คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10067/2558
#588112
เปิดฉบับเต็ม

การที่พันตำรวจโท ก. แสดงบัตร ป.ป.ส. ต่อจำเลยก่อนทำการค้น แสดงว่าพันตำรวจโท ก. แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และตามพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้จำเลยจะหลบหนีไป ทั้งทรัพย์สินในบ้านเกิดเหตุซึ่งมีไว้เป็นความผิดจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม พันตำรวจโท ก. กับพวกจึงมีอำนาจเข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 14 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนกับอาวุธปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาก่อนตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แต่เมื่อจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับ 1,500,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปที่บ้านเลขที่ 70/152 หมู่บ้านกายสิทธิ์วิลล์ หมู่ที่ 1 ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี แล้วจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. 1 กระบอก กับกระสุนปืน 8 นัด และเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) บรรจุในถุงพลาสติกแบบปิดเปิดปากถุงได้จำนวน 10 ถุง น้ำหนักรวม 25.605 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 20.427 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เป็นของกลาง ในข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ข้อหานี้เป็นอันยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้าน คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แม้พันตำรวจโทกันตพัฒน์ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี จะเข้าตรวจค้นบ้านเกิดเหตุโดยไม่มีหมายค้น ทั้งไม่ได้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ตาม แต่การที่พันตำรวจโทกันตพัฒน์แสดงบัตร ป.ป.ส. ต่อจำเลยก่อนทำการค้นในบ้านเกิดเหตุจนพบเมทแอมเฟตามีน กับอาวุธปืนของกลางย่อมเป็นการแสดงว่าพันตำรวจโทกันตพัฒน์แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทกันตพัฒน์ยังปรากฏด้วยว่า เมื่อพันตำรวจโทกันตพัฒน์กับพวกมาถึงบ้านเกิดเหตุโดยรถกระบะ 3 คัน เห็นจำเลยไม่สวมใส่เสื้อ มีรอยสักตามร่างกาย อันตรงกับตำหนิรูปพรรณที่ดาบตำรวจฉลอง พยานโจทก์อีกปากหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมตรวจค้นกับพันตำรวจโทกันตพัฒน์ ได้รับแจ้งมาจากสายลับ ยืนอยู่ตรงบริเวณประตูบ้าน แล้วเดินหลบเข้าไปในบ้าน จึงเป็นพฤติการณ์ให้พันตำรวจโทกันตพัฒน์มีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ จำเลยจะหลบหนีไป ทั้งทรัพย์สินในบ้านเกิดเหตุซึ่งมีไว้เป็นความผิดจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม พันตำรวจโทกันตพัฒน์กับพวกจึงมีอำนาจเข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 14 ตรี และเมื่อเป็นการเข้าค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ต้องทำการค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการทั่วไป เมื่อข้อนำสืบของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทกันตพัฒน์และดาบตำรวจฉลองว่านอกจากจะพบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางอยู่ใต้หมอนในห้องของจำเลยแล้ว ยังพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบนฟูกที่นอนด้วย แม้จำเลยให้การรับสารภาพเพียงความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์ที่บ่งบอกแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14 ม. 14 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายกัมปนาทหรือเค ตลับเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายชัยพร วัฒนสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุมาณี ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10065/2558
#633723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย ถูกบริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยเจตนาฆ่าและผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288 นั้น ความผิดตามฟ้องของโจทก์ย่อมรวมถึงการทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

ในการพิจารณาว่า ผู้กระทำมีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือเจตนาฆ่านั้น จะต้องพิจารณาจากความร้ายแรงของอาวุธ อวัยวะที่ถูกกระทำ ลักษณะบาดแผลที่ได้รับและพฤติการณ์แห่งการกระทำอื่น ๆ ประกอบกัน ซึ่งพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลย จะมีความสำคัญในการวินิจฉัยถึงเจตนาของจำเลยยิ่งกว่าหลักเกณฑ์อื่น ๆ มิใช่พิจารณาแต่เพียงอาวุธ ลักษณะอาการในการจ้วงแทง และบาดแผลที่ได้รับเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงแรก ปรับ 50 บาท กระทงที่สอง จำคุก 3 เดือน ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยมอบเงินช่วยเหลือมารดาของผู้ตายจำนวนหนึ่ง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 7 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วางโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 3 เดือน และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ขณะที่ผู้ตายและนางสาวฐิติมากำลังพูดคุยกันอยู่ที่บริเวณหน้าห้องพักของนางสาวนิตยาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุโดยนำอาวุธมีดของกลางติดตัวไปด้วย ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนางสาวฐิติมา เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ระหว่างที่พยาน นางสาวนิตยา นายสถาพร และผู้ตายกำลังรับประทานอาหารและพูดคุยกันอยู่ที่ห้องพักของนางสาวนิตยาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่ห้องพักดังกล่าวเคาะประตูเรียกพยานแล้วพูดคุยกันโดยจำเลยยืนอยู่นอกห้อง ส่วนพยานยืนอยู่ภายในห้อง ระหว่างนั้นผู้ตายมองหน้าจำเลย จำเลยจึงถามผู้ตายว่ามองหน้าทำไม ผู้ตายลุกขึ้นและเกิดการโต้เถียงกับจำเลย นายสถาพรเดินไปพูดกับจำเลยว่า ใจเย็นเย็น เข้ามาพูดคุยกันในห้องก่อน จำเลยผลักอกนายสถาพร ผู้ตายโกรธจึงหยิบมีดขึ้นมาถือไว้ข้างตัว จำเลยร้องตะโกนว่าให้ออกไปนอกห้อง แต่พยานและนางสาวนิตยาห้ามผู้ตายไว้ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานจะกลับบ้าน พยานกับผู้ตายได้ออกไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณหน้าห้องพัก ส่วนนางสาวนิตยากับนายสถาพรก็ปิดห้องเพื่อจะเข้านอน ขณะที่พยานกับผู้ตายนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์คนละคันพูดคุยกันอยู่นั้น นายวิเชียรพงษ์ ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยนั่งซ้อนท้ายมาด้วย เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ตาย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นายวิเชียรพงษ์จึงขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยออกไป ประมาณ 10 นาที จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาอีก แล้วเข้าไปพูดกับผู้ตายว่า "มึงถือมีดใส่กูเหรอ" ผู้ตายตอบว่า "มึงผลักน้องกูทำไม" จึงเกิดการโต้เถียงท้าทายและเข้าต่อสู้กัน แต่จำเลยสู้ผู้ตายไม่ได้จึงวิ่งไปหยิบมีดที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของจำเลยมาถือไว้ ทันใดนั้นผู้ตายวิ่งตามมาโดยพยานพยายามห้ามไว้ แต่ห้ามไม่อยู่ เกิดการต่อสู้และล้มลงไปที่พื้นดินทั้งคู่ สักครู่หนึ่งจำเลยได้ลุกขึ้นวิ่งหนีไป พยานเข้าไปดูเห็นผู้ตายถูกแทง ผู้ตายลุกขึ้นพร้อมกับดึงมีดออกจากตัว เดินถือไปที่หน้าห้องพักของนางสาวนิตยาโดยมีพยานเข้าไปประคองผู้ตาย และเคาะประตูเรียกนางสาวนิตยาออกมานำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาล ร้อยตำรวจโทสุรศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2556 เวลา 00.10 นาฬิกา ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายที่บริเวณห้องเช่าไม่ทราบเลขที่ หมู่บ้านหนองมะค่า ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จึงไปยังที่เกิดเหตุ พบนางสาวฐิติมาแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุและพบอาวุธมีด ทำการยึดไว้เป็นหลักฐานตามบันทึกการตรวจยึด พยานได้สอบปากคำนางสาวฐิติมาไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ โดยนางสาวฐิติมาให้การว่า เวลาประมาณ 22.30 นาฬิกา ขณะที่นางสาวฐิติมากับผู้ตายกำลังจะกลับบ้าน นายวิเชียรพงษ์ได้ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายมา จำเลยเดินไปพูดกับผู้ตายว่า "เออจะเอายังไง เรื่องรถจักรยานยนต์ของนายนุมาศ (ผู้ตาย) ที่เบรกไม่อยู่ กูไม่ได้ทำ" ผู้ตายพูดว่า "ไม่เป็นไร" นายวิเชียรพงษ์พูดว่า "ให้เคลียร์ให้จบวันนี้" จำเลยพูดว่า ไม่จบเพราะผู้ตายเป็นคนใส่ร้ายว่า ที่รถจักรยานยนต์เบรกไม่อยู่เข้าใจว่าจำเลยเป็นคนทำ ทำให้จำเลยไม่พอใจและเดินเข้าไปหาผู้ตายเพื่อจะหาเรื่อง นายวิเชียรพงษ์เข้าห้ามและพูดว่าไม่อยากให้มีเรื่องกัน ทำให้จำเลยไม่พอใจ จากนั้นนายวิเชียรพงษ์ก็พาจำเลยกลับไป ต่อมาประมาณ 15 นาที จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่งเพียงคนเดียว จำเลยพูดว่า "ไหนมึงบอกกับกูว่ามึงจะออกไป" ผู้ตายพูดว่ากำลังจะออกไป จำเลยบอกให้นางสาวฐิติมาถอยไป แต่นางสาวฐิติมาไม่ถอย จากนั้นจำเลยได้เปิดเบาะรถจักรยานยนต์หยิบเอามีดปลายแหลมออกมาแล้ววิ่งไปหาผู้ตาย จำเลยกับผู้ตายทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันนานประมาณ 5 นาที ผู้ตายก็ล้มลงและพบบาดแผลถูกมีดแทงที่ชายโครงด้านซ้าย 1 แผล และที่บริเวณตีนผมด้านซ้าย 1 แผล มีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ครั้งที่สอง นางสาวฐิติมาให้การเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2556 ว่า จำเลยถือมีดด้วยมือขวาแนบข้างลำตัว บอกให้นางสาวฐิติมาถอยไป แต่นางสาวฐิติมาไม่ถอย จากนั้นจำเลยก็เดินเข้าหาผู้ตายและต่อสู้กันจนล้มไปด้วยกัน โดยผู้ตายอยู่ด้านล่าง จำเลยล้มทับอยู่ข้างบน ส่วนนางสาวฐิติมาล้มลงอยู่ข้างบุคคลทั้งสอง หลังจากนั้นเกิดการชุลมุนประมาณ 5 นาที นางสาวฐิติมาจึงรู้ว่าผู้ตายถูกแทง และครั้งที่สาม นางสาวฐิติมาให้การเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ว่า จำเลยเดินทางไปที่ห้องพักของนางสาวนิตยา รวม 3 ครั้ง ครั้งแรกขณะที่นางสาวฐิติมา นางสาวนิตยา นายสถาพรและผู้ตาย กำลังรับประทานอาหารอยู่ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปที่ห้องพักของนางสาวนิตยาและเคาะประตูห้อง นายสถาพรมาเปิดประตู จำเลยได้ผลักอกนายสถาพรพร้อมกับพูดว่า "หลบไปเอ็งไม่เกี่ยว" จำเลยถามนางสาวฐิติมาว่า ไหนบอกว่าอยู่ห้อง นางสาวฐิติมาตอบว่า "ไม่คุยแล้วทำไม มีสิทธิอะไร" จำเลยมองไปที่ผู้ตายทำให้ผู้ตายไม่พอใจและโกรธที่จำเลยผลักอกนายสถาพร ผู้ตายลุกขึ้นไปหยิบมีด จำเลยจึงพูดว่า "มึงหยิบมาเลย มึงหยิบมาเลย" นางสาวนิตยาได้ห้ามและเอามีดจากผู้ตายไปเก็บไว้ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 22.30 นาฬิกา นายวิเชียรพงษ์กับจำเลย ได้เดินทางไปที่หน้าห้องพักของนางสาวนิตยา เพื่อจะปรับความเข้าใจกันเรื่องรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเบรกไม่อยู่ แต่จำเลยกับผู้ตายคุยกันไม่รู้เรื่องและจะทะเลาะกัน นายวิเชียรพงษ์จึงพาจำเลยกลับไป จากนั้นนางสาวฐิติมากับผู้ตายได้พูดคุยกันต่อในขณะที่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของแต่ละคน ระหว่างนั้นมีการส่งข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตาย ผู้ตายจึงโทรศัพท์ถามไปว่าโทรศัพท์มาหรือเปล่า ต่อมาก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันและผู้ตายพูดว่า "ไอ้เหี้ย" แล้ววางสายไป จากนั้นผู้ตายพูดกับนางสาวฐิติมาว่าจำเลยโทรศัพท์มา นางสาวฐิติมาจึงพูดว่า "ช่างเถอะให้มันจบได้แล้ว" อีก 5 นาทีต่อมา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าห้องพักของนางสาวนิตยาอีก จนเกิดการทะเลาะกันเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกทำร้ายและเสียชีวิตในเวลาต่อมา รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ เห็นว่า คำเบิกความของนางสาวฐิติมาสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวนิตยาและนายสถาพรว่ามีการพูดโต้เถียงกันระหว่างผู้ตายกับจำเลย และตามคำให้การของนางสาวฐิติมาในชั้นสอบสวนรวมสามครั้ง ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยจะมีการพูดโต้เถียงกัน ก่อนที่จะมีการเข้าทำร้ายร่างกายกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าทั้งจำเลยและผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกันและมีเจตนาที่จะทำร้ายซึ่งกันและกันต่อเนื่องกันมาตั้งแต่จำเลยเดินทางไปที่ห้องพักของนางสาวนิตยาทั้งสามครั้ง จากนั้นจึงมีการต่อสู้กันแต่จำเลยสู้ไม่ได้จึงวิ่งไปหยิบมีดที่ใต้เบาะเมื่อแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายมีความเห็นว่า สาเหตุการตายเกิดจากภาวะช็อกจากการเสียเลือดเนื่องจากแผลถูกแทงที่อกซ้ายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย ถูกบริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยเจตนาฆ่าและผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นั้น ความผิดตามฟ้องของโจทก์ย่อมรวมถึงการทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยเข้าไปก่อกวนชวนทะเลาะวิวาทถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 3 จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์แล้วนำมีดที่ซ่อนไว้ใต้เบาะไปใช้ในการต่อสู้ซึ่งเป็นมีดปลายแหลมขนาดใหญ่ หากนำไปใช้ก่อเหตุย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ เจตนาฆ่ามิได้มุ่งหมายการมองเห็นแต่ลักษณะอาการในการจ้วงแทงเท่านั้น แต่พิจารณาจากอาวุธที่ใช้แทงทำร้ายด้วย ประกอบกับบาดแผลที่ชายโครงด้านซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย หากจำเลยไม่ประสงค์ต่อชีวิตของผู้ตายก็คงจะไม่ใช้อาวุธร้ายแรงถึงขนาดนี้นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาว่า ผู้กระทำมีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือเจตนาฆ่านั้น จะต้องพิจารณาจากความร้ายแรงของอาวุธ อวัยวะที่ถูกกระทำ ลักษณะบาดแผลที่ได้รับและพฤติการณ์แห่งการกระทำอื่น ๆ ประกอบกัน ซึ่งพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลย จะมีความสำคัญในการวินิจฉัยถึงเจตนาของจำเลยยิ่งกว่าหลักเกณฑ์อื่น ๆ มิใช่พิจารณาแต่เพียงอาวุธ ลักษณะอาการในการจ้วงแทง และบาดแผลที่ได้รับตามที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 290
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายวัชรพงษ์ ญาติโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10060/2558
#585998
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในท้องที่ โดยจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ยี่ห้อนิสสันสีขาวของสถานีอนามัยมีตราของกระทรวงสาธารณสุขเป็นยานพาหนะประจำ ในคืนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 3 ถึง 4 นาฬิกา มีผู้แจ้งเบาะแสโดยส่งข้อความไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของดาบตำรวจ ส. รวม 6 ครั้ง 6 ข้อความ ว่ามีคนส่งยาบ้าที่พีพีรีสอร์ต ห้องที่ 14 ให้รีบไปเร็ว ๆ ก่อนเขาหนี เป็นรายใหญ่ ถ้าไม่ไปฉันจะไม่ส่งข่าวอีก เมื่อดาบตำรวจ ส. ไปที่รีสอร์ตพบรถดังกล่าวจอดอยู่ที่ห้องที่ 15 จำได้ว่าเป็นรถที่จำเลยที่ 1 ใช้อยู่ สอบถามพนักงานรีสอร์ตแจ้งว่าเจ้าของรถมากับผู้หญิงพักอยู่ห้องที่ 14 ดาบตำรวจ ส. จึงเชื่อในเบาะแสที่แจ้งมา ดาบตำรวจ ส. กับพวกให้พนักงานรีสอร์ตเคาะประตูห้องที่ 14 ว่าขอเช็กมิเตอร์ ปรากฏว่าคนในห้องเปิดประตูออกมา ขณะนั้นไฟในห้องยังเปิดอยู่ เมื่อดาบตำรวจ ส. แจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ คนในห้องดันประตูกลับคืนและปิดไฟ เป็นพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามที่ได้รับแจ้ง ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ตซึ่งจำเลยทั้งสองไปพักชั่วคราว จำเลยทั้งสองจะออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้ หากเนิ่นช้าไปกว่าจะเอาหมายค้นมาทำการตรวจค้นในวันรุ่งขึ้น จำเลยทั้งสองจะออกจากห้องพักเสียก่อนพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเหตุให้พยานหลักฐานสำคัญสูญหาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งทำให้เจ้าพนักงานเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) และ มาตรา 96 (2) และเมื่อเจ้าพนักงานพบอุปกรณ์การเสพและเมทแอมเฟตามีน 11 เม็ดในห้องพักดังกล่าว กับพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ในรถยนต์ จึงเป็นความผิดซึ่งหน้าซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1), 80 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำรายงานการตรวจค้นและผลการตรวจค้นไว้ในบันทึกการจับกุมเสนอผู้บังคับบัญชา ดังนั้น การตรวจค้นและจับกุมในกรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 อีกสามเท่า

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง, 100 ประกอบมาตรา 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และมาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง, ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 48 ปี และปรับ 3,600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และให้การรับสารภาพชั้นจับกุมฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยที่ 2 อีกหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 11 เดือน และปรับ 800,000 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดุงร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีน 611 เม็ด และรถยนต์กระบะ 1 คัน หมายเลขทะเบียน นข 1731 อุดรธานี กับกระเป๋าสะพายผ้าสีดำสำหรับใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 ใบ และเงินสด 6,960 บาท กับอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนและตัวอย่างน้ำปัสสาวะ 2 ขวด เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18.758 กรัม และจากการตรวจตัวอย่างน้ำปัสสาวะพบสารเมทแอมเฟตามีนในน้ำปัสสาวะของจำเลยที่ 2 แต่ไม่พบในน้ำปัสสาวะของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งหัวหน้าสถานีอนามัยสระแก้ว ตำบลบ้านดุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี รถยนต์ของกลางเป็นรถที่จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ในราชการ เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าความผิดดังกล่าวมิใช่ความผิดซึ่งหน้าเพราะจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องพักและเวลาเกิดเหตุก็เป็นเวลากลางคืนยามวิกาล การตรวจค้นและจับกุมไม่มีหมายจับและหมายค้นของศาล เป็นการกระทำโดยมิชอบนั้น เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในท้องที่ โดยจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ยี่ห้อนิสสันสีขาวของสถานีอนามัยมีตราของกระทรวงสาธารณสุขเป็นยานพาหนะประจำ ในคืนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 3 ถึง 4 นาฬิกา มีผู้แจ้งเบาะแสโดยส่งข้อความไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของดาบตำรวจสุนทรพจน์ รวม 6 ครั้ง 6 ข้อความ ว่ามีคนส่งยาบ้าที่พีพีรีสอร์ต ห้องที่ 14 ให้รีบไปเร็ว ๆ ก่อนเขาหนี เป็นรายใหญ่ ถ้าไม่ไปฉันจะไม่ส่งข่าวอีก เมื่อดาบตำรวจสุนทรพจน์ไปที่รีสอร์ตพบรถดังกล่าวจอดอยู่ที่ห้องที่ 15 จำได้ว่าเป็นรถที่จำเลยที่ 1 ใช้อยู่ สอบถามพนักงานรีสอร์ตแจ้งว่าเจ้าของรถมากับผู้หญิงพักอยู่ห้องที่ 14 ดาบตำรวจสุนทรพจน์จึงเชื่อในเบาะแสที่แจ้งมา ดาบตำรวจสุนทรพจน์กับพวกให้พนักงานรีสอร์ตเคาะประตูห้องที่ 14 ว่าขอเช็กมิเตอร์ ปรากฏว่าคนในห้องเปิดประตูออกมา ขณะนั้นไฟในห้องยังเปิดอยู่ เมื่อดาบตำรวจสุนทรพจน์แจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ คนในห้องดันประตูกลับคืนและปิดไฟ เป็นพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามที่ได้รับแจ้ง ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ต ซึ่งจำเลยทั้งสองไปพักชั่วคราว จำเลยทั้งสองจะออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้ หากเนิ่นช้าไปกว่าจะเอาหมายค้นมาทำการตรวจค้นในวันรุ่งขึ้น จำเลยทั้งสองจะออกจากห้องพักเสียก่อนพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเหตุให้พยานหลักฐานสำคัญสูญหาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งทำให้เจ้าพนักงานเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) และมาตรา 96 (2) เมื่อเจ้าพนักงานพบอุปกรณ์การเสพและเมทแอมเฟตามีน 11 เม็ด ในห้องพักดังกล่าวกับพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ดในรถยนต์ จึงเป็นความผิดซึ่งหน้าซึ่งเจ้าพนักงานสามารถจับจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1), 80 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานได้ทำรายงานการตรวจค้นและผลการตรวจค้นไว้ในบันทึกการจับกุมเสนอผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการตรวจค้นและจับกุมในกรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 (1) ม. 80 ม. 92 (4) ม. 96 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายวิชัย ธรรมรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายนันทชัย จันทร์รอด
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10011/2558
#634124
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้และโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องซึ่งเป็นหลักประกัน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติและเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงให้เห็นแล้วว่าหากมีการบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดนั้นให้โจทก์จนครบถ้วน และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามในทางแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงิน รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 271 มาตรา 278 และมาตรา 282 คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสาม เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ เมื่อมีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามนอกเหนือจากที่จำนองไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาและมีหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 754,550.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปีของต้นเงิน 697,563.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8917 ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาผู้แทนโจทก์ดำเนินการขอยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 22092 ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสามต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่ดำเนินการยึดทรัพย์สินตามคำขอของโจทก์ เนื่องจากหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นระบุให้ยึดเฉพาะทรัพย์ที่จำนอง ไม่ปรากฏว่าศาลสั่งให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสาม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง แต่มิได้พิพากษาให้โจทก์ได้สิทธิบังคับคดีเต็มตามคำขอท้ายฟ้องจะทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามนอกจากบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 8917 ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเลยทั้งสามจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสามเท่านั้น หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้และโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องซึ่งเป็นหลักประกัน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติและเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงให้เห็นแล้วว่าหากมีการบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดนั้นให้โจทก์จนครบถ้วน และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายวิธีบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามในทางแพ่ง สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานและรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวน 754,550.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาตรา 278 และมาตรา 282 คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสาม เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ เมื่อมีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามนอกเหนือจากที่จำนองไว้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำขอของโจทก์ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 271 ม. 278 ม. 282
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางกุหลาบ นามหอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10010/2558
#588122
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดไว้จากบริษัท อ. และบริษัท อ. ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารท้ายคำฟ้อง เมื่อระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 กรกฎาคม 2546 มีคนร้ายเข้าไปในอาคารแล้วลักทรัพย์รวมมูลค่า 152,166.32 บาท ของบริษัท อ. ไป โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลป้องกัน ไม่ตรวจตราดูแลตามหน้าที่ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้บริษัท อ. ไปจำนวน 147,166.32 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิด และสิทธิเรียกร้องจากการเข้ารับช่วงสิทธิตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย แม้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจะขาดอายุความ แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีนี้เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 กรกฎาคม 2546 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย จึงเป็นการไม่ชอบ

เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 196,833.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,166.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายว่า คดีขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีสามารถชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า คดีขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์รับช่วงสิทธิของบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่มีต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์รับประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดไว้จากบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ปรากฏตามสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย เมื่อระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 มีคนร้ายเข้าไปในอาคารแล้วลักทรัพย์รวมมูลค่า 152,166.32 บาท ของบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไป โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลป้องกัน ไม่ตรวจตราดูแลตามหน้าที่ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไปจำนวน 147,166.32 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 49,667 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 196,833.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,166.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิด และสิทธิเรียกร้องจากการเข้ารับช่วงสิทธิตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย แม้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจะขาดอายุความ แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อคดีนี้เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยคู่ความยังไม่ได้สืบพยาน กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่

อนึ่ง เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ของแต่ละชั้นศาลแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ของแต่ละชั้นศาลแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 227
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเซอร์วิส โปรเฟสชั่นแนล แอสโซซิเอทส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10008/2558
#591880
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์บุตรจำเลยที่ 2 ที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถยนต์ที่ อ. ขับซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย พนักงานสอบสวนทำบันทึกตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า อ. ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด โดยคู่กรณีลงลายมือชื่อเป็นหลักฐาน จึงเป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไป มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เป็นผลให้ อ. ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้อีก ที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายให้ อ. เป็นการปฏิบัติตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัย ข้อสัญญาในกรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้จำกัดสิทธิ์ อ. หรือผู้เสียหายที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยเนื่องจากมูลหนี้ละเมิดระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 195,155.60 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 193,880.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 193,880.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,274.83 บาท) กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 9,500 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลาประมาณ 22 นาฬิกาจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลรล กรุงเทพมหานคร 0673 โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน วย 1711 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายแอนดริว เป็นคนขับและเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ที่บริเวณถนนสนามบินสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว 193,880.77 บาท ให้แก่นายแอนดริวแล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 นั้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุนายแอนดริวและจำเลยที่ 1 ไปพบร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรบางพลีและทำบันทึกเกี่ยวกับรถเฉี่ยวกันตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า "นายแอนดริวไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากนายประสิทธิ์แต่อย่างใด" ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนในตัว เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่านายแอนดริวทราบก่อนทำเอกสาร แล้วว่านายประสิทธิ์หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถประมาทและเป็นฝ่ายกระทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย แต่นายแอนดริวยังคงตกลงยินยอมที่จะไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเช่นนี้เป็นการสละสิทธิเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งเป็นผลให้มูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของนายแอนดริวผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องค่าเสียหายรถเฉี่ยวชนกันจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ที่โจทก์อ้างว่าข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญดังกล่าวมีความหมายเพียงว่านายแอนดริวไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ด้วยตนเองเท่านั้น ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์แวดล้อมสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง ม. 420 ม. 438 ม. 850 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
นายประสิทธิ์หรือสิรวิษณ์ นิ่มนวล
จำเลย — โดยนางมัลลิกา นิ่มนวล ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายคทาวุธ ตั้งมานะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10008/2558
#632489
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์ที่มี อ. เป็นคนขับและเอาประกันภัยไว้กับโจทก์เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุ อ. และจำเลยที่ 1 ไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจและทำบันทึกเกี่ยวกับรถเฉี่ยวกันมีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า "อ. ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจาก ป. (ป. คือจำเลยที่ 1) แต่อย่างใด" ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนในตัว เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่า อ. ทราบก่อนทำเอกสารแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถประมาทและเป็นฝ่ายกระทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย แต่ อ.ยังคงตกลงยินยอมที่จะไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน เช่นนี้เป็นการสละสิทธิเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งเป็นผลให้มูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของ อ. ผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องค่าเสียหายรถเฉี่ยวชนกันจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 195,155.60 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 193,880.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 193,880.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มกราคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,274.83 บาท) กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 9,500 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกาโต้แย้งฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ลรล กรุงเทพมหานคร 0673 โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน วย 1711 กรุงเทพมหานคร ที่มีนายแอนดริว เป็นคนขับและเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ที่บริเวณถนนสนามบินสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายซึ่งเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์คันดังกล่าว 193,880.77 บาท ให้แก่นายแอนดริวแล้ว สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 4 นั้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่ามูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังเกิดเหตุนายแอนดริวและจำเลยที่ 1 ไปพบร้อยตำรวจเอกวิโรจน์ พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรบางพลีและทำบันทึกเกี่ยวกับรถเฉี่ยวกันตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า "นายแอนดริวไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายจากนายประสิทธิ์ (คือจำเลยที่ 1) แต่อย่างใด" ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายชัดเจนในตัว เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่านายแอนดริวทราบก่อนทำรายงานประจำวันดังกล่าว แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถประมาทและเป็นฝ่ายกระทำละเมิดซึ่งต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย แต่นายแอนดริวยังคงตกลงยินยอมที่จะไม่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเช่นนี้เป็นการสละสิทธิเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยยอมผ่อนผันให้แก่กัน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ซึ่งเป็นผลให้มูลหนี้ละเมิดจากการที่รถเฉี่ยวชนกันระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของนายแอนดริวผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องค่าเสียหายรถเฉี่ยวชนกันจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ ที่โจทก์อ้างว่าข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญดังกล่าวมีความหมายเพียงว่านายแอนดริวไม่ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ด้วยตนเองเท่านั้น ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือพฤติการณ์แวดล้อมสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
นายประสิทธิ์หรือสิรวิษณ์ นิ่มนวล
จำเลย — โดยนางมัลลิกา นิ่มนวล ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10004/2558
#588126
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 ไม่อาจถูกฟ้องให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่เพราะจำเลยที่ 3 มิใช่ "หน่วยงานของรัฐ" ตามความหมายในมาตรา 4 ประกอบมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาท เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ใช่ "เจ้าหน้าที่" ตามความหมายมาตรา 4 ของกฎหมายดังกล่าวซึ่งไม่อาจถูกฟ้องได้ แต่จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลและฟังได้ว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้

สำหรับจำเลยที่ 5 ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 12 กำหนดว่า กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ โดยจำเลยที่ 4 เป็นส่วนราชการหนึ่งของจำเลยที่ 5 มีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบในการปฏิบัติงานของส่วนราชการและข้าราชการในสำนักงานโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการครูของโรงเรียนจำเลยที่ 3 ซึ่งสังกัดและอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 4 โดยข้าราชการครูรับเงินเดือนจากจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 ก็รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ) ของจำเลยที่ 4 และเป็นเจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ) ของจำเลยที่ 5 ด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ นอกจากจำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็น "หน่วยงานของรัฐ" เช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 กระทำด้วย ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ด้วย

แต่ในส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยนั้น ตามสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำต่อโจทก์ มิใช่บรรยายฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ทำละเมิดเอง จึงเป็นฎีกานอกคำฟ้องนอกประเด็นแห่งคดี และศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหาย 22,093,178 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 1,438,110 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ค่าทนายความใช้แทนเป็นเงิน 30,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 3,055,762 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ในศาลชั้นต้น และค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 ไม่อาจถูกฟ้องให้รับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่เพราะจำเลยที่ 3 มิใช่ "หน่วยงานของรัฐ" ตามความหมายในมาตรา 4 ประกอบมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาท เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ใช่ "เจ้าหน้าที่" ตามความหมายมาตรา 4 ของกฎหมายดังกล่าวซึ่งไม่อาจถูกฟ้องได้ แต่จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลและฟังได้ว่ากระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ สำหรับจำเลยที่ 5 นั้นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 12 กำหนดว่า กระทรวงศึกษาธิการมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ โดยจำเลยที่ 4 เป็นส่วนราชการหนึ่งของจำเลยที่ 5 มีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชา รับผิดชอบในการปฏิบัติงานของส่วนราชการและข้าราชการในสำนักงาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการครูของโรงเรียนจำเลยที่ 3 ซึ่งสังกัดและอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ 4 โดยข้าราชการครูรับเงินเดือนจากจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 ก็รับเงินเดือนจากจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ) ของจำเลยที่ 4 และเป็นเจ้าหน้าที่ (ข้าราชการ) ของจำเลยที่ 5 ด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ดังนี้ นอกจากจำเลยที่ 4 แล้ว จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็น "หน่วยงานของรัฐ" เช่นเดียวกับจำเลยที่ 4 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 กระทำด้วย ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

แต่ในส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้กระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า ตามสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของคำฟ้องโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำต่อโจทก์ มิใช่บรรยายฟ้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ทำละเมิดเอง จึงเป็นฎีกานอกคำฟ้องนอกประเด็นแห่งคดี และศาลชั้นต้นก็ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 249
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 4 ม. 5
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวนันท์นิภา ธานี
จำเลย — นายศราวุธ ภิรมย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนฤพาน สุรำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9999/2558
#590016
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เข้าซ่อมแซมอาคารพิพาทครั้งแรกวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 ครั้งที่สองวันที่ 26 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2550 และหลังจากเดือนเมษายน 2550 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2551 พวกจำเลยยังคงครอบครองและยึดหน่วงอาคารพิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ โจทก์มีรูปถ่ายความเสียหายของอาคารที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างนั้นมาแสดง ซึ่งจากการประมวลรูปถ่ายดังกล่าว สรุปได้ว่าระหว่างเดือนเมษายน 2550 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2551 ที่จำเลยที่ 2 กับพวกเข้ายึดถือครอบครองอาคารพิพาทโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยที่ 2 กับพวกมีโอกาสก่อให้เกิดหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในอาคารได้ทุกเมื่อ ความเสียหายดังกล่าวเป็นการละเมิดที่สืบต่อเนื่องกันมาโดยพวกจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลทรัพย์สินให้ดี ไม่บำบัดปัดป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำ อายุความละเมิดยังไม่เริ่มนับจนกว่าพวกของจำเลยจะเลิกยึดถือครอบครองอาคารพิพาทโดยไม่ชอบเพราะหากจำเลยกับพวกยังอยู่ในอาคารพิพาทแล้วไซร้ ก็ยังอยู่ในวิสัยที่พวกจำเลยสามารถทำละเมิดแก่ทรัพย์สินของโจทก์ได้ทุกขณะเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่หยุดยั้ง แต่เมื่อพวกจำเลยออกไปจากอาคารพิพาทแล้ว โจทก์ย่อมเข้าไปตรวจสอบความเสียหายได้อย่างอิสระตามวิถีที่เจ้าของทรัพย์สินพึงกระทำได้ ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่ 11 มกราคม 2551 ที่พวกจำเลยออกไปจากอาคารพิพาทถึงวันฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่การกระทำละเมิด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงิน 21,297,001.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะส่งมอบการครอบครองอาคารให้แก่โจทก์และชำระเงินแล้วเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้อาคารพิพาทวันละ 15,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะส่งมอบอาคารพิพาทคืนโจทก์และชำระเงินแล้วเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันรับผิดชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกรวม 6 คน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์เข้าซ่อมแซมอาคารพิพาทครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2550 ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2550 และหลังจากเดือนเมษายน 2550 จนถึงวันที่ 10 มกราคม 2551 พวกจำเลยยังคงยึดถือเข้าครอบครองและยึดหน่วงอาคารพิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย เมื่อศาลตรวจพิจารณาดูรูปถ่าย ด้านซ้าย เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 11 มกราคม 2551 ซึ่งในรูปเปรียบเทียบด้านขวาที่โจทก์ยืนยันว่าเป็นจุดเดียวกัน ปรากฏว่า เมื่อตรวจสอบกับแผ่นซีดี ในแฟ้มชื่อ "2008" แฟ้มย่อยชื่อ "2008_รูปถ่ายล่าสุดตอนไปถ่ายวีดีโอ" แฟ้มย่อย "101MSDCF" รูปที่ DSC 00453 พบว่ารูปดังกล่าวถ่ายเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 ส่วนรูปถ่าย ด้านซ้าย เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 11 มกราคม 2551 ตรงกับรูปถ่าย พบว่าถ่ายเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2549 มีกรอบอะลูมิเนียมปรากฏอยู่ ซึ่งในรูปเปรียบเทียบด้านขวาที่โจทก์ยืนยันว่าเป็นจุดเดียวกัน ปรากฏว่า เมื่อตรวจสอบกับแผ่นซีดี แล้ว ในแฟ้มชื่อ "2007" แฟ้มย่อยชื่อ "2007_ภาพรั้วหลังจากจำเลยหนี" แฟ้มย่อย "รั้วพัง 121207" แฟ้มย่อย "100SSCAM" รูปที่ S4025181 ปรากฏว่าไม่มีกรอบอะลูมิเนียมแล้วซึ่งพบว่ารูปดังกล่าวถ่ายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2550 และในแฟ้มชื่อ "2008" แฟ้มย่อยชื่อ "2008_รูปถ่ายตึกหลังถูกขโมยอลูมิเนียมdate160108" รูปที่ S4025549 ปรากฏว่าไม่มีกรอบอะลูมิเนียมแล้ว พบว่ารูปดังกล่าวถ่ายเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2551 ส่วนรูปถ่าย ซึ่งถ่ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ยังมีกรอบอะลูมิเนียมอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นซีดี แล้ว ในแฟ้มชื่อ "2007" แฟ้มย่อย 2007_ภาพอาคาร" แฟ้มย่อย "ภาพไฟในตึก" รูปที่ S4024416 และ S4024418 พบว่าถ่ายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2548 นั้นยังไม่มีกรอบอะลูมิเนียม ซึ่งน่าเป็นภาพก่อนการติดตั้งกรอบอะลูมิเนียม ส่วนรูปถ่าย รูป ข - 10 เป็นรูปผนังชั้นล่างเสียหาย เมื่อไปสำรวจความเสียหายระหว่างวันที่ 24 ถึง 30 พฤษภาคม 2551 จากการประมวลรูปภาพดังกล่าวมาข้างต้น สรุปความได้ว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2550 ถึงวันที่ 10 มกราคม 2551 จำเลยที่ 2 กับพวกเข้ายึดถือครอบครองอาคารพิพาทของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยที่ 2 กับพวกมีโอกาสก่อให้เกิดหรือทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในอาคารพิพาทโจทก์ได้ทุกขณะที่ยึดถือครอบครองอาคารพิพาทโดยมิชอบได้ตลอดเวลา เช่น กรอบอะลูมิเนียมสูญหายหรือเสียหายไปตามรูปถ่าย ข้างขวาซึ่งตรวจพบเมื่อเดือนธันวาคม 2550 และเดือนมกราคม 2551 และฝ้าเพดานเสียหายมากขึ้นตามรูปถ่าย ข้างขวาซึ่งตรวจพบเมื่อเดือนมกราคม 2551 และผนังชั้นล่างเสียหายตามรูปถ่ายซึ่งตรวจพบได้อย่างเร็วสุดเมื่อเดือนมกราคม 2551 ความเสียหายดังกล่าวเป็นการละเมิดที่สืบต่อเนื่องกันมาโดยพวกจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลรักษาทรัพย์สินให้ดี ไม่บำบัดปัดป้องความเสียหายที่จะเกิดขึ้นดังเช่นวิญญูชนพึงกระทำ อีกทั้งโจทก์เพิ่งทราบความเสียหายดังกล่าวในเมื่อเดือนธันวาคม 2550 หรือเดือนมกราคม 2551 อายุความละเมิดยังไม่เริ่มนับจนกว่าพวกจำเลยจะเลิกยึดถือครอบครองอาคารพิพาทของโจทก์โดยไม่ชอบเพราะหากจำเลยยังอยู่ในอาคารพิพาทแล้วไซร้ ก็ยังอยู่ในวิสัยที่พวกจำเลยสามารถทำละเมิดแก่ของทรัพย์สินของโจทก์ให้เสียหายได้ทุกขณะหรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์ได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่หยุดยั้ง หากพวกจำเลยออกไปจากอาคารพิพาทแล้วโจทก์เจ้าของทรัพย์สินย่อมเข้าไปตรวจสอบแก้ไขความเสียหายได้อย่างอิสระตามวิถีทางดำเนินชีวิตของเจ้าของทรัพย์สินพึงกระทำได้ ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่ 11 มกราคม 2551 ซึ่งพวกจำเลยออกไปจากอาคารพิพาทถึงวันฟ้องวันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่การกระทำละเมิด ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีมีการตรวจสอบถ่วงดุลกลั่นกรองตามลำดับชั้นศาล ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นอื่นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวิลด์เนท อินทิเกรเทอร์ จำกัด
จำเลย — พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ วิกิณิยะธนี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางรัชดาวดี กาญจนขจิต
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
วิชัย เอื้ออังคณากุล
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9996/2558
#588589
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินประกันอันเนื่องจากสัมปทานสิ้นสุด มิใช่เป็นการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสัมปทาน ซึ่งกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกเงินประกันดังกล่าวคืนเกินสิบปีนับแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบเข็มทิศ 13 อัน โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก(ยาว 20 เมตร) 16 เส้น ขวาน 3 เล่ม เครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง รถบรรทุกขนาดกลาง 7 คัน หอดูไฟ 2 หอ ค้อน 2 อัน สิ่ว 2 เล่ม คีม 2 อัน ไขควง 2 อัน และกุญแจเลื่อน 2 อัน ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ ให้ชำระเป็นเงิน 2,748,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงวันที่จำเลยทั้งหกชดใช้ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย จำนวน 1,198,243.83 บาท แก่จำเลยที่ 1 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 680,000 บาทนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันส่งมอบเข็มทิศ 13 อัน โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก (ยาว 20 เมตร) 16 เส้น ขวาน 3 เล่ม เครื่องสูบน้ำ 7 เครื่อง รถบรรทุกขนาดกลาง 5 คัน หอดูไฟ 2 หอ ค้อน 2 อัน สิ่ว 2 เล่ม คีม 2 อัน ไขควง 2 อันและกุญแจเลื่อน 2 อัน ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากไม่ส่งมอบหรือส่งมอบไม่ได้ให้ชำระราคาแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 879,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี คำขออื่นของโจทก์ทั้งสองนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยื่นคำร้องว่ามีพระราชกฤษฎีกา โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2546 มาตรา 22 จึงขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวกำหนดให้โอนกรมป่าไม้ไปเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ร้อง จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ได้ และต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์ให้เรียกทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนเพราะฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ฝ่ายจำเลยและทายาทจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดประสงค์จะเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่ต้องส่งมอบรถบรรทุกขนาดกลาง 7 คัน แก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 3 5 และที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาจดทะเบียนเลิกกิจการ โดยมีจำเลยที่ 2ถึงที่ 6 เป็นผู้ชำระบัญชี เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2516 วันที่ 10 และ 11 เมษายน 2517 จำเลยที่ 1 ได้รับสัมปทานทำไม้หวงห้ามธรรมดานอกจากไม้สักจากโจทก์ที่ 1 รวม 7 สัมปทาน คือ ฉบับที่ 154/2516 ฉบับที่ 156/2516 ฉบับที่ 157/2516 ฉบับที่ 158/2516 ฉบับที่ 159/2516 ฉบับที่ 22/2517 และฉบับที่ 23/2517 มีกำหนดระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ตามสัมปทาน โดยสัมปทานแต่ละฉบับมีข้อกำหนดและเงื่อนไข ข้อ 19 ว่า ผู้รับสัมปทานมีหน้าที่ดำเนินการป้องกันไฟสำหรับป่าสัมปทานและป่าที่มีการปลูกและบำรุงรักษาตามข้อ 17 วรรคสอง ทั้งนี้ตามวิธีการที่กรมป่าไม้กำหนด และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาวิธีการป้องกันไฟป่ากับโจทก์ที่ 2 ซึ่งสัญญาวิธีการป้องกันไฟป่า ข้อ 9 กำหนดว่า เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลงด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ผู้รับสัมปทานยินยอมยกหอดูไฟและอุปกรณ์ในการดับไฟทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 และในการรับสัมปทานดังกล่าว จำเลยที่ 1 วางเงินประกันไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 680,000 บาท ระหว่างอายุสัมปทานทำไม้ โจทก์ที่ 1 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 32/2532 ลงวันที่ 17 มกราคม 2532 ให้สัมปทานทำไม้หวงห้ามทุกชนิด (เว้นสัมปทานทำไม้ป่าชายเลน) ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ทุกสัมปทานสิ้นสุดลงทั้งแปลงตามสำเนา จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบหอดูไฟและอุปกรณ์ในการดับไฟป่าทั้งหมดให้เป็นของโจทก์ที่ 2 สำหรับคำขอให้ส่งมอบอุปกรณ์ในการดับไฟได้แก่เข็มทิศ โซ่รังวัดหรือเทปเหล็ก ขวาน เครื่องสูบน้ำ หอดูไฟ ค้อน สิ่ว คีม ไขควง และกุญแจเลื่อนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 ร่วมกันส่งมอบแก่โจทก์ที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ไม่อุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกาว่า การเรียกเงินประกันคืน ถือเป็นกรณีการใช้สิทธิเรียกคืนทรัพย์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ อันเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ เนื่องจากเหตุที่ทำให้สัมปทานทั้ง 7 สัมปทานสิ้นสุดลง มิได้เกิดจากความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากนโยบายปิดป่าของรัฐบาล เมื่อสัมปทานสิ้นสุดลง โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่คืนเงินประกันแก่จำเลยที่ 1 และเมื่อเงินประกันยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้ตราบเท่าที่โจทก์ทั้งสองยังคงครอบครองเงินดังกล่าวอยู่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินประกันอันเนื่องจากสัมปทานสิ้นสุด มิใช่เป็นการติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงสัมปทาน ซึ่งกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 แต่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟ้องแย้งเรียกเงินประกันดังกล่าวคืนเกินสิบปีนับแต่วันที่ 17 มกราคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสอง และฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/30 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
โจทก์ — และสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย — บริษัทแม่ฮ่องสอนทำไม้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สะเรียง — นายปรัชญา ปานปั้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9982/2558
#632488
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนจากศาลนั้น เป็นกรณีของการขอเงินค้างจ่ายคืนจากศาลซึ่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ปรากฏว่าศาลมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีเงินวางประกันค่าใช้จ่ายคงเหลืออยู่ที่ศาลและโจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าว เงินดังกล่าวจึงมิใช่เงินค้างจ่ายซึ่งจะตกเป็นของแผ่นดินตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์เพิ่งทราบว่ามีเงินคงเหลือและมีสิทธิรับเงินดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงได้ยื่นคำขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล กรณีจึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินคงเหลือคืนได้ เงินดังกล่าวนั้นย่อมไม่ตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลขอปิดคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 133 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 7 มิถุนายน 2556 ว่าศาลได้มีคำสั่งปิดคดีแล้ว โจทก์มีความประสงค์ขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนจากศาล

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งให้ปิดคดีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2550 จึงพ้นระยะเวลา 5 ปี แล้ว เงินที่เหลือทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายคืนหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนจากศาลนั้น เป็นกรณีของการขอเงินค้างจ่ายคืนจากศาลซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าศาลมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่ามีเงินวางประกันค่าใช้จ่ายคงเหลืออยู่ที่ศาลและโจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าว เงินดังกล่าวจึงมิใช่เงินค้างจ่ายซึ่งจะตกเป็นของแผ่นดินตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์เพิ่งทราบว่ามีเงินคงเหลือและมีสิทธิรับเงินดังกล่าวแล้วโจทก์จึงได้ยื่นคำขอรับเงินดังกล่าวคืนจากศาล กรณีจึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลา 5 ปี โจทก์ย่อมมีสิทธิรับเงินคงเหลือคืนได้ เงินดังกล่าวนั้นย่อมไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลล้มละลายกลางจ่ายเงินวางประกันค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือคืนแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายยิ่งยศหรือวิวัฒน์ อาทิตยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9976/2558
#633722
เปิดฉบับเต็ม

ช. เป็นพนักงานของจำเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรวบรวมประวัติการรักษาพยาบาลของ ล. ถือได้ว่า ช. เป็นตัวแทนของจำเลยแล้ว ในการตรวจสอบประวัติการเข้ารับการรักษาพยาบาลของ ล. นั้น ช. เป็นผู้ติดตามประวัติ ทำบันทึกข้อความรายงานว่า พบประวัติการรักษาที่โรงพยาบาล อ. และโรงพยาบาล ส. ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่า ล. เป็นโรคถุงลมโป่งพอง และในส่วนของเอกสารประวัติการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล ส. มีรายการครั้งสุดท้ายระบุว่า วันที่ 26 มกราคม 2541 ธนาคาร อ. ขอประวัติ เช่นนี้ไม่ว่า ช. จะได้รับประวัติการตรวจรักษาในวันดังกล่าว หรือได้รับในวันที่ 31 มกราคม 2541 กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนในการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง ก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ช. ได้รับประวัติการตรวจรักษาของ ล. ซึ่งเป็นการทราบมูลอันจำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ มิใช่ต้องมีการเสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจของจำเลยพิจารณาหรือรับทราบเสียก่อน เพราะการบอกล้างโมฆียะกรรมเพียงแต่ทราบเค้าเรื่องที่ตกเป็นโมฆียะกรรมก็เป็นการทราบมูลอันจะบอกล้างแล้ว เมื่อจำเลยได้รับประวัติการตรวจรักษาของ ล. จากโรงพยาบาล ข้อเท็จจริงที่ ล. ปกปิดไว้ได้ปรากฏขึ้นจำเลยจึงต้องแสดงเจตนาใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังผู้รับประโยชน์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่เวลานั้น อีกทั้งหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมที่ผู้รับประกันภัยมีถึงผู้รับประโยชน์นั้นย่อมมีผลนับแต่เวลาที่ผู้รับประโยชน์ได้รับหนังสือดังกล่าว ซึ่งโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ดังนี้ การแสดงเจตนาบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยจึงไปถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ ไม่ว่าจะถือว่าจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ในวันที่ 26 มกราคม 2541 หรือวันที่ 31 มกราคม 2541 ก็ตาม การใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยจึงไม่ชอบตามมาตรา 865 วรรคสอง

ที่โจทก์ที่ 1 ขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องมาในคำแก้ฎีกานั้น โจทก์ที่ 1 ชอบที่จะยื่นคำฟ้องฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง จะยื่นมาในคำแก้ฎีกามิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงสละประเด็นข้อพิพาททั้งหมด คงเหลือแต่ประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตโดยชอบหรือไม่ โดยรับกันว่า หากเป็นการบอกล้างโดยชอบ จำเลยไม่ต้องชำระเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่หากเป็นการบอกล้างโดยไม่ชอบ จำเลยยอมชำระเงิน 200,000 บาท โดยนำค่าไถ่ถอนกรมธรรม์ที่คืนไปแล้วมาหักกลบลบหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 134,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 นายเลิศชัย ทำสัญญาประกันชีวิตไว้แก่จำเลย สาขาพนัสนิคม โดยเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว แบบร่มไทร จำนวนเงินสงเคราะห์ชีวิต 200,000 บาท และกำหนดความคุ้มครองเพิ่มอีก 100,000 บาท กรณีผู้ฝากประสบอุบัติเหตุ อัตราส่งเงินฝากเดือนละ 2,450 บาท ระยะเวลา 10 ปี มีโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้รับประโยชน์ ตามกรมธรรม์การฝากเงิน ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 นายเลิศชัยถูกยิงด้วยอาวุธปืนถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ขอรับเงินสงเคราะห์จากจำเลย ตามแบบแจ้งการตายและขอรับเงิน จำเลยตรวจสอบประวัติการเข้ารับการรักษาพยาบาลของนายเลิศชัยทราบว่า นายเลิศชัยป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองและโรคหอบมาก่อน ตามประวัติการตรวจรักษา แต่นายเลิศชัยไม่ได้แถลงข้อความจริงแก่จำเลยในการทำสัญญาประกันชีวิต หากมีการแถลงข้อความจริงดังกล่าว จำเลยจะไม่รับประกันชีวิตนายเลิศชัย ต่อมาจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะผู้รับประโยชน์ และแจ้งให้ทายาทของนายเลิศชัยไปรับเงินฝากตามเงื่อนไขกรมธรรม์เป็นเงิน 65,170 บาท ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา อันเป็นการบอกล้างสัญญาประกันชีวิต หลังจากนั้นนายคมสัน ผู้จัดการมรดกของนายเลิศชัยได้ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลย ตามคำขอรับเงินมรดกออมสินและใบจ่ายเงินฝาก

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ทราบมูลอันจะบอกล้างหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยขอประวัติการตรวจรักษาของนายเลิศชัย จากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2541 แต่เพิ่งได้รับเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2541 และนายชำนิ พนักงานผู้รวบรวมประวัติต้องเสนอเรื่องแก่ผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาว่าจะบอกเลิกสัญญาประกันชีวิตหรือไม่ เมื่อนายอุดม ผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยทราบความเห็นของนายชำนิเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 จึงถือได้ว่า จำเลยทราบมูลเหตุอันจะบอกล้างในวันดังกล่าวและจำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 โดยศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าหนังสือไปถึงโจทก์ที่ 2 และที่ 4 ในวันที่ 9 มีนาคม 2541 จึงอยู่ในกำหนดหนึ่งเดือนนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายชำนิว่า นายชำนิเป็นพนักงานของจำเลยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบและรวบรวมประวัติการรักษาพยาบาลของนายเลิศชัย ถือได้ว่านายชำนิเป็นตัวแทนของจำเลยแล้ว ในการตรวจสอบประวัติการเข้ารับการรักษาพยาบาลของนายเลิศชัยนั้น นายชำนิเป็นผู้ติดตามประวัติ ทำบันทึกข้อความรายงานว่า พบประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชลและโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่านายเลิศชัยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง และในส่วนของเอกสารประวัติการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา มีรายการครั้งสุดท้ายระบุว่า วันที่ 26 มกราคม 2541 ธนาคารออมสินขอประวัติ เช่นนี้ไม่ว่านายชำนิจะได้รับประวัติการตรวจรักษาในวันดังกล่าว หรือได้รับในวันที่ 31 มกราคม 2541 กำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนในการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง ก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่นายชำนิได้รับประวัติการตรวจรักษาของนายเลิศชัยซึ่งเป็นการทราบมูลอันจำเลยจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ มิใช่ต้องมีการเสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจของจำเลยพิจารณาหรือรับทราบเสียก่อนดังที่จำเลยฎีกา เพราะการบอกล้างโมฆียะกรรมเพียงแต่ทราบเค้าเรื่องที่ตกเป็นโมฆียะกรรมก็เป็นการทราบมูลอันจะบอกล้างแล้ว เมื่อจำเลยได้รับประวัติการตรวจรักษาของนายเลิศชัยจากโรงพยาบาล ข้อเท็จจริงที่นายเลิศชัยปกปิดไว้ได้ปรากฏขึ้นจำเลยจึงต้องแสดงเจตนาใช้สิทธิบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังผู้รับประโยชน์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่เวลานั้น อีกทั้งหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมที่ผู้รับประกันภัยมีถึงผู้รับประโยชน์นั้นย่อมมีผลนับแต่เวลาที่ผู้รับประโยชน์ได้รับหนังสือดังกล่าวซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงส่วนนี้ว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 โดยจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ดังนี้ การแสดงเจตนาบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยจึงไปถึงโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ ไม่ว่าจะถือว่าจำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างโมฆียะกรรมได้ในวันที่ 26 มกราคม 2541 หรือวันที่ 31 มกราคม 2541 ก็ตาม การใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมของจำเลยจึงไม่ชอบตามมาตรา 865 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์ที่ 1 ขอให้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องมาในคำแก้ฎีกานั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ชอบที่จะยื่นคำฟ้องฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้อง จะยื่นมาในคำแก้ฎีกามิได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และในการดำเนินคดีของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มีโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ดำเนินคดีแทน โดยมิได้แต่งตั้งทนายความ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความใช้แทนให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่กำหนดค่าทนายความใช้แทนให้แก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปิยะ สมรศาสตร์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารออมสิน
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9971/2558
#585984
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำสืบว่า โจทก์ประดิษฐ์คำว่า "SINGAPOREAIR" ขึ้นใหม่โดยนำคำว่า "SINGAPORE" และ "AIR" มาเรียงต่อกันเกิดเป็นคำใหม่และไม่มีคำแปลหรือความหมายตามพจนานุกรม แม้คำที่โจทก์นำมาเรียงต่อกันจะเป็นภาษาโรมันขึ้นใหม่เพราะเรียงอักษรติดต่อกันไป แต่โจทก์และประชาชนทั่วไปก็เรียกขานว่า สิงคโปร์แอร์ ซึ่งเป็นคำเรียกขานของคำเดิมที่นำมาเรียงต่อกันนั่นเอง คำว่า "SINGAPORE" ตามพจนานุกรมและความเข้าใจของคนทั่วไปหมายถึง ประเทศสิงคโปร์ และคำว่า "AIR" แปลว่า อากาศจึงไม่อาจถือได้ว่าคำว่า "SINGAPOREAIR" ไม่มีคำแปลดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ เมื่อเครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ของโจทก์นำมาใช้กับบริการในจำพวก 39 รายการบริการการขนส่งทางอากาศ การขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า ฯลฯ ย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของการบริการโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

คำว่า "SINGAPORE" แปลว่า สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นชื่อของรัฐต่างประเทศ ถือได้ว่าเครื่องหมายบริการ คำว่า "SINGAPOREAIR" ของโจทก์มีชื่อของรัฐต่างประเทศอยู่ด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของประเทศสิงคโปร์ให้นำคำว่า "SINGAPORE" มาใช้เป็นชื่อทางการค้า คำขอของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 667896 เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามกฎหมายและขอให้มีคำสั่งให้จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลดำเนินธุรกิจประเภทสายการบินและเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและบริการคำว่า "SINGAPORE AIRLINES" โจทก์ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" กับบริการในจำพวก 39 รายการบริการ การขนส่งทางอากาศ การขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า การให้บริการจัดการนำเที่ยวพักผ่อนในวันหยุดแบบเป็นการเหมา การขนส่งยานพาหนะของผู้โดยสาร การขนส่งสัมภาระของผู้โดยสารและการขนส่งกระเป๋าเดินทางและสินค้าต่อจำเลยตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 667896 แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนกับบริการในจำพวก 39 ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 667896 มีลักษณะบ่งเฉพาะ ชอบที่จะได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการจากคำว่า "SINGAPORE AIRLINES" ของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว มาเป็นคำว่า "SINGAPOREAIR" เรียกขานว่า สิงคโปร์แอร์ ซึ่งเป็นคำที่ไม่มีความหมายในพจนานุกรม จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะนั้น เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคหนึ่งและมาตรา 80 จะได้อธิบายความหมายของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะไว้ว่า ได้แก่ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอันมีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าหรือบริการนั้นทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการนั้นแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น เครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ของโจทก์ ก็มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้าหรือบริการได้ทราบและเข้าใจได้ว่า การบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของโจทก์แตกต่างจากการบริการของเครื่องหมายบริการอื่นก็ตาม แต่มาตรา 7 วรรคสอง ยังได้กำหนดคุณสมบัติของเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะไว้อีกในมาตรา 7 วรรคสอง (2) ว่า เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการซึ่งเป็นคำหรือข้อความต้องเป็นคำหรือข้อความอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง และไม่เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ปัญหาว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการนั้นโดยตรงหรือไม่ เห็นว่า แม้คำที่โจทก์นำมาเรียงต่อกันจะเป็นคำภาษาโรมันขึ้นใหม่เพราะเรียงอักษรติดต่อกันไป แต่โจทก์และประชาชนทั่วไปก็เรียกขานว่า สิงคโปร์แอร์ ซึ่งเป็นคำเรียกขานของคำเดิมที่นำมาเรียงต่อกันนั่นเอง คำว่า "SINGAPORE" ตามพจนานุกรมและความเข้าใจของคนทั่วไปหมายถึง ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และคำว่า "AIR" แปลว่า อากาศ จึงไม่อาจถือได้ว่าคำว่า "SINGAPOREAIR" ไม่มีคำแปลดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ เมื่อเครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ของโจทก์นำมาใช้กับบริการในจำพวก 39 รายการบริการการขนส่งทางอากาศ การขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า ฯลฯ ย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของการบริการโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2) ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534

เมื่อคำว่า "SINGAPORE" แปลว่า ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นชื่อของรัฐต่างประเทศ ถือได้ว่า เครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ของโจทก์มีชื่อของรัฐต่างประเทศอยู่ด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ให้นำคำว่า "SINGAPORE" มาใช้เป็นชื่อทางการค้า คำขอของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (6) ดังนั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงไม่อาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 667896 ของโจทก์ได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า ได้มีการให้บริการขนส่งทางอากาศภายใต้เครื่องหมายบริการคำว่า "SINGAPOREAIR" หรือมีการเผยแพร่หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวจนแพร่หลายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7 ม. 8 (6) ม. 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ลิมิเต็ด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวปณิดา อนุวัฒคุณธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9955/2558
#585994
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ที่ให้เพิ่มความตามมาตรา 98 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งให้นำมาตรา 74/1 มาใช้บังคับโดยอนุโลมยังไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อมาตรา 98 ประกอบมาตรา 74/1 เป็นบทบัญญัติที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความด้วย ประกอบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มิได้มีบทเฉพาะกาลให้นำมาตรา 98 ประกอบมาตรา 74/1 มาใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นก่อน พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การตีความกฎหมายจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไปถึงคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ.ดังกล่าวใช้บังคับโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดอันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เพราะจะขัดต่อความรับผิดของบุคคลในการรับโทษทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง กรณีจึงนำมาตรา 98 ประกอบมาตรา 74/1 มาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่จำเลยมิได้ อายุความการฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลย จึงต้องพิจารณาตามความใน ป.อ. มาตรา 95 เมื่อความผิดตาม ป.อ. มาตรา 148 ประกอบมาตรา 83 และ 86 ที่โจทก์ฟ้องมีอายุความยี่สิบปีนับแต่วันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) การที่โจทก์ฟ้องและได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เกินกว่ายี่สิบปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 148 ให้จำเลยชดใช้เงินคืนผู้เสียหายแต่ละราย

ศาลชั้นต้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ ในข้อที่ 2.1 ถึง 2.44 ที่ว่าจำเลยกระทำผิดตั้งแต่ระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2536 จึงเกินกว่ายี่สิบปีแล้ว คำฟ้องของโจทก์ตามข้อหาดังกล่าวนี้จึงขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคำฟ้องในข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.44 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก ประทับฟ้องโจทก์เฉพาะข้อหาตามคำฟ้องข้อ 2.45 ถึง 2.63 ไว้พิจารณา เว้นแต่มีประกัน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เหตุการณ์กระทำความผิดคดีนี้ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.44 เกิดระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2536 และระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2536 โจทก์ได้ตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.44 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.44 ระหว่างวันที่ 13 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2536 และระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2536 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ที่ให้เพิ่มความตามมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งให้นำมาตรา 74/1 มาใช้บังคับโดยอนุโลมยังไม่มีผลใช้บังคับ เมื่อมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 เป็นบทบัญญัติที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความด้วย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มิได้มีบทเฉพาะกาลให้นำมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 มาใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ดังนี้ การตีความกฎหมายจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไปถึงคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับโดยที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งอันจะเป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่ เพราะจะขัดต่อความรับผิดของบุคคลในการรับโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง กรณีจึงนำมาตรา 74/1 ประกอบมาตรา 98 มาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่จำเลยมิได้ อายุความการฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วมีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลย จึงต้องพิจารณาตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 83, 86 ที่โจทก์ฟ้องมีอายุความยี่สิบปีนับแต่วันกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) การที่โจทก์ฟ้องและได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 เกินกว่ายี่สิบปีนับแต่วันกระทำความผิดแล้ว คดีของโจทก์ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.44 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคหนึ่ง ม. 83 ม. 86 ม. 95 (1) ม. 148
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ม. 42 ม. 55
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 74/1 ม. 98
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายสุวิทย์ รัตนากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายสมชาย ฝั้นปันวงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายทวีศักดิ์ จิวะวิทูรกิจ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9952 -ที่ 9953/2558
#634114
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำขอท้ายอุทธรณ์ให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลล่างทั้งสองรับรองให้โจทก์ร่วมฎีกา อุทธรณ์คำสั่งโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงมิใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ร่วม แต่เป็นอุทธรณ์คำสั่งในเรื่องที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์คำสั่งโจทก์ร่วมดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ร่วมโดยเห็นว่าโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งหลังจากครบกำหนดแล้ว เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ร่วม และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ร่วมทราบ โจทก์ร่วมได้รับหมายนัดแจ้งคำสั่งดังกล่าวโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 ต่อมาในวันที่ 20 มีนาคม 2557 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นมีกำหนด 30 วัน อ้างว่าโจทก์ร่วมย้ายภูมิลำเนา ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 18 เมษายน 2557 เมื่อถึงวันดังกล่าวโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง วันที่ 26 พฤษภาคม 2557 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลล่างทั้งสองรับรองให้โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การอนุญาตให้ฎีกาเป็นดุลพินิจเฉพาะตัว และเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา คู่ความไม่ว่าฝ่ายใดไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งดังกล่าวได้ จึงไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ร่วมฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับฎีกาโจทก์ร่วม ชอบที่ศาลชั้นต้นต้องส่งคำร้องเช่นว่านี้ไปยังศาลฎีกาพร้อมฎีกาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ไม่เป็นการควรที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตรวจสำนวนโดยตลอดแล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมให้โจทก์ร่วมทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2557 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 18 เมษายน 2557 ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2557 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อไปอีก 30 วัน แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง หากโจทก์ร่วมเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 18 เมษายน 2557 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นได้ภายในกำหนด คือ วันที่ 18 พฤษภาคม 2557 แต่โจทก์ร่วมหาได้ทำการดังกล่าวแต่ประการใด กลับยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งในวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 หลังจากครบกำหนดแล้ว ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ร่วมชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยมีคำขอท้ายอุทธรณ์ให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลล่างทั้งสองรับรองให้โจทก์ร่วมฎีกา ดังนี้ อุทธรณ์คำสั่งโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงมิใช่อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ร่วม แต่เป็นอุทธรณ์คำสั่งในเรื่องที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์คำสั่งโจทก์ร่วมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ร่วมโดยเห็นว่าโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์คำสั่งหลังจากครบกำหนดแล้ว เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม ต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ม. 198 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย)
โจทก์ร่วม — นายพิรุฬห์หรือวิรุฬห์ ก้องสมุทร
จำเลย — นายอารมย์ รุ่งโรจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9928/2558
#633992
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" ดังนั้น เมื่อบริษัท ส. ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวย่อมมีผลเฉพาะบริษัทดังกล่าวเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผน ส่วนจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นไปด้วยไม่ เนื่องจากแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทดังกล่าวตามแผนซึ่งเมื่อพิจารณาตามมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่นำมาชำระหนี้ทำให้หนี้ลดลงไปได้บางส่วน หนี้ส่วนของจำเลยผู้ค้ำประกันย่อมระงับไปเพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทดังกล่าวจนครบถ้วน จำเลยจึงต้องมีความรับผิดในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือตามฟ้องให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท

จำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีนำมาขายทอดตลาดแล้วไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา และหลังจากนั้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไปขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยและสาขาธนบุรี ก็ไม่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอีกแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก จึงต้องข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างในส่วนนี้ได้ว่าตนไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยยังคงต้องรับผิดในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามฟ้อง และไม่มีพฤติการณ์อย่างอื่นที่แสดงว่ามีเหตุอื่นที่จำเลยไม่ควรล้มละลายแต่อย่างใด การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2544 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 6861/2544 ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่หากโจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีที่บริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี กระจกนิรภัย จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีข้างต้นที่ถูกฟื้นฟูกิจการแล้วเพียงใดก็ให้สิทธิได้รับชำระหนี้ลดลงเพียงนั้น กับให้จำเลยกับพวกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยค่าขึ้นศาลให้ใช้เพียงเท่าที่ชนะคดี สำหรับค่าทนายความเห็นสมควรกำหนดให้ 20,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ โจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี กระจกนิรภัย จำกัด แล้วไม่พอชำระหนี้ได้ทั้งหมด โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิ 1,068,507 บาท หักชำระหนี้แก่โจทก์แล้วคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2549 จำนวนเงิน 12,525,466.12 บาท หลังจากนั้นโจทก์คำนวณยอดหนี้ตามคำพิพากษาที่ค้างชำระ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2556 ตามฟ้องแล้วมีต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 9,929,390.05 บาท กับค่าฤชาธรรมเนียมที่ใช้แทนและค่าทนายความอีก 220,915 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,150,305.50 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามฟ้องให้โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า บริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี กระจกนิรภัย จำกัด ได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการ และโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เต็มจำนวนแล้ว ทำให้จำเลยไม่สามารถไล่เบี้ยจากบริษัทดังกล่าวในภายหน้าได้ เมื่อโจทก์เห็นชอบตามแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าวและยอมรับเงื่อนไขการชำระหนี้แล้ว ต้องถือว่าหนี้ดังกล่าวของโจทก์ระงับแล้ว จำเลยฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในการชำระหนี้ดังกล่าวด้วย จึงไม่มีหนี้ต่อโจทก์อีกต่อไปนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" ดังนั้น เมื่อบริษัทสยาม วี.เอ็ม.ซี. กระจกนิรภัย จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 6861/2544 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการ การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทดังกล่าว ย่อมมีผลเฉพาะบริษัทดังกล่าวเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผน ส่วนจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหาหลุดพ้นไปด้วยไม่ เนื่องจากแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยผู้ค้ำประกันแต่อย่างใดตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น หากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทดังกล่าวตามแผนซึ่งเมื่อพิจารณาตามมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่นำมาชำระหนี้ทำให้หนี้ลดลงไปได้บางส่วน หนี้ส่วนของจำเลยผู้ค้ำประกันย่อมระงับไปเพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทดังกล่าวจนครบถ้วน จำเลยจึงต้องมีความรับผิดในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือตามฟ้องให้แก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีนำมาขายทอดตลาดแล้วไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา และหลังจากนั้นก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไปขอตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยและสาขาธนบุรี ก็ไม่ปรากฏว่ามีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอีกแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีก จึงต้องข้อสันนิษฐานตามมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบหักล้างในส่วนนี้ได้ว่าตนไม่มีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงรับฟังได้ว่า จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อจำเลยยังคงต้องรับผิดในการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามฟ้อง และไม่มีพฤติการณ์อย่างอื่นที่แสดงว่ามีเหตุอื่นที่จำเลยไม่ควรล้มละลายแต่อย่างใด การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (5) ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอมรศักดิ์ แพรพริ้วงาม
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9922/2558
#633751
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 คดีดังกล่าวศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2538 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2538 แม้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยต่อศาลล้มละลายกลางมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่คดีดังกล่าวได้เสร็จไปโดยศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพราะเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา ต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง แม้คำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวจะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องใหม่ แต่โจทก์ก็ต้องฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 203 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งนับจากวันที่คดีแพ่งดังกล่าวถึงที่สุดจนถึงวันที่ฟ้องคดีนี้คือวันที่ 6 ธันวาคม 2555 เกิน 10 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2538 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 13696/2538 ให้จำเลยและนายประเสริฐ ร่วมกันชำระเงิน 1,488,966.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย กับใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม วันที่ 20 ธันวาคม 2543 เจ้าหนี้เดิมโอนขายหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด วันที่ 3 กันยายน 2546 บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด โอนขายหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวต่อให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนเจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 วันที่ 2 กันยายน 2548 โจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลล้มละลายกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.4812/2548 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะโจทก์ขาดนัดพิจารณา โจทก์จึงนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2555 คิดถึงวันฟ้องคดีนี้จำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาเป็นเงินรวม 3,445,010.86 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายโดยอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเรียกร้องอันตั้งหลักฐานขึ้นโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 คดีดังกล่าวศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2538 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2538 แม้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยต่อศาลล้มละลายกลางมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ล.4812/2548 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 แต่คดีดังกล่าวได้เสร็จไปโดยศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพราะเหตุที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา ต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง แม้คำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวจะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องใหม่ แต่โจทก์ก็ต้องฟ้องคดีใหม่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 203 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ซึ่งนับจากวันที่คดีแพ่งดังกล่าว ถึงที่สุดจนถึงวันที่ฟ้องคดีนี้คือวันที่ 6 ธันวาคม 2555 เกิน 10 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 วรรคหนึ่ง ม. 193/32
ป.วิ.พ. ม. 203
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายประชา ธรรมนุสาร
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9897/2558
#633721
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 143 นั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในคำพิพากษาได้จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเทียบกับรายการที่ต้องมีในคำพิพากษาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 141 แล้ว พบว่าคำพิพากษาของศาลดังกล่าวในหน้า 2 ตั้งแต่ข้อความว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้ว คดีฟังได้ว่า" ถึงหน้า 7 บรรทัดที่ 7 สิ้นสุดที่ข้อความว่า "และประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26" เป็นส่วนของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนหน้า 7 บรรทัดที่ 7 ตั้งแต่ข้อความว่า "คดีฟังได้ดังกล่าว" จนสิ้นสุดบรรทัดที่ 11 นั้นเป็นส่วนของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อกฎหมาย หลังจากที่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามข้อความก่อนหน้านี้ ตามรายการในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) ส่วนข้อความในหน้า 7 ตั้งแต่ข้อความว่า "พิพากษาให้..." เป็นต้นไปจนจบนั้นเป็นส่วนของคำวินิจฉัยของศาลตามรายการในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดในส่วนของพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 141 (4) ดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กล่าววินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับอำนาจของโจทก์ที่จะยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า หลังจากการบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ว่าจะสามารถยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าเพื่อบังคับคดีได้อีกหรือไม่ และเมื่อพิจารณารายละเอียดต่อไปในส่วนของพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 141 (5) ก็ไม่ปรากฏเช่นกันว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยให้โจทก์มีอำนาจยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าเพื่อบังคับคดีได้อีก ดังนั้น คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทั้งสองส่วนจึงสอดคล้องกัน ไม่ใช่เรื่องที่คำพิพากษาเกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังโดยอาศัยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 143 แต่โจทก์ต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 38 เมื่อโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ 1,025,074.13 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปีจากต้นเงิน 627,260 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8597 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และที่ดินโฉนดเลขที่ 3212 และ 22362 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน หากขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,025,074.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของโจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 607,260 บาท ตามที่โจทก์ขอ นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8597 ตำบลศิลา อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และที่ดินโฉนดเลขที่ 3212 และ 22362 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแก้ไขคำพิพากษาเนื่องจากคำพิพากษาขาดข้อความว่า "หากขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน"

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นการแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษา ไม่ใช่ข้อผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแก้ไขคำพิพากษาตามคำร้องลงวันที่ 29 เมษายน 2557 เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 นั้น การที่ศาลจะมีคำสั่งเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงในคำพิพากษาได้จะต้องไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ตรวจคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเทียบกับรายการที่ต้องมีในคำพิพากษาตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 แล้ว พบว่าคำพิพากษาของศาลดังกล่าวในหน้า 2 ตั้งแต่ข้อความว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้ว คดีฟังได้ว่า" ถึงหน้า 7 บรรทัดที่ 7 สิ้นสุดที่ข้อความว่า "และประกาศของโจทก์เอกสารหมาย จ.24 ถึง จ.26" เป็นส่วนของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนหน้า 7 บรรทัดที่ 7 ตั้งแต่ข้อความว่า "คดีฟังได้ดังกล่าว" จนสิ้นสุดบรรทัดที่ 11 นั้นเป็นส่วนของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับข้อกฎหมาย หลังจากที่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามข้อความก่อนหน้านี้ ตามรายการในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) ส่วนข้อความในหน้า 7 ตั้งแต่ข้อความว่า "พิพากษาให้..." เป็นต้นไปจนจบนั้นเป็นส่วนของคำวินิจฉัยของศาลตามรายการในพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) ซึ่งเมื่อพิจารณารายละเอียดในส่วนของพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (4) ดังกล่าวแล้ว ไม่ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กล่าววินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับอำนาจของโจทก์ที่จะยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้า หลังจากการบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ว่าจะสามารถยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าเพื่อบังคับคดีได้อีกหรือไม่ และเมื่อพิจารณารายละเอียดต่อไปในส่วนของพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 (5) ก็ไม่ปรากฏเช่นกันว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยให้โจทก์มีอำนาจยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าเพื่อบังคับคดีได้อีก ดังนั้น คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทั้งสองส่วนจึงสอดคล้องกัน ไม่ใช่เรื่องที่คำพิพากษาเกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังโดยอาศัยพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 แต่โจทก์ต้องใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 38 เมื่อโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทมัลติ บรอดคาสติ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9894/2558
#590629
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยมิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่อุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงให้รับพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวตามมาตรา 26 วรรคสี่

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมายนัดให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่าย 10,000 บาท รวม 3 ครั้ง โดยหมายนัดฉบับแรกและฉบับที่สามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ระบุที่อยู่อันมิใช่ภูมิลำเนาของโจทก์ มีเพียงหมายนัดฉบับที่สองที่ระบุตรงตามภูมิลำเนาของโจทก์ แต่ก็มีบุคคลอื่นรับหมายไว้แทน ในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายเงินเพื่อประกอบรายงานศาลขอให้มีคำสั่งปิดคดีตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 133 และขอให้ศาลล้มละลายกลางส่งเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์วางไว้ต่อศาลส่วนที่เหลือไปให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เนื่องจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยได้ ซึ่งจะครบกำหนดขยายระยะเวลาแบ่งทรัพย์สินครั้งที่ 1 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2551 แสดงว่าในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่น่าจะมีกรณีต้องใช้จ่ายเงินเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยอีก แต่มิได้รายงานศาลขอขยายระยะเวลาแบ่งทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 124 วรรคสอง โดยรายงานศาลว่าโจทก์ได้รับหมายแจ้งให้วางเงินค่าใช้จ่ายทั้งสามครั้งโดยชอบแล้วไม่วางเงินค่าใช้จ่าย ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2552 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอวางเงินค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับยอมรับไว้ ต่อมาได้หมายนัดแจ้งให้โจทก์รับคืนไปเป็นเงินเพียง 9,500 บาท แต่ก็ส่งไปยังสถานที่อันมิใช่ภูมิลำเนาของโจทก์ พฤติการณ์ของโจทก์น่าเชื่อว่าโจทก์มิได้ขัดขืนหรือละเลยไม่ให้ประกันตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้ง การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามมาตรา 135 (1) จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหนังสือรายงานต่อศาลล้มละลายกลางว่า คดีนี้มีโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เพียงรายเดียว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้หมายแจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 วันที่ 20 พฤษภาคม 2551 และวันที่ 9 ตุลาคม 2551 โจทก์ได้รับหมายทั้งสามครั้งโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่วางเงินค่าใช้จ่าย จึงขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (1)

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (1) เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2552

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายด้วยเหตุที่โจทก์ไม่วางเงินค่าใช้จ่ายแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย จนกระทั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2553 โจทก์ไปตรวจสำนวนที่ศาลล้มละลายกลางจึงทราบคำสั่งดังกล่าว การกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งกลับหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ หรือกลับหรือแก้ไขคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากประกาศแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 แจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่าย โจทก์ได้รับหมายโดยชอบแล้ว แต่มิได้วางเงินค่าใช้จ่ายตามกำหนด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 แต่ไม่มีเจ้าหนี้ไปประชุม เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานศาลขอให้พิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 แจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายอีกโดยแจ้งไปด้วยว่า หากโจทก์ไม่วางเงินภายในกำหนด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานศาลให้ยกเลิกการล้มละลาย โจทก์ได้รับหมายโดยชอบแล้ว แต่มิได้วางเงินค่าใช้จ่ายตามกำหนด ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จำเลยล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 แจ้งให้โจทก์วางเงินประกันค่าใช้จ่ายโดยแจ้งไปด้วยว่า หากโจทก์ไม่วางเงินค่าใช้จ่ายตามกำหนด จะถือว่าโจทก์ขัดขืนหรือละเลยไม่ช่วยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะรายงานให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย โจทก์ได้รับหมายโดยชอบแล้ว แต่มิได้วางเงินค่าใช้จ่ายตามกำหนด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงรายงานต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลย ภายหลังโจทก์จึงนำเงินมาวางเป็นค่าใช้จ่าย การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอให้ยกเลิกการล้มละลายและศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยจึงชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลล้มละลายกลางให้ยกคำร้องขอโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลย มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่อุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงให้รับพิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 26 วรรคสี่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ขัดขืนหรือละเลยไม่ให้เงินประกันค่าใช้จ่ายตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายแจ้งโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในการที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเงิน 4,042,613.03 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสังคม เป็นผู้ดำเนินการแทนตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ โดยหนังสือมอบอำนาจระบุที่อยู่ของเจ้าหนี้และผู้รับมอบอำนาจเจ้าหนี้ตรงกันว่า อยู่บ้านเลขที่ 191/50 - 53 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำบัญชีเจ้าหนี้โดยยืนยันภูมิลำเนาของเจ้าหนี้ไว้ด้วย แต่การออกหมายนัดฉบับลงวันที่ 17 กันยายน 2550 และฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 10,000 บาท ภายในวันที่กำหนดตามสำเนาหมายนัดนั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับระบุให้ส่งหมายนัดไปยังบ้านเลขที่ 35 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาของโจทก์ตามที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้แจ้งไว้ในหนังสือมอบอำนาจและแม้กระทั่งหมายนัดฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ที่แจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มารับเงินค่าใช้จ่ายคืนภายหลัง ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ยังระบุให้ส่งหมายนัดแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปยังบ้านเลขที่ 123 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายชนม์ศิริ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับความผิดพลาด โดยอ้างว่าเป็นเรื่องฝ่ายธุรการเป็นผู้พิมพ์ที่อยู่ดังกล่าว ดังนี้ การส่งหมายนัดให้โจทก์วางเงินทั้งสองครั้งดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจโจทก์น่าจะยังไม่ได้รับและไม่ทราบความประสงค์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และแม้ว่าหมายนัดฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 ที่แจ้งให้โจทก์วางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 10,000 บาท ในวันที่ 2 มิถุนายน 2551 ระบุให้ส่งหมายนัดไปยังบ้านเลขที่ 191/50 - 53 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ตรงตามที่อยู่ซึ่งระบุในหนังสือมอบอำนาจ แต่ก็มีบุคคลอื่นรับหมายไว้แทนเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ซึ่งนายสังคมผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า พยานไม่ทราบหมายนัดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาก่อน สำหรับกระบวนพิจารณาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยนั้น ได้ความตามสำเนาหนังสือของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า คดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำบัญชีแสดงรายรับ - จ่ายเงิน เพื่อประกอบรายงานศาลขอให้มีคำสั่งปิดคดี ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 133 ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายที่โจทก์วางไว้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เพียงพอได้หมายแจ้งโจทก์แล้วเพิกเฉย จึงขอให้ศาลล้มละลายกลางส่งเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์วางไว้ต่อศาล 5,000 บาท ไปยังเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อดำเนินการต่อไป ซึ่งศาลล้มละลายกลางได้ส่งเงินค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ 4,920 บาท ไปให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ซึ่งตามสำเนารายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 ปรากฏว่าคดีนี้ไม่มีทรัพย์สิน อันมีความหมายว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยได้ ซึ่งจะครบกำหนดขยายระยะเวลาแบ่งทรัพย์สินครั้งที่ 1 ในวันที่ 11 ธันวาคม 2551 แสดงว่าในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่น่าจะมีกรณีต้องใช้จ่ายเงินเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยอีก แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้รายงานศาลขอขยายระยะเวลาแบ่งทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 124 วรรคสอง โดยรายงานต่อศาลว่า โจทก์ได้รับหมายแจ้งให้วางเงินค่าใช้จ่ายทั้งสามครั้งโดยชอบแล้วไม่วางเงินค่าใช้จ่าย ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 (1) และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 เมษายน 2552 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอวางเงินค่าใช้จ่ายจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กลับยอมรับไว้ โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพิ่งแจ้งให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์รับคืนไปเป็นเงินเพียง 9,500 บาท แต่ก็ส่งหมายนัดไปยังสถานที่อื่น อันมิใช่ภูมิลำเนาของโจทก์ตามที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจ การที่นายสังคมให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า พยานไม่ทราบว่ามีการยกเลิกการล้มละลายมาก่อน ครั้นวันที่ 13 ธันวาคม 2553 พยานได้ไปขอตรวจสำนวนที่ศาลล้มละลายกลางจึงทราบเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานศาลขอให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยและโจทก์ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวข้างต้นในวันที่ 14 ธันวาคม 2553 จึงเป็นเหตุผลที่ควรแก่การรับฟัง พฤติการณ์ของโจทก์น่าเชื่อว่าโจทก์มิได้ขัดขืนหรือละเลยไม่ให้ประกันตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แจ้ง การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามมาตรา 135 (1) จึงเป็นการสั่งไปโดยไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งศาลล้มละลายกลางที่ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 135 (1) ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 24 วรรคสอง ม. 26 วรรคสี่
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางธิดานุชหรือธนาภา กุลตังวัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวทัศนีย์ จรรยาชูกุล
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9890 -ที่ 9891/2558
#591888
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันยักยอกทรัพย์มรดกของ ล. เจ้ามรดก โดยโจทก์ร่วมซึ่งเป็น ผู้จัดการมรดก เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ตามฟ้องโจทก์ดังกล่าวโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของทรัพย์รวมอยู่ด้วย แม้ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกก็เป็นเพียงระบุถึงสถานะของโจทก์ร่วมเท่านั้น มิได้หมายความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของ ล. ทั้งตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์ร่วมก็กล่าวอ้างว่า จำเลยทั้งสี่ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป โดยระบุรายละเอียดว่าโจทก์ร่วมได้ทรัพย์แต่ละรายการมาอย่างไร และให้การเพิ่มเติมภายหลังว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของโจทก์ร่วมกึ่งหนึ่ง อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์โดยได้รับความเสียหายในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์หรือเจ้าของรวม เป็นการแจ้งความในฐานะส่วนตัว มิใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ล. ดังนั้นข้ออุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ว่า เมื่อฟังว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ศาลชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ตามฟ้องโดยไม่จำต้องเป็นเจ้าของหรือเจ้าของรวมในทรัพย์ของกลาง จึงเป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกโจทก์ร่วมทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ร่วม เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยักยอกไปเป็นเงิน 334,600 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางวิภา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อ 2 ในส่วนที่โจทก์ร่วมอ้างว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยเหตุผล เนื่องจากทรัพย์ของกลางตามฟ้องเป็นทรัพย์มรดกของนายเล็กที่ยังไม่ได้แบ่ง ซึ่งตามกฎหมายโจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกสามารถนำมาจัดการเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและหากทรัพย์มรดกถูกบุคคลใด เบียดบังเอาไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้จัดการมรดกย่อมอยู่ในฐานะผู้เสียหายที่สามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดนั้นได้ หาใช่จะถือเอาเพียงเหตุความเป็นเจ้าของในทรัพย์มรดกนั้นเพียงประเภทเดียวดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเฉพาะข้อ 2 ในเรื่องดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไป

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ทั้งไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันยักยอกทรัพย์ที่เป็นทรัพย์มรดกของนายเล็ก เจ้ามรดก ซึ่งนางวิภาผู้เสียหาย ผู้จัดการมรดก เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ซึ่งตามฟ้องโจทก์ โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสี่ในฐานะที่โจทก์ร่วม เป็นเจ้าของทรัพย์รวมอยู่ด้วยเท่านั้น แม้ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกก็เป็นเพียงระบุถึงสถานะของโจทก์ร่วมเท่านั้น มิได้หมายความว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายในฐานะที่เป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ทั้งตามบันทึกคำให้การของโจทก์ร่วมที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้กล่าวหา ก็กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป โดยมีการระบุรายละเอียดของทรัพย์สินทั้งหมดว่าโจทก์ร่วมได้ทรัพย์แต่ละรายการมาอย่างไร แม้จะให้การในรายละเอียดต่อมาว่าโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์ร่วมขอทรัพย์คืนจากจำเลยทั้งสี่ แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ให้ อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่ในระหว่างการคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดก แต่ก็เป็นการให้การถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น ในบันทึกคำให้การเพิ่มเติมของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมก็ยังให้การว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของโจทก์ร่วมกึ่งหนึ่ง อันเป็นการแสดงว่าโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์โดยได้รับความเสียหายในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์หรือเจ้าของรวม ดังนี้โจทก์ร่วมจึงแจ้งความในฐานะส่วนตัว มิใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมนำสืบแล้วว่าโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดก นำสืบแสดงพยานหลักฐานปรากฏชัดแจ้งว่า โจทก์ร่วมได้ดำเนินการบังคับคดีเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดกตามคำพิพากษาศาลแพ่งธนบุรีและทราบว่าทรัพย์ของกลางถูกจำเลยทั้งสี่ยักยอกไป จากนั้นโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ไว้นั้น เห็นว่า ที่โจทก์ร่วมอ้างดังกล่าวเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ตั้งโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดก คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่โจทก์ร่วมฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยทั้งสี่ รายงานการยึดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานบังคับคดีและรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏเอกสารที่โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในข้อหายักยอก ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์ร่วมรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์ที่จำเลยทั้งสี่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกไปและโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในข้อหายักยอกแก่จำเลยทั้งสี่ในฐานะส่วนตัว มิได้ฟ้องหรือแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของนายเล็ก ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อ้างว่า เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ศาลชอบที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ได้ตามฟ้อง โดยไม่จำต้องเป็นเจ้าของหรือเจ้าของรวมในทรัพย์ของกลางนั้น จึงเป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและยกอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางวิภา เธียรคุณาภรณ์
จำเลย — นายนพดลหรือช้าง สีเฟือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายอนุรักษ์ เปลวเฟื่อง
ศาลอุทธรณ์ — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา