คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,188 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9742/2558
#588125
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 อันดับที่ 5 และ 6 ได้ระบุถึงพยานเอกสารที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานต่อศาล คือรายการยอดซื้อสินค้าและยอดชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ทั้งหมด ตลอดจนสำเนาภาพถ่ายเช็คที่โจทก์ได้นำเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทั้งหมดและได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 อันดับที่ 2 ระบุเอกสารที่อ้างเป็นยอดซื้อสินค้าและยอดชำระราคาสินค้าของบริษัทสปริงคูล จำกัด (จำเลยที่ 1) ให้กับโจทก์ 1 แฟ้ม ทั้งแนบสำเนาเช็คซึ่งเป็นหลักฐานการชำระหนี้ค่าสินค้า (ที่ตรวจพบปัจจุบัน) รวม 13 ฉบับ ท้ายคำให้การ แสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ยื่นบัญชีระบุพยานและพยายามรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่จะอ้างเป็นพยานต่อศาลเท่าที่ทำได้เพื่อให้โจทก์ได้มีโอกาสตรวจสอบในเบื้องต้นเท่าที่มี จึงพอแปลได้ว่าเป็นการอ้างเหตุขัดข้องในการส่งเอกสารให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจสอบ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า เอกสารทั้งหมดดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญในประเด็นแห่งคดีที่จะนำมาพิสูจน์ชี้ขาดผลแห่งคดีได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2)

แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่ขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการนำสืบว่าไม่มีต้นฉบับ ถือได้ว่าโจทก์ยอมรับสำเนาเอกสารว่าถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,504,100.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,399,483.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้เถียงกันว่า เมื่อประมาณปี 2536 จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ "เทรน" พร้อมอุปกรณ์และอะไหล่ให้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ในการทำหน้าที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์และหนังสือสัญญา

ค้ำประกัน ต่อมาปี 2549 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค้างชำระราคาสินค้าโจทก์เป็นจำนวนมาก มีการตกลงเจรจาเกี่ยวกับหนี้ที่ค้างชำระ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 11,100,635.34 บาท ตามรายการซื้อ และรายการชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกลงกันว่าให้จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์เพื่อจำหน่ายต่อไปได้แต่ในการชำระหนี้ราคาสินค้าแต่ละครั้ง จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินให้สูงกว่าราคาสินค้าที่ซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เพื่อนำเงินในส่วนที่ชำระเพิ่มมาหักกับหนี้เก่าที่ค้างชำระแก่โจทก์และในเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์รวม 41 ครั้ง รวมเป็นเงิน 8,651,659.67 บาท และโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้วตามใบส่งของเช็คธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ราคาสินค้าที่ซื้อจากโจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์นำเช็คกับใบเสร็จรับเงิน และใบแจ้งยอดบัญชีกระแสรายวัน ตลอดจนเอกสารใบกำกับภาษี และชุดนำฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (แฟ้มสีชมพู) มารับฟังเป็นพยานหลักฐานชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 อันดับที่ 5 และ 6 ได้ระบุถึงพยานเอกสารที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานต่อศาล คือรายการยอดซื้อสินค้าและยอดชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ทั้งหมด ตลอดจนสำเนาภาพถ่ายเช็คที่โจทก์ได้นำเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทั้งหมดและได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 อันดับที่ 2 ระบุเอกสารที่อ้างเป็นยอดซื้อสินค้าและยอดชำระราคาสินค้าของบริษัทสปริงคูล จำกัด ให้กับโจทก์ 1 แฟ้ม ทั้งแนบสำเนาเช็คซึ่งเป็นหลักฐานการชำระหนี้

ค่าสินค้า (ที่ตรวจพบปัจจุบัน) รวม 13 ฉบับท้ายคำให้การ แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นบัญชีระบุพยานและพยายามรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่จะอ้างเป็นพยานต่อศาลเท่าที่ทำได้เพื่อให้โจทก์ได้มีโอกาสตรวจสอบในเบื้องต้นเท่าที่มี จึงพอแปลได้ว่าเป็นการอ้างเหตุขัดข้องในการส่งเอกสารให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจสอบ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าเอกสารทั้งหมดดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญในประเด็นแห่งคดีที่จะนำมาพิสูจน์ชี้ขาดผลแห่งคดีได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสารแต่ขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการนำสืบว่าไม่มีต้นฉบับถือได้ว่าโจทก์ยอมรับสำเนาเอกสารถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (4) ที่ศาลอุทธรณ์นำเอกสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 127,808.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2551 ชำระเงิน 208,504.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ชำระเงิน 141,279.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ชำระเงิน 171,641.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2552 ชำระเงิน 123,367.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2552 ชำระเงิน 301,477.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 ชำระเงิน 21,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2552 และชำระเงิน 18,540.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 93 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์โค จำกัด
จำเลย — บริษัทสปริงคูล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายคมสัน อ้นโตน
ศาลอุทธรณ์ — นายมานิตย์ สุขอนันต์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9742/2558
#635936
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสอง ได้ระบุถึงพยานเอกสารที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานต่อศาล แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นบัญชีระบุพยานและพยายามรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่จะอ้างเป็นพยานต่อศาลเท่าที่ทำได้เพื่อให้โจทก์ได้มีโอกาสตรวจสอบในเบื้องต้นเท่าที่มี จึงพอแปลได้ว่าเป็นการอ้างเหตุขัดข้องในการส่งเอกสารให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจสอบ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เอกสารทั้งหมดดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญในประเด็นแห่งคดีที่จะนำมาพิสูจน์ชี้ขาดผลแห่งคดีได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่ขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการนำสืบว่าไม่มีต้นฉบับถือได้ว่าโจทก์ยอมรับสำเนาเอกสารถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (4)

นอกจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ราคาสินค้าตามฟ้องแล้วยังมีหนี้ราคาสินค้าเก่าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์อีกเป็นกรณีมีมูลหนี้ที่ค้างชำระหลายราย ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และถ้าการที่ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกรายไซร้ เมื่อทำการชำระหนี้ ลูกหนี้ระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไป ถ้าลูกหนี้ไม่ระบุ ท่านว่าหนี้สินรายใดถึงกำหนด ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดนั้น...ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่ตกหนักแก่ลูกหนี้เท่าๆ กัน ให้หนี้สินรายเก่าที่สุดเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน..." จะเห็นได้ว่า กฎหมายให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะระบุว่าชำระหนี้รายใดรายหนึ่งก็ได้หรือไม่ระบุก็ได้ หากระบุไว้ก็ต้องชำระหนี้ที่ระบุไว้ตามความประสงค์ของลูกหนี้ หากไม่ระบุไว้ ถ้าหนี้หลายรายถึงกำหนดชำระแล้ว ก็ให้หนี้สินรายเก่าที่สุดเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน สำหรับคดีนี้ มีเช็คจำนวน 31 ฉบับ ที่มีจำนวนเงินตามเช็คเท่ากับราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ตามใบเสร็จรับเงินและใบส่งของ ซึ่งตรงกับสินค้าที่ซื้อตามคำฟ้อง แม้การออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ราคาสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ตามฟ้อง แต่การออกเช็คมีจำนวนเงินตรงกับจำนวนเงินในใบเสร็จและใบส่งของที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้องดังกล่าว ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็ค 31 ฉบับดังกล่าวเพื่อชำระค่าสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ตามฟ้อง อันเป็นการระบุโดยปริยายไว้แล้วว่าให้ชำระหนี้รายใดตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 328 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องทั้งสามสิบเอ็ดรายการดังกล่าวให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 7,504,100.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,399,483.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังตามที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้เถียงกันว่า เมื่อประมาณปี 2536 จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศยี่ห้อ "เทรน" พร้อมอุปกรณ์และอะไหล่ให้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ในการทำหน้าที่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญาตั้งผู้จำหน่าย และหนังสือสัญญาค้ำประกัน ต่อมาปี 2549 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค้างชำระราคาสินค้าโจทก์เป็นจำนวนมาก มีการตกลงเจรจาเกี่ยวกับหนี้ที่ค้างชำระ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 11,100,635.34 บาท ตามรายการซื้อและรายการชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้ โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงตกลงกันว่าให้จำเลยที่ 1 สามารถสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์เพื่อจำหน่ายต่อไปได้แต่ในการชำระหนี้ราคาสินค้าแต่ละครั้ง จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินให้สูงกว่าราคาสินค้าที่ซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เพื่อนำเงินในส่วนที่ชำระเพิ่มมาหักกับหนี้เก่าที่ค้างชำระแก่โจทก์และในเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์รวม 41 ครั้ง รวมเป็นเงิน 8,651,659.67 บาท และโจทก์ได้ส่งมอบสินค้าดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้วตามใบส่งของ ใบเสร็จรับเงินเช็คธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ราคาสินค้าที่ซื้อจากโจทก์

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์นำเช็คกับใบเสร็จรับเงิน และใบแจ้งยอดบัญชีกระแสรายวัน ตลอดจนเอกสารใบกำกับภาษี และชุดนำฝากของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (แฟ้มสีชมพู) มารับฟังเป็นพยานหลักฐานชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองอ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ยื่นบัญชีระบุพยานและส่งสำเนาเอกสารให้โจทก์ก่อนตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 และ 90 ทั้งเป็นเพียงสำเนาเอกสารขัดกับมาตรา 93 ที่ให้รับฟังแต่ต้นฉบับนั้น เห็นว่า ตามบัญชีระบุพยานของจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2554 อันดับที่ 5 และ 6 ได้ระบุถึงพยานเอกสารที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นพยานต่อศาล คือรายการยอดซื้อสินค้าและยอดชำระราคาสินค้าแก่โจทก์ทั้งหมด ตลอดจนสำเนาภาพถ่ายเช็คที่โจทก์ได้นำเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีของโจทก์ทั้งหมดและได้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 อันดับที่ 2 ระบุเอกสารที่อ้างเป็นยอดซื้อสินค้าและยอดชำระราคาสินค้าของบริษัทสปริงคูล จำกัด ให้กับโจทก์ 1 แฟ้ม ทั้งแนบสำเนาเช็คซึ่งเป็นหลักฐานการชำระหนี้ค่าสินค้า (ที่ตรวจพบปัจจุบัน) รวม 13 ฉบับ ท้ายคำให้การ แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองได้ยื่นบัญชีระบุพยานและพยายามรวบรวมเอกสารต่างๆ ที่จะอ้างเป็นพยานต่อศาลเท่าที่ทำได้เพื่อให้โจทก์ได้มีโอกาสตรวจสอบในเบื้องต้นเท่าที่มี จึงพอแปลได้ว่าเป็นการอ้างเหตุขัดข้องในการส่งเอกสารให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจสอบ เมื่อพิเคราะห์จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าเอกสารทั้งหมดดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญในประเด็นแห่งคดีที่จะนำมาพิสูจน์ชี้ขาดผลแห่งคดีได้ และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) แม้เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงสำเนาเอกสารแต่ขณะที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน โจทก์ก็มิได้โต้แย้งหรือคัดค้านการนำสืบว่าไม่มีต้นฉบับถือได้ว่าโจทก์ยอมรับสำเนาเอกสารถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (4) ที่ศาลอุทธรณ์นำเอกสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เช็คธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ราคาสินค้าเก่าที่จำเลยทั้งสองค้างชำระแก่โจทก์ตามข้อตกลงไม่ใช่ชำระราคาสินค้าตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ระบุว่าการชำระหนี้ราคาสินค้าดังกล่าวเป็นการชำระหนี้ราคาสินค้าที่ซื้อตามฟ้อง เป็นการชำระหนี้โดยไม่ระบุเฉพาะเจาะจงว่าเพื่อชำระหนี้รายการใด โจทก์จึงมีสิทธินำเงินดังกล่าวไปหักจากหนี้เก่าตามข้อตกลง จำเลยทั้งสองจึงยังคงค้างชำระหนี้ราคาสินค้าที่ซื้อตามฟ้อง ได้ความว่า นอกจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ราคาสินค้าตามฟ้องแล้วยังมีหนี้ราคาสินค้าเก่าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระแก่โจทก์อีกเป็นกรณีมีมูลหนี้ที่ค้างชำระหลายรายซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ต้องผูกพันต่อเจ้าหนี้ในอันจะกระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอย่างเดียวกันโดยมูลหนี้หลายราย และถ้าการที่ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกรายไซร้ เมื่อทำการชำระหนี้ ลูกหนี้ระบุว่าชำระหนี้สินรายใด ก็ให้หนี้สินรายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไป ถ้าลูกหนี้ไม่ระบุ ท่านว่าหนี้สินรายใดถึงกำหนด ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดนั้น...ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่ตกหนักแก่ลูกหนี้เท่าๆ กัน ให้หนี้สินรายเก่าที่สุดเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน..." จะเห็นได้ว่า กฎหมายให้สิทธิแก่ลูกหนี้ที่จะระบุว่าชำระหนี้รายใดรายหนึ่งก็ได้หรือไม่ระบุก็ได้ หากระบุไว้ก็ต้องชำระหนี้ที่ระบุไว้ตามความประสงค์ของลูกหนี้ หากไม่ระบุไว้ ถ้าหนี้หลายรายถึงกำหนดชำระแล้ว ก็ให้หนี้สินรายเก่าที่สุดเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน สำหรับคดีนี้ เมื่อพิจารณาเช็คธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 45 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกเพื่อชำระราคาสินค้าให้โจทก์ จะเห็นได้ว่ามีเช็คจำนวน 31 ฉบับ ที่มีจำนวนเงินตามเช็คเท่ากับราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ตามใบเสร็จรับเงินและใบส่งของ ซึ่งตรงกับสินค้าที่ซื้อตามคำฟ้อง แม้การออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าวจะไม่ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ราคาสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ตามฟ้อง แต่การออกเช็คมีจำนวนเงินตรงกับจำนวนเงินในใบเสร็จและใบส่งของที่จำเลยที่ 1 ซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้องดังกล่าว ย่อมฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ออกเช็ค 31 ฉบับดังกล่าวเพื่อชำระค่าสินค้าที่ซื้อจากโจทก์ตามฟ้อง อันเป็นการระบุโดยปริยายไว้แล้วว่าให้ชำระหนี้รายใดตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องทั้งสามสิบเอ็ดรายการดังกล่าวให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 127,808.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2551 ชำระเงิน 208,504.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2551 ชำระเงิน 141,279.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2551 ชำระเงิน 171,641.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2552 ชำระเงิน 123,367.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2552 ชำระเงิน 301,477.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 ชำระเงิน 21,935 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2552 และชำระเงิน 18,540.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอร์โค จำกัด
จำเลย — บริษัทสปริงคูล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9740/2558
#591881
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาภายหลังฟ้อง และร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อันเป็นไปเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตน โดยไม่ได้ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) เพราะตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น คำขอบังคับของผู้ร้องสอดเป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด และห้ามโจทก์กับจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด เท่ากับเป็นการตั้งประเด็นฟ้องทั้งโจทก์และจำเลย และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง คดีร้องสอดคดีนี้จึงเสมือนหนึ่งว่าผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีใหม่และเป็นอีกคดีหนึ่งแยกกันได้กับคดีเดิม อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การแก้ร้องสอดได้ ผู้ร้องสอดจะยกข้อต่อสู้ที่เป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีเดิมมาเป็นข้อต่อสู้ของตนในคดีร้องสอดและฟ้องแย้งนี้ไม่ได้

ขณะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้จำเลยและผู้ร้องสอดทราบแล้วว่า โจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินเนื่องจากจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขายฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2555 แต่จำเลยไม่ยอมมาโอนตามสัญญา เจ้าพนักงานที่ดินได้รับคำขออายัดมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2555 และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 จำเลยและผู้ร้องสอดรับทราบและยืนยันให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้ หากเกิดความเสียหายใดๆ ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ เข้าเงื่อนไขที่โจทก์ขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง แล้ว

ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เพื่อขอให้มีคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด กับห้ามโจทก์และจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด และที่โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้งในคดีร้องสอด ก็เป็นไปเพื่อเพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันเป็นการเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดและการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท ที่มีผลให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลย แล้วโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้องอีกทอดหนึ่ง ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดจึงไม่ใช่พิพาทกันด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือของผู้ร้องสอด คดีร้องสอดและฟ้องแย้งคดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเรื่องละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) (2) (ก).

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 85742 ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร แก่โจทก์ และรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 5,500,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้พิพากษาว่า การรับโอนที่ดินพิพาทมีผลสมบูรณ์ ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดและห้ามโจทก์และจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 85742 ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอด ให้ผู้ร้องสอดจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากผู้ร้องสอดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกฟ้องโจทก์และพิพากษาว่าการซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

ผู้ร้องสอดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 85742 ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอด ให้จำเลยและผู้ร้องสอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยและผู้ร้องสอดส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของแก่โจทก์เพื่อจดทะเบียน หากจำเลยและผู้ร้องสอดไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและผู้ร้องสอด และให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ คำร้องสอดของผู้ร้องสอดให้ยกเสีย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ และให้ผู้ร้องสอดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนโจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันใช้ค่าทนายความแก่โจทก์ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมา 2,000 บาท แก่โจทก์

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งและนำสืบรับกันว่า เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2555 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 85742 ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ในราคา 6,000,000 บาท โจทก์วางมัดจำแก่จำเลยในวันทำสัญญา 500,000 บาท นัดโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือวันที่ 23 เมษายน 2555 ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ วันที่ 25 เมษายน 2555 จำเลยกับนางพิมผกา มารดาของผู้ร้องสอดทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร ราคา 10,000,000 บาท วางมัดจำแก่จำเลยในวันทำสัญญา 3,000,000 บาท นัดโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินส่วนที่เหลือวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และให้ผู้จะซื้อยึดถือโฉนดที่ดินไว้ ตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ ในวันนั้นมีผู้ร้องสอดไปด้วยและได้ให้จำเลยยื่นขอหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินพิพาท ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2555 โจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาทอ้างว่า โจทก์กับจำเลยทำข้อตกลงใหม่ตามหนังสือฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2555 ว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่ 27 เมษายน 2555 แต่ถึงกำหนดนัดใหม่จำเลยไม่ยอมไปโอนตามสัญญา จึงขออายัดที่ดินพิพาทเพื่อจะได้ดำเนินการฟ้องศาลให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้ตามสัญญา เจ้าพนักงานที่ดินทำการอายัดให้มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2555 ได้จัดพิมพ์หนังสือแจ้งให้ผู้ถูกอายัดและผู้มีส่วนได้เสียทราบ และส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับแล้ว ตามสำเนาคำขออายัดที่ดิน โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 แล้วในวันที่ 24 พฤษภาคม 2555 โจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินพิพาทอีกอ้างว่า ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นแล้ว จึงขออายัดที่ดินอีกเพื่อจะนำคำขออายัดไปแสดงต่อศาล เพื่อให้ศาลออกคำสั่งอายัดที่ดินต่อไป เจ้าพนักงานที่ดินไม่รับอายัดโดยให้เหตุผลว่า การอายัดตามมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน มีกำหนด 30 วัน นับแต่วันสั่งรับอายัดแล้ว โจทก์จะขออายัดซ้ำอีกไม่ได้ และแจ้งโจทก์ให้ไปดำเนินการใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลสั่งยึดหรืออายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป ตามสำเนาคำขออายัด วันที่ 25 พฤษภาคม 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินและคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณา แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง หลังจากนั้นวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 จำเลยกับผู้ร้องสอดทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องสอด โดยด้านหลังหนังสือสัญญาซื้อขายมีข้อความที่เจ้าพนักงานที่ดินทำบันทึกให้จำเลยกับผู้ร้องสอดลงลายมือชื่อระบุว่า จำเลยและผู้ร้องสอดได้ทราบแล้วว่าโจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินเนื่องจากจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2555 แต่จำเลยไม่ยอมมาโอนตามสัญญา ทางเจ้าหน้าที่ได้รับคำขออายัดมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2555 และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 นั้น จำเลยและผู้ร้องสอดรับทราบและยืนยันให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามสำเนาสัญญาซื้อขายและสำเนาโฉนดที่ดินพิพาท หรือสำเนาสัญญาซื้อขาย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดข้อที่ว่า บันทึกข้อตกลงท้ายสัญญาจะซื้อขาย ลงวันที่ 19 เมษายน 2555 ที่เป็นบันทึกข้อตกลงขยายระยะเวลาชำระเงินและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย จากเดิมวันที่ 23 เมษายน 2555 เป็นวันที่ 27 เมษายน 2555 และมีลายมือชื่อของจำเลยลงชื่อในฐานะผู้จะขายนั้นไม่มีผลโดยชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ก็ดี บันทึกข้อตกลงขยายระยะเวลาดังกล่าว จำเลยให้การว่าเป็นเอกสารปลอมนั้น ภาระการพิสูจน์เอกสารปลอมตกแก่โจทก์ก็ดี สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับและถือว่าเลิกสัญญากันแล้ว และจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยก็ดี สำเนารายงานประจำวันลงวันที่ 27 เมษายน 2555 ซึ่งมีผู้รับมอบอำนาจของบริษัทบีเคนครพนม จำกัด ฝ่ายผู้จะซื้อแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้เดินทางไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนครพร้อมนำเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 5,500,000 บาท แต่รอจนถึงปิดทำการแล้ว จำเลยไม่ยอมมานั้น ไม่ใช่คู่สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลย และการอายัดที่ดินภายหลังจากโจทก์ผิดสัญญาไม่มีผลตามกฎหมายก็ดี โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทต่อให้บริษัทบีเคนครพนม จำกัด ถือว่าโจทก์สละสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่บริษัทบีเคนครพนม จำกัด ก็ดี สัญญาจะซื้อขาย ลงวันที่ 27 มกราคม 2555 ระหว่างโจทก์กับบริษัทบีเคนครพนม จำกัด ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ยังไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาท จึงไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่บริษัทบีเคนครพนม จำกัด ก็ดี โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบมัดจำและขายที่ดินพิพาทแก่บุคคลอื่นได้ก็ดี นั้น เห็นว่า ปัญหาทั้งเจ็ดประการดังกล่าวเป็นปัญหาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่เป็นคู่สัญญากัน และเป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาภายหลังฟ้อง และร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อันเป็นไปเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยไม่ได้ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) เพราะตนมีส่วนได้ส่วนเสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนั้น คำขอบังคับของผู้ร้องสอดก็เป็นการขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องสอด และห้ามโจทก์กับจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด เท่ากับเป็นการตั้งประเด็นฟ้องทั้งโจทก์และจำเลย และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ร้องสอดที่ได้เข้าเป็นคู่ความตามอนุมาตรา (1) และ (3) แห่งมาตราก่อนนี้ มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่..." คดีร้องสอดคดีนี้จึงเสมือนหนึ่งว่าผู้ร้องสอดได้ฟ้องโจทก์และจำเลยเป็นคดีใหม่และเป็นอีกคดีหนึ่งแยกกันได้กับคดีเดิม อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การแก้ร้องสอดได้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องแย้งตามคำร้องสอดนั้นก็เป็นการขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอด และขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่ผู้ร้องสอด เพราะเป็นทางเสียเปรียบแก่โจทก์ ผู้ร้องสอดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งก็อยู่ในประเด็นดังกล่าว จึงมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดเพียงว่า ในขณะที่ทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดนั้น ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบหรือผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผู้รับโอนอันมีค่าตอบแทนได้กระทำการโดยสุจริตหรือไม่เท่านั้น ทั้งในคำร้องสอดและคำให้การแก้ฟ้องแย้งของผู้ร้องสอดก็หาได้ยกข้อต่อสู้เหล่านี้ขึ้นมาเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีร้องสอดและฟ้องแย้งนี้ด้วยไม่ ผู้ร้องสอดจึงจะยกข้อต่อสู้ที่เป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีเดิมมาเป็นข้อต่อสู้ของตนในคดีร้องสอดและฟ้องแย้งนี้ไม่ได้ มิฉะนั้นเท่ากับให้ผู้ร้องสอดเลือกข้อต่อสู้ของโจทก์หรือของจำเลยมาเป็นประโยชน์แก่ตนเช่นใดก็ได้ รวมทั้งโจทก์อุทธรณ์ในเรื่องค่าเสียหายที่ขอให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 4,000,000 บาท และค่าทนายความ โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ และโจทก์และจำเลยไม่ฎีกา คดีเดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว ผู้ร้องสอดชอบที่จะฎีกาในปัญหาที่เกี่ยวกับคดีร้องสอดและฟ้องแย้งดังกล่าวได้เท่านั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอดข้างต้น

ส่วนฎีกาของผู้ร้องสอดข้อที่ว่า ขณะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดรู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางโจทก์เสียเปรียบหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทนั้น เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งให้จำเลยและผู้ร้องสอดทราบแล้วว่า โจทก์ยื่นคำขออายัดที่ดินเนื่องจากจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อขาย ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2555 แต่จำเลยไม่ยอมมาโอนตามสัญญา ทางเจ้าพนักงานที่ดินได้รับคำขออายัดมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2555 และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 นั้น จำเลยและผู้ร้องสอดรับทราบและยืนยันให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนโอนขายให้ หากเกิดความเสียหายใด ๆ ขอรับผิดชอบเองทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามบันทึกด้านหลังหนังสือสัญญาซื้อขาย เข้าเงื่อนไขที่โจทก์ขอเพิกถอนการฉ้อฉลได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..." แล้ว ส่วนที่ผู้ร้องสอดฎีกาว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาลชั้นต้นไม่มีผลให้การซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดเป็นโมฆะก็ดี เจ้าพนักงานที่ดินยอมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้เพราะไม่มีการอายัดแล้วจึงเป็นการโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้องสอดโดยชอบด้วยกฎหมายก็ดี บันทึกของเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินพ้นผิดหากมีการฟ้องร้องต่อศาล ไม่เกี่ยวกับการที่ผู้ร้องสอดจะต้องรับผิดต่อเจ้าพนักงานที่ดินในกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้ร้องสอด หรือมีใจความสรุปว่าไม่เอาความแก่เจ้าพนักงานที่ดินหากมีข้อโต้แย้งกัน จำเลยและผู้ร้องสอดจะไม่เอาผิดแก่เจ้าพนักงานที่ดินก็ดี แม้ผู้ร้องสอดจะทราบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลให้สัญญาซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดตกเป็นโมฆะก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นข้อต่อสู้ที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น จึงไม่มีผลให้ผู้ร้องสอดชนะคดีแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองบังคับให้ตามคำขอตามฟ้องแย้งของโจทก์ที่ให้ผู้ร้องสอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้ผู้ร้องสอดส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของแก่โจทก์เพื่อจดทะเบียน หากผู้ร้องสอดไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนานั้น เป็นเรื่องโจทก์กับผู้ร้องสอดไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน ในอันจะบังคับให้ผู้ร้องสอดกระทำการเช่นว่านั้นหาได้ไม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และศาลฎีกาเห็นสมควรจึงยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 และการที่ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เพื่อขอให้มีคำพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด กับห้ามโจทก์และจำเลยยุ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้องสอด และที่โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดและฟ้องแย้งในคดีร้องสอด ก็เป็นไปเพื่อเพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 อันเป็นการเพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับผู้ร้องสอดและการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท ที่มีผลให้ที่ดินพิพาทกลับมาเป็นของจำเลย แล้วโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำฟ้องเดิมอีกทอดหนึ่ง ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดจึงไม่ใช่พิพาทกันด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของโจทก์หรือของผู้ร้องสอด คดีร้องสอดและฟ้องแย้งคดีนี้จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเรื่องละ 200 บาท ตามตาราง 1 ค่าธรรมเนียมศาล (ค่าขึ้นศาล) (2) (ก) ที่ผู้รองสอดเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 82,060 บาท และค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 78,000 บาท เกินมาจึงต้องคืนให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำขอตามฟ้องแย้งของโจทก์ที่ให้ผู้ร้องสอดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ และให้ผู้ร้องสอดส่งมอบโฉนดที่ดินฉบับเจ้าของแก่โจทก์เพื่อจดทะเบียน หากผู้ร้องสอดไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่ผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งในส่วนคดีร้องสอดและฟ้องแย้งให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 57 (2) ม. 58 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวฐิติมา ศิริปรีชาพงษ์
ผู้ร้องสอด — นายศิรากรณ์ สมรฤทธิ์
จำเลย — นายจักร ณะวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ปกิต สุวรรณพรหมา
ประมวล สุขสมพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9722/2558
#587398
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุน บ. เด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 แต่ก่อนศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุน บ. เด็ดขาด ระหว่างพิจารณาคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง บริษัทเงินทุน บ. ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยกับพวกตามมูลหนี้ในคดีแพ่งให้แก่ธนาคาร ท. และศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคาร ท. เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนแล้ว บริษัทเงินทุน บ. จึงมิใช่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากแต่เป็นธนาคาร ท. สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง จึงมิใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำการแทนได้ ธนาคาร ท. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชอบที่จะโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ส่วนที่โจทก์เคยตั้งเรื่องนำยึดทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อนนั้นเป็นความรอบคอบของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยให้ตามที่โจทก์ขอ หาใช่การรับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์เป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เดิมบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางลัดดาวัลย์ นายคมทวน นายสิงห์โต และจำเลย ต่อศาลแพ่งขอให้ชำระหนี้ตามสัญญายืม ตั๋วสัญญาใช้เงิน และสัญญาค้ำประกัน ระหว่างพิจารณา ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลแพ่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ครั้นวันที่ 30 ธันวาคม 2548 โจทก์ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว และวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คำนวณภาระหนี้ตามคำพิพากษาถึงวันฟ้อง จำเลยคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 35,126,027.40 บาท ตามรายการภาระหนี้ หลังฟ้องคดีนี้แล้ว เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 มีการบังคับคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง โดยโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128458 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยและนายสิงห์โต เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้รวม 2,707,060 บาท ตามสำเนารายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2548 ซึ่งขณะนั้นศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เด็ดขาดแล้วตั้งแต่ปี 2545 การรับโอนหนี้ตามคำพิพากษาจึงตกเป็นโมฆะ เพราะบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เจ้าหนี้เดิมเป็นบุคคลล้มละลายไม่สามารถทำนิติกรรมได้ เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะกระทำการแทน เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 แต่ก่อนศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เด็ดขาด ระหว่างพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 บริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยกับพวกตามมูลหนี้ในคดีแพ่งให้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนแล้ว บริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด จึงมิใช่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากแต่เป็นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ดังนั้น สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง จึงมิใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำการแทนได้ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชอบที่จะโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ส่วนที่โจทก์เคยตั้งเรื่องนำยึดทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อนนั้น เป็นความรอบคอบของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยให้ตามที่โจทก์ขอ หาใช่การรับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์เป็นโมฆะดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 109
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นางทองสุข ชนวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชิษณุพงศ์ ศรีทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9718/2558
#587399
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมอาคารของจำเลยแก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จำเลยและบริวารจำต้องออกไปจากทรัพย์สินดังกล่าว ส่วนการที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องจ่ายค่าเซ้งอาคารชั้นที่ 3 ให้แก่จำเลยและทำการซ่อมแซมตกแต่งอาคารชั้นที่ 3 ดังกล่าวนั้น แม้ผู้ร้องจะจ่ายเงินดังกล่าวไปจริง แต่เมื่อผู้ร้องมิได้มีการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน สิทธิดังกล่าวของผู้ร้องหากมีก็เป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างผู้ร้องกับจำเลย มิใช่ทรัพยสิทธิ จึงไม่มีผลไปถึงผู้ซื้อทรัพย์ของจำเลยจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริวารจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ตามลำดับ ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 10345 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขทะเบียนที่ 3/9 ให้แก่ผู้ซื้อทรัพย์ แต่จำเลยและบริวารยังครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ซื้อทรัพย์จึงขอให้ศาลล้มละลายกลางดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี เพื่อให้จำเลยและบริวารออกไปจากทรัพย์สิน ศาลล้มละลายกลางออกคำบังคับและหมายบังคับคดีตามคำขอของผู้ซื้อทรัพย์

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลย ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเหนือที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้ร้องได้ให้เงินตอบแทนแก่จำเลยเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ที่ดินและอาคารประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า ปัจจุบันผู้ร้องยังคงประกอบกิจการอยู่ที่ชั้นสามของอาคาร ขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยและมีสิทธิอยู่ในที่ดินและอาคาร

ศาลล้มละลายกลางพิเคราะห์คำร้องแล้วเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างตามคำร้องไม่ใช่อำนาจพิเศษแต่ถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย กรณีจึงไม่จำต้องไต่สวนคำร้อง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยเนื่องจากผู้ร้องจ่ายค่าเซ้งตึกชั้นที่ 3 ให้แก่จำเลย 300,000 บาท และซ่อมแซมตกแต่งตึกชั้นที่ 3 อีกเป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10345 ตำบลหนองค้างพลู (หลักสอง) อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขทะเบียนที่ 3/9 เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยจึงต้องรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งเฉลี่ยให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามกฎหมายล้มละลาย ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ผู้ซื้อทรัพย์แล้ว จำเลยและบริวารจึงจำต้องออกไปจากทรัพย์สินส่วนการที่ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องจ่ายค่าเซ้งตึกชั้นที่ 3 ให้แก่จำเลยและซ่อมแซมตกแต่งตึกชั้นที่ 3 นั้น แม้ผู้ร้องจะจ่ายเงินไปจริง แต่สิทธิของผู้ร้องหากมีก็เป็นเพียงบุคคลสิทธิระหว่างผู้ร้องกับจำเลย มิใช่ทรัพยสิทธิ จึงไม่มีผลไปถึงผู้ซื้อทรัพย์ของจำเลยจากการขายทอดตลาด ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นบริวารจำเลย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ไต่สวนคำร้อง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทกัส แอพพาเรล จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายพงศ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช
จำเลย — นายชวัลวิทย์หรือสมชาย ลิมปนิธิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9704/2558
#587384
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของ ช. ซึ่ง ช. ให้การรับรองว่าเป็นบุตร ช. ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของ ช. ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ ช. ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่า ช. สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของ ช. ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ ช. มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ ช. ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายเชนทร์ ให้ไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่านายเชนทร์ ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกับนางจุรีรัตน์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ โจทก์ นายเชนทร์ยังมีภริยาไม่ได้ทะเบียนสมรสอีก 1 คน ได้แก่ นางมยุรี มีบุตรด้วยกัน 5 คน ได้แก่ นางสาวลลิดา นางสาวอลิสา นายวสันต์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขณะนายเชนทร์ อายุ 92 ปี ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ที่สำนักงานเขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ระบุให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดของนายเชนทร์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.580/2552 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องในฐานะทายาทโดยธรรมเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตายโดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านทั้งสองเป็นบุตรของนายเชนทร์ซึ่งนายเชนทร์ให้การรับรองว่าเป็นบุตร นายเชนทร์ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแต่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกและยกทรัพย์มรดกของนายเชนทร์ทั้งหมดให้ผู้คัดค้านทั้งสอง ขอให้ยกคำร้องขอ และมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเชนทร์ผู้ตาย คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าสมควรตั้งผู้ร้องหรือผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ขณะที่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำขึ้นที่สำนักงานเขตวัฒนา โดยอ้างว่านายเชนทร์สำคัญผิดหรือถูกจำเลยทั้งสองกับพวกใช้กลฉ้อฉล เนื่องจากขณะทำพินัยกรรมไม่มีแพทย์ตรวจสอบร่างกายและจิตใจของนายเชนทร์ซึ่งมีอายุ 92 ปี ระหว่างป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคทางสมองผิดปกติ นายเชนทร์มีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และไม่เข้าใจภาษาไทย ล่ามไม่ได้แปลพินัยกรรมให้ถูกต้อง พินัยกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่นายเชนทร์ทำไว้หรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยถึงความสมบูรณ์ของพินัยกรรมเช่นเดียวกัน ประเด็นของคดีทั้งสองจึงเป็นเรื่องเดียวกัน และเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวิตรีหรือจิรอร ตังคนังนุกูล
จำเลย — นายวิศิษฎ์ ตังคนังนุกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายประพันธ์ กลีบบัว
ศาลอุทธรณ์ — นายวัชรชัย แสงอุไร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9696/2558
#586565
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 ต้องเป็นการนำความเท็จในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาไปแกล้งฟ้องผู้อื่นให้รับโทษ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ส่วนเรื่องอายุความนั้น ป.อ. มาตรา 95 และมาตรา 96 ได้บัญญัติไว้ต่างหากเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการฟ้องคดี ซึ่งเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาโดยตรง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฟ้องคดีก่อนว่าคดีของจำเลยที่ 1 ยังไม่ขาดอายุความนั้นแม้จะไม่เป็นความจริง จำเลยทั้งหกก็หามีความผิดฐานฟ้องเท็จไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 175

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันจัดการให้จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1527/2552 หมายเลขแดงที่ 2817/2552 ของศาลแขวงปทุมวันโดยจำเลยทั้งหกรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดในคดีดังกล่าวมาก่อนวันที่ 2 มีนาคม 2552 นานแล้ว แต่จำเลยทั้งหกกลับนำคดีที่ขาดอายุความมาฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีอาญา โดยอ้างว่าคดียังไม่ขาดอายุความซึ่งเป็นความเท็จ จึงเป็นการร่วมกันนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท" ดังนั้น การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามมาตรานี้ ต้องเป็นการนำความเท็จในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาไปแกล้งฟ้องผู้อื่นให้รับโทษ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เมื่อจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีก่อนกล่าวหาว่าโจทก์ทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงจำเลยที่ 1 องค์ประกอบของการกระทำความผิดคือ การหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยอ้างว่าคดีของจำเลยที่ 1 ยังไม่ขาดอายุความซึ่งเป็นความเท็จ เห็นได้ว่าข้อที่โจทก์ทั้งสองอ้างดังกล่าวมิใช่เนื้อหาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ทั้งสอง ส่วนเรื่องอายุความนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และมาตรา 96 ได้บัญญัติไว้ต่างหากเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการฟ้องคดี ซึ่งเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาโดยตรง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฟ้องว่าคดีของจำเลยที่ 1 ยังไม่ขาดอายุความนั้นแม้จะไม่เป็นความจริง จำเลยทั้งหกก็หามีความผิดฐานฟ้องเท็จไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 ม. 96 ม. 175
ชื่อคู่ความ
บริษัทณุศาศิริ กรุ๊ป จำกัด หรือ ณุศาพลาญ่า
โจทก์ — โฮเทล แอนด์ สปา จำกัด กับพวก
บริษัทธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวพนิดา ศกุนตะประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
จินดา ปัณฑะโชติ
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9688/2558
#590269
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกสิบล้อ เฉี่ยวชนกับรถแท็กซี่ ซึ่งมีนาย ส. เป็นผู้ขับและถึงแก่ความตายหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 5 เป็นผู้รับประกันภัยรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้รถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับชนท่อประปาของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เสียค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเป็นเงิน 92,347 บาท การที่จำเลยทั้งห้าจะรับผิดต่อโจทก์ ข้อเท็จจริงต้องรับฟังได้ว่า เหตุที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือนาย ส. แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ยังคงต้องนำสืบให้ได้ความดังกล่าว เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าเหตุที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และเป็นเหตุในลักษณะคดีจึงให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้ารวมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน99,266.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,341 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จำนวน 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 99,266.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,341 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า คืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 70-0728 ยะลา ไปตามถนนเอกชัย มุ่งหน้าไปบางขุนเทียนชนกับรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน 8ท-3154 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายสำราญ เป็นผู้ขับรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย นายสำราญถึงแก่ความตาย หลังจากรถทั้งสองคันชนกันแล้ว รถยนต์บรรทุกสิบล้อพุ่งลงคูน้ำไปทับท่อประปาของโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาตามของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะแล่นตกลงไปในคูน้ำทับท่อประปาของโจทก์ได้รับความเสียหาย รถยนต์บรรทุกสิบล้อได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์แท็กซี่ซึ่งนายสำราญเป็นผู้ขับเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อเสียหลักแล่นตกคูน้ำ ดังนั้นการที่โจทก์จะขอให้จำเลยทั้งห้ารับผิดต่อโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังได้เสียก่อนว่าเหตุที่รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือนายสำราญ แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 วรรคหนึ่ง ก็ตาม โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความดังกล่าว โจทก์คงมีนางสาวทัศทราภา ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า เหตุเกิดวันที่ 29 พฤษภาคม 2543 เวลากลางคืน และตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า พยานไม่ทราบสาเหตุที่รถยนต์บรรทุกสิบล้อไปชนท่อประปาของโจทก์ และไม่ทราบผลการดำเนินคดีอาญาว่า ฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดหรือถูก ส่วนจำเลยที่ 3 มีร้อยตำรวจเอกปัญญา พนักงานสอบสวนคดีรถทั้งสองคันชนกันเบิกความเป็นพยานว่า คืนเกิดเหตุพยานไปดูที่เกิดเหตุได้สอบถามจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุได้ความว่า จำเลยที่ 1 ขับมาจากแยกบางบอน 5 มุ่งหน้าไปบางขุนเทียนเฉี่ยวชนกับรถยนต์แท็กซี่ซึ่งแล่นสวนทางมาคืนเกิดเหตุพยานยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเหตุเกิดจากความประมาท ของฝ่ายใดเนื่องจากมืดและรถทั้งสองคันแยกไปคนละทิศละทาง ได้แจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าขับรถยนต์โดยประมาทจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ไม่สามารถแจ้งข้อหานายสำราญได้เนื่องจากนายสำราญถึงแก่ความตาย ทราบว่าผลคดีพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 และตอบทนายจำเลยที่ 4 และที่ 5 ถามค้านว่า หลังจากเฉี่ยวชนกันแล้วรถยนต์บรรทุกสิบล้อเสียหลักข้ามไปช่องเดินรถฝั่งตรงข้าม ลักษณะการเฉี่ยวชนเป็นการชนกันด้านหน้าอย่างแรง พยานไม่ทราบจุดที่เฉี่ยวชนกันว่าอยู่จุดใด เห็นเศษกระจกหล่นเกลื่อนกลาดไปทั่วถนน เมื่อพิจารณาจากภาพถ่าย ก็ปรากฏเพียงท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อซึ่งไม่ใช่ด้านหน้ารถอันเป็นจุดเฉี่ยวชน ส่วนอีกภาพหนึ่งก็เป็นเพียงภาพรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่ด้านหน้ารถตกลงคูน้ำไม่ปรากฏเศษวัสดุหรือร่องรอยที่บ่งชี้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อ ส่วนภาพถ่ายรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุรถชนกัน ส่วนเหตุรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นตกคูน้ำไปทับท่อประปาของโจทก์ก็เกิดขึ้นหลังจากรถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันแล้วทำให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อเสียหลักข้ามไปช่องเดินรถฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นช่องเดินรถยนต์แท็กซี่แล้วตกคูน้ำไปทับท่อประปาของโจทก์ แต่ก็ไม่ได้อาจฟังได้ว่าเหตุที่รถทั้งสองคันชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือนายสำราญ อีกทั้งพนักงานอัยการก็มีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถยนต์โดยประมาท ส่วนที่นายสุรชัย พยานจำเลยที่ 5 เบิกความเป็นพยานว่า พยานไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุพบว่ามีร่องรอยการครูดบนผิวถนนจากด้านที่รถยนต์บรรทุกสิบล้อมุ่งหน้าไปคูน้ำซึ่งอยู่ด้านช่องเดินรถยนต์แท็กซี่และพบรอยคราบน้ำมันในช่องเดินรถยนต์แท็กซี่จึงอนุมานว่าจุดชนน่าจะอยู่ตรงบริเวณที่มีคราบน้ำมัน แต่พยานปากนี้เป็นพนักงานของจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยรถยนต์แท็กซี่ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับฝ่ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อ จึงอาจเบิกความช่วยเหลือจำเลยที่ 5 ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 5 ไม่ได้ ส่งภาพถ่ายรอยคราบน้ำมันและรอยครูดที่กล่าวถึงประกอบคำเบิกความ คำของนายสุรชัยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่เพียงพอให้รับฟัง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าเหตุที่รถทั้งสองคันชนกันจนเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อเสียหลักแล่นลงคูน้ำทับท่อประปาของโจทก์ได้รับความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ และเป็นเหตุในลักษณะคดีจึงให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (เดิม)
ป.พ.พ. ม. 437 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — นายเจต ศิริพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพศวัต จงอรุณงามแสง
ศาลอุทธรณ์ — นายวิวัธน ทองลงยา
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9683 -ที่ 9685/2558
#592936
เปิดฉบับเต็ม

พินัยกรรมพิพาทมีลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา หรือพินัยกรรมแบบมีพยาน เป็นหนังสือที่มีการลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรม รอยลบ ขีด ฆ่า เติมข้อความที่ช่องวัน เดือน ปี และอายุของผู้ตายมีการลงลายมือชื่อผู้ตายและลงลายมือชื่อของ ว. กับ ศ. ผู้เป็นพยานรับรองลายมือชื่อผู้ตายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทั้งสองคนกำกับไว้ ทั้งผู้ตายได้ลงลายมือชื่อกับพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้ที่ช่องผู้ทำพินัยกรรม โดยมีลายมือชื่อของ ศ. และ ว. ที่ช่องพยานครบถ้วน แม้พินัยกรรมที่พิพาทไม่มีข้อความที่เป็นถ้อยคำระบุการเผื่อตายไว้โดยชัดแจ้ง แต่ก็มีข้อความว่า "พินัยกรรม" ที่หัวกระดาษตรงกลาง ซึ่งหมายถึงเอกสารแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย และยังมีข้อความระบุไว้ว่า "....ข้าพเจ้าขอให้ ผ. บุตรสาวเป็นผู้จัดการมรดกให้ปฏิบัติตามเจตนาของข้าพเจ้าในการแบ่งปันทรัพย์สิน... ขอทำพินัยกรรมให้แบ่งทรัพย์สินดังนี้..." กรณีจึงมีความหมายอยู่ในตัวว่าข้อกำหนดในเอกสารดังกล่าวจะมีผลต่อเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พินัยกรรมที่พิพาทจึงเป็นไปตามแบบที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1656 แห่ง ป.พ.พ. และมีผลบังคับตามกฎหมาย หาได้เป็นโมฆะไม่

การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ตายให้ปลูกสร้างอาคารห้องเช่า 26 ห้อง บนที่ดินของผู้ตายเป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1410 อันเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งที่ไม่อาจได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสิทธิเหนือพื้นดินที่ได้มานั้นยังไม่บริบูรณ์และไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อตกลงที่ผู้ตายอนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารห้องเช่าบนที่ดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ โจทก์จึงปราศจากสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้ยันต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 6 ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินชอบที่จะขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
สำนวนแรก ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายสำเนียง ผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ

สำนวนที่สอง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวหรือใบแทนโฉนดแก่โจทก์ และห้ามโอนขายที่ดินนั้นให้แก่บุคคลภายนอก และให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากธนาคารกรุงเทพมหานคร จำกัด (มหาชน)สาขาสะพานใหม่ ดอนเมือง บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 134 - 2 - 45018 - 4 กับบัญชีออมทรัพย์เลขที่ 134 - 2 - 46206 - 4 และเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) สาขาย่อยถนนสายไหม บัญชีออมทรัพย์เลขที่ 187 - 2 - 07072 - 4 ให้โจทก์ 1 ใน 8 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สาม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องให้จำเลยที่ 6 แบ่งแยกที่ดินทุกแปลงดังกล่าว 1 ใน 8 ส่วน ให้โจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 6 หากจำเลยที่ 6 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และห้ามจำเลยที่ 6 จดทะเบียนนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลภายนอก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และขับไล่โจทก์พร้อมบริวารรวมทั้งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 23573 และ 23578 ถึง 23581 ตำบลสายไหม อำเภอสายไหม กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 6 ในสภาพเรียบร้อย กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์แก่จำเลยที่ 6 เดือนละ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์และบริวารจะขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเสร็จและส่งมอบให้จำเลยที่ 6 เรียบร้อย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6

คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้คัดค้านในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองและที่สามว่า โจทก์ เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนที่สองและที่สามว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่สองและที่สามว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 กับเรียกจำเลยที่ 5 และที่ 6 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องคัดค้าน (ที่ถูก คำร้องขอ) ของโจทก์ (ผู้คัดค้าน) ในสำนวนแรก และยกฟ้องโจทก์ในสำนวนที่สองและที่สาม ตลอดจนยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 6 ในสำนวนที่สาม ค่าฤชาธรรมเนียมทุกสำนวนให้เป็นพับทุกฝ่าย

โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์รื้ออาคารชั้นเดียวส่วนที่ปลูกในที่ดินโฉนดเลขที่ 23573 และ 23578 ถึง 23581 ตำบลสายไหม อำเภอสายไหมกรุงเทพมหานคร ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 6 เดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 8 มิถุนายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนอาคารดังกล่าวออกไปแล้วเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2554 ที่พิพาท และพินัยกรรมที่พิพาทมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามที่โจทก์เบิกความว่า ระหว่างป่วยผู้ตายไม่มีความสามารถทำพินัยกรรมเนื่องจากผู้ตายพูดไม่ได้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเอง และมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ จึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โจทก์ไม่เชื่อว่าผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมที่พิพาทไว้จริงโดยโจทก์มีนางสุนันทเบิกความสนับสนุนว่า ในช่วงปลายปี 2553 ถึงเดือนมกราคม 2554 นางสุนันทเห็นนายวัชรินทร์ซึ่งเป็นผู้พิมพ์จัดทำพินัยกรรมที่พิพาทไปเยี่ยมผู้ตายที่ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลเมโยเพียงครั้งเดียวและไม่มีการพูดถึงเรื่องการทำพินัยกรรมกันและในวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ที่จำเลยที่ 1 พาผู้ตายไปพบแพทย์ตามนัดนางสุนันทก็เห็นผู้ตายมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์นั้น กลับปรากฏจากคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายแพทย์พรชัยซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในผลคดีว่า ตั้งแต่ปลายปี 2553 ถึงต้นปี 2554 นายแพทย์พรชัยเห็นผู้ตายพูดจาโต้ตอบได้รู้เรื่อง ในวันที่ 24 ธันวาคม 2553 ผู้ตายยังสามารถพูดคุยสื่อสารกับแพทย์ได้อยู่เหมือนเดิม นายแพทย์พรชัยเห็นว่าผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จึงออกใบรับรองแพทย์สำหรับผู้ตายไปใช้ประกอบการทำพินัยกรรมให้ข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์ในส่วนนี้จึงขัดแย้งกัน ทั้งยังปรากฏจากคำเบิกความของนางสุนันทตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ถามค้านเจือสมกับข้อนำสืบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ว่า ในวันที่นายวัชรินทร์ไปเยี่ยมผู้ตายที่โรงพยาบาลเมโยนั้นมีนายพงศกรไปด้วย โดยขณะนั้นมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฝ้าไข้ผู้ตายอยู่กับนางสุนันท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 นายวัชรินทร์และนายพงศกรก็เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันว่า นายวัชรินทร์ชวนนายพงศกรไปเยี่ยมผู้ตายในวันดังกล่าวเพราะผู้ตายให้จำเลยที่ 1 ติดต่อนายวัชรินทร์ไปพบเพื่อให้จัดทำพินัยกรรมของผู้ตาย และได้มีการสอบถามข้อมูลจากผู้ตายโดยนายพงศกรเป็นผู้จดบันทึกในขณะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับนางสุนันทอยู่ในห้องพยาบาล และเมื่อพิจารณาที่อยู่ของนางสุนันทตามบันทึกคำให้การในชั้นพิจารณาก็ปรากฏว่านางสุนันทมิได้อยู่บ้านเดียวกับผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีนางเพี้ยนซึ่งอยู่บ้านเดียวกับผู้ตายเป็นพยานยืนยันว่านายวัชรินทร์เคยมาพูดคุยกับผู้ตายที่บ้านประมาณ 3 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้นผู้ตายเห็นด้วยกับความคิดเห็นของนางเพี้ยนว่าควรจะจัดการเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่บุตรให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายจึงให้นายวัชรินทร์มาจัดทำพินัยกรรมให้ โดยนางเพี้ยนเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายวัชรินทร์ไปหาผู้ตายที่บ้านในปี 2554 เมื่อผู้ตายอ่านพินัยกรรมที่นายวัชรินทร์ทำไปให้ดูก็พูดว่า "บริบรูณ์" ซึ่งหมายความว่าถูกต้องเรียบร้อย เหตุที่ผู้ตายไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกใดให้นางเพี้ยนก็เพราะเห็นว่านางเพี้ยนอายุมากแล้ว นางเพี้ยนเองก็มีรายได้จากค่าเช่าเสาโทรศัพท์ปีละ 100,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว เหตุที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 1 มากกว่าทายาทอื่นก็เพราะต้องการจะให้จำเลยที่ 1 ดูแลนางเพี้ยนด้วย ทั้งนี้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่างก็เป็นบุตรของนางเพี้ยน ตามคำเบิกความของโจทก์ไม่ปรากฏว่านางเพี้ยนเกลียดชังหรือมีอคติใดต่อโจทก์ โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถามค้านว่า นางเพี้ยนมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีตลอดมา จึงเชื่อว่านางเพี้ยนเบิกความตามเรื่องที่แท้จริงโดยมิได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นอกจากนี้ตามคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายวัชรินทร์ นายศุภชัยกับนางปิยะรัตน์ซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในผลคดีส่วนที่เป็นสาระสำคัญก็สอดคล้องกันได้ความว่า ในวันที่ 12 มกราคม 2554 อันเป็นวันเดียวกับวันที่ผู้ตายลงลายมือชื่อในพินัยกรรมที่พิพาทผู้ตายยังมีสติสัมปชัญญะดีสามารถสื่อสารกับนางปิยะรัตน์ในการสอบถามเรื่องการทำหนังสือมอบอำนาจที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ได้ แม้โจทก์มีนางสาววันดี นางพงษ์จันทร์ และนายจักรรัตน์ เบิกความสนับสนุนตรงกันว่า ผู้ตายเคยพูดว่าจะไม่ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1944 ให้ผู้ใดเพราะประสงค์จะให้โจทก์เก็บค่าเช่าจากอาคารห้องเช่า 26 ห้อง เพื่อชำระหนี้ไป 10 ปี แล้วจึงให้โจทก์แบ่งค่าเช่าให้พี่น้อง อันเป็นข้อเท็จจริงอีกเหตุหนึ่งที่โจทก์ไม่เชื่อว่าผู้ตายจะมีเจตนาทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1944 ให้ทายาทอื่นดังที่ระบุในพินัยกรรมพิพาทก็ตาม ก็เห็นว่าผู้ตายพูดแสดงเจตนาดังกล่าวไว้หลายปีแล้ว เมื่อเหตุการณ์สภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ที่ประสบเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาผู้ตายก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ด้วยการแสดงเจตนาสุดท้ายในพินัยกรรมได้เป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งเหตุที่ผู้ตายไม่ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกใดให้นางเพี้ยนก็ปรากฏเหตุผลจากคำเบิกความของนางเพี้ยนที่ตอบทนายโจทก์ถามค้านอยู่แล้วโดยชัดแจ้ง ดังนี้พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้ตายมีเจตนาทำพินัยกรรมที่พิพาทโดยขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะดี พินัยกรรมที่พิพาทมีลักษณะเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา หรือพินัยกรรมแบบมีพยาน เป็นหนังสือที่มีการลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำพินัยกรรมว่าทำในวันที่ 12 มกราคม 2554 รอยลบ ขีด ฆ่า เติมข้อความที่ช่องวัน เดือน ปี ดังกล่าวและที่ข้อความอายุของผู้ตายมีการลงลายมือผู้ตายและลงลายมือชื่อของนายวัชรินทร์กับนายศุภชัยผู้เป็นพยานรับรองลายมือชื่อผู้ตายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทั้งสองคนกำกับไว้ ทั้งผู้ตายได้ลงลายมือชื่อกับพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือไว้ที่ช่องผู้ทำพินัยกรรมโดยมีลายมือชื่อของนายศุภชัยและลายมือชื่อของนายวัชรินทร์ที่ช่องพยานครบถ้วน ซึ่งตามคำเบิกความของนายศุภชัยตอบทนายโจทก์ถามค้านได้ความว่า นายศุภชัยยืนอยู่ที่ประตูบ้านได้ยินเสียงนายวัชรินทร์อ่านข้อความในพินัยกรรมให้ผู้ตายฟังในระยะ 4 เมตร และเห็นผู้ลงลายมือชื่อก่อนนายวัชรินทร์แล้วนายศุภมิตรจึงลงลายมือชื่อ อันเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงว่านายวัชรินทร์และนายศุภชัยรับรู้การลงลายมือชื่อของผู้ตายที่กระทำต่อหน้าก่อนที่บุคคลทั้งสองจะลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ตายไว้ในขณะนั้นแล้ว แม้พินัยกรรมที่พิพาทไม่มีข้อความที่เป็นถ้อยคำระบุการเผื่อตายไว้โดยชัดแจ้ง แต่ก็มีข้อความว่า "พินัยกรรม" ที่หัวกระดาษตรงกลางซึ่งหมายถึงเอกสารแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินหรือการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย และยังมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า "....ข้าพเจ้าขอให้นางสาวผล บุตรสาวเป็นผู้จัดการมรดกให้ปฏิบัติตามเจตนาของข้าพเจ้าในการแบ่งปันทรัพย์สิน... ขอทำพินัยกรรมให้แบ่งทรัพย์สินดังนี้..." กรณีจึงมีความหมายอยู่ในตัวให้เข้าใจได้ว่าข้อกำหนดในเอกสารดังกล่าวจะมีผลต่อเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย พินัยกรรมที่พิพาทจึงเป็นไปตามแบบที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1656 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีผลบังคับตามกฎหมาย หาได้เป็นโมฆะไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาเพิกถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนตามที่โจทก์ยื่นคำร้องขอไว้ในคดีสำนวนแรกกับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาแบ่งที่ดินมรดกของผู้ตายให้โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้ในคดีสำนวนที่สองและพิพากษาเพิกถอนการซื้อที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กับจำเลยที่ 6 จำนวน 1 ใน 8 ส่วน ตามที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้ในคดีสำนวนที่สามนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพินัยกรรมที่พิพาทมีผลบังคับตามกฎหมายดังที่วินิจฉัย โดยพินัยกรรมที่พิพาทข้อ 11 มีข้อความว่า บรรดาทรัพย์สินที่มิได้ระบุไว้ในพินัยกรรมให้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เลี้ยงดูนางเพี้ยน ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมให้โจทก์และทายาทอื่นแล้ว โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียที่จะได้รับทรัพย์มรดกใดอีก แม้โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ให้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายมาตั้งแต่แรก กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรอันเป็นประโยชน์แก่คดีที่จะต้องพิจารณาฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้อีก และเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ขายที่ดินมรดกที่ได้รับมาตามพินัยกรรมให้แก่จำเลยที่ 6 โดยโจทก์ไม่มีสิทธิใดในที่ดินเหล่านั้นด้วย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้เช่นกัน ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการสุดท้ายว่า โจทก์ต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินตามที่จำเลยที่ 6 ฟ้องแย้งในคดีสำนวนที่สาม กับต้องชดใช้ค่าเสียหายและขาดประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 6 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ตายให้ปลูกสร้างอาคารห้องเช่า 26 ห้อง อยู่บนที่ดินของผู้ตายซึ่งเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 1944 เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 อันเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งที่ไม่อาจได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม จึงต้องมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินที่ได้รับกับพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นสิทธิเหนือพื้นดินที่ได้มานั้นยังไม่บริบูรณ์และไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง กรณีหาได้อยู่ในบทบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ไม่ เมื่อได้ความว่าข้อตกลงที่ผู้ตายอนุญาตให้โจทก์ปลูกสร้างอาคารห้องเช่าอยู่บนที่ดินดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ โจทก์จึงปราศจากสิทธิตามกฎหมายที่จะใช้ยันต่อจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จำเลยที่ 6 ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินชอบที่จะขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้ ส่วนค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยที่ 6 เดือนละ 20,000 บาท มานั้น เห็นว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาทั้งสามสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1299 ม. 1410 ม. 1656
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางผล ศรีผ่อง
ผู้คัดค้าน — นายสานิตย์ ศรีผ่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายปรีชา พรหมเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9667/2558
#585763
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามบันทึกระบุได้ความว่า จำเลยนำเหรียญหลวงพ่อคูณมาขายให้โจทก์ร่วมหลายครั้ง เป็นเงิน 1,030,000 บาท ซึ่งปรากฏว่าเป็นเหรียญปลอม ทำเลียนแบบ จำเลยยอมรับที่จะนำเงินมาคืนโจทก์ร่วมเป็นเงิน 1,030,000 บาท โดยจะผ่อนชำระให้เดือนละ 50,000 บาท ทุกเดือน เริ่มงวดแรกวันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะผ่อนหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขไม่ว่างวดใดงวดหนึ่ง ยินยอมให้โจทก์ร่วมดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ทันที เมื่อไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า โจทก์ร่วมตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง จึงมิใช่การยอมความ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คฉบับละ 50,000 บาท อีก 14 ฉบับ รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ให้โจทก์ร่วม เพื่อชำระเงินตามบันทึก ส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จะชำระเป็นเงินสด เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในเช็ค 2 ฉบับ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ โดยโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนเช็คฉบับอื่น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว โจทก์ร่วมจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คทั้ง 14 ฉบับให้โจทก์ร่วมนั้น เป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงในบันทึกเท่านั้น ทั้งเช็ค 14 ฉบับก็ไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมด ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใดๆ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมดังกล่าวเป็นเพียงการชำระหนี้ในทางแพ่งตามข้อตกลงในบันทึกเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกันอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 1,030,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายและริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและจำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 1 มีการยอมความกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีมาฟ้องจึงระงับไป

ระหว่างพิจารณา นายอดิศักดิ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ ที่โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาว่า ข้อความตามบันทึกไม่เป็นการยอมความนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า บันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในทางแพ่ง ซึ่งไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความ ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนข้อความตามบันทึกที่ระบุในสาระสำคัญได้ความว่า จำเลยได้นำเหรียญหลวงพ่อคูณมาขายให้โจทก์ร่วมหลายครั้งเป็นเงิน 1,030,000 บาท ซึ่งปรากฏว่าเป็นเหรียญปลอม ทำเลียนแบบ จำเลยยอมรับที่จะนำเงินมาชำระคืนโจทก์ร่วม เป็นเงิน 1,030,000 บาท โดยขอผ่อนชำระให้เดือนละ 50,000 บาท ทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปและจะชำระให้ภายในกำหนดก่อนวันที่ 2 ของทุกเดือน ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ร่วม จนกว่าจะผ่อนชำระหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขในสัญญาไม่ว่างวดใดงวดหนึ่งยินยอมให้โจทก์ร่วมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ทันที เมื่อไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง จึงมิใช่การยอมความเช่นกัน แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คฉบับละ 50,000 บาท อีก 14 ฉบับ รวมเป็นเงิน 700,000 บาท ให้โจทก์ร่วม เพื่อชำระเงินตามบันทึก ส่วนที่เหลืออีก 280,000 บาท จะชำระเงินเป็นเงินสด เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในเช็ค 2 ฉบับ ต่อมาพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ โดยโจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลแขวงพระนครใต้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 แล้ว ส่วนเช็คฉบับอื่น เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 14 ฉบับ ฉบับละ 50,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมนั้น เป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อผ่อนชำระหนี้ตามที่ตกลงไว้ในบันทึกเท่านั้น ทั้งเช็ค 14 ฉบับ ก็ไม่ได้ชำระหนี้ทั้งหมดตามที่จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วม การที่โจทก์ร่วมนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน จึงเป็นการนำไปเรียกเก็บเงินเพื่อให้ได้เงินตามที่จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมเท่านั้น แม้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมสละสิทธิหรือไม่ ยึดถือสิทธิใด ๆ รวมทั้งสิทธิที่จะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมเป็นเพียงการชำระหนี้ในทางแพ่งตามข้อตกลงในบันทึกเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกัน อันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสอง จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสองดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามลำดับศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายอดิศักดิ์ เทอดพิทักษ์วานิช
จำเลย — นายชนะภัย บุญเที่ยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายธรรมศาสตร์ ระดมกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9630/2558
#588105
เปิดฉบับเต็ม

ตามปกติแล้วผู้ขนส่งมีหน้าที่ส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางจนถึงท่าเรือปลายทางและมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าเรือปลายทาง แต่ทั้งนี้อาจมีข้อตกลงกันเป็นพิเศษให้ผู้รับตราส่งเป็นผู้ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเองได้ที่เรียกว่าเป็นเงื่อนไขแบบ Free Out เมื่อพิจารณาใบตราส่งไม่ปรากฏว่าได้ระบุเงื่อนไขดังกล่าวไว้และที่พยานจำเลยที่ 2 อ้างว่า สินค้าพิพาททำการขนถ่ายภายใต้ข้อกำหนด Free Out ตามไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เอกสารนั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ส่งถึงตัวแทนจำเลยที่ 1 และยังเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 ทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าผู้ส่งหรือผู้รับตราส่งได้รับทราบและแสดงความตกลงด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาทเป็นการขนส่งที่มีเงื่อนไขแบบ Free Out

แม้ข้อเท็จจริงไม่อาจฟังได้ว่าผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือ ดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้ขนส่ง แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าสินค้าพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 972,758.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 133 วัน เป็นเงิน 26,584.04 บาท รวมเป็นเงิน 999,343 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับประกันภัยทุกประเภท จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและเป็นเจ้าของเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ (SC EXCELLENT) มีอาชีพรับจ้างขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่สำนักงานทะเบียนธุรกิจ กรุงเทพมหานคร บริษัทวิทย์คอร์ป โปรดักส์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยได้สั่งซื้อสินค้าโซดาแอชเดนส์ (Soda Ash Dense) จำนวน 5,500 เมตริกตัน ในราคาตันละ 255 ดอลลาร์สหรัฐ บรรจุอยู่ในถุงละ 1 เมตริกตัน จำนวน 5,500 ถุง รวมเป็นเงิน 1,402,500 บาท ดอลลาร์สหรัฐ โซดาแอชไลท์ (Soda Ash Light) จำนวน 1,500 เมตริกตัน ในราคาตันละ 255 ดอลลาร์สหรัฐ บรรจุถุงจัมโบ้ขนาด 750 กิโลกรัม จำนวน 2,000 ถุง รวมเป็นเงิน 382,500 ดอลลาร์สหรัฐ โซดาแอชไลท์ (Soda Ash Light ) จำนวน 300 เมตริกตัน ในราคาตันละ 255 ดอลลาร์สหรัฐ บรรจุอยู่ในถุงละ 50 กิโลกรัม จำนวน 6,000 บาท รวมเป็นเงิน 76,500 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นมูลค่าสินค้าทั้งสิ้น 1,861,500 ดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทชิโน โอเชียน เอ็นเตอร์ ไพร์ส จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง โจทก์รับประกันภัยสินค้าพิพาทไว้จากผู้เอาประกันภัย สินค้าโซดาแอชเดนส์และโซดาแอชไลท์ได้ถูกขนส่งจากเมืองเซนเจียง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังท่าเรือกรุงเทพ ประเทศไทย โดยเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ ของจำเลยที่ 1 เรือเอสซี เอคเซลเลนท์ เดินทางมาถึงท่าปลายทางที่กรุงเทพมหานครและเริ่มขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือวันที่ 9 เมษายน 2555 ผู้เอาประกันภัยทราบว่ามีสินค้าขาดจำนวนและบางส่วนได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยและรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ข้อแรกว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การขนส่งสินค้าพิพาทอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการขนส่งแบบ Free Out โดยผู้รับตราส่งมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ นั้น ชอบหรือไม่ ที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า การขนส่งสินค้าพิพาทต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในใบตราส่ง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ชัดแจ้งระหว่างผู้ส่งและผู้ขนส่ง ตามใบตราส่งไม่ได้ระบุข้อกำหนดการขนส่งแบบ Free Out เอาไว้และการซื้อขายสินค้าพิพาทเป็นการซื้อขายกันในเทอมซีเอ็นเอฟ (CNF) คือ ราคาสินค้ารวมค่าระวางถึงท่าเรือกรุงเทพ ทั้งตามประเพณีปกติผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเมื่อใบตราส่งระบุท่าเรือปลายทางคือ ท่าเรือกรุงเทพ ผู้ขนส่งจึงต้องส่งมอบให้ที่สถานที่ดังกล่าว หาใช่มีการส่งมอบกันกลางแม่น้ำเจ้าพระยาโดยผู้รับตราส่งมีหน้าที่ขนสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือแต่อย่างใดไม่ นั้น เห็นว่า ตามปกติแล้วผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางจนถึงท่าเรือปลายทางและมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่งที่ท่าเรือปลายทาง แต่ทั้งนี้ก็อาจมีข้อตกลงกันเป็นพิเศษให้ผู้รับตราส่งเป็นผู้ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเองได้ที่เรียกว่าเป็นเงื่อนไขแบบ Free Out เมื่อพิจารณาใบตราส่งพบว่าคงระบุไว้แต่เพียงว่า ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องขนส่งสินค้าจากท่าเรือต้นทางถึงท่าเรือปลายทางคือ ท่าเรือกรุงเทพ โดยไม่ปรากฏว่าได้ระบุเงื่อนไขว่าเป็นการขนส่งแบบ Free Out เอาไว้ในใบตราส่งแต่อย่างใด และได้ความจากพยานจำเลยที่ 2 ปากนายภูสิทธิ ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 ที่ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า สินค้าพิพาทได้ทำการขนถ่ายภายใต้ข้อกำหนดแบบ Free Out อันหมายถึงผู้ขนส่งนำสินค้ามาส่งมอบที่ท่าเรือกรุงเทพแล้วจึงหมดหน้าที่ของผู้ขนส่ง การขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ โดยการนำเรือลำเลียงมาบรรทุกสินค้าข้างลำเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ เป็นหน้าที่ของผู้รับตราส่งต้องดำเนินการเองทั้งหมดเพียงเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า เอกสารดังกล่าวนั้นเป็นเพียงไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งถึงตัวแทนของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าสินค้าพิพาทจะทำการขนถ่ายภายใต้เงื่อนไขแบบ Free Out และยังเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยไม่ปรากฏว่าผู้ส่งหรือผู้รับตราส่งสินค้าพิพาทได้รับทราบและแสดงความตกลงยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวด้วยแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าการขนส่งสินค้าพิพาทเป็นการขนส่งที่มีเงื่อนไขแบบ Free Out ที่กำหนดให้ผู้รับตราส่งมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ หากแต่ยังต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ เพื่อทำการส่งมอบให้แก่ผู้รับตราส่ง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปคือ สินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้วไม่อาจรับฟังได้ว่า ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าพิพาทขึ้นจากเรือเอสซี เอคเซลเลนท์ ดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง หากแต่เป็นหน้าที่ของผู้ขนส่งที่มีหน้าที่ต้องขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ แต่กระนั้นก็ตามเมื่อโจทก์อ้างว่า สินค้าพิพาทได้รับความเสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงรับฟังว่า การขนถ่ายและส่งมอบสินค้าพิพาทเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2555 มิใช่วันที่ 23 เมษายน 2555 ตามที่โจทก์อ้าง ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ได้มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าพิพาทในเวลาไม่นาน หลังจากที่มีการขนถ่ายและส่งมอบสินค้าเสร็จสิ้นก็ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง หากแต่ความจริงแล้วการสำรวจความเสียหายนั้นไม่ได้กระทำในระยะเวลาใกล้เคียงกับเวลาที่มีการขนถ่ายและส่งมอบสินค้าเสร็จสิ้น การที่โจทก์ได้จัดให้มีการสำรวจความเสียหายในวันที่ 25 เมษายน 2555 ภายหลังจากวันที่การขนถ่ายและส่งมอบสินค้าเสร็จสิ้นถึง 12 วัน อันเป็นการปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานจนกระทั่งเรือของจำเลยที่ 1 เดินทางออกไปนอกประเทศแล้วเช่นนี้ ย่อมไม่แน่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าพิพาทตามที่โจทก์กล่าวอ้างนั้นเกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 1 จะขนถ่ายและส่งมอบสินค้าพิพาทเสร็จสิ้นในวันที่ 13 เมษายน 2555 หรือเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นถึงวันที่ 25 เมษายน 2555 อันพ้นจากความดูแลของจำเลยที่ 1 แล้ว พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า ความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39, 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอเวอร์กู้ด ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9629/2558
#589735
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศต้องรับผิดโดยลำพังตนเอง เว้นแต่ข้อความแห่งสัญญาจะแย้งกันกับความรับผิดของตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ก็ตาม แต่เมื่อใบตราส่งกำหนดเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดของตัวแทนผู้ขนส่งเอาไว้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์ผู้ส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งเป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดโดยลำพังต่อโจทก์สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้า

แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดตามกฎหมายภายในของประเทศสาธารณรัฐตุรกีอันเป็นประเทศที่เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่งตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 31 โดยไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แต่ความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องย่อมเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 กำหนดไว้ แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้นำสืบถึงรายละเอียดในกฎหมายภายในของประเทศสาธารณรัฐตุรกีให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 สามารถจำกัดความรับผิดตามกฎหมายภายในของประเทศที่เกิดความเสียหายมาตรา 31 ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจจำกัดความรับผิดได้ตามมาตรา 31 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 28 เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่ตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องไว้เพียง 666.67 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือ 2 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อ 1 กิโลกรัม ของน้ำหนักทั้งหมดแห่งของที่สูญหาย แล้วแต่จำนวนเงินใดจะมากกว่าไม่

แม้จำเลยที่ 3 จะอุทธรณ์ว่าคดีอยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคดีอยู่ภายในบังคับ พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองเรือซึ่งต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหาย และเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องสามารถจำกัดความรับผิดได้โดยรับผิดในความเสียหายไม่เกินจำนวน 212,001.06 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน จำเลยที่ 3 ย่อมสามารถจำกัดความรับผิดได้ ตาม พ.ร.บ.ขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,128,426.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,023,146.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2553 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน แต่ทั้งนี้จำนวนต้นเงินต้องไม่เกิน 4,858,471.99 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือกระทำการเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศโดยเข้าทำสัญญาแทนตัวการ และต้องร่วมรับผิดในความเสียหายของสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งหรือไม่ เห็นว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ในการรับจองระวางเรือ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกใบตราส่งนั้น ปรากฏชัดแจ้งจากข้อความในเอกสารใบตราส่งว่า เป็นใบตราส่งของจำเลยที่ 2 เองโดยได้ใช้ชื่อทางการค้าว่า "MAERSK LINE" (เมอส์ก ไลน์) ตามที่ได้อธิบายเอาไว้ในคำนิยามของคำว่า ผู้ขนส่งที่ด้านหลังใบตราส่งแม้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ลงชื่อในใบตราส่งดังกล่าวเอาไว้ แต่ก็ได้ระบุเอาไว้ชัดแจ้งว่าเป็นการลงชื่อเพื่อจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งซึ่งใช้ชื่อทางการค้าว่า "Maersk Line" และลงชื่อในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่ง (Signed for the Carrier A.P Moller - Maersk A/S trading as Maersk Line/MAERSK LINE (ThAiland) LTD. As Agent(s) for the (Carrier) จึงเป็นการออกใบตราส่งให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 2 หาได้กระทำในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งในสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไม่ นอกจากนี้ ตามสำเนาใบรายการสินค้าส่งออกและใบกำกับภาษีและสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ. 17 ที่เป็นเอกสารแสดงรายการเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งและรายการเรียกเก็บเงินค่าบริการขนส่ง ก็เป็นเอกสารของจำเลยที่ 2 โดยเอกสารดังกล่าวมีข้อความระบุเอาไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 เรียกเก็บค่าบริการต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าวจากโจทก์ ซึ่งก็สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า เงินที่ได้เรียกเก็บจากโจทก์เป็นค่าบริการในการขนส่งสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั้น จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เรียกเก็บจากโจทก์และส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 จะได้ค่าจ้างเรียกว่าค่าบำเหน็จตัวแทนหรือ "Agent Fee" ซึ่งจำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บจากจำเลยที่ 2 ในภายหลัง ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำการเป็นผู้ขนส่งในสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบแต่อย่างใด แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศต้องรับผิดโดยลำพังตนเอง เว้นแต่ข้อความแห่งสัญญาจะแย้งกันกับความรับผิดของตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ก็ตาม แต่เมื่อใบตราส่งเอกสารหมาย ข้อ 4.2 กำหนดเงื่อนไขข้อยกเว้นความรับผิดของตัวแทนว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์ซึ่งหมายถึงผู้ส่ง ผู้ถือสิทธิในใบตราส่ง ผู้รับตราส่ง ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ได้รับสิทธิในการครอบครองสินค้า หรือตัวการหรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าวจะไม่เรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อันเกิดจากผิดสัญญาหรือละเมิดหรือประการอื่นใดจากตัวแทนของผู้ขนส่ง จึงเท่ากับโจทก์ผู้ส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งได้ตกลงกันยกเว้นความรับผิดของตัวแทนผู้ขนส่งเอาไว้ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สัญญา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดโดยลำพังต่อโจทก์สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งในฐานะที่จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนเข้าทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศเพราะต้องด้วยข้อยกเว้นความรับผิดของตัวแทนผู้ขนส่งที่กำหนดเอาไว้ในใบตราส่ง ข้อ 4.2 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบอันเป็นข้อยกเว้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องตามใบตราส่งเอกสาร จำเลยที่ 2 รับมอบสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ลาดกระบัง ประเทศไทย และถูกขนส่งลงเรือเมอส์ก เคนดัล ของจำเลยที่ 2 ที่แหลมฉบัง ประเทศไทย ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ขนถ่ายสินค้าดังกล่าวลงเรือซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เวอร์เลน ของจำเลยที่ 3 และเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2553 เรือซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เวอร์เลน ของจำเลยที่ 3 ได้ชนกับเรือซิม โอเดสสา สตาร์ ของจำเลยที่ 4 ที่ท่าเรืออีฟยาฟ ประเทศสาธารณรัฐตุรกี ทำให้สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหาย ดังนั้น ย่อมแสดงว่าสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งได้รับความเสียหายขณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ซึ่งตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 20 จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า ถ้าเหตุแห่งการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นได้เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องรับมอบของจนถึงเวลาที่ได้ส่งมอบของนั้น ดังนั้น เมื่อปรากฏตามใบตราส่งว่า ท่าเรือปลายทางคือ เมืองโอเดสสา ประเทศยูเครน การที่สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งได้รับความเสียหายก่อนที่จะส่งมอบของที่ท่าเรือปลายทางจึงเป็นกรณีที่เหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง การที่จำเลยที่ 2 จะไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าดังกล่าวก็ต่อเมื่อมีเหตุยกเว้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ถึงข้อยกเว้นความรับผิดดังกล่าว ซึ่งในเรื่องนี้นายฐิระพล พยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำว่า ความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดจากการที่เรือซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เวอร์เลน ของจำเลยที่ 3 ชนกับเรือซิม โอเดสสา สตาร์ ของจำเลยที่ 4 ที่ท่าเรืออีฟยาฟ ประเทศสาธารณรัฐตุรกี ทำให้สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหาย ไม่ได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ซึ่งเห็นได้ว่าถ้อยคำของนายฐิระพลพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ดังกล่าว คงให้ถ้อยคำแต่เพียงว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดจากเรือของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชนกันเท่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าเหตุชนกันดังกล่าวเกิดจากความจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือความผิดพลาดในการเดินเรือของผู้ควบคุมเรือของจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่ง หรือผู้ควบคุมเรือของจำเลยที่ 4 หรือเกิดจากทั้งสองฝ่าย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 จึงรับฟังไม่ได้ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือความผิดพลาดในการเดินเรือของจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่ง อันจะเป็นเหตุให้เข้าข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 (7) (ก) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องจึงต้องรับผิดสำหรับความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่า สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งซึ่งได้รับความเสียหายนั้นมีราคาเท่าใด ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งมีราคาที่แท้จริงคือราคา 1,228,669.46 บาท เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าสินค้าดังกล่าวมีราคา 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ จึงไม่ถูกต้องนั้น นางสาววรินทร์ยา พยานโจทก์ให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า โจทก์ขายสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายตรา "OK" ให้แก่บริษัทยูโรทรานส์ จำกัด ในราคาซีแอนด์เอฟ 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบกำกับราคาสินค้าและใบบรรจุหีบห่อ (Invoice/Packing List) เมื่อเกิดเหตุเรือโดนกันทำให้ตู้สินค้าจำนวนประมาณ 5 ตู้ ตกไปในทะเล น้ำทะเลเข้าไปในระวางเรือซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เวอร์เลน ตู้สินค้าในระวางเรือแช่น้ำทะเล ตามภาพถ่ายความเสียหายของเรือ ผู้สำรวจความเสียหายได้จัดทำรายงานการสำรวจความเสียหายและถ่ายรูปไว้ ตามรายงานการสำรวจความเสียหายพร้อมคำแปลและตามรายงานการสำรวจความเสียหายพบว่าสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายของโจทก์จำนวน 318 มัด เปียกชุ่มและบวมจากการแช่น้ำทะเลอยู่หลายวัน ผู้ซื้อปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีนายฐิระพล ลูกจ้างจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำในเรื่องดังกล่าวในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า ราคาสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายที่โจทก์ซื้อจากผู้ผลิตจำนวน 3 ราย เป็นราคาที่ไม่รวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นนั้น เห็นว่า ราคาดังกล่าวกลับมีราคาต่อหน่วยใกล้เคียงกับราคาที่โจทก์ระบุไว้ในใบเสนอราคาขายสินค้า (Proforma Invoice) พร้อมคำแปล คือราคาตัวละ 4.77 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่โจทก์ขายให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์จะไม่ได้กำไรจากการขายสินค้านั้น อันผิดวิสัยของผู้ประกอบธุรกิจ น่าเชื่อว่าต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายควรจะเป็นเงินจำนวน 1,228,669.46 บาท ดังที่โจทก์แสดงไว้ตามสำเนาใบขนสินค้าขาออก เมื่อเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายที่ขนส่งทั้งหมดได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิงเนื่องจากเปียกน้ำทะเล และได้ความว่าในใบเสนอราคาขายสินค้า (Proforma Invoice) และใบกำกับราคาสินค้าและใบบรรจุหีบห่อ (Invoice/Packing List) ได้ระบุราคาสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปเอาไว้ตรงกันคือราคา 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นราคาที่ซื้อขายกันในเงื่อนไข ซีแอนด์เอฟ ซึ่งเป็นราคาสินค้าที่ส่งมอบที่ท่าปลายทางซึ่งจะรวมราคาสินค้าและค่าขนส่งเข้าไว้ด้วยแล้ว จึงย่อมมีความแตกต่างจากราคาสินค้าดังกล่าว ตามสำเนาใบขนสินค้าขาออกเอกสารหมาย ล. 1 ที่จำเลยที่ 2 อ้างซึ่งเป็นราคา เอฟโอบี อันเป็นราคาสินค้าที่ท่าต้นทางเพียงอย่างเดียว ส่วนการที่ราคาสินค้าดังกล่าวซึ่งปรากฏในใบเสนอราคาขายสินค้า (Proforma Invoice) และใบกำกับราคาสินค้าและใบบรรจุหีบห่อ (Invoice/Packing List) จะมีราคาใกล้เคียงกับที่โจทก์สั่งซื้อจากผู้ผลิตทั้งสามรายภายในประเทศหรือไม่ ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญแต่อย่างใด หากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายยินดีจะขายสินค้าในราคาตามที่ระบุไว้ใน หากจำเลยที่ 2 เห็นว่าราคาสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายตามที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป ก็คงไม่เป็นการยากที่จำเลยที่ 2 จะนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นแตกต่างออกไป เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับราคาสินค้าดังกล่าวจำนวน 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ ย่อมรับฟังได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ขนส่งซึ่งได้รับความเสียหายมีราคา 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปว่าจำเลยที่ 2 สามารถจำกัดความรับผิด ตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะให้การต่อสู้เกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดตามกฎหมายภายในของประเทศสาธารณรัฐตุรกีอันเป็นประเทศที่เกิดความเสียหายแก่สินค้าที่ขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 31 โดยไม่ได้ให้การต่อสู้ถึงข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องย่อมเป็นไปที่ตามพระราชบัญญัติกรขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 กำหนดไว้ในหมวด 1 สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ส่วนที่ 4 ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องและการคิดค่าเสียหาย ซึ่งมาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 30 มาตรา 31 และมาตรา 32 ในกรณีที่ของซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบไว้สูญหายหรือเสียหาย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้จำกัดความรับผิดของผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องไว้เพียง 666.67 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือ 2 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อ 1 กิโลกรัม ของน้ำหนักทั้งหมดแห่งของที่สูญหายหรือเสียหายแล้วแต่จำนวนเงินใดจะมากกว่า" แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้นำสืบถึงรายละเอียดในกฎหมายภายในของประเทศสาธารณรัฐตุรกีให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 สามารถจำกัดความรับผิดตามกฎหมายภายในของประเทศที่เกิดความเสียหายตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ได้ ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก็ตาม ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่อาจจำกัดความรับผิดได้ ตามมาตรา 31 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 28 เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่ตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องไว้เพียง 666.67 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือ 2 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ต่อ 1 กิโลกรัม ของน้ำหนักทั้งหมดแห่งของที่สูญหายแล้วแต่จำนวนเงินใดจะมากกว่าไม่ เมื่อสินค้าตามใบตราส่งระบุว่ามีจำนวน 318 มัด อันถือเป็นหน่วยการขนส่ง หรือมีน้ำหนักจำนวน 23,850 กิโลกรัม จำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องจึงสามารถจำกัดความรับผิดได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวโดยเมื่อคำนวณตามจำนวนสินค้า 318 มัด ซึ่งถือว่าเป็นจำนวน 318 หน่วยการขนส่งคูณด้วย 666.67 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายจำกัดจำนวนไม่เกิน 212,001.06 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน อันเป็นการคำนวณตามหน่วยการขนส่งซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าการคำนวณตามน้ำหนักของสินค้าที่ขนส่งจำนวน 23,850 กิโลกรัม คูณ 2 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน จะได้ผลลัพธ์เท่ากับ 47,700 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ประการนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า คดีนี้อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 4 ได้ให้คำนิยามคำว่า การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ว่าหมายความว่า การรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง ปรากฏข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติตามใบตราส่ง ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ 2 ว่า ใบตราส่งฉบับนี้ได้ระบุสถานที่รับของว่า ลาดกระบัง ประเทศไทย และท่าเรือปลายทางระบุว่า โอเดสสา ประเทศยูเครน การขนส่งสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้ชายในคดีนี้จึงเป็นการรับขนของทางบกและทางทะเล อันเป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไปภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของคือ ลาดกระบัง ประเทศไทย ไปยังสถานที่ที่กำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง คือ ประเทศยูเครน ตรงตามคำนิยามของคำว่า การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ดังนั้น คดีนี้จึงตกอยู่ภายในบังคับแห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 หาใช่ตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราช บัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ดังที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า หากศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ต้องนำพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาใช้บังคับ จำเลยที่ 3 ก็สามารถจำกัดความรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งได้ตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 28 นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองเรือซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม เวอร์เลน โดยนำเรือดังกล่าวเข้าร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการขนส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปในช่วงระหว่างท่าเรือแทนจุงเปเลปาส ถึงท่าเรือโอเดสสา จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์สำหรับความเสียหายที่ขนส่งด้วย และเมื่อจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องสามารถจำกัดความรับผิดได้โดยรับผิดในความเสียหายไม่เกินจำนวน 212,011.06 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 และต้องรับผิดกับจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องย่อมสามารถจำกัดความรับผิดได้ ตามพระราชบัญญัติขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ประการนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 148,079 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2553 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้นเงินจำนวนดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าจำนวน 212,001.06 หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน และต้นเงินจำนวนดังกล่าวต้องไม่เกินค่าสินค้าที่ได้รับความเสียหายจำนวน 4,858,471.99 บาท ตามคำฟ้อง หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 28 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คนเหนือ จำกัด
จำเลย — บริษัท เมอส์ก ไลน์ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9620/2558
#590010
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยไม่ได้โต้แย้งเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่ถูกต้องอย่างไร และที่ถูกควรเป็นเช่นไร เพียงแต่คัดลอกข้อความบางส่วนมาจากอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 32,191,657.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,409,301.62 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และคืนเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขารามคำแหง 19 เลขที่เช็ค 6645783 และ 6645782 แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์ชำระงิน 237,086,441.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 32,191,65.64 บาท (ที่ถูก 32,191,657.64 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 470,600.77 บาท และ 435,375.86 บาท นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ของต้นเงิน 21,968.92 บาท และ 49,913.54 บาท นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2551 ของต้นเงิน 39,742.33 บาท 87,919.97 บาท 341,712.84 บาท 192,478.66 บาท 21,844.69 บาท 154,792.62 บาท 169,644 บาท 325,908.09 บาท 1,256,328.62 บาท 64,616.30 บาท 227,911.76 บาท 26,761.28 บาท และ 880,442.01 บาท นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2553 และของต้นเงิน 106,643.58 บาท 714,103.98 บาท 51,277.08 บาท และ 280,980.28 บาท นับแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้คืนเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขารามคำแหง 19 เลขที่เช็ค 6645783 และ 6645782 จำนวนเงิน 9,034,157.55 บาท และ 131,333.22 บาท แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงิน 28,409,298.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง จำเลยยังไม่ได้รับเงินจากเจ้าของโครงการหรือผู้ว่าจ้าง จำเลยไม่เคยได้รับใบแจ้งหนี้จากโจทก์ ผลงานที่โจทก์ขอเบิกเงินค่าจ้างต้องได้รับการตรวจและรับรองจากเจ้าหน้าที่โครงการของผู้ว่าจ้าง แต่ผลงานยังไม่มีการรับรอง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี เพราะตามสัญญาไม่มีข้อตกลงไว้ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัด เพราะจำเลยไม่ได้ตกเป็นผู้ผิดนัด ทั้งไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ฟ้องที่โจทก์เรียกค่าจ้างเป็นเงิน 470,600.76 บาท และ 435,357.85 บาท เป็นฟ้องที่ขาดอายุความ เพราะโจทก์มีสิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2551 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 จึงเกินกำหนด 2 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินประกันผลงานจำนวน 14,369,049.15 บาท เพราะขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องยังไม่ครบกำหนดระยะเวลารับประกันผลงาน โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและยกเลิกหน้าที่รับผิดในการรับประกันผลงาน เพราะการรับประกันผลงานเป็นหน้าที่ตามสัญญา การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาย่อมไม่ผูกพันจำเลย นั้น เห็นว่า เนื้อหาในฎีกาของจำเลยล้วนแต่คัดลอกมาจากข้อความที่อุทธรณ์ทั้งสิ้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวแล้วทุกข้อ เมื่อฎีกาของจำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร และไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ที่ถูกศาลอุทธรณ์ควรวินิจฉัยอย่างไร แม้จำเลยจะมีคำขอท้ายฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษาแก้หรือกลับหรือยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่อาจถือเป็นคำโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนข้อความในฎีกาที่จำเลยขอหักค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องออกจากเงินค่าจ้างและเงินประกันผลงาน หากไม่พอจะขอเรียกร้องจากเช็คค้ำประกันกับเรียกร้องให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและอุปกรณ์รายการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เงินค่าจ้างล่วงหน้าที่โจทก์หักจากจำเลยไว้ร้อยละสิบของมูลค่าตามสัญญา และค่าใช้จ่ายในการรับประกันผลงานต่อไปอีก 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยออกหนังสือรับรองงาน รวมทั้งค่าปรับกรณีที่โจทก์ทำงานไม่เสร็จตามกำหนด นั้น เห็นว่า ข้อความตามรายการดังกล่าวล้วนเป็นคำขอบังคับตามฟ้องแย้งของจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนฟ้องแย้ง และจำเลยได้แสดงไว้อย่างชัดแจ้งต่อท้ายฎีกาว่า ไม่ประสงค์จะฎีกาฟ้องแย้ง อีกทั้งจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งในส่วนฟ้องแย้งขึ้นมาด้วย การที่จำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวมาในฎีกา ส่วนที่จำเลยฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคำฟ้องของโจทก์ โดยมิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลย ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยรายการตามคำขอบังคับในฟ้องแย้งให้ได้

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม อี อี จำกัด
จำเลย — บริษัทอีเอ็มซี จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางนงนภา จันทรศักดิ์ ลิ่มไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
วาส ลักษณ์เลิศกุล
ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
พิชัย นิลทองคำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9610/2558
#590619
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) - (5)

คดีนี้ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ มิใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ แต่เป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องการตรวจรับอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. ภาค 3 ลักษณะ 1 ว่าด้วยการอุทธรณ์ ที่ผู้อุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปตามลำดับชั้นศาล

และจะถือเป็นการอนุโลมว่าผู้ร้องประสงค์จะอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะผู้ร้องมิได้ทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์เพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ข้อกฎหมายต่อศาลฎีกา ตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติมาตรา 223 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องมายังศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการแห่งหอการค้านานาชาติ โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีเป็นการร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์เป็นเงิน 100,000 บาท ให้ผู้คัดค้านเสียค่าขึ้นศาลให้ครบถ้วน ภายใน 7 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง แต่ผู้คัดค้านมิได้นำเงินค่าขึ้นศาลมาเสียให้ครบถ้วนตามคำสั่ง ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องลงวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ขอศาลขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลในส่วนที่ศาลสั่งให้วางเพิ่ม โดยผู้คัดค้านได้นำเงินค่าขึ้นศาลมาวางเพิ่มต่อศาลแล้ว

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านลงวันที่ 12 ตุลาคม 2555 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งวันที่ 22 มิถุนายน 2555 ที่ไม่รับอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลให้ผู้คัดค้านมีกำหนด 7 วัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนเป็นข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้คัดค้านขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลต่อศาลฎีกาหรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งว่า ผู้คัดค้านจงใจเพิกเฉยไม่ติดตามอุทธรณ์ของตน มิใช่เป็นเหตุสุดวิสัย นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 55 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษา หรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาหรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 และในวรรคสอง บัญญัติให้การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ซึ่งตามอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องปรากฏชัดแจ้งว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ มิใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 แต่เป็นเพียงการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องการตรวจรับอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 3 ลักษณะ 1 ว่าด้วยการอุทธรณ์ ที่ผู้อุทธรณ์ต้องอุทธรณ์ไปตามลำดับชั้นของศาล ผู้ร้องจึงไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้ และจะถือเป็นการอนุโลมว่าผู้ร้องประสงค์จะอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ก็ไม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติของมาตรา 223 ทวิ ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาว่า ผู้อุทธรณ์ต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยแล้ว ทั้งไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้าน แต่เมื่อได้ความว่า คดีนี้ผู้ร้องมิได้ทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์เพื่อขออนุญาตอุทธรณ์ข้อกฎหมายต่อศาลฎีกามาด้วย ย่อมเป็นการไม่ชอบตามมาตรา 223 ทวิ ไม่มีผลให้อุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องมายังศาลฎีกา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้องอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา และให้ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 45
ชื่อคู่ความ
บริษัทชุนโว คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
หรือชุนโว คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง
ผู้ร้อง — คอมปะนี ลิมิเต็ด
บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
ผู้คัดค้าน — จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอัมพร แสงสุวรรณนุกุล
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9608/2558
#585993
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นที่พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 9 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี นับโทษจำเลยต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 7303/2555 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2557

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2557 และยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ตาม แต่คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 16 ม. 18 วรรคหนึ่ง ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอาทิตย์ มีสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายทรงฤทธิ์ พินิจการวัฒน์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9608/2558
#635935
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 9 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกินสองปี นับโทษจำเลยต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 7303/2555 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์รวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 3 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2557 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 2 ตุลาคม 2557

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2557 และยกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้เป็นคดีที่จำเลยขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ตาม แต่คำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยเป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาของจำเลยไว้วินิจฉัยอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายอาทิตย์ มีสุข
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2558
#590006
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายให้เห็นการละเมิดลิขสิทธิ์โดยจำเลยนำเอาของเพลงของผู้เสียหายซึ่งมีผู้ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปทำซ้ำโดยบันทึกลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองเพลงปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเปิดให้บริการในลักษณะของเพลงคาราโอเกะแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในการกระทำของจำเลยที่นำงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า แต่การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและของผู้อื่นหลายรายให้ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดให้บริการแก่ลูกค้า อันเป็นความประสงค์ที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพียงอย่างเดียวเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การที่มีลูกค้ามาเปิดใช้บริการเพลงคาราโอเกะของผู้เสียหายหรือของผู้อื่นทีละเพลงในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน

เมื่อการกระทำคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1549/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าประเทศกลางเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน และคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ลงโทษจำเลยไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไป พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 76 และสั่งจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายกับนับโทษของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 และ อ.1549/2557 ดังกล่าวด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 หมายเลขแดงที่ อ.1549/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งกระทำความผิดในวัน เวลา และสถานที่เดียวกัน แม้ผู้เสียหายจะต่างรายกัน แต่เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏรายละเอียดชัดเจนว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ซึ่งศาลได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแก่จำเลยไปแล้วในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 หมายเลขแดงที่ อ.1549/2557 ดังกล่าว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1549/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้การละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามฟ้องจะเป็นการกระทำในวันและสถานที่เดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำต่างวาระกัน เพราะจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแต่ละคนทีละเพลง ไม่ได้กระทำพร้อมกันนั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายให้เห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยโดยจำเลยนำเอาเพลงดังกล่าวของผู้เสียหายซึ่งมีผู้ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายไปทำซ้ำโดยบันทึกลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ (ซีพียู) ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองเพลงดังกล่าวปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเปิดให้บริการในลักษณะของเพลงคาราโอเกะแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นการบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในการกระทำของจำเลยที่นำงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า แต่การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและของผู้อื่นหลายรายให้ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดให้บริการแก่ลูกค้า อันเป็นความประสงค์ที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพียงอย่างเดียวเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การที่มีลูกค้ามาเปิดใช้บริการเพลงคาราโอเกะของผู้เสียหายหรือของผู้อื่นทีละเพลงในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เมื่อการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยคดีนี้โดยการนำงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการกระทำคราวเดียวกันกับการที่จำเลยนำงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1549/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน และคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดให้ลงโทษจำเลยไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงระงับไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายธวัชชัย วงศ์พรัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9598/2558
#590005
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ซึ่งโจทก์อุทธรณ์รับว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันกระทำความผิดและสถานที่เกิดเหตุในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 และ อ.1548/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเช่นเดียวกันกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายต่างรายกันเป็นเจ้าของงานดนตรีกรรม ดังนั้น การที่จำเลยนำงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและผู้อื่นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและของผู้อื่นหลายรายให้ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดให้บริการแก่ลูกค้า อันเป็นความประสงค์ที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพียงอย่างเดียวเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การที่มีลูกค้ามาเปิดเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวหลายเพลงต่อเนื่องในวันเดียวกันจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน

เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 ซึ่งเป็นคดีก่อนแล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีก่อนจึงระงับไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่างๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทเมโทรแผ่นเสียง - เทป (1981) จำกัด ผู้เสียหาย เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์ประเภทงานดนตรีกรรมทั้งคำร้องและทำนองและงานสิ่งบันทึกเสียงที่บันทึกดนตรีกรรมเพลง "ขี้เหล่ก็รัก" เพลง "ฝนเดือนหก" และเพลง "มนต์เมืองเหนือ" เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2556 เวลากลางวัน จำเลยนำเพลงของผู้เสียหายดังกล่าวซึ่งมีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ไปทำซ้ำโดยได้นำคำร้อง ทำนอง และหรือภาพและเสียงเพลงเล่นประกอบดนตรีดังกล่าวบันทึกลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ (ซีพียู) ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะ ที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองที่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้เสียหายปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วเปิดให้บริการในลักษณะเพลงคาราโอเกะแก่ลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการภายในร้านบูลสตาร์ คาราโอเกะ ของจำเลย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและหากำไร โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่างานดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์และไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย จำเลยรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 และ อ.1548/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 และ อ.1548/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (2) ซึ่งโจทก์อุทธรณ์รับว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกัน มีวันกระทำความผิดและสถานที่เกิดเหตุในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 และ อ.1548/2557 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเช่นเดียวกันกับคดีนี้ เพียงแต่ผู้เสียหายต่างรายกันเป็นเจ้าของงานดนตรีกรรม ดังนั้น การที่จำเลยนำงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและผู้อื่นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า โดยนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมคาราโอเกะที่เป็นตัวหนังสือของเนื้อเพลงและทำนองเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและของผู้อื่นหลายรายให้ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดให้บริการแก่ลูกค้า อันเป็นความประสงค์ที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพียงอย่างเดียวเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การที่มีลูกค้ามาเปิดเพลงที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวหลายเพลงต่อเนื่องในวันเดียวกันจึงถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกันเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1547/2557 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1549/2557 ซึ่งเป็นคดีก่อนแล้ว คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องในคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีก่อนจึงระงับไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นายธวัชชัย วงศ์พรัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางล้อมเพชร ไวทยานุวัตติ
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9597/2558
#633687
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ริบแผ่นปกซีดีภาพยนตร์ด้วย เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9)

แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่การริบของกลางตามฟ้องได้นั้น จะต้องได้ความชัดแจ้งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยได้ใช้หรือมีของกลางนั้นไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 และ ป.อ. มาตรา 33 (1) เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทุกข้อหาตามฟ้องล้วนแล้วแต่เป็นแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ทั้งสิ้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องระบุชื่อเรียกแผ่นดีวีดีภาพยนตร์แตกต่างจากชื่อเรียกปกซีดีภาพยนตร์ของกลางอย่างชัดเจน แผ่นดีวีดีภาพยนตร์และแผ่นซีดีภาพยนตร์เป็นแผ่นต่างชนิดซึ่งเป็นคนละประเภทกัน อีกทั้งโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3 ว่า ...และยึดได้แผ่นปกซีดีภาพยนตร์ รวม 4 เล่ม ที่จำเลยใช้ในการเสนอจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นของกลาง โดยไม่ปรากฏว่าปกซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงงานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหกปรากฏให้เห็นว่าเป็นการขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ตามฟ้องรวมอยู่ในหน้าปกดังกล่าวด้วย คำบรรยายฟ้องโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าแผ่นปกซีดีภาพยนตร์ รวม 4 เล่ม ของกลาง เป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้เสียหายทั้งหกโดยตรงที่ให้ริบเสียทั้งสิ้นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 หรือเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด อันพึงริบได้ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" แต่การกระทำที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง นั้น ผู้กระทำความผิดจะต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องใน ข้อ 2 (ข) เพียงว่า จำเลยจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์... โดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์และไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาอย่างไร การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 ได้ ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25, 31, 43, 78, 80, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบแผ่นปกซีดีภาพยนตร์จำนวน 4 เล่ม ให้แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 179 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 80 ประกอบมาตรา 43 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษปรับ 68,000 บาท ความผิดฐานมีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ให้ลงโทษปรับ 200,000 บาท ความผิดฐานมีไว้ในสถานประกอบกิจการ เพื่อนำออกจำหน่ายซึ่งภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณา แต่ไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ให้ลงโทษปรับ 20,000 บาท รวมโทษทุกกระทงความผิดเป็นปรับ 288,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 144,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 ให้แผ่นดีวีดีภาพยนตร์ จำนวน 179 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอให้ริบแผ่นปกซีดีภาพยนตร์ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้วินิจฉัยคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) ส่วนแผ่นปกซีดีภาพยนตร์รวม 4 เล่ม ของกลาง เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยได้ใช้ปกซีดีภาพยนตร์ของกลางซึ่งมีเพียงแผ่นปกไม่มีแผ่นดีวีดีอยู่ข้างในนั้น โดยสภาพได้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ความสะดวกและรวดเร็วในการเลือกหาซื้อแผ่นของลูกค้าโดยตรงนั้น เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่การริบของกลางตามฟ้องได้นั้น จะต้องได้ความชัดแจ้งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยได้ใช้หรือมีของกลางนั้นไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยทุกข้อหาตามฟ้องล้วนแล้วแต่เป็นแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ทั้งสิ้น ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องระบุชื่อเรียกแผ่นดีวีดีภาพยนตร์แตกต่างจากชื่อเรียกปกซีดีภาพยนตร์ของกลางอย่างชัดเจน จึงน่าเชื่อว่าแผ่นดีวีดีภาพยนตร์และแผ่นซีดีภาพยนตร์เป็นแผ่นต่างชนิดซึ่งเป็นคนละประเภทกัน อีกทั้งโจทก์บรรยายฟ้องใน ข้อ 3 ว่า ...และยึดได้แผ่นปกซีดีภาพยนตร์ รวม 4 เล่ม ที่จำเลยใช้ในการเสนอจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นของกลาง โดยไม่ปรากฏว่าปกซีดีภาพยนตร์ดังกล่าวได้แสดงให้เห็นถึงงานสร้างสรรค์อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งหกปรากฏให้เห็นว่าเป็นการขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ตามฟ้องรวมอยู่ในหน้าปกดังกล่าวด้วย คำบรรยายฟ้องโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าแผ่นปกซีดีภาพยนตร์ รวม 4 เล่ม ของกลาง เป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการละเมิดลิขสิทธิ์ผู้เสียหายทั้งหกโดยตรงที่ให้ริบเสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 หรือเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด อันพึงริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" แต่การกระทำที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง นั้น ผู้กระทำความผิดจะต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องใน ข้อ 2 (ข) เพียงว่า จำเลยจำหน่ายแผ่นดีวีดีภาพยนตร์... โดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์และไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่ได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาอย่างไร การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 ได้ ฟ้องของโจทก์ในข้อหาความผิดดังกล่าว จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ออกจำหน่ายตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง คงลงโทษฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ 68,000 บาท และฐานมีไว้ในสถานประกอบกิจการเพื่อนำออกจำหน่ายซึ่งภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณา แต่ไม่มีการแสดงเครื่องหมายการอนุญาต ปรับ 20,000 บาท รวมปรับ 88,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 44,000 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 ม. 45
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาววีณา ใสผุด
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9557/2558
#586560
เปิดฉบับเต็ม

ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมเป็นไปตาม ป.ที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน การกระทำการเกี่ยวกับใบภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.ท.บ. 5) ท่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วยเมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารแล้วจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้เอกสารเท็จดังกล่าวด้วย จึงลงโทษตามมาตรา 268 วรรคสองเพียงกระทงเดียว จำคุก 2 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานทดแทน ตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายเล็กมีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิว่า เอกสาร "ภ.บ.ท.5" ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 สูญหาย ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรายงานประจำวันดังกล่าวไปยื่นต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลแล้วองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลได้ออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ใหม่ ให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ตามแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำระภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2553 ถึง 2556 ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรไทรโยคไว้เป็นหลักฐานว่าที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ระบุในฟ้องรวม 6 แปลงเป็นของผู้แจ้ง และวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 นายเล็กไปยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลขอให้ระงับการรับชำระภาษีบำรุงท้องที่และระงับการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าว วันที่ 26 มิถุนายน 2556 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้ คดียุติตามคำสั่งศาลชั้นต้นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เพราะแม้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเครือญาติกับจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ตาม แต่การกระทำความผิดตามฟ้องนั้นจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ดำเนินการต่าง ๆ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การกระทำความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพันตำรวจโทสุทินว่าเอกสารหาย แล้วนำรายงานประจำวันรับแจ้งไว้เป็นหลักฐานไปแสดงและขอออกเอกสารฉบับใหม่ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลศรีมงคลอันเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานและและความผิดเกี่ยวกับเอกสารนั้น ล้วนเป็นการกระทำเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มอบให้โจทก์ยึดถือไว้ เมื่อจำเลยทั้งหกเข้าร่วมและรับเงินในโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทน (สบู่ดำ) ของโจทก์ ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ดังกล่าว (ภ.บ.ท.5) เป็นเอกสารที่แสดงว่าบุคคลที่มีชื่อในเอกสารได้ชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ของที่ดินสำหรับปี พ.ศ. ที่ระบุไว้ในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เท่านั้นแม้ว่าในเอกสารดังกล่าวระบุว่า "ภ.บ.ท.5 (ท่อนนี้มอบให้เจ้าของที่ดิน) ชื่อเจ้าของที่ดินชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ไว้ด้วย แต่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) ดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้ชำระค่าภาษีมีสิทธิในที่ดิน คือ สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 เพราะเอกสารที่แสดงถึงสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ของที่ดินย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 คือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดิน มิใช่ใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) การกระทำการเกี่ยวกับใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่กระทบถึงการที่โจทก์ยึดถือที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิที่จำเลยทั้งหกมอบให้ไว้เป็นหลักประกันเมื่อเข้าร่วมโครงการปลูกพืชพลังงานทดแทนกับโจทก์ ดังที่โจทก์ฎีกา ทั้งโจทก์ก็ไม่เคยมีเจตนาจะชำระค่าภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งต้องนำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) ก่อนที่มอบให้เจ้าของที่ดินนี้มาแสดงด้วย เมื่อมาติดต่อขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ การที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ที่มอบให้โจทก์ยึดถือไว้หาย แล้วไปขอออกใบแทนใหม่ จึงไม่ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในคดี ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 137 ม. 267 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.ที่ดิน ม. 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรีนเทคนิค จำกัด
จำเลย — นายเดโชหรือเดโชวัฒน์ ดวงทองคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทองผาภูมิ — นายวสันต์ พรงาม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา