คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1113/2560
#607959
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับเกิดจากการที่จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของ ช. กรณีจึงต้องถือว่า จำเลยยอมเข้าผูกพันเป็นผู้ชำระหนี้แทน ช. โดยมิได้เป็นการขัดกับเจตนาของคู่กรณีหรือโดยฝืนใจลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (15 มกราคม 2558) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยซึ่งเป็นนายประกันของนายชาตรี จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4508/2555 ของศาลชั้นต้น ทำข้อตกลงกันว่า จำเลยตกลงชำระเงินเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง 5,000,000 บาท โดยจำเลยชำระเป็นเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว กับสั่งจ่ายเช็คให้อีก 4 ฉบับ ฉบับละ 1,000,000 บาท ซึ่งหากโจทก์ทั้งสองเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ครบถ้วนแล้วจะถอนฟ้องนายชาตรี แต่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองเรียกเก็บเงินตามเช็คได้เพียง 1 ฉบับ ส่วนอีก 3 ฉบับ นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลพิพากษาลงโทษจำคุกนายชาตรีมีกำหนด 2 ปี 3 เดือน นอกจากนี้ คดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องนายชาตรีกับพวกต่อศาลจังหวัดนนทบุรีเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1453/2557 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและห้องชุดซึ่งขณะทำสัญญาซื้อขาย นายชาตรีเป็นบุคคลล้มละลายไม่อาจเข้าเป็นคู่สัญญาได้ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายจึงเป็นโมฆะ ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนห้องชุดเลขที่ 499/24 ชั้นที่ 3 อาคารชุดจอมเทียนพลาซ่าคอนโดมิเนียม เอ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 16/2550 ตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินเลขที่ 121409 และ 140198 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนรายการจดทะเบียนขายฝาก รายการจดทะเบียนปลดเงื่อนไขการไถ่จากการขายฝากและรายการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 100938 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ทั้งสอง จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองในคดีที่นายชาตรีกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งมีข้อตกลงว่าหากเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ทั้งหมด โจทก์ทั้งสองจะถอนฟ้องนายชาตรีจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อนายชาตรีถูกศาลพิพากษาลงโทษ โจทก์ทั้งสองไม่อาจถอนฟ้องนายชาตรี ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ เห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับเกิดจากการที่จำเลยตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของนายชาตรี กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยยอมเข้าผูกพันเป็นผู้ชำระหนี้แทนนายชาตรี โดยมิได้เป็นการขัดกับเจตนาของคู่กรณีหรือโดยฝืนใจลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 314 ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนดังที่จำเลยฎีกา เมื่อจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงิน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 314 ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 914 ม. 989 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจอห์น แม็คแวน โคชแลน กับพวก
จำเลย — นางสาวภควรรณ รัตนวิเศษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายรภัสชล ยุติวิชญ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ณัฏฐชัย ไวภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1108/2560
#609568
เปิดฉบับเต็ม

ป้ายของโจทก์มีข้อความว่า กตัญญู อยู่ที่มุมบนด้านซ้าย ต่ำลงมาเป็นเครื่องหมายรูปหัวใจและมีข้อความภาษาต่างประเทศคำว่า KATANYU ด้านข้างมีข้อความว่า กตัญญู "คืนกำไร 100 % สู่สังคม" ถัดลงมามีรูปผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม 2 ขวด ขวดที่อยู่ด้านซ้ายที่ข้างผลิตภัณฑ์น้ำดื่มมีเครื่องหมายและมีข้อความภาษาต่างประเทศคำว่า KATANYU ด้านข้างมีคำว่า กตัญญู ด้านล่างคำว่ากตัญญูมีข้อความว่า น้ำดื่มตรากตัญญู DRINKING WATER ขวดที่อยู่ด้านขวาที่ข้างผลิตภัณฑ์น้ำดื่มมีเครื่องหมายและมีข้อความภาษาต่างประเทศคำว่า KATANYU ด้านข้างมีคำว่า กตัญญู ด้านล่างคำว่ากตัญญูมีข้อความว่า น้ำแร่ ตรากตัญญู MINERAL WATER และยังมีข้อความใต้ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มอีก 7 บรรทัด ป้ายของโจทก์ที่มีอักษรต่างประเทศคำว่า KATANYU อยู่ในส่วนด้านขวาของเครื่องหมายคล้ายรูปหัวใจ ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของป้ายตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 และถือว่าเป็นป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ จึงเป็นป้ายตามบัญชีอัตราภาษีป้าย (3) (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนค่าภาษี 50,415.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารราชการของจำเลยที่ 1 วันที่ 11 ธันวาคม 2555 โจทก์ติดตั้งป้ายโฆษณาน้ำดื่มบรรจุขวดตรา "กตัญญู" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยติดตั้งไว้ที่อาคารสำนักงานของโจทก์ มีพื้นที่ป้าย 2,831,000 ตารางเซนติเมตร มีข้อความ "กตัญญู" อยู่ที่มุมบนด้านซ้าย ต่ำลงมามีข้อความภาษาต่างประเทศ "KATANYU" กตัญญู "คืนกำไร 100% สู่สังคม" และมีรูปผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม 2 ขวด ข้างใต้มีข้อความ "กำไรทุกบาทจัดซื้อครุภัณฑ์การเรียนการสอนมอบให้โรงเรียนประถมและมัธยมของรัฐทั่วประเทศ 02 - 660 - 8999 WWW. Katanyu.org" วันที่ 20 ธันวาคม 2555 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีป้ายต่อจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ประเมินภาษีเป็นเงิน 56,620 บาท พร้อมทั้งแจ้งการประเมินภาษีป้ายให้โจทก์ทราบ วันที่ 4 มกราคม 2556 โจทก์ชำระภาษีป้ายให้แก่จำเลยที่ 1 แต่โจทก์เห็นว่า การประเมินภาษีป้ายดังกล่าวไม่ถูกต้อง วันที่ 17 มกราคม 2556 โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์การประเมินภาษีป้ายต่อจำเลยที่ 2 วันที่ 22 มีนาคม 2556 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้โจทก์ทราบว่า ป้ายของโจทก์ไม่ได้รับยกเว้นภาษีป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 8 และการกำหนดค่าภาษีป้ายเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 และมาตรา 7 และกฎกระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 จึงให้ยกคำร้องและยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระภาษีตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เพียงใด ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า ป้ายของโจทก์ที่มีอักษรต่างประเทศคำว่า KATANYU ซึ่งอยู่ในส่วนด้านขวาของรูปหัวใจเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียน จะถืออักษรคำดังกล่าวว่าเป็นอักษรต่างประเทศแยกต่างหากจากภาพหรือเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอีกไม่ได้ ป้ายของโจทก์จึงเป็นป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ และหรือปนกับภาพและหรือเครื่องหมายอื่น ซึ่งต้องเสียภาษีป้ายในอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร นั้น ปัญหานี้ ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้เจ้าของป้ายมีหน้าที่เสียภาษีป้ายโดยเสียเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่เริ่มติดตั้งหรือแสดงในปีแรกให้เสียภาษีป้ายตั้งแต่วันเริ่มติดตั้งหรือแสดงจนถึงวันสิ้นปีและให้คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด งวดละสามเดือนของปี โดยเริ่มเสียภาษีป้ายตั้งแต่งวดที่ติดตั้งป้ายจนถึงงวดสุดท้ายของปี ทั้งนี้ ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัตินี้" ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 (3) กำหนดว่า "ป้ายดังต่อไปนี้ ให้คิดอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร... (ข) ป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ป้ายของโจทก์มีข้อความว่า กตัญญู อยู่ที่มุมบนด้านซ้าย ต่ำลงมามีเครื่องหมายและมีข้อความภาษาต่างประเทศคำว่า KATANYU ด้านข้างมีข้อความว่า กตัญญู "คืนกำไร 100 % สู่สังคม" ถัดลงมามีรูปผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม 2 ขวด ขวดที่อยู่ด้านซ้ายที่ข้างผลิตภัณฑ์น้ำดื่มมีเครื่องหมายและมีข้อความภาษาต่างประเทศคำว่า KATANYU ด้านข้างมีคำว่า กตัญญู ด้านล่างคำว่ากตัญญูมีข้อความว่า น้ำดื่ม ตรากตัญญู DRINKING WATER ขวดที่อยู่ด้านขวาที่ข้างผลิตภัณฑ์น้ำดื่มมีเครื่องหมายและมีข้อความภาษาต่างประเทศคำว่า KATANYU ด้านข้างมีคำว่า กตัญญู ด้านล่างคำว่ากตัญญูมีข้อความว่า น้ำแร่ ตรากตัญญู MINERAL WATER นอกจากนี้ยังมีข้อความใต้ผลิตภัณฑ์น้ำดื่มอีก 7 บรรทัด คำว่า กำไรทุกบาท จัดซื้อครุภัณฑ์ การเรียนการสอน มอบให้โรงเรียนประถม และมัธยมของรัฐทั่วประเทศ Call Center 02 - 660 - 8999 www. katanyu.org เมื่อพิจารณากับเอกสารซึ่งเป็นหนังสือรับรองการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า/เครื่องหมายบริการ/เครื่องหมายรับรอง/เครื่องหมายร่วม ที่ออกให้แก่บริษัท เค.เอ็ม.อินเตอร์แล็ป จำกัด เพื่อรับรองว่า (เครื่องหมายบริการ) ยื่นขอจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว ปรากฏว่ามีลักษณะแตกต่างกับเครื่องหมายที่ปรากฏอยู่บนป้ายของโจทก์ที่พิพาทในคดีนี้ ในส่วนที่ไม่มีคำว่า "กตัญญู" อยู่ที่บริเวณด้านหน้าของเครื่องหมายที่คล้ายรูปหัวใจ อย่างไรก็ตาม ป้ายของโจทก์ที่มีอักษรต่างประเทศคำว่า KATANYU อยู่ในส่วนด้านขวาของเครื่องหมายคล้ายรูปหัวใจ ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ป้าย" หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น" ลักษณะของป้ายของโจทก์ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ถือว่าเป็นป้ายที่มีอักษรไทยบางส่วนอยู่ใต้หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ หาใช่ป้ายที่มีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศและหรือปนกับภาพและหรือเครื่องหมายอื่นดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้น การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ป้ายของโจทก์ตามฟ้องต้องเสียภาษีป้ายในอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตารางเซนติเมตร ตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบด้วยบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 5,000 บาท นั้นเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6 ม. 7
กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510
บัญชีอัตราภาษีป้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวลัย-วิโรจน์เพื่อสังคม (๒๕๕๓) จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายวีรยุทธ แสงดี
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1095 -ที่ 1096/2560
#611875
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยแยกฟ้องเป็นสองสำนวน และมีคำขอให้นับโทษของจำเลยแต่ละสำนวนต่อกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน การกระทำของจำเลยในแต่ละสำนวนจึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยเรียงกระทงลงโทษจำเลยในสำนวนแรก จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และสำนวนที่สองจำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จึงเป็นการนับโทษจำคุกของจำเลยทุกกระทงในสองสำนวนติดต่อกันแล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอให้นับโทษต่อ ก็เป็นเพียงการพิพากษาเกินเลยไปเท่านั้น ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นนับโทษต่อกันแล้วจึงต้องรวมโทษทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และนำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2372/2555 มาบวกเข้ากับโทษจำคุกดังกล่าวด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2372/2555 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 3479/2556 ของศาลชั้นต้น

สำนวนที่สองโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2372/2555 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1448/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่โจทก์ ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 10,000 เม็ด และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10,000 เม็ด เป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกัน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน) จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย (ที่ถูก จำนวน 8,100 เม็ด) จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 2,000,000 บาท เมื่อนำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2372/2555 ของศาลจังหวัดนนทบุรีมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้แล้ว รวมเป็นจำคุก 50 ปี 6 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนคำขอให้นับโทษต่อนั้นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ในสำนวนแรกลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายแดงที่ อ. 2372/2555 ของศาลจังหวัดนนทบุรี เป็นจำคุก 25 ปี 6 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ในสำนวนที่สอง ลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ไม่รวมโทษทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน ยกคำขอให้บวกโทษจำคุกในสำนวนที่สอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รวมโทษทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยแยกฟ้องเป็นสองสำนวน และมีคำขอให้นับโทษของจำเลยแต่ละสำนวนต่อกัน ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้รวมพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน ดังนี้ การกระทำของจำเลยในแต่ละสำนวน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 โดยเรียงกระทงลงโทษจำเลยในสำนวนแรก จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และสำนวนที่สองจำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท จึงเป็นการนับโทษจำคุกของจำเลยทุกกระทงในสองสำนวนติดต่อกันแล้ว แม้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำขอให้นับโทษต่อ ก็เป็นเพียงการพิพากษาเกินเลยไปเท่านั้น ไม่ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องจนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นนับโทษต่อกันแล้วจึงต้องรวมโทษทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน และนำโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 2372/2555 ของศาลจังหวัดนนทบุรี มาบวกเข้ากับโทษจำคุกดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 ใช้บังคับ โดยมาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30 และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด จึงให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ยกคำขอให้นับโทษต่อ และหากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเอกสิทธิ์ เนียมกล่ำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายชำนาญ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1074/2560
#609567
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ซึ่งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 ส. เป็นเจ้าหนี้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเสียหายแก่ตน ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 23125 และ 23126 ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา โดยไม่ปรากฏว่า ส. ผู้เป็นเจ้าหนี้ทราบเหตุดังกล่าว เมื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 บัญญัติให้การฟ้องเรียกร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น ดังนี้ อายุความ 1 ปี จึงยังไม่เริ่มนับเนื่องจาก ส. เจ้าหนี้ได้ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนวันที่จำเลยทั้งสี่ทำนิติกรรมดังกล่าว ส. จึงมิอาจรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนได้ แม้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จะได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาข้อหาโกงเจ้าหนี้โดยบรรยายฟ้องคดีอาญาว่า โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 ก็ตาม ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเจ้าหนี้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในวันดังกล่าวกรณีจึงต้องบังคับตามอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ตอนท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยเสน่หา สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 ตอนท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23125 และ 23126 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าใช้จ่าย ค่าภาษีในการจดทะเบียนเพิกถอน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้โจทก์สำรองออกไปก่อนจากนั้นใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกคืนจากจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23125 และ 23126 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างจำเลยทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 นางสมจิตร ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นให้ชำระค่าเสียหายเรื่องที่จำเลยที่ 1 ผิดข้อตกลงไม่ส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 23125 และ 23126 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสมจิตรผู้ทรงสิทธิเก็บกินตามข้อตกลง ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 648,000 บาท แก่นางสมจิตรโดยโจทก์ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่นางสมจิตรผู้ตาย โจทก์ทราบคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 27 สิงหาคม 2556 ในระหว่างดำเนินคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน วันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ โดยบรรยายฟ้องในคดีดังกล่าวว่า โจทก์ทราบการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมจิตรซึ่งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2546 นางสมจิตรเป็นเจ้าหนี้ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเสียหายแก่ตน ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 23125 และ 23126 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรโดยเสน่หา โดยไม่ปรากฏว่านางสมจิตรผู้เป็นเจ้าหนี้ทราบเหตุดังกล่าว เมื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 บัญญัติให้การฟ้องเรียกร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลนั้น ห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน หรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น ดังนี้ อายุความ 1 ปี จึงยังไม่เริ่มนับเนื่องจากนางสมจิตรเจ้าหนี้ได้ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนวันที่จำเลยทั้งสี่ทำนิติกรรมดังกล่าว นางสมจิตรจึงมิอาจรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนได้ แม้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมจิตรจะได้ฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญาข้อหาโกงเจ้าหนี้โดยบรรยายฟ้องคดีอาญาว่า โจทก์ทราบการกระทำผิดของจำเลยทั้งสี่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2550 ก็ตาม ก็ยังไม่อาจถือได้ว่าเจ้าหนี้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลในวันดังกล่าว กรณีจึงต้องบังคับตามอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ตอนท้าย โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2557 ยังไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2547 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยเสน่หา ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 ตอนท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 240
ชื่อคู่ความ
นางเพชรรดา เผือกพูลผล
โจทก์ — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมจิตร พรพิพัฒน์
จำเลย — นายสมฤทธิ์ พรพิพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2560
#617979
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือบอกเลิกสัญญาผู้จ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่จำเลยที่ 1 ทำและแจ้งไปยังโจทก์ที่ 1 ที่ 2 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญา ส่วนหนังสือของจำเลยที่ 1 ที่เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานก็เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเพื่อรายงานเรื่องการทิ้งงานต่อผู้มีอำนาจสั่งการไปตามขั้นตอน ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นเพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162 (4) แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 83, 86, 91, 137, 162 (4) และ 157

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ประกอบมาตรา 83 ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 83 อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 อีกสถานหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ไม่ปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่ชัดแจ้ง เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลสอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวัน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการบริหารการศึกษา เพื่อจ่ายเป็นค่าสนับสนุนอาหารกลางวัน สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดพระบาทนาหงส์และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดสีหราช ตามลำดับ โดยเสนอราคาต่ำสุด ต่อมาจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ละทิ้งงาน ไม่มาทำสัญญาจ้างภายในกำหนดและบอกเลิกสัญญาจ้างแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทั้งที่ความจริงโจทก์ทั้งสองไม่ได้ทิ้งงาน และต่อมาจำเลยที่ 1 นำความเท็จดังกล่าวแจ้งต่อนายอำเภอรัตนวาปีและผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและทรัพย์สิน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานขณะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ทำเอกสารกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานเป็นตัวการร่วมกันกับจำเลยที่ 1 หรือให้คำปรึกษาแนะนำจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดหรือเป็นตัวการ ท้ายฟ้องของโจทก์อ้างบทมาตราที่ถือว่าเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จ ทำหลักฐานเท็จ เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และบทมาตราเรื่องตัวการ ผู้สนับสนุน โดยแนบเอกสารที่เกี่ยวข้องมาด้วย เพียงพอที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาดังกล่าวได้ดี ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ต่อสู้คดีตามข้อหาที่โจทก์ทั้งสองฟ้องมานั้นตลอดมา ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่แบ่งจ้างการประกอบอาหารเพื่อให้มีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุของหน่วยงานรัฐ ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่มีการสอบราคาทำให้หน่วยงานของรัฐและโจทก์ทั้งสองเสียหาย เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนั้น ไม่ใช่ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานทำเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ ในข้อหาดังกล่าว ตามฟ้องของโจทก์ ข้อ 4 วรรคสอง มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานขณะทำหนังสือแจ้งโจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารและกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ได้ตรวจดูเอกสารแล้วเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาผู้จ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของจำเลยที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญา ไม่ได้เป็นเอกสารที่ได้รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จแต่อย่างใด และแม้แต่หนังสือของจำเลยที่ 1 ที่เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาให้มีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ทิ้งงานก็เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 ได้ทำขึ้นเพื่อรายงานเรื่องการทิ้งงานต่อผู้มีอำนาจสั่งการไปตามขั้นตอน ไม่ใช่เอกสารที่ทำขึ้นเพื่อรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จแต่อย่างใดเช่นกัน การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นความผิดในข้อหาดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานแจ้งความเท็จ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานนี้ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 ทั้งนี้โดยยังเห็นสมควรวางโทษจำเลยทั้งสามไปตามที่ศาลล่างทั้งสองได้กำหนดไว้

ปัญหาต้องพิจารณาประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า สาเหตุสำคัญอันเป็นที่มาของการดำเนินคดีนี้ประการหนึ่งเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้เสนอราคาในการประมูลสอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในราคา 6 บาท และ 5 บาท ต่อคนต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งราคาที่เสนอมาดังกล่าวในสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน นับว่าเป็นราคาที่บีบรัดเกินไป ยากที่จัดหาวัตถุดิบในการทำอาหารที่มีคุณภาพเกิดผลตอบแทนต่อทั้งตัวโจทก์ทั้งสองตลอดจนผู้ที่จัดหาหรือส่งวัตถุดิบในการทำอาหารแก่โจทก์ทั้งสองอย่างเป็นธรรมและเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจการเงินได้อย่างเหมาะสม ซึ่งข้อที่เกรงว่าราคาที่โจทก์ทั้งสองเสนออาจทำให้เด็กในชุมชนไม่ได้รับอาหารที่มีคุณภาพเหมาะสมนั้น จำเลยทั้งสามก็เคยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไว้แต่ต้นแล้ว นับว่ามีเหตุผลอยู่มาก และข้อเท็จจริงยังได้ความว่า โครงการจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวันให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลพระบาทนาสิงห์นี้ นอกจากที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่โจทก์ทั้งสองชนะการประมูลสอบราคาจ้างแล้ว ยังมีที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งได้ความว่าการเสนอราคาหรือการตกลงราคาก็ยังมีผู้เกี่ยวข้องโต้แย้งร้องเรียนกัน ในสำนวน และบันทึกถ้อยคำของทนายจำเลยทั้งสามตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 5 มิถุนายน2557 ซึ่งสำหรับโจทก์ทั้งสองนั้น หลังจากที่ชนะการเสนอการสอบราคาแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 เมื่อจำเลยที่ 1 มีหนังสือเรียกให้โจทก์ทั้งสองไปทำสัญญา ก็ได้มีการตกลงพูดกัน แต่คงมีข้อโต้แย้งและข้อที่เข้าใจไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ทำสัญญาจากสภาวการณ์ซึ่งอยู่ภายใต้ปัญหาในการบริหารจัดการเช่นนี้จึงอาจทำให้จำเลยทั้งสามต้องไปกระทำการอันมีลักษณะที่ฝ่าฝืนต่อระเบียบหลักเกณฑ์ของทางการ ซึ่งคดีนี้คำฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้อ้างว่าจำเลยทั้งสามปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ยังไม่อาจรับฟังได้โดยชัดเจนเช่นนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ประจำ ไม่ปรากฏว่าเคยมีประวัติกระทำผิด พบว่าปฏิบัติงานมาด้วยดี จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสามได้ปรับปรุงตนเองโดยการรอการลงโทษจำคุกไว้สักครั้งหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสามมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (4) และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสาม ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี ปรับคนละ 5,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยทั้งสามให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 162 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอธิพงษ์ โพธิ์ศรีไมล์ กับพวก
จำเลย — นายสกล ดวงคำจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายปริญญา วิชาโครต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
วิวัธน ทองลงยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 962/2560
#618526
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ขณะที่ขับรถกระบะมีจำเลยที่ 2 นั่งมาด้วย โดยยึดเมทแอมเฟตามีน 34,000 เม็ด ซึ่งวางอยู่ที่พื้นด้านหลังเบาะนั่งของจำเลยที่ 1 ขณะเข้าจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจขับรถยนต์แล่นปิดหน้ารถและท้ายรถของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1พยายามขับรถเดินหน้าและถ้อยหลังจนชนกับรถยนต์ของเจ้าพนักงานตำรวจ พฤติการณ์ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าตนรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางจากคนลาวในจังหวัดมุกดาหารให้ไปส่งลูกค้าในจังหวัดปทุมธานี จะถือหลักเกณฑ์ในทางแพ่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนหรือร่วมครอบครองด้วยหาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความรับผิดในทางอาญาต้องอาศัยเจตนาเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 1 เจตนาเข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ต้องถือว่าร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 83

ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 3 ใช้ในการติดต่อกับสายลับและจำเลยที่ 2 ในการขนเมทแอมเฟตามีนของกลางมายังที่เกิดเหตุอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่และรถกระบะของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม และเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต และปรับคนละ 4,000,020 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แต่เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก คงเพิ่มได้แต่โทษปรับเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 5,333,360 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แต่เมื่อวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก คงเพิ่มได้แต่โทษปรับ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,030 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,015 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 08 5779 XXXX ของกลาง ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 0766 XXXX และรถกระบะทั้งสองคันของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,666,680 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 44 ปี 4 เดือน 40 วัน และปรับ 3,555,573.33 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 3 เดือน 30 วัน และปรับ 2,666,680 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถกระบะคันที่จำเลยที่ 2 นั่งมานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่รู้จักจำเลยที่ 2 ที่มาขออาศัยนั่งรถจากจังหวัดมุกดาหารที่ตนจะขับรถไปซื้อผลไม้ที่ตลาดไท อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เพียงแต่จำเลยที่ 3 ที่รู้จักกันฝากมา โดยจำเลยที่ 2 ออกเงินช่วยค่าน้ำมันดังที่เบิกความต่อสู้ แต่ทั้ง ๆ ที่ในช่วงเวลาเดียวกันจำเลยที่ 3 ก็ขับรถกระบะของตนเดินทางไปที่อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี อยู่แล้ว เหตุใดจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งรู้จักกันดี จึงไม่เดินทางไปด้วยกัน การเดินทางมาด้วยกันของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่อเป็นพิรุธว่าเรื่องที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 นั่งรถมาด้วยนั้นเป็นแต่ข้ออ้างในการอำพรางการกระทำที่แท้จริงของตน เมทแอมเฟตามีนของกลางมีถึง 17 ก้อน น้ำหนักรวม 3 กิโลกรัมเศษ อยู่ในถุงพลาสติก ตามคำเบิกความของดาบตำรวจนพดลกับดาบตำรวจวิโรจน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมในคดีนี้ ปรากฏว่า ถุงพลาสติกนั้นเป็นถุงพลาสติกใสปนสีฟ้า สามารถมองผ่านเห็นสิ่งของภายในถุงได้ ถุงพลาสติกวางอยู่ที่พื้นรถด้านหลังเบาะที่จำเลยที่ 1 นั่งขับมาเมทแอมเฟตามีนในถุงพลาสติกที่มัดรวมกันเป็นก้อน ๆ สามารถมองเห็นได้ว่าสิ่งของในก้อนพลาสติกนั้นมีลักษณะเป็นเม็ด ๆ คล้ายเม็ดยา ดังที่พยานโจทก์ตรวจพบได้โดยง่ายยากที่จะเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าเป็นหมูยอกับแหนมตามที่จำเลยที่ 2 บอกในเวลาที่นำมาขึ้นรถ ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน การที่ปรากฏตามคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า หลังจากสายลับที่อยู่ด้วยกันกับดาบตำรวจนพดลได้รับแจ้งทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่ามาถึงแล้ว มีรถกระบะที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับและนั่งมาได้แล่นเข้ามาจอดที่หน้ารถยนต์ของดาบตำรวจนพดล ซึ่งจอดรอที่ริมถนนพหลโยธินขาเข้า ฝั่งตรงกันข้ามนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ห่างกันประมาณ 5 เมตร ดาบตำรวจวิโรจน์กับพวกซึ่งอยู่ในรถยนต์อีกคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างหน้ารถยนต์ของดาบตำรวจนพดลหลังจากได้รับแจ้งจากดาบตำรวจนพดลได้ถอยรถมาปิดหน้ารถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะเดียวกันรถยนต์ของดาบตำรวจนพดลก็แล่นเข้าปิดท้าย จำเลยที่ 1 พยายามขับรถเดินหน้าและถอยหลังจนชนกับรถยนต์ของพยานโจทก์ทั้งสองคัน แต่ไม่สามารถขับรถหนีไปได้ก่อนที่จะถูกจับกุมพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง บ่งบอกว่าจำเลยที่ 1 รู้ดีว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางวางอยู่ที่พื้นรถหลังเบาะนั่งของตน จึงมีความระแวดระวังสูงเมื่อมีรถมาปิดหน้าปิดท้ายเช่นนี้ย่อมไหวตัวว่าถูกล่อซื้อลวงมาในที่เกิดเหตุแล้ว จึงหาทางหลบหนี พฤติการณ์ดังวินิจฉัยมานี้ ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนว่าตนรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางจากคนลาวในจังหวัดมุกดาหารให้ไปส่งลูกค้าในจังหวัดปทุมธานี จะถือหลักเกณฑ์ในทางแพ่งว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 1ไม่มีส่วนหรือร่วมครอบครองด้วยดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์หาเป็นการถูกต้องไม่ เพราะความรับผิดในทางอาญาต้องอาศัยเจตนาเป็นสำคัญ เมื่อจำเลยที่ 1 เจตนาเข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ต้องถือว่าร่วมเป็นตัวการกับจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เพียงช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ในขณะกระทำความผิด จึงคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เห็นว่า หลังจากจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้แล้ว หากมิใช่เป็นเพราะระหว่างตรวจค้นรถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีการโทรศัพท์เข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ที่หมายเลข 08 5779 XXXX ดาบตำรวจนพดลให้จำเลยที่ 2 รับสายและเปิดลำโพงมีเสียงสอบถามว่าส่งเมทแอมเฟตามีนเสร็จหรือยัง หลังจากดาบตำรวจนพดลกดปุ่มวางหูโทรศัพท์และสอบถามแล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งว่าเป็นผู้ร่วมนำเมทแอมเฟตามีนมาด้วยกันซึ่งจอดรถรออยู่ข้างหน้า ก็ยากที่พยานโจทก์จะทราบว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ในรถยนต์คันอื่นในบริเวณนั้นอีกด้วย เพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นริมถนนพหลโยธินขาเข้าฝั่งตรงกันข้ามกับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นย่านชุมชนมีผู้คนพลุกพล่านดังคำเบิกความของดาบตำรวจวิโรจน์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 4 และจากการบอกตำแหน่งของจำเลยที่ 2 นำไปสู่การพบรถกระบะที่จำเลยที่ 4 และที่ 3 ขับและนั่งมาจอดอยู่ริมถนนข้างหน้าเลยไปประมาณ 100 เมตร ยากจะเป็นไปว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มาในที่เกิดเหตุพอดีตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือเนื่องจากรถเกิดการเฉี่ยวชนกันดังที่อ้างมาเป็นข้อต่อสู้ หลังจากมีการบังคับให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงจากรถ ดาบตำรวจนพดลพบจำเลยที่ 3 มีโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในมือ จึงตรวจสอบการใช้โทรศัพท์โดยใช้โทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 โทรศัพท์ไปที่หมายเลขโทรศัพท์ของดาบตำรวจนพดลเอง ปรากฏหมายเลข 08 0766 XXXX ดังคำเบิกความของดาบตำรวจวิโรจน์ ซึ่งเป็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อกับสายลับและจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ไม่มีหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับระหว่างสายลับและจำเลยที่ 3 มาแสดงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก็ตาม เพราะหากไม่มีการใช้โทรศัพท์ล่อซื้อของสายลับก็ยากที่รถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาจอดที่ริมถนนพหลโยธินขาเข้า ฝั่งตรงกันข้ามนิคมอุตสาหกรรมนวนคร หน้ารถยนต์ของดาบตำรวจนพดลกับพวกซึ่งมีสายลับอยู่ด้วย จนนำไปสู่การจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนที่ล่อซื้อเป็นของกลางได้ และหากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีการใช้โทรศัพท์ติดต่อกันเป็นระยะ ๆ ก็ยากที่จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับและมาจอดตรงตำแหน่งที่นัดหมายกับสายลับจะรู้ถึงตำแหน่งของรถกระบะของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าจอดรถอยู่ข้างหน้าได้ คำเบิกความของดาบตำรวจนภดลกับดาบตำรวจวิโรจน์เพียงลำพังก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือรับฟังได้แล้ว พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางหมายเลข 08 0766 XXXX ของจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อได้ความดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 3 ใช้ในการติดต่อกับสายลับและจำเลยที่ 2 ในการขนเมทแอมเฟตามีนของกลางมายังที่เกิดเหตุอันเป็นการร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งได้ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อันพึงต้องริบ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 เช่นเดียวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งริบไว้แล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางหมายเลข 08 0766 XXXX นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายไพฑูรย์ ประดับศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายรังสรรค์ พิบูลย์กิจสกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2560
#607377
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้...มีไม้สักแปรรูปไม่ว่าจำนวนเท่าใดไว้ในครอบครอง หรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่..." ดังนั้น การแปรรูปไม้และการมีไม้แปรรูปจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อความผิดดังกล่าวกระทำในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เขตควบคุมการแปรรูปไม้จึงถือเป็นองค์ประกอบความผิด แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการนำประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีการนำไปปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน หรือที่สาธารณะที่เกี่ยวข้อง แต่ประกาศของรัฐมนตรีฯ หาใช่กฎหมายหรือเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนรู้กันทั่วไป เมื่อจำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงต้องมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบขาดองค์ประกอบความผิดของมาตรา 48 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 11, 47, 48, 54, 72 ตรี, 73, 74 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14, 31, 35 ริบของกลาง กับให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคสอง (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำไม้หวงห้ามและฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 60,000 บาท ฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท และฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 140,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ข้อหาอื่นนอกนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคสอง (3) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 60,000 บาท ข้อหาอื่นนอกนี้ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้.... มีไม้สักแปรรูปไม่ว่าจำนวนเท่าใดไว้ในครอบครอง หรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่..." ดังนั้น การแปรรูปไม้และการมีไม้แปรรูปที่จะเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จะต้องกระทำภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ เขตควบคุมการแปรรูปไม้จึงเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิด แม้ตามฟ้องของโจทก์ระบุว่ามีการนำประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2499 ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีการคัดสำเนาประกาศดังกล่าวปิดไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน หรือที่สาธารณะในท้องที่ที่เกี่ยวข้องก็ตาม แต่ประกาศของรัฐมนตรี ฯ ดังกล่าวก็หาใช่เป็นกฎหมายหรือเป็นข้อเท็จจริงที่ประชาชนรู้กันทั่วไป เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธจึงเป็นภาระของโจทก์ที่ต้องนำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่เกิดเหตุอยู่ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์มิได้นำสืบถึงประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฉบับดังกล่าว โดยนำตัวประกาศหรือสำเนาอันเจ้าหน้าที่รับรองว่าถูกต้องมาแสดง ทั้งไม่มีพยานบุคคลมาเบิกความถึงในเรื่องนี้ กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าท้องที่เกิดเหตุที่จำเลยแปรรูปไม้และมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองอยู่ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ตามฟ้องของโจทก์ ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบขาดองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า หากศาลเห็นว่ายังไม่อาจรับฟังได้แน่ชัดว่า ที่เกิดเหตุเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้หรือไม่ ศาลมีอำนาจถามโจทก์ จำเลย หรือพยานคนใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 235 วรรคหนึ่ง เพื่อค้นหาและพิสูจน์ความจริงนั้น เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 48
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายสมศักดิ์ ถาวรกสิอนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายณรงค์ สมานเดชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางธารทิพย์ จงจักรพันธ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชูชีพ ปิณฑะสิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 935/2560
#610610
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ที่ระบุว่า โจทก์โดย อ. ได้มอบอำนาจให้ พ. เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ แม้ภายหลังจากจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ เอกสารหมาย จ.3 ลงลายมือชื่อ อ. กรรมการโจทก์เพียงคนเดียวไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ที่ระบุว่า โจทก์โดย จ. มอบอำนาจให้ อ. เป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ก็ตาม แต่ อ. กรรมการโจทก์เพียงคนเดียวไม่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ เมื่อขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์มีเพียงหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ 270,101.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด

มีนางจำเนียรลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญบริษัท มีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัทโจทก์ได้ และ

ในการดำเนินคดีนี้โจทก์โดยนางจำเนียรมอบอำนาจให้นางอรสาเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ โดยในการดำเนินคดีนี้นางอรสามอบอำนาจช่วงให้นางสาวพิศมัย เป็นผู้รับมอบอำนาจในการฟ้องร้องและดำเนินคดีแทนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การเพิ่มเติมว่า นางจำเนียรทำหนังสือมอบอำนาจภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้แล้ว

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 270,101.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่าย

ในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ยกฟ้องสำหรับจำเลยร่วม

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองเสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนางจำเนียรลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท หรือกรรมการอื่นสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ มีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัทฯ นางอรสาเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ วันที่ 23 ธันวาคม 2556 นางอรสาทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ให้นางสาวพิศมัยเป็นผู้มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยนางอรสาลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจเพียงคนเดียว ไม่มีกรรมการอื่นร่วมลงลายมือชื่อด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องโดยชอบหรือไม่ เดิมโจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นางสาวพิศมัยเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องและดำเนินคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 หลังจากจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ลงลายมือชื่อนางอรสา กรรมการโจทก์เพียงคนเดียวไม่มีผลผูกพันโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์โดยนางจำเนียร ได้มอบอำนาจให้นางอรสาเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นางอรสาได้มอบอำนาจช่วงให้นางสาวพิศมัย ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ทำในวันเดียวกัน หากหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2

ทำขึ้นก่อน จ.3 จริง ข้อความในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 น่าจะต้องระบุข้อความทำนองว่า นางอรสาในฐานะผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้แก่นางสาวพิศมัย แต่หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 กลับระบุข้อความว่า โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้า นางอรสา บริษัทนิวพลัสอุตสาหกรรม จำกัด... ขอมอบอำนาจให้นางสาวพิศมัย... เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง อันมีความหมายว่า นางอรสาในนามของบริษัทโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจให้นางสาวพิศมัยโดยตรง นางอรสามิได้มอบอำนาจให้นางสาวพิศมัยในฐานะที่นางอรสาได้รับมอบอำนาจมาจากนางจำเนียร พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 หลังจากจำเลยทั้งสองให้การแก้คดีแล้ว ขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้โจทก์มีเพียงหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่มีผลทำให้คดีต้องเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวพลัสอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นายเดชา หมื่นวงษ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวมานิกา สุริยมานพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายอริยะ นาวินธรรม
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
สุรพันธุ์ ละอองมณี
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2560
#611868
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาบริการกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเป็นตัวแทน 25 คน และผู้บริหารงานขาย 5 คน ในการเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 ซึ่งโจทก์ได้ค่าตอบแทน 1,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ไปรับแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 หากบุคลากรทำผลงานให้โจทก์ไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณที่กำหนดไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำไม่ได้เบี้ยประกันภัยได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ แต่การที่โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 เป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 767,163.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 741,564.35 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 741,564.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 14,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาฝึกอบรมรับจัดการธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารงานการขาย มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ทำสัญญาบริการสรรหาและฝึกอบรมบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนและผู้บริหารงานขายกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาบุคคลากรจำนวน 30 คน แบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์และโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 รวมระยะเวลา 12 เดือน เป้าหมายผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเป็นจำนวน 5,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 10 มีนาคม 2553 โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,253,236 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาบริการมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขและตารางคิดคำนวณการจ่ายค่าตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วยโดยบุคลากรจำนวน 30 คน ที่จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมแบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์โดยจะต้องหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวน 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 หากบุคลากรดังกล่าวผลิตผลงานให้แก่โจทก์ไม่ได้ครบถ้วนตามเป้าหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณ การเรียกคืนผลตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญาด้วยโดยโจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 การจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นความเข้าใจของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

1/2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 411
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 33 (7) ม. 35 (7) ม. 93
ชื่อคู่ความ
บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอคทีฟ ลีดเดอร์
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนฤมล บัวสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929 -ที่ 930/2560
#610619
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้จัดให้ผู้ตายเอาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 และบริษัทอื่นซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 7 โดยโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์จึงเป็นผู้เอาประกันชีวิต แต่โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ สัญญาประกันชีวิตที่โจทก์จัดทำขึ้นย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 863 โจทก์ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากกรมธรรม์สัญญาประกันชีวิต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 7 ชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 7 จะมิได้ฎีกาในเรื่องนี้ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้มีผลรวมไปถึงจำเลยที่ 7 ด้วยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2721 - 2724/2552, 2726/2552 และ 2727/2552 โดยให้เรียกโจทก์ทุกสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ตามลำดับ เรียกจำเลยสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2721/2552 ว่า จำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2722/2552 ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2723/2552 ว่า จำเลยที่ 5 เรียกจำเลยสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2724/2552 ว่า จำเลยที่ 6 เรียกจำเลยสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2726/2552 ว่า จำเลยที่ 8 และเรียกจำเลยสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 2727/2552 ว่า จำเลยที่ 9 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดสำนวนและแก้ไขคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 7 โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลกึ่งหนึ่ง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,100,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 500,000 บาท ให้จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 2,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 16,475,000 บาท ให้จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 6,034,430 บาท ให้จำเลยที่ 8 ชำระเงิน 1,000,000 บาท และให้จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนที่จำเลยแต่ละรายต้องรับผิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งแปดสำนวน

จำเลยทั้งเก้าให้การและจำเลยที่ 9 แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งเก้า โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 200,000 บาท และจำเลยที่ 7 ชำระเงิน 234,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 6 และที่ 7 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในแต่ละสำนวนแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในแต่ละสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยที่ 1 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นายล้วน ผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 และที่ 7 โดยระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์เฉี่ยวชนถึงแก่ความตาย ซึ่งยังอยู่ในอายุสัญญาประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะกรรม เนื่องจากผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิต โดยทราบมาก่อนว่าผู้ตายมีอาการจิตประสาทและป่วยเป็นโรคหอบหืดกับโรคหลอดลมปอดอุดตันเรื้อรังหรือโรคถุงลมโป่งพอง โดยมีอาการมานานตั้งแต่ก่อนจนถึงขณะทำสัญญาดังกล่าว แต่ผู้ตายละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ทราบ ผู้ตายทำสัญญากับจำเลยที่ 1 ไว้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2542 ส่วนสัญญาประกันชีวิต ผู้ตายทำสัญญากับจำเลยที่ 7 ไว้เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 7 มีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 7 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ต้องชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยโดยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์กับพยานหลักฐานจำเลยที่ 1 แล้วฟังข้อเท็จจริงเชื่อตามพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มิได้มีความสัมพันธ์เป็นภริยาของผู้ตาย แต่จดทะเบียนสมรสกันโดยอาศัยความบกพร่องทางจิตประสาทของผู้ตาย เพื่อหวังผลประโยชน์จากสัญญาประกันชีวิต ผู้ตายมีสติปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติทั่วไป ไม่สามารถรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนเองกระทำ และไม่สามารถสื่อสารกับบุคคลอื่นได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งผู้ตายไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเอาประกันภัยทุกบริษัทรวมเป็นเงิน 43,749,430 บาท ซึ่งต้องเสียค่าเบี้ยประกันภัยถึงปีละ 544,701.16 บาท ไม่น่าเชื่อว่าผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 ด้วยเจตนาที่แท้จริงของผู้ตายเอง แต่เกิดจากโจทก์และบุคคลอื่นซึ่งมิได้มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้เป็นผู้จัดให้มีการเอาประกันภัยกับจำเลยที่ 1 และบริษัทอื่น โดยหวังเอาผลประโยชน์จากการทำสัญญา โดยผู้ตายไม่อยู่ในฐานะที่จะรับรู้ข้อเท็จจริงและไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะทำนิติกรรมต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ ศาลชั้นต้นได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าวไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้จัดให้ผู้ตายเอาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 และบริษัทอื่นซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 7 โดยโจทก์เป็นผู้เสียเบี้ยประกันภัยและเป็นผู้รับประโยชน์ โจทก์จึงเป็นผู้เอาประกันชีวิต แต่โจทก์ไม่มีส่วนได้เสียในเหตุที่ประกันภัยไว้ สัญญาประกันชีวิตที่โจทก์จัดทำขึ้นย่อมไม่ผูกพันคู่สัญญาแต่อย่างใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 โจทก์ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากกรมธรรม์สัญญาประกันชีวิต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รวมทั้งจำเลยที่ 7 ชำระเงินตามสัญญาประกันชีวิตได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 7 จะมิได้ฎีกาในเรื่องนี้ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้มีผลรวมไปถึงจำเลยที่ 7 ด้วยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 7 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีต้องเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 7 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 และที่ 7 โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 7 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 863
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนวลจันทร์ ชุ่มเย็น หรือนางสาวนวลจันทร์ สังคนาค
จำเลย — บริษัทฟินันซ่าประกันชีวิต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรเชษฐ์วริศ มหัทธนะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอมรเทพ การะโชติ
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
เกษม เกษมปัญญา
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2560
#609287
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ และจำเลยที่ 1 เจตนากู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 3 ก็เป็นนิติบุคคลซึ่งถือเป็นคนละคนกับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 3 จะมีสิทธิเรียกร้องหรือเป็นเจ้าหนี้ธนาคาร ก. ผู้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ เพราะหนี้ค่าจ้างระหว่างธนาคาร ก. กับจำเลยที่ 3 เป็นความผูกพันระหว่างธนาคารกับจำเลยที่ 3 ทั้งมิใช่หนี้ด้อยคุณภาพที่ธนาคารโอนสิทธิมาให้แก่โจทก์ ความรับผิดตามสัญญาว่าจ้างจึงคงอยู่กับธนาคาร ก. ไม่ได้โอนมาเป็นของโจทก์ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวเอากับธนาคารผู้เป็นคู่สัญญา

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยจากยอดเงินที่ปรากฏอยู่ในบัญชีเดินสะพัด หากภายหลังวันทำสัญญามีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศโดยผู้ให้กู้หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้พึงเรียกเก็บได้จากลูกค้าสูงกว่าอัตราตามสัญญา ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีอำนาจที่จะปรับดอกเบี้ยตามสัญญาให้สูงขึ้นได้ตามที่ผู้ให้กู้เห็นสมควรในทันที โดยมิต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบ และถือว่าผู้กู้ได้ให้ความยินยอมในการปรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ผู้ให้กู้กำหนดทุกครั้งไป การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมิได้อาศัยเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข การปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นทำนองเบี้ยปรับ ศาลจึงไม่มีอำนาจปรับลดลงมาได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยเพียงอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่มิใช่กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามประกาศของธนาคาร ก. ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 14.5 ต่อปี

อนึ่ง จำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่สี่ ทั้งมีการจำนำสิทธิที่จะถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่หก ทั้งมีการจำนำสิทธิที่จะถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาหักชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวันที่มีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย ส่งผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สิ้นความผูกพันที่จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอีกต่อไป แต่เมื่อนำเงินฝากไปหักชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากนับแต่วันหักชำระหนี้ แต่ปรากฏว่าหลังวันที่มีการนำเงินฝากไปหักชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้รับดอกเบี้ย 2 ครั้ง จำเลยที่ 3 ได้รับดอกเบี้ย 5 ครั้ง จึงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่ธนาคารพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่สี่และที่หกตามลำดับ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สิ้นความผูกพันที่จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มารับผิดในดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งมิใช่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาความกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีเรื่องอื่น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยเงินฝากจึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามจำนวนที่ธนาคารจ่ายไปพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารชำระแทนเป็นต้นไป โดยคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,704.09 บาท รวมเป็นเงิน 15,812.71 บาท แต่ในตอนพิพากษากลับไม่มีการระบุถึงดอกเบี้ยของหนี้เงินทดรองจ่ายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ครบถ้วนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 32,489,592.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,996,922.95 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,108.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,199,205.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 700,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 5,139,452.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามยอดหนี้ที่ถูกต้อง 2,484,936.81 บาท

ระหว่างพิจารณา บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ 9,720,156.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,847,524.76 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี จากต้นเงิน 6,856,818.57 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16502 ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) และโฉนดเลขที่ 64636 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ 114,479.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์ 379,102.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มอีก 7,592,580.07 บาท รวมเป็นเงิน 10,440,104.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,856,818.57 บาท นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครชัยศรี บัญชีเลขที่ 733-6-00103-3 ตามคำขอเปิดบัญชี และบัตรตัวอย่างลายมือชื่อ ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคาร 6 ฉบับ ฉบับแรกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2533 จำนวนเงิน 1,400,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากผิดนัดผิดสัญญาหรือธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บ มีกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2534 ต่อมามีการต่ออายุสัญญา 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 เดือนพฤศจิกายน 2535 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2536 และวันที่ 2 ธันวาคม 2537 โดยครั้งสุดท้ายมีการต่ออายุสัญญาถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่สองเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2534 จำนวนเงิน 600,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี และยอมให้ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ได้ มีกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2534 ต่อมามีการต่ออายุสัญญา 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2534 เดือนพฤศจิกายน 2535 วันที่ 17 พฤศจิกายน 2536 และวันที่ 2 ธันวาคม 2537 โดยครั้งสุดท้ายมีการต่ออายุสัญญาถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่สามเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 จำนวนเงิน 4,800,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และยอมให้ปรับอัตราดอกเบี้ยตามที่ธนาคารกำหนดแต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย มีกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 มีการต่ออายุสัญญาถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่สี่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 จำนวนเงิน 700,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำบวกร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 10.75 ต่อปี หากมียอดหนี้เกินวงเงินตามสัญญา ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารเรียกเก็บเงินได้ในส่วนที่เกินวงเงิน มีกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2537 มีการต่ออายุสัญญาถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2538 ฉบับที่ห้าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จำนวนเงิน 2,200,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเอ็ม อาร์ อาร์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 14.75 ต่อปี หากมียอดหนี้เกินวงเงินตามสัญญา ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารเรียกเก็บเงินได้ในส่วนที่เกินวงเงิน มีกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 กันยายน 2538 และฉบับที่หกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 จำนวนเงิน 3,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำบวกร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 13.75 ต่อปี หากมียอดหนี้เกินวงเงินตามสัญญา ยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารเรียกเก็บเงินได้ในส่วนที่เกินวงเงิน มีกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 9 กันยายน 2538 โดยเอกสารการต่ออายุสัญญาครั้งที่ 2 ของสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับแรกและฉบับที่สอง สูญหายไปโดยมีการแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี บันทึกต่ออายุสัญญา และสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยกับธนาคารเป็นเงิน 7,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราเอ็ม แอล อาร์ บวกร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 14.75 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 100,000 บาท และต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 29 เมษายน 2554 จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ครบถ้วนแล้ว ตามสัญญากู้เงิน และหลักฐานการรับเงินกู้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16502 ตำบลลำพยา อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมามีการตกลงขึ้นเงินจำนอง 4 ครั้ง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2534 วันที่ 25 พฤษภาคม 2535 วันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 และวันที่ 9 มิถุนายน 2538 จนเป็นวงเงินจำนอง 9,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี และเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 64636 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ในการจำนองที่ดินทั้งสองแปลงมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยังต้องรับผิดในหนี้สินส่วนที่ยังขาดอยู่ ตามสัญญาจำนอง สัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง และบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนอง และเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่สี่โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทั้งมีการจำนำสิทธิที่จะถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 บัญชีเลขที่ 733-2-02888-3 ด้วย โดยมีระบุไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่สี่ และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่หกโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ทั้งมีการจำนำสิทธิที่จะถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 บัญชีเลขที่ 733-2-03269-4 จำนวน 3,000,000 บาท ด้วย โดยมีระบุไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่หก ตามสัญญาค้ำประกัน สำเนารายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก ใบจำนำสิทธิ และคำขอเปิดบัญชี หลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 มีการเดินสะพัดทางบัญชีกับธนาคารเรื่อยมา โดยมีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2540 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารเป็นต้นเงิน 14,140,104.38 บาท หลังจากนั้นมีการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นจากยอดหนี้ต้นเงินดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาธนาคารถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ที่จำนำไว้มาหักชำระหนี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2541 เป็นเงิน 3,000,000 บาท และถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่จำนำไว้มาหักชำระหนี้เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2541 เป็นเงิน 700,000 บาท ส่วนดอกเบี้ยตามบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีมีการถอนออกจากบัญชีไปและบางส่วนนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 บัญชีเลขที่ 733-1-15281-5 ตามบัตรบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน รายการคำนวณยอดหนี้ หลักฐานการชำระหนี้ ใบถอนเงิน รายการบัญชีเงินฝากประจำ และคำขอเปิดบัญชีเงินฝาก แต่ศาลชั้นต้นให้นำเงินฝากจากบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีมาหักชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวันที่มีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย ทำให้ยอดหนี้เหลือเพียง 10,440,104.38 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วน ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 นำไปหักชำระหนี้ถึงวันที่ 30 มกราคม 2540 คงเหลือหนี้ต้นเงิน 6,856,818.57 บาท หลังจากนั้นมีการคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ต้นเงินดังกล่าวเรื่อยมา ตามการ์ดบัญชีเงินกู้ และรายการคำนวณยอดหนี้ นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังให้ความยินยอมแก่ธนาคารในการนำทรัพย์จำนองไปทำประกันภัยจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้สินทั้งปวงให้ธนาคารเสร็จสิ้นแล้ว โดยให้ธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบค่าเบี้ยประกันภัย หากธนาคารเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกันภัยแทน สามารถเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 หรือหักบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับธนาคาร ตามหนังสือให้ความยินยอม ซึ่งธนาคารนำสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองไปทำประกันอัคคีภัยไว้กับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 จำนวน 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2542 เป็นเงิน 5,368 บาท วันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 เป็นเงิน 4,370.31 บาท และวันที่ 13 มิถุนายน 2543 เป็นเงิน 4,370.31 บาท รวมเป็นเงิน 14,108.62 บาท ตามสำเนาหลักฐานการชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเงินค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่มีการจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันภัย ตามรายการคำนวณยอดหนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2543 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามและหลักประกันให้แก่โจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 โดยโจทก์แต่งตั้งให้ธนาคารเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ โจทก์แจ้งการรับโอนสิทธิเรียกร้อง ทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยทั้งสาม ตามหนังสือโอนสิทธิเรียกร้อง สำเนาหนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือบอกกล่าวทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง และใบตอบรับไปรษณีย์ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ธนาคารว่าจ้างจำเลยที่ 3 ก่อสร้างสถานที่สำหรับติดตั้งเครื่อง เอ.ที.เอ็ม. รวม 66 แห่ง จำเลยที่ 3 ทำการก่อสร้างแล้วเสร็จแต่ธนาคารยังคงค้างชำระค่าจ้าง 35 แห่ง รวมเป็นเงิน 7,592,580.07 บาท ตามสำเนาหนังสือยืนยันการว่าจ้าง และสำเนาสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ก่อนจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง เข้าเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์รายเดิมชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนผู้สวมสิทธิแทนโจทก์รายเดิมเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 ขณะนั้นศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2557 นับแต่วันดังกล่าวคดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์รายเดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2557 จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์รายเดิม แต่เมื่อคดีนี้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและข้อเท็จจริงปรากฏจากคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์รายเดิม ซึ่งสินทรัพย์ที่ผู้ร้องรับโอนมานั้นรวมถึงมูลหนี้ของจำเลยทั้งสามในคดีนี้ด้วย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์รายเดิมได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์รายเดิมได้ตามคำร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินค่าจ้างก่อสร้างสถานที่สำหรับติดตั้งเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติ (เอ.ที.เอ็ม.) ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ค้างชำระจำเลยที่ 3 มาหักกลบลบหนี้กับหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ จากบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ที่จะหักกลบลบหนี้กันได้จะต้องเป็นบุคคลสองคนและมีความผูกพันซึ่งกันและกันโดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน แม้จำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ ตามหนังสือรับรองและจำเลยที่ 1 เจตนากู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 3 ก็เป็นนิติบุคคลซึ่งถือเป็นคนละคนกับจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 3 จะมีสิทธิเรียกร้องหรือเป็นเจ้าหนี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์อยู่ จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะนำหนี้ดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ ทั้งนี้เพราะหนี้ค่าจ้างระหว่างธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 3 เป็นความผูกพันระหว่างธนาคารกับจำเลยที่ 3 ทั้งมิใช่หนี้ด้อยคุณภาพที่ธนาคารโอนสิทธิมาให้แก่โจทก์ ความรับผิดตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างสถานที่สำหรับติดตั้งเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติจึงคงอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ไม่ได้โอนมาเป็นของโจทก์ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ต้องไปว่ากล่าวเอากับธนาคารผู้เป็นคู่สัญญา จะนำมาหักกลบลบหนี้กันหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า ศาลมีอำนาจลดดอกเบี้ยในหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 2 มีข้อความในทำนองเดียวกันว่า มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้ยอมเสียแก่ผู้ให้กู้จากยอดเงินที่ปรากฏอยู่ในบัญชีเดินสะพัด หากภายหลังวันทำสัญญา มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศโดยผู้ให้กู้หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้พึงเรียกเก็บได้จากลูกค้าสูงกว่าอัตราตามสัญญา ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีอำนาจที่จะปรับดอกเบี้ยตามสัญญาให้สูงขึ้นได้ตามที่ผู้ให้กู้เห็นสมควรในทันที โดยมิต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบ และให้ถือว่าผู้กู้ได้ให้ความยินยอมในการปรับอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ผู้ให้กู้กำหนดทุกครั้งไป ขณะที่ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมีการระบุถึงดอกเบี้ยไว้ ทั้งในสัญญาข้อ 1 และสัญญาข้อ 2 กล่าวคือ ในสัญญาข้อ 1 วรรคสอง ระบุว่า หากภายหลังจากวันทำสัญญาผู้ให้กู้ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามข้อ 1 (คืออัตราเอ็ม แอล อาร์ บวกร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 14.75 ต่อปี) ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ผู้กู้ยังค้างชำระหนี้อยู่ตามสัญญานี้ตามที่ผู้ให้กู้กำหนด แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้า โดยเพียงแต่ผู้ให้กู้แจ้งให้ผู้กู้ทราบเท่านั้น ส่วนในข้อที่ 2 มีระบุไว้ในย่อหน้าสุดท้ายว่าผู้กู้ตกลงว่า หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่ง ผู้กู้ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ ดังนั้น กรณีหนี้ตามสัญญากู้เงินจึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยสูงขึ้นจากเดิมเพราะกรณีจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญาข้อ 2 การปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีนี้มีลักษณะเป็นทำนองเบี้ยปรับ เนื่องจากเป็นทำนองค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร เมื่อสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาโดยให้ใช้อัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประกาศของธนาคารที่จะประกาศต่อๆ ไป ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 11 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี มีการระบุถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยแตกต่างจากที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน โดยการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมิได้อาศัยเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข การปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในกรณีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นทำนองเบี้ยปรับ ศาลจึงไม่มีอำนาจปรับลดลงมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยของหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นต้นไปนั้น เมื่อพิจารณารายการคำนวณยอดหนี้ ประกอบกับประกาศของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ใช้ในการคำนวณดอกเบี้ยเป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา แม้ตามสัญญาจะระบุหากภายหลังวันทำสัญญา มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศโดยผู้ให้กู้หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้พึงเรียกเก็บได้จากลูกค้าสูงกว่าอัตราตามสัญญา ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีอำนาจที่จะปรับดอกเบี้ยตามสัญญาให้สูงขึ้นได้ตามที่ผู้ให้กู้เห็นสมควรในทันที โดยมิต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ยในกรณีปกติจากอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดจากจำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา หาได้มีข้อตกลงให้ธนาคารขึ้นดอกเบี้ยในอัตราใหม่ไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดหรือผิดเงื่อนไขแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดในดอกเบี้ยเพียงอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่มิใช่กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามประกาศของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประกาศของธนาคารที่จะประกาศต่อๆไป ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 2 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่สี่ ทั้งมีการจำนำสิทธิที่จะถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 บัญชีเลขที่ 733-2-02888-3 ด้วย ส่วนจำเลยที่ 3 ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่หก ทั้งมีการจำนำสิทธิที่จะถอนเงินฝากจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 บัญชีเลขที่ 733-2-03269-4 จำนวน 3,000,000 บาท ด้วย ปรากฏว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้นำเงินฝากในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาหักชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2540 อันเป็นวันที่มีการหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย ส่งผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 สิ้นความผูกพันที่จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวอีกต่อไป แต่เมื่อนำเงินฝากไปหักชำระหนี้แล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากบัญชีเงินฝากนับแต่วันหักชำระหนี้ แต่ปรากฏว่าหลังวันที่มีการนำเงินฝากไปหักชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้รับดอกเบี้ย 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 114,479.05 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ได้รับดอกเบี้ย 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 379,102.17 บาท ตามบัญชีเงินฝาก จึงให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่ธนาคารพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ในส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สิ้นความผูกพันที่จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยดังกล่าว ประเด็นเรื่องดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ส่วนที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยเงินฝาก เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับที่สี่และที่หกตามลำดับ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สิ้นความผูกพันที่จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นย่อมไม่อาจวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มารับผิดในดอกเบี้ยเงินฝากซึ่งมิใช่มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาความกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคดีเรื่องอื่น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดในดอกเบี้ยเงินฝากจึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) นอกจากนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วว่าให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินทดรองจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามจำนวนที่ธนาคารจ่ายไป 14,108.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารชำระแทนเป็นต้นไป โดยดอกเบี้ยคำนวณจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,704.09 บาท รวมเป็นเงิน 15,812.71 บาท แต่ในตอนพิพากษากลับไม่มีการระบุถึงดอกเบี้ยของหนี้เงินทดรองจ่ายนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาเห็นสมควรระบุให้ครบถ้วนตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 10,440,104.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่มิใช่กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข แต่อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินตามสัญญากู้เงินเป็นเงิน 6,856,818.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตรา เอ็ม แอล อาร์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 11 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเป็นเงิน 15,812.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,108.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดที่มิใช่กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยเอ็ม แอล อาร์ ให้เป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประกาศของธนาคารดังกล่าวที่จะประกาศต่อๆไปตามช่วงระยะเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นายคมชาญหรือสุรพงษ์ เตมีย์วิบูลย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
เกษม เกษมปัญญา
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 892/2560
#607371
เปิดฉบับเต็ม

ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และ ป.พ.พ. มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 54,000 บาท รวม 90,000 บาท และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้อง 18,000 บาท และให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจากต้นเงินค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าข้างต้นนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินต้นดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลแรงงานภาค 7 ตรวจพิเคราะห์คำฟ้องแล้วเห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 1 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 และมูลหนี้ตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องนำมูลหนี้ดังกล่าวไปขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามมาตรา 27 ประกอบมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอายุความ ศาลแรงงานภาค 7 เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่จำต้องสืบพยานโจทก์และจำเลย ให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ให้มีผลวันที่ 20 ตุลาคม 2547 ตามหนังสือเรื่องการบอกเลิกสัญญาจ้างฉบับลงวันที่ 19 ตุลาคม 2547 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อาจบังคับเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้นับตั้งแต่วันเลิกจ้างดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 แล้ววินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์อ้างว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังโต้แย้งกันว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุใดและเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือไม่ โจทก์จึงมีคำขอให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม กรณีจึงไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จนกว่าจะได้วินิจฉัยข้อโต้แย้งดังกล่าว ข้อโต้แย้งดังกล่าวเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2557 และข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามหนังสือเลิกจ้างให้แก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า ค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างในการเลิกจ้างกรณีปกติ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 และการที่ลูกจ้างจะเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรอผลการวินิจฉัยในเรื่องการกระทำอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าชดเชยและค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้าง" ส่วนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่จ่ายให้ กรณีนายจ้างไม่บอกกล่าวเลิกสัญญาจ้างให้ถูกต้องตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคสอง แล้วแต่กรณี กรณีฟ้องของโจทก์อายุความจึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2547 อันเป็นวันเลิกจ้างซึ่งเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 11 ธันวาคม 2557 จึงเกินกำหนดสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 582 วรรคสอง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน ศึกษา
บริษัทสยามโฮเต็ลพร็อพเพอร์ตี้ส์ (หัวหิน) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 7 — นายมนตรี ปริวุฒิพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2560
#607376
เปิดฉบับเต็ม

องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่อาจดำเนินคดีแทนจำเลยได้ คดีนี้จำเลยมอบอำนาจให้องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้ดำเนินคดีแทน การที่ ส. ประธานองค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทย ลงลายมือชื่อ ในฐานะผู้อุทธรณ์และผู้เขียนเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ประกอบมาตรา 67 (5) และ 246 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,275,485.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2553 จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ คิดคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 695,737.60 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 680,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ก่อนที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลย เห็นควรวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจในการอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อน คดีนี้จำเลยมอบอำนาจให้องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นผู้ดำเนินคดีแทน โดยองค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทยไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่อาจดำเนินคดีแทนจำเลยได้ การที่นายสุขสันติ์ ประธานองค์การตรวจสอบอำนาจรัฐแห่งราชอาณาจักรไทยลงลายมือชื่อในฐานะผู้อุทธรณ์และผู้เขียนเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) และ 67 (5) ประกอบมาตรา 246 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ไว้และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 และยกฎีกาของจำเลย ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (11) ม. 67 (5) ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247 (เดิม) ม. 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
จำเลย — นายอับดุลอาซีซ เงดหมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายวัชระ สุวรรณลิขิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 826/2560
#608718
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ถูกประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่กลับมาฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงจากการกระทำอันไม่สุจริตของตนว่า เงินฝากในบัญชีไม่ใช่เงินได้ของโจทก์ แต่เป็นเงินที่บริษัท ด. จ่ายเป็นค่าสินบนให้แก่พนักงานของรัฐ บริษัท ด. เป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถถอนเงินจากบัญชีไปให้นักการเมืองได้โดยตรง จึงทำสัญญาจ้างบริษัท ย. ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการเพื่ออำพรางการจ่ายเงินดังกล่าวและโจทก์ยอมนำเงินตามเช็คของบริษัท ย. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่บริษัท ด. จ่ายให้เข้าบัญชีเงินฝากของตนโดยได้รับค่าตอบแทน เพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549 (ครึ่งปี) และแก้ไขคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่มีคำวินิจฉัยตามหนังสือดังกล่าว โดยให้ถือว่าเงินได้ 68,200,000 บาท ไม่เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2553 เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549 (ครึ่งปี) และประจำปีภาษี 2549 แก่โจทก์ กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2549 (ครึ่งปี) โจทก์ไม่นำเงินได้ค่าสอบบัญชีตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 729,000 บาท และเงินได้อื่นตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 68,580,000 บาท มารวมเป็นเงินได้ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้การยื่นแบบไม่ถูกต้อง และประเมินภาษีเพิ่มเติม รวมทั้งคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 67,967,296.11 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2549 โจทก์ไม่นำเงินได้ค่าตอบแทนตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 2,390,000 บาท เงินได้ค่าสอบบัญชีตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 1,497,500 บาท และเงินได้อื่นตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร จำนวน 77,838,700 บาท มารวมเป็นเงินได้ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้การยื่นแบบไม่ถูกต้อง และประเมินภาษีเพิ่มเติม รวมทั้งคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 11,672,899.76 บาท โดยให้ไปชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ซึ่งในวันที่ 5 สิงหาคม 2553 โจทก์ได้ไปรับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังกล่าวแล้ว วันที่ 16 สิงหาคม 2553 โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระภาษีดังกล่าว และเงินเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553 จนถึงวันที่ชำระภาษี และโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยให้ถือว่าเงินได้ 68,200,000 บาท ไม่เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้น เงินได้พึงประเมินจำนวน 9,258,700 บาท จึงเป็นอันยุติ

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าเงินได้ 68,200,000 บาท ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงในส่วนนี้ตรงกับทางนำสืบของโจทก์ว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์จำนวน 68,580,000 บาท ไม่ใช่เงินได้ของโจทก์ แต่เป็นเงินที่บริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับงานก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรจากการเคหะแห่งชาติในโครงการเมืองใหม่บางพลีและโครงการร่มเกล้า 2 ที่ต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่รัฐมนตรีที่มีอำนาจในขณะนั้นกับพวกผู้ที่ให้งานดังกล่าวตามที่ตกลงกัน แต่เนื่องจากบริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถถอนเงินออกจากบัญชีนำไปให้รัฐมนตรีกับพวกดังกล่าวได้โดยตรง จึงได้คิดวิธีการอำพรางการจ่ายเงินดังกล่าวโดยมีการว่าจ้างบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีโจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการให้เป็นที่ปรึกษาและประสานงานโครงการ เป็นเงินค่าจ้าง 101,000,000 บาท ซึ่งความจริงไม่มีการว่าจ้างกัน แต่ในวันที่ 27 และ 28 มิถุนายน 2549 มีการเรียกเก็บเงินตามเช็คของบริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) รวม 2 ฉบับ เข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาเพลินจิต ของบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด รวมจำนวน 105,040,000 บาท และในวันที่ 28 มิถุนายน 2549 โจทก์นำเช็คของบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีโจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมประทับตราของบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 2 ฉบับ รวมจำนวน 68,580,000 บาท เรียกเก็บเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร ของโจทก์ จากนั้นโจทก์ได้ถอนเงินจำนวน 68,200,000 บาท ออกจากบัญชีดังกล่าวแล้วให้ธนาคารออกตั๋วแลกเงินและแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายเงินคืนให้แก่บริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์ได้รับค่าตอบแทนจากการเปิดบัญชีเงินฝากและยินยอมให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพียง 380,000 บาท จากข้ออ้างดังกล่าว การฟ้องคดีนี้ของโจทก์สืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด ในขณะนั้นเข้าร่วมลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษาเพื่ออำพรางการจ่ายเงินของบริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งโจทก์ได้เบิกความยอมรับว่า บริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถถอนเงินออกจากบัญชีนำไปให้นักการเมืองได้โดยตรง เพราะว่าเป็นการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้สอบบัญชีทราบดีมาตั้งแต่ต้นว่าการกระทำดังกล่าวส่อไปในทางที่ไม่สุจริต แต่โจทก์ก็ยังยอมลงลายมือชื่อเข้าทำสัญญาในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด โดยไม่ปรากฏว่าถูกบังคับข่มขู่แต่อย่างใด ทั้งยังยอมนำเงินตามเช็คของบริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 2 ฉบับ รวมจำนวน 68,580,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่บริษัทเดวา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) จ่ายให้แก่บริษัทยีเย้า (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรสาคร ของโจทก์ โดยโจทก์ได้รับค่าตอบแทน 380,000 บาท การกระทำตามข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นการที่โจทก์เข้าสมรู้ร่วมคิดและร่วมมือเพื่ออำพรางการจ่ายเงินให้แก่เจ้าพนักงานและทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์ตอบแทน ซึ่งการกระทำตามข้ออ้างดังกล่าวย่อมส่งผลให้รัฐเสียหาย และเป็นการส่งเสริมให้เกิดการทุจริตในวงราชการ กรณีจึงไม่สมควรที่จะให้โจทก์นำข้ออ้างจากการกระทำอันไม่สุจริตของตนมาฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ที่จะไม่ต้องรับผิดในค่าภาษีอากรตามการประเมิน ดังนั้น การที่โจทก์ถูกประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินจำนวนดังกล่าวแต่กลับมาฟ้องคดีโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงจากการกระทำอันไม่สุจริตของตนเพื่อให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจษฎา เลี่ยมประวัติ
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประมุข ทัศนปริชญานนท์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2560
#608711
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาคดีในส่วนอาญาว่า จำเลยกระทำความผิดโดยปลอมแปลงเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว แล้วโจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม อันเป็นสัญญากู้เงินฉบับเดียวกัน ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามผลการกระทำความผิดอาญาดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ว่า จำเลยได้ปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น จะพิพากษาว่าจำเลยมิได้ปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งแตกต่างกับคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ ก็ถือว่าเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ จำต้องถือตามผลคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีรวมทั้งค่าเสียหายที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองออกขายทอดตลาดเป็นเงิน 474,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยคืนเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 จำนวน 602,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะอายัดเงินเดือนของโจทก์ต่อไปในอนาคตพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินที่ถูกอายัดตั้งแต่เดือนกันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 801,100 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินที่เป็นเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ที่ถูกอายัดหลังจากวันฟ้องจำนวน 352,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนที่ถูกอายัดในแต่ละครั้งจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 112,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 602,100 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเคยกู้ยืมเงินจำเลยและลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินให้ไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2544 จำเลยนำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ฟ้องโจทก์ทั้งสองต่อศาลชั้นต้นตามคดีหมายเลขดำที่ 875/2544 ว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินจากจำเลย 480,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์ทั้งสองชำระเงินคืนแล้ว 30,000 บาท คงค้างชำระ 450,000 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีก 45,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินแก่จำเลย 495,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 450,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นจำเลยดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้อายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ที่ได้รับจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแม่เมาะ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2546 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2554 มีการนำส่งเงินที่อายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว 602,100 บาท และหลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้แล้วยังมีการอายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 อีกเดือนละ 8,000บาท ตลอดมา นอกจากนั้นจำเลยยังนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 รวม 33 รายการ ยึดทรัพย์ของโจทก์ที่ 2 รวม 15 รายการ คิดเป็นราคาทรัพย์รวม 163,700 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงิน 53,100 บาท ต่อมาโจทก์ทั้งสองว่าจ้างทนายความยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 450/2547 ต่อศาลชั้นต้น ในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมและเบิกความเท็จ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 998/2548 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างนั้นจำเลยได้นำยอดหนี้ตามคำพิพากษาไปฟ้องโจทก์ที่ 2 ต่อศาลล้มละลายกลางตามคดีหมายเลขดำที่ ล.11765/2552 โจทก์ที่ 2 แต่งตั้งทนายความต่อสู้คดี ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง สำหรับคดีที่โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ให้จำคุกรวม 3 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาประการแรกว่า เมื่อจำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 875/2544 ให้รับผิดตามสัญญากู้เงิน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว เชื่อว่าโจทก์ทั้งสองกู้เงินจากจำเลยตามสัญญากู้เงินตามฟ้องจริง สัญญากู้เงินดังกล่าวมิใช่เอกสารปลอม พิพากษาให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้แก่จำเลย คดีถึงที่สุดแล้ว การที่ต่อมาโจทก์ทั้งสองกลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญา จนศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว พิพากษาจำคุกจำเลยคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ผลคดีอาญาดังกล่าวไม่อาจลบล้างคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ที่วินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยนำไปฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่เอกสารปลอมได้ เพราะเมื่อผลของคดีทั้งสองที่ต่างถึงที่สุดขัดแย้งกัน ก็ต้องบังคับคดีทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาแยกต่างหากจากกันไป เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาคดีในส่วนอาญาว่าจำเลยกระทำความผิดโดยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว แล้วโจทก์ทั้งสองมาฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม อันเป็นสัญญากู้เงินฉบับเดียวกันขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามผลการกระทำความผิดอาญาดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ย่อมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า จำเลยได้ปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและนำเอกสารปลอมดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น แม้คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น จะพิพากษาว่าจำเลยมิได้ปลอมและใช้เอกสารสัญญากู้เงินปลอม และคดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งแตกต่างกับคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีนี้ ก็ถือว่าเป็นกรณีที่มีคำพิพากษาอันเป็นที่สุดของสองศาลซึ่งต่างชั้นกัน ต่างกล่าวถึงการปฏิบัติชำระหนี้อันแบ่งแยกจากกันไม่ได้ จำต้องถือตามผลคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นคำพิพากษาของศาลที่สูงกว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยปลอมเอกสารสัญญากู้เงินและใช้เอกสารปลอมดังกล่าวฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1000/2545 ของศาลชั้นต้น

อย่างไรก็ตามปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินเดือนของโจทก์ที่ 1 ตลอดมา และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับชำระเงินเดือนที่ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดก่อนฟ้องคดีนี้จำนวน 602,100 บาท และอายัดหลังฟ้องคดีนี้จำนวน 352,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีชำระเงินดังกล่าวแก่จำเลยไปแล้วเท่าไร ดังนั้น หากมีเงินเดือนบางส่วนที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้ชำระให้แก่จำเลย เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนที่ถูกอายัดกลับคืนสุทธิมาเท่าไรก็ควรต้องหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย

พิพากษายืน แต่หากโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินเดือนที่ถูกอายัดกลับคืนเป็นจำนวนสุทธิเท่าใด ให้นำเงินจำนวนดังกล่าวหักออกจากจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองเพียงนั้นด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอรพิน ญาณปัญญา กับพวก
นางนิตยาหรือณิตญา ปินตาสีหรือ
จำเลย — วงค์ฉายาหรือสัธนาอนันต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายนิติธร ภาระจำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2560
#609576
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 แต่เหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มอบเงินสดให้แก่จำเลย เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นฝ่ายติดต่อขอให้จำเลยช่วยเหลือ และจำเลยแจ้งว่าในการเสนอโครงการติดตั้งป้ายโฆษณาจะต้องมีค่าใช้จ่าย การที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินให้แก่จำเลย จึงมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงใดอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทำงานเป็นคณะกรรมาธิการอยู่ที่อาคารรัฐสภา และสามารถติดต่อช่วยเหลือให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ได้รับงานการทำป้ายโฆษณา การกระทำของจำเลยไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3,100,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 800,000 บาท และบริษัทเอ้ก กรุ๊ป จำกัด จำนวน 600,000 บาท

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางรัชนก นายลิลิต และบริษัทเอ้ก กรุ๊ป จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ลงโทษจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 500,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 3

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 3,100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และคืนเงิน 800,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า เมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2556 โจทก์ร่วมที่ 1 เคยติดต่อกับจำเลย จำเลยแจ้งว่าทำงานอยู่ที่รัฐสภา บริษัทเอ้ก กรุ๊ป จำกัด เคยเสนองานที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการตอบรับ บริษัทเอ้ก กรุ๊ป จำกัด ประสงค์จะทำสื่อโฆษณาเกี่ยวกับป้ายที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยอีกส่วนหนึ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเสนอโครงการดังกล่าวให้จำเลยทราบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอให้ช่วยติดต่อเกี่ยวกับโครงการติดตั้งสื่อป้ายโฆษณาในพื้นที่ของทางราชการ จำเลยแจ้งว่าในการเสนอโครงการจะต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบวิจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมกับพื้นที่ใกล้เคียง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคณะนักกฎหมายที่จะต้องร่างสัญญา ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาโครงการระยะยาว 15 ปี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโครงสร้างของป้ายทางวิศวกร และค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินที่จะติดตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ รวมประมาณ 4,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2556 จำเลยนัดโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ให้ไปพบที่รัฐสภา และแจ้งให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 นำเงิน 4,500,000 บาท ติดตัวไปด้วย โดยบอกว่าจะให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 พบกับเจ้านายของจำเลย โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 นำเงินสด 4,500,000 บาท บรรจุในถุงกระดาษเดินทางไปพบจำเลย แต่ไม่พบกับเจ้านายของจำเลย ในที่สุดโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มอบเงินสด 4,500,000 บาท บรรจุอยู่ในถุงกระดาษให้แก่จำเลย แต่หลังจากวันที่ 22 กันยายน 2556 โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้อีก ซึ่งข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นว่า เหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 มอบเงินสดจำนวน 4,500,000 บาท ให้แก่จำเลย เนื่องจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นฝ่ายติดต่อขอให้จำเลยช่วยเหลือ และจำเลยแจ้งว่าในการเสนอโครงการติดตั้งป้ายโฆษณาในพื้นที่ของทางราชการจะต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินรวมประมาณ 4,500,000 บาท โดยมิได้เกิดจากเหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 หลงเชื่อจากการถูกจำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยทำงานเป็นคณะกรรมาธิการอยู่ที่อาคารรัฐสภา และสามารถติดต่อช่วยเหลือให้โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ได้รับงานเกี่ยวกับการทำป้ายโฆษณาให้ส่วนราชการต่าง ๆ ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องแต่ประการใด ดังนั้น แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติตามที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ก็มิใช่เป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ด้วยการยืนยันข้อเท็จจริงใดอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 การกระทำของจำเลยย่อมไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ด้วยเหตุนี้เอง ฎีกาในข้ออื่นของจำเลยจึงไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นและเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นฟ้อง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางรัชนก ตั้งสุวรรณ กับพวก
จำเลย — นายหรือว่าที่ร้อยโทอิสรานุวัฒน์ ผังชัยมงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายปรีชญา โรจนนิมิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสมชาย พวงภู่
ชื่อองค์คณะ
วิชิต ลีธรรมชโย
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2560
#607962
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งของโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยจะเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ แต่ก็มีผลผูกพันจำเลยเฉพาะผลคำวินิจฉัยที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย เนื่องมาจากโจทก์เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และมีผลเฉพาะหน้าในขณะนั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ต้องรับผิดในค่าเสียหายทางแพ่ง อันเกิดจากการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ที่มีเหตุมาจากการที่จำเลยฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 96 เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้จำเลยตามฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ มาตรา 99 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดโดยเด็ดขาด

การฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่จำเป็นต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา แม้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้ยกฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 57 ดังที่จำเลยอ้าง การวินิจฉัยคดีนี้ก็ไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญา อย่างไรก็ตาม พยานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีผู้ใดรู้เห็นว่าจำเลยกระทำการอย่างไรอันจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำการเช่นนั้น เมื่อการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 413,916.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 405,745.90 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 413,916.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กันยายน 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2551 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี จำเลยซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอดอนเจดีย์ เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้รับเลือกตั้ง แต่มีผู้ร้องเรียนว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย และให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้วโดยเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ 405,745.90 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยเพิกเฉย

ที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยโดยมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่เป็นเอกฉันท์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ขอให้ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้พิพากษาใหม่ จำเลยได้ยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาด้วย แต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เหตุผลไว้ชัดเจนแล้ว ในชั้นนี้ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า แม้โจทก์มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยแล้ว แต่ในการฟ้องคดีนี้โจทก์ยังคงต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และโจทก์แก้ฎีกาว่า การที่โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุด และมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นบทบังคับให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดในค่าเสียหายตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดแต่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งของโจทก์ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยจะเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ แต่ก็มีผลผูกพันจำเลยเฉพาะผลคำวินิจฉัยที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย เนื่องมาจากโจทก์เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และมีผลเฉพาะหน้าในขณะนั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ต้องรับผิดในค่าเสียหายทางแพ่ง อันเกิดจากการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ที่มีเหตุมาจากการที่จำเลยฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้โจทก์มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 96 เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้จำเลยตามฟ้อง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ มาตรา 99 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดโดยเด็ดขาด ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาสืบให้รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำการฝ่าฝืน มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ประกอบกับศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 แล้ว และโจทก์แก้ฎีกาว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญานั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่จำต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญา แม้ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ให้ยกฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 57 ดังที่จำเลยอ้าง การวินิจฉัยคดีนี้ก็ไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีอาญา อย่างไรก็ตาม พยานที่โจทก์นำมาสืบไม่มีผู้ใดรู้เห็นว่าจำเลยกระทำการอย่างไรอันจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้กระทำการเช่นนั้น เมื่อการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ไม่ได้เกิดจากการที่จำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 96 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายศรีวิชัย บุญศรีสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายนิพันธ์ อักษรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอรุณ เรืองเพชร
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 697/2560
#607379
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกรรม คือ ชิงทรัพย์กรรมหนึ่งแล้วจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง โจทก์หาได้บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจไม่ คำฟ้องของโจทก์เพียงแต่บรรยายว่าจำเลยชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยมีอาวุธ อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง เท่านั้น จึงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี และวางโทษตามมาตราดังกล่าว จึงยังไม่ถูกต้อง และปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 295, 335, 339, 340 ตรี ให้จำเลยคืนเงิน 120 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ราคา 2,920 บาท แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์ และเพิ่มโทษหนึ่งในสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 295, 339 วรรคสาม, 340 ตรี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานอนาจาร จำคุก 6 เดือน ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จำคุก 18 ปี เพิ่มโทษจำเลยกระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 24 ปี 16 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน120 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ราคา 2,920 บาท แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้เสียหายกับบุตรชายอายุ 3 ปี พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาและหลานอีก 2 คน ที่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 6 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา วันเกิดเหตุวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 เวลา 14 นาฬิกาเศษ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านกับบุตรชายเพื่อจะไปอำเภอหาดใหญ่ โดยให้บุตรชายนั่งซ้อนข้างหน้า ใช้เส้นทางถนนลูกรัง ผ่านสวนยางและหมู่บ้านบ่อระกำ เมื่อขับรถห่างจากบ้านได้ 2 กิโลเมตร ขณะขึ้นเนิน พบรถจักรยานยนต์ของคนร้ายขับสวนทางมา บุตรชายสัปหงก ผู้เสียหายจอดรถเพื่อจะถอดหมวกนิรภัยที่บุตรชายสวมใส่ คนร้ายซึ่งขับรถจักรยานยนต์รุ่นเวฟ 110 สีฟ้าดำ บังโคลนหน้าสีฟ้ากับสีดำปนกัน หัวรถและตัวรถสีฟ้า ไม่มีกระจกส่องข้างและป้ายทะเบียน ใส่กางเกงขาสั้นสีเขียวเก่า ๆ เสื้อยืดแขนสั้นสีกรมท่าเก่า ๆ สวมหมวกนิรภัยสีฟ้าไม่มีปีกด้านหน้า มีกระจกดำปิดหน้า ก็จอดห่างออกไปประมาณ 2 เมตร จ้องหน้าจนผู้เสียหายรู้สึกกลัวเมื่อผู้เสียหายขับรถต่อไป คนร้ายขับรถมาเคียงข้างและพูดขอเงิน เมื่อผู้เสียหายตอบว่าไม่มีเงินคนร้ายก็ขับรถขวางหน้าจนผู้เสียหายต้องจอดรถ คนร้ายหยิบมีดที่ตะกร้าหน้ารถเดินมาบอกผู้เสียหายให้ส่งกระเป๋า และบิดเอากุญแจรถของผู้เสียหายไปใส่กระเป๋าคนร้ายจากนั้นหยิบกระเป๋าของผู้เสียหายไปเปิดดู พบโทรศัพท์และเงิน 140 บาท แล้วพูดว่า"ผมขอนะ" ผู้เสียหายยกมือไหว้บอกว่าเอาอะไรก็เอาไปแต่อย่าทำอะไรและขอเงิน 20 บาท คืนเพราะต้องเดินทางไปอำเภอหาดใหญ่ คนร้ายยอมให้เงิน 20 บาท และส่งกระเป๋าคืนบอกให้ผู้เสียหายลงจากรถแต่ผู้เสียหายไม่ยอมลง คนร้ายถามว่าในกระเป๋ามีโทรศัพท์หรือไม่ผู้เสียหายตอบว่ามี และส่งกระเป๋าให้อีกครั้ง คนร้ายเปิดกระเป๋าดูแล้วเอาทั้งกระเป๋าและโทรศัพท์ไป ถามผู้เสียหายว่าเป็นคนที่ไหน พอผู้เสียหายบอกว่าเป็นคนที่นี่ พร้อมกับติดเครื่องยนต์จะขับหนี คนร้ายก็ดึงท้ายรถไว้แล้วผลักไปชนกับรถของคนร้ายที่จอดอยู่ล้มลง ผู้เสียหายพยายามใช้เท้ายันและประคองบุตรชายไว้ไม่ให้ได้รับอันตรายและบอกให้บุตรชายหยุดร้องไห้เพราะเกรงว่าจะถูกทำร้าย คนร้ายตั้งรถของตนที่ล้มและก้มลงเก็บมีดแล้วเดินไปมา กอดและจับหน้าอกผู้เสียหายซึ่งกำลังอุ้มบุตรชายอยู่ ผู้เสียหายกลัวและยอมให้จับ แต่เมื่อคนร้ายขอจับอวัยวะเพศผู้เสียหายไม่ยอม จึงถูกคนร้ายกระชากไปข้างทางและขอข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอ้อนวอนว่าอย่าทำ จากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายซึ่งอุ้มบุตรชายอยู่ไปนั่งที่ข้างถนนอีกด้านหนึ่ง แล้วเดินไปที่รถจักรยานยนต์ของตนก่อนจะเดินไปหาผู้เสียหาย ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นมีดที่เหน็บอยู่ข้างหลังคนร้ายและจะเข้าไปหยิบก็ถูกคนร้ายผลักมือและต่อยจมูก 2 ครั้ง แล้วคนร้ายก็ขับรถกลับย้อนไปทางเดิมที่ขับตามผู้เสียหายมา หลังเกิดเหตุผู้เสียหายยังเจ็บใบหน้าและจมูกมีเลือดไหล กำนันประจำตำบลนำตัวผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล นอนรักษาตัว 5 วัน กลับถึงบ้าน ผู้เสียหายจึงแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีนี้

สำหรับข้อหาความผิดฐานอนาจารและฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยกระทงละ 8 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่พอรับฟังว่าผู้เสียหายจดจำใบหน้าจำเลยได้ เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในความผิดทั้งสองฐานตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยใช้ยานพาหนะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของจำเลยเรื่องฐานที่อยู่ในวันเกิดเหตุขัดแย้งกับที่จำเลยเคยให้การในชั้นสอบสวน ว่า วันเวลาเกิดเหตุ จำเลยอยู่ที่บ้านซึ่งพักอาศัยในปัจจุบันทำนองมิได้ออกจากบ้านไปที่อื่นใด ข้อต่อสู้คดีอ้างฐานที่อยู่ของจำเลยย่อมไม่มีน้ำหนัก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่กระทำผิดคดีนี้ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี และวางโทษตามมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน คือ ชิงทรัพย์กรรมหนึ่ง แล้วจึงทำร้ายร่างกายผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่ง โจทก์หาได้บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยชิงทรัพย์ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจไม่ คำฟ้องของโจทก์เพียงแต่บรรยายว่าจำเลยชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยมีอาวุธมีด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง เท่านั้น จึงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธและโดยใช้ยานพาหนะ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 16 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามเป็นจำคุก 21 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว เป็นจำคุก 21 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 339 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายวินัยหรือกบ ธรรมวรรณโณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายธีระ กิ่งแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยงพาณิชย์
ทวีป ตันสวัสดิ์
โสรัตน์ เพียรอนุกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 690/2560
#606715
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยปลูกบ้านรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 52927 ของโจทก์ และขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งอ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาท ของโจทก์ที่โจทก์เพิ่งซื้อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อที่ดินมาโดเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยอย่างไรและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ประเด็นที่ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ จึงรวมอยู่ในประเด็นที่ว่าจำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ด้วย โดยโจทก์ไม่จำต้องโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ดังกล่าวอีก เพราะถือว่าเป็นประเด็นเดียวกันกับที่โจทก์ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 7.4 ตารางวา ตามแนวเส้นสีเขียวของแผนที่พิพาท หากจำเลยไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการเองโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 52927 ตำบลบางกระสอ (บ้านแขกตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 7.2 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้อง และมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินแก้ชื่อทางทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนแห่งที่ดินแปลงนี้

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 52927 ตำบลบางกระสอ (บ้านแขกตลาดขวัญ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี ตามแนวเขตบ้านของจำเลยที่ปลูกรุกล้ำที่ดินดังกล่าวในแผนที่พิพาท เส้นสีเหลือง จากหลัก ม.1, ม.2, บ.3, บ.4, บ.1, บ.2 บรรจบ ม.1 เนื้อที่ 7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป สำหรับฟ้องโจทก์และคำขอท้ายฟ้องแย้งอื่นของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในส่วนของฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้มีการจัดทำแผนที่พิพาทหลายครั้งหลายหนซึ่งแต่ละครั้งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่คดีเลย จนกระทั่งมีการจัดทำแผนที่พิพาทครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ซึ่งคู่ความต่างแถลงยอมรับร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่า เจ้าพนักงานที่ดินจัดทำแผนที่พิพาทไว้โดยชอบและถูกต้องตามที่คู่ความต่างนำชี้แล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นวันที่ 1 กันยายน 2557 ดังนั้น ที่ดินพิพาทจะมีเนื้อที่เท่าใดจึงต้องพิจารณาจากแผนที่พิพาทเป็นสำคัญ เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงโดยเชื่อว่าแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 52927 ของโจทก์เป็นไปตามรูปแผนที่ที่โจทก์นำชี้เส้นสีเขียวจากหลัก ต.4, ม.1, ม.2, ต.1, ต.5, ต.3 บรรจบ ต.4 เนื้อที่ 50 ตารางวา แต่แนวเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าวมีบ้านของจำเลยที่ปลูกรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 52927 ของโจทก์ ตามเส้นสีเหลืองจากหลัก ม.1, ม.2, บ.3, บ.4, บ.1, บ.2 บรรจบ ม.1 เนื้อที่ 7 ตารางวา ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงหมายถึงที่ดินที่มีบ้านของจำเลยปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่โจทก์เนื้อที่ 7 ตารางวา ตามเส้นสีเหลืองในแผนที่พิพาทดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อที่ใกล้เคียงกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งฉบับลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ที่ระบุการครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทโจทก์เนื้อที่ 7.2 ตารางวา ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามเส้นสีน้ำเงินเนื้อที่ 7 ตารางวา จึงไม่ถูกต้อง เมื่อคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาตารางวาละ 8,000 บาท ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นวันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 ที่ดินพิพาทจึงมีราคา 56,000 บาท ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในคดีนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพียง 5 ปี ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์เฉพาะในส่วนที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์นั้นเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์ย่อมไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ในส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในปัญหาข้อนี้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยปลูกบ้านรุกล้ำที่ดินโฉนดเลขที่ 52927 ของโจทก์และขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งอ้างการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ที่โจทก์เพิ่งซื้อมาเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2554 ซึ่งการครอบครองปรปักษ์จะมีได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น คำให้การของจำเลยจึงเป็นการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ 7 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทอยู่ในแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 52927 ของโจทก์ ซึ่งจำเลยฟ้องแย้งต่อไปว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ซื้อที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้ว เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าจำเลยอย่างไรและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ดังนั้น ประเด็นที่ว่า โจทก์ซื้อที่ดินมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนโดยสุจริตหรือไม่ จึงรวมอยู่ในประเด็นที่ว่าจำเลยต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ด้วย โดยโจทก์ไม่จำต้องโต้แย้งคัดค้านประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ดังกล่าวอีก เพราะถือว่าเป็นประเด็นเดียวกันกับที่โจทก์ได้ให้การแก้ฟ้องแย้งไว้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวีนัส ก้านแก้ว
จำเลย — นางสาวภารดา พึ่งใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายกิตติพงศ์ ทองปุย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 679/2560
#607350
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำสั่งของโจทก์ที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งจะเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ที่ 1 แต่ก็มีผลผูกพันจำเลยเฉพาะผลคำวินิจฉัยที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยอันเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และมีผลเฉพาะหน้าในขณะนั้น อันเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ที่โจทก์ทั้งสองอ้างมิได้วินิจฉัยถึงความเป็นที่สุดแห่งคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง รูปเรื่องย่อมต่างจากคดีนี้ จึงไม่มีผลผูกพันศาลในการวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งของโจทก์ที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย

การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดจากการให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นการฟ้องร้องให้รับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้สนับสนุนให้ตัวแทน (หัวคะแนน) หาเสียงให้จำเลยโดยการแจกเงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งคู่ความต้องนำสืบพยานหลักฐานตามข้ออ้างและข้อเถียงของตนเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป มาตรา 99 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดโดยเด็ดขาด เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ก็ย่อมไม่มีพยานหลักฐานที่จะรับฟังว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,691.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนคำสั่งของโจทก์ที่ 1 ที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ รวมทั้งคำสั่งที่เกี่ยวข้องและให้จำเลยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ เขตเลือกตั้งที่ 1

ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทั้งสองและฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย จำเลยซึ่งสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ เขตเลือกตั้งที่ 1 ได้รับเลือกตั้ง และโจทก์ที่ 1 ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว แต่มีผู้ร้องเรียนว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ เขตเลือกตั้งที่ 1 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาโจทก์ที่ 1 เห็นว่าจำเลยมีส่วนสนับสนุนในการแจกเงินเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ เขตเลือกตั้งที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย อำเภอคีรีมาศ เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ และได้มีการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แล้ว โดยเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ 523,691.80 บาท โจทก์ที่ 2 มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่จำเลยเพิกเฉยมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่โจทก์ที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นที่สุด และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการที่โจทก์ที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไว้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ซึ่งเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันศาลนั้นเห็นว่า แม้คำสั่งของโจทก์ที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยภายหลังประกาศผลการเลือกตั้งจะเป็นอำนาจเด็ดขาดของโจทก์ที่ 1 แต่ก็มีผลผูกพันจำเลยเฉพาะผลคำวินิจฉัยที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยอันเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 และมีผลเฉพาะหน้าในขณะนั้น อันเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 52/2546 ที่โจทก์ทั้งสองอ้าง มิได้วินิจฉัยถึงความเป็นที่สุดแห่งคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง รูปเรื่องย่อมต่างจากคดีนี้ จึงไม่มีผลผูกพันศาลในการวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่งของโจทก์ที่ 1 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลย ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เมื่อจำเลยเป็นผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จำเลยก็ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ที่ 1 กำหนด แต่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 นั้น เห็นว่าการฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้ต้องรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดจากการให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 เป็นการฟ้องร้องให้รับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้สนับสนุนให้ตัวแทน (หัวคะแนน) หาเสียงให้จำเลยโดยการแจกเงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ซึ่งคู่ความต้องนำสืบพยานหลักฐานตามข้ออ้างและข้อเถียงของตนเพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป มาตรา 99 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบัญญัติให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดโดยเด็ดขาด เมื่อโจทก์ทั้งสองและจำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ก็ย่อมไม่มีพยานหลักฐานที่จะรับฟังว่า จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีฟ้องแย้งที่ต้องพิจารณาวินิจฉัย การที่ศาลชั้นต้นยังคงวินิจฉัยและพิพากษาให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้แก้ไข จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง นอกจากนี้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา โจทก์ที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลในส่วนของฟ้องแย้งมาทั้งที่ไม่จำต้องเสีย จึงสมควรสั่งคืนให้เสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนของฟ้องแย้งแก่โจทก์ที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 วรรคหนึ่ง ม. 99 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง กับพวก
จำเลย — นายธีระศักดิ์หรือธีรศักดิ์ อุดมรัตนโยธิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเมธี เมฆประยูร
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤช เจริญเลิศ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
รัถยา สัตยาบัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา