คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,186 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9949/2559
#606728
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว นอกจากทนายความทั้งสองฝ่ายมาศาล ยังปรากฏว่าตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาล และได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีทางดำเนินคดีต่อไปเพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไข หากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลา หนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมถึงที่สุด ไม่อาจที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังว่า คำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้

คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรสจำเลย เป็นคดีที่ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยต่างแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ต้องการผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษา ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ดังนั้น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่น้อยกว่าสองคนย่อมเป็นองค์คณะพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย และผู้พิพากษานั่งพิจารณาไม่ครบองค์คณะตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาเกินกำหนดเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ยื่นขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอ้างว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าขาดกันและแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2555 คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้วในวันดังกล่าว นอกจากทนายความทั้งสองฝ่ายจะมาศาล ยังปรากฏว่าตัวความทั้งสองฝ่ายมาศาลและได้ลงชื่อไว้ปรากฏอยู่ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไข หากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ทั้งนี้ภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาตามยอมนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมถึงที่สุด ไม่อาจที่จะเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นในภายหลัง โดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอม ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยประการต่อมาที่ว่า การพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบเพราะไม่มีผู้พิพากษาสมทบนั่งพิจารณาคดีให้ครบองค์คณะขัดต่อพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง โจทก์และจำเลยต่างแถลงร่วมกันต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ต้องการผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งไม่น้อยกว่าสองคนย่อมเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นควรสั่งให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 138 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง ม. 229
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 147 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวัลลภาหรือละออง พรมมาส
จำเลย — นายทินวุฒิหรือวิเชียร พรมมาส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี — นายปริญญา สิตะโปสะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายปลื้ม นวลนิ่ม
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
พิศล พิรุณ
นวลน้อย ผลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9881/2559
#607363
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตลอดอายุสัญญาเป็นรายปี คิดเป็นอัตราร้อยละของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การที่โจทก์ให้คู่สัญญาทั้งสามรายนำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระแล้วมาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้โจทก์ เป็นการกระทำที่มีผลเช่นเดียวกับการที่โจทก์นำเงินที่ได้รับจากคู่สัญญาทั้งสามรายบางส่วนไปจ่ายคืนให้แก่คู่สัญญาทั้งสามราย เพื่อให้คู่สัญญาทั้งสามรายนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภาษีสรรพสามิตตามที่คู่สัญญาทั้งสามรายมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่กรมสรรพสามิต อันเป็นการชดเชยค่าภาษีสรรพสามิตให้แก่คู่สัญญาทั้งสามราย โดยโจทก์เป็นผู้รับภาระค่าภาษีสรรพสามิตแทนคู่สัญญาทั้งสามราย เพื่อให้คู่สัญญาทั้งสามรายมีภาระที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาในอัตราเท่าเดิม โดยไม่มีการลดผลประโยชน์ตอบแทนหรือส่วนแบ่งรายได้ที่โจทก์จะได้รับจากคู่สัญญาทั้งสามราย ส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากคู่สัญญาทั้งสามรายยังมีครบถ้วนตามสัญญาเดิมและถือเป็นรายรับที่โจทก์ได้รับจริงจากการให้บริการตามสัญญา ซึ่งเป็นฐานภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 79 โจทก์จึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากคู่สัญญาทั้งสามรายตามมาตรา 77/2

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและคู่สัญญาทั้งสามรายไม่มีสิทธินำเอาค่าภาษีสรรพสามิตที่ชำระแล้วมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ คู่สัญญาทั้งสามรายต้องรับภาระภาษีสรรพสามิตเอง คู่สัญญาทั้งสามรายยังชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงยังไม่ได้รับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้นั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมิน เลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01372 ถึงเลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01377 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 6 ฉบับ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/79/2553 ถึงเลขที่ ภญ.(อธ.3)/84/2553 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2553 รวม 6 ฉบับ งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01372 ถึงเลขที่ ภพ.73.1-01009410-25511209-005-01377 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2551 รวม 6 ฉบับ และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.3)/79/2553 ถึง เลขที่ ภญ.(อธ.3)/84/2553 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2553 รวม 6 ฉบับ ในส่วนของเบี้ยปรับเป็นงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 30,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยโจทก์และจำเลยทั้งสี่มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เดิมโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ต่อมาแปรสภาพเป็นบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มีกระทรวงการคลังถือหุ้นเพียงผู้เดียว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 เดือนภาษีธันวาคม 2547 เดือนภาษีธันวาคม 2548 เดือนภาษีธันวาคม 2549 และเดือนภาษีธันวาคม 2550 พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,561,300,345 บาท อ้างว่าเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนหรือเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชน ได้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัททรูมูฟ จำกัด และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด กรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่หักออกจากค่าผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้แก่คู่สัญญาภาครัฐ คือโจทก์ ตามสัญญาสัมปทานหรือสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าผลประโยชน์ตอบแทน โจทก์จึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 ในอัตราร้อยละ 7.0 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 80 (2) ซึ่งโจทก์ไม่ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ จึงทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากเงินค่าภาษีสรรพสามิตดังกล่าว สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 5,282,726,102.10 บาท สำหรับเดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2547 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 19,144,434.70 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2547 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 5,282,726,102.10 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2548 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 6,796,487,131.54 บาท สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2549 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 7,263,768,419.72 บาท และสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2550 แสดงยอดขายไว้ขาดไปเป็นจำนวนเงิน 3,479,285,182.41 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษี มูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมตามจำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาด พร้อมเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89 (4) และเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,197,411,210.90 บาท โดยลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 80 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,819,445,682.78 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่โจทก์ยังไม่เห็นพ้องด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายนำไปชำระภาษีสรรพสามิตหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญากับคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย ได้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัททรูมูฟ จำกัด (เดิมชื่อบริษัทไวร์เลส คอมมูนิเคชั่นส์ เซอร์วิส จำกัด) และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด แล้ว คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายก็จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย นำมาแจ้งในรายงานภาษีขายของโจทก์และนำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 ถูกต้องตามกฎหมายตลอดมา ต่อมาวันที่ 28 มกราคม 2546 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดำเนินการเพื่อให้มีการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องนำส่งให้แก่โจทก์ หรือการสื่อสาร แห่งประเทศไทยหรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นผลให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อสิ้นปีดำเนินการลดลงเท่ากับค่าภาษีสรรพสามิตที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายได้ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปแล้วตลอดทั้งปี โดยที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายไม่มีผลกระทบเกี่ยวกับรายได้ เพราะเป็นการแปลงส่วนแบ่งรายได้บางส่วนไปเป็นภาษีสรรพสามิต ในวันที่ 27 มีนาคม 2546 โจทก์มีหนังสือไปยังคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย เพื่อแจ้งให้ทราบถึงแนวทางการปฏิบัติในการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ โดยให้นำจำนวนเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปแล้วตลอดทั้งปีมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์เมื่อสิ้นปีดำเนินการ ถือได้ว่าโจทก์และคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายได้ตกลงเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญากันใหม่โดยปริยาย อันมีผลผูกพันต่อกันและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่จำต้องทำเป็นบันทึกหรือแก้ไขข้อสัญญาแต่อย่างใด การที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายได้ทำการหักเอาค่าภาษีสรรพสามิตที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายชำระไปแล้วทั้งปีในอัตราร้อยละ 10 และค่าภาษีมหาดไทยในอัตราร้อยละ 1 ออกจากส่วนแบ่งรายได้ส่วนที่เกินจากอัตราขั้นต่ำที่ชำระแล้วทั้ง 4 งวด ตามสัญญาออกไปก่อน ซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้สัญญาสัมปทานที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายทำไว้กับโจทก์ โดยคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 20 เมื่อคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายหักค่าภาษีสรรพสามิตและค่าภาษีมหาดไทย รวมกันแล้วเป็นจำนวนร้อยละ 11 ออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้แก่โจทก์ คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจึงชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่โจทก์รวมทั้งปีเพียงจำนวนร้อยละ 9 เท่านั้น โจทก์จึงเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในเงินผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยที่ 1 จากฐานรายได้ที่โจทก์ได้รับจริงคือร้อยละ 9 เท่านั้น โจทก์จึงไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายนำไปชำระภาษีสรรพสามิต นั้น ปัญหานี้ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19) ถ้ามีด้วย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความรวมถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใดๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายที่ประกอบด้วย บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ คอมมูนิเคชั่น จำกัด บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (เดิมชื่อ บริษัทไวร์เลส คอมมูนิเคชั่นส์ เซอร์วิส จำกัด) และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด ต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตลอดอายุสัญญาเป็นรายปี คิดเป็นอัตราร้อยละของรายได้ตามเกณฑ์สิทธิจากการให้บริการตามสัญญานี้ ก่อนหักค่าใช้จ่าย ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการให้บริการในปีพิพาทอัตราร้อยละ 20 ซึ่งนายไชยยุทธ ผู้จัดการส่วนคดี 1 ประจำฝ่ายคดี 1 มีหน้าที่รับผิดชอบบริหารงานจัดการงานประจำของส่วนคดี 1 ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินคดีทั้งปวงให้แก่โจทก์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์โดยเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า ตามสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าที่โจทก์ทำกับคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย ได้แก่ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด บริษัทไวร์เลส คอมมูนิเคชั่นส์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัทดิจิตอล โฟน จำกัด ในสัญญาข้อ 6 ระบุว่า คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตลอดอายุสัญญาเป็นรายปี ในจำนวนที่คิดเป็นอัตราร้อยละของรายได้จากการให้บริการตามสัญญาก่อนหักค่าใช้จ่าย ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จากการให้บริการ ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีการแก้ไขสัญญาในเรื่องให้นำภาษีสรรพสามิตที่บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องจ่ายให้แก่รัฐมาหักออกจากค่าตอบแทนที่จะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ นอกจากนี้โจทก์มีหนังสือที่ กสท.603 (กต.) 739 ถึง 741 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2546 ถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายว่า โจทก์ขอให้บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายทราบว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 เห็นชอบแนวทางการดำเนินการเพื่อหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องนำส่งให้คู่สัญญาภาครัฐ ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ คือ ให้คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องชำระค่าภาษีโดยคำนวณค่าภาษีจากรายรับการให้บริการกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า และคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องจ่ายผลประโยชน์ขั้นต่ำให้แก่คู่สัญญาภาครัฐตามจำนวนและกำหนดเวลาตามสัญญาทุกไตรมาส และเมื่อสิ้นปีดำเนินการแต่ละปี คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งนี้ คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายมีสิทธินำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระแล้วดังกล่าวตลอดทั้งปี (ไม่รวมดอกเบี้ย ค่าปรับ หรือเงินเพิ่มใดๆ) มาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องจ่ายให้คู่สัญญาภาครัฐเมื่อสิ้นปีดำเนินการได้ ดังนั้น บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาเหมือนเดิม โดยต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามจำนวนและกำหนดเวลาตามสัญญาทุกไตรมาส และเมื่อสิ้นปีดำเนินการแต่ละปี บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยให้นำภาษีสรรพสามิตมาคิดตามจำนวนที่ได้ชำระให้แก่กรมสรรพสามิตไปแล้วตลอดทั้งปีนั้น มาคิดหักออกจากผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่มที่บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อสิ้นปีดำเนินการได้ ทั้งนี้ ขอให้บริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานการชำระภาษีให้กรมสรรพสามิตให้โจทก์ทุกเดือนด้วย นั้น แสดงให้เห็นว่าโจทก์ยังยึดถือข้อตกลงตามสัญญาเดิมที่กำหนดให้คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า แต่อย่างใด และกรณีดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าโจทก์กับคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายมีการตกลงแก้ไขเงื่อนไขเรื่องการจ่ายส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อสิ้นปีดำเนินการโดยไม่จำต้องแก้ไขสัญญาดังที่โจทก์อุทธรณ์ ด้วยเหตุนี้ การที่โจทก์ให้คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายนำเงินค่าภาษีสรรพสามิตที่ได้ชำระแล้วมาหักออกจากจำนวนเงินผลประโยชน์ตอบแทนที่คู่สัญญาภาคเอกชนต้องจ่ายให้คู่สัญญาภาครัฐดังกล่าว เป็นการกระทำที่มีผลเช่นเดียวกับการที่โจทก์นำเงินที่ได้รับจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายตามสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าบางส่วนไปจ่ายคืนให้แก่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย เพื่อให้คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระเป็นค่าภาษีสรรพสามิต ตามที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่กรมสรรพสามิต ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 อันเป็นการชดเชยค่าภาษีสรรพสามิตให้แก่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย โดยคู่สัญญาภาครัฐเป็นผู้รับภาระค่าภาษีสรรพสามิตดังกล่าวแทนคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย เพื่อให้คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายมีภาระที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์ตามสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าในอัตราเท่าเดิมเท่านั้น โดยไม่มีการลดผลประโยชน์ตอบแทนหรือส่วนแบ่งรายได้ที่โจทก์จะได้รับจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายตามสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่าที่พิพาทแต่อย่างใด ดังนั้น ส่วนแบ่งรายได้หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายยังมีครบถ้วนตามสัญญาเดิม และถือเป็นรายรับที่โจทก์ได้รับจริง อันเป็นมูลค่าที่โจทก์ในฐานะผู้ประกอบการได้รับจากการให้บริการตามสัญญาให้ดำเนินการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูล่า ซึ่งเป็นฐานภาษีสำหรับการให้บริการของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 79 โจทก์จึงต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/2 เมื่อโจทก์ไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ จึงทำให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มขาดไปตามที่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มทั้ง 6 ฉบับ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าภาษี มูลค่าเพิ่มโดยคำนวณฐานภาษีจากจำนวนผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญา ซึ่งรวมผลประโยชน์ตอบแทนในส่วนค่าภาษีสรรพสามิตที่คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องนำไปชำระกรมสรรพสามิตด้วยนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งต่อมาว่า โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตและคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายไม่มีสิทธินำเอาค่าภาษีสรรพสามิตที่ชำระแล้วมาหักออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องชำระแก่โจทก์ได้ คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายต้องรับภาระภาษีสรรพสามิตเองทั้งสิ้น หมายความว่า คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายยังชำระค่าส่วนแบ่งรายได้ให้แก่โจทก์สำหรับปีดำเนินการนั้นไม่ครบถ้วน โดยแต่ละปีดำเนินการยังคงชำระขาดไปเป็นจำนวนอัตราร้อยละ 10 ตามสัญญา โจทก์จึงยังไม่ได้รับค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้จากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย เนื่องจากการเรียกเก็บค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาจะเรียกเก็บพร้อมกับการนำส่งส่วนแบ่งรายได้ของคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายนั้น เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า มีเหตุงดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือที่ กสท.603 (กต.) 739 ถึง 741 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2546 ที่โจทก์มีถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย ระบุไว้เป็นที่ชัดเจนว่า คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนจนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา คู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามรายจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาเหมือนเดิม โดยต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามจำนวนและกำหนดเวลาตามสัญญาทุกไตรมาส และเมื่อสิ้นปีดำเนินการแต่ละปี บริษัทจะต้องชำระผลประโยชน์ตอบแทนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ย่อมแสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่า รายรับที่โจทก์ได้รับจากคู่สัญญาภาคเอกชนทั้งสามราย คือ ผลประโยชน์ตอบแทนเต็มจำนวนตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา การที่โจทก์ไม่นำเงินตามจำนวนดังกล่าวไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่ใช่การเข้าใจข้อกฎหมายผิด พฤติการณ์ของโจทก์ที่กล่าวมายังไม่เหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์มากไปกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาลดเบี้ยปรับให้ ดังนั้น ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มให้คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 80 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มไม่พิจารณางดหรือลดให้นั้นชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า กรณีของโจทก์มีเหตุอันสมควรที่จะงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ เพื่อบรรเทาความเสียหายของโจทก์ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 77/2 ม. 79
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546
พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9880/2559
#606726
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 104 บัญญัติว่า "ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น" ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 18 ได้บัญญัติลักษณะแห่งตราสารจำนำ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ถ้าการจำนำมิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท เมื่อตามสัญญาจำนำ ฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2545 ระบุว่า "ผู้จำนำเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นสามัญจำนวนหนึ่งอันเป็นหุ้นทุนซึ่งออกโดยบริษัท อ.ตามที่ปรากฏในเอกสารแนบท้าย 1 ของสัญญานี้ และผู้จำนำตกลงจะจำนำหุ้นกับผู้รับจำนำเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นต้นเงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าปรับ ค่าเสียหาย การใช้เงินคืน หรือเงินอื่นใด ("หนี้สิน") ที่บริษัท อ. ต้องชำระหรือจะต้องชำระให้กับผู้รับจำนำภายใต้สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้..." แสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาที่ประสงค์จะจำนำประกันหนี้ของบริษัท อ. เฉพาะหนี้ที่ระบุไว้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่บริษัท อ. จะต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าการจำนำรายนี้มิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ซึ่งกำหนดให้เสียค่าอากรแสตมป์เพียง 1 บาท ดังที่โจทก์อ้าง ฉะนั้น โจทก์ในฐานะผู้รับจำนำจึงต้องรับผิดชำระค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ของจำนวนหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) และหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร ฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2550 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.1)/3 ถึง 5/2554

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร เลขที่ อส.6-02010270-25500913-007-00001 ลงวันที่ 13 กันยายน 2550 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภญ.(อธ.1)/5/2554 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2554 โดยให้โจทก์รับผิดเสียค่าอากร 1 บาท พร้อมค่าเพิ่มอากร คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2539 ถึงปี 2540 โจทก์รับจ้างวางระบบและส่งมอบงานโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานใช้นอกสถานที่ในเขตกรุงเทพชั้นนอกให้แก่บริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด โดยบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ตกลงผ่อนชำระค่าจ้างเป็นระยะเวลา 3 ถึง 5 ปี ต่อมาบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ประสบปัญหาทางการเงินจนไม่สามารถชำระเงินค่าจ้างแก่โจทก์ได้ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 บริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด กับโจทก์ตกลงปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 1 ซึ่งมีมูลหนี้ 801,076,228.85 บาท และ 25,341,270.04 ดอลลาร์สหรัฐ โดยขยายระยะเวลาการชำระหนี้จากเดิม 3 ถึง 5 ปี เป็น 15 ปี และโจทก์ได้รับหลักประกันเป็นหุ้นบริษัทเอเชีย มัลติมีเดีย จำกัด จำนวน 277,000,000 หุ้น ตามหนังสือรับสภาพหนี้และสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 บริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด กับโจทก์ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 ซึ่งมีหนี้ค้างชำระในขณะนั้น จำนวน 1,750,670,097.83 บาท และจำนวน 1,506,750.24 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเงื่อนไขให้โจทก์คืนหลักประกันหุ้นสามัญบริษัทเอเชีย มัลติมีเดีย จำกัด ที่โจทก์รับจำนำไว้ และโจทก์ได้รับชำระหนี้ 250,000,000 บาท พร้อมหลักประกันใหม่เป็นหุ้นบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด 74,439,115 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 10 บาท ซึ่งบริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ถือหุ้น ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โจทก์เห็นว่าหุ้นที่เป็นหลักประกันใหม่มีมูลค่าน้อยกว่ามูลหนี้ 1,562,000,000 บาท โจทก์จึงจัดหาหลักประกันเพิ่มโดยขอให้บริษัทมิตซุย จำกัด ปลดจำนำหุ้นบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด 157,780,439 หุ้น ที่บริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด นำมาจำนำไว้แก่บริษัทมิตซุย จำกัด แล้วบริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด ได้นำหุ้นดังกล่าวมาจำนำต่อโจทก์ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายเงินค่าบริการในการจัดหาหลักประกัน 100,000,000 บาท ให้แก่บริษัทมิตซุย จำกัด เป็นการตอบแทน ตามสัญญาโอนหลักประกัน ต่อมาโจทก์นำรายจ่ายที่ชำระแก่บริษัทมิตซุย จำกัด 100,000,000 บาท ดังกล่าว มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมทั้งนำภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,000,000 บาท ที่บริษัทมิตซุย จำกัด เรียกเก็บจากโจทก์มาถือเป็นภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกันยายน 2545 แต่เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่ารายจ่ายค่าไถ่ถอนหุ้น 100,000,000 บาท เป็นการให้โดยเสน่หา และมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร จึงประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล 31,435,056.87 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 15,717,528.44 บาท เงินเพิ่ม 23,104,766.80 บาท รวม 70,257,352 บาท ตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์นำมาถือเป็นภาษีซื้อในเดือนกันยายน 2545 เป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร มีผลทำให้โจทก์แสดงภาษีซื้อไว้เกินไป 7,000,000 บาท จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,000,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 3,500,000 บาท และเงินเพิ่ม 6,300,000 บาท รวม 16,800,000 บาท ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ สัญญาจำนำฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2545 เป็นตราสารที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ มูลค่าหุ้นตามสัญญาจำนำ 2,322,195,540 บาท ซึ่งโจทก์ต้องรับผิดปิดอากรอัตรา 1 บาท ต่อทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท จึงประเมินเงินค่าอากร 1,116,098 บาท และค่าเพิ่มอากร 1,674,147 บาท รวม 2,790,245 บาท ตามหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีมติให้ยกอุทธรณ์ในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม กับให้โจทก์ชำระอากรเพิ่ม 45,000 บาท และเงินเพิ่มอากร 67,500 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า รายจ่ายจำนวน 100,000,000 บาท ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทมิตซุย จำกัด เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา หรือเป็นรายจ่าย

ซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ ตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า สืบเนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2542 ถึง 2545 ทำให้บริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ไม่สามารถชำระหนี้การค้าแก่โจทก์ได้ ต่อมามีการปรับ

โครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ฝ่ายข้างน้อยมีสัดส่วนหนี้เพียงร้อยละ 15 ไม่มีอำนาจต่อรองเรียกหลักประกันเพิ่มเติมให้เพียงพอกับจำนวนหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมด โจทก์ตกลงคืนหลักประกันเดิมเป็นหุ้นจำนำเพื่อแลกกับการได้รับชำระเงินสด 250,000,000 บาท พร้อมทั้งได้หลักประกันเป็นหุ้นจำนำใหม่ซึ่งเป็นหุ้นบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด 74,439,115 หุ้น ซึ่งโจทก์เห็นว่าหลักประกันใหม่มีมูลค่าไม่คุ้มกับจำนวนหนี้ที่เหลืออยู่จำนวนกว่า 1,562,000,000 บาท ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดหนี้สูญและเป็นไปตามแนวนโยบายของโจทก์ที่ต้องปฏิบัติตาม ประกอบกับลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการหาหลักประกันเพิ่มเติมให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงต้องหาหลักประกันเพิ่มเติมให้เพียงพอด้วยตนเอง โดยโจทก์ได้ขอแบ่งหุ้นประกันจากบริษัทมิตซุย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ซึ่งโจทก์ต้องจ่ายเงินค่าบริการ 100,000,000 บาท ให้แก่บริษัทมิตซุย จำกัด เพื่อไถ่ถอนหุ้นบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ที่บริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด จำนำต่อบริษัทมิตซุย จำกัด แล้วนำหุ้นดังกล่าวมาจำนำต่อโจทก์ การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้รับจำนำ มิใช่เป็นการชำระหนี้แทนลูกหนี้หรือการให้โดยเสน่หาดังที่จำเลยอ้าง ทั้งยังเป็นการปฏิบัติทางการค้าของบริษัทชั้นนำทั่วไปและเป็นธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงเช่นเดียวกับการประกันภัย การดำเนินการของโจทก์เป็นผลให้โจทก์ได้หุ้นหลักประกันมีมูลค่าสูงกว่ายอดหนี้ หากนำค่าบริการหักออกจากเงินสดที่โจทก์ได้รับจากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 แล้ว โจทก์ยังมีเงินคงเหลืออยู่อีก 150,000,000 บาท ดังนั้น รายจ่ายค่าบริการ 100,000,000 บาท จึงเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์อย่างแท้จริง ย่อมไม่ต้องห้ามถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (3) และ (13) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี บัญญัติว่า "รายการต่อไปนี้ ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ...(3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา... (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือกิจการโดยเฉพาะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รายจ่ายที่จะนำมาคำนวณเพื่อหากำไรสุทธิได้นั้นต้องเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเองโดยเฉพาะ ซึ่งต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ตลอดจนเหตุผลจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ที่มีสัดส่วนหนี้เพียงร้อยละ 15 ของหนี้ทั้งหมดของบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ก็ตาม แต่ในการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 1 โจทก์ได้รับจำนำหุ้นบริษัทเอเชีย มัลติมีเดีย จำกัด จำนวน 277,000,000 หุ้น ไว้เป็นหลักประกัน มีมูลค่าทางบัญชีหุ้นละ 6.89 บาท คิดเป็นเงิน 1,908,530,000 บาท โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันที่มีสิทธิเหนือหุ้นอันเป็นหลักประกันดังกล่าว ดังนั้น ในการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 โจทก์ย่อมมีอำนาจเจรจาต่อรองให้ลูกหนี้หาหลักประกันใหม่มาให้เพียงพอได้ ตามนโยบายของโจทก์ เพราะหากโจทก์ไม่พอใจเงื่อนไขในการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 ทำให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ไม่สำเร็จจนต้องล้มละลายดังที่โจทก์อ้างแล้ว โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หุ้นจำนำแทนได้อยู่ ประกอบกับหุ้นที่นำมาจำนำใหม่เป็นหุ้นบริษัทลูกหนี้เอง โจทก์จึงน่าจะเรียกให้ลูกหนี้เป็นฝ่ายมีหน้าที่จัดหาหลักประกันใหม่ให้เพียงพอแก่จำนวนหนี้ของโจทก์ได้ หรือควรจะกำหนดให้ค่าใช้จ่ายในการ

ไถ่ถอนหุ้นจากเจ้าหนี้อื่นเพื่อจะนำมาเป็นหลักประกันใหม่แก่โจทก์นั้นตกเป็นภาระของฝ่ายลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้โจทก์ไม่ต้องจัดหาหลักประกันด้วยตนเองจนเกิดรายจ่ายพิพาทขึ้น อีกทั้งการที่โจทก์ปลดจำนำหุ้นโดยได้รับเงินสด 250,000,000 บาท แต่ต่อมากลับยอมจ่ายเงิน 100,000,000 บาท เพื่อให้ได้หุ้นมาจำนำเป็นหลักประกันอีก การกระทำของโจทก์จึงขัดแย้งกันเองและขัดต่อเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น ด้วยเหตุนี้ พฤติการณ์ของโจทก์เช่นนี้ได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนายบัณฑิต ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า เป็นการดำเนินการโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะเปลี่ยนหลักประกันที่ให้ไว้แก่โจทก์ จากเดิมซึ่งเป็นหุ้นบริษัทเอเชีย มัลติมีเดีย จำกัด เปลี่ยนมาเป็นหุ้นบริษัทลูกหนี้แทน อันเป็นความต้องการของบริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด ที่จะนำหุ้นบริษัทเอเชีย มัลติมีเดีย จำกัด ที่เคยจำนำไว้แก่โจทก์นั้น ไปใช้เป็นหลักประกันหนี้แก่เจ้าหนี้กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างหนี้ในครั้งที่ 2 กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่า การเปลี่ยนหลักประกันที่ให้แก่โจทก์เป็นผลประโยชน์ของบริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีส่วนได้เสียเกี่ยวพันกับบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ลูกหนี้ นอกจากนั้น หลักประกันใหม่ที่โจทก์ได้รับนี้ก็หาได้เป็นประโยชน์แก่โจทก์เทียบเท่ากับหลักประกันเดิมไม่ เนื่องจากเป็นหุ้นบริษัทลูกหนี้ที่อยู่ในสภาพขาดทุนสะสมและจำเป็นต้องหาทางปรับโครงสร้างหนี้เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งในที่สุดหลังจากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่ 2 เป็นเวลาเพียงไม่กี่เดือน หุ้นบริษัทลูกหนี้ก็มีมูลค่าทางบัญชีลดลงจาก 5.96 บาท ต่อหุ้น เหลือเพียง 0.54 บาท ต่อหุ้นเท่านั้น ดังนี้ เมื่อการไถ่ถอนหุ้นที่จำนำไว้แก่บริษัทมิตซุย จำกัด เป็นขั้นตอนหนึ่งในการเปลี่ยนหลักประกันของโจทก์เพื่อให้บริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด สามารถนำไปใช้ประกันแก่เจ้าหนี้รายอื่นได้สำเร็จลุล่วงไปได้ รายจ่ายที่เกี่ยวกับการไถ่ถอนหุ้นจากบริษัทมิตซุย จำกัด จึงควรจะเป็นภาระของบริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด หรือตัวลูกหนี้เอง หาใช่เป็นภาระของโจทก์ที่ต้องแบ่งเงินที่โจทก์ได้มา 250,000,000 บาท ไปจ่ายเป็นค่าบริการจัดหาหลักประกันใหม่ 100,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่เดิมโจทก์เคยมีหลักประกันเดิมอยู่แล้ว เช่นนี้ รายจ่ายจำนวน 100,000,000 บาท ที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทมิตซุย จำกัด จึงมิใช่รายจ่ายที่โจทก์จะต้องรับผิดชอบเอง ธุรกรรมดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ได้รับผลประโยชน์มากไปกว่าที่มีอยู่เดิม กรณีจึงเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงเป็นรายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ารายจ่ายดังกล่าวมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หาหรือไม่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป รายจ่ายของโจทก์ดังกล่าวไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ดังนั้น การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นการชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7,000,000 บาท ที่โจทก์นำมาถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีกันยายน 2545 เป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อรายจ่ายค่าบริการ 100,000,000 บาท เป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์แล้ว ภาษีซื้อ 7,000,000 บาท ที่โจทก์ถูกเรียกเก็บจากการรับบริการจัดหาหลักประกันดังกล่าว ย่อมถือเป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอย่างแท้จริง มิใช่เป็นภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการ ตามมาตรา 82/5 (3) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในส่วนภาษีซื้อ 7,000,000 บาท นั้น มาจากรายจ่ายที่ฟังยุติตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในเบื้องต้นแล้วว่า รายจ่ายของโจทก์จำนวน 100,000,000 บาท เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ จึงต้องถือว่าเป็นรายจ่ายไม่เกี่ยวข้องกับกิจการของโจทก์โดยตรง ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายต้องห้ามดังกล่าวย่อมเป็นภาษีซื้อต้องห้ามไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 82/5 (3) ประกอบข้อ 4 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 17) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/5 (1) (2) (3) และ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2534 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยข้อนี้มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

ส่วนปัญหาสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น โจทก์มิได้ยกปัญหาดังกล่าวเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทไว้ในคำฟ้อง ทั้งมิได้มี

คำขอท้ายฟ้องให้งดหรือลดเบี้ยปรับอีกด้วย ปัญหาว่ามีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับหรือไม่จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา

คดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า สัญญาจำนำหุ้นระหว่างโจทก์กับบริษัทเทเลคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นการจำนำที่มิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ อันจะต้องรับผิดชำระค่าอากรแสตป์อัตรา 1 บาท ต่อจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ของมูลค่าหุ้นที่จำนำ ตามการประเมินหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ในการพิจารณาว่าสัญญาจำนำกรณีใดจะเป็นสัญญาที่มีการจำกัดจำนวนหนี้ไว้หรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญารวมทั้งบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

แม้สัญญาจำนำและเอกสารแนบท้ายจะไม่มีข้อความใดระบุถึงหนี้จำนำหรือวงเงินที่จำนำไว้ แต่ความ

รับผิดของผู้จำนำตามสัญญาจำนำคงมีจำกัดจำนวนหนี้ไว้เพียงเท่ากับมูลค่าของทรัพย์สินที่นำมาจำนำ เมื่อโจทก์รับจำนำหุ้นคิดเป็นมูลค่าหุ้น 2,322,195,540 บาท และข้อ 11 ของสัญญาระบุให้รายได้ใด ๆ

จากการขายหุ้น โจทก์สามารถนำมาชำระหนี้ได้ทั้งหมด โดยมิได้มีข้อความว่า ถ้าบังคับจำนำแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนำยอมรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดจนครบ ถือได้ว่าสัญญาจำนำมีการจำกัดจำนวนหนี้ไว้ตามมูลค่าหุ้นที่ระบุในสัญญาจำนำ โจทก์ในฐานะผู้รับจำนำจึงต้องรับผิดชำระค่าอากรแสตมป์

อัตรา 1 บาท ต่อจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ของมูลค่าหุ้นที่จำนำ2,322,195,540 บาท นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 บัญญัติว่า "ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น ซึ่งตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 18 ได้บัญญัติลักษณะแห่งตราสารจำนำ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ถ้าการจำนำมิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 1 บาท เมื่อตามสัญญาจำนำ ฉบับลงวันที่ 29 สิงหาคม 2545 พร้อมคำแปล ระบุว่า "ผู้จำนำเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นสามัญจำนวนหนึ่งอันเป็นหุ้นทุนซึ่งออกโดยบริษัทเอเชีย ไวร์เลส

คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ของสัญญานี้ และผู้จำนำตกลงจะจำนำหุ้นกับผู้รับจำนำเพื่อเป็นหลักประกันการชำระเงินทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นต้นเงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าปรับ ค่าเสียหาย การใช้เงินคืน หรือเงินอื่นใด ("หนี้สิน") ที่บริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ต้องชำระหรือจะต้องชำระให้กับผู้รับจำนำภายใต้สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้..." แสดงให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาที่ประสงค์จะจำนำประกันหนี้ของบริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เฉพาะหนี้ที่ระบุไว้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่บริษัทเอเชีย ไวร์เลส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด จะต้องชำระให้แก่โจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าการจำนำรายนี้มิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ดังที่โจทก์อ้าง ฉะนั้น โจทก์ในฐานะผู้รับจำนำจึงต้องรับผิดชำระค่าอากรแสตป์ 1 บาท ต่อจำนวนหนี้ทุก 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท ของจำนวนหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่ามูลค่าหุ้นจำนำที่จำเลยกำหนดนั้นสูงกว่าจำนวนหนี้ตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ การประเมินของจำเลยในส่วนนี้จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจิรฉวี อินทจาร
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9857/2559
#606331
เปิดฉบับเต็ม

อนุญาโตตุลาการสืบพยานของคู่พิพาทเสร็จแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างของ ช. มีหน้าที่ขนไก่ขึ้นลงจากรถ วันเกิดเหตุหลังจากส่งไก่เสร็จแล้ว ช. จะไปซื้อหญ้าที่อำเภอองครักษ์มาปลูกที่บ้าน ผู้ตายขอไปด้วยเพราะรู้จักสถานที่ จึงโดยสารมาในรถ ระหว่างที่ ช. ขับรถยนต์พาผู้ตายกลับบ้าน เกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ถือว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นในระหว่างทางการที่จ้าง ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเดินทางไปกับ ช. หลังจากเสร็จสิ้นการส่งไก่ ไม่ใช่ทางการที่จ้าง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ไม่ใช่กรณีที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (1) (2) วรรคสาม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องอีกข้อหนึ่งว่า ตามเงื่อนไขท้ายกรมธรรม์ หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านไม่อาจยกความไม่สมบูรณ์ของกรมธรรม์หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก เพื่อปฏิเสธความรับผิดนั้น แต่เงื่อนไขท้ายกรมธรรม์หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 1.1 วรรคท้าย ระบุว่า บุคคลภายนอกไม่รวมถึงผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายต้องรับผิดตามกฎหมายตลอดจนลูกจ้างในทางการที่จ้างของผู้ขับขี่ ผู้ตายจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกตามความหมายในเงื่อนไขกรมธรรม์ข้อนี้ ผู้คัดค้านย่อมไม่ถูกห้ามปฏิเสธความรับผิดตามเงื่อนไขข้อ 8 ที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ขัดต่อข้อสัญญา การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) (2) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านให้ยกคำร้อง

คู่ความแถลงขอให้ศาลวินิจฉัยโดยไม่ต้องสืบพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ สืบพยานของคู่พิพาทเสร็จแล้ว รับฟังข้อเท็จจริงว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างของนายชุติพันธ์ มีหน้าที่ขนไก่ขึ้นลงจากรถ วันเกิดเหตุหลังจากส่งไก่เสร็จแล้ว นายชุติพันธ์จะไปซื้อหญ้าที่อำเภอองครักษ์มาปลูกที่บ้าน ผู้ตายขอไปด้วยเพราะรู้จักสถานที่ จึงโดยสารมาในรถ ระหว่างที่นายชุติพันธ์ขับรถยนต์พาผู้ตายกลับบ้าน เกิดอุบัติเหตุเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ถือว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นในระหว่างทางการที่จ้าง ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 1.1 วรรคท้าย ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเดินทางไปกับนายชุติพนธ์หลังจากเสร็จสิ้นการส่งไก่ ไม่ใช่ทางการที่จ้าง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ไม่ใช่กรณีที่ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 (1) (2) วรรคสาม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของผู้ร้องอีกข้อหนึ่งว่า ตามเงื่อนไขท้ายกรมธรรม์ หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 8 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านไม่อาจยกความไม่สมบูรณ์ของกรมธรรม์หรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก เพื่อปฏิเสธความรับผิดนั้น แต่เงื่อนไขท้ายกรมธรรม์หมวดการคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ข้อ 1.1 วรรคท้าย ระบุว่า บุคคลภายนอกไม่รวมถึงผู้ขับขี่ที่เป็นฝ่ายต้องรับผิดตามกฎหมายตลอดจนลูกจ้างในทางการที่จ้างของผู้ขับขี่ ผู้ตายจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกตามความหมายในเงื่อนไขกรมธรรม์ข้อนี้ ผู้คัดค้านย่อมไม่ถูกห้ามปฏิเสธความรับผิดตามเงื่อนไข ข้อ 8 ที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดว่าผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงไม่ขัดต่อข้อสัญญา การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 (1) (2) วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 (1) ม. 40 (2) ม. 40 วรรคสาม ม. 45 (1) ม. 45 (2) ม. 45 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายลพ แตงชุ่ม กับพวก
ผู้คัดค้าน — บริษัทแอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวราวุธ ถาวรศิริ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9855/2559
#606710
เปิดฉบับเต็ม

แม้ใบรับขนสินค้าของจำเลยที่ 1 มีข้อความท้ายสุดว่า "สินค้าที่ไม่ได้ประเมินราคา เมื่อเกิดความชำรุดหรือเสียหายจะชดใช้ไม่เกิน 500 บาท" ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมด้วย ข้อจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 625 จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดเต็มจำนวนที่สินค้าเสียหายจริงคือ 34,527.50 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทรัพย์ 1 กล่อง มูลค่า 34,527.50 บาท หากไม่สามารถคืนได้ให้ชดใช้ราคาเป็นเงิน 34,527.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และค่าเสียหายเป็นเงิน 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระให้โจทก์เสร็จสิ้นกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์แล้วดำเนินการต่อไป

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 36,527.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะร่วมกันชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถึงแม้ใบตราส่งจะมีข้อความยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไว้ก็ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 เพราะไม่ปรากฏว่าผู้ส่งสินค้ารายนี้ได้แสดงความตกลงยินยอมไว้โดยชัดแจ้งเกี่ยวกับข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดนั้นด้วย และการที่ผู้ส่งสินค้ายอมรับใบตราส่งไปจากผู้ขนส่งนั้นจะถือว่าเป็นการตกลงยินยอมในข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดตามใบตราส่งหาได้ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 4593/2539 ระหว่าง บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ดประเทศไทย จำกัด โจทก์ บริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก (ประเทศไทย) จำกัดที่ 1 บริษัทโหงวฮกเอเยนซี่ จำกัด ที่ 2 จำเลย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดดังกล่าว ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามที่จำเลยที่ 1 อ้างจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 คำพิพากษาฎีกาที่ 468/2551 ระหว่าง บริษัท เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย เป็นเรื่องโจทก์ไม่ได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของจำเลยตามข้อความที่ปรากฏด้านหลังของใบรับขนทางอากาศ ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 คำพิพากษาฎีกาที่ 8957/2553 ระหว่าง บริษัทซิกน่า ปรอปเปอร์ตี้ แอนด์ แอสชวลตี้ อินชัวรันส์ จำกัด โจทก์ บริษัท ที.แอล.เอ็นเตอร์ไพรส์ (1991) จำกัด จำเลย เป็นเรื่องที่ตามสำเนาใบรับสินค้าของจำเลย มีข้อความซึ่งมีลักษณะคล้ายใช้ตรายางประทับว่า สินค้าเสียหายหรือสูญหายการชดใช้ค่าเสียหาย สูญหายตามความเป็นจริงแต่ต้องไม่เกินวงเงิน 30,000 บาท แต่ในเอกสารดังกล่าวมีแต่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อฝ่ายเดียวโดยมิได้ให้ผู้ส่งลงลายมือชื่อไว้ด้วย จะถือว่าผู้ส่งตกลงยอมรับข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยโดยชัดแจ้งแล้วหาได้ไม่ ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่ 1402/2555 ระหว่าง บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทยีพีเอส พาร์เซลดีลิเวอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด จำเลย เป็นเรื่องข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ส่งทราบถึงเงื่อนไขข้อจำกัดความรับผิด ถือว่าผู้ส่งตกลงโดยชัดแจ้งให้จำเลยจำกัดความรับผิด มีผลให้ข้อจำกัดความรับผิดไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 คำพิพากษาฎีกาที่ 7290/2555 ระหว่าง บริษัทเอช อินชัวรันซ์ จำกัด โจทก์ บริษัทยูพีเอส พาร์เซล ดีลิเวอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด จำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สัญญารับขนพิพาทมีเงื่อนไขจำกัดความรับผิดในการขนส่งไว้ในวงเงินไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ และผู้ส่งได้รับทราบเงื่อนไขตามข้อสัญญาดังกล่าว ย่อมมีผลผูกพันโดยตรงระหว่างคู่สัญญารับขนคือผู้ส่ง และจำเลยในฐานะผู้ขอส่ง ถือได้ว่าผู้ส่งได้ตกลงโดยชัดแจ้งในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งแล้ว ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอื่นว่า วันที่ 27 กันยายน 2555 โจทก์นำสินค้าของโจทก์ประเภทเครื่องสำอางต่าง ๆ ไปว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการขนส่งสินค้า 2 กล่อง กล่องแรกมีมูลค่าสินค้า 10,921.68 บาท กล่องที่ 2 มีมูลค่าสินค้า 34,527.50 บาท เพื่อให้นำไปส่งร้านกันยารักษ์ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง จำเลยที่ 1 ได้รับมอบสินค้าจำนวน 2 กล่องดังกล่าว พร้อมค่าบริการจากโจทก์แล้ว ต่อมาปรากฏว่าสินค้าหายไป 1 กล่อง มูลค่าสินค้า 34,527.50 บาท ใบรับขนสินค้า มีข้อความอยู่ท้ายสุดว่า "สินค้าที่ไม่ได้ประเมินราคา เมื่อเกิดความชำรุดหรือเสียหายจะชดใช้ไม่เกิน 500 บาท" ศาลอุทธรณ์ฟังว่าทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ปรากฏว่าโจทก์จะได้ตกลงยินยอมด้วยโดยชัดแจ้ง คดีจึงมีปัญหาข้อเท็จจริงที่สำคัญที่จะต้องวินิจฉัยก่อนตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ตกลงยินยอมโดยชัดแจ้งรับรู้ข้อจำกัดความรับผิดที่ว่า "สินค้าที่ไม่ได้ประเมินราคา เมื่อเกิดความชำรุดหรือเสียหายจะชดใช้ไม่เกิน 500 บาท" หรือไม่ จำเลยทั้งสองนำสืบนายชาตรี เพียงปากเดียวว่า เมื่อลูกค้านำสินค้ามาฝากส่งก็จะออกใบรับขนเป็นหลักฐาน ด้านล่างระบุกรณีจำกัดความรับผิดสินค้าที่ไม่ได้ประเมินราคาไม่เกิน 500 บาทไว้ การส่งรายนี้เป็นแบบไม่ได้ประเมินราคา นายชาตรีเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ข้อความจำกัดความรับผิดพิมพ์ไว้แล้ว ผู้ว่าจ้างจะตกลงด้วยหรือไม่ พยานไม่เคยสอบถาม ตามใบรับขนส่งสินค้า ไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายโจทก์ลงลายมือชื่อรับรู้ไว้ ศาลฎีกาจึงเห็นด้วยกับข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมโดยชัดแจ้งรับรู้ข้อจำกัดความรับผิดตามใบรับขนส่งสินค้า ที่ว่า "สินค้าที่ไม่ได้ประเมินราคา เมื่อเกิดความชำรุดหรือเสียหายจะชดใช้ไม่เกิน 500 บาท" ดังนั้นข้อจำกัดความรับผิด จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2230/2530 ระหว่างบริษัทนิวแฮมเชอร์อินชัวรันส์ จำกัดฯ โจทก์ บริษัทอีสเทอนมารีไทม์ (ประเทศไทย) จำกัด จำกัด คำพิพากษาฎีกาที่ 4593/2539 ระหว่าง บริษัทเอสโซ่แสตนดาร์ด ประเทศไทย จำกัด โจทก์ บริษัทอีสต์เอเชียติ๊ก(ประเทศไทย) จำกัด ที่ 1 บริษัทโหงวฮกเอเยนซี่ จำกัด ที่ 2 จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่ 468/2551 ระหว่างบริษัทเพาเวอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ บริษัทเฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาให้โจทก์ 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 625
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนีเวอร์สบิวตี้ จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ระยองพัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายประสิทธิผล ปทุมลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ศักดิ์ อนันธวัช
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9853/2559
#612991
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดบัญญัติเกี่ยวกับสถานะของสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากสถาบันการเงินประเภทอื่น ดังนี้ ทั้งโจทก์ บริษัท บ. และผู้ร้องจึงต่างมีสถานะเป็นสถาบันการเงินซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ทั้งสิ้น

การที่บริษัท บ. รับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากโจทก์แล้วนำไปขายแก่ผู้ร้องต่อจึงเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ที่รับซื้อหรือรับโอนมาจากสถาบันการเงินอันถือว่าเป็นการบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของบริษัท บ. กับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ของโจทก์มาจากบริษัท บ. ผู้ร้องก็ต้องนำสินทรัพย์ของโจทก์ที่รับซื้อหรือรับโอนมาดังกล่าวมาบริหารตามบทบัญญัติของ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ต่อไป กรณีมิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันเองหรือโอนไปเพื่อให้ผู้ร้องบริหารสินทรัพย์แทนอันขัดต่อเจตนารมณ์ในการตรา พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การโอนสินทรัพย์ระหว่างบริษัท บ. กับผู้ร้องจึงมีผลสมบูรณ์

ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ของโจทก์มาจากบริษัท บ. ผู้ร้องจึงเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องคดีนี้โดยชอบ แม้ผู้ร้องจะซื้อมาในราคาต่ำกว่ามูลหนี้เดิม แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าของสิทธิเต็มจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามคำพิพากษาเต็มจำนวนที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จำเลยยังคงค้างชำระหนี้กับโจทก์อยู่เท่าใดก็ต้องมีการชำระหนี้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบเพียงนั้น การซื้อสินทรัพย์ซึ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจของโจทก์ไม่ได้เป็นการค้ากำไรเกินควร

พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และ พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 กฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างบัญญัติขึ้นเป็นกฎหมายเฉพาะยกเว้นหลักกฎหมายเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากไม่มีบทบัญญัติในพระราชกำหนดทั้งสองที่จะยกมาปรับแก่คดี ก็ต้องบังคับไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่นำพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้บังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งของพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง

เมื่อสินทรัพย์ที่โอนกันนี้เป็นสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์นำมาฟ้องคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว โจทก์และบริษัท บ. ต่างมีสถานะเป็นสถาบันการเงินตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวต่อมาจากบริษัท บ. กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ที่บัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์คดีนี้ได้ทุกประการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 46,261,782.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 39,629,347.23 บาท นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้ยึดทรัพย์จำนองคือที่ดินโฉนดเลขที่ 39, 76, 6339, 6340, 5092, 6459, 6995, 7041 และที่ดินตราจองเลขที่ 40 อำเภอแปลงยาว (บางคล้า) (พนมสารคาม) จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกชำระหนี้จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งหกไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี

ระหว่างบังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 กันยายน 2551 ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 โดยขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ได้มีการยึดทรัพย์จำนองและขายทอดตลาดแต่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบจำนวน

ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 4 เมษายน 2557 ว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เป็นผู้รับโอนสินทรัพย์จากบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ตามข้อตกลงการขายและซื้อสินทรัพย์ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ท้ายคำร้อง ทำให้ผู้ร้องได้มาซึ่งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งหก ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว

จำเลยทั้งหกยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องบังคับชำระหนี้จำเลยทั้งหกเพียง 39,629,347.23 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเวลาไม่เกินสามเดือนก่อนวันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นเงิน 1,783,320.62 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้บริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด ผู้ร้อง เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และให้มีสิทธิบังคับให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาตามยอมฉบับลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2542

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 หรือไม่ โดยจำเลยทั้งหกฎีกาข้อแรกว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด และผู้ร้องมิใช่ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินจึงมิใช่สถาบันการเงินตามความหมายของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่ สนส.24/2552 การโอนสินทรัพย์ระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด กับผู้ร้อง เป็นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันเอง ไม่ใช่การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน จึงขัดต่อกฎหมายและเจตนารมณ์ในการตราพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 นอกจากนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด และผู้ร้องมีวัตถุประสงค์รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเท่านั้น ไม่มีสิทธิขายหรือโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินที่รับซื้อหรือรับโอนมาได้ ส่วนที่ตามวัตถุประสงค์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด และผู้ร้อง ข้อ 1 มีข้อความระบุว่า "เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป" หมายถึง เมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ได้รับโอนสินทรัพย์มาจากโจทก์แล้ว บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ไม่มีสิทธิขายและโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไปยังผู้ร้องเพื่อบริหารแทนได้ บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ต้องบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วยตนเองให้เสร็จสิ้นไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 นั้น เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้ให้นิยาม "สถาบันการเงิน" หมายความว่า (1) ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ (2) บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และ (3) นิติบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ผู้ร้องอ้างส่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 มีใจความว่า เพื่อให้การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพสามารถกระทำได้คล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดนี้เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ และมีการนำประกาศดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 นอกจากนี้ ผู้ร้องอ้างส่งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.24/2552 เรื่อง การกำหนดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักเกณฑ์ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องถือปฏิบัติ ประกาศดังกล่าวข้อ 5.1 ระบุว่า ในประกาศฉบับนี้ "สถาบันการเงิน" หมายความว่า (1) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน (2) บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์..." พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดบัญญัติเกี่ยวกับสถานะของสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากสถาบันการเงินประเภทอื่น ดังนี้ ทั้งโจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด และผู้ร้องจึงต่างมีสถานะเป็นสถาบันการเงินซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ทั้งสิ้น และตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้ให้นิยาม "การบริหารสินทรัพย์" หมายความว่า (1) การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน... เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป... และตามวัตถุประสงค์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด กับผู้ร้อง ต่างระบุวัตถุประสงค์ ข้อ 1 เหมือนกันว่า รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน...เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอน ดังนั้น การที่บริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด รับซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมทั้งสิทธิเรียกร้องในคดีนี้มาจากโจทก์แล้วนำไปขายแก่ผู้ร้องต่อจึงเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนสินทรัพย์ที่รับซื้อหรือรับโอนมาจากสถาบันการเงินอันถือว่าเป็นการบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด กับผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ของโจทก์มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ผู้ร้องก็ต้องนำสินทรัพย์ของโจทก์ที่รับซื้อหรือรับโอนมาดังกล่าวมาบริหารตามบทบัญญัติของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ต่อไป กรณีมิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันเองหรือโอนไปเพื่อให้ผู้ร้องบริหารสินทรัพย์แทนอันขัดต่อเจตนารมณ์ในการตราพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ดังที่จำเลยทั้งหกฎีกาแต่อย่างใด การโอนสินทรัพย์ระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด กับผู้ร้องจึงมีผลสมบูรณ์ ไม่ขัดต่อกฎหมาย

ส่วนที่จำเลยทั้งหกฎีกาข้อต่อมาว่า เจตนารมณ์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ไม่ต้องการให้บริษัทบริหารสินทรัพย์บังคับชำระหนี้ด้อยคุณภาพจากลูกหนี้เต็มจำนวน พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 45 ซึ่งเป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง บัญญัติว่า "มูลค่าของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามบัญชีให้ถือเอาจำนวนหนี้เงินต้นค้างชำระ ณ วันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมกับดอกเบี้ยค้างชำระเป็นระยะเวลาไม่เกินสามเดือนก่อนวันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ..." ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิบังคับจำเลยทั้งหกชำระหนี้ได้เพียงจำนวน 39,629,347.23 บาท และดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเวลาไม่เกินสามเดือนก่อนวันโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นเงิน 1,783,320.62 บาท รวมเป็นเงิน 41,412,667.85 บาท เท่านั้น ทั้งผู้ร้องซื้อสินทรัพย์ของจำเลยทั้งหกโดยใช้เงินทุนเพียง 10,469,374.69 บาท แต่ผู้ร้องกลับใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้เต็มจำนวน โดยผู้ร้องอ้างว่าค้างชำระเงินต้น 39,629,347.23 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 จำนวน 109,938,000.46 บาท รวมเป็นเงิน 149,567,347.69 บาท ได้กำไรมากถึง 14 เท่า เป็นการเอารัดเอาเปรียบจำเลยทั้งหกและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อสินทรัพย์ของโจทก์มาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ผู้ร้องจึงเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องคดีนี้โดยชอบ แม้ผู้ร้องจะซื้อมาในราคาต่ำกว่ามูลหนี้เดิม แต่ผู้ร้องเป็นเจ้าของสิทธิเต็มจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกชำระหนี้ตามคำพิพากษาเต็มจำนวนที่ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จำเลยทั้งหกยังคงค้างชำระหนี้กับโจทก์อยู่เท่าใดก็ต้องมีการชำระหนี้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องโดยชอบเพียงนั้น การซื้อสินทรัพย์ซึ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจของโจทก์หาได้เป็นการค้ากำไรเกินควรไม่ ทั้งตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ก็ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์หรือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวนดังที่จำเลยทั้งหกอ้าง นอกจากนี้ กฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวต่างบัญญัติขึ้นเป็นกฎหมายเฉพาะยกเว้นหลักกฎหมายเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้องทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากไม่มีบทบัญญัติในพระราชกำหนดทั้งสองที่จะยกมาปรับแก่คดี ก็ต้องบังคับไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่นำพระราชกำหนดฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้บังคับในฐานะที่เป็นกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่งของพระราชกำหนดอีกฉบับหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินทรัพย์ที่โอนกันนี้เป็นสิทธิเรียกร้องซึ่งโจทก์นำมาฟ้องคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้ว โจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด ต่างมีสถานะเป็นสถาบันการเงินตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวต่อมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด กรณีจึงต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ที่บัญญัติให้ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์คดีนี้ได้ทุกประการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์อันเป็นการให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหกทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 3
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด
จำเลย — บริษัทสื่อเจริญ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวมานิกา สุริยมานพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
สมชาย พันธุมะโอภาส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9852/2559
#606701
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่มีมติให้ประธานกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมอบอำนาจให้ อ. เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำกิจการเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะอย่างแทนประธานกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ เป็นมติที่ให้ประธานกรรมการมอบอำนาจให้ อ. กระทำกิจการแทนประธานกรรมการในฐานะที่ประธานกรรมการเป็นผู้แทนคณะกรรมการชำระบัญชีตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ส่วนข้อความของมติต่อมาที่ว่า ในกิจการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ทั้งนี้เป็นไปตามนัย มาตรา 10 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 นั้น เป็นการขยายความว่า กิจการที่มอบอำนาจให้ทำแทนประธานกรรมการนั้นจะต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของประธานกรรมการในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ไม่อาจแปลขยายความว่าเป็นกรณีที่ประธานกรรมการมอบอำนาจให้ อ. กระทำการแทนคณะกรรมการชำระบัญชีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ทั้งหมด มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าการชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยสามารถกระทำการได้โดยบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการตรา พ.ร.ฎ. ดังกล่าวที่กำหนดให้ต้องแต่งตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการชำระบัญชี เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการนำข้อสรุปเบื้องต้นตามบันทึกการประชุมเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีและมีมติให้ขายทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่ใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในทรัพย์พิพาทได้อยู่ก่อน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทรัพย์พิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 369, 9680 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย อำเภอสามเพ็ง กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์ในราคา 121,000,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีวัตถุประสงค์ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างหนี้และปรับโครงสร้างกิจการ ทั้งนี้โดยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ รวมตลอดทั้งสิทธิอื่นใดเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันการชำระหนี้สำหรับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนั้น หรือโดยการใช้มาตรการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือความมั่นคงของประเทศ และเมื่อครบเจ็ดปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเตรียมการเพื่อเลิกดำเนินกิจการโดยให้ยุบเลิกบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อสิ้นปีที่สิบ และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จในเวลาที่ไม่ช้ากว่าปีที่สิบสอง นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ซึ่งต่อมามีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 กำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีเพื่อชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยมีนายอนุรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินเป็นหนึ่งในคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามคำสั่งกระทรวงการคลัง เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และในการประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2554 ที่ประชุมมีมติให้ นายสมชัย ผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีมติให้ประธานกรรมการชำระบัญชีมอบอำนาจให้นายอนุรักษ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำกิจการเป็นการทั่วไป หรือเฉพาะอย่างแทนประธานกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ในกิจการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ทั้งนี้ อาศัยตามมาตรา 10 และมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ตามสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินรวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไปตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 โจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์ขอซื้อที่ดิน โฉนดเลขที่ 369 และ 9680 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์พิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามหนังสือขอเสนอซื้อทรัพย์ และมีการทำบันทึกการประชุมเรื่องที่โจทก์มีหนังสือแสดงความประสงค์ขอซื้อทรัพย์พิพาทดังกล่าวตามบันทึกการประชุม ต่อมาวันที่ 11 ตุลาคม 2555 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้จดทะเบียนขายทรัพย์พิพาทดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน รวมสองโฉนด และภายหลังต่อมาจำเลยที่ 1 นำทรัพย์พิพาทดังกล่าวออกประมูลขายโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอราคาสูงสุดและชนะการประมูลวันที่ 4 กรกฎาคม 2556 จำเลยที่ 1 จึงจดทะเบียนขายทรัพย์พิพาทดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินรวมสองโฉนดพร้อมบันทึกถ้อยคำและสำเนาโฉนดที่ดิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 369 และ 9680 ตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์พิพาทโดยเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกการประชุมนอกจากจะมีข้อความว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและนายกิตติพันธ์ ได้ประชุมร่วมกันสรุปข้อยุติเบื้องต้นให้นายกิตติพันธ์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ซื้อทรัพย์พิพาทได้ในราคา 121,000,000 บาท และมีข้อความว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอยู่ระหว่างการโอนทรัพย์ให้แก่สถาบันการเงินอื่น จึงจะประสานงานกับสถาบันการเงินอื่นให้ขายทรัพย์พิพาทแก่โจทก์โดยไม่ต้องออกประมูลในราคา 121,000,000 บาท นอกจากข้อความดังกล่าวแล้วยังมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า ผู้เข้าร่วมประชุม (หมายถึงผู้รับมอบอำนาจโจทก์) กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยรับทราบว่า ข้อเสนอรายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และหรือข้อเสนอ รายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ ของแผนปรับโครงสร้างหนี้ที่ผู้เข้าร่วมประชุม (หมายถึงผู้รับมอบอำนาจโจทก์) เสนอต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในการประชุมตามบันทึกด้านล่างนี้ ยังไม่ถือและหรือไม่มีผลเป็นการรับแผนปรับโครงสร้างหนี้และไม่ผูกพันบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย อีกทั้งไม่เป็นเหตุให้หยุด ชะลอ หรือยับยั้ง การดำเนินการตามกฎหมายของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยต่อลูกหนี้ และหรือผู้ค้ำประกันและหรือผู้จำนองในกรณีที่ลูกหนี้ และหรือผู้ค้ำประกันและหรือผู้จำนองอยู่ระหว่างผิดนัดตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้หรืออยู่ในระหว่างที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมีมติให้ดำเนินการตามกฎหมายกับลูกหนี้และหรือผู้ค้ำประกัน และหรือผู้จำนอง จนกว่าคณะกรรมการบริหารหรือคณะอนุกรรมการของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจะได้รับการพิจารณาอนุมัติแผนปรับโครงสร้างหนี้ และได้มีการลงนามในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้โดยได้เริ่มมีการชำระตามสัญญาบางส่วนแล้ว ข้อความที่นายกิตติพันธ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทำไว้กับนายอนุรักษ์กรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จึงเป็นเพียงข้อสรุปเบื้องต้นว่าให้โจทก์ซื้อทรัพย์พิพาทได้ แต่เนื่องจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการโอนทรัพย์ให้แก่สถาบันการเงินอื่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจึงจะประสานให้สถาบันการเงินอื่นขายทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ มิได้มีข้อความว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตกลงขายทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1151/2554 ได้กำหนด ให้แต่งตั้งคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไว้ประกอบด้วย 1. นายสมชัย ผู้แทนกระทรวงการคลัง 2. นางรวิฐา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย 3. นายกฤษฎา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง 4. นายอนุรักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน และ 5. นางเบญจา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบัญชี โดยคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่มีมติให้ประธานกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมอบอำนาจให้นายอนุรักษ์เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำกิจการเป็นการทั่วไปหรือเฉพาะอย่างแทนประธานกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยได้ ในกิจการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ทั้งนี้เป็นไปตามนัยมาตรา 10 และ มาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 นั้น เป็นมติที่ให้ประธานกรรมการมอบอำนาจให้นายอนุรักษ์กระทำกิจการแทนประธานกรรมการในฐานะที่ประธานกรรมการเป็นผู้แทนคณะกรรมการชำระบัญชีตาม มาตรา 10 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 ส่วนข้อความของมติต่อมาที่ว่า ในกิจการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ทั้งนี้เป็นไปตามนัยมาตรา 10 และมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2554 นั้น เป็นการขยายความว่า กิจการที่มอบอำนาจให้ทำแทนประธานกรรมการนั้น จะต้องเกี่ยวกับหน้าที่ของประธานกรรมการในการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งแม้จะระบุว่าตามนัยมาตรา 10 และมาตรา 12 ที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย แต่ก็ไม่อาจแปลขยายความว่า เป็นกรณีที่ประธานกรรมการมอบอำนาจให้นายอนุรักษ์กระทำการแทนคณะกรรมการชำระบัญชีเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ทั้งหมด มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าการชำระบัญชีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยสามารถกระทำการได้โดยบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวที่กำหนดให้ต้องแต่งตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการชำระบัญชีดังได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้น ประกอบกับนายอนุรักษ์พยานโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า บันทึกการประชุม เป็นเพียงการประชุมในระดับเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เป็นการประชุมของคณะกรรมการชำระบัญชี ข้อความดังกล่าวจึงยังไม่มีผลผูกพันบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยจนกว่าจะได้รับการพิจารณาจากที่ประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและมีมติอนุมัติตามเอกสารดังกล่าวนั้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาไม่ปรากฏว่าได้มีการนำข้อสรุปเบื้องต้นตามบันทึกการประชุม เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการชำระบัญชีบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย และมีมติให้ขายทรัพย์พิพาทแก่โจทก์ โจทก์จึงยังไม่ใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนในทรัพย์พิพาทได้อยู่ก่อนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติภัฏ สมิทธิ์พล
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายมณฑล ยอดรัก
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วิสาพรหม
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9840 -ที่ 9841/2559
#610608
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 43 ให้ยกเลิกความในวรรคหกของมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐานให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกันและเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว" ดังนี้ แม้พนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้น และผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ท. ผู้ล้มละลาย แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์จะคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้นก่อน เมื่อไม่มีผู้เสียหายแล้วจึงจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผู้เสียหายจะยื่นคำร้องหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก ผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เรียกผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 3 และเรียกผู้คัดค้านที่ 4 ในสำนวนแรกและผู้คัดค้านที่ 3 ในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้านที่ 4

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 3 กับพวกว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด กระทำความผิดข้อหาเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของบริษัทกระทำผิดหน้าที่หรือกระทำการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการเสียหายแก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ด้วยการอนุมัติสินเชื่อประเภทอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน 100,000,000 บาท ให้แก่บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด โดยผู้คัดค้านที่ 3 ทราบดีว่า บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000 บาท และร่วมกันวิเคราะห์สินเชื่อบริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด ว่ามีผลประกอบการดี อันเป็นความเท็จ การอนุมัติสินเชื่อนี้ไม่มีหลักประกันใดที่จะเรียกให้ชำระหนี้ได้ เป็นการก่อภาระผูกพันโดยการรับรองตั๋วเงิน โดยมิได้เสนอคณะกรรมการสินเชื่ออนุมัติ ทั้งเป็นการอนุมัติเกินกว่าที่ตนมีอำนาจ เป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีปฏิบัติ ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 6 ปี และให้ผู้คัดค้านที่ 3 กับพวกร่วมกันคืนเงิน 82,240,030.52 บาท แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2547 เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตรวจค้นบ้านผู้คัดค้านที่ 3 และยึดทรัพย์สินหลายรายการรวมทั้งทรัพย์สิน 12 รายการในคดีนี้ คือ

ทรัพย์สินรายการที่ 1 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นคัมรี่ 1 คัน หมายเลขทะเบียน ภล 7506 กรุงเทพมหานคร เป็นชื่อของผู้คัดค้านที่ 1

ทรัพย์สินรายการที่ 2 เงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 001-2-90XXXX จำนวน 5,553,329.36 บาท

ทรัพย์สินรายการที่ 3 สลากออมสินพิเศษ เลขที่ เอ็น 5130462 - เอ็น 5170461 จำนวน 40,000 หน่วย เป็นเงิน 2,000,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ฝาก

ทรัพย์สินรายการที่ 4 สลากออมสินพิเศษ เลขที่ แอล 3667344 -แอล 3677343 สำนักพหลโยธิน จำนวน 10,000 หน่วย เป็นเงิน 1,000,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ฝาก

ทรัพย์สินรายการที่ 5 พันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติ ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2545 อายุ 10 ปี พันธบัตรเลขที่ 11041205 - 11041354 เป็นเงิน 1,500,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ทรง

ทรัพย์สินรายการที่ 6 หุ้นสามัญธนาคารทหารไทย จำกัด เลขที่ใบหุ้น 00680100039114 จำนวน 89,982 หุ้น ราคาหุ้นละ 4.78 บาท เป็นเงิน 430,113.96 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น

ทรัพย์สินรายการที่ 7 ที่ดินโฉนดเลขที่ 164010 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 0-0-16 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 116/235 หมู่ที่ 14 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,800,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ทรัพย์สินรายการที่ 8 ที่ดินโฉนดเลขที่ 164046 และเลขที่ 147632 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 0-0-16.2 ไร่ และเนื้อที่ 0-0-3.2 ไร่ ตามลำดับ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 116/206 หมู่ที่ 14 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,200,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ทรัพย์สินรายการที่ 9 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 223 จำนวน 1,750 หุ้น หมายเลข 82601-84350 เป็นเงิน 1,750,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น

ทรัพย์สินรายการที่ 10 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 224 จำนวน 600 หุ้น หมายเลข 84351-84950 เป็นเงิน 600,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น

ทรัพย์สินรายการที่ 11 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 225 จำนวน 700 หุ้น หมายเลข 84951-85650 เป็นเงิน 700,000 บาท มีชื่อผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้น

ทรัพย์สินรายการที่ 12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 49872 ตำบลประชาธิปัตย์ (คลองรังสิตฝั่งเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 งาน 9 เศษ 6 ส่วน 10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 338/21 หมู่บ้านปรีชา หมู่ที่ 1 ตำบลประชาธิปัตย์ (คลองรังสิตฝั่งเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี ตามอัตราส่วนที่ได้นำเงิน 4,000,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมค่าตกแต่งและก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3,500,000 บาท

ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้คัดค้านที่ 3 จึงมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องพร้อมดอกผลอันเกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 4 ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตกเป็นของผู้ล้มละลาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ที่ดินโฉนดเลขที่ 164010, 164046 และ 147632 แขวงสวนหลวง (ที่ 8 พระโขนงฝั่งเหนือ) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 116/235 และเลขที่ 116/206 ตามบัญชีทรัพย์สิน รายการที่ 7 และที่ 8 หุ้นบริษัทคอมฟอร์ม จำกัด เลขที่ 223 จำนวน 1,750 หุ้น หมายเลข 82601 - 84350 และหุ้นเลขที่ 225 จำนวน 700 หุ้น หมายเลข 84951 - 85650 ตามบัญชีทรัพย์สิน รายการที่ 9 และที่ 11 และที่ดินโฉนดเลขที่ 49872 ตำบลประชาธิปัตย์ (คลองรังสิตฝั่งเหนือ) อำเภอธัญบุรี (กลางเมือง) จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 338/21 ตามอัตราส่วนที่ได้นำเงิน 4,000,000 บาท ไปชำระค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งค่าตกแต่งและก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 2,200,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์สิน (ทรัพย์สินรายการที่ 12) ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 4 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่ผู้คัดค้านที่ 4 ส่วนค่าคำร้องในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 4 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ)

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นฎีกาโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งว่า ระหว่างปี 2530 ถึงปี 2540 ผู้คัดค้านที่ 3 ดำรงตำแหน่งกรรมการและรองกรรมการผู้จัดการบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2536 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อ โดยให้คณะกรรมการมีหน้าที่ประชุมพิจารณาวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ตามคำสั่ง วันที่ 30 มีนาคม 2536 คณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อพิจารณาอนุมัติวงเงินสินเชื่อประเภทอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินแก่บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด ในวงเงิน 100 ล้านบาท โดยไม่มีหลักประกัน ตามสำเนาตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นกรรมการคนหนึ่งที่ลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2537 ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทเงินทุนและบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ถือปฏิบัติและออกระเบียบในเรื่องการรับเงินและการจ่ายเงิน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด จึงออกระเบียบวิธีปฏิบัติในการกู้ยืมเงินว่าการให้สินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องนำเสนอรายงานการวิเคราะห์สินเชื่อต่อคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไป และได้ส่งระเบียบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบตามสำเนาหนังสือและระเบียบพิธีปฏิบัติ ภายหลังออกระเบียบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้คัดค้านที่ 3 ลงนามอนุมัติก่อภาระผูกพันขยายระยะเวลาสินเชื่อรวมทั้งรับรองตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วแลกเงินให้แก่บริษัทอาร์ เอส กรุ๊ป จำกัด หลายครั้งโดยไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อ ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ถูกระงับกิจการ ธนาคารแห่งประเทศไทยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 3 และนายสุรพล ในความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และความผิดฐานร่วมกันยักยอก ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และ 75 สัตต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 6 ปี ส่วนนายสุรพลมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุก 3 ปี และให้ร่วมกันคืนเงิน 82,240,031.52 บาท แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 2831-2832/2546 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี 75 สัตต 75 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354 จำคุก 6 ปี และปรับ 600,000 บาท ส่วนนายสุรพล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาคดีนี้ของศาลฎีกา คดีอาญาที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถูกฟ้อง ศาลฎีกามีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20355-20356/2556 พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และ 354 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 สัตต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี โดยไม่ลงโทษปรับ นายสุรพล มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในส่วนของการดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 คณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วมีมติให้ตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 3 และบุคคลที่เกี่ยวข้อง จากการตรวจสอบทรัพย์สินเชื่อว่ามีทรัพย์สินหลายรายการเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และมีมติให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 ตามบัญชีทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้ล้มละลาย ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 3 และทำงานที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2515 ถึงปี 2545 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นหลานของผู้คัดค้านที่ 1 โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 ให้การอุปการะเลี้ยงดูและพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้คัดค้านที่ 3 และนายสุรพล เป็นจำเลยเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 และประมวลกฎหมายอาญานั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต่างวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิด ทั้งในระหว่างพิจารณาคดีนี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 20355-20356/2556 ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 ตรี และมาตรา 75 สัตต ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 และ 354 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 มาตรา 75 สัตต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จึงฟังว่า ผู้คัดค้านที่ 3 กระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ในขณะที่ตนเป็นกรรมการซึ่งรับผิดชอบหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องในการดำเนินงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด อันเป็นสถาบันการเงินนั้น ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน เมื่อมาตรา 75 สัตต แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 อันเป็นบทกฎหมายที่ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องหาว่ากระทำความผิดได้บัญญัติองค์ประกอบความผิดของมาตรานี้ว่า "กรรมการ ผู้?จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดําเนินงานของบริษัท กระทําการหรือไม่?กระทําการเพื่อแสวงหาประโยชน์?ที่มิควรได้?โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่บริษัทนั้น" กรณีจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปซึ่งประโยชน์แห่งการกระทำนั้น และโดยที่มาตรา 51 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน?แห่งมาตรานี้ หากผู้?อ้?างว่?าเป็?นเจ้าของหรือผู้?รับโอนทรัพย์?สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้?องสัมพันธ์?กับผู้?กระทําความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมากก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่?อนว่?าบรรดาทรัพย์?สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี" เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 3 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 เป็นหลานของผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกันและอยู่ภายใต้การอุปการะเลี้ยงดูของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 3 จึงถือว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดมูลฐาน ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าบรรดาทรัพย์สินที่มีชื่อผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของนั้น เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงเป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์นั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีหาใช่ว่า แม้ในคดีอาญาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้อย่างแจ้งชัดว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าใด และมีพยานหลักฐานใดที่แน่ชัดหรือบ่งชี้ให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 3 ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากการกระทำความผิดดังกล่าว จึงฟังว่าทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ที่ผู้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ ทั้งนี้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว และการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 นี้ เป็นมาตรการในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน เป็นคนละส่วนกับการดำเนินการทางอาญา มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ศาลในคดีนี้จะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แต่การพิจารณาพิพากษาต้องเป็นไปตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่ให้อำนาจศาลไต่สวนคำร้อง หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามมาตรา 59 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 43 ให้ยกเลิกความในวรรคหกของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในกรณีตามวรรคหนึ่งถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกันและเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว" ดังนี้ แม้พนักงานอัยการจะไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อคดีนี้ผู้คัดค้านที่ 3 กระทำความผิดอันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (4) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้น และผู้คัดค้านที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้ล้มละลาย แม้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 4 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ไม่อาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เนื่องจากจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์จะคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในความผิดมูลฐานนั้นก่อน เมื่อไม่มีผู้เสียหายแล้วจึงจะมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผู้เสียหายจะยื่นคำร้องหรือไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงรายการที่ 11 ตามพร้อมดอกผล และทรัพย์สินรายการที่ 12 ในอัตราส่วน 67 ส่วน จาก 87 ส่วน พร้อมดอกผล ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยฟูจิ จำกัด ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 43
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางมารศรี ผ่องสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วิชิต ลีธรรมชโย
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9694/2559
#606129
เปิดฉบับเต็ม

คำขอยกเว้นภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 102 ทวิ (1) และ (2) ที่โจทก์ยื่น ระบุว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการ แต่ขอยกเว้นค่าภาษีสรรพสามิตเพื่อบริจาครายรับเป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งเป็นการกระทำในนามของโจทก์เองไม่ได้ระบุว่าโจทก์ยื่นคำขอยกเว้นแทนองค์กรใด และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ส่งมอบรายรับทั้งหมดเป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ ตามที่โจทก์อ้าง โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตในฐานะเป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการสนามแข่งม้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมิน คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต 278,861,836.99 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสมาคม มีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่ง คือ เพื่อบำรุงและส่งเสริมการผสมพันธุ์ม้า ให้ได้พันธุ์ที่เหมาะแก่ภูมิประเทศเป็นอย่างดีที่สุด เพื่อสนับสนุนทางราชการเมื่อถึงคราวจำเป็น โดยจัดให้มีการแข่งม้าในกรุงเทพมหานคร และตามส่วนภูมิภาคในพระราชอาณาจักรไทย และจัดหารายได้จากการแข่งม้าเพื่อบำเพ็ญการกุศลสาธารณะ หรือเพื่องานสาธารณประโยชน์อย่างอื่น มีพลเอกวัธนชัย เป็นประธานอำนวยการ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยเป็นนิติบุคคล โดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง เมื่อปี 2549 โจทก์ได้จัดการแข่งม้าจำนวน 26 ครั้ง จำเลยได้มีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิต สำหรับเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2549 ให้โจทก์เสียภาษี 300,622,723.65 บาท และโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตดังกล่าวทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ตามสำเนาหนังสือแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตและใบตอบรับ โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตฉบับลงวันที่ 7 มกราคม 2551 ต่อจำเลย และจำเลยมีคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตให้แก้ไขการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิต เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีเพื่อมหาดไทย รวม 238,581,046.75 บาท โจทก์ได้แจ้งผลคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตทางไปรษณีย์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2552 ตามคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต และใบตอบรับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ตามคำอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ และให้โจทก์ชำระภาษีตามคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต โดยโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และใบตอบรับ

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ในปี 2549 โจทก์เป็นเพียงตัวแทนในการจัดแข่งม้าการกุศลแทนองค์กรอื่นหรือไม่ เห็นว่า แม้ทางนำสืบของโจทก์จะมีพลเอกวัธนชัย ประธานกรรมการอำนวยการของโจทก์ และพลตรีหญิงจันทิมา ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีของโจทก์ มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า การจัดแข่งม้าการกุศลในปี 2549 โจทก์เป็นเพียงตัวแทนกระทำการแทนมูลนิธิหรือองค์กรการกุศล แต่ก็เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีการเบิกความรับรองเอกสารใด ๆ และไม่มีพยานบุคคลเกี่ยวกับส่วนราชการหรือองค์กรต่าง ๆ ที่อ้างว่าเป็นตัวการมานำสืบให้สมข้ออ้างของโจทก์ เป็นเพียงหนังสือสรุปยอดเงินในบัญชีออมทรัพย์ และรายการบัญชีเงินฝากของฝาก ซึ่งไม่ใช่เอกสารยืนยันว่า โจทก์เป็นตัวแทนส่วนราชการหรือองค์กรดังกล่าว อีกทั้งทางนำสืบของโจทก์ยังขัดกับเอกสาร ที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งความถูกต้อง โดยเอกสารดังกล่าวเป็นคำขอยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 102 ทวิ (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ที่โจทก์ยื่นขอยกเว้นภาษีสรรพสามิตในช่วงปี 2549 ระบุว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการ แต่ขอยกเว้นค่าภาษีสรรพสามิตเพื่อบริจาครายรับในวันที่ 16 เมษายน 2549 เป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่โรงพยาบาลจันทรุเบกษา และเพื่อบริจาครายรับในวันที่ 28 พฤษภาคม 2549 เป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นการกระทำในนามของโจทก์เองไม่ได้ระบุว่ายื่นแทนองค์กรใด อีกทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ส่งมอบรายรับทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจการบริหารหรือตัดสินใจขององค์กรที่โจทก์อ้างว่าเป็นตัวการ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นตัวแทนดำเนินการจัดแข่งม้าการกุศลตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของสถานบริการสนามแข่งม้าโดยฟังไม่ได้ว่ากระทำการแทนบุคคลอื่น และตามคำฟ้องโจทก์ไม่โต้แย้งฐานรายรับที่ใช้ในการคำนวณภาษีและจำนวนภาษีตามการประเมินภาษีสรรพสามิต โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตในฐานะเป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการสนามแข่งม้าตามการประเมินภาษีสรรพสามิต คำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต และคำวินิจฉัยอุทธรณ์คำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของสถานบริการสนามแข่งม้าโดยฟังไม่ได้ว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นดังนี้แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นว่าส่วนราชการและองค์กรการกุศลได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตหรือไม่อีก ประเด็นว่า โจทก์ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 102 ทวิ หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ตั้งประเด็นแต่เพียงว่า ส่วนราชการและองค์กรการกุศลเป็นตัวการจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตแต่ได้รับยกเว้น ส่วนโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการสถานบริการเป็นเพียงตัวแทนจึงไม่ใช่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 7 เท่านั้น ประเด็นที่ว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 102 ทวิ หรือไม่ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 (เดิม) ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 102 ทวิ (1) ม. 102 ทวิ (2)
ชื่อคู่ความ
ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย
โจทก์ — ในพระบรมราชูปถัมภ์
จำเลย — กรมสรรพสามิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายพินิจ สุเสารัจ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9688/2559
#606126
เปิดฉบับเต็ม

สินค้าที่โจทก์นำเข้าถูกระบุในใบกำกับสินค้าโดยชัดแจ้งว่าเป็นสินค้าประเภทแบตเตอรี่ แสดงให้เห็นว่าสินค้าพิพาทเป็นแบตเตอรี่โดยสภาพ ซึ่งตรงกับพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.ฎ.กำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2540 ประเภทที่ 08.90 (4) ส่วนที่โจทก์อ้างว่าแบตเตอรี่ที่นำเข้าเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำรองไฟฟ้าครบชุดบริบูรณ์ ตามหลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ข้อ (3) ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 22 เมษายน 2528 คำเบิกความของพยานโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเข้าแบตเตอรี่พิพาทเพื่อสำหรับผลิตหรือประกอบเข้ากันเป็นเครื่องสำรองไฟฟ้าเป็นการเฉพาะเจาะจง เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วเสร็จแล้วแบตเตอรี่จะเปลี่ยนสภาพเป็นส่วนที่นำไปประกอบกับส่วนประกอบอื่น ๆ เป็นเครื่องสำรองไฟอย่างแท้จริง อันจะถือว่าเป็นสินค้าครบชุดบริบูรณ์ และที่โจทก์อ้างว่า แบตเตอรี่ไม่อาจแยกการทำงานออกจากส่วนประกอบอื่นของเครื่องสำรองไฟฟ้าได้ โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า แบตเตอรี่พิพาทต้องประกอบอยู่ในตัวเครื่องสำรองไฟฟ้าจนไม่อาจแยกออกจากกันได้ และไม่สามารถใช้งานได้ด้วยตนเองนอกจากประกอบเข้ากับเครื่องสำรองไฟ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาไม่พอฟังได้ว่า แบตเตอรี่ที่โจทก์นำเข้ามาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำรองไฟฟ้าครบชุดบริบูรณ์ อันจะทำให้แบตเตอรี่ที่นำเข้าไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต

โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นแบบพิมพ์เดียวกัน โจทก์คงสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรและภาษีศุลกากรเท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุรหัสสินค้าสรรพสามิตที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีสรรพสามิต อันจะทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่ามุ่งหมายจะยื่นรายการภาษีสรรพสามิตด้วย ทั้งการที่โจทก์อ้างว่าไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตมาแต่แรกนั้น ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ไม่เคยมีเจตนาจะยื่นแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตมาก่อน กรณีของโจทก์จึงเป็นกรณีที่มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 48 (3) และแม้หากจะฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต แต่มูลค่าของสินค้าขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าที่แสดงในแบบรายการภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินภาษีสรรพสามิตภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษีตามมาตรา 83 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ กค 0508(3)/3-3-03676 ถึง 3-3-03681 และที่ กค 0508(3)/3-3-03683 ถึง 3-3-03691 ที่ กค 0508(3)/3-3-03696 ที่ กค 0508(3)/3-3-03697 ทั้ง 18 ฉบับ และเพิกถอนคำวินิจฉัยคำคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิต เลขที่ กค.0613/651 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 2/2554 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2554

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 40,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2544 ถึงปี 2545 โจทก์นำเข้าเครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) แบบหลายเที่ยวเรือ โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการอากรขาเข้า สำแดงประเภทพิกัดสินค้าเป็นเครื่องสำรองไฟฟ้า พิกัด 8504.40 โดยไม่เสียภาษีสรรพสามิต พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ตรวจปล่อยสินค้าให้โจทก์รับไปแล้ว ต่อมาเป็นเวลา 7 ปี พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ตรวจสอบพบว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) ซึ่งจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตตามพิกัดประเภทที่ 08.90 (4) จึงทำการประเมินเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 11,339,615.30 บาท โดยอ้างเหตุผลในการประเมินว่า สำนักสืบสวนและปราบปรามมีบันทึกข้อความแจ้งสำนักกฎหมายของจำเลยที่ 1 ให้ความเห็นประกอบกับข้อพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 230/2547 ว่า เฉพาะแบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องสำรองไฟฟ้าเท่านั้นที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตประเภทที่ 08.90 (4) โดยต้องจัดเก็บจากมูลค่าต่อหน่วยของแบตเตอรี่ มิใช่มูลค่าต่อหน่วยของเครื่องสำรองไฟฟ้า โจทก์จึงชำระภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้อง ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม (กศก.115) รวม 18 ฉบับ โจทก์ยื่นคำคัดค้านการประเมินภาษีต่ออธิบดีของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 16 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2552 สำนักงานสรรพสามิตภาคที่ 10 ของจำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัยคำคัดค้านให้แก้การประเมิน โดยให้โจทก์ชำระภาษีสรรพสามิต เงินเพิ่ม และภาษีเพื่อมหาดไทย เป็นเงินทั้งสิ้น 11,339,615.30 บาท และงดเบี้ยปรับทั้งหมด วันที่ 28 สิงหาคม 2552 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่โจทก์ยังไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า แบตเตอรี่ที่โจทก์นำเข้า เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำรองไฟฟ้า (UPS) ครบชุดบริบูรณ์ อันจะทำให้แบตเตอรี่ที่นำเข้านั้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าถูกระบุในใบกำกับสินค้า (invoice) โดยชัดแจ้งว่าเป็นสินค้าประเภทแบตเตอรี่ แสดงให้เห็นว่าสินค้าพิพาทเป็นแบตเตอรี่โดยสภาพ ซึ่งตรงกับพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชกฤษฎีกา กำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ประเภทที่ 08.90 (4) ส่วนที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์ได้รับอนุมัติให้นำเข้าแบตเตอรี่พิพาทแบบหลายเที่ยวเรือ โดยแบตเตอรี่ที่นำเข้าเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำรองไฟฟ้าครบชุดบริบูรณ์ ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ข้อ (3) ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ลงวันที่ 22 เมษายน 2528 นั้น ตามคำเบิกความของพยานโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำเข้าแบตเตอรี่พิพาทเพื่อสำหรับผลิตหรือประกอบเข้ากันเป็นเครื่องสำรองไฟฟ้าแต่ละชุดเป็นการเฉพาะเจาะจง ซึ่งเมื่อได้นำมาผลิตหรือประกอบเข้าด้วยกันเสร็จแล้วจะทำให้แบตเตอรี่เปลี่ยนสภาพเป็นส่วนที่นำไปประกอบกับส่วนประกอบอื่น ๆ เป็นเครื่องสำรองไฟฟ้าอย่างแท้จริง อันจะถือว่าเป็นสินค้าครบชุดบริบูรณ์ และที่โจทก์อ้างว่า แบตเตอรี่ไม่อาจแยกการทำงานออกจากส่วนประกอบอื่นของเครื่องสำรองไฟฟ้าได้ นั้น เห็นว่า แม้แบตเตอรี่พิพาทจะทำงานร่วมกับเครื่องสำรองไฟฟ้าได้ ก็หาได้หมายความว่าแบตเตอรี่จะกลายเป็นเครื่องสำรองไฟฟ้าไปด้วยไม่ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่า แบตเตอรี่พิพาทต้องประกอบอยู่ในตัวเครื่องสำรองไฟฟ้าจนไม่อาจแยกจากกันได้และไม่สามารถใช้งานได้ด้วยตัวเองโดยลำพังนอกจากประกอบเข้ากับเครื่องสำรองไฟฟ้า แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า โจทก์แยกนำเข้าแบตเตอรี่จากประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน และนำเข้าเครื่องสำรองไฟฟ้ามาจากประเทศสาธารณรัฐอิตาลี กรณีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่า เครื่องสำรองไฟฟ้าและแบตเตอรี่พิพาทที่โจทก์นำเข้านั้นอาจแยกการทำงานกันได้ และแต่ละส่วนมีสภาพเป็นสินค้าครบชุดบริบูรณ์โดยลำพังอยู่ก่อนแล้ว แบตเตอรี่พิพาทจึงเป็นเพียงอุปกรณ์ที่โจทก์จะนำมาติดต่อหรือปรับเข้าไว้ในฐานะที่เป็นของใช้ประกอบกับเครื่องสำรองไฟฟ้าเท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาไม่พอฟังได้ว่า แบตเตอรี่ที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำรองไฟฟ้าครบชุดบริบูรณ์ อันจะทำให้แบตเตอรี่ที่นำเข้านั้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตดังที่โจทก์อ้าง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเป็นแบตเตอรี่ โจทก์จึงต้องเสียภาษีสรรพสามิตในพิกัดประเภทที่ 08.90 (4) ดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเพื่อมหาดไทย สำหรับสินค้านำเข้าพิพาท ตามมาตรา 83 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้สำแดงรายการและจำนวนเงินภาษีสรรพสามิตที่พึงต้องชำระในใบขนสินค้าจึงถือว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต พนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจแจ้งการประเมินภาษีสรรพสามิตได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบรายการ แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าซึ่งระบุว่าเป็นใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กศก.99/1) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจรับแบบรายการภาษีสรรพสามิต ถือได้ว่าโจทก์ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายแล้ว การที่โจทก์ไม่แสดงรายละเอียดในช่องรหัสสินค้าสรรพสามิต อัตราภาษีสรรพสามิต และแสดงมูลค่า "0" ในช่องภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลคาเพิ่ม เนื่องจากโจทก์เห็นว่าไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต มิใช่เป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบรายการดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยนั้น ในปัญหานี้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ในการนำเข้าแบตเตอรี่พิพาทแต่ละครั้ง โจทก์ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นแบบพิมพ์เดียวกัน ซึ่งตามแบบพิมพ์แต่ละฉบับนั้นโจทก์คงสำแดงรายการเฉพาะในส่วนพิกัด 8504.40 ราคาของอัตราอากรขาเข้า ชนิดของคือส่วนของเครื่องสำรองไฟฟ้า ซึ่งเป็นการสำแดงพิกัดอัตราศุลกากรและภาษีศุลกากรเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้ระบุรหัสสินค้าสรรพสามิตที่จำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีสรรพสามิต อันจะทำให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่ามุ่งหมายจะยื่นรายการภาษีสรรพสามิตด้วย อีกทั้งการที่โจทก์กล่าวอ้างว่าไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตมาแต่แรกนั้น ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่าโจทก์ไม่เคยมีเจตนาจะยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตมาก่อน โจทก์จะอ้างว่าได้ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตแล้วไม่ได้ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้ชำระภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด กรณีของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบรายการภาษีตามความในมาตรา 48 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และแม้หากจะฟังได้ว่าโจทก์ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต แต่มูลค่าของสินค้าขาดไปเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของมูลค่าที่ลดลงในแบบรายการภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินภาษีสรรพสามิตได้ภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามมาตรา 83 (3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษีจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ม. 48 (3) ม. 83 (3)
พ.ร.ฎ.กำหนดประเภทสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคลอไรด์ เพาเวอร์ โพรเทคชั่น
จำเลย — กรมสรรพสามิต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศุภวิทย์ ตั้งตรงจิตต์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ประสิทธิ์ สนามชวด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9687/2559
#607130
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) (ฌ) ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ หรือการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ทั้งนี้ เฉพาะวิชาชีพอิสระที่มีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพอิสระนั้น โดยมิได้จำกัดว่าผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น และตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการการให้บริการการประกอบโรคศิลปะอันมีวัตถุประสงค์ถึงตัวกิจการเป็นสำคัญว่าต้องเป็นการประกอบโรคศิลปะ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ให้บริการการประกอบโรคศิลปะสามารถเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือนิติบุคคล เมื่อโจทก์ประกอบกิจการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ขั้นตอนการรักษาทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะจากคณะกรรมการวิชาชีพ ถือได้ว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมของโจทก์เป็นการรักษาผู้ป่วยไตวายอันเป็นการประกอบโรคศิลปะ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการการให้บริการการประกอบโรคศิลปะ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฌ)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานจำเลยที่ 1 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่ให้โจทก์ชำระภาษีและเงินเพิ่มตามการประเมิน ขอให้งดเบี้ยปรับและงดเงินเพิ่มตามกฎหมายตามการประเมิน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับฟอกไต ล้างไต ให้แก่ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โจทก์มีสถานประกอบการ 2 แห่ง ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลปัญญาเวชและโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม ตามสัญญาเปิดศูนย์ไตเทียม และสัญญาเช่าเครื่องไตเทียม ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่จำเลยที่ 1 เกินไปจำนวน 405,304.59 บาท จึงขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ชำระเกินต่อจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 เห็นว่า การประกอบกิจการของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ฌ) และ (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์มีรายรับจากการประกอบกิจการดังกล่าวถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและมิได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีมกราคม 2551 เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 จึงประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มและเบี้ยปรับสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2551 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2551 รวม 12 ฉบับ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงินภาษี 7,648,338 บาท โจทก์ชำระเงินค่าภาษีจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตามใบเสร็จรับเงิน โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานชอบแล้ว แต่ความผิดเกิดจากความไม่เข้าใจในข้อกฎหมายไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและโจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบจึงงดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประกอบกิจการของโจทก์เป็นการให้บริการการประกอบโรคศิลปะ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 81 (1) (ฌ) ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการที่ให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชีและการว่าความโดยคำนึงถึงการประกอบกิจการเป็นสำคัญ หาได้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบโรคศิลปะ ผู้สอบบัญชีและผู้ว่าความแต่อย่างใด โจทก์เป็นนิติบุคคล เมื่อโจทก์จัดหาแพทย์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญทางด้านไตเทียมดำเนินการแทนโจทก์ ทั้งโจทก์ยังดำเนินการภายใต้การควบคุมมาตรฐานของโรงพยาบาล ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่อง มาตรฐานการให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาล ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 การกระทำของแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว จึงเป็นการกระทำแทนโจทก์ในนามของโจทก์ตามกฎหมาย การประกอบกิจการของโจทก์จึงได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฌ) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 บัญญัติว่า (1) "บุคคล" หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติบุคคล" (4) "นิติบุคคล" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 องค์การของรัฐบาลตามมาตรา 2 สหกรณ์และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล (5) "ผู้ประกอบการ" หมายความว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่... บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีความประสงค์จะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพจากผู้ประกอบการโดยไม่คำนึงว่าผู้ประกอบการนั้นเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลหรือนิติบุคคล ส่วนการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ประมวลรัษฎากรก็บัญญัติไว้ในส่วน 5 โดยระบุให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการตามมาตรา 81 (1) (ฌ) การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ หรือการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ทั้งนี้ เฉพาะวิชาชีพอิสระที่มีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพอิสระนั้น โดยมิได้จำกัดว่าผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวจะต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น และตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับการประกอบกิจการการให้บริการการประกอบโรคศิลปะอันมีวัตถุประสงค์ถึงตัวกิจการเป็นสำคัญว่าต้องเป็นการประกอบโรคศิลปะ ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ให้บริการการประกอบโรคศิลปะสามารถเป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคลหรือนิติบุคคล ในข้อนี้นายผดา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์ประกอบกิจการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังโดยการฟอกเลือดด้วยเรื่องไตเทียม โจทก์เป็นผู้จัดหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตและพยาบาลโรคไตร่วมกับโรงพยาบาลปัญญาเวชและโรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม โดยโรงพยาบาลทั้งสองแห่งให้ใช้สถานที่ โจทก์เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์เกี่ยวกับการฟอกเลือดของผู้ป่วยพร้อมตรวจรักษาและวินิจฉัยโรค โจทก์เป็นผู้ดำเนินการฟอกไตในโรงพยาบาลดังกล่าวทั้งหมดโดยแบ่งรายได้ร้อยละ 15 ให้แก่โรงพยาบาล การดำเนินการของโจทก์เป็นการรักษาผู้ป่วยซึ่งโจทก์ต้องดำเนินการตามมาตรฐานของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2543) เรื่องมาตรฐานการให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในสถานพยาบาลและมาตรฐานการให้บริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมตามประกาศของแพทยสภา เมื่อผู้ป่วยโรคไตมาที่โรงพยาบาลทั้งสองจะมาที่ศูนย์โรคไตหรือหน่วยไตเทียมที่โจทก์รับผิดชอบดำเนินการรักษา จากนั้นผู้ป่วยจะไปชำระเงินที่การเงินของโรงพยาบาล โจทก์จะทำบัญชีเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วยและการรักษาให้โรงพยาบาลเพื่อเรียกเก็บเงินและแบ่งรายได้กันเดือนละครั้ง แพทย์ที่โจทก์ให้มารักษาผู้ป่วยโรคไตในโรงพยาบาลทั้งสองแห่งนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตโดยเฉพาะ โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างโดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายครั้ง โรงพยาบาลทั้งสองแห่งไม่ได้ควบคุมการทำงานของโจทก์ นอกจากนี้โจทก์มีนายชิตพงศ์ อายุรแพทย์โรคไตมาเบิกความว่า เป็นที่ปรึกษาและรักษาผู้ป่วยให้แก่โจทก์ กระบวนการฟอกไตของโจทก์นั้นในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากไตไม่ทำงานจึงต้องใช้ไตเทียมในการรักษาซึ่งจะเป็นการฟอกเลือดหรือล้างช่องท้อง ซึ่งจะต้องมีแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางเป็นผู้ดูแล โดยแพทย์ที่จะดำเนินการรักษานั้นจะต้องเป็นอายุรแพทย์ที่ผ่านการอบรมเกี่ยวกับการรักษาโรคไตและพยาบาลต้องผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาลว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญไตเทียม นางสาวฐิตาภรณ์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญเรื่องไตเทียมของโจทก์เบิกความว่า ในการรักษาของโจทก์จะมีการรับผู้ป่วย สอบประวัติและดำเนินการด้านการแพทย์ให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัย จากนั้นผู้ป่วยก็มาที่หน่วยไตเทียมซึ่งพยานจะดูประวัติ แจ้งขั้นตอนการรักษาและแนะนำการรักษาของแพทย์ไม่ว่าจะเป็นแผนการรักษา แผนการปฏิบัติตัว ภาวะเสี่ยงและค่าใช้จ่าย จากนั้นผู้ป่วยกับญาติจะต้องทำหนังสือยินยอมเกี่ยวกับการรักษา โดยโจทก์จะมีเอกสารให้ทางผู้ป่วยและญาติลงนาม ตามหนังสือแสดงความยินยอมเพื่อรับการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม หลังจากลงนามแล้วจะมีการดำเนินการรักษาผู้ป่วยตามแผนที่วางไว้ มีการนำเลือดของผู้ป่วยออกมาผ่านการฟอก ผ่านการกรองและหลังจากนั้นก็นำกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยใหม่ ซึ่งระหว่างที่มีการฟอกเลือดนั้นมีระยะเวลา 4 ชั่วโมง จะต้องมีการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น มีการวัดสัญญาณชีพ ตามปกติจะวัดทุก 1 ชั่วโมง หากผู้ป่วยมีภาวะผิดปกติจะตรวจถี่ขึ้น หลังจากครบ 4 ชั่วโมงแล้วก็จะมีการนำเลือดเข้าสู่ผู้ป่วยและแจ้งเกี่ยวกับการรับประทานอาหารการรักษารวมถึงยาและการนัดหมายครั้งต่อไป จึงเห็นได้ว่าเมื่อขั้นตอนเกี่ยวกับการรักษาโจทก์มีการติดต่อกับผู้ป่วยโดยตรง การรักษาทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไตที่เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะจากคณะกรรมการวิชาชีพ ถือได้ว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมของโจทก์เป็นการรักษาผู้ป่วยไตวายอันเป็นการประกอบโรคศิลปะ โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการการให้บริการการประกอบโรคศิลปะ ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 81 (1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.73.1) เลขที่ ภ.พ.73.1-10410010-25530223-005-00266 ถึง 00268, ภ.พ.73.1-10410010-25530223-005-00270 ถึง 00277 และภ.พ.73.1-10410010-25530224-005-00278 (เดิมเลขที่ ภ.พ.73.1-10410010-25530223-005-00269) ฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.10 (อด) 012.1/2554 ถึง 012.12/2554 ลงวันที่ 14 กันยายน 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 77/1 ม. 81 (1) ม. 81 (ฌ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรักษ์ไต (๑๙๙๙) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฏฐ์ชัย มาประณีต
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9686/2559
#606698
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอาศัยสัญญาเช่าเรือข้อ 21 ที่กำหนดว่า หากจำเลยใช้เวลาในการนำสินค้าบรรทุกลงเรือและขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเกิน 6 วัน จำเลยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมความล่าช้า (Demurrage) แม้ตามสัญญาเช่าเรือข้อ 24 จะมิได้กำหนดวิธีการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ แต่ปัญหาว่าจำเลยใช้เรือล่าช้าเกินเวลาที่กำหนดอันเป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อตกลงในสัญญาเช่าเรือดังกล่าว เมื่อสัญญาข้อ 24 กำหนดให้ระงับข้อพิพาทด้วยการอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงต้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 695,625.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 608,698.26 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายจำนวน 300,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ขนส่งและขนถ่ายสินค้าทางน้ำ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยทำสัญญาเช่าเรือลากจูงชื่อ ฟากฟ้าสมุทร และเรือขนส่งสินค้าชื่อ สินทรัพย์สมุทร จากโจทก์เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าแร่แบไรต์ จากท่าเรือกรุงเทพ ประเทศไทย ไปยังท่าเรือกวนตัน ประเทศมาเลเซีย ในอัตราค่าเช่า 12.50 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อเมตริกตัน โดยบรรทุกสินค้าแร่แบไรต์ลงเรือเป็นกองอย่างน้อยหกพันตัน บวก 10 พีซีที โดยสัญญาเช่าเรือมีกำหนดระยะเวลาการเช่าจำนวน 3 วัน คือ ระหว่างวันที่ 25 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2553 ตามสัญญาเช่าเรือพร้อมคำแปล โจทก์ส่งมอบเรือทั้งสองลำแก่จำเลยตามสัญญาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 17 นาฬิกา โจทก์ตกลงให้จำเลยมีเวลานำสินค้าบรรทุกลงเรือและขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือรวม 6 วัน ไม่นับรวมเวลาที่เรือใช้ในการเดินทางจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทาง จำเลยได้ส่งมอบเรือทั้งสองลำคืนโจทก์เมื่อขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 21 มีนาคม 2553

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการก่อนตามสัญญา ข้อ 24 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์อุทธรณ์ว่า การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการใช้บังคับเฉพาะข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากรายละเอียดที่ระบุไว้ตามสัญญาเช่าเรือ ส่วนการใช้เรือเกินเวลาไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาเช่าเรือ จึงไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการก่อน เห็นว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทในสัญญาเช่าเรือ ข้อ 24 ระบุว่า "In case any dispute arises due to the implementation, both parties shall agree to settle such dispute amicably. If amicable settlement cannot be reached, both parties agree to settle such dispute by an International Court of Arbitration (Singapore Court of Arbitration)" ซึ่งมีคำแปลท้ายเอกสารความว่า ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทขึ้นในการดำเนินการ (ตามสัญญา) ทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จะแก้ไขข้อพิพาทกันฉันมิตร หากไม่สามารถแก้ไขได้อย่างฉันมิตร ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแก้ไขข้อพิพาทโดยคณะอนุญาโตตุลาการของศาลอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นข้อตกลงระงับข้อพิพาทกันทางอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 แม้ตามสัญญาเช่าเรือข้อ 24 จะไม่ได้ระบุถึงวิธีการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับความล่าช้าในการใช้เรือไว้โดยเฉพาะก็ตาม แต่สัญญาดังกล่าว ข้อ 5 "Laytime for loading and discharging" กำหนดว่า "Bend 6 days" ซึ่งจากคำแปลท้ายสัญญา หมายความว่า โจทก์มีหน้าที่นำเรือมายังท่าเรือต้นทางภายในช่วงวันดังกล่าวเพื่อให้จำเลยนำสินค้าบรรทุกลงเรือ จำเลยมีเวลาที่จะใช้ในการนำสินค้าบรรทุกลงเรือและขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือรวม 6 วัน มิฉะนั้นจำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมความล่าช้า (Demurrage) ตามสัญญาข้อ 21 ซึ่งจากคำฟ้องเห็นได้ว่า โจทก์อาศัยข้อสัญญาดังกล่าวในการใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลย และจำเลยได้ให้การต่อสู้หลายประการ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเกิดจากข้อสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกิดขึ้น ดังนั้น ปัญหาว่าจำเลยใช้เรือล่าช้าเกินเวลาที่กำหนดอันเป็นผลให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าธรรมเนียมจากความล่าช้าแก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่นั้น จึงต้องพิจารณาจากเงื่อนไขข้อตกลงในสัญญาเช่าเรือหลายข้อประกอบกันดังกล่าว เมื่อไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่จะทำให้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 24 นี้เป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงต้องเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการก่อนตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเสียก่อน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ต้องเสนอคณะอนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยก่อน และขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เป็นอุทธรณ์ที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเรื่องละ 200 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาล 19,912 บาท เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงให้คืนส่วนที่เกินดังกล่าวแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททอป สยาม มารีน จำกัด
จำเลย — บริษัทกรุงเทพพัฒนาการเกษตร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9675/2559
#605163
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยตรงซึ่งศาลมีอำนาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ข้อ 1, 3 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558 ข้อ 3 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคสอง, 160 ทวิ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (เดิม), 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกคำขอที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า รถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน เป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้กระทำความผิดโดยตรงอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ 2 คัน คือ รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน 1 กฆ สระบุรี 5455 และรถจักรยานยนต์ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หมายเลขตัวรถ 4C9041897 โดยการทำชิ้นส่วนพิเศษหรืออุปกรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ให้ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม เพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามฟ้องว่า จำเลยดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อนำไปสู่การแข่งรถจักรยานยนต์ในทาง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานส่งเสริมหรือสนับสนุนให้มีการแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยตรง ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปแข่ง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงนั้น เป็นการฟังข้อเท็จจริงที่ผิดไปจากคำรับสารภาพของจำเลย เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 134 วรรคสอง ม. 160 ทวิ
คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 22/2558
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสระบุรี
จำเลย — นายธินวัฒน์ พานประทีป
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสระบุรี — นายผาสุก เจริญเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางกาญจนา ชัยคงดี
ชื่อองค์คณะ
เทพ อิงคสิทธิ์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9661/2559
#611281
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 308 กำหนดความผิดของกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เบียดบังเอาทรัพย์ของนิติบุคคลเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่ง ไม่ได้เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของโจทก์ร่วม แม้การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการสั่งจ่ายเช็คที่ไม่มีเงินและไม่มีวงเงินในบัญชีกระแสรายวัน แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 อนุมัติสินเชื่อตั้งวงเงินชั่วคราวโดยมิชอบ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 ได้เงินดังกล่าวไปจากโจทก์ร่วม ซึ่งลักษณะเป็นการร่วมวางแผนและร่วมลงมือมาแต่ต้น แต่ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นตัวการได้ อย่างไรก็ดี บทบัญญัติมาตรา 315 ได้กำหนดความผิดไว้โดยเฉพาะสำหรับผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 กระทำความผิดตามมาตรา 308 ไม่ว่าก่อนหรือขณะกระทำความผิดแล้ว อาชญากรรมทางธุรกิจมีความซับซ้อนหลายขั้นตอน การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 315 ประกอบมาตรา 308 จึงไม่ต้องปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 86

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 308 ม. 315
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัท กรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9652/2559
#606333
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องของโจทก์นอกจากบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 106,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินให้โจทก์เป็นหลักฐานตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่แล้ว ยังได้บรรยายต่อไปว่า ในวันเดียวกันกับวันทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 เมื่อได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว ก็ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 และ 5335 เป็นประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวไว้ โดยแนบสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินมาท้ายฟ้องด้วย ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด จึงเป็นกรณีที่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวปรากฏในคำฟ้องตั้งแต่บรรยายฟ้องแล้ว เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาจำนองดังกล่าว เป็นหนังสือสัญญาที่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน มีข้อความสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินซึ่งผู้จำนองได้กู้จากผู้รับจำนอง 106,000,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ทั้งยังมีข้อความในข้อ 5 ว่า ให้ถือสัญญานี้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อผู้จำนองไว้ด้วย เช่นนี้ ถือได้ว่าหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมชิ้นหนึ่งที่โจทก์ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้นอกเหนือจากหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ กรณีจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มิได้ระบุใบเสร็จรับเงิน เป็นพยานหลักฐานในบัญชีพยานและมิได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 และมาตรา 90 อันต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังใบเสร็จรับเงิน เห็นว่า เมื่อโจทก์นำสืบพยานโดยเบิกความและอ้างส่งใบเสร็จรับเงินเป็นหลักฐานประกอบคำเบิกความของโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นเลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองหลังจากนั้นนานถึง 2 เดือนเศษ จำเลยที่ 1 ย่อมมีโอกาสและเวลาเพียงพอที่จะตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน และนำสืบหักล้างหรือปฏิเสธได้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 และหม่อม อ. เบิกความ ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงิน และหม่อม อ. ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินจริง คดีจึงมีเหตุสมควรที่จะรับฟังใบเสร็จรับเงิน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 106,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 106,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 และ 5335 อยู่ติดกัน ตั้งอยู่ เขตดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 3 งาน 16 ตารางวา และ 3 งาน 19 ตารางวา มีบ้านเลขที่ 582/1 เขตดุสิต กรุงเทพมหาคร ซึ่งเรียกว่า วัง อ. ตั้งอยู่ในที่ดินนี้ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2520 เป็นของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า ภ. บิดาหม่อมเจ้า ฐ. จำเลยทั้งสองเป็นบุตรของหม่อมเจ้า ฐ. กับหม่อม อ. หม่อม อ. เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดกสองคนของหม่อมเจ้า ฐ. ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2549 ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินสองแปลงมายังผู้จัดการมรดกของหม่อมเจ้า ฐ. และวันเดียวกันได้จดทะเบียนขายทั้งสองแปลง (โอนให้บุคคลอื่นเพื่อชำระหนี้สถาบันการเงิน) แก่นาย ท. และนาง ส. สามีภริยา หม่อม อ. กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงินจำนวนหนึ่งซึ่งโจทก์อ้างว่าประมาณ 30,000,000 บาท แต่หม่อม อ. อ้างว่าไม่เกิน 5,000,000 บาท โดยหม่อม อ. นำเช็คและทรัพย์สินมีค่ามอบแก่โจทก์เป็นประกัน ต่อมาหม่อม อ. ต้องการซื้อวัง อ. (ซึ่งก็คือที่ดินสองแปลงและบ้านเลขที่ดังกล่าว) คืนจากนาย ท. และนาง ส. จึงขอกู้ยืมเงินจากโจทก์และจะจดทะเบียนจำนองที่ดินสองแปลงและบ้านเลขที่ดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์ตกลงให้กู้ยืมโจทก์คิดคำนวณเงินที่หม่อม อ. กู้ยืมไปดังกล่าวและยังมิได้ชำระพร้อมดอกเบี้ยรวมเข้าไปในการกู้ยืมและจำนองด้วย โดยโจทก์อ้างว่าคิดคำนวณแล้วได้เป็นเงินรวม 106,000,000 บาท ในการกู้ยืมและจำนองครั้งนี้หม่อม อ. ได้ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืมและจำนอง ในวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ได้มีการจดทะเบียนขายและจำนอง โดยจดทะเบียนว่านาย ท. และนาง ส. ขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ต่อโจทก์ ชั้นพิจารณาของศาล ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ 1 ปากคือตัวโจทก์ ระหว่างสืบพยานโจทก์อ้างส่งเอกสารศาลชั้นต้น แล้วทนายโจทก์แถลงหมดพยาน ต่อมาศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยทั้งสอง 2 ปาก คือจำเลยที่ 1 และหม่อม อ. แล้วทนายจำเลยทั้งสองแถลงหมดพยาน จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือกู้เงินตามกฎหมายใหม่ (ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1) ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงิน และลงลายมือชื่อผู้จำนองในหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด (ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3) กับรับว่าในวันจำนองจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากโจทก์ตามเช็คสามฉบับตามคำให้การของจำเลยที่ 1 รวมเป็นเงิน 53,500,000 บาท จริง ส่วนโจทก์อ้างว่าในวันจำนองนอกจากแคชเชียร์เช็คสามฉบับแล้วโจทก์ยังได้จ่ายเงินสดแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท หม่อม อ. เบิกความรับว่าตนลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินจริง จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้ไว้ต่อโจทก์ สำหรับหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ โจทก์เสียอากรโดยการปิดแสตมป์แต่ไม่ได้ขีดฆ่า ส่วนสัญญาค้ำประกันมิได้เสียอากรโดยการปิดแสตมป์แต่อย่างใด สำหรับใบเสร็จรับเงิน โจทก์มิได้ระบุไว้ในบัญชีพยานและมิได้ส่งสำเนาแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และ 90 แต่อย่างใด ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ปิดแสตมป์และไม่ได้ขีดฆ่า ไม่อาจรับฟังหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เป็นพยานหลักฐานได้ แต่รับฟังหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 106,000,000 บาท ส่วนสัญญาค้ำประกันมิได้ปิดแสตมป์ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิด ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีแต่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อรับฟังคำเบิกความของโจทก์ประกอบหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม กับเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามมาตรา 87 (2) รับฟังใบเสร็จรับเงิน เป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งด้วยแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์นอกจากโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 106,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินให้โจทก์เป็นหลักฐานตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่แล้ว ยังได้บรรยายต่อไปชัดแจ้งว่า ในวันเดียวกันกับวันทำสัญญากู้เงิน จำเลยที่ 1 เมื่อได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์แล้ว ก็ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5334 และ 5335 เป็นประกันการกู้ยืมเงินดังกล่าวไว้ โดยแนบสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินมาท้ายฟ้องด้วย ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งตรงกับหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด จึงเป็นกรณีที่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวปรากฏในคำฟ้องตั้งแต่บรรยายฟ้องแล้ว เมื่อพิจารณาหนังสือสัญญาจำนองดังกล่าวแล้ว เป็นหนังสือสัญญาที่ได้ทำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน มีข้อความเป็นใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินซึ่งผู้จำนองได้กู้จากผู้รับจำนอง 106,000,000 บาท โดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ทั้งยังมีข้อความชัดเจนในข้อ 5 ว่า ให้ถือสัญญานี้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อผู้จำนองไว้ด้วยแล้ว เช่นนี้ พอถือได้ว่าหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนด เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมชิ้นหนึ่งที่โจทก์ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้นอกเหนือจากหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกเอาหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนดมาวินิจฉัยว่า โจทก์มีหนังสือสัญญาจำนองที่ดินรวมสองโฉนดเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ไม่เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องแต่อย่างใด

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์มิได้ระบุใบเสร็จรับเงิน เป็นพยานหลักฐานไว้ในบัญชีพยานและมิได้ส่งสำเนาแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และ 90 ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังใบเสร็จรับเงิน การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังใบเสร็จรับเงิน จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์นำสืบพยานโดยโจทก์เบิกความและอ้างส่งใบเสร็จรับเงิน เป็นหลักฐานประกอบคำเบิกความของโจทก์เสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นเลื่อนไปสืบพยานจำเลยทั้งสองหลังจากนั้นนานถึง 2 เดือนเศษ จำเลยที่ 1 ย่อมมีโอกาสและเวลาเพียงพอที่จะตรวจสอบใบเสร็จรับเงิน และนำสืบหักล้างหรือปฏิเสธได้ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 และหม่อม อ. เบิกความ จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินจริง และหม่อม อ. ก็เบิกความรับว่าหม่อม อ. ลงลายมือชื่อช่องผู้รับเงินในใบเสร็จรับเงินจริง คดีจึงมีเหตุสมควรที่จะรับฟังใบเสร็จรับเงิน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม รับฟังใบเสร็จรับเงิน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 88 ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — หม่อมราชวงศ์ จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โอภาส อนันตสมบูรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 9650/2559
#606707
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของ ส. โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าขณะทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ส. อ่านพูดหรือเขียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ แต่จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรม ส. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พินัยกรรมมิได้ทำต่อหน้า ธ. ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านดุง พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1658 และมาตรา 1705 นั้น แม้มิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ปัญหาว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองทำถูกต้องตามแบบเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์สามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของ ส. ประกอบคำเบิกความของ ภ. เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรของอำเภอบ้านดุง พยานจำเลยซึ่งเป็นพยานคนกลางแล้ว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า ส. ทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต่อหน้า ธ. ซึ่งลงนามในพินัยกรรมในฐานะกรมการอำเภอเป็นปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอโดยถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วนตามกฎหมาย พินัยกรรมจึงไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางสังวาล ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน 2547 เป็นโมฆะ และให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9398 ตำบลอ้อมกอ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี กลับคืนเป็นชื่อนางสังวาล หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่า ได้ความจากนางสมบูรณ์พยานโจทก์ว่า โจทก์มีนิสัยเจ้าชู้ชอบเลี้ยงหญิงสาวและเล่นการพนัน น่าเชื่อว่าเป็นเหตุหนึ่งที่นางสังวาลต้องทำพินัยกรรมเพราะไม่ต้องการให้โจทก์เข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดิน และได้ความว่าก่อนทำพินัยกรรม นางสังวาลนำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้และถูกทวงถามให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง เรื่องที่จำเลยต่อสู้ว่านางสังวาลขอให้จำเลยไถ่ถอนจำนองและจะยกที่ดินให้ เชื่อว่าเป็นความจริง จำเลยตกลงแต่ยังไม่สามารถชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองและรับโอนที่ดินได้เนื่องจากทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลี นางสังวาลจึงแสดงเจตนาทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลยแต่ผู้เดียว และแต่งตั้งนางหนูจันทร์บุตรนางทองคำ พี่สาวตนเป็นผู้จัดการมรดก โดยนางหนูจันทร์ไม่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของนางสังวาล น่าเชื่อว่านางหนูจันทร์ทำตามคำสั่งของนางสังวาล โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าขณะทำพินัยกรรม นางสังวาลอ่านพูดหรือเขียนหนังสือไม่ได้ ไม่สามารถแสดงเจตนาทำพินัยกรรมได้ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ แต่จำเลยปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่วินิจฉัยแล้วว่านางสังวาลต้องการทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลย แต่นางสังวาลป่วยเป็นมะเร็งตับขั้นสุดท้าย จึงน่าจะเป็นสาเหตุให้นางสังวาลต้องการให้มีคนกลางซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับที่ดินของตนเป็นพยาน จึงแสดงเจตนาทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โจทก์และนางสมบูรณ์พยานโจทก์ไม่อยู่ขณะนางสังวาลแสดงเจตนาทำพินัยกรรม ที่โจทก์อ้างว่าขณะนั้นนางสังวาลป่วยหนักไม่มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ มีน้ำหนักน้อย จำเลยมีนางหนูจันทร์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมนางสังวาลมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และมีนางสุภาพรเจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎรของอำเภอบ้านดุงเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานสอบถามแล้วนางสังวาลต้องการทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่จำเลย และตั้งนางหนูจันทร์เป็นผู้จัดการมรดก นางสังวาลมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สามารถทำพินัยกรรมได้ จึงพิมพ์พินัยกรรมให้ตามความประสงค์ แล้วให้นายธเชนทร์ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านดุงตรวจความถูกต้องก่อนอ่านให้นางสังวาลฟังและให้พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน นางหนูจันทร์และนางสุภาพรเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับที่ดินของนางสังวาล จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรมนางสังวาลมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พินัยกรรมมิได้ทำต่อหน้านายธเชนทร์ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 และมาตรา 1705 นั้น แม้มิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ปัญหาว่าพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองทำถูกต้องตามแบบเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์สามารถยกขึ้นอุทธรณ์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพินัยกรรมแล้ว พบว่ามีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางสังวาลถูกต้องครบถ้วน โดยนายธเชนทร์ลงนามในพินัยกรรมในฐานะกรมการอำเภอเป็นปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอ แม้นางสุภาพรจะเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์สับสนไปว่า นายธเชนทร์ไม่ได้สอบถามวัตถุประสงค์ของนางสังวาลและจัดพิมพ์พินัยกรรมด้วยตนเอง แต่นางสุภาพรได้เบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยว่า หลังจากให้นายธเชนทร์ตรวจดูพินัยกรรมแล้วได้อ่านพินัยกรรมให้นางสังวาลฟังต่อหน้านายธเชนทร์ นางญาณธร และพยาน การพิมพ์ลายนิ้วมือของนางสังวาลกระทำต่อหน้านายธเชนทร์ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า นางสังวาลทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองต่อหน้ากรมการอำเภอโดยถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วนตามกฎหมาย พินัยกรรมจึงไม่เป็นโมฆะ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรมนางสังวาลไม่มีสติสัมปชัญญะ การให้นางหนูจันทร์ซึ่งมิใช่บุตรเป็นผู้จัดการมรดก จึงมีพิรุธว่านางหนูจันทร์มีส่วนได้เสียกับเจ้าหน้าที่ในการทำพินัยกรรม การทำพินัยกรรมมิได้ทำต่อหน้านายธเชนทร์ปลัดอำเภอรักษาราชการแทนนายอำเภอบ้านดุง จึงมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 และมาตรา 1658 พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา โจทก์ฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ต้องคืนให้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
ป.พ.พ. ม. 1658 ม. 1705
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพู่ ทวีคูณ
จำเลย — นายประยูร ทวีคูณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวริทธิ์ จิตรเพียรค้า
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชะรัตน์ สุวรรณมา
ชื่อองค์คณะ
แก้ว เวศอุไร
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9648/2559
#605394
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้ว ให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด... คดีนี้ จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเนื้อหาแห่งคดีในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด โดยมิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาด้วย ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดาเท่านั้น ซึ่งเมื่อนำ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 มาประกอบแล้ว ก็คือ บทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อคดีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนให้ตาม ป.อ. มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินไปกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความต่อศาลขัดแย้งในข้อหาสาระสำคัญทำให้ไม่น่าเชื่อถือ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งในเนื้อหาแห่งคดีเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์โดยมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ตาม แต่การอนุญาตให้อุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181 ซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นในอันที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 91, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินไปกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ในระหว่างนั้นให้จำเลยฝึกอาชีพตามที่จำเลยถนัดไม่น้อยกว่า 3 วิชา และให้ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกดังกล่าวรายงานผลการฝึกและอบรมจำเลยให้ศาลทราบทุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยนาท อนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 บัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด...คดีนี้ จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะเนื้อหาแห่งคดีในปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยมิได้กระทำความผิด โดยมิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนมาด้วย จึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอย่างคดีธรรมดา ซึ่งเมื่อนำพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 มาประกอบแล้ว ก็คือ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่เกินไปกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาแก่จำเลย ไม่เป็นการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 อันจะเข้ากรณียกเว้นที่จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์เบิกความขัดแย้งแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญทำให้ไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยได้ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่อุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์โดยมีผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ก็ตาม แต่การอนุญาตให้อุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 181 ซึ่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้เฉพาะคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 180 เท่านั้น มิได้ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ในกรณีดังกล่าวได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นในอันที่จะอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ตรี การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์มานั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 ทวิ ม. 193 ตรี
ป.อ. ม. 18 ม. 295
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 142 (2) ม. 180 ม. 181
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายนันทวัฒน์ ทาเวียง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชัยนาท — นายบัว แก้วจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
พิศล พิรุณ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2559
#606340
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ตาม ป.อ. มาตรา 340, 340 ตรี จำเลยให้การปฏิเสธแต่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และ 357 วรรคหนึ่ง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลย ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 8 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่าไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขบทความผิดและแก้โทษจากรอการกำหนดโทษเป็นฝึกและอบรม มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขมากแต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะการฝึกและอบรมไม่ใช่โทษตาม ป.อ. มาตรา 18 ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 357 วรรคหนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ดังนี้

1) ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่ทุกระยะ 3 เดือน ต่อครั้งมีกำหนด 1 ปี ทุกครั้งที่มารายงานตัวให้ตรวจปัสสาวะของจำเลย หากพบสารเสพติดให้รายงานให้ศาลทราบ

2) ให้ประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อเป็นกิจจะลักษณะ หากผลการเรียนตกต่ำกว่าเดิมให้รายงานศาล

3) ให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี โดยเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ

4) ห้ามเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน เข้าไปในสถานเริงรมย์ทุกประเภท หรือเกี่ยวข้องกับหญิงค้าประเวณี

5) ห้ามดื่มสุรา สูบบุหรี่ สูดดมสารระเหย หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

6) ห้ามเล่นการพนันทุกประเภท

7) ห้ามออกจากที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็น หรือได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

8) ให้จำเลยมาศาลเมื่อศาลจัดโครงการที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย

9) ให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดจำนวน 12 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 1 ปี

ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 8 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ประกอบด้วยมาตรา 143 วรรคหนึ่ง ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา โดยหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวให้ด้วย และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83, 357 วรรคหนึ่ง ให้รอการกำหนดโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติจำเลย ยกฟ้องฐานปล้นทรัพย์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคหนึ่ง, 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 จำคุก 8 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 25,540 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่า ไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขบทความผิดและแก้โทษจากรอการกำหนดโทษเป็นฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 7 (จังหวัดเชียงใหม่) มีกำหนดขั้นต่ำ 1 ปี ขั้นสูง 2 ปี จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ไขมากแต่ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย เพราะการฝึกและอบรมไม่ใช่โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 219
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายณัฐพงศ์ ไชยน้อยหรือขวาเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายกริชชัย เชื้อชมภู
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศล พิรุณ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9593/2559
#606332
เปิดฉบับเต็ม

แม้เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบมิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษา... ต่อมาต้นปี 2557 จำเลยเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมีสิทธิเพียงถามค้านพยานโจทก์ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ คดีจึงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปตามคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ลงลายมือชื่อสองคนในสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมการบริษัทจำเลยหรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งสอง ไม่มีการประทับตราสำคัญของจำเลยมาวินิจฉัย ย่อมถือว่าจำเลยทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองไม่ได้ สัญญาไม่ผูกพันจำเลย นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้องย่อมเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีหน้าที่ต้องนำสืบมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 11,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,400,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 เพียงว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้อง ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบมิใช่ข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบ คดีนี้โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษา... ต่อมาต้นปี 2557 จำเลยเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปจำเลยไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 อันเป็นการผิดสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิเพียงถามค้านพยานโจทก์ แต่จะนำสืบพยานหลักฐานของตนไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 วรรคสอง ชั้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ที่ 1 ไม่ปรากฏว่าขณะที่โจทก์ที่ 2 และนายสุวิรัช เป็นพยานเบิกความ จำเลยได้ถามค้านพยานทั้งสองว่า Mr. Ching กับนายสุวิรัชไม่มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลย จำเลยไม่เคยชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 เลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2554 จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 และจำเลยชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 มาโดยตลอด คดีจึงไม่มีประเด็นว่า บุคคลทั้งสอง มีอำนาจทำสัญญาแทนจำเลยหรือไม่อีกต่อไป คงมีประเด็นเพียงว่า จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2557 เป็นต้นไปตามคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเอาข้อเท็จจริงว่าคู่สัญญาฝ่ายจำเลยที่ลงลายมือชื่อสองคนในสัญญาโดยไม่ปรากฏว่าเป็นกรรมการของจำเลยหรือได้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้ทำสัญญากับโจทก์ทั้งสอง ไม่มีการประทับตราสำคัญของจำเลยมาวินิจฉัย ย่อมถือว่าจำเลยทำสัญญากับโจทก์ทั้งสองไม่ได้ สัญญาไม่ผูกพันจำเลย นำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องอำนาจฟ้องย่อมเป็นการหยิบยกเอาข้อเท็จจริงนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่เกี่ยวกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องนำสืบมาวินิจฉัย เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4250/2549 ที่ศาลอุทธรณ์กล่าวถึง ข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ นำมาเป็นหลักในการวินิจฉัยคดีนี้ไม่ได้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาที่อ้างเหตุผลประการอื่นของโจทก์ที่ 1 นอกจากที่ได้วินิจฉัยมาก็ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับประเด็นที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ดังกล่าวด้วยแล้วว่าจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัย เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว ไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ที่ 1 มีโจทก์ที่ 2 เป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า ต้นปี 2557 จำเลยเริ่มทำผิดสัญญา โดยไม่จัดห้องทำงานไม่จัดค่าใช้จ่าย งบประมาณและบุคลากรให้โจทก์ที่ 1 ลักษณะเพื่อบีบบังคับไม่ให้โจทก์ที่ 1 สามารถทำงานได้ตามปกติ และเมื่อเดือนกันยายน 2557 ก็ไม่ได้ชำระค่าจ้าง ซึ่งตามสัญญาให้บริการเป็นที่ปรึกษา มีว่า จำเลยจะจ่ายค่าที่ปรึกษาแก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 ให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา โดยให้จำเลยชำระค่าที่ปรึกษาไปจนครบสัญญาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2557 ด้วยตามหนังสือเรื่องการปฏิบัติตามสัญญา เมื่อโจทก์ที่ 2 เป็นพยานรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงเบิกความยืนยัน มีพยานเอกสารเป็นหลักฐานสนับสนุน พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยต้องรับผิดชำระเงิน 1,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แก่โจทก์ที่ 1 และพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 เสียด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ แล้วพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง คำขออื่นให้ยก เป็นการมิชอบ ศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะโจทก์ที่ 1 และจำเลยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 2 และจำเลยให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 199 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดอะ กรีนโปรเจ็ค 999 กับพวก
บริษัทแมนูไลฟ์ ประกันชีวิต (ประเทศไทย)
จำเลย — จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภสินธุ์ ศิริลิมากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
โสภณ บางยี่ขัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9592/2559
#606119
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ซ. ซึ่งเป็นผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดถึงแก่ความตาย สภาพบุคคลของ ซ. ย่อมสิ้นไปไม่อาจเกี่ยวข้องทางกายภาพกับกิจกรรมการก่อการร้ายหรือสนับสนุนแก่การก่อการร้ายได้ต่อไปอีก ถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนชื่อ ซ. ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นตั้นมีคำสั่งให้นายซัฟวาน หมายเลขประจำตัวประชาชนเลขที่ 1 - 9606 - 00011 - 34 - 8 เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5

ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อนายซัฟวานออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากนายซัฟวานถึงแก่ความตาย อันเป็นกรณีมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เป็นเหตุที่น่าใช่พฤติการณ์เกี่ยวกับการก่อการร้ายของผู้ถูกกำหนดตามคำสั่งศาลเปลี่ยนแปลงตามนัยมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 จึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งเดิม

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้สำนักงานทบทวนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณายื่นคำร้องฝ่ายเดียวขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้นั้นออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด" เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องและทางไต่สวนว่า นายซัฟวาน บุคคลที่ถูกกำหนดถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 เนื่องจากยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง หมู่ที่ 7 ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส สภาพบุคคลของนายซัฟวานย่อมสิ้นไปไม่อาจเกี่ยวข้องทางกายภาพกับกิจกรรมการก่อการร้าย หรือสนับสนุนแก่การก่อการร้ายได้ต่อไปอีก ถือได้ว่ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อนายซัฟวานออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 มาตรา 5 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนรายชื่อนายซัฟวาน ออกจากรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2556 ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพิพัฒน์ ขำขะจิตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ช้างหัวหน้า
ชื่อองค์คณะ
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สุรพันธุ์ ละอองมณี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา