คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4347/2558
#584786
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งนักการ เทศบาลตำบลจักราช มิใช่ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะให้ถือเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย เนื่องจาก ป.อ. มาตรา 147, 151, 161 เป็นบทบัญญัติที่ลงโทษแก่บุคคลผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อบทบัญญัติดังกล่าว ก็จะลงโทษจำเลยที่ 2 อย่างเจ้าพนักงานไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 2 ได้แต่เพียงในฐานะผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 147, 151, 157, 161, 264, 265, 266, 268, 352

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 161, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรากฏว่า ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้น และฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่เทศบาล มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เทศบาล จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 29 กระทง เป็นจำคุกคนละ 145 ปี เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ในการออกไปจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้สถานที่เอกชนเพื่อทำการประกอบ ปรุง สะสมอาหาร ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้สถานที่ประกอบกิจการที่อันตรายต่อสุขภาพ ตามฟ้องรายการที่ 2 ถึงที่ 30 นั้น บางครั้งจำเลยทั้งสองออกไปจัดเก็บร่วมกัน บางครั้งจำเลยที่ 2 ออกไปจัดเก็บคนเดียว จำเลยที่ 2 จะเขียนใบเสร็จรับเงินให้ผู้ชำระค่าธรรมเนียมและผู้ชำระค่าภาษีตามจำนวนเงินที่ชำระจริง ส่วนต้นขั้วใบเสร็จรับเงินนั้น จำเลยที่ 2 เขียนจำนวนเงินต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วส่งมอบแก่ผู้เสียหายเพียงเท่ากับจำนวนเงินในใบเสร็จรับเงินฉบับต้นขั้ว จำเลยที่ 2 ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 4 จังหวัดนครราชสีมา ว่าในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จะจัดเก็บในแต่ละราย และจะเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินที่จะเขียนลงในสำเนาใบเสร็จรับเงิน (ต้นขั้ว) ที่จะนำส่งคลังเทศบาลตำบลจักราช เงินส่วนต่างนั้นจำเลยที่ 1 ได้แบ่งให้จำเลยที่ 2 บ้าง พาไปเลี้ยงอาหารบ้าง เงินส่วนที่เหลือจำเลยที่ 1 จะแบ่งให้ใครเท่าใดนั้น จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ ตามบันทึกถ้อยคำของจำเลยที่ 2 และนายสุทธิพงษ์ เจ้าหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดิน 6 ผู้ตรวจสอบสืบสวนการทุจริตของเทศบาลตำบลจักราช เบิกความเป็นพยานโจทก์รับรองข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อพิเคราะห์ประกอบข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่จัดเก็บรายได้ให้ผู้เสียหายมานานตั้งแต่ผู้เสียหายยังมีฐานะเป็นสุขาภิบาล จนกระทั่งยกระดับเป็นเทศบาล ตามคำสั่งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมทราบอัตราค่าธรรมเนียมและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินดี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เบิกความตอบคำถามค้านโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 เขียนใบเสร็จรับเงินฉบับต้นขั้วต่ำกว่าอัตราค่าธรรมเนียมดังเช่น ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาตให้ตั้งหรือใช้สถานที่เอกชนเป็นที่ขาย ทำ ประกอบ ปรุง สะสมอาหาร ตามข้อบังคับผู้เสียหาย มีค่าธรรมเนียมต่ำสุด 200 บาท แต่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวส่งต่อผู้เสียหายเพียง 100 บาท จำเลยที่ 1 ย่อมทราบถึงความไม่ถูกต้องดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ไม่เคยโต้แย้ง ทั้งใบเสร็จรับเงินดังกล่าวต้องลงนามจำเลยที่ 2 ผู้รับเงิน และจำเลยที่ 1 สมุห์บัญชีด้วยกัน ดังนั้นฐานะตำแหน่งหน้าที่การงานของจำเลยที่ 2 โดยลำพังไม่อาจกระทำความผิดตามฟ้องได้ พฤติการณ์แห่งคดีรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 บงการให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องรายการที่ 2 ถึงที่ 30 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 กระทำเอง จำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกระทำผิดทุกกระทงตามฟ้อง ฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อ 2 ที่ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 3) คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ได้ลอกข้อความจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2 คำต่อคำ จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลล่างทั้งสองลงโทษอย่างเจ้าพนักงานซึ่งกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ นั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งนักการ เทศบาลตำบลจักราช มิใช่ข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ซึ่งมีกฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะให้ถือเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย เนื่องจากบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 161 เป็นบทบัญญัติที่ลงโทษแก่บุคคลผู้กระทำความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 จะร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดต่อบทบัญญัติดังกล่าว ก็จะลงโทษจำเลยที่ 2 อย่างเจ้าพนักงานไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 2 ได้แต่เพียงในฐานะผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 161 ประกอบมาตรา 86, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่เทศบาล จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 29 กระทง เป็นจำคุก 87 ปี 116 เดือน เมื่อรวมทุกกระทงความผิดแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 86 ม. 147 ม. 151 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายภูสมิง จันทร์กัมปนาท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายเสริมพงศ์ ไชยปุรณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4339/2558
#630191
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุข้อหาของจำเลยมาในช่องฐานความผิดที่หน้าฟ้องว่า ตั้งและประกอบกิจการโรงงาน (ในท้องที่ห้ามตั้งโรงงาน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12, 32 (1), 50 โดยบทบัญญัติแห่งมาตรา 50 นี้มีความว่า "ผู้ใดประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง หรือตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 วรรคสอง ต้องระวางโทษ...ในกรณีที่โรงงานตามวรรคหนึ่ง เป็นโรงงานประเภทหรือชนิดที่กำหนดจำนวนหรือขนาดที่จะให้ตั้งหรือไม่ให้ตั้งในท้องที่ใดตามประกาศที่ออกตามมาตรา 32 (1) ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำในกฎหมายว่า "โดยไม่ได้รับใบอนุญาต" มาในฟ้อง ก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ก็ได้กล่าวมาแล้วว่า จำเลยบังอาจตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานทำการดูดทราย...โดยใช้เครื่องจักรเป็นเรือดูดทรายขนาดประมาณ 50 ถึง 60 แรงม้า 1 ลำ ทำการดูดทราย อันเป็นการตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ซึ่งโรงงานของจำเลยเป็นโรงงานประเภทหรือชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดจำนวนหรือขนาดที่ไม่อาจให้ตั้งในท้องที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ และไม่เป็นโรงงานที่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ตั้งได้ โดยได้แนบประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดประเภทหรือชนิดของโรงงานที่จะให้ตั้งหรือไม่ให้ตั้งในเขตท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2550 ซึ่งออกตามมาตรา 32 (1) แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาท้ายฟ้องด้วย และกล่าวสรุปในตอนท้ายว่า อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเท่ากับยืนยันมาในฟ้องว่าการตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ของจำเลยได้กระทำไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายนั่นเอง ไม่ใช่ไม่ชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยฝ่าฝืนต่อกฎหมายในเรื่องใดดังฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 7, 12, 32 (1), 50

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 32 (1), 50 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 210,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 105,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 32 (1), 50 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า โจทก์ระบุข้อหาของจำเลยมาในช่องฐานความผิดที่หน้าฟ้องว่า ตั้งและประกอบกิจการโรงงาน (ในท้องที่ห้ามตั้งโรงงาน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12, 32 (1), 50 โดยบทบัญญัติแห่งมาตรา 50 นี้มีความว่า "ผู้ใดประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง หรือตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 12 วรรคสอง ต้องระวางโทษ...

ในกรณีที่โรงงานตามวรรคหนึ่ง เป็นโรงงานประเภทหรือชนิดที่กำหนดจำนวนหรือขนาดที่จะให้ตั้งหรือไม่ให้ตั้งในท้องที่ใดตามประกาศที่ออกตามมาตรา 32 (1) ผู้กระทำต้องระวางโทษ..." ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำในกฎหมายว่า "โดยไม่ได้รับใบอนุญาต" มาในฟ้อง ก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ก็ได้กล่าวมาแล้วว่า จำเลยบังอาจตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานทำการดูดทราย...โดยใช้เครื่องจักรเป็นเรือดูดทรายขนาดประมาณ 50 ถึง 60 แรงม้า 1 ลำ ทำการดูดทราย อันเป็นการตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ซึ่งโรงงานของจำเลยเป็นโรงงานประเภทหรือชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดจำนวนหรือขนาดที่ไม่อาจให้ตั้งในท้องที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ และไม่เป็นโรงงานที่เข้าข้อยกเว้นที่ให้ตั้งได้ โดยได้แนบประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดประเภทหรือชนิดของโรงงานที่จะให้ตั้งหรือไม่ให้ตั้งในเขตท้องที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน และอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2550 ซึ่งออกตามมาตรา 32 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาท้ายฟ้องด้วย และกล่าวสรุปในตอนท้ายว่า อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงเท่ากับยืนยันมาในฟ้องว่าการตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 ของจำเลยได้กระทำไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายนั่นเอง ไม่ใช่ไม่ชัดแจ้งว่าการกระทำของจำเลยฝ่าฝืนต่อกฎหมายในเรื่องใดดังฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิด

อนึ่ง ศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลยโดยพิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่มิได้ระบุให้กักขังเกิน 1 ปี หรือไม่เช่นนี้จะกักขังเกิน 1 ปี ไม่ได้ เห็นควรระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้มีปัญหาในชั้นบังคับตามคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนของค่าปรับหากจำเลยไม่ชำระให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 ม. 12 ม. 32 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายปราการ การะเกตุ
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2558
#582431
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ไม่ดำเนินการสืบหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 เพื่อส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ และแถลงต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปเป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ แม้โจทก์ฎีกาอ้างว่ามีเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับภัยพิบัติน้ำท่วม ทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการภายในระยะเวลาที่ศาลสั่งได้ก็ตาม แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นก็ยังคงเปิดทำการอยู่ โจทก์สามารถสื่อสารกับศาลชั้นต้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าทางโทรศัพท์ หรือทางสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กรณีจึงมิใช่เหตุสุดวิสัย ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1

เมื่อคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยของจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เท่ากับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดมากไปกว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระแก่โจทก์เนื่องจากเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 793,153 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 789,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 215,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสามใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้เนื่องจากบ้านรื้อถอนและศาลได้มีคำสั่งให้ส่งหมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ว่าให้มาดำเนินการแถลงที่อยู่และส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ภายใน 15 วัน บัดนี้ล่วงพ้นระยะเวลาแล้วโจทก์ไม่ได้มาดำเนินการแต่ประการใด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าให้โจทก์แถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และส่งหมายนัดสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ทราบคำสั่ง หากไม่ดำเนินการถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ หมายแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเป็นหมายของศาล การส่งไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมายได้วันที่ 8 กันยายน 2554 โจทก์ยื่นคำร้องว่าขอสืบหาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลได้โปรดอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแถลงที่อยู่เพื่อส่งหมายให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าอนุญาตให้โจทก์แถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ได้ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 หลังจากนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการแต่อย่างใด จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานต่อผู้พิพากษาว่า ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แถลงหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ใหม่จนถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 บัดนี้ล่วงพ้นระยะเวลาแล้วโจทก์ไม่มาดำเนินการแต่ประการใด จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว และมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่ 1 โจทก์ฎีกาว่าเนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่ร้ายแรงเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมาได้ส่งผลให้ทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งรวมทั้งที่ตั้งศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและบ้านพักของโจทก์ถูกน้ำท่วมขังสูงอย่างมากจนกระทั่งรัฐบาลประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ โจทก์เองต้องย้ายไปอาศัยบ้านญาติที่จังหวัดอื่นและไม่สามารถกลับเข้ามายังบ้านพักอาศัยของตนเองได้ แต่เมื่อทันทีที่โจทก์สามารถกลับเข้ามายังที่พักอาศัยได้ก็เร่งรีบที่จะเดินทางไปเพื่อดำเนินการติดต่อกับศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการแถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1 แต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 เสียก่อน เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งว่าโจทก์ทิ้งอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จึงขอฎีกาในส่วนนี้เพื่อขอให้ศาลฎีกาได้โปรดวินิจฉัยให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ด้วย เนื่องจากโจทก์มิได้มีเจตนาที่จะละเลยต่อคำสั่งศาลแต่อย่างใดอีกทั้งโจทก์ได้ดำเนินคดีตามระเบียบกระบวนพิจารณามาโดยถูกต้องตลอดมา แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับภัยพิบัติจึงทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งศาลได้ภายในระยะเวลาที่ศาลสั่ง โจทก์จึงขอศาลฎีกาโปรดวินิจฉัยกลับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นว่าโจทก์มิได้ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ในวันที่ 8 กันยายน2554 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลาแถลงหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 ใหม่ออกไป 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตเพื่อให้โจทก์มีเวลาตรวจสอบภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 ได้อย่างถูกต้อง ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งในวันเดียวกันว่าอนุญาตให้โจทก์แถลงที่อยู่ของจำเลยที่ 1ได้ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ซึ่งศาลชั้นต้นก็ให้เวลาโจทก์อย่างมากถึง 1 เดือน เพื่อสืบหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ปล่อยให้วันเวลาล่วงพ้นไปโดยมิได้ดำเนินการใด ๆ เป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ จนกระทั่งวันที่ 13 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่ศาลจึงรายงานต่อผู้พิพากษาว่าล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วโจทก์ไม่มาดำเนินการแต่ประการใด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ฎีกาว่า เป็นเหตุสุดวิสัยเนื่องจากน้ำท่วมซึ่งเป็นภัยพิบัติทำให้โจทก์ไม่สามารถดำเนินการตามคำสั่งของศาลได้ภายในระยะเวลาที่ศาลสั่งนั้น เห็นว่า หากมีภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำท่วมศาลชั้นต้นก็ยังคงเปิดทำการอยู่ โจทก์สามารถสื่อสารกับศาลชั้นต้นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าทางโทรศัพท์ หรือทางสื่อสารอิเล็กทรอนิคส์ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ ปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปโดยมิได้ดำเนินการแต่ประการใด กรณีจึงมิใช่เหตุสุดวิสัย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถของจำเลยที่ 2 ที่จำเลยที่ 1 ขับไปทำละเมิด จึงถือเป็นการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เท่ากับหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันหรือแทนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 407,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดมากไปกว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ต้องชำระต่อโจทก์เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกกันชำระได้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 301 ม. 425 ม. 426
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติวงษ์ ภาคอัด
จำเลย — นายณัฐพร นาคหว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวัชรินทร์ เกษชุมพล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4304/2558
#585102
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตอกเสาเข็มในโครงการบ้านพักอาศัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารพิพาทของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้าง ก็มีความหมายอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 คือผู้ว่าจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 คือผู้รับจ้าง และแม้ความจริงจะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เพียงรับจ้างก่อสร้างอาคาร มิได้รับจ้างตอกเสาเข็มด้วย อันทำให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ว่าจะจ้างใครเข้าไปตอกเสาเข็มในที่ดินพิพาท ก็ยังคงสถานะความเป็นผู้ว่าจ้างอยู่เช่นเดิม จำเลยที่ 1 จึงไม่พ้นความผูกพันในฐานะผู้ว่าจ้างทำของ ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 428 ฉะนั้น การพ้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 เนื่องเพราะมิได้เป็นผู้รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ในการตอกเสาเข็มจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นเรื่องของการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

โจทก์นำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างบ้านโดยใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็มเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดในวันใด จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2558

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่เดือนมิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันกระทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่เดือนมิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ โดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของอาคารตึกแถวพิพาทซึ่งปลูกอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 จำเลยที่ 1 ได้ก่อสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินของตน โดยว่าจ้างให้บริษัทไฮเทค ไทยคอนกรีต จำกัด เป็นผู้ตอกเสาเข็ม อันเป็นเหตุทำให้อาคารตึกแถวพิพาทของโจทก์ได้รับความเสียหาย ปรากฏรอยร้าว หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับนายสุรพงษ์ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตผู้รับผิดชอบเคยไปพูดคุยเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์ แต่ไม่อาจตกลงกันได้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตอกเสาเข็มในโครงการบ้านพักอาศัยของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ติดกับอาคารพิพาทของโจทก์ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องระบุเพียงว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้าง ก็มีความหมายอยู่ในตัวว่า จำเลยที่ 1 คือผู้ว่าจ้าง ส่วนจำเลยที่ 2 คือผู้รับจ้าง และแม้ความจริงจะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เพียงรับจ้างก่อสร้างอาคาร มิได้รับจ้างตอกเสาเข็มด้วย อันทำให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ตาม แต่สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ว่าจะจ้างใครเข้าไปตอกเสาเข็มในที่พิพาท ก็ยังคงสถานะความเป็นผู้ว่าจ้างอยู่เช่นเดิม จำเลยที่ 1 จึงไม่พ้นความผูกพันในฐานะผู้ว่าจ้างทำของ ภายใต้บังคับของมาตรา 428 แห่งประมวลกฎหมายหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉะนั้น การพ้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 เนื่องเพราะมิได้เป็นผู้รับจ้างจากจำเลยที่ 1 ในการตอกเสาเข็มจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัว คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นเรื่องของการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ที่จำนวน 450,000 บาท นั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์นำสืบกล่าวอ้างเพียงว่าได้เคยให้ผู้รับเหมาก่อสร้างมาสำรวจความเสียหายและประเมินราคาเพื่อซ่อมแซมรวมค่าวัสดุแล้ว ต้องใช้เงินทั้งสิ้นจำนวน 682,884.70 บาท ตามใบเสนอราคาซ่อมแซม โดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายเพียงแค่จำนวน 650,000 บาท แต่โจทก์ไม่ได้นำตัวช่างที่ประเมินราคาดังกล่าวมาเป็นพยานเบิกความรับรองยืนยัน กรณีจึงไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้ทั้งหมด ประกอบคำเบิกความของนายอนุชิตวิศวกรโยธาซึ่งเคยเข้าไปตรวจสภาพตึกแถวของโจทก์ก่อนมีการตอกเสาเข็ม ยืนยันว่ามีรอยร้าวที่บริเวณผนังและหลังคาในส่วนที่โจทก์ต่อเติมด้านหลังอยู่ทุกชั้นก่อนแล้ว ดังนี้ เพื่อความเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี จึงเห็นควรให้ลดค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายลงเหลือเพียงกึ่งหนึ่งจากจำนวนที่โจทก์ขอ ส่วนดอกเบี้ยที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับแต่เดือนมิถุนายน 2554 นั้น โจทก์นำสืบเพียงว่าจำเลยที่ 1 เริ่มก่อสร้างบ้านโดยใช้ปั้นจั่นตอกเสาเข็มเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2554 แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดในวันใด จึงให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2554

พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 325,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 224 ม. 428
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริวรรณ แซ่ปั้ง
จำเลย — นายศรีนันต์ กันตวีระกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวราภรณ์ มากธนะรุ่ง ว่องเมทินี
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยชนะ อิสสระวิทย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปดารณี ลัดพลี
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4303/2558
#584892
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อทนายจำเลยทราบนัดและคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้วไม่มาศาล ต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระเพิ่มเติมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ถึงแม้ว่าจำเลยซึ่งเป็นตัวความจะไม่ทราบวันนัดก็ตาม เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 62 บัญญัติว่า ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควร การที่ทนายจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และคำสั่งให้นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระให้ครบถ้วนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างต่อศาลหาได้ไม่ เพราะจำเลยมีทนายความกระทำการแทนตนอยู่แล้ว การที่จำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระต่อศาลชั้นต้นให้ครบถ้วนก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในคำร้องของจำเลยนั้น ก็มิใช่เป็นการสั่งอนุญาตก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะสั่งขยายระยะเวลาดังกล่าวอีกได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 เมื่อจำเลยเพิ่งวางเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลาการวางเงินตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในครั้งแรกดังกล่าวแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์โดยได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 หรือภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตขยายให้โดยชอบ การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 21,830 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยกับบริวาร และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ นศ. 0243 ตำบลไทยบุรี อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งว่า ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ทั้งสองเพิ่มอีก 21,630 บาท แต่จำเลยไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงรวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 8

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การอุทธรณ์ของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2556 จำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ภายในกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ระหว่างการพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ทั้งสองเพิ่มอีก 21,630 บาท เสร็จแล้วจึงให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปได้ แต่ถ้าหากจำเลยไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อดำเนินการต่อไป ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยและทนายจำเลย โดยมีคำสั่งไปในหมายด้วยว่า ให้นำเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาลเพิ่มจำนวน 21,630 บาท ก่อนวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรากฏว่าส่งหมายให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่ ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2556 แต่สามารถส่งหมายให้ทนายจำเลยได้ โดยรับหมายด้วยตนเองเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2556 ตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 22 มกราคม 2557 และผลการนำจ่ายสิ่งของของที่ทำการไปรษณีย์ศรีราชา RH470904817TH โดยระบุชื่อทนายจำเลยเป็นผู้ลงชื่อรับ เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลส่งหมายแจ้งวันนัดและแจ้งให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลมาชำระเพิ่มเติมจำนวน 21,630 บาท ก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่จำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระแต่อย่างใด จึงให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อดำเนินการต่อไป ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า หมายนัดให้จำเลยนำเงินมาจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศาลเพิ่มเติมนั้น ทั้งทนายจำเลยและจำเลยมิได้รับหมายแต่อย่างใด จำเลยมีความประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป และขออนุญาตจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศาลเพิ่มเติมตามคำสั่งต่อไป ขอศาลได้โปรดอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าอนุญาต เมื่อจำเลยจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมเพิ่มเติมแล้ว ให้ส่งคำร้องไปศาลอุทธรณ์ภาค 8 และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียม 21,630 บาท ที่ต้องชำระเพิ่มเติมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 มาชำระต่อศาลชั้นต้น เห็นว่า ปรากฏตามผลการนำจ่ายสิ่งของของที่ทำการไปรษณีย์ศรีราชา หมายเลข RH470904817TH ได้ระบุชื่อทนายจำเลยเป็นผู้ลงชื่อรับหมายนัด ที่ทนายจำเลยอ้างในคำร้องว่าทนายจำเลยมิได้รับหมายนัดจึงฟังไม่ขึ้น เมื่อทนายจำเลยทราบนัดและคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ไม่มาศาล ต้องถือว่าจำเลยทราบวันนัดและคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระเพิ่มเติมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ถึงแม้ว่าจำเลยซึ่งเป็นตัวความจะไม่ทราบวันนัดก็ตาม เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 บัญญัติว่า ทนายความซึ่งคู่ความได้ตั้งแต่งนั้นมีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ แทนคู่ความได้ตามที่เห็นสมควร การที่ทนายจำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และคำสั่งให้นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระให้ครบถ้วนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วไม่แจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยจะยกเหตุดังกล่าวมาเป็นข้ออ้างต่อศาลหาได้ไม่ เพราะจำเลยมีทนายความกระทำการแทนตนอยู่แล้ว การที่จำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ทั้งสองมาชำระต่อศาลชั้นต้นให้ครบถ้วนก่อนวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แม้ต่อมาจำเลยได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ขอชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในคำร้องของจำเลยนั้นก็มิใช่เป็นการสั่งอนุญาตก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์พิเศษหรือเหตุสุดวิสัยที่ศาลชั้นต้นจะสั่งขยายระยะเวลาดังกล่าวอีกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เมื่อจำเลยเพิ่งวางเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ซึ่งล่วงเลยกำหนดระยะเวลาการวางเงินตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ในครั้งแรกดังกล่าวแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์โดยได้วางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 หรือภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายให้โดยชอบ การยื่นอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 21,830 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดและค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 62 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสรี ทวีพันธ์ ในฐานะนายอำเภอท่าศาลา กับพวก
จำเลย — นายจเรวัตร ภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นางสิรวดี สุขวัฒน์นิจกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2558
#581427
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 54 วรรคแรก บัญญัติว่า "คู่ความก็ดี หรือพยานในส่วนที่เกี่ยวกับคำให้การของตนในคดีนั้นก็ดี หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบหรือมีเหตุผลอันสมควรก็ดี อาจร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดในระหว่างหรือภายหลังการพิจารณาเพื่อตรวจเอกสารทั้งหมดหรือแต่บางฉบับในสำนวนเรื่องนั้น หรือขอคัดสำเนาหรือขอให้จ่าศาลคัดสำเนาและรับรอง ฯลฯ" สำหรับคดีนี้แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้าและสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ถึงที่ 4 ใหม่แทนผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้า อันเป็นการยื่นคำร้องตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 และมาตรา 239 ประกอบ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 97 คู่ความในคดีนี้จึงได้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งกับผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่ น. มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 14 ซึ่งได้ยื่นคำร้องว่า การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้ากระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ซึ่งมาตรา 135 บัญญัติให้ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. ถือว่า น. เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบในคดี หรือมีเหตุสมควรที่จะให้ขอคัดสำเนาเอกสารในสำนวนคดีรวมตลอดถึงวัตถุพยานที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดตามที่ร้องขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้ามีกำหนดหนึ่งปี และสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ถึงที่ 4 ใหม่ แทนผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 และมาตรา 239 ประกอบพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 97

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

นายนิรุตต์ ยื่นคำร้องว่า ผู้ยื่นคำร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 14 ซึ่งยื่นคำร้องว่า การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ถึง 4 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้ากระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 มีความประสงค์ขอคัดถ่ายเอกสารทั้งสำนวนเพื่อตรวจสอบว่า คดีนี้ผู้ร้องแพ้คดีได้อย่างไร จึงขออนุญาตถ่ายเอกสารทั้งหมดประกอบด้วยคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้งพร้อมเอกสารทั้งหมด บัญชีพยานผู้ร้องทุกฉบับ คำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้าพร้อมบัญชีพยานของผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้าทุกฉบับ รายงานกระบวนพิจารณาทุกฉบับ ใบแต่งทนายผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้า คำเบิกความของผู้ร้อง พร้อมบันทึกถ้อยคำพยานล่วงหน้าทุกปาก พร้อมเอกสารทุกฉบับ คำเบิกความพยานผู้คัดค้าน พร้อมบันทึกถ้อยคำพยานล่วงหน้าทุกปากทุกฝ่าย พร้อมเอกสารทุกฉบับ สำเนาซีดี วีซีดี วิดีโอทุกแผ่น ที่เป็นวัตถุพยานในคดี (หากเป็นซีดี วีซีดี วิดีโอ ขอให้นำสำเนาแบบซีดี วีซีดี หรือวิดีโอ แล้วแต่กรณีให้สามารถเห็นภาพและเสียงได้) คำร้อง คำขอ คำแถลง ที่ฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้ายื่นต่อศาลในสำนวนและคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2557 อย่างละ 1 ชุด โดยให้เจ้าหน้าที่รับรองสำเนาถูกต้อง เพื่อใช้ตรวจสอบและประกอบการดำเนินคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยผู้ร้องยินดีชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งว่า ผู้ยื่นคำร้องไม่ใช่คู่ความในคดีและไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบ จึงไม่อนุญาต ยกคำร้อง

นายนิรุตต์ ผู้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 54 วรรคแรก บัญญัติว่า "คู่ความก็ดี หรือพยานในส่วนที่เกี่ยวกับคำให้การของตนในคดีนั้นก็ดี หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบหรือมีเหตุผลอันสมควรก็ดี อาจร้องขอต่อศาลไม่ว่าเวลาใดในระหว่าง หรือภายหลังการพิจารณาเพื่อตรวจเอกสารทั้งหมดหรือแต่บางฉบับในสำนวนเรื่องนั้น หรือขอคัดสำเนา หรือขอให้จ่าศาลคัดสำเนาและรับรอง ฯลฯ" สำหรับคดีนี้แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้าและสั่งให้มีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ถึงที่ 4 ใหม่ แทนผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้า อันเป็นการยื่นคำร้องตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 และมาตรา 239 ประกอบพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 97 คู่ความในคดีนี้จึงได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้งกับผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่นายนิรุตต์มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 14 ซึ่งได้ยื่นคำร้องว่า การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เขตเลือกตั้งที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งยี่สิบห้ากระทำการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ซึ่งมาตรา 135 บัญญัติให้ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงถือว่านายนิรุตต์ เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยชอบในคดี หรือมีเหตุสมควรที่จะให้ขอคัดสำเนาเอกสารในสำนวนคดีรวมตลอดถึงวัตถุพยานที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดตามที่ร้องขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ยื่นคำร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ยื่นคำร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ยื่นคำร้องคัดสำเนาเอกสารและวัตถุพยานในคดีตามคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 54 วรรคแรก
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 57 ม. 97 ม. 135
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นายไพร พัฒโน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชลิศร์ สวัสดิทัต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4300/2558
#587628
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติม เนื่องจากราคาทรัพย์สินจำนองที่ยึดไว้เดิมไม่เพียงพอให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ประกอบกับจะล่วงเลยกำหนดเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดเงื่อนไขในการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมว่าจะนำออกขายทอดตลาดได้ก็ต่อเมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองที่ยึดไว้เดิมแล้วไม่พอชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา การยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติมจึงเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย ยังไม่มีเหตุสมควรให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมดังกล่าว

กรณีที่โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติมของจำเลยในครั้งต่อ ๆ มา โดยทราบรายละเอียดของทรัพย์สินที่จะขอให้ยึดเพิ่มเติมแล้วนั้น หาจำต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 และ 277 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า จำเลยทั้งสี่ยอมร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,512,135.04 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18.50 ต่อปี ของต้นเงิน 2,529,696.86 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 31 ตุลาคม 2539) จำเลยทั้งสี่ยอมร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่จะร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ไม่น้อยกว่าเดือนละ 45,000 บาท ทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มิถุนายน 2540 และจะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงชำระ ณ ที่ทำการของโจทก์ แต่หากจำเลยทั้งสี่ผิดนัดไม่ชำระหนี้งวดใดงวดหนึ่งหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด จำเลยทั้งสี่ยอมให้โจทก์บังคับคดีในส่วนที่ค้างชำระทั้งหมดได้ทันที โดยยอมให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2540 จำนวน 45,000 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2541 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ในวันที่ 11 สิงหาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดินที่จำนองตามคำฟ้องโฉนดเลขที่ 30014 ถึง 30017, 30019, 27588 ถึง 27589, 32579 ถึง 32592 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสี่และได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ เนื่องจากไม่มีผู้สนใจ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 ผู้แทนโจทก์ยื่นคำขอยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 26985 และ 9986 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมโดยอ้างว่าราคาประเมินที่ดินทั้ง 21 แปลง ของจำเลยทั้งสี่ที่ยึดไว้เดิมไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาและจะพ้นระยะเวลาในการบังคับคดีตามกฎหมายแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดทรัพย์ดังกล่าวในวันเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขว่าให้รอการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงไว้ก่อน จนกว่าการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองทั้งหมด (ที่ดิน 21 แปลงที่ยึดไว้เดิม) เสร็จสิ้นแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา จึงจะนำที่ดินทั้งสองแปลงของจำเลยที่ 2 ที่ยึดเพิ่มเติมนี้ออกขายทอดตลาดต่อไป ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2551 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 (ที่ดินโฉนดเลขที่ 26985 และ 9986 ตำบลปากเพรียว อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี) เพิ่มเติม โดยอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริตและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 277 เนื่องจากเหตุที่ยังไม่สามารถขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดไว้เดิมได้เป็นความผิดของโจทก์ที่ไม่สามารถหาผู้ซื้อทรัพย์ได้ภายในเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์คาดเดาเอาเองว่า ทรัพย์จำนองที่ยึดไว้แล้วจะขายทอดตลาดได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ การยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างไต่สวนคำร้องดังกล่าวบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้สวมสิทธิเดิม ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า สมควรเพิกถอนการยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติมดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมเนื่องจากจำเลยทั้งสี่ต้องร่วมชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์คิดเพียงวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 เป็นเงิน 8,453,618.22 บาท มีการขายทอดตลาดกว่า 30 ครั้ง ไม่มีผู้สนใจ คณะอนุกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ จึงพิจารณาประเมินราคาที่ดินใหม่ลดลงเหลือ 2,690,000 บาท เพื่อให้มีผู้สนใจเข้าสู้ราคา แสดงให้เห็นว่าราคาประเมินเดิมสูงเกินไป การประเมินราคาใหม่เพื่อจูงใจให้มีผู้สนใจเข้าประมูลทรัพย์จึงมีเหตุสมควร การที่โจทก์ยื่นคำขอยึดที่ดินอีก 2 แปลง ของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติม โดยอ้างว่า ราคาประเมินของที่ดินที่ยึดไว้เดิม 21 แปลง ไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาและจะพ้นระยะเวลาในการบังคับคดีตามกฎหมายแล้ว ก็ฟังได้ตามที่ผู้แทนโจทก์กล่าวอ้าง เนื่องจากจะครบกำหนดเวลาในการบังคับคดีในวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 หากโจทก์ไม่ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมในวันดังกล่าวก็จะล่วงเลยกำหนดเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 และเห็นได้ว่าราคาทรัพย์สินจำนองที่ยึดไว้เดิมไม่เพียงพอให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 214 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 733 เจ้าหนี้ (โจทก์) มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ (จำเลยทั้งสี่) ได้จนสิ้นเชิง อีกทั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดเงื่อนไขในการยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติมว่าจะนำทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดต่อเมื่อขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองที่ยึดไว้เดิมแล้ว ได้เงินไม่พอชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา ดังนี้ การยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติมจึงเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย แม้การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนโดยยึดทรัพย์สินจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้แล้ว จึงจะยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ขายทอดตลาดก็ตาม แต่ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมายังไม่มีเหตุสมควรให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ในการขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติม โจทก์ต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 นั้น เห็นว่า กรณีตามมาตรา 275 เป็นกรณีที่โจทก์ประสงค์จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยเป็นครั้งแรกเท่านั้น ส่วนการขอให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยในครั้งต่อ ๆ มา หาจำต้องปฏิบัติตามมาตรา 275 ไม่ และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ในการขอยึดทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติม โจทก์จะต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์เสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 277 นั้น เห็นว่า ตามมาตราดังกล่าวเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเชื่อว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินอื่นที่จะต้องถูกบังคับมากกว่าที่ตนทราบ แต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีอะไรบ้างและอยู่ที่ใด จึงต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องขอให้หมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นมาไต่สวน การที่โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติม โดยทราบรายละเอียดของทรัพย์สินที่จะขอให้ยึดเพิ่มเติมแล้ว จึงหาจำต้องปฏิบัติตามมาตรา 277 ดังกล่าวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 275 ม. 277
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายอัณณพ ย่านเดิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวอภิรดี เปรมธรรมกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีระศักดิ์ วริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288/2558
#585095
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้ยืมเงินกับสัญญาซื้อขายทองคำ มีข้อสัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหรือเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง

เมื่อจำเลยยื่นข้อเรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการลอนดอน และต่อมาจำเลยได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการลอนดอน จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิเลือกที่จะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว ทำให้การระงับข้อพิพาทต้องใช้กระบวนการของอนุญาโตตุลาการตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายทองคำ การที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีต่อศาลโดยไม่เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อสัญญาอนุญาโตตุลาการ

เหตุบกพร่องของสัญญาที่โจทก์อ้างไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมอำพรางหรือกลฉ้อฉล หรือข้อตกลงที่จำเลยให้โจทก์ชำระหนี้เงินกู้ด้วยทองคำโดยกำหนดราคาทองคำที่แน่นอนไว้ล่วงหน้าซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม หรือการกระทำของจำเลยที่ใช้อำนาจต่อรองสูงกว่า จัดทำสัญญาเอาเปรียบโจทก์ขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื้อหา และความสมบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายทองคำ จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาโดยตรง อีกทั้งการยกเหตุดังกล่าวถือเป็นการโต้เถียงในเรื่องความมีอยู่ของสัญญาและการมีผลใช้บังคับของสัญญาซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ การฟ้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องสัญญาหาใช่มูลละเมิด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องอันเป็นเนื้อหาข้อพิพาทซึ่งต้องระงับโดยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนแล้วเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลดังกล่าวจึงชอบด้วย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 479,152,887.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 13,626,144.93 ดอลลาร์สหรัฐ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องว่า ตามสัญญากู้เงินและสัญญาซื้อขายทองคำดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่มีข้อตกลงให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อน ขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ฟ้องจำเลยในมูลละเมิดไม่ได้เกี่ยวข้องหรือโต้แย้งในข้อสัญญา จึงไม่อยู่ในบังคับของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ และจำเลยไม่อาจขอให้ศาลจำหน่ายคดีได้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง คืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 480,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอย่างอื่นให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญากู้ยืมเงิน กับสัญญาซื้อขายทองคำ มีข้อสัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ระงับข้อพิพาททั้งหมดหรือบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเกิดจากนิติสัมพันธ์ทางสัญญาหรือไม่โดยวิธีอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง และจำเลยมีนายสุรนิตย์ ผู้อำนวยการด้านปฏิบัติงานของธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี พยานจำเลยเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยยื่นเสนอข้อเรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการลอนดอนตามสำเนาข้อเรียกร้องให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ต่อมาในเดือนกันยายน 2554 จำเลยได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการลอนดอนตามสำเนาคำเสนอข้อพิพาทฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จึงเป็นกรณีที่จำเลยใช้สิทธิเลือกที่จะเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการแล้ว ทำให้การระงับข้อพิพาทต้องใช้กระบวนการของอนุญาโตตุลาการตามที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ในสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายทองคำ ดังนั้นการที่โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยมิได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการหลอกลวงโจทก์โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริง และมีเจตนากระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอันเกี่ยวเนื่องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการฟ้องในมูลละเมิดมิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวเนื่องด้วยสัญญา โจทก์จึงฟ้องคดีต่อศาลได้นั้น เห็นว่าเหตุบกพร่องของสัญญาในกรณีต่าง ๆ ที่โจทก์อ้างไม่ว่าจะเป็นนิติกรรมอำพรางหรือกลฉ้อฉลหรือข้อตกลงที่จำเลยให้โจทก์ชำระหนี้เงินกู้ด้วยทองคำโดยกำหนดราคาทองคำที่แน่นอนไว้ล่วงหน้าซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสองและวรรคสาม หรือการกระทำของจำเลยที่ใช้อำนาจต่อรองที่สูงกว่าจัดทำสัญญาเอาเปรียบโจทก์ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื้อหาและความสมบูรณ์ของสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายทองคำ จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาโดยตรง อีกทั้งการยกเหตุดังกล่าวถือเป็นการโต้เถียงในเรื่องความมีอยู่ของสัญญา และการมีผลใช้บังคับของสัญญาซึ่งอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ การฟ้องคดีนี้จึงเป็นเรื่องสัญญาหาใช่มูลละเมิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้พิจารณาประเด็นที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและนำสืบในชั้นไต่สวนว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการหลอกลวงโจทก์โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อเท็จจริงและมีเจตนากระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอันเกี่ยวเนื่องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายนั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้กำหนดประเด็นในการไต่สวนว่า สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่กล่าวอ้างในคำฟ้องเป็นสัญญาที่มีข้อตกลงให้มีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการหรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายทองคำเป็นสัญญาที่มีข้อตกลงให้มีการระงับข้อพิพาทด้วยวิธีทางอนุญาโตตุลาการและมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย การที่โจทก์นำข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญาอนุญาโตตุลาการมาฟ้องไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาที่กำหนดให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อน จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 เพื่อให้คู่ความไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อน ดังนั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องอันเป็นเนื้อหาของข้อพิพาทซึ่งต้องระงับโดยวิธีการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าว จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่งแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุ่งคำ จำกัด
จำเลย — ธนาคารดอยซ์ แบงก์ เอจี.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายชัชวาลย์ สุวรรณศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4284/2558
#581446
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามลาออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยโดยไม่ออกจากงาน จำเลยจ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์อันเกิดจากเงินสะสมให้โจทก์ทั้งสาม แต่ไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบให้

พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับในวันที่ 28 มกราคม 2551 แต่นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรับจดทะเบียนการแก้ไขข้อบังคับของจำเลยที่ว่าสมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพด้วยเหตุลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ ทำให้การแก้ไขข้อบังคับมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2550 ตามมาตรา 9 วรรคสอง โจทก์ที่ 1 ลาออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยโดยไม่ออกจากงานในวันที่ 1 สิงหาคม 2550 จึงตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ตามข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้น โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบตามข้อบังคับที่แก้ไขนั้น

เดิมบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้เป็นนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินบำเหน็จเป็นสวัสดิการแก่พนักงานเมื่อตายหรือออกจากงาน ต่อมามีการจัดตั้งจำเลยโดยศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าสาเหตุการจัดตั้งจำเลยก็เพื่อนำมาใช้ทดแทนการจ่ายเงินบำเหน็จที่ยกเลิกไป และข้อบังคับของจำเลยทุกฉบับมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมให้สมาชิกมีการออมทรัพย์ ตลอดจนเป็นหลักประกันให้แก่สมาชิกและครอบครัวเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย หรือไร้ความสามารถ หรือลาออก หรือครบเกษียณอายุ หรือพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้าง ยืนยันให้เห็นว่าจำเลยถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการแก่พนักงานของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เมื่อออกจากงานเท่านั้น การที่จำเลยแก้ไขข้อบังคับให้สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพด้วยเหตุลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ แต่ยังคงมีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์อันเกิดจากเงินสะสมในส่วนของตนจนเต็มจำนวน จึงเป็นการแก้ไขให้ตรงตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งจำเลยตามที่ปรากฏในข้อบังคับ ไม่ใช่เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพที่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร การแก้ไขข้อบังคับของจำเลยในส่วนนี้จึงชอบด้วยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลาออกจากการเป็นสมาชิกของจำเลยโดยไม่ออกจากงานหลังจากมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบเช่นกัน

แม้มาตรา 5 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่ากองทุนจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีลูกจ้างลาออกซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนก็ตาม แต่การจ่ายเงินให้ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพต้องปฏิบัติตามมาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติให้ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน ผู้จัดการกองทุนของจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับคือไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบให้สมาชิกที่ลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงาน โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงิน 999,311.31 บาท 944,571.87 บาท และ 594,935.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 วันที่ 1 ธันวาคม 2551 และวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าเป็นสมาชิกของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสามกลับเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยโดยให้มีผลนับแต่วันมีคำพิพากษา (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่าการแก้ไขข้อบังคับของจำเลย ข้อ 10.7 (3) ที่ว่าสมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพด้วยเหตุลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบชอบด้วยพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ หรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการจ่ายเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพจะต้องไม่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร มีผลใช้บังคับในวันที่ 28 มกราคม 2551 อันเป็นวันหลังจากที่นายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรับจดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับซึ่งทำให้ข้อบังคับที่แก้ไขมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2550 ตามมาตรา 9 วรรคสอง โจทก์ที่ 1 ลาออกจากการเป็นสมาชิกโดยไม่ออกจากงานในวันที่ 1 สิงหาคม 2550 จึงต้องตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ตามข้อบังคับที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบจากจำเลยตามข้อบังคับ ข้อ 10.7 (3) ส่วนโจทก์ที่ 2 และที่ 3 แม้จะลาออกจากการเป็นสมาชิกโดยไม่ออกจากงานในวันที่ 1 ธันวาคม 2551และวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ตามลำดับ ซึ่งเป็นวันหลังจากมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ที่บัญญัติว่าหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพจะต้องไม่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับของจำเลยทุกฉบับถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งจำเลยเพื่อเป็นการส่งเสริมให้สมาชิกมีการออมทรัพย์และเป็นสวัสดิการ ตลอดจนเป็นหลักประกันให้แก่สมาชิกและครอบครัวเมื่อสมาชิกถึงแก่ความตาย หรือไร้ความสามารถ หรือลาออก หรือครบเกษียณอายุ หรือพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างตามข้อบังคับของจำเลย ข้อ 4 ข้อ 3.5 และ ล.5 ข้อ 3.5 ประกอบกับจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังถึงสาเหตุการจัดตั้งจำเลยเพื่อนำมาใช้ทดแทนการจ่ายเงินบำเหน็จที่ยกเลิกไป ซึ่งเดิมบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ผู้เป็นนายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินบำเหน็จเป็นสวัสดิการแก่พนักงานเมื่อตายหรือออกจากงาน ยืนยันให้เห็นว่าจำเลยถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการแก่พนักงานของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เมื่อออกจากงานเท่านั้น มิได้หมายถึงให้เป็นสวัสดิการในกรณีอื่นด้วย การที่จำเลยแก้ไขข้อบังคับตาม ข้อ 10.7 (3) ให้สมาชิกที่สิ้นสมาชิกภาพด้วยเหตุลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ แต่ยังคงมีสิทธิได้รับเงินสะสมและผลประโยชน์อันเกิดจากเงินสะสมในส่วนของตนเต็มจำนวนนั้น จึงเป็นการแก้ไขให้ตรงตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งจำเลยตามที่ปรากฏในข้อบังคับ หาใช่เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพที่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรไม่ การแก้ไขข้อบังคับของจำเลย ข้อ 10.7 (3)จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8)ที่แก้ไขใหม่ ส่วนที่โจทก์ที่ 3 อุทธรณ์ว่าการแก้ไขข้อบังคับ ข้อ 10.7 (3) ทำให้สมาชิกผู้ลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบขัดต่อมาตรา 5 ที่แก้ไขใหม่นั้น แม้มาตรา 5 ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่ากองทุนจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างลาออกจากกองทุนซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนก็ตาม แต่การจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพต้องปฏิบัติตามมาตรา 23 ที่แก้ไขใหม่ ที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งว่าเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของกองทุน ดังนั้นลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพจะได้รับเงินสะสม ผลประโยชน์อันเกิดจากเงินสะสม เงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบจากกองทุนหรือไม่อย่างไรจึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน เมื่อการแก้ไขข้อบังคับของจำเลย ข้อ 10.7 (3) ชอบด้วยมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (8) ที่แก้ไขใหม่ ตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น ผู้จัดการกองทุนของจำเลยจึงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับคือไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบให้สมาชิกที่ลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งลาออกจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 5 ม. 9 ที่แก้ไขใหม่ ม. 23 ที่แก้ไขใหม่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองสุข ทองอินทร์ กับพวก
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทวิทยุการบิน
จำเลย — แห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งจดทะเบียนแล้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
ชื่อองค์คณะ
สุนทร ทรงฤกษ์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
อนันต์ ชุมวิสูตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำสั่งศาลฎีกาที่ 4247/2558
#602760
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 30 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ต่อมา ส. ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 496/2555 ว่า ผู้คัดค้านมีความผิดตาม พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผู้ร้องเห็นว่าควรสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปี ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านยังมิได้เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค3คดียังไม่ถึงที่สุด ขอให้ยกคำร้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 100 (2) มาตรา 102 (3) และมาตรา 115 (8) กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 119 มาตรา 139 และมาตรา 122 ยังมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่าเมื่อการกระทำของผู้คัดค้านที่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2557 ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 แล้ว แต่ต่อมาได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งในข้อ 1 กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ ต่อเนื่องต่อไป โดยมิได้สะดุดลงจนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกับทั้งไม่ปรากฏว่าก่อนที่จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 สิ้นสุดลงไปไม่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อเนื่องตลอดมา เมื่อมาตรา 119 ได้บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็น ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายที่บัญญัติให้ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจในการจัดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก ผู้คัดค้านมีกำหนด 5 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้คัดค้าน 10 ปี โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะถือว่าผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 115 บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา... (8) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 102 ...(3)..." โดยมาตรา 102 (3) บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร... (3) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 100 (1) (2) หรือ (4)..." และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 100 (2) บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง...(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง..." แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะต้องถูกจำกัดสิทธิต้องห้ามมิให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา การบังคับตามคำพิพากษาของศาลที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเช่นนี้ จะบังคับได้โดยเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีของผู้คัดค้าน แม้จะได้ความว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งพิพากษาว่าผู้คัดค้านมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ก็ตาม แต่เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้โดยเด็ดขาด จึงไม่ถือว่าผู้คัดค้านอยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้คัดค้านมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาดังที่ผู้ร้องอ้าง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ 30 มีนาคม 2557 ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ หมายเลข 1 ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2557 นายสมภพ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษว่า การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 496/2555 ว่า ผู้คัดค้านมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ครั้นวันที่ 29 เมษายน 2557 ผู้ร้องประกาศผลการเลือกตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ร้องเห็นว่าควรสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้าน ขอให้มีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนดห้าปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านยังมิได้เป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดียังไม่ถึงที่สุด ผู้คัดค้านสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยสุจริต มิได้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 100 (2) มาตรา 102 (3) และมาตรา 115 (8) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 119 ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งข้อกล่าวหาและยื่นคำร้องดำเนินคดีนี้ บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 100 (2) มาตรา 102 (3) และมาตรา 115 (8)ได้ถูกยกเลิกและสิ้นสุดลงแล้ว ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งให้รวมวินิจฉัยเมื่อมีคำสั่ง

ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งสอบข้อเท็จจริงจากผู้ร้องและ ผู้คัดค้านแล้ว เห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนพยานอีก

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปในวันที่ 30 มีนาคม 2557 หลังจากมีพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว วันที่ 2 มีนาคม 2557 ประธานกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา เขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ หมายเลข 1 และผู้ร้องได้ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2557 ผู้คัดค้านได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดศรีสะเกษได้รับคำร้องคัดค้านจากนายสมภพ มั่นคงผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ หมายเลข 5 ว่า การเลือกตั้งในส่วนที่เกี่ยวกับผู้คัดค้านมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้คัดค้านกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 496/2555 ว่า ผู้คัดค้านมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก5 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี ผู้คัดค้านจึงเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา วันที่ 9 ตุลาคม 2557 ผู้ร้องมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้คัดค้าน

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 100 (2) มาตรา 102 (3) และมาตรา 115 (8) กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 119 มาตรา 139 และมาตรา 122 ยังมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่าเมื่อการกระทำของผู้คัดค้านที่เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2557 ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลงยกเว้นหมวด 2 แล้ว แต่ต่อมาได้มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งในข้อ 1 กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องต่อไป โดยมิได้สะดุดลงจนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก กับทั้งไม่ปรากฏว่าก่อนที่จะมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 57/2557 มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 สิ้นสุดลงไปไม่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อเนื่องตลอดมา เมื่อมาตรา 119 ได้บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งจะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ" จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายที่บัญญัติให้ผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจในการจัดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกผู้คัดค้านมีกำหนด 5 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้คัดค้าน 10 ปี โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะถือว่าผู้คัดค้านขาดคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 115 บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา... (8) เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 102 ...(3)..." โดยมาตรา 102 (3) บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร... (3) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 100 (1) (2) หรือ (4)..." และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 100 (2) บัญญัติว่า "บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ... (2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง..." แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะต้องถูกจำกัดสิทธิ ต้องห้ามมิให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา การบังคับตามคำพิพากษาของศาลที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเช่นนี้ จะบังคับได้โดยเด็ดขาดต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีของผู้คัดค้าน แม้จะได้ความว่า เมื่อวันที่ 26เมษายน 2555 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งพิพากษาว่าผู้คัดค้านมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 114 วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ก็ตาม แต่เมื่อคดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ไม่อาจบังคับคดีได้โดยเด็ดขาด จึงไม่ถือว่าผู้คัดค้านอยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้คัดค้านมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาดังที่ผู้ร้องอ้าง

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 100 (2) ม. 102 (3) ม. 115 (8)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 ม. 111 ม. 119 ม. 122 ม. 139
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — นางสาววิลดา อินฉัตร
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
แผนกคดีเลือกตั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2558
#631028
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กันและเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ศ. ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีนางสาววลัยภรณ์ จำเลยที่ 1 กับนางศิรินทร์รัตน์ จำเลยที่ 2 บัญชีเลขที่ 415 - 0 - 31421 - 7 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 216,690 บาท

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของจ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตาย จากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีจำเลยทั้งสอง เลขที่บัญชี 415 - 0 - 31421 - 7 ให้แก่ทายาทของจ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตาย คนละหนึ่งในหกส่วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับนางคำดี มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางคำดี หลังจากนั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2545 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 ระหว่างอยู่กินด้วยกันกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จำนวน 900,000 บาท ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อสวัสดิการทั่วไปแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำกองทัพภาคที่ 2 และผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วงเงินเอาประกัน 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ผู้ตายยังเปิดบัญชีประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 415 - 0 - 07961 - 7 และ 415 - 0 - 25741 - 8 ไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน และเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มสำหรับบัญชีเงินฝากดังกล่าวบัญชีละ 1 บัตร ตามหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากและการใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตาย ซึ่งมีความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้ถือบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวรวม 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาจำเลยทั้งสองขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้ตายจากบริษัททิพยประกันภัย จำกัด โดยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีชื่อจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เลขที่ 415 - 0 - 31421 - 7 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 จำนวน 1,300,145.99 บาท และในวันที่ 30 มิถุนายน 2555 มีการโอนเงิน 612.77 บาท เข้าบัญชีดังกล่าวอีก รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท ตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนและรายการบัญชีท้ายหนังสือนำส่งพยานเอกสารของผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2555

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เงินประกันชีวิตของผู้ตายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอแบ่งเงินประกันชีวิตดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิตจำนวน 1,300,758.76 บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กันเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 วรรคสอง ม. 897 วรรคหนึ่ง ม. 1470 ม. 1501 ม. 1629 (1) ม. 1630 วรรคสอง ม. 1635 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชนะภัย โคตรสาขา กับพวก
จำเลย — นางสาววลัยภรณ์ โคตรสาขา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4237/2558
#583689
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า กระสุนปืนที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 ผิดขนาดไม่ได้มาตรฐานเป็นสาเหตุให้อาวุธปืนโจทก์เสียหาย โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขตามสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับฐานผิดสัญญาซื้อขาย หาใช่ให้รับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องที่ต้องฟ้องร้องภายในอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่พบเห็นความชำรุดบกพร่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 474 ไม่

การฟ้องคดีเรื่องผิดสัญญาซื้อขายไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันส่งมอบกระสุนปืนเล็กกล แบบ 08 ขนาด 5.56 มิลลิเมตร 1,815,524 นัด และกระสุนที่ใช้ทดสอบ 1,816 นัด รวม 1,817,340 นัด ที่ได้มาตรฐานของทางราชการเลขที่ 0018 - 47 ให้โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษา หากส่งมอบไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 11,056,541.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงิน 395,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 552,828 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 11,056,541.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2ชำระเงิน 552,828 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 3 ให้ใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายกระสุนปืนเล็กกล ข้อ 7 มีการตกลงกันว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับประกันความชำรุดบกพร่องหรือขัดข้องของสิ่งของตามสัญญาเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับมอบ โดยภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หากสิ่งของตามสัญญานี้เกิดชำรุดบกพร่องหรือขัดข้องอันเนื่องจากการใช้งานตามปกติ จำเลยที่ 1 จะต้องจัดการซ่อมแซมหรือแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีดังเดิมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นและโจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ให้เห็นว่าหลังจากโจทก์ใช้กระสุนปืนเล็กกลที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 ในการแข่งขันยิงปืนแล้วทำให้อาวุธปืน เอ็ม 16 ที่ใช้กระสุนปืนดังกล่าวเกิดความเสียหาย จากนั้นมีการตรวจสอบหาสาเหตุพบว่ากระสุนปืนเล็กกลที่ซื้อจากจำเลยที่ 1 ผิดขนาดไม่ได้มาตรฐานเป็นสาเหตุให้อาวุธปืนนั้นเสียหาย โจทก์จึงใช้สิทธิตามสัญญาดังกล่าวโดยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วัน ตามสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้โจทก์ จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา อันเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 ให้ร่วมกันรับผิดฐานผิดสัญญาซื้อขายกระสุนปืนเล็กกลดังกล่าวหาใช่ให้รับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องที่ต้องฟ้องร้องภายในอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่ได้พบเห็นความชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 474 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและอ้างมาในฎีกาไม่ การฟ้องคดีเรื่องผิดสัญญาซื้อขายไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดตามหนังสือค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 3 ระบุว่าวางหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาต่อโจทก์โดยยอมผูกพันตนเช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่เกินวงเงิน 552,828 บาท ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาดังกล่าว และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันทำสัญญาซื้อขายจนถึงวันที่ภาระหน้าที่ทั้งหลายของจำเลยที่ 1 จะได้ปฏิบัติให้ลุล่วงไปเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายและต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันย่อมผูกพันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์จำนวน 552,828 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สมานชีพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพิทยา บรรจงประพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายพอพันธุ์ คิดจิตต์
ชื่อองค์คณะ
จินดา ปัณฑะโชติ
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4231/2558
#581402
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อในคดีหลักที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้เด็กชาย ธ. เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้โจทก์มีอำนาจปกครองถึงที่สุดแล้ว ฎีกาของโจทก์ที่ขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโดยขอให้มีสิทธิติดต่อผู้เยาว์ได้ จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้เด็กชายธาดา เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีอำนาจปกครองและแก้ไขทะเบียนว่าโจทก์เป็นบิดา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า โจทก์มิใช่บิดาของเด็กชายธาดา แต่เด็กชายธาดาเป็นบุตรของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เด็กชายธาดา ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณา ให้โจทก์ได้พบผู้เยาว์เพื่อแสดงความรักความห่วงใยเช่นที่บิดาจะพึงมีต่อบุตรของตน โดยมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์ได้พบบุตรผู้เยาว์ตามเงื่อนไขที่ศาลจะเห็นสมควร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 บัญญัติให้บิดามารดามีสิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง โจทก์จึงมีสิทธิติดต่อบุตรได้ตามกฎหมาย หาจำต้องใช้วิธีการเพื่อคุ้มครองชั่วคราว หากจำเลยหรือบุคคลอื่นขัดขวางการติดต่อหรือพบบุตรของโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์เกิดสิทธิที่จะดำเนินการต่อไป เมื่อไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกขัดขวางดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณา โดยโจทก์เดินทางมาพบบุตรผู้เยาว์ยังบ้านพักของบิดามารดาจำเลยที่ 1 ทนายโจทก์แจ้งความประสงค์ของโจทก์ให้บิดามารดาจำเลยที่ 1 ทราบ แต่บุคคลทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์พบบุตรผู้เยาว์และกลับแสดงอารมณ์โกรธ โจทก์จึงได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน พฤติการณ์ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างการพิจารณาคดี โดยขอให้โจทก์พบบุตรผู้เยาว์ตามวิธีการและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควร จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่อาจมีคำสั่งตามที่โจทก์ขอได้เนื่องจากเป็นสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องว่ากล่าวกันต่อไปเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้งดไต่สวน

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง พร้อมยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นเห็นว่าจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้แล้วและจำเลยทั้งสองคัดค้านคำร้องนี้ของโจทก์ จึงให้ยกคำร้อง โดยถือว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่าเด็กชายธาดา เป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า เด็กชายธาดามิใช่บุตรของโจทก์ แต่เป็นบุตรของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า เด็กชายธาดาเป็นบุตรของโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา โดยให้โจทก์ได้พบเด็กชายธาดาตามเงื่อนไขที่ศาลจะเห็นสมควร แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้อง โจทก์ฎีกา คดีมีปัญหาว่า กรณีมีเหตุกำหนดวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาโจทก์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา เมื่อปรากฏว่าในคดีหลักที่โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้เด็กชายธาดาเป็นบุตรของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว ฎีกาโจทก์จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดี ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย น.
จำเลย — นางสาว ธ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นายมานพ เนตรภู่
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางวราภรณ์ สุระพัฒน์พิชัย
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4230/2558
#581403
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเป็นอิสลามศาสนิก มีภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส สมรสกันถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามและจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์มาฟ้องหย่าจำเลยโดยบรรยายเหตุแห่งการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพแห่งข้อหาจึงเป็นเรื่องครอบครัว ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 ที่ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องใช้เหตุฟ้องหย่าตามหลักกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้แทน ป.พ.พ. มาตรา 1516 เมื่อโจทก์ได้ถูกตัดสินให้หย่าขาดจากการเป็นภริยาจำเลยโดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส โดยระบุไว้ในหนังสือการหย่าร้างว่า คำตัดสินนี้เป็นคำชี้ขาดตามหลักศาสนาและกฎระเบียบทุกประการ จึงเป็นการหย่ากันโดยชอบตามหลักกฎหมายอิสลาม มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้เช่นเดียวกับการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และสามารถนำไปใช้เพื่อจดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้เลย โดยโจทก์ไม่จำต้องนำคดีมาฟ้องต่อศาล ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ศาลชั้นต้นจึงให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยเป็นอิสลามศาสนิก มีภูมิลำเนาในจังหวัดนราธิวาส สมรสกันถูกต้องตามหลักกฎหมายอิสลามและจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วโจทก์มาฟ้องหย่าจำเลยโดยบรรยายเหตุแห่งการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สภาพแห่งข้อหาจึงเป็นเรื่องครอบครัว ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 ที่ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อปัญหาข้อกฎหมายที่ใช้วินิจฉัยคดีนี้เป็นเรื่องเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 จึงต้องใช้เหตุฟ้องหย่าตามหลักกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ถูกตัดสินให้หย่าขาดจากการเป็นภริยาของจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 ด้วยเหตุที่จำเลยได้กระทำผิดสัญญาที่ได้กล่าวไว้ในทะเบียนสมรส ซึ่งเหตุฟ้องหย่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสได้พิจารณาไตร่ตรองแล้ว โดยระบุไว้ตอนท้ายเอกสารว่า คำตัดสินนี้เป็นคำชี้ขาดตามหลักศาสนาอิสลามและกฎระเบียบทุกประการ จึงเป็นการหย่ากันโดยชอบตามหลักกฎหมายอิสลามนับแต่นั้น การหย่ามีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้เช่นเดียวกับการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักฐานการหย่าตามกฎหมายอิสลามสามารถนำไปใช้เพื่อจดทะเบียนหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้เลย โดยไม่ต้องนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คำฟ้องและคำขอบังคับของโจทก์พอแปลได้ว่าโจทก์ฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 ก็เพื่อจะนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนการหย่าต่อเจ้าพนักงานให้ปรากฏชัดแจ้งในทางทะเบียน จึงเห็นสมควรมีคำสั่งในส่วนนี้เพื่อให้มีผลทางปฏิบัติต่อไป

พิพากษายืน โจทก์และจำเลยหย่ากันโดยชอบตามหลักกฎหมายอิสลามแล้ว จึงให้เจ้าพนักงานจดทะเบียนการหย่าให้โจทก์และจำเลยตามคำพิพากษานี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1514 ม. 1516
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวไอดา ยาการียา
จำเลย — นายอุทัย คงจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนราธิวาส — นายพิทักษ์ รัตนเดชากร
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4196/2558
#583431
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์ที่ลูกหนี้โอนไปให้ผู้อื่น อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 นั้น หมายถึงทรัพย์ใด ๆ ของลูกหนี้ที่มีอยู่ได้มีการโอนไป ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับองค์การคลังสินค้า 2 ฉบับ ฉบับแรกว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 แปรสภาพหัวมันสำปะหลังสดจากเกษตรกรที่นำมาจำนำแก่องค์การคลังสินค้าเป็นแป้งมันสำปะหลัง ฉบับที่สองเป็นสัญญาเก็บแป้งมันสำปะหลังที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาฝากทรัพย์ ดังนั้นแป้งมันสำปะหลังที่จำเลยที่ 1 แปรสภาพแล้วเก็บไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การคลังสินค้า หาใช่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ไม่ ทั้งองค์การคลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อหายักยอก แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะร่วมกันนำเอาแป้งมันสำปะหลังที่เก็บไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปขาย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ทั้งแป้งมันสำปะหลังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำไปขายก็มิใช่ทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ใช่การทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียหรือสูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 187

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 187, 341, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 350 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 350 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 4 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และที่ 6

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แป้งมันสำปะหลังที่องค์การคลังสินค้าฝากเก็บไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่รับฝากเพียงแต่จำเลยที่ 1 จะต้องคืนตามปริมาณและคุณภาพที่ผู้ทรงใบประทวนสินค้านำมาเบิก ทั้งคำว่าทรัพย์ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ไม่จำเป็นต้องเป็นของหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันเอาแป้งมันสำปะหลังในคลังสินค้าไปขาย การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้และเมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอายัดชั่วคราวเงินค่าจ้างแปรสภาพมันสำปะหลังสดเป็นแป้งมันสำปะหลังที่องค์การคลังสินค้าจะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้แล้ว จำเลยที่ 4 จึงร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย เห็นว่า ทรัพย์ที่ลูกหนี้โอนไปให้ผู้อื่น อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 นั้น หมายถึงทรัพย์ใด ๆ ของลูกหนี้ที่มีอยู่ได้มีการโอนไป ข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนการสอบว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับองค์การคลังสินค้า 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นสัญญาว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 แปรสภาพหัวมันสำปะหลังสดจากเกษตรกรที่นำมาจำนำแก่องค์การคลังสินค้าเป็นแป้งมันสำปะหลัง ฉบับที่สองเป็นสัญญาฝากเก็บแป้งมันสำปะหลังที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยองค์การคลังสินค้าเป็นผู้ส่งมอบให้จำเลยที่ 1 อันเป็นสัญญาฝากทรัพย์ ดังนั้น แป้งมันสำปะหลังที่จำเลยที่ 1 แปรสภาพแล้วเก็บไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การคลังสินค้า หาใช่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ไม่ ดังจะเห็นได้ว่าองค์การคลังสินค้าได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหายักยอก แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำเอาแป้งมันสำปะหลังที่เก็บไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 1 ไปขาย ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ส่วนที่โจทก์ขออายัดเงินค่าจ้างแปรสภาพมันสำปะหลังสดเป็นแป้งมันสำปะหลังที่องค์การคลังสินค้าจะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 นั้นเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อองค์การคลังสินค้าจริง ซึ่งองค์การคลังสินค้าจะต้องส่งเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์อยู่แล้วโดยไม่เกี่ยวกับที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำเอาแป้งมันสำปะหลังไปขายแต่ประการใด ทั้งแป้งมันสำปะหลังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันนำไปขายก็ไม่ใช่ทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ใช่การทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ปรากฏตามคำฟ้องโดยชัดเจนว่าโจทก์ฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เท่านั้น มิได้ฟ้องจำเลยที่ 4 ในกรณีนี้ด้วย ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ปิดกิจการโดยโอนทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 4 และนำป้ายของจำเลยที่ 4 มาปิดแทนจำเลยที่ 1 เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ขายให้จำเลยที่ 4 แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้นั้น เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 โอนทรัพย์ไปให้จำเลยที่ 4 ทั้งที่ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เป็นที่ดิน อาคาร รถยนต์ก็มี ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จะต้องกระทำการเปลี่ยนแปลงทางเอกสารของทางราชการ โจทก์คงมีแต่แผ่นพลาสติกที่ติดประกาศรับสมัครพนักงานของจำเลยที่ 4 หน้าอาคารสำนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ใช่หลักฐานที่บ่งชี้ได้โดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 4 ทั้งปรากฏว่าโจทก์ได้ยึดทรัพย์รวมทั้งที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 ไปแล้ว แสดงว่าทรัพย์ดังกล่าวยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นของจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 4 เพียงแต่ให้จำเลยที่ 4 ใช้อาคารของจำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 4 เท่านั้น ที่จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่า จำเลยที่ 1 โอนขายให้จำเลยที่ 4 แล้วนั้น ก็เป็นการยื่นคำร้องขึ้นในภายหลังโดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดสนับสนุน ซึ่งอาจเป็นการใช้สิทธิในทางศาลเพื่อประโยชน์อื่นก็เป็นได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่มีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 แล้วนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยให้เหตุผลไว้โดยละเอียดแล้ว แม้วินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187, 350 ประกอบมาตรา 83 โดยกำหนดโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 แต่มิได้กำหนดโทษปรับสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ศาลฎีกาพิพากษายืน จึงไม่จำต้องแก้ไขเรื่องโทษสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 อีก

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350 ม. 187
ชื่อคู่ความ
นางสาวรุจิรา อดุยานุโกศลหรือ
โจทก์ — นางรุจิรา ไชยพฤกษ์
จำเลย — บริษัทเอ็น.อี.อินดัสทรี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายเสริมเผด็จ กรลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ สุขเกื้อ
วิชัย เอื้ออังคณากุล
นิติ เอื้อจรัสพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4195/2558
#581450
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 ศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวนโดยวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีเสียใหม่ แล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษหรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิด คำฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218, 220, 225, 184, 59, 83, 91 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 23, 26, 57, 65 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 5,115,020 บาท กับค่าเช่าบ้านเดือนละ 20,000 บาทนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกในส่วนคดีอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นนี้มีว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 474 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 1 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสองแล้วลุกลามไหม้บ้านเลขที่ 476 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ทั้งหกใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นเหตุให้บ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งหกไม่ฎีกา คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติไป คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วกลับพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เป็นความเสียหายต่อรัฐ รัฐเท่านั้นมีหน้าที่ควบคุมให้มีการปฏิบัติไปตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อเอกชนโจทก์ทั้งหกจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ทั้งหกในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ยกเว้นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 และข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 184
ป.วิ.อ. ม. 28 (2) ม. 158 (5) ม. 170 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคณิน เชยปทุม กับพวก
จำเลย — นางจิรพรรณ สุวรรณกาญจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายสากล รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย เอื้ออารีตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4195/2558
#635364
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ข้อหาตาม ป.อ. มาตรา 184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ทั้งหกในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218, 220, 225, 184, 59, 83, 91 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 23, 26, 57, 65 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 5,115,020 บาท กับค่าเช่าบ้านเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหกในส่วนคดีอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในชั้นนี้มีว่า เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 เกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 474 เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยทั้งสองแล้วลุกลามไหม้บ้านเลขที่ 476 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ทั้งหกใช้เป็นที่อยู่อาศัยเป็นเหตุให้บ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งหกได้รับความเสียหาย สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งหกไม่ฎีกา คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงยุติไป คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งหกว่า คดีของโจทก์ทั้งหกในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วกลับพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วย จึงมิชอบตามบทกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง เมื่อข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทุกข้อเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดี จึงเป็นการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นทบทวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เป็นความเสียหายต่อรัฐ รัฐเท่านั้นมีหน้าที่ควบคุมให้มีการปฏิบัติไปตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่ความผิดต่อเอกชนโจทก์ทั้งหกจึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 โจทก์ทั้งหกบรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรื้อถอนบ้านและมิเตอร์ไฟฟ้าออกไป อันเป็นการร่วมกันทำลายวัตถุพยานหลักฐานในการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จนทำให้การพิสูจน์หลักฐานไม่สามารถระบุถึงสาเหตุเพลิงไหม้ที่แน่ชัด โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่นมิให้ต้องรับโทษ หรือให้รับโทษน้อยลง จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ทั้งหกในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ยกเว้นข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 และข้อหาตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 184
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 170 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคณิน เชยปทุม กับพวก
จำเลย — นางจิรพรรณ สุวรรณกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
โสภณ โรจน์อนนท์
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2558
#580845
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อในคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา เพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบท ลงโทษตามกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่ให้เกินที่จำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 18 ปี และอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท ยกฟ้องข้อหาอื่น

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 310 วรรคแรก 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานกระทำชำเราเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 11 ปีเศษ (เกิดวันที่ 11 มีนาคม 2541) และศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับที่โรงเรียนดังกล่าว วันที่ 6 มกราคม 2553 โจทก์ร่วมไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา โจทก์ร่วมไปล้างหน้าที่บริเวณโรงรับประทานอาหารซึ่งอยู่ประตูด้านหลังโรงเรียน จำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ร่วมให้เดินออกมาด้านหลังโรงเรียน จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปไว้ภายในห้องในขนำซึ่งเป็นเรือนพักอาศัยที่ปลูกอยู่ภายในสวนยางพาราด้านหลังโรงเรียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่ สำหรับจำเลยที่ 1 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และพวกร่วมกันคบคิดนัดหมายกันมาตั้งแต่ต้นด้วยการร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องเกิดเหตุและให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทน ส่วนของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 310 วรรคแรก 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ เมื่อพิเคราะห์ถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 แล้ว สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 แต่ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ โดยยังไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือรับการฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและ
โจทก์ — ครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช
เด็กหญิง น. โดยนางสุวารินทร์
โจทก์ร่วม — พันทองหรือสมิงทอง ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายยุทธการ หรือเป้ ปรีชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุริน ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษฏิ์พงศ์ ผดุงพัฒโนดม
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4187/2558
#630183
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อในคดีอาญาศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 310, 317, 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาเด็กหญิง น. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง ส. ผู้เสียหายที่ 1 มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และร้องขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 100,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเนื่องจากไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและวรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามกฎหมายบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (5) ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี แต่ไม่ให้เกินที่จำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 18 ปี และอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท ยกฟ้องข้อหาอื่น

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานกระทำชำเราเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอายุ 11 ปีเศษ และศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน บ. จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับที่โรงเรียนดังกล่าว วันที่ 6 มกราคม 2553 โจทก์ร่วมไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน บ. ต่อมาเวลาประมาณ 11.30 นาฬิกา โจทก์ร่วมไปล้างหน้าที่บริเวณโรงรับประทานอาหารซึ่งอยู่ประตูด้านหลังโรงเรียน จำเลยที่ 1 เรียกโจทก์ร่วมให้เดินออกมาด้านหลังโรงเรียน จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปไว้ภายในห้องในขนำซึ่งเป็นเรือนพักอาศัยที่ปลูกอยู่ภายในสวนยางพาราด้านหลังโรงเรียนดังกล่าว จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่ สำหรับจำเลยที่ 1 คดีเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่

โจทก์ร่วมเป็นพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า ตอนแรกมีเพียงจำเลยที่ 1 กับนายหลิมเข้ามาภายในห้องเกิดเหตุก่อน ส่วนคนอื่นอยู่นอกห้องเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับนายหลิมถอดเสื้อผ้าโจทก์ร่วมออก โจทก์ร่วมดิ้นรนต่อสู้ นายหลิมใช้มือปิดปากโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม 1 ครั้ง เสร็จแล้วเดินออกไปนอกห้องเกิดเหตุและเรียกเพื่อนจำเลยที่ 1 เข้ามา จากนั้นจำเลยที่ 2 นายดีดี้ นายหวาน นายยัด นายบ่าว เข้ามาในห้องเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมและชักเข้าชักออกนานประมาณ 10 นาที ส่วนคนอื่นร่วมกันจับหน้าอกและอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน จำเลยที่ 2 มิได้มีสิ่งใดปกปิดใบหน้าและกระทำต่อหน้าโจทก์ร่วมนานประมาณ 10 นาที โจทก์ร่วมจึงมีโอกาสเห็นและจดจำใบหน้าจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อพิเคราะห์ถึงคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ว่า โจทก์ร่วมเพิ่งมาศึกษาอยู่โรงเรียน บ. ก่อนเกิดเหตุได้ประมาณ 1 เดือน และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองกับพวกมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าโจทก์ร่วมจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 2 แม้ในชั้นสอบสวนโจทก์ร่วมจะมิได้ให้การชัดเจนเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 ใช้นิ้วมือสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ร่วมเบิกความต่อศาล ก็ไม่มีผลทำให้พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องเสียไปถึงขนาดรับฟังไม่ได้ คำเบิกความของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 และพวกร่วมกันคบคิดนัดหมายกันมาตั้งแต่ต้นด้วยการร่วมกันลากพาโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องเกิดเหตุและให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฐานความผิดของจำเลยที่ 1 ที่รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนส่วนของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้โจทก์ร่วมไม่ได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม 310 วรรคแรก 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ เมื่อพิเคราะห์ถึงความรู้ผิดชอบและสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 แล้ว สมควรลงโทษจำเลยที่ 2 แต่ให้ลดมาตราส่วนโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดแต่ละฐานลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีกับฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานร่วมกันโดยปราศจากเหตุสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 13 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 มีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ โดยยังไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือรับการฝึกอบรมยังไม่ครบกำหนดให้ส่งจำเลยที่ 2 ไปจำคุกในเรือนจำจนครบระยะเวลาตามกำหนด ให้จำเลยที่ 2 ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง น. โดยนาง ส. ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นาย ย. กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2558
#580860
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ววินิจฉัยในทำนองว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ความในข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 199/2553 หมายเลขแดงที่ 119/2554 ของศาลแขวงราชบุรี ศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดี ต่อมานายธงชัย บิดาจำเลยยื่นคำร้องว่าตนมิใช่บริวารจำเลยแต่เป็นเจ้าของผู้ทำการก่อสร้างบ้านบนที่ดินของโจทก์ และวันที่ 15 ตุลาคม 2555 เวลากลางวัน จำเลยเบิกความเป็นพยานให้นายธงชัยในคดีดังกล่าวว่า "โจทก์อนุญาตให้บิดาของข้าฯ เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินดังกล่าว เหตุที่โจทก์อนุญาตให้บิดาของข้าฯเป็นผู้เข้ามาปลูกบ้านในที่ดินโจทก์ เนื่องจากขณะนั้นข้าฯและนายอนุชาไม่ได้ประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ บิดาข้าฯจึงเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น" ตามคำให้การพยาน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 119/2554 ของศาลแขวงราชบุรี เป็นเท็จหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าข้อความดังกล่าวเป็นเท็จหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาแล้ววินิจฉัยในทำนองว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ความในข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงยกขึ้นอ้างได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความไว้ในคดีแพ่งดังกล่าวเป็นเท็จ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์อีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในข้อสุดท้ายว่า ข้อความที่จำเลยเบิกความเป็นเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งดังกล่าว โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ นายธงชัยยื่นคำร้องว่า ตนไม่ใช่บริวารจำเลยแต่เป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโจทก์ ประเด็นสำคัญแห่งคดีจึงอยู่ที่ว่า นายธงชัยเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ โดยการที่จะวินิจฉัยได้ว่านายธงชัยเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยหรือนายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ดังนั้น ข้อสำคัญในคดีจึงอยู่ที่ว่า นายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้างหรือไม่ การที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่งดังกล่าวว่านายธงชัยเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง จึงเป็นการเบิกความเป็นเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี แม้ศาลจะไม่เชื่อคำเบิกความของจำเลยโดยวินิจฉัยว่า นายธงชัยไม่ใช่เจ้าของสิ่งปลูกสร้างโดยนายธงชัยเป็นเพียงบริวารของจำเลยก็ไม่ทำให้คำเบิกความของจำเลยในส่วนนี้ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพรทิพย์ ท้วมอ้นหรือวรน้อย
จำเลย — นางสาววรรณคดี ปัตตะวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางอัจฉรา กอบกัยกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา