คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2558
#635366
เปิดฉบับเต็ม

การขอเลื่อนคดีเนื่องจากมีเหตุจำเป็นของคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40 นั้น จะต้องมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรม ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาว่าที่โจทก์ขอเลื่อนคดีนั้นมีเหตุทั้งสองประการดังกล่าวหรือไม่ หากได้ความตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็อนุญาตให้เลื่อนคดี มิฉะนั้นต้องยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุประการแรกว่าได้ถอนทนายความคนเดิมและแต่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี และประการที่สองว่าโจทก์เดินทางไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย จึงไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ โดยมีสำเนาตั๋วเครื่องบินเป็นหลักฐาน ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีดังกล่าวว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรมหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า โจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งด้วยเหตุทำแผนที่พิพาท เมื่อศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทแล้วโจทก์ก็ไม่พอใจและขอเลื่อนคดีเพื่อทำแผนที่พิพาทใหม่มาหลายนัด หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทใหม่โจทก์ก็ยังไม่พอใจ และขอเลื่อนคดีเพื่อขอเอกสารจากสำนักงานที่ดินมาเสนอต่อศาลอีกจนมาถึงนัดนี้ศาลกำหนดนัดล่วงหน้า 3 เดือนเศษ โจทก์ทราบวันนัด แต่ก็ไม่มาศาลทั้งไม่มีพยานอื่นมาศาล เชื่อว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีโดยไม่ได้พิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่ามีเหตุตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดีได้หรือไม่ ซึ่งหากข้ออ้างทั้งสองประการดังกล่าวเป็นความจริง ก็ถือได้ว่ากรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะเสียความยุติธรรม แม้ระหว่างพิจารณาหลังจากจัดทำแผนที่พิพาทแล้ว โจทก์ขอเลื่อนคดีโดยแถลงขอให้เพิ่มเติมรายละเอียดในแผนที่พิพาท เช่น ขอให้ใส่รูปจำลองแผนที่หลังโฉนดที่ดินเดิมลงในแผนที่พิพาท รวมทั้งขอดำเนินการเกี่ยวกับต้นฉบับเอกสารคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ต้องเสียเวลาไปมากก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาตลอด ตามรูปคดีก็จะถือว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้าหาได้ไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวหาเป็นการชอบไม่และถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินตามรูปแผนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เดือนละ 15,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายชันลอย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องถอนทนายความและขอเลื่อนคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนทนายความ แต่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานโจทก์ และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี งดสืบพยานโจทก์ และพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า การขอเลื่อนคดีเนื่องจากมีเหตุจำเป็นของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 นั้น จะต้องมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะทำให้เสียความยุติธรรม ซึ่งศาลจะต้องพิจารณาว่าที่โจทก์ขอเลื่อนคดีนั้นมีเหตุทั้งสองประการดังกล่าวหรือไม่ หากได้ความตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็อนุญาตให้เลื่อนคดีมิฉะนั้นต้องยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุประการแรกว่าได้ถอนทนายความคนเดิมและแต่งตั้งทนายความคนใหม่ซึ่งยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี และประการที่สองว่าโจทก์เดินทางไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ที่ประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 และจะเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 1 ธันวาคม 2555 จึงไม่อาจมาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์ได้ โดยมีสำเนาตั๋วเครื่องบินเป็นหลักฐาน ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีดังกล่าวว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และหากศาลไม่อนุญาตจะทำให้เสียความยุติธรรมหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่า โจทก์ขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งด้วยเหตุ ทำแผนที่พิพาท เมื่อศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทแล้วโจทก์ก็ไม่พอใจและขอเลื่อนคดีเพื่อทำแผนที่พิพาทใหม่มาหลายนัด หลังจากเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาทใหม่โจทก์ก็ยังไม่พอใจ และขอเลื่อนคดีเพื่อขอเอกสารจากสำนักงานที่ดินมาเสนอต่อศาลอีกจนมาถึงนัดนี้ศาลกำหนดนัดล่วงหน้า 3 เดือนเศษ โจทก์ทราบวันนัด แต่ก็ไม่มาศาลทั้งไม่มีพยานอื่นมาศาล เชื่อว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้โจทก์เลื่อนคดีโดยไม่ได้พิจารณาเหตุแห่งการขอเลื่อนคดีตามที่โจทก์กล่าวอ้างว่ามีเหตุตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดีได้หรือไม่ ทั้งพฤติการณ์ที่ผู้รับมอบฉันทะโจทก์เป็นผู้นำคำร้องขอเลื่อนคดีมายื่นต่อศาลชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายโจทก์ยังใส่ใจคดี และการที่ทนายความจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านเหตุที่โจทก์กล่าวอ้างเพื่อขอเลื่อนคดี เท่ากับทนายความจำเลยทั้งสองยอมรับในข้อเท็จจริงที่ว่าทนายความโจทก์คนใหม่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในคดี และโจทก์เดินทางไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ที่ประเทศมาเลเซียในวันที่ศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ จึงไม่อาจมาศาลในวันนัดได้ซึ่งหากข้ออ้างทั้งสองประการดังกล่าวเป็นความจริง ก็ถือได้ว่ากรณีมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ หากศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีจะเสียความยุติธรรม แม้ระหว่างพิจารณาหลังจากจัดทำแผนที่พิพาทแล้ว โจทก์ขอเลื่อนคดีโดยแถลงขอให้เพิ่มเติมรายละเอียดในแผนที่พิพาท เช่น ขอให้ใส่รูปจำลองแผนที่หลังโฉนดที่ดินเดิมลงในแผนที่พิพาท รวมทั้งขอดำเนินการเกี่ยวกับต้นฉบับเอกสารคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท เป็นเหตุให้ต้องเสียเวลาไปมากก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้าน และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาตลอด ตามรูปคดีก็จะถือว่าโจทก์มีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้าหาได้ไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว หาเป็นการชอบไม่และถือได้ว่าศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
นางสาววิไลลักษณ์ รัตนศรีเวคิน โดยนายชันลอย
โจทก์ — แซ่ฉ่านหรือแซ่ตั้ง ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายยงยุทธ รุ่งเรืองฤทธิชัย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4502/2558
#580858
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 58, 69, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92 ริบหลอดฉีดยาของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 58, 69 วรรคหนึ่ง, 91, 102 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานเป็นผู้ขับขี่เสพฝิ่นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานขับขี่รถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58, 91 จำคุก 6 เดือน ฐานมีฝิ่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 900 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 900 บาท เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 16 เดือน และปรับ 1,200 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบหลอดฉีดยาของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา" ซึ่งคำว่า "ทั้งนี้" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า ตามที่กล่าวมานี้ ดังนี้ ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงครอบคลุมถึงเสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งเป็นข้อความที่กล่าวไว้ก่อนคำว่าตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มิใช่ครอบคลุมเฉพาะกรณีวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทดังที่โจทก์ฎีกาเท่านั้น เมื่ออธิบดีกรมตำรวจออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพแอมเฟตามีนและเมทแอมเฟตามีน ตามข้อกำหนดกรมตำรวจ เรื่อง กำหนดชื่อและประเภทของวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและประเภทของรถที่ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจตรวจสอบผู้ขับขี่ ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2537 โดยยังไม่ได้ออกข้อกำหนดห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพฝิ่นซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษปรับจำเลยหนึ่งในสาม ในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น ไม่ถูกต้อง เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 บัญญัติว่า "...หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุก ก็ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นหนึ่งในสามของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง" ดังนี้ การเพิ่มโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษจำคุกเท่านั้น เมื่อการกระทำความผิดฐานดังกล่าวศาลอุทธรณ์เพียงแต่ลงโทษปรับ จึงเพิ่มโทษในความผิดฐานนี้ไม่ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษปรับจำเลยหนึ่งในสามในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว 900 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 450 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ ม. 157/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดน่าน
จำเลย — นายประดิษฐ์ นาถุงคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายอรรณพ ศักดิ์ศิริญดากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายระบิล จันทรภิรมย์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4501/2558
#581453
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตรา 22, 23 ก่อน แล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฯ มีคำสั่งที่ 736/2554 ว่า จำเลยจงใจหลีกเลี่ยงและหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่... ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจและให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะมาตรา 32 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฯ รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้วแต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ กรณีที่ได้ตัวจำเลยมาแล้ว หลังจากที่จำเลยจงใจหลีกเลี่ยงและหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฯ พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน การที่โจทก์นำตัวจำเลยมาฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บทบัญญัติมาตรา 23 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มิได้บัญญัติขึ้นเพื่อเป็นเงื่อนไขให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไปติดตามจำเลยผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามที่กำหนดในแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลย แต่จำเลยกลับจงใจหลีกเลี่ยงหลบหนีและพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามตัวได้ จึงไม่สามารถควบคุมตัวจำเลยได้ แม้ระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยยังคงเหลืออยู่ แต่พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงแจ้งชัดว่าจำเลยไม่ประสงค์จะบำบัดให้หายขาดจากยาเสพติดให้โทษ จึงเป็นเหตุผลที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดร่วมกันวินิจฉัยว่าผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นอำนาจตามมาตรา 13 (8), 33 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเมื่อคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้แจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของจำเลยต่อพนักงานอัยการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้นั้น เห็นว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เป็นมาตรการของรัฐที่ต้องการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดไม่ว่าผู้นั้นจะยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่ก็ตาม โดยศาลจะมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ติดยาเสพติดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดก่อน และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ผู้ใดเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จากนั้นต้องจัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามมาตรา 22 โดยคำนึงถึงความหนักเบาของการเสพหรือติดยาเสพติดของผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 23 ซึ่งผู้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องถูกบังคับให้อยู่รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นเวลาไม่เกินหกเดือน ซึ่งอาจขยายหรือลดระยะเวลาการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามความเหมาะสม ตามมาตรา 25 หากผู้ใดหลบหนีการตรวจพิสูจน์หรือหลบหนีออกนอกศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้ถือว่าผู้นั้นหนีการคุมขังตามมาตรา 190 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจติดตามจับกุมผู้นั้นได้ด้วยตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง และมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 32 ได้อีกด้วย การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงมีวัตถุประสงค์แก้ไขฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดทุกคนเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนรวม พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงต้องดำเนินการตามมาตราดังกล่าวก่อนแล้วคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงจะมีสิทธิพิจารณาผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสมุทรปราการมีคำสั่งที่ 736/2554 ว่า.... จำเลยจงใจหลีกเลี่ยงและหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ ซึ่งไม่สามารถติดตามตัวได้ การให้โอกาสแก่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเพื่อให้กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคมโดยใช้การบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้ผล จึงอาศัยอำนาจแห่งพระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 13 (8) ประกอบมาตรา 33 วรรคสอง ว่า ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่น่าพอใจและให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีต่อไป จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะมาตรา 32 บัญญัติให้ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการดำเนินคดีผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด เมื่อผู้นั้นเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดครบถ้วนตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ กรณีที่ได้ตัวจำเลยมาแล้วหลังจากที่จำเลยจงใจหลีกเลี่ยงและหลบหนีไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่นำตัวจำเลยกลับไปบำบัดแก้ไขตามแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ครบถ้วนตามมาตรา 25 ก่อน การที่โจทก์นำตัวจำเลยมาฟ้องคดีจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 23 ม. 25 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ
จำเลย — นายสมารถหรือสามารถ ใยทองรุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายคทาวุธ ตั้งมานะกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายพรหมมาศ ภู่แส
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2558
#583686
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า "ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" บทบัญญัตินี้ไม่ได้บังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าในขณะที่ทำตราสารแต่อย่างใด และมิได้บัญญัติว่า ตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์หรือขีดฆ่าใช้บังคับไม่ได้ แต่กลับบัญญัติให้มีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าในภายหลังได้ ดังนั้น เมื่อหนังสือมอบอำนาจได้ปิดอากรแสตมป์แล้วและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขีดฆ่าในระหว่างการพิจารณาจึงเป็นเอกสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304 โดยประมาทเลินเล่อด้วยความเร็ว จำเลยที่ 1 จึงควบคุมรถไม่ได้ทำให้รถแล่นข้ามร่องกลางถนนพุ่งเข้าชนรถโดยสารของโจทก์ที่แล่นสวนทางจนได้รับความเสียหาย โจทก์นำรถเข้าซ่อมแซมเป็นเงิน 704,985.85 บาท และต้องขาดประโยชน์จากการนำรถออกขนส่งผู้โดยสารในระหว่างซ่อมแซมเป็นเวลา 24 วัน วันละ 25,000 บาท เป็นเงิน 600,000 บาท รวม 1,304,985.85 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 44,512.53 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ลดค่าเสียหายลงให้ตรงตามความเป็นจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 824,985.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้โดยประมาทเลินเล่อทำให้ชนรถโดยสารของโจทก์ที่แล่นสวนทางมาจนได้รับความเสียหาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจซึ่งเดิมโจทก์ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ แต่เพิ่งได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ขีดฆ่าในระหว่างการพิจารณานั้นจะใช้เป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114 บทบัญญัตินี้ไม่ได้บังคับให้ต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าในขณะที่ทำตราสารแต่อย่างใดและมิได้บัญญัติว่าตราสารที่มิได้ปิดอากรแสตมป์หรือขีดฆ่าใช้บังคับไม่ได้ แต่กลับบัญญัติให้มีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าในภายหลังได้ ดังนั้น เมื่อหนังสือมอบอำนาจได้ปิดอากรแสตมป์แล้วและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขีดฆ่าในระหว่างการพิจารณา จึงเป็นเอกสารที่รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา 853,124.51 บาท จำเลยที่ 2 ต้องเสียค่าขึ้นศาล 17,062 บาท แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาล 26,989 บาท ซึ่งเกินมา 9,927 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลยที่ 2

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินแก่จำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 113 ม. 114 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนครชัยแอร์ จำกัด
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ เที่ยงสันเทียะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายนิติรัฐ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4491/2558
#635926
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่จอดรถไว้ในช่องเดินรถช่องทางด่วนซ้ายสุดโดยไม่เปิดไฟฉุกเฉิน ไม่แสดงเครื่องหมายจราจรหรือสัญญาณจราจรอื่นใดไว้บริเวณท้ายรถ ซึ่งตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 บัญญัติไว้ว่า ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ซึ่งจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางต้องเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภทลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบพยานหลักฐานใดที่จะแสดงให้เป็นไปตามข้ออ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ดังกล่าวแล้ว รวมทั้งไม่นำสืบหักล้างให้เห็นได้ว่า ย. กระทำผิดโดยมีส่วนประมาทด้วยเช่นไร กรณีจึงต้องรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมด จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 746,438 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 719,815 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 503,870.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดไม่เกิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงิน 746,438 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 719,815 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน 400,000 บาท และค่ารักษาพยาบาลของนายยิ่งยศ จำนวน 6,865 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 รวมเป็นเงิน 406,865 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ษ - 5689 กรุงเทพมหานคร จากบริษัทไซน์แอนด์ซิลค์สกรีนเซอร์วิส จำกัด มีระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2549 รถยนต์คันนี้ต่อมาเปลี่ยนหมายเลขทะเบียนเป็น ฐอ 5689 กรุงเทพมหานคร และโจทก์ยังรับประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ด้วย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกหัวลากรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 1574 นครปฐม ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุและมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันวินาศภัย เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหัวลากรถพ่วงคันดังกล่าวไปตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 มาตามถนนพหลโยธินขาออกจากด้านหลักสี่มุ่งหน้ารังสิตในช่องเดินรถช่องทางด่วน ด้วยความประมาทจำเลยที่ 1 ได้จอดรถยนต์บรรทุกหัวลากพ่วงดังกล่าวซึ่งเครื่องยนต์ขัดข้องเสียอยู่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเมอรี่คิงส์รังสิต ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 11 นาฬิกา ของวันดังกล่าวโดยจอดรถในช่องเดินรถช่องทางด่วนด้านซ้ายสุดติดกับขอบปูนกั้นระหว่างทางด่วนและทางคู่ขนานโดยไม่เปิดไฟฉุกเฉินและไม่แสดงเครื่องหมายจราจรหรือสัญญาณจราจรอื่นใดไว้บริเวณท้ายรถเพื่อให้ผู้ขับรถยนต์คันอื่นเห็นว่ารถเกิดอุบัติเหตุจอดอยู่ กระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของวันที่ 27 พฤศจิกายน 2548 นายยิ่งยศ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ษ - 5689 กรุงเทพมหานคร หรือ ฐอ 5689 กรุงเทพมหานคร มาตามถนนในทิศทางเดียวกัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุซึ่งมีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะเห็นได้ในระยะไกล รถยนต์ที่นายยิ่งยศขับจึงเฉี่ยวชนท้ายรถยนต์บรรทุกหัวลากพ่วงที่จอดอยู่ได้รับความเสียหายและเป็นเหตุให้นายยิ่งยศได้รับบาดเจ็บ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตรวจที่เกิดเหตุและลงความเห็นว่าเหตุละเมิดดังกล่าวเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยการคืนทุนประกันภัยเป็นเงิน 1,050,000 บาท ให้ผู้เอาประกันภัยและขายซากรถได้เงิน 337,050 บาท คงเหลือค่าเสียหายอีก 712,950 บาท และจ่ายค่ารักษาพยาบาลนายยิ่งยศให้แก่โรงพยาบาลปทุมเวช 6,865 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายประมาทหรือไม่ ข้อนี้โจทก์มีนายยิ่งยศเบิกความเป็นพยานว่า ในวันเกิดเหตุพยานขับรถคันหมายเลขทะเบียน 4 ษ - 5689 หรือ ฐอ 5689 กรุงเทพมหานคร โดยเปิดไฟหน้ารถด้วยเนื่องจากถนนยังมืดอยู่และไฟหน้ารถสามารถมองเห็นถนนได้ในระยะ 25 เมตร ดังนั้น ตามที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้และอ้างในฎีกาว่านายยิ่งยศมิได้เปิดไฟหน้ารถไว้ในขณะเกิดเหตุ จึงทำให้ไม่เห็นรถของจำเลยที่ 2 ที่จอดอยู่นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 ที่จอดรถไว้ในช่องเดินรถช่องทางด่วนซ้ายสุดโดยไม่เปิดไฟฉุกเฉินไม่แสดงเครื่องหมายจราจรหรือสัญญาณจราจรอื่นใดไว้บริเวณท้ายรถ ซึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 61 บัญญัติไว้ว่า ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ขับขี่จะมองเห็นรถที่จอดในทางเดินรถได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร ผู้ขับขี่ซึ่งจอดรถในทางเดินรถหรือไหล่ทางต้องเปิดไฟหรือใช้แสงสว่างตามประเภทลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบพยานหลักฐานใดที่จะแสดงให้เป็นไปตามข้ออ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ดังกล่าวแล้ว รวมทั้งไม่นำสืบหักล้างให้เห็นได้ว่า นายยิ่งยศกระทำผิดโดยมีส่วนประมาทด้วยเช่นไร กรณีจึงต้องรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมด จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเสาร์ ผองผาย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร
อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558
#588380
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์ที่ สข.8/2554 จะถึงที่สุด จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง ซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227, 228 ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ค้างและค่าขาดประโยชน์ 178,213.08 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 19 เดือน กับค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99913 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อของนายสุรนาท บุตรจำเลยที่ 3 อีกกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในคดีนี้

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ สข.8/2554 ยังไม่ถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้ร้องแถลงภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเพื่อให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป หากไม่แถลงภายในกำหนดให้ถือว่าทิ้งคำร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555

วันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และกรณีไม่ปรากฏว่าคดีร้องขัดทรัพย์ หมายเลขดำที่ สข.8/2554 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณา ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์ที่ สข.8/2554 จะถึงที่สุด ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 227 ม. 228 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเบิล ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด
จำเลย — บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวเบญจพร รุ่งทรัพย์ไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558
#633555
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์จะถึงที่สุด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าเช่าที่ค้างและค่าขาดประโยชน์ 178,213.08 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 19 เดือน กับค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 99913 ตำบลปากเกร็ด (สีกัน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีชื่อของนายสุรนาท บุตรจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2533 ผู้ร้องได้รับอนุญาตจากศาลให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยทั้งสามแทนโจทก์เดิมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2811/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในคดีนี้ร่วมกันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนโจทก์เดิมในคดีดังกล่าว มิฉะนั้นให้ร่วมกันใช้ราคาแทนและชำระค่าเสียหายกับค่าขาดประโยชน์รายเดือนและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยที่ 3 ถูกยึดทรัพย์ในคดีนี้และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่ผู้ร้องเอาชำระหนี้ได้ ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในคดีนี้

จำเลยที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มีสิทธิบังคับคดี การโอนสิทธิเรียกร้องมิได้บอกกล่าวหรือได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และมิใช่สิทธิเรียกร้องที่จะโอนแก่กันได้ ที่ดินที่ยึดเป็นของนายวิทูร บิดานายสุรนาทซึ่งหย่าขาดกับจำเลยที่ 3 แล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ สข.8/2554 ยังไม่ถึงที่สุด จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้ร้องแถลงภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุดเพื่อให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป หากไม่แถลงภายในกำหนดให้ถือว่าทิ้งคำร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555

วันที่ 28 มกราคม 2556 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากคู่ความในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 445/2544 ของศาลชั้นต้น และมีประเด็นสำคัญเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8226/2555 ว่าผู้ร้องไม่อาจสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแทนโจทก์เดิมได้ จากผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมในคดีนี้ที่จะขอเฉลี่ยได้ ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในคดีนี้ถึงที่สุดแล้ว และกรณีไม่ปรากฏว่าคดีร้องขัดทรัพย์ หมายเลขดำที่ สข.8/2554 ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณา ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์ที่ สข.8/2554 จะถึงที่สุด ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่ทำให้คดีตามคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องเสร็จไปจากศาล และมิใช่เป็นคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227, 228 ที่ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 (1) ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามาจึงไม่ชอบ แม้จำเลยที่ 3 ฎีกาต่อมา ก็ต้องถือว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 เป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 227 ม. 228 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโกลเบิล ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทพรีเมียร์ แอลเอ็มเอส จำกัด
จำเลย — บริษัทอัครมีเดีย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2558
#582770
เปิดฉบับเต็ม

การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีเดิมฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเสียหาย เป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544มาตรา 76 โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4904 และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 24/6 ตรอกภานุมาศ เจริญกรุงซอย 2 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร หากไม่ปฏิบัติให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่พิพาท

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 4904 ตำบลวังบูรพาภิรมย์ (พาหุรัด) อำเภอพระนคร (ในพระนคร) กรุงเทพมหานคร และอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น เลขที่ 24/6 ตรอกภานุมาศ เจริญกรุงซอย 2 แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤษภาคม 2554) (ที่ถูก ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 8,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่พิพาท กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับยกเว้นให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินใช้สิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขายที่ดินให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนย่อมรับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาและใช้สิทธิหรือสืบสิทธิแทนบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยในคดีขับไล่ที่ฟ้องจำเลยที่ 1 เสมือนว่าโจทก์เป็นบุคคลคนเดียวกันกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและสืบสิทธิเป็นโจทก์แทนในคดีดังกล่าว การที่โจทก์มาฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพร้อมเรียกค่าเสียหายเช่นเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) เห็นว่า การที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีเดิมฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ก่อนวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้ซื้อทรัพย์พิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยโดยชอบด้วยกฎหมายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 76 โจทก์จึงเป็นผู้สืบสิทธิจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เมื่อคดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา การที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 และบริวารจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกัน อันเป็นฟ้องซ้อนซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปัทมา สีฬหา
จำเลย — นายพรชัย ธีรานุกูลชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพิทยา บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ ตันติเสรี
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4448/2558
#584842
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลย ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้ยกเลิกหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่โจทก์จำเลยทำมาก่อนหน้านี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากจำเลย และมีสิทธิเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่งทนายความยื่นคำให้การใหม่ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในสารบัญจดทะเบียนที่ดินทั้ง 4 แปลง มาเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่งทนายความและยื่นคำให้การใหม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำให้การมาใหม่แล้ว แต่ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำให้การใหม่ แล้วมีคำสั่งไม่รับคำให้การของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลย ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้ยกเลิกหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่โจทก์จำเลยทำมาก่อนหน้านี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากจำเลย และมีสิทธิเช่นเดียวกับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายหนึ่งตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่งทนายความยื่นคำให้การใหม่ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ว่า คำให้การของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการขยายความจากคำให้การเดิมของจำเลย ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ศาลไม่จำต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำให้การใหม่ นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมานพ เรืองฉายศิลป์
จำเลย — บริษัทแกรนด์ - ไท แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปาลิต สันทนาคณิต
ศาลอุทธรณ์ — นายธงชัย ฉัตรเพิ่มพร
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4439/2558
#579815
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ต้องห้ามมิให้ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 599,850 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 558,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วนพร้อมยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

วันนัดไต่สวนคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล โจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้โจทก์วางค่าขึ้นศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันนี้ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ต่อมาครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โจทก์มิได้นำเงินมาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ขอให้แก้ไขคำสั่งศาลชั้นต้นจากยกคำร้องเป็นยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถาเป็นเรื่องของศาลกับผู้ขอโดยให้สิทธิอีกฝ่ายคัดค้าน แต่หาได้ให้สิทธิผู้ที่ใช้สิทธิคัดค้านอุทธรณ์คำสั่งแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว กรณีไม่มีเหตุให้รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวน ส่วนคำฟ้องโจทก์ให้รอไว้สั่งเมื่อศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ในวันนัดไต่สวนคำร้อง โจทก์ไม่มา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลของโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 7 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคแรก ซึ่งกรณีนี้ตามมาตรา 156/1 วรรคท้าย บัญญัติให้ผู้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ซึ่งคดีนี้หมายถึงเฉพาะโจทก์เท่านั้นที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ การที่จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการยื่นอุทธรณ์โดยไม่มีกฎหมายบัญญัติให้มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แต่ไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
เด็กชายญาณพัตน์ เจริญสุข
โดยนางฤทัยรัตน์ เฉลิมชาติ
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายอุดมชัย แก้วประเสริฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419 -ที่ 4420/2558
#633553
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ในแต่ละฐานความผิดไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลจะพิพากษาคดีไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าศาลจะต้องพิพากษาคดีไปตามคำรับสารภาพของจำเลยโดยไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสมอไปไม่ เพราะในคดีอาญาเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 174 คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และโจทก์ร่วมทั้งสามขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเป็นต้องสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามต่อไปเพื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทน ซึ่งพยานหลักฐานที่นำสืบคดีในส่วนแพ่งย่อมเกี่ยวพันกับคดีในส่วนอาญา ดังนั้นหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิด ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ และต้องพิพากษายกฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ร่วมทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เกินคนละ 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีส่วนแพ่งมาไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าว กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และมาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4626/2552 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4626/2552 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 4 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 295, 297, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายประเสริฐ ผู้เสียหายที่ 1 นายสยามหรือปรเมศ ผู้เสียหายที่ 2 และนายศุภราช ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตยกเว้นข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 491,447 บาท 42,727 บาท และ 52,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การในคดีส่วนแพ่งว่าค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมทั้งสามเรียกร้องมาสูงเกินความจริง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 364, 365 (1) (2) (3), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 364, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกกับฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 1 ให้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 ให้รับอันตรายแก่กาย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 3 ให้รับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 8 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 131,947 บาท 37,527 บาท และ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 1 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 297 (8), 364, 365 (1) (2) (3) (ที่ถูก มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานร่วมกันบุกรุกกับฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 ให้รับอันตรายแก่กายเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานร่วมกันบุกรุกกับร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 3 ให้รับอันตรายสาหัส เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 3 ให้รับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา 90 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 111,947 บาท 37,527 บาท และ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 (ที่ถูก กับยกฟ้องจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืนด้วย) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพแล้วต้องฟังว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นรอการพิพากษาพร้อมกับคดีในส่วนแพ่งหลังจากสืบพยานเสร็จแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาเป็นอย่างอื่นนั้น เห็นว่า แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ในแต่ละฐานความผิดไม่ได้กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ซึ่งศาลจะพิพากษาคดีไปโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้บังคับว่าศาลจะต้องพิพากษาคดีไปตามคำรับสารภาพของจำเลยโดยไม่จำต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์เสมอไปไม่ เพราะในคดีอาญาเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 174 คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และโจทก์ร่วมทั้งสามขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเป็นต้องสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามต่อไปเพื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 ประกอบการกำหนดค่าสินไหมทดแทน ซึ่งพยานหลักฐานที่นำสืบคดีในส่วนแพ่งย่อมเกี่ยวพันกับคดีในส่วนอาญา ดังนั้นหากปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิด ศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ และต้องพิพากษายกฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ในข้อนี้ได้ความจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เดินมาที่หน้าบ้านตะโกนว่าลูกน้องของโจทก์ร่วมที่ 1 ไปทำร้ายบุตรชายและบุตรเขยของจำเลยที่ 2 โจทก์ร่วมที่ 1 ตะโกนตอบว่า บุตรชายและบุตรเขยของจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายขึ้นไปรุมทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 บนบ้านให้ขึ้นไปดู ขณะจำเลยที่ 2 เข้าไปในบ้านมีวัยรุ่นประมาณ 10 คน กรูตามเข้าไปทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 1 จำเลยที่ 2 พยายามห้าม แต่ไม่มีใครฟัง สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 2 พากลุ่มวัยรุ่นออกไป ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยที่ 2 เพียงแต่ไปสอบถามโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงเหตุที่บุตรชายและบุตรเขยของจำเลยที่ 2 ถูกทำร้าย แม้จะมีกลุ่มวัยรุ่นตามมาและเข้าไปในบ้านทำร้ายโจทก์ร่วมที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ได้พยายามห้ามแล้ว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดดังกล่าวและไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ร่วมทั้งสามตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เกินคนละ 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในคดีส่วนแพ่งมาไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าว กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาย่อมสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และมาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวกับโจทก์ร่วมที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 224 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 40 ม. 174 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายประเสริฐ ทิพย์สมบัติ กับพวก
จำเลย — นายนุกูลหรือจิ้น ยิ้มอาสา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4408/2558
#632954
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องระบุว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับ ป. ผู้ตาย แต่เป็นการสมรสซ้อน ต้องห้ามตามมาตรา 1452 แห่ง ป.พ.พ. เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งมีผลตามมาตรา 1498 โดยมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา" ซึ่งมีความหมายว่า โจทก์ไม่อาจอ้างประโยชน์จากการอยู่กินฉันสามีภริยากับ ป. ผู้ตายเพื่อกำหนดประโยชน์หรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของ ป. ผู้ตายได้ เพราะการสมรสโมฆะไปแล้ว และในทางกลับกันการสมรสระหว่างจำเลยกับ ป. ผู้ตายยังมีผลสมบูรณ์ ทำให้ทรัพย์สินของ ป. ผู้ตายต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. บรรพ 5 ลักษณะ 1 หมวด 3 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ซึ่งต้องถือว่าทรัพย์สินของ ป. ผู้ตาย มีผลเป็นทรัพย์สินระหว่าง ป. ผู้ตาย สามีกับจำเลยภริยาเพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นสินส่วนตัวของ ป. ผู้ตาย หรือสินส่วนตัวของจำเลยเพียงใด และเป็นสินสมรสระหว่าง ป. ผู้ตายกับจำเลยเพียงใด ซึ่งมาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ส่วนโจทก์จะมีสิทธิในทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างอยู่กินกับ ป. ผู้ตายเพียงใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของมาตรา 1498 วรรคสอง ที่ว่า "ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่า โจทก์มีทรัพย์สินใดที่โจทก์มีหรือได้มาก่อนหรือหลังสมรส ให้เป็นของโจทก์ ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง

ทรัพย์สินที่โจทก์อ้างว่าได้ประกอบธุรกิจตั้งบริษัท ส. กิจการขาดทุนและโจทก์ปิดบริษัทแล้ว ทรัพย์สินรายการอื่น ๆ เงินฝากตามสมุดคู่ฝาก ของ ป. หนังสือรับรองหักภาษี หรือตั๋วสัญญาใช้เงินหรือหน่วยลงทุนโฉนดที่ดิน รายการสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นชื่อ ป. ผู้ตายทั้งสิ้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร ทรัพย์สินตามที่กล่าวมาจึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสของ ป. ผู้ตายกับจำเลยทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินร่วมกับ ป. ผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้

ป. ผู้ตายแสดงออกต่อบุคคลภายนอก โดยระบุในสำเนาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ป. ผู้ตายแจ้งว่า คู่สมรสคือจำเลย ป. ผู้ตายและจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบ มีผลให้ทรัพย์สินที่ ป. ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรสกับจำเลยเป็นสินสมรสตามผลของมาตรา 1474 (1) การที่ ป. ผู้ตายซื้อที่ดินมาขายได้เงิน จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เป็นสินสมรสระหว่าง ป. ผู้ตายกับจำเลย การที่ ป. ผู้ตายแบ่งเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์จึงหากระทำได้ไม่ เพราะเป็นการให้โดยเสน่หาที่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยซึ่งเป็นภริยาตามมาตรา 1476 (5) โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในทรัพย์สินตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมมาแบ่งให้โจทก์เป็นเงิน 106,489,836.78 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังในเบื้องต้นว่า นายประภาส ผู้ตาย สมรสโดยจดทะเบียนกับจำเลยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2519 ต่อมาในปี 2529 โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับนายประภาส ผู้ตาย และในวันที่ 12 ธันวาคม 2539 โจทก์กับนายประภาสผู้ตายจดทะเบียนสมรสกัน ในวันที่ 20 ธันวาคม 2546 นายประภาสถึงแก่ความตายโดยอุบัติเหตุทางรถยนต์ หลังจากนั้นจำเลยยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนายประภาส ผู้ตาย ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เป็นโมฆะ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 ให้การสมรสระหว่างโจทก์กับนายประภาสผู้ตายเป็นโมฆะ ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2548 โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นคดีนี้ อ้างว่า โจทก์ในฐานะหุ้นส่วนจำพวกไม่ได้จดทะเบียนฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันในระหว่างเป็นสามีภริยากับนายประภาสผู้ตายกึ่งหนึ่ง สำหรับคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับนายประภาสผู้ตายเป็นโมฆะนั้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนให้การสมรสระหว่างโจทก์กับนายประภาสผู้ตายเป็นโมฆะ ปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 3196/2550 และหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินตามฟ้องกึ่งหนึ่งได้หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่า โจทก์เป็นหุ้นส่วนชีวิตของนายประภาสผู้ตาย ย่อมมีส่วนในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินของนายประภาสคู่สมรส และในกรณีเป็นที่สงสัยต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ที่ให้มีส่วนเป็นเจ้าของรวมคนละครึ่งนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องระบุว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับนายประภาสผู้ตาย แต่เป็นการสมรสซ้อน ต้องห้ามตามมาตรา 1452 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งมีผลตามมาตรา 1498 โดยมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา" ซึ่งมีความหมายว่า โจทก์ไม่อาจอ้างประโยชน์จากการอยู่กินฉันสามีภริยากับนายประภาสผู้ตายเพื่อกำหนดประโยชน์หรือส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของนายประภาสผู้ตายได้ เพราะการสมรสโมฆะไปแล้ว และในทางกลับกันการสมรสระหว่างจำเลยกับนายประภาสผู้ตายยังมีผลสมบูรณ์ ทำให้ทรัพย์สินของนายประภาสผู้ตายต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ลักษณะ 1 หมวด 3 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา ซึ่งต้องถือว่าทรัพย์สินของนายประภาสผู้ตาย มีผลเป็นทรัพย์สินระหว่างนายประภาส ผู้ตาย สามีกับจำเลยภริยาเพียงใด ซึ่งจะต้องพิจารณาว่า เป็นสินส่วนตัวของนายประภาสผู้ตาย หรือสินส่วนตัวของจำเลยเพียงใด และเป็นสินสมรสระหว่างนายประภาสผู้ตายกับจำเลยเพียงใด ซึ่งมาตรา 1474 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส" ส่วนโจทก์จะมีสิทธิในทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างอยู่กินกับนายประภาส ผู้ตายเพียงใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของมาตรา 1498 วรรคสอง ที่ว่า "ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์มีหน้าที่นำสืบว่า โจทก์มีทรัพย์สินใดที่โจทก์มีหรือได้มาก่อนหรือหลังสมรส ให้เป็นของโจทก์ ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทรัพย์สินที่โจทก์อ้างว่าได้ประกอบธุรกิจตั้งบริษัทสำนักกฎหมาย ยู.ที.ซี. จำกัด ก็ได้ความว่า กิจการขาดทุนและโจทก์ปิดบริษัทแล้วตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2546 ทรัพย์สินรายการอื่น ๆ โจทก์ก็เบิกความว่า เงินฝากตามสมุดคู่ฝาก ก็ปรากฏเพียงชื่อของนายประภาสผู้ตายทั้งสิ้น หนังสือรับรองหักภาษี หรือตั๋วสัญญาใช้เงินหรือหน่วยลงทุน ก็เป็นชื่อของนายประภาสผู้ตาย โฉนดที่ดินก็เป็นชื่อผู้ตาย รายการสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เป็นชื่อนายประภาสผู้ตายทั้งสิ้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร ทรัพย์สินตามที่กล่าวมาจึงเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสของนายประภาสผู้ตายกับจำเลยทั้งสิ้น ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ในทรัพย์สินร่วมกับนายประภาสผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ ส่วนที่โจทก์เบิกความว่า นายประภาสผู้ตายเคยซื้อที่ดินมาเพื่อขายแก่บุคคลอื่นและเมื่อได้เงินมาแล้วก็แบ่งให้แก่โจทก์นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนในการทำมาหาได้ในเงินดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่นายประภาสผู้ตายแสดงออกต่อบุคคลภายนอก โดยระบุในสำเนาบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ นายประภาสผู้ตายแจ้งว่า คู่สมรสคือจำเลย นายประภาสผู้ตายและจำเลยซึ่งเป็นสามีภริยาโดยชอบ มีผลให้ทรัพย์สินที่

นายประภาส ผู้ตาย ได้มาในระหว่างสมรสกับจำเลยเป็นสินสมรสตามผลของมาตรา 1474 (1) ดังนั้น การที่นายประภาส ผู้ตาย ซื้อที่ดินมาขายได้เงิน จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรส เป็นสินสมรสระหว่างนายประภาส ผู้ตาย กับจำเลย การที่โจทก์เบิกความว่านายประภาสผู้ตายแบ่งเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์จึงหากระทำได้ไม่ เพราะเป็นการให้โดยเสน่หาที่ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยซึ่งเป็นภริยาตามมาตรา 1476 (5) โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ในทรัพย์สินตามฟ้อง ส่วนฎีกาข้ออื่น ๆ ของโจทก์ ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1474 ม. 1476 ม. 1495 ม. 1498
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกอบลาภ ศกุนวัฒน์
จำเลย — นางยุพาพรรณ ศกุนวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ปกรณ์ วงศาโรจน์
ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558
#630192
เปิดฉบับเต็ม

การทิ้งร้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 อีก จึงยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และย่อมแสดงว่า จำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้าน และไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โดยนัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วย และบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และ (6)

การที่จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ ทั้งไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในการที่มารดาโจทก์มาพักอาศัยอยู่กับโจทก์นั้น เป็นเพียงพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของจำเลยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และแบ่งสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 64294 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 70114 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้ 1 หลัง บ้านคอนกรีต 1 หลัง และที่ดินโฉนดเลขที่ 52942 เนื้อที่ประมาณ 66 ตารางวา ให้โจทก์และจำเลยได้รับคนละส่วนเท่ากันคือคนละ 600,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันและอยู่กินด้วยกันที่กรุงเทพมหานคร โจทก์และจำเลยทำงานอยู่ที่เดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยเก็บของออกจากบ้านแล้วไม่กลับมาหาโจทก์ที่บ้านอีก โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่และไม่พูดคุยกัน เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และนางศรีวรรณ มารดาโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 จำเลยกลับเข้าไปพักอยู่กับโจทก์ที่บ้านโดยจำเลยได้เข้าไปอยู่ในห้องที่โจทก์เตรียมไว้ให้นางศรีวรรณอยู่ แต่ขณะนั้นนางศรีวรรณยังไม่กลับจากต่างประเทศ ต่อมาอีก 2 วัน โจทก์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้นางศรีวรรณทราบ นางศรีวรรณจึงบอกให้โจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านเพื่อไม่ให้จำเลยกลับเข้าบ้านได้ เมื่อโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านแล้วก็ส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (SMS) แจ้งให้จำเลยทราบว่าไม่ต้องกลับเข้ามาที่บ้านอีก เมื่อนางศรีวรรณ กลับมาอยู่บ้าน จำเลยโทรศัพท์ไปหานางศรีวรรณพูดขอโทษและยอมรับผิดทุกอย่าง แต่นางศรีวรรณบอกว่าสายไปแล้ว ฝ่ายจำเลยและนางศุภรางค์ มารดาจำเลยเบิกความว่า เมื่อโจทก์ขอหย่ากับจำเลย โดยโจทก์โทรศัพท์มาบอกกับมารดาจำเลย มารดาจำเลยได้นัดเจรจากับมารดาของโจทก์แต่มารดาโจทก์ใช้มือทุบโต๊ะ และบอกว่าโจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ต้องแยกกันอยู่ การเจรจาจึงตกลงกันไม่ได้ เห็นว่า การที่คู่สมรสฝ่ายใดจงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี โดยการไม่หวนกลับไปหานั้น มีความหมายว่าไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยแสดงว่า จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 อีก ข้อเท็จจริงจึงได้ความว่า จำเลยทิ้งร้างไปยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และจากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายไม่ต้องการให้จำเลยกลับมาอยู่กินกับโจทก์ โดยเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้าน และโจทก์ไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ได้นัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วย และบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า การที่จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ ทั้งไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในการที่มารดาโจทก์มาพักอาศัยอยู่กับโจทก์เป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า เป็นเพียงพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของจำเลยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (3) (4) (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิรัตน์ พิบูลกุลสัมฤทธิ์
จำเลย — นางปณิธาน พิบูลกุลสัมฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทร ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4403/2558
#597451
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (2) หมายถึงเครื่องมือเครื่องใช้ที่โดยสภาพเป็นสิ่งเฉพาะสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพของคู่สมรสฝ่ายนั้นเท่านั้น รถยนต์ที่โจทก์จำเลยซื้อมาระหว่างสมรสเพื่อความสะดวกในการรับส่งบุตรไปโรงเรียน ภายหลังจำเลยนำมาใช้รับจ้างส่งนักเรียน แสดงให้เห็นว่ารถยนต์เป็นทรัพย์ที่มิได้มุ่งหมายใช้ในการประกอบอาชีพรับจ้างแต่เพียงประการเดียว รถยนต์จึงเป็นสินสมรสมิใช่สินส่วนตัวของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 18872 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยจดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 0137 นครศรีธรรมราช แก่โจทก์ตามสิทธิ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้นำรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยชำระเงิน135,490 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์แบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9025 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้โจทก์ชำระเงินซึ่งได้จากการขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8337, 17505 และ 84043 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 223,887.50 บาท รวมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 300,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 18872 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 0137 หรือ ม 3179 นครศรีธรรมราช หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้นำรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่อาจดำเนินการได้ให้จำเลยใช้ราคารถยนต์แทน 25,000 บาท และให้จำเลยชำระหนี้ระหว่างสมรส 135,493.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2555)จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้โจทก์แบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9025 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง หากโจทก์และจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่อาจดำเนินการได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เคยเป็นภริยาของจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2536 มีบุตรด้วยกัน 3 คน ก่อนฟ้องคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาโจทก์และจำเลยมีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส คือ ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 18872 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่17505 ตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของซึ่งต่อมาภายหลังโจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากให้แก่ผู้อื่นและพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้ว ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 84043 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ซึ่งต่อมาภายหลังโจทก์ได้จดทะเบียนขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8337 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของซึ่งต่อมาภายหลังโจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากให้แก่ผู้อื่นและพ้นกำหนดไถ่ถอนแล้ว ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 9025 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของซึ่งต่อมาภายหลังโจทก์ได้จดทะเบียนขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว และรถยนต์หมายเลขทะเบียน 0137 หรือ ม 3179 นครศรีธรรมราช ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ นอกจากนี้ยังมีหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสเป็นหนี้เงินกู้ที่ยังค้างชำระธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) จำนวน 270,987 บาท โจทก์และจำเลยยังไม่ได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า รถยนต์ตู้ หมายเลขทะเบียน 0137 หรือ ม-3179 นครศรีธรรมราช เป็นสินสมรสหรือไม่ เห็นว่า เครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (2) นั้น ต้องหมายถึงเครื่องมือเครื่องใช้ที่โดยสภาพเป็นสิ่งเฉพาะสำหรับใช้ในการทำงานในการประกอบอาชีพของคู่สมรสฝ่ายนั้นเท่านั้น แต่รถยนต์เป็นทรัพย์สินที่มิได้ใช้ในการประกอบอาชีพของจำเลยโดยแท้ แต่เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูงที่โจทก์จำเลยร่วมกันทำมาหาได้มาเพื่อใช้ประโยชน์และเป็นทรัพย์สินที่สร้างความปึกแผ่นและความมั่นคงในครอบครัวในอีกสถานะหนึ่งด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความว่าเป็นทรัพย์ที่โจทก์จำเลยซื้อมาในระหว่างสมรสเพื่อความสะดวกในการรับส่งบุตรไปโรงเรียน ภายหลังจำเลยจึงนำมาใช้รับจ้างรับส่งนักเรียน อันแสดงให้เห็นว่า รถยนต์เป็นทรัพย์ที่โจทก์จำเลยมิได้มุ่งใช้ในการประกอบอาชีพรับจ้างแต่เพียงประการดียว รถยนต์ดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสมิใช่สินส่วนตัวของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยต้องร่วมรับผิดในหนี้เงินกู้ของธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 135,493.50 บาท หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยังไม่แบ่งเงินที่ได้จากการขายที่ดินให้แก่จำเลย ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่รับผิดชอบหนี้ดังกล่าว ทั้งได้ความว่าจำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17505 ระหว่างโจทก์กับบุคคลภายนอกแล้ว และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวและให้จำเลยได้รับส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 226/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า จำเลยได้รับชำระเงินตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว และไม่ติดใจบังคับคดี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางนำสืบว่าจำเลยนำเงินที่ได้รับตามคำพิพากษามาหักหนี้ที่โจทก์ไปชำระหนี้ธนาคารเอเซียซึ่งเป็นหนี้ร่วมแทนจำเลยซึ่งจำเลยต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1535 ที่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดและชำระเงิน 135,493.50 บาท แก่โจทก์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8337, 17505 และ 84043 เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนจำเลยฟ้องขอเพิกถอนการกระทำนิติกรรมโอนขายสินสมรสของโจทก์กับบุคคลภายนอก โดยจำเลยไม่ได้ให้ความยินยอม เป็นการฟ้องเพื่อให้สินสมรสกลับคืนสู่สภาพเดิมไม่เป็นการขอแบ่งสินสมรสเพราะมิได้ฟ้องขอหย่าด้วย ศาลมิอาจให้แบ่งสินสมรสในขณะที่ยังมีสถานะเป็นสามีภริยาอยู่ได้ ส่วนคดีนี้จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสเพราะโจทก์จำเลยหย่ากันแล้ว จึงเป็นคนละประเด็นกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 17505 จำเลยเบิกความตอบคำถามค้านว่า คดีที่จำเลยฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 17505 จำเลยได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้วและไม่ติดใจบังคับอีก จึงไม่มีเงินที่ถือเสมือนว่า เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสที่จำเลยจะขอแบ่งได้อีก ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 84043 ได้ความจากคำพิพากษาถึงที่สุดที่จำเลยอ้างเองว่า บุคคลภายนอกที่ทำนิติกรรมกับโจทก์สุจริตจึงให้โจทก์ใช้ราคาแทนการโอนกรรมสิทธิ์คืนในฐานะสินสมรสด้วย ซึ่งเท่ากับที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเป็นสินสมรสแล้ว จำเลยชอบที่บังคับคดีตามสิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ไม่อาจจะบังคับให้แบ่งได้อีก สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 8337 จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์นำไปขายฝากแก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยในราคา 265,000 บาท และพ้นกำหนดการไถ่ถอนไปแล้ว ซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่เพิกถอนนิติกรรมการขายฝาก ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 137/2551 แล้ว จึงต้องถือเสมือนว่าเงินที่โจทก์ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 โจทก์จึงต้องแบ่งให้จำเลยกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 132,500 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์แบ่งเงิน 132,500 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1471 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางงามตา ชะโนวรรณะ
จำเลย — นายประทีป เกลี้ยงกลม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4402/2558
#632953
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเรียกโจทก์ว่า บักหลอย บักหน้าส้นตีน เป็นเพียงคำไม่เหมาะสมที่ภริยาจะใช้เรียกสามีต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งเป็นข้อที่จำเลยจะต้องปรับปรุงตนไม่ใช้คำดังกล่าวกับสามีอีกต่อไป ยังไม่ถึงกับเป็นคำที่เหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง ส่วนที่จำเลยเรียกมารดาโจทก์ว่าอีแก่นั้น คำว่า "อี" เป็นคำประกอบหน้าชื่อผู้หญิงที่มีฐานะต่ำกว่า หรือเป็นคำใช้ประกอบหน้าชื่อผู้หญิงแสดงการดูหมิ่นเหยียดหยาม สำหรับคำว่า "แก่" มีความหมายว่ามีอายุมาก คำว่า "อีแก่" จึงเป็นคำไม่สุภาพและไม่เหมาะสมที่จำเลยในฐานะบุตรสะใภ้จะใช้เรียกมารดาของสามี แต่ยังไม่ถึงกับเป็นคำที่เหยียดหยามมารดาโจทก์อย่างร้ายแรง ยังไม่พอฟังว่า จำเลยเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3 )

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกัน 2 คน จำเลยเคยร้องเรียนโจทก์เรื่องที่โจทก์มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ จนกระทั่งผู้บังคับบัญชาเรียกโจทก์มาว่ากล่าวตักเตือนและได้ภาคทัณฑ์ไว้ตามบันทึก ก่อนหน้านั้นจำเลยเคยถูกนางอลิตภรณ์ ฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท โจทก์ช่วยไกล่เกลี่ยจนนางอลิตภรณ์ยอมถอนคำร้องทุกข์ ปลายปี 2555 โจทก์ย้ายออกจากบ้านที่อยู่ร่วมกับจำเลยไปอยู่กับมารดาโจทก์จนปัจจุบัน วันที่ 18 มกราคม 2556 โจทก์ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้รับบาดเจ็บเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด จำเลยมาเยี่ยมที่โรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้นและเกิดมีปากเสียงกับมารดาโจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุหย่าหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยเรียกโจทก์ว่า บักหลอย บักหน้าส้นตีน และเรียกมารดาโจทก์ว่า อีแก่ อันเป็นเหตุหย่านั้น เห็นว่า แม้สามีภริยาต้องรู้จักการให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งหรือบุพการีของอีกฝ่ายหนึ่ง อันเป็นเสน่ห์และหลักการสำคัญในการครองคู่ให้มีชีวิตชีวาก็ตาม แต่ชีวิตคู่ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องความรักและความหึงหวง ปุถุชนไม่ว่าหญิงหรือชายย่อมมีความอดทนและอดกลั้นในขีดจำกัด ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานบุคคลของโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นเครือญาติและบุคคลภายในครอบครัวเดียวกันว่า มูลเหตุที่จำเลยใช้ถ้อยคำดังกล่าวเกิดจากอารมณ์หึงหวงของจำเลยที่ระแวงว่าสามีจะปันใจไปมีหญิงอื่นจึงได้ใช้ถ้อยคำดังกล่าวกับโจทก์และมารดาโจทก์ คำว่าบักคือคำที่เป็นภาษาเฉพาะถิ่น ใช้เป็นคำเรียกชายที่เสมอหรือต่ำกว่า ตรงกับคำว่าอ้ายซึ่งเป็นคำประกอบคำอื่นบอกให้รู้ว่าเป็นเพศชายหรือสัตว์ตัวผู้ มีทั้งใช้ในเชิงบวกเป็นคำประกอบหน้าชื่อเพื่อนฝูงแสดงว่ามีความสนิทสนมกันมาก หรือใช้ในเชิงลบเป็นคำประกอบหน้าชื่อผู้ชายแสดงการดูหมิ่นเหยียดหยาม จำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ตั้งแต่ปี 2533 ตามใบสำคัญการสมรส อยู่กินด้วยกันเป็นเวลากว่า 20 ปี จนมีบุตรสาวอันเป็นพยานรักถึงสองคน ย่อมแสดงว่าจำเลยปรนนิบัติสามีและดูแลครอบครัวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด จำเลยเพิ่งจะมาเรียกโจทก์ด้วยถ้อยคำดังกล่าวในภายหลังเนื่องจากระแวงว่าโจทก์จะไปมีหญิงอื่น เมื่อโจทก์ประสบอุบัติเหตุจำเลยซึ่งประกอบอาชีพพยาบาลยังได้มาเฝ้าไข้และเป็นธุระเปลี่ยนจากห้องผู้ป่วยรวมเป็นห้องผู้ป่วยพิเศษ อีกทั้งในระหว่างที่โจทก์พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของโจทก์ในวันที่ 21 มกราคม 2556 จำเลยยังเอาใจใส่จัดงานวันเกิดให้โจทก์โดยให้เพื่อนร่วมงานของจำเลยมอบเค้กวันเกิดให้แก่โจทก์ ข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยเหมือนหญิงมีสามีทั่วไปที่ยังรักยังหวงและห่วงใยสามีของตน อยากให้สามีกลับมาเป็นเสาหลักและให้ความอบอุ่นเช่นเดิม ที่จำเลยเรียกโจทก์ว่า บักหลอย บักหน้าส้นตีน เป็นเพียงคำไม่เหมาะสมที่ภริยาจะใช้เรียกสามีต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งเป็นข้อที่จำเลยจะต้องปรับปรุงตนไม่ใช้คำดังกล่าวกับสามีอีกต่อไป ยังไม่ถึงกับเป็นคำที่เหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง ส่วนที่จำเลยเรียกมารดาโจทก์ว่าอีแก่นั้น คำว่า "อี" เป็นคำประกอบหน้าชื่อผู้หญิงที่มีฐานะต่ำกว่า หรือเป็นคำใช้ประกอบหน้าชื่อผู้หญิงแสดงการดูหมิ่นเหยียดหยาม สำหรับคำว่า "แก่" มีความหมายว่ามีอายุมาก คำว่า "อีแก่" จึงเป็นคำไม่สุภาพและไม่เหมาะสมที่จำเลยในฐานะบุตรสะใภ้จะใช้เรียกมารดาของสามี แต่ยังไม่ถึงกับเป็นคำที่เหยียดหยามมารดาโจทก์อย่างร้ายแรง ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยข้างต้นยังไม่พอฟังว่า จำเลยเหยียดหยามโจทก์หรือบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จ่าสิบเอกบุญช่วย ไทยกล้า
จำเลย — นางดวงเดือน ไทยกล้า
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4398/2558
#606339
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยที่ 1 ขอแบ่งสินสมรส ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา ขอให้จำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์จ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ถึงวันฟ้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จนบรรลุนิติภาวะ และให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์และเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ

เมื่อผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ และผู้ร้องที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในประเด็นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนฟ้อง ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ และประเด็นการแบ่งสินสมรส และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ถูกเรียกค่าทดแทน

สำหรับประเด็นหย่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงเนื่องจากความตายของโจทก์ ศาลไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่ เพราะไม่ได้ทำให้ผลของการสมรสเปลี่ยนแปลงไป ส่วนประเด็นเรียกค่าทดแทนที่เรียกจากจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลจึงมิได้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1525 วรรคสอง ระบุว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะในกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น ส่วนประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1526 ระบุว่า ค่าเลี้ยงชีพศาลจะกำหนดให้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนหย่า การสมรสจึงสิ้นสุดเพราะการตาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยที่ 1 ได้ ผู้ร้องที่ 1 จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ศาลฎีกาเห็นควรไม่อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะทั้งสามประเด็นดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการสมรส ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องข้อ 2.1 (1) ถึง (6) ให้โจทก์มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิการเช่าซื้อรถยนต์ หากไม่อาจดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่ารถยนต์ทั้งหมดแทน ในส่วนที่โจทก์มีสิทธิในส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงิน 1,075,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2 (1) ถึง (6) ให้โจทก์มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากไม่อาจดำเนินการได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ในส่วนที่โจทก์มีสิทธิในส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 7,250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนแก่โจทก์และบุตรสาวตามฟ้องข้อ 3 (1) ถึง (4) เป็นเงิน 13,480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับหมายด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2556 ส่วนจำเลยที่ 2 ส่งโดยวิธีปิดหมาย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2556 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การพร้อมยื่นคำให้การมาแนบท้ายคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2556 โดยวินิจฉัยว่า การขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นไปโดยมีเหตุอันสมควรจึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การและไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 1 และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นไปโดยจงใจ จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การและรับคำให้การของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางพชรอร ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับโจทก์และเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์และนายอัครวิญญ์ ผู้ร้องที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์และจำเลยที่ 2 ผู้มรณะ คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ ผู้ร้องที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงเห็นควรอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เฉพาะในประเด็นฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ประเด็นการแบ่งสินสมรส และประเด็นสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ก่อนฟ้องและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจนบรรลุนิติภาวะ และอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ถูกเรียกค่าทดแทน

ส่วนประเด็นหย่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง หากศาลอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การ ศาลก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่ เพราะไม่ได้ทำให้ผลของการสมรสเปลี่ยนแปลงไป ส่วนประเด็นเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 นั้นเมื่อศาลมิได้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ เนื่องจากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1525 วรรคสอง ระบุว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะในกรณีศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น สำหรับประเด็นค่าเลี้ยงชีพ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนหย่า การสมรสจึงสิ้นสุดเพราะการตาย ไม่จำต้องพิจารณาประเด็นการกำหนดค่าเลี้ยงชีพ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในประเด็นหย่า เรียกค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นางสุนทรี วิไลสรการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายมนัส ติระกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
พิศล พิรุณ
กฤษณี เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4392/2558
#581441
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้ค่าเช่ารถประจำเดือนธันวาคม 2546 ให้แก่บริษัท บ. 35 ล้านบาท แล้วนำเป็นรายจ่ายหนี้สูญในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่ปฏิบัติตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) เจ้าพนักงานประเมินจึงให้โจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยนำยอดหนี้จำนวนดังกล่าวบวกกลับเป็นยอดลูกหนี้ค้างชำระดังเดิม ซึ่งเป็นเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น การกระทำของโจทก์ดังกล่าวไม่ทำให้บันทึกข้อตกลงลดหนี้และรับชำระหนี้ ซึ่งมีผลเป็นการปลดหนี้บางส่วนให้แก่บริษัท บ. ยกเลิกหรือสิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้จำนวนดังกล่าวจึงระงับลงเสมือนโจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวครบถ้วนแล้วอันเนื่องมาจากการทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว โดยถือวันที่ทำบันทึกลดหนี้คือวันที่ 30 ธันวาคม 2546 เป็นวันที่ได้รับชำระหนี้ค่าบริการ ซึ่งเป็นวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1 (1) นอกจากนี้การลดหนี้ของโจทก์มิใช่ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) ที่ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการ แต่เป็นการลดหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ โจทก์จึงมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท บ. ในวันที่มีการลดหนี้ตามมาตรา 82/4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวน 2,289,719.63 บาท พร้อมทั้งงดหรือลดเบี้ยปรับ 1 เท่า และเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2540 โจทก์เป็นเจ้าหนี้การค้าให้บริษัทบางกอก ไมโครบัส จำกัด เช่ารถแบบลิสซิ่ง จำนวน 310,298,138.10 บาท ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2546 โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้ค่าเช่ารถให้แก่บริษัทบางกอก ไมโครบัส จำกัด เป็นเงิน 35,000,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงลดหนี้และรับชำระหนี้ จากนั้นโจทก์บันทึกบัญชีรายการส่วนลดจ่าย 35,000,000 บาท โดยตัดออกจากบัญชีลูกหนี้ เจ้าพนักงานประเมินพิจารณาเห็นว่า การที่โจทก์ลดหนี้ถือว่าโจทก์ได้รับชำระค่าบริการแล้ว ประกอบกับการลดหนี้เป็นการตกลงระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 410) พ.ศ. 2545 โจทก์ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงปรับปรุงยอดขายแล้วแจ้งให้โจทก์มารับทราบผลการตรวจสอบ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ให้รับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นค่าภาษี 2,289,719.63 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2548 จำนวน 652,570.09 บาท รวมทั้งสิ้น 5,232,009.35 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์ต้องรับผิดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกรณีที่โจทก์ลดหนี้ให้แก่บริษัทบางกอก ไมโครบัส จำกัด จำนวน 35,000,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะนำยอดหนี้จำนวนดังกล่าวบวกกลับเป็นยอดลูกหนี้ค้างชำระดังเดิม ทำให้โจทก์ไม่มีรายจ่ายหนี้สูญและได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายจ่ายหนี้สูญต้องห้ามจำนวนดังกล่าว เนื่องจากโจทก์นำยอดหนี้ที่ลดให้จำนวนดังกล่าวเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วยการจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้รายบริษัทบางกอก ไมโครบัส จำกัด โดยไม่ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (9) ซึ่งบัญญัติว่า"การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง" เจ้าพนักงานประเมินจึงให้โจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่านั้น การกระทำของโจทก์ดังกล่าวหาทำให้บันทึกข้อตกลงลดหนี้และรับชำระหนี้ ซึ่งมีผลเป็นการปลดหนี้บางส่วนให้แก่บริษัทบางกอก ไมโครบัส จำกัด ยกเลิกหรือสิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในหนี้จำนวนดังกล่าวจึงระงับลงเสมือนโจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวครบถ้วนแล้วอันเนื่องมาจากการทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้และรับชำระหนี้ดังกล่าว โดยถือวันที่ลดหนี้คือ วันที่ 30 ธันวาคม 2546 เป็นวันที่ได้รับชำระหนี้ค่าบริการ นอกจากนี้การลดหนี้ของโจทก์มิใช่ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนตามมาตรา 79 วรรคสาม (1) ซึ่งเป็นการลดราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการจึงไม่รวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำส่วนลดหรือค่าลดหย่อนหักออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่กรณีของโจทก์เป็นการลดหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้โจทก์จึงมีหน้าที่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทบางกอก ไมโครบัส จำกัด ในวันที่มีการลดหนี้ตามมาตรา 82/4 ที่บัญญัติให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น และนำรายรับดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 ดังนั้น เมื่อโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2546 โดยไม่ได้นำค่าเช่ารถไมโครบัสแบบลิสซิ่ง 35,000,000 บาท รวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี ทำให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปและจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตาม ประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ที่อ้างว่าไม่มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยตามมาตรา 78/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73. 1) เลขที่ ภ.พ. 73. 1 - 01005300 - 25480809 - 005 - 00405 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2548 เฉพาะในส่วนของเบี้ยปรับ เป็นให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78/1 (1) ม. 79 วรรคสาม (1) ม. 82/4
ชื่อคู่ความ
บริษัทบางกอกมอเตอร์ อีควิปเม้นท์ จำกัด
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้เข้าว่าคดีแทน
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4373/2558
#582984
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้เสียหายในทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำไปในทางปฏิบัติหน้าที่ ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานรัฐโดยตรง แต่ห้ามมิให้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ แต่เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานรัฐได้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 97,785.38 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 90,963.15 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กันยายน 2555) ให้ไม่เกิน 6,822.23 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุที่สมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำของสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นและเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 โดยจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถยนต์บรรทุกขนขยะของสำนักงานเขตดอนเมือง อันเป็นกิจการของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้าง เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 เวลา 9 นาฬิกาเศษ ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกขยะหมายเลขทะเบียน 93 - 9725 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนกำแพงเพชร 6 จากทางดอนเมืองมุ่งหน้าไปทางหลักสี่ รถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งชนท้ายรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้ารุ่นคัมรี่ หมายเลขทะเบียน สร 6766 กรุงเทพมหานคร ซึ่งนายวัชริศม์เป็นผู้ขับและเอาประกันภัยไว้แก่โจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันนั้นได้ออกเงินซ่อมแซมรถยนต์จนอยู่ในสภาพที่ดี โจทก์จึงรับช่วงสิทธิของนายวัชริศม์ที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจากจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2555 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และสำนักงานเขตดอนเมืองเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับให้จำเลยที่ 1 และสำนักงานเขตดอนเมือง ร่วมกันชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2555 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐ แม้จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้ แต่ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐเป็นจำเลย ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ส่วนสำนักงานเขตดอนเมืองจำเลยที่ 2 ไม่เป็นนิติบุคคล จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ วันที่ 5 กันยายน 2555 โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 ซึ่งล่วงพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เห็นว่า ตามที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้เสียหายในมูลละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ฟ้องเรียก ค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง แต่ห้ามมิให้ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้บัญญัติให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เนื่องจากตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2555 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคหนึ่ง ม. 193/30
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนู บุญมาทัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายประเสริฐ เชิดทวีทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวภัทริกา จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ธีระพงศ์ จิระภาค
อำนาจ พวงชมพู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4359/2558
#627412
เปิดฉบับเต็ม

การทำสัญญาประกันอันเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันบัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 112 ส่วนการบังคับในกรณีมีการผิดสัญญาประกันบัญญัติไว้ในมาตรา 119 จึงถือได้ว่า การบังคับตามสัญญาประกันเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่ทำสัญญาประกันต่อศาลจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยในคดีอาญานั้น ผู้ประกันซึ่งทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลมีหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมามอบต่อศาลตามกำหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียก ซึ่งหากผิดสัญญาก็มิใช่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายภายในวงเงินตามสัญญาประกันเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทางศาลด้วย และตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลก็ต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลอยู่ตราบนั้น แต่หากผู้ประกันขวนขวายได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาภายในอายุความทางอาญา ศาลในคดีนั้น ๆ ก็ยังอาจลดค่าปรับลงได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีแม้จะส่งมอบ ตัวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับนายประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันในคดีอาญาต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกันในคดีนี้มีสิทธิและหน้าที่ดังเช่นที่กล่าวมา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้ แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน เมื่อผู้ร้องยังคงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ผู้ประกันได้ก็หาจำต้องร้องขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของผู้ประกันว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย ต่อมาผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด วันที่ 24 มกราคม 2538 ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลแขวงพระนครเหนือ โดยนางสาวศลิตา นิติกร ทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้ผู้ประกันแล้ว แต่ผู้ประกันไม่ชำระค่าปรับ ประกอบกับมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง มีผลให้การบังคับเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาล และหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ทำให้ต้องดำเนินการตรวจสอบสำนวนคดีที่อยู่ในระหว่างดำเนินการบังคับคดีทั้งหมด ซึ่งปรากฏว่ามีสำนวนที่ค้างบังคับคดีที่กรมบังคับคดีเป็นจำนวนมาก จึงต้องรีบดำเนินการกับสำนวนที่ค้นหาพบไปพลางก่อน คดีนี้ครบกำหนดระยะเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปี ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 ขอให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีไปจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัย อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีผู้ประกันออกไปจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558

วันที่ 31 มกราคม 2557 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า คำร้องขอขยายระยะเวลา ในการบังคับคดีไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาการบังคับคดีออกไปมีกำหนด 10 ปี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเพิกถอน

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2538 ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกัน วันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้ผู้ประกันชำระค่าปรับภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับคำบังคับ แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้รับแจ้งผลการส่งหมายจากศาลจังหวัดร้อยเอ็ดที่ส่งคำบังคับแทนให้แก่ผู้ประกัน คดีครบกำหนดระยะเวลาการบังคับคดีสิบปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ในวันที่ 24 มกราคม 2548 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งรายงานเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องที่ขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยผู้ประกันฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นเมื่อระยะเวลาการบังคับคดีขาดอายุความไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องเสนอรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อขอขยายระยะเวลาการบังคับคดี อันเป็นการขอขยายระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้สิ้นระยะเวลาการบังคับคดีแล้วก็ตาม ผู้ร้องก็มีอำนาจรายงานต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งรายงานเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องที่ขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของผู้ประกันข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่ผู้ประกันฎีกาว่า เหตุตามคำร้องของผู้ร้องไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดี นั้น เห็นว่า การทำสัญญาประกันอันเนื่องมาจากศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 112 ส่วนการบังคับในกรณีมีการผิดสัญญาประกันบัญญัติไว้ในมาตรา 119 จึงถือได้ว่า การบังคับตามสัญญาประกันเป็นเรื่องของกระบวนพิจารณาทางอาญาโดยแท้ การพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ที่ทำสัญญาประกันต่อศาลจึงต้องพิจารณาจากบริบทของคดีอาญาเป็นสำคัญ โดยในคดีอาญานั้น ผู้ประกันซึ่งทำสัญญาประกันว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลมีหน้าที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมามอบต่อศาลตามกำหนดหรือตามที่ศาลมีหมายเรียก ซึ่งหากผิดสัญญาก็มิใช่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายภายในวงเงินตามสัญญาประกันเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมทางศาลด้วย และตราบใดที่ผู้ประกันยังไม่ส่งตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยต่อศาลก็ต้องถือว่ายังคงผิดสัญญาประกันที่ทำไว้ต่อศาลอยู่ตราบนั้น แต่หากผู้ประกันขวนขวายได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาภายในอายุความทางอาญา ศาลในคดีนั้น ๆ ก็ยังอาจลดค่าปรับลงได้ ตามพฤติการณ์แห่งคดีแม้จะส่งมอบตัวเกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับนายประกันก็ตาม เมื่อผู้ประกันในคดีอาญาต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกันในคดีนี้มีสิทธิและหน้าที่ดังเช่นที่กล่าวมา ผู้ร้องในคดีนี้จึงชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลที่สั่งปรับผู้ประกันได้ แม้จะเกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งปรับผู้ประกัน เมื่อผู้ร้องยังคงมีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ผู้ประกันได้ก็หาจำต้องร้องขอขยายระยะเวลาในการบังคับคดีไม่ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของผู้ประกันว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาให้แก่ผู้ร้องหรือไม่

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ของผู้ประกัน ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของผู้ประกัน กับให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 112 ม. 119
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอภิวัฒน์อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ จำกัด
ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำ
ผู้ร้อง — ศาลแขวงพระนครเหนือ
ผู้ประกัน — นายเอกภาพ พลซื่อ
จำเลย — นายทรนงหรือสุวัฒน์ ศรีเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4355/2558
#587642
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 276 (เดิม) ผู้ที่จะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราต้องเป็นชายข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาตน แต่ตาม ป.อ. มาตรา 276 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุ ทั้งชายและหญิงอาจจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราแม้จะกระทำต่อภริยาหรือสามีของตนเอง หากมีการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ดังที่บัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 276

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวซุน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก จำคุก 4 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ระหว่างวันที่ 13 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ร่วมและจำเลยได้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยกับบริษัทนำเที่ยวและพักอยู่ที่โรงแรม กรุงเทพมหานคร โดยพักอยู่ห้องเดียวกันแต่แยกเตียงกัน ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว มีบางวันบริษัทนำเที่ยวได้นำคณะท่องเที่ยวไปนอนที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ขณะที่พักอยู่ที่โรงแรม เวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยได้กระทำชำเราโจทก์ร่วมจริง เช้าวันรุ่งขึ้นโจทก์ร่วมได้แจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางเขน ได้มีการส่งโจทก์ร่วมไปตรวจร่างกายปรากฏตามรายงานการตรวจพิสูจน์ จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญาเดิม ผู้ที่จะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราต้องเป็นชายข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาตน แต่ตามประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขใหม่ ซึ่งใช้บังคับขณะเกิดเหตุทั้งชายและหญิงอาจจะมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แม้จะกระทำต่อภริยาหรือสามีของตนเอง หากมีการขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ดังที่บัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 สำหรับคดีนี้ได้ความจากทางนำสืบโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยว่า โจทก์ร่วมและจำเลยมีความสนิทสนมกันประมาณ 10 ปี แล้ว การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย ก็เป็นการลงนามในสัญญากับบริษัทนำเที่ยวคู่กัน ด้วยเหตุนี้เองทางบริษัทนำเที่ยวจึงจัดให้นอนห้องเดียวกันและเตียงเดียวกัน เมื่อทางบริษัทนำเที่ยวจัดแยกเตียงให้ โจทก์ร่วมก็มิได้ปฏิเสธแต่ประการใด เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่าย โจทก์ร่วมได้ถ่ายรูปในท่าทางต่างๆ ด้วยกิริยาท่าทางสดชื่นแจ่มใส การที่ชายหญิงนอนห้องเดียวกันและมีความสนิทสนมกัน น่าเชื่อว่าโจทก์ร่วมและจำเลยเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน ตามที่จำเลยเบิกความยืนยันว่า จำเลยมีเพศสัมพันธ์กับโจทก์ร่วมในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน คงมีปัญหาแต่เพียงว่า การมีเพศสัมพันธ์ในคืนเกิดเหตุเกิดจากความยินยอมของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ขณะที่กำลังหลับอยู่ รู้สึกตัวเพราะจำเลยมานอนทับบนตัวโจทก์ร่วมใช้มือปิดปากไม่ให้โจทก์ร่วมร้องขอความช่วยเหลือและขู่ว่าจะฆ่า จำเลยฉีกเสื้อผ้าของโจทก์ร่วมและใช้มือจับมือของโจทก์ร่วมไว้แล้วสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม จากนั้นก็ลากโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องน้ำจับกดกับโถส้วมและเตะโจทก์ร่วมจนขาแพลงและบังคับให้อาบน้ำให้ แล้วลากโจทก์ร่วมไปที่เตียงข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ถ่ายคลิปวิดีโอขณะที่โจทก์ร่วมกำลังเปลือยอยู่และขู่ว่าถ้าคิดจะหนีจะนำคลิปวิดีโอออกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต เมื่อพิจารณาประกอบกับภาพถ่าย ปรากฏว่ากางเกงชั้นใน เสื้อชั้นใน และกระโปรงของโจทก์ร่วมฉีกขาดสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วม ยังได้ความจากคำเบิกความของนายแพทย์ร้อยตำรวจเอกนนท์ชัยและรายงานการตรวจพิสูจน์ซึ่งกระทำตอนเย็นของวันเกิดเหตุว่า พยานได้สอบประวัติของโจทก์ร่วมโดยผ่านล่าม โจทก์ร่วมได้ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราภายในห้องพัก 2 ครั้ง ตามรายงานตรวจพิสูจน์ของแพทย์ยังปรากฏว่า ตามร่างกายของโจทก์ร่วมมีบาดแผลถลอกที่สะบักซ้ายจำนวนสองแผล ที่ต้นแขนสองแผล ที่ปลายแขนซ้าย ที่หลังมือซ้าย ที่บ่าซ้าย มีบาดแผลฟกช้ำที่ปลายแขนขวา ที่เข่าทั้งสองข้าง ที่ต้นขาซ้ายและข้อเท้าขวา การที่โจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ไม่น่า จะเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กันตามปกติ ยังได้ความจากคำเบิกความของนายกิตติศาสตร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมว่า วันเกิดเหตุเวลา 7.30 นาฬิกา พยานยืนอยู่ที่จุดรับฝากกระเป๋าของโรงแรมเห็นโจทก์ร่วมยืนร้องไห้อยู่ จึงได้เข้าไปสอบถาม โจทก์ร่วมได้ทำลักษณะมือและชี้ไปที่จำเลยซึ่งสะพายกระเป๋าสีดำ 2 ใบ กำลังจะวิ่งออกจากโรงแรมมีลักษณะรีบร้อน เมื่อพยานตะโกนให้จำเลยหยุด จำเลยไม่ยอมหยุดและทิ้งกระเป๋าทั้งสองใบ แล้ววิ่งหนีต่อไปเข้าไปยังที่ทำการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พยานได้ร้องขอให้พนักงานรักษาความปลอดภัยของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยช่วยจับจำเลยเพราะจำเลยรูปร่างใหญ่กว่า จากนั้นได้ใส่กุญแจมือจำเลยนำจำเลยกลับมาที่โรงแรม รองผู้จัดการโรงแรมเป็นผู้สั่งให้พยานถอดกุญแจมือออก ในระหว่างนั้นมีมัคคุเทศก์ผู้หญิง 2 คน เข้ามาพูดกับจำเลยและมีโจทก์ร่วมอยู่ด้วย พยานจึงทราบจากมัคคุเทศก์ว่ามีการข่มขืนกระทำชำเรากันในโรงแรม จำเลยเป็นผู้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมและมีการถ่ายคลิปวิดีโอไว้ พยานปากนี้ไม่มีส่วนได้เสีย หากไม่เป็นความจริงคงไม่เบิกความให้เสียหายต่อจำเลยซึ่งเป็นลูกค้าของโรงแรม ดังนั้นการที่จำเลยวิ่งหนีออกจากโรงแรมไปพร้อมกับกระเป๋าจึงเป็นพิรุธและยังสอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยเอาหนังสือเดินทางและแอบถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ร้อยตำรวจโทหญิงสุภารัตน์และพันตำรวจตรีธนภัทร พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ได้สอบปากคำนางสาวเทียน ผู้นำท่องเที่ยวในวันเกิดเหตุได้ให้การว่า วันเกิดเหตุเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยควบคุมจำเลยอยู่ เมื่อพยานสอบถาม โจทก์ร่วมได้บอกแก่พยานว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมและเอาหนังสือเดินทางและกระเป๋าสตางค์ไป นอกจากนี้ยังได้ความว่า จำเลยได้เขียนคำรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจริง การที่จะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งกลั่นแกล้งเขียนข้อความเป็นภาษาจีน แล้วลงลายมือชื่อจำเลยเพื่อกลั่นแกล้งเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ถ้าจำเลยเห็นว่า ลายมือเขียนและลายมือชื่อปลอม จำเลยก็น่าจะขอให้มีการตรวจพิสูจน์ นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายประสิทธิ์เบิกความว่า เป็นผู้แปลข้อความในแผ่นบันทึกเสียงจำนวน 6 แผ่น ให้โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมยืนยันว่า เป็นเสียงโจทก์ร่วมสนทนากับจำเลยและจำเลยคุยกับนางซุนผิงพี่สาวของโจทก์ร่วม สรุปใจความว่า จำเลยยอมรับว่าได้ละเมิดทางเพศโจทก์ร่วมจริง รายละเอียดปรากฏตามเอกสารพร้อมคำแปล รับฟังเป็นพยานประกอบได้ สรุปแล้วพยานโจทก์และโจทก์ร่วมบ่งชี้และสอดคล้องฟังได้ โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจริง ที่จำเลยนำสืบว่า ที่โจทก์ร่วมแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น เพราะจำเลยปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานและให้เงินตามที่โจทก์ร่วมเรียกร้องฟังไม่ขึ้น เชื่อว่าคืนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่มีอารมณ์ที่จะมีเพศสัมพันธ์ จำเลยจึงข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี เช่น โจทก์ร่วมและจำเลยรู้จักและคุ้นเคยกันและเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน คืนเกิดเหตุนอนร่วมห้องเดียวกัน จำเลยมีการงานเป็นหลักแหล่งอยู่ที่บริษัทปักกิ่ง ซึ่งเป็นของนางจาง มารดาของจำเลย คำรับสารภาพและเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง จำคุก 4 ปี ปรับ 15,000 บาท ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางสาวซุน ลี หรือซุน ลี้
จำเลย — นายฟง อี้ เฉ่ย (FENG YI ZHE)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ณัฎฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา