คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10287/2558
#632687
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด ซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี อย่างไรก็ตามหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 โดยกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้งวดแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2542 แล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หลังมีคำพิพากษากับโจทก์ โดยยอมรับว่า ณ วันทำบันทึกจำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 1,900,000 บาท ดอกเบี้ย 1,780,000 บาท และตกลงให้นำดอกเบี้ยบางส่วนจำนวน 950,000 บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยส่วนลดพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลา 2 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระที่เหลือจำนวน 830,000 บาท ตกลงพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ในส่วนต้นเงินคงเหลือโจทก์ผ่อนผันการคิดอัตราดอกเบี้ยให้และให้ผ่อนชำระดอกเบี้ยกับต้นเงินเป็นงวดรายเดือน หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์ยกเลิกการพักชำระดอกเบี้ยและยินยอมให้เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปคิดอัตราตามคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้โจทก์ใช้สิทธิบังคับคดีได้ทันที บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่จำเลยทั้งสามเท่านั้น หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาระงับสิ้นไปไม่ แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความเดิมตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ตามมาตรา 193/15 ดังนั้น เมื่อนับตั้งแต่อายุความสะดุดหยุดลงจนถึงวันฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1180/2542 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 2,132,645.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,900,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 31,200 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2542 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 29 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอม หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หลังมีคำพิพากษากับโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิ 1,769,683 บาท นำไปหักชำระหนี้ได้บางส่วน คงเหลือหนี้คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,199,859.86 บาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกมีว่า คดีโจทก์ ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์นำหนี้ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดร้อยเอ็ด คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1180/2542 มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ถือว่าเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุด ซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี อย่างไรก็ตามหลังจากศาลมีคำพิพากษาตามยอมในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2542 โดยกำหนดให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้งวดแรกวันที่ 29 มิถุนายน 2542 แล้ว เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2548 จำเลยทั้งสามทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หลังมีคำพิพากษากับโจทก์ โดยยอมรับว่า ณ วันทำบันทึกจำเลยทั้งสามค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงิน 1,900,000 บาท ดอกเบี้ย 1,780,000 บาท และตกลงให้นำดอกเบี้ยบางส่วนจำนวน 950,000 บาท ซึ่งเป็นดอกเบี้ยส่วนลดพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลา 2 ปี ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระที่เหลือจำนวน 830,000 บาท ตกลงพักชำระหนี้ไว้เป็นเวลาไม่เกิน 2 ปี ในส่วนต้นเงินคงเหลือโจทก์ผ่อนผันการคิดอัตราดอกเบี้ยให้และให้ผ่อนชำระดอกเบี้ยกับต้นเงินเป็นงวดรายเดือน หากจำเลยทั้งสามผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยอมให้โจทก์ยกเลิกการพักชำระดอกเบี้ยและยินยอมให้เปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปคิดอัตราตามคำพิพากษาหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้โจทก์ใช้สิทธิบังคับคดีได้ทันที บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมให้แก่จำเลยทั้งสามเท่านั้น หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันทำให้หนี้เดิมตามคำพิพากษาระงับสิ้นไปไม่ แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และให้เริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความเดิมตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นไป ตามมาตรา 193/15 ทั้งมิใช่กรณีเป็นหนี้เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ อันมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (2) ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อนับตั้งแต่อายุความสะดุดหยุดลงจนถึงวันฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติข้างต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีและได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ก่อนฟ้องโจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม โดยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งจำเลยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตรับผิดชอบตรวจสอบกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินของจำเลยทั้งสามแล้ว ไม่พบว่าจำเลยทั้งสามมีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสามไม่สืบพยาน สำหรับหลักฐานหนังสือรับรองตำแหน่งและเงินเดือนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีรายได้และเงินเดือนเดือนละ 32,200 บาท และ 19,500 บาทนั้น เห็นว่า รายได้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องนำไปใช้จ่ายในการดำรงชีพและครอบครัว ไม่ปรากฏว่ามีเงินเหลือนำไปฝากไว้หรือนำไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์บ้าง อีกทั้งรายได้ของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวซึ่งเป็นข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับชำระหนี้ในคดีแพ่งได้ พยานหลักฐานดังกล่าวไม่อาจรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัว เมื่อพิจารณาว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งและทำบันทึกข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้แล้ว จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ต้องบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยังเหลือหนี้อีกจำนวนมาก จำเลยทั้งสามก็ไม่ขวนขวายในการชำระหนี้ที่เหลือ กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 349
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสมจิตต์ สุพิชญานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10282/2558
#634191
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ. มาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าผู้พรากเด็กจะเป็นฝ่ายชักชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายที่จะกระทำชำเราเพียงอย่างเดียวก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น

ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมอยู่ที่บ้าน จ. ซึ่งเป็นปู่ โดยโจทก์ร่วมได้ไปเยี่ยมปู่และย่าที่บ้านพักและพักอาศัยอยู่ที่นั่น โดยผู้เสียหายที่ 2 ได้ส่งโจทก์ร่วมไปที่บ้าน จ. เพื่อให้มาดูแลเนื่องจาก จ. ป่วย จึงถือได้ว่า จ. อยู่ในฐานะผู้ดูแลโจทก์ร่วม โดยได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายที่ 2 ฉะนั้น การที่จำเลยโทรศัพท์ชวนโจทก์ร่วมไปทำงานแล้วขับรถเก๋งมารับโจทก์ร่วมไปและต่อมาก็ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนและก้าวล่วงอำนาจผู้ดูแลของ จ. ที่มีต่อโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก ส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นอา ผู้ปกครองดูแลของโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก จ. ผู้ดูแลเพื่อการอนาจารก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าวด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 192 วรรคสอง อีกทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ด้วย โดยความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ดูแลโจทก์ร่วมเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามมาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาโจทก์ร่วมไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตั้งผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้แทนเฉพาะคดีและผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าพาหนะเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ ค่าพาหนะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการและค่าพาหนะเดินทางไปพบแพทย์ 10,500 บาท ค่าเสียหายในด้านอนามัยและจิตใจกล่าวคือ การกระทำชำเราของจำเลยทำให้โจทก์ร่วมได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจอย่างแรง และเป็นเหตุให้สุขภาพโจทก์ร่วมเสื่อมโทรม 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 510,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี กับให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์ร่วมเป็นบุตรของนายประจวบ กับนางสาวสมคิด ซึ่งแต่งงานกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 โจทก์ร่วมอาศัยอยู่กับนายประจวบจนกระทั่งอายุ 5 ปี นายประจวบก็ถูกจำคุกที่เรือนจำจังหวัดสระบุรี ส่วนนางสาวสมคิดก็หนีออกจากบ้านไป โจทก์ร่วมจึงอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของนางสุดใจ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมบิดามารดาของนายประจวบ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2550 นายประจวบถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมจึงมาพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ที่จังหวัดอ่างทอง ต่อมาต้นปี 2555 ผู้เสียหายที่ 2 ได้ให้โจทก์ร่วมไปพักอาศัยอยู่กับนายเจิม ซึ่งเป็นปู่ของโจทก์ร่วมที่จังหวัดนครนายก เพื่อดูแลนายเจิมที่กำลังป่วย ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลศาลาแดง อำเภอเมืองอ่างทอง และรู้จักกับผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 จำเลยได้ขับรถยนต์ไปรับโจทก์ร่วมจากบ้านนายเจิมที่จังหวัดนครนายกมาที่จังหวัดอ่างทอง แต่ไม่ได้กลับไปพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ผู้เสียหายที่ 2 พบโจทก์ร่วมพักอาศัยอยู่กับนายชัชชัย คนรักที่ห้องพักในตลาดสุวพรรณ โจทก์ร่วมบอกผู้เสียหายที่ 2 ว่าจำเลยไปรับโจทก์ร่วมที่จังหวัดนครนายก พามาพักที่โรงแรมบัวหลวงในจังหวัดอ่างทองแล้วจำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 2 จึงพาโจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความและถ้อยคำของผู้เสียหายที่ 2 มีลักษณะเป็นการเบิกความต่อศาลและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาโดยธรรมชาติ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ความว่าผู้เสียหายที่ 2 อยู่หมู่บ้านเดียวกับจำเลย จึงรู้จักกันและเคยไปมาหาสู่กัน เนื่องจากจำเลยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลศาลาแดง และช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 จำเลยเคยนำเรือไปช่วยเหลือรวมทั้งพูดคุยกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับสนิทกันถึงขนาดที่จำเลยจะขับรถเก๋งไปรับโจทก์ร่วมที่จังหวัดนครนายกมายังจังหวัดอ่างทอง เพื่อที่จะให้โจทก์ร่วมกลับมาทำงานตามคำขอของผู้เสียหายที่ 2ดังที่จำเลยเบิกความ อีกทั้งจำเลยก็น่าจะแจ้งให้ผู้เสียหายที่ 2 ทราบในวันที่จำเลยเดินทางไปรับโจทก์ร่วมและนำตัวโจทก์ร่วมมาส่งที่บ้านของผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยก็มิได้กระทำการเช่นนั้น และหลังเกิดเหตุจำเลยยังได้พบผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยก็มิได้พูดคุยเกี่ยวกับโจทก์ร่วม แสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยโทรศัพท์ไปหาโจทก์ร่วมโดยบอกว่าจะมารับโจทก์ร่วมกลับไปทำงานนั้น เป็นเพียงกลอุบายของจำเลยที่จะให้โจทก์ร่วมเดินทางมากับจำเลยเท่านั้น แม้ผลการตรวจร่างกายโจทก์ร่วมของแพทย์หญิงศิรินทร์ ไม่เป็นข้อพิสูจน์ที่ฟังได้แน่นอนว่าโจทก์ร่วมถูกกระทำชำเราก่อนหน้านั้นประมาณ 3 เดือนหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องยืนยันเด็ดขาดว่าจำเลยจะไม่ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีพยานคือตัวโจทก์ร่วมเพียงปากเดียวที่รู้เห็นว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยินยอมด้วยก็ตาม แต่โจทก์ร่วมเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปีเศษ รู้จักกับจำเลย ขณะที่โจทก์ร่วมถูกจำเลยกระทำชำเรา โจทก์ร่วมก็มีความกลัวและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หลังจากถูกกระทำชำเราแล้ว โจทก์ร่วมคงอับอายและกลัวผู้เสียหายที่ 2 จะดุด่า จึงไม่กล้ากลับไปหาผู้เสียหายที่ 2 จนกระทั่งผู้เสียหายที่ 2 ตามมาพบและสอบถามโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงได้เล่าให้ฟัง ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยแต่อย่างใด และการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมก็เป็นเรื่องอื้อฉาวที่โจทก์ร่วมเองจะต้องอับอายขายหน้าต่อคนที่รู้จักและเป็นเรื่องเสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล จึงไม่มีเหตุควรระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมได้สร้างเรื่องขึ้นประจานตัวเอง หรือผู้เสียหายที่ 2 ได้เสี้ยมสอนโจทก์ร่วมผู้เป็นหลานให้บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปรักปรำจำเลยในเรื่องเสียหายเช่นนี้ เชื่อว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เบิกความตามความจริง พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุจริง จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารและฐานพาเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 หมายความว่า พาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน โดยบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเด็ก ทั้งนี้ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ใด หากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลยังเอาใจใส่เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตลอดเวลา ดังนี้ การพรากเด็กไม่ว่าผู้พรากเด็กจะเป็นฝ่ายชักชวนโดยมีเจตนามุ่งหมายที่จะกระทำชำเราเพียงอย่างเดียวก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุ เมื่อประมาณต้นเดือนมกราคม 2555 โจทก์ร่วมได้ไปเยี่ยมปู่และย่าที่บ้านพัก จังหวัดนครนายก และพักอาศัยอยู่ที่นั่น ทั้งผู้เสียหายที่ 2 ก็เบิกความว่าได้ส่งโจทก์ร่วมไปที่บ้านนายเจิมเพื่อให้มาดูแลเนื่องจากนายเจิมป่วย ดังนี้จึงถือได้ว่านายเจิมอยู่ในฐานะผู้ดูแลโจทก์ร่วม โดยได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายที่ 2 ฉะนั้น การที่จำเลยโทรศัพท์ชวนโจทก์ร่วมไปทำงานแล้วขับรถเก๋งมารับโจทก์ร่วมไปและต่อมาก็ได้กระทำชำเราโจทก์ร่วม จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการรบกวนและก้าวล่วงอำนาจผู้ดูแลของนายเจิมที่มีต่อโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แม้คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนางสุดใจ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นอา ผู้ปกครองดูแลของโจทก์ร่วม โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากนายเจิมผู้ดูแลเพื่อการอนาจารก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวมิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด และจำเลยมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าวด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง อีกทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง ด้วย โดยความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ดูแลโจทก์ร่วมเป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน ตามมาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยมีเจตนาเดียวกันคือพาโจทก์ร่วมไปกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90

อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม เนื่องจากจำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมไม่ยินยอม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายด้านอนามัยและจิตใจ จึงขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 500,000 บาท และค่าพาหนะการเดินทางในการดำเนินคดีรวม 7 ครั้ง ครั้งละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 10,500 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 510,500 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยกระทำความผิดดังกล่าวทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ส่วนจำเลยมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ศาลเห็นเป็นอย่างอื่น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 200,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมและยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 277 วรรคแรก ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนครนายก
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง จ. โดยนางสุดใจ ผู้แทนเฉพาะคดี
จำเลย — นายศรชัยหรือชัย คำก้อน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10260/2558
#590017
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 กำหนดให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อบริษัทรับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด มาตรา 31 บัญญัติว่าย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกหรือจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย หากเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลดังกล่าว แม้มาตรา 22 จะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตาม ป.พ.พ. แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นการให้สิทธิโจทก์ในอันจะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลที่รับไปแล้วได้อีก จึงต้องนำเงินที่โจทก์ได้รับมาแล้วตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหักออกจากค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปจริงด้วย

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท แต่มิได้สั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมศาลในนามของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 158 ศาลฎีกาจึงสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหาย รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 1,074,794.52 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 174,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ โดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 284,918.29 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกาโดยโจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 9451 จันทบุรี และรถลากพ่วง หมายเลขทะเบียน 80 - 9453 จันทบุรี ของจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด นายจ้างโดยทำประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 4 ไปตามถนนสายบ้านเก่า - หนองตำลึง ตำบลบ้านเก่า อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี มุ่งหน้าถนนอมตะเฟส 6 - อมตะเฟส 7 อันเป็นทางร่วมทางแยก เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง หมายเลขทะเบียน ฐย - 1981 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ที่กำลังขับผ่านทางร่วมทางแยกเดียวกันดังกล่าวทำให้รถเก๋งของโจทก์และรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 1 ขับได้รับความเสียหายถูกไฟไหม้ทั้งสองคันและโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาโดยโจทก์ถูกฟ้องข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย ศาลแขวงชลบุรีมีคำพิพากษาว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างฝ่ายต่างประมาท ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ส่วนโจทก์ลงโทษปรับ 1,000 บาท ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 836/2553 หมายเลขแดงที่ 5213/2553 ของศาลแขวงชลบุรีและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 349/2554 หมายเลขแดงที่ 3425/2554 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 คดีถึงที่สุด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใดและจำเลยทั้งสี่ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด ในส่วนความเสียหายของรถโจทก์นั้นรถโจทก์ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งคัน โจทก์ขอค่าเสียหายราคารถยนต์เป็นเงิน 100,000 บาท แต่จำเลยทั้งสี่อ้างว่ารถโจทก์มีราคาเพียง 40,000 บาท ตามบันทึกคำให้การของนายครรชิต และบันทึกการตรวจสภาพเครื่องกลและอุปกรณ์ 9 เห็นว่า นายครรชิตไม่เคยเห็นสภาพรถโจทก์ก่อนเกิดเหตุว่ามีสภาพดีและอุปกรณ์ของรถดีเพียงใดการตีราคารถโจทก์หลังเกิดเหตุเป็นแต่เพียงการคาดคะเนเองเท่านั้น ดังนั้นจึงจะถือเอาการตีราคาของนายครรชิตว่ารถโจทก์มีราคาเพียง 40,000 บาท เท่านั้นหาได้ไม่ รถโจทก์เป็นรถยนต์ยี่ห้อเปอร์โยต์แม้ตามรายการจดทะเบียน จะปรากฏว่าใช้งานมานานประมาณ 10 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็น่าเชื่อว่ารถยังมีสภาพดีเพราะโจทก์ยังสามารถใช้ขับไปทำงานและส่งของได้ตามปกติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดราคาค่าเสียหายรถโจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว สำหรับค่ารักษาพยาบาลโจทก์เรียกร้องมาเป็นเงิน 163,636.59 บาท โจทก์ฎีกาอ้างว่าโจทก์คิดตามใบเสร็จที่จ่ายจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ได้รับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาหักออกจากค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จ่ายไปจริงเป็นการไม่ชอบ ส่วนจำเลยทั้งสี่ฎีกาอ้างว่า เป็นเพียงใบแจ้งค่ารักษาพยาบาลหาใช่ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาลไม่ โจทก์จึงไม่ได้ชำระเงินตามจำนวนในเอกสารดังกล่าวจริงนั้น เห็นว่า ระบุว่าใบเสร็จรับเงินผู้ป่วยใน/ใบงบสรุปค่ารักษาพยาบาล มีรายการระบุถึงค่ารักษาต่างๆ จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 4 กำหนดให้ค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 25 วรรคสอง และเมื่อบริษัทรับประกันภัยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด มาตรา 31 บัญญัติว่าย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากบุคคลภายนอกหรือจากเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถ หรือผู้ประสบภัย หากเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของบุคคลดังกล่าว แม้มาตรา 22 จะไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเป็นการให้สิทธิโจทก์ในอันจะได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลที่รับไปแล้วได้อีก เมื่อโจทก์เบิกความรับว่าได้รับค่ารักษาพยาบาลจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ แล้ว กรณีจึงต้องนำเงินที่โจทก์ได้รับมาแล้ว 50,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หักออกจากค่ารักษาพยาบาลจำนวน 163,636.59 บาท ที่โจทก์จ่ายไปจริง จำเลยทั้งสี่จึงต้องชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์เป็นเงิน 113,636.59 บาท

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเฉพาะค่าขึ้นศาลกึ่งหนึ่ง และพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท แต่มิได้สั่งให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าธรรมเนียมศาลในนามของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 ศาลฎีกาจึงสั่งใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันใช้แทนโจทก์เท่าที่ชนะคดีนั้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต่อศาลกึ่งหนึ่งในนามของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 877 ม. 880
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 20 ม. 22 ม. 31
ป.วิ.พ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตติยา กอมนชัย
จำเลย — นายอำนาจ สีสันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางดวงเดือน หวังเจริญกุลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10258/2558
#590008
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เพียงต้องการจำนองที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจึงลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยยังไม่ได้กรอกข้อความให้ อ. นำไปจำนอง จำเลยที่ 1 ไปกรอกข้อความเป็นขาย แล้วดำเนินการจดทะเบียนเป็นว่าโจทก์ขายแก่จำเลยที่ 1 โดยที่โจทก์และ อ. ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินในวันจดทะเบียนซื้อขาย ไม่รู้เห็นยินยอมให้ขายและไม่ได้รับเงินค่าขายแต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์ และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสีย จริงอยู่แม้การที่โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 รู้เห็นเกี่ยวกับการปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และเป็นผู้ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับโอนโดยสุจริต ส่วนจำเลยที่ 2 มีเจตนาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งการซื้อขายคือที่ดินและบ้านที่ ธ. กับ ก. และจำเลยที่ 1 ชี้ให้ดู อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งการซื้อขาย ไม่ได้มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 เข้าทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทเนื่องจากถูก ธ. กับ ก. และจำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงเป็นไปโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมอันเป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 จำเลยที่ 2 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสียเช่นกัน ในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจำเลยที่ 2 สุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ส่วนข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้เสียค่าตอบแทนอันอาจได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวเอาจาก ธ. ก. และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุผลให้จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17874 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมบ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 2 บนที่ดินดังกล่าว ฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2552 ที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อตนเองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายแก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน โดยให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์เพื่อกลับคืนสู่ฐานะเดิม หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉย โจทก์ขอถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากต้องชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระ หากโจทก์จำต้องออกเงินแทนจำเลยทั้งสองไปก่อน โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระคืนโจทก์ต่อไป ให้ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองเข้ายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับตั้งแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคืนโจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลให้รับฟังและมีน้ำหนักน่าเชื่อมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ โจทก์เป็นหญิงสูงอายุ เป็นชาวชนบท ไม่ปรากฏว่ามีที่ดินหรือบ้านอื่นใดอยู่อาศัยนอกจากที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ตามปกติวิสัยของโจทก์ย่อมจะไม่ขายที่ดินและบ้านอันเป็นที่อยู่อาศัย ในวันทำสัญญาซื้อขาย ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า นางสาวอาริยาไปด้วยนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ และไม่ประกอบด้วยเหตุผลเช่น ที่อ้างว่านางสาวอาริยาไม่ได้ไปชี้ที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทให้ผู้ซื้อดูก่อนซื้อ ไม่ได้ลงชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ ไม่ได้รอรับเงินสดจำนวนมากถึง 400,000 บาท เพราะตามปกติวิสัยของผู้ซื้อที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทย่อมจะต้องให้ผู้เป็นเจ้าของหรือรับมอบอำนาจจากเจ้าของชี้ที่ดินและบ้านที่จะซื้อให้ดูก่อน และตามวิสัยของจำเลยที่ 1 หากนางสาวอาริยาอยู่ด้วยก็ย่อมจะต้องให้นางสาวอาริยาลงชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ แต่หนังสือมอบอำนาจมีแต่น้องสาวจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้มาที่สำนักงานที่ดินลงชื่อเป็นพยาน กับตามวิสัยของผู้ขายหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้ขายเช่นนางสาวอาริยาย่อมต้องการเงินราคาค่าขายย่อมจะรอรับเงินด้วยตนเอง มิใช่ปล่อยให้นายธนากรรับเงินสดแทนดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ ส่วนที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางจิลดาโทรศัพท์ไปยังโจทก์และแก้ฎีกาว่านางจิลดาเบิกความไว้ในคดีอาญาว่าโจทก์ตกลงขายนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า โจทก์เพียงต้องการจำนองที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจึงลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจ โดยยังไม่ได้กรอกข้อความให้นางสาวอาริยานำไปจำนองจำเลยที่ 1 ไปกรอกข้อความเป็นขาย แล้วดำเนินการจดทะเบียนเป็นว่าโจทก์ขายแก่จำเลยที่ 1 โดยที่โจทก์และนางสาวอาริยาไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินในวันจดทะเบียนซื้อขาย ไม่รู้เห็นยินยอมให้ขายและไม่ได้รับเงินค่าขายแต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม ต้องถือว่านิติกรรมการซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิได้เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์ และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสีย จริงอยู่แม้การที่โจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้กรอกข้อความเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 รู้เห็นเกี่ยวกับการปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว และเป็นผู้ใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับโอนโดยสุจริต คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นกล่าวอ้างในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขายกับจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ ต้องพิจารณาเสียก่อนว่าจำเลยที่ 2 เจตนาซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทหรือไม่ โดยตามคำให้การของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อทรัพย์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ซึ่งหมายความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 แต่ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ในคดีแพ่งนี้มิได้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ขอให้ถือเอาคำเบิกความของนายสุภักดี ทนายจำเลยที่ 2 คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และคำเบิกความของนายกริชชัย ที่ได้เบิกความไว้ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองดังกล่าว ตามคำเบิกความ เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งนี้ ซึ่งตามคำเบิกความดังกล่าวเบิกความไว้รวมความว่า ในวันทำนิติกรรมซื้อขาย ก่อนไปทำนิติกรรมซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน นายธนากรกับนายกานต์พาจำเลยที่ 2 กับนายกริชชัยไปชี้ให้ดูที่ดินและบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดิน เป็นบ้านสองชั้นสีชมพูสภาพใหม่ แจ้งว่าเป็นที่ดินและบ้านที่จะทำนิติกรรมซื้อขาย ที่ดินและบ้านที่ชี้ให้ดูนั้นไม่ใช่ที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแต่อย่างใด ทั้งไม่ได้อยู่ใกล้กัน หลังจากทำนิติกรรมซื้อขายเสร็จแล้วรู้ตัวว่าถูกนายธนากรกับนายกานต์หลอกลวง จึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานร่วมกันฉ้อโกง จนพนักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีฟ้องนายธนากรกับนายกานต์และจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฉ้อโกงจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ด้วย เช่นนี้ศาลฎีกาเห็นว่า อย่างน้อยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาซื้อขายทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งการซื้อขายคือที่ดินและบ้านที่นายธนากรกับนายกานต์และจำเลยที่ 1 ชี้ให้ดู อันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งการซื้อขาย ไม่ได้มีเจตนาซื้อที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 2 เข้าทำนิติกรรมซื้อที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทเนื่องจากถูกนายธนากรกับนายกานต์และจำเลยที่ 1 หลอกลวงจึงเป็นไปโดยสำคัญผิดในทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งนิติกรรมอันเป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 จำเลยที่ 2 ต้องคืนที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทแก่โจทก์และศาลต้องพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมนี้เสียเช่นกัน ในกรณีเช่นนี้ ไม่ว่าจำเลยที่ 2 สุจริตหรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า จำเลยที่ 2 สุจริตและเสียค่าตอบแทนโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการซื้อขายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนข้อที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้เสียค่าตอบแทนอันอาจได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวเอาจากนายธนากร นายกานต์และจำเลยที่ 1 ไม่เป็นเหตุผลให้จำเลยที่ 2 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและบ้านพิพาทดังวินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจแล้วทำนิติกรรมซื้อขายและมีการจดทะเบียนขายไปถึงสองทอด จนโจทก์ต้องฟ้องทั้งเป็นคดีนี้และคดีอาญา ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างน้อยตามที่โจทก์นำสืบ แต่ค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องที่โจทก์เรียกร้องมา หากไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดอาจทำให้โจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายเกินกว่าราคาที่ดิน สมควรกำหนดค่าเสียหายให้ควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์รวม 200,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงดังวินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 17874 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมบ้านพิพาทเลขที่ 75 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองผักนาก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งปลูกบนที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2552 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และระหว่างจำเลยทั้งสอง ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์พร้อมส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ดังกล่าวแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทพร้อมบ้านพิพาทอีกต่อไป หากมีค่าใช้จ่ายในการดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสายพิณ ชาวบ้านกร่าง
นางกัญจน์ชญาหรือทองพูน จิราเจริญวงศ์ หรือกุดแถลง
จำเลย — หรือนางนาถลดา วัชระชยากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายชาติชาย สุขไสย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10252/2558
#634190
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไม่ได้ออกหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟัง ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 โดยไม่เชื่อว่าจำเลยไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ กรณีจึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นเคยออกหมายจับจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม แต่การออกหมายจับดังกล่าวเป็นการออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟังและไม่ได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ทนายจำเลยฟังก็ตาม แต่ทนายจำเลยไม่ใช่คู่ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (3) และ (15) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) (4) (5) โดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2557 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อ้างว่า เชื่อในคำพูดของทนายความคนเก่าที่แจ้งแก่จำเลยว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 จึงแจ้งให้ทนายความคนใหม่มายื่นขอขยายอุทธรณ์เลยระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตไว้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างตามคำร้องเป็นเรื่องที่จำเลยบกพร่องเอง ยังไม่อาจถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 กำหนดให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ ถ้าเป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่มา จะอ่านโดยโจทก์ไม่อยู่ก็ได้ ในกรณีที่จำเลยไม่อยู่ โดยไม่มีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ก็ให้ศาลรอการอ่านไว้จนกว่าจำเลยจะมาศาล แต่ถ้ามีเหตุสงสัยว่าจำเลยหลบหนีหรือจงใจไม่มาฟัง ให้ศาลออกหมายจับจำเลย เมื่อได้ออกหมายจับแล้วไม่ได้ตัวจำเลยมาภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันออกหมายจับ ก็ให้ศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งลับหลังจำเลยได้ และให้ถือว่าโจทก์หรือจำเลยได้ฟังคำพิพากษาคำสั่งนั้นแล้ว คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ออกหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟัง ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 โดยไม่เชื่อว่าจำเลยไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ กรณีจึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยจงใจไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลชั้นต้นต้องออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นเคยออกหมายจับจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้วตามคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 ก็ตาม แต่การออกหมายจับดังกล่าวเป็นการออกหมายจับจำเลยเพื่อบังคับตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟังและไม่ได้ออกหมายจับจำเลยเพื่อมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ศาลชั้นต้นจะอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ทนายจำเลยฟังก็ตาม แต่ทนายจำเลยไม่ใช่คู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (3) และ (15) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย

พิพากษาให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2558 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คู่ความฟังให้ถูกต้องต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (3) (15) ม. 182 วรรคสอง ม. 182 วรรคสาม ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวจาริวรรณหรือลภัสรดา นาคสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10237/2558
#635937
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต อนุมัติและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 16 โครงการ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน ราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน บริษัทห้างร้านที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไปหรือบุคคลอื่นและประชาชน ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับบันทึกรับส่งประกาศสอบราคา บันทึกรับเอกสารสอบราคาและบันทึกการยื่นซองสอบราคาซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุจริตทั้ง 16 โครงการโดยที่ไม่มีการปิดประกาศเผยแพร่ไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาล ตำบลสว่างแดนดินหรือให้มีการประชาสัมพันธ์การสอบราคาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดินบางส่วนก็ไม่ทราบ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยอื่นเท่านั้นที่รู้และยื่นซองเสนอราคา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2

แม้ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 157, 162 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 กฎหมายมุ่งประสงค์เอาผิดกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานแต่เอกชนก็ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานได้โดยต้องลงโทษเอกชนผู้ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเอกชน ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบเอ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 151, 157, 162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 7, 9, 12

จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยทั้งสิบเอ็ดขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157, 162 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 7, 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 การกระทำของจำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ฐานร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิด จำคุกจำเลยที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 9 และที่ 11 คนละ 3 ปี 4 เดือน ปรับจำเลยที่ 3, ที่ 5, ที่ 8 และที่ 10 คนละ 200,000 บาท จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4, ที่ 6, ที่ 7, ที่ 9 และที่ 11 คนละ 1 ปี 8 เดือน ปรับจำเลยที่ 3, ที่ 5, ที่ 8 และที่ 10 คนละ 100,000 บาท จำเลยที่ 3, ที่ 5, ที่ 8 และที่ 10 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสิบเอ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้หรือไม่ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงการที่มีการทุจริต 16 โครงการนั้น เป็นการรับตามความจริง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้รู้เห็นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำความผิดเฉพาะตัวของเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้เป็นเจ้าพนักงานจึงไม่ต้องรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชอบ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต อนุมัติและดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดิน 16 โครงการ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำการโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือกระทำการโดยวิธีอื่นใดเป็นเหตุให้ผู้อื่นไม่มีโอกาสเข้าเสนอราคาอย่างเป็นธรรมอันทำให้เกิดความเสียหายแก่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน ราชการ เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสว่างแดนดิน บริษัทห้างร้านที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้างทั่วไปหรือบุคคลอื่นและประชาชน สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ความตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงลายมือชื่อรับบันทึกรับส่งประกาศสอบราคา บันทึกรับเอกสารสอบราคาและบันทึกการยื่นซองสอบราคาซึ่งเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงการทุจริตทั้ง 16 โครงการโดยที่ไม่มีการปิดประกาศเผยแพร่ไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการสำนักงานเทศบาลตำบลสว่างแดนดินหรือให้มีการประชาสัมพันธ์การสอบราคาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลสว่างแดนดินบางส่วนก็ไม่ทราบ ผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างทั่วไปไม่มีโอกาสเข้าแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีแต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กับจำเลยอื่นเท่านั้นที่รู้และยื่นซองเสนอราคา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 และที่ 4 บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ความผิดตามฟ้อง กฎหมายมุ่งประสงค์เอาผิดกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานแต่เอกชนก็ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานได้โดยต้องลงโทษเอกชนผู้ร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเอกชน ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนักงานคือจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงาน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับประเด็นเรื่องศาลชั้นต้นมิได้ใช้กระบวนพิจารณาไต่สวนชอบหรือไม่นั้นจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาโดยทำเป็นคำแถลงการณ์ เมื่อไม่ได้กล่าวอ้างในฎีกาโดยตรงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับประเด็นนี้วินิจฉัยให้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ว่า ควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 9 และที่ 11 สถานเบาและรอการลงโทษให้หรือไม่กับลงโทษปรับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 สถานเบาหรือขั้นต่ำของกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 มุ่งเอาแต่ประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและสังคมโดยส่วนรวม จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยกระทำผิดและมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว ฯลฯ ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้กับลงโทษปรับสถานเบาหรือปรับเพียงขั้นต่ำของกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษแก่จำเลยมานั้นไม่เกินอัตราโทษของกฎหมายและเหมาะสมแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 9 และที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 10 นั้น เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 10 ไว้วินิจฉัย จำเลยที่ 10 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดังกล่าวไม่ชอบ คดีสำหรับจำเลยที่ 10 จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและมิได้มีการว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 10 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 10 ไว้วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151 ม. 157 ม. 162
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 7 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายสมชาย หิรัญชัชวาล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10222/2558
#632652
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของ ป.รัษฎากร กำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท หนังสือมอบอำนาจช่วงมีข้อความระบุชัดแจ้งว่า ส. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้ พ. หรือ ศ. ผู้รับมอบอำนาจช่วง ให้เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแก่ลูกหนี้รายจำเลยและ อ. หรือ จ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาตามฟ้องแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจช่วงนี้จึงมีลักษณะเป็นตราสารใบมอบอำนาจซึ่งต้องปฏิบัติตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 ท้าย ป.รัษฎากรดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจช่วงว่า โจทก์โดย ส. ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้ พ. หรือ ศ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการฟ้องคดี ต่อสู้คดี ดำเนินกระบวนพิจารณา จำหน่ายสิทธิในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีปกครอง คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 และข้อ 2 ด้วย ดังนี้ การมอบอำนาจช่วงดังกล่าวของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องร้องคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยได้ จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้มากกว่าครั้งเดียวโดยให้ผู้รับมอบอำนาจช่วง 2 คน ซึ่งต่างคนต่างกระทำการฟ้องคดีและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ กรณี ต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจช่วงมาเพียง 30 บาท ไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจช่วงของโจทก์จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้ พ. หรือ ศ. ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมพล เป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ตามสำเนาหนังสือรับรองและสำเนาหนังสือมอบอำนาจ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท ไม่ครบถ้วนนั้น เห็นว่า สำหรับใบมอบอำนาจนั้น บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ของประมวลรัษฎากร กำหนดในข้อ 7 ว่า กรณี (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท และกรณี (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ 30 บาท เมื่อพิจารณาหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวมีข้อความระบุชัดแจ้งว่า นายสมพล ผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้นายพงศ์พิสิษฐ์ หรือนายศุภฤกษ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง ให้เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแก่ลูกหนี้รายจำเลยและนางสาวอุทุมพรหรือจตุพร ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาตามฟ้องแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจช่วงนี้จึงมีลักษณะเป็นตราสารใบมอบอำนาจซึ่งต้องปฏิบัติตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 ท้ายประมวลรัษฎากรดังกล่าว ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจช่วงว่า โจทก์โดยนายสมพลผู้รับมอบอำนาจได้มอบอำนาจให้นายพงศ์พิสิษฐ์หรือนายศุภฤกษ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงดำเนินการฟ้องคดี ต่อสู้คดี ดำเนินกระบวนพิจารณา จำหน่ายสิทธิในคดีแพ่ง คดีอาญา คดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีปกครอง คดีล้มละลาย คดีภาษีอากร คดีคุ้มครองผู้บริโภค และให้มีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่ระบุไว้ในข้อ 1 และข้อ 2 ด้วย ดังนี้ การมอบอำนาจช่วงดังกล่าวของผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องร้องคดีนี้และคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยได้ จึงเป็นการมอบอำนาจให้กระทำการได้มากกว่าครั้งเดียวโดยให้ผู้รับมอบอำนาจช่วง 2 คน ซึ่งต่างคนต่างกระทำการฟ้องคดีและกระทำการอื่น ๆ แทนโจทก์ได้ กรณีต้องปิดอากรแสตมป์คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจช่วงคนละ 30 บาท รวม 60 บาท แต่โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจช่วงมาเพียง 30 บาท ไม่ครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย หนังสือมอบอำนาจช่วงของโจทก์จึงเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ในขณะที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐาน ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อหนังสือมอบอำนาจช่วงไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายพงศ์พิสิษฐ์ หรือนายศุภฤกษ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงดังกล่าวไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — นางสาวสุวรรณาหรือกรณ์ศศิร์ ฉันเฟื่องฟู
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10209/2558
#634142
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง ที่แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน แม้ไม่มีบทเฉพาะกาลเรื่องการบังคับคดีนายประกันก่อนที่มีการเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวว่าจะยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการตามเดิมหรือเป็นของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมตามบทบัญญัติที่เพิ่มเติมดังที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องก็ตาม แต่การที่ไม่มีบทเฉพาะกาลบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติที่เพิ่มเติม ก็ต้องหมายความว่าให้ใช้บทบัญญัติเพิ่มเติมนั้นทันทีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ไม่มีเหตุที่จะให้ผู้ร้องเข้าใจว่าการบังคับคดีนายประกันที่มีอยู่ก่อนยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2550 ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้พร้อมยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับผู้ประกันในคดีอาญาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 เป็นเงิน 138,000 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งยกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 1 ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 10 มีนาคม 2551 เนื่องจากวันที่ 8 และ 9 มีนาคม 2551 ตรงกับวันหยุดราชการ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ที่ 1 ในมูลหนี้ค่าปรับที่ลูกหนี้ที่ 1 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันตัวนายพิภพหรือกุ๊ก จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4598/2544 หมายเลขแดงที่ 2348/2545 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งศาลมีคำสั่งปรับเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 และออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2545 ต่อมาผู้ร้องทราบว่าศาลมีคำพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ไม่ทันภายในกำหนด และยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวเป็นเงิน 138,000 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 อันเป็นเวลาภายหลังจากศาลจังหวัดชลบุรีออกหมายบังคับคดีตามคำขอของพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ทำให้ผู้ร้องเข้าใจว่าพนักงานอัยการดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกัน จึงเป็นปัญหาในเรื่องความไม่ชัดเจนของกฎหมายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ที่แก้ไขเพิ่มเติมได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน แม้ไม่มีบทเฉพาะกาลเรื่องการบังคับคดีนายประกันก่อนที่มีการเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวว่าจะยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการตามเดิมหรือเป็นของหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมตามบทบัญญัติที่เพิ่มเติมดังที่ผู้ร้องอ้างตามคำร้องก็ตาม แต่การที่ไม่มีบทเฉพาะกาลบัญญัติยกเว้นบทบัญญัติที่เพิ่มเติม ก็ต้องหมายความว่าให้ใช้บทบัญญัติเพิ่มเติมนั้นทันทีที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ ไม่มีเหตุที่จะให้ผู้ร้องเข้าใจว่าการบังคับคดีนายประกันที่มีอยู่ก่อนยังคงเป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนด ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีสำนวนบังคับคดีนายประกันที่เกิดขึ้นแล้วและที่เกิดภายหลังแก้ไขกฎหมายในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาการประสานงานกับพนักงานอัยการ ทำให้กว่าที่ผู้ร้องจะตรวจสอบพบว่าพนักงานอัยการยังไม่ได้ดำเนินการบังคับคดีตามสัญญาประกันก็ล่วงเลยกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว มิใช่เกิดจากการบริหารงานของผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียว และค่าปรับผู้ประกันเป็นเบี้ยปรับที่ต้องส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการทำสัญญาปกติ แต่เกิดจากการผิดสัญญาไม่ส่งตัวจำเลย จึงมิใช่หนี้ที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้น ล้วนเป็นข้ออ้างที่นอกเหนือไปจากคำร้องของผู้ร้องและผู้ร้องเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล้มละลายกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้สั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดชลบุรี
นาวาตรีหรือเรือตรีหรือนาวาเอกชลอ เกตุแก่นจันทร์
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10207/2558
#632639
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 นั้น ต้องเป็นเจ้าหนี้ในหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ทำสัญญาประกันการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นกรณีให้ลูกหนี้กระทำการคือให้ลูกหนี้ผู้ประกันนำตัวจำเลยในคดีอาญามาศาลตามนัดหรือหมายเรียกของศาลแขวงชลบุรี และเมื่อลูกหนี้ยังมิได้ผิดสัญญาที่ต้องกระทำการดังกล่าว ลูกหนี้ก็ไม่มีความรับผิดใช้เงินค่าปรับตามที่ศาลมีอำนาจบังคับตามสัญญา หนี้ตามสัญญาประกันในส่วนที่ให้ลูกหนี้กระทำการและยังมิได้ผิดสัญญาจึงมิใช่หนี้เงินที่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ผิดสัญญาประกันและศาลแขวงชลบุรีมีคำสั่งปรับลูกหนี้ ถือว่ามูลหนี้ค่าปรับซึ่งเป็นหนี้เงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระตามสัญญาประกันเกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำสั่งปรับ แต่เป็นหนี้ที่มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่อาจนำหนี้ค่าปรับมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ค่าปรับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง แต่ผู้ร้องก็ยังไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้จนกว่าลูกหนี้จะพ้นจากการล้มละลายแล้ว เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับผู้ประกันในคดีอาญาจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นเงิน 140,000 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง เนื่องจากยื่นพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า หนี้ของผู้ร้องตามสัญญาประกันเกิดขึ้นตั้งแต่วันทำสัญญาประกัน ผู้ร้องต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้หนี้จะยังไม่ถึงกำหนดหรือมีเงื่อนไขเพราะศาลยังมิได้มีคำสั่งว่าลูกหนี้ผิดสัญญาก็ตาม การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 และไม่มีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัย จึงไม่อาจรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า หนี้ตามสัญญาประกันของลูกหนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันทำสัญญาประกัน ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และถือเป็นหนี้ยังไม่ถึงกำหนดหรือมีเงื่อนไข ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 ผู้ร้องจึงยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2553 และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้วันที่ 28 กรกฎาคม 2553 เนื่องจากวันที่ 25 ถึง 27 กรกฎาคม 2553 ตรงกับวันหยุดราชการ ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับที่ลูกหนี้ทำสัญญาประกันการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2983/2550 หมายเลขแดงที่ 4797/2550 ของศาลแขวงชลบุรีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2553 ลูกหนี้ผิดสัญญาและศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้เป็นเงิน 140,000 บาท ตามสำเนาสัญญาประกัน และสำเนารายงานกระบวนพิจารณา เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2553 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าว

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 นั้น ต้องเป็นเจ้าหนี้ในหนี้เงินที่มูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม คดีนี้ผู้ร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ลูกหนี้ทำสัญญาประกันการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีอาญา ซึ่งมีวัตถุแห่งหนี้เป็นกรณีให้ลูกหนี้กระทำการคือให้ลูกหนี้ผู้ประกันนำตัวจำเลยในคดีอาญามาศาลตามนัดหรือหมายเรียกของศาลแขวงชลบุรี และเมื่อลูกหนี้ยังมิได้ผิดสัญญาที่ต้องกระทำการดังกล่าว ลูกหนี้ก็ไม่มีความรับผิดใช้เงินค่าปรับตามที่ศาลมีอำนาจบังคับตามสัญญา หนี้ตามสัญญาประกันในส่วนที่ให้ลูกหนี้กระทำการและยังมิได้ผิดสัญญาจึงมิใช่หนี้เงินที่ต้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ผิดสัญญาประกันและศาลแขวงชลบุรีมีคำสั่งปรับลูกหนี้ ถือว่ามูลหนี้ค่าปรับซึ่งเป็นหนี้เงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระตามสัญญาประกันเกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำสั่งปรับ แต่เป็นหนี้ที่มิได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ไม่อาจนำหนี้ค่าปรับมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ แม้ผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในหนี้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง แต่ผู้ร้องก็ยังไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้จนกว่าลูกหนี้จะพ้นจากการล้มละลายแล้ว เพราะเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้กลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เอเซีย จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นางนงนภัส เลิศเกียรติอนันต์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10200/2558
#632630
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว กฎหมายว่าด้วยล้มละลายที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องและมีเหตุตามกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ทำสัญญารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายลูกหนี้มาจากธนาคาร ก. เจ้าหนี้เดิม แต่ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลาง ผู้ร้องไม่มีสัญญาที่ทำระหว่างผู้ร้องกับเจ้าหนี้เดิมมาสนับสนุน มีเพียงคำเบิกความของพยานผู้ร้องปาก ว. กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง สำเนาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนอง และสำเนาคำขอโอนซึ่งหากเป็นเอกสารที่ทำการจดทะเบียนตามกฎหมาย เป็นเอกสารมหาชนที่สามารถตรวจสอบได้ถึงความมีอยู่จริง ผู้ร้องก็ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเช่น เจ้าพนักงานที่ดินรับรองความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนนำเสนอเป็นพยานหลักฐานต่อศาล แต่ผู้ร้องกลับใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยไม่นำต้นฉบับเอกสารมาแสดง ที่ผู้ร้องอ้างว่าการใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารแทนการลงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดี มิใช่เป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดจะมาใช้ตรายางประทับก็ได้ การประทับตราดังกล่าวต้องกระทำโดยได้รับความยินยอมจากผู้ร้องจึงสามารถกระทำได้ และได้กระทำมาเป็นปกติในคดีอื่นด้วยเช่นกันนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุน พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่พอฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่

ลูกหนี้ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า เอกสารประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้รายนี้มาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นสำเนาเอกสารที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐรับรองสำเนาถูกต้องและตราประทับรับรองสำเนาถูกต้องที่ประทับอยู่ในเอกสารดังกล่าว เป็นตรายางที่รวมถึงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีอยู่ในตรายางนั้นด้วย โดยผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีมิได้ลงลายมือชื่อรับรองด้วยตนเอง ซึ่งตรายางดังกล่าวผู้ใดจะนำมาประทับก็ได้ จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องอ้าง พยานหลักฐานเท่าที่ผู้ร้องนำสืบมาไม่อาจรับฟังได้ว่าลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระอยู่ตามจำนวนที่ผู้ร้องอ้างจริง มีคำสั่งยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องข้อแรกมีว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่าตามสำเนาสัญญาจำนอง และสำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ประกอบกับสำเนาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนอง และสำเนาคำขอโอนตามมาตรา 76 เป็นเอกสารที่แสดงได้ชัดแจ้งปราศจากข้อโต้แย้งแล้วว่า ภาระหนี้ของลูกหนี้ได้โอนมายังผู้ร้องและผู้ร้องได้บังคับหลักประกันขายทอดตลาดตามกฎหมาย ซึ่งเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่กระทำการจดทะเบียนตามกฎหมาย และเป็นเอกสารมหาชนที่สามารถ ตรวจสอบได้ถึงความมีอยู่จริง และการใช้ตราประทับรับรองเอกสารแทนการลงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีนั้นก็ใช้ได้ มิใช่เป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดจะมาใช้ตราประทับก็ได้ ซึ่งการประทับตราดังกล่าวต้องกระทำการโดยได้รับความยินยอมจากผู้ร้องจึงจะสามารถกระทำได้ และได้กระทำมาเป็นปกติในคดีอื่นด้วยเช่นกัน ซึ่งหากเทียบเคียงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสาม เอกสารดังกล่าวได้กระทำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของผู้ร้อง ซึ่งถือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 และในคดีนี้จำเลยขาดนัดพิจารณาไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ถูกต้อง และพยานผู้ร้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจด้วยได้ยืนยันเอกสารดังกล่าวไว้ จึงรับฟังเป็นอย่างอื่นไม่ได้ คงฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องจริง เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ซึ่งบัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว กฎหมายว่าด้วยล้มละลายที่ใช้บังคับในปัจจุบันคือพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เนื่องจากคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้องและมีเหตุตามกฎหมายให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้องว่าได้ทำสัญญารับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรายลูกหนี้มาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 แต่ในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางผู้ร้องไม่มีสัญญาที่ทำระหว่างผู้ร้องกับเจ้าหนี้เดิมมาสนับสนุน มีเพียงคำเบิกความของพยานผู้ร้องปากนายวุฒิชัย กล่าวถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน สำเนาสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง สำเนาบันทึกข้อตกลงโอนสิทธิการรับจำนอง และสำเนาคำขอโอนตามมาตรา 76 ซึ่งหากเป็นเอกสารที่ทำการจดทะเบียนตามกฎหมาย เป็นเอกสารมหาชนที่สามารถตรวจสอบได้ถึงความมีอยู่จริงดังที่ผู้ร้องอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเช่น เจ้าพนักงานที่ดินรับรองความถูกต้องแห่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนนำเสนอ เป็นพยานหลักฐานต่อศาล แต่ผู้ร้องกลับใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารอ้างเป็นพยานหลักฐานโดยไม่นำต้นฉบับเอกสารมาแสดง ที่ผู้ร้องอ้างในอุทธรณ์ว่าการใช้ตรายางประทับรับรองสำเนาเอกสารแทนการลงลายมือชื่อของผู้อำนวยการฝ่ายงานคดีมิใช่เป็นเรื่องที่ใครหรือผู้ใดจะมาใช้ตรายางประทับก็ได้ การประทับตราดังกล่าวต้องกระทำโดยได้รับความยินยอมจากผู้ร้องจึงสามารถกระทำได้ และได้กระทำมาเป็นปกติในคดีอื่นด้วยเช่นกันนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุน พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่พอฟังว่าลูกหนี้เป็นหนี้ผู้ร้อง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — นายสุทิน จิตธารานนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
อัปษร หิรัญบูรณะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10195/2558
#634141
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่จะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม แต่ต้องยื่นคำขอต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ดังที่บัญญัติไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 หนี้ค่าปรับที่ผู้ร้องนำมาขอรับชำระหนี้ศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ที่ 3 นายประกันตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ภายหลังจาก พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันนานพอสมควรแล้ว ผู้ร้องซึ่งรับโอนอำนาจการบังคับคดีแก่นายประกันย่อมสามารถดำเนินการวางระบบงานเพื่อตรวจสอบว่านายประกันสำนวนคดีใดบ้างผิดสัญญาประกันและเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของตน และเพื่อทราบว่าลูกหนี้ใดศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ

การที่ผู้ร้องอ้างว่าศาลแขวงนครราชสีมามีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการบังคับคดีแก่นายประกันไม่เพียงพอกับปริมาณงาน และเพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับ กรณียังไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือกฎหมายให้อำนาจที่จะขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ออกไปได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสามเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2549 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 เนื่องจากวันที่ 21 มกราคม 2550 ตรงกับวันหยุดราชการ ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันในคดีอาญาเป็นเงิน 120,000 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีประกัน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พิจารณาแล้ว เห็นว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว มีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2540 ลูกหนี้ที่ 3 ทำสัญญาประกันตัวจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่3202/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2431/2541 ของศาลแขวงนครราชสีมา ต่อมาลูกหนี้ที่ 3 ผิดสัญญาประกัน ศาลมีคำสั่งปรับเต็มตามสัญญาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ตามลำดับ เป็นเงินคดีละ 60,000 บาท รวมสองคดี 120,000 บาท ตามคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว สัญญาประกัน รายงานกระบวนพิจารณาและหมายบังคับคดี ต่อมาวันที่ 27 มิถุนายน 2549 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาด ผู้คัดค้านโฆษณาคำสั่งดังกล่าวในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 เนื่องจากวันที่ 21 มกราคม 2550 ตรงกับวันหยุดราชการหลังจากนั้นวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ผู้ร้องนำหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันดังกล่าวไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้าน แต่ผู้คัดค้านมีคำสั่งไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้ไม่มีประกันที่จะขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ต่อเมื่อมูลแห่งหนี้ได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ แม้ว่าหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระหรือมีเงื่อนไขก็ตาม แต่ต้องยื่นคำขอต่อผู้คัดค้านภายในกำหนดเวลาสองเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 มาตรา 91 และมาตรา 94 หนี้ค่าปรับที่ผู้ร้องนำมาขอรับชำระหนี้ศาลมีคำสั่งปรับลูกหนี้ที่ 3 นายประกันตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 14 มีนาคม 2549 ภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันนานพอสมควรแล้ว ผู้ร้องซึ่งรับโอนอำนาจการบังคับคดีแก่นายประกันย่อมสามารถดำเนินการวางระบบงานเพื่อตรวจสอบว่านายประกันสำนวนคดีใดบ้างผิดสัญญาประกันและเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของตน และเพื่อทราบว่าลูกหนี้ใดศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ จะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะข้างต้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาว่าลูกหนี้ที่ 3 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2549 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 มกราคม 2550 แต่ผู้ร้องเพิ่งนำหนี้ค่าปรับดังกล่าวมายื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 เกินกำหนดเวลาเกือบ 3 ปี ที่ผู้ร้องอ้างว่าศาลแขวงนครราชสีมามีบุคลากรผู้รับผิดชอบในการบังคับคดีแก่นายประกันไม่เพียงพอกับปริมาณงาน และเพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับ กรณียังไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือกฎหมายให้อำนาจที่จะขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ออกไปได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าปรับตามสัญญาประกันจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 ได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลแขวงนครราชสีมา
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดนุเคหะภัณฑ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10192/2558
#588443
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88, 89 วรรคหนึ่ง และ 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดแล้วว่า สหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และ 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน เมื่อโจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ก็ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และเมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ซึ่งกำหนดว่า "สมาชิกของสหภาพแรงงานต้องมีคุณสมบัติเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบกิจการผลิตและ/หรือประกอบชิ้นส่วนยานยนต์" เป็นว่า "สมาชิกของสหภาพแรงงานต้องมีคุณสมบัติเป็นลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หรือชิ้นส่วนโลหะ" จึงขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองและมีคำสั่งให้รับจดทะเบียนข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ หากไม่สามารถทำได้ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า บริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ นายปรุงกับพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานพร้อมข้อบังคับต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเป็นสหภาพแรงงานโจทก์ ชื่อ "สหภาพแรงงานเอ็น เอช เค สปริง แห่งประเทศไทย" เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2522 ต่อมาโจทก์ขอโอนทะเบียนมาขึ้นต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา นายทะเบียนรับโอนทะเบียนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้แก้ไขข้อบังคับ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 6 ข้อ 25 และข้อ 38 วันที่ 10 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตรวจสอบแล้วเห็นว่า ข้อบังคับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 25 และข้อ 38 ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงได้รับจดทะเบียนไว้ตามใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ซึ่งโจทก์เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะแห่งประเทศไทย" ส่วนข้อ 6 ที่โจทก์ขอแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกนั้น จำเลยที่ 2 เห็นว่า เป็นการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ การจัดประเภทกิจการนั้นจำเลยทั้งสองพิจารณาตามเอกสารการจัดประเภทมาตรฐานอุตสาหกรรม (ประเทศไทย) ปี 2544 โจทก์มอบอำนาจให้นายลาเร่ฟ้องคดีนี้ตามบันทึกการประชุมใหญ่ บันทึกการประชุมวาระพิเศษและหนังสือมอบอำนาจ นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการรับจดทะเบียนข้อบังคับของสหภาพแรงงานโตโยต้าประเทศไทยและสหภาพแรงงานนิสสันประเทศไทยตามข้อบังคับ แล้วคู่ความไม่ประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติม

ศาลแรงงานภาค 2 พิจารณาแล้ว ฟังข้อเท็จจริงตามคำรับของคู่ความแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้จัดตั้งและสมาชิกเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน สมาชิกของโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานตามมาตรา 88 และ 95 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เมื่อนายปรุงกับพวก ซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และขณะขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์บริษัทประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ดังนั้นสมาชิกของโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้น โจทก์ยอมรับตามคำฟ้องและหนังสือขออุทธรณ์ว่า เหตุผลที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 เนื่องจากนายจ้างขยายกิจการไปสู่หลาย ๆ ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประเภทชิ้นส่วน ฮาร์ดดิสก์, ชิ้นส่วนเครื่องเล่น MP3, iPOD ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโลหะ แสดงว่ากิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และกิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะเป็นคนละประเภทกิจการกัน การที่โจทก์กำหนดเพิ่มประเภทกิจการอื่นไปด้วยจึงเป็นการกำหนดโดยมีเจตนาให้มีการรับสมาชิกในกิจการที่มีประเภทแตกต่างกันไปจากกิจการที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานเป็นลูกจ้างอยู่ อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สหภาพแรงงานมีรูปแบบแตกต่างไปจากรูปแบบที่กฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 หากลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทที่ต่างกันประสงค์จะแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและระหว่างลูกจ้างด้วยกัน ก็สามารถจัดตั้งเป็นสหภาพแรงงานในกิจการอีกประเภทหนึ่งได้ แล้วร่วมกับโจทก์จัดตั้งสภาองค์การลูกจ้างตามมาตรา 120 ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสหภาพแรงงานในหมวด 7 และสหพันธ์แรงงานในหมวด 8 มาใช้บังคับแก่สภาองค์การลูกจ้างโดยอนุโลม และสามารถกระทำกิจกรรมได้เช่นเดียวกันกับสหภาพแรงงาน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่อย่างใด ส่วนการที่นายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการรับจดทะเบียนข้อบังคับให้แก่สหภาพแรงงานนิสสันประเทศไทยและสหภาพแรงงานโตโยต้าประเทศไทย โดยมีการกำหนดคุณสมบัติในการรับสมาชิกที่กว้างกว่าข้อบังคับของโจทก์ที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้น คุณสมบัติของสมาชิกแต่ละสหภาพแรงงานต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของแต่ละสหภาพเป็นราย ๆ ไป เนื่องจากเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวไม่สามารถนำมาพิจารณารวมกันได้ คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์โดยสรุปว่า การพิจารณาว่ากิจการใดเป็นกิจการประเภทเดียวกันนั้น ต้องพิจารณาว่ากิจการนั้นเป็นกิจการเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานในช่วงก่อตั้งเท่านั้น ถ้าจะต้องพิจารณายึดถือว่าเป็นประเภทนั้นตลอดไปน่าจะเป็นการตีความแคบเกินไปและเป็นปัญหาในทางปฏิบัติเพราะนายจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบการได้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ หากนายจ้างให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไปทำงานในประเภทผลิตภัณฑ์ใหม่ ลูกจ้างจึงไม่น่าจะเสียสิทธิในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเดิม การที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 ก็เพื่อให้ครอบคลุมสมาชิกเดิมของโจทก์เท่านั้น การที่สหภาพแรงงานจะมีความเข้มแข็งมีอำนาจต่อรองคุ้มครองสมาชิกได้ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความสามารถของกรรมการบริหารด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลโดยไม่มีเหตุสมควร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88 บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน บรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย" มาตรา 89 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ให้ลูกจ้างผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคนเป็นผู้เริ่มก่อการ ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานอย่างน้อยสามฉบับ" และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า สหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ก็ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน จึงไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายไปในทางที่โจทก์อุทธรณ์ได้ เมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วและมิได้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 88 ม. 89 วรรคหนึ่ง ม. 95 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์
โจทก์ — และโลหะแห่งประเทศไทย
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10192/2558
#634140
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88 มาตรา 89 วรรคหนึ่ง และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าสหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน เมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสอง และมีคำสั่งให้รับจดทะเบียนข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ หากไม่สามารถทำได้ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่าบริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ นายปรุงกับพวกรวม 9 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวยื่นคำขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานพร้อมข้อบังคับต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ นายทะเบียนรับจดทะเบียนเป็นสหภาพแรงงานโจทก์ ต่อมาโจทก์ขอโอนทะเบียนมาขึ้นต่อนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา นายทะเบียนรับโอนทะเบียนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ประชุมใหญ่ของโจทก์มีมติให้แก้ไขข้อบังคับ ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 6 ข้อ 25 และข้อ 38 วันที่ 10 มีนาคม 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับต่อจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตรวจสอบแล้วเห็นว่าข้อบังคับที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 25 และข้อ 38 ไม่ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงได้รับจดทะเบียนไว้ ส่วนข้อ 6 ที่โจทก์ขอแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิกนั้น จำเลยที่ 2 เห็นว่าเป็นการกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้จัดตั้งและสมาชิกเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน สมาชิกโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานตามมาตรา 88 และ 95 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เมื่อนายปรุงกับพวกซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และขณะขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ดังนั้นสมาชิกของโจทก์จึงต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้น โจทก์ยอมรับตามคำฟ้องและหนังสือขออุทธรณ์ เหตุผลที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 เนื่องจากนายจ้างขยายกิจการไปสู่หลายๆ ผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือจากชิ้นส่วนยานยนต์ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประเภทชิ้นส่วนฮาร์ดดิสก์, ชิ้นส่วนเครื่องเล่น MP3, iPOD ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโลหะ แสดงว่ากิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และกิจการผลิตชิ้นส่วนโลหะเป็นคนละประเภทกิจการกัน การที่โจทก์กำหนดเพิ่มประเภทกิจการอื่นไปด้วยจึงเป็นการกำหนดโดยมีเจตนาให้มีการรับสมาชิกในกิจการที่มีประเภทแตกต่างกันไปจากกิจการที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานเป็นลูกจ้างอยู่ อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สหภาพแรงงานมีรูปแบบแตกต่างไปจากรูปแบบที่กฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างจดทะเบียนจัดตั้งสหภาพแรงงาน จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 95 ประกอบมาตรา 88 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล คำวินิจฉัยของจำเลยทั้งสองจึงชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่าการพิจารณาว่ากิจการใดเป็นกิจการประเภทเดียวกันนั้น ต้องพิจารณาว่ากิจการนั้นเป็นกิจการเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานในช่วงก่อตั้งเท่านั้น ถ้าจะต้องพิจารณายึดถือว่าเป็นประเภทนั้นตลอดไปน่าจะเป็นการตีความแคบเกินไปและเป็นปัญหาในทางปฏิบัติเพราะนายจ้างสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประกอบการได้เพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจ หากนายจ้างให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไปทำงานในประเภทผลิตภัณฑ์ใหม่ลูกจ้างจึงไม่น่าจะเสียสิทธิในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเดิม การที่โจทก์ขอแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 6 ก็เพื่อให้ครอบคลุมสมาชิกเดิมของโจทก์เท่านั้น การที่สหภาพแรงงานจะมีความเข้มแข็งมีอำนาจต่อรองคุ้มครองสมาชิกได้ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้ความสามารถของกรรมการบริหารด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลโดยไม่มีเหตุสมควร เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 88 บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน บรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย" มาตรา 89 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานนั้น ให้ลูกจ้างผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคนเป็นผู้เริ่มก่อการยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน พร้อมด้วยร่างข้อบังคับของสหภาพแรงงานอย่างน้อยสามฉบับ" และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานได้จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน และมีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป" บทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า สหภาพแรงงานมี 2 ประเภท คือ 1. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน 2. สหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โดยสมาชิกของสหภาพแรงงานประเภทนี้ก็จะต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโดยไม่คำนึงว่าจะมีนายจ้างกี่คน โจทก์เป็นสหภาพแรงงานประเภทที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานหรือผู้เริ่มก่อการเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน ดังนั้นคุณสมบัติของสมาชิกโจทก์ก็ต้องเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกันกับผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงาน จึงไม่อาจตีความบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวไปในทางที่โจทก์อุทธรณ์ได้ เมื่อโจทก์ยอมรับว่ากิจการที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นกิจการคนละประเภทกับที่ผู้ขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานโจทก์ขอจดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้ การที่จำเลยทั้งสองไม่รับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ข้อ 6 ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วและมิได้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแต่ประการใด อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 88 ม. 89 วรรคหนึ่ง ม. 95 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และโลหะ
โจทก์ — แห่งประเทศไทย
จำเลย — รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10188/2558
#585465
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานกับนายจ้าง 2 ราย โดยนายจ้างทั้งสองรายต่างหักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ และจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับเงินคืน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าเงินสมทบที่นายจ้างทั้งสองนำส่งให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ ต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างทั้งสองนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินที่เกินนั้น อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนด 1 ปี ตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รง 0628/18355 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1073/2549 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายเงินสมทบ 3,000 บาท คืนโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ที่ รง 0628/18355 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 1073/2549 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ให้จำเลยคืนเงินสมทบที่ชำระเกินของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2548 จำนวน 3,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทไทยรุ่งยูเนียนคาร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทไทยอัลติเมทคาร์ จำกัด ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 นายจ้างทั้งสองรายได้หักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของโจทก์เดือนละ 750 บาท ส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ทุกเดือน แต่ตามกฎหมายโจทก์มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบไม่เกินเดือนละ 750 บาท ไม่ว่าจะทำงานกับนายจ้างกี่รายก็ตาม โจทก์จึงถูกหักค่าจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบเกินไปเดือนละ 750 บาท เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 โจทก์จึงยื่นคำร้องขอรับเงินในส่วนที่เกินของเดือนมกราคมถึงธันวาคม 2548 รวมเป็นเงิน 9,000 บาท สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 มีคำสั่งที่ รง 0628/18355 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 คืนเงินให้แก่โจทก์เพียง 6,000 บาท ส่วนเงินสมทบส่วนเกินของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2548 เป็นเงิน 3,000 บาท โจทก์ขอคืนเกิน 1 ปี นับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบ จึงไม่คืนให้ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1073/2549 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2549 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 วรรคสี่ กำหนดหน้าที่ให้จำเลยแจ้งแก่นายจ้างหรือผู้ประกันตนมารับเงินที่ชำระเกินไว้โดยปริยาย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบจึงไม่อาจถือเอาประโยชน์จากเงินดังกล่าว จำเลยต้องคืนเงินสมทบที่รับไว้เกินแก่โจทก์

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องคืนเงินสมทบส่วนเกินของเดือนมกราคมถึงเมษายน 2548 เป็นเงิน 3,000 บาท แก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินสมทบส่วนเกินดังกล่าวคืนภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบ เงินสมทบดังกล่าวจึงตกเป็นของกองทุนประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 วรรคสี่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกันตนเรียกเอาเงินสมทบที่นายจ้างส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำส่งเงินสมทบหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้มารับคืนนั้น เป็นกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ประกันตนใช้สิทธิขอรับเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างเป็นผู้นำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่ต้องชำระคืนโดยเร็ว ผู้ประกันตนจึงต้องได้ทราบว่านายจ้างนำส่งเงินสมทบดังกล่าวเกินจำนวนที่ต้องชำระด้วยหรือผู้ประกันตนต้องได้รับแจ้งให้มารับเงินนั้นเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานกับนายจ้าง 2 ราย โดยนายจ้างทั้งสองรายต่างหักค่าจ้างของโจทก์นำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนให้แก่จำเลยเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ เมื่อจำเลยไม่ได้แจ้งให้โจทก์มารับเงินคืน ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทราบมาก่อนว่าเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างทั้งสองนำส่งให้แก่สำนักงานประกันสังคมเกินจำนวนที่โจทก์ต้องชำระ จึงต้องถือว่าโจทก์เพิ่งทราบว่านายจ้างทั้งสองนำส่งเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนเกินในวันที่โจทก์ยื่นขอรับเงินที่เกินนั้น อันเป็นการใช้สิทธิเรียกเอาเงินส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างนำส่งเกินคืนภายในกำหนดหนึ่งปีตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว เงินนั้นยังไม่ตกเป็นของกองทุนประกันสังคม จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปราการ ชื่นโชคสันต์
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10181/2558
#588590
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องของโจทก์ นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่า โจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมินซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย 901,480 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิดนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 369,600 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์โจทก์ชนะคดี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในศาลชั้นต้น และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายสำหรับรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับความเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 จำนวน 181,400 บาท และ 690,480 บาท ตามลำดับ ตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 และที่ 3 ให้โจทก์เพียง 50,000 บาท และ 290,000 บาท ตามลำดับ น้อยเกินไปนั้น เห็นว่า สำหรับรายที่ 1 เป็นเพียงหลักประกันคือบ้านบนที่ดินปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินข้างเคียง 5 เมตร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย พฤติการณ์ไม่ถึงกับร้ายแรงมากนัก ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายรายที่ 1 ให้ 50,000 บาท เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนรายที่ 3 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 สำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินและทำรายงานส่งโจทก์ว่า ที่ดินมีราคา 125,400บาท บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดิน 1 หลัง เลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ราคา 812,045 บาท รวมเป็นเงิน 937,000 บาท โจทก์ใช้ข้อมูลตามรายงานนี้ปล่อยเงินกู้ 749,000 บาท โดยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมบ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้บนที่ดินดังกล่าวเป็นประกัน ทั้งที่ราคาที่ดินที่แท้จริงเพียง 83,000 บาท และเป็นที่ดินเปล่า ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง บ้านเดี่ยวครึ่งตึกครึ่งไม้ไม่มีปลูกบนที่ดินนี้ แต่ปลูกบนที่ดินแปลงอื่นของผู้อื่น อย่างน้อยรับฟังได้แล้วว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ และเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งปรากฏต่อมาว่าผู้กู้รายนี้มิได้ผ่อนชำระ ค้างชำระหลายงวด จนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายมาก การคิดคำนวณค่าเสียหาย โจทก์ดำเนินการในรูปคณะกรรมการประชุมพิจารณา เมื่อคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่เพื่อช่วยเหลือทางการเงินให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยตามควรแก่อัตภาพ มิได้มุ่งหวังกำไรอย่างธนาคารพาณิชย์ทั่วไป น่าเชื่อว่าโจทก์ได้รับความเสียหาย 690,480 บาท ตามฟ้อง สมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 690,480 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เพียง 290,000 บาท น้อยเกินไปไม่เหมาะสม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อรวมค่าเสียหายทั้งสามรายจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 770,080 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์ที่ได้ยกมาข้างต้น นอกจากโจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญารับจ้างสำรวจและประเมินราคาทรัพย์สินแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยังฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามรับผิดฐานละเมิดด้วย ดังจะเห็นได้จากที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 1 และผู้ประเมิน (ซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 และที่ 3) มีความบกพร่อง มีความประมาทเลินเล่อ ไม่ละเอียดรอบคอบในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพ โดยไม่ตรวจสอบระวางที่ดิน ทำให้ไม่ทราบว่ามีการปลูกสร้างอาคารรุกล้ำที่ดินแปลงข้างเคียง และประเมินที่ดินผิดแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งตามรายงานต่อโจทก์ตามแบบสรุปผลการประเมินราคาหลักประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ประเมิน จำเลยที่ 1 ลงชื่อในช่องผู้จัดการ อันเป็นการร่วมกันรายงานต่อโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยดังที่โจทก์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ โดยมิได้วินิจฉัยถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานละเมิดด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 770,080 บาท โดยในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด 29,600 บาท จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 690,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่แต่ละคนรับผิด นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้แต่ละคนใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีแต่ละคน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 1 รับผิดรวม 20,000 บาท ในจำนวนนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิด 3,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — บริษัทพสุพัฒน์ เรียลตี้ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรชัย สุรัตนโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10173/2558
#588135
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) บัญญัติว่า "จำเลย" หมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ฉะนั้นทนายจำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นจำเลยที่ 2 หรือเป็นคู่ความตามความหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 เป็นการส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2843/2554 ของศาลชั้นต้น โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนนี้ว่า จำเลยที่ 2 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้โจทก์ฟัง โดยถือว่าได้อ่านให้จำเลยทั้งสองฟังด้วยแล้ว ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 2 ได้ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เจ้าหน้าที่ศาลได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 168/243 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับหมายนัด การส่งหมายนัดจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 ใหม่ ตามภูมิลำเนาปัจจุบัน และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 จำเลยที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้าน ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2552 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ระบุตามคำฟ้องว่า จำเลยที่ 2 อยู่บ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์ธานีนาสาร ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่งคำพิพากษามายังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นออกหมายนัดจำเลยที่ 2 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 11 มิถุนายน 2556 โดยระบุภูมิลำเนาบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์ธานี-นาสาร ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้องโจทก์ เจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นไปส่งหมายนัดดังกล่าวตามภูมิลำเนาในหมายนัดโดยวิธีปิดหมาย เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยที่ 2 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลับหลังจำเลยที่ 2 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ปัญหาที่ว่าการส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ยกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้ขึ้นในศาลชั้นต้น โดยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ย้ายภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้อง ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้นานประมาณ 1 ปี 5 เดือน ประกอบกับตามหนังสือมอบอำนาจในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจ อยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจำเลยที่ 2 ได้ส่งสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านเลขที่ดังกล่าวพร้อมหนังสือมอบอำนาจในการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวด้วย นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบศาลว่า ตั้งบ้านเรือนอยู่เลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้องแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงเป็นการแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าได้เปลี่ยนภูมิลำเนาจากบ้านเลขที่ 168/243 หมู่ที่ 5 ถนนสุราษฎร์-ปากน้ำ ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามฟ้อง ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 113/153 หมู่ที่ 1 ถนนการุณราษฎร์ ตำบลมะขามเตี้ย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงไม่อาจถือได้ว่าบ้านเลขที่ 168/243 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการในการดำเนินคดีนี้ของจำเลยที่ 2 เพราะภูมิลำเนาของบุคคลย่อมเปลี่ยนไปด้วยการย้ายถิ่นที่อยู่พร้อมด้วยเจตนาชัดแจ้งว่าจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 41 แม้จำเลยจะมิได้แจ้งการย้ายภูมิลำเนาต่อศาลก็เป็นคนละเรื่องกับปัญหาว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบหรือไม่ ส่วนที่เจ้าหน้าที่ศาลนำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปส่งให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสาม บัญญัติให้ศาลอ่านคำพิพากษาในศาลต่อหน้าคู่ความโดยเปิดเผย เมื่ออ่านแล้วให้คู่ความลงลายมือชื่อไว้ และมาตรา 2 (15) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "คู่ความ" ไว้ว่า หมายถึงโจทก์ฝ่ายหนึ่งและจำเลยอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งมาตรา 2 (3) บัญญัติว่า "จำเลย" หมายถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด ฉะนั้นทนายจำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นจำเลยที่ 2 หรือเป็นคู่ความตามความหมายดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่อาจถือว่าการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้แก่ทนายจำเลยที่ 2 เป็นการส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย ดังนี้ การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันเป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายเพราะไม่มีโอกาสฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วนหรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของศาลชั้นต้นที่อ่านให้จำเลยที่ 2 ฟัง และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยที่ 2 ฟังใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (3) ม. 2 (15) ม. 15 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นางอุไรวรรณ ไกรเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเกื้อกูล ธรรมเนียม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10166/2558
#590031
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 32 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับในวันฟ้องคดีนี้ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติเช่นเดียวกันว่า "บุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดไม่ได้" บทบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 แม้ไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับโทษจะลงแก่ผู้กระทำความผิด แต่ก็เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษทางอาญาซึ่งเกี่ยวพันกับบทกำหนดโทษ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 74/1 ที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ย่อมทำให้ระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาเพิ่มขึ้นหรือหนักกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ตาม ป.อ. มาตรา 95 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเช่นมาตรา 74/1 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิด อันเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ หาใช่เป็นการสนับสนุนผู้กระทำความผิดให้ไม่ต้องรับโทษ การใช้บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 บังคับแก่คดีนี้ จะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 98 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 74/1

จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6)

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฟ้องและฎีกาว่า เมื่อระหว่างวันที่ 12 กรกฎาคม 2539 ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2539 จำเลยกับจำเลยทั้งห้าในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4552/ 2553 ของศาลชั้นต้น และพวกอีกหลายคนซึ่งไม่ได้ฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความและบางคนถึงแก่ความตาย ร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 วันที่ 13 มกราคม 2543 ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก วันที่ 1 กันยายน 2543 พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) วันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลย วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ โจทก์ฟ้องวันที่ 16 สิงหาคม 2555 แต่ก่อนครบอายุความ 15 ปี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2554 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2554 เพิ่มมาตรา 74/1 มีผลใช้บังคับวันที่ 19 เมษายน 2554 บัญญัติว่า "ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ" โจทก์อ้างว่า เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการนับอายุความในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี ไม่เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่จำเลย และไม่ใช่การขยายอายุความ แต่เป็นมาตรการไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสวงหาประโยชน์จากอายุความ การตีความโดยเลือกไม่ใช้กฎหมายในส่วนที่อ้างว่าเป็นโทษ เท่ากับเป็นการสนับสนุนผู้กระทำความผิดที่หลบหนีอันเป็นช่องว่างให้ไม่ต้องรับโทษ คดีจึงไม่ขาดอายุความ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 32 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งใช้บังคับในวันฟ้องคดีนี้ มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติเช่นเดียวกันว่า "บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ " บทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 แม้ไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด แต่ก็เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาซึ่งเกี่ยวพันกับบทกำหนดโทษ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 ที่มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ ย่อมทำให้ระยะเวลาที่บุคคลอาจต้องรับโทษอาญาเพิ่มขึ้นหรือหนักกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติเช่นมาตรา 74/1 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงต้องใช้บทบัญญัติเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิด อันเป็นสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ หาใช่เป็นการสนับสนุนผู้กระทำความผิดให้ไม่ต้องรับโทษหรือเป็นช่องว่างดังที่โจทก์ฎีกา เพราะทั้งอัยการสูงสุดและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 รู้อยู่แล้วว่า ความผิดคดีนี้มีอายุความ 15 ปี และได้ฟ้องบุคคลผู้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยเมื่อปี 2553 แต่เพิ่งขอออกหมายจับจำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 ก่อนครบอายุความ 15 ปี เพียง 6 เดือนเศษ ทั้งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2543 และยังมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหลายคนที่ไม่ได้ฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความและบางคนถึงแก่ความตายการใช้บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 74/1 บังคับแก่คดีนี้ จะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองและคุ้มครองดังกล่าว คดีจึงขาดอายุความ

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 74/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายณรงค์ สำเภาเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นายประชา ฉายแม้น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
วาส ลักษณ์เลิศกุล
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10159 -ที่ 10160/2558
#633732
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ ตาม พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2549 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของธนาคารตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย วรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จัดการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนธนาคารตามมาตรา 19 ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร และมาตรา 19 บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการธนาคารเป็นผู้แทนธนาคารในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก แต่คณะกรรมการธนาคารจะมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารหรือผู้จัดการเป็นผู้แทนก็ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับขณะที่โจทย์ยื่นฟ้องแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 317 ข้อ 10 ที่แก้ไขความในมาตรา 23 ตามที่โจทก์บรรยายอ้างมาในฟ้องซึ่งวรรคหนึ่งบัญญัติว่า ให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารจะมอบหมาย และวรรคสองบัญญัติว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้จัดการเป็นผู้แทนธนาคารเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้พนักงานของธนาคารผู้ใดปฏิบัติกิจการใดแทนก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเนื่องมาจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ ข. ผู้จัดการมีอำนาจดำเนินการแทน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาเพียงว่าคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้ ข. ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้ ข. ดำเนินการแทน ซึ่ง ข. จะมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ตาม พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้ ข. ดำเนินการแทนได้ การที่ ข. ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่มีอำนาจ ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินค่าจ้างจำนวน 4,892,958.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 4,716,571.78 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 1 มิถุนายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินที่จำเลยเบิกค่ารักษาพยาบาลของตนเองและมารดาจำนวน 49,725.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อไป ในต้นเงิน 49,633.70 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มิถุนายน 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายขรรค์เป็นกรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้โดยชอบตามสำเนาหนังสือที่ออกโดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง พิพากษาว่า ให้จำเลยคืนเงินตามฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 2553/2550 ที่รับไว้ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 เป็นต้นมา พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2549 ถึงวันฟ้องและต่อไปจนกว่าได้ชำระเสร็จ กับให้คืนเงินค่ารักษาพยาบาล 49,725.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 49,633.70 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มิถุนายน 2550) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่านายขรรค์มีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นเพียงสำเนาหนังสือของรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งนายขรรค์ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ต่อไปอีกวาระหนึ่งเท่านั้น เอกสารดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งของคณะกรรมการธนาคารและไม่ใช่เอกสารยืนยันฐานะของนายขรรค์ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยไว้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2549 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549 บัญญัติว่า ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของธนาคารตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย และมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของธนาคารทุกตำแหน่ง วรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้จัดการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนธนาคารตามมาตรา 19 ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร และมาตรา 19 บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการธนาคารเป็นผู้แทนธนาคารในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก แต่คณะกรรมการธนาคารจะมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารหรือผู้จัดการเป็นผู้แทนก็ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 317 ข้อ 10 ที่แก้ไขความในมาตรา 23 ตามที่โจทก์บรรยายอ้างมาในฟ้องว่าให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการธนาคารหรือคณะกรรมการบริหารจะมอบหมายและให้ได้รับเงินเดือนตามที่คณะกรรมการธนาคารกำหนด และวรรคสองบัญญัติว่า ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ผู้จัดการเป็นผู้แทนธนาคารเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้พนักงานของธนาคารผู้ใดปฏิบัติกิจการใดแทนก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อบังคับของธนาคาร ดังนั้นเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องอันเนื่องมาจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายขรรค์ผู้จัดการมีอำนาจดำเนินการแทน และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาเพียงว่าคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้นายขรรค์ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 โดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้นายขรรค์ดำเนินการแทน ซึ่งนายขรรค์จะมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการธนาคารของโจทก์ตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 มาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่เมื่อไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการธนาคารของโจทก์มอบอำนาจให้นายขรรค์ดำเนินการแทนได้ การที่นายขรรค์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการโดยไม่มีอำนาจ ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะนายขรรค์เป็นกรรมการผู้จัดการที่มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์โดยชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ.2496 ม. 19 ม. 23
พ.ร.บ.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2549 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
นายศักดาหรือศักดาพินิจ ณรงค์หรือ
จำเลย — ณรงค์ชาติโสภณ
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10158/2558
#586553
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหาย ระบุว่าจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจ้าง และในคำฟ้องข้อ 4 ระบุว่าในส่วนความรับผิดทางละเมิดจำเลยทั้งหกต้องรับผิดตามคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดโดยให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามส่วน คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน ผู้อำนวยการของโจทก์ทราบการกระทำผิดและทราบว่าจำเลยทั้งหกเป็นผู้กระทำผิดโดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดวินัยพนักงาน และความรับผิดในทางแพ่งเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 จึงเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง ส่วนการฟ้องฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 กล่าวคือนับแต่วันที่จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติปล่อยสินเชื่อผิดระเบียบ ซึ่งเป็นวันผิดสัญญาจ้างแรงงาน อันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ นับถึงวันฟ้องเกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งฐานละเมิดและฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน

คดีก่อนศาลแรงงานภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความโดยไม่ได้ระบุในคำพิพากษาว่าให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ถึงที่สุดตามมาตรา 193/17 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 375,833.33 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 375,833.33 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 939,583.34 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 2,067,083.34 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 375,833.33 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 1,503,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ให้การ แก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงินค่าตอบแทนความชอบ เงินประกันการทำงานและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวม 621,313.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 376,460 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 6

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลแรงงานภาค 4 วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชำระเงิน 621,313.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 376,460 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 4 มิถุนายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 6

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 และคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งหกเป็นลูกจ้างโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่1 เป็นผู้จัดการสาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานบัญชี 7 สาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานอำนวยสินเชื่อ 4 สาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 4 เป็นพนักงานวิเคราะห์สินเชื่อ 7 กลุ่มงานธุรกิจธนาคารออมสินภาค 11 จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 5 เป็นหัวหน้าแผนกตรวจสอบทั่วไป กองบริหารงานสาขาธนาคารออมสินภาค 11 จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 6 เป็นหัวหน้ากองบริหารงานสาขาธนาคารออมสินภาค 11 จังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยทั้งหกปล่อยสินเชื่อสาขาประชารักษา จังหวัดอุดรธานี ไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งของโจทก์ กล่าวคือมีการประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริง และอนุมัติสินเชื่อผิดหลักเกณฑ์อันเป็นการปฏิบัติผิดระเบียบ คำสั่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อที่โจทก์อ้างว่า ไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งอันเป็นการกระทำละเมิดและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น ความเสียหายของโจทก์จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีการอนุมัติปล่อยสินเชื่อและนำเงินของโจทก์ชำระให้แก่ผู้กู้ เมื่อพิจารณาซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งหกวิเคราะห์และอนุมัติปล่อยสินเชื่อโดยไม่เป็นไปตามระเบียบคำสั่งของโจทก์อันเป็นการกระทำละเมิดนั้น มีการทำสัญญากู้กันระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 10 เมษายน 2551 จึงเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจอายัดเงินตอบแทนความชอบและเงินประกันการทำงานของจำเลยที่ 6 ไว้ได้อีกต่อไป จึงต้องคืนเงินให้แก่จำเลยที่ 6

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกฐานผิดสัญญาจ้างมิใช่ฐานมูลละเมิด ซึ่งโจทก์ทราบถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์โดยผู้อำนวยการธนาคารออมสินมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดวินัยพนักงานและความรับผิดทางแพ่ง จึงเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งหกใช้ค่าเสียหายในข้อหาผิดสัญญาจ้าง อายุความต้องนับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยในคำฟ้องนอกจากจะระบุว่าจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจ้างแล้วในฟ้องข้อ 4 ระบุว่าในส่วนความรับผิดทางละเมิด จำเลยทั้งหกต้องรับผิดตามคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางละเมิดวินิจฉัยโดยให้จำเลยทั้งหกรับผิดตามส่วน ดังนั้นคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งหกรับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน โดยในฐานละเมิดเมื่อโจทก์รับว่าผู้อำนวยการโจทก์ทราบการกระทำผิดและทราบว่าจำเลยทั้งหกเป็นผู้กระทำผิดโดยมีคำสั่งเฉพาะที่ มส. 44/2541 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ความผิดวินัยพนักงาน และความรับผิดในทางแพ่ง เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 และโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 10 เมษายน 2551 จึงเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงขาดอายุความตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 วรรคสอง แล้ว ส่วนการฟ้องฐานผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น เมื่อไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 192/12 คดีนี้จำเลยทั้งหกซึ่งมีหน้าที่ต้องปล่อยสินเชื่อตามระเบียบของโจทก์ แต่จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติปล่อยสินเชื่อระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2540 โดยประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริงและอนุมัติสินเชื่อผิดหลักเกณฑ์อันเป็นการผิดระเบียบของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย ดังนั้นอายุความในมูลหนี้ผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงนับแต่วันที่จำเลยทั้งหกร่วมกันวิเคราะห์และอนุมัติสินเชื่อผิดระเบียบซึ่งเป็นวันผิดสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ไม่ นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 10 เมษายน 2551 เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความทั้งฐานละเมิดและฐานผิดสัญญาจ้างแรงงาน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า ในคดีเดิมที่ศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกต่อศาลแรงงานภาค 4 ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 133/2550 หมายเลขแดงที่ 12/2551 โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องจำเลยทั้งหกใหม่ภายในกำหนดอายุความ หรือเมื่ออายุความครบกำหนดไปแล้วในระหว่างพิจารณาโจทก์ก็มีสิทธิฟ้องคดีภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ถึงที่สุดนั้น เห็นว่า การจะใช้สิทธิฟ้องคดีใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่คดีนั้นศาลไม่รับหรือคืนหรือให้ยกคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลหรือศาลให้ยกคำฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ เมื่อคดีก่อนศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เนื่องจากผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้องและไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความ เมื่อศาลในคดีก่อนมิได้ระบุในคำพิพากษาว่าให้ยกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์ในการที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 4 ถึงที่สุดตามมาตรา 193/17 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/17 วรรคสอง ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารออมสิน
จำเลย — นายบวรลักษณ์หรือเสริมศักดิ์ สร้อยคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 4 — นายธรา เมธาธราธิป
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10157/2558
#590207
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับเงิน ออกใบเสร็จรับเงิน ลงรายการรับเงิน เลขที่ใบเสร็จและจำนวนเงินในสมุดควบคุมเงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าเช่าซื้อของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าสำนัก จำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นพนักงานจัดการทรัพย์สิน จำเลยที่ 5 เป็นหัวหน้าสำนักงานภายหลังจำเลยที่ 2

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่าโจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ทำงานและมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บเงินรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความบกพร่องและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์อันเป็นสภาพการจ้างตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความในเรื่องผิดสัญญาจ้างไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ฟ้องโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบโดยไม่ได้มอบหมายให้มีพนักงานทะเบียนและพนักงานรับเงินเป็นคนละคนกันเนื่องมาจากว่าหากคนใดไม่มาทำงานจะไม่สามารถรับเงินจากลูกค้าได้ และต้องตรวจดูทะเบียนลูกหนี้รายตัวประกอบใบเสร็จรับเงินจึงจะทราบว่าการลงทะเบียนใบเสร็จรับเงินเป็นเท็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีหน้าที่ดูแลงานด้านอื่นด้วย ไม่มีหน้าที่ควบคุมการรับเงินอย่างเดียวโดยตรง กองคลังของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงก็ยังตรวจสอบไม่พบถึงความผิดปกตินั้น การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบได้อย่างเคร่งครัดจึงเป็นเพียงการการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อธรรมดา

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดเฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น มิได้ให้รับผิดกรณีประมาทเลินเล่อด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 350,330 บาท และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินตามส่วนที่แต่ละคนต้องรับผิดดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การทำนองเดียวกัน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ให้การ

จำเลยที่ 5 ขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 350,330 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์นำเอาพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาเป็นหลักในการเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าเสียหายนั้น แท้จริงแล้วโจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานซึ่งโจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไปเป็นหัวหน้าสำนักงานและพนักงานจัดการทรัพย์สินเพื่อควบคุมดูแลการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องใช้อายุความทั่วไปในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดโดยอ้างถึงการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เพียงประการเดียว ดังจะเห็นได้จากคำฟ้องของโจทก์บรรยายได้ความว่าจำเลยทั้งห้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างแรงงานและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กล่าวคือโจทก์จ้างจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้ทำงานและมอบหมายให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการจัดเก็บเงินรวมถึงทรัพย์สินของโจทก์แต่กลับปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินของโจทก์ ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความบกพร่องและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงซึ่งตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์อันเป็นสภาพการจ้างตามสัญญาจ้าง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างในฐานะผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่กำกับดูแลตรวจสอบปล่อยให้จำเลยที่ 1 ทุจริต คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดทั้งมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน มิใช่ขอให้รับผิดเฉพาะในมูลละเมิดแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นหลักในการเรียกค่าเสียหายดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ซึ่งในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2550 ฟ้องโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานจึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามระเบียบโดยไม่ได้มอบหมายให้มีพนักงานทะเบียนและพนักงานรับเงินเป็นคนละคนกันเนื่องมาจากว่าหากคนใดไม่มาทำงานจะไม่สามารถรับเงินจากลูกค้าได้ การตรวจสอบใบเสร็จรับเงินก็ยังไม่อาจทราบได้ต้องตรวจดูทะเบียนลูกหนี้รายตัวประกอบจึงจะทราบว่าการลงเลขที่ใบเสร็จรับเงินเป็นเท็จ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีหน้าที่ดูแลงานด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมการรับเงินเพียงอย่างเดียวโดยตรง กองคลังของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งก็ไม่เคยทวงถามหรือแจ้งเรื่องการข้ามงวดหรือใบเสร็จรับเงินไม่ครบถ้วน แสดงให้เห็นว่าแม้กองคลังของโจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรงก็ยังตรวจไม่พบถึงความผิดปกติดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบได้อย่างเคร่งครัดจึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คงเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อธรรมดา เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับผิดเฉพาะกรณีเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น มิได้ให้รับผิดกรณีประมาทเลินเล่อด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 10 วรรควรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นางสาวเบญจมาศ กระแสสัตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชาติชาย กิติสารศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา