คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9889/2558
#590631
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์และเข้าเป็นโจทก์ร่วม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยอ้างว่า ตามคำเบิกความและคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมรู้อยู่แล้วว่าการที่บุตรของโจทก์ร่วมจะเข้ารับราชการทหารได้จะต้องมีการนำเงินไปให้ผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้บุตรโจทก์ร่วมเข้าทำงานเป็นทหารได้ ซึ่งเป็นการวิ่งเต้นให้บุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยให้เข้ารับราชการอันเป็นการผิดระเบียบของทางราชการ จึงเป็นกรณีที่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมให้เงินแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำเงินไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต การที่จำเลยรับว่าจะช่วยบุตรชายโจทก์ร่วมให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทหารจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมเพื่อต้องการได้เงินจากโจทก์ร่วมเท่านั้น ดังนี้ ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้บุคคลซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุเข้ารับราชการทหารกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้คืนเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นางเภา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน โจทก์ร่วมได้รับชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนแล้วเป็นเงิน 60,000 บาท จึงให้จำเลยคืนเงิน 140,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์และเข้าเป็นโจทก์ร่วม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โดยอ้างว่า ตามคำเบิกความและคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมรู้อยู่แล้วว่าการที่บุตรของโจทก์ร่วมจะเข้ารับราชการทหารได้จะต้องมีการนำเงินไปให้ผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้บุตรโจทก์ร่วมเข้าทำงานเป็นทหารได้ ซึ่งเป็นการวิ่งเต้นให้บุคคลที่เกี่ยวข้องช่วยให้เข้ารับราชการอันเป็นการผิดระเบียบของทางราชการ จึงเป็นกรณีที่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อหรือใช้ให้จำเลยกระทำความผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมให้เงินแก่จำเลยเพื่อให้จำเลยนำเงินไปให้แก่เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่โดยทุจริต การที่จำเลยรับว่าจะช่วยบุตรชายโจทก์ร่วมให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการทหารจึงเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมเพื่อต้องการได้เงินจากโจทก์ร่วมเท่านั้น ดังนี้ ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมมอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้บุคคลซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุเข้ารับราชการทหารกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดพล
โจทก์ร่วม — นางเภา เทียบแสง
จำเลย — นายนพดล เค้าแคน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นางสาวสุภาวดี ชุมพาลี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9888/2558
#632749
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่าขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาพิเศษใช้ยานพาหนะ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขนย้ายทรัพย์หรือบรรทุกทรัพย์ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยให้นั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะบรรทุกทรัพย์ที่ลัก เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์ไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยใช้ยานพาหนะเพื่อการกระทำความผิด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว

แม้คำให้การจำเลย มีข้อความว่า จำเลยรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์หรือข้อหารับของโจรก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้สอบคำให้การจำเลยดังกล่าวแล้ว โดยศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ด้านบนซ้ายของคำให้การจำเลยดังกล่าวว่า สอบสวนจำเลยแล้วยืนยันให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ให้การปฏิเสธข้อหารับของโจร โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ เมื่อข้อหาลักทรัพย์มิใช่เป็นข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น โจทก์จึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบให้ศาลฟังจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

จำเลยรับมาในฎีกาแล้วว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ในวันเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยอย่างไร ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วโดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีก จึงนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ซึ่งเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1104/2557 ของศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2556 เวลากลางคืนหลังเที่ยง มีคนร้ายหลายคนร่วมกันเข้าไปในบริเวณหอพักชัยเจริญ หมู่ที่ 12 ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา อันเป็นหอพักและเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายยุทธนา ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร ทำลายกุญแจกับสายยูประตูห้องพักเลขที่ 3 ที่คล้องและล็อกไว้หลุดออก จนประตูห้องพักดังกล่าวเปิดออก เข้าไปในห้องพักดังกล่าวแล้วลักเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ราคา 20,000 บาท ของผู้เสียหาย ซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป โดยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม เหตุเกิดที่ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2556 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเฉลิมพลหรือก้าน พวกของจำเลยร่วมกันนำเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ของผู้เสียหายที่ถูกลักไปดังกล่าวไปขายให้แก่นายสมศักดิ์ ทั้งนี้ตามวันเวลาดังกล่าวข้างต้น จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ดังกล่าวของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้นระหว่างวันเวลาดังกล่าวหลังลักทรัพย์แล้ววันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหายที่คนร้ายลักไปไว้จากคนร้าย โดยจำเลยกับพวกรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เหตุรับของโจรเกิดที่ ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา และตำบลห้วยยางขาม อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เกี่ยวพันกัน จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (3) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 หมายเลขแดงที่ 1104/2557 ของศาลชั้นต้น ข้อหารับของโจรให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่าขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาพิเศษใช้ยานพาหนะ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขนย้ายทรัพย์หรือบรรทุกทรัพย์ จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่วินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะบรรทุกทรัพย์ที่ลัก เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์ไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยใช้ยานพาหนะเพื่อการกระทำความผิด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้จึงขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยให้ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร แต่คำให้การของจำเลย ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาใด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำความผิดข้อหาใดนั้น เห็นว่า แม้คำให้การจำเลย มีข้อความว่า จำเลยรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทั้งสิ้น โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์หรือข้อหารับของโจรก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นได้สอบคำให้การจำเลยดังกล่าวแล้ว โดยศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ด้านบนซ้ายของคำให้การจำเลยดังกล่าวว่า สอบสวนจำเลยแล้วยืนยันให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์ แต่ให้การปฏิเสธข้อหารับของโจร โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาลักทรัพย์ เมื่อข้อหาลักทรัพย์มิใช่เป็นข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น โจทก์จึงไม่ต้องนำพยานเข้าสืบให้ศาลฟังจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลชั้นต้นนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่แถลงให้ศาลทราบถึงรายละเอียดของคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 แม้คดีอยู่ในศาลเดียวกันก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลต้องรู้เองนั้น เห็นว่า จำเลยรับมาในฎีกาแล้วว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีนี้ในวันเดียวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่อาจแถลงต่อศาลชั้นต้นได้ว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยอย่างไร ถือได้ว่าความปรากฏต่อศาลและคู่ความชัดแจ้งแล้วว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วโดยไม่จำต้องให้โจทก์แถลงต่อศาลซ้ำอีกจึงนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 306/2557 ซึ่งเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1104/2557 ของศาลชั้นต้นได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นางสาวนุชจรินทร์หรือโบว์ คำนวนหรือคำนวณ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9863/2558
#633748
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 288 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น แต่คดีนี้เป็นเรื่องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและผู้คัดค้านฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องพร้อมบริวารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดแล้ว มิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องใช้เงินแก่ผู้คัดค้านและต้องนำทรัพย์สินของผู้คัดค้านออกขายทอดตลาด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติ มาตรา 288 มาบังคับได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอโดยไม่มีการไต่สวนก่อนจึงชอบแล้ว แต่ฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่ปรากฏว่าได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ให้ผู้ร้องรื้อถอนและขนย้ายบ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 4 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ผู้คัดค้านจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา

ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นเจ้าของบ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 4 ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งปลูกบนที่ดินพิพาท มิใช่บริวารของผู้ร้อง การปิดหมายบังคับคดีจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดและระงับการรื้อถอนบ้านดังกล่าว

ผู้คัดค้านให้การว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของบ้านบนที่ดินพิพาท ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่ใช่เจ้าของบ้านเป็นเพียงบริวารของผู้ร้อง การปิดหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้องขัดทรัพย์

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องขัดทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องขัดทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอโดยไม่มีการไต่สวนพยานก่อนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกาว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่มีโอกาสได้เข้าต่อสู้คดีว่าเป็นผู้สร้างบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ซึ่งจะต้องถูกบังคับคดีให้รื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท เมื่อผู้ร้องขัดทรัพย์มีโอกาสจึงได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์เพื่อนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงในคดี การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์โดยไม่ไต่สวนพยานหลักฐานเสียก่อนและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตาม เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องขัดทรัพย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น แต่คดีนี้เป็นเรื่องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินและผู้คัดค้านฟ้องแย้งขับไล่ผู้ร้องพร้อมบริวารและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทและคดีถึงที่สุดแล้ว มิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องใช้เงินแก่ผู้คัดค้านและต้องนำทรัพย์สินของผู้คัดค้านออกขายทอดตลาด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติ มาตรา 288 มาบังคับได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอโดยไม่มีการไต่สวนก่อนจึงชอบแล้ว แต่ฎีกาของผู้ร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาผู้ร้องขัดทรัพย์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่ผู้ร้องขัดทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ม. 288
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวรวม สีทองสุก
ผู้ร้องขัดทรัพย์ — นางสาวรอด สีทองสุก
ผู้คัดค้าน — นางสาวแก้ว สีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สุรทิน สาเรือง
จักร อุตตโม
ประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9854/2558
#612408
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นเครื่องมือที่ห้ามทำการประมงในน่านน้ำจืดโดยเด็ดขาด ทำการประมงโดยจุ่มลงไปทำอันตรายและจับปลากับสัตว์น้ำอื่น ๆ ในที่จับสัตว์น้ำบริเวณลำคลองปากหมาก หมู่ที่ 5 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่าการกระทำความผิดของจำเลยอยู่ในที่จับสัตว์น้ำ ซึ่งตาม พ.ร.บ.การประมงฯ มาตรา 4 (5) "ที่จับสัตว์น้ำ" หมายความว่า ที่ซึ่งมีน้ำขังหรือไหลเช่น ทะเล แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง บ่อ เป็นต้น และหาดทั้งปวง บรรดาซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน... อันเป็นกรณีที่รวมถึงลำคลองด้วย ฟ้องโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่จำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดดังที่จำเลยฎีกา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว มิได้เคลือบคลุมแต่อย่างใด

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นได้มี พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 แต่ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยโทษตาม พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วนโทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 141 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558 มีเพียงโทษปรับ ไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ คงลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับอันเป็นโทษสถานเบากว่าโทษจำคุกเท่านั้น แต่ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยนั้น พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 มีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 4, 20, 62 ทวิ, 69 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นกุ้งและปลาน้ำจืด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นกุ้งและปลาน้ำจืด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าสถานที่เกิดเหตุที่จำเลยใช้กระแสไฟฟ้าโดยการจุ่มลงไปทำอันตรายและจับปลากับสัตว์น้ำอื่น ๆ ตามฟ้องโจทก์เป็นแม่น้ำ ลำคลอง บรรดาซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งไม่ใช่สถานที่ส่วนบุคคลหรือสถานที่ของเอกชนตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 4 (5) ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้กระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นเครื่องมือที่ห้ามทำการประมงในน่านน้ำจืดโดยเด็ดขาด ทำการประมงโดยจุ่มลงไปทำอันตรายและจับปลากับสัตว์น้ำอื่น ๆ ในที่จับสัตว์น้ำบริเวณลำคลองปากหมาก หมู่ที่ 5 ตำบลปากหมาก อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ ถือได้ว่าโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่าการกระทำความผิดของจำเลยอยู่ในที่จับสัตว์น้ำ ซึ่งตามพระราชบัญญัติการประมงฯ มาตรา 4 (5) "ที่จับสัตว์น้ำ" หมายความว่า ที่ซึ่งมีน้ำขังหรือไหล เช่น ทะเล แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง บ่อ เป็นต้น และหาดทั้งปวง บรรดาซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน... อันเป็นกรณีที่รวมถึงลำคลองด้วย ฟ้องโจทก์จึงชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ไม่จำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดดังที่จำเลยฎีกา ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว มิได้เคลือบคลุมแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 หลังจากนั้นได้มีพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 3 ยกเลิกพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 แต่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง และพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดยโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้าแสนบาท ส่วนโทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 141 ระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า โทษตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มีเพียงโทษปรับ ไม่มีโทษจำคุกจึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 ที่มีโทษจำคุกด้วย กรณีจึงไม่อาจลงโทษจำคุกแก่จำเลยได้ คงลงโทษจำเลยได้เพียงโทษปรับอันเป็นโทษสถานเบากว่าโทษจำคุกเท่านั้น แต่ในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาพิจารณาลงโทษจำเลยนั้น พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 มีระวางโทษขั้นต่ำให้ปรับตั้งแต่ห้าพันบาทเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 มาตรา 20, 62 ทวิ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง, 87 พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง, 141 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2558 มาตรา 87 ปรับ 10,000 บาท เพียงสถานเดียว ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
จำเลย — นายสุริยา เวชพราหมณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายวีรัช วรรธนะวงษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9835/2558
#634174
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดหรือคำร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขัดทรัพย์แล้วมีคำสั่งว่า กรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นของจำเลย ไม่ได้ตกเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึด ยกคำร้องขอ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) มีผลเป็นการพิพากษาคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง กรณีจึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องได้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแล้ว แทนที่ผู้ร้องจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่ผู้ร้องกลับเลือกที่จะยื่นคำร้องขัดทรัพย์ใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง อันเป็นความผิดของผู้ร้องเอง การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้คืนเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งแรกแก่ผู้ร้องนั้น เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว โดยมิได้ยกเหตุว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 168 อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ ตามสัญญากู้ยืมเงินพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้บังคับจำนองห้องชุดเลขที่ 41/285 ชื่ออาคารชุดบ้านผึ้งหลวง 2 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4312 กรุงเทพมหานคร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 388,799.87 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม หากไม่ชำระให้ยึดห้องชุดดังกล่าวออกขายทอดตลาด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดตามคำร้องขอฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2557

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดฉบับที่สอง และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดฉบับแรกลงวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์ขอให้คืนเงินค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นจำนวน 8,250 บาท หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์สองครั้ง เสียค่าธรรมเนียมศาลครั้งละ 8,250 บาท การที่ผู้ร้องต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลสองครั้งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้คืนเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งแรกแก่ผู้ร้อง เห็นว่า คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดหรือคำร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 149 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องขัดทรัพย์แล้วมีคำสั่งว่า กรรมสิทธิ์ในห้องชุดเป็นของจำเลย ไม่ได้ตกเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131 (2) มีผลเป็นการพิพากษาคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะสั่งคืนค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแล้ว แทนที่ ผู้ร้องจะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น แต่ผู้ร้องกลับเลือกที่จะยื่นคำร้องขัดทรัพย์ใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง อันเป็นความผิดของผู้ร้องเอง การที่ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้คืนเงินค่าธรรมเนียมศาลครั้งแรกแก่ผู้ร้องนั้น เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว โดยมิได้ยกเหตุว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ร้องและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้นั้นเป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 18 วรรคสอง ม. 131 (2) ม. 149 วรรคหนึ่ง ม. 151 วรรคหนึ่ง ม. 168
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ผู้ร้อง — นางสาวสวรรค์ เทียนสมจิตร
จำเลย — นายกฤษณะ พั่ววงศ์แพทย์
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แก้ว เวศอุไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9829/2558
#634173
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนจำเลยยื่นคำร้องคดีนี้ จำเลยเคยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โดยข้ออ้างในคำร้องทั้งสองฉบับจำเลยกล่าวอ้างว่า ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยผิดระเบียบอย่างเดียวกัน แม้คำร้องในคดีนี้ จำเลยจะขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี ส่วนคำร้องฉบับก่อนดังกล่าว จำเลยขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ แต่ก็เป็นคำขออันเป็นผลมาจากข้ออ้างในเรื่องเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำร้องฉบับก่อนของจำเลย และยกคำร้องของจำเลยแล้วเช่นนี้ การที่จำเลยกลับมาดำเนินกระบวนพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นเป็นคดีนี้อีก จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,580,963.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลย

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรหยิบยกคำแก้ฎีกาของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า คำร้องของจำเลยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่า ก่อนจำเลยยื่นคำร้องคดีนี้ จำเลยเคยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ฉบับลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โดยข้ออ้างในคำร้องทั้งสองฉบับจำเลยกล่าวอ้างว่า ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยผิดระเบียบอย่างเดียวกัน แม้คำร้องในคดีนี้ จำเลยจะขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี ส่วนคำร้องฉบับก่อนดังกล่าว จำเลยขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ แต่ก็เป็นคำขออันเป็นผลมาจากข้ออ้างในเรื่องเดียวกัน เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นตามคำร้องฉบับก่อนของจำเลย และยกคำร้องของจำเลยแล้วเช่นนี้ การที่จำเลยกลับมาดำเนินกระบวนพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นเป็นคดีนี้อีก จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ดังที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวแก้ฎีกาของจำเลย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดยกคำร้องของจำเลยโดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาสมควรสั่งให้ถูกต้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแหลมทอง อะควอเทค จำกัด
จำเลย — นายธนากร ไพศาลโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9823/2558
#587770
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และประธานศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้มีการรับฎีกาไว้พิจารณา จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาโดยอ้างเหตุว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะมีผลให้รับฎีกาไว้พิจารณา แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้กระทำ จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 252 ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 อย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดฐานผิดสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดฐานผิดสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 3 อ - 6817 กรุงเทพมหานคร ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 90,000 บาท แทน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 31 สิงหาคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง หากไม่มีผู้พิพากษารับรองฎีกา ขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ทั้งประธานศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2555 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งประธานศาลอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 4 กันยายน 2555 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน วันที่ 21 กันยายน 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2555 และวันที่ 4 กันยายน 2555 พร้อมคำแถลงฉบับนี้ไปยังศาลฎีกาพร้อมกับฎีกาของจำเลยที่ 1 และขอศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตรับรองให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน

ต่อมาวันที่ 10 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2555 และวันที่ 4 กันยายน 2555 ว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 หาจำต้องให้จำเลยที่ 1 วางเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ซึ่งเป็นวิธีการในชั้นอุทธรณ์ไม่

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2555 และฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2555 คำแถลงฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2555 และอุทธรณ์คำสั่งฉบับลงวันที่ 10 ตุลาคม 2555 ของจำเลยที่ 1 ไปยังศาลฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งและขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย เห็นว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท เมื่อผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง และประธานศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่ง ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 เพราะเป็นฎีกาที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะให้มีการรับฎีกาไว้พิจารณา จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาโดยอ้างเหตุว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกา เพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะมีผลให้รับฎีกาไว้พิจารณา แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้กระทำ จึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง และมาตรา 252 ดังนี้ ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 อย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายวัชรินทร์ ศรีอ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวณัชชา น้อยเชื้อเวียง
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9821/2558
#629407
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2557 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวอ้างได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวอ้างว่า เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยไม่ชอบเพราะบ้านของจำเลยซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามฟ้องยังไม่ได้รื้อถอนและจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวตลอดมา อันเป็นการยกข้ออ้างที่ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ออกหมายจับจำเลยและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่จำเลยเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว จำเลยก็ชอบที่จะยกข้อคัดค้านในเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายในเวลาไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย ข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่าเมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2556 จำเลยทราบจากเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ตว่า จำเลยแพ้คดีโดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาตั้งแต่ต้นปี 2556 และต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2557 จำเลยให้ทนายความติดตามรายละเอียดของสำนวนคดีจึงทราบว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยไม่ชอบ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยจากทนายความตั้งแต่ประมาณต้นเดือนมกราคม 2557 แล้ว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 จึงช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว จำเลยย่อมหมดสิทธิยกขึ้นอ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 1, 9, 108 ทวิ และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ราชพัสดุ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่เจ้าหน้าที่รายงานว่าส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยไม่ได้ เพราะไม่พบบ้านเลขที่ 5/3 บริเวณดังกล่าวมีรอยการรื้อถอน สอบถามไม่มีใครรู้จัก ศาลชั้นต้นจึงปิดประกาศวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยทราบที่หน้าศาล เมื่อถึงกำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังจับกุมตัวจำเลยไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลับหลังจำเลยโดยถือว่าอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลย และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ราชพัสดุ

วันที่ 28 มกราคม 2557 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่เคยได้รับหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2556 จำเลยเทปูนทำทางเข้าบ้านพักอาศัยของจำเลย เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ตมาทักท้วงและห้ามปรามจำเลยพร้อมแจ้งว่าจำเลยแพ้คดีโดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาตั้งแต่ต้นปี 2556 ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2557 จำเลยติดต่อทนายความให้ติดตามรายละเอียดของสำนวนคดีในศาลจึงทราบว่าศาลมีหมายนัดแจ้งให้จำเลยไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2555 โดยนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในวันที่ 24 ตุลาคม 2555 แต่เจ้าหน้าที่รายงานว่าส่งหมายนัดไม่ได้เพราะไม่พบบ้านของจำเลย บริเวณดังกล่าวมีรอยรื้อถอน สอบถามไม่มีใครรู้จัก ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับจำเลยและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลับหลังจำเลย ดังนี้ การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยเป็นการไม่ชอบ เนื่องจากจำเลยไม่เคยรื้อถอนบ้านเลขที่ 5/3 ถนนดำรง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และย้ายภูมิลำเนาออกไปจากบ้านดังกล่าว อีกทั้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 เรือนจำจังหวัดภูเก็ต มีหนังสือให้จำเลยรื้อถอนอาคารเลขที่ 5/3 ออกจากพื้นที่ของเรือนจำด้วย ขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โดยเพิกถอนหมายจับจำเลยและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยฟังใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า คำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2557 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวอ้างได้ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แม้ตามคำร้องของจำเลยดังกล่าวอ้างว่า เจ้าหน้าที่ศาลส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยไม่ชอบเพราะบ้านของจำเลยซึ่งเป็นภูมิลำเนาตามฟ้องยังไม่ได้รื้อถอนและจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าวตลอดมา อันเป็นการยกข้ออ้างที่ทำให้จำเลยไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ออกหมายจับจำเลยและอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่การที่จำเลยเพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว จำเลยก็ชอบที่จะยกข้อคัดค้านในเรื่องผิดระเบียบดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างภายในเวลาไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่าเมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2556 จำเลยทราบจากเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดภูเก็ตว่า จำเลยแพ้คดีโดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาตั้งแต่ต้นปี 2556 และต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2557 จำเลยให้ทนายความติดตามรายละเอียดของสำนวนคดีจึงทราบว่า การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยไม่ชอบ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยจากทนายความตั้งแต่ประมาณต้นเดือนมกราคม 2557 แล้ว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่อ้างว่าผิดระเบียบเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 จึงช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่จำเลยได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้ว จำเลยย่อมหมดสิทธิยกขึ้นอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายนรินทร์ อินทวงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9801/2558
#634759
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีชื่อในทะเบียนรถซึ่ง พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 17/1 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยตกลงคืนรถยนต์ให้แก่โจทก์โดยมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และนัดหมายโอนทะเบียนรถให้แก่กันแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยยอมรับว่ารถยนต์เป็นของโจทก์โดยให้ใส่ชื่อจำเลยถือครองแทน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท

หากโจทก์มีความประสงค์จะซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์กับจำเลยต้องทำสัญญาซื้อขายไว้อีก และเมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดในสัญญาดังกล่าวแล้วแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่า ต้องการจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าว ไม่ได้ถือสัญชาติไทยจะมีสิทธิถือครองที่ดินได้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวว่าหากวันใดมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในการถือสิทธิครอบครองที่ดินขอให้โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์โดยชอบธรรม

โจทก์ฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินคืน เมื่อปรากฏว่าทรัพย์นั้นยังคงมีอยู่ที่จำเลยและจำเลยสามารถปฏิบัติการส่งมอบทรัพย์พิพาทตามที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงไม่ต้องชำระราคาทรัพย์ และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยการนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแต่อย่างใด แต่กรณีที่ต้องบังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ทั้งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวก็หมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วย เพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับให้จัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมายได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 1,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่สามารถชำระเงินให้ได้ขอให้มีคำสั่งให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระราคารถยนต์ 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระขอมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ ขอศาลมีคำสั่งให้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระราคาค่าที่ดิน 1,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่สามารถชำระได้ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 53305 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ ให้จำเลยชำระราคารถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 5105 กำแพงเพชร เป็นเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่สามารถชำระได้ให้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 1,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ หากไม่สามารถชำระได้ ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 53305 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นตามพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นชาวสวีเดน อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยตั้งแต่ปี 2547 โจทก์ซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากโครงการศรีเจริญวิลล่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาซื้อขายฉบับที่เป็นภาษาสวีเดนและคู่ฉบับที่เป็นภาษาไทยมีข้อความว่า โจทก์เป็นผู้ชำระราคาบ้านและที่ดินพิพาทกับยกกรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินให้แก่จำเลย โดยโจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยเป็นเวลา 30 ปี และชำระค่าเช่าที่ดินแล้ว หากวันใดมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์โดยชอบธรรม ส่วนรถยนต์พิพาทโจทก์ได้รับคืนไปแล้วและจำเลยตกลงโอนทะเบียนรถให้โจทก์โดยมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์คืนให้โจทก์และนัดหมายโอนทะเบียนรถให้เมื่อถึงวันนัดน้องชายจำเลยเรียกเงินจากโจทก์อีก 20,000 บาท โจทก์ไม่ยินยอมจึงไม่ได้จดทะเบียนโอนรถให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่อในทะเบียนรถซึ่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 17/1 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวมิใช่เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยตกลงคืนรถยนต์ให้แก่โจทก์โดยมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และนัดหมายโอนทะเบียนรถให้แก่กันแล้วย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยยอมรับว่ารถยนต์เป็นของโจทก์โดยให้ใส่ชื่อจำเลยถือครองแทนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินพิพาทหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยให้สิ่งใดกับจำเลยนับแต่อยู่กินด้วยกันมา เมื่อซื้อบ้านอยู่ด้วยกันโจทก์ประสงค์จะยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย เพราะหากโจทก์ตายจำเลยจะไม่มีที่อยู่อาศัยนั้น เห็นว่า หากโจทก์มีความประสงค์จะซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จริงก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์กับจำเลยต้องทำสัญญาซื้อขายไว้อีก และเมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดในสัญญาดังกล่าวแล้วแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่า ต้องการจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง แต่เนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าว ไม่ได้ถือสัญชาติไทยจะมีสิทธิถือครองที่ดินได้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน จึงใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน ดังจะเห็นได้จากข้อความที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวว่าหากวันใดมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในการถือสิทธิครอบครองที่ดินขอให้โอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์โดยชอบธรรม ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเหตุที่ทำสัญญาซื้อขายเพื่อป้องกันไม่ให้จำเลยนำไปขายให้แก่ผู้อื่นนั้น เป็นการกล่าวที่เลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพร้อมที่ดินที่พิพาทโดยให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยชำระราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 1,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่โจทก์ หากไม่สามารถชำระได้ ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องทรัพย์สินคืน เมื่อปรากฏว่าทรัพย์นั้นยังคงมีอยู่ที่จำเลยและจำเลยสามารถปฏิบัติการส่งมอบทรัพย์พิพาทตามที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงไม่ต้องชำระราคาทรัพย์และจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติด้วยการนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแต่อย่างใด แต่กรณีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 94 ที่บัญญัติให้คนต่างด้าวจัดการจำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ทั้งการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวก็หมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วย เพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้าง เมื่อได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ตามคำฟ้องของโจทก์แปลความได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกเอาทรัพย์สินคืน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับให้จัดการจำหน่ายที่ดินพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมายได้ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 53305 ตำบลสระแก้ว อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินดังกล่าวภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย โดยให้จำเลยซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายให้ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้โจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 5105 กำแพงเพชร หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.ที่ดิน ม. 94
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 17/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฮานส์ วีเก็ท ลินด์เบิร์ก (Hans Vigert Lindberg)
จำเลย — นางสาวนภาวรรณ นันทิพัฒน์นนท์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9800/2558
#632480
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยได้เช่าจากโจทก์ที่ 2 ในอัตราค่าเช่าปีละ 200 บาท กับเรียกค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์ที่ 2 จะขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

จำเลยร่วมไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยร่วมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยพร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและขนย้ายทรัพย์สินบริวารออกจากที่ดินและบริเวณที่ดินริมตลิ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 688 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ขอให้ยกฟ้องและห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินที่จำเลยครอบครองและทำประโยชน์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ระหว่างพิจารณา จำเลยและจำเลยร่วมขอสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด คงเหลือข้อต่อสู้เฉพาะประเด็นว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทในฐานะบริวารของจำเลยร่วม จำเลยร่วมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์จึงไม่อาจนำมาให้เช่าได้ จำเลยร่วมไม่เคยยินยอมให้จำเลยไปทำสัญญาเช่ากับโจทก์ที่ 2 จำเลยเป็นเพียงผู้อาศัยสิทธิของจำเลยร่วม สัญญาเช่าเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 688 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 100 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง 6,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยได้เช่าจากโจทก์ที่ 2 ในอัตราค่าเช่าปีละ 200 บาท กับเรียกค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แม้โจทก์ที่ 2 จะขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งเท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 100 บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงต้องถือว่าที่ดินพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่นอกเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนจำเลยร่วมนั้นไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยร่วมมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วม คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยและจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำปี ยั่งยืน กับพวก
จำเลย — นางประสม สุขสมัย
จำเลยร่วม — นางสาวบุญศรี สุขสมัย
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9797/2558
#587388
เปิดฉบับเต็ม

การประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 แม้ทำให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้ แต่ไม่เป็นการถอนสภาพที่ดินที่มีผู้ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ใช้บังคับ ดังนั้น แม้จะมีการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมบริเวณที่ดินพิพาท แต่เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 คือ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ครอบครองทำประโยชน์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวรบกวนสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารรื้อถอนโรงเรือนที่สร้างขึ้นในที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าต้นปาล์มน้ำมันและรั้วแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,286,000 บาท ชดใช้ค่าบ้านและทรัพย์สินที่ถูกทำลายแก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 3,353,500 บาท ชดใช้ค่าต้นปาล์มน้ำมัน หมาก มะพร้าว และกล้วยแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 46,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท และแก่โจทก์ที่ 2 เป็นรายเดือนเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 จนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนโรงเรือนออกจากที่ดินพิพาทและเลิกเข้ายุ่งเกี่ยวรบกวนครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เลขที่ 134 เล่ม 1 หน้า 27 ตำบล (สลุย) ทรัพย์อนันต์ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวรบกวนการครอบครองที่พิพาทของโจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารรื้อถอนโรงเรือนที่สร้างขึ้นในที่พิพาทด้านหน้าที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าต้นปาล์มน้ำมันและรั้วให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 645,000 บาท ร่วมกันชดใช้ค่าบ้านและทรัพย์สินที่ถูกทำลายให้แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 736,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าต้นปาล์มน้ำมัน หมาก มะพร้าว และกล้วยให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นรายเดือน เดือน ๆ ละ 6,000 บาท นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2552 ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นรายเดือน เดือนละ 13,000 บาทและแก่โจทก์ที่ 2 เป็นรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์2552 จนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะรื้อถอนโรงเรือนออกจากที่ดินพิพาทและเลิกเข้ายุ่งเกี่ยวรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสาม สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ทั้งสามได้รับอนุญาตให้ยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสามตามทุนทรัพย์ส่วนที่โจทก์ทั้งสามชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 134 หมู่ที่ 1 ตำบล (สลุย) ทรัพย์อนันต์ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ซึ่งทางราชการออกให้ตั้งแต่ปี 2501 ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เดิมที่ดินเป็นของนางเพียร ซึ่งนำแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ไปออกเอกสารสิทธิดังกล่าวเมื่อเดือนตุลาคม 2501 และมีการจดทะเบียนโอนขายให้แก่นายทรงศักดิ์ ต่อมานายทรงศักดิ์โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่พันเอกสุดสละ จากนั้นพันเอกสุดสละโอนขายต่อให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโจทก์ที่ 3 และเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ค) โจทก์ที่ 2 ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ค) ซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชุมพรออกให้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551 จำเลยที่ 1 นำรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน แต่โจทก์ที่ 1 คัดค้าน ที่ดินพิพาทตามแผนที่สังเขป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ที่ 1และที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสามอ้างว่า บางส่วนเป็นที่ดินที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำกินในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ค) กับมีบางส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครองด้านที่ติดถนนทางทิศใต้โดยไม่ได้ดำเนินการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01 ค) แสดงว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่ามีสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการคัดเลือกเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิได้รับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ที่ดินดังกล่าวย่อมตกเป็นของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินจึงไม่ใช่เจ้าของแท้จริงรวมตลอดถึงที่ดินบางส่วนที่อยู่ติดถนนด้านทิศใต้ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า ยังคงครอบครองทำประโยชน์นั้น เมื่อมีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินย่อมมีผลเป็นการเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์ที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ครอบครองซึ่งมีผลให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเป็นเจ้าของส่วนนี้เช่นกัน ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) โดยอ้างว่าบิดามารดาของนางเพียรครอบครองทำประโยชน์มาก่อนปี 2430 ก่อนที่จะมีการประกาศให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นสาธารณประโยชน์และนางเพียรครอบครองทำประโยชน์ต่อมาตลอดจนเป็นผู้แจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) และดำเนินการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เมื่อปี 2501 ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิดังกล่าวย่อมถือได้ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท การที่มีการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในภายหลังตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 บัญญัติให้มีผลเป็นการถอนสภาพการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ กับให้นำที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้ง หรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการอื่นตามกฎหมายที่ดิน และที่ดินนั้นอยู่นอกเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี จึงให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมได้ แต่ทั้งนี้มิได้หมายถึงเป็นการถอนสภาพที่ดินที่มีผู้ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ใช้บังคับ กับทั้งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้ผู้ที่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินแจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและวรรคสองบัญญัติว่า การแจ้งการครอบครองตามความในมาตรานี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งแต่ประการใด และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ยังบัญญัติว่าภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วยจากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การได้สิทธิครอบครองโดยชอบจะต้องเป็นการครอบครองโดยชอบก่อนพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ใช้บังคับ เมื่อจำเลยที่ 1 อ้างว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมบริเวณที่ดินพิพาท ผู้ที่โต้แย้งสิทธิกับจำเลยที่ 1 คือ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้ครอบครองทำประโยชน์ จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ของจำเลยที่ 1 และเมื่อจำเลยที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จึงฟังไม่ได้ว่ามีการละเมิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 4 ม. 6
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม. 4 ม. 5 วรรคหนึ่ง ม. 6
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 19 (7) ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิทราหรือปาลิตา เจริญจริง กับพวก
จำเลย — นางยุพา พานิชชีวะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายโอภาส คุรุปราการกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอุเทน วิภาณุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9790/2558
#588109
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารของโจทก์ ทั้งมิได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ในขณะทำการก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมิได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่ครอบครองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 หากแต่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ที่จะได้รับค่าจ้างงวดงานจากโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 คงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าจ้างตามงวดงานที่จำเลยที่ 2 ส่งมอบแก่โจทก์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำมูลหนี้ดังกล่าวฟ้องโจทก์ในอีกคดีหนึ่ง ซึ่งศาลพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างสิทธิยึดหน่วงเพื่ออยู่ในอาคารและพื้นที่อาคารของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากอาคารของโจทก์เลขที่ 300 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวในพื้นที่อาคารของโจทก์อีก ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 308,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าเสียหายวันละ 14,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารออกจากพื้นที่อาคารของโจทก์และให้จำเลยทั้งหกขนย้ายและรื้อถอนรั้วสังกะสี ลวดหนามและเศษแก้วบนกำแพงอาคารของโจทก์ หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขนย้ายและรื้อถอนเอง โดยให้จำเลยทั้งหกรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนย้ายรื้อถอน

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกและบริวารออกจากอาคารของโจทก์เลขที่ 300 ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และห้ามจำเลยทั้งหกและบริวารเข้ามายุ่งเกี่ยวในพื้นที่อาคารของโจทก์อีก ให้จำเลยทั้งหกขนย้ายและรื้อถอนรั้วสังกะสี ลวดหนาม และเศษแก้วบนกำแพงอาคารของโจทก์ ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 88,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และชำระค่าเสียหายต่อไปอีกวันละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกและบริวารจะออกไปจากพื้นที่อาคารของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายวิบูลย์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 249190 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยสูง 4 ชั้น บนที่ดินดังกล่าว ตกลงค่าจ้างเหมารวมเป็นเงิน 11,000,000 บาท แบ่งชำระค่าจ้างเป็น 7 งวด ตามงวดงาน ระยะเวลาก่อสร้าง 225 วัน นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือโอนสิทธิการรับเงินค่าจ้างของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ก่อสร้างงานงวดที่ 1 ถึงที่ 3 เสร็จและโจทก์ได้ชำระค่าจ้างสำหรับงานงวดที่ 1 ถึงที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นโจทก์ไม่ได้ชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อีก ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 2 โดยระบุให้สัญญาเลิกกันและโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 3 และผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ก่อสร้างภายใน 10 วัน โดยจำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือบอกเลิกสัญญาทั้งสองฉบับแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ปิดป้ายประกาศห้ามโจทก์และบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในอาคารพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนป้ายประกาศ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองและมีสิทธิอยู่ในอาคารและพื้นที่อาคารของโจทก์หรือไม่ นายวิบูลย์กรรมการ ผู้มีอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง จำเลยที่ 2 สามารถทำงานแล้วเสร็จเพียง 3 งวดงาน จากงานทั้งหมด 7 งวดงาน โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 2 ก่อนวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 จำเลยที่ 3 ได้ไปพบพยานเพื่อขอดำเนินงานต่อ โดยนำบริษัทกิจการ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเข้าดำเนินงานแทนจำเลยที่ 2 โจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยที่ 3 โดยให้ดำเนินงานต่อในนามของบริษัทกิจการ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด โดยโจทก์เป็นผู้จ่ายค่าแรงงาน ค่าวัสดุก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งหมด แต่โจทก์ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับบริษัทกิจการ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญากับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 กับบุคคลที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับทราบในหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ซึ่งคำเบิกความของนายวิบูลย์ดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 เบิกความอีกว่า งานที่ทำตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2548 ถึงวันที่ 8 กันยายน 2548 เป็นงานในงวดงานที่ 4 และ 5 ตามใบรับรองงวดงานของนายรติ ฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2548 ซึ่งโจทก์จะต้องจ่ายเงินประมาณ 2,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือโอนสิทธิการรับเงิน แต่โจทก์ไม่จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ที่จำเลยที่ 2 ไปรับจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยสูง 4 ชั้น โจทก์ไม่จ่ายเงินค่าก่อสร้างล่วงหน้าให้ ทั้งยังให้จำเลยที่ 2 และ ที่ 3 จัดหาหนังสือค้ำประกันผลงานก่อสร้างให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 3 จึงขอให้จำเลยที่ 1 ช่วยให้การสนับสนุนทางการเงิน จำเลยที่ 1 ตกลง เพื่อเป็นหลักประกันจำเลยที่ 1 จึงตกลงกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้โอนมีสิทธิการรับเงินค่างวดตามสัญญาแก่จำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารของโจทก์ ทั้งมิได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของโจทก์ในขณะทำการก่อสร้างตามสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมิได้เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินของโจทก์และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 หากแต่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 ที่จะได้รับค่าจ้างงวดงานจากโจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงคงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าจ้างตามงวดงานที่จำเลยที่ 2 ส่งมอบแก่โจทก์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำมูลหนี้ดังกล่าวฟ้องโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ 5117/2548 หมายเลขแดงที่ 2000/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 4,791,252.08 บาท แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างสิทธิยึดหน่วงเพื่ออยู่ในอาคารและพื้นที่อาคารของโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เข้าไปครอบครองอาคารพิพาท ผู้ครอบครองอาคารพิพาทคือ จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ได้เบิกความด้วยว่า ในการเข้ายึดอาคารพิพาทของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 เข้าครอบครองและดูแลอาคารพิพาท และจำเลยที่ 4 ถึงที่ 5 ได้ต่อรั้วลวดหนามเพื่อป้องกันมิให้โจทก์นำบุคคลอื่นมายึดอาคารพิพาทอีก เจือสมกับคำเบิกความของนายวิบูลย์พยานโจทก์ที่เบิกความว่า จำเลยทั้งหกได้เข้าไปครอบครองอาคารพิพาทโดยการล้อมรั้ว และจำเลยที่ 1 ได้ปิดป้ายประกาศห้ามบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเขตก่อสร้างโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าจ้างหรือพนักงานที่เกี่ยวข้องกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เปลี่ยนป้ายประกาศใหม่ ซึ่งป้ายประกาศทั้งสองแผ่นดังกล่าวได้ลงชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกาศ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้อาคารพิพาทได้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2548 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองอาคารพิพาทแล้ว โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองแทน ซึ่งเป็นการครอบครองโดยไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวิลด์เนท อินทิเกรเทอร์ จำกัด
จำเลย — พันตำรวจเอกไพฑูรย์ วิกิณิยะธนี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุรุท บุญประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9774/2558
#633720
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้าง ข. ลูกจ้างเพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว การเตือนในครั้งแรกตามหนังสือเตือน ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นการเตือนเนื่องจาก ข. ขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ ข. ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เป็นเรื่อง ข. ไม่ไปตรวจสอบสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาแล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ว่าตรวจสอบแล้ว ซึ่งเป็นคนละกรณีกันไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือน อันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4)

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ ข. ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์เป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้าง ข. ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้าง ข. โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ 50/2553

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยุติว่าเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2548 โจทก์รับนายขจรวิทย์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้ประสานสถานีรถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีทีเอส) ฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีหน้าที่ออกตรวจพนักงานรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟฟ้า รวม 24 สถานี ตามสัญญาจ้างแรงงาน ต่อมานายขจรวิทย์เข้าประจำสำนักงานใหญ่ วันที่ 3 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์ดื่มสุราและขับขี่ยานพาหนะ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีและวันที่ 5 เมษายน 2553 นายขจรวิทย์หยุดงานไปศาล วันที่ 4 มิถุนายน 2553 ผู้บังคับบัญชาเรียกนายขจรวิทย์มาตักเตือนเรื่องขับขี่ยานพาหนะขณะเมาสุรา นายขจรวิทย์โต้เถียงผู้บังคับบัญชาไม่ยอมรับผิดและไม่ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง วันที่ 8 มิถุนายน 2553 โจทก์ออกหนังสือเตือนนายขจรวิทย์ฐานขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูง วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 นายขจรวิทย์ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการตรวจสอบหน่วยงานด้านคุณภาพและด้านความปลอดภัยของสถานีรถไฟฟ้า 5 สถานี รวมทั้งงานอาคารเซ็นเตอร์พอยท์ ซอยเพชรบุรี 15 เพื่อตรวจสอบคุณภาพการบริการด้านความปลอดภัย นายขจรวิทย์ไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่แต่กลับเขียนรายงานเท็จต่อโจทก์ วันที่ 3 กันยายน 2553 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างนายขจรวิทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้างหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่านายขจรวิทย์เคยได้รับคำเตือนเพราะเหตุขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชามาแล้วเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 การกระทำครั้งนี้จึงเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกัน คือ ฐานขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกครั้ง เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมตามนัยแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายขจรวิทย์ลูกจ้าง และตามหนังสือเลิกจ้างได้ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างไว้ว่า ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยไม่เชื่อฟัง ไม่มารายงานตัวตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ไม่ให้ความเคารพผู้บริหารระดับสูงตามหนังสือเตือนลงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 และต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2553 ได้รับคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ตรวจสอบหน่วยงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่กลับแจ้งความเท็จโดยทำรายงานปลอมว่าตรวจสอบแล้ว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทั้งที่เคยได้รับการตักเตือนในเรื่องดังกล่าวมาแล้วไม่หลาบจำกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดียวกันอีกในเรื่องขัดขืนต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และ/หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ทั้งเป็นการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อีกส่วนหนึ่งด้วย จึงเห็นได้ว่าเหตุที่โจทก์ยกขึ้นเป็นข้อเลิกจ้างนายขจรวิทย์เพราะกระทำผิดซ้ำคำเตือนในข้อขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการเตือนในครั้งแรกเป็นการเตือนเนื่องจากลูกจ้างขัดคำสั่งและโต้เถียงผู้บังคับบัญชาระดับสูงอันเป็นผลมาจากการที่ลูกจ้างถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในฐานดื่มสุราขณะขับขี่ยานพาหนะและไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ แต่ในการกระทำผิดครั้งหลังนี้เป็นเรื่องไม่ไปตรวจสอบสถานที่แล้วทำรายงานเท็จเสนอต่อโจทก์ ซึ่งเป็นคนละกรณีกัน ไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนอันจะมีผลให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ดังนี้จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่นายขจรวิทย์ไม่ไปตรวจสถานที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและทำรายงานเท็จต่อโจทก์นั้นเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือนนั้น ไม่ใช่เหตุที่โจทก์อ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์ตามหนังสือเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่สามารถยกขึ้นอ้างในการเลิกจ้างนายขจรวิทย์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 119 วรรคท้าย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 199
ชื่อคู่ความ
บริษัทจี4เอส ซีเคียวริตี้เซอร์วิสเซส
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสุมาลี อมาตยกุล ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9770/2558
#590273
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงด้วยการลาออก จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ขอ โจทก์ชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรจากจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 585

ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกัน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันลาออกจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ตรงกับเนื้อหาส่วนคำวินิจฉัยที่ให้จ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามฟ้อง ทั้งเมื่อโจทก์ลาออกมีผลในวันที่ 7 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่คืนเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันลาออกดังกล่าว คือต้องคืนเงินประกันการทำงานภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 หากจำเลยที่ 1 ไม่คืนเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ภายในวันดังกล่าวจะต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 10 วรรคสอง กรณีดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 จ่ายคืนเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามจ่ายค่าชดเชย 136,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 17,000 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 7,933.33 บาท เงินประกันการทำงานและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 4,100 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 408,000 บาท ค่าขาดโอกาสใช้สิทธิตามกฎหมายประกันสังคม 300,000 บาท เงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมย้อนหลังตามสิทธิที่โจทก์จะได้รับให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หมวด 1 และหมวด 2 และออกหนังสือรับรองการทำงานแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมย้อนหลังเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทุกคนซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 (ที่ถูก เป็นมาตรา 53) และลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลักษณะ 6 มาตรา 96 และมาตรา 96 (ที่ถูก เป็นมาตรา 97)

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจในฟ้องที่กล่าวหาจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกัน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกัน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3)

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2545 (ที่ถูกเป็น เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2545) จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล โดยมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน และคำนวณเงินนำส่งกองทุนประกันสังคมให้แก่ลูกจ้างทุกคนรวมทั้งโจทก์ด้วยแล้วแจ้งรายการนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อสำนักงานประกันสังคม โจทก์แจ้งรายการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของตนเองว่า นับแต่เดือนตุลาคม 2545 โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,000 บาท และต่อมานับแต่เดือนพฤษภาคม 2551 โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่เคยโต้แย้งว่ารายการนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมไม่ถูกต้องโจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าโจทก์ทำการคำนวณไปภายใต้คำสั่งของจำเลยที่ 1 และไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยที่ 1 ใช้ฐานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบนำส่งกองทุนประกันสังคมขัดต่อกฎหมาย สำนักงานประกันสังคมโดยนักวิชาการแรงงานชำนาญการตรวจสอบไม่พบว่าปี 2551 และปี 2552 จำเลยที่ 1 มีรายการส่งเงินสมทบไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ยื่นแบบรายการอัตราค่าจ้างเพื่อคำนวณส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมถูกต้องและเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 96 แล้ว วันที่ 7 ธันวาคม 2552 โจทก์เขียนหนังสือลาออกโดยระบุว่าโจทก์ได้รับเงินอนุเคราะห์จากจำเลยที่ 1 จำนวน 46,000 บาท และลงชื่อไว้ในหนังสือลาออก ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้โจทก์มีหนังสือถึงนายชาญศักดิ์ เรื่องขออนุเคราะห์เกษียณอายุการทำงานก่อนกำหนดโดยขอให้ จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้าง 136,000 บาท แก่โจทก์ นายชาญศักดิ์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และขณะเดียวกันก็มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปด้วย นายชาญศักดิ์กับโจทก์ต่อรองกันจนในที่สุดยอมจ่ายเงินอนุเคราะห์แก่โจทก์ตามที่ระบุในหนังสือลาออก จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายชาญศักดิ์หรือจำเลยที่ 1 จะบีบบังคับให้โจทก์เขียนหนังสือลาออก แต่เป็นการที่โจทก์ลาออกจากงานเอง แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ลาออกเองจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันลาออกเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ทั้งไม่สามารถใช้สิทธิเพื่อขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานอันเนื่องจากการเลิกจ้างจากสำนักงานประกันสังคมได้ การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินสมทบย้อนหลังไม่ว่าจะเป็นกรณีของโจทก์เองหรือลูกจ้างอื่น ส่วนประเด็นเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพนั้นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการจำเลยที่ 1 โจทก์ก็ไม่ติดใจฟ้องกล่าวหาว่าเป็นนายจ้าง

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 รับร้อยตรีหญิง พัชรินทร์ มาเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลแล้วบีบบังคับให้โจทก์ส่งมอบงานให้แก่ร้อยตรีหญิง พัชรินทร์ ต่อมาให้โจทก์ไปเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ท้ายที่สุดบีบบังคับให้โจทก์เขียนหนังสือลาออกโดยให้โจทก์ลอกตามหนังสือลาออกที่กรรมการซึ่งเป็นทนายความร่างขึ้น โจทก์ในฐานะลูกจ้างซึ่งมีความด้อยกว่าในทางสังคมและอำนาจต่อรองน้อยกว่าทั้งถูกกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้ยอมตกลงกับนายจ้าง การเขียนหนังสือลาออกไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ ภายหลังจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทำงานต่อไปถือว่าไม่ติดใจการลาออกของโจทก์ และต่อมาไม่ยอมให้ทำงานเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดี และการที่ตรวจไม่พบรายการที่จำเลยที่ 1 ส่งเงินสมทบไม่ถูกต้องไม่ได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ใช้ฐานอัตราค่าจ้างเท่ากันสำหรับพนักงานฝ่ายบริหารและพนักงานทั่วไปไม่ว่าจะทำงานมานานเท่าใด และเป็นที่สังเกตว่าก่อนปี 2551 ฐานอัตราค่าจ้างใช้คำนวณเงินสมทบสำหรับพนักงานทั่วไปต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ แม้อัตราค่าจ้างของโจทก์เดือนละ 17,000 บาท แต่โจทก์ต้องใช้ฐานอัตราค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท คำนวณเงินสมทบนำส่งกองทุนประกันสังคม ก็เนื่องจากเป็นคำสั่งของนายจ้างที่โจทก์ปฏิเสธไม่ได้ ไม่ได้กระทำไปโดยสมัครใจ เมื่อจำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และโจทก์ถูกบีบบังคับให้ลาออก โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างและกรณีชราภาพ กับจำเลยที่ 1 ต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้างนำส่งกองทุนประกันสังคมโดยใช้ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท รวมทั้งจำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังเข้ากองทุนประกันสังคมให้แก่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 2 ที่รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำหนังสือลาออกโดยสมัครใจ โจทก์คำนวณเงินสมทบนำส่งกองทุนประกันสังคมไปเองโดยไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยื่นแบบรายการอัตราค่าจ้างเพื่อคำนวณเงินสมทบนำส่งกองทุนประกันสังคมถูกต้องแล้ว ดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวล้วนแต่เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงการทำงานจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ฝ่ายจำเลยออกหนังสือรับรองการทำงาน ซึ่งตามคำให้การของจำเลยทั้งสามก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 ยินดีที่จะออกหนังสือรับรองการทำงานให้แก่โจทก์ทุกเวลา แต่ศาลแรงงานภาค 2 ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ให้ เห็นว่า หลังจากการจ้างแรงงานสิ้นสุดลงด้วยการลาออก จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้แก่โจทก์ตามที่ขอ โจทก์ชอบที่จะได้รับใบสำคัญแสดงว่าได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรจากจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 585 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินประกัน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันลาออกจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่ตรงกับเนื้อหาส่วนคำวินิจฉัยที่ให้จ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามฟ้องทั้งเมื่อโจทก์ลาออกมีผลในวันที่ 7 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่คืนเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันลาออกดังกล่าว คือต้องคืนเงินประกันภายในวันที่ 14 ธันวาคม 2552 หากจำเลยที่ 1 ไม่คืนเงินประกันการทำงานแก่โจทก์ภายในวันดังกล่าว จะต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และมาตรา 10 วรรคสอง กรณีดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 จ่ายคืนเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายคืนเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และออกใบสำคัญแสดงว่าโจทก์ได้ทำงานมานานเท่าไรและงานที่ทำนั้นเป็นงานอย่างไรแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 585
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง ม. 10 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานะ สาลีเขียว
จำเลย — บริษัทโคซี่บีชโฮเต็ล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9752/2558
#593487
เปิดฉบับเต็ม

จดหมายแนบท้ายคำร้องที่โจทก์ทั้งสามขออนุญาตให้รวมไว้ในสำนวนโดยอ้างว่าเพิ่งพบหลังจากสืบพยานโจทก์ทั้งสามและสืบพยานจำเลยทั้งสี่เสร็จสิ้นแล้ว เป็นเอกสารที่ศาลชั้นต้นไม่ได้รับไว้เป็นพยานเอกสารของฝ่ายโจทก์ทั้งสาม และฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่มีโอกาสนำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นอ้างนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และ ณ. ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่ โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ให้บังคับตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ณ. และ ก. คนละ 1 ส่วน เท่า ๆ กัน กับขอให้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทต้องพิจารณาจากผลได้ประโยชน์ของฝ่ายโจทก์ทั้งสามประกอบผลเสียประโยชน์ของฝ่ายจำเลยทั้งสี่ หากโจทก์ทั้งสามชนะคดีเป็นเกณฑ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ให้พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 มีผลบังคับ และให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญส่ง ผู้ตาย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นประการแรกว่า พินัยกรรม เป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณที่ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามติงได้ความว่า การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมกระทำกันที่บริเวณริมน้ำโดยเวลานั้นนางแฉล้มอยู่ในบ้าน ซึ่งทนายโจทก์ทั้งสามมิได้ถามค้านนายอภิชาติให้ได้ความชัดเจนว่านายอภิชาติเห็นโจทก์ที่ 2 ที่จุดใดและขณะนั้นนางสาวศิริวรรณมีโอกาสเห็นโจทก์ที่ 2 ด้วยหรือไม่ จึงยังถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณกับนายอภิชาติในส่วนนี้มีข้อแตกต่างในสาระสำคัญที่เป็นพิรุธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เบิกความถึงเวลาที่มีการพบพินัยกรรมว่าจำเลยที่ 2 นำพินัยกรรมดังกล่าวที่พบไปให้ดูครั้งแรกในเดือนเมษายน 2555 แต่จำเลยที่ 2 กลับเบิกความว่าหลังจากพบพินัยกรรม จำเลยที่ 2 แจ้งให้นางแฉล้มทราบเป็นคนแรก ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แตกต่างกันดูเป็นพิรุธ จึงรับฟังไม่ได้ นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำพยานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้แล้ว ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ซักถามว่า "ภายหลังจากวันที่ 2 เมษายน 2555 ข้าฯ ทราบจากนางสาวไอรดา จำเลยที่ 2 ว่า เพิ่งพบพินัยกรรมของนายบุญส่งอีกฉบับในห้องนอนของนายบุญส่งก่อนถึงแก่กรรม...รายละเอียดปรากฏตามพินัยกรรม" แล้วจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า "พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้พบและนำมาให้ข้าฯ ดูครั้งแรกวันที่เท่าใดจำไม่ได้ แต่เดือนเมษายน 2555 อยู่ในซองสีน้ำตาลแต่ถูกเปิดไว้แล้ว ไม่ได้ปิดผนึกไว้ แต่ไม่มีลายเซ็นของเจ้ามรดกเซนต์กำกับไว้ที่ซอง และบริเวณหน้าซองก็ไม่มีข้อความใดปรากฏอยู่" โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามติงว่า ในวันราชการเปิดทำการจำเลยที่ 1 พักอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชที่จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นที่ปรึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล จำเลยที่ 1 กลับมาพักที่บ้านเลขที่ 1459 เฉพาะวันหยุดราชการเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ซักถามว่า "เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 ข้าฯพบพินัยกรรมของนายบุญส่งฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ในห้องนอนของนายบุญส่ง" แล้วจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ทั้งสี่ถามค้านว่า "หลังจากที่ข้าฯพบพินัยกรรม ข้าฯ แจ้งให้มารดาของข้าฯทราบเป็นคนแรก ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2555 จึงแจ้งให้กับจำเลยที่ 1 ทราบซึ่งขณะนั้นข้าฯ แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบทางโทรศัพท์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงเดินทางมาที่บ้าน" การเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว มีลักษณะเป็นการประมาณเวลาว่าพบพินัยกรรมเมื่อเดือนพฤษภาคมอันเป็นเดือนที่ถัดมาจากเดือนเมษายน มิได้ยืนยันแน่นอนว่าพบพินัยกรรมในเดือนพฤษภาคม 2555 คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงไม่แตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ให้ดูเป็นพิรุธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ตามที่นางแฉล้มไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4185 เนื่องจากโฉนดที่ดินฉบับผู้ถือสูญหายต่อเจ้าพนักงานที่ดินในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ตามสำเนาคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า ก่อนหน้านั้นนางแฉล้มกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทราบดีว่านายบุญส่งเก็บเอกสารไว้ที่ใดบ้างช่วยกันค้นหาโฉนดที่ดินเลขที่ 4185 แล้วไม่พบ ซึ่งการค้นดังกล่าวหากพินัยกรรม มีอยู่จริง จำเลยที่ 2 ก็ต้องพบในช่วงเวลานั้นแล้ว ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าจำเลยที่ 2 เพิ่งพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ในภายหลังจึงมีข้อสงสัย นั้น เห็นว่า ทนายโจทก์ทั้งสามไม่ได้ถามค้านจำเลยที่ 2 ให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางแฉล้มและจำเลยที่ 2 ค้นหาโฉนดที่ดินในห้องนอนของนายบุญส่งด้วยหรือไม่ การค้นหาดังกล่าวได้ตรวจดูเอกสารอื่นของนายบุญส่งหรือไม่ และจำเลยที่ 2 พบพินัยกรรมตรงจุดใดในห้องนอนของนายบุญส่ง กรณีจึงอาจเป็นไปได้ว่าบริเวณที่นายบุญส่งเคยเก็บเอกสารไว้ มิได้อยู่ในห้องนอนของนายบุญส่งจึงไม่มีการตรวจค้นหาในห้องนอนของนายบุญส่งกัน หรืออาจเป็นไปได้ว่าการค้นหาดังกล่าวมุ่งตรวจหาแต่โฉนดที่ดินซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวโดยไม่สนใจดูรายละเอียดเอกสารอื่นด้วย ลำพังข้อเท็จจริงในคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่จึงไม่พอให้สรุปได้อย่างแน่ชัดว่าการที่จำเลยที่ 2 พบพินัยกรรมในภายหลังเป็นเรื่องผิดปกติที่มีข้อควรสงสัย ที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสี่เกรงว่าหากโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายบุญส่งฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 แล้ว โจทก์ที่ 1 จะรื้อฟื้นเรื่องผลประโยชน์ที่ได้มาจากค่าเช่าร้านอาหารและพื้นที่เต็นท์ขายรถในที่ดินมรดกของนายบุญส่งด้านหน้าเดือนละ 90,000 บาท โดยไม่เคยแบ่งให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสามมาก่อน จึงเป็นสาเหตุให้ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำปลอมพินัยกรรมนั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่ายโจทก์ทั้งสามเคยทวงถามผลประโยชน์ได้ค่าเช่าจากฝ่ายจำเลยทั้งสี่มาก่อน ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า เดิมจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เก็บค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านซึ่งรวมถึงค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ตลอดจนค่าดูแลรักษาพยาบาลของนายบุญส่งกับนางแฉล้ม และแบ่งใช้คืนค่าถมดินให้แก่จำเลยที่ 3 และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า หลังจากนายบุญส่งถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านส่วนหนึ่ง และคืนเป็นค่าลงทุนทำร้านกับค่าถมดินให้แก่จำเลยที่ 3 อีกส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่แบ่งเงินให้โจทก์ทั้งสามเพราะโจทก์ทั้งสามไม่เคยมาดูแลนายบุญส่งเลย ดังนี้ การใช้จ่ายผลประโยชน์จากรายได้ค่าเช่าดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยโต้แย้งพิพาทกัน ทั้งนางแฉล้มก็ย่อมรับทราบการใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 ตลอดมา ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า นายบุญส่งเคยมีจดหมายลงวันที่ 3 กันยายน 2545 ถึงโจทก์ที่ 1 กล่าวถึงที่ดินที่จะยกให้ตามจดหมายท้ายคำร้องขอส่งเอกสารลงวันที่ 4 กันยายน 2556 ของโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายบุญส่งจะทำพินัยกรรมตัดโจทก์ที่ 1 มิให้ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม เห็นว่า จดหมายท้ายคำร้องดังกล่าวที่โจทก์ทั้งสามขออนุญาตให้รวมไว้ในสำนวนโดยอ้างว่าเพิ่งพบหลังจากมีการสืบพยานโจทก์ทั้งสามและสืบพยานจำเลยทั้งสี่เสร็จสิ้นแล้ว เป็นเอกสารที่ศาลชั้นต้นไม่ได้รับไว้เป็นพยานเอกสารของฝ่ายโจทก์ทั้งสาม และฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่มีโอกาสนำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นอ้างนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่โจทก์ทั้งสามอ้างทำนองว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ นายอภิชาติและนางสาวจีริสุมัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ด้วยมีพฤติการณ์ร่วมกันวางแผนดำเนินการติดต่อตลอดมา โดยนางสาวจีริสุมัยเคยเป็นลูกน้องนายอภิชาติมาก่อน ตามสำเนาหนังสือให้ความยินยอมอันเป็นหนังสือให้ความยินยอมจากทายาทให้จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งมีลายมือชื่อนายอภิชาติเป็นพยานอยู่ด้วย ซึ่งหากนายบุญส่งทำพินัยกรรม นายอภิชาติก็น่าจะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นทราบในเวลานั้นว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมไว้ในปี 2544 และมอบพินัยกรรมคู่ฉบับให้นายอภิชาติเก็บรักษาเพื่อนางสาวจีริสุมัยจะได้ทำคำร้องขอให้ศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งได้ถูกต้องตามความจริง ครั้นความปรากฏว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไว้ในปี 2533 ฝ่ายจำเลยทั้งสี่จึงมาอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า แม้คำเบิกความของนายอภิชาติที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านถึงเหตุที่ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 หรือนางแฉล้มทราบว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมในปี 2544 ไว้ เพราะนายบุญส่งเคยปรับทุกข์ว่า"อยากให้ลูก ๆ รักใคร่กัน" อันมีความหมายทำนองว่านายอภิชาติไม่ต้องการให้บุตรของนายบุญส่งทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะการแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมจึงไม่เปิดเผยว่านายบุญส่งได้ทำพินัยกรรมไว้เป็นเหตุผลที่ไม่หนักแน่น และดูน่าสงสัยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และนางสาวจีริสุมัยก็ดำเนินการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งต่อศาลตั้งแต่แรกอย่างเปิดเผยโดยมีการแจ้งให้โจทก์ที่ 1 และทายาทอื่นทราบ ทั้งนายอภิชาตินางสาวจีริสุมัย และนางสาวศิริวรรณเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียในกองทรัพย์มรดกของนายบุญส่ง การร่วมมือกับฝ่ายจำเลยทั้งสี่ปลอมพินัยกรรมเพื่อหักล้างพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายบุญส่งที่ทำไว้ในปี 2533 เพียงต้องการให้เหลือทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก 6 คน จากจำนวนเต็มที่มี 8 คน และให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกกับเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเป็นเรื่องที่นายอภิชาติ นางสาวจีริสุมัย และนางสาวศิริวรรณต้องกระทำผิดต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพทนายความกับต้องเสี่ยงกับการต้องโทษคดีอาญา จึงไม่น่าเชื่อว่าบุคคลทั้งสามจะกล้ากระทำเช่นนั้น ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามคาดเดาเอาเองโดยปราศจากหลักฐานที่มั่นคงสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ และส่วนโจทก์ทั้งสามอ้างว่า ลายมือชื่อของนายบุญส่งในพินัยกรรมมีข้อพิรุธ โดยมีลักษณะคล้ายใช้ปากกาหมึกซึมในการลงลายมือชื่อ แต่ปรากฏร่องรอยกระดาษนูนด้านหลังคล้ายถูกกดขณะลงลายมือชื่ออย่างแรง อันเป็นการผิดปกติวิสัยของการลงลายมือชื่อด้วยปากกาหมึกซึม ลายมือชื่อของนายบุญส่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลอกลายมือของนายบุญส่งลงในพินัยกรรมก่อนแล้วจึงนำปากกาหมึกซึมไปลากเส้นตามลายที่ลอกไว้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงไม่มีผลให้รับฟังได้ นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาใช้แว่นขยายส่องดูประกอบการใช้นิ้วสัมผัสด้านหลังกระดาษพินัยกรรม ตรงบริเวณที่มีลายมือชื่อนายบุญส่งอยู่ 6 จุด แล้ว ปรากฏว่ามีรอยนูนเล็กน้อยที่สม่ำเสมอกันเกือบทั้งหมด แต่ละเส้นหมึกที่เขียนอยู่ด้านหน้าไม่ใช่ลายเส้นหมึกปากกาหมึกซึม เนื่องจากเมื่อใช้น้ำแตะแล้วไม่มีรอยเลอะเปื้อนซึมขยายออก การลงลายมือชื่อทั้งหกจุดนั้นมีลักษณะเป็นการใช้ปากกาลูกลื่นหรือปากกาอื่นที่ไม่ใช่ปากกาหมึกซึมโดยผู้ลงลายมือชื่อกดปากกาขณะลงลายมือชื่อ ซึ่งหากเป็นการลงลายมือชื่อด้วยวิธีลอกลายดังที่โจทก์ทั้งสามอ้าง ผู้เชี่ยวชาญผู้ทำการตรวจพิสูจน์ด้วยหลักวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ย่อมตรวจพบข้อพิรุธและตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานการตรวจพิสูจน์ แต่ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์พยานเอกสารที่ส่งมาผู้เชี่ยวชาญผู้รับผิดชอบสำนวนพร้อมองค์คณะผู้ตรวจสอบมีความเห็นว่า ลายมือชื่อในเอกสารที่ส่งไปตรวจพิสูจน์เป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวโดยไม่มีข้อสังเกตแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ฉะนั้น เมื่อภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทตกแก่โจทก์ทั้งสาม แต่โจทก์ทั้งสามมีเพียงคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่าบุคคลทั้งสองเชื่อว่าพินัยกรรม เป็นพินัยกรรมปลอมโดยเหตุผลแวดล้อมกรณีที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีการับฟังไม่ได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ส่วนจำเลยทั้งสี่มีนายอภิชาติกับนางศิริวรรณ ผู้เป็นพยานในพินัยกรรมมายืนยันว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมไว้จริง สนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เพิ่งพบพินัยกรรมที่ห้องนอนของนายบุญส่งเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 ประกอบกับพยานผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นในการตรวจพิสูจน์ว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมเป็นลายมือชื่อของนายบุญส่งจริง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสาม จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า พินัยกรรม เป็นพินัยกรรมที่นายบุญส่งผู้ตายทำไว้จริง กรณีไม่มีเหตุที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญส่งหรือไม่อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นประการสุดท้ายว่าตามที่ศาลชั้นต้นประเมินราคาที่ดินมรดกตามโฉนดเลขที่ 4184 และ 4185 เป็นเงิน 74,766,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสามต้องเสียค่าขึ้นศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดชั้นศาลละ 224,766 บาท เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายณรงค์ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ให้พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นายณรงค์และนางสาวกุลตลา คนละ 1 ส่วน เท่า ๆ กัน กับขอให้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญส่งผู้ตาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทต้องพิจารณาจากผลได้ประโยชน์ของฝ่ายโจทก์ทั้งสามประกอบผลเสียประโยชน์ของฝ่ายจำเลยทั้งสี่หากโจทก์ทั้งสามชนะคดีเป็นเกณฑ์ ซึ่งหากโจทก์ทั้งสามชนะคดีโดยจำเลยทั้งสี่ถูกกำจัดมิให้ได้รับทรัพย์มรดกของนายบุญส่งตามฟ้อง ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ก็จะหายไป 4 คน และเหลืออยู่ 4 คน จำนวนอัตราส่วนเฉลี่ยที่โจทก์ทั้งสามและนางสาวกุลตลามีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจะเพิ่มขึ้นอีกคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน เป็นได้รับคนละ 1 ใน 4 ส่วน โดยทรัพย์มรดกที่ทายาททั้งสี่ได้รับเพิ่มมีราคา 37,380,000 บาท ทั้งนี้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นการฟ้องให้ทรัพย์มรดกราคา 37,380,000 บาท ดังกล่าว ตกแก่ทายาท 4 คน ที่เหลือโดยมิได้ขอให้ตกแก่ตนจำนวนคนละเท่าใด จึงต้องถือว่าคดีนี้มีข้อพิพาทกันในทุนทรัพย์จำนวน 37,380,000 บาท อนึ่ง หากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ร่วมฟ้องมาด้วย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ก็ย่อมได้ประโยชน์จากคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว การจะคิดแยกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 อีก จึงเป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน จึงสมควรเรียกเก็บค่าขึ้นศาลโจทก์ทั้งสามรวมกันจากทุนทรัพย์ 37,380,000 บาท เป็นค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 200,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมาทั้งสามศาลให้แก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจพร ศรีสกุลสมบัติ กับพวก
จำเลย — นางสาววนิดา ชัยนิยม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นางคมฤตา ไพรภิมุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุมิตร สุภาดุลย์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9752/2558
#634253
เปิดฉบับเต็ม

จดหมายท้ายคำร้องที่โจทก์ทั้งสามอนุญาตให้รวมไว้ในสำนวนโดยอ้างว่าเพิ่งพบหลังจากมีการสืบพยานโจทก์ทั้งสามและสืบพยานจำเลยทั้งสี่เสร็จสิ้นแล้ว เป็นเอกสารที่ศาลชั้นต้นไม่ได้นับไว้เป็นพยานเอกสารของฝ่ายโจทก์ทั้งสาม และฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่มีโอกาสนำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นอ้างนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และ ณ. ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ให้บังคับตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ณ. และ ก. คนละ 1 ส่วนเท่า ๆ กัน กับขอให้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทต้องพิจารณาจากผลได้ประโยชน์ของฝ่ายโจทก์ทั้งสามประกอบผลเสียประโยชน์ของฝ่ายจำเลยทั้งสี่หากโจทก์ทั้งสามชนะคดีเป็นเกณฑ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ให้พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 มีผลบังคับ และให้จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญส่ง ผู้ตาย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายณรงค์ ซึ่งเดิมชื่อนายดำรงค์ เป็นบุตรของนายบุญส่ง ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550 กับนางแฉล้ม ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นภริยาของนายณรงค์ นายณรงค์ถึงแก่ความตายแล้วเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2553 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างในคำร้องขอว่านายบุญส่งไม่ได้ทำพินัยกรรมและมีที่ดินโฉนดเลขที่ 8184 และ 8185 ตำบลลาดกระบัง (คลองประเวศบุรีรมย์) อำเภอลาดกระบัง (แสนแสบ) กรุงเทพมหานคร เป็นทรัพย์มรดกของนายบุญส่งเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 135/2555 โดยนางสาวจีริสุมัย ทนายความของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบตามหนังสือลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 2 เมษายน 2555 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำแถลงคัดค้านว่า ตามที่โจทก์ที่ 1 อ้างในคำร้องขอว่านายบุญส่งไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้นั้นแท้จริงนายบุญส่งทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไว้ที่เขตลาดกระบัง และโจทก์ที่ 1 ประสงค์ขอให้ตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งตามสำเนาคำแถลง ศาลจึงให้เลื่อนการไต่สวนคำร้องไปเพื่อรอฟังผลพินัยกรรม ในวันเดียวกันโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสี่พร้อมนางแฉล้มไปที่สำนักงานเขตลาดกระบัง แล้วเจ้าหน้าที่ได้เปิดพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายบุญส่ง ฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ที่มีข้อความระบุว่า เมื่อนายบุญส่งถึงแก่ความตายแล้ว ขอยกที่ดินโฉนดเลขที่ 4184 และ 4185 พร้อมบ้าน 1 หลัง ให้แก่บุตร 8 คน คนละ 1 ส่วน กับให้ตั้งโจทก์ที่ 1 ซึ่งเดิมชื่อ นางนันทนา เป็นผู้จัดการมรดกตามสำเนาพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองซึ่งนำมาอ่านให้ทายาทของนายบุญส่งฟัง ครั้นถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 อันเป็นวันนัดไต่สวนคำร้องที่เลื่อนมาโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำคัดค้านเป็นขอให้ตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งตามพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายบุญส่งฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ส่วนจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำร้องขอฉบับเดิมเป็นขอให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งตามพินัยกรรมของนายบุญส่ง ฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่า เพิ่งทราบว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ คือพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 กับพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ซึ่งให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งให้เลื่อนคดีเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายฟ้องคดีแบบมีข้อพิพาทกันแล้วถอนคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกต่อไป สำหรับพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ที่จำเลยที่ 1 อ้างดังกล่าว คือ พินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งมีคู่ฉบับเป็นพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 มีลายมือชื่อนายอภิชาติกับนางสาวศิริวรรณ เป็นพยานในพินัยกรรม โดยมีข้อความในพินัยกรรมระบุว่ายกที่ดินโฉนดเลขที่ 4184 และ 4185 ตามเนื้อที่เท่ากันในลักษณะแปลงที่กำหนดไว้ในแผนที่สังเขปแนบท้ายพินัยกรรมให้แก่บุตร 6 คน โดยไม่มีชื่อโจทก์ที่ 1 และนางสาวกุลตลา ซึ่งปรากฏตามบัญชีเครือญาติ ว่าหายสาบสูญไปเมื่อปี 2537 เป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมด้วย กำหนดให้ผู้รับมรดกทุกคนมีหน้าที่ออกค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาบ้านเลขที่ 34 (ภายหลังเปลี่ยนเลขที่บ้านใหม่เป็นเลขที่ 1459) กับสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่ในที่ดินโดยมีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดชีวิต และระบุให้ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โจทก์ที่ 1 แต่งงานแล้วแยกครอบครัวไปอยู่กับสามีตั้งแต่ปี 2531 นางแฉล้มเคยร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ที่ 1 ในข้อหายักยอกทรัพย์ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ที่ 1 ยักยอกเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารของนางแฉล้มไป 3,800,000 บาทเศษ โจทก์ที่ 1 คืนเงินให้นางแฉล้มประมาณ 1,700,000 บาท แล้วนางแฉล้มถอนคำร้องทุกข์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ปัจจุบันนางแฉล้มยังมีชีวิตและพัก อยู่ที่บ้านเลขที่ 1459 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4184 และ 4185 ระหว่างการพิจารณาศาลชั้นต้นส่งเอกสารที่มีลายมือชื่อนายบุญส่งที่แท้จริงหลายฉบับกับพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ไปตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตามที่โจทก์ทั้งสามขอเพื่อตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อนายบุญส่งที่ปรากฏว่าเป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญของศาลประจำสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจพิสูจน์แล้วมีความเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์พยานเอกสารรายงานที่ รพ. 070/2556 ลงวันที่ 25 กันยายน 2556

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นประการแรกว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 เป็นพินัยกรรมปลอมหรือไม่ โจทก์ทั้งสามมีพยาน 2 ปาก คือโจทก์ที่ 1 และที่ 3 เบิกความตรงกันว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 3 เชื่อว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 เป็นพินัยกรรมปลอมเพราะไม่มีเหตุผลใดที่นายบุญส่งจะตัดโจทก์ที่ 1 มิให้มีส่วนได้รับมรดกของนายบุญส่งด้วย เนื่องจากนายบุญส่งไม่เคยโกรธหรือเกลียดโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ก็ช่วยดูแลนายบุญส่งเรื่อยมา โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า ในช่วงปี 2540 ถึง 2547 พยานโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของนายบุญส่งเดือนละ 2,000 ถึง 5,000 บาท ทุกเดือนตามใบฝากเงินธนาคารออมสิน พยานเป็นผู้พานายบุญส่งไปรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลรามคำแหงตลอดมาโดยตามสำเนาประวัติการรักษานายบุญส่ง หน้าหลังก็ปรากฏชื่อพยานเป็นผู้รับยา นางสาวจีริสุมัยแจ้งว่าเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งแล้วก็จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่พยานและทายาทอื่นต่อไป จำเลยทั้งสี่ไม่เคยบอกพยานว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมตัดพยานมิให้ได้รับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 4184 และ 4185 ด้วย จำเลยที่ 1 ส่งพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ต่อศาลโดยไม่มีซองที่บรรจุปิดผนึกลงลายมือชื่อนายบุญส่งกำกับ ส่วนพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 ที่พยานขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกมาจากนายอภิชาตก็ไม่มีการบรรจุซองปิดผนึกลงลายมือชื่อนายบุญส่งกำกับไว้เช่นกัน ลายมือชื่อนายบุญส่งในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 มีลายเส้นและมีหมึกแตกต่างกันตลอดจนใช้กระดาษที่แตกต่างกัน พยาน เชื่อว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำปลอมพินัยกรรมดังกล่าว และโจทก์ที่ 3 เบิกความว่า พยานมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านเลขที่ 1459 หรือ 34 เดิม ซึ่งเป็นบ้านนายบุญส่งและนางแฉล้ม พยานกับนายอภิชาติเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากจบการศึกษาแล้วพยานบวชเป็นพระภิกษุตั้งแต่ปี 2534 แล้วสึกในปี 2544 จากนั้นพยานมาพักอยู่ที่บ้านเลขที่ 34 บ้าง และไปพักอาศัยที่บ้านเพื่อนบ้างโดยยังติดต่อกับนายอภิชาติ ประมาณปี 2548 นายอภิชาติชวนพยานไปพักที่บ้านนายอภิชาตและช่วยทำงานที่สำนักงานทนายความของนายอภิชาติซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ ในสำนักงานทนายความนั้นมีนางสาวจีริสุมัยเป็นทนายความประจำอยู่ด้วย ต่อมาปี 2553 พยานออกจากบ้านนายอภิชาตไปอยู่กับภริยานอกสมรสที่จังหวัดสระบุรี นายอภิชาติไม่เคยบอกพยานว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมไว้ ส่วนจำเลยทั้งสี่มีพยาน 4 ปาก คือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 นางสาวศิริวรรณและนายอภิชาติ โดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่า นายบุญส่งและนางแฉล้มจดทะเบียนสมรสกันเมื่อประมาณปี 2489 และมีบุตรด้วยกัน 8 คน โดยพยานเป็นบุตรคนโต พยานยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งโดยเข้าใจว่านายบุญส่งไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ หลังจากวันที่ 2 เมษายน 2555 แล้วพยานทราบจากจำเลยที่ 2 ว่าเพิ่งพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ในห้องที่เคยเป็นห้องนอนนายบุญส่ง จากนั้นระหว่างการพิจารณาในคดีนี้จึงทราบว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 มีคู่ฉบับเป็นพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 อยู่ที่นายอภิชาติ พยานและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้ปลอมพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 นายอภิชาติเป็นเพื่อนของโจทก์ที่ 3 และเคยมาพักอาศัยที่บ้านเลขที่ 34 เมื่อประมาณปี 2530 ถึง 2533 นายอภิชาตรู้จักคุ้นเคยกับนายบุญส่งและนางแฉล้มดี จำเลยที่ 2 เบิกความว่า เดิมพยานไม่เคยทราบว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมไว้ พยานเป็นผู้พบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ในห้องนอนนายบุญส่ง เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 พยานกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ปลอมพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 นางสาวศิริวรรณเบิกความว่า พยานเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ขณะนั้นพยานเป็นทนายความอยู่ที่สำนักงานทนายความของนายอภิชาติ พยานเคยเห็นนายบุญส่งไปปรึกษาเรื่องการทำพินัยกรรมกับนายอภิชาตที่ สำนักงานทนายความของนายอภิชาติ แต่พยานไม่ได้ร่วมฟังด้วย ต่อมาพยานไปที่บ้านนายบุญส่งกับนายอภิชาติ นายอภิชาติอ่านข้อความในพินัยกรรมที่นายอภิชาติจัดพิมพ์ไปให้นายบุญส่งฟัง นายบุญส่งพูดว่าตรงตามที่พูดคุยกันแล้วจึงมีการลงลายมือชื่อในพินัยกรรม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งเก็บไว้ที่นายบุญส่ง ส่วนอีกหนึ่งฉบับเก็บไว้ที่นายอภิชาติ พยานลาออกจากสำนักงานทนายความของนายอภิชาติมาประมาณ 8 ถึง 9 ปี แล้ว และนายอภิชาติเบิกความว่า พยานรู้จักสนิทสนมกับนายบุญส่งและนางแฉล้ม เนื่องจากพยานเป็นเพื่อนโจทก์ที่ 3 และเคยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของบุคคลทั้งสองในช่วงปี 2529 ถึง 2532 ในปี 2544 นายบุญส่งมักมาปรับทุกข์กับพยานว่าบุตรของนายบุญส่งไม่ค่อยสามัคคีกันและนายบุญส่งไม่ต้องการให้บุตรแบ่งแยกทรัพย์สินกัน พยานเป็นผู้จัดทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ตามรายละเอียดที่นายบุญส่งเขียนมาให้ทำพินัยกรรม นายบุญส่งพูดเปรยให้พยานฟังว่า "อุ๊" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของโจทก์ที่ 1 เอาเงินจำนวนหลักล้านของนางแฉล้มไปทำอะไรก็ไม่ทราบ เมื่อพยานจัดทำพินัยกรรมเสร็จแล้วจึงนำไปอ่านให้นายบุญส่งฟังกับให้นายบุญส่งอ่านเองที่บ้านนายบุญส่ง จากพยานโจทก์ทั้งสามและพยานจำเลยทั้งสี่ข้างต้น ตามที่โจทก์ทั้งสามฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่ามิได้พิจารณาถึงเหตุผลจากกรณีแวดล้อม และความพิรุธแห่งการกระทำของฝ่ายจำเลยทั้งสี่ประกอบการวินิจฉัยให้แก่ฝ่ายโจทก์ทั้งสาม โดยที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีกาว่า ทางนำสืบฝ่ายจำเลยทั้งสามปรากฏว่านางสาวศิริวรรณเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า ในวันที่ไปลงลายมือเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 นางสาวศิริวรรณพบนายบุญส่งกับนางแฉล้มอยู่ที่บ้านนายบุญส่งเพียงสองคน นอกนั้นนางสาวศิริวรรณไม่เห็นผู้ใดอีก แต่นายอภิชาตผู้พิมพ์พินัยกรรมและเป็นพยานในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 อีกคนหนึ่งกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า วันดังกล่าวมีโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นคนหูหนวกกับนางแฉล้มอยู่ที่บ้านนายบุญส่งด้วย พยานจำเลยทั้งสามในส่วนนี้เป็นพิรุธ นั้น เห็นว่า จากคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณที่ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามติงได้ความว่า การลงลายมือชื่อในพินัยกรรมกระทำกันที่บริเวณริมน้ำโดยเวลานั้นนางแฉล้มอยู่ในบ้าน ซึ่งทนายโจทก์ทั้งสามมิได้ถามค้านนายอภิชาตให้ได้ ความชัดเจนว่านายอภิชาติเห็นโจทก์ที่ 2 ที่จุดใดและขณะนั้นนางสาวศิริวรรณมีโอกาสเห็นโจทก์ที่ 2 ด้วยหรือไม่ จึงยังถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของนางสาวศิริวรรณกับนายอภิชาติในส่วนนี้มีข้อแตกต่างในสาระสำคัญที่เป็นพิรุธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เบิกความถึงเวลาที่มีการพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ว่าจำเลยที่ 2 นำพินัยกรรมดังกล่าวที่พบไปให้ดูครั้งแรกในเดือนเมษายน 2555 แต่จำเลยที่ 2 กลับเบิกความว่าหลังจากพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 แล้ว จำเลยที่ 2 แจ้งให้นางแฉล้มทราบเป็นคนแรก ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แตกต่างกันดูเป็นพิรุธ จึงรับฟังไม่ได้ นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำพยานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้แล้ว ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ซักถามว่า "ภายหลังจากวันที่ 2 เมษายน 2555 ข้าฯ ทราบจากนางสาวไอรดา จำเลยที่ 2 ว่า เพิ่งพบพินัยกรรมของนายบุญส่งอีกฉบับในห้องนอนของนายบุญส่งก่อนถึงแก่กรรม...รายละเอียดปรากฏตามพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1" แล้วจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า "พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้พบและนำมาให้ข้าฯ ดูครั้งแรกวันที่เท่าใดจำไม่ได้ แต่เดือนเมษายน 2555 อยู่ในซองสีน้ำตาลแต่ถูกเปิดไว้แล้ว ไม่ได้ปิดผนึกไว้ แต่ไม่มีลายเซ็นของเจ้ามรดกเซนต์กำกับไว้ที่ซอง และบริเวณหน้าซองก็ไม่มีข้อความใดปรากฏอยู่" โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามติงว่า ในวันราชการเปิดทำการจำเลยที่ 1 พักอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชที่จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นที่ปรึกษาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล จำเลยที่ 1 กลับมาพักที่บ้านเลขที่ 1459 เฉพาะวันหยุดราชการเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ซักถามว่า "เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 ข้าฯ พบพินัยกรรมของนายบุญส่งฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 เอกสารหมาย ล.1 ในห้องนอนของนายบุญส่ง" แล้วจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ทั้งสี่ถามค้านว่า "หลังจากที่ข้าฯ พบพินัยกรรม ข้าฯ แจ้งให้มารดาของข้าฯทราบเป็นคนแรก ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2555 จึงแจ้งให้กับจำเลยที่ 1 ทราบซึ่งขณะนั้นข้าฯ แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบทางโทรศัพท์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงเดินทางมาที่บ้าน" การเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว มีลักษณะเป็นการประมาณเวลาว่าพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 เมื่อเดือนพฤษภาคมอันเป็นเดือนที่ถัดมาจากเดือนเมษายน มิได้ยืนยันแน่นอนว่าพบพินัยกรรมในเดือนพฤษภาคม 2555 คำเบิกความของจำเลยที่ 2 จึงไม่แตกต่างขัดแย้งกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ให้ดูเป็นพิรุธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ตามที่นางแฉล้มไปยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 4185 เนื่องจากโฉนดที่ดินฉบับผู้ถือสูญหายต่อเจ้าพนักงานที่ดินในวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า ก่อนหน้านั้นนางแฉล้มกับจำเลยที่ 2 ซึ่งทราบดีว่านายบุญส่งเก็บเอกสารไว้ที่ใดบ้างช่วยกันค้นหาโฉนดที่ดินเลขที่ 4185 แล้วไม่พบ ซึ่งการค้นดังกล่าวหากพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 มีอยู่จริง จำเลยที่ 2 ก็ต้องพบในช่วงเวลานั้นแล้ว ข้อนำสืบของจำเลยทั้งสี่ที่ว่าจำเลยที่ 2 เพิ่งพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ในภายหลังจึงมีข้อสงสัย นั้น เห็นว่า ทนายโจทก์ทั้งสามไม่ได้ถามค้านจำเลยที่ 2 ให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นางแฉล้มและจำเลยที่ 2 ค้นหาโฉนดที่ดินในห้องนอนของนายบุญส่งด้วยหรือไม่ การค้นหาดังกล่าวได้ตรวจดูเอกสารอื่นของนายบุญส่งหรือไม่ และจำเลยที่ 2 พบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ตรงจุดใดในห้องนอนของนายบุญส่ง กรณีจึงอาจเป็นไปได้ว่าบริเวณที่นายบุญส่งเคยเก็บเอกสารไว้ มิได้อยู่ในห้องนอนของนายบุญส่งจึงไม่มีการตรวจค้นหาในห้องนอนของนายบุญส่งกัน หรืออาจเป็นไปได้ว่าการค้นหาดังกล่าวมุ่งตรวจหาแต่โฉนดที่ดินซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวโดยไม่สนใจดูรายละเอียดเอกสารอื่นด้วย ลำพังข้อเท็จจริงในคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่จึงไม่พอให้สรุปได้อย่างแน่ชัดว่าการที่จำเลยที่ 2 พบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ในภายหลังเป็นเรื่องผิดปกติที่มีข้อควรสงสัย ที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสี่เกรงว่าหากโจทก์ที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายบุญส่งฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 แล้ว โจทก์ที่ 1 จะรื้อฟื้นเรื่องผลประโยชน์ที่ได้มาจากค่าเช่าร้านอาหารและพื้นที่เต็นท์ขายรถในที่ดินมรดกของนายบุญส่งด้านหน้าเดือนละ 90,000 บาท โดยไม่เคยแบ่งให้ฝ่ายโจทก์ทั้งสามมาก่อน จึงเป็นสาเหตุให้ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำปลอมพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ขึ้นมาอ้าง นั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ทั้งสามไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าฝ่ายโจทก์ทั้งสามเคยทวงถามผลประโยชน์ได้ค่าเช่าจากฝ่ายจำเลยทั้งสี่มาก่อน ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า เดิมจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้เก็บค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านซึ่งรวมถึงค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ตลอดจนค่าดูแลรักษาพยาบาลของนายบุญส่งกับนางแฉล้ม และแบ่งใช้คืนค่าถมดินให้แก่จำเลยที่ 3 และได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า หลังจากนายบุญส่งถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยที่ 2 เป็นผู้เก็บค่าเช่ามาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านส่วนหนึ่ง และคืนเป็นค่าลงทุนทำร้านกับค่าถมดินให้แก่จำเลยที่ 3 อีกส่วนหนึ่ง จำเลยที่ 2 ไม่แบ่งเงินให้โจทก์ทั้งสามเพราะโจทก์ทั้งสามไม่เคยมาดูแลนายบุญส่งเลย ดังนี้ การใช้จ่ายผลประโยชน์จากรายได้ค่าเช่าดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยโต้แย้งพิพาทกัน ทั้งนางแฉล้มก็ย่อมรับทราบการใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 ตลอดมา ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้จึงไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ที่โจทก์ทั้งสามอ้างว่า นายบุญส่งเคยมีจดหมายลงวันที่ 3 กันยายน 2545 ถึงโจทก์ที่ 1 กล่าวถึงที่ดินที่จะยกให้ตามจดหมายท้ายคำร้องขอส่งเอกสารลงวันที่ 4 กันยายน 2556 ของโจทก์ทั้งสาม จึงเป็นไปไม่ได้ที่นายบุญส่งจะทำพินัยกรรมตัดโจทก์ที่ 1 มิให้ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 นั้น เห็นว่า จดหมายท้ายคำร้องดังกล่าวที่โจทก์ทั้งสามขออนุญาตให้รวมไว้ในสำนวนโดยอ้างว่าเพิ่งพบหลังจากมีการสืบพยานโจทก์ทั้งสามและสืบพยานจำเลยทั้งสี่เสร็จสิ้นแล้ว เป็นเอกสารที่ศาลชั้นต้นไม่ได้รับไว้เป็นพยานเอกสารของฝ่ายโจทก์ทั้งสาม และฝ่ายจำเลยทั้งสี่ไม่มีโอกาสนำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสามยกขึ้นอ้างนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่โจทก์ทั้งสามอ้างทำนองว่า ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ นายอภิชาติและนางสาวจีริสุมัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ด้วยมีพฤติการร่วมกันวางแผนดำเนินการติดต่อตลอดมา โดยนางสาวจีริสุมัยเคยเป็นลูกน้องนายอภิชาติมาก่อน อันเป็นหนังสือให้ความยินยอมจากทายาทให้จำเลยที่ 1 มายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งมีลายมือชื่อนายอภิชาติเป็นพยานอยู่ด้วย ซึ่งหากนายบุญส่งทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ไว้จริง นายอภิชาติก็น่าจะต้องแจ้งให้จำเลยที่ 1 และทายาทอื่นทราบในเวลานั้นว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมไว้ในปี 2544 และมอบพินัยกรรมคู่ฉบับให้นายอภิชาตเก็บรักษาเพื่อนางสาวจีริสุมัยจะได้ทำคำร้องขอให้ศาลตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งได้ถูกต้องตามความจริง ครั้นความปรากฏว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองไว้ในปี 2533 ฝ่ายจำเลยทั้งสี่จึงมาอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า แม้คำเบิกความของนายอภิชาติที่ตอบทนายโจทก์ทั้งสามถามค้านถึงเหตุที่ไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 หรือนางแฉล้มทราบว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมในปี 2544 ไว้ เพราะนายบุญส่งเคยปรับทุกข์ว่า "อยากให้ลูก ๆ รักใคร่กัน" อันมีความหมายทำนองว่านายอภิชาติไม่ต้องการให้บุตรของนายบุญส่งทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะการแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมจึงไม่เปิดเผยว่านายบุญส่งได้ทำพินัยกรรมไว้เป็นเหตุผลที่ไม่หนักแน่น และดูน่าสงสัยก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และนางสาวจีริสุมัยก็ดำเนินการยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญส่งต่อศาลตั้งแต่แรกอย่างเปิดเผยโดยมีการแจ้งให้โจทก์ที่ 1 และทายาทอื่นทราบทั้งนายอภิชาตินางสาวจีริสุมัย และนางสาวศิริวรรณเป็นบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียในกองทรัพย์มรดกของนายบุญส่ง การร่วมมือกับฝ่ายจำเลยทั้งสี่ปลอมพินัยกรรมเพื่อหักล้างพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนายบุญส่งที่ทำไว้ในปี 2533 เพียงต้องการให้เหลือทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก 6 คน จากจำนวนเต็มที่มี 8 คน และให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีชื่อเป็นผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกกับเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมเป็นเรื่องที่นายอภิชาติ นางสาวจีริสุมัย และนางสาวศิริวรรณต้องกระทำผิดต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพทนายความกับต้องเสี่ยงกับการต้องโทษคดีอาญา จึงไม่น่าเชื่อว่าบุคคลทั้งสามจะกล้ากระทำเช่นนั้น ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้เป็นเรื่องโจทก์ทั้งสามคาดเดาเอาเองโดยปราศจากหลักฐานที่มั่นคงสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ และส่วนโจทก์ทั้งสามอ้างว่า ลายมือชื่อของนายบุญส่งในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 มีข้อพิรุธ โดยมีลักษณะคล้ายใช้ปากกาหมึกซึมในการลงลายมือชื่อ แต่ปรากฏร่องรอยกระดาษนูนด้านหลังคล้ายถูกกดขณะลงลายมือชื่ออย่างแรง อันเป็นการผิดปกติวิสัยของการลงลายมือชื่อ ด้วยปากกาหมึกซึม ลายมือชื่อของนายบุญส่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลอกลายมือของนายบุญส่งลงในพินัยกรรมก่อนแล้วจึงนำปากกาหมึกซึมไปลากเส้นตามลายที่ลอกไว้ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจึงไม่มีผลให้รับฟังได้ นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาใช้แว่นขยายส่องดูประกอบการใช้นิ้วสัมผัสด้านหลังกระดาษพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ตรงบริเวณที่มีลายมือชื่อนายบุญส่งอยู่ 6 จุด แล้ว ปรากฏว่ามีรอยนูนเล็กน้อยที่สม่ำเสมอกันเกือบทั้งหมด แต่ละเส้นหมึกที่เขียนอยู่ด้านหน้าไม่ใช่ลายเส้นหมึกปากกาหมึกซึม เนื่องจากเมื่อใช้น้ำแตะแล้วไม่มีรอยเลอะเปื้อนซึมขยายออก การลงลายมือชื่อทั้งหกจุดนั้นมีลักษณะเป็นการใช้ปากกาลูกลื่นหรือปากกาอื่นที่ไม่ใช่ปากกาหมึกซึมโดยผู้ลงลายมือชื่อกดปากกาขณะลงลายมือชื่อ ซึ่งหากเป็นการลงลายมือชื่อด้วยวิธีลอกลายดังที่โจทก์ทั้งสามอ้าง ผู้เชี่ยวชาญผู้ทำการตรวจพิสูจน์ด้วยหลักวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ย่อมตรวจพบข้อพิรุธและตั้งข้อสังเกตไว้ในรายงานการตรวจพิสูจน์ แต่ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์พยานเอกสารที่ส่งมาผู้เชี่ยวชาญผู้รับผิดชอบสำนวนพร้อมองค์คณะผู้ตรวจสอบมีความเห็นว่า ลายมือชื่อในเอกสารที่ส่งไปตรวจพิสูจน์เป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวโดยไม่มีข้อสังเกตแต่อย่างใด ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ฉะนั้น เมื่อภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทตกแก่โจทก์ทั้งสาม แต่โจทก์ทั้งสามมีเพียงคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่าบุคคลทั้งสองเชื่อว่าพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 เป็นพินัยกรรมปลอมโดยเหตุผลแวดล้อมกรณีที่โจทก์ทั้งสามอ้างในฎีการับฟังไม่ได้ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ส่วนจำเลยทั้งสี่มีนายอภิชาติกับนางศิริวรรณ ผู้เป็นพยานในพินัยกรรมมายืนยันว่านายบุญส่งทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 ไว้จริง สนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่ว่า เพิ่งพบพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.1 ที่ห้องนอนของนายบุญส่งเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2555 ประกอบกับพยานผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นในการตรวจพิสูจน์ว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมในพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 เป็นลายมือชื่อของนายบุญส่งจริง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสาม จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า พินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 และ ล.1 เป็นพินัยกรรมที่นายบุญส่งผู้ตายทำไว้จริง กรณีไม่มีเหตุที่จะต้อง วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญส่งหรือไม่อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามเป็นประการสุดท้ายว่า ตามที่ศาลชั้นต้นประเมินราคาที่ดินมรดกตามโฉนดเลขที่ 4184 และ 4185 เป็นเงิน 74,766,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสามต้องเสียค่าขึ้นศาลตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดชั้นศาลละ 224,766 บาท เป็นการถูกต้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสามอ้างในฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามควรต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นศาลละ 200,000 บาท ขอให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเกินนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2544 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายณรงค์ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่โดยโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ให้พินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ที่ระบุยกทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นายณรงค์และนางสาวกุลตลา คนละ 1 ส่วน เท่า ๆ กัน กับขอให้พิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญส่งผู้ตาย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทต้องพิจารณาจากผลได้ประโยชน์ของฝ่ายโจทก์ทั้งสามประกอบผลเสียประโยชน์ของฝ่ายจำเลยทั้งสี่หากโจทก์ทั้งสามชนะคดีเป็นเกณฑ์ ซึ่งหากโจทก์ทั้งสามชนะคดีโดยจำเลยทั้งสี่ถูกกำจัดมิให้ได้รับทรัพย์มรดกของนายบุญส่งตามฟ้อง ทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2533 ก็จะหายไป 4 คน และเหลืออยู่ 4 คน จำนวนอัตราส่วนเฉลี่ยที่โจทก์ทั้งสามและนางสาวกุลตลามีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกจะเพิ่มขึ้นอีกคนละ 1 ส่วน ใน 8 ส่วน เป็นได้รับคนละ 1 ใน 4 ส่วน โดยทรัพย์มรดกที่ทายาททั้งสี่ได้รับเพิ่มมีราคา 37,380,000 บาท ทั้งนี้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามเป็นการฟ้องให้ทรัพย์มรดกราคา 37,380,000 บาท ดังกล่าว ตกแก่ทายาท 4 คน ที่เหลือโดยมิได้ขอให้ตกแก่ตนจำนวนคนละเท่าใด จึงต้องถือว่าคดีนี้มีข้อพิพาทกันในทุนทรัพย์จำนวน 37,380,000 บาท

อนึ่ง หากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่ร่วมฟ้องมาด้วย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ก็ย่อมได้ประโยชน์จากคำฟ้องของโจทก์ที่ 1 โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว การจะคิดแยกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์ที่ 2 และที่ 3 อีกจึงเป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน จึงสมควรเรียกเก็บค่าขึ้นศาลโจทก์ทั้งสามรวมกันจากทุนทรัพย์ 37,380,000 เป็นค่าขึ้นศาลชั้นศาลละ 200,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาในส่วนนี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมาทั้งสามศาลให้แก่โจทก์ทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเบญจพร ศรีสกุลสมบัติ กับพวก
จำเลย — นางสาววนิดา ชัยนิยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9751/2558
#590199
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 20 มิถุนายน 2556 โจทก์ที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 18 กันยายน 2556 ต่อมาโจทก์ที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์มาภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้โจทก์ที่ 1 ไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1), (2) ประกอบมาตรา 247 แต่เนื่องจากโจทก์ทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี จึงให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถึงโจทก์ที่ 2 ใหม่ด้วยตามรูปคดี ศาลฎีกาจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 1,260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองเปิดการใช้กระแสไฟฟ้า และยินยอมให้โจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารเข้าไปในสถานที่เช่าอาคารเลขที่ 1883/29 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อประกอบธุรกิจตามปกติ และยุติการหมิ่นประมาทโจทก์ที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายในอัตราวันละ 10,000 บาท และในอัตราเดือนละ 12,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะปฏิบัติตามสัญญา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 250,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2555) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันที่ 20 มิถุนายน 2556 โจทก์ที่ 2 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์วันที่ 9 กรกฎาคม 2556 และ 9 สิงหาคม 2556 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 และ 18 กันยายน 2556 ตามลำดับ ส่วนโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์แต่ยื่นอุทธรณ์วันที่ 18 กันยายน 2556 ฉบับเดียวกับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มาไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยนั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 ไว้เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2556 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 18 กันยายน 2556 ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2556 โจทก์ที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ฉบับเดียวกับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์มาภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์สั่งไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวแม้โจทก์ที่ 1 ไม่ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1), (2) ประกอบมาตรา 247 เนื่องจากโจทก์ทั้งสองมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีจึงให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถึงโจทก์ที่ 2 ใหม่ด้วยตามรูปคดี ศาลฎีกาจึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 2

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และกระบวนพิจารณาหลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษา และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1) ม. 243 (2) ม. 247 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเบนนี่ เบห์นาม โมฟี่ กับพวก
จำเลย — บริษัทสตางค์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวพรรณิภา วิชิตะกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9745/2558
#588127
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. และ ส. เจ้ามรดก ฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ที่อยู่ในครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากเจ้ามรดกทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจาก ว. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และ ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของ ส. โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อนแต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดกที่ยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1088, 45266, 75156, 20772, 20773, 17290, 27797, 27798, 2165 ใบแทนตราจองเลขที่ 216, 222 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3185 ให้กลับมาเป็นชื่อนายวินิจ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง และกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวินิจและนางสุนีย์เจ้ามรดก ฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้รับโอนมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากเจ้ามรดกทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากนายวินิจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนีย์โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และนายวินิจในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของนางสุนีย์โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อน แต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดก และการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่แล้ว คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ เลขะกุล กับพวก
จำเลย — นางวันทนา สาครินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสันติ สงห้อง
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9745/2558
#634250
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ว. และ ส. เจ้ามรดกฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ที่อยู่ในครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การว่า เจ้ามรดกทั้งสองโอนที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจาก ว. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และ ว. ในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของ ส. โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อนแต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดกที่ยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตาม ป.พพ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1088, 45266, 75156, 20772, 20773, 17290, 27797, 27798, 2165 ใบแทนตราจองเลขที่ 216, 222 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3185 ให้กลับมาเป็นชื่อนายวินิจ ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง และกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายวินิจ และนางสุนีย์ ซึ่งมีบุตรด้วยกันทั้งหมด 5 คน คือ โจทก์ทั้งสอง นายยงยุทธ นายวุฒิชัย (ถึงแก่กรรม) และจำเลยที่ 1 ระหว่างสมรสนายวินิจกับนางสุนีย์มีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลงและสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2546 นางสุนีย์ได้ถึงแก่ความตาย นายวินิจเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนีย์ รวมทั้งได้โอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ไปตั้งแต่ปี 2546 เรื่อยมาจนถึงครั้งสุดท้ายในปี 2551 ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2554 นายวินิจถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสองจึงร้องขอจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวินิจและนางสุนีย์เจ้ามรดก ฟ้องเรียกเอาคืนทรัพย์พิพาทซึ่งเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 18 แปลง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสี่โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ซึ่งจำเลยทั้งสี่ได้รับโอนมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากเจ้ามรดกทั้งสองก่อนที่เจ้ามรดกทั้งสองจะถึงแก่ความตาย ที่ดินดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง สำหรับที่ดินพิพาทส่วนที่เหลืออีก 10 แปลง จำเลยที่ 1 ได้รับโอนมาจากนายวินิจซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางสุนีย์โดยชอบ และได้ครอบครองเพื่อตนเองมาโดยตลอด โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกทั้งสองถึงแก่ความตาย คดีจึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า ที่ดินพิพาทจำนวน 8 แปลง เป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกทั้งสองหรือไม่ และนายวินิจในฐานะผู้จัดการมรดกคนก่อนของนางสุนีย์โอนที่ดินพิพาทจำนวน 10 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยชอบหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวให้ชัดแจ้งเสียก่อน แต่กลับไปวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกเอาทรัพย์คืนและขอให้เพิกถอนนิติกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ได้มาโดยมิชอบอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพย์มรดก และการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่สิ้นสุดลงซึ่งมีอายุความกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง จึงไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นอายุความเกี่ยวกับการฟ้องคดีมรดกระหว่างทายาทมาปรับใช้บังคับตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่แล้ว คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ เลขะกุล กับพวก
จำเลย — นางวันทนา สาครินทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9743/2558
#590202
เปิดฉบับเต็ม

ในขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นายทะเบียนมีคำสั่งให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยและมีประกาศห้ามจำเลยจำหน่ายทรัพย์สินซึ่งคำสั่งและประกาศดังกล่าวออกโดย พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 52 และจำเลยทราบคำสั่งและประกาศดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้โอนที่ดินแก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 54 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 21,799,315 บาท แก่โจทก์ภายใน 20 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ชำระจำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด โจทก์จึงยื่นคำขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำพิพากษาเพื่อชำระหนี้ตามสัญญา จากนั้นโจทก์นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ต่อมาเมื่อไถ่ถอนจำนองแล้วได้นำมาจดทะเบียนโอนขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจรับประกันวินาศภัยทุก อธิบดีกรมการประกันภัย ในฐานะนายทะเบียนมีคำสั่งนายทะเบียนที่ 12/2550 ให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวและมีประกาศนายทะเบียนลงวันที่เดียวกัน ห้ามจำเลยเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สิน เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้แก่พนักงานหรือลูกจ้างตามปกติ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลหนี้เงินกู้และบังคับจำนอง ต่อมามีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน อันเป็นเวลาภายหลังนายทะเบียนมีคำสั่งแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 อย่างชัดแจ้งและตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและไม่มีสิทธินำไปจดทะเบียนจำนองแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ นิติกรรมการรับโอนที่ดินพิพาทของโจทก์และการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทที่สืบเนื่องต่อมาในภายหลังตกเป็นโมฆะ โดยให้โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาท หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งแทนการแสดงเจตนา กรณีไม่อาจกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ให้โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 21,799,316 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นก่อนที่นายทะเบียนจะมีคำสั่งให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวและห้ามจำหน่ายทรัพย์สิน โดยโจทก์ไม่ทราบคำสั่งดังกล่าวมาก่อน คำสั่งของนายทะเบียนไม่มีผลบังคับแก่โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอก เงินที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมไปก็เพื่อให้จำเลยนำไปใช้แก้ปัญหาสภาพคล่องในการประกอบกิจการ สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย อีกทั้งการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตั้งแต่ก่อนที่โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามคำสั่งศาล การจดทะเบียนจำนองและไถ่ถอนจำนองระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้านที่ 1 ตลอดจนการที่โจทก์จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 กระทำขึ้นต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายและกระทำโดยสุจริตเปิดเผยและเสียค่าตอบแทน ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องหรือบุคคลใดเสียเปรียบ นิติกรรมไม่ตกเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยกับโจทก์ และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองและไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ระหว่างโจทก์กับผู้คัดค้านที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย จำเลยกู้เงินโจทก์เป็นเงิน 20,000,000 บาท พร้อมทั้งจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1518/5 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ หลังจากนั้นอธิบดีกรมการประกันภัยในฐานะนายทะเบียนมีคำสั่งนายทะเบียนที่ 12/2550 ให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงตามความในมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และนายทะเบียนได้มีคำสั่งในวันเดียวกัน ห้ามจำเลยเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินตามประกาศนายทะเบียนเรื่อง กำหนดการจ่ายเงินอื่นของบริษัทประกันวินาศภัยในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว จำเลยไม่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.935/2551 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยไม่ชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจัดการถอนชื่อจำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ตำบลบางซื่อ อำเภอบางซื่อ กรุงเทพมหานคร แล้วลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามคำขอเรื่องโอนตามคำสั่งศาล (มีค่าตอบแทน) โจทก์จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 จากผู้คัดค้านที่ 1 และโจทก์จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 152797 และ 152798 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยและศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย

มีปัญหาที่สมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเสียก่อนตามฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การประกันวินาศภัยเป็นธุรกิจที่มีผู้เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากและส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ที่มาใช้บริการของธุรกิจประกันวินาศภัย พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 เป็นพระราชบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อให้รัฐสามารถควบคุมดูแลให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยดำเนินธุรกิจที่สามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้เอาประกันและทำให้กิจการประกันวินาศภัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ นอกจากกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานตามกฎหมายมีคำสั่งให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติ เพิกถอน หรือแก้ไขได้แล้ว ผู้ฝ่าฝืนยังมีความผิดทางอาญาอีกด้วย จึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า ขณะที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน นายทะเบียนซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการประกอบการของจำเลยได้มีคำสั่งให้จำเลยหยุดรับประกันวินาศภัยและมีประกาศห้ามมิให้จำเลยจำหน่ายทรัพย์สิน ซึ่งคำสั่งและประกาศออกโดยอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 52 และจำเลยทราบคำสั่งและประกาศแล้ว การที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในขณะที่คำสั่งและประกาศมีผลบังคับ ตกลงชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้โอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ มาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เท่ากับไม่มีการทำสัญญาต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิใดๆ ในที่ดินพิพาท จึงไม่อาจทำนิติกรรมในที่ดินพิพาทได้ โดยมิต้องคำนึงว่าโจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองจะทำการโดยสุจริตหรือโจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองไม่ทราบว่าจำเลยต้องห้ามมิให้จำหน่ายทรัพย์สินของตนในระหว่างถูกสั่งให้หยุดรับประกันวินาศภัยหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนนิติกรรมต่างๆ ที่โจทก์กระทำ จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 138 ม. 150
พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม. 52 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพวัชร์ ปิยะชาตินันท์
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของ
ผู้ร้อง — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระพล บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสราวุธ ศิริภานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา