คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9591/2559
#606706
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด" การที่ ม. ซึ่งเป็นผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดถึงแก่ความตายย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของ ม. หมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไป ศาลย่อมมีคำสั่งให้เพิกถอนชื่อ ม. ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายมะยูดิง หมายเลขประจำตัวประชาชนเลขที่ 1 - 9606 - 00031 - 62 - 4 เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อนายมะยูดิงออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากนายมะยูดิงถึงแก่ความตาย อันเป็นกรณีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เป็นเหตุที่น่าใช่พฤติการณ์เกี่ยวกับการก่อการร้ายของผู้ถูกกำหนดตามคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงตามนัย มาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 จึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม (ที่ถูก ต้องสั่งยกคำร้องด้วย)

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนชื่อนายมะยูดิง ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดหรือไม่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลนั้น ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียว ขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด และถ้าปรากฏแก่ศาลว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ ดังต่อไปนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

(1) ผู้นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ

(2) ผู้นั้นดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลที่ถูกกำหนดตาม (1) หรือตามมาตรา 4

ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียว ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดฯลฯ

ตามบทบัญญัติวรรคสองดังกล่าว เห็นได้ว่าถ้าพฤติการณ์ของบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องฝ่ายเดียว ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดได้ สำหรับคดีนี้ นายมะยูดิง ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด เนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยร่วมอยู่ในขบวนการก่อการร้ายจนศาลออกหมายจับไว้หลายคดี การที่นายมะยูดิงถึงแก่ความตายย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของนายมะยูดิงหมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไปตามที่บทบัญญัติไว้ในวรรคสอง ศาลย่อมมีคำสั่งเพิกถอนชื่อนายมะยูดิง ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนชื่อนายมะยูดิง หมายเลขประจำตัวประชาชนเลขที่ 1 - 9606 - 00031 - 62 - 4 ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนการทางเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชัย เสถียรกิจการชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2559
#606704
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลนั้น ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียว ขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด และถ้าปรากฏแก่ศาลว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ดังต่อไปนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

(1) ผู้นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ

(2) ผู้นั้นดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลที่ถูกกำหนดตาม (1) หรือตามมาตรา 4

ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด

ตามบทบัญญัติวรรคสองดังกล่าว เห็นได้ว่า ถ้าพฤติการณ์ของบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดได้ สำหรับคดีนี้ ป. ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด เนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยร่วมอยู่ในขบวนการก่อการร้ายจนศาลออกหมายจับไว้หลายคดี การที่ ป.ถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของ ป. หมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไปตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง ศาลย่อมมีคำสั่งเพิกถอนชื่อ ป. ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายปาตะเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อนายปาตะออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากนายปาตะบุคคลที่ถูกกำหนดถึงแก่ความตาย อันเป็นกรณีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เป็นเหตุที่น่าใช่พฤติการณ์เกี่ยวกับการก่อการร้ายของผู้ถูกกำหนดตามคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงตามนัยมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 จึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม (ที่ถูก ต้องสั่งยกคำร้องด้วย)

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนชื่อนายปาตะออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดหรือไม่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลนั้น ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียว ขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด และถ้าปรากฏแก่ศาลว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ดังต่อไปนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

(1) ผู้นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย หรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ

(2) ผู้นั้นดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลที่ถูกกำหนดตาม (1) หรือตามมาตรา 4

ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ตามบทบัญญัติวรรคสองดังกล่าว เห็นได้ว่าถ้าพฤติการณ์ของบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดได้ สำหรับคดีนี้ นายปาตะถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด เนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยร่วมอยู่ในขบวนการก่อการร้ายจนศาลออกหมายจับไว้หลายคดี การที่นายปาตะถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของนายปาตะหมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไปตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสอง ศาลย่อมมีคำสั่งเพิกถอนชื่อนายปาตะออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนชื่อนายปาตะออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชัย เสถียรกิจการชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9589/2559
#605728
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด" การที่ อ. ซึ่งเป็นผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของ อ. หมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไป ศาลย่อมมีคำสั่งให้เพิกถอนชื่อ อ. ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นายอาหาหมัด เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อนายอาหาหมัดออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากนายอาหาหมัดถึงแก่ความตาย อันเป็นกรณีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เป็นเหตุที่น่าใช่พฤติการณ์เกี่ยวกับการก่อการร้ายของผู้ถูกกำหนดตามคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงตามนัยมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 จึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม (ที่ถูก ต้องสั่งยกคำร้องด้วย)

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนชื่อนายอาหาหมัด ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดหรือไม่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ใดมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลนั้น ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งรายชื่อผู้นั้นให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลที่ถูกกำหนด และถ้าปรากฏแก่ศาลว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ดังต่อไปนี้ ให้ศาลมีคำสั่งตามที่ขอ

(1) ผู้นั้นมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ

(2) ผู้นั้นดำเนินการแทนหรือตามคำสั่งหรือภายใต้การควบคุมของบุคคลที่ถูกกำหนดตาม (1) หรือตามมาตรา 4

ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดฯลฯ

ตามบทบัญญัติวรรคสองดังกล่าว เห็นได้ว่าถ้าพฤติการณ์ของบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมมีอำนาจพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดได้ สำหรับคดีนี้ นายอาหาหมัด ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนด เนื่องจากมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายโดยร่วมอยู่ในขบวนการก่อการร้ายจนศาลออกหมายจับไว้หลายคดี การที่นายอาหาหมัดถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของนายอาหาหมัดหมดสิ้นไป จึงเป็นกรณีที่พฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายของบุคคลที่ถูกกำหนดเปลี่ยนแปลงไปตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองศาลย่อมมีคำสั่งเพิกถอนชื่อนายอาหาหมัด ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนชื่อนายอาหาหมัด ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมชัย เสถียรกิจการชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9584/2559
#607958
เปิดฉบับเต็ม

คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์เพื่อเรียกโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ คืน ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ คืนแก่จำเลยที่ 1 คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นคำพิพากษาเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจะดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ก็ต่อเมื่อคดีนั้นถึงที่สุด ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 56 และ 63 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หมวด 3 ข้อ 17 (3) เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่สามารถขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ ได้

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับมาแล้วสองครั้ง โดยไม่ได้นำคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 มาประกอบคำขอ เจ้าพนักงานที่ดินพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหลักฐานคดีถึงที่สุดมาแสดง จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทน การมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินย่อมแสดงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 393/2546 เป็นคำพิพากษาอันเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน การจะดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ก็โดยอาศัยอำนาจตาม ป.ที่ดิน มาตรา 56 และ 63 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความใน พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หมวด 3 ข้อ 17 (3) เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายื่นคำขอออกใบแทนโฉนดเป็นครั้งที่สาม โดยอ้างเหตุเดิมว่าโฉนดที่ดินสูญหาย แต่มีเพิ่มเติมว่าได้นำพยาน 2 คน มาบันทึกถ้อยคำรับรองพร้อมนำสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 มาประกอบ เจ้าพนักงานที่ดินมิได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว ทั้งที่เป็นกรณีเดียวกันและเหมือนกันกับครั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกใบแทนเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหลักฐานอันแสดงว่าคดีถึงที่สุดมาแสดง การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ปฏิบัติตามข้อ 17 (3) แต่ข้ามขั้นตอนไปปฏิบัติตามข้อ 17 (1) จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎกระทรวงดังกล่าว การออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งไม่ชอบตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด และให้โฉนดที่ดินพิพาทฉบับเดิมยังคงมีผลใช้ได้ต่อไป

ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้สละกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 40 แปลง แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และไม่มีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนตามกฎหมาย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 125091 และ 125092 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมโอนขายและนิติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่ได้จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2547 จนถึงปัจจุบัน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 125091 และ 125092 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2517 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1160 และ 43271 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ รวม 2 แปลง เนื้อที่ 28 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา โดยให้โจทก์ปรับปรุง พัฒนา แบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงออกเป็นแปลงย่อยเพื่อขาย ราคาตารางวาละ 500 บาท เป็นเงิน 4,869,000 บาท ส่วนเกินราคาที่โจทก์ขายได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกให้โจทก์เป็นค่าจ้างขายที่ดิน โจทก์ต้องชำระค่าที่ดินให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยแบ่งชำระเป็นงวด เมื่อโจทก์ชำระค่าที่ดินครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เหลือให้โจทก์ทันที จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ครอบครองเพื่อพัฒนา ปรับปรุง และแบ่งแยกที่ดินเพื่อขาย โจทก์แบ่งแยกที่ดินได้ 177 แปลง และเป็นผู้เก็บโฉนดที่ดินทั้ง 177 ฉบับ เมื่อโจทก์ขายที่ดินได้จะแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ เพื่อไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จึงถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องเรียกเงินค่าที่ดิน และตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ตกลงชำระเงิน 3,654,159 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,471,460 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไป โดยผ่อนชำระเป็นงวด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม หลังจากนั้นโจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 บางส่วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงขอออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,174,155 บาท คงเหลืออีก 714,454.66 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 347/2527 ของศาลชั้นต้น ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์เพื่อเรียกโฉนดที่ดินที่ยังไม่ได้โอนคืน วันที่ 13 มีนาคม 2546 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินรวม 40 ฉบับ คืนจำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 โจทก์อุทธรณ์ ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ ดังกล่าวซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 125091 และ 125092 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน 3 ครั้ง โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย ครั้งแรกวันที่ 8 เมษายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้นำคำสั่งศาลคดีถึงที่สุดมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ยกเลิกคำขอออกใบแทนตามสำเนาคำขอใบแทน ครั้งที่สองวันที่ 2 กันยายน 2546 เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำหลักฐานคำพิพากษาถึงที่สุดมาแสดงก่อนที่จะรับคำขอและประกาศต่อไป หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่พอใจคำสั่งให้ใช้สิทธิอุทธรณ์ตามสำเนาคำขอใบแทน และครั้งที่สามวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 ตามสำเนาคำขอใบแทน ต่อมาวันที่ 9 มกราคม 2547 เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสำเนาโฉนดที่ดิน จากนั้นวันที่ 29 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 125091 และ 125092 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่จำเลยที่ 3 จนกระทั่งวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 111171 ไม่ต้องคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา วันที่ 7 มิถุนายน 2555 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องในการบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าที่ดินเพียงอย่างเดียวโดยไม่ระบุถึงที่ดินทั้ง 40 แปลง ถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 สละสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับที่ดินทั้ง 40 แปลง และสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาจ้างขายที่ดินรวมสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จะมาเรียกร้องให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้สละกรรมสิทธิ์ไปแล้วหาได้ไม่ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9113/2554

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์เพื่อเรียกโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ คืน ซึ่งมีที่ดินพิพาทรวมอยู่ด้วยนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ คืนแก่จำเลยที่ 1 คำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นคำพิพากษาเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน ดังนั้น เจ้าพนักงานที่ดินจะดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินได้ก็ต่อเมื่อคดีนั้นถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 56 และ 63 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หมวด 3 ข้อ 17 (3) ที่ระบุว่า ในกรณีศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอันถึงที่สุดเกี่ยวกับโฉนดที่ดินหรือผู้ใดมีสิทธิจดทะเบียนตามคำพิพากษาของศาล แต่ไม่ได้โฉนดที่ดินมาหรือโฉนดที่ดินเดิมเป็นอันตรายชำรุดหรือสูญหายด้วยประการใด ให้ผู้มีสิทธิจดทะเบียนยื่นคำขอใบแทนแล้วดำเนินการตามที่กำหนดไว้ใน (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ตามสำเนากฎกระทรวง เมื่อคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่สามารถขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ ได้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 เคยยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้ง 40 ฉบับ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 และวันที่ 2 กันยายน 2546 ตามสำเนาใบขอออกใบแทน โดยไม่ได้นำคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 มาประกอบคำขอ เจ้าพนักงานที่ดินพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหลักฐานคดีถึงที่สุดมาแสดง จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทน การมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินย่อมแสดงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 393/2546 เป็นคำพิพากษาอันเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน การจะดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ก็โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 56 และ 63 ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หมวด 3 ข้อ 17 (3) เท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายื่นคำขอออกใบแทนโฉนดเป็นครั้งที่สามในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2546 โดยอ้างเหตุเดิมว่าโฉนดที่ดินสูญหาย แต่มีเพิ่มเติมว่าได้นำพยาน 2 คน มาบันทึกถ้อยคำรับรองพร้อมนำสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ปรากฏว่าในคราวนี้เจ้าพนักงานที่ดินมิได้ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว ทั้งที่เป็นกรณีเดียวกันและเหมือนกันกับครั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดในครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกใบแทนเพราะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีหลักฐานอันแสดงว่าคดีถึงที่สุดมาแสดง การที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ปฏิบัติตามข้อ 17 (3) แต่ข้ามขั้นตอนไปปฏิบัติตามข้อ 17 (1) จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎกระทรวงดังกล่าว การออกใบแทนโฉนดที่ดินพิพาทจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจำต้องเพิกถอนใบแทนโฉนดที่ดินซึ่งไม่ชอบตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด และให้โฉนดที่ดินพิพาทฉบับเดิมยังคงมีผลใช้ได้ต่อไป และเมื่อศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 393/2546 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้สละกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้ง 40 แปลง แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป และไม่มีสิทธิโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 3 แม้จำเลยที่ 3 จะซื้อที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนตามกฎหมาย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ ตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1336
ป.ที่ดิน ม. 56 ม. 61 วรรคแปด ม. 63
กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจำเนียร ไพรีขยาด
จำเลย — นายมนูญหรือธนัท พันธุ์พุ่ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายณัฐพล จิรกอบสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9572/2559
#606736
เปิดฉบับเต็ม

การยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับเป็นมาตรการในการบังคับตามคำพิพากษาซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้ร้องที่ต้องดำเนินการบังคับคดีอาญาในส่วนการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับโดยไม่อาจถือได้ว่ารัฐหรือศาลหรือโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 แม้จำเลยที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวก็ตาม แต่การบังคับโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 เป็นการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางคดีอาญา โดยศาลและพนักงานอัยการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญาที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเต็มจำนวนตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 29 โดยไม่จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านเช่นเดียวกับหนี้เงินในทางแพ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ปรับ 14,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี รวมแล้ว จำเลยที่ 1 ปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 15,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาค่ากระแสไฟฟ้าเป็นเงิน 10,504,340.13 บาท แก่ผู้เสียหาย แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระค่าปรับ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 มาไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ และหมายเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 มาไต่สวนเกี่ยวกับการส่งเงินที่ได้จากการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ให้แก่ศาลเพื่อใช้ค่าปรับ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ค่าปรับดังกล่าวเป็นหนี้เงินซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 จึงต้องนำมูลหนี้ดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ตามมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ซึ่งคดีล้มละลายดังกล่าวครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2555

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินหรือยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เพื่อมาใช้ค่าปรับจำนวน 15,000 บาท ตามคำพิพากษา

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 335 (1) (7) วรรคสอง, 83, 91 ให้ลงโทษปรับเป็นเงิน 15,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ผู้ร้องจะดำเนินการบังคับค่าปรับตามคำพิพากษาแก่จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ต่อผู้คัดค้านหรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาอ้างว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ส่วนเจ้าหนี้จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ ก็ด้วยการใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 22, 27 ซึ่งการบังคับคดีกับทรัพย์เพื่อชำระค่าปรับเป็นการบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์ของลูกหนี้ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าวที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับต่อผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยังคงเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย คำพิพากษาของศาลที่ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยให้ปรับเป็นเงิน 15,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าว การชำระค่าปรับคือโทษทางอาญาที่จำเลยที่ 1 จะต้องปฏิบัติและการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับก็เป็นมาตรการในการบังคับตามคำพิพากษาซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการผู้ร้องที่จะต้องดำเนินการบังคับคดีอาญาในส่วนของการยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับโดยไม่อาจถือได้ว่ารัฐหรือศาลหรือโจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระค่าปรับต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์แต่ผู้เดียวก็ตาม แต่การบังคับโทษปรับแก่จำเลยที่ 1 เป็นการใช้อำนาจของรัฐเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางคดีอาญา โดยศาลและพนักงานอัยการเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอาญาที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเต็มจำนวนตามคำพิพากษาดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยไม่จำต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านเช่นเดียวกับหนี้เงินในทางแพ่ง มิฉะนั้นแล้ว การลงโทษทางอาญาจะไม่ต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายอาญาจัดเป็นกฎหมายมหาชนว่าด้วยความผิด และโทษอาญาเป็นบทบัญญัติถึงความเกี่ยวพันระหว่างเอกชนกับรัฐ ทั้งการกระทำความผิดนั้นยังได้ชื่อว่ากระทบกระเทือนต่อความสงบสุขของประชาชนเป็นส่วนรวม จึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
พนักงานอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือ
ผู้ร้อง — ทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดสมุทรสาคร
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด มหาชัย น้ำทิพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวกรกช กลึงพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
เถกิงศักดิ์ คำสุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9502/2559
#606346
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 บัญญัติให้การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 3 (1) ได้แก่ "การผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การมีไว้ในครอบครอง การสำรองและการส่งออกนอกราชอาณาจักรและนำเข้ามาในราชอาณาจักร..." เท่านั้น ดังนั้น คดีนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า "...จำเลยร่วมกันซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลว... จากผู้อื่นซึ่งมิได้เป็นผู้ค้าน้ำมัน โดยที่ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่บรรจุใส่ถังก๊าซหุงต้ม... ดังกล่าว ไม่มีอุปกรณ์ปิดผนึกลิ้นถังก๊าซหุงต้ม (Valve) และไม่มีเครื่องหมายประจำตัวแสดงไว้ที่อุปกรณ์ปิดผนึกลิ้น ถังก๊าซหุงต้ม (Seal)..." การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การกระทำที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด เมื่อ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3 (1) มิได้บัญญัติว่าการซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นความผิด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้งสองได้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) จากผู้อื่นที่มิใช่ผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเครื่องหมายประจำตัวผู้บรรจุก๊าซแสดงไว้ที่อุปกรณ์ปิดผนึกลิ้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่คู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 4, 18, 20, 23, 36, 73 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบก๊าซปิโตรเลียมเหลวบรรจุในถังก๊าซหุงต้ม ขนาดบรรจุถังละ 50 กิโลกรัม จำนวน 130 ถัง และขนาดบรรจุถังละ 18 กิโลกรัม จำนวน 288 ถัง ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 73 (ที่ถูก ต้องปรับบทประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) จากผู้อื่นที่มิใช่ผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาต และไม่มีเครื่องหมายประจำตัวผู้บรรจุก๊าซแสดงไว้ที่อุปกรณ์ปิดผนึกลิ้น จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 (ก๊าซปิโตรเลียมเหลว) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ประกอบคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อ 17 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 บัญญัติให้การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 3 (1) ได้แก่ "การผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การมีไว้ในครอบครอง การสำรองและการส่งออกนอกราชอาณาจักรและนำเข้ามาในราชอาณาจักร..." เท่านั้น ดังนั้น คดีนี้ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาว่า "...จำเลยร่วมกันซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลว... จากผู้อื่นซึ่งมิได้เป็นผู้ค้าน้ำมัน โดยที่ก๊าซปิโตรเลียมเหลวที่บรรจุใส่ถังก๊าซหุงต้ม... ดังกล่าว ไม่มีอุปกรณ์ปิดผนึกลิ้นถังก๊าซหุงต้ม (Valve) และไม่มีเครื่องหมายประจำตัวแสดงไว้ที่อุปกรณ์ปิดผนึกลิ้น ถังก๊าซหุงต้ม (Seal)..." การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การกระทำที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิด เมื่อพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ มาตรา 3 (1) มิได้บัญญัติว่าการซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นความผิด จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพก็ไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้งสองได้ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) จากผู้อื่นที่มิใช่ผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเครื่องหมายประจำตัวผู้บรรจุก๊าซแสดงไว้ที่อุปกรณ์ปิดผนึกลิ้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่คู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า สมควรรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีก๊าซปิโตรเลียมเหลวดังกล่าวไว้ในครอบครองของจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองอ้างว่า เป็นเพียงผู้รับจ้างขับรถบรรทุกขนส่ง ไม่ใช่เจ้าของหรือมีส่วนร่วมในการติดต่อซื้อขายก๊าซปิโตรเลียมเหลวของกลาง หากจะส่งผลทำให้ประเทศชาติขาดแคลนเชื้อเพลิงและสุ่มเสี่ยง และทำให้เกิดระเบิดเป็นอันตรายต่อชุมชนก็เป็นเรื่องการดำเนินการของผู้เป็นเจ้าของ และจำเลยทั้งสองมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก หรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันซื้อก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม) จากผู้อื่นที่มิใช่ผู้ค้าที่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเครื่องหมายประจำตัวผู้บรรจุก๊าซแสดงไว้ที่อุปกรณ์ปิดผนึกลิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ม. 3 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายสุรชาติ พิศาลธนกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นายอุดม ปะญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายนำ กรุยรุ่งโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ชลิศร์ สวัสดิทัต
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9484/2559
#616986
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้นยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ที่ ชม.0025/2552 ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/2552 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มอีก 5,303.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 2978/2552 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 โดยให้จำเลยคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี 2551 ในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของยอดเงิน 89,134 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินสมทบสุทธิที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 คิดเป็นผลประโยชน์ 5,615.44 บาท เมื่อจำเลยจ่ายผลประโยชน์ให้โจทก์ 89.13 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายผลประโยชน์ส่วนที่ขาด 5,526.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/52 ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ชม.0025/2552 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้น ยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 77 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศิริศักดิ์ แก้วผดุง
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวทิวานันท์ วงศ์พ่าห์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ กุลาเลิศ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9480/2559
#607976
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 เรื่อง ภาพลักษณ์นักบิน ที่ระบุว่า 1. การไว้ผมต้องเรียบร้อยและชายผมต้องไม่เกินคอปกเสื้อ รวมถึงการย้อมสีผมต้องดูสุภาพและเหมาะสมเป็นธรรมชาติ 2. การไว้หนวดและจอนต้องให้เรียบร้อย โดยจอนต้องยาวไม่เกินติ่งหูและไม่อนุญาตให้ไว้เครา 3. การแต่งเครื่องแบบและส่วนประกอบของเครื่องแบบเมื่อปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่อปฏิบัติการบินต้องครบถ้วนถูกต้องตามระเบียบนั้น เป็นการออกคำสั่งภายใต้ระเบียบของจำเลยที่ 1 ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลที่ระบุให้ผู้บังคับบัญชาผู้รับผิดชอบหน่วยงานกำหนดวิธีปฏิบัติหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในหน่วยงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม จึงเป็นคำสั่งที่ไม่อยู่ในความหมายของสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 โดยคำสั่งนี้ขยายความการปฏิบัติในเรื่องภาพลักษณ์ของนักบินตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และในตอนท้ายของคำสั่งที่ระบุว่าหากนักบินยังมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามให้งดปฏิบัติการบินจนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องก็เป็นคำสั่งเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมและจำเป็นต้องมีมาตรการให้นักบินต้องปฏิบัติตาม มิใช่การลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การออกคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 จึงชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ทั้งเมื่อเป็นคำสั่งกำหนดแนวทางให้พนักงานในตำแหน่งนักบินทุกคนปฏิบัติเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กรจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติและประกอบธุรกิจด้านบริการ โดยมิได้สร้างภาระให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งนักบินเกินสมควร หรือขัดต่อสภาพทางกาย สุขภาพ ความเชื่อทางศาสนาของโจทก์อันจะทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ได้ หรือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของโจทก์อย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร การออกคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของโจทก์หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ออกคำสั่งตามระเบียบของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำหน้าที่ผู้ช่วยนักบินหรือ Low Rank โดยโจทก์ยังคงได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนตามตำแหน่งนักบินที่ 1 ตลอดมา ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนคำสั่งลดตำแหน่ง (Low Rank) อันเป็นการลงโทษโจทก์ระหว่างตรวจสอบมาตรฐานการบินในวันที่ 28 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2551 และวันที่ 9 เมษายน 2551 ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนใบประเมินผลการตรวจสอบมาตรฐานการบินโจทก์ในวันที่ 28 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2551 ฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2551 ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขใบประเมินผลการตรวจสอบมาตรฐานการบินโจทก์ในวันที่ 9 เมษายน 2551 โดยตัดข้อความที่ระบุว่า HIS APPEARANCE IS SATISFACTORY (ตามที่มี COMMENTS ในการ LINE CHECK ก่อนหน้านี้ในเรื่องเคราได้โกนออกแล้ว) ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนใบแจ้งเตือนการปฏิบัติตามคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2551 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ที่ถูกระงับการบินกับค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์และสูญเสียความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในอนาคตเป็นเงินจำนวน 86,319,570 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เป็นพนักงานในตำแหน่งสุดท้ายทำหน้าที่กัปตันหรือนักบินที่ 1 ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 120,000 บาท และค่า License Allowance เดือนละ 30,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีฐานะเป็นฝ่ายบริหารของจำเลยที่ 1 โจทก์ในฐานะพนักงานการบินไทยต้องปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล และโจทก์ในฐานะนักบินของจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตาม Flight Operations Manual หรือชื่อย่อ FOM ซึ่งเป็นคู่มือการทำงานเกี่ยวกับการบินที่กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรการบินและกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบมาตรฐานการบินของนักบินไว้ FOM กำหนดหลักเกณฑ์ที่นักบินต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการบินไว้ 12 ข้อ ซึ่งมีทั้งเรื่องความสามารถในการบินและเรื่องภาพลักษณ์ของนักบินรวมอยู่ด้วย โจทก์อยู่ภายใต้สายงานบังคับบัญชาของรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ (DO) ต่อมาประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2551 เรืออากาศเอกประวิตร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการได้ออกคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 เรื่องภาพลักษณ์นักบิน ดังนี้ 1) การไว้ทรงผมต้องเรียบร้อยและชายผมต้องยาวไม่เกินคอปกเสื้อ รวมถึงการย้อมสีผมต้องดูสุภาพและเหมาะสมเป็นธรรมชาติ 2) การไว้หนวดและจอนต้องให้เรียบร้อย โดยจอนต้องยาวไม่เกินติ่งหู และไม่อนุญาตให้ไว้เครา 3) การแต่งเครื่องแบบและส่วนประกอบของเครื่องแบบเมื่อปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่อปฏิบัติการบินต้องครบถ้วนถูกต้องตามระเบียบบริษัท พนักงานนักบินคนอื่นปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว มีเพียงโจทก์ผู้เดียวคัดค้านคำสั่งและไม่ยอมปฏิบัติตาม จึงเป็นเหตุให้เมื่อวันที่ 28 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 2 ตรวจสอบมาตรฐานการบินของโจทก์แล้วไม่ยอมให้โจทก์ผ่าน จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีคำสั่งให้โจทก์ระงับการบิน ต่อมาเมื่อมีการตรวจสอบมาตรฐานการบินของโจทก์ในวันที่ 7 ถึงวันที่ 9 เมษายน 2551 จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ตรวจสอบได้ให้โจทก์ผ่าน โดยระบุว่าโจทก์โกนเคราออกแล้ว

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับในขณะนั้นหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาจ้างทำให้โจทก์เสียหายโดยการให้โจทก์ทำหน้าที่ผู้ช่วยนักบินหรือ Low Rank ระหว่างตรวจสอบมาตรฐานการบินหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 นั้น สภาพการจ้าง หมายความว่า หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ซึ่งคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ไม่อยู่ในความหมายของสภาพการจ้าง แต่เป็นการออกคำสั่งภายใต้ระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ที่ระบุให้ผู้บังคับบัญชาผู้รับผิดชอบหน่วยงานกำหนดวิธีปฏิบัติ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในหน่วยงานของตนได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งคำสั่งดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่าให้ขยายความการปฏิบัติในเรื่องภาพลักษณ์ของนักบินที่ระบุไว้ใน FOM แม้ตอนท้ายระบุว่าหากยังมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามให้งดปฏิบัติการบินจนกว่าจะปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ก็เป็นคำสั่งเพิ่มเติมจากที่มีอยู่และเป็นกรณีจำเป็นที่ต้องมีบทกำหนดมาตรการให้ผู้รับคำสั่งต้องปฏิบัติตาม มิใช่การลงโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงไม่ถือว่าคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า คำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 เรื่อง ภาพลักษณ์ของนักบิน จำเลยได้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้พนักงานของจำเลยซึ่งทำงานในตำแหน่งนักบินทุกคนปฏิบัติตนด้วยการแต่งกายและแต่งตัวให้เหมาะสม เช่น การไว้ทรงผมต้องเรียบร้อย การไว้หนวดและจอนต้องเรียบร้อย การแต่งเครื่องแบบและส่วนประกอบของเครื่องแบบ เมื่อปรากฏตัวต่อสาธารณชนเพื่อปฏิบัติการบิน ต้องครบถ้วนถูกต้องตามระเบียบ ก็เป็นไปเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขององค์กรจำเลยซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติและประกอบธุรกิจด้านบริการ คุณลักษณะของพนักงานจึงมีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างความเชื่อมั่นและการไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อการใช้บริการสายการบินของจำเลย การแต่งกาย การแต่งตัว และพฤติกรรมของพนักงานจำเลยจึงส่งผลต่อความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขันของจำเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งของจำเลยดังกล่าวก็มิได้สร้างภาระแก่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งนักบินเกินสมควร หรือขัดต่อสภาพทางกาย สุขภาพ ความเชื่อทางศาสนาของโจทก์อันจะทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยได้ หรือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของโจทก์อย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร การออกคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 เรื่อง ภาพลักษณ์ของนักบิน จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของโจทก์หรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 32 วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามาว่าคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ของจำเลยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาเกี่ยวกับการออกคำสั่งให้โจทก์ทำหน้าที่ผู้ช่วยนักบินหรือ LOW RANK ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ไม่ใช่การลดตำแหน่งงานของโจทก์ โจทก์ยังคงได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนตามตำแหน่งนักบินที่ 1 ตลอดมา และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของโจทก์ย่อมมีอำนาจกระทำได้ตามระเบียบบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสี่ผิดสัญญาจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยในปัญหานี้ไว้โดยชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปมีว่า คดีมีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 และพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้พิจารณาแล้วว่าคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้พิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องโดยขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนผลการประเมินการตรวจสอบมาตรฐานการบินที่ให้โจทก์ไม่ผ่าน แก้ไขใบประเมินผลการตรวจสอบมาตรฐานการบินโดยตัดข้อความว่าโจทก์โกนเคราออกแล้ว เพิกถอนใบเตือนให้ปฏิบัติตามคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการสูญเสียรายได้ที่ถูกระงับการบินและสูญเสียความก้าวหน้าในหน้าที่การงานในอนาคตเกี่ยวกับกรณีการกระทำผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อโจทก์ ก็เป็นประเด็นแห่งคดีที่สืบเนื่องมาจากคำสั่งสายปฏิบัติการที่ 009/2551 ที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 32 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาตรี สมนึก
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประเวศ อัศวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9479/2559
#607375
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติว่า "นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้างหรือตัดค่าจ้างกรรมการกิจการสัมพันธ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เว้นแต่..." มาตรา 34 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการยื่นข้อเรียกร้อง... ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง... ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ หรืออนุกรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่..." และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้าง (1) เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้ดำเนินการขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน หรือเข้าเป็นสมาชิก หรือเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน..." มีความหมายเพียงว่า นายจ้างไม่อาจเลิกจ้างหรือลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์หากไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน และไม่อาจเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ได้เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน บทบัญญัตินี้ไม่ได้คุ้มครองถึงกระบวนการก่อนการเลิกจ้างหรือก่อนการลงโทษลูกจ้างเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะขอให้ศาลแรงงานลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์ หรือลงโทษลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างแล้วแต่กรณีไป มิฉะนั้นนายจ้างย่อมไม่อาจริเริ่มกระบวนการหาข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับได้ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบสวน เปิดโอกาสให้โจทก์ชี้แจงแล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในการทุจริตต่อหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน จึงมิใช่เป็นการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพราะโจทก์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัตินี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิม จ่ายค่าจ้างตามอัตราเดิมและปรับค่าจ้างตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ ค.53/2550 หากไม่รับกลับเข้าทำงานให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินโบนัส 551,500 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 183,790 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณี 274,499 บาท ค่าชดเชย 334,800 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35,712 บาท เงินทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนที่จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายสมทบ 581,448 บาท ค่าเสียหายที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ เสียสุขภาพ และขาดรายได้ 5,814,400 บาท ค่าเสียหายจากการขาดสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง สัญญาจ้างและสวัสดิการที่เคยได้รับจนถึงวันเกษียณ 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโบนัส 66,960 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 22,320 บาท นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 และร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโบนัส 484,540 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 161,470 บาท และเงินที่เรียกร้องอื่นขอคิดนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2552 ส่วนค่าเสียหายขอคิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จ่ายค่าเสียหาย 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 53/2553 ว่า คดีตามฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ส่วนคดีตามฟ้องแย้งในส่วนที่จำเลยที่ 2 ขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายนั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งที่ 441/2535 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการสรรหาและโยกย้ายพนักงานขับรถซึ่งต้องพิจารณาจากรหัสพนักงานขับรถก่อนและความอาวุโสของพนักงานขับรถ และระเบียบพนักงานบริษัทขนส่ง จำกัด พ.ศ.2532 วันที่ 7 ธันวาคม 2521 จำเลยที่ 2 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายทำหน้าที่หัวหน้างานรับ-ส่งพัสดุภัณฑ์ ระดับ 7 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 33,480 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และสิ้นเดือน วันที่ 22 ธันวาคม 2548 พนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 สังกัดกองการเดินรถภาคเหนือทำหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์และนายประดิยุทธ์ ขณะโจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายควบคุมและบริหารต้นทุนการเดินรถ 2 และ 3 มีหน้าที่ในการพิจารณาและจัดทำบัญชีโยกย้ายตำแหน่งพนักงานขับรถ จำเลยที่ 2 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วพบว่าโจทก์และนายประดิยุทธ์มีการกระทำเข้าข่ายเป็นความผิดวินัยโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของจำเลยทั้งสอง และทุจริตต่อหน้าที่ตามรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริง วันที่ 29 กันยายน 2549 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ ข.153/2549 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยแก่โจทก์และนายประดิยุทธ์ วันที่ 22 มกราคม 2552 จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งที่ ก.41/2552 เรื่อง ให้โจทก์ออกจากงาน โดยระงับโทษตัดค่าจ้างไว้ เนื่องจากโจทก์โยกย้ายพนักงานขับรถมาตรฐาน 2-3 ไปปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถมาตรฐาน 1-4 ภาคการเดินรถที่ 1 ไม่เป็นไปตามคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ 441/2535 การคัดเลือกโยกย้ายไม่เป็นไปตามอาวุโสรหัสพนักงานตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ต้องการขับรถโดยสารคันใหม่จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยตรงและผ่านนายสุวิทย์ พฤติกรรมการโยกย้ายพนักงานขับรถของโจทก์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่แสวงผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการในองค์กรของจำเลยที่ 2 อย่างร้ายแรง และไม่ใส่ใจต่อความเดือดร้อนของพนักงานขับรถซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีสถานะความเป็นอยู่ทางสังคมและเศรษฐกิจด้อยกว่าโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ไม่เคลือบคลุม เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นโดยเสียงข้างมากให้ยกข้อกล่าวหาว่าโจทก์เรียกรับผลประโยชน์รวมทั้งการจัดเก็บเงินประจำเดือน จึงไม่ต้องวินิจฉัยข้อกล่าวหานี้ จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบสวน เปิดโอกาสให้โจทก์ชี้แจงแล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในการทุจริตต่อหน้าที่ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์กับค่าเสียหายจากการขาดสิทธิประโยชน์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง สัญญาจ้างสวัสดิการที่เคยได้รับจนถึงวันเกษียณ ที่ถือเป็นค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ตามฟ้อง เมื่อโจทก์ถูกให้ออกย่อมไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัส 66,960 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 22,320 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณี 274,499 บาท และเงินทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนที่จำเลยที่ 2 สมทบให้จำนวน 581,448 บาท เพราะเป็นค่าเสียหายในอนาคต คำสั่งของจำเลยที่ 2 ที่ให้โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ การที่โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง โดยใช้กระบวนยุติธรรมในการดำเนินการต่อสู้ในระบบกฎหมาย ไม่ได้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่ได้ทำให้จำเลยที่ 2 เสียภาพพจน์และชื่อเสียงขององค์กร โจทก์ไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ตามฟ้องแย้ง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยเสนอความเห็นตัดค่าจ้างโจทก์ร้อยละ 10 ในกรณีโจทก์โยกย้ายพนักงานขับรถไม่เป็นธรรมและไม่พบพยานหลักฐานว่าโจทก์กระทำผิดในกรณีจัดพนักงานขับรถขึ้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นธรรม จึงไม่ใช่ความผิดร้ายแรง คำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยยืนยันว่าไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันความผิดของโจทก์ จึงยังไม่สามารถชี้ชัดว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดในกรณีนี้ ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่าพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ชัดแจ้ง พยานที่มาเบิกความต่อศาลแรงงานกลางอ้างว่าได้ส่งมอบเงินแก่โจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่า การพิจารณาโยกย้ายพนักงานขับรถไม่ถูกบังคับว่าต้องจัดลำดับให้เป็นไปตามอาวุโส โจทก์ไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการโยกย้ายพนักงานขับรถ จึงไม่มีเหตุที่จะเรียกร้องเอาเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาก็ดี การออกคำสั่งเลิกจ้างโจทก์และให้ตัดค่าจ้างโจทก์ร้อยละ 10 เป็นเวลา 3 เดือน ในกรณีโยกย้ายพนักงานขับรถโดยไม่เป็นธรรม ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ดี จำเลยที่ 2 ใช้เวลาในการพิจารณาโทษของโจทก์อย่างยาวนานเป็นการให้อภัยแก่โจทก์ก็ดี เป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงในชั้นคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาโทษทางวินัยและคำเบิกความของพยานเพียงบางส่วนเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาว่า จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งที่ ก.41/2552 ให้โจทก์ออกจากงานโดยระงับโทษตัดค่าจ้างไว้ เพราะโจทก์โยกย้ายพนักงานขับรถไม่เป็นไปตามอาวุโสรหัสพนักงานตามธรรมเนียมปฏิบัติ หากพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ต้องการขับรถโดยสารคันใหม่จะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยตรงและผ่านนายสุวิทย์ พฤติกรรมการโยกย้ายพนักงานขับรถของโจทก์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่แสวงผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า คำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีฐานะเป็นคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ เป็นกรรมการและสมาชิกสหภาพแรงงานบริษัทขนส่ง จำกัด โดยเป็นผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้องในขณะที่จำเลยที่ 1 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนโจทก์ แม้การเลิกจ้างจะเกิดขึ้นภายหลังโจทก์พ้นตำแหน่งดังกล่าวแล้ว แต่เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผล ในการทำให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ด้วยการสอบสวนเพื่อลงโทษจนถึงขั้นเลิกจ้าง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 24 วรรคสอง บัญญัติว่า "นายจ้างจะเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง หรือตัดค่าจ้าง กรรมการกิจการสัมพันธ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน เว้นแต่..." มาตรา 34 บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการยื่นข้อเรียกร้อง... ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ...ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ หรืออนุกรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่..." และมาตรา 35 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นายจ้าง (1) เลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ต่อไปได้ เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้ดำเนินการขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน หรือเข้าเป็นสมาชิก หรือเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน..." มีความหมายเพียงว่า นายจ้างไม่อาจเลิกจ้างหรือลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์หากไม่ได้รับการอนุญาตจากศาลแรงงานก่อน และไม่อาจเลิกจ้างหรือกระทำการใด ๆ ให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทำงานอยู่ได้เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน บทบัญญัตินี้ไม่ได้คุ้มครองถึงกระบวนการก่อนการเลิกจ้างหรือก่อนการลงโทษลูกจ้างเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะขอให้ศาลแรงงานลงโทษลูกจ้างที่เป็นกรรมการกิจการสัมพันธ์ หรือลงโทษลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้างแล้วแต่กรณีไป มิฉะนั้นนายจ้างย่อมไม่อาจริเริ่มกระบวนการหาข้อเท็จจริงที่ลูกจ้างที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้กระทำผิดวินัยตามระเบียบข้อบังคับได้ การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ออกจากงานโดยปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบสวน เปิดโอกาสให้โจทก์ชี้แจงแล้วพบว่าโจทก์กระทำความผิดอย่างร้ายแรงในการทุจริตต่อหน้าที่เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยเหตุผลและกฎหมาย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่โจทก์เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาต่อรองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับสหภาพแรงงาน จึงมิใช่เป็นการประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลให้โจทก์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพราะโจทก์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวดังที่โจทก์อุทธรณ์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัตินี้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อแรกที่ว่า โจทก์ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายตามฟ้องแย้งหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า คำสั่งให้โจทก์ออกจากงานไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง ฟ้องแย้งบรรยายชัดแจ้งว่าตำแหน่งของโจทก์มีผู้ใต้บังคับบัญชากว่า 300 คน และเป็นหน่วยงานหลักที่ก่อให้เกิดรายได้แก่จำเลยที่ 2 หากผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากโจทก์อาจเกิดปัญหารุนแรงถึงขั้นนัดหยุดงานซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 รวมทั้งภาพพจน์ขององค์กร เมื่อโจทก์แสวงหาผลประโยชน์โดยทุจริตจากการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่มีตำแหน่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานบริษัทขนส่ง จำกัด และกรรมการกิจการสัมพันธ์ จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 แต่ศาลแรงงานกลางไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ให้ เห็นว่า ตามฟ้องแย้งบรรยายถึงเรื่องความเสียหายต่อภาพพจน์ของจำเลยที่ 2 อย่างชัดแจ้งว่าเกิดจากการกระทำส่อไปในทางทุจริตของโจทก์ โดยคิดค่าเสียหายดังกล่าวจากการที่อาจเกิดปัญหาในการจัดการเดินรถของจำเลยที่ 2 อย่างรุนแรงถึงขั้นมีการนัดหยุดงานซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตที่จำเลยที่ 2 คาดคิดเอาเอง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพนักงานขับรถของจำเลยที่ 2 ก่อปัญหารุนแรงให้แก่จำเลยที่ 2 จนถึงขั้นนัดหยุดงานจากการกระทำของโจทก์ จำเลยที่ 2 ย่อมไม่เกิดความเสียหายต่อภาพพจน์ต่อการให้บริการประชาชน ขาดความเชื่อมั่นและสูญเสียรายได้ต่อเนื่องอย่างแน่แท้ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิขอคิดค่าเสียหายนี้จากการกระทำผิดของโจทก์ กรณีไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องแย้งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 24 วรรคสอง ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคุณรวี เนติมานนท์
จำเลย — นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงศธร นิ่มมานพ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิชัย เอื้ออังคณากุล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9474/2559
#609573
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงาน ระบุว่า "ทางบริษัทฯ (หมายถึงจำเลย) ตกลงให้ค่าตำแหน่งช่างเทคนิค ที่จบวุฒิการศึกษา ปวส. สาขาทางด้านเทคนิค เป็น 50 บาท/วันทำงาน/ทุกตำแหน่ง" จึงหมายความว่าลูกจ้างที่จะได้รับเงินค่าตำแหน่งช่างเทคนิควันละ 50 บาท จะต้องจบการศึกษาระดับ ปวส. สาขาเทคนิค โดยจะต้องนำความรู้ทางด้านเทคนิคมาใช้ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งช่างเทคนิคหรือในตำแหน่งอื่นที่ต้องใช้ความรู้ดังกล่าว และจะได้รับเงินค่าตำแหน่งเฉพาะวันที่มาทำงานเท่านั้น มิใช่จ่ายให้โดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่ในการทำงาน การที่จำเลยโยกย้ายโจทก์จากตำแหน่งช่างเทคนิคไปทำงานในตำแหน่งเสมียนก็เนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นประธานสหภาพแรงงานประสงค์จะไปดำเนินกิจกรรมสหภาพแรงงานเต็มเวลา คือ ไม่ต้องทำงานตามหน้าที่ลูกจ้างให้แก่จำเลย ที่จำเลยอนุญาตให้โจทก์ไปดำเนินกิจกรรมสหภาพแรงงานเต็มเวลาโดยจ่ายค่าจ้างให้เสมือนโจทก์มาทำงานให้แก่จำเลยจึงนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว เมื่อการโยกย้ายหน้าที่โจทก์เป็นอำนาจบริหารจัดการของจำเลย ทั้งไม่มีข้อตกลงห้ามมิให้จำเลยโยกย้ายหน้าที่โจทก์ และการโยกย้ายหน้าที่โจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้ง แม้การทำงานในตำแหน่งเสมียนของโจทก์จะทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าตำแหน่ง แต่โจทก์ก็ยังคงได้รับเงินเดือนและสวัสดิการอื่นเหมือนเดิม กรณีจึงไม่เป็นการลดค่าจ้างหรือเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือจำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้พิจารณารวมกับคดีหมายเลขดำที่ 3449/2551 ของศาลแรงงานกลาง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ในคดีดังกล่าวขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต คดีจึงมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยให้โจทก์ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมและได้รับเงินค่าตำแหน่งเช่นเดิมตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และให้จำเลยจ่ายเงินค่าตำแหน่งแก่โจทก์นับแต่วันทำการโยกย้ายและหักเงินค่าตำแหน่งโจทก์วันละ 50 บาท นับแต่วันที่ถูกหักจนกว่าจะงดการหักเงินค่าตำแหน่งของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 โจทก์ในฐานะประธานสหภาพแรงงานกลุ่มเดลต้าอีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ได้มีหนังสือแจ้งจำเลยถึงรายชื่อกรรมการสหภาพแรงงานดังกล่าว ทั้งแจ้งด้วยว่าโจทก์ในฐานะประธานสหภาพแรงงานต้องทำงานให้แก่สหภาพแรงงานเต็มเวลา จำเลยจึงมีคำสั่งให้โจทก์ไปประจำส่วนกลางฝ่ายบุคคลในตำแหน่งเสมียน ทำให้ตำแหน่งเดิมของโจทก์คือตำแหน่งช่างเทคนิคต้องว่างลง จำเลยได้ย้ายลูกจ้างคนอื่นไปทำงานตำแหน่งช่างเทคนิคแทนโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า การย้ายดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของจำเลยเพื่อให้งานภายในองค์กรของจำเลยดำเนินต่อไปโดยไม่เสียหาย ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จำเลยไม่ต้องย้ายโจทก์กลับไปทำงานในตำแหน่งเดิม และเมื่อตำแหน่งใหม่ของโจทก์ไม่มีเงินค่าตำแหน่ง โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องเงินค่าตำแหน่งจากจำเลยได้

ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องโยกย้ายโจทก์กลับไปทำงานในตำแหน่งช่างเทคนิค และคืนเงินค่าตำแหน่งให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นระหว่างจำเลยกับสหภาพแรงงานกลุ่มเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า "ทางบริษัทฯ (หมายถึงจำเลย) ตกลงให้ค่าตำแหน่งช่างเทคนิค ที่จบวุฒิการศึกษา ปวส. สาขาทางด้านเทคนิค เป็น 50 บาท/วันทำงาน/ทุกตำแหน่ง" ซึ่งมีความหมายว่าลูกจ้างที่จะได้รับเงินค่าตำแหน่งช่างเทคนิควันละ 50 บาท จะต้องจบการศึกษาระดับ ปวส. สาขาเทคนิค โดยจะต้องนำความรู้ทางด้านเทคนิคมาใช้ทำงานให้แก่จำเลยในตำแหน่งช่างเทคนิคหรือในตำแหน่งอื่นที่ต้องใช้ความรู้ดังกล่าว และจะได้รับเงินค่าตำแหน่งเฉพาะในวันที่มาทำงานเท่านั้น มิได้มีความหมายว่าจำเลยจะจ่ายเงินค่าตำแหน่งช่างเทคนิคให้แก่ลูกจ้างที่จบการศึกษาระดับ ปวส. สาขาเทคนิคทุกคนโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งหน้าที่ในการทำงาน ทั้งจำเลยตกลงจ่ายเงินค่าตำแหน่งให้แก่ลูกจ้างเฉพาะในวันที่ลูกจ้างมาทำงานเท่านั้น จึงเป็นการจ่ายเพื่อให้ลูกจ้างเข้าทำงานในหน้าที่ของตนด้วยดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุที่จำเลยโยกย้ายโจทก์จากตำแหน่งช่างเทคนิคไปทำงานในตำแหน่งเสมียนก็เนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นประธานสหภาพแรงงานประสงค์ที่จะไปดำเนินกิจกรรมสหภาพแรงงานเต็มเวลา คือ ไม่ต้องทำงานตามหน้าที่ลูกจ้างให้แก่จำเลย ซึ่งการที่จำเลยอนุญาตให้โจทก์ไปดำเนินกิจกรรมสหภาพแรงงานเต็มเวลาโดยจ่ายค่าจ้างให้เสมือนโจทก์มาทำงานตามหน้าที่ให้แก่จำเลย นับได้ว่าเป็นคุณแก่โจทก์อยู่แล้ว การโยกย้ายหน้าที่และการจัดสรรคนให้เหมาะสมกับงานย่อมเป็นอำนาจบริหารจัดการของจำเลยผู้เป็นนายจ้าง เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงหรือมีสัญญาจ้างแรงงานกำหนดข้อห้ามมิให้จำเลยโยกย้ายหน้าที่การทำงานของโจทก์ การโยกย้ายหน้าที่โจทก์จึงเป็นไปเพื่อความเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ดังนี้ การที่จำเลยโยกย้ายให้โจทก์ไปทำงานในตำแหน่งเสมียนซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าตำแหน่ง โดยเงินเดือนและสวัสดิการอื่นที่โจทก์เคยได้รับยังคงเหมือนเดิม กรณีจึงไม่เป็นการลดค่าจ้างหรือเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างแรงงาน อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายดังที่โจทก์อ้างมาในอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ จุลรัตน์
บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9471/2559
#606722
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยมีกรรมการ 2 คน เมื่อกรรมการคนหนึ่งถึงแก่กรรม จึงเป็นกรณีที่จำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1159 กรรมการที่เหลือเพียงคนเดียวต้องเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องจำนวนกรรมการที่ไม่ครบองค์ประชุมเสียก่อน มิใช่ว่าจะนัดเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาเรื่องอื่น ๆ โดยมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาเรื่องอื่นตามคำร้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ของผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 ของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบริษัทจำกัด มีนายสรรค์วิช และนางวิมลมาศ เป็นกรรมการบริษัท โดยมีนายสรรค์วิชหรือนางวิมลมาศคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันผู้คัดค้าน มีผู้ถือหุ้น 7 คน ได้แก่ผู้ร้องทั้งสาม นายสรรค์วิช เด็กชาย ธ. ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสรรค์วิช นางวิมลมาศ และนายเกียรติศักดิ์ ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและสำเนาหนังสือรับรอง เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2546 นางวิมลมาศถึงแก่ความตาย ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย หลังจากนั้นไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขกรรมการและอำนาจกรรมการ นายสรรค์วิชมีหนังสือลงวันที่ 13 มกราคม 2554 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 ในวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อพิจารณารับรองรายงานการประชุมกรรมการฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และพิจารณาเรื่องการโอนสิทธิการเช่า ตามหนังสือเชิญประชุม ในวันประชุมมีผู้เข้าประชุม คือ ผู้ร้องที่ 1 และในฐานะผู้รับมอบฉันทะผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 นายสรรค์วิชในฐานะบิดาของนายธีรวิช และนายเกียรติศักดิ์ นายสรรค์วิชเสนอให้มีการลงคะแนนเสียงด้วยมติลับ ผู้ร้องที่ 1 เสนอให้ลงคะแนนเสียงด้วยการยกมือ ที่ประชุมมีมติให้ลงคะแนนลับทุกมติ โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากรับรองรายงานการประชุมกรรมการฉบับลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 และมีมติเสียงข้างมากรับรองการโอนสิทธิการเช่า ตามสำเนารายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น

ก่อนจะพิจารณาฎีกาของผู้คัดค้าน เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่ากรรมการบริษัทมีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อปรึกษาเรื่องอื่นนอกจากการแก้ไขปัญหากรรมการบริษัทไม่ครบองค์ประชุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1159 ในกรณีที่มีกรรมการบริษัทหลายคน ถ้าในเวลาใดจำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลาเช่นนั้น กรรมการที่มีตัวอยู่ย่อมทำกิจการได้เฉพาะแต่ในเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการขึ้นให้ครบจำนวน หรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเท่านั้น จะทำกิจการอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อพิจารณาว่าผู้คัดค้านจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโดยมีกรรมการบริษัท 2 คน คือ นายสรรค์วิช และนางวิมลมาศ จำเป็นอยู่เองที่จะต้องมีคนเข้าประชุม 2 คน มิฉะนั้นย่อมไม่เป็นการประชุม เมื่อนางวิมลมาศถึงแก่กรรมไปแล้ว เหลือแต่นายสรรค์วิชที่เป็นกรรมการบริษัทเพียงผู้เดียว จึงเป็นกรณีที่จำนวนกรรมการลดน้อยลงกว่าจำนวนอันจำเป็นที่จะเป็นองค์ประชุมได้ตลอดเวลา นายสรรค์วิชในฐานะกรรมการบริษัทย่อมจะทำกิจการอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเรื่องที่จะเพิ่มกรรมการขึ้นให้ครบจำนวนหรือนัดเรียกประชุมใหญ่ของบริษัทเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องจำนวนกรรมการบริษัทที่ไม่ครบองค์ประชุม มิใช่ว่าจะนัดเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ โดยที่มิได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวให้เรียบร้อยเสียก่อน นายสรรค์วิชในฐานะกรรมการบริษัทจึงไม่มีอำนาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2554 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2554 เพื่อปรึกษาเรื่องอื่น ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1159
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอิสระ กองเรืองกิจ กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัทเยาวราชทรงสมัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชาติ สารธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ทองธาร เหลืองเรืองรอง
เกษม เกษมปัญญา
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9425/2559
#606349
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น แต่กฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่าบริษัท ส. นายจ้างของจำเลยเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องว่าบริษัท ช. เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป จึงเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เงินที่จำเลยลักไปในคดีนี้เป็นของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าบริษัทโชคชัยพิบูล จำกัด ตามฟ้องโจทก์มิใช่ผู้เสียหายที่แท้จริงและมิใช่นายจ้างของจำเลย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในเรื่องผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์เป็นการผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย จึงเป็นเพียงรายละเอียดที่มิใช่ข้อสาระสำคัญเพราะการกระทำของจำเลยเป็นเรื่องประสงค์ต่อทรัพย์และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงไม่ถือว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าบริษัทโชคชัยพิบูลจำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป และข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องขอชี้แจงถึงความเป็นผู้เสียหายในคดีของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ฉบับลงวันที่ 7 เมษายน 2559 ว่า บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไปก็ตาม แต่ตามลักษณะของความผิดฐานลักทรัพย์จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นเมื่อกฎหมายมิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เสมอไป เช่นในกรณีที่ไม่อาจทราบตัวเจ้าของทรัพย์ที่แน่นอนได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในชั้นอุทธรณ์ว่าบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นนายจ้างของจำเลยและเป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป แตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จึงเป็นเพียงรายละเอียด มิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมาจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควรหากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดโดยอาศัยโอกาสที่ตนเป็นลูกจ้างของบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด อันเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของบริษัทดังกล่าวก็ตาม แต่เงินที่จำเลยลักไปมีจำนวนไม่มาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงมากนักและหลังเกิดเหตุจำเลยได้ชดใช้เงินคืนให้แก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด บางส่วนเป็นเงิน 5,910 บาท แสดงว่าจำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายและสำนึกในการกระทำความผิดแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวต่อไป ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เพื่อให้จำเลยเข็ดหลาบไม่หวนกลับไปกระทำความผิดในลักษณะนี้อีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ นอกจากนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทสห ลอว์สัน จำกัด เป็นเจ้าของเงินที่จำเลยลักไป จึงเห็นสมควรให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด

อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2559 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2559 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 30แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (11) วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายด้วยการคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนตามฟ้องแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด ผู้เสียหายภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำเลยคืนเงิน 3,840 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่บริษัทสห ลอว์สัน จำกัด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นางสาวจตุพร ฝั้นคำสาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
เอกชัย เหลี่ยมไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9402/2559
#606721
เปิดฉบับเต็ม

บ. ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่บริษัท ว. เป็นผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยด้วยความประมาทเลินเล่อ โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ บ. ผู้ประสบภัยจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง บริษัท ว. จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท แล้ว เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 บริษัท ว. มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่นนี้จำเลยที่ 2 ชอบที่จะกันเงิน 50,000 บาท ไว้เพื่อคืนแก่บริษัท ว. ดังนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงเหลือเพียง 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 วางเงินชำระต่อศาลชั้นต้นไว้แล้ว 50,000 บาท เมื่อรวมกับเงิน 50,000 บาท ที่ต้องกันไว้เพื่อคืนบริษัท ว. แล้ว เป็นเงิน 100,000 บาท เต็มวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิตแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อีก แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงมีความรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2550

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4456/2550 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์สำนวนนี้ว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4456/2550 ดังกล่าวว่าโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ แต่คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,035,433 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 344,833 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 46,000 บาท และชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 15,610 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 7,610 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จยกฟ้องโจทก์ที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 4,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 600 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 400 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง) ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลฎีกา จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน บจ 1731 ตาก ไว้ต่อจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จำนวนเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิต ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาประกันภัย จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยลงสะพานต่างระดับแล้วเลี้ยวไปด้านขวาเพื่อกลับรถอย่างกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ก - 0214 ชลบุรี ที่แล่นตามมา พุ่งชนรถยนต์ของจำเลยที่ 1 จนนายบัญชา ซึ่งเป็นบุตรโจทก์ที่ 1 และซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กระเด็นจากรถ ศีรษะกระแทกพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถดังกล่าว ก่อนโจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีนี้ บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ได้จ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 แล้ว 50,000 บาท

ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า นอกจากเงินที่จำเลยที่ 2 วางต่อศาลชั้นต้นวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 เพื่อชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท แล้ว จำเลยที่ 2 ยังมีความรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อีกหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า รถจักรยานยนต์ที่นายบัญชา นั่งซ้อนท้ายมา มีการเอาประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไว้ต่อบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด หลังเกิดเหตุบริษัทดังกล่าวได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 50,000 บาท โดยจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล 15,000 บาท และจ่ายให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นค่าปลงศพ 35,000 บาท กรณีนี้ความเสียหายเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 เอาประกันภัยภาคบังคับไว้ต่อจำเลยที่ 2 โดยมีจำนวนเงินคุ้มครองกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต 100,000 บาท บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดแทนจำเลยที่ 1 ในจำนวนเงิน 50,000 บาท ที่จ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น จึงคงเหลือวงเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดอีก 50,000 บาท จำเลยที่ 2 วางเงิน 50,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อีก หากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดอีก 50,000 บาท โจทก์ที่ 1 จะได้รับค่าเสียหาย 150,000 บาท เกินจำนวนเงินคุ้มครองกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต และบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จะไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 2 ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 2 รับผิดเต็มวงเงินแล้ว นั้น เห็นว่า นายบัญชาซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เป็นผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต โดยเหตุเกิดจากจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัย เลี้ยวกลับรถด้วยความประมาทเลินเล่อ ทำให้รถจักรยานยนต์พุ่งชนรถยนต์ของจำเลยที่ 1 และนายบัญชาตกจากรถจักรยานยนต์ศีรษะกระแทกพื้น โจทก์ที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายบัญชาผู้ประสบภัยจึงมีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ประสบภัยจากรถที่บริษัทได้รับประกันภัยไว้ ให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย และในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์คันที่นายบัญชานั่งซ้อนท้ายมาได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท แล้ว เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับ ตามบทบัญญัติมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เช่นนี้ จำเลยที่ 2 ชอบที่จะกันเงิน 50,000 บาท ไว้เพื่อคืนแก่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ดังนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถจึงเหลือเพียง 50,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 วางเงินชำระต่อศาลชั้นต้นไว้แล้ว 50,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงิน 50,000 บาท ที่ต้องกันไว้เพื่อคืนบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด แล้ว เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งเต็มวงเงินคุ้มครองผู้ประสบภัย 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน สำหรับการเสียชีวิตตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อีก ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 วางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น จำเลยที่ 2 ยังคงมีความรับผิดในดอกเบี้ยของต้นเงิน 50,000 บาท จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ จำเลยที่ 2 จึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2550 รวมระยะเวลา 326 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 3,349.31 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเฉพาะดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,349.31 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 20 วรรคหนึ่ง ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมน เลิศยะโส
จำเลย — นายนพพร ศรีปาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายชาตรี พงษ์อาภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9386/2559
#606718
เปิดฉบับเต็ม

ชื่อสกุลที่ถูกต้องของลูกหนี้มีอยู่ในรายงานสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 7 ฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยที่ 7 เป็นทนายความ ควรมีความรอบคอบและระมัดระวังในการขอคัดข้อมูลประวัติบุคคลจากทางราชการเพื่อนำไปเป็นหลักฐานการฟ้องคดีล้มละลายซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 7 ไปขอคัดชื่อสกุลของโจทก์ มิใช่ของลูกหนี้ แล้วใช้แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่ไปขอคัดมาฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 7 ไม่มีความรอบคอบและระมัดระวังตามสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ทนายความ นับเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ครั้นเมื่อจำเลยที่ 7 รู้ในภายหลังว่าฟ้องลูกหนี้ผิดเป็นฟ้องโจทก์ แทนที่จำเลยที่ 7 จะถอนคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เพื่อลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้อง อันจะทำให้คำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เสร็จสิ้นไป แต่จำเลยที่ 7 กลับใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องโดยขอแก้ไขชื่อ ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ ซึ่งไม่อาจทำได้ และผลก็ไม่เหมือนกับการถอนคำฟ้อง การกระทำของจำเลยที่ 7 ในส่วนนี้นับว่าเป็นการทำโดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด การกระทำของจำเลยที่ 7 จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 จะกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของทางศาลด้วย เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดหาได้ไม่

จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของธนาคาร ก. จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานของธนาคาร ก. แต่ได้รับมอบหมายให้ทำงานให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 7 จึงเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวแทน

จำเลยที่ 5 เป็นทนายความของบริษัท พ. ซึ่งรับจ้างดำเนินคดีล้มละลายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยรับสำนวนต่อมาจากจำเลยที่ 7 ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 7 แก้ไขคำฟ้อง จำเลยที่ 5 มีหน้าที่ไปสืบพยานเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ จำเลยที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยาน ส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของตนแทนการซักถาม และส่งเอกสารซึ่งมีแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของลูกหนี้ที่ถูกต้องแล้วต่อศาล จึงเป็นการนำสืบถึงลูกหนี้ที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้ว มิใช่นำสืบว่าลูกหนี้คือโจทก์ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด น่าจะเกิดจากความผิดหลงที่ไปพิจารณาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของโจทก์อันสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 7 ฟ้องโจทก์แต่ไม่ถอนฟ้องกลับใช้วิธีการแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว ยังไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 5 ประมาทเลินเล่อ

เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา อายุความที่โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตาม ป.อ. มาตรา 95 ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ขณะคดีอาญายังไม่เด็ดขาด ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 46,452,692 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 39,830,846 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 นายวิชัย ไชยวงศ์ กับนางวนิดา ไชยวงศ์ สามีภริยากู้ยืมเงินและเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยได้จำนองทรัพย์สินซึ่งจำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 29688 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนี้คือบ้านเลขที่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประกัน ซึ่งบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นที่อยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้านของนายวิชัยและนางวนิดา ต่อมาทั้งสองไม่ชำระหนี้ ธนาคารเตรียมการฟ้องร้อง จึงไปขอคัดที่อยู่ของนายวิชัยและนางวนิดาที่สำนักทะเบียนเทศบาลนครเชียงใหม่ นายทะเบียนดำเนินการให้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 ซึ่งเป็นข้อมูลจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยระบุว่า นายวิชัย ไชยวงศ์ เกิดเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2508 อายุ 32 ปี มารดาชื่อแน่งน้อย บิดาชื่อบุญมา ที่อยู่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2530 ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 11 มีนาคม 2540 และนางวนิดา ไชยวงค์ เกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2504 อายุ 35 ปี มารดาชื่อดาว บิดาชื่อวิ ที่อยู่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2529 ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายเมื่อ 11 มีนาคม 2540 ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2540 ธนาคารโดยนายขวัญแก้ว เจริญศุข ทนายความ ฟ้องนายวิชัยและนางวนิดาต่อศาลชั้นต้นขอให้ชำระหนี้ 937,402.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 746,705.95 บาท หากไม่ชำระขอให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองและทรัพย์สินอื่นโดยแนบสำเนาสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเบิกเงินบัญชีและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันมาท้ายฟ้องด้วย ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3443/2540 ในวันฟ้องนั้นเองธนาคารโดยนายขวัญแก้วทนายความยื่นคำแถลงยืนยันว่าทั้งนายวิชัยและนางวนิดามีที่อยู่ตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่แนบท้ายคำแถลง หากส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ได้หรือไม่มีผู้รับก็ขอให้ปิดหมาย ปรากฏว่าทั้งตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันดังกล่าว ชื่อสกุลของทั้งนายวิชัยและนางวนิดาคือ ไชยวงค์ ถูกต้อง มิใช่ ไชยวงศ์ แต่คำฟ้องของธนาคารดังกล่าวระบุชื่อสกุลของทั้งนายวิชัยและนางวนิดาในช่องจำเลยและช่องขอยื่นฟ้องว่าไชยวงศ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องของชื่อสกุลจึงเริ่มตั้งแต่ฟ้องคดีแพ่งครั้งนั้นแล้ว และมิได้มีการแก้ไขให้ถูกต้อง จนกระทั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2540 ธนาคารกับนายวิชัยและนางวนิดาทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยทั้งสองยอมชำระเงินตามฟ้อง หากไม่ชำระยอมให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินซึ่งจำนองและทรัพย์สินอื่นตามคดีหมายเลขแดงที่ 5982/2540 โดยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ดี ตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี ระบุชื่อสกุลของนายวิชัยและนางวนิดาว่า ไชยวงศ์ ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ระบุว่าทุนจดทะเบียนแบ่งออกเป็น 600 ล้านหุ้น มีผู้อื่น 6 คน ซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 2 ถือหุ้นคนละ 1 หุ้น รวม 6 หุ้น นอกนั้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 1 จึงนับได้ว่าเป็นบริษัทในเครือของธนาคารดังกล่าว ในขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2543 นางวนิดา ไชยวงค์ เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลเป็น นางพรปวีณ์ จอมใจ วันที่ 19 เมษายน 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินซึ่งจำนอง วันที่ 1 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 กระทำกิจการต่าง ๆ แทนรวมทั้งดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีล้มละลาย และให้มีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการที่ได้รับมอบอำนาจได้ด้วย วันที่ 17 ธันวาคม 2547 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อนายวิชัย ไชยวงค์ และนางวนิดา ไชยวงค์ หรือนางพรปวีณ์ จอมใจ แก่จำเลยที่ 1 ทางจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของนายวิชัยและนางวนิดาแล้วทำรายงานไว้ ตามรายงานผลการดำเนินการสืบทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (วันที่ 13 กรกฎาคม 2548) ซึ่งในช่องลูกหนี้-ผู้ค้ำประกัน ระบุว่า นายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ นางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์หรือไชยวงศ์หรือจอมใจ (ผู้กู้ร่วม) ในช่องผลการดำเนินการ ระบุว่า ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 13 สาขา ไม่พบนายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่พบนางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์หรือไชยวงศ์หรือจอมใจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2548 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง มีผู้ซื้อได้ จำเลยที่ 1 คำนวณหนี้หลังจากหักที่ขายทอดตลาดออกไปแล้ว ยังคงเป็นหนี้ต้นเงิน 746,705.95 บาท และเมื่อรวมดอกเบี้ยเข้าด้วยแล้วเป็นหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,553,514.16 บาท วันที่ 21 เมษายน 2549 นางพรปวีณ์ จอมใจ เปลี่ยนชื่อสกุลจากจอมใจเป็น ซาโตะ ฝ่ายบังคับคดีบริษัทสำนักงานกฎหมายกรุงศรีอยุธยา จำกัด ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินและคัดสำเนาทะเบียนบ้านของลูกหนี้รายนายวิชัย ไชยวงศ์ และนางวนิดา ไชยวงศ์ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ถึงผู้จัดการฝ่าย ประจำฝ่ายบังคับคดี บริษัทสำนักงานกฎหมายกรุงศรีอยุธยา จำกัด ว่าดำเนินการแล้วไม่พบลูกหนี้ทั้งสองรายถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รายละเอียดปรากฏตามรายงานผลการดำเนินการสืบทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันดังกล่าว ได้ตรวจคัดและรับรองสำเนาทะเบียนบ้านนายวิชัยมาได้ 1 ฉบับ ส่วนสำเนาทะเบียนบ้านของนางวนิดา ไชยวงศ์ ไม่สามารถตรวจสอบและคัดรับรองได้ เนื่องจากไม่มีเลขประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของลูกหนี้ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2550 จำเลยที่ 7 ไปขอข้อมูลประวัติราษฎรสองคนจากเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 คนแรกคือนายวิชัย ไชยวงค์ ได้ข้อมูลประวัติมาซึ่งถูกต้อง ส่วนคนที่สอง แทนที่จำเลยที่ 7 ขอข้อมูลนางวนิดา ไชยวงค์ หรือนางปวีณ์ จอมใจ หรือนางปวีณ์ ซาโตะ กลับไปขอข้อมูลนางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งตรงกับชื่อและชื่อสกุลของโจทก์ ก็ได้ข้อมูลประวัติของโจทก์มา โดยโจทก์เกิดเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2506 อายุ 44 ปี มารดาชื่อจันทร์เพ็ญ บิดาชื่อดี ที่อยู่ 224/330 หมู่ที่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ สำนักทะเบียนอำเภอหางดง เข้ามาอยู่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร วันที่ 18 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 6 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 แต่งจำเลยที่ 7 เป็นทนายความ ตามสำเนาใบแต่งทนายความ วันเดียวกันจำเลยที่ 7 ในฐานะทนายความ ของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลางโดยฟ้องนายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ เป็นลูกหนี้ที่ 1 ในฟ้องระบุเลขประจำตัวประชาชนถูกต้อง และแทนที่จะฟ้องนางวนิดา ไชยวงค์ หรือนางพรปวีณ์ จอมใจ หรือนางพรปวีณ์ ซาโตะ ตามที่ถูกต้องแท้จริง กลับฟ้องโจทก์เป็นลูกหนี้ที่ 2 โดยในฟ้องระบุชื่อโจทก์ว่า นางวนิดา ไชยวงศ์ ระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ของโจทก์ตรงตามที่จำเลยที่ 7 ไปขอคัดมาดังกล่าว มูลหนี้ที่นำมาฟ้องคือมูลหนี้ที่ยังคงค้างอยู่หลังจากขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนองเป็นต้นเงิน 746,705.95 บาท เมื่อรวมดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 คิดถึงวันก่อนฟ้องล้มละลาย 1 วัน เข้าด้วยแล้วเป็นเงิน 1,828,281.49 บาท ศาลรับฟ้องและนัดพิจารณาในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ตามหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีล้มละลายหมายเลขดำที่ 14774/2550 วันที่ 7 มกราคม 2551 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 รองผู้จัดการฝ่ายบริหารงานคดีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กระทำกิจการต่าง ๆ แทนรวมทั้งดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีล้มละลาย และให้มีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการที่ได้รับมอบอำนาจได้ด้วย ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ โจทก์เป็นกรรมการบริษัทพลัส ไพร์ออริตี้ จำกัด โดยบริษัทมีโจทก์เป็นกรรมการเพียงผู้เดียว สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบกิจการรับติดตั้งป้ายโฆษณา ปูพื้นไม้ลามิเนตในอาคารและบ้านพักอาศัยในโครงการใหญ่ ๆ ทั่วประเทศไทย นำเข้าวัสดุอุปกรณ์จำพวกไม้ต่าง ๆ จากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในกิจการและจำหน่ายแก่ลูกค้าทั่วไปด้วย โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงจำเลยที่ 1 มีใจความว่า โจทก์ขอสินเชื่อต่อสถาบันการเงิน ทางสถาบันการเงินและคู่สัญญาทางธุรกิจของโจทก์ แจ้งโจทก์ว่าโจทก์อยู่ระหว่างถูกฟ้องล้มละลายโดยจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่เคยมีภาระหนี้หรือนิติกรรมอื่นใดกับจำเลยที่ 1 เลย ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลว่าโจทก์มีภาระหนี้และถูกฟ้องล้มละลายจากจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ประการใด ตรวจสอบแล้วแจ้งให้โจทก์ทราบเป็นลายลักษณ์เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากการที่โจทก์มีชื่อในการถูกฟ้องดังกล่าวส่งผลต่อทั้งตัวโจทก์และธุรกิจของโจทก์อย่างมาก และโจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ให้นายสุพจน์ไปขอคัดหรือถ่ายสำเนาสำนวนคำฟ้องคดีล้มละลายต่อศาลล้มละลายกลาง โจทก์ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยที่ 4 มอบอำนาจช่วงแก่ผู้รับมอบอำนาจช่วงหลายคนรวมทั้งจำเลยที่ 5 ให้มีอำนาจดำเนินคดีทั้งคดีแพ่ง คดีอาญาและคดีล้มละลายด้วย ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 5 อายุ 28 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง และเป็นทนายความด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับอาชีพทนายความ ได้ทำงานอยู่ที่บริษัทไพร์ม แอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด วันที่ 3 มีนาคม 2551 ทางจำเลยที่ 1 ไปขอข้อมูลประวัติราษฎรของนางพรปวีณ์ ซาโตะ จากเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ซึ่งปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 2 มีนาคม 2551 เกิดเมื่อ 1 ธันวาคม 2504 อายุ 46 ปี มารดาชื่อดาว บิดาชื่อวิ ที่อยู่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาอยู่เมื่อ 29 สิงหาคม 2545 ตามสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จำเลยที่ 7 ทำบันทึกลงวันที่ 5 มีนาคม 2551 รายงานผลคืบหน้าเสนอผู้เป็นหัวหน้างานกรณีชื่อลูกหนี้ที่ 2 มีใจความว่า ตามที่โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบเกี่ยวกับโจทก์ถูกฟ้องนั้น จำเลยที่ 7 ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ผิดจริง โดยลูกหนี้ที่ 2 ได้เปลี่ยนชื่อจากนางวนิดา ไชยวงศ์ เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ รายละเอียดตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร จึงเรียนมาเพื่อทราบและเห็นควรยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ผู้เป็นหัวหน้าสั่งในวันเดียวกันว่า ดำเนินการตามเสนอโดยเร็ว และแจ้งให้นางวนิดา ไชยวงศ์ ที่มิใช่ลูกหนี้ทราบด้วย ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์โดยจำเลยที่ 7 ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 โดยขอแก้ไขชื่อ ลูกหนี้ที่ 2 เลขประจำตัวประชาชน อายุ ที่อยู่ จากโจทก์เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ หรือ นางวนิดา ไชยวงศ์ และขอให้สั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่ลูกหนี้ที่ 2 อีกครั้ง ณ ภูมิลำเนาของลูกหนี้ที่ 2 ที่แก้ไขใหม่ หากไม่พบหรือไม่มีผู้รับหมายแทนก็ขอให้ปิดหมาย ค่าใช้จ่ายในการนำส่งหมายขอให้ศาลหักจากเงินวางประกันค่าใช้จ่ายในคดี พร้อมนี้เจ้าหนี้ ผู้แทนโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของลูกหนี้ที่ 2 มาด้วยแล้ว ศาลเพิ่งสั่งคำร้องนี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 ว่าอนุญาตให้แก้ฟ้อง ให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ที่ 2 ใหม่ ปิดหมายได้ ตามสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง และจำเลยที่ 7 มีหนังสือลงวันที่ 6 มีนาคม 2551 ถึงโจทก์ มีใจความว่า ตามที่โจทก์ได้ แจ้งให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบว่านางวนิดา ไชยวงศ์ ลูกหนี้ที่ 2 ในคดีล้มละลายหมายเลขดำที่ 14774/2550 เป็นบุคคลคนเดียว กับโจทก์หรือไม่ ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า บุคคลที่จำเลยที่ 1 ฟ้องมีชื่อและชื่อสกุลตลอดจนภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลเป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ ซึ่งเป็นบุคคลคนละคนกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้แจ้งศาล และมีโทรสารไปยังโจทก์เพื่อทราบแล้ว รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบ จึงเรียนมาเพื่อกราบขออภัยต่อโจทก์อีกครั้ง วันที่ 3 เมษายน 2551 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาจ้างบริษัทไพร์ม แอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำเนินคดีล้มละลาย หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 อนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไข คำฟ้อง ซึ่งเป็นการแก้ไขในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 รวมทั้งแก้ไขที่อยู่จากที่อยู่ของโจทก์เป็นที่อยู่ ของลูกหนี้ที่ 2 ที่แท้จริงด้วยดังกล่าวแล้ว แต่ทางศาลล้มละลายกลางยังคงออกหมายเรียก คดีล้มละลายและส่งสำเนาคำฟ้องไปยังโจทก์และที่อยู่ของโจทก์ ซึ่งก็คือตามหมายเรียกคดีล้มละลายลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 ระบุว่า หมายถึง นางวนิดา ไชยวงศ์ ลูกหนี้ที่ 2 ได้ส่งสำเนาคำฟ้องและเอกสารมาให้พร้อมหมายนี้ ตามที่ศาลนัดนั่งพิจารณาคดีที่ศาลล้มละลายกลางในวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 บัดนี้ ศาลสั่งยกเลิกนัดเดิม และได้กำหนดวันนัดนั่งพิจารณาคดีใหม่ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ในหมายเรียกระบุที่อยู่ว่า 224/330 หมู่ที่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าพนักงานศาลของศาลชั้นต้นนำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวไปส่งแทนศาลล้มละลายกลางโดยไปส่งที่บ้านเลขที่ 224/330 ซึ่งเป็นที่อยู่ของโจทก์ โดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2551 ต่อมาทางธุรการศาลล้มละลายกลางมีหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม 2551 ถึงธุรการศาลชั้นต้นว่า ตามที่ศาลล้มละลายกลางกำหนดนัด นั่งพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 นั้น ศาลล้มละลายกลางได้เลื่อนกำหนดนัดนั่งพิจารณาที่ศาลชั้นต้นไปในวันที่ 16 มกราคม 2552 เวลา 9.30 นาฬิกา ในการส่งหมายนัดซึ่งพิจารณาคดีที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 16 มกราคม 2552 แก่ลูกหนี้ที่ 2 นั้น ก็ยังคงส่งไปยังบ้านเลขที่ 224/330 ซึ่งเป็นที่อยู่ของโจทก์ และส่งโดยการปิดหมายนัดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2551 ทางฝ่ายจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์นั้น จำเลยที่ 7 ทำบันทึกลงวันที่ 6 มกราคม 2552 เสนอผู้เป็นหัวหน้ามีใจความว่า ศาลนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 16 มกราคม 2552 เห็นควรโอนคดีให้สำนักงานทนายนอก ผู้เป็นหัวหน้าสั่งให้ส่งสำนักงานทนายความของบริษัทไพร์ม แอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทรับคดีนี้ไปดำเนินการเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2552 บริษัทมอบหมายให้จำเลยที่ 5 เป็นผู้ดำเนินคดี และจำเลยที่ 5 รับคดีนี้มาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2551 และได้รับมอบหมายให้ดำเนินคดีล้มละลายนี้ต่อดังกล่าว ก็ได้ตั้งตนเองเป็นทนายความคดีล้มละลาย ตามสำเนาใบแต่งทนายความลงวันที่ 13 มกราคม 2552 ครั้นถึงวันนัดพิจารณาที่ศาลชั้นต้นในวันที่ 16 มกราคม 2552 ฝ่ายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีแต่จำเลยที่ 5 ผู้เดียวมาศาล ส่วนฝ่ายลูกหนี้ทั้งสองไม่มาศาล ศาลถือว่าลูกหนี้ทั้งสองขาดนัดพิจารณา ให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว มีพยานฝ่ายเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มาเบิกความ 1 ปาก ซึ่งก็คือจำเลยที่ 5 ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น และมีการส่งเอกสาร เป็นพยานหลักฐาน 15 ฉบับ คดีเสร็จการพิจารณาตามสำเนาบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นลงวันที่ 16 มกราคม 2552 สำเนารายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 16 มกราคม 2552 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นเองให้พิทักษ์ทรัพย์ของนายวิชัยลูกหนี้ที่ 1 และ นางวนิดา ไชยวงศ์ ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลล้มละลายกลางมีหนังสือ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 แจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ได้ระบุในส่วนของนายวิชัยลูกหนี้ที่ 1 ถูกต้อง แต่ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ระบุว่า นางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 224/330 หมู่ที่ 3 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ตามสำเนาแจ้งคำสั่งพิทักษ์เด็ดขาด ซึ่งตามที่ระบุในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 2 ดังกล่าวนั้นหมายถึงโจทก์ ผลก็คือโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมไม่ถูกต้อง เพราะอย่างน้อยศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2551 ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับลูกหนี้ที่ 2 จากโจทก์เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ ไปแล้ว ต่อมาได้มีการลงในเวปไซต์ของกรมบังคับคดี รายงานข้อมูลบุคคลล้มละลายว่า บุคคลล้มละลายเดือนกุมภาพันธ์ 2552 มีโจทก์รวมอยู่ด้วย ตามสำเนารายงานข้อมูลบุคคลล้มละลาย ต่อมาเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์โดยจำเลยที่ 5 ทนายความ ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 มีนาคม 2552 ต่อศาลล้มละลายกลางว่า เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในส่วนชื่อ ชื่อสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ที่ 2 ใหม่จากโจทก์เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ หรือนางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้ว แต่ตามสำนวนยังปรากฏชื่อชื่อสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ที่ 2 เดิมก่อนการแก้ไขคำฟ้อง ขอให้แก้ไข ในส่วนชื่อ ชื่อสกุลและเลขประจำตัวประชาชนของลูกหนี้ที่ 2 ให้ถูกต้องตามที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้วนั้นด้วย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า เป็นบุคคลเดียวกัน จึงอนุญาตให้แก้ไขตามที่ขอ โดยให้คัดคำสั่งฉบับนี้ทุกครั้งที่มีการคัดถ่ายคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จำเลยที่ 5 ยื่นคำแถลงลงวันที่ 26 มีนาคม 2552 ต่อศาลล้มละลายกลางว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 เจ้าพนักงานศาลแจ้งเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ให้นำส่งทะเบียนราษฎรของลูกหนี้ที่ 2 เพื่อใช้ประกอบการขอแก้ไขคำสั่งดังกล่าวจึงขอนำส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนางพรปวีณ์ ซาโตะ ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้าย วันที่ 24 มีนาคม 2552 ตามสำเนาคำแถลงและสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ศาลล้มละลายกลางมีหนังสือลงวันที่ 31 มีนาคม 2552 แจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ระบุในส่วนของนายวิชัยลูกหนี้ที่ 1 ถูกต้องเหมือนเดิม ในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ระบุว่า นางพรปวีณ์ ซาโตะ หรือนางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 454/18 ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยหมายเหตุว่า เป็นการแก้ไขหนังสือฉบับลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 และให้ยกเลิกฉบับเดิม (คือฉบับ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 นั่นเอง) ตามสำเนาหนังสือแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในการที่โจทก์ถูกฟ้องล้มละลายจนถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญาข้อหาเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามสำเนาคำฟ้องลงวันที่ 3 เมษายน 2552 สำหรับการประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศลงวันที่ 22 เมษายน 2552 ว่าศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ทั้งสอง โดยในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ตามประกาศก็คือโจทก์ ต่อมาประกาศลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2552 แก้ไขในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 เป็นนางพรปวีณ์ ซาโตะ ตามสำเนาประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ยื่นคำแถลงลงวันที่ 29 กันยายน 2552 ขอคัดถ่ายสำนวนคดีล้มละลายเพื่อใช้ประกอบในการดำเนินคดีอาญา ศาลล้มละลายกลางตรวจสำนวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ว่า การที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ที่ 2 ผิดคน จะขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่ได้ การที่ศาลรับฟ้องลูกหนี้ที่ 2 และอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ที่ 2 ตลอดจนนั่งพิจารณาและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ที่ 2 เด็ดขาด เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ชั้นรับฟ้องในส่วนลูกหนี้ที่ 2 เป็นต้นไป มีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะสำนวนลูกหนี้ที่ 2 ออกจากสารบบความ ให้เพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ตาม คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดฉบับลงวันที่ 16 มกราคม 2552 (คือเพิกถอนคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์เด็ดขาด) ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์คำสั่งนี้ ส่วนคดีอาญาที่ โจทก์ฟ้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นเลื่อนไปไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 13 ตุลาคม 2552 แต่พอถึงวันนัดโจทก์ขอเลื่อน อ้างเหตุเอกสารยังไม่ได้มา ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อน และเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานมาไต่สวนมูลฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ แล้วโจทก์มาฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 ต่อมาคดีอาญานั้นศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีอาญาจึงเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 7 ผู้เดียวทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการต้องร่วมรับผิดด้วย แต่คดีในส่วนของจำเลยที่ 7 ขาดอายุความ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้เดียวรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,530,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งเจ็ด มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย โจทก์ฎีกา

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อนี้ โจทก์มีนายสุพจน์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีแทน เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 7 ทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 มีจำเลยที่ 7 เบิกความว่า จำเลยที่ 7 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ พิจารณาคำเบิกความของนายสุพจน์และจำเลยที่ 7 ประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นดังกล่าว เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) โจทก์ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์และไม่ได้เป็นลูกหนี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)และจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ลูกหนี้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่เกี่ยวกับคดีนี้มีสองคนคือนายวิชัย ไชยวงค์ และนางวนิดา ไชยวงค์ สามีภริยา ซึ่งนางวนิดา ไชยวงค์ มิใช่โจทก์ แม้ชื่อลูกหนี้ของธนาคารคือนางวนิดา เหมือนกันกับชื่อโจทก์ แต่ชื่อสกุลไม่เหมือนกันโดยชื่อสกุลลูกหนี้ของธนาคารคือ ไชยวงค์ ส่วนชื่อสกุลโจทก์คือ ไชยวงศ์ กรณีจึงมิใช่ทั้งชื่อและชื่อสกุลเหมือนกันหรือพ้องกันดังที่ฝ่ายจำเลยอ้างและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและยิ่งเมื่อได้พิจารณาจากหลักฐานเดิมคือ สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ลูกหนี้ทั้งสองคนของธนาคารทำกับธนาคารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2538 ก็ระบุชื่อและชื่อสกุลลูกหนี้ของธนาคารว่า นายวิชัย ไชยวงค์ และ นางวนิดา ไชยวงค์ ถูกต้อง ต่อมาปี 2540 ธนาคารฟ้องลูกหนี้สองคนนี้ก็ได้แนบหลักฐานดังกล่าวมาท้ายฟ้อง แต่ในคำฟ้องระบุชื่อสกุลของลูกหนี้ของธนาคารทั้งสองคนว่า ไชยวงศ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ความไม่ถูกต้องของชื่อสกุลจึงเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นยื่นคำฟ้องคดีแพ่งครั้งนั้นแล้ว อันเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายธนาคาร ต่อมาเมื่อมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมในปีเดียวกัน ก็ระบุชื่อสกุลว่า ไชยวงศ์ ซึ่งก็ไม่ถูกต้องและก็ต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายธนาคาร ธนาคาร หาอาจปฏิเสธได้ไม่ ต่อมาปี 2547 จำเลยที่ 1 รับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ทั้งสองความรับผิดชอบของธนาคารดังกล่าวก็ย่อมโอนมายังจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ปี 2548 ทางจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของนายวิชัยและนางวนิดาแล้วทำรายงานไว้ในสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 ตามรายงานผลการดำเนินการสืบทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน (วันที่ 13 กรกฎาคม 2548) ซึ่งในช่องลูกหนี้-ผู้ค้ำประกัน ระบุว่า นายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ นางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์ หรือไชยวงศ์หรือจอมใจ (ผู้กู้ร่วม) ในช่องผลการดำเนินการ ระบุว่า ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดินในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 13 สาขา ไม่พบนายวิชัย ไชยวงค์หรือไชยวงศ์ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่พบนางวนิดาหรือพรปวีณ์ ไชยวงค์หรือไชยวงศ์หรือจอมใจ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ตามรายงานนี้อย่างน้อยแสดงว่า ชื่อสกุลของลูกหนี้ที่ธนาคารระบุในคำฟ้องคดีแพ่งเมื่อปี 2540 ว่า ไชยวงศ์ แล้ว ยังมีชื่อสกุล ไชยวงค์ อีกด้วย กับทั้งยังมีชื่อพรปวีณ์และชื่อสกุล จอมใจ อีกด้วย เมื่อได้ความว่ารายงานนี้อยู่ในสำนวนคดีของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 7 ฟ้องคดีล้มละลาย เช่นนี้ จำเลยที่ 7 ทนายความ ควรมีความรอบคอบและระมัดระวังในการขอคัดข้อมูลประวัติบุคคลจากทางราชการเพื่อนำไปเป็นหลักฐานการฟ้องคดีล้มละลายซึ่งเป็นคดีที่มีความสำคัญ ควรต้องขอคัดชื่อทั้งวนิดาและพรปวีณ์ ชื่อสกุลทั้งไชยวงค์ ไชยวงศ์และจอมใจ ซึ่งหากขอคัดดังกล่าวต้องรู้ว่าลูกหนี้ที่แท้จริงมิใช่โจทก์อย่างมิต้องสงสัย แต่ปรากฏว่า จำเลยที่ 7 ไปขอคัดมาเฉพาะชื่อและสกุลว่า นางวนิดา ไชยวงศ์ ซึ่งมิใช่ชื่อสกุลของลูกหนี้ธนาคารแต่เป็นชื่อสกุลของโจทก์เท่านั้น เพราะนางวนิดาที่เป็นลูกหนี้ธนาคารไม่มีชื่อสกุล ไชยวงศ์ แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 7 ใช้แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรที่ไปขอคัดมาฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นกรณีที่จำเลยที่ 7 ไม่มีความรอบคอบและระมัดระวังตามสมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ทนายความ นับเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ครั้นเมื่อจำเลยที่ 7 รู้ดีอยู่ในภายหลังว่าฟ้องลูกหนี้ธนาคารผิดไปเป็นฟ้องโจทก์ แทนที่จำเลยที่ 7 จะดำเนินการถอนคำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เพื่อลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องนั้น รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยอันจะทำให้คำฟ้องในส่วนที่ฟ้องโจทก์เสร็จสิ้นไป แต่จำเลยที่ 7 กลับใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องโดยขอแก้ไขชื่อ ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ ซึ่งไม่อาจทำได้ และผลก็ไม่เหมือนกับการถอนคำฟ้อง ทั้งชื่อของลูกหนี้และชื่อสกุลที่แก้ไขคำฟ้อง ก็เป็นชื่อและชื่อสกุลของโจทก์รวมอยู่ด้วย ทั้งที่ชื่อสกุล ไชยวงศ์ มิใช่ชื่อสกุลของลูกหนี้ธนาคารแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 7 ในส่วนนี้นับว่าเป็นการทำโดยผิดกฎหมาย ที่จำเลยที่ 7 ให้การและเบิกความว่า จำเลยที่ 7 ใช้ข้อมูลซึ่งเป็นคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งมาฟ้องคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์ขอให้ตรวจสอบ จำเลยที่ 7 ก็ตรวจสอบทันที เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นคนละคนกันก็ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตและให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่ลูกหนี้ที่แท้จริง จากนั้นได้มอบสำนวนให้ทนายความสำนักงานข้างนอกตามนโยบายของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 7 ก็ได้แจ้งทนายความสำนักงานข้างนอกด้วยแล้วว่าลูกหนี้ได้เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลและเป็นคนละคนกับโจทก์แล้วก็ดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ลูกหนี้ที่ 2 มีชื่อและชื่อสกุลเช่นเดียวกันกับโจทก์ไม่มีเหตุที่จะทำให้จำเลยที่ 7 สงสัยว่าชื่อและชื่อสกุลที่จำเลยที่ 7 ตรวจสอบก่อนฟ้องล้มละลายมิใช่ลูกหนี้ที่แท้จริง ทั้ง ๆ ที่ชื่อสกุลไม่ได้เป็นเช่นเดียวกันกับโจทก์ก็ดี ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยที่ 7 อุทธรณ์และแก้ฎีกาทำนองว่า เป็นความผิดของทางศาลด้วยที่คำพิพากษาตามยอมระบุชื่อสกุล ไชยวงศ์ และอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องนั้น เมื่อความไม่ถูกต้องของชื่อสกุลเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นยื่นคำฟ้องคดีแพ่งครั้งนั้นอันเป็นความรับผิดชอบของทางฝ่ายธนาคาร จนกระทั่งมาถึงจำเลยที่ 7 ที่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ได้ตรวจสอบให้ดีอันเป็นประมาทเลินเล่อ และขอแก้ไขคำฟ้องอันเป็นการทำโดยผิดกฎหมายเช่นนี้ จะกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดของทางศาลด้วย เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดต่อโจทก์หาได้ไม่ จำเลยที่ 7 จึงทำละเมิดต่อโจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 7 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ทั้งในฐานะนายจ้าง ในฐานะผู้รับมอบอำนาจและในฐานะส่วนตัวด้วย กล่าวคือ ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 4 และที่ 7 ที่เบิกความว่า รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นการที่จำเลยที่ 4 และที่ 7 ลงชื่อในเอกสารต่าง ๆ มิใช่เพียงลงชื่อเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 เพียงอย่างเดียว ต้องถือว่าลงชื่อในฐานะลูกจ้างด้วย ทั้งจำเลยที่ 4 ก็เบิกความอยู่ว่า จำเลยอื่น ๆ (ผู้มอบอำนาจ) ยังมีหน้าที่ติดตามดูแลหรือมีอำนาจควบคุมดูแลและติดตามความคืบหน้าของงานคดีด้วย นอกจากนี้ข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 มีอำนาจดำเนินคดี ให้มีอำนาจมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงทำการที่ได้รับมอบอำนาจได้ การใดที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามข้อความในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ยืนยันรับผูกพันเสมือนได้กระทำด้วยตนเอง ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และเมื่อจำเลยที่ 4 มอบอำนาจช่วงให้จำเลยที่ 5 ดำเนินคดีก็ระบุข้อความไว้ด้วยว่า การใด ๆ ที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงได้กระทำภายใต้หนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับนี้ ให้มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เสมือนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการด้วยตนเองทุกประการ เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจากผู้รับมอบอำนาจทำละเมิดต่อโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจก็ต้องร่วมรับผิดด้วยนั้นเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ที่ยกขึ้นกล่าวข้างต้น เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 รับผิดทั้งในฐานะนายจ้าง ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ และในฐานะผู้ทำละเมิดอันต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวด้วย จริงดังที่โจทก์ฎีกา ชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 มีจำเลยที่ 7 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 4 มีจำเลยที่ 4 เบิกความเป็นพยาน และจำเลยที่ 5 มีจำเลยที่ 5 เบิกความเป็นพยาน จำเลยที่ 7 เบิกความในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 7 ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความมาตั้งแต่ปี 2537 เพิ่งประกอบอาชีพทนายความเมื่อประมาณ 5 ถึง 6 ปี ที่ผ่านมา (เบิกความวันที่ 25 มกราคม 2554) จำเลยที่ 7 เป็นพนักงานของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) แต่ได้รับมอบหมายให้ทำงานให้จำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 มีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตามหนังสือรับรองและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จำเลยที่ 7 ได้รับเงินเดือนจากธนาคารดังกล่าว ไม่ได้รับค่าจ้างว่าความจากจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ประมาณปี 2550 ถึง 2552 จำเลยที่ 4 ทำงานอยู่ที่ธนาคารดังกล่าว ตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายบริหารงานคดี มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานของธนาคารและทนายความที่ว่าจ้างให้ดำเนินคดี จำเลยที่ 4 ได้รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 1 กับเบิกความด้วยว่า จำเลยที่ 7 เป็นทนายความได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 5 เบิกความว่า จำเลยที่ 5 มีอาชีพรับจ้างและเป็นทนายความด้วย ในส่วนที่เกี่ยวกับอาชีพทนายความได้ทำงานอยู่ที่บริษัทไพร์มแอสโซซิเอท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างดำเนินคดีล้มละลายให้จำเลยที่ 1 นอกจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากจำเลยที่ 4 แล้ว ยังได้รับมอบหมายจากบริษัทดังกล่าวให้ดำเนินคดีล้มละลายที่มีปัญหามาถึงคดีนี้ ดังนี้ ตามฟ้องและคำเบิกความดังกล่าวมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ด้วย จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวแทนด้วย จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำการในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 และตามพฤติการณ์ไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าทำละเมิดด้วย จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 4 และที่ 6 ตามพฤติการณ์ก็ไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าทำละเมิดไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวเช่นกัน สำหรับจำเลยที่ 5 มีข้อพิจารณาว่า จำเลยที่ 5 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ได้ความว่า แม้จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงมาจากจำเลยที่ 4 ด้วย แต่การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทนายความที่รับสำนวนต่อมาจากจำเลยที่ 7 ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 7 ทนายความ ฟ้องคดีล้มละลายและขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง และให้เลื่อนไปนัดนั่งพิจารณาในวันที่ 16 มกราคม 2552 ไว้แล้ว จำเลยที่ 5 จึงได้รับสำนวนมา โดยจำเลยที่ 5 ได้รับสำนวนมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2552 หน้าที่สำคัญของจำเลยที่ 5 คือไปสืบพยานเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ในวันที่ 16 มกราคม 2552 ซึ่งจำเลยที่ 5 ก็มาศาล ในการสืบพยานจำเลยที่ 5 อ้างตนเองเป็นพยาน ส่งบันทึกถ้อยคำ ยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของตนแทนการซักถาม และอ้างส่งเอกสารในคดีล้มละลาย 15 ฉบับ แล้วแถลงหมดพยาน เอกสาร 15 ฉบับ นั้น สั่งให้รวมไว้ในสำนวนคดีล้มละลาย ตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น มีข้อความด้วยว่าลูกหนี้ทั้งสองเป็นบุคคลธรรมดา มีภูมิลำเนาปรากฏตามแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ซึ่งเอกสารนี้มีข้อพิจารณาว่าเป็นแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรฉบับใด ในระหว่างฉบับของโจทก์กับฉบับของนางพรปวีณ์ ลูกหนี้ที่ 2 ของคดีล้มละลาย ทั้งนี้เนื่องจากภายหลังเอกสารได้สูญหายไปจากสำนวนคดีล้มละลาย พิจารณาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ที่ว่า ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้ลูกหนี้ที่ 2 อีกครั้ง ณ ภูมิลำเนาของลูกหนี้ที่ 2 ที่แก้ไขใหม่ เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ได้แนบแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ของลูกหนี้ที่ 2 มาด้วยแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีที่หลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง ทางศาลยังคงพิมพ์หมายเรียกและหมายนัดถึงโจทก์และระบุที่อยู่ของโจทก์กับส่งไปยังที่อยู่ของโจทก์และเอกสารสูญหายไปจากสำนวนคดีล้มละลายแล้ว น่าเชื่อว่าแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร ที่จำเลยที่ 5 อ้างส่งนั้นเป็นฉบับของนางพรปวีณ์ มิใช่ฉบับของโจทก์ เมื่อการที่ศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้จำเลยที่ 1 แก้ไขคำฟ้องตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 5 รับสำนวนมา น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 5 เข้าใจโดยสุจริตว่า เมื่อศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง การแก้ไขคำฟ้องก็เป็นอันชอบด้วยกฎหมาย การนำสืบพยานโดยจำเลยที่ 5 ที่กล่าวถึงลูกหนี้ที่ 2 ด้วยการส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของนางพรปวีณ์ จึงเป็นการนำสืบถึงนางพรปวีณ์ ที่ศาลอนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องแล้ว มิใช่นำสืบว่าลูกหนี้ที่ 2 คือ โจทก์ ดังนั้น การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด น่าจะเกิดจากความผิดหลงที่ไปพิจารณาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรของโจทก์ ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นการไม่ถูกต้องในการพิจารณาคดีหรือพิจารณาพยานหลักฐานอันสืบเนื่องมาจากที่ระบุชื่อสกุลในฟ้องคดีแพ่งเมื่อปี 2540 ผิดพลาด และมาจากกรณีที่จำเลยที่ 7 ฟ้องโจทก์แต่ไม่ถอนฟ้องทั้งที่รู้ว่าฟ้องผิดไปเป็นคนละคนกลับใช้วิธีแก้ไขคำฟ้องดังกล่าว จึงยังไม่ถนัดที่จะให้รับฟังว่าจำเลยที่ 5 ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 5 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ หรือไม่ และคำให้การของจำเลยที่ 7 ในส่วนที่ให้การว่าคดีขาดอายุความแล้วเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 1 ให้การว่า เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้มีสาเหตุมาจากจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลาย ซึ่งฟ้องเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 มีการแจ้งและการส่งหมายนัดแก่โจทก์หลายครั้ง ตลอดทั้งได้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาล เช่น การเบิกความ การแสดงหลักฐานที่โจทก์อ้างว่าได้นำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2552 ซึ่งโจทก์ล้วนได้รับทราบถึงวันนัดพิจารณาแล้ว จนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้คือวันที่ 9 มีนาคม 2553 เป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในมูลความผิดละเมิดตามฟ้องจึงขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 7 ให้การในประเด็นอายุความลอย ๆ เพียงว่า คดีขาดอายุความแล้วศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีอาญาด้วย ฟ้องของโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีอายุความ 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 และที่ 7 มิได้ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาด้วย จึงมีอายุความ 1 ปี โจทก์ทราบว่าโจทก์ถูกจำเลยที่ 1 ฟ้องเป็นคดีล้มละลาย โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ถึงจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลตามสำเนาหนังสือ วันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน นับถึงวันฟ้องคดีนี้ แต่ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ส่วนคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ขาดอายุความ 1 ปี แล้ว โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 ไม่ขาดอายุความ เพราะในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ยังไม่ได้ตรวจสอบถึงตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์จึงยังรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ครบถ้วน โดยจำเลยที่ 7 แจ้งว่าจะแก้ไขให้ ต่อเมื่อโจทก์ทราบว่าโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงตรวจสอบเพื่อฟ้องคดี จึงเพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน และสามารถนำอายุความ 10 ปี มาใช้กับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ได้ด้วย ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 7 จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 7 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และเมื่อศาลวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 7 ขาดอายุความ ฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการย่อมขาดอายุความด้วย ซึ่งปัญหาเรื่องอายุความศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังมิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีจำเลยหลายคนถูกฟ้องต่างคนต่างยื่นคำให้การ ตามปกติศาลก็ต้องพิจารณาคำให้การของจำเลยแต่ละคนเป็นหลัก ในการยื่นคำให้การว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ จำเล
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวนิดา ไชยวงศ์
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายภาคภูมิ ปิยะตระภูมิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเย็นดี มณฑีรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9375/2559
#607961
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน อันเป็นการสืบพยานเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นบังคับคดี มิใช่การสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่โจทก์และจำเลยพิพาทกัน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 มาใช้บังคับดังที่ผู้ร้องฎีกา เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิฉบับนี้โดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ อันเป็นเหตุเดียวกันกับคำร้องฉบับก่อนที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 495,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน นับแต่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับจนถึงวันครบกำหนดชำระ หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยอัตราเอ็มแอลอาร์บวก 1 ตามประกาศธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2541 และหลังจากนั้นให้คิดตามประกาศของโจทก์ในแต่ละช่วงจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2540 เป็นเงิน 585,958.90 บาท หักชำระดอกเบี้ยและต้นเงินตามลำดับในวันที่ชำระ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 325,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มแอลอาร์บวก 1 ตามประกาศของโจทก์แต่ละช่วงนับแต่วันที่ 9 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเอ็มแอลอาร์บวก 1 ตามประกาศของโจทก์แต่ละช่วงนับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยทั้งหมดต้องไม่เกินอัตราที่โจทก์คิดและขอตามคำฟ้อง เมื่อรวมความรับผิดของจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ 12312/2542 และคดีหมายเลขดำที่ 290/2543 ของศาลชั้นต้น (ถ้าหากมี) ต้องไม่เกินกว่าความรับผิดของจำเลยที่ 5 ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2659, 2660, 2664, 2689, 2786, 2787, 2857, 2866, 2867, 2868, 2922, 2923, 3472, 3473 และ 4034 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 16, 30, 72/11 และ 71/11 หมู่ที่ 3 ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 12677, 12711, 12712, 12713, 12714 และ 12720 ตำบลคลองมหานาค (ป้อมปราบศัตรูพ่าย) อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 213836 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์จำนำหุ้นของบริษัทไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์ คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาจำนำหุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบถ้วนแก่โจทก์ตามจำนวนความรับผิด กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

ศาลชั้นต้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์มาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้นถึงวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงตามคำร้อง และมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ในครั้งนี้โดยอาศัยเหตุเดียวกับคำร้องที่ยื่นในครั้งก่อน จึงเป็นเรื่องเดียวกับคำร้องฉบับก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนตามคำร้องฉบับแรก ถือว่าผู้ร้องขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะเหตุผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล มิใช่เป็นการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี คำร้องฉบับนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เห็นว่า การขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 200 หมายถึง การที่โจทก์หรือจำเลยที่ได้ยื่นคำให้การไว้ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ซึ่งวันสืบพยานดังกล่าวต้องเป็นวันสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีด้วย การที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนข้ออ้างของตนตามคำร้องในวันนัดไต่สวน อันเป็นการสืบพยานเพื่อเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นบังคับคดี มิใช่การสืบพยานในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่โจทก์และจำเลยพิพาทกัน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาโดยขาดนัดที่ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 มาใช้บังคับดังที่ผู้ร้องฎีกา เมื่อปรากฏว่าผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่งโดยอ้างว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีตามคำร้องของผู้ร้องแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) การที่ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิฉบับนี้โดยอ้างเหตุว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องหนี้ตามคำพิพากษาจากผู้เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ อันเป็นเหตุเดียวกันกับคำร้องฉบับก่อนที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 200 ม. 202
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบรรษัท
โจทก์ — บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางทัศนีย์ เจริญพรพานิชกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายเลิศชาย สุธรรมพร
ศาลอุทธรณ์ — นายฐนยศ คีรีนารถ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9367/2559
#606330
เปิดฉบับเต็ม

ในการท้ากันนั้น โจทก์และจำเลยไม่ได้ตกลงให้จำเลยดื่มน้ำสาบานและรับศีลห้าด้วย การดื่มน้ำสาบานและรับศีลห้าจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำท้า ส่วนการที่จำเลยต้องกล่าวคำสาบานให้โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และผู้อำนวยการฯ ได้ยินด้วยนั้น เป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งของคำท้า เมื่อปรากฏว่าจำเลยกล่าวคำสาบานโดยผู้อำนวยการฯ ได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยขณะอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร เมื่อผู้อำนวยการฯ แจ้งให้โจทก์เข้าไปใกล้จำเลยเพื่อจะได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลย ฝ่ายโจทก์กลับปฏิเสธว่าต้องการให้จำเลยพูดเสียงดังเพื่อให้ได้ยินทั่วกัน ถือว่าโจทก์ประสงค์จะให้บุคคลทั่วไปได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยด้วย ซึ่งมิใช่เป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของคำท้า และก็ไม่ได้กำหนดให้จำเลยกล่าวสาบานผ่านเครื่องขยายเสียง อันจะแปลเจตนาของคำท้าได้ว่าจำเลยต้องกล่าวคำสาบานให้บุคคลทั่วไปได้ยิน โจทก์ย่อมสามารถเข้าไปใกล้จำเลยได้ แต่ฝ่ายโจทก์กลับไม่เข้าไปใกล้เพื่อให้ได้ยินเสียงถ้อยคำสาบาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายเสียเปรียบกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขที่ฝ่ายโจทก์ต้องได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยด้วยนั้นไม่สำเร็จ ถือได้ว่าจำเลยสาบานตนตรงตามคำท้าครบถ้วน โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 13,707,877 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 13,364,350 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันว่า หากจำเลยกล้าสาบานว่า ก่อนและขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง จำเลยได้ให้โจทก์ดูแบบแปลนห้องพิพาทตามฟ้องแล้ว และจำเลยได้เคยบอกโจทก์ว่าตึกที่จะซื้อสร้างโดยผิดกฎหมาย โจทก์ยอมแพ้คดี หากจำเลยไม่กล้าสาบาน จำเลยยอมแพ้คดี

ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยได้สาบานตนตามคำท้าแล้ว โจทก์จึงเป็นฝ่ายแพ้คดี พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยสาบานตนตรงตามคำท้าหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันว่า หากจำเลยกล้าสาบานต่อหน้าพระสยามเทวาธิราชและศาลหลักเมืองว่า ก่อนและขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายตามฟ้อง จำเลยได้ให้โจทก์ดูแบบแปลนห้องพิพาทตามฟ้องแล้ว และจำเลยได้เคยบอกโจทก์ว่าตึกที่จะซื้อนั้นสร้างผิดกฎหมาย โจทก์ยอมแพ้คดี หากจำเลยไม่กล้าสาบาน จำเลยยอมแพ้คดี ในการสาบานโจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการจัดพิธีการสาบาน ศาลชั้นต้นให้ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลชั้นต้น (ผู้อำนวยการฯ) เป็นเจ้าหน้าที่ศาลดูกระบวนการสาบาน ทั้งนี้ ถ้อยคำสาบานที่จำเลยจะสาบานนั้นจะต้องให้โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้อำนวยการฯ ได้ยินด้วย ซึ่งในการดำเนินการสาบานได้ความจากรายงานของผู้อำนวยการฯ ว่า พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีให้จำเลยดื่มน้ำสาบานและรับศีลห้าจากพระสงฆ์ จำเลยไม่ดื่มน้ำสาบานและไม่พนมมือรับศีล ในการสาบานทางฝ่ายโจทก์จัดให้มีผู้นำสาบาน โดยให้จำเลยกล่าวตามผ่านเครื่องขยายเสียง โจทก์นั่งอยู่ที่เก้าอี้ด้านหลังที่จำเลยยืนสาบาน โดยมีระยะห่างจากจุดที่จำเลยยืนประมาณ 6 เมตร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์อยู่ในอาคารศาลหลักเมือง ซึ่งมีระยะห่างจากจุดที่จำเลยยืนประมาณ 16 ถึง 17 เมตร ผู้อำนวยการฯ อยู่ห่างจากจุดที่จำเลยยืนประมาณ 1 เมตร สามารถได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลย เมื่อผู้อำนวยการฯ ถอยหลังไปประมาณ 1.50 เมตร แต่ไม่ถึง 2 เมตร ได้ยินเสียงจำเลยไม่ชัดเจน โดยได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง และเมื่อผู้อำนวยการฯ เดินไปข้างหน้า โดยอยู่ห่างจากจุดที่จำเลยยืนอยู่ประมาณ 1.50 เมตร แต่ไม่ถึง 2 เมตร ก็ได้ยินเสียงจำเลยไม่ชัดเจน ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างเช่นกัน ขณะจำเลยกล่าวคำสาบาน ปากจำเลยไม่ตรงกับเครื่องขยายเสียง ทำให้เสียงจำเลยไม่ผ่านเข้าเครื่องขยายเสียง ผู้อำนวยการฯ ไม่แน่ใจว่าโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ยินคำสาบานหรือไม่ แต่เห็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้สัญญาณมือว่าไม่ได้ยินเสียงจำเลย ทนายโจทก์เข้าไปแจ้งให้จำเลยพูดเสียงดังขึ้น แต่จำเลยยังคงพูดเหมือนเดิม ผู้อำนวยการฯ สอบถามโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าเหตุใดไม่ยืนใกล้กับจำเลยเพื่อจะได้ยินเสียงคำสาบาน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์แจ้งว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากพิธีสาบานจำเลยต้องยืนอยู่หลังโต๊ะทำพิธี และต้องการให้จำเลยพูดเสียงดังเพื่อให้ได้ยินทั่วกัน เมื่อเสร็จสิ้นการสาบาน โจทก์และทนายโจทก์ยื่นบันทึกให้ถ้อยคำว่า ไม่ได้ยินคำสาบาน เห็นว่า ในการท้ากันนั้นโจทก์และจำเลยไม่ได้ตกลงให้จำเลยดื่มน้ำสาบานและรับศีลห้าด้วย การดื่มน้ำสาบานและการรับศีลห้าจึงไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคำท้า แม้จำเลยไม่ได้กระทำการดังกล่าว จะถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำท้าหาได้ไม่ ส่วนการที่จำเลยต้องกล่าวคำสาบานให้โจทก์หรือผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และผู้อำนวยการฯ ได้ยินด้วยนั้น เป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งของคำท้า ในข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 186 บัญญัติว่า ถ้าความสำเร็จแห่งเงื่อนไขจะเป็นทางให้คู่กรณีฝ่ายใดเสียเปรียบ และคู่กรณีฝ่ายนั้นกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขนั้นไม่สำเร็จ ให้ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกล่าวคำสาบานโดยผู้อำนวยการฯ ได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยในขณะอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร ส่วนโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่ได้ยินเพราะโจทก์อยู่ห่างไกลจากจำเลย แต่เมื่อผู้อำนวยการฯ แจ้งให้โจทก์เข้าไปใกล้จำเลยเพื่อจะได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลย ฝ่ายโจทก์กลับปฏิเสธโดยอ้างว่าต้องการให้จำเลยพูดเสียงดังเพื่อให้ได้ยินทั่วกัน แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้บุคคลทั่วไปได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยด้วย ซึ่งมิใช่เป็นข้อตกลงอันเป็นส่วนหนึ่งของคำท้า และข้อตกลงของคำท้าก็ไม่ได้กำหนดให้จำเลยกล่าวสาบานผ่านเครื่องขยายเสียงอันจะแปลเจตนาของคำท้าได้ว่าจำเลยต้องกล่าวคำสาบานให้บุคคลทั่วไปได้ยิน เมื่อฝ่ายโจทก์กล่าวอ้างว่าไม่สามารถเข้าไปใกล้จำเลยเพื่อให้ได้ยินถ้อยคำสาบานได้ เนื่องจากพิธีสาบานจำเลยต้องยืนอยู่หลังโต๊ะทำพิธี แสดงว่าฝ่ายโจทก์สามารถเข้าไปใกล้จำเลยได้ แต่โจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์กลับไม่เข้าไปใกล้จำเลยเพื่อให้ได้ยินเสียงถ้อยคำสาบาน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายเสียเปรียบกระทำการโดยไม่สุจริตจนเป็นเหตุให้เงื่อนไขที่โจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต้องได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยด้วยนั้นไม่สำเร็จ ถือว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จ อันหมายถึง โจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ยินถ้อยคำสาบานของจำเลยแล้วตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงสาบานตนตรงตามคำท้าครบถ้วน โจทก์ต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยดำเนินกระบวนการสาบานไม่ครบถ้วน ขอให้จำเลยสาบานใหม่โดยกำหนดรายละเอียดของพิธีสาบานให้ชัดเจนนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยสาบานตนตรงตามคำท้าและโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ เพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนลิน อรรถศิลปเลขา
จำเลย — นายสิทธาพจน์ เธียรภัทรนันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม แย้มสะอาด
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
รังสรรค์ กุลาเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9315/2559
#607126
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้องเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียว ผู้ร้องจะยื่นคำคัดค้านหรือไม่ก็ได้ และคำคัดค้านของผู้ร้องไม่ใช่คำให้การ ไม่อยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 177 ที่จะต้องยื่นภายในสิบห้าวันและแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของผู้ร้อง รวมทั้งเหตุแห่งการยอมรับหรือปฏิเสธ และศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดให้ผู้ร้องทำการคัดค้าน ทั้งการที่ผู้ร้องและทนายความของผู้ร้องมาศาลทุกนัด ยื่นบัญชีระบุพยาน ถามค้านผู้คัดค้านที่เบิกความในการไต่สวน และศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องนำพยานเข้าเบิกความและอ้างส่งพยานหลักฐานในการไต่สวนด้วยนั้น แสดงให้เห็นโดยปริยายว่าผู้ร้องมีเจตนาคัดค้านคำร้องของผู้คัดค้าน แม้ผู้ร้องจะมิได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องของผู้คัดค้าน แต่ก็เป็นคดีไม่มีข้อพิพาทที่ศาลอาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็น และวินิจฉัยชี้ขาดตามที่เห็นสมควรและยุติธรรม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 (2) จึงสมควรที่ศาลชั้นต้นจะฟังพยานหลักฐานของผู้ร้องประกอบการพิจารณาวินิจฉัยข้ออ้างของผู้คัดค้านด้วย กรณีมีเหตุสมควรที่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายจันทร์ ผู้ตาย ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง

ผู้ร้องไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางปรียนันท์ ผู้ร้อง ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และตั้งนายจตุพร ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยพยานหลักฐานของผู้ร้อง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง อ้างว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ผู้ร้องแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์มรดกโดยไม่ชอบ และผู้ร้องได้รับส่วนแบ่งจากการขายที่ดินที่ผู้ตายเป็นหุ้นส่วน แต่ผู้ร้องไม่แบ่งปันให้แก่ทายาท กลับยักยอกเงินจากการขายที่ดินทรัพย์มรดกและปิดบังข้อมูลทรัพย์มรดก การจัดการมรดกยังไม่แล้วเสร็จ อันเป็นการเสนอคดีฝ่ายเดียว ซึ่งผู้คัดค้านจะต้องนำพยานหลักฐานมาแสดงให้ศาลเห็นว่ามีเหตุตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างเกิดขึ้นจริง และเหตุนั้นเป็นเหตุที่สมควรจะถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนผู้ร้อง เว้นเสียแต่ว่าผู้ร้องยอมรับในข้อเท็จจริงใด ศาลอาจรับฟังข้อเท็จจริงนั้นโดยผู้คัดค้านไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาแสดง แต่ทั้งนี้ผู้ร้องจะยื่นคำคัดค้านเข้ามาหรือไม่ก็ได้ และคำคัดค้านของผู้ร้องไม่ใช่คำให้การ ไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 ที่ว่าจะต้องยื่นคำให้การภายในสิบห้าวันและแสดงโดยชัดแจ้งว่ายอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของผู้ร้อง รวมทั้งเหตุแห่งการยอมรับหรือปฏิเสธ ทั้งข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า หลังจากผู้คัดค้านยื่นคำร้องแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำเนาให้ผู้ร้อง แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดให้ผู้ร้องทำคำคัดค้าน ในวันนัดไต่สวนคำร้อง ผู้ร้องและทนายความของผู้ร้องมาศาลทุกนัด ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ทั้งได้ถามค้านผู้คัดค้านที่เบิกความในการไต่สวน และศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องนำพยานเข้าเบิกความและอ้างส่งพยานหลักฐานในการไต่สวนด้วย เช่นนี้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นได้โดยปริยายว่า ผู้ร้องมีเจตนาคัดค้านคำร้องของผู้คัดค้าน ทั้งผู้ร้องเป็นผู้ที่จะถูกถอนอำนาจในการจัดการมรดก ดังนี้ แม้คดีนี้ผู้ร้องจะมิได้ยื่นคำคัดค้านคำร้องของผู้คัดค้านก็ตาม แต่ก็เป็นคดีไม่มีข้อพิพาทที่ศาลอาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็น และวินิจฉัยชี้ขาดตามที่เห็นสมควรและยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 (2) เช่นนี้จึงสมควรที่ศาลชั้นต้นจะฟังพยานหลักฐานของผู้ร้องประกอบการพิจารณาวินิจฉัยข้ออ้างของผู้คัดค้านด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะกระทำได้ ที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยพยานหลักฐานของผู้ร้องโดยเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงนอกคำให้การ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อนี้และยกอุทธรณ์ของผู้ร้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา กรณีมีเหตุสมควรที่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 (2) ประกอบด้วยมาตรา 247 ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องข้ออื่นอีก

พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองแล้วย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 ม. 188 (2) ม. 243 (2) ม. 247
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางปรียนันท์ คณานุกูลรัตน์
ผู้คัดค้าน — นายจตุพร คณานุกูลรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว (ปากช่อง) — นางสาวนัทธรี จันทรประภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9313/2559
#607955
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดแต่เจ้ามรดกกับ ส. ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุตรของเจ้ามรดกจริงหรือไม่ หากเป็นบุตรจะมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว เป็นเรื่องที่ศาลสามารถปรับข้อกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำสืบพยานได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นแต่อย่างใด

แม้ผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่า เจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับ ส. อย่างไร เมื่อใด แต่มีสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้ามรดก เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้น ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ประกอบกับผู้คัดค้านใช้ชื่อสกุลเดียวกับเจ้ามรดกและหนังสือที่เจ้ามรดกมอบอำนาจให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนที่ดินระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตร จึงเป็นหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คัดค้านกับเจ้ามรดก และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์รับรองว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้ามรดก ฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้ามรดกรับรองแล้ว และถือเป็นผู้สืบสันดาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627

แม้ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในพินัยกรรมว่าลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของเจ้ามรดกจะเป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานผู้ตรวจ ซึ่งอธิบายให้เห็นว่าลายมือชื่อปัญหากับลายมือชื่อตัวอย่างมีคุณสมบัติการเขียนรูปร่างลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกันหลายจุดและสรุปความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลเดียวกันไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานผู้ตรวจรู้จักหรือมีสาเหตุกับคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมีการทำรายงานการตรวจพิสูจน์ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ทั้งลายมือชื่อตัวอย่างลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุด โดยไม่มีสะดุด ขณะลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมมีลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรทีละตัว คล้ายการลากเส้นช้า ๆ ตามตัวอย่างทำให้น้ำหนักลายเส้นมีลักษณะแข็งไม่อ่อนพลิ้วเหมือนลายมือชื่อตัวอย่าง ทั้งผู้ร้องไม่เคยโต้แย้งเอกสารที่ผู้คัดค้านขอส่งไปตรวจพิสูจน์ เพิ่งมากล่าวอ้างโต้แย้งเอกสารหลังจากปรากฏผลการตรวจพิสูจน์แล้ว ข้ออ้างของผู้ร้องจึงไม่อาจรับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชม ผู้ตาย ซึ่งทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายเฉลิมพลหรือธนพล ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายชม ผู้ตาย ร่วมกับผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า นายชม เจ้ามรดก ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2552 นายวัลลภ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับนางสุชิน และเจ้ามรดกทำพินัยกรรมลงวันที่ 27 มีนาคม 2547 ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้องเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมานายเฉลิมพลหรือธนพล ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้ามรดกกับนางสาวสมทรง ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย และเจ้ามรดกมิได้ทำพินัยกรรมไว้แต่อย่างใด ขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องโดยมิได้อ้างว่าเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้ามรดกรับรองแล้ว จึงเป็นเรื่องนอกประเด็น เห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านเกิดจากมารดาชื่อนางสาวสมทรง บิดาชื่อนายชม ตามสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้าน ผู้คัดค้านจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนายชมเจ้ามรดกและเป็นพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดาของผู้ร้อง ตามคำร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้ามรดกอันเกิดแต่นางสาวสมทรง ส่วนผู้คัดค้านจะเป็นบุตรของเจ้ามรดกจริงหรือไม่ หากเป็นบุตรจะมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นบุตรที่บิดารับรองแล้ว เป็นเรื่องที่ศาลสามารถปรับข้อกฎหมายตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการนำสืบพยานได้ ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกประเด็นแต่อย่างใด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการต่อมาว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้ามรดกรับรองแล้วหรือไม่ เห็นว่า แม้ฝ่ายผู้คัดค้านจะมิได้นำสืบในรายละเอียดว่า เจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวสมทรงอย่างไร เมื่อใด แต่ฝ่ายผู้คัดค้านมีสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้ามรดกเอกสารดังกล่าว เป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านใช้ชื่อสกุลเดียวกับเจ้ามรดกและยังได้ความจากหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ซึ่งผู้ร้องแถลงรับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ว่าเจ้ามรดกลงลายมือชื่อมอบอำนาจในเอกสารดังกล่าวจริง เป็นหนังสือที่นายชมเจ้ามรดกมอบอำนาจให้ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโฉนดที่ดิน ซึ่งนำมาทำโฉนดใหม่ และดำเนินการขายที่ดินให้แก่บริษัทผู้ซื้อในราคา 6,100,000 บาท โดยระบุในหนังสือมอบอำนาจว่าผู้คัดค้านเป็นบุตรชายของเจ้ามรดก จึงเป็นหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คัดค้านกับเจ้ามรดกและเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์รับรองว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของเจ้ามรดกเมื่อผู้ร้องไม่สามารถนำสืบพยานหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย และพยานหลักฐานอื่นของผู้คัดค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรที่เจ้ามรดกผู้เป็นบิดารับรองแล้ว และถือว่าผู้คัดค้านเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อผู้ร้องในคดีนี้ได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องประการต่อมาว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้หรือไม่ เห็นว่า แม้ผลการตรวจพิสูจน์จะเป็นเพียงความเห็นของเจ้าพนักงานผู้ตรวจ แต่เมื่อพิจารณารายงานการตรวจพิสูจน์แล้ว เจ้าพนักงานผู้ตรวจได้มีการถ่ายภาพขยายลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมเปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างในเอกสารหลายฉบับ ที่คู่ความแถลงรับกันว่าลายมือชื่อในเอกสารตัวอย่างเป็นลายมือชื่อแท้จริงของเจ้ามรดก และอธิบายให้เห็นว่าลายมือชื่อปัญหากับลายมือชื่อตัวอย่างมีคุณสมบัติของการเขียนรูปร่างลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกันหลายจุดและสรุปความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือของบุคคลคนเดียวกันไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานผู้ตรวจรู้จักหรือมีสาเหตุกับคู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะมีการทำรายงานการตรวจพิสูจน์ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ทั้งเมื่อศาลฎีกาได้ตรวจพิจารณาลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรม เปรียบเทียบกับลายมือชื่อตัวอย่างก็สามารถเห็นได้ว่า ลายมือชื่อตัวอย่างที่เจ้ามรดกลงไว้ในเอกสารต่าง ๆ หลายฉบับ แม้จะมีความแตกต่างกันในลีลาการเขียนของตัวอักษรอยู่บ้าง แต่ลายมือชื่อตัวอย่างล้วนมีลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งสิ้นสุด โดยไม่มีการสะดุด ในขณะที่ลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมจะมีลักษณะการลากเส้นของตัวอักษรทีละตัว คล้ายการลากเส้นช้า ๆ ตามตัวอย่างทำให้น้ำหนักลายเส้นของลายมือชื่อปัญหามีลักษณะแข็งไม่อ่อนพลิ้วเหมือนลายมือชื่อตัวอย่าง รายงานการตรวจพิสูจน์ของเจ้าพนักงานดังกล่าวข้างต้นจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง สำหรับเอกสารตัวอย่างที่ส่งไปตรวจเปรียบเทียบกับลายมือชื่อปัญหาในพินัยกรรมประกอบด้วยลายมือชื่อในสัญญาขายที่ดินเมื่อปี 2519 จำนวน 2 ฉบับ ลายมือชื่อในสัญญาจำนองที่ดินและหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองลงวันที่ 8 มิถุนายน 2532 จำนวน 4 ฉบับ บันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองลงวันที่ 10 ตุลาคม 2533 จำนวน 2 ฉบับ และหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กันยายน 2547 แม้เอกสารส่วนใหญ่ เจ้ามรดกจะลงลายมือชื่อไว้ก่อนการทำพินัยกรรมลงวันที่ 27 มีนาคม 2547 นานหลายปี แต่ก็มีหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 21 กันยายน 2547 ที่เจ้ามรดกลงลายมือชื่อไว้ในระยะเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาการทำพินัยกรรมที่สามารถนำมาตรวจเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารปัญหาและเอกสารตัวอย่างฉบับอื่น ๆ ได้ ทั้งผู้ร้องเองไม่เคยโต้แย้งเอกสารที่ผู้คัดค้านแถลงขอส่งไปตรวจพิสูจน์ดังกล่าว เพิ่งจะมากล่าวอ้างโต้แย้งเอกสารที่ผู้คัดค้านขอส่งไปตรวจพิสูจน์หลังจากปรากฏผลการตรวจพิสูจน์แล้วข้ออ้างของผู้ร้องจึงไม่อาจรับฟังได้ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องมีประจักษ์พยานคือนายสกล กับนายบรเมศร์ เบิกความยืนยันว่า รู้เห็นเหตุการณ์ที่เจ้ามรดกลงลายมือชื่อในพินัยกรรม ก็ปรากฏว่าประจักษ์พยานของผู้ร้องทั้งสองปากเบิกความถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่อ้างว่าได้รู้เห็นแตกต่างกันหลายประการ ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยเอาไว้โดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านนำสืบมามีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้ร้อง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมไว้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องทุกข้อล้วนฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของผู้คัดค้านอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 127 ม. 183
ป.พ.พ. ม. 1627
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวัลลภ พริ้งพงษ์
ผู้คัดค้าน — นายเฉลิมพลหรือธนพล พริ้งพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นางสาววรรณรวี ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยพงศ์ มุกดาเพชรรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9311/2559
#605726
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกร่วมกันจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่ น. พ. ว. และ ป. จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกอีกด้วย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับ น. พ. ว. และ ป. แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินมรดกทั้งสองแปลงตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 น. พ. ว. และ ป. ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26791 และเลขที่ 26792 แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อให้โจทก์ที่ 3 นำไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนแก่โจทก์ที่ 3 ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อไป ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 และ 60130 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ 32095 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกทั้งสิบเอ็ดแปลงดังกล่าว แล้วให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินดังกล่าวต่อไป ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีทั้งสองเรื่องโดยอ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกและขอให้แบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกแก่โจทก์ทั้งสามก็ตาม แต่คดีก่อนนอกจากโจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกแล้ว โจทก์ทั้งสามยังฟ้องบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกรวมมาด้วย โดยมูลคดีเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกนำที่ดินทรัพย์มรดกแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายกโอนขายให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสามเห็นว่าได้รับโอนที่ดินมรดกไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้แบ่งปันที่ดินทรัพย์มรดกที่จังหวัดนครนายกให้แก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นที่ดินมรดกคนละส่วนกับที่ดินในคดีนี้ ทั้งคดีดังกล่าวมีประเด็นจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่ามีเหตุจะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อเพิกถอนแล้วจึงจะนำมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทได้ ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งแยกและโอนที่ดินทรัพย์มรดกแปลงอื่นซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครให้แก่ตนเองรวมทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกด้วยกันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินทรัพย์มรดกที่กรุงเทพมหานครคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งทายาทอื่นที่ไม่มีอำนาจรับโอนที่ดินไว้โดยชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะเป็นที่ดินมรดกต่างแปลงและต่างท้องที่คนละส่วนกับที่ดินมรดกในคดีก่อนและคดีมีแต่เพียงประเด็นแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกันเท่านั้น มิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ตามเอกสารมีข้อความระบุว่า เจ้ามรดกมีความประสงค์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วน เนื้อที่ 26 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่เหลือมอบให้จำเลยที่ 2 จัดการเพื่อการกุศล แต่เจ้ามรดกขอเก็บผลประโยชน์ไปก่อนขณะยังมีชีวิต โดยในเอกสารไม่มีข้อความระบุว่าเป็นพินัยกรรมทั้งไม่มีข้อความระบุว่าเจ้ามรดกแสดงเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และมอบให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศลโดยให้มีผลเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วอีกด้วย ทั้งเอกสารมีการจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2541 ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลา 9 เดือนเศษ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกมีอาการป่วยหนักถึงขนาดทราบว่าตนเองจะถึงแก่ความตายแล้ว แต่อย่างใด นอกจากนี้หากเจ้ามรดกมีเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองไว้โดยทำพินัยกรรมแล้ว เจ้ามรดกก็น่าจะระบุถึงที่ดินแปลงอื่นของตนไว้ในเอกสารดังกล่าวให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะยกที่ดินแปลงใดให้แก่ทายาทรายใดให้เสร็จสิ้นไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างทายาทในการแบ่งปันทรัพย์มรดกในภายหลัง หาใช่ระบุไว้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 เพียงแปลงเดียวโดยปล่อยให้ที่ดินแปลงอื่นเป็นมรดกตกทอดไปยังบรรดาทายาทโดยธรรมเมื่อตนถึงแก่ความตายดังเช่นที่ปรากฏในเอกสารไม่ จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เจ้ามรดกเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ทำหนังสือดังกล่าวเท่านั้น โดยยังคงหวงแหนที่ดินแปลงอื่นของตนอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ และให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศล จึงไม่เข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646 และ 1647 เมื่อการให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 โดยไม่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้ามรดกว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองเพื่อตนเอง ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ จำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าโจทก์ทั้งสามรวมทั้งทายาทอื่นมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกอีกด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่ต้องจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกและแบ่งปันให้แก่บรรดาทายาทโดยธรรมให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทก็ดีและในฐานะผู้จัดการมรดกก็ดี ถือได้ว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งปันกันแทนทายาทโดยธรรมรวมทั้งโจทก์ทั้งสามผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ด้วย มิได้ครอบครองที่ดินมรดกตามฟ้องเพื่อตนเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้ามรดกว่า จะไม่ยึดถือครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นอีกต่อไป แต่ประสงค์จะครอบครองเพื่อตนเอง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 24392 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย หากไม่สามารถส่งมอบได้ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร แล้วให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ออกเป็นแปลงละ 8 ส่วนเท่า ๆ กัน ให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งที่ดินแต่ละแปลงคนละ 1 ใน 8 ส่วน เท่า ๆ กัน วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1364 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 32090, 32095, 243490, 243491 และ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และโฉนดที่ดินเลขที่ 23312, 60127, 60128, 60129, 60130 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายมาน เจ้ามรดก เพื่อจัดการมรดกตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้สืบสันดานของนายหมัด ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน ผู้สืบสันดานของนายซาฮัก ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน และผู้สืบสันดานของนายจำนงค์ ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน โดยโจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 7 ของส่วนที่ตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของนายหมัด โจทก์ที่ 2 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 9 ของส่วนที่ตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของนายซาฮัก และโจทก์ที่ 3 มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 9 ของส่วนที่ตกทอดแก่ผู้สืบสันดานของนายจำนงค์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2542 นายมาน เจ้ามรดกถึงแก่ความตายด้วยโรคชรา โดยไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใดและไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก เจ้ามรดกเป็นโสด บิดามารดาของเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก นายหมัด นายวีระ นายซาฮัก นายจำนงค์ และจำเลยทั้งสี่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก นายหมัด นายซาฮักและนายจำนงค์ถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายหมัดบิดารับรองแล้ว โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายซาฮักบิดารับรองแล้ว โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจำนงค์ โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแทนที่บิดาของตน เจ้ามรดกมีทรัพย์สินเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ32095 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 งาน 26 ตารางวา และ 1 งาน 87 ตารางวา ตามลำดับ โฉนดที่ดินเลขที่ 23312 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 1853 ตำบลโคกแฝด (หนองจอก) อำเภอหนองจอก (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 40 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 และ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 41 ตารางวา และ 1 ไร่ 1 งาน 9 ตารางวา ตามลำดับ หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยทั้งสี่ติดต่อขอรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 1853 และ 23312 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอก ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ 32095 ต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า เจ้ามรดกมีจำเลยทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมเท่านั้น วันที่ 8 สิงหาคม 2544 โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทายาทอื่นอีกหลายคนยื่นคำคัดค้านการขอรับมรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกและสาขาบางกะปิ เจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนเปรียบเทียบแล้ว วันที่ 24 ตุลาคม 2544 และวันที่ 4 กันยายน 2544 จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำขอรับมรดก วันที่ 11 ธันวาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8220/2544 วันที่ 15 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามคำสั่งศาลชั้นต้นจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 9 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32095 ออกเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 3 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 เนื้อที่ 31 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 เนื้อที่ 31 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 เนื้อที่ 62 ตารางวา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 32095 คงเหลือเนื้อที่ 62 ตารางวา วันที่ 6 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 ให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 ให้แก่จำเลยที่ 1 และแปลงคงโฉนดเลขที่ 32095 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 ออกเป็นที่ดินแปลงย่อยอีก 5 แปลง เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 เนื้อที่ 98 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 60130 เนื้อที่ 99 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 60131 เนื้อที่ 99 ตารางวา สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 คงเหลือเนื้อที่ 99 ตารางวา วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 ให้แก่จำเลยที่ 4 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60130 ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 60131 ให้แก่จำเลยที่ 2 และแปลงคงโฉนดเลขที่ 23312 ให้แก่จำเลยที่ 2 วันที่ 18 ตุลาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแล้วมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกแทน วันที่ 12 กรกฎาคม 2549 โจทก์ทั้งสามยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดนครนายก เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 771/2549 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตามส่วนที่พึงจะได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26791 และ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อให้โจทก์ที่ 3 นำไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 3 ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งทรัพย์มรดกต่อไป วันที่ 30 ตุลาคม 2550 ศาลจังหวัดนครนายกพิพากษาว่า ให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก คนละ 1 ใน 8 ส่วน แต่มิให้เกินคนละ 63.625 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26792 แก่โจทก์ที่ 3 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1155/2550

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 771/2549 ของศาลจังหวัดนครนายกหรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกร่วมกันจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้แก่นางสาวนงลักษณ์ นายพรณรงค์ นายวสันต์และนายประกาศิต จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ในคดีดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสาม แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26792 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกอีกด้วย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 26791 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนางสาวนงลักษณ์ นายพรณรงค์ นายวสันต์และนายประกาศิต แล้วพิพากษาให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 นางสาวนงลักษณ์ นายพรณรงค์ นายวสันต์ และนายประกาศิตร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 26791 และเลขที่ 26792 แก่โจทก์ที่ 3 เพื่อให้โจทก์ที่ 3 นำไปจดทะเบียนแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายต่อไป หากไม่สามารถส่งมอบได้ให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนแก่โจทก์ที่ 3 ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวต่อไป ส่วนคดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมรดกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 243492 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60129 และ 60130 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 และ 32095 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 23312 และ 60131 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243491 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 60127 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ดินโฉนดเลขที่ 243490 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 60128 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร ให้แก่จำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกทั้งสิบเอ็ดแปลง แล้วให้โจทก์ทั้งสามได้รับส่วนแบ่งตามส่วนที่พึงได้รับตามกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อจดทะเบียนแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก หากไม่สามารถส่งมอบได้ ให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ที่ 3 เพื่อดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินต่อไป ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีทั้งสองเรื่องโดยอ้างว่าเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกและขอให้แบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามก็ตาม แต่คดีก่อนนอกจากโจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกและทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกแล้ว โจทก์ทั้งสามยังฟ้องบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกรวมมาด้วย โดยมูลคดีเกิดจาก การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกนำที่ดินทรัพย์มรดกแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายกโอนขายให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากบุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสามเห็นว่าได้รับโอนที่ดินมรดกไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้แบ่งปันที่ดินทรัพย์มรดกที่จังหวัดนครนายกให้แก่โจทก์ทั้งสาม ซึ่งเป็นที่ดินมรดกคนละส่วนกับที่ดินในคดีนี้ ทั้งคดีดังกล่าวมีประเด็นจะต้องพิจารณาเสียก่อนว่า มีเหตุจะเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่บุคคลภายนอกหรือไม่ เมื่อเพิกถอนแล้วจึงจะนำมาแบ่งปันกันระหว่างทายาทได้ ส่วนคดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยทั้งสี่ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกร่วมกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งแยกและโอนที่ดินทรัพย์มรดกแปลงอื่นซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครให้แก่ตนเอง รวมทั้งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกด้วยกันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดินทรัพย์มรดกที่กรุงเทพมหานครคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งทายาทอื่นที่ไม่มีอำนาจรับโอนที่ดินไว้โดยชอบด้วยกฎหมายได้เพราะเป็นที่ดินมรดกต่างแปลงและต่างท้องที่คนละส่วนกับที่ดินมรดกในคดีก่อน และคดีมีแต่เพียงประเด็นแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทด้วยกันเท่านั้น มิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 771/2549 ของศาลจังหวัดนครนายกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการที่สองว่า โจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารมีข้อความระบุว่า เจ้ามรดกมีความประสงค์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วน เนื้อที่ 26 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ส่วนที่เหลือมอบให้จำเลยที่ 2 จัดการเพื่อการกุศล แต่เจ้ามรดกขอเก็บผลประโยชน์ไปก่อนขณะยังมีชีวิต โดยในเอกสารไม่มีข้อความระบุว่า เป็นพินัยกรรม ทั้งไม่มีข้อความระบุว่าเจ้ามรดกแสดงเจตนายกที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และมอบให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศลโดยให้มีผลเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วอีกด้วย ทั้งเอกสารมีการจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2541 ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลา 9 เดือนเศษ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าเจ้ามรดกมีอาการป่วยหนักถึงขนาดทราบว่าตนเองจะถึงแก่ความตายแล้วแต่อย่างใด นอกจากนี้หากเจ้ามรดกมีเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเองไว้โดยทำพินัยกรรมแล้ว เจ้ามรดกก็น่าจะระบุถึงที่ดินแปลงอื่นของตนไว้ในเอกสารให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะยกที่ดินแปลงใดให้แก่ทายาทรายใดให้เสร็จสิ้นไป ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างทายาทในการแบ่งปันทรัพย์มรดกในภายหลัง หาใช่ระบุไว้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 เพียงแปลงเดียวโดยปล่อยให้ที่ดินแปลงอื่นเป็นมรดกตกทอดไปยังบรรดาทายาทโดยธรรมเมื่อตนถึงแก่ความตายดังเช่นที่ปรากฏในเอกสารไม่ จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เจ้ามรดกเจตนายกที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 บางส่วนให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันที่ทำหนังสือเท่านั้น โดยยังคงหวงแหนที่ดินแปลงอื่นของตนอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ และให้จำเลยที่ 2 นำที่ดินส่วนที่เหลือไปจัดการเพื่อการกุศล จึงไม่เข้าลักษณะเป็นพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และ 1647 เมื่อการให้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เข้าไปครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 โดยไม่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้ามรดกว่า จำเลยที่ 2 ครอบครองเพื่อตนเอง ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกทั้งหมดย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมรวมทั้งโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาของตน การที่ทายาทคนใดคนหนึ่งเข้าครอบครองที่ดินมรดกดังกล่าวรวมทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างว่าครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 32090 ตราบใดที่ยังไม่ได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกกันระหว่างทายาทให้เสร็จสิ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทอื่นด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือจึงยังคงเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกร่วมกัน ที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2544 เมื่อโจทก์ทั้งสามทราบว่าจำเลยทั้งสี่ไปขอรับมรดกของเจ้ามรดกต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยโฉนดที่ดินทรัพย์มรดกทุกฉบับอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสี่ ถือว่าโจทก์ทั้งสามถูกจำเลยทั้งสี่โต้แย้งสิทธิในการรับมรดกและเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสี่แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นรวมถึงโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยทั้งสี่ครอบครองทรัพย์มรดกเพื่อตนแล้วนั้น ก็ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และทายาทอื่นอีกหลายคนทราบเรื่องขอรับมรดกของจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกและสาขาบางกะปิ ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินไต่สวนเปรียบเทียบแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ในวันที่ 24 ตุลาคม 2544 และวันที่ 4 กันยายน 2544 จำเลยทั้งสี่จึงยื่นคำขอยกเลิกคำขอโอนที่ดินมรดกตามที่ยื่นไว้ต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาหนองจอกว่า ผู้รับมรดกที่ดินยังมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว และทายาทของบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ยื่นคำขอรับมรดกด้วย จึงขอยกเลิกคำขอแล้วจะติดตามทายาทส่วนที่เหลือให้มารับมรดกร่วมกันในภายหลังเพื่อจะได้ตกลงแบ่งมรดกกันให้ถูกต้องต่อไป ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่าโจทก์ทั้งสามรวมทั้งทายาทอื่นมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกเช่นกัน ทั้งต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่ต้องจัดการรวบรวมทรัพย์มรดกและแบ่งปันให้แก่บรรดาทายาทโดยธรรมให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสี่ครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะทายาทก็ดี และในฐานะผู้จัดการมรดกก็ดี ถือได้ว่าเป็นการครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งปันกันแทนทายาทโดยธรรมรวมทั้งโจทก์ทั้งสามผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่ด้วย มิได้ครอบครองที่ดินมรดกตามฟ้องเพื่อตนเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้แสดงเจตนาไปยังทายาทโดยธรรมคนอื่นของเจ้ามรดกว่า จะไม่ยึดถือครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นอีกต่อไปแต่ประสงค์จะครอบครองเพื่อตนเอง การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองและจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง คดีโจทก์ทั้งสามจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 525 ม. 1646 ม. 1647 ม. 1748 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัชวาลย์ รัตนะ กับพวก
จำเลย — นายประสิทธิ์ รัตนศิลป์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีป บุตตะโยธี
ศาลอุทธรณ์ — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9309/2559
#608728
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานจำเลยร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38, 74 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 78 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยโยนวัตถุระเบิดขึ้นไปบนรถโดยสารสาธารณะ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นเองไว้ในครอบครองกับฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีเจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละอันแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวกันไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 38, 74

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางสาวรัชนิดา มารดาของนายนนทิวัชร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินคดี และค่าเสียหายอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเงิน รวมเป็นเงิน 1,744,196 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองกระทำผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมเรียกร้องสูงเกินส่วน และไม่มีพยานหลักฐานเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งหมด ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าสินไหมทดแทน

จำเลยที่ 2 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 38, 74 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองอายุ 19 ปี มีความรู้สึกผิดชอบแล้ว ไม่ลดมาตราส่วนโทษให้ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 35 ปี 12 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,224,196 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 28 พฤษภาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53, 76 แล้ว จำคุกคนละ 25 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นเองไว้ในครอบครอง แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันโยนวัตถุระเบิดดังกล่าวขึ้นไปบนรถโดยสารสาธารณะ (รถสองแถว) สาย 36 และเกิดระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้นายนนทิวัชร ผู้ตาย ถึงแก่ความตาย นางสาวสริตา ผู้เสียหายที่ 1 และนายสุวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนักนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้จากการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ประกอบขึ้นเองไว้ในครอบครองกับฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีเจตนาในการกระทำผิดเป็นคนละอันแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยทั้งสองกับพวกจะร่วมกันใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวโยนขึ้นไปบนรถยนต์โดยสาร การกระทำของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวกันไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น กับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งแล้ว จำคุกคนละ 2 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 17 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นางสาวรัชนิดา ชูวิชา
จำเลย — นายจิรัฐติหรือน๊อต อู๋จันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายทองพูน ตันอมาตยรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมศักดิ์ ขวัญแก้ว
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา