คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10173/2558
#588135
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) บัญญัติว่า "จำเลย" หมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ฉะนั้นทนายจำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นจำเลยที่ 2 หรือเป็นคู่ความตามความหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 เป็นการส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2843/2554 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟัง โดยถือว่าได้อ่านให้จำเลยทั้งสองฟังด้วยแล้ว ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 2 ได้ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เจ้าหน้าที่ศาลได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 168/243 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับหมายนัด การส่งหมายนัดจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 ใหม่ ตามภูมิลำเนาปัจจุบัน และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ระบุตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์ธานีนาสาร ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่งคำพิพากษามายังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นออกหมายนัดจำเลยที่ 2 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2556 โดยระบุภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์ธานี-นาสาร ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้องโจทก์ เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นไปส่งหมายนัดดังกล่าวตามภูมิลำเนาในหมายนัดโดยวิธีปิดหมาย เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลับหลังจำเลยที่ 2 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาที่ว่าการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ขึ้นในศาลชั้นต้น โดยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้อง ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้นานประมาณ 1 ปี 5 เดือน ประกอบกับตามหนังสือมอบอำนาจในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ อยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจำเลยที่ 2 ได้ส่งสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านเลขที่ดังกล่าวพร้อมหนังสือมอบอำนาจในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบศาลว่า ตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้องแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าได้เปลี่ยนภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้อง ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงไม่อาจถือได้ว่าบ้านเลขที่ 168/243 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลยที่ 2 เพราะภูมิลำเนาของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 แม้จำเลยจะมิได้แจ้งการย้ายภูมิลำเนาต่อศาลก็เป็นคนละเรื่องกับปัญหาว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบหรือไม่ ส่วนที่เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปส่งให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) บัญญัติว่า "จำเลย" หมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ฉะนั้นทนายจำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นจำเลยที่ 2 หรือเป็นคู่ความตามความหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 เป็นการส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย ดังนี้ การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายเพราะไม่มีโอกาสฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของศาลชั้นต้นที่อ่านให้จำเลยที่ 2 ฟัง และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 ฟังใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (3) ม. 2 (15) ม. 15 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางอุไรวรรณ ไกรเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเกื้อกูล ธรรมเนียม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10166/2558
#590031
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 32 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับในวันฟ้องคดีนี้ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติเช่นเดียวกันว่า "บุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดไม่ได้" บทบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 แม้ไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับโทษจะลงแก่ผู้กระทำความผิด แต่ก็เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษทางอาญาซึ่งเกี่ยวพันกับบทกำหนดโทษ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 74/1 ที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ย่อมทำให้ระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาเพิ่มขึ้นหรือหนักกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม ป.อ. มาตรา 95 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเช่นมาตรา 74/1 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิด อันเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ หาใช่เป็นการสนับสนุนผู้กระทำความผิดให้ไม่ต้องรับโทษ การใช้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 บังคับแก่คดีนี้ จะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 98 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 74/1

จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องและฎีกาว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2539 จำเลยกับจำเลยทั้งห้าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4552/ 2553 ของศาลชั้นต้น และพวกอีกหลายคนซึ่งไม่ได้ฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความและบางคนถึงแก่ความตาย ร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 วันที่ 13 มกราคม 2543 ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก วันที่ 1 กันยายน 2543 พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) วันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ โจทก์ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2555 แต่ก่อนครบอายุความ 15 ปี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2554 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2554 เพิ่มมาตรา 74/1 มีผลใช้บังคับวันที่ 19 เมษายน 2554 บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" โจทก์อ้างว่า เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการนับอายุความในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี ไม่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่จำเลย และไม่ใช่การขยายอายุความ แต่เป็นมาตรการไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสวงหาประโยชน์จากอายุความ การตีความโดยเลือกไม่ใช้กฎหมายในส่วนที่อ้างว่าเป็นโทษ เท่ากับเป็นการสนับสนุนผู้กระทำความผิดที่หลบหนีอันเป็นช่องว่างให้ไม่ต้องรับโทษ คดีจึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 32 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับในวันฟ้องคดีนี้ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติเช่นเดียวกันว่า "บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ " บทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แม้ไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด แต่ก็เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาซึ่งเกี่ยวพันกับบทกำหนดโทษ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 ที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ย่อมทำให้ระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาเพิ่มขึ้นหรือหนักกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเช่นมาตรา 74/1 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิด อันเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ หาใช่เป็นการสนับสนุนผู้กระทำความผิดให้ไม่ต้องรับโทษหรือเป็นช่องว่างดังที่โจทก์ฎีกา เพราะทั้งอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 รู้อยู่แล้วว่า ความผิดคดีนี้มีอายุความ 15 ปี และได้ฟ้องบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยเมื่อปี 2553 แต่เพิ่งขอออกหมายจับจำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ก่อนครบอายุความ 15 ปี เพียง 6 เดือนเศษ ทั้งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2543 และยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหลายคนที่ไม่ได้ฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความและบางคนถึงแก่ความตายการใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 บังคับแก่คดีนี้ จะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองดังกล่าว คดีจึงขาดอายุความ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 74/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายณรงค์ สำเภาเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายประชา ฉายแม้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10159 -ที่ 10160/2558
#633732
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ ตาม พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2549 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของธนาคารตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย วรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จัดการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนธนาคารตามมาตรา 19 ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร และมาตรา 19 บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการธนาคารเป็นผู้แทนธนาคารในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก แต่คณะกรรมการธนาคารจะมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารหรือผู้จัดการเป็นผู้แทนก็ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับขณะที่โจทย์ยื่นฟ้องแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 317 ข้อ 10 ที่แก้ไขความในมาตรา 23 ตามที่โจทก์บรรยายอ้างมาในฟ้องซึ่งวรรคหนึ่งบัญญัติว่า ให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารจะมอบหมาย และวรรคสองบัญญัติว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้จัดการเป็นผู้แทนธนาคารเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้พนักงานของธนาคารผู้ใดปฏิบัติกิจการใดแทนก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเนื่องมาจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ ข. ผู้จัดการมีอำนาจดำเนินการแทน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาเพียงว่าคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้ ข. ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้ ข. ดำเนินการแทน ซึ่ง ข. จะมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้ ข. ดำเนินการแทนได้ การที่ ข. ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่มีอำนาจ ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้างจำนวน 4,892,958.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 4,716,571.78 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 มิถุนายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินที่จำเลยเบิกค่ารักษาพยาบาลของตนเองและมารดาจำนวน 49,725.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไป ในต้นเงิน 49,633.70 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มิถุนายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายขรรค์เป็นกรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้โดยชอบตามสำเนาหนังสือที่ออกโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษาว่า ให้จำเลยคืนเงินตามฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 2553/2550 ที่รับไว้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 เป็นต้นมา พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2549 ถึงวันฟ้องและต่อไปจนกว่าได้ชำระเสร็จ กับให้คืนเงินค่ารักษาพยาบาล 49,725.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,633.70 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มิถุนายน 2550) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่านายขรรค์มีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นเพียงสำเนาหนังสือของรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งนายขรรค์ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ต่อไปอีกวาระหนึ่งเท่านั้น เอกสารดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งของคณะกรรมการธนาคารและไม่ใช่เอกสารยืนยันฐานะของนายขรรค์ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2549 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549 บัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของธนาคารตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของธนาคารทุกตำแหน่ง วรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จัดการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนธนาคารตามมาตรา 19 ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร และมาตรา 19 บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการธนาคารเป็นผู้แทนธนาคารในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก แต่คณะกรรมการธนาคารจะมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารหรือผู้จัดการเป็นผู้แทนก็ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 317 ข้อ 10 ที่แก้ไขความในมาตรา 23 ตามที่โจทก์บรรยายอ้างมาในฟ้องว่าให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารจะมอบหมายและให้ได้รับเงินเดือนตามที่คณะกรรมการธนาคารกำหนด และวรรคสองบัญญัติว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้จัดการเป็นผู้แทนธนาคารเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้พนักงานของธนาคารผู้ใดปฏิบัติกิจการใดแทนก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร ดังนั้นเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเนื่องมาจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายขรรค์ผู้จัดการมีอำนาจดำเนินการแทน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาเพียงว่าคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้นายขรรค์ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้นายขรรค์ดำเนินการแทน ซึ่งนายขรรค์จะมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้นายขรรค์ดำเนินการแทนได้ การที่นายขรรค์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่มีอำนาจ ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะนายขรรค์เป็นกรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ม. 19 ม. 23
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2549 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นายศักดาหรือศักดาพินิจ ณรงค์หรือ
จำเลย — ณรงค์ชาติโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10158/2558
#586553
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหาย ระบุว่าจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจ้าง และในคำฟ้องข้อ 4 ระบุว่าในส่วนความรับผิดทางละเมิดจำเลยทั้งหกต้องรับผิดตามคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดโดยให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามส่วน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน ผู้อำนวยการของโจทก์ทราบการกระทำผิดและทราบว่าจำเลยทั้งหกเป็นผู้กระทำผิดโดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดวินัยพนักงาน และความรับผิดในทางแพ่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 จึงเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ส่วนการฟ้องฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 กล่าวคือนับแต่วันที่จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติปล่อยสินเชื่อผิดระเบียบ ซึ่งเป็นวันผิดสัญญาจ้างแรงงาน อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ นับถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งฐานละเมิดและฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน

คดีก่อนศาลแรงงานภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความโดยไม่ได้ระบุในคำพิพากษาว่าให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ถึงที่สุดตามมาตรา 193/17 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 375,833.33 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 375,833.33 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 939,583.34 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,067,083.34 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 375,833.33 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 1,503,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนความชอบ เงินประกันการทำงานและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวม 621,313.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 376,460 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 6

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 621,313.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 376,460 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 6

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 และคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งหกเป็นลูกจ้างโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่1 เป็นผู้จัดการสาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานบัญชี 7 สาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานอำนวยสินเชื่อ 4 สาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 4 เป็นพนักงานวิเคราะห์สินเชื่อ 7 กลุ่มงานธุรกิจธนาคารออมสินภาค 11 จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 5 เป็นหัวหน้าแผนกตรวจสอบทั่วไป กองบริหารงานสาขาธนาคารออมสินภาค 11 จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 6 เป็นหัวหน้ากองบริหารงานสาขาธนาคารออมสินภาค 11 จังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยทั้งหกปล่อยสินเชื่อสาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี ไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งของโจทก์ กล่าวคือมีการประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริง และอนุมัติสินเชื่อผิดหลักเกณฑ์อันเป็นการปฏิบัติผิดระเบียบ คำสั่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อที่โจทก์อ้างว่า ไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งอันเป็นการกระทำละเมิดและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ความเสียหายของโจทก์จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีการอนุมัติปล่อยสินเชื่อและนำเงินของโจทก์ชำระให้แก่ผู้กู้ เมื่อพิจารณาซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งหกวิเคราะห์และอนุมัติปล่อยสินเชื่อโดยไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งของโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดนั้น มีการทำสัญญากู้กันระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 10 เมษายน 2551 จึงเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจอายัดเงินตอบแทนความชอบและเงินประกันการทำงานของจำเลยที่ 6 ไว้ได้อีกต่อไป จึงต้องคืนเงินให้แก่จำเลยที่ 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกฐานผิดสัญญาจ้างมิใช่ฐานมูลละเมิด ซึ่งโจทก์ทราบถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์โดยผู้อำนวยการธนาคารออมสินมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดวินัยพนักงานและความรับผิดทางแพ่ง จึงเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายในข้อหาผิดสัญญาจ้าง อายุความต้องนับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยในคำฟ้องนอกจากจะระบุว่าจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจ้างแล้วในฟ้องข้อ 4 ระบุว่าในส่วนความรับผิดทางละเมิด จำเลยทั้งหกต้องรับผิดตามคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางละเมิดวินิจฉัยโดยให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามส่วน ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน โดยในฐานละเมิดเมื่อโจทก์รับว่าผู้อำนวยการโจทก์ทราบการกระทำผิดและทราบว่าจำเลยทั้งหกเป็นผู้กระทำผิดโดยมีคำสั่งเฉพาะที่ มส. 44/2541 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ความผิดวินัยพนักงาน และความรับผิดในทางแพ่ง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 และโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2551 จึงเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง แล้ว ส่วนการฟ้องฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น เมื่อไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 192/12 คดีนี้จำเลยทั้งหกซึ่งมีหน้าที่ต้องปล่อยสินเชื่อตามระเบียบของโจทก์ แต่จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติปล่อยสินเชื่อระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 โดยประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริงและอนุมัติสินเชื่อผิดหลักเกณฑ์อันเป็นการผิดระเบียบของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ดังนั้นอายุความในมูลหนี้ผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงนับแต่วันที่จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อผิดระเบียบซึ่งเป็นวันผิดสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ไม่ นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 10 เมษายน 2551 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งฐานละเมิดและฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ในคดีเดิมที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกต่อศาลแรงงานภาค 4 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 133/2550 หมายเลขแดงที่ 12/2551 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งหกใหม่ภายในกำหนดอายุความ หรือเมื่ออายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างพิจารณาโจทก์ก็มีสิทธิฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ถึงที่สุดนั้น เห็นว่า การจะใช้สิทธิฟ้องคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลหรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ เมื่อคดีก่อนศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความ เมื่อศาลในคดีก่อนมิได้ระบุในคำพิพากษาว่าให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ถึงที่สุดตามมาตรา 193/17 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/17 วรรคสอง ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายบวรลักษณ์หรือเสริมศักดิ์ สร้อยคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายธรา เมธาธราธิป
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10157/2558
#590207
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับเงิน ออกใบเสร็จรับเงิน ลงรายการรับเงิน เลขที่ใบเสร็จและจำนวนเงินในสมุดควบคุมเงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าเช่าซื้อของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าสำนัก จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นพนักงานจัดการทรัพย์สิน จำเลยที่ 5 เป็นหัวหน้าสำนักงานภายหลังจำเลยที่ 2

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่าโจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ทำงานและมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บเงินรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความบกพร่องและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์อันเป็นสภาพการจ้างตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความในเรื่องผิดสัญญาจ้างไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ฟ้องโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบโดยไม่ได้มอบหมายให้มีพนักงานทะเบียนและพนักงานรับเงินเป็นคนละคนกันเนื่องมาจากว่าหากคนใดไม่มาทำงานจะไม่สามารถรับเงินจากลูกค้าได้ และต้องตรวจดูทะเบียนลูกหนี้รายตัวประกอบใบเสร็จรับเงินจึงจะทราบว่าการลงทะเบียนใบเสร็จรับเงินเป็นเท็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีหน้าที่ดูแลงานด้านอื่นด้วย ไม่มีหน้าที่ควบคุมการรับเงินอย่างเดียวโดยตรง กองคลังของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงก็ยังตรวจสอบไม่พบถึงความผิดปกตินั้น การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบได้อย่างเคร่งครัดจึงเป็นเพียงการการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อธรรมดา

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดเฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น มิได้ให้รับผิดกรณีประมาทเลินเล่อด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 350,330 บาท และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามส่วนที่แต่ละคนต้องรับผิดดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ให้การ

จำเลยที่ 5 ขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 350,330 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์นำเอาพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาเป็นหลักในการเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าเสียหายนั้น แท้จริงแล้วโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไปเป็นหัวหน้าสำนักงานและพนักงานจัดการทรัพย์สินเพื่อควบคุมดูแลการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องใช้อายุความทั่วไปในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดโดยอ้างถึงการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพียงประการเดียว ดังจะเห็นได้จากคำฟ้องของโจทก์บรรยายได้ความว่าจำเลยทั้งห้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กล่าวคือโจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ทำงานและมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บเงินรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความบกพร่องและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์อันเป็นสภาพการจ้างตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่กำกับดูแลตรวจสอบปล่อยให้จำเลยที่ 1 ทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่ขอให้รับผิดเฉพาะในมูลละเมิดแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นหลักในการเรียกค่าเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ฟ้องโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบโดยไม่ได้มอบหมายให้มีพนักงานทะเบียนและพนักงานรับเงินเป็นคนละคนกันเนื่องมาจากว่าหากคนใดไม่มาทำงานจะไม่สามารถรับเงินจากลูกค้าได้ การตรวจสอบใบเสร็จรับเงินก็ยังไม่อาจทราบได้ต้องตรวจดูทะเบียนลูกหนี้รายตัวประกอบจึงจะทราบว่าการลงเลขที่ใบเสร็จรับเงินเป็นเท็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีหน้าที่ดูแลงานด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมการรับเงินเพียงอย่างเดียวโดยตรง กองคลังของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งก็ไม่เคยทวงถามหรือแจ้งเรื่องการข้ามงวดหรือใบเสร็จรับเงินไม่ครบถ้วน แสดงให้เห็นว่าแม้กองคลังของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงก็ยังตรวจไม่พบถึงความผิดปกติดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบได้อย่างเคร่งครัดจึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คงเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อธรรมดา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดเฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น มิได้ให้รับผิดกรณีประมาทเลินเล่อด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10 วรรควรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นางสาวเบญจมาศ กระแสสัตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10156/2558
#590196
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสาขาในประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ขั้นตอนในการดำเนินการขนส่งจะต้องอาศัย Agent หรือผู้รับขนส่งที่ประเทศต้นทาง ตามใบวางบิลของจำเลยที่ 2 มีการหักส่วนของกำไรที่เป็นของจำเลยที่ 1 ออกด้วย จำเลยที่ 1 มีกำไรจากค่าขนส่งส่วนหนึ่ง ค่าธรรมเนียมใบสั่งปล่อยสินค้า และค่าเงินที่ผันผวน เมื่อตรวจดูการโต้ตอบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างพนักงานฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ขายระวางกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ในส่วนที่เป็นค่าระวาง (Air Freight) ด้วย เมื่อ ม. ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทตามภาระที่เกิดจากเงื่อนไขการส่งมอบแบบ FCA และต่อมาเมื่อการขนส่งเสร็จสิ้นจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนส่วนหนึ่งจากค่าระวางทั้งหมดที่เกิดขึ้นดังกล่าวจาก ม. แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทเอง กรณีก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาขนส่งกับ ม. ผู้ส่งที่แท้จริงตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 608 และ 610 แล้ว หากสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามมาตรา 616 และเมื่อจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ต้องรับผิดด้วยหากว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 617 และ 618

จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทแต่จำเลยที่ 2 มอบหมายต่อไปให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำเลยที่ 3 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่งอื่นในการขนส่งที่มีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามความหมายในมาตรา 617 และ 618 แม้ใบรับขนของทางอากาศจะไม่มีชื่อของ ม. ปรากฏอยู่ แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทที่แท้จริง และถ้าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ย่อมมีความรับผิดต่อ ม. ผู้ซื้อในเงื่อนไขส่งมอบแบบ FCA นอกจากนั้นตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของ แม้จะระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งและจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง แต่ก็ระบุในช่อง Nature and Quantity of Goods ว่า CONSOLIDATED CARGO AS PER ATTACHED MANIFEST โดยมี Cargo Manifest แนบอยู่ในช่อง House Airway Bill/Consignee ระบุชื่อ ม. เป็นผู้รับตราส่งไว้ด้วย เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งย่อมรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าผู้รับสินค้าพิพาทที่ปลายทางที่แท้จริงคือ ม. ผู้รับตราส่งที่แท้จริงตามมาตรา 627 เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 3 ได้

ตามใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 3 ออกด้านหน้ามีช่องระบุข้อความให้ผู้ส่งทราบว่า ผู้ส่งสามารถกำหนดเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้มากกว่าที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดไว้ ด้วยการชำระค่าระวางขนส่งเพิ่มเติมแก่ผู้ขนส่ง และที่ด้านหลังมีข้อความพิมพ์ไว้ ซึ่งมี Notice Concerning Carrier's Limitation of Liability กำหนดจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ที่ 19 SDR ต่อน้ำหนักสินค้าที่เสียหายหรือสูญหาย 1 กิโลกรัม เมื่อด้านหน้าของใบรับขนของทางอากาศไม่ปรากฏว่ามีการระบุมูลค่าของสินค้าพิพาทไว้ในช่อง Value for Carriage ดังนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมจำกัดความรับผิดไว้ได้ตามที่ปรากฏหลังใบรับขนของทางอากาศ

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างการดูแลของจำเลยทั้งสาม และโจทก์จ่ายเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 4,752,389.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,645,480 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,645,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554) ต้องไม่เกิน 106,909.68 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทเมดิทอป จำกัด ในการจัดการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับค่าระวางขนส่ง ค่าระวางขนส่งที่เรียกเก็บจากบริษัทเมดิทอป จำกัด ได้นำส่งแก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับเพียงค่าออกใบสั่งปล่อยสินค้าจากการบริการครั้งนี้เพียง 883 บาท นั้น เห็นว่า นายชัยฤกษ์ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางอริศราไม่ทราบชื่อสกุลเป็นพนักงานฝ่ายขายอาวุโสของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขายระวางแก่ลูกค้า ระวางที่ว่าเป็นระวางเรือและระวางเครื่องบิน จำเลยที่ 1 ไม่มีสาขาในประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ขั้นตอนในการดำเนินการขนส่งจะต้องอาศัย Agent หรือผู้รับขนส่งที่ประเทศต้นทาง ตามใบวางบิลของจำเลยที่ 2 มีการหักส่วนของกำไรที่เป็นของจำเลยที่ 1 ออกด้วย จำเลยที่ 1 มีกำไรจากค่าขนส่งส่วนหนึ่ง ค่าธรรมเนียมใบสั่งปล่อยสินค้า และค่าเงินที่ผันผวน เมื่อตรวจดูการโต้ตอบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างนางอริศรากับผู้ที่ใช้ชื่อว่า Tony Sjoberg เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นได้ว่านอกจากเป็นการติดต่อประสานงานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทแล้ว ยังมีการกล่าวถึงอัตราค่าระวางขนส่งสินค้าพิพาทเที่ยวนี้ด้วย โดยในไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ นาย Tony แจ้งอัตราค่าระวางของจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 6 โดรนาสวีเดน แล้วนางอริศราตอบไปตามเอกสารแผ่นแรกว่า อัตราค่าระวางของจำเลยที่ 1 คือ 100 กิโลกรัม ขึ้นไป คิดราคากิโลกรัมละ 9 โดรนาสวีเดน และเมื่อเปรียบเทียบกับใบวางบิลของจำเลยที่ 2 ที่มีถึงจำเลยที่ 1 ในรายการ Profit Split ซึ่งหมายถึงการแบ่งผลประโยชน์แล้ว เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ในส่วนที่เป็นค่าระวาง (Air Freight) ด้วยในอัตรากิโลกรัมละ 1 โดรนาสวีเดน เป็นเงิน 151 โดรนาสวีเดน เมื่อบริษัทเมดิทอป จำกัด ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทตามภาระที่เกิดจากเงื่อนไขการส่งมอบแบบ FCA และต่อมาเมื่อการขนส่งเสร็จสิ้นจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนส่วนหนึ่งจากค่าระวางทั้งหมดที่เกิดขึ้นดังกล่าวจากบริษัทเมดิทอป จำกัด แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทเอง กรณีก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาขนส่งกับบริษัทเมดิทอป จำกัด ผู้ส่งที่แท้จริงตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608 และ 610 แล้ว หากสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามมาตรา 616 และเมื่อจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งคนอื่นที่ต้องรับผิดด้วยหากว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 617 และ 618 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากบริษัทเมดิทอป จำกัด มาฟ้องจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทแต่จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายต่อไปให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำเลยที่ 3 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่งคนอื่นในการขนส่งที่มีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามความหมายในมาตรา 617 และ 618 แม้ใบรับขนของทางอากาศ จะไม่มีชื่อของบริษัทเมดิทอป จำกัด ปรากฏอยู่เลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทที่แท้จริง และถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ย่อมมีความรับผิดต่อบริษัทเมดิทอป จำกัด ผู้ซื้อในเงื่อนไขส่งมอบแบบ FCA ที่บริษัทเซลลา วิชั่น เอบี ได้ส่งมอบสินค้าพิพาทที่ต้นทางแล้วและการเสี่ยงภัยในการที่สินค้าพิพาทจะเสียหายระหว่างการขนส่งจะตกเป็นพับแก่บริษัทเมดิทอป จำกัด ได้โอนมายังบริษัทเมดิทอป จำกัด แล้ว นอกจากนั้นตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของ แม้จะระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งและจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง แต่ก็ระบุในช่อง Nature and Quantity of Goods ว่า CONSOLIDATED CARGO AS PER ATTACHED MANIFEST โดยในเอกสารมี Cargo Manifest แนบอยู่ในช่อง House Airway Bill/Consignee ระบุชื่อบริษัทเมดิทอป จำกัด เป็นผู้รับตราส่งไว้ด้วย เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งย่อมรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าผู้รับสินค้าพิพาทที่ปลายทางที่แท้จริงคือบริษัทเมดิทอป จำกัด ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งเช่นเดียวกันและกำลังดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทเพื่อบริษัทเมดิทอป จำกัด ตามวิธีการในการประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เมื่อสินค้าถึงปลายทางตามที่กำหนดและบริษัทเมดิทอป จำกัด เรียกให้ส่งมอบสินค้าพิพาทแล้ว แต่นั้นไปสิทธิทั้งหลายของผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนนั้นย่อมตกไปได้แก่บริษัทเมดิทอป จำกัด ผู้รับตราส่งที่แท้จริงตามมาตรา 627 เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานว่าบริษัทเมดิทอป จำกัด ได้จ่ายค่าสินค้าแก่ผู้ขายแล้วนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 สามารถจำกัดความรับผิดได้ที่ 19 SDR หรือ 29 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้าพิพาท 1 กิโลกรัม ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามใบรับขนของทางอากาศ ที่จำเลยที่ 3 ออกนั้น ที่ด้านหน้ามีช่องระบุข้อความให้ผู้ส่งทราบว่า ผู้ส่งสามารถกำหนดเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้มากกว่าที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดไว้ ด้วยการชำระค่าระวางขนส่งเพิ่มเติมแก่ผู้ขนส่ง และที่ด้านหลังมีข้อความพิมพ์ไว้ ซึ่งมี Notice Concerning Carrier's Limitation of Liability กำหนดจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ที่ 19 SDR ต่อน้ำหนักสินค้าที่เสียหายหรือสูญหาย 1 กิโลกรัม เมื่อที่ด้านหน้าของใบรับขนของทางอากาศไม่ปรากฏว่ามีการระบุมูลค่าของสินค้าพิพาทไว้ในช่อง Value for Carriage ดังนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมสามารถจำกัดความรับผิดได้เพียง 19 SDR ต่อน้ำหนักพิพาท 1 กิโลกรัม ตามที่ปรากฏหลังใบรับขนของทางอากาศ เมื่อสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนัก 139 กิโลกรัม ได้รับความเสียหายทั้งหมด จำเลยที่ 3 จึงจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 2,641 SDR อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่เคยทวงถาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้ผิดนัดนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่บริษัทเมดิทอป จำกัด เป็นเงิน 4,645,480 บาท ด้วยเช็คลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ตามใบสำคัญจ่ายและเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ลงในเช็ค เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างการดูแลของจำเลยทั้งสาม และโจทก์จ่ายเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงินไม่เกิน 2,641 SDR การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608 ม. 610 ม. 616 ม. 617 ม. 618
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัทอินเตอร์กรุ๊ป เอเจ๊นซีส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10154/2558
#589779
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา โรงแรมของจำเลยมีห้องพัก 48 ห้อง มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว มีพนักงานปฏิบัติหน้าที่ 2 คน อ. ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขกทางเข้าออกของโรงแรมไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน ไม่มีไม้กั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยาม เช่นนี้แสดงว่าขณะ อ. ไปเปิดห้องพักให้แขกจะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัย คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าได้ คงทำได้เพียงอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้นและจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใดทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย แม้ดาบตำรวจ ส. กับ ร. จะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0798 ฉะเชิงเทรา ไว้จากดาบตำรวจสายชล มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ใช้ชื่อว่า โรงแรม ก. นายสรกฤชขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากดาบตำรวจสายชล ผู้เอาประกันภัย เข้าพักที่โรงแรม ก. ของจำเลย ที่จังหวัดขอนแก่น โดยเปิดห้องพัก 2 ห้อง นายสรกฤชกับดาบตำรวจสายชล เข้าพักที่ห้องหมายเลข 717 และจอดรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่ด้านข้างของห้องพัก ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป ดาบตำรวจสายชลแจ้งเหตุให้พนักงานของจำเลยทราบและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 1,300,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลปิดล็อกเพียงลูกบิดประตูแต่ไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกประตูรูปตัวยู และไม่เก็บกุญแจรถยนต์ให้มิดชิด ทำให้คนร้ายเข้าไปภายในห้องพักแล้วลักกุญแจรถยนต์ที่วางไว้บนชั้นวางโทรศัพท์แล้วขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้หลบหนีไป ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลซึ่งเป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัย จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ล จึงไม่ต้องรับผิด นั้น เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยทั้งในกรณีชั่วคราวและพักค้างคืน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา เมื่อได้ความจากนายสุทรรศน์ พนักงานของจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีห้องพักรวมทั้งหมด 48 ห้อง และได้ความจากนายพรศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีพนักงานของจำเลยปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงแรม 2 คน โดยนายอดุลย์ ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและเป็นผู้ทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขก ส่วนนายสุทรรศน์ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงิน วันเกิดเหตุ หลังจากนายอดุลย์เป็นคนไปเปิดห้องพักให้ดาบตำรวจสายชลกับพวก นายอดุลย์ก็กลับมาประจำอยู่ที่บริเวณป้อมยามหน้าทางเข้าออกของโรงแรม และปรากฏตามภาพถ่ายโรงแรมว่า ทางเข้าออกโรงแรมของจำเลยไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน และไม่มีไม้กั้นเพื่อกั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยามของพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะเกิดเหตุนายอดุลย์ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ที่ป้อมยาม และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นพนักงานเปิดห้องพัก เช่นนี้แสดงว่า ขณะนายอดุลย์ไปเปิดห้องพักให้แขก จะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการเข้าพัก คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินเพียงคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการได้ คงทำได้เพียงการอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมของจำเลยสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้น และจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใด ทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย ดังนั้น แม้ดาบตำรวจสายชลกับนายสรกฤชจะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าผู้มาใช้บริการได้ ลำพังเพียงการที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยู จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเองหรือบริวารที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมพ้นความรับผิด จำเลยจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งดาบตำรวจสายชลคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทจัดหางานพรศักดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายกฤช โคตรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10115/2558
#588379
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ไม่คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้อง แต่ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองวางเงินเฉพาะค่าทนายความ ไม่ได้วางเงินค่าตรวจพิสูจน์เอกสารกับค่าคำร้องที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา อันเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางเงินให้ครบถ้วน โดยศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ให้ครบถ้วน แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้ ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 4,028,460.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 3,689,992.09 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่น

คำแถลงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ต่อมามีการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี

ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีไม่เคยได้รับหมายใด ๆ จากศาล และไม่ได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล ลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นลายมือชื่อปลอม คำพิพากษาตามยอมเกิดจากการหลอกลวงโดยบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่เคยได้รับหมายนัดแจ้งวันสืบพยาน และไม่เคยมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสีชมพู ทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์

ภาค 4 ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 วางหลักในการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย โดยไม่ได้คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองวางเฉพาะค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ยังมิได้วางค่าที่โจทก์ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์จำนวน 10,000 บาท และค่าคำร้องต่าง ๆ ที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางให้ครบ หากไม่ครบศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อกฎหมายและคำสั่งของศาลชั้นต้นระบุหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไว้แล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณัฏฐภูมิ โพธิ์ชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวรัชนี วิเศษชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10115/2558
#636289
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 วางหลักในการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย โดยไม่ได้คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองวางเฉพาะค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ยังมิได้วางค่าที่โจทก์ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์จำนวน 10,000 บาท และค่าคำร้องต่าง ๆ ที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางให้ครบ หากไม่ครบศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อกฎหมายและคำสั่งของศาลชั้นต้นระบุหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไว้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 4,028,460.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 3,689,992.09 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ต่อมามีการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และวันที่ 1 เมษายน 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 วันที่ 27 พฤษภาคม 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีไม่เคยได้รับหมายใด ๆ จากศาล และไม่ได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล ลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นลายมือชื่อปลอม คำพิพากษาตามยอมเกิดจากการหลอกลวงโดยบุคคลอื่น วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่เคยได้รับหมายนัดแจ้งวันสืบพยาน และไม่เคยมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสีชมพูทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 วางหลักในการ อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย โดยไม่ได้คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองวางเฉพาะค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ยังมิได้วางค่าที่โจทก์ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์จำนวน 10,000 บาท และค่าคำร้องต่าง ๆ ที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางให้ครบ หากไม่ครบศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อกฎหมายและคำสั่งของศาลชั้นต้นระบุหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไว้แล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณัฏฐภูมิ โพธิ์ชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10110/2558
#634135
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 อันเป็นบทบัญญัติในหมวด 6 การถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดร้าง ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เช่นนี้ การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามมาตรา 1273/3 กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4 เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพนิติบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 กรณีของจำเลยที่ 1 เป็นการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในหมวด 6 หาใช่เป็นการเลิกบริษัทแล้วต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 คู่ความมิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง คงมีปัญหาเฉพาะคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.3916/2548 หลังจากศาลพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน และตีราคาทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือหักจากจำนวนหนี้แล้ว คำนวณถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องนั้นศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่นายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 อันเป็นบทบัญญัติในหมวด 6 การถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดร้าง ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เช่นนี้ การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามมาตรา 1273/3 กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4 เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพนิติบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลเพราะอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 นั้น เห็นว่า กรณีของจำเลยที่ 1 เป็นการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในหมวด 6 หาใช่เป็นการเลิกบริษัทแล้วต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 แต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1273/3 ม. 1273/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทรุ่งดี กรุ๊ป ดีเวลล็อบเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10098/2558
#636288
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และเมื่ออายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 7 ผู้ค้ำประกันด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ซึ่งมีผลต่อผู้ค้ำประกันด้วย เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ผู้ร้องมีหนังสือให้ลูกหนี้ที่ 7 มาปรับโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรก ลูกหนี้ที่ 7 ได้รับหนังสือ ครั้งที่ 2 ลูกหนี้ที่ 7 ไม่มารับหนังสือภายในกำหนด ผู้ร้องจึงประกาศหนังสือพิมพ์แทน แต่ลูกหนี้ที่ 7 มิได้มาติดต่อกับเจ้าหนี้แต่ประการใด จึงถือว่าลูกหนี้ที่ 7 ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่เจ้าหนี้สั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ส่วนที่ลูกหนี้ที่ 7 ยื่นคำคัดค้านต่อสู้ว่า ตนเองมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้นั้น ก็มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าตนเองมีทรัพย์สินใดบ้างพอชำระหนี้หรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่ลูกหนี้ที่ 7 อ้าง กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 7 ล้มละลาย แต่ลูกหนี้ที่ 7 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 7 เด็ดขาดตามที่ผู้ร้องขอมาในอุทธรณ์ไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 7 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 และมาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งเจ็ดเด็ดขาด

ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ลูกหนี้ที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะลูกหนี้ที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ที่ 7 เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางตรวจสอบพบว่าลูกหนี้ที่ 7 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2559

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า สำหรับลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีในส่วนลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 จึงยุติตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องข้อแรกมีว่า หนี้ของผู้ร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 7 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เงินเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำนวนเงิน 8,500,000 บาท ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 ในวงเงิน 3,000,000 บาท และทำสัญญากู้เงินเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท โดยลูกหนี้ที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกัน สัญญาทั้งสามฉบับในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2543 ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ รับว่ามีหนี้ค้างชำระ 56,258,466.59 บาท หลังจากนั้นได้มีการคำนวณยอดหนี้ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 เป็นหนี้ที่ค้างอยู่เป็นเงิน 76,192,214.12 บาท และได้ฟ้องลูกหนี้ทั้งเจ็ดต่อศาลล้มละลายกลางในวันดังกล่าว ดังนั้น การที่ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และเมื่ออายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 7 ผู้ค้ำประกันด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ซึ่งมีผลต่อผู้ค้ำประกันด้วย เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ผู้ร้องนำคดีมายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในวันที่ 17 มีนาคม 2543 หนี้ของผู้ร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 7 จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 7 ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวหรือไม่ ปัญหานี้ศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไป เห็นว่า ผู้ร้องมีหนังสือให้ลูกหนี้ที่ 7 มาปรับโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกตามหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 7 ได้รับหนังสือในวันที่ 2 กันยายน 2552 ครั้งที่ 2 ตามหนังสือลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552 แต่ลูกหนี้ที่ 7 ไม่มารับหนังสือภายในกำหนด ผู้ร้องจึงประกาศหนังสือพิมพ์แทน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552 แต่ลูกหนี้ที่ 7 มิได้มาติดต่อกับเจ้าหนี้แต่ประการใด จึงถือว่าลูกหนี้ที่ 7 ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่เจ้าหนี้สั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ส่วนที่ลูกหนี้ที่ 7 ยื่นคำคัดค้านต่อสู้ว่า ตนเองมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้นั้น ก็มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าตนเองมีทรัพย์สินใดบ้างพอชำระหนี้หรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่ลูกหนี้ที่ 7 อ้าง กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 7 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะลูกหนี้ที่ 7 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ลูกหนี้ที่ 7 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 7 เด็ดขาดตามที่ผู้ร้องขอมาในอุทธรณ์ไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 7 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 และมาตรา 84

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 7 ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 และมาตรา 84 ให้กองมรดกของลูกหนี้ที่ 7 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองมรดกของลูกหนี้ที่ 7 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/30 ม. 692
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 84 ม. 87
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ลูกหนี้ — บริษัทท่าทรายประมวล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10096/2558
#632624
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดให้มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 แต่เนื่องจากเป็นสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอม อายุความจึงให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งครบกำหนดอายุความในวันที่ 30 สิงหาคม 2553 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 พ้นกำหนดอายุความแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ อันเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ ล.13197/2553 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 15

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.12801/2543 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีแพ่งดังกล่าวศาลแพ่งพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2543 คู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 25 กันยายน 2543 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 คดียังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดให้มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 แต่เนื่องจากเป็นสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอม อายุความจึงให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งครบกำหนดอายุความในวันที่ 30 สิงหาคม 2553 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 พ้นกำหนดอายุความแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ อันเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางยกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์อินเตอร์แคปปิตอล อลิอันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทชวาลวิทย์อุตสาหกรรมเครื่องหนัง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10095/2558
#634134
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ถึงแม้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นเมื่อใด การที่ลูกหนี้ที่ 1 ขอลดวงเงิน แสดงว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้เดิมย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องคือนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 และวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ เมื่อต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยอมรับสภาพหนี้ว่า เพียง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2548 ลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้อง 268,157,036.43 บาท ถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 3 ผู้ค้ำประกันด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 และมาตรา 193/14 ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2552 ผู้ร้องนำสิทธิเรียกร้องมายื่นคำร้องขอคดีนี้วันที่ 8 มิถุนายน 2553 คดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่

ลูกหนี้ทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน และลูกหนี้ที่ 3 ขาดนัดพิจารณาระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีของลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 จากสารบบความ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 25,000,000 บาท และสัญญากู้เงินจำนวน 136,000,000 บาท กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2536 และฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2542 โดยมีลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 นำที่ดินจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากเจ้าหนี้เดิม หลังจากนั้นผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ทั้งสามติดต่อเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ที่ 3 เพิกเฉย ส่วนลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ก่อนฟ้องผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ทั้งสามชำระหนี้หรือเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้อง ลูกหนี้ทั้งสามได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้วเพิกเฉย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า มูลหนี้ตามคำร้องขาดอายุความซึ่งถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 3 ล้มละลาย หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า ภายหลังจากลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับเจ้าหนี้เดิมในวงเงิน 25,000,000 บาท ต่อมาลูกหนี้ที่ 1 ขอลดวงเงิน 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2543 ลดวงเงินเหลือ 10,000,000 บาท ตามบันทึกต่อท้ายสัญญา ส่วนหนี้กู้ยืมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เงินเจ้าหนี้เดิมจำนวน 136,000,000 บาท ลูกหนี้ที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้แก่เจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 วงเงิน 20,000,000 บาท และวันที่ 28 ธันวาคม 2542 วงเงิน 136,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกัน ดังนี้ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ถึงแม้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นเมื่อใด การที่ลูกหนี้ที่ 1 ขอลดวงเงิน แสดงว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้เดิมย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องคือนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 และวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ เมื่อต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยอมรับสภาพหนี้ว่า เพียง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2548 ลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้อง 268,157,036.43 บาท ถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 3 ผู้ค้ำประกันด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 และมาตรา 193/14 ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2552 ผู้ร้องนำสิทธิเรียกร้องมายื่นคำร้องขอคดีนี้วันที่ 8 มิถุนายน 2553 คดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าคดีของผู้ร้องขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้ลูกหนี้ที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/30 ม. 203 ม. 692
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทซี.บี.คอมเมอร์เชียล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10082/2558
#590846
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าขณะ ส. เสียชีวิต ส. ไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่ ส. นำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยจึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือ กรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วย ตามตารางกรมธรรม์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวดาริน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสมพร กับนางหนูลม โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเรือโดยสารรับจ้างชื่อเรือดารินนาวา นายสมพรเป็นพนักงานประจำเรือดังกล่าว มีหน้าที่ขับเรือและดูแลเรือ โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยไว้ต่อจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายของผู้ได้รับความคุ้มครองโดยอุบัติเหตุอันเนื่องจากการใช้บริการเรือโดยสารรับจ้าง และผู้ที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ มีข้อยกเว้นตามข้อ 2 ค. ว่าการประกันภัยไม่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลใด ๆ ที่อยู่บนท่าเทียบเรือ เว้นแต่ผู้โดยสารเรือที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุในตารางกรมธรรม์ ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ระบุว่าผู้ได้รับความคุ้มครองคือผู้โดยสาร 15 คน กรณีเสียชีวิต 50,000 บาท ต่อคน และมีการตกลงขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือที่มีหน้าที่ทำการประจำเรือ 2 คน ให้ความคุ้มครองกรณีพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต 50,000 บาทต่อคน ตามตารางกรมธรรม์ ระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาประกันภัย แต่เป็นเวลาที่เรือดังกล่าวเสร็จสิ้นการรับส่งผู้โดยสารแล้ว ขณะนายสมพรแก้เชือกที่ผูกเรือกับเสาเพื่อนำเรือออกจากท่าเรือไปเก็บยังสถานที่เก็บซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันแต่เชือกหลุดมือ เรือจึงลอยออกจากท่าเรือ นายสมพรจึงกระโดดลงไปในน้ำแล้วว่ายน้ำตามเรือไปแต่ไม่ทันจึงจมน้ำเสียชีวิต ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของนายสมพรไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงจากเรือ จึงไม่อาจอยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุ เป็นการคุ้มครองตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือตั้งแต่การนำเรือไปรับผู้โดยสารและการนำเรือไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะนายสมพรเสียชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสาร จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาดังกล่าว แม้ว่าขณะนายสมพรเสียชีวิต นายสมพรไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่นายสมพรนำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือกรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วยตามตารางกรมธรรม์ แผ่นที่ 2 ข้อ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
นายศรชัย คำเรือน โดยนางหนูลม แสนด้วง
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายศุภกิจ แย้มประชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10079/2558
#632490
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ทั้งจำเลยซึ่งได้ถูกปลดจากล้มละลายนั้นยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 79 เมื่อผู้ร้องอ้างในคำร้องว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจ เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยได้กระทำการดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้ร้องจักได้จัดการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม2540 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 พิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายวันที่ 4 มีนาคม 2541 ผู้ร้องทำการสอบสวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 150,000 บาท จึงมีหมายนัดโจทก์มาให้การสอบสวน โจทก์ได้รับหมายโดยชอบแล้วไม่มา ผู้ร้องพิจารณาคำให้การและเอกสารที่จำเลยนำส่งปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวจากจำเลย ผู้ร้องหมายเรียกให้โจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท แก่ผู้ร้องเพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 อ้างว่าจำเลยอยู่ระหว่างเจรจาประนอมหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา ขอเลื่อนการชำระเงินไปในวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ผู้ร้องเห็นว่าเป็นคนละกรณีกันจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท ภายใน 15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ว่าได้รับเงินจากจำเลยเพียง 80,000 บาท หนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 ที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลย 150,000 บาท นั้น จำเลยขอให้โจทก์ออกหนังสือเพื่อจำเลยจะนำไปอ้างต่อบุคคลภายนอก หากโจทก์ไม่ออกหนังสือจำเลยก็จะไม่ชำระหนี้ 80,000 บาท แก่โจทก์ ผู้ร้องหมายเรียกจำเลยมาสอบสวนเพิ่มเติม จำเลยให้การว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ 2 ราย คือโจทก์และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 80,000 บาท จริง เพื่อให้โจทก์ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ แล้วจำเลยติดต่อขอชำระหนี้ภายนอกแก่สหกรณ์ดังกล่าวเพื่อให้สหกรณ์ถอนคำขอรับชำระหนี้ แต่สหกรณ์ไม่ยอมรับชำระหนี้ภายนอก จึงไม่สามารถยกเลิกการล้มละลายให้แก่จำเลย ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของโจทก์และจำเลยมีข้อพิรุธเป็นลักษณะสมยอมกันเพื่อลดยอดเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ไม่สามารถหักล้างพยานเอกสารลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 ที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลย 150,000 บาท อันเป็นการชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว และให้โจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระครบถ้วนแก่ผู้ร้อง

โจทก์และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ประกอบมาตรา 24 ไม่ใช่การกระทำแทนจำเลย ผู้ร้องแจ้งว่าจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 การปลดจากล้มละลายทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีผลให้ผู้ร้องพ้นอำนาจหน้าที่ที่จะรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยอีกต่อไป จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การปลดจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 หามีผลให้ผู้ร้องหมดอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยแต่อย่างใด ผู้ร้องยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยต่อไปจนแล้วเสร็จ หรือจนศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 เมื่อปรากฏว่าจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจและเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่ก่อนหรือขณะถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องจึงมีอำนาจติดตามรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อนำมาแบ่งให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ต่อไปนั้น เห็นว่า คำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ทั้งจำเลยซึ่งได้ถูกปลดจากล้มละลายนั้นยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 79 เมื่อผู้ร้องอ้างในคำร้องว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจ เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยได้กระทำการดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้ร้องจักได้จัดการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 79 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุมพล จารุเสนารงค์
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายนิทัศน์ คำนนท์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10076/2558
#611268
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง มุ่งประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษเข้าสู่ร่างกายเนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ และมิได้บัญญัติว่าผู้ขับขี่นั้นต้องขับรถในทางเดินรถด้วย แต่ต้องพิจารณาเพียงว่า ผู้เสพนี้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถหรือไม่ หากผู้เสพปฏิบัติหน้าที่ขับรถไม่ว่าจะเสพในขณะขับรถหรือก่อนหน้านั้น ผู้นั้นได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถได้เสพเมทแอมเฟตามีนในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 43 ทวิ แล้ว และชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยและสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 43 ทวิ, 157/1, 160 ตรี พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 95, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ, 127 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง, 160 ตรี วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ปรับบทมาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง และต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว) จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ยกฟ้องความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและยกคำสั่งให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติไว้ในลักษณะ 3 ว่าด้วยการใช้ทางเดินรถ แต่ก็ไม่ได้บัญญัติว่าผู้ขับขี่ซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 43 ทวิ ต้องขับรถในทางเดินรถด้วย และเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษเข้าร่างกายเนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ ดังนี้ ต้องพิจารณาเพียงว่าผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถหรือไม่ หากผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถไม่ว่าจะเสพในขณะขับรถหรือก่อนหน้านั้น ผู้นั้นก็ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถชนิดที่ 3 เลขที่ 1 นศ. 00004/52 ได้เสพเมทแอมเฟตามีนในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 4446 นครศรีธรรมราช อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ หนึ่ง ม. 157/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายพิชัย สำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายเชิดชาย บัวเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10073/2558
#585995
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว ต้องสอบถามจำเลยด้วยว่าจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งรถยนต์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของยังมิได้เสียภาษี การที่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดแจ้ง กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1, 102 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบพืชกระท่อม และรถยนต์ของกลาง จ่ายเงินรางวัลให้แก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษี (ที่ถูก ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร) ปรับ 448,436 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 498,436 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษี (ที่ถูก ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร) ปรับ 224,218 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 249,218 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิด โดยให้จ่ายตามอัตราและวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 7, 8 วรรคสอง ริบรถยนต์ และพืชกระท่อม ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหามีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหามีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป" ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยด้วยว่าจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดแจ้ง กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ชอบไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลยและยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายใหม่ แล้วพิพากษาในความผิดฐานดังกล่าวใหม่ตามรูปคดี ส่วนความฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ทำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีก -เลี่ยงอากร ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอาหามะ อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางทวีโชค คู่ทวีกุล นาควโรดม
ศาลอุทธรณ์ — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10072/2558
#633729
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย แต่ผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามนัดอันเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกัน การบังคับตามสัญญาประกันจึงเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกันจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยผู้ประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลตามกำหนด ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลต้องถือว่าผู้ประกันยังผิดสัญญาประกัน แต่หากผู้ประกันขวนขวายนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งศาลภายในอายุความทางอาญา ศาลก็อาจลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกันได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้ผู้ประกันนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันมีสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งปรับผู้ประกันทั้งสองได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสอง โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีอีก ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสอง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองและคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้ประกันที่ 1 โดยเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ตีราคาประกัน 600,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2544 ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาประกัน และออกหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ประกันทั้งสองชำระค่าปรับภายใน 15 วัน ผู้ประกันทั้งสองทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2557 ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องว่า คำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองถึงที่สุดวันที่ 25 สิงหาคม 2544 และวันที่ 4 ตุลาคม 2544 ตามลำดับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีผู้ประกันทั้งสองภายในกำหนด 10 ปี แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้ประกันทั้งสองจนพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว ขอให้คืนหลักประกันสมุดเงินฝากแก่ผู้ประกันทั้งสอง พร้อมมีหนังสือเพิกถอนการอายัดสมุดเงินฝากดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการประจำศาลชั้นต้นรายงานข้อเท็จจริง ผู้อำนวยการประจำศาลชั้นต้นรายงานข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีผู้ประกันทั้งสองมีกำหนด 4 ปี อ้างว่า สำนวนพลัดหลงและยากต่อการติดตาม ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคดีที่ผิดสัญญาประกันก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ใช้บังคับมีจำนวนเท่าใด เพื่อจะได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้ประกัน โดยสำนวนคดีนี้เก็บไว้ที่ห้องเก็บสำนวนคดีแดง จนกระทั่งมีการยื่นคำร้องขอคืนหลักทรัพย์ จึงพบว่ามีการผิดสัญญาประกันทั้งผู้ประกันทั้งสองยังมิได้ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่ผู้ร้องอาจขอขยายเวลาได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงตามคำร้องถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลา จึงอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ตามขอ และมีคำสั่งคำร้องของผู้ประกันทั้งสองว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 บัญญัติว่า การขอถอนหลักประกันย่อมทำได้ต่อเมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวจำเลยคืนต่อศาล คดีนี้ผู้ร้องยังไม่ได้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาล จึงยังไม่มีสิทธิขอถอนหลักประกัน ทั้งศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีตามคำร้องขอขยายของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงยกคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนเงินประกันมาชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2557 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางละมุง ส่งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากของผู้ประกันที่ 1 จำนวน 500,000 บาท มาให้ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกันทั้งสอง และคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้ประกันที่ 1

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย แต่ผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามนัดอันเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกัน การบังคับตามสัญญาประกันจึงเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกันจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยผู้ประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลตามกำหนด ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลต้องถือว่าผู้ประกันยังผิดสัญญาประกัน แต่หากผู้ประกันขวนขวายนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งศาลภายในอายุความทางอาญา ศาลก็อาจลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกันได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้ผู้ประกันนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันมีสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งปรับผู้ประกันทั้งสองได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสอง โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีอีก ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสอง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองและคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้ประกันที่ 1 โดยเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ประกันทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ประกัน — นางปราณี จรุณ กับพวก
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายสรุน จิตรพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10069/2558
#588134
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เข้มงวดเป็นเวลา 4 เดือน ภายหลังพ้นการฟื้นฟูแล้วให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 เดือน และทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูไม่ครบถ้วน โดยยังค้างรายงานตัว 1 ครั้ง และค้างทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง จึงให้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูออกไปอีก 30 วัน แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ขยายแล้ว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูมีคำวินิจฉัยว่า ระดับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของจำเลยอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินไม่ผ่าน เนื่องจากปฏิบัติตามแผนไม่ครบถ้วน จึงให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่งแล้ว และจำเลยอยู่รับการฟื้นฟูตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดเพียงแต่จำเลยผิดนัดไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง และค้างการทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่น่าพอใจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 242/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 242/2554 ของศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องอุทธรณ์จำเลย และตามฎีกาโจทก์ฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 จำเลยกระทำความผิดข้อหาเสพและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด วันที่ 30 มิถุนายน 2554 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เข้มงวด ณ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่ เป็นเวลา 4 เดือน ภายหลังพ้นการฟื้นฟูแล้วให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 เดือน และทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2554 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูไม่ครบถ้วน โดยยังค้างรายงานตัว 1 ครั้ง และค้างทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง จึงให้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 โดยให้รายงานตัว 1 ครั้ง และทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ขยายแล้ว คณะอนุกรรมการมีคำวินิจฉัยว่า ระดับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของจำเลยอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินไม่ผ่าน เนื่องจากปฏิบัติตามแผนไม่ครบถ้วน จึงให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงว่าจำเลยเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่งแล้ว และจำเลยอยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดเพียงแต่จำเลยผิดนัดไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง และค้างการทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง จึงเป็นเหตุให้จำเลยไม่ผ่านการประเมินพฤติกรรม และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนลงความเห็นว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ที่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัย มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และตามพฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้วแต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่น่าพอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควรหากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดและได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมาย ตามโปรแกรมที่กำหนดเพียงแต่จำเลยไม่ได้ไปรายงานตัวตามกำหนดนัดครั้งสุดท้าย และไม่ได้ทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมงเท่านั้น ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีจำนวนไม่มาก เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยด้วยอีกสถานหนึ่ง

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2552 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นางสาวภาณีหรือเจ มูลพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายบรรจบ ถาวรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10068/2558
#590037
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 91 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลาที่คุมความประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ต้องเป็นการดำเนินคดีฐานเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดและผู้ต้องหานั้นต้องไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น คดีนี้จำเลยถูกฟ้องเป็น 2 กรรม คือ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกรรมหนึ่ง และวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อีกกรรมหนึ่งความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเสพเมทแอมเฟตามีนจึงเกิดต่างวันเวลากัน พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดจึงสมควรกระทำให้กว้างขวาง และโดยที่ผู้เสพยาเสพติดจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดเพื่อแลกกับการได้ยาเสพติดไปเสพด้วย สมควรขยายขอบเขตของการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดให้ครอบคลุมไปถึงผู้เสพและมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้เสพและจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยด้วย ดังนั้น ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ได้ หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาและมีการออกหมายจับจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และแจ้งข้อหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เช่นกัน เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ต้องระวางจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ทั้งจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียง 1 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยอีกสักครั้ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 30 ชั่วโมง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายเกรียงไกรหรืออาร์ม ขจรภัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสกนธ์ กฤติยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา