คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10384/2558
#587396
เปิดฉบับเต็ม

การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำจำเลยในชั้นสอบสวนแม้มิได้กระทำต่อหน้าที่ปรึกษากฎหมายตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 มาตรา 75 วรรคสอง โดยกระทำต่อหน้าทนายความซึ่งไม่ผ่านการอบรมเป็นที่ปรึกษากฎหมายของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แต่ก็มีผลเพียงทำให้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 มาตรา 6 เท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไป กรณีถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ รู้สึกผิดชอบแล้ว สมควรพิพากษาลงโทษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 4 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ฝึกอบรมต่ออีก 1 ปี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ก่อนครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกเท่ากับระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุก 4 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม มีกำหนด 4 ปี ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่ที่จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้จัดให้มีที่ปรึกษากฎหมายเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยนั้น เป็นการโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า แม้การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำจำเลย ในชั้นสอบสวนจะมิได้กระทำต่อหน้าที่ปรึกษากฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 75 วรรคสอง โดยกระทำต่อหน้านางสาวสิริกร ทนายความซึ่งไม่ผ่านการอบรมเป็นที่ปรึกษากฎหมายของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแต่ก็มีผลเพียงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไปทั้งหมด กรณีถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120, 226
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 75 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายอนุชา โยอินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม — นายอดิศักดิ์ กิจสดใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไกรยง ติวราภรณ์ศานติ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10384/2558
#634176
เปิดฉบับเต็ม

แม้การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำจำเลยในชั้นสอบสวนมิได้กระทำต่อหน้าที่ปรึกษากฎหมายตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 75 วรรคสอง โดยกระทำต่อหน้าทนายความซึ่งไม่ผ่านการอบรมเป็นที่ปรึกษากฎหมายของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แต่ก็มีผลเพียงทำให้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไป กรณีถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ รู้สึกผิดชอบแล้ว สมควรพิพากษาลงโทษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนด 4 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ฝึกอบรมต่ออีก 1 ปี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ก่อนครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกเท่ากับระยะเวลาฝึกอบรมที่เหลือ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุก 4 ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม มีกำหนด 4 ปี ต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 ที่จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะไม่ได้จัดให้มีที่ปรึกษากฎหมายเข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วยนั้น เป็นการโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นว่า แม้การแจ้งข้อหาและการสอบปากคำจำเลยในชั้นสอบสวนจะมิได้กระทำต่อหน้าที่ปรึกษากฎหมายตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 75 วรรคสอง โดยกระทำต่อหน้านางสาวสิริกร ทนายความซึ่งไม่ผ่านการอบรมเป็นที่ปรึกษากฎหมายของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แต่ก็มีผลเพียงทำให้คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 เท่านั้น ไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสียไปทั้งหมด กรณีถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนความผิดในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 226
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 75 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย อ.
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10340 -ที่ 10378/2558
#589756
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 276 กับการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ทำการยึดทรัพย์หรืออายัดเงินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นกระบวนการคนละขั้นตอนกันก็ตาม แต่หากศาลเห็นว่าทรัพย์สินหรือเงินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 285 และมาตรา 286 ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธไม่ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา จำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 จึงไม่เป็นส่วนราชการ แต่มีฐานะเป็นองค์การของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีรายได้จากเงินผลประโยชน์ต่าง ๆ จากการลงทุนและการจัดหาผลประโยชน์ กับมีรายได้จากผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วย และมาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า รายได้ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ทั้งพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี สิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 2 มีต่อบุคคลภายนอกจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285 (4) ศาลแรงงานกลางต้องออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อบุคคลภายนอกให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีเดิมมีเก้าสิบแปดสำนวนโดยศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกับหมายเลขแดงที่ 2123/2549 ซึ่งโจทก์ถอนฟ้องในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเก้าสิบแปดสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ตามลำดับ เรียกนายอมรเทพว่า จำเลยที่ 1 เรียกสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า จำเลยที่ 2 และเรียกนางกุลวดีว่า จำเลยที่ 3 คดีคงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสามสิบเก้าสำนวนนี้

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานและขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์แต่ละคนพร้อมดอกเบี้ย ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โดยโจทก์ในคดีเดิมทั้งเก้าสิบแปดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 (ประเด็นที่ศาลแรงงงานกลางกำหนดไว้ว่าจำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด) โดยให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในปัญหาที่ว่า ในทางปฏิบัติเท่าที่ผ่านมาองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกครั้งที่มีมติให้ปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจให้แก่ลูกจ้างองค์การค้าของคุรุสภาหรือจำเลยที่ 2 ประเภทใดบ้าง โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หรือมีเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหรือไม่ อย่างไร อันจะถือได้ว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยปริยายที่จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติตามที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 ฟ้องหรือไม่ แล้วดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสาม ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 91 และที่ 93 ถึงที่ 99 พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 คดีถึงที่สุด

โจทก์ที่ 2 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 41 ที่ 42 ที่ 44 ถึงที่ 50 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 55 ที่ 58 ที่ 60 ถึงที่ 62 ที่ 65 ถึงที่ 67 ที่ 69 ที่ 72 ถึงที่ 76 ที่ 79 ที่ 82 ถึงที่ 84 ที่ 86 ที่ 91 ที่ 95 และที่ 98 รวม 40 คน ยื่นคำขอต่อศาลแรงงานกลางเพื่อให้ออกหมายบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อบุคคลภายนอก ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ต้องห้ามมิให้ยึดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 และไม่อยู่ในข่ายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) จึงไม่มีเหตุให้ต้องตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ยกคำร้อง

โจทก์ที่ 2 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 41 ที่ 42 ที่ 44 ถึงที่ 50 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 55 ที่ 58 ที่ 60 ถึงที่ 62 ที่ 66 ที่ 67 ที่ 69 ที่ 72 ถึงที่ 76 ที่ 79 ที่ 82 ถึงที่ 84 ที่ 86 ที่ 91 ที่ 95 และที่ 98 รวม 39 คน อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 72 และที่ 95 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ที่ 30 ที่ 31 ที่ 33 ที่ 34 ที่ 37 ที่ 38 ที่ 41 ที่ 42 ที่ 44 ถึงที่ 50 ที่ 52 ที่ 54 ที่ 55 ที่ 58 ที่ 60 ถึงที่ 62 ที่ 66 ที่ 67 ที่ 69 ที่ 73 ถึงที่ 76 ที่ 79 ที่ 82 ถึงที่ 84 ที่ 86 ที่ 91 และที่ 95 รวม 37 คน ว่า การที่ศาลแรงงานกลางปฏิเสธไม่ออกหมายบังคับคดีให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดชอบหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดอุทธรณ์ว่า การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียังไม่ใช่การยึดทรัพย์ ทั้งการออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 ก็มิได้บัญญัติห้ามมิให้ออกหมายบังคับคดีในกรณีลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 2 จะทำได้เพียงใด เป็นกระบวนการในการบังคับคดีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ประกอบกับคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ด เป็นการอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อบุคคลภายนอก มิใช่สิทธิที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เห็นว่า แม้การขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 276 กับการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ทำการยึดทรัพย์หรืออายัดเงินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นกระบวนการคนละขั้นตอนกันก็ตาม แต่หากศาลเห็นว่าทรัพย์สินหรือเงินหรือสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 285 และมาตรา 286 ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธไม่ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้มีคำบังคับให้จำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำบังคับ โดยเจ้าพนักงานศาลส่งคำบังคับไปยังจำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว และระยะเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้ว ทั้งคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดมีข้อความระบุไว้ครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 275 แล้ว การจะออกหมายบังคับคดีให้โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดหรือไม่ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ที่มีต่อบุคคลภายนอกเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นส่วนราชการ แต่เป็นองค์การของรัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 มีรายได้จากเงินผลประโยชน์ต่าง ๆ จากการลงทุนและการจัดหาผลประโยชน์ กับมีรายได้จากผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วย และมาตรา 68 วรรคสอง บัญญัติว่า "รายได้ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ" ทั้งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ไม่มีบทบัญญัติให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ดังนั้นสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 2 มีต่อบุคคลภายนอกจึงไม่ใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) ศาลแรงงานกลางจึงต้องออกหมายบังคับคดีให้โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ด ที่ศาลแรงงานกลางปฏิเสธไม่ออกหมายบังคับคดีให้โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลแรงงานกลางออกหมายบังคับคดีให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบเจ็ดต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
ป.วิ.พ. ม. 275 ม. 276 ม. 285 ม. 286
พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชศักดิ์ พ่วงจินดา กับพวก
นายอมรเทพ วัฒนาชีรานนท์หรือวัฒนชีรานนท์
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมจิตร์ ทองศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิชัย เอื้ออังคณากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10319/2558
#585468
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำยาฆ่าแมลงใส่ในผลมะละกอให้ช้างกิน ช้างได้รับสารพิษทำให้ล้มลงกับพื้น ขณะที่ยังไม่ถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาช้าง เป็นเหตุให้ช้างได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลักงาช้างไปโดยใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด การพาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็น และร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ แต่การกระทำดังกล่าวมุ่งประสงค์เพื่อลักงาช้างเป็นสำคัญ จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 93, 335, 336 ทวิ, 358, 381 ริบใบเลื่อยเหล็กของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 358, 381, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ (ที่ถูก ฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ) จำคุกคนละ 9 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสามกระทำความผิดอันเป็นการกระทำทารุณโหดร้ายต่อช้างซึ่งเป็นสัตว์พาหนะขนาดใหญ่ที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย แม้ให้การรับสารภาพ ก็ไม่เห็นควรลดโทษให้ ริบใบเลื่อยเหล็กของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานตำรวจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีย่อมต้องด้วยเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นบทบัญญัติในการใช้ดุลพินิจในการลงโทษให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดเป็นรายบุคคลไป หาใช่บทบังคับที่พึงจะต้องลดโทษให้แก่ผู้กระทำความผิดเพราะมีเหตุบรรเทาโทษเสมอไปดังฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ การที่จำเลยที่ 1 กับพวกนำยาแลนเนต (ยาฆ่าแมลง) ใส่ในผลมะละกอให้ช้างกินเพื่อให้ช้างได้รับสารพิษ และขณะที่ช้างยังไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาของช้าง เป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง โหดเหี้ยมทารุณไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 มีเหตุบรรเทาโทษตามที่กล่าวอ้างในฎีกาเพียงใด ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ย่อมเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนาอันไม่จำเป็นนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการทารุณและฆ่าช้าง แล้วร่วมกันใช้เลื่อยเหล็กตัดงาช้างดังกล่าว โดยมุ่งประสงค์เพื่อลักเอางาช้างเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 9 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 เป็นจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 336 ทวิ ม. 358 ม. 381
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายปัญญา ศรีแจ่มดี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวรรณรัตน์ ชลวิชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
ชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
สัณธาน ขันทมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10292/2558
#589757
เปิดฉบับเต็ม

ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หลักประกันนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งเมื่อนำราคาหลักประกันมาหักชำระหนี้แล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใด หนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นหนี้ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ฉะนั้น การตีราคาหลักประกันจึงต้องถูกต้องเหมาะสมด้วย หากตีราคาหลักประกันต่ำเกินสมควรเพียงเพื่อจะให้จำนวนหนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบการตีราคาหลักประกันของโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นยุติในชั้นนี้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งกันฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการ คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.188/2545 จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 1809/4 และ 1809/5 ชื่ออาคารชุดนิรันดร์คอนโดมิเนียม ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 12546, 81912 และ 81915 ตำบลเทพารักษ์ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ของจำเลยทั้งสองที่จำนองเป็นประกัน อยู่ระหว่างการขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ สำหรับห้องชุดเลขที่ 1809/5 เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 352,600 บาท ตามสำเนาหนังสือสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ และสำเนารายงานการยึดห้องชุด ส่วนห้องชุดเลขที่ 1809/4 ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เท่าใด โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันโดยมีห้องชุดดังกล่าวของจำเลยทั้งสองจำนองเป็นประกัน ซึ่งมิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ราคาหลักประกันที่โจทก์ตีมาในฟ้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ตีราคาหลักประกันมาในฟ้องเป็นอำนาจของโจทก์ที่จะตีราคาเป็นเท่าใด ส่วนราคาสมควรหรือไม่ต้องอยู่ในชั้นพิจารณาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปพิจารณานั้น เห็นว่า ในการฟ้องคดีล้มละลายของเจ้าหนี้มีประกัน พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) บังคับให้โจทก์ต้องตีราคาหลักประกันมาในฟ้อง ซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดสำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่าสองล้านบาท เนื่องจากเจ้าหนี้มีประกันย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันของลูกหนี้ในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่หลักประกันนั้นได้ก่อนเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ซึ่งเมื่อนำราคาหลักประกันมาหักชำระหนี้แล้ว เงินยังขาดอยู่เท่าใด หนี้ส่วนที่เหลือย่อมเป็นหนี้ธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกัน ฉะนั้น การตีราคาหลักประกันจึงต้องถูกต้องเหมาะสมด้วย หากตีราคาหลักประกันต่ำเกินสมควรเพียงเพื่อจะให้จำนวนหนี้อยู่ในหลักเกณฑ์ในการฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายก็จะไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาตรวจสอบการตีราคาหลักประกันของโจทก์ด้วย คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดเลขที่ 1809/5 เป็นเงิน 352,600 บาท ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้โต้แย้งการประเมินราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่ามีราคาไม่สมควร กรณีถือได้ว่าโจทก์ยอมรับราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่โจทก์ไม่นำสืบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาห้องชุดเลขที่ 1809/4 เป็นเงินเท่าใด ปรากฏตามแบบสำรวจและประเมินราคาห้องชุด ระบุว่าห้องชุดเลขที่ 1809/4 มีเนื้อที่ 24.48 เมตร เท่ากับห้องชุดเลขที่ 1809/5 ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกัน จึงน่าเชื่อว่ามีราคาประเมิน 352,600 บาท เท่ากัน รวมราคาประเมินหลักประกันของโจทก์เป็นเงิน 705,200 บาท การที่โจทก์ตีราคาหลัก ประกันมาใหม่ในฟ้องเป็นเงิน 190,000 บาท โดยโจทก์มีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนางสาวนงลักษณ์ ทนายโจทก์ว่า โจทก์ประเมินราคาหลักประกันเป็นเงินดังกล่าวตามแบบสำรวจและประเมินราคาห้องชุด ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นราคาต่ำกว่าที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้มาก แบบสำรวจและประเมินราคาดังกล่าวกระทำโดยบริษัทเดอะแวลูเอชั่น แอนด์ คอนซัลแทนท์ส จำกัด ซึ่งประเมินโดยวิธีสืบราคาและการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับห้องชุดอื่นๆ ที่มีทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมเหมือนกัน มีขนาดเนื้อที่ภายในเท่ากัน ที่ตั้งชั้นของห้องชุดเหมือนกัน ซึ่งมีราคาห้องละ 140,000 บาท จึงประเมินราคาห้องชุดเลขที่ 1809/4 เป็นเงิน 190,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าได้ประเมินราคาห้องชุดเลขที่ 1809/5 มาด้วย แต่โจทก์กลับตีราคาห้องชุดเลขที่ 1809/4 และ 1809/5 อันเป็นหลักประกันมาในฟ้องเป็นเงิน 190,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง ทั้งโจทก์ก็มิได้นำผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินราคามานำสืบอธิบายหลักเกณฑ์วิธีการประเมิน ดังนั้น การประเมินราคาหลักประกันของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นราคาที่ถูกต้องเหมาะสม ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคามาตั้งแต่ปี 2547 อันเป็นเวลาล่วงมานานเจ็ดปีแล้ว ซึ่งภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดหลายครั้งแต่ไม่สามารถขายได้ ราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า มีการขายทอดตลาดหลักประกันมาแล้วหลายครั้งแต่ขายไม่ได้นั้น โจทก์เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นนี้โดยโจทก์ไม่เคยหยิบยกขึ้นว่าในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางมาก่อน ทั้งโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงถึงการขายทอดตลาดหลักประกันในแต่ละครั้งและเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องเลื่อนการขายออกไปเพราะราคาต่ำ ข้ออุทธรณ์ของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าราคาประเมินของเจ้าพนักงานบังคับคดีถูกต้องเหมาะสมมากกว่าราคาประเมินที่โจทก์ดำเนินการโดยให้บริษัทเอกชนประเมิน ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์รวมทั้งสิ้น 1,672,989.42 บาท เมื่อนำราคาประเมินหลักประกันของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงิน 705,200 บาท มาหักออกจากจำนวนหนี้ดังกล่าวแล้วเงินยังขาดอยู่ 967,789.42 บาท อันเป็นจำนวนน้อยกว่าหนึ่งล้านบาท โจทก์จึงไม่อาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 10 (2) ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 10 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายเพทาย พึ่งเที่ยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางจารุภา เพิ่มสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10287/2558
#632687
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด ซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี อย่างไรก็ตามหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 โดยกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้งวดแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2542 แล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หลังมีคำพิพากษากับโจทก์ โดยยอมรับว่า ณ วันทำบันทึกจำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 1,900,000 บาท ดอกเบี้ย 1,780,000 บาท และตกลงให้นำดอกเบี้ยบางส่วนจำนวน 950,000 บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยส่วนลดพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลา 2 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระที่เหลือจำนวน 830,000 บาท ตกลงพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ในส่วนต้นเงินคงเหลือโจทก์ผ่อนผันการคิดอัตราดอกเบี้ยให้และให้ผ่อนชำระดอกเบี้ยกับต้นเงินเป็นงวดรายเดือน หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์ยกเลิกการพักชำระดอกเบี้ยและยินยอมให้เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปคิดอัตราตามคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้โจทก์ใช้สิทธิบังคับคดีได้ทันที บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่จำเลยทั้งสามเท่านั้น หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาระงับสิ้นไปไม่ แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความเดิมตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ตามมาตรา 193/15 ดังนั้น เมื่อนับตั้งแต่อายุความสะดุดหยุดลงจนถึงวันฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1180/2542 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,132,645.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 31,200 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2542 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 29 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอม หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หลังมีคำพิพากษากับโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิ 1,769,683 บาท นำไปหักชำระหนี้ได้บางส่วน คงเหลือหนี้คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,199,859.86 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกมีว่า คดีโจทก์ ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1180/2542 มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด ซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี อย่างไรก็ตามหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 โดยกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้งวดแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2542 แล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หลังมีคำพิพากษากับโจทก์ โดยยอมรับว่า ณ วันทำบันทึกจำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 1,900,000 บาท ดอกเบี้ย 1,780,000 บาท และตกลงให้นำดอกเบี้ยบางส่วนจำนวน 950,000 บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยส่วนลดพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลา 2 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระที่เหลือจำนวน 830,000 บาท ตกลงพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ในส่วนต้นเงินคงเหลือโจทก์ผ่อนผันการคิดอัตราดอกเบี้ยให้และให้ผ่อนชำระดอกเบี้ยกับต้นเงินเป็นงวดรายเดือน หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์ยกเลิกการพักชำระดอกเบี้ยและยินยอมให้เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปคิดอัตราตามคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้โจทก์ใช้สิทธิบังคับคดีได้ทันที บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่จำเลยทั้งสามเท่านั้น หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาระงับสิ้นไปไม่ แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความเดิมตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ตามมาตรา 193/15 ทั้งมิใช่กรณีเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อนับตั้งแต่อายุความสะดุดหยุดลงจนถึงวันฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีและได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนฟ้องโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม โดยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งจำเลยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบตรวจสอบกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินของจำเลยทั้งสามแล้ว ไม่พบว่าจำเลยทั้งสามมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามไม่สืบพยาน สำหรับหลักฐานหนังสือรับรองตำแหน่งและเงินเดือนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรายได้และเงินเดือนเดือนละ 32,200 บาท และ 19,500 บาทนั้น เห็นว่า รายได้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องนำไปใช้จ่ายในการดำรงชีพและครอบครัว ไม่ปรากฏว่ามีเงินเหลือนำไปฝากไว้หรือนำไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์บ้าง อีกทั้งรายได้ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวซึ่งเป็นข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับชำระหนี้ในคดีแพ่งได้ พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อพิจารณาว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งและทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ต้องบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยังเหลือหนี้อีกจำนวนมาก จำเลยทั้งสามก็ไม่ขวนขวายในการชำระหนี้ที่เหลือ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 349
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสมจิตต์ สุพิชญานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10282/2558
#634191
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าผู้พรากเด็กจะเป็นฝ่ายชักชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายที่จะกระทำชำเราเพียงอย่างเดียวก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น

ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอยู่ที่บ้าน จ. ซึ่งเป็นปู่ โดยโจทก์ร่วมได้ไปเยี่ยมปู่และย่าที่บ้านพักและพักอาศัยอยู่ที่นั่น โดยผู้เสียหายที่ 2 ได้ส่งโจทก์ร่วมไปที่บ้าน จ. เพื่อให้มาดูแลเนื่องจาก จ. ป่วย จึงถือได้ว่า จ. อยู่ในฐานะผู้ดูแลโจทก์ร่วม โดยได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายที่ 2 ฉะนั้น การที่จำเลยโทรศัพท์ชวนโจทก์ร่วมไปทำงานแล้วขับรถเก๋งมารับโจทก์ร่วมไปและต่อมาก็ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนและก้าวล่วงอำนาจผู้ดูแลของ จ. ที่มีต่อโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก ส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นอา ผู้ปกครองดูแลของโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก จ. ผู้ดูแลเพื่อการอนาจารก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าวด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสอง อีกทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ด้วย โดยความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ดูแลโจทก์ร่วมเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามมาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาโจทก์ร่วมไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีและผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าพาหนะเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ค่าพาหนะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการและค่าพาหนะเดินทางไปพบแพทย์ 10,500 บาท ค่าเสียหายในด้านอนามัยและจิตใจกล่าวคือ การกระทำชำเราของจำเลยทำให้โจทก์ร่วมได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจอย่างแรง และเป็นเหตุให้สุขภาพโจทก์ร่วมเสื่อมโทรม 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 510,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี กับให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายประจวบ กับนางสาวสมคิด ซึ่งแต่งงานกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 โจทก์ร่วมอาศัยอยู่กับนายประจวบจนกระทั่งอายุ 5 ปี นายประจวบก็ถูกจำคุกที่เรือนจำจังหวัดสระบุรี ส่วนนางสาวสมคิดก็หนีออกจากบ้านไป โจทก์ร่วมจึงอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางสุดใจ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาของนายประจวบ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 นายประจวบถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมจึงมาพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่จังหวัดอ่างทอง ต่อมาต้นปี 2555 ผู้เสียหายที่ 2 ได้ให้โจทก์ร่วมไปพักอาศัยอยู่กับนายเจิม ซึ่งเป็นปู่ของโจทก์ร่วมที่จังหวัดนครนายก เพื่อดูแลนายเจิมที่กำลังป่วย ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลศาลาแดง อำเภอเมืองอ่างทอง และรู้จักกับผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 จำเลยได้ขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมจากบ้านนายเจิมที่จังหวัดนครนายกมาที่จังหวัดอ่างทอง แต่ไม่ได้กลับไปพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ผู้เสียหายที่ 2 พบโจทก์ร่วมพักอาศัยอยู่กับนายชัชชัย คนรักที่ห้องพักในตลาดสุวพรรณ โจทก์ร่วมบอกผู้เสียหายที่ 2 ว่าจำเลยไปรับโจทก์ร่วมที่จังหวัดนครนายก พามาพักที่โรงแรมบัวหลวงในจังหวัดอ่างทองแล้วจำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 2 จึงพาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความและถ้อยคำของผู้เสียหายที่ 2 มีลักษณะเป็นการเบิกความต่อศาลและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาโดยธรรมชาติ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ความว่าผู้เสียหายที่ 2 อยู่หมู่บ้านเดียวกับจำเลย จึงรู้จักกันและเคยไปมาหาสู่กัน เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลศาลาแดง และช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 จำเลยเคยนำเรือไปช่วยเหลือรวมทั้งพูดคุยกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับสนิทกันถึงขนาดที่จำเลยจะขับรถเก๋งไปรับโจทก์ร่วมที่จังหวัดนครนายกมายังจังหวัดอ่างทอง เพื่อที่จะให้โจทก์ร่วมกลับมาทำงานตามคำขอของผู้เสียหายที่ 2ดังที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งจำเลยก็น่าจะแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบในวันที่จำเลยเดินทางไปรับโจทก์ร่วมและนำตัวโจทก์ร่วมมาส่งที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยก็มิได้กระทำการเช่นนั้น และหลังเกิดเหตุจำเลยยังได้พบผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยก็มิได้พูดคุยเกี่ยวกับโจทก์ร่วม แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยโทรศัพท์ไปหาโจทก์ร่วมโดยบอกว่าจะมารับโจทก์ร่วมกลับไปทำงานนั้น เป็นเพียงกลอุบายของจำเลยที่จะให้โจทก์ร่วมเดินทางมากับจำเลยเท่านั้น แม้ผลการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมของแพทย์หญิงศิรินทร์ ไม่เป็นข้อพิสูจน์ที่ฟังได้แน่นอนว่าโจทก์ร่วมถูกกระทำชำเราก่อนหน้านั้นประมาณ 3 เดือนหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องยืนยันเด็ดขาดว่าจำเลยจะไม่ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีพยานคือตัวโจทก์ร่วมเพียงปากเดียวที่รู้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอมด้วยก็ตาม แต่โจทก์ร่วมเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปีเศษ รู้จักกับจำเลย ขณะที่โจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำชำเรา โจทก์ร่วมก็มีความกลัวและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากถูกกระทำชำเราแล้ว โจทก์ร่วมคงอับอายและกลัวผู้เสียหายที่ 2 จะดุด่า จึงไม่กล้ากลับไปหาผู้เสียหายที่ 2 จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 2 ตามมาพบและสอบถามโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงได้เล่าให้ฟัง ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแต่อย่างใด และการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมก็เป็นเรื่องอื้อฉาวที่โจทก์ร่วมเองจะต้องอับอายขายหน้าต่อคนที่รู้จักและเป็นเรื่องเสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล จึงไม่มีเหตุควรระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมได้สร้างเรื่องขึ้นประจานตัวเอง หรือผู้เสียหายที่ 2 ได้เสี้ยมสอนโจทก์ร่วมผู้เป็นหลานให้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยในเรื่องเสียหายเช่นนี้ เชื่อว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารและฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าผู้พรากเด็กจะเป็นฝ่ายชักชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายที่จะกระทำชำเราเพียงอย่างเดียวก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2555 โจทก์ร่วมได้ไปเยี่ยมปู่และย่าที่บ้านพัก จังหวัดนครนายก และพักอาศัยอยู่ที่นั่น ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความว่าได้ส่งโจทก์ร่วมไปที่บ้านนายเจิมเพื่อให้มาดูแลเนื่องจากนายเจิมป่วย ดังนี้จึงถือได้ว่านายเจิมอยู่ในฐานะผู้ดูแลโจทก์ร่วม โดยได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายที่ 2 ฉะนั้น การที่จำเลยโทรศัพท์ชวนโจทก์ร่วมไปทำงานแล้วขับรถเก๋งมารับโจทก์ร่วมไปและต่อมาก็ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนและก้าวล่วงอำนาจผู้ดูแลของนายเจิมที่มีต่อโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แม้คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนางสุดใจ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นอา ผู้ปกครองดูแลของโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนายเจิมผู้ดูแลเพื่อการอนาจารก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าวด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง อีกทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ด้วย โดยความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ดูแลโจทก์ร่วมเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามมาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาโจทก์ร่วมไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายด้านอนามัยและจิตใจ จึงขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 500,000 บาท และค่าพาหนะการเดินทางในการดำเนินคดีรวม 7 ครั้ง ครั้งละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 10,500 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 510,500 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ส่วนจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมและยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 วรรคแรก ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง จ. โดยนางสุดใจ ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นายศรชัยหรือชัย คำก้อน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10260/2558
#590017
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 กำหนดให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อบริษัทรับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด มาตรา 31 บัญญัติว่าย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกหรือจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย หากเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลดังกล่าว แม้มาตรา 22 จะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตาม ป.พ.พ. แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นการให้สิทธิโจทก์ในอันจะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลที่รับไปแล้วได้อีก จึงต้องนำเงินที่โจทก์ได้รับมาแล้วตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหักออกจากค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปจริงด้วย

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท แต่มิได้สั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมศาลในนามของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 ศาลฎีกาจึงสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหาย รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 1,074,794.52 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 284,918.29 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกาโดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9451 จันทบุรี และรถลากพ่วง หมายเลขทะเบียน 80 - 9453 จันทบุรี ของจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด นายจ้างโดยทำประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ไปตามถนนสายบ้านเก่า - หนองตำลึง ตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี มุ่งหน้าถนนอมตะเฟส 6 - อมตะเฟส 7 อันเป็นทางร่วมทางแยก เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง หมายเลขทะเบียน ฐย - 1981 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่กำลังขับผ่านทางร่วมทางแยกเดียวกันดังกล่าวทำให้รถเก๋งของโจทก์และรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับความเสียหายถูกไฟไหม้ทั้งสองคันและโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาโดยโจทก์ถูกฟ้องข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ศาลแขวงชลบุรีมีคำพิพากษาว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างประมาท ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ส่วนโจทก์ลงโทษปรับ 1,000 บาท ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 836/2553 หมายเลขแดงที่ 5213/2553 ของศาลแขวงชลบุรีและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 349/2554 หมายเลขแดงที่ 3425/2554 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีถึงที่สุด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดและจำเลยทั้งสี่ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ในส่วนความเสียหายของรถโจทก์นั้นรถโจทก์ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน โจทก์ขอค่าเสียหายราคารถยนต์เป็นเงิน 100,000 บาท แต่จำเลยทั้งสี่อ้างว่ารถโจทก์มีราคาเพียง 40,000 บาท ตามบันทึกคำให้การของนายครรชิต และบันทึกการตรวจสภาพเครื่องกลและอุปกรณ์ 9 เห็นว่า นายครรชิตไม่เคยเห็นสภาพรถโจทก์ก่อนเกิดเหตุว่ามีสภาพดีและอุปกรณ์ของรถดีเพียงใดการตีราคารถโจทก์หลังเกิดเหตุเป็นแต่เพียงการคาดคะเนเองเท่านั้น ดังนั้นจึงจะถือเอาการตีราคาของนายครรชิตว่ารถโจทก์มีราคาเพียง 40,000 บาท เท่านั้นหาได้ไม่ รถโจทก์เป็นรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยต์แม้ตามรายการจดทะเบียน จะปรากฏว่าใช้งานมานานประมาณ 10 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็น่าเชื่อว่ารถยังมีสภาพดีเพราะโจทก์ยังสามารถใช้ขับไปทำงานและส่งของได้ตามปกติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดราคาค่าเสียหายรถโจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับค่ารักษาพยาบาลโจทก์เรียกร้องมาเป็นเงิน 163,636.59 บาท โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์คิดตามใบเสร็จที่จ่ายจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาหักออกจากค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปจริงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยทั้งสี่ฎีกาอ้างว่า เป็นเพียงใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลหาใช่ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลไม่ โจทก์จึงไม่ได้ชำระเงินตามจำนวนในเอกสารดังกล่าวจริงนั้น เห็นว่า ระบุว่าใบเสร็จรับเงินผู้ป่วยใน/ใบงบสรุปค่ารักษาพยาบาล มีรายการระบุถึงค่ารักษาต่างๆ จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 กำหนดให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อบริษัทรับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด มาตรา 31 บัญญัติว่าย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกหรือจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย หากเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลดังกล่าว แม้มาตรา 22 จะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นการให้สิทธิโจทก์ในอันจะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลที่รับไปแล้วได้อีก เมื่อโจทก์เบิกความรับว่าได้รับค่ารักษาพยาบาลจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แล้ว กรณีจึงต้องนำเงินที่โจทก์ได้รับมาแล้ว 50,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หักออกจากค่ารักษาพยาบาลจำนวน 163,636.59 บาท ที่โจทก์จ่ายไปจริง จำเลยทั้งสี่จึงต้องชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 113,636.59 บาท

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท แต่มิได้สั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมศาลในนามของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 ศาลฎีกาจึงสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันใช้แทนโจทก์เท่าที่ชนะคดีนั้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต่อศาลกึ่งหนึ่งในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877 ม. 880
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 20 ม. 22 ม. 31
ป.วิ.พ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตติยา กอมนชัย
จำเลย — นายอำนาจ สีสันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางดวงเดือน หวังเจริญกุลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10258/2558
#590008
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เพียงต้องการจำนองที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจึงลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยยังไม่ได้กรอกข้อความให้ อ. นำไปจำนอง จำเลยที่ 1 ไปกรอกข้อความเป็นขาย แล้วดำเนินการจดทะเบียนเป็นว่าโจทก์ขายแก่จำเลยที่ 1 โดยที่โจทก์และ อ. ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินในวันจดทะเบียนซื้อขาย ไม่รู้เห็นยินยอมให้ขายและไม่ได้รับเงินค่าขายแต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์ และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสีย จริงอยู่แม้การที่โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 รู้เห็นเกี่ยวกับการปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และเป็นผู้ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับโอนโดยสุจริต ส่วนจำเลยที่ 2 มีเจตนาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งการซื้อขายคือที่ดินและบ้านที่ ธ. กับ ก. และจำเลยที่ 1 ชี้ให้ดู อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งการซื้อขาย ไม่ได้มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 เข้าทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทเนื่องจากถูก ธ. กับ ก. และจำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงเป็นไปโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมอันเป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 จำเลยที่ 2 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสียเช่นกัน ในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจำเลยที่ 2 สุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ส่วนข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้เสียค่าตอบแทนอันอาจได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวเอาจาก ธ. ก. และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุผลให้จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17874 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 2 บนที่ดินดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2552 ที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อตนเองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายแก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากต้องชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระ หากโจทก์จำต้องออกเงินแทนจำเลยทั้งสองไปก่อน โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระคืนโจทก์ต่อไป ให้ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลให้รับฟังและมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ โจทก์เป็นหญิงสูงอายุ เป็นชาวชนบท ไม่ปรากฏว่ามีที่ดินหรือบ้านอื่นใดอยู่อาศัยนอกจากที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ตามปกติวิสัยของโจทก์ย่อมจะไม่ขายที่ดินและบ้านอันเป็นที่อยู่อาศัย ในวันทำสัญญาซื้อขาย ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า นางสาวอาริยาไปด้วยนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่ประกอบด้วยเหตุผลเช่น ที่อ้างว่านางสาวอาริยาไม่ได้ไปชี้ที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทให้ผู้ซื้อดูก่อนซื้อ ไม่ได้ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้รอรับเงินสดจำนวนมากถึง 400,000 บาท เพราะตามปกติวิสัยของผู้ซื้อที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทย่อมจะต้องให้ผู้เป็นเจ้าของหรือรับมอบอำนาจจากเจ้าของชี้ที่ดินและบ้านที่จะซื้อให้ดูก่อน และตามวิสัยของจำเลยที่ 1 หากนางสาวอาริยาอยู่ด้วยก็ย่อมจะต้องให้นางสาวอาริยาลงชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ แต่หนังสือมอบอำนาจมีแต่น้องสาวจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้มาที่สำนักงานที่ดินลงชื่อเป็นพยาน กับตามวิสัยของผู้ขายหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้ขายเช่นนางสาวอาริยาย่อมต้องการเงินราคาค่าขายย่อมจะรอรับเงินด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้นายธนากรรับเงินสดแทนดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางจิลดาโทรศัพท์ไปยังโจทก์และแก้ฎีกาว่านางจิลดาเบิกความไว้ในคดีอาญาว่าโจทก์ตกลงขายนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า โจทก์เพียงต้องการจำนองที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจึงลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยยังไม่ได้กรอกข้อความให้นางสาวอาริยานำไปจำนองจำเลยที่ 1 ไปกรอกข้อความเป็นขาย แล้วดำเนินการจดทะเบียนเป็นว่าโจทก์ขายแก่จำเลยที่ 1 โดยที่โจทก์และนางสาวอาริยาไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินในวันจดทะเบียนซื้อขาย ไม่รู้เห็นยินยอมให้ขายและไม่ได้รับเงินค่าขายแต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์ และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสีย จริงอยู่แม้การที่โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 รู้เห็นเกี่ยวกับการปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และเป็นผู้ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับโอนโดยสุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขายกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจำเลยที่ 2 เจตนาซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทหรือไม่ โดยตามคำให้การของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งนี้มิได้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ขอให้ถือเอาคำเบิกความของนายสุภักดี ทนายจำเลยที่ 2 คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของนายกริชชัย ที่ได้เบิกความไว้ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองดังกล่าว ตามคำเบิกความ เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งนี้ ซึ่งตามคำเบิกความดังกล่าวเบิกความไว้รวมความว่า ในวันทำนิติกรรมซื้อขาย ก่อนไปทำนิติกรรมซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน นายธนากรกับนายกานต์พาจำเลยที่ 2 กับนายกริชชัยไปชี้ให้ดูที่ดินและบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดิน เป็นบ้านสองชั้นสีชมพูสภาพใหม่ แจ้งว่าเป็นที่ดินและบ้านที่จะทำนิติกรรมซื้อขาย ที่ดินและบ้านที่ชี้ให้ดูนั้นไม่ใช่ที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่ได้อยู่ใกล้กัน หลังจากทำนิติกรรมซื้อขายเสร็จแล้วรู้ตัวว่าถูกนายธนากรกับนายกานต์หลอกลวง จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานร่วมกันฉ้อโกง จนพนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีฟ้องนายธนากรกับนายกานต์และจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฉ้อโกงจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย เช่นนี้ศาลฎีกาเห็นว่า อย่างน้อยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งการซื้อขายคือที่ดินและบ้านที่นายธนากรกับนายกานต์และจำเลยที่ 1 ชี้ให้ดู อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งการซื้อขาย ไม่ได้มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 เข้าทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทเนื่องจากถูกนายธนากรกับนายกานต์และจำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงเป็นไปโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมอันเป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 จำเลยที่ 2 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสียเช่นกัน ในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจำเลยที่ 2 สุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า จำเลยที่ 2 สุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้เสียค่าตอบแทนอันอาจได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวเอาจากนายธนากร นายกานต์และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุผลให้จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทดังวินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจแล้วทำนิติกรรมซื้อขายและมีการจดทะเบียนขายไปถึงสองทอด จนโจทก์ต้องฟ้องทั้งเป็นคดีนี้และคดีอาญา ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างน้อยตามที่โจทก์นำสืบ แต่ค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องที่โจทก์เรียกร้องมา หากไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดอาจทำให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าราคาที่ดิน สมควรกำหนดค่าเสียหายให้ควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวม 200,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงดังวินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17874 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมบ้านพิพาทเลขที่ 75 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปลูกบนที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2552 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และระหว่างจำเลยทั้งสอง ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์พร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ดังกล่าวแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทอีกต่อไป หากมีค่าใช้จ่ายในการดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายพิณ ชาวบ้านกร่าง
นางกัญจน์ชญาหรือทองพูน จิราเจริญวงศ์ หรือกุดแถลง
จำเลย — หรือนางนาถลดา วัชระชยากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายชาติชาย สุขไสย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10252/2558
#634190
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่ได้ออกหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟัง ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 โดยไม่เชื่อว่าจำเลยไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ กรณีจึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นเคยออกหมายจับจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม แต่การออกหมายจับดังกล่าวเป็นการออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟังและไม่ได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ทนายจำเลยฟังก็ตาม แต่ทนายจำเลยไม่ใช่คู่ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (3) และ (15) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) (5) โดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่า เชื่อในคำพูดของทนายความคนเก่าที่แจ้งแก่จำเลยว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 จึงแจ้งให้ทนายความคนใหม่มายื่นขอขยายอุทธรณ์เลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างตามคำร้องเป็นเรื่องที่จำเลยบกพร่องเอง ยังไม่อาจถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กำหนดให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มา จะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้จนกว่าจำเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลยได้ฟังคำพิพากษาคำสั่งนั้นแล้ว คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ออกหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟัง ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 โดยไม่เชื่อว่าจำเลยไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ กรณีจึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นเคยออกหมายจับจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม แต่การออกหมายจับดังกล่าวเป็นการออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟังและไม่ได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ทนายจำเลยฟังก็ตาม แต่ทนายจำเลยไม่ใช่คู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (3) และ (15) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษาให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คู่ความฟังให้ถูกต้องต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (3) (15) ม. 182 วรรคสอง ม. 182 วรรคสาม ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวจาริวรรณหรือลภัสรดา นาคสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10237/2558
#635937
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต อนุมัติและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 16 โครงการ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน ราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน บริษัทห้างร้านที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไปหรือบุคคลอื่นและประชาชน ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับบันทึกรับส่งประกาศสอบราคา บันทึกรับเอกสารสอบราคาและบันทึกการยื่นซองสอบราคาซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุจริตทั้ง 16 โครงการโดยที่ไม่มีการปิดประกาศเผยแพร่ไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาล ตำบลสว่างแดนดินหรือให้มีการประชาสัมพันธ์การสอบราคาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดินบางส่วนก็ไม่ทราบ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยอื่นเท่านั้นที่รู้และยื่นซองเสนอราคา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2

แม้ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 157, 162 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 กฎหมายมุ่งประสงค์เอาผิดกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานแต่เอกชนก็ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานได้โดยต้องลงโทษเอกชนผู้ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเอกชน ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157, 162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 7, 9, 12

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสิบเอ็ดขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด จำคุกจำเลยที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 9 และที่ 11 คนละ 3 ปี 4 เดือน ปรับจำเลยที่ 3, ที่ 5, ที่ 8 และที่ 10 คนละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 9 และที่ 11 คนละ 1 ปี 8 เดือน ปรับจำเลยที่ 3, ที่ 5, ที่ 8 และที่ 10 คนละ 100,000 บาท จำเลยที่ 3, ที่ 5, ที่ 8 และที่ 10 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้หรือไม่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการที่มีการทุจริต 16 โครงการนั้น เป็นการรับตามความจริง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัวของเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้เป็นเจ้าพนักงานจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต อนุมัติและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 16 โครงการ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน ราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน บริษัทห้างร้านที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไปหรือบุคคลอื่นและประชาชน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ความตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับบันทึกรับส่งประกาศสอบราคา บันทึกรับเอกสารสอบราคาและบันทึกการยื่นซองสอบราคาซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุจริตทั้ง 16 โครงการโดยที่ไม่มีการปิดประกาศเผยแพร่ไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาลตำบลสว่างแดนดินหรือให้มีการประชาสัมพันธ์การสอบราคาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดินบางส่วนก็ไม่ทราบ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยอื่นเท่านั้นที่รู้และยื่นซองเสนอราคา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดตามฟ้อง กฎหมายมุ่งประสงค์เอาผิดกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานแต่เอกชนก็ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานได้โดยต้องลงโทษเอกชนผู้ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเอกชน ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับประเด็นเรื่องศาลชั้นต้นมิได้ใช้กระบวนพิจารณาไต่สวนชอบหรือไม่นั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาโดยทำเป็นคำแถลงการณ์ เมื่อไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาโดยตรงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับประเด็นนี้วินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ว่า ควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 สถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่กับลงโทษปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 สถานเบาหรือขั้นต่ำของกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 มุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและสังคมโดยส่วนรวม จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยกระทำผิดและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้กับลงโทษปรับสถานเบาหรือปรับเพียงขั้นต่ำของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยมานั้นไม่เกินอัตราโทษของกฎหมายและเหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 10 นั้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 10 ไว้วินิจฉัย จำเลยที่ 10 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าวไม่ชอบ คดีสำหรับจำเลยที่ 10 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและมิได้มีการว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 10 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 10 ไว้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151 ม. 157 ม. 162
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 7 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายสมชาย หิรัญชัชวาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10222/2558
#632652
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของ ป.รัษฎากร กำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท หนังสือมอบอำนาจช่วงมีข้อความระบุชัดแจ้งว่า ส. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้ พ. หรือ ศ. ผู้รับมอบอำนาจช่วง ให้เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแก่ลูกหนี้รายจำเลยและ อ. หรือ จ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาตามฟ้องแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจช่วงนี้จึงมีลักษณะเป็นตราสารใบมอบอำนาจซึ่งต้องปฏิบัติตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 ท้าย ป.รัษฎากรดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจช่วงว่า โจทก์โดย ส. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้ พ. หรือ ศ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการฟ้องคดี ต่อสู้คดี ดำเนินกระบวนพิจารณา จำหน่ายสิทธิในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีปกครอง คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 และข้อ 2 ด้วย ดังนี้ การมอบอำนาจช่วงดังกล่าวของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องร้องคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยได้ จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้มากกว่าครั้งเดียวโดยให้ผู้รับมอบอำนาจช่วง 2 คน ซึ่งต่างคนต่างกระทำการฟ้องคดีและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ กรณี ต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจช่วงมาเพียง 30 บาท ไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจช่วงของโจทก์จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ พ. หรือ ศ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมพล เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ตามสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท ไม่ครบถ้วนนั้น เห็นว่า สำหรับใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากร กำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวมีข้อความระบุชัดแจ้งว่า นายสมพล ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้นายพงศ์พิสิษฐ์ หรือนายศุภฤกษ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง ให้เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแก่ลูกหนี้รายจำเลยและนางสาวอุทุมพรหรือจตุพร ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาตามฟ้องแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจช่วงนี้จึงมีลักษณะเป็นตราสารใบมอบอำนาจซึ่งต้องปฏิบัติตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 ท้ายประมวลรัษฎากรดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจช่วงว่า โจทก์โดยนายสมพลผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้นายพงศ์พิสิษฐ์หรือนายศุภฤกษ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการฟ้องคดี ต่อสู้คดี ดำเนินกระบวนพิจารณา จำหน่ายสิทธิในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีปกครอง คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 และข้อ 2 ด้วย ดังนี้ การมอบอำนาจช่วงดังกล่าวของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องร้องคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยได้ จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้มากกว่าครั้งเดียวโดยให้ผู้รับมอบอำนาจช่วง 2 คน ซึ่งต่างคนต่างกระทำการฟ้องคดีและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ กรณีต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจช่วงมาเพียง 30 บาท ไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจช่วงของโจทก์จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายพงศ์พิสิษฐ์ หรือนายศุภฤกษ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวสุวรรณาหรือกรณ์ศศิร์ ฉันเฟื่องฟู
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10209/2558
#634142
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง ที่แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน แม้ไม่มีบทเฉพาะกาลเรื่องการบังคับคดีนายประกันก่อนที่มีการเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวว่าจะยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการตามเดิมหรือเป็นของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมตามบทบัญญัติที่เพิ่มเติมดังที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องก็ตาม แต่การที่ไม่มีบทเฉพาะกาลบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติที่เพิ่มเติม ก็ต้องหมายความว่าให้ใช้บทบัญญัติเพิ่มเติมนั้นทันทีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ไม่มีเหตุที่จะให้ผู้ร้องเข้าใจว่าการบังคับคดีนายประกันที่มีอยู่ก่อนยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2550 ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้พร้อมยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับผู้ประกันในคดีอาญาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เป็นเงิน 138,000 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งยกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 1 ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 10 มีนาคม 2551 เนื่องจากวันที่ 8 และ 9 มีนาคม 2551 ตรงกับวันหยุดราชการ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ที่ 1 ในมูลหนี้ค่าปรับที่ลูกหนี้ที่ 1 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันตัวนายพิภพหรือกุ๊ก จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4598/2544 หมายเลขแดงที่ 2348/2545 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งศาลมีคำสั่งปรับเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 ต่อมาผู้ร้องทราบว่าศาลมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ทันภายในกำหนด และยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 138,000 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 อันเป็นเวลาภายหลังจากศาลจังหวัดชลบุรีออกหมายบังคับคดีตามคำขอของพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ทำให้ผู้ร้องเข้าใจว่าพนักงานอัยการดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกัน จึงเป็นปัญหาในเรื่องความไม่ชัดเจนของกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ที่แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน แม้ไม่มีบทเฉพาะกาลเรื่องการบังคับคดีนายประกันก่อนที่มีการเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวว่าจะยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการตามเดิมหรือเป็นของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมตามบทบัญญัติที่เพิ่มเติมดังที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องก็ตาม แต่การที่ไม่มีบทเฉพาะกาลบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติที่เพิ่มเติม ก็ต้องหมายความว่าให้ใช้บทบัญญัติเพิ่มเติมนั้นทันทีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ไม่มีเหตุที่จะให้ผู้ร้องเข้าใจว่าการบังคับคดีนายประกันที่มีอยู่ก่อนยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีสำนวนบังคับคดีนายประกันที่เกิดขึ้นแล้วและที่เกิดภายหลังแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาการประสานงานกับพนักงานอัยการ ทำให้กว่าที่ผู้ร้องจะตรวจสอบพบว่าพนักงานอัยการยังไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันก็ล่วงเลยกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว มิใช่เกิดจากการบริหารงานของผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว และค่าปรับผู้ประกันเป็นเบี้ยปรับที่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการทำสัญญาปกติ แต่เกิดจากการผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลย จึงมิใช่หนี้ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น ล้วนเป็นข้ออ้างที่นอกเหนือไปจากคำร้องของผู้ร้องและผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้สั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดชลบุรี
นาวาตรีหรือเรือตรีหรือนาวาเอกชลอ เกตุแก่นจันทร์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10207/2558
#632639
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 นั้น ต้องเป็นเจ้าหนี้ในหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ทำสัญญาประกันการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นกรณีให้ลูกหนี้กระทำการคือให้ลูกหนี้ผู้ประกันนำตัวจำเลยในคดีอาญามาศาลตามนัดหรือหมายเรียกของศาลแขวงชลบุรี และเมื่อลูกหนี้ยังมิได้ผิดสัญญาที่ต้องกระทำการดังกล่าว ลูกหนี้ก็ไม่มีความรับผิดใช้เงินค่าปรับตามที่ศาลมีอำนาจบังคับตามสัญญา หนี้ตามสัญญาประกันในส่วนที่ให้ลูกหนี้กระทำการและยังมิได้ผิดสัญญาจึงมิใช่หนี้เงินที่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ผิดสัญญาประกันและศาลแขวงชลบุรีมีคำสั่งปรับลูกหนี้ ถือว่ามูลหนี้ค่าปรับซึ่งเป็นหนี้เงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระตามสัญญาประกันเกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำสั่งปรับ แต่เป็นหนี้ที่มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่อาจนำหนี้ค่าปรับมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ค่าปรับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง แต่ผู้ร้องก็ยังไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้จนกว่าลูกหนี้จะพ้นจากการล้มละลายแล้ว เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับผู้ประกันในคดีอาญาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นเงิน 140,000 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง เนื่องจากยื่นพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ของผู้ร้องตามสัญญาประกันเกิดขึ้นตั้งแต่วันทำสัญญาประกัน ผู้ร้องต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้หนี้จะยังไม่ถึงกำหนดหรือมีเงื่อนไขเพราะศาลยังมิได้มีคำสั่งว่าลูกหนี้ผิดสัญญาก็ตาม การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 และไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัย จึงไม่อาจรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า หนี้ตามสัญญาประกันของลูกหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันทำสัญญาประกัน ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และถือเป็นหนี้ยังไม่ถึงกำหนดหรือมีเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ผู้ร้องจึงยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2553 และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 เนื่องจากวันที่ 25 ถึง 27 กรกฎาคม 2553 ตรงกับวันหยุดราชการ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับที่ลูกหนี้ทำสัญญาประกันการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2983/2550 หมายเลขแดงที่ 4797/2550 ของศาลแขวงชลบุรีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2553 ลูกหนี้ผิดสัญญาและศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้เป็นเงิน 140,000 บาท ตามสำเนาสัญญาประกัน และสำเนารายงานกระบวนพิจารณา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 นั้น ต้องเป็นเจ้าหนี้ในหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ทำสัญญาประกันการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นกรณีให้ลูกหนี้กระทำการคือให้ลูกหนี้ผู้ประกันนำตัวจำเลยในคดีอาญามาศาลตามนัดหรือหมายเรียกของศาลแขวงชลบุรี และเมื่อลูกหนี้ยังมิได้ผิดสัญญาที่ต้องกระทำการดังกล่าว ลูกหนี้ก็ไม่มีความรับผิดใช้เงินค่าปรับตามที่ศาลมีอำนาจบังคับตามสัญญา หนี้ตามสัญญาประกันในส่วนที่ให้ลูกหนี้กระทำการและยังมิได้ผิดสัญญาจึงมิใช่หนี้เงินที่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ผิดสัญญาประกันและศาลแขวงชลบุรีมีคำสั่งปรับลูกหนี้ ถือว่ามูลหนี้ค่าปรับซึ่งเป็นหนี้เงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระตามสัญญาประกันเกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำสั่งปรับ แต่เป็นหนี้ที่มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่อาจนำหนี้ค่าปรับมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง แต่ผู้ร้องก็ยังไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้จนกว่าลูกหนี้จะพ้นจากการล้มละลายแล้ว เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เอเซีย จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10200/2558
#632630
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว กฎหมายว่าด้วยล้มละลายที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องและมีเหตุตามกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ทำสัญญารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายลูกหนี้มาจากธนาคาร ก. เจ้าหนี้เดิม แต่ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ผู้ร้องไม่มีสัญญาที่ทำระหว่างผู้ร้องกับเจ้าหนี้เดิมมาสนับสนุน มีเพียงคำเบิกความของพยานผู้ร้องปาก ว. กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง สำเนาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนอง และสำเนาคำขอโอนซึ่งหากเป็นเอกสารที่ทำการจดทะเบียนตามกฎหมาย เป็นเอกสารมหาชนที่สามารถตรวจสอบได้ถึงความมีอยู่จริง ผู้ร้องก็ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเช่น เจ้าพนักงานที่ดินรับรองความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนนำเสนอเป็นพยานหลักฐานต่อศาล แต่ผู้ร้องกลับใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยไม่นำต้นฉบับเอกสารมาแสดง ที่ผู้ร้องอ้างว่าการใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารแทนการลงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดี มิใช่เป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดจะมาใช้ตรายางประทับก็ได้ การประทับตราดังกล่าวต้องกระทำโดยได้รับความยินยอมจากผู้ร้องจึงสามารถกระทำได้ และได้กระทำมาเป็นปกติในคดีอื่นด้วยเช่นกันนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุน พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่พอฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่

ลูกหนี้ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า เอกสารประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้รายนี้มาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นสำเนาเอกสารที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐรับรองสำเนาถูกต้องและตราประทับรับรองสำเนาถูกต้องที่ประทับอยู่ในเอกสารดังกล่าว เป็นตรายางที่รวมถึงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีอยู่ในตรายางนั้นด้วย โดยผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีมิได้ลงลายมือชื่อรับรองด้วยตนเอง ซึ่งตรายางดังกล่าวผู้ใดจะนำมาประทับก็ได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องอ้าง พยานหลักฐานเท่าที่ผู้ร้องนำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระอยู่ตามจำนวนที่ผู้ร้องอ้างจริง มีคำสั่งยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องข้อแรกมีว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่าตามสำเนาสัญญาจำนอง และสำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ประกอบกับสำเนาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนอง และสำเนาคำขอโอนตามมาตรา 76 เป็นเอกสารที่แสดงได้ชัดแจ้งปราศจากข้อโต้แย้งแล้วว่า ภาระหนี้ของลูกหนี้ได้โอนมายังผู้ร้องและผู้ร้องได้บังคับหลักประกันขายทอดตลาดตามกฎหมาย ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่กระทำการจดทะเบียนตามกฎหมาย และเป็นเอกสารมหาชนที่สามารถ ตรวจสอบได้ถึงความมีอยู่จริง และการใช้ตราประทับรับรองเอกสารแทนการลงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีนั้นก็ใช้ได้ มิใช่เป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดจะมาใช้ตราประทับก็ได้ ซึ่งการประทับตราดังกล่าวต้องกระทำการโดยได้รับความยินยอมจากผู้ร้องจึงจะสามารถกระทำได้ และได้กระทำมาเป็นปกติในคดีอื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเทียบเคียงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสาม เอกสารดังกล่าวได้กระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของผู้ร้อง ซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 และในคดีนี้จำเลยขาดนัดพิจารณาไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้อง และพยานผู้ร้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจด้วยได้ยืนยันเอกสารดังกล่าวไว้ จึงรับฟังเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คงฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องจริง เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว กฎหมายว่าด้วยล้มละลายที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องและมีเหตุตามกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ทำสัญญารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายลูกหนี้มาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 แต่ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางผู้ร้องไม่มีสัญญาที่ทำระหว่างผู้ร้องกับเจ้าหนี้เดิมมาสนับสนุน มีเพียงคำเบิกความของพยานผู้ร้องปากนายวุฒิชัย กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง สำเนาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนอง และสำเนาคำขอโอนตามมาตรา 76 ซึ่งหากเป็นเอกสารที่ทำการจดทะเบียนตามกฎหมาย เป็นเอกสารมหาชนที่สามารถตรวจสอบได้ถึงความมีอยู่จริงดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเช่น เจ้าพนักงานที่ดินรับรองความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนนำเสนอ เป็นพยานหลักฐานต่อศาล แต่ผู้ร้องกลับใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยไม่นำต้นฉบับเอกสารมาแสดง ที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ว่าการใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารแทนการลงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีมิใช่เป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดจะมาใช้ตรายางประทับก็ได้ การประทับตราดังกล่าวต้องกระทำโดยได้รับความยินยอมจากผู้ร้องจึงสามารถกระทำได้ และได้กระทำมาเป็นปกติในคดีอื่นด้วยเช่นกันนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุน พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่พอฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้อง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นายสุทิน จิตธารานนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10195/2558
#634141
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่จะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม แต่ต้องยื่นคำขอต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ดังที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 หนี้ค่าปรับที่ผู้ร้องนำมาขอรับชำระหนี้ศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ที่ 3 นายประกันตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ภายหลังจาก พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันนานพอสมควรแล้ว ผู้ร้องซึ่งรับโอนอำนาจการบังคับคดีแก่นายประกันย่อมสามารถดำเนินการวางระบบงานเพื่อตรวจสอบว่านายประกันสำนวนคดีใดบ้างผิดสัญญาประกันและเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของตน และเพื่อทราบว่าลูกหนี้ใดศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ

การที่ผู้ร้องอ้างว่าศาลแขวงนครราชสีมามีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการบังคับคดีแก่นายประกันไม่เพียงพอกับปริมาณงาน และเพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับ กรณียังไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือกฎหมายให้อำนาจที่จะขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ออกไปได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 เนื่องจากวันที่ 21 มกราคม 2550 ตรงกับวันหยุดราชการ ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันในคดีอาญาเป็นเงิน 120,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2540 ลูกหนี้ที่ 3 ทำสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่3202/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2431/2541 ของศาลแขวงนครราชสีมา ต่อมาลูกหนี้ที่ 3 ผิดสัญญาประกัน ศาลมีคำสั่งปรับเต็มตามสัญญาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ตามลำดับ เป็นเงินคดีละ 60,000 บาท รวมสองคดี 120,000 บาท ตามคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว สัญญาประกัน รายงานกระบวนพิจารณาและหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาด ผู้คัดค้านโฆษณาคำสั่งดังกล่าวในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 เนื่องจากวันที่ 21 มกราคม 2550 ตรงกับวันหยุดราชการหลังจากนั้นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ผู้ร้องนำหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่จะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม แต่ต้องยื่นคำขอต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 หนี้ค่าปรับที่ผู้ร้องนำมาขอรับชำระหนี้ศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ที่ 3 นายประกันตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันนานพอสมควรแล้ว ผู้ร้องซึ่งรับโอนอำนาจการบังคับคดีแก่นายประกันย่อมสามารถดำเนินการวางระบบงานเพื่อตรวจสอบว่านายประกันสำนวนคดีใดบ้างผิดสัญญาประกันและเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของตน และเพื่อทราบว่าลูกหนี้ใดศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะข้างต้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาว่าลูกหนี้ที่ 3 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2549 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 แต่ผู้ร้องเพิ่งนำหนี้ค่าปรับดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 เกินกำหนดเวลาเกือบ 3 ปี ที่ผู้ร้องอ้างว่าศาลแขวงนครราชสีมามีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการบังคับคดีแก่นายประกันไม่เพียงพอกับปริมาณงาน และเพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับ กรณียังไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือกฎหมายให้อำนาจที่จะขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ออกไปได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงนครราชสีมา
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดนุเคหะภัณฑ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10192/2558
#588443
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88, 89 วรรคหนึ่ง และ 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดแล้วว่า สหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และ 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน เมื่อโจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ก็ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และเมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ซึ่งกำหนดว่า "สมาชิกของสหภาพแรงงานต้องมีคุณสมบัติเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบกิจการผลิตและ/หรือประกอบชิ้นส่วนยานยนต์" เป็นว่า "สมาชิกของสหภาพแรงงานต้องมีคุณสมบัติเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หรือชิ้นส่วนโลหะ" จึงขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งให้รับจดทะเบียนข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ หากไม่สามารถทำได้ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า บริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ นายปรุงกับพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานพร้อมข้อบังคับต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเป็นสหภาพแรงงานโจทก์ ชื่อ "สหภาพแรงงานเอ็น เอช เค สปริง แห่งประเทศไทย" เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2522 ต่อมาโจทก์ขอโอนทะเบียนมาขึ้นต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา นายทะเบียนรับโอนทะเบียนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้แก้ไขข้อบังคับ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 6 ข้อ 25 และข้อ 38 วันที่ 10 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตรวจสอบแล้วเห็นว่า ข้อบังคับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 25 และข้อ 38 ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงได้รับจดทะเบียนไว้ตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ซึ่งโจทก์เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะแห่งประเทศไทย" ส่วนข้อ 6 ที่โจทก์ขอแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกนั้น จำเลยที่ 2 เห็นว่า เป็นการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ การจัดประเภทกิจการนั้นจำเลยทั้งสองพิจารณาตามเอกสารการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (ประเทศไทย) ปี 2544 โจทก์มอบอำนาจให้นายลาเร่ฟ้องคดีนี้ตามบันทึกการประชุมใหญ่ บันทึกการประชุมวาระพิเศษและหนังสือมอบอำนาจ นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการรับจดทะเบียนข้อบังคับของสหภาพแรงงานโตโยต้าประเทศไทยและสหภาพแรงงานนิสสันประเทศไทยตามข้อบังคับ แล้วคู่ความไม่ประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติม

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริงตามคำรับของคู่ความแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้จัดตั้งและสมาชิกเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน สมาชิกของโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานตามมาตรา 88 และ 95 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เมื่อนายปรุงกับพวก ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และขณะขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์บริษัทประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ดังนั้นสมาชิกของโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้น โจทก์ยอมรับตามคำฟ้องและหนังสือขออุทธรณ์ว่า เหตุผลที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 เนื่องจากนายจ้างขยายกิจการไปสู่หลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประเภทชิ้นส่วน ฮาร์ดดิสก์, ชิ้นส่วนเครื่องเล่น MP3, iPOD ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโลหะ แสดงว่ากิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และกิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะเป็นคนละประเภทกิจการกัน การที่โจทก์กำหนดเพิ่มประเภทกิจการอื่นไปด้วยจึงเป็นการกำหนดโดยมีเจตนาให้มีการรับสมาชิกในกิจการที่มีประเภทแตกต่างกันไปจากกิจการที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานเป็นลูกจ้างอยู่ อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สหภาพแรงงานมีรูปแบบแตกต่างไปจากรูปแบบที่กฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 หากลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทที่ต่างกันประสงค์จะแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างลูกจ้างด้วยกัน ก็สามารถจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงานในกิจการอีกประเภทหนึ่งได้ แล้วร่วมกับโจทก์จัดตั้งสภาองค์การลูกจ้างตามมาตรา 120 ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสหภาพแรงงานในหมวด 7 และสหพันธ์แรงงานในหมวด 8 มาใช้บังคับแก่สภาองค์การลูกจ้างโดยอนุโลม และสามารถกระทำกิจกรรมได้เช่นเดียวกันกับสหภาพแรงงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่อย่างใด ส่วนการที่นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการรับจดทะเบียนข้อบังคับให้แก่สหภาพแรงงานนิสสันประเทศไทยและสหภาพแรงงานโตโยต้าประเทศไทย โดยมีการกำหนดคุณสมบัติในการรับสมาชิกที่กว้างกว่าข้อบังคับของโจทก์ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้น คุณสมบัติของสมาชิกแต่ละสหภาพแรงงานต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละสหภาพเป็นราย ๆ ไป เนื่องจากเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวไม่สามารถนำมาพิจารณารวมกันได้ คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า การพิจารณาว่ากิจการใดเป็นกิจการประเภทเดียวกันนั้น ต้องพิจารณาว่ากิจการนั้นเป็นกิจการเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานในช่วงก่อตั้งเท่านั้น ถ้าจะต้องพิจารณายึดถือว่าเป็นประเภทนั้นตลอดไปน่าจะเป็นการตีความแคบเกินไปและเป็นปัญหาในทางปฏิบัติเพราะนายจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบการได้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ หากนายจ้างให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไปทำงานในประเภทผลิตภัณฑ์ใหม่ ลูกจ้างจึงไม่น่าจะเสียสิทธิในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเดิม การที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 ก็เพื่อให้ครอบคลุมสมาชิกเดิมของโจทก์เท่านั้น การที่สหภาพแรงงานจะมีความเข้มแข็งมีอำนาจต่อรองคุ้มครองสมาชิกได้ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความสามารถของกรรมการบริหารด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลโดยไม่มีเหตุสมควร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88 บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน บรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย" มาตรา 89 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ให้ลูกจ้างผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคนเป็นผู้เริ่มก่อการ ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานอย่างน้อยสามฉบับ" และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า สหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ก็ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน จึงไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายไปในทางที่โจทก์อุทธรณ์ได้ เมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วและมิได้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 88 ม. 89 วรรคหนึ่ง ม. 95 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์
โจทก์ — และโลหะแห่งประเทศไทย
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10192/2558
#634140
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88 มาตรา 89 วรรคหนึ่ง และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าสหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน เมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสอง และมีคำสั่งให้รับจดทะเบียนข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ หากไม่สามารถทำได้ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าบริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ นายปรุงกับพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานพร้อมข้อบังคับต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเป็นสหภาพแรงงานโจทก์ ต่อมาโจทก์ขอโอนทะเบียนมาขึ้นต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา นายทะเบียนรับโอนทะเบียนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้แก้ไขข้อบังคับ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 6 ข้อ 25 และข้อ 38 วันที่ 10 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตรวจสอบแล้วเห็นว่าข้อบังคับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 25 และข้อ 38 ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงได้รับจดทะเบียนไว้ ส่วนข้อ 6 ที่โจทก์ขอแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกนั้น จำเลยที่ 2 เห็นว่าเป็นการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้จัดตั้งและสมาชิกเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน สมาชิกโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานตามมาตรา 88 และ 95 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เมื่อนายปรุงกับพวกซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และขณะขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ดังนั้นสมาชิกของโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้น โจทก์ยอมรับตามคำฟ้องและหนังสือขออุทธรณ์ เหตุผลที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 เนื่องจากนายจ้างขยายกิจการไปสู่หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประเภทชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์, ชิ้นส่วนเครื่องเล่น MP3, iPOD ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโลหะ แสดงว่ากิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และกิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะเป็นคนละประเภทกิจการกัน การที่โจทก์กำหนดเพิ่มประเภทกิจการอื่นไปด้วยจึงเป็นการกำหนดโดยมีเจตนาให้มีการรับสมาชิกในกิจการที่มีประเภทแตกต่างกันไปจากกิจการที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานเป็นลูกจ้างอยู่ อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สหภาพแรงงานมีรูปแบบแตกต่างไปจากรูปแบบที่กฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการพิจารณาว่ากิจการใดเป็นกิจการประเภทเดียวกันนั้น ต้องพิจารณาว่ากิจการนั้นเป็นกิจการเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานในช่วงก่อตั้งเท่านั้น ถ้าจะต้องพิจารณายึดถือว่าเป็นประเภทนั้นตลอดไปน่าจะเป็นการตีความแคบเกินไปและเป็นปัญหาในทางปฏิบัติเพราะนายจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบการได้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ หากนายจ้างให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไปทำงานในประเภทผลิตภัณฑ์ใหม่ลูกจ้างจึงไม่น่าจะเสียสิทธิในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเดิม การที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 ก็เพื่อให้ครอบคลุมสมาชิกเดิมของโจทก์เท่านั้น การที่สหภาพแรงงานจะมีความเข้มแข็งมีอำนาจต่อรองคุ้มครองสมาชิกได้ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความสามารถของกรรมการบริหารด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลโดยไม่มีเหตุสมควร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88 บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน บรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย" มาตรา 89 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ให้ลูกจ้างผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคนเป็นผู้เริ่มก่อการยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานอย่างน้อยสามฉบับ" และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า สหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ก็ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน จึงไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไปในทางที่โจทก์อุทธรณ์ได้ เมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วและมิได้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 88 ม. 89 วรรคหนึ่ง ม. 95 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะ
โจทก์ — แห่งประเทศไทย
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10188/2558
#585465
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานกับนายจ้าง 2 ราย โดยนายจ้างทั้งสองรายต่างหักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ และจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับเงินคืน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าเงินสมทบที่นายจ้างทั้งสองนำส่งให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ ต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างทั้งสองนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินที่เกินนั้น อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนด 1 ปี ตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รง 0628/18355 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1073/2549 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายเงินสมทบ 3,000 บาท คืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ที่ รง 0628/18355 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1073/2549 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินสมทบที่ชำระเกินของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2548 จำนวน 3,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยอัลติเมทคาร์ จำกัด ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 นายจ้างทั้งสองรายได้หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของโจทก์เดือนละ 750 บาท ส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ทุกเดือน แต่ตามกฎหมายโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบไม่เกินเดือนละ 750 บาท ไม่ว่าจะทำงานกับนายจ้างกี่รายก็ตาม โจทก์จึงถูกหักค่าจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบเกินไปเดือนละ 750 บาท เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับเงินในส่วนที่เกินของเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2548 รวมเป็นเงิน 9,000 บาท สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 มีคำสั่งที่ รง 0628/18355 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 คืนเงินให้แก่โจทก์เพียง 6,000 บาท ส่วนเงินสมทบส่วนเกินของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2548 เป็นเงิน 3,000 บาท โจทก์ขอคืนเกิน 1 ปี นับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบ จึงไม่คืนให้ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1073/2549 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 วรรคสี่ กำหนดหน้าที่ให้จำเลยแจ้งแก่นายจ้างหรือผู้ประกันตนมารับเงินที่ชำระเกินไว้โดยปริยาย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์จากเงินดังกล่าว จำเลยต้องคืนเงินสมทบที่รับไว้เกินแก่โจทก์

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องคืนเงินสมทบส่วนเกินของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2548 เป็นเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินสมทบส่วนเกินดังกล่าวคืนภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบ เงินสมทบดังกล่าวจึงตกเป็นของกองทุนประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 วรรคสี่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้นเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานกับนายจ้าง 2 ราย โดยนายจ้างทั้งสองรายต่างหักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ เมื่อจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับเงินคืน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างทั้งสองนำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ จึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างทั้งสองนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินในวันที่โจทก์ยื่นขอรับเงินที่เกินนั้น อันเป็นการใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราการ ชื่นโชคสันต์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10181/2558
#588590
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่า โจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมินซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 901,480 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 369,600 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์โจทก์ชนะคดี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายสำหรับรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับความเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 จำนวน 181,400 บาท และ 690,480 บาท ตามลำดับ ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เพียง 50,000 บาท และ 290,000 บาท ตามลำดับ น้อยเกินไปนั้น เห็นว่า สำหรับรายที่ 1 เป็นเพียงหลักประกันคือบ้านบนที่ดินปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินข้างเคียง 5 เมตร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ไม่ถึงกับร้ายแรงมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 ให้ 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนรายที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินและทำรายงานส่งโจทก์ว่า ที่ดินมีราคา 125,400บาท บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดิน 1 หลัง เลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ราคา 812,045 บาท รวมเป็นเงิน 937,000 บาท โจทก์ใช้ข้อมูลตามรายงานนี้ปล่อยเงินกู้ 749,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดินดังกล่าวเป็นประกัน ทั้งที่ราคาที่ดินที่แท้จริงเพียง 83,000 บาท และเป็นที่ดินเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้ไม่มีปลูกบนที่ดินนี้ แต่ปลูกบนที่ดินแปลงอื่นของผู้อื่น อย่างน้อยรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ และเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งปรากฏต่อมาว่าผู้กู้รายนี้มิได้ผ่อนชำระ ค้างชำระหลายงวด จนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายมาก การคิดคำนวณค่าเสียหาย โจทก์ดำเนินการในรูปคณะกรรมการประชุมพิจารณา เมื่อคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่เพื่อช่วยเหลือทางการเงินให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยตามควรแก่อัตภาพ มิได้มุ่งหวังกำไรอย่างธนาคารพาณิชย์ทั่วไป น่าเชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย 690,480 บาท ตามฟ้อง สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 690,480 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เพียง 290,000 บาท น้อยเกินไปไม่เหมาะสม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมค่าเสียหายทั้งสามรายจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 770,080 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ที่ได้ยกมาข้างต้น นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมิน (ซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3) มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานละเมิดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 770,080 บาท โดยในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิด นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้แต่ละคนใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รับผิดรวม 20,000 บาท ในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 3,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — บริษัทพสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรชัย สุรัตนโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา