คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10156/2558
#590196
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสาขาในประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ขั้นตอนในการดำเนินการขนส่งจะต้องอาศัย Agent หรือผู้รับขนส่งที่ประเทศต้นทาง ตามใบวางบิลของจำเลยที่ 2 มีการหักส่วนของกำไรที่เป็นของจำเลยที่ 1 ออกด้วย จำเลยที่ 1 มีกำไรจากค่าขนส่งส่วนหนึ่ง ค่าธรรมเนียมใบสั่งปล่อยสินค้า และค่าเงินที่ผันผวน เมื่อตรวจดูการโต้ตอบทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างพนักงานฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ขายระวางกับเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ในส่วนที่เป็นค่าระวาง (Air Freight) ด้วย เมื่อ ม. ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทตามภาระที่เกิดจากเงื่อนไขการส่งมอบแบบ FCA และต่อมาเมื่อการขนส่งเสร็จสิ้นจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนส่วนหนึ่งจากค่าระวางทั้งหมดที่เกิดขึ้นดังกล่าวจาก ม. แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทเอง กรณีก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญาขนส่งกับ ม. ผู้ส่งที่แท้จริงตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 608 และ 610 แล้ว หากสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามมาตรา 616 และเมื่อจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นที่ต้องรับผิดด้วยหากว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 617 และ 618

จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทแต่จำเลยที่ 2 มอบหมายต่อไปให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำเลยที่ 3 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่งอื่นในการขนส่งที่มีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามความหมายในมาตรา 617 และ 618 แม้ใบรับขนของทางอากาศจะไม่มีชื่อของ ม. ปรากฏอยู่ แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทที่แท้จริง และถ้าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ย่อมมีความรับผิดต่อ ม. ผู้ซื้อในเงื่อนไขส่งมอบแบบ FCA นอกจากนั้นตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของ แม้จะระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งและจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง แต่ก็ระบุในช่อง Nature and Quantity of Goods ว่า CONSOLIDATED CARGO AS PER ATTACHED MANIFEST โดยมี Cargo Manifest แนบอยู่ในช่อง House Airway Bill/Consignee ระบุชื่อ ม. เป็นผู้รับตราส่งไว้ด้วย เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งย่อมรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าผู้รับสินค้าพิพาทที่ปลายทางที่แท้จริงคือ ม. ผู้รับตราส่งที่แท้จริงตามมาตรา 627 เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 3 ได้

ตามใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 3 ออกด้านหน้ามีช่องระบุข้อความให้ผู้ส่งทราบว่า ผู้ส่งสามารถกำหนดเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้มากกว่าที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดไว้ ด้วยการชำระค่าระวางขนส่งเพิ่มเติมแก่ผู้ขนส่ง และที่ด้านหลังมีข้อความพิมพ์ไว้ ซึ่งมี Notice Concerning Carrier's Limitation of Liability กำหนดจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ที่ 19 SDR ต่อน้ำหนักสินค้าที่เสียหายหรือสูญหาย 1 กิโลกรัม เมื่อด้านหน้าของใบรับขนของทางอากาศไม่ปรากฏว่ามีการระบุมูลค่าของสินค้าพิพาทไว้ในช่อง Value for Carriage ดังนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมจำกัดความรับผิดไว้ได้ตามที่ปรากฏหลังใบรับขนของทางอากาศ

เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างการดูแลของจำเลยทั้งสาม และโจทก์จ่ายเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 4,752,389.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 4,645,480 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,645,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554) ต้องไม่เกิน 106,909.68 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 40,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของบริษัทเมดิทอป จำกัด ในการจัดการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับค่าระวางขนส่ง ค่าระวางขนส่งที่เรียกเก็บจากบริษัทเมดิทอป จำกัด ได้นำส่งแก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับเพียงค่าออกใบสั่งปล่อยสินค้าจากการบริการครั้งนี้เพียง 883 บาท นั้น เห็นว่า นายชัยฤกษ์ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นางอริศราไม่ทราบชื่อสกุลเป็นพนักงานฝ่ายขายอาวุโสของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขายระวางแก่ลูกค้า ระวางที่ว่าเป็นระวางเรือและระวางเครื่องบิน จำเลยที่ 1 ไม่มีสาขาในประเทศราชอาณาจักรสวีเดน ขั้นตอนในการดำเนินการขนส่งจะต้องอาศัย Agent หรือผู้รับขนส่งที่ประเทศต้นทาง ตามใบวางบิลของจำเลยที่ 2 มีการหักส่วนของกำไรที่เป็นของจำเลยที่ 1 ออกด้วย จำเลยที่ 1 มีกำไรจากค่าขนส่งส่วนหนึ่ง ค่าธรรมเนียมใบสั่งปล่อยสินค้า และค่าเงินที่ผันผวน เมื่อตรวจดูการโต้ตอบทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างนางอริศรากับผู้ที่ใช้ชื่อว่า Tony Sjoberg เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แล้ว เห็นได้ว่านอกจากเป็นการติดต่อประสานงานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทแล้ว ยังมีการกล่าวถึงอัตราค่าระวางขนส่งสินค้าพิพาทเที่ยวนี้ด้วย โดยในไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ นาย Tony แจ้งอัตราค่าระวางของจำเลยที่ 2 ว่า สินค้าน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ขึ้นไป ราคากิโลกรัมละ 6 โดรนาสวีเดน แล้วนางอริศราตอบไปตามเอกสารแผ่นแรกว่า อัตราค่าระวางของจำเลยที่ 1 คือ 100 กิโลกรัม ขึ้นไป คิดราคากิโลกรัมละ 9 โดรนาสวีเดน และเมื่อเปรียบเทียบกับใบวางบิลของจำเลยที่ 2 ที่มีถึงจำเลยที่ 1 ในรายการ Profit Split ซึ่งหมายถึงการแบ่งผลประโยชน์แล้ว เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ผลประโยชน์ในส่วนที่เป็นค่าระวาง (Air Freight) ด้วยในอัตรากิโลกรัมละ 1 โดรนาสวีเดน เป็นเงิน 151 โดรนาสวีเดน เมื่อบริษัทเมดิทอป จำกัด ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เพื่อการขนส่งสินค้าพิพาทตามภาระที่เกิดจากเงื่อนไขการส่งมอบแบบ FCA และต่อมาเมื่อการขนส่งเสร็จสิ้นจำเลยที่ 1 ได้รับค่าตอบแทนส่วนหนึ่งจากค่าระวางทั้งหมดที่เกิดขึ้นดังกล่าวจากบริษัทเมดิทอป จำกัด แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทเอง กรณีก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาขนส่งกับบริษัทเมดิทอป จำกัด ผู้ส่งที่แท้จริงตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608 และ 610 แล้ว หากสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามมาตรา 616 และเมื่อจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ขนส่งคนอื่นที่ต้องรับผิดด้วยหากว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้ ตามมาตรา 617 และ 618 อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากบริษัทเมดิทอป จำกัด มาฟ้องจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทแต่จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายต่อไปให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำเลยที่ 3 จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ขนส่งคนอื่นในการขนส่งที่มีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามความหมายในมาตรา 617 และ 618 แม้ใบรับขนของทางอากาศ จะไม่มีชื่อของบริษัทเมดิทอป จำกัด ปรากฏอยู่เลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทที่แท้จริง และถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สินค้าเสียหายในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ย่อมมีความรับผิดต่อบริษัทเมดิทอป จำกัด ผู้ซื้อในเงื่อนไขส่งมอบแบบ FCA ที่บริษัทเซลลา วิชั่น เอบี ได้ส่งมอบสินค้าพิพาทที่ต้นทางแล้วและการเสี่ยงภัยในการที่สินค้าพิพาทจะเสียหายระหว่างการขนส่งจะตกเป็นพับแก่บริษัทเมดิทอป จำกัด ได้โอนมายังบริษัทเมดิทอป จำกัด แล้ว นอกจากนั้นตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของ แม้จะระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ส่งและจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง แต่ก็ระบุในช่อง Nature and Quantity of Goods ว่า CONSOLIDATED CARGO AS PER ATTACHED MANIFEST โดยในเอกสารมี Cargo Manifest แนบอยู่ในช่อง House Airway Bill/Consignee ระบุชื่อบริษัทเมดิทอป จำกัด เป็นผู้รับตราส่งไว้ด้วย เช่นนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ประกอบกิจการขนส่งย่อมรู้และเข้าใจอยู่แล้วว่าผู้รับสินค้าพิพาทที่ปลายทางที่แท้จริงคือบริษัทเมดิทอป จำกัด ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งเช่นเดียวกันและกำลังดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าพิพาทเพื่อบริษัทเมดิทอป จำกัด ตามวิธีการในการประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เมื่อสินค้าถึงปลายทางตามที่กำหนดและบริษัทเมดิทอป จำกัด เรียกให้ส่งมอบสินค้าพิพาทแล้ว แต่นั้นไปสิทธิทั้งหลายของผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนนั้นย่อมตกไปได้แก่บริษัทเมดิทอป จำกัด ผู้รับตราส่งที่แท้จริงตามมาตรา 627 เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแล้วย่อมได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีหลักฐานว่าบริษัทเมดิทอป จำกัด ได้จ่ายค่าสินค้าแก่ผู้ขายแล้วนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ทั้งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 3 สามารถจำกัดความรับผิดได้ที่ 19 SDR หรือ 29 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อน้ำหนักสินค้าพิพาท 1 กิโลกรัม ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามใบรับขนของทางอากาศ ที่จำเลยที่ 3 ออกนั้น ที่ด้านหน้ามีช่องระบุข้อความให้ผู้ส่งทราบว่า ผู้ส่งสามารถกำหนดเพิ่มจำนวนจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งได้มากกว่าที่ผู้ขนส่งจำกัดความรับผิดไว้ ด้วยการชำระค่าระวางขนส่งเพิ่มเติมแก่ผู้ขนส่ง และที่ด้านหลังมีข้อความพิมพ์ไว้ ซึ่งมี Notice Concerning Carrier's Limitation of Liability กำหนดจำนวนจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 3 ไว้ที่ 19 SDR ต่อน้ำหนักสินค้าที่เสียหายหรือสูญหาย 1 กิโลกรัม เมื่อที่ด้านหน้าของใบรับขนของทางอากาศไม่ปรากฏว่ามีการระบุมูลค่าของสินค้าพิพาทไว้ในช่อง Value for Carriage ดังนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมสามารถจำกัดความรับผิดได้เพียง 19 SDR ต่อน้ำหนักพิพาท 1 กิโลกรัม ตามที่ปรากฏหลังใบรับขนของทางอากาศ เมื่อสินค้าที่ขนส่งมีน้ำหนัก 139 กิโลกรัม ได้รับความเสียหายทั้งหมด จำเลยที่ 3 จึงจำกัดความรับผิดไว้ไม่เกิน 2,641 SDR อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 มีว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 ได้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่เคยทวงถาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้ผิดนัดนั้น โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยแก่บริษัทเมดิทอป จำกัด เป็นเงิน 4,645,480 บาท ด้วยเช็คลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2554 ตามใบสำคัญจ่ายและเรียกดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ลงในเช็ค เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างการดูแลของจำเลยทั้งสาม และโจทก์จ่ายเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไปได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในต้นเงินไม่เกิน 2,641 SDR การคิดอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2554 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608 ม. 610 ม. 616 ม. 617 ม. 618
ชื่อคู่ความ
บริษัทเอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
บริษัทอินเตอร์กรุ๊ป เอเจ๊นซีส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10154/2558
#589779
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรมจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา โรงแรมของจำเลยมีห้องพัก 48 ห้อง มีทางเข้าออกเพียงทางเดียว มีพนักงานปฏิบัติหน้าที่ 2 คน อ. ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขกทางเข้าออกของโรงแรมไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน ไม่มีไม้กั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยาม เช่นนี้แสดงว่าขณะ อ. ไปเปิดห้องพักให้แขกจะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัย คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าได้ คงทำได้เพียงอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้นและจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใดทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย แม้ดาบตำรวจ ส. กับ ร. จะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย ไม่อาจถือว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 674 เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-0798 ฉะเชิงเทรา ไว้จากดาบตำรวจสายชล มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2554 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรม ใช้ชื่อว่า โรงแรม ก. นายสรกฤชขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้โดยได้รับความยินยอมจากดาบตำรวจสายชล ผู้เอาประกันภัย เข้าพักที่โรงแรม ก. ของจำเลย ที่จังหวัดขอนแก่น โดยเปิดห้องพัก 2 ห้อง นายสรกฤชกับดาบตำรวจสายชล เข้าพักที่ห้องหมายเลข 717 และจอดรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ที่ด้านข้างของห้องพัก ต่อมาในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ปรากฏว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไป ดาบตำรวจสายชลแจ้งเหตุให้พนักงานของจำเลยทราบและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยเป็นเงิน 1,300,000 บาท ให้แก่ผู้รับประโยชน์แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่นายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลปิดล็อกเพียงลูกบิดประตูแต่ไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกประตูรูปตัวยู และไม่เก็บกุญแจรถยนต์ให้มิดชิด ทำให้คนร้ายเข้าไปภายในห้องพักแล้วลักกุญแจรถยนต์ที่วางไว้บนชั้นวางโทรศัพท์แล้วขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้หลบหนีไป ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายสรกฤชและดาบตำรวจสายชลซึ่งเป็นคนเดินทางหรือแขกอาศัย จำเลยในฐานะเจ้าสำนักโรงแรมหรือโฮเต็ล จึงไม่ต้องรับผิด นั้น เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเข้าพักอาศัยทั้งในกรณีชั่วคราวและพักค้างคืน จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา เมื่อได้ความจากนายสุทรรศน์ พนักงานของจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีห้องพักรวมทั้งหมด 48 ห้อง และได้ความจากนายพรศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยว่า โรงแรมของจำเลยมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีพนักงานของจำเลยปฏิบัติหน้าที่ประจำโรงแรม 2 คน โดยนายอดุลย์ ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยและเป็นผู้ทำหน้าที่เปิดห้องพักให้แขก ส่วนนายสุทรรศน์ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงิน วันเกิดเหตุ หลังจากนายอดุลย์เป็นคนไปเปิดห้องพักให้ดาบตำรวจสายชลกับพวก นายอดุลย์ก็กลับมาประจำอยู่ที่บริเวณป้อมยามหน้าทางเข้าออกของโรงแรม และปรากฏตามภาพถ่ายโรงแรมว่า ทางเข้าออกโรงแรมของจำเลยไม่มีแผงเหล็กล้อเลื่อน และไม่มีไม้กั้นเพื่อกั้นรถเข้าออก มีเพียงป้อมยามของพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งขณะเกิดเหตุนายอดุลย์ทำหน้าที่เป็นทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอยู่ที่ป้อมยาม และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นพนักงานเปิดห้องพัก เช่นนี้แสดงว่า ขณะนายอดุลย์ไปเปิดห้องพักให้แขก จะไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราหรือดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าที่มาใช้บริการเข้าพัก คงมีเพียงพนักงานเก็บเงินเพียงคนเดียวประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนเข้าพัก ซึ่งย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการได้ คงทำได้เพียงการอำนวยความสะดวกในการเข้าพักเท่านั้น ทั้งการขับรถเข้าออกโรงแรมของจำเลยสามารถกระทำได้โดยง่ายเพราะไม่มีแผงกั้น และจำเลยก็ไม่ได้จัดให้มีวิธีรักษาความปลอดภัยวิธีอื่นใด ทำให้คนร้ายเข้ามาภายในห้องพักของแขกที่เข้ามาพักอาศัยได้โดยง่าย ดังนั้น แม้ดาบตำรวจสายชลกับนายสรกฤชจะล็อกเพียงลูกบิดประตูห้องโดยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยูทั้งที่มีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตั้งอยู่ ดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยของคนเข้าพักอาศัย เพราะหากโรงแรมของจำเลยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ ก็ย่อมเป็นการยากที่คนร้ายจะสามารถเข้าไปภายในห้องพักของลูกค้าผู้มาใช้บริการได้ ลำพังเพียงการที่คนเดินทางหรือแขกอาศัยไม่ได้ล็อกกลอนประตูและอุปกรณ์ล็อกรูปตัวยู จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดของคนเดินทางหรือแขกอาศัยผู้นั้นเองหรือบริวารที่จะทำให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าสำนักโรงแรมพ้นความรับผิด จำเลยจึงต้องรับผิดเพื่อความสูญหายหรือบุบสลายอย่างใด ๆ อันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งดาบตำรวจสายชลคนเดินทางหรือแขกอาศัยหากได้พามา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปตามสัญญาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 674 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทจัดหางานพรศักดิ์อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายกฤช โคตรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10115/2558
#588379
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ไม่คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้อง แต่ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์นั้น จำเลยทั้งสองวางเงินเฉพาะค่าทนายความ ไม่ได้วางเงินค่าตรวจพิสูจน์เอกสารกับค่าคำร้องที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา อันเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางเงินให้ครบถ้วน โดยศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ให้ครบถ้วน แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไว้ ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 4,028,460.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 3,689,992.09 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่น

คำแถลงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ต่อมามีการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี

ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีไม่เคยได้รับหมายใด ๆ จากศาล และไม่ได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล ลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นลายมือชื่อปลอม คำพิพากษาตามยอมเกิดจากการหลอกลวงโดยบุคคลอื่น จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่เคยได้รับหมายนัดแจ้งวันสืบพยาน และไม่เคยมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสีชมพู ทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์

ภาค 4 ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 วางหลักในการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย โดยไม่ได้คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองวางเฉพาะค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ยังมิได้วางค่าที่โจทก์ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์จำนวน 10,000 บาท และค่าคำร้องต่าง ๆ ที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางให้ครบ หากไม่ครบศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อกฎหมายและคำสั่งของศาลชั้นต้นระบุหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไว้แล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณัฏฐภูมิ โพธิ์ชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวรัชนี วิเศษชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุพิศ ปราณีตพลกรัง
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10115/2558
#636289
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 229 วางหลักในการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย โดยไม่ได้คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองวางเฉพาะค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ยังมิได้วางค่าที่โจทก์ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์จำนวน 10,000 บาท และค่าคำร้องต่าง ๆ ที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางให้ครบ หากไม่ครบศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อกฎหมายและคำสั่งของศาลชั้นต้นระบุหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไว้แล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 4,028,460.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 3,689,992.09 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาและพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน ต่อมามีการออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และวันที่ 1 เมษายน 2541 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 วันที่ 27 พฤษภาคม 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบว่าถูกฟ้องเป็นคดีไม่เคยได้รับหมายใด ๆ จากศาล และไม่ได้มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาล ลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นลายมือชื่อปลอม คำพิพากษาตามยอมเกิดจากการหลอกลวงโดยบุคคลอื่น วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ไม่เคยได้รับหมายนัดแจ้งวันสืบพยาน และไม่เคยมาทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสีชมพูทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 วางหลักในการ อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งว่า ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย โดยไม่ได้คำนึงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นได้วินิจฉัยเกี่ยวกับเนื้อหาในคำฟ้องและคำให้การหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้พิจารณาคดีใหม่และยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นที่ผิดระเบียบ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งโดยขอให้กลับคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นว่าให้พิจารณาคดีใหม่และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ชำระค่าขึ้นศาลหรือค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยทั้งสองจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองวางเฉพาะค่าทนายความ 3,000 บาท แต่ยังมิได้วางค่าที่โจทก์ส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์จำนวน 10,000 บาท และค่าคำร้องต่าง ๆ ที่โจทก์เสียไปในระหว่างพิจารณา การวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนอีกฝ่ายตามคำสั่งศาลชั้นต้นถือว่าเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องวางให้ครบ หากไม่ครบศาลชั้นต้นไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทั้งสองแก้ไขก่อนจะตรวจรับอุทธรณ์ เพราะไม่ใช่กรณีไม่ชำระหรือชำระค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 232 เมื่อกฎหมายและคำสั่งของศาลชั้นต้นระบุหน้าที่ของจำเลยทั้งสองไว้แล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม แม้ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมา ก็ไม่ทำให้กลายเป็นอุทธรณ์ที่ชอบไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายณัฏฐภูมิ โพธิ์ชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10110/2558
#634135
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 อันเป็นบทบัญญัติในหมวด 6 การถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดร้าง ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เช่นนี้ การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามมาตรา 1273/3 กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4 เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพนิติบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 กรณีของจำเลยที่ 1 เป็นการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในหมวด 6 หาใช่เป็นการเลิกบริษัทแล้วต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 แต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ และมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยให้หักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 คู่ความมิได้อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง คงมีปัญหาเฉพาะคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งคดีหมายเลขแดงที่ ธ.3916/2548 หลังจากศาลพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดได้เงินชำระหนี้บางส่วน และตีราคาทรัพย์จำนองส่วนที่เหลือหักจากจำนวนหนี้แล้ว คำนวณถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด นายทะเบียนได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2557 ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องนั้นศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่นายทะเบียนขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1273/3 อันเป็นบทบัญญัติในหมวด 6 การถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทจำกัดร้าง ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 เช่นนี้ การขีดชื่อบริษัทดังกล่าวออกจากทะเบียนย่อมเป็นไปตามมาตรา 1273/3 กล่าวคือ บริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อบริษัทออกจากทะเบียนและบริษัทที่ถูกขีดชื่อจะกลับคืนฐานะนิติบุคคลอีกครั้งเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้จดชื่อบริษัทกลับคืนเข้าสู่ทะเบียนตามมาตรา 1273/4 เมื่อปรากฏว่าในวันที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีล้มละลายศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสภาพนิติบุคคลในขณะโจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีสภาพเป็นนิติบุคคลเพราะอยู่ระหว่างดำเนินการชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1249 นั้น เห็นว่า กรณีของจำเลยที่ 1 เป็นการถอนทะเบียนบริษัทจำกัดร้าง กรณีจึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในหมวด 6 หาใช่เป็นการเลิกบริษัทแล้วต้องมีการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 4 ส่วนที่ 8 ซึ่งจะต้องดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติในหมวด 5 แต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1249 ม. 1273/3 ม. 1273/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทรุ่งดี กรุ๊ป ดีเวลล็อบเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
จินดา ปัณฑะโชติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10098/2558
#636288
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และเมื่ออายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 7 ผู้ค้ำประกันด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ซึ่งมีผลต่อผู้ค้ำประกันด้วย เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

ผู้ร้องมีหนังสือให้ลูกหนี้ที่ 7 มาปรับโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรก ลูกหนี้ที่ 7 ได้รับหนังสือ ครั้งที่ 2 ลูกหนี้ที่ 7 ไม่มารับหนังสือภายในกำหนด ผู้ร้องจึงประกาศหนังสือพิมพ์แทน แต่ลูกหนี้ที่ 7 มิได้มาติดต่อกับเจ้าหนี้แต่ประการใด จึงถือว่าลูกหนี้ที่ 7 ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่เจ้าหนี้สั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ส่วนที่ลูกหนี้ที่ 7 ยื่นคำคัดค้านต่อสู้ว่า ตนเองมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้นั้น ก็มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าตนเองมีทรัพย์สินใดบ้างพอชำระหนี้หรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่ลูกหนี้ที่ 7 อ้าง กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 7 ล้มละลาย แต่ลูกหนี้ที่ 7 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 7 เด็ดขาดตามที่ผู้ร้องขอมาในอุทธรณ์ไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 7 ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 และมาตรา 84

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งเจ็ดเด็ดขาด

ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ยื่นคำคัดค้านและขาดนัดพิจารณา

ลูกหนี้ที่ 7 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 เด็ดขาด ให้ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร ยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะลูกหนี้ที่ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับลูกหนี้ที่ 7 เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางตรวจสอบพบว่าลูกหนี้ที่ 7 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2559

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า สำหรับลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ คดีในส่วนลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 จึงยุติตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องข้อแรกมีว่า หนี้ของผู้ร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 7 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เงินเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 จำนวนเงิน 8,500,000 บาท ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2535 ในวงเงิน 3,000,000 บาท และทำสัญญากู้เงินเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท โดยลูกหนี้ที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกัน สัญญาทั้งสามฉบับในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2543 ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ รับว่ามีหนี้ค้างชำระ 56,258,466.59 บาท หลังจากนั้นได้มีการคำนวณยอดหนี้ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 เป็นหนี้ที่ค้างอยู่เป็นเงิน 76,192,214.12 บาท และได้ฟ้องลูกหนี้ทั้งเจ็ดต่อศาลล้มละลายกลางในวันดังกล่าว ดังนั้น การที่ลูกหนี้ที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ถือได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ จึงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และเมื่ออายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 7 ผู้ค้ำประกันด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่ ซึ่งมีผลต่อผู้ค้ำประกันด้วย เมื่อสัญญากู้ยืมเงินและสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ผู้ร้องนำคดีมายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2552 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในวันที่ 17 มีนาคม 2543 หนี้ของผู้ร้องสำหรับลูกหนี้ที่ 7 จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 7 ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่ผู้ร้องบอกกล่าวหรือไม่ ปัญหานี้ศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไป เห็นว่า ผู้ร้องมีหนังสือให้ลูกหนี้ที่ 7 มาปรับโครงสร้างหนี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกตามหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 7 ได้รับหนังสือในวันที่ 2 กันยายน 2552 ครั้งที่ 2 ตามหนังสือลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552 แต่ลูกหนี้ที่ 7 ไม่มารับหนังสือภายในกำหนด ผู้ร้องจึงประกาศหนังสือพิมพ์แทน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2552 แต่ลูกหนี้ที่ 7 มิได้มาติดต่อกับเจ้าหนี้แต่ประการใด จึงถือว่าลูกหนี้ที่ 7 ไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ตามที่เจ้าหนี้สั่งโดยที่ตนอยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ส่วนที่ลูกหนี้ที่ 7 ยื่นคำคัดค้านต่อสู้ว่า ตนเองมีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้ได้นั้น ก็มิได้นำพยานมาสืบให้เห็นว่าตนเองมีทรัพย์สินใดบ้างพอชำระหนี้หรือไม่ จึงรับฟังไม่ได้ตามที่ลูกหนี้ที่ 7 อ้าง กรณีจึงไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 7 ล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะลูกหนี้ที่ 7 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่ลูกหนี้ที่ 7 ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 7 เด็ดขาดตามที่ผู้ร้องขอมาในอุทธรณ์ไม่ได้ ชอบที่ศาลฎีกาจะพิพากษาให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 7 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 และมาตรา 84

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จัดการทรัพย์มรดกของลูกหนี้ที่ 7 ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 87 และมาตรา 84 ให้กองมรดกของลูกหนี้ที่ 7 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองมรดกของลูกหนี้ที่ 7 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/30 ม. 692
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 84 ม. 87
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 58 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
ผู้ร้อง — กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ลูกหนี้ — บริษัทท่าทรายประมวล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิสุทธิ์ ศรีขจร
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10096/2558
#632624
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดให้มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/32 แต่เนื่องจากเป็นสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอม อายุความจึงให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งครบกำหนดอายุความในวันที่ 30 สิงหาคม 2553 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 พ้นกำหนดอายุความแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ อันเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ ล.13197/2553 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2553 ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 15

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ ธ.12801/2543 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีแพ่งดังกล่าวศาลแพ่งพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2543 คู่ความมิได้อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 25 กันยายน 2543 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 คดียังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยคำพิพากษาของศาลที่ถึงที่สุดให้มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 แต่เนื่องจากเป็นสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอม อายุความจึงให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมตั้งแต่งวดแรกซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป อายุความ 10 ปี จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ซึ่งครบกำหนดอายุความในวันที่ 30 สิงหาคม 2553 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 พ้นกำหนดอายุความแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ อันเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 1 ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ที่ศาลล้มละลายกลางยกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/32
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์อินเตอร์แคปปิตอล อลิอันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทชวาลวิทย์อุตสาหกรรมเครื่องหนัง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10095/2558
#634134
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงิน กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ถึงแม้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นเมื่อใด การที่ลูกหนี้ที่ 1 ขอลดวงเงิน แสดงว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้เดิมย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องคือนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 และวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ เมื่อต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยอมรับสภาพหนี้ว่า เพียง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2548 ลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้อง 268,157,036.43 บาท ถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 3 ผู้ค้ำประกันด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 และมาตรา 193/14 ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2552 ผู้ร้องนำสิทธิเรียกร้องมายื่นคำร้องขอคดีนี้วันที่ 8 มิถุนายน 2553 คดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่

ลูกหนี้ทั้งสามไม่ยื่นคำคัดค้าน และลูกหนี้ที่ 3 ขาดนัดพิจารณาระหว่างการพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีของลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 จากสารบบความ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 25,000,000 บาท และสัญญากู้เงินจำนวน 136,000,000 บาท กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2536 และฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2542 โดยมีลูกหนี้ที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 นำที่ดินจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากเจ้าหนี้เดิม หลังจากนั้นผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ทั้งสามติดต่อเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ที่ 3 เพิกเฉย ส่วนลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้องเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ก่อนฟ้องผู้ร้องมีหนังสือบอกกล่าวให้ลูกหนี้ทั้งสามชำระหนี้หรือเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ร้อง ลูกหนี้ทั้งสามได้รับหนังสือบอกกล่าวโดยชอบแล้วเพิกเฉย

ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องมีว่า มูลหนี้ตามคำร้องขาดอายุความซึ่งถือเป็นเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 3 ล้มละลาย หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความต่อไปว่า ภายหลังจากลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับเจ้าหนี้เดิมในวงเงิน 25,000,000 บาท ต่อมาลูกหนี้ที่ 1 ขอลดวงเงิน 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2543 ลดวงเงินเหลือ 10,000,000 บาท ตามบันทึกต่อท้ายสัญญา ส่วนหนี้กู้ยืมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญากู้เงินเจ้าหนี้เดิมจำนวน 136,000,000 บาท ลูกหนี้ที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันให้ไว้แก่เจ้าหนี้เดิมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 วงเงิน 20,000,000 บาท และวันที่ 28 ธันวาคม 2542 วงเงิน 136,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกัน ดังนี้ เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ถึงแม้ผู้ร้องมิได้นำสืบว่าการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นเมื่อใด การที่ลูกหนี้ที่ 1 ขอลดวงเงิน แสดงว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างลูกหนี้ที่ 1 กับเจ้าหนี้ยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้เดิมย่อมจะเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องคือนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2543 และวันที่ 28 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ เมื่อต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ที่ 1 ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ โดยยอมรับสภาพหนี้ว่า เพียง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2548 ลูกหนี้ที่ 1 เป็นหนี้ผู้ร้อง 268,157,036.43 บาท ถือว่าลูกหนี้ที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นรับสภาพหนี้ต่อผู้ร้องตามสิทธิเรียกร้องโดยทำเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 1 ย่อมเป็นโทษแก่ลูกหนี้ที่ 3 ผู้ค้ำประกันด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 692 และมาตรา 193/14 ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2552 ผู้ร้องนำสิทธิเรียกร้องมายื่นคำร้องขอคดีนี้วันที่ 8 มิถุนายน 2553 คดีของผู้ร้องไม่ขาดอายุความ ผู้ร้องมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าคดีของผู้ร้องขาดอายุความ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 3 เด็ดขาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้ลูกหนี้ที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 3 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/30 ม. 203 ม. 692
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
ลูกหนี้ — บริษัทซี.บี.คอมเมอร์เชียล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10082/2558
#590846
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าขณะ ส. เสียชีวิต ส. ไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่ ส. นำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยจึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือ กรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วย ตามตารางกรมธรรม์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางสาวดาริน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 2 ผู้มรณะ

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 พฤษภาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังมา ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบุตรผู้เยาว์ของนายสมพร กับนางหนูลม โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเรือโดยสารรับจ้างชื่อเรือดารินนาวา นายสมพรเป็นพนักงานประจำเรือดังกล่าว มีหน้าที่ขับเรือและดูแลเรือ โจทก์ที่ 2 ทำสัญญาประกันภัยไว้ต่อจำเลย ตามกรมธรรม์ประกันภัยมีข้อตกลงคุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายอันเกิดจากความบาดเจ็บทางร่างกายของผู้ได้รับความคุ้มครองโดยอุบัติเหตุอันเนื่องจากการใช้บริการเรือโดยสารรับจ้าง และผู้ที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ มีข้อยกเว้นตามข้อ 2 ค. ว่าการประกันภัยไม่คุ้มครองความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลใด ๆ ที่อยู่บนท่าเทียบเรือ เว้นแต่ผู้โดยสารเรือที่กำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารรับจ้างที่ระบุในตารางกรมธรรม์ ซึ่งตามตารางกรมธรรม์ระบุว่าผู้ได้รับความคุ้มครองคือผู้โดยสาร 15 คน กรณีเสียชีวิต 50,000 บาท ต่อคน และมีการตกลงขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือที่มีหน้าที่ทำการประจำเรือ 2 คน ให้ความคุ้มครองกรณีพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต 50,000 บาทต่อคน ตามตารางกรมธรรม์ ระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาประกันภัย แต่เป็นเวลาที่เรือดังกล่าวเสร็จสิ้นการรับส่งผู้โดยสารแล้ว ขณะนายสมพรแก้เชือกที่ผูกเรือกับเสาเพื่อนำเรือออกจากท่าเรือไปเก็บยังสถานที่เก็บซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันแต่เชือกหลุดมือ เรือจึงลอยออกจากท่าเรือ นายสมพรจึงกระโดดลงไปในน้ำแล้วว่ายน้ำตามเรือไปแต่ไม่ทันจึงจมน้ำเสียชีวิต ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของนายสมพรไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงจากเรือ จึงไม่อาจอยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า กรมธรรม์ประกันภัยให้ความคุ้มครองพนักงานประจำเรือประสบอุบัติเหตุ เป็นการคุ้มครองตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือตั้งแต่การนำเรือไปรับผู้โดยสารและการนำเรือไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ขณะนายสมพรเสียชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นขณะนายสมพรอยู่ในเรือโดยสารหรือขณะนายสมพรกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสาร จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาดังกล่าว แม้ว่าขณะนายสมพรเสียชีวิต นายสมพรไม่ได้อยู่ในเรือโดยสารหรือขณะกำลังขึ้นหรือลงเรือโดยสารโดยตรงเสียทีเดียว แต่เป็นการเสียชีวิตขณะที่นายสมพรนำเรือโดยสารไปเก็บหลังจากส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว จึงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำเรือ ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยได้ขยายความคุ้มครองพนักงานประจำเรือกรณีประสบอุบัติเหตุดังกล่าวด้วยตามตารางกรมธรรม์ แผ่นที่ 2 ข้อ 3 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ชื่อคู่ความ
นายศรชัย คำเรือน โดยนางหนูลม แสนด้วง
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายศุภกิจ แย้มประชา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10079/2558
#632490
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ทั้งจำเลยซึ่งได้ถูกปลดจากล้มละลายนั้นยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการ ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 79 เมื่อผู้ร้องอ้างในคำร้องว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจ เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยได้กระทำการดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้ร้องจักได้จัดการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยล้มละลายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม2540 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 พิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายวันที่ 4 มีนาคม 2541 ผู้ร้องทำการสอบสวนได้ความว่า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ 150,000 บาท จึงมีหมายนัดโจทก์มาให้การสอบสวน โจทก์ได้รับหมายโดยชอบแล้วไม่มา ผู้ร้องพิจารณาคำให้การและเอกสารที่จำเลยนำส่งปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวจากจำเลย ผู้ร้องหมายเรียกให้โจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท แก่ผู้ร้องเพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 อ้างว่าจำเลยอยู่ระหว่างเจรจาประนอมหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา ขอเลื่อนการชำระเงินไปในวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ผู้ร้องเห็นว่าเป็นคนละกรณีกันจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท ภายใน 15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ว่าได้รับเงินจากจำเลยเพียง 80,000 บาท หนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 ที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลย 150,000 บาท นั้น จำเลยขอให้โจทก์ออกหนังสือเพื่อจำเลยจะนำไปอ้างต่อบุคคลภายนอก หากโจทก์ไม่ออกหนังสือจำเลยก็จะไม่ชำระหนี้ 80,000 บาท แก่โจทก์ ผู้ร้องหมายเรียกจำเลยมาสอบสวนเพิ่มเติม จำเลยให้การว่า คดีนี้มีเจ้าหนี้ 2 ราย คือโจทก์และสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกรมสามัญศึกษา จำเลยได้ชำระหนี้แก่โจทก์เพียง 80,000 บาท จริง เพื่อให้โจทก์ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ แล้วจำเลยติดต่อขอชำระหนี้ภายนอกแก่สหกรณ์ดังกล่าวเพื่อให้สหกรณ์ถอนคำขอรับชำระหนี้ แต่สหกรณ์ไม่ยอมรับชำระหนี้ภายนอก จึงไม่สามารถยกเลิกการล้มละลายให้แก่จำเลย ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของโจทก์และจำเลยมีข้อพิรุธเป็นลักษณะสมยอมกันเพื่อลดยอดเงินที่จำเลยชำระแก่โจทก์ เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ไม่สามารถหักล้างพยานเอกสารลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2541 ที่ระบุว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลย 150,000 บาท อันเป็นการชำระหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว และให้โจทก์ชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระครบถ้วนแก่ผู้ร้อง

โจทก์และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้วินิจฉัยว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ประกอบมาตรา 24 ไม่ใช่การกระทำแทนจำเลย ผู้ร้องแจ้งว่าจำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 การปลดจากล้มละลายทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีผลให้ผู้ร้องพ้นอำนาจหน้าที่ที่จะรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยอีกต่อไป จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า การปลดจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 77 หามีผลให้ผู้ร้องหมดอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยแต่อย่างใด ผู้ร้องยังคงมีหน้าที่ต้องจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยต่อไปจนแล้วเสร็จ หรือจนศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามมาตรา 135 เมื่อปรากฏว่าจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจและเป็นทรัพย์สินที่จำเลยมีอยู่ก่อนหรือขณะถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้ร้องจึงมีอำนาจติดตามรวบรวมทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อนำมาแบ่งให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ต่อไปนั้น เห็นว่า คำสั่งปลดจำเลยจากล้มละลายมีผลเพียงให้จำเลยพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินหรือกิจการของตนซึ่งได้มานับแต่วันที่ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วเท่านั้น ส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจในการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นทรัพย์สินอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ทั้งจำเลยซึ่งได้ถูกปลดจากล้มละลายนั้นยังมีหน้าที่ช่วยในการจำหน่ายและแบ่งทรัพย์สินของตนซึ่งตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องการ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 79 เมื่อผู้ร้องอ้างในคำร้องว่าหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด จำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยไม่มีอำนาจ เป็นการให้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น ขอให้เพิกถอนการชำระหนี้ดังกล่าว ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่า จำเลยได้กระทำการดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการที่ผู้ร้องจักได้จัดการรวบรวมทรัพย์สินของจำเลยตามอำนาจหน้าที่ต่อไป การที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยกคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ทำการไต่สวนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 79 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจุมพล จารุเสนารงค์
ผู้ร้อง — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายนิทัศน์ คำนนท์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10076/2558
#611268
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง มุ่งประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษเข้าสู่ร่างกายเนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ และมิได้บัญญัติว่าผู้ขับขี่นั้นต้องขับรถในทางเดินรถด้วย แต่ต้องพิจารณาเพียงว่า ผู้เสพนี้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถหรือไม่ หากผู้เสพปฏิบัติหน้าที่ขับรถไม่ว่าจะเสพในขณะขับรถหรือก่อนหน้านั้น ผู้นั้นได้กระทำผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถได้เสพเมทแอมเฟตามีนในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 43 ทวิ แล้ว และชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยและสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 43 ทวิ, 157/1, 160 ตรี พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 95, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ, 127 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง, 160 ตรี วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูก ไม่ปรับบทมาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคหนึ่ง และต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงบทเดียว) จำคุก 8 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ยกฟ้องความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและยกคำสั่งให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะบัญญัติไว้ในลักษณะ 3 ว่าด้วยการใช้ทางเดินรถ แต่ก็ไม่ได้บัญญัติว่าผู้ขับขี่ซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษอันจะเป็นความผิดตามมาตรา 43 ทวิ ต้องขับรถในทางเดินรถด้วย และเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เสพยาเสพติดให้โทษเข้าร่างกายเนื่องจากฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสมองซึ่งควบคุมระบบประสาทของผู้ขับขี่ซึ่งจะทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ ดังนี้ ต้องพิจารณาเพียงว่าผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถหรือไม่ หากผู้เสพยาเสพติดให้โทษเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถไม่ว่าจะเสพในขณะขับรถหรือก่อนหน้านั้น ผู้นั้นก็ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวแล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถชนิดที่ 3 เลขที่ 1 นศ. 00004/52 ได้เสพเมทแอมเฟตามีนในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81 - 4446 นครศรีธรรมราช อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ หนึ่ง ม. 157/1
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นายพิชัย สำอางค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายเชิดชาย บัวเพชร
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
โสฬส สุวรรณเนตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10073/2558
#585995
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลและศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว ต้องสอบถามจำเลยด้วยว่าจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งรถยนต์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของยังมิได้เสียภาษี การที่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดแจ้ง กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ชอบไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1, 102 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 32 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบพืชกระท่อม และรถยนต์ของกลาง จ่ายเงินรางวัลให้แก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 76/1 วรรคสี่ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี และปรับ 50,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษี (ที่ถูก ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร) ปรับ 448,436 บาท รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 498,436 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ยังไม่ได้เสียภาษี (ที่ถูก ฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร) ปรับ 224,218 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 249,218 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จ่ายเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมผู้กระทำความผิด โดยให้จ่ายตามอัตราและวิธีการที่กำหนดในพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 5 (2), 7, 8 วรรคสอง ริบรถยนต์ และพืชกระท่อม ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหามีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ข้อหามีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การ ก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินการพิจารณาต่อไป" ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยด้วยว่าจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์โดยตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยให้ชัดแจ้ง กลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ชอบไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ลงโทษจำเลยและยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การจำเลยในความผิดฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายใหม่ แล้วพิพากษาในความผิดฐานดังกล่าวใหม่ตามรูปคดี ส่วนความฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งรถยนต์ที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ทำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีก -เลี่ยงอากร ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายอาหามะ อาแว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นางทวีโชค คู่ทวีกุล นาควโรดม
ศาลอุทธรณ์ — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10072/2558
#633729
เปิดฉบับเต็ม

การบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย แต่ผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามนัดอันเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกัน การบังคับตามสัญญาประกันจึงเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกันจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยผู้ประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลตามกำหนด ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลต้องถือว่าผู้ประกันยังผิดสัญญาประกัน แต่หากผู้ประกันขวนขวายนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งศาลภายในอายุความทางอาญา ศาลก็อาจลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกันได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้ผู้ประกันนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันมีสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งปรับผู้ประกันทั้งสองได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสอง โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีอีก ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสอง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองและคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้ประกันที่ 1 โดยเหตุอื่นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 118

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 2 ตีราคาประกัน 600,000 บาท ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2544 ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาประกัน และออกหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ประกันทั้งสองชำระค่าปรับภายใน 15 วัน ผู้ประกันทั้งสองทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2557 ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องว่า คำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองถึงที่สุดวันที่ 25 สิงหาคม 2544 และวันที่ 4 ตุลาคม 2544 ตามลำดับ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีผู้ประกันทั้งสองภายในกำหนด 10 ปี แต่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ของผู้ประกันทั้งสองจนพ้นกำหนดระยะเวลาบังคับคดีแล้ว ขอให้คืนหลักประกันสมุดเงินฝากแก่ผู้ประกันทั้งสอง พร้อมมีหนังสือเพิกถอนการอายัดสมุดเงินฝากดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการประจำศาลชั้นต้นรายงานข้อเท็จจริง ผู้อำนวยการประจำศาลชั้นต้นรายงานข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีผู้ประกันทั้งสองมีกำหนด 4 ปี อ้างว่า สำนวนพลัดหลงและยากต่อการติดตาม ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าคดีที่ผิดสัญญาประกันก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ใช้บังคับมีจำนวนเท่าใด เพื่อจะได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้ประกัน โดยสำนวนคดีนี้เก็บไว้ที่ห้องเก็บสำนวนคดีแดง จนกระทั่งมีการยื่นคำร้องขอคืนหลักทรัพย์ จึงพบว่ามีการผิดสัญญาประกันทั้งผู้ประกันทั้งสองยังมิได้ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่ผู้ร้องอาจขอขยายเวลาได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงตามคำร้องถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลา จึงอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีได้ตามขอ และมีคำสั่งคำร้องของผู้ประกันทั้งสองว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 116 บัญญัติว่า การขอถอนหลักประกันย่อมทำได้ต่อเมื่อผู้ทำสัญญามอบตัวจำเลยคืนต่อศาล คดีนี้ผู้ร้องยังไม่ได้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ต่อศาล จึงยังไม่มีสิทธิขอถอนหลักประกัน ทั้งศาลได้อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีตามคำร้องขอขยายของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงยกคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนเงินประกันมาชำระค่าปรับตามสัญญาประกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2557 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางละมุง ส่งเงินในสมุดบัญชีเงินฝากของผู้ประกันที่ 1 จำนวน 500,000 บาท มาให้ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างอุทธรณ์ ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้คืนหลักประกันแก่ผู้ประกันทั้งสอง และคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้ประกันที่ 1

ผู้ร้องฎีกา

ระหว่างฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ผิดสัญญาประกันต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 เป็นผลสืบเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย แต่ผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามนัดอันเป็นกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกัน การบังคับตามสัญญาประกันจึงเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ประกันจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยผู้ประกันมีหน้าที่ต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลตามกำหนด ตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลต้องถือว่าผู้ประกันยังผิดสัญญาประกัน แต่หากผู้ประกันขวนขวายนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งศาลภายในอายุความทางอาญา ศาลก็อาจลดหรืองดค่าปรับแก่ผู้ประกันได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้ผู้ประกันนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาส่งต่อศาลเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันมีสิทธิและหน้าที่ดังกล่าว ผู้ร้องจึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งปรับผู้ประกันทั้งสองได้แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกันทั้งสอง โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีอีก ดังนี้ เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสอง กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะคืนหลักประกันให้แก่ผู้ประกันทั้งสองและคืนเงิน 500,000 บาท แก่ผู้ประกันที่ 1 โดยเหตุอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 118 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อวินิจฉัยข้างต้นแล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ประกันทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271
ป.วิ.อ. ม. 118 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ประกัน — นางปราณี จรุณ กับพวก
ผู้ร้อง — ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายสรุน จิตรพล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
สมยศ เข็มทอง
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10069/2558
#588134
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เข้มงวดเป็นเวลา 4 เดือน ภายหลังพ้นการฟื้นฟูแล้วให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 เดือน และทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูไม่ครบถ้วน โดยยังค้างรายงานตัว 1 ครั้ง และค้างทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง จึงให้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูออกไปอีก 30 วัน แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ขยายแล้ว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูมีคำวินิจฉัยว่า ระดับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของจำเลยอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินไม่ผ่าน เนื่องจากปฏิบัติตามแผนไม่ครบถ้วน จึงให้ส่งตัวคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป แสดงว่าจำเลยเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่งแล้ว และจำเลยอยู่รับการฟื้นฟูตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดเพียงแต่จำเลยผิดนัดไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง และค้างการทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่น่าพอใจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 242/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 242/2554 ของศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคำฟ้องอุทธรณ์จำเลย และตามฎีกาโจทก์ฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 จำเลยกระทำความผิดข้อหาเสพและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติด วันที่ 30 มิถุนายน 2554 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนมีคำวินิจฉัยให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เข้มงวด ณ ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่ เป็นเวลา 4 เดือน ภายหลังพ้นการฟื้นฟูแล้วให้เข้ารับการฟื้นฟูในโปรแกรมของสำนักงานคุมประพฤติเป็นเวลา 2 เดือน และทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2554 คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนมีคำวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูไม่ครบถ้วน โดยยังค้างรายงานตัว 1 ครั้ง และค้างทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง จึงให้ขยายระยะเวลาฟื้นฟูออกไปอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 โดยให้รายงานตัว 1 ครั้ง และทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ขยายแล้ว คณะอนุกรรมการมีคำวินิจฉัยว่า ระดับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของจำเลยอยู่ในระดับต้องปรับปรุง ผลการประเมินไม่ผ่าน เนื่องจากปฏิบัติตามแผนไม่ครบถ้วน จึงให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงว่าจำเลยเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่งแล้ว และจำเลยอยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ครบกำหนดเพียงแต่จำเลยผิดนัดไม่ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 1 ครั้ง และค้างการทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมง จึงเป็นเหตุให้จำเลยไม่ผ่านการประเมินพฤติกรรม และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนลงความเห็นว่าผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงส่งตัวจำเลยคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ที่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัย มาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง และตามพฤติการณ์แห่งคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้วแต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่น่าพอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดลำพูนจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควรหากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาคดีไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุก เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดและได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมาย ตามโปรแกรมที่กำหนดเพียงแต่จำเลยไม่ได้ไปรายงานตัวตามกำหนดนัดครั้งสุดท้าย และไม่ได้ทำงานบริการสังคม 10 ชั่วโมงเท่านั้น ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีจำนวนไม่มาก เมื่อจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยด้วยอีกสถานหนึ่ง

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2552 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 9 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 22 วรรคหนึ่ง ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นางสาวภาณีหรือเจ มูลพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายบรรจบ ถาวรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายปฏิญญา สูตรสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อธิคม อินทุภูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10068/2558
#590037
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 91 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในเวลาที่คุมความประพฤติ กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ต้องเป็นการดำเนินคดีฐานเสพยาเสพติดและจำหน่ายยาเสพติดและผู้ต้องหานั้นต้องไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น คดีนี้จำเลยถูกฟ้องเป็น 2 กรรม คือ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกรรมหนึ่ง และวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อีกกรรมหนึ่งความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและเสพเมทแอมเฟตามีนจึงเกิดต่างวันเวลากัน พนักงานสอบสวนจึงไม่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีหลักการว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดจึงสมควรกระทำให้กว้างขวาง และโดยที่ผู้เสพยาเสพติดจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้เป็นผู้จำหน่ายยาเสพติดเพื่อแลกกับการได้ยาเสพติดไปเสพด้วย สมควรขยายขอบเขตของการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดให้ครอบคลุมไปถึงผู้เสพและมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และผู้เสพและจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยด้วย ดังนั้น ผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นผู้เสพยาเสพติดก่อน แล้วผู้เสพยาเสพติดจึงมาจำหน่ายยาเสพติดจำนวนเล็กน้อยในภายหลัง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2552 จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ได้ หลังจากจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาและมีการออกหมายจับจำเลยในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และแจ้งข้อหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยจึงต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นเวลาที่อยู่ในระหว่างที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนซึ่งเป็นความผิดฐานอื่นที่มีโทษจำคุก การเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยในวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เช่นกัน เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ต้องระวางจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานนี้ เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่โจทก์ขอให้ไม่รอการลงโทษในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้จำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ทั้งจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียง 1 เม็ด ซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยอีกสักครั้ง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยมีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โดยให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 30 ชั่วโมง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายเกรียงไกรหรืออาร์ม ขจรภัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสกนธ์ กฤติยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10067/2558
#588112
เปิดฉบับเต็ม

การที่พันตำรวจโท ก. แสดงบัตร ป.ป.ส. ต่อจำเลยก่อนทำการค้น แสดงว่าพันตำรวจโท ก. แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 และตามพฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้จำเลยจะหลบหนีไป ทั้งทรัพย์สินในบ้านเกิดเหตุซึ่งมีไว้เป็นความผิดจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม พันตำรวจโท ก. กับพวกจึงมีอำนาจเข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 14 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 4, 7, 8, 15, 66, 97, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนกับอาวุธปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาก่อนตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แต่เมื่อจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับ 1,500,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือนและปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้ไปที่บ้านเลขที่ 70/152 หมู่บ้านกายสิทธิ์วิลล์ หมู่ที่ 1 ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี แล้วจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดอาวุธปืนพกขนาด 9 มม. 1 กระบอก กับกระสุนปืน 8 นัด และเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) บรรจุในถุงพลาสติกแบบปิดเปิดปากถุงได้จำนวน 10 ถุง น้ำหนักรวม 25.605 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 20.427 กรัม ตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์เป็นของกลาง ในข้อหามีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ข้อหานี้เป็นอันยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้าน คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว แม้พันตำรวจโทกันตพัฒน์ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี จะเข้าตรวจค้นบ้านเกิดเหตุโดยไม่มีหมายค้น ทั้งไม่ได้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ตาม แต่การที่พันตำรวจโทกันตพัฒน์แสดงบัตร ป.ป.ส. ต่อจำเลยก่อนทำการค้นในบ้านเกิดเหตุจนพบเมทแอมเฟตามีน กับอาวุธปืนของกลางย่อมเป็นการแสดงว่าพันตำรวจโทกันตพัฒน์แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทกันตพัฒน์ยังปรากฏด้วยว่า เมื่อพันตำรวจโทกันตพัฒน์กับพวกมาถึงบ้านเกิดเหตุโดยรถกระบะ 3 คัน เห็นจำเลยไม่สวมใส่เสื้อ มีรอยสักตามร่างกาย อันตรงกับตำหนิรูปพรรณที่ดาบตำรวจฉลอง พยานโจทก์อีกปากหนึ่ง ซึ่งเข้าร่วมตรวจค้นกับพันตำรวจโทกันตพัฒน์ ได้รับแจ้งมาจากสายลับ ยืนอยู่ตรงบริเวณประตูบ้าน แล้วเดินหลบเข้าไปในบ้าน จึงเป็นพฤติการณ์ให้พันตำรวจโทกันตพัฒน์มีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ จำเลยจะหลบหนีไป ทั้งทรัพย์สินในบ้านเกิดเหตุซึ่งมีไว้เป็นความผิดจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม พันตำรวจโทกันตพัฒน์กับพวกจึงมีอำนาจเข้าไปในบ้านเกิดเหตุเพื่อตรวจค้นโดยไม่ต้องมีหมายค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 14 ประกอบมาตรา 14 ตรี และเมื่อเป็นการเข้าค้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่ต้องทำการค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการทั่วไป เมื่อข้อนำสืบของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทกันตพัฒน์และดาบตำรวจฉลองว่านอกจากจะพบอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางอยู่ใต้หมอนในห้องของจำเลยแล้ว ยังพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบนฟูกที่นอนด้วย แม้จำเลยให้การรับสารภาพเพียงความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองก็ตาม แต่ก็เป็นพฤติการณ์ที่บ่งบอกแล้วว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยดังคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 ม. 14 ม. 14 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายกัมปนาทหรือเค ตลับเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายชัยพร วัฒนสุทธิ
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวสุมาณี ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10065/2558
#633723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย ถูกบริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยเจตนาฆ่าและผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288 นั้น ความผิดตามฟ้องของโจทก์ย่อมรวมถึงการทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 290 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 290 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

ในการพิจารณาว่า ผู้กระทำมีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือเจตนาฆ่านั้น จะต้องพิจารณาจากความร้ายแรงของอาวุธ อวัยวะที่ถูกกระทำ ลักษณะบาดแผลที่ได้รับและพฤติการณ์แห่งการกระทำอื่น ๆ ประกอบกัน ซึ่งพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลย จะมีความสำคัญในการวินิจฉัยถึงเจตนาของจำเลยยิ่งกว่าหลักเกณฑ์อื่น ๆ มิใช่พิจารณาแต่เพียงอาวุธ ลักษณะอาการในการจ้วงแทง และบาดแผลที่ได้รับเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 91 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน พาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ส่วนข้อหาฆ่าผู้อื่นให้การต่อสู้โดยอ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงแรก ปรับ 50 บาท กระทงที่สอง จำคุก 3 เดือน ส่วนความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและจำเลยมอบเงินช่วยเหลือมารดาของผู้ตายจำนวนหนึ่ง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 7 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วางโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี รวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 3 เดือน และปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง ขณะที่ผู้ตายและนางสาวฐิติมากำลังพูดคุยกันอยู่ที่บริเวณหน้าห้องพักของนางสาวนิตยาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุโดยนำอาวุธมีดของกลางติดตัวไปด้วย ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนาตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีนางสาวฐิติมา เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ระหว่างที่พยาน นางสาวนิตยา นายสถาพร และผู้ตายกำลังรับประทานอาหารและพูดคุยกันอยู่ที่ห้องพักของนางสาวนิตยาเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่ห้องพักดังกล่าวเคาะประตูเรียกพยานแล้วพูดคุยกันโดยจำเลยยืนอยู่นอกห้อง ส่วนพยานยืนอยู่ภายในห้อง ระหว่างนั้นผู้ตายมองหน้าจำเลย จำเลยจึงถามผู้ตายว่ามองหน้าทำไม ผู้ตายลุกขึ้นและเกิดการโต้เถียงกับจำเลย นายสถาพรเดินไปพูดกับจำเลยว่า ใจเย็นเย็น เข้ามาพูดคุยกันในห้องก่อน จำเลยผลักอกนายสถาพร ผู้ตายโกรธจึงหยิบมีดขึ้นมาถือไว้ข้างตัว จำเลยร้องตะโกนว่าให้ออกไปนอกห้อง แต่พยานและนางสาวนิตยาห้ามผู้ตายไว้ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 22 นาฬิกา พยานจะกลับบ้าน พยานกับผู้ตายได้ออกไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์บริเวณหน้าห้องพัก ส่วนนางสาวนิตยากับนายสถาพรก็ปิดห้องเพื่อจะเข้านอน ขณะที่พยานกับผู้ตายนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์คนละคันพูดคุยกันอยู่นั้น นายวิเชียรพงษ์ ได้ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยนั่งซ้อนท้ายมาด้วย เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ตาย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นายวิเชียรพงษ์จึงขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยออกไป ประมาณ 10 นาที จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์มาอีก แล้วเข้าไปพูดกับผู้ตายว่า "มึงถือมีดใส่กูเหรอ" ผู้ตายตอบว่า "มึงผลักน้องกูทำไม" จึงเกิดการโต้เถียงท้าทายและเข้าต่อสู้กัน แต่จำเลยสู้ผู้ตายไม่ได้จึงวิ่งไปหยิบมีดที่ใต้เบาะรถจักรยานยนต์ของจำเลยมาถือไว้ ทันใดนั้นผู้ตายวิ่งตามมาโดยพยานพยายามห้ามไว้ แต่ห้ามไม่อยู่ เกิดการต่อสู้และล้มลงไปที่พื้นดินทั้งคู่ สักครู่หนึ่งจำเลยได้ลุกขึ้นวิ่งหนีไป พยานเข้าไปดูเห็นผู้ตายถูกแทง ผู้ตายลุกขึ้นพร้อมกับดึงมีดออกจากตัว เดินถือไปที่หน้าห้องพักของนางสาวนิตยาโดยมีพยานเข้าไปประคองผู้ตาย และเคาะประตูเรียกนางสาวนิตยาออกมานำตัวผู้ตายส่งโรงพยาบาล ร้อยตำรวจโทสุรศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2556 เวลา 00.10 นาฬิกา ขณะที่พยานปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวนเวร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายที่บริเวณห้องเช่าไม่ทราบเลขที่ หมู่บ้านหนองมะค่า ตำบลบ้านป่า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จึงไปยังที่เกิดเหตุ พบนางสาวฐิติมาแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุและพบอาวุธมีด ทำการยึดไว้เป็นหลักฐานตามบันทึกการตรวจยึด พยานได้สอบปากคำนางสาวฐิติมาไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ โดยนางสาวฐิติมาให้การว่า เวลาประมาณ 22.30 นาฬิกา ขณะที่นางสาวฐิติมากับผู้ตายกำลังจะกลับบ้าน นายวิเชียรพงษ์ได้ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายมา จำเลยเดินไปพูดกับผู้ตายว่า "เออจะเอายังไง เรื่องรถจักรยานยนต์ของนายนุมาศ (ผู้ตาย) ที่เบรกไม่อยู่ กูไม่ได้ทำ" ผู้ตายพูดว่า "ไม่เป็นไร" นายวิเชียรพงษ์พูดว่า "ให้เคลียร์ให้จบวันนี้" จำเลยพูดว่า ไม่จบเพราะผู้ตายเป็นคนใส่ร้ายว่า ที่รถจักรยานยนต์เบรกไม่อยู่เข้าใจว่าจำเลยเป็นคนทำ ทำให้จำเลยไม่พอใจและเดินเข้าไปหาผู้ตายเพื่อจะหาเรื่อง นายวิเชียรพงษ์เข้าห้ามและพูดว่าไม่อยากให้มีเรื่องกัน ทำให้จำเลยไม่พอใจ จากนั้นนายวิเชียรพงษ์ก็พาจำเลยกลับไป ต่อมาประมาณ 15 นาที จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปยังที่เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่งเพียงคนเดียว จำเลยพูดว่า "ไหนมึงบอกกับกูว่ามึงจะออกไป" ผู้ตายพูดว่ากำลังจะออกไป จำเลยบอกให้นางสาวฐิติมาถอยไป แต่นางสาวฐิติมาไม่ถอย จากนั้นจำเลยได้เปิดเบาะรถจักรยานยนต์หยิบเอามีดปลายแหลมออกมาแล้ววิ่งไปหาผู้ตาย จำเลยกับผู้ตายทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันนานประมาณ 5 นาที ผู้ตายก็ล้มลงและพบบาดแผลถูกมีดแทงที่ชายโครงด้านซ้าย 1 แผล และที่บริเวณตีนผมด้านซ้าย 1 แผล มีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ครั้งที่สอง นางสาวฐิติมาให้การเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2556 ว่า จำเลยถือมีดด้วยมือขวาแนบข้างลำตัว บอกให้นางสาวฐิติมาถอยไป แต่นางสาวฐิติมาไม่ถอย จากนั้นจำเลยก็เดินเข้าหาผู้ตายและต่อสู้กันจนล้มไปด้วยกัน โดยผู้ตายอยู่ด้านล่าง จำเลยล้มทับอยู่ข้างบน ส่วนนางสาวฐิติมาล้มลงอยู่ข้างบุคคลทั้งสอง หลังจากนั้นเกิดการชุลมุนประมาณ 5 นาที นางสาวฐิติมาจึงรู้ว่าผู้ตายถูกแทง และครั้งที่สาม นางสาวฐิติมาให้การเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ว่า จำเลยเดินทางไปที่ห้องพักของนางสาวนิตยา รวม 3 ครั้ง ครั้งแรกขณะที่นางสาวฐิติมา นางสาวนิตยา นายสถาพรและผู้ตาย กำลังรับประทานอาหารอยู่ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปที่ห้องพักของนางสาวนิตยาและเคาะประตูห้อง นายสถาพรมาเปิดประตู จำเลยได้ผลักอกนายสถาพรพร้อมกับพูดว่า "หลบไปเอ็งไม่เกี่ยว" จำเลยถามนางสาวฐิติมาว่า ไหนบอกว่าอยู่ห้อง นางสาวฐิติมาตอบว่า "ไม่คุยแล้วทำไม มีสิทธิอะไร" จำเลยมองไปที่ผู้ตายทำให้ผู้ตายไม่พอใจและโกรธที่จำเลยผลักอกนายสถาพร ผู้ตายลุกขึ้นไปหยิบมีด จำเลยจึงพูดว่า "มึงหยิบมาเลย มึงหยิบมาเลย" นางสาวนิตยาได้ห้ามและเอามีดจากผู้ตายไปเก็บไว้ จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกไป ต่อมาเวลาประมาณ 22.30 นาฬิกา นายวิเชียรพงษ์กับจำเลย ได้เดินทางไปที่หน้าห้องพักของนางสาวนิตยา เพื่อจะปรับความเข้าใจกันเรื่องรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเบรกไม่อยู่ แต่จำเลยกับผู้ตายคุยกันไม่รู้เรื่องและจะทะเลาะกัน นายวิเชียรพงษ์จึงพาจำเลยกลับไป จากนั้นนางสาวฐิติมากับผู้ตายได้พูดคุยกันต่อในขณะที่นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์ของแต่ละคน ระหว่างนั้นมีการส่งข้อความเข้ามาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ตาย ผู้ตายจึงโทรศัพท์ถามไปว่าโทรศัพท์มาหรือเปล่า ต่อมาก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันและผู้ตายพูดว่า "ไอ้เหี้ย" แล้ววางสายไป จากนั้นผู้ตายพูดกับนางสาวฐิติมาว่าจำเลยโทรศัพท์มา นางสาวฐิติมาจึงพูดว่า "ช่างเถอะให้มันจบได้แล้ว" อีก 5 นาทีต่อมา จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่หน้าห้องพักของนางสาวนิตยาอีก จนเกิดการทะเลาะกันเป็นเหตุให้ผู้ตายถูกทำร้ายและเสียชีวิตในเวลาต่อมา รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ เห็นว่า คำเบิกความของนางสาวฐิติมาสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวนิตยาและนายสถาพรว่ามีการพูดโต้เถียงกันระหว่างผู้ตายกับจำเลย และตามคำให้การของนางสาวฐิติมาในชั้นสอบสวนรวมสามครั้ง ได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยจะมีการพูดโต้เถียงกัน ก่อนที่จะมีการเข้าทำร้ายร่างกายกัน พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าทั้งจำเลยและผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกันและมีเจตนาที่จะทำร้ายซึ่งกันและกันต่อเนื่องกันมาตั้งแต่จำเลยเดินทางไปที่ห้องพักของนางสาวนิตยาทั้งสามครั้ง จากนั้นจึงมีการต่อสู้กันแต่จำเลยสู้ไม่ได้จึงวิ่งไปหยิบมีดที่ใต้เบาะเมื่อแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพผู้ตายมีความเห็นว่า สาเหตุการตายเกิดจากภาวะช็อกจากการเสียเลือดเนื่องจากแผลถูกแทงที่อกซ้ายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตาย ถูกบริเวณหน้าอกด้านซ้าย โดยเจตนาฆ่าและผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นั้น ความผิดตามฟ้องของโจทก์ย่อมรวมถึงการทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยเข้าไปก่อกวนชวนทะเลาะวิวาทถึง 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 3 จำเลยลงจากรถจักรยานยนต์แล้วนำมีดที่ซ่อนไว้ใต้เบาะไปใช้ในการต่อสู้ซึ่งเป็นมีดปลายแหลมขนาดใหญ่ หากนำไปใช้ก่อเหตุย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าจะทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ เจตนาฆ่ามิได้มุ่งหมายการมองเห็นแต่ลักษณะอาการในการจ้วงแทงเท่านั้น แต่พิจารณาจากอาวุธที่ใช้แทงทำร้ายด้วย ประกอบกับบาดแผลที่ชายโครงด้านซ้ายซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย หากจำเลยไม่ประสงค์ต่อชีวิตของผู้ตายก็คงจะไม่ใช้อาวุธร้ายแรงถึงขนาดนี้นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาว่า ผู้กระทำมีเจตนาทำร้ายร่างกายหรือเจตนาฆ่านั้น จะต้องพิจารณาจากความร้ายแรงของอาวุธ อวัยวะที่ถูกกระทำ ลักษณะบาดแผลที่ได้รับและพฤติการณ์แห่งการกระทำอื่น ๆ ประกอบกัน ซึ่งพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลย จะมีความสำคัญในการวินิจฉัยถึงเจตนาของจำเลยยิ่งกว่าหลักเกณฑ์อื่น ๆ มิใช่พิจารณาแต่เพียงอาวุธ ลักษณะอาการในการจ้วงแทง และบาดแผลที่ได้รับตามที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 290
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายวัชรพงษ์ ญาติโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ นิชโรจน์
จักร อุตตโม
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10060/2558
#585998
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในท้องที่ โดยจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ยี่ห้อนิสสันสีขาวของสถานีอนามัยมีตราของกระทรวงสาธารณสุขเป็นยานพาหนะประจำ ในคืนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 3 ถึง 4 นาฬิกา มีผู้แจ้งเบาะแสโดยส่งข้อความไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของดาบตำรวจ ส. รวม 6 ครั้ง 6 ข้อความ ว่ามีคนส่งยาบ้าที่พีพีรีสอร์ต ห้องที่ 14 ให้รีบไปเร็ว ๆ ก่อนเขาหนี เป็นรายใหญ่ ถ้าไม่ไปฉันจะไม่ส่งข่าวอีก เมื่อดาบตำรวจ ส. ไปที่รีสอร์ตพบรถดังกล่าวจอดอยู่ที่ห้องที่ 15 จำได้ว่าเป็นรถที่จำเลยที่ 1 ใช้อยู่ สอบถามพนักงานรีสอร์ตแจ้งว่าเจ้าของรถมากับผู้หญิงพักอยู่ห้องที่ 14 ดาบตำรวจ ส. จึงเชื่อในเบาะแสที่แจ้งมา ดาบตำรวจ ส. กับพวกให้พนักงานรีสอร์ตเคาะประตูห้องที่ 14 ว่าขอเช็กมิเตอร์ ปรากฏว่าคนในห้องเปิดประตูออกมา ขณะนั้นไฟในห้องยังเปิดอยู่ เมื่อดาบตำรวจ ส. แจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ คนในห้องดันประตูกลับคืนและปิดไฟ เป็นพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามที่ได้รับแจ้ง ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ตซึ่งจำเลยทั้งสองไปพักชั่วคราว จำเลยทั้งสองจะออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้ หากเนิ่นช้าไปกว่าจะเอาหมายค้นมาทำการตรวจค้นในวันรุ่งขึ้น จำเลยทั้งสองจะออกจากห้องพักเสียก่อนพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเหตุให้พยานหลักฐานสำคัญสูญหาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งทำให้เจ้าพนักงานเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) และ มาตรา 96 (2) และเมื่อเจ้าพนักงานพบอุปกรณ์การเสพและเมทแอมเฟตามีน 11 เม็ดในห้องพักดังกล่าว กับพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ด ในรถยนต์ จึงเป็นความผิดซึ่งหน้าซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (1), 80 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจได้ทำรายงานการตรวจค้นและผลการตรวจค้นไว้ในบันทึกการจับกุมเสนอผู้บังคับบัญชา ดังนั้น การตรวจค้นและจับกุมในกรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 อีกสามเท่า

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้การปฏิเสธข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง, 100 ประกอบมาตรา 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และมาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสอง, ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 48 ปี และปรับ 3,600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 16 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และให้การรับสารภาพชั้นจับกุมฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้จำเลยที่ 2 อีกหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 11 เดือน และปรับ 800,000 บาท ริบของกลาง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ทั้งนี้ให้กักขังเป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบ้านดุงร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีน 611 เม็ด และรถยนต์กระบะ 1 คัน หมายเลขทะเบียน นข 1731 อุดรธานี กับกระเป๋าสะพายผ้าสีดำสำหรับใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 ใบ และเงินสด 6,960 บาท กับอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนและตัวอย่างน้ำปัสสาวะ 2 ขวด เมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 18.758 กรัม และจากการตรวจตัวอย่างน้ำปัสสาวะพบสารเมทแอมเฟตามีนในน้ำปัสสาวะของจำเลยที่ 2 แต่ไม่พบในน้ำปัสสาวะของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการในตำแหน่งหัวหน้าสถานีอนามัยสระแก้ว ตำบลบ้านดุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี รถยนต์ของกลางเป็นรถที่จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้ในราชการ เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนเข้าสู่ร่างกายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าความผิดดังกล่าวมิใช่ความผิดซึ่งหน้าเพราะจำเลยทั้งสองอยู่ในห้องพักและเวลาเกิดเหตุก็เป็นเวลากลางคืนยามวิกาล การตรวจค้นและจับกุมไม่มีหมายจับและหมายค้นของศาล เป็นการกระทำโดยมิชอบนั้น เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบทราบว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในท้องที่ โดยจำเลยที่ 1 ใช้รถยนต์ยี่ห้อนิสสันสีขาวของสถานีอนามัยมีตราของกระทรวงสาธารณสุขเป็นยานพาหนะประจำ ในคืนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 3 ถึง 4 นาฬิกา มีผู้แจ้งเบาะแสโดยส่งข้อความไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของดาบตำรวจสุนทรพจน์ รวม 6 ครั้ง 6 ข้อความ ว่ามีคนส่งยาบ้าที่พีพีรีสอร์ต ห้องที่ 14 ให้รีบไปเร็ว ๆ ก่อนเขาหนี เป็นรายใหญ่ ถ้าไม่ไปฉันจะไม่ส่งข่าวอีก เมื่อดาบตำรวจสุนทรพจน์ไปที่รีสอร์ตพบรถดังกล่าวจอดอยู่ที่ห้องที่ 15 จำได้ว่าเป็นรถที่จำเลยที่ 1 ใช้อยู่ สอบถามพนักงานรีสอร์ตแจ้งว่าเจ้าของรถมากับผู้หญิงพักอยู่ห้องที่ 14 ดาบตำรวจสุนทรพจน์จึงเชื่อในเบาะแสที่แจ้งมา ดาบตำรวจสุนทรพจน์กับพวกให้พนักงานรีสอร์ตเคาะประตูห้องที่ 14 ว่าขอเช็กมิเตอร์ ปรากฏว่าคนในห้องเปิดประตูออกมา ขณะนั้นไฟในห้องยังเปิดอยู่ เมื่อดาบตำรวจสุนทรพจน์แจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ คนในห้องดันประตูกลับคืนและปิดไฟ เป็นพฤติการณ์น่าเชื่อว่ามีสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดตามที่ได้รับแจ้ง ทั้งที่เกิดเหตุเป็นรีสอร์ต ซึ่งจำเลยทั้งสองไปพักชั่วคราว จำเลยทั้งสองจะออกไปจากรีสอร์ตเมื่อใดก็ได้ หากเนิ่นช้าไปกว่าจะเอาหมายค้นมาทำการตรวจค้นในวันรุ่งขึ้น จำเลยทั้งสองจะออกจากห้องพักเสียก่อนพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเหตุให้พยานหลักฐานสำคัญสูญหาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่งทำให้เจ้าพนักงานเข้าไปค้นในห้องพักโดยไม่จำต้องมีหมายค้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) และมาตรา 96 (2) เมื่อเจ้าพนักงานพบอุปกรณ์การเสพและเมทแอมเฟตามีน 11 เม็ด ในห้องพักดังกล่าวกับพบเมทแอมเฟตามีน 600 เม็ดในรถยนต์ จึงเป็นความผิดซึ่งหน้าซึ่งเจ้าพนักงานสามารถจับจำเลยทั้งสองได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (1), 80 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานได้ทำรายงานการตรวจค้นและผลการตรวจค้นไว้ในบันทึกการจับกุมเสนอผู้บังคับบัญชา ดังนั้นการตรวจค้นและจับกุมในกรณีนี้จึงเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 78 (1) ม. 80 ม. 92 (4) ม. 96 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายวิชัย ธรรมรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายนันทชัย จันทร์รอด
ศาลอุทธรณ์ — นางวยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
กฤษณี เยพิทักษ์
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10011/2558
#634124
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้และโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องซึ่งเป็นหลักประกัน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติและเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงให้เห็นแล้วว่าหากมีการบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดนั้นให้โจทก์จนครบถ้วน และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามในทางแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงิน รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 271 มาตรา 278 และมาตรา 282 คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสาม เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ เมื่อมีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามนอกเหนือจากที่จำนองไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาและมีหมายบังคับคดีให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 754,550.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.50 ต่อปีของต้นเงิน 697,563.01 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8917 ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาผู้แทนโจทก์ดำเนินการขอยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 22092 ตำบลราษฎร์นิยม อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสามต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่ดำเนินการยึดทรัพย์สินตามคำขอของโจทก์ เนื่องจากหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นระบุให้ยึดเฉพาะทรัพย์ที่จำนอง ไม่ปรากฏว่าศาลสั่งให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสาม

โจทก์ยื่นคำร้องขอคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง แต่มิได้พิพากษาให้โจทก์ได้สิทธิบังคับคดีเต็มตามคำขอท้ายฟ้องจะทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามนอกจากบังคับจำนองแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 8917 ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่จำเลยทั้งสามจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยทั้งสามเท่านั้น หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์โดยชำระหนี้ตามสัญญากู้และโจทก์ประสงค์บังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องซึ่งเป็นหลักประกัน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายสารบัญญัติและเป็นคดีมีข้อพิพาท ดังนี้ เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายแสดงให้เห็นแล้วว่าหากมีการบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสามยอมรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาดนั้นให้โจทก์จนครบถ้วน และคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุว่า หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งเป็นกฎหมายวิธีบัญญัติในการที่จะวินิจฉัยและพิพากษาคดี โดยหากวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดต่อโจทก์ตามกฎหมายสารบัญญัติ ก็ย่อมพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์ตามสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสามในทางแพ่ง สำหรับคดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานและรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ต้องร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวน 754,550.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินจำนวนดังกล่าว รวมทั้งให้โจทก์มีสิทธิบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินตามฟ้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองผู้ทรงทรัพยสิทธิจำนองเหนือที่ดินตามฟ้องตามกฎหมายสารบัญญัติด้วย ความรับผิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสามก็คือ หนี้ตามคำพิพากษา หากจำเลยทั้งสามในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ย่อมมีสิทธิบังคับคดี และในกรณีหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงิน การบังคับคดีย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 มาตรา 278 และมาตรา 282 คือการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามหรือบุคคลภายนอกซึ่งเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องของจำเลยทั้งสาม เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้มาชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ อันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่กฎหมายให้สิทธิแก่โจทก์โดยสืบเนื่องจากผลแห่งคำพิพากษา และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ศาลจำต้องระบุสิทธิในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามไว้ในคำพิพากษาด้วย ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามฟ้อง และโจทก์ก็ได้มีคำขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม การที่คำพิพากษามิได้ระบุให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดอันเป็นขั้นตอนในการบังคับคดี จึงหาเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ เมื่อมีการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามนอกเหนือจากที่จำนองไว้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยกคำขอของโจทก์ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 214 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 271 ม. 278 ม. 282
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางกุหลาบ นามหอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
สมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10010/2558
#588122
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์รับประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดไว้จากบริษัท อ. และบริษัท อ. ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารท้ายคำฟ้อง เมื่อระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 กรกฎาคม 2546 มีคนร้ายเข้าไปในอาคารแล้วลักทรัพย์รวมมูลค่า 152,166.32 บาท ของบริษัท อ. ไป โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลป้องกัน ไม่ตรวจตราดูแลตามหน้าที่ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้บริษัท อ. ไปจำนวน 147,166.32 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิด และสิทธิเรียกร้องจากการเข้ารับช่วงสิทธิตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย แม้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจะขาดอายุความ แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีนี้เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 กรกฎาคม 2546 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย จึงเป็นการไม่ชอบ

เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 196,833.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,166.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายว่า คดีขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง แล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีสามารถชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่า คดีขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เป็นการชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์รับช่วงสิทธิของบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่มีต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมาฟ้องจำเลยเรียกค่าเสียหายตามสัญญาดังกล่าวซึ่งมีกำหนดอายุความ 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์รับประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิดไว้จากบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ตกลงว่าจ้างจำเลยให้เป็นผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ปรากฏตามสำเนาสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย เมื่อระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 มีคนร้ายเข้าไปในอาคารแล้วลักทรัพย์รวมมูลค่า 152,166.32 บาท ของบริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไป โดยพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยไม่ใช้ความระมัดระวังดูแลป้องกัน ไม่ตรวจตราดูแลตามหน้าที่ โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้บริษัทเอ็ม ลิ้ง เอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ไปจำนวน 147,166.32 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน เป็นเงิน 49,667 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 196,833.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,166.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องอันเกิดจากมูลละเมิด และสิทธิเรียกร้องจากการเข้ารับช่วงสิทธิตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย แม้สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดจะขาดอายุความ แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยที่โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เมื่อคดีนี้เหตุเกิดระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยยังไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัย จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีโดยคู่ความยังไม่ได้สืบพยาน กรณีจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่

อนึ่ง เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกามีเพียงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์จึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ของแต่ละชั้นศาลแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ของแต่ละชั้นศาลแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 227
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเซอร์วิส โปรเฟสชั่นแนล แอสโซซิเอทส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวิชา ใจจันทร์เดือน
ศาลอุทธรณ์ — นายคัมภีร์ กิตติปริญญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา