังกล่าวไปคืนนายกิตติธัช นายวิรัชจึงบันทึกไว้ในช่องหมายเหตุ ดังนี้ จากการตรวจดูสมุดทะเบียนรับหนังสือของสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดเชียงราย ในช่องที่ลงรับหนังสือพบรอยน้ำยาลบข้อความแต่ยังสามารถอ่านข้อความที่เขียนในช่องหมายเหตุได้ว่า รับแล้ว (กิตติธัช) ตามที่นายวิรัชเบิกความจริง กรณีไม่มีเหตุให้ควรสงสัยว่านายวิรัชจะเห็นเอกสารอื่นและเข้าใจผิดพลาดว่าเป็นหนังสือไปได้ เมื่อนายวิรัชเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลย มีหน้าที่ในการเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน เชื่อว่านายวิรัชเบิกความไปตามที่พบเห็นจริง ส่วนคำให้การของนายชัยณรงค์ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่านายชัยณรงค์ไม่เคยรับหนังสือจากจำเลย ตามบันทึกคำให้การพยาน นายชัยณรงค์ไม่ได้มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อศาล คำให้การดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยอ้างว่า นางสาวสกุณาเป็นเจ้าหน้าที่โยธาธิการจังหวัดเชียงรายรับหนังสือกลับไป โดยรายการในทะเบียนรับหนังสือของสำนักงานจังหวัดเชียงราย มีเขียนคำว่าโยธาอยู่เหนือชื่อนางสาวสกุณา นั้น เมื่อตรวจดูรายการลงรับหนังสือรายการอื่นในทะเบียนดังกล่าวจะมีเขียนกำกับบอกชื่อหน่วยงานไว้หลายรายการ ซึ่งเป็นการเขียนให้รู้ถึงหน่วยงานที่ออกหนังสือดังกล่าวเท่านั้น มิใช่หน่วยงานที่ระบุชื่อไว้ได้รับหนังสือกลับไปดังที่จำเลยอ้าง เพราะไม่มีเหตุผลที่หน่วยงานที่ออกหนังสือจะรับหนังสือของตัวเองกลับไปอีก สำหรับมูลเหตุจูงใจที่จำเลยให้นายชัยณรงค์นำหนังสือไปนั้น หากพิจารณาหนังสือเอกสารดังกล่าวเป็นเรื่องคิดราคาหักลดค่าเสาเข็มซึ่งอยู่ในงานงวดแรกและนายกิตติธัชเคยคิดคำนวณไปแล้ว แต่นายกิตติธัชกลับมาคิดคำนวณใหม่อีกเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2542 ห่างจากที่คิดคำนวณปรับลดค่าเสาเข็มครั้งแรกในวันที่ 8 กันยายน 2540 ถึง 1 ปีเศษ และเป็นวันเดียวกับที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานงวดสุดท้าย นับเป็นการคิดคำนวณอย่างฉุกละหุก ทั้งการคิดคำนวณปรับลดค่าเสาเข็มครั้งที่ 2 นี้ ให้ผู้รับจ้างคืนเงินให้แก่ทางราชการอีกจำนวน 703,931.20 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีวิศวกรควบคุมงานรับรองการคิดคำนวณเช่นเดียวกับครั้งแรก อีกทั้งผู้รับจ้างไม่ได้ตกลงด้วย จึงยังถือเป็นยุติไม่ได้ว่าจำนวนเงินที่นายกิตติธัชคิดคำนวณครั้งที่ 2 นี้สามารถนำไปหักลดจากค่างวดงานได้หรือไม่ เพียงใด การที่นายกิตติธัชส่งหนังสือ ถึงจำเลยและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในลักษณะและเวลาดังกล่าวน่าจะไม่ใช่กรณีปกติทั่วไป และอาจเป็นผลให้ต้องมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจนเป็นเหตุให้การตรวจรับมอบงานและการใช้อาคารที่ทำการต้องสะดุดเนิ่นนานออกไปอีก มีเหตุผลให้เชื่อว่าที่จำเลยให้หนังสือแก่นายชัยณรงค์ไป โดยไม่ได้สั่งการให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวให้แน่ชัดหรือส่งหนังสือดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายพิจารณาสั่งการเสียก่อน ก็เพื่อให้คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับมอบงานให้ผู้รับจ้างได้รับเงินค่างวดงานที่เหลือโดยเร็ว การกระทำดังกล่าวของจำเลยซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ก่อสร้างอาคารและเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยราชการ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2556 ศาลชั้นต้นต้องใช้ระบบไต่สวนตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตาม มาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2556 แต่ศาลชั้นต้นได้สืบพยานในระบบกล่าวหาในวันที่ 15 ตุลาคม 2556 วันที่ 8 และ 9 เมษายน 2557 จึงขอให้ยกคำพิพากษาศาลล่างและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและพิพากษาใหม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้คัดค้านกระบวนพิจารณาดังกล่าวของศาลชั้นต้น เมื่อการสืบพยานของศาลชั้นต้นตามที่จำเลยฎีกาไม่มีคู่ความฝ่ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม การเพิกถอนกระบวนพิจารณาจึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลย ล้วนเป็นข้อปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในปัญหานี้ จึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 275 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2556
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสมชาย สมนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายครรชิต ปังคานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธนาพนธ์ ชวรุ่ง
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2408/2560
#611288
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองบรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของจำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง ว่ามีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดร้อยเอ็ด เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้าง แต่จำเลยใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง เรียกประชุมข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง แล้วแจ้งต่อที่ประชุมว่าขอหักเงินโบนัสคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโบนัสที่แต่ละคนจะได้รับ หากผู้ใดไม่จ่ายเงินให้จำเลยก็จะกลั่นแกล้งจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จนทำให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างทุกคน รวมทั้งโจทก์ทั้งสองต้องยอมจ่ายเงินโบนัสให้ เป็นการบรรยายถึงอำนาจหน้าที่ของจำเลยในการบริหารราชการในภาพรวมในฐานะที่จำเลยเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กร แต่ใช้อำนาจหน้าที่ที่จำเลยมีไปในทางที่ผิดกฎหมายในลักษณะใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และ 157 กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 3,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธและไม่ได้ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี กับให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,770 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และจำนวน 1,510 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นข้าราชการพนักงานส่วนตำบล สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องฟ้องเคลือบคลุม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยซึ่งปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง เรียกรับเงินโบนัสจากโจทก์ทั้งสอง ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำ เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลอื่น ดังนั้น หน้าที่ของจำเลยจึงเป็นองค์ประกอบของความผิดที่สำคัญ โจทก์ทั้งสองต้องบรรยายมาในคำฟ้องให้เห็นหรือเข้าใจว่าจำเลยมีหน้าที่อย่างไร เพราะหากไม่มีหน้าที่หรือกระทำนอกหน้าที่ การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ทั้งสอง เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวอ้างการกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ และมีพฤติการณ์กลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแล้วหรือไม่ อย่างไร และหน้าที่ของจำเลยมีแค่ไหน เพียงใด จำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร รวมทั้งเป็นการกระทำที่อยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลตามกฎหมายของจำเลยหรือไม่ เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้บรรยายฟ้องมาให้ได้ความชัดเจน คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) พิพากษายกฟ้องนั้น โจทก์ทั้งสองอ้างในฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องมาในข้อ 1 ว่า "จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2551 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน (วันยื่นฟ้องคดี) และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546 โดยมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดร้อยเอ็ด เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้าง..." ดังนี้ จึงเห็นได้ชัดเจนว่า โจทก์ทั้งสองได้บรรยายฟ้องมาครบถ้วนแล้วว่า จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับว่าด้วยการนั้น และหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดร้อยเอ็ด เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับพนักงานจ้างโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องมาในข้อ 2.1 ว่า "จำเลยได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง พูดจา ข่มขู่ บังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์แก่ข้าราชการ พนักงานลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง จำนวนทั้งหมด 36 ราย รวมโจทก์ทั้งสองคนด้วย เพื่อให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงจำนวนทั้งหมด 36 ราย มอบเงินโบนัสที่จะได้รับคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโบนัสที่แต่ละคนจะได้รับแก่จำเลย หากข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างคนใดไม่ยอมมอบเงินโบนัสให้แก่จำเลยจะต้องถูกจำเลยกลั่นแกล้งจนไม่สามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งหน้าที่ได้จะต้องถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น จนทำให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงทุกคนรวมโจทก์ทั้งสองด้วยต้องยอมจ่ายเงินโบนัสให้แก่จำเลย" เมื่อจำเลยมีหน้าที่ในการบริหารโดยภาพรวมขององค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง การที่จำเลยเรียกประชุมแล้วแจ้งต่อที่ประชุมขอหักเงินโบนัสคนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของเงินโบนัสที่จะได้รับ จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้แล้วและการที่จำเลยแจ้งต่อที่ประชุมว่า หากผู้ใดไม่จ่ายเงินให้ จะกลั่นแกล้งจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกลั่นแกล้งต่อโจทก์ทั้งสองและพนักงานคนอื่นในองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงแล้ว โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องต่อไปว่า "จนทำให้ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงทุกคนรวมโจทก์ทั้งสองด้วยต้องยอมจ่ายเงินโบนัสให้จำเลย โดยจำเลยรับไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 คนละ 5 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้เงินโบนัสที่ได้รับรวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 38,530 บาท (สามหมื่นแปดพันห้าร้อยสามสิบบาทถ้วน) ซึ่งจำเลยได้รับเรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินโบนัสของโจทก์ที่ 1 จำเลยได้รับไปเป็นเงินจำนวน 1,770 บาท ส่วนเงินโบนัสของโจทก์ที่ 2 จำเลยได้รับเป็นเงินจำนวน 1,510 บาท จำเลยได้รับเงินโบนัสจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนเองโดยไม่มีอำนาจหรือไม่มีสิทธิได้รับโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด รายละเอียดเงินโบนัสของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างประจำองค์การบริหารส่วนตำบลกำแพง ที่ได้รับและที่ได้จ่ายให้แก่จำเลยรับไป " จึงเป็นการบรรยายฟ้องมาว่าหน้าที่ของจำเลยเป็นผู้บริหารในองค์กรสูงสุด สามารถจะใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่หักหรือลดเงินเดือนพนักงานในองค์กรได้ทุกคน หากชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่จำเลยมาหักเงินของพนักงานในองค์การบริหารส่วนตำบลทุกคนรวมทั้งของโจทก์ทั้งสองไป เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่จำเลยมีไปในทางที่ผิดกฎหมายในลักษณะใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ คำฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายฟ้องได้ความชัดเจนถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จำเลยเองให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาตลอด คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

เนื่องจากผลของคดีนี้อาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 208 (2)

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุพร สุตะนนท์ กับพวก
จำเลย — นายประจวบ สมภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสมิต ประสมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2407/2560
#609291
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่จำเลยขอให้ถอดถอนโจทก์จากตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 129 เป็นเรื่องกล่าวหาการกระทำของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการมูลนิธิเป็นหลัก เมื่อได้ความว่าข้อความที่จำเลยเบิกความในคดีนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิ การที่จำเลยเบิกความจึงเป็นเพียงให้พฤติการณ์ของโจทก์ตามที่จำเลยกล่าวหาในขณะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเท่านั้น ลำพังพฤติการณ์ของโจทก์ตามที่จำเลยเบิกความยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังเป็นเหตุถอดถอนโจทก์ได้ ข้อความที่จำเลยเบิกความจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดีที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

เมื่อข้อความที่จำเลยเบิกความไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยว่าข้อความนั้นเป็นความเท็จหรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และ 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่ศาลอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความต่อศาลแพ่งในคดีหมายเลขดำที่ 2782/2551 หมายเลขแดงที่ 6286/2552 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2552 ตามคำฟ้องข้อ 2 ข้อย่อยที่ 4 เกี่ยวกับการกล่าวหาโจทก์ว่าในขณะเป็นผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ได้นำเข้าลิงโคโลบัส สัตว์ในบัญชีควบคุมของอนุสัญญาไซเตสที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดที่มีการตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์ดังปรากฏตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นความเท็จที่เป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าข้อความที่จำเลยเบิกความในคดีดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีที่จำเลยกับพวกร้องขอให้ถอดถอนโจทก์จากประธานกรรมการมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ หรือไม่ เห็นว่า คดีของศาลแพ่งหมายเลขดำที่ 2782/2551 จำเลยกับพวกยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนโจทก์จากประธานกรรมการมูลนิธิโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 129 ที่บัญญัติว่า กรรมการของมูลนิธิผู้ใดดำเนินกิจการของมูลนิธิผิดพลาดเสื่อมเสียต่อมูลนิธิ หรือดำเนินกิจการฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อบังคับของมูลนิธิ หรือกลายเป็นผู้มีฐานะหรือความประพฤติไม่เหมาะสมในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ นายทะเบียน พนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดอาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิผู้นั้นได้ จำเลยกับพวกบรรยายคำร้องขอถอดถอนโจทก์จากตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิในส่วนสภาพแห่งข้อหาของคดีดังกล่าวเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือข้อ 3 ที่บรรยายว่า ระหว่างปี 2546 ถึงปัจจุบันต่อเนื่องกันโจทก์ดำเนินกิจการมูลนิธิผิดพลาดและเสื่อมเสียต่อมูลนิธิและฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับของมูลนิธิ โดยบรรยายรายละเอียดพฤติกรรมของโจทก์เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็น 7 ข้อย่อย ซึ่งข้อความพิพาทในชั้นนี้บรรยายอยู่ในคำร้องข้อย่อยที่ 3.5 กับส่วนที่ 2 คือข้อ 4 ที่กล่าวหาว่าพฤติการณ์ของโจทก์ ใช้ฐานะตำแหน่งนักอนุรักษ์สัตว์ป่าบังหน้าหาประโยชน์ทำการค้าสัตว์ป่าเป็นปฏิปักษ์และผิดตราสารมูลนิธิ ขัดขวางการทำงานของเลขาธิการมูลนิธิ กระทำให้กรรมการมูลนิธิมีมติยุติการดำเนินงานของมูลนิธิโดยไม่ชอบ ซึ่งตามคำร้องเป็นเรื่องกล่าวหาการกระทำของโจทก์ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการมูลนิธิเป็นข้อหาหลัก แต่ข้อเท็จจริงที่ได้ความทั้งจากคำร้องขอถอดถอนในคดีดังกล่าวและตามทางนำสืบในคดีนี้ได้ความว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2542 ถึงปี 2545 ก่อนที่โจทก์จะเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิ การที่ผู้ร้องเข้าเบิกความต่อศาลกล่าวหาโจทก์ในฐานะผู้คัดค้านว่าขณะผู้คัดค้านเป็นผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ได้นำเข้าลิงโคโลบัสสัตว์ในบัญชีควบคุมของอนุสัญญาไซเตส ที่ห้ามนำเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้คัดค้านในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิกระทำละเมิดต่อวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ภายหลังกรมป่าไม้ได้รับลิงโคโลบัสไป การกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดมีการตั้งกรรมการสอบสวนดังปรากฏตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ก็เพียงเพื่อให้พฤติการณ์ของโจทก์ตามที่จำเลยกล่าวหาต่าง ๆ ในขณะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเท่านั้น ลำพังพฤติการณ์ของโจทก์ตามข้อความที่จำเลยเบิกความในส่วนดังกล่าวเพียงประการเดียว ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังเป็นเหตุถอดถอนโจทก์ออกจากประธานกรรมการมูลนิธิได้ ข้อความที่จำเลยเบิกความในส่วนนี้จึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดีที่จะเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีร้อง ขอถอดถอนโจทก์ออกจากประธานกรรมการมูลนิธิโดยไม่แสดงเหตุผลความสำคัญในคดีอย่างไรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยเบิกความดังกล่าวเป็นความเท็จหรือไม่อีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็น ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเบิกความเท็จเกี่ยวกับการกล่าวหาโจทก์นำเข้าลิงโคโลบัสตามคำฟ้องข้อ 2 ข้อย่อยที่ 4 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.พ.พ. ม. 129
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิสิษฐ์ ณ พัทลุง
จำเลย — นายสุรพล ดวงแข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเดชาธร เทวเดช
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
เสรี เพศประเสริฐ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พีรศักดิ์ ไวกาสี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2406/2560
#610066
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างคร่อมลำเหมืองที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2542 สำหรับความผิดข้อหาบุกรุกและข้อหาทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตาม ป.อ. มาตรา 362 และมาตรา 360 เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปและทำให้เสียทรัพย์ ความผิดฐานดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นและสำเร็จในทันทีที่บุกรุกเข้าไปและทำให้เสียทรัพย์ ส่วนการยึดถือครอบครองเป็นผลของการบุกรุก เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปและทำให้เสียทรัพย์ โดยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างคร่อมลำเหมือง ที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ปี 2557 จึงเกินกำหนด 5 ปี และ 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดข้อหาบุกรุกและข้อหาทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์ ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามลำดับ ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 ส่วนความผิดข้อหาเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ที่ดินของรัฐซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดที่มีขึ้นตั้งแต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครอง แม้จำเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ วรรคสอง ก็ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 362 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 1, 9, 108 ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515 มาตรา 11 และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากลำเหมืองสาธารณะบ้านขรัวแคร่ จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 362 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากลำเหมืองสาธารณะบ้านขรัวแคร่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และโจทก์ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงด้วยว่า จำเลยปลูกสร้างรุกล้ำเหมืองน้ำสาธารณะในปี 2552 มิใช่เหตุเกิดในปี 2542 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย จึงเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงก่อนว่า จำเลยปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเหมืองน้ำที่เกิดเหตุเมื่อใด ในปัญหาข้อนี้จำเลยนำสืบว่า จำเลยซื้อที่ดินที่มีเอกสารสิทธิเป็น น.ส.3 ก จากนางอ่อน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 ต่อมาปี 2542 จำเลยเข้าไปปลูกบ้าน ปรากฏว่าที่ดินด้านทิศตะวันออกมีการขุดดินจากทิศใต้ไปทิศเหนือขนานไปกับลำเหมืองสาธารณะเดิม จำเลยจึงวางท่อตามแนวที่ขุด 3 ท่อ ส่วนที่เหลือเป็นบล็อกซีเมนต์เพื่อให้น้ำไหลสะดวกหลังจากนั้นก็ปลูกบ้านไปจดลำเหมืองด้านทิศตะวันออก ส่วนพยานโจทก์มี นางแสงจันทร์ นางจันทร์ฟอง และนางเพ็ญศรี ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากลำเหมืองดังกล่าว เพื่อทำนาเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ปี 2552 จำเลยสร้างรั้วไม้ไผ่ปิดลำเหมือง ต่อมาปี 2556 จำเลยปลูกห้องน้ำและห้องนอนปิดลำเหมือง เห็นว่า การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบริเวณที่เกิดเหตุย่อมอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยโดยตรง เมื่อจำเลยยืนยันว่าได้ปลูกบ้านไปจดลำเหมืองด้านทิศตะวันออกในปี 2542 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์ดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างคร่อมลำเหมืองที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2542 สำหรับความผิดข้อหาบุกรุกและข้อหาทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 มาตรา 360 เมื่อจำเลยบุกรุกเข้าไปและทำให้เสียทรัพย์ ความผิดฐานดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นและสำเร็จในทันทีที่บุกรุกเข้าไปและทำให้เสียทรัพย์ ส่วนการยึดถือครอบครองเป็นผลของการบุกรุก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปและทำให้เสียทรัพย์ โดยการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างคร่อมลำเหมืองที่เกิดเหตุตั้งแต่ปี 2542 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 จึงเกินกำหนด 5 ปี และ 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิดข้อหาบุกรุกและข้อหาทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ตามลำดับ ฟ้องโจทก์ในข้อหาดังกล่าวจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดข้อหาบุกรุกและข้อหาทำให้เสียหาย ทำลายทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่ความผิดข้อหาเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ที่ดินของรัฐซึ่งเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดที่มีขึ้นตั้งแต่จำเลยเข้ายึดถือครอบครองและยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่จำเลยครอบครอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ แม้จำเลยจะครอบครองมานานเกิน 10 ปี คดีของโจทก์เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ วรรคสอง ก็ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องในข้อหาดังกล่าวจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 แล 108 ทวิ วรรคสอง หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและจำเลยได้ฎีกาโต้แย้งด้วยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดในทำนองเดียวกับอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้การพิจารณาและพิพากษาคดีเป็นไปด้วยความรวดเร็วจึงเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาและพิพากษาใหม่ จำเลยอุทธรณ์และฎีกาในทำนองเดียวกันว่า ลำเหมืองที่จำเลยครอบครองเป็นลำเหมืองที่ขุดเพิ่มเติม ไม่ใช่ลำเหมืองสาธารณะ เห็นว่า รูปที่ดินในระวางแผนที่ดังกล่าวปรากฏชัดว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองในกรอบสี่เหลี่ยมเส้นสีเขียวอยู่นอกโฉนดที่ดิน รุกล้ำเข้าไปในลำเหมืองสาธารณประโยชน์ ทั้งจำเลยก็นำสืบยอมรับว่าก่อนปลูกสร้างบ้านจำเลยได้วางท่อ 3 ท่อ และบล็อกซีเมนต์บริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกที่มีการขุดดินจากทิศใต้ไปทิศเหนือขนานไปกับลำเหมืองสาธารณะเดิมเพื่อให้น้ำไหลสะดวก หลังจากนั้นก็ปลูกบ้านไปจดลำเหมืองด้านทิศตะวันออก แสดงว่าจำเลยปลูกบ้านคร่อมทางน้ำที่ไหลผ่านท่อ 3 ท่อ และบล็อกซีเมนต์ โดยสภาพที่ดินที่มีทางให้น้ำไหลผ่านท่อ 3 ท่อ และบล็อกซีเมนต์ ย่อมเป็นทางน้ำที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันตามที่ นางแสงจันทร์ นางจันทร์ฟอง และนางเพ็ญศรี เบิกความว่าพยานต่างใช้น้ำจากลำเหมืองดังกล่าวเพื่อทำนา ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านคร่อมทางน้ำจึงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่จำเลยอ้างว่าเป็นลำเหมืองที่ขุดขึ้นใหม่ขนานกับลำเหมืองเดิมในทำนองว่าไม่ใช่ที่สาธารณะนั้นเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ลำเหมืองที่จำเลยก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างคร่อมนั้นเป็นลำเหมืองสาธารณะ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าเป็นที่ดินของจำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองตามกรอบสี่เหลี่ยมเส้นสีเขียวในระวางแผนที่นั้นปรากฏชัดว่า อยู่นอกแนวเขตโฉนดที่ดินของจำเลย ทั้งการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุจำเลยยังได้วางท่อเพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านที่ดินได้ จึงเป็นพฤติการณ์ที่บ่งชี้ให้จำเลยทราบว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นลำเหมืองน้ำสาธารณะ ไม่ใช่ที่ดินของจำเลย คดีฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนายึดถือ ครอบครองที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 และ 108 ทวิ วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง กำหนดเงื่อนไขให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้งตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรืองานสาธารณประโยชน์เพื่อแก้ไขฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีกำหนด 48 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร และเพื่อป้องกันมิให้จำเลยกระทำความผิดอีกจึงกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดที่เป็นการรุกล้ำเหมืองน้ำสาธารณะอีก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคสอง (1) (8) และ (10) ที่แก้ไขใหม่ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ที่แก้ไขใหม่ และให้จำเลย ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากลำเหมืองสาธารณะบ้านขรัวแคร่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 360 ม. 362
ป.ที่ดิน ม. 9 ม. 108 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายธงชัย ขัติเพ็ชรหรือขัติเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายเจดีย์ เอี่ยมศรีปลั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2560
#610633
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถขับรถบรรทุกสิบล้อ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะเพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวหรือมีเหตุอื่นก็ตาม ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 92 (1), 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง ฐานเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลย 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 10,000 บาท รวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติไว้ 1 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นควรกำหนด และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถขับรถบรรทุกสิบล้อ อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นที่ใช้เส้นทางเดินรถร่วมกับจำเลยได้ทุกขณะเพราะอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้ขาดสติ ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังในการขับรถได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นก็ตาม ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ ไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157/1 วรรคสอง
พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ม. 102 (3 ทวิ) ม. 127 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นายอเนก บูรณจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางสาวทิพนที ลิ้มธนากุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสกุลรัตน์ อยู่เปนสุข
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ภาวนา สุคันธวณิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2560
#607383
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์วนกลับไปกลับมาบนถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ-บ้านลิเซ บริเวณรั้วลวดหนามกั้นชายแดนในเวลากลางคืนหลายรอบ จำเลยที่ 1 ส่งสัญญาณให้จำเลยที่ 2 ออกมาพบเพื่อกลับเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วจำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากรั้วลวดหนามไปตามถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ-บ้านลิเซ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางบ้านจะลอ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบเอก จ. กับพวกจับกุมได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 ย่อมไว้ใจให้จำเลยที่ 1 ให้คอยช่วยเหลือ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่คอยตรวจตราเส้นทางให้จำเลยที่ 2 ก่อนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดฐานสนับสนุน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนลูกซอง และกระเป๋าผ้าสีดำของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาออกไปและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองตอนท้าย การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ปรับคนละ 2,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยเปิดเผย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 รวม 2,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน กระเป๋าผ้าสีดำและอาวุธปืนของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตโดยเปิดเผยด้วย คำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 53 อีกสถานหนึ่ง จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม อีกสถานหนึ่ง ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 49 ปี 12 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี 18 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน และปรับ 2,250,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นของศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 36 ปี 18 เดือน และปรับ 2,252,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นของศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 37 ปี 15 เดือน และปรับ 2,252,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยจำเลยที่ 1 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรและกลับเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ขณะที่จำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ไปตามถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ - บ้านลิเซ มุ่งหน้าไปทางบ้านลิเซ จ่าสิบเอกจุติภูมิ กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางบ้านจะลอ จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ กับพวกตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 พบอาวุธปืนลูกซอง ขนาด 12 พร้อมกระสุนปืนในรังเพลิง 1 นัด กระสุนปืนขนาดเดียวกันอีก 2 นัด และเงินสด 100,000 บาท ในกระเป๋าสะพายสีดำ จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ยึดอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ตรวจสอบ แล้วให้จำเลยที่ 2 กลับไป ระหว่างที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกไป จ่าสิบเอกทนงศักดิ์พบกระเป๋าสะพายสีดำวางอยู่บนถนนตรวจสอบพบเมทแอมเฟตามีน 19,800 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 1,823.734 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 339.032 กรัม ยึดเป็นของกลาง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานเดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง และฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองซึ่งถึงที่สุดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ประกอบคำเบิกความของจ่าสิบเอกทนงศักดิ์แล้วได้ความว่าจุดที่ 1 ที่ทำเครื่องหมายดอกจันสีแดงเป็นจุดที่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์กับพวกซุ่มดูอยู่ห่างจากถนนประมาณ 15 เมตร ตรงกันข้ามกับถนนที่อยู่ติดกับชายแดนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาโดยมีรั้วลวดหนามที่ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์สีน้ำเงินบริเวณสามแยกจุดที่ 3 และจุดที่ 2 เป็นจุดที่จ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกซุ่มดูอยู่ทางไปบ้านลิเซ สภาพกระเป๋าสะพายสีดำของกลางที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางที่วางอยู่บนถนนเป็นกระเป๋าสะพายใบใหญ่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์เบิกความว่าเห็นจำเลยทั้งสองต่างขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่บริเวณรั้วลวดหนามบริเวณชายแดน แล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ผ่านจ่าสิบเอกทนงศักดิ์มุ่งหน้าไปทางบ้านลิเซ ที่จ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกซุ่มอยู่ แสดงว่าจ่าสิบเอกทนงศักดิ์สามารถมองเห็นจำเลยทั้งสองทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ไม่ได้ยืนยันเลยว่าเห็นจำเลยที่ 2 นำกระเป๋าสะพายสีดำของกลางที่บรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางออกมาด้วย ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านหน้าจ่าสิบเอกทนงศักดิ์ซึ่งซุ่มดูอยู่ห่างจากถนนประมาณ 15 เมตร และอยู่ในวิสัยที่สามารถมองเห็นกระเป๋าสะพายสีดำของกลางได้ กลับเบิกความว่าไม่ได้สังเกตว่ามีสัมภาระใดหรือไม่ นอกจากนี้ถนนที่เกิดเหตุจากบริเวณสามแยกตรงจุดที่ 1 และที่ 3 ไปทางบ้านลิเซที่จ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกซุ่มอยู่ถนนมีสภาพคดเคี้ยว หลังจากจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านจ่าสิบเอกทนงศักดิ์ไปแล้ว จ่าสิบเอกทนงศักดิ์ไม่สามารถเห็นจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปตามเส้นทางดังกล่าวตลอดเวลาจนกระทั่งจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับมายังจุดที่จ่าสิบเอกทนงศักดิ์กับพวกซุ่มอยู่ และในคืนเกิดเหตุจ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกก็ไม่ได้พบเห็นจำเลยที่ 2 ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาพฤติการณ์เป็นที่น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนของกลางจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานดังกล่าว เห็นว่า จากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากได้ความว่าก่อนจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์วนกลับไปกลับมาบนถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ - บ้านลิเซ บริเวณรั้วลวดหนามกั้นชายแดนในเวลากลางคืนหลายรอบ แล้วจำเลยที่ 1 ส่งสัญญาณให้จำเลยที่ 2 ออกมาพบเพื่อกลับเข้ามาในราชอาณาจักร แล้วจำเลยทั้งสองต่างขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากรั้วลวดหนามไปตามถนนเลียบชายแดนบ้านจะลอ - บ้านลิเซ ส่วนจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ย้อนกลับไปทางบ้านจะลอ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ถูกจ่าสิบเอกจุติภูมิกับพวกจับกุมได้ ประกอบกับจำเลยที่ 2 เป็นพี่เขยของจำเลยที่ 1 ย่อมไว้ใจให้จำเลยที่ 1 ให้คอยช่วยเหลือ ดังนั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่คอยตรวจตราเส้นทางให้จำเลยที่ 2 ก่อนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นความผิดฐานสนับสนุน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายวิทยา มิ่งเชื้อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายนวกฤด จงชาณสิทโธ
ศาลอุทธรณ์ — นางนันทิกา จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
อารยา วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2367/2560
#614947
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้คนรักของจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าห้องพักที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาซุกซ่อนไว้เพื่อจำหน่าย ก่อนถูกจับกุมจำเลยที่ 2 เปิดประตูห้องพักพบเจ้าพนักงานตำรวจมีอาการตกใจรีบหลบหนีกลับเข้าไปในห้องพักทันที อันเป็นข้อพิรุธ ส่วนจำเลยที่ 3 เปิดบัญชีธนาคารโดยรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มไปใช้เบิกถอนเงินออกไปจากบัญชีของจำเลยที่ 3 เป็นจำนวนมาก และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุน ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และขับรถยนต์โดยเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5301/2553 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ และเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 9 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5526/2551 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน เครื่องชั่งน้ำหนัก ถุงพลาสติกใส ซองอาวุธปืน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 กึ่งหนึ่งในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 หนึ่งในสามในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในความผิดทั้งสองฐานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน รวมจำคุก 12 เดือน 15 วัน ส่วนฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท เนื่องจากศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ในโทษจำคุกอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 3,000,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน เครื่องชั่งน้ำหนัก ถุงพลาสติกใส และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่และซองอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยทั้งสามคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 2,000,000 บาท เมื่อลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงเพิ่มโทษจำคุกอีกไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 40 ปี และปรับคนละ 2,400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 40 ปี และปรับ 1,600,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นของจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 40 ปี 12 เดือน 15 วัน และปรับ 2,400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี 4 เดือน 15 วัน และปรับ 2,400,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 40 ปี 3 เดือน และปรับ 1,600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามได้ที่ห้องพักเลขที่ 316 อาคารบางนาเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส จำนวน 4 ถุง น้ำหนักสุทธิ 144.210 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 137.028 กรัม และเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 76 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 7.490 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.676 กรัม รวมน้ำหนักสุทธิ 151.700 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 138.704 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ทั้งยังยึดได้อาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .22 แมกนั่ม จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนชนิดต่าง ๆ รวม 38 นัด ซุกซ่อนอยู่ในตู้เสื้อผ้าภายในห้องนอนใหญ่ของห้องพักดังกล่าว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า นอกจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอีกสถานหนึ่ง จำเลยทั้งสามฎีกา ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ได้ความจากร้อยตำรวจเอก พนม และดาบตำรวจ พิษณุ เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสาม พยานโจทก์เบิกความว่า ก่อนจับกุม พยานโจทก์ทั้งสองสืบทราบว่าจำเลยทั้งสามมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้โทษและหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักดังกล่าว พยานโจทก์ทั้งสองกับพวกเดินทางไปที่ห้องพักที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 เปิดประตูออกมาเมื่อเห็นพยานโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 มีท่าทีตกใจรีบกลับเข้าห้อง พยานโจทก์ทั้งสองจึงติดตามเข้าไปในห้องพักที่เกิดเหตุ นอกจากพบจำเลยที่ 2 แล้วยังพบจำเลยที่ 1 และที่ 3 อยู่ในห้องโถงกลาง ภายในห้องพักพบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด และอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนวางอยู่บนโต๊ะ ภายในห้องพักมีห้องนอนใหญ่เป็นของจำเลยที่ 1 และห้องนอนเล็กเป็นของจำเลยที่ 2 ภายในห้องนอนใหญ่ตรวจค้นพบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่ในกล่องภายในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า เมื่อเปิดตู้เซฟภายในห้องของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส จำนวน 3 ถุง และเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด จำนวน 1 ถุง ทั้งยังพบสัญญาเช่าห้องพักที่เกิดเหตุมีชื่อ นางสาวเกียรติยา คนรักของจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่า และพบสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท 107 มีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของบัญชีมีเงินเข้าออกบัญชีจำนวนมาก พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ปฏิบัติราชการตามหน้าที่เบิกความสอดคล้องต้องกันในส่วนสาระสำคัญตั้งแต่ก่อนที่จะเข้าตรวจค้น จนกระทั่งจับกุมจำเลยทั้งสามได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง ไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะกลั่นแกล้งเบิกความให้ร้ายแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ต้องรับโทษ โดยปราศจากความจริง เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 138.704 กรัม ซึ่งมีปริมาณมากย่อมเป็นปกติวิสัยที่ผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำต้องระมัดระวังมิให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมรู้เห็น สำหรับจำเลยที่ 2 นั้นตามสัญญาเช่าห้องพักเลขที่ 316 ซึ่งเป็นห้องพักที่เกิดเหตุมีชื่อนางสาวเกียรติยา คนรักของจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่า และจำเลยที่ 2 ก็อยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุ ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องรู้ถึงที่มาที่ไปของเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว อีกทั้งก่อนที่จะจับกุมจำเลยที่ 2 เมื่อร้อยตำรวจเอก พนม และดาบตำรวจ พิษณุเดินขึ้นไปถึงห้องพักที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เปิดประตูออกมา เมื่อพบพยานโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 มีอาการตกใจรีบหลบหนีกลับไปในห้องพักทันที อันเป็นข้อส่อพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 3 ได้ความว่า ขณะที่จำเลยที่ 3 ถูกจับกุมก็อยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอก พนม และดาบตำรวจ พิษณุเบิกความว่า พยานโจทก์ทั้งสองตรวจพบสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 อยู่ในตู้เซฟภายในห้องพักที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางบัญชีของสมุดบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 พบว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนเงินออกจากบัญชีหลายครั้ง โดยมีเงินหมุนเวียนในบัญชีประมาณ 30,000,000 บาท มากผิดปกติทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 3 ย่อมมีส่วนรู้เห็นกับจำเลยที่ 1 ทั้งยังได้ความจากนายฤทธิรงค์ พยานจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสุขุมวิท 107 เบิกความเจือสมกับทางนำสืบของพยานโจทก์ว่า ในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2555 มีรายการเบิกถอนเงินรวม 41 รายการ เป็นเงินจำนวนมากถึง 3,660,402.25 บาท มีรายการฝากเงินรวม 26 รายการ เป็นเงิน 3,455,157.33 บาท ตามรายการบัญชี ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 แจ้งในตอนเปิดบัญชีว่าตนมีรายได้อยู่ระหว่าง 15,001 ถึง 30,000 บาทต่อเดือน เห็นได้ชัดว่ามีการโอนเงินและถอนเงินออกไปจากบัญชีของจำเลยที่ 3 เป็นจำนวนมากกว่ารายได้ที่จำเลยที่ 3 มีอยู่หลายเท่าตัว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 ย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการของจำเลยที่ 1 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 3 ให้การต่อพันตำรวจโท สายชล พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 3 ไปเปิดบัญชี แล้วจำเลยที่ 1 เก็บสมุดบัญชีเงินฝากพร้อมบัตรเอทีเอ็มไว้ และใช้บัญชีดังกล่าวในการซื้อขายยาเสพติดหมุนเวียนกันไป จำเลยที่ 3 จะมาอ้างในภายหลังว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นแต่เพียงจัดสถานที่พักอันได้แก่ ห้องที่เกิดเหตุโดยใช้ชื่อคนรักของจำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาเช่าห้องพักดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาซุกซ่อนเก็บรักษาไว้เพื่อจำหน่าย ส่วนจำเลยที่ 3 เปิดบัญชีธนาคารโดยรู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำสมุดบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มไปใช้เบิกถอนเงิน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิด อันเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามทางพิจารณาซึ่งได้ความนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกในความผิดฐานนี้ 9 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน 15 วัน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 เดือน ส่วนฐานสนับสนุนให้มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 1,333,333.33 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ 49 ปี 12 เดือน และปรับ 1,999,999.99 บาท ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี และปรับ 1,600,000 บาท จำเลยที่ 3 มีกำหนด 26 ปี 8 เดือน และปรับ 1,066,666.67 บาท แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 40 ปี 4 เดือน 15 วัน และปรับ 1,600,000 บาท จำเลยที่ 3 มีกำหนด 26 ปี 11 เดือน และปรับ 1,066,666.67 บาท หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 57 ม. 66 วรรคสาม ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายยศพันธ์หรือปอนด์ เกียรติลัคนาชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวเนาวรัตน์ อัชฌายกชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2281/2560
#612241
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาตามคำขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างต้องคำนึงว่ากรณีมีเหตุผลสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ การกระทำของผู้คัดค้านที่เอาเศษเหล็กจำนวนมากของผู้ร้องออกไปนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการผิดระเบียบปฏิบัติและถูกกักของที่ประตูทางออกและต้องนำกลับไปเก็บไว้ที่เดิม แม้จะไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดวินัยร้ายแรงที่จะต้องถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชย แต่ก็มีลักษณะทำให้ผู้ร้องขาดความเชื่อใจ ไม่อาจไว้วางใจให้ผู้คัดค้านทำงานต่อไปได้ กรณีมีเหตุผลสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องและเป็นกรรมการลูกจ้าง ในการทำงานมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2556 ผู้คัดค้านขับรถยนต์กระบะบรรทุกพาเลทที่ซ่อมเสร็จจะนำไปส่งคืนลูกค้า โดยมีใบอนุญาตนำพาเลทดังกล่าวออกไปจากโรงงาน แต่เมื่อผ่านทางออกบริษัทผู้ร้อง นายไพฑูรย์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจพบเศษเหล็กจำนวนมาก อยู่ท้ายรถยนต์กระบะโดยไม่มีใบอนุญาตนำเศษเหล็กออกไปนอกโรงงานด้วย ผู้คัดค้านรับว่านำเศษเหล็กดังกล่าวออกไปเพื่อใช้ในการรองพาเลท แต่จากภาพถ่ายเศษเหล็กมีเศษเหล็กที่สามารถใช้รองพาเลทได้เพียงบางส่วน นอกนั้นเป็นเศษเหล็กท่อนเล็กท่อนน้อยจำนวนมากที่มีขนาดเล็กซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในการรองพาเลทหรือใช้ในหน้าที่ของผู้คัดค้าน เศษเหล็กดังกล่าวเป็นของผู้ร้องเก็บไว้ขายน้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม มีมูลค่าประมาณ 12,000 บาท เมื่อนายไพฑูรย์พบเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ต่อมานางสาวญาณิสา เจ้าหน้าที่แผนกบุคคลไปที่เกิดเหตุและแจ้งให้ผู้คัดค้านนำเศษเหล็กไปเก็บไว้ที่โรงเก็บเศษเหล็กของโรงงาน แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ของผู้คัดค้านหมิ่นเหม่ต่อการนำทรัพย์สินของผู้ร้องออกนอกโรงงานโดยพลการ อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อผู้ร้อง นำไปสู่การเริ่มต้นของการทุจริตต่อหน้าที่ และอาจเป็นตัวอย่างของการนำทรัพย์สินของผู้ร้องไปโดยมิชอบ ส่งผลเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ร้อง ระบบบริหารจัดการ การควบคุมภายในและการบริหารงานบุคคลของผู้ร้อง การกระทำของผู้คัดค้านถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่เป็นเรื่องสำคัญและเป็นการกระทำที่ไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต กรณีมีเหตุผลสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้อง หมวดที่ 8 ไม่มีข้อใดระบุว่าการนำสิ่งของออกจากโรงงานของผู้ร้องโดยไม่ได้ระบุไว้ในใบอนุญาตนำสิ่งของออกนอกโรงงานเป็นความผิดร้ายแรงและจะถูกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ที่ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับดังกล่าว ถือเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างต้องคำนึงว่ากรณีมีเหตุผลสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างนั้นหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ การกระทำของผู้คัดค้านที่เอาเศษเหล็กจำนวนมากของผู้ร้องออกไปนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการผิดระเบียบปฏิบัติ ทั้งเศษเหล็กดังกล่าวมีมูลค่าถึง 12,000 บาท และมีจำนวนมากเกินความจำเป็นที่จะใช้ในการทำงานเป็นฐานรองพาเลท บ่งชี้ถึงเจตนาทุจริตแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบ แม้ผู้คัดค้านจะถูกกักของไว้ที่ประตูทางออกและถูกห้ามจนไม่สามารถนำเศษเหล็กออกไปจากโรงงานได้และต้องนำกลับไปเก็บไว้ที่เดิม โดยผู้ร้องยังไม่ได้รับความเสียหาย และตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องจะกำหนดการกระทำที่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดวินัยร้ายแรง ต้องถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับค่าชดเชยไว้ว่าต้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายหรือลักทรัพย์ของผู้ร้องก็ตาม แต่การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวก็มีลักษณะที่ทำให้ผู้ร้องขาดความเชื่อใจ ไม่อาจวางใจให้ผู้คัดค้านทำงานเป็นลูกจ้างต่อไปได้ กรณีมีเหตุผลสมควรที่ผู้ร้องจะเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามขอ ที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านได้ตามคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทไทย โคเบลโก้ คอนสตรัคชั่น แมชีนเนอรี่ จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายภูวนาท ประไพเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายมงคล สงปรางค์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา