คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12715/2557
#590200
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การจำเลยทั้งสิบมิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง จึงไม่มีประเด็นโต้เถียงว่า ผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนตามคำฟ้องหรือไม่ เพราะถือว่าจำเลยทั้งสิบยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว โจทก์ไม่ต้องนำสืบข้อเท็จจริงนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์แล้วฟังว่า ผู้กู้ไม่ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ อายุความจึงไม่สะดุดหยุดลง คดีโจทก์ขาดอายุความ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันชำระเงิน 1,263,506.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี และค่าปรับในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบเรื่องผิดสัญญากู้และสัญญาค้ำประกัน โดยบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญว่า สหกรณ์การเกษตร กรป. กลาง นพค. เชียงใหม่ จำกัด ผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยทั้งสิบให้การทำนองเดียวกันว่า ดอกเบี้ยพร้อมค่าปรับตามคำฟ้องของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ถึงวันฟ้อง วันที่ 1 ธันวาคม 2554 ระยะเวลา 7 ปี 5 เดือน เกินเวลากว่า 5 ปี จึงขาดอายุความที่โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องบังคับเอาจากจำเลยทั้งสิบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 และหนี้เงินกู้มีกำหนดชำระวันที่ 2 กรกฎาคม 2542 เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ โจทก์ต้องฟ้องลูกหนี้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันครบกำหนด แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2554 ซึ่งล่วงเลยเวลา 10 ปี สิทธิเรียกร้องโจทก์จึงขาดอายุความ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้น หรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น แต่คำให้การของจำเลยทั้งสิบดังกล่าวมิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างว่า สหกรณ์การเกษตร กรป. กลาง นพค. เชียงใหม่ จำกัด ผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 เป็นเงิน 10,000 บาท อันจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คำให้การจำเลยทั้งสิบในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นโต้เถียงว่า สหกรณ์การเกษตร กรป. กลาง นพค. เชียงใหม่ จำกัด ผู้กู้ได้ชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 เป็นเงิน 10,000 บาทหรือไม่ เพราะต้องถือว่าจำเลยทั้งสิบยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่จำต้องนำสืบข้อเท็จจริงนั้นอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์แล้วฟังว่า สหกรณ์การเกษตร กรป. กลาง นพค. เชียงใหม่ จำกัด ผู้กู้ไม่ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 เป็นเงิน 10,000 บาท อายุความจึงไม่สะดุดหยุดลง คดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้อง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (3) ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมสหกรณ์
จำเลย — นายวิเชียร หมื่นเผือก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชัย ลิ้มสุวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12705/2557
#580837
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มีข้อตกลงว่า หลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ซึ่งเป็นผู้จะซื้อจะดำเนินการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อ จำเลยซึ่งเป็นผู้จะขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์นั้น เห็นได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมีเงื่อนไขที่โจทก์จะต้องไปขอสินเชื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคารเพื่อชำระราคาส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย สถาบันการเงินหรือธนาคารจะให้กู้หรือไม่เป็นเรื่องไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินหรือธนาคารจะเป็นผู้พิจารณา หากสถาบันการเงินหรือธนาคารไม่ให้กู้ สัญญาจะซื้อจะขายย่อมไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้ เมื่อโจทก์ได้ดำเนินการเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารถึงสองธนาคาร แต่ธนาคารทั้งสองแห่งไม่อนุมัติ เงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่เป็นผล สัญญาไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ แม้จะไม่ปรากฏว่ามีการจำกัดช่วงเวลาหรือจำนวนสถาบันการเงินหรือธนาคารที่โจทก์จะดำเนินการขอสินเชื่อ โจทก์จึงยังอาจดำเนินการขอสินเชื่อได้อีก ไม่ใช่เรื่องพ้นวิสัย แต่ก็ไม่แน่นอนว่าการดำเนินการขอสินเชื่อจะได้รับอนุมัติจากสถาบันการเงินหรือธนาคารใดหรือไม่ เมื่อไร ทั้งการดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารมาสองแห่งแล้ว ถือว่าโจทก์ขวนขวายดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามสัญญาตามสมควรแล้ว กรณีมิใช่ว่าโจทก์จะต้องดำเนินการขอสินเชื่อเรื่อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของคู่สัญญา เมื่อโจทก์พยายามปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาแล้วแต่ไม่สำเร็จไม่สามารถนำเงินมาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือได้ จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ผิดนัดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบมัดจำ ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายระบุไว้ว่า เงินส่วนที่ค้างชำระอยู่อีกจำนวน 50,000,000 บาท ผู้จะขายตกลงที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้จะซื้อในการกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคารเพื่อชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขข้อบังคับของสถาบันการเงินหรือธนาคาร เมื่อสถาบันการเงินหรือธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อแล้วภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ผู้จะซื้อได้แจ้งผลการพิจารณาของสถาบันการเงินหรือธนาคารให้แก่ผู้จะขายทราบ ผู้จะขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในทรัพย์ที่จะขายตามข้อ 1 ให้แก่ผู้จะซื้อทันที ในวันเดียวกับผู้จะซื้อได้ลงนามในสัญญากู้เงินและจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวต่อสถาบันการเงินหรือธนาคาร โดยสถาบันการเงินหรือธนาคารจะเป็นผู้ออกตั๋วอาวัล หรือตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 3 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน15,000,000 บาท ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันที่สถาบันการเงินออกตั๋วอาวัล หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 15,000,000 บาท ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันที่สถาบันการเงินออกตั๋วอาวัลหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับที่ 3 จำนวนเงิน 20,000,000 บาท ภายในกำหนด 24 เดือน นับแต่วันที่สถาบันการเงินออกตั๋วอาวัล หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน จึงเห็นได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวมีเงื่อนไขที่โจทก์จะต้องไปขอสินเชื่อกู้เงินจากสถาบันการเงินหรือธนาคารเพื่อชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลย สถาบันการเงินหรือธนาคารจะให้กู้หรือไม่เป็นเรื่องไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินหรือธนาคารจะเป็นผู้พิจารณา หากสถาบันการเงินหรือธนาคารไม่ให้กู้ สัญญาจะซื้อจะขายย่อมไม่อาจสำเร็จลุล่วงได้ ตามข้อเท็จจริงโจทก์ไม่ได้เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่โจทก์ได้ดำเนินการเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยธนาคาร จำกัด(มหาชน) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว แต่ธนาคารทั้งสองแห่งไม่อนุมัติเงื่อนไขตามสัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่เป็นผล สัญญาจะซื้อจะขายจึงไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ แม้จะไม่ปรากฏว่ามีการจำกัดช่วงเวลาหรือจำนวนสถาบันการเงินหรือธนาคารที่โจทก์จะดำเนิน การขอสินเชื่อ โจทก์จึงยังอาจดำเนินการขอสินเชื่อได้อีกไม่ใช่เรื่องพ้นวิสัย แต่ก็ไม่แน่นอนว่าการดำเนินการขอสินเชื่อจะได้รับอนุมัติจากสถาบันการเงินหรือธนาคารใดหรือไม่ เมื่อไร ทั้งการดำเนินการขอสินเชื่อจากธนาคารมาสองแห่งแล้ว ถือว่าโจทก์ขวนขวายดำเนินการเพื่อปฏิบัติตามสัญญาตามสมควรแล้ว กรณีมิใช่ว่าโจทก์จะต้องดำเนินการขอสินเชื่อเรื่อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งมิใช่เจตนารมณ์ของคู่สัญญา เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวถึงโจทก์ว่าหากโจทก์ไม่ดำเนินการใดๆ หรือไม่แล้วเสร็จ หรือไม่แจ้งการขอทำนิติกรรมการโอนแก่จำเลยภายในกำหนดถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ประสงค์ที่จะผูกพันตามสัญญาต่อกันอีกให้ถือว่าสัญญาเลิกกัน ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยว่าโจทก์ยังประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญา ยังมิได้ผิดนัดผิดสัญญา เนื่องจากโจทก์ต้องรอการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือธนาคาร แต่เมื่อต่อมาธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอเงินมัดจำคืนจากจำเลย ซึ่งตามข้อเท็จจริงหลังจากนั้นโจทก์มิได้ดำเนินการขอสินเชื่ออีก และยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงถือว่าโจทก์และจำเลยได้แสดงเจตนาตกลงให้สัญญาจะซื้อจะขายเลิกกันแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ถือว่าโจทก์ผิดนัดผิดสัญญายินยอมให้จำเลยริบเงินมัดจำนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์พยายามปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาจะซื้อจะขายแล้วแต่ไม่สำเร็จโจทก์จึงไม่สามารถนำเงินมาชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือได้จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ไม่ใช่ผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำ ดังนั้นโจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กันยายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 391 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด บิสซิเนส เชน
จำเลย — นายชาญชัย อภิชิตชาต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12701/2557
#579990
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การพิจารณาทุนทรัพย์พิพาทต้องพิจารณาแต่ละเดือนภาษีเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีเมษายน 2548 เดือนภาษีกรกฎาคม 2548 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25

โจทก์ซื้อที่ดินที่มีไม้โตเร็วปลูกอยู่และขายไม้โตเร็วให้แก่บริษัท ช. โดยมีเหตุผลให้เชื่อว่าเจ้าของที่ดินเดิมผู้ขายที่ดินให้โจทก์น่าจะขายที่ดินในราคารวมต้นไม้โตเร็วที่ปลูกไว้และโจทก์รับซื้อไว้โดยคาดเห็นว่าจะนำไปขายหาประโยชน์ต่อไปได้ โดยใช้เวลาในการดูแลต้นไม้เพื่อขายพอสมควร อันเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าโจทก์ได้ประกอบการขายไม้โตเร็วตามคำนิยามมาตรา 77/1 (5) แห่ง ป.รัษฎากร และเมื่อโจทก์ขายไม้โตเร็วให้แก่บริษัท ช. เพื่อนำไม้ไปใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรอันเป็นการขายต้นไม้ในลักษณะเพื่อเป็นไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างโรงเรือน เป็นการขายต้นไม้เพื่อให้ผู้ซื้อโค่นเป็นท่อนแล้วเลื่อยแปรรูปเพื่อทำเป็นเสาเข็มหรือใช้ในการก่อสร้าง ต้องด้วยลักษณะของไม้ซุงและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลื่อยไม้ อันเป็นลักษณะยกเว้นที่ไม่ถือเป็นการขายพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 81 (1) ก โจทก์จึงมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา 77/2 (1)

บทบัญญัติแห่ง ป.รัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรก แต่มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว มิใช่การประเมินซ้ำซ้อนและยังคงเป็นการประเมินในเรื่องเดิม การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรแล้วประเมินใหม่จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.11 นศ/42 ถึง 50/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 หากโจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็ของดเบี้ยปรับด้วย

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.11 นศ/42/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/43/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/44/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/45/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/46/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/47/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/48/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/49/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สภ.11 นศ/50/2551 ลงวันที่ 31 มกราคม 2551 โดยให้งดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามหนังสือรับรอง โจทก์ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมเนื้อที่ประมาณ 900 ไร่ ซึ่งมีไม้โตเร็วที่เจ้าของที่ดินเดิมปลูกไว้จำพวกต้นสน ต้นสะเดา ต้นกระถินณรงค์ และต้นไม้อื่นๆ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่จำนวนมาก และโจทก์ขายต้นไม้ในที่ดินดังกล่าวในลักษณะเหมายกแปลง โดยผู้ซื้อตัดและขนย้ายเอง ไม่มีการนับจำนวนต้นหรือปริมาณที่ขาย วันที่ 5 มิถุนายน 2549 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 68 และมาตรา 69 (ภ.ง.ด.50) รอบระยะเวลาบัญชีปี 2548 โดยแสดงภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 197,309.52 บาท และชำระค่าภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ ภ.พ 73.1 11800010-25491012-005-00006 ถึง 00011 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 และเลขที่ ภ.พ 73.1 11800010-25491013-005-00012 ถึง 00014 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 รวม 9 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงิน 411,981 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 199 ถึง 217 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 143 ถึง 145 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรไปยังโจทก์โดยอ้างว่า เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นำรายรับ 424,800 บาท มาเป็นฐานในการคำนวณภาษีสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 ทำให้การออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเลขที่ดังกล่าวข้างต้นคลาดเคลื่อนไป จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เลขที่ ภ.พ 73.1 11800010-25500530-005-00260 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 แทนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับที่ขอยกเลิก โดยให้โจทก์ชำระภาษี 71,736 บาท เงินเพิ่ม 29,053.08 บาท และเบี้ยปรับ 143,472 บาท รวมเป็นเงิน 244,261.08 บาท วันที่ 4 กรกฎาคม 2550 โจทก์อุทธรณ์การประเมินสำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 วันที่ 30 สิงหาคม 2550 โจทก์มีหนังสือขอเพิ่มเติมเอกสารแนบท้ายอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2550 วันที่ 11 มีนาคม 2551 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับลงคงเรียกเก็บร้อยละ 50 สำหรับเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 ให้โจทก์ชำระเงินรวม 387,770 บาท โจทก์อุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการขายสินค้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยสำหรับแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 9 ฉบับ การพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงต้องพิจารณาแต่ละเดือนภาษีพิพาทเป็น 1 ข้อหา แยกออกจากกันได้ เมื่อเดือนภาษีเมษายน 2548 เดือนภาษีพฤษภาคม 2548 เดือนภาษีมิถุนายน 2548 เดือนภาษีกรกฎาคม 2548 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยให้ แต่สำหรับเดือนภาษีมีนาคม 2548 เดือนภาษีสิงหาคม 2548 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2548 นั้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 (5) บัญญัติถึงความหมายของคำว่าผู้ประกอบการว่า บุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจหรือวิชาชีพ ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่ และตามที่โจทก์นำสืบอ้างว่า โจทก์ประกอบกิจการเพียงให้เช่าอสังหาริมทรัพย์กับยานพาหนะและปลูกปาล์มน้ำมันเท่านั้น ไม่ได้ประกอบกิจการปลูกไม้โตเร็วจำหน่ายนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรให้แก่บริษัท รวมทั้งการค้าไม้และวัสดุก่อสร้างดังที่ระบุไว้ในข้อ 8 และข้อ 12 ตามหนังสือรับรอง โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการในกิจการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้เช่นกัน และตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากชาวบ้านรวมประมาณ 900 ไร่ เพื่อใช้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยที่ดินดังกล่าวมีต้นไม้โตเร็วที่เจ้าของเดิมปลูกไว้และบริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด ต้องการใช้ไม้จำนวนมากเพื่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกร โจทก์จึงตกลงขายไม้โตเร็วดังกล่าวในลักษณะเหมายกแปลงให้บริษัทดังกล่าว โดยผู้ซื้อต้องตัดและขนย้ายไม้ไปเอง ซึ่งในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการที่โจทก์ซื้อที่ดินที่มีไม้โตเร็วและขายให้ผู้ซื้อดังกล่าวนี้ มีเหตุการณ์ที่จะถือเป็นการประกอบกิจการของโจทก์อย่างไรหรือไม่นั้น โจทก์ย่อมรู้รายละเอียดแห่งข้อเท็จจริงดีเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของโจทก์โดยเฉพาะ แต่ในข้อเท็จจริงการซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่ปลูกต้นไม้โตเร็วไว้ ซึ่งผู้ขายย่อมต้องลงทุนในการปลูกไม้โตเร็วนี้และคาดหมายได้ว่าสามารถขายได้ราคาพอสมควรจึงน่าจะขายที่ดินในราคารวมมูลค่าไม้โตเร็วที่ลงทุนปลูกไว้ด้วย และโจทก์อาจขายต่อให้ได้ประโยชน์เช่นกัน โดยโจทก์เพียงแต่อ้างว่าไม้โตเร็วในที่ดินนั้นเป็นผลพลอยได้ แต่ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ตกลงซื้อที่ดินนั้นในราคาเฉพาะที่ดินและเหตุใดผู้ขายที่ดินจึงยอมขายในราคาเช่นนั้น ทั้งที่ไม้โตเร็วนั้นผู้ขายลงทุนปลูกและมีมูลค่ามากพอควร ย่อมมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าโจทก์ซื้อที่ดินในราคารวมถึงไม้โตเร็วด้วย ซึ่งแสดงว่าเป็นการลงทุนซื้อไม้โตเร็วไว้เพื่อขายต่อเป็นการประกอบการเพื่อหากำไร นอกจากนี้ที่ดินที่โจทก์ซื้อมานั้นมีเนื้อที่รวมกันมากถึงประมาณ 900 ไร่ และตามที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโจทก์ได้แนบเอกสารท้ายอุทธรณ์มาด้วย ก็ได้ความว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากชาวบ้านรวมประมาณ 900 ไร่ ที่ดินบางแปลงเจ้าของเดิมปลูกไม้โตเร็วไว้และโจทก์ได้เริ่มปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่บางส่วนแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ก็ส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ซื้อที่ดินจากชาวบ้านหลายแปลงรวมกัน มีบางแปลงที่ชาวบ้านปลูกต้นไม้โตเร็วไว้ บางแปลงโจทก์สามารถเข้าปลูกปาล์มน้ำมันได้ โดยในส่วนแปลงที่มีไม้โตเร็วอยู่ โจทก์ก็กันส่วนที่ดินดังกล่าวไว้รอตัดต้นไม้โตเร็วขายก่อนปลูกปาล์มน้ำมัน อันส่อแสดงว่าโจทก์คาดหมายว่าจะแสวงหาประโยชน์จากการขายต้นไม้ดังกล่าว ทั้งการที่โจทก์รวบรวมซื้อที่ดินได้รวมกันมากถึง 900 ไร่ ก็น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควร และหลังจากได้รับส่งมอบที่ดินที่มีต้นไม้โตเร็วอยู่แล้วก็อาจมีระยะเวลาช่วงหนึ่งจนกระทั่งโจทก์ตกลงขายต้นไม้แก่บริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด ซึ่งระยะเวลาเหล่านี้ล้วนเป็นช่วงเวลาที่โจทก์ครอบครองดูแลที่ดินที่มีไม้โตเร็วไว้ แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่องระยะเวลาดังกล่าว ทั้งในการตกลงซื้อขายระหว่างโจทก์กับบริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด ผู้ซื้อ โจทก์ก็มีแต่พยานบุคคลมาเบิกความเพียงว่าตกลงซื้อขายเหมาแปลงในราคา 3,500,000 บาท และผู้ซื้อต้องตัดไม้และขนย้ายไปเอง โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบข้อตกลงในเรื่องการชำระราคาค่าไม้ และตามพยานหลักฐานของโจทก์ในเอกสารก็มีรายการแสดงค่าจ้างตัดไม้ที่ผู้ซื้อว่าจ้างนายสุนิตย์ ทำการตัดไม้ในปี 2548 เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2548 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2548 รวม 12 รายการ โดยมีการจ่ายค่าจ้าง 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 442,875.40 บาท ส่วนการชำระค่าไม้ที่โจทก์ได้รับเงินค่าขายไม้จากบริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นก็ได้ความว่า โจทก์ได้รับเงินวันที่ 24 มกราคม 2548 จำนวน 500,000 บาท วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำนวน 500,000 บาท วันที่ 5 มีนาคม 2548 จำนวน 500,000 บาท วันที่ 23 มีนาคม 2548 จำนวน 600,000 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2548 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2548 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 20 กันยายน 2548 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2548 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 18 ตุลาคม 2548 จำนวน 200,000 บาท และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 จำนวน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,500,000 บาท ซึ่งวันที่โจทก์ได้รับเงินนี้ส่วนใหญ่ก็ตรงกับวันที่บริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด จ่ายเงินค่าจ้างตัดไม้ให้แก่นายสุนิตย์ดังกล่าวข้างต้น ส่อแสดงว่าบริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด ชำระเงินค่าไม้แก่โจทก์ตามจำนวนไม้ที่บริษัทดังกล่าวได้รับจากนายสุนิตย์ ยิ่งไปกว่านั้นยังปรากฏว่าในปี 2548 มีการทยอยชำระค่าไม้จนครบ 3,500,000 บาท แล้ว แต่ตามพยานที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานยังมีกรณีที่จ่ายค่าจ้างตัดไม้ให้นายสุนิตย์ในปี 2549 อีกในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2549 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 รวม 7 ครั้ง เป็นเงิน 248,315.75 บาท จึงน่าจะต้องมีการส่งมอบไม้และชำระค่าไม้ให้แก่โจทก์เพิ่มเติมอีก และแสดงว่าโจทก์น่าจะต้องดูแลต้นไม้ในที่ดินของโจทก์ทั้งในปี 2548 และปี 2549 ด้วย ดังนี้ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ขายต้นไม้เป็นการเหมาทั้งแปลงครั้งเดียวรวมเป็นเงินเพียง 3,500,000 บาท นั้นจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานดังกล่าวมาข้างต้นที่ส่อแสดงว่ามีการทยอยตัดไม้ให้ผู้ซื้อหลายครั้งและผู้ซื้อก็ชำระเงินหลายครั้งเป็นจำนวนแตกต่างกันตามจำนวนไม้ที่ผู้ซื้อได้รับข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ขายต้นไม้โตเร็วในที่ดินที่ซื้อมาในลักษณะเป็นผลพลอยได้จากการซื้อที่ดินและขายเหมาแปลงเพียงครั้งเดียว โดยไม่ได้ทำต่อเนื่องกันนั้นไม่น่าเชื่อถือ จึงรับฟังไม่ได้ดังที่โจทก์อ้าง ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการขายไม้โตเร็ว เจ้าพนักงานประเมินประเมินให้โจทก์เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการดังกล่าวโดยไม่ชอบจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อ้างอีกว่า การขายไม้ของโจทก์ให้แก่บริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด นั้นโจทก์มิได้ตัดต้นไม้ขนาดใหญ่เป็นท่อน ๆ หรือแปรรูป โดยบริษัทผู้ซื้อดังกล่าวจะต้องตัดและขนย้ายเอง ถือเป็นการขายพืชผลทางการเกษตรที่อยู่ในสภาพสด ส่วนบริษัทผู้ซื้อจะนำไม้ไปใช้ในการก่อสร้างหรือดำเนินการอย่างไร ก็เป็นเรื่องของบริษัทดังกล่าว ไม่ทำให้การขายต้นไม้ของโจทก์ไม่เป็นการขายพืชผลทางการเกษตร นอกจากนี้โจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจปลูกไม้โตเร็วเพื่อจำหน่าย และโจทก์ไม่ได้ปลูกไม้เหล่านั้นด้วยตนเอง การขายไม้ของโจทก์จึงเป็นการขายพืชผลทางการเกษตร ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ปัญหานี้เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 81 บัญญัติให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (1) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออกหรือการให้บริการดังต่อไปนี้ (ก) การขายพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นลำต้น กิ่ง ใบ เปลือก หน่อ ราก เหง้า ดอก หัว ฝัก เมล็ด หรือส่วนอื่น ๆ ของพืช และวัตถุพลอยได้จากพืช ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสดหรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งด้วยการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง หรือด้วยการจัดทำ หรือปรุงแต่งโดยวิธีการอื่นหรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่งด้วยวิธีการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็งทำให้แห้ง บด ทำให้เป็นชิ้น หรือด้วยวิธีอื่น ข้าวสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสีข้าวแต่ไม่รวมถึงไม้ซุง ฟืน หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลื่อยไม้ หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุกระป๋องภาชนะ หรือหีบห่อที่ทำเป็นอุตสาหกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่า ผู้ซื้อต้นไม้โตเร็วจากโจทก์ต้องการซื้อเพื่อนำไปใช้สร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรอันเป็นการขายต้นไม้ในลักษณะเพื่อเป็นไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างโรงเรือน ทั้งตามเอกสารใบสำคัญจ่ายเงินค่าจ้างให้นายสุนิตย์ผู้รับจ้างตัดไม้ในที่โจทก์อ้างหลายฉบับ ก็ระบุเป็นค่าเลื่อยไม้ เลื่อยไม้แปรรูปและเลื่อยไม้เสาเข็ม แสดงให้เห็นว่าต้นไม้ที่โจทก์ขายดังกล่าวเป็นต้นไม้ที่ตัดไปเพื่อใช้เป็นเสาเข็มหรือเลื่อยออกใช้เพื่อการก่อสร้างได้ โดยการขายไม้ของโจทก์ให้ตามความประสงค์ของบริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด ที่ต้องการนำไม้ไปใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงสุกรก็เป็นการขายต้นไม้เพื่อให้ผู้ซื้อตัดโค่นเป็นท่อนแล้วเลื่อยแปรรูปเพื่อทำเป็นเสาเข็มหรือเพื่อใช้เป็นไม้ในการก่อสร้างซึ่งต้องด้วยลักษณะเป็นไม้ซุงและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลื่อยไม้ อันเป็นลักษณะยกเว้นที่ไม่ถือเป็นการขายพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) ก ดังกล่าว และเมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่การขายต้นไม้โตเร็วของโจทก์แก่บริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด นี้ มีลักษณะทยอยตัดไม้และชำระค่าไม้ตามจำนวนที่ได้รับต่อเนื่องกันยาวนานมากกว่า 2 ปี โดยมูลค่าต้นไม้นั้นก็น่าจะมากกว่า 3,500,000 บาท ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเพียงราคาต้นไม้โตเร็วเฉพาะที่ผู้ซื้อชำระแก่โจทก์ในปี 2548 เท่านั้น แต่กลับยังต้องมีการตัดไม้ต่อไปในปี 2549 อีกตลอดปีที่น่าจะมีการชำระเมื่อได้รับไม้กันอีกดังเช่นในปี 2548 แสดงว่าต้นไม้โตเร็วที่โจทก์ขายดังกล่าวมีมูลค่าสูง จากพยานหลักฐานและเหตุผลดังกล่าวมาแล้วเช่นนี้ มีเหตุผลให้เชื่อว่าผู้ขายที่ดินให้โจทก์น่าจะขายที่ดินในราคารวมต้นไม้โตเร็วที่ปลูกไว้ด้วย และโจทก์รับซื้อไว้โดยคาดเห็นว่าจะนำไปขายหาประโยชน์ต่อไปได้ โดยใช้เวลาในการดูแลต้นไม้เพื่อขายพอสมควร อันเป็นพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าโจทก์ได้ประกอบการขายไม้โตเร็วที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไปว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการยกเลิกใบแจ้งภาษีอากรแล้วประเมินใหม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มิได้ห้ามเจ้าพนักงานประเมินแก้ไขการประเมินที่ผิดพลาดให้ถูกต้องได้ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินยกเลิกการประเมินครั้งแรกเพราะเห็นว่าการประเมินยังไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินใหม่ให้โจทก์ชำระภาษีตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ แม้การประเมินครั้งหลังจะทำให้โจทก์ต้องชำระภาษีมากกว่าการประเมินครั้งแรก แต่มีผลทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพียงครั้งเดียว จึงมิใช่การประเมินซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการประเมินครั้งหลังยังเป็นการประเมินในเรื่องเดิมมิใช่การประเมินในเรื่องใหม่ ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจยกเลิกการประเมินที่ไม่ถูกต้องและแจ้งการประเมินใหม่ตามที่เห็นว่าถูกต้องได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ว่า มีเหตุสมควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โต้แย้งว่า การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ชอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งต่าง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว เนื่องจากโจทก์ไม่ใช่ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ขาดองค์ความรู้ด้านภาษีอากร แต่เป็นผู้ประกอบการมานานโดยโจทก์จดทะเบียน ณ สำนักทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2530 โจทก์จึงน่าจะเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอย่างดี แต่กลับมีพฤติการณ์เลินเล่อไม่รอบคอบในการมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ประกอบกับบทบาทหน้าที่และภารกิจของรัฐตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาประเทศ และเพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง กรณีจึงไม่มีเหตุงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ทั้งสิ้นนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรงดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ อันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อเดือนภาษีเมษายน 2548 เดือนภาษีพฤษภาคม 2548 เดือนภาษีมิถุนายน 2548 เดือนภาษีกรกฎาคม 2548 และเดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 มีทุนทรัพย์พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรกลางและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยทั้งสี่ในส่วนนี้ คงรับวินิจฉัยเฉพาะเดือนภาษีมีนาคม 2548 เดือนภาษีสิงหาคม 2548 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2548 ซึ่งโจทก์มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความในปัญหานี้ว่า เมื่อโจทก์ขายต้นไม้ให้แก่บริษัท ช.เกษตรรุ่งเรือง จำกัด โจทก์นำรายได้ 3,500,000 บาท ไปลงบัญชีเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมิได้ปกปิดรายได้ โจทก์ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบกิจการด้วยดี เห็นว่า แม้โจทก์จะนำรายได้จากการขายต้นไม้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนแก่เจ้าพนักงานประเมินด้วยดี แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์นำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาเบิกความต่อศาลว่า การที่โจทก์ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายรับจากการขายต้นไม้ของโจทก์ดังกล่าวเพราะมีความเห็นว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนกรรมการผู้จัดการโจทก์ที่มาเบิกความก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นเรื่องการเข้าใจข้อกฎหมายผิด กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่การเข้าใจข้อกฎหมายผิดแต่เป็นความเข้าใจของโจทก์เอง การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 นั้น นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ให้ความร่วมมือแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ในการตรวจสอบด้วยดี เหตุที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากโจทก์เข้าใจข้อกฎหมายผิดพลาด มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ประกอบกับโจทก์ได้นำรายได้จำนวนดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้ว จึงเห็นควรงดเบี้ยปรับเสียทั้งสิ้นนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าไม่งดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์เฉพาะเดือนภาษีมีนาคม 2548 เดือนภาษีสิงหาคม 2548 ถึงเดือนภาษีตุลาคม 2548 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (5) ม. 77/2 (1) ม. 81 (1) ม. 81 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสันทัดและบุตร จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางวีนัส นิมิตกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12686/2557
#575215
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติเรื่องอายุความละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ใช้บังคับในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด เช่น นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างเป็นต้น แต่คดีนี้จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูนสาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และกรณีนี้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 เช่นว่านี้ มิใช่รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด จึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับได้ และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลปกครองเชียงใหม่ต่อมาคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ปรากฏตามคำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 12/2554 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้โอนคดีนี้มายังศาลชั้นต้นตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 22905 ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 402,050 บาท

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าเสียหาย 402,050 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติเรื่องอายุความละเมิดได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด" อายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด เช่น นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 เป็นต้น แต่คดีนี้ จำเลยที่ 3 ในฐานะหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในผลแห่งละเมิดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำพูน สาขาบ้านโฮ่ง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง และกรณีนี้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ความรับผิดของจำเลยที่ 3 เช่นว่านี้ มิใช่รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิด ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง คดีจึงไม่อาจนำกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับได้ และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ซึ่งการนับอายุความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไป ก่อนจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับความเสียหายและยังไม่รู้ว่าผู้ใดจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ตน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหาย และถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 และต่อมามีการโอนคดีจากศาลปกครองเชียงใหม่มาศาลชั้นต้น การที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีนี้จึงยังไม่ถึง 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีโจทก์ทั้งสองจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายรัชวุฒิหรือบุญชัย รุ่งชัยธเนศ กับพวก
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
มานัส เหลืองประเสริฐ
พิศล พิรุณ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12652/2557
#572034
เปิดฉบับเต็ม

ในโครงการของจำเลยที่ 1 ที่เสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่อดีตพนักงานของจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือนั้น อดีตพนักงานที่จะมีสิทธิได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 หากพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะถูกเลิกจ้างจะต้องเป็นกรณีที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด โดยในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหาย ศาลไกล่เกลี่ยคู่ความจนคดีสามารถตกลงกันได้ซึ่งจำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้โจทก์และโจทก์ยอมถอนฟ้อง จึงเท่ากับว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงยังคงอยู่ไม่ได้ถูกเพิกถอน โจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจัดสรรหลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ซื้อตามโครงการเสนอขายหลักทรัพย์ หากไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน503,507.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 สาเหตุที่ออกเนื่องจากจำเลยที่ 2 มีคำสั่งเลิกจ้างอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 เรียกค่าชดเชยและค่าเสียหาย ศาลไกล่เกลี่ยคู่ความตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้โจทก์ โจทก์ถอนฟ้องโดยระบุไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องเงินใดๆ จากจำเลยอีก ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้มีโครงการเสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่พนักงานในเครือไออาร์พีซี ซึ่งรวมถึงอดีตพนักงานที่เป็นลูกจ้างตามกฎหมายของจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือ โดยอดีตพนักงานที่จะได้รับการจัดสรรต้องพ้นจากการเป็นพนักงานด้วยเหตุเกษียณอายุตามระเบียบบริษัท มีการโอนย้ายเนื่องจากคำสั่งของบริษัทเสียชีวิต หมดสัญญาจ้าง กรณีเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ทุพพลภาพหรือเจ็บป่วยจนต้องออกจากงาน บริษัทอนุญาตให้ลาออกโดยสมัครใจ โดยเสนอขายราคาหุ้นละ 2.88 บาท ราคาของหุ้น ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 มีราคาสูงสุด 1.96 บาท และต่ำสุด 1.93 บาท แล้ววินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาโครงการที่จำเลยที่ 1 กำหนดเสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่พนักงานเป็นลักษณะสวัสดิการที่จำเลยทั้งสองมอบให้แก่พนักงานด้วยความสมัครใจไม่ได้เกิดขึ้นโดยกฎหมายบังคับหรือข้อสัญญาใด ๆ จำเลยทั้งสองย่อมกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการผู้มีสิทธิได้รับการจัดสรรได้ตามความต้องการ ซึ่งอดีตพนักงานต้องเป็นไปตามที่จำเลยทั้งสองกำหนด หากถูกเลิกจ้างจะต้องถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด กรณีของโจทก์ถูกเลิกจ้างเนื่องจากจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่ากระทำความผิดร้ายแรง การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองแล้วถอนฟ้อง คำสั่งเลิกจ้างจึงยังคงอยู่ไม่ได้ถูกลบล้างหรือเพิกถอน โจทก์จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าในโครงการของจำเลยที่ 1 ที่เสนอขายหลักทรัพย์ให้แก่อดีตพนักงานของจำเลยที่ 1 และบริษัทในเครือนั้น อดีตพนักงานที่จะมีสิทธิได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 หากพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเพราะถูกเลิกจ้างจะต้องเป็นกรณีที่ถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด โดยในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยและค่าเสียหาย ศาลไกล่เกลี่ยคู่ความจนคดีสามารถตกลงกันได้ซึ่งจำเลยที่ 2 จ่ายเงินให้โจทก์และโจทก์ยอมถอนฟ้อง จึงเท่ากับว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่อย่างร้ายแรงยังคงอยู่ไม่ได้ถูกเพิกถอนโจทก์จึงขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 4 (7) ม. 69 (10) ม. 71
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุทธิพงษ์ รักษ์มณี
จำเลย — บริษัทไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพิสัณห์ ชมภูพล
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12647/2557
#572032
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาไอไอซีแอลระบุว่าโจทก์ส่งจำเลยเข้าทดสอบเพื่อรับเกียรติบัตรจากสถาบันไอไอซีแอล โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการสอบ หากจำเลยสอบผ่านจะได้รับเงินค่าเทคนิคพิเศษเดือนละ 5,000 บาท ในช่วงอายุของเกียรติบัตรซึ่งมีอายุ 5 ปี จำเลยรับประกันที่จะทำงานกับโจทก์ให้สอดคล้องตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์อย่างน้อย 5 ปี ตามอายุของเกียรติบัตร หากไม่สามารถทำงานได้ตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยต้องคืนเงินค่าเทคนิคพิเศษแก่โจทก์ การจ่ายเงินค่าเทคนิคพิเศษจึงเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติอันจะถือว่าเป็นค่าจ้าง

สถาบันไอไอซีแอลมีความเชี่ยวชาญด้านตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์ย่อมต้องการให้พนักงานที่มีคุณสมบัติดังกล่าวทำงานให้โจทก์จนครบอายุของเกียรติบัตร โจทก์จำเลยทราบข้อความในสัญญาและสมัครใจทำสัญญากัน ทั้งสัญญาไอไอซีแอลไม่มีข้อความขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระคืนเงินแก่โจทก์ตามสัญญา "ไอไอซีแอล" จำนวน 64,343 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 64,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าเงินค่าเทคนิคพิเศษเป็นค่าจ้างหรือไม่ และสัญญา "ไอไอซีแอล" ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาระบุไว้ได้ความว่า โจทก์เป็นผู้ส่งจำเลยเข้าทดสอบเพื่อรับเกียรติบัตรจากสถาบันไอไอซีแอล โดยโจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการสอบ หากจำเลยสอบผ่านจะได้รับเงินค่าเทคนิคพิเศษเดือนละ 5,000 บาท ในช่วงอายุของเกียรติบัตรซึ่งมีอายุ 5 ปี ก่อนครบกำหนดอายุของเกียรติบัตรจำเลยต้องคอยติดตามประกาศของสถาบันไอไอซีแอลเพื่อเข้าทดสอบต่ออายุเกียรติบัตร จำเลยรับประกันที่จะทำงานให้โจทก์สอดคล้องตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์อย่างน้อย 5 ปี ตามอายุของเกียรติบัตร หากไม่สามารถทำงานได้ตามข้อตกลงดังกล่าวจำเลยต้องคืนเงินค่าเทคนิคพิเศษแก่โจทก์ ดังนั้นการจ่ายเงินค่าเทคนิคพิเศษจึงเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงดังกล่าว มิใช่เป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ อันจะถือว่าเป็นค่าจ้างดังที่จำเลยอุทธรณ์ และข้อเท็จจริงได้ความว่าสถาบันไอไอซีแอลมีความเชี่ยวชาญด้านตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งโจทก์ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์ โจทก์ย่อมต้องการให้พนักงานที่มีคุณสมบัติดังกล่าวทำงานให้โจทก์จนครบอายุของเกียรติบัตร เมื่อโจทก์จำเลยทราบข้อความในสัญญาทุกข้อแล้ว และสมัครใจทำสัญญากัน ทั้งสัญญานี้ไม่มีข้อความใดที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลยเกินสมควรหรือต้องห้ามตามกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงบังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนเงินค่าเทคนิคพิเศษแก่โจทก์ตามสัญญาดังที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
บริษัทเคไลน์คอนเทนเนอร์เซอร์วิส
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายนิพันธ์ ไชยชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมฤกษ์ โรจนสุพจน์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12640/2557
#579705
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 นั้น นอกจากจะมีข้อ 10 ซึ่งกำหนดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ อันเป็นการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันในความเสียหายจากการทำงานให้แตกต่างไปจากหลักทั่วไปในเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญาแล้วยังมีข้อ 12 ซึ่งกำหนดว่า กรณีที่มีการเรียกหรือรับหลักประกันเกินที่กำหนดไว้มาก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับนั้น ให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ด้วย แสดงว่านายจ้างและลูกจ้างไม่อาจตกลงนอกเหนือจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ประกาศดังกล่าวกำหนด ดังนั้นสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์แม้จะทำกันก่อนประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งเกิดขึ้นภายหลังก็ต้องบังคับไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศฉบับดังกล่าวคือไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 121,944.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัด

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 121,944.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขาย มีหน้าที่เก็บเงินค่าสินค้าด้วย ได้รับค่าจ้างอัตราเดือนละ 7,500 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างทำงาน เมื่อเดือนธันวาคม 2551 เป็นต้นมา จำเลยที่ 1 เก็บเงินค่าสินค้าและเอาสินค้าไปขายเอาเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว รวมเป็นเงิน 121,944.79 บาท จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ เนื่องจากมีประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับนับตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 โดยกำหนดว่าในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเมื่อคำนวณจากมูลค่าของหลักประกันทุกประเภทรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างมีค่าจ้างอัตราเดือนละ 7,500 บาท จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดจำนวน 15,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เต็มจำนวนตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 ทำขึ้นก่อนวันที่ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551 มีผลใช้บังคับ การค้ำประกันรายนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงแรงงานนั้น เห็นว่า ประกาศของกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว นอกจากจะมีข้อ 10 กำหนดวงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ อันเป็นการจำกัดขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันในความเสียหายจากการทำงานให้แตกต่างไปจากหลักทั่วไปในเรื่องเสรีภาพในการทำสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังมีข้อ 12 กำหนดว่า กรณีที่มีการเรียกหรือรับหลักประกันเกินที่กำหนดไว้มาก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับนั้น ให้เป็นหน้าที่ของนายจ้างดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ด้วย แสดงว่านายจ้างและลูกจ้างไม่อาจตกลงนอกเหนือจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ประกาศดังกล่าวกำหนด ดังนั้นสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 ทำไว้กับโจทก์แม้จะทำกันก่อนประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องบังคับไปตามหลักเกณฑ์ของประกาศฉบับดังกล่าวคือไม่เกิน 60 เท่า ของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคหนึ่ง
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอ็ม ที อาร์ กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — นางสาวเดือนเพ็ญ อินหา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ ลิ้มฉาย
ชื่อองค์คณะ
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12613/2557
#572096
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก แอบดักซุ่มทำร้ายผู้ตายกับพวก หลังจากมีเหตุวิวาทชกต่อยกันแล้ว โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกบางคนมีมีดเป็นอาวุธ ส่วนคนร้ายที่ไม่มีมีด ก็ตัดต้นไม้ยูคาลิปตัสข้างทางเป็นท่อน ๆ ใช้เป็นอาวุธ เมื่อผู้ตายกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกก็วิ่งกรูกันออกมาทำร้าย โดยมิได้เลือกว่าจะทำร้ายบุคคลใดเป็นเฉพาะเจาะจง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกคิดใคร่ครวญวางแผนตกลงที่จะทำร้ายผู้ตายกับพวก โดยประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตน ถือได้ว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันนับเป็นตัวการ ดังนี้ แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ฟันทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการแล้ว นอกจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะมีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และมีความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเกี่ยวเนื่องกัน เพราะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรเพื่อที่จะไปทำร้ายผู้ตายกับพวก จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์จะฎีกาในคดีส่วนอาญา แต่โจทก์ร่วมมิได้ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง เท่ากับโจทก์ร่วมพอใจในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นอันยุติไป ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง 13 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 210, 288, 289 (4), 371 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสิบสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอาน่อง ภริยานายใสย ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น) และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,680 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องขอเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 8 ถึงที่ 12 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 7 และที่ 13 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288, 289 (4), 210 วรรคสอง, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิต ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดโทษ (ที่ถูก ลดมาตราส่วนโทษ) ให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และ 52 (1) เป็นจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวน และจำเลยที่ 3 ให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ความผิดฐานเป็นซ่องโจร ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนและจำเลยที่ 3 ให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีอายุกว่า 17 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้ปรับคนละ 50 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนและจำเลยที่ 3 ให้การภาคเสธในชั้นสอบสวนเป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 33.33 บาท รวมจำคุกคนละ 34 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 33.33 บาท หากจำเลยคนใดไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 11 มีนาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นอันเกี่ยวด้วยค่าสินไหมทดแทนนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 13

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1และที่ 3 ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2550 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายปิยชัยหรือเอ็ดดี้ นายพงษ์ศักดิ์หรือเอ็ก นายยตตะพรหรือจอห์น นายมานพหรือนพ นายบุญมีหรือกบ และนายใสย ผู้ตาย กับพวก มีเรื่องวิวาทชกต่อยกับกลุ่มวัยรุ่นบ้านคำแมดขณะชมการแสดงหมอลำที่วัดบ้านดอนเขียง ตำบลคำแมด กิ่งอำเภอซำสูง จังหวัดขอนแก่น แล้วมีผู้มาห้ามปรามจึงเลิกแล้วต่อกัน ครั้นเวลา 2.30 นาฬิกา ของวันที่ 18 มีนาคม 2550 ผู้ตายกับพวกก็พากันเดินทางกลับโดยขับรถจักรยานยนต์ตามกันมาตามถนนสายดอนเขียง - วังโพน โดยผู้ตายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่นายปิยชัยเป็นผู้ขับ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีกลุ่มคนร้าย 10 กว่าคน วิ่งกรูกันออกมาจากป่าสองข้างทางโดยมีท่อนไม้ยูคาลิปตัสและมีดเป็นอาวุธตีและฟันทำร้ายผู้ตายกับพวก พวกผู้ตายพากันขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไปได้ แต่ขณะนายปิยชัยพยายามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี รถจักรยานยนต์คันที่นายปิยชัยขับไปเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันที่นายบุญมีขับมีนายมานพนั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ที่นายปิยชัยขับล้มลง นายปิยชัยรีบลุกขึ้นวิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าข้างทาง แต่ผู้ตายหลบหนีไม่ทันเพราะถูกรถจักรยานยนต์ทับขาไว้ แล้วคนร้ายร่วมกันใช้ไม้และมีดตีและฟันทำร้ายผู้ตายจนถึงแก่ความตาย โดยผู้ตายมีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบด้านหลังศีรษะ แนวขวางยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะ ขากรรไกรล่างด้านซ้ายตลอดแนวยาว 10 เซนติเมตร ลึกถึงกระดูก ทำให้ขากรรไกรล่างหัก ด้านหน้าลำคอเยื้องทางขวายาว 6 เซนติเมตร ลักษณะเป็นแผ่น ลึกถึงไขมัน ด้านหน้าลำคอแนวขวางยาว 15 เซนติเมตร และ 8 เซนติเมตร อยู่ใกล้ๆ กัน ระดับลูกกระเดือก ตัดหลอดลมคอและหลอดเลือดแดงคอขาด ท้องน้อยข้างซ้ายยาว 7 เซนติเมตร ลึกถึงไขมัน ด้านหน้าข้อมือขวา 3 แห่ง บริเวณใกล้เคียงกัน ยาว 3 4 และ 5 เซนติเมตร ลึกถึงหนังแท้ กับบาดแผลช้ำถลอกที่ขมับขวาถึงหน้าผาก บาดแผลช้ำเขียวที่เบ้าตาซ้ายและรอยช้ำลักษณะคล้ายพื้นรองเท้า บาดแผลช้ำบวมที่ริมฝีปากส่วนบน และบาดแผลครูดถลอกที่ด้านหลังปลายแขนขวาและด้านหน้าเข่าซ้าย ตามรายงานการตรวจศพ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดมีดทำครัว 2 เล่ม และท่อนไม้ยูคาลิปตัส 8 ท่อน ที่คนร้ายใช้ในการกระทำความผิดได้จากที่เกิดเหตุ เป็นของกลาง แล้วกล่าวหาจำเลยทั้งสิบสามว่าเป็นคนร้ายคดีนี้ แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 13 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องแล้วโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคนร้ายร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานฐานที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก แอบดักซุ่มทำร้ายผู้ตายกับพวก หลังจากมีเหตุวิวาทชกต่อยกันแล้ว โดยได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กับพวกบางคนมีมีดเป็นอาวุธ ส่วนคนร้ายที่ไม่มีมีด ก็ตัดต้นไม้ยูคาลิปตัสข้างทางเป็นท่อนๆ ใช้เป็นอาวุธ เมื่อผู้ตายกับพวกขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกก็วิ่งกรูกันออกมาทำร้าย โดยมิได้เลือกว่าจะทำร้ายบุคคลใดเป็นเฉพาะเจาะจง ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกคิดใคร่ครวญวางแผนตกลงที่จะทำร้ายผู้ตายกับพวก โดยประสงค์ถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาทั้งในส่วนของการกระทำและเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว ถือได้ว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดด้วยกันนับเป็นตัวการ ดังนี้ แม้ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ฟันทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นตัวการแล้ว นอกจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จะมีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และมีความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยังมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวก วางแผนมาดักซุ่มทำร้ายผู้ตายกับพวกหลังเกิดเหตุวิวาทชกต่อยกันขณะชมการแสดงหมอลำเมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา และเหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 2.30 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น อันเป็นเวลาต่อเนื่องกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ก็เพื่อที่จะไปทำร้ายผู้ตายกับพวก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้แม้ศาลฎีกาจะฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นการทำละเมิด ซึ่งโจทก์ร่วมได้มีคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 และยกคำขอส่วนแพ่งที่ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม แม้โจทก์จะฎีกาในคดีส่วนอาญาเป็นคดีนี้ แต่โจทก์ร่วมก็มิได้ฎีกาในคดีส่วนแพ่ง เท่ากับโจทก์ร่วมพอใจในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคสอง, 289 (4) และ 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 18 ปีเศษ และจำเลยที่ 3 มีอายุ 19 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (เดิม) ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละตลอดชีวิต และลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 45 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 และลงโทษฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 30 บาท รวมจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 30 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 210 วรรคสอง ม. 288 ม. 289 (4) ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์ร่วม — นางอาน่อง สีลารัตน์
จำเลย — นายนุกูลหรือหนุ่ย ลำเกาะกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายเกียรติศักดิ์ พุทธกาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุภิญโญ ชยารักษ์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12560/2557
#562707
เปิดฉบับเต็ม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และ ธ. โดย ช. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ แต่ขณะนั้นฟ้องโจทก์ระบุว่าบริษัท พ. โดย ธ. ผู้เสียหาย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ บริษัท พ. เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และ ธ. โดย ช. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ได้ แม้ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในส่วนผู้เสียหายเป็นบริษัท พ. หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำสั่งศาลที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายได้ โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่คู่ความที่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์และนายธัชสกลยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องก่อนแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ก่อนสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกล โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ผู้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้อง บัญชีระบุพยาน และพยานหลักฐานทั้งปวงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้อง ดังนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกล โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฟ้องโจทก์ระบุว่าบริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล ผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกลในฐานะส่วนตัว โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ว่า นางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และอนุญาตให้บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการบันทึกและสั่งอนุญาตโดยผิดหลงไปจากคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางชฎาฎา คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แม้ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในส่วนผู้เสียหาย เป็น บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เมื่อขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกลมิใช่ผู้เสียหายตามฟ้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เป็นการไม่ชอบดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่คู่ความที่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองในข้ออื่นมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง
โจทก์ — สมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ กับพวก
จำเลย — นายอวยชัย ไชยคุณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายอำนาจ อาดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
พิศล พิรุณ
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12557/2557
#579684
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงราย ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย และคดีในส่วนอาญาสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ดังนี้ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในส่วนอาญาดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการหมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์

ในระหว่างคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มี พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป บัญญัติในมาตรา 3 ว่าให้ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ย่อมมีผลให้ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ไม่อาจบังคับใช้ได้อีกต่อไป และไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดเป็นตัวการในความผิดอันเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์อีก ฉะนั้นการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งเดิมเป็นความผิดเพราะมีฐานะเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์จึงเป็นกรณีที่กฎหมายซึ่งบัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองขอขมาโจทก์โดยประกาศขอขมาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ ผู้จัดการรายวัน แนวหน้า คมชัดลึก มติชน สยามรัฐ บางกอกโพสต์ และกรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลาติดต่อกัน 10 วัน โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงว่าไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 1 ขอให้ศาลจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อเป็นใจความพอเข้าใจได้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน เป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์รับราชการตั้งแต่ปี 2523 เมื่อปี 2532 ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ 5 เป็นหัวหน้าหน่วยปรับปรุงต้นน้ำแม่สลอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งอยู่ในสังกัดของกรมป่าไม้ ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 8 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ซึ่งขณะถูกฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 1 อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งของศาลแพ่งในคดีล้มละลาย มีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันของจำเลยที่ 1 ได้ลงพิมพ์ข้อความข่าวเกี่ยวกับโจทก์มีรายละเอียดตามฟ้องออกวางจำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป โจทก์เห็นว่าข้อความข่าวตามฟ้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลจังหวัดเชียงราย และฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้ ต่อมาศาลจังหวัดเชียงรายมีคำพิพากษาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4950/2552 ยกฟ้องโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาย่อพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน มีกำหนด 5 ครั้ง คนละวันกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย คำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้ง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4950/2552 ของศาลจังหวัดเชียงราย และในการพิพากษาคดีนี้จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในส่วนอาญาหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำผิดในทางอาญาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4950/2552 ของศาลจังหวัดเชียงราย ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4950/2552 ดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงในส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงรายว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย และคดีในส่วนอาญาสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุด ดังที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ดังนี้ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการหมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มีผลใช้บังคับแก่กรณีที่เกิดขึ้นในอนาคตนับแต่วันที่ใช้กฎหมายเป็นต้นไป ไม่มีผลย้อนหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ไม่นำมาใช้กับความผิดทางแพ่ง จำเลยที่ 2 ผู้เป็นบรรณาธิการ ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่มีการลงพิมพ์ข่าว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชอบในข้อความหรือสิ่งอื่นใดที่ตนคัดเลือกนำมาลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ทั้งหมดนั้น เห็นว่า ในขณะที่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4950/2552 ของศาลจังหวัดเชียงรายอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป บัญญัติในมาตรา 3 ว่า ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ย่อมมีผลให้พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ไม่อาจบังคับใช้ได้อีกต่อไปโดยให้บังคับใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป และไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต้องรับผิดเป็นตัวการในความผิดอันเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์อีก ฉะนั้นการกระทำของจำเลยที่ 2 ซึ่งตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 เดิมเป็นความผิดเพราะมีฐานะเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ จึงเป็นกรณีที่กฎหมายซึ่งบัญญัติในภายหลังมิได้กำหนดให้การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยที่ 2 พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเก่งกาจ ศรีหาสาร
บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวฐิติพร ตั้งสุรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพล ศรีอุดมขจร
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12538/2557
#572779
เปิดฉบับเต็ม

ทุนทรัพย์ที่พิพาทในแต่ละเดือนภาษีเป็นแต่ละข้อหาแยกจากกัน เฉพาะเดือนภาษีที่มีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 25

แม้บทบัญญัติของ ป.รัษฎากรในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลมิได้กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" ไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายในทางการค้าทั่วไปแล้ว คงมีความหมายในทำนองเดียวกันกับ ป.รัษฎากร มาตรา 91/1 (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะกำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" คือ ราคาสินค้าที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง ห้องชุดบางรายการ มีราคาตามสัญญาจะซื้อขายสูงกว่าราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ห้องละประมาณ 30,000 บาท จนถึงประมาณ 800,000 บาท โดยโจทก์ไม่นำสืบให้ปรากฏว่าราคาที่แตกต่างกันนั้นมีเหตุผลให้เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใด จึงไม่น่าเชื่อว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดในขณะนั้นหรือเป็นการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดโดยมีราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุผลอันสมควร การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดจึงชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 91/16 (6)

ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายไปสำหรับเงินที่กู้ยืมมาสร้างอาคารซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อขายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าต้นทุนจนกว่าอาคารจะก่อสร้างเสร็จพร้อมที่จะขาย เมื่อไม่ปรากฏว่าโครงการของโจทก์ก่อสร้างเสร็จจนพร้อมที่จะขาย ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดขึ้นจึงยังไม่อาจถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ทั้งหมดจนกว่าโจทก์จะปิดโครงการในเดือนสิงหาคม 2542

ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการแฟมิลี่แคร์เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเพื่อช่วยค่าก่อสร้างอาคารศูนย์อภิบาลคนชรา ศูนย์พัฒนาเด็ก สถานที่ออกกำลังกาย และโพลีคลินิกที่ดำเนินการโดยคณะแพทย์โรงพยาบาล ซ. ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์โดยได้ปลดเปลื้องภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อลูกค้าตามที่โจทก์โฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ แต่กรรมสิทธิ์ในอาคารที่ก่อสร้างมิได้เป็นของโจทก์ กลับเป็นของโรงพยาบาล ซ. รายได้จากศูนย์ดังกล่าวก็เป็นรายได้ของโรงพยาบาล ซ. ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการร่วมทุนของโจทก์โดยมีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง การจ่ายเงินดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่ระบุในข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.61/2539 และไม่มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคอันจะนำมาถือเป็นมูลค่าต้นทุน จึงไม่อาจนำมาถือเป็นต้นทุนของโครงการในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการประเมิน เลขที่ 03013280/2/100145 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค. 0711.02/ทีม 3/0184 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค. 0711.02/ทีม 3/0189 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 03013280/6/100528 - 49 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทั้งหมด

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 03013280/2/100145 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 03013280/6/100528 ถึง 100549 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของจำเลย เลขที่ กค 0711.02/ทีม 3/0184 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 และเลขที่ กค 0711.02/ทีม 3/0189 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ ส.ภ. 3 (อธ. 2)/15/2548 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 เลขที่ ส.ภ. 3 (อธ. 2)/18/2548 ถึงเลขที่ 39/2548 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 เลขที่ ส.ภ. 3 (อธ. 2)/16/2548 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 และเลขที่ ส.ภ. 3 (อธ. 2)/17/2548 ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 โดยให้ถือราคาขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเป็นรายรับในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิสำหรับการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะ และให้ถือว่าเงินที่จ่ายให้แก่มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพ สำหรับโครงการแฟมิลี่แคร์เป็นมูลค่าต้นทุนของโครงการ และดอกเบี้ยจ่ายสำหรับเงินกู้ที่นำมาใช้ในโครงการของโจทก์หลังเดือนมิถุนายน 2540 เป็นรายจ่ายตามสัดส่วนที่โจทก์บันทึกบัญชีไว้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่พิพาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการก่อสร้างอาคารชุดเพื่อแบ่งขาย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ต่อจำเลย เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีทุกประเภทของโจทก์ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคคล หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะไปยังโจทก์ดังนี้

1. หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 แจ้งว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) แสดงผลขาดทุนสุทธิ 45,380,349.56 บาท จากการตรวจสอบพบว่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 43,092,679 บาท ดอกเบี้ยจ่ายบริหารลดลง 49,031,419.09 บาท ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 10,235,404.41 บาท รายจ่ายที่ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี 53,937.51 บาท เมื่อปรับปรุงแล้วทำให้โจทก์มีกำไรสุทธิ 36,562,281.63 บาท ภาษีที่ต้องชำระ 10,968,684.49 บาท หักภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ชำระไว้แล้ว 5,105,596.84 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเติม 5,863,087.65 บาท เบี้ยปรับ 5,863,087.65 บาท และเงินเพิ่ม 4,397,315.74 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 16,123,491.04 บาท

2. หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 แจ้งว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) แสดงผลขาดทุนสุทธิ 48,874,454.59 บาท และ 86,297,466.14 บาท ตามลำดับ แต่จากการตรวจสอบพบว่า โจทก์ยื่นรายได้ไว้ต่ำไป 37,702,372.50 บาท และ 57,379,574 บาท ตามลำดับ มีดอกเบี้ยจ่ายถือเป็นต้นทุนโครงการทำให้ดอกเบี้ยจ่ายที่นำเข้าต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น 19,629,161.51 บาท และ 17,500,560.63 บาท ตามลำดับ ดอกเบี้ยจ่ายในการดำเนินงานลดลง 25,809,806.45 บาท และต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยจ่ายและต้นทุนโครงการลดลงเพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้แก่มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการ "พี.เอส.ที. แฟมิลี่แคร์" มีค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้น 26,298.25 บาท และ 78,894.74 บาท มีค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามมตรา 65 ตรี 149,059.50 บาท และ 11,720 บาท ตามลำดับ เมื่อปรับปรุงแล้วโจทก์คงมีผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 จำนวน 4,868,675.90 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 จำนวน 46,485,627.51 บาท

3. หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 แจ้งว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) แสดงผลขาดทุนสุทธิ 47,681,794.77 บาท แต่จากการตรวจสอบพบว่า โจทก์ยื่นรายได้ไว้ต่ำไป 29,916,067 บาท มีดอกเบี้ยจ่ายถือเป็นต้นทุนโครงการทำให้ดอกเบี้ยจ่ายที่นำเข้าต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงการลดลง เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายในการก่อสร้างโครงการ "พี.เอส.ที. แฟมิลี่แคร์" จึงมีต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น 30,889,221.34 บาท และมีค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 78,894.74 บาท เมื่อปรับปรุงแล้วทำให้โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 48,733,843.85 บาท

4. หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ แจ้งว่า โจทก์ยื่นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน เนื่องจากโจทก์นำรายการขายตามสัญญาที่มีราคาโอนต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์มาถือเป็นรายรับในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีเมษายน 2538 เป็นเงิน 1,030 บาท 2,361 บาท 3,322 บาท และ 1,724 บาท ตามลำดับ เดือนภาษีมิถุนายน ตุลาคม และธันวาคม 2538 เป็นเงิน 5,082 บาท 1,008 บาท และ 3,322 บาท ตามลำดับ เดือนภาษีสิงหาคม กันยายน ตุลาคม และธันวาคม 2540 เป็นเงิน 1,142 บาท 309 บาท 18,933 บาท และ 36,894 บาท ตามลำดับ เดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงเดือนภาษี ธันวาคม 2541 เป็นเงิน 114,403 บาท 147,410 บาท 62,078 บาท 49,835 บาท 116,305 บาท 198,051 บาท 1,192,705 บาท 597,151 บาท 358,794 บาท 638,901 บาท และ 321,658 บาท ตามลำดับ

โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามคำอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ว่า ให้ปลดภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ คงเหลือเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 11,256,633.12 บาท และมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิว่า โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 จำนวน 6,514,160.40 บาท รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2543 จำนวน 46,502,910.51 บาท และรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จำนวน 48,734,684.85 บาท เนื่องจากให้ปลดภาษีตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินในส่วนค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ ส่วนกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่มีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงให้ลดเบี้ยปรับลง คงเหลือเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกที่ว่า ราคาขายอสังหาริมทรัพย์ตามที่ระบุในสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และผู้ซื้อเป็นราคาตลาดอันถือเป็นรายรับในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิสำหรับการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ในปีและเดือนภาษีที่พิพาทหรือไม่นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะโดยลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ คงเหลือภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นที่เรียกเก็บสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีเมษายน 2538 เป็นเงิน 858.38 บาท 1,967.79 บาท 2,768.46 บาท และ 1,437.15 บาท ตามลำดับ เดือนภาษีมิถุนายน ตุลาคม และธันวาคม 2538 เป็นเงิน 4,235.39 บาท 840.57 บาท และ 2,768.53 บาท ตามลำดับ เดือนภาษีสิงหาคม กันยายน ตุลาคม และธันวาคม 2540 เป็นเงิน 952.05 บาท 257.89 บาท 15,777.72 บาท และ 30,724.61 บาท ตามลำดับ และเดือนภาษีพฤษภาคม 2541 เป็นเงิน 41,287.19 บาท ดังนั้นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้กรณีภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีเมษายน 2538 เดือนภาษีมิถุนายน ตุลาคม ธันวาคม 2538 เดือนภาษีสิงหาคม กันยายน ตุลาคม ธันวาคม 2540 และเดือนภาษีพฤษภาคม 2541 ซึ่งถือตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในแต่ละเดือนภาษีดังกล่าวเป็นแต่ละข้อหาแยกจากกัน จึงมีทุนทรัพย์ในแต่ละข้อหาไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ในส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีดังกล่าว

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะเฉพาะในเดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงเดือนภาษีเมษายน 2541 และเดือนภาษีมิถุนายนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2541 และในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 ถึง 31 ธันวาคม 2541 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2544 เท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลมิได้กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" ไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายของคำดังกล่าวในทางการค้าทั่วไปแล้ว คงมีความหมายในทำนองเดียวกันกับมาตรา 91/1 (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะที่กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" คือ ราคาสินค้าที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง ทั้งนี้โดยราคาตลาดของสินค้าในแต่ละช่วงเวลาย่อมอาจเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินค้านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนที่มาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ โดยข้อนี้โจทก์อ้างและนำสืบพยานหลักฐานเป็นทำนองว่า โจทก์กำหนดราคาขายห้องชุดโดยการคำนวณต้นทุนโครงการรวมกับกำไรที่ต้องการมาตั้งเป็นราคาขายและใช้ราคานี้แก่ผู้ซื้อทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ราคาที่โจทก์ตั้งไว้จึงเป็นราคาตลาดที่แท้จริงของโจทก์ ณ ขณะที่มีการตกลงทำสัญญาจะซื้อขาย ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาตามสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อในวันจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน แต่หากราคาซื้อขายระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อในวันจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนจำเลยจะประเมินรายได้ของโจทก์เพิ่มขึ้น โดยจำเลยเห็นว่า ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนเป็นราคาตลาด เมื่อโจทก์ขายห้องชุดต่ำกว่าราคาดังกล่าวจึงถือเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาด โดยปราศจากเหตุอันสมควร จากข้อโต้แย้งของคู่ความดังกล่าวในเบื้องต้นเห็นว่า ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น จัดทำขึ้นโดยสำนักกลางประเมินราคาทรัพย์สิน ทำขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2535 โดยโจทก์มิได้โต้แย้งในส่วนนี้ ย่อมเห็นได้ว่า การออกราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีรายละเอียดหลักเกณฑ์และเหตุผลที่น่าจะแสดงถึงราคาซื้อขายทรัพย์สินที่เป็นปกติได้อย่างหนึ่ง ขณะที่โจทก์อ้างถึงราคาซื้อขายที่จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นราคาตลาดอันกำหนดโดยสมควร โดยโจทก์คิดราคาต้นทุนบวกกำไรที่ตั้งใจจะได้รับ ทั้งนี้โดยมีข้อจำกัดจากกรณีที่ในช่วงเวลาที่โจทก์ขายห้องชุดดังกล่าวข้างต้นนั้น ภาวะการแข่งขันในการขายอสังหาริมทรัพย์มีสูง ประกอบกับขณะนั้นเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก โจทก์จึงกำหนดราคาขายต่ำเพื่อให้สามารถขายห้องชุดที่ก่อสร้างเสร็จแล้วได้อันเป็นวิธีการเพื่อให้กิจการของโจทก์อยู่รอดได้ แต่โจทก์กลับไม่นำสืบพยานหลักฐานแสดงรายละเอียดให้เห็นว่า ราคาขายห้องชุดที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้นมีที่มาจากต้นทุนของโจทก์อย่างไร ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจนั้นมีผลกระทบที่เป็นเหตุให้โจทก์กำหนดราคาดังกล่าวอย่างไร จึงปราศจากพยานหลักฐานและเหตุผลสนับสนุนให้น่าเชื่อว่า มีเหตุผลที่ควรเชื่อว่าราคาตามที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นราคาที่ควรซื้อขายกันได้ตามปกติในช่วงเวลานั้น ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์ยังนำสืบข้อเท็จจริงถึงการทำสัญญาจะซื้อขายและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพียงบางส่วน และยังกลับปรากฏข้อพิรุธดังตัวอย่างที่ปรากฏตามเอกสารประกอบการขายห้องชุดบางส่วนว่า สำหรับโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้ โฮม ห้องชุดเลขที่ 128/284 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำนวน 2,365,143 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2541จำนวน 1,671,488 บาท และห้องชุดเลขที่ 128/141 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำนวน 608,571 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 จำนวน 476,000 บาท สำหรับโครงการ พี.เอส.ที. คอนโดวิลล์ 1 ห้องชุดเลขที่ 118/448 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำนวน 832,884 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 4 ธันวาคม 2541 จำนวน 633,019 บาท ห้องชุดเลขที่ 118/679 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 28 สิงหาคม 2541 จำนวน 861,339 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 8 ตุลาคม 2541 จำนวน 722,000 บาท ห้องชุดเลขที่ 118/371 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำนวน 2,201,248 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 5 สิงหาคม 2541 จำนวน 1,543,148 บาท และสำหรับโครงการ พี.เอส.ที. คอนโดวิลล์ 2 ห้องชุดเลขที่ 120/404 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 9 มกราคม 2541 จำนวน 2,1000,000 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 29 เมษายน 2541 จำนวน 1,350,000 บาท ห้องชุดเลขที่ 120/60 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำนวน 729,360 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 4 กันยายน 2541 จำนวน 550,000 บาท ห้องชุดเลขที่ 120/182 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2541 จำนวน 680,598 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 จำนวน 650,000 บาท และห้องชุดเลขที่ 120/70 ราคาตามสัญญาจะซื้อขายลงวันที่ 1 สิงหาคม 2541 จำนวน 1,350,571 บาท ราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 4 ธันวาคม 2541 จำนวน 950,000 บาท ห้องชุดดังกล่าวข้างต้นล้วนมีราคาตามสัญญาจะซื้อขายสูงกว่าราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ห้องละประมาณ 30,000 บาท จนถึงประมาณ 800,000 บาท ทั้งที่บางห้องชุดมีการโอนกรรมสิทธิ์ภายหลังการทำสัญญาจะซื้อขายเพียง 4 วัน และอย่างช้าที่สุดมีการโอนภายหลังการทำสัญญาจะซื้อขายเพียงไม่เกิน 5 เดือน โดยโจทก์ไม่นำสืบให้ปรากฏว่าราคาที่แตกต่างกันดังกล่าวนี้มีเหตุผลให้เป็นเช่นนั้นเพราะเหตุใด นอกจากนี้ยังปรากฏว่าห้องชุดบางห้องยังมีราคาตามสัญญาจะซื้อขายสูงกว่าราคาประเมิน ซึ่งข้อพิรุธเช่นนี้นอกจากจะเป็นเหตุให้ไม่น่าเชื่อตามข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า โจทก์ทำสัญญาจดทะเบียนโอนห้องชุดกับลูกค้าในราคาเท่ากับราคาตามสัญญาจะซื้อขายแล้ว ยังเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์สามารถทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดกับลูกค้าก่อนการจดทะเบียนโอนไม่นานในราคาสูงกว่าราคาที่ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวข้างต้นเช่นนี้ เป็นกรณีที่โจทก์ควรขายห้องชุดได้ในราคาสูงกว่าราคาที่ทำสัญญาและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า ราคาห้องชุดตามที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ควรซื้อขายกันได้ตามปกติในขณะนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดในขณะนั้นหรือเป็นการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดโดยมีราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรดังที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้อง และไม่มีเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่า การที่จำเลยถือเอาราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาตลาดนั้นไม่ชอบแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ดังนี้ ย่อมฟังไม่ได้ว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดในวันที่โอนเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 91/16 (6) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นดอกเบี้ยจ่ายสำหรับเงินกู้ที่โจทก์จ่ายให้แก่สถาบันการเงินต่าง ๆ ชอบหรือไม่ เห็นว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายไปสำหรับเงินที่กู้ยืมมาสร้างอาคารซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อขายเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าต้นทุนของอาคาร จนกว่าอาคารนั้นจะก่อสร้างเสร็จพร้อมที่จะขาย แต่โจทก์มิได้นำสืบว่าอาคารชุดในโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมที่จะขายตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2540 ข้อที่นายสุทัศน์ พุ่มขจร พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ว่า โครงการของโจทก์ที่มีการก่อสร้างเสร็จในลำดับสุดท้ายเป็นไปตามเอกสาร ระบุว่าก่อสร้างเสร็จในเดือนมิถุนายน 2540 นั้น หากโครงการดังกล่าวจะหมายถึงโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจนพร้อมที่จะขายแล้ว ทั้งยังกลับปรากฏตามรายงานการประชุมคณะกรรมการ (พิเศษ) ประจำเดือนมิถุนายน 2541 ของโจทก์ว่า ที่ประชุมมีมติให้หยุดการบันทึกดอกเบี้ยเข้าเป็นต้นทุนโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมมีอัตราสูงและโจทก์มีปัญหาสภาพคล่อง ทำให้การก่อสร้างโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม ล่าช้าเป็นผลให้อัตราดอกเบี้ยที่นำมาบันทึกในโครงการสูงมากกว่าปกติจากที่ประมาณการไว้ นอกจากนี้นางสาวอัจฉรา พยานโจทก์ก็เบิกความประกอบตารางแสดงรายละเอียดการปันส่วนดอกเบี้ยว่า โจทก์ปิดต้นทุนโครงการเมื่อเดือนสิงหาคม 2542 และหยุดการปันส่วนดอกเบี้ยโดยนำมาถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารทั้งจำนวนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2541 เป็นต้นมาเนื่องจากเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ทำให้โจทก์ต้องหยุดการก่อสร้างและขายตามสภาพที่สร้างเสร็จ ดังนี้ ย่อมแสดงว่าการก่อสร้างโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม ของโจทก์มิได้แล้วเสร็จและพร้อมที่จะขายในเดือนมิถุนายน 2540 ดอกเบี้ยจ่ายที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นจึงยังไม่อาจถือเป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ทั้งหมดจนกว่าโจทก์จะปิดโครงการในเดือนสิงหาคม 2542 กรณีดอกเบี้ยจ่ายสำหรับธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เคสิท จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม จึงเป็นส่วนหนึ่งของมูลค่าต้นทุนของอาคาร การที่เจ้าพนักงานประเมินนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เคสิท จำกัด ทั้งจำนวนมาถือเป็นต้นทุนสำหรับโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม จึงชอบแล้ว ส่วนกรณีที่เมื่อเจ้าพนักงานประเมินนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เคสิท จำกัด ทั้งจำนวนมาถือเป็นต้นทุนสำหรับโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม แล้วนำดอกเบี้ยจ่ายส่วนที่เหลือซึ่งมีที่มาจากแหล่งเงินกู้อื่น คือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตั๋วสัญญาใช้เงิน เงินเบิกเกินบัญชี และดอกเบี้ยจ่ายรายอื่น ๆ มาปันส่วนเป็นต้นทุนโครงการ กับเป็นรายจ่ายในการขายและบริหารโดยคำนวณตามอัตราส่วนที่โจทก์เป็นผู้กำหนด ทำให้ดอกเบี้ยจ่ายจากแหล่งเงินกู้อื่นเหล่านี้บางส่วนถูกนำไปถือเป็นต้นทุนโครงการด้วยนั้น โจทก์มิได้นำสืบยืนยันว่า จำนวนเงินทั้งหมดตามตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี เงินเบิกเกินบัญชีก็ดี และแหล่งเงินกู้อันเป็นต้นเงินของดอกเบี้ยอื่นก็ดี เป็นเงินที่นำมาใช้จ่ายเฉพาะเป็นทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการกิจการของโจทก์เท่านั้น สำหรับเงินกู้ยืมเงินจากบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โจทก์นำสืบเพียงว่า โจทก์จำต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการบริษัท เมื่อเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องทำให้โจทก์ไม่สามารถขอกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเพิ่มได้ โจทก์จึงขอกู้ยืมเงินจากบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของโจทก์เพื่อนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน แต่เมื่อพิจารณาจากรายงานการประชุมคณะกรรมการ (วาระพิเศษ) ของบริษัทโจทก์ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540 ที่ประชุมพิจารณามีมติให้โจทก์เพิ่มวัตถุประสงค์ในการใช้เงินที่กู้ยืมจากบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จากที่ใช้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวเป็นเพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการที่ยังค้างอยู่ได้ด้วย โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นประกันในแต่ละครั้งที่ขอใช้วงเงินเช่นเดิม ซึ่งภายหลังจากนั้นโจทก์ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) ตลอดจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 โดยมียอดเงินเฉพาะปี 2541 รวม 41,900,000 บาท ปี 2542 รวม 45,000,000 บาท ดังนี้ มีเหตุผลที่แสดงให้เห็นได้ว่า เงินที่โจทก์กู้ยืมจากบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มิได้ใช้เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวดังที่โจทก์อ้าง แต่ได้นำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการที่ยังค้างอยู่ด้วย การที่เจ้าพนักงานประเมินปันเงินจากแหล่งเงินกู้อื่นคือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ตั๋วสัญญาใช้เงิน เงินเบิกเกินบัญชี และดอกเบี้ยจ่ายรายอื่น ๆ มาถือเป็นต้นทุนของโครงการ พี.เอส.ที. ซิตี้โฮม ในอัตราส่วนที่โจทก์คำนวณและอ้างอิงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 15 จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยจ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังเดือนมิถุนายน 2540 มาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการแฟมิลี่แคร์ ที่โจทก์จ่ายให้แก่มิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ถือเป็นต้นทุนของโครงการในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายเพื่อช่วยค่าก่อสร้างอาคารศูนย์อภิบาลคนชรา ศูนย์พัฒนาเด็ก สถานที่ออกกำลังกาย และโพลีคลินิกที่ดำเนินการโดยคณะแพทย์โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์โดยได้ปลดเปลื้องภาระหน้าที่ในการรับผิดชอบต่อลูกค้าตามที่โจทก์โฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ ส่วนลูกค้าจะได้รับประโยชน์เป็นส่วนลดค่ารักษาพยาบาลเมื่อใช้บริการที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ แต่กรรมสิทธิ์ในอาคารที่ก่อสร้างขึ้นมิได้เป็นของโจทก์ กลับเป็นของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ รายได้จากศูนย์ดังกล่าวก็เป็นรายได้ของโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ทั้งตามทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกิดจากการร่วมทุนระหว่างโจทก์และมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ โดยมีข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง การจ่ายเงินดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่ระบุในข้อ 5 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 61/2539 และไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดินอันจะนำมาถือเป็นมูลค่าต้นทุนของโครงการได้ โดยค่าใช้จ่ายในโครงการนี้มีลักษณะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขายยิ่งกว่าที่จะเป็นการพัฒนาที่ดินและอาคารชุดที่โจทก์สร้างขาย จึงไม่อาจนำมาถือเป็นต้นทุนของโครงการในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิตามส่วนเฉลี่ยของห้องชุดแต่ละห้องที่ขายไปดังที่โจทก์ถือปฏิบัติได้ อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่แก้ไขการประเมิน หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลและไม่แก้ไขการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะ เฉพาะในเดือนภาษีกุมภาพันธ์ถึงเดือนภาษีเมษายน 2541 และเดือนภาษีมิถุนายนถึงเดือนภาษีธันวาคม 2541 ตามที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล รวม 30,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี ม. 65 ทวิ (4) ม. 91/1 (3) ม. 91/16 (6)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพรสันติ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12493/2557
#562061
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทสองบริษัทไปเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่ ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในคราวเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้ โดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นทีละบริษัท การที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จกระทงหนึ่งแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (ที่ถูก มาตรา 42 (2)) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท ลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของโจทก์ทั้งสี่ไปเป็นของบริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง ดีไซน์ จำกัด และบริษัท ดัสคอนโทรล จำกัด แม้จะกระทำในวาระเดียวกัน แต่ก็มีเจตนาเป็นสองการกระทำมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงในสองบริษัทนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในคราวเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดัสคอนโทรล จำกัด และบริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในแบบ บอจ 5 ของบริษัททั้งสองไปเป็นของบุคคลอื่น โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ทั้งสี่ และมิได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นทีละบริษัท ซึ่งการที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จกระทงหนึ่งแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสนิท ปุณยาพรชัย กับพวก
จำเลย — นางสมใจ ปุณยาพรชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลียว พลวิเศษ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12442/2557
#580361
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับว่าจำเลยดำเนินการเพิกถอนชื่อโจทก์กับพวกออกจากรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้วใส่ชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทชุดเดิมกลับเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหม่อีกครั้งโดยไม่ปรากฏว่าเป็นการทำแทนบริษัท จึงเป็นการทำโดยพลการ โจทก์ไม่จำต้องฟ้องบริษัทเข้าเป็นจำเลยด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้โจทก์จะมิได้ระบุหนังสือแจ้งการแก้ไขการลงทุนเอกสารหมาย จ.15 ไว้ในบัญชีระบุพยาน แต่โจทก์ก็ได้นำเอกสารดังกล่าวมาประกอบการถามติงในการสืบตัวโจทก์อันเป็นการสืบพยานโจทก์ปากแรกซึ่งจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 มีโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะนำพยานมาสืบหักล้าง ประกอบกับจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 ก็อ้างมาตลอดว่าหุ้นเป็นของจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 มิใช่ของโจทก์และจำเลยไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัท ด. แต่อย่างใด เช่นนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ส่วนที่ว่าเอกสารหมาย จ.15 เป็นเพียงสำเนานั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวได้มีการจัดทำในต่างประเทศทั้งต้นฉบับก็มิได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์ พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานสำคัญที่จะพิสูจน์ถึงผู้มีสิทธิในหุ้นของบริษัท ซ. กรณีจึงจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงนำสืบสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ก็ดำเนินการขอให้บริษัท ด. จัดทำหนังสือรับรองความมีอยู่จริงของสำเนาเอกสารหมาย จ.15 มาประกอบการพิจารณาของศาลด้วยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังเอกสารหมาย จ.15 มานั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ให้จำเลยจัดทำสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นใหม่ โดยให้โจทก์ถือหุ้น 75,200 หุ้น คือหุ้นหมายเลขที่ 000001 ถึง 075200 ตามสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ให้จำเลยจดแจ้งลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทเทฮัน เทค จำกัด ว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้น 75,200 หุ้น คือหุ้นหมายเลข 000001 ถึง 075200 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสามเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

ผู้ร้องสอดทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง และขอให้ศาลพิพากษาว่า หุ้นของบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทเทฮัน เทค จำกัด หมายเลขที่ 26001 ถึง 36800 เป็นของผู้ร้องสอดที่ 1 หุ้นหมายเลขที่ 36801 ถึง 47600 เป็นของผู้ร้องสอดที่ 2 และหุ้นหมายเลขที่ 47601 ถึง 58400 เป็นของผู้ร้องสอดที่ 3 ห้ามโจทก์และจำเลยยุ่งเกี่ยวหรือดำเนินการใด ๆ ในหุ้นของผู้ร้องสอดทั้งสาม

โจทก์ จำเลยยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ของบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทเทฮัน เทค จำกัด ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2548 ให้จำเลยจัดทำสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นใหม่ โดยให้โจทก์ถือหุ้น 75,200 หุ้น คือหุ้นหมายเลข 000001 ถึง 075200 ตามสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ให้จำเลยจดแจ้งเปลี่ยนแปลงลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทเทฮัน เทค จำกัด ให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้น 75,200 หุ้น คือหุ้นหมายเลข 000001 ถึง 075200 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสามกับพวกร่วมกันก่อตั้งบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด มีจำเลยเป็นกรรมการ จำนวนหุ้นทั้งหมด 80,000 หุ้น ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ร้องสอดทั้งสามโดยให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้น 75,200 หุ้น ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2548 จำเลยดำเนินการจดแจ้งแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด จากชื่อโจทก์มาเป็นของผู้ถือหุ้นเดิมและผู้ร้องสอดทั้งสามตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทเทฮัน เทค จำกัด โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในความผิดฐานยักยอกหุ้นของโจทก์ในบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอก ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5342/2550 ของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การรับว่า จำเลยดำเนินการเพิกถอนชื่อโจทก์กับพวกออกจากรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทแล้วใส่ชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทชุดเดิมกลับเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหม่อีกครั้ง โดยไม่ปรากฏว่าเป็นการทำแทนบริษัทจึงเป็นการทำโดยพลการ โจทก์ไม่จำต้องฟ้องบริษัทเข้าเป็นจำเลยด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังสำเนาเอกสารนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมิได้ระบุหนังสือแจ้งการแก้ไขการลงทุน ไว้ในบัญชีระบุพยาน แต่โจทก์ก็ได้นำเอกสารดังกล่าวมาประกอบการถามติงในการสืบตัวโจทก์อันเป็นการสืบพยานโจทก์ปากแรกซึ่งจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 มีโอกาสอย่างเต็มที่ในการที่จะนำพยานมาสืบหักล้าง ประกอบกับจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 ก็อ้างมาตลอดว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยและผู้ร้องสอดที่ 3 มิใช่ของโจทก์และจำเลยไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือพนักงานของบริษัทแดซอง โกออบ จำกัด แต่อย่างใด เช่นนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ส่วนที่ว่า เป็นเพียงสำเนานั้น เห็นว่า เอกสารดังกล่าวได้มีการจัดทำในต่างประเทศทั้งต้นฉบับก็มิได้อยู่ในความครอบครองของโจทก์ พยานเอกสารดังกล่าวเป็นพยานสำคัญที่จะพิสูจน์ถึงผู้มีสิทธิในหุ้นของบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด กรณีจึงจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงนำสืบสำเนาเอกสารดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 โจทก์ก็ดำเนินการขอให้บริษัทแดซอง โกออบ จำกัด จัดทำหนังสือรับรองความมีอยู่จริงของสำเนา มาประกอบการพิจารณาของศาลด้วยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟัง มานั้น จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 75,200 หุ้น และให้จำเลยในฐานะกรรมการบริษัทดำเนินการให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแด ซึง เกาหลี (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทเทฮัน เทค จำกัด ในจำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 87 (2) ม. 93 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอี ฮุน ฮี หรือลี ฮูน ฮี
ผู้ร้องสอด — นายอนวัช บรรจงจิตร์ กับพวก
จำเลย — นายคิม ไค ซก หรือกีม กี ซอก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายอนุรัตน์ ลิ่มทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12389/2557
#571557
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับดังที่โจทก์ฟ้อง แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 แบ่งขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งย่อมมีความหมายเช่นเดียวกัน ทั้งมิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญและจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง รถจักรยานยนต์และกระเป๋าคาดเอวของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 3 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง รถจักรยานยนต์ และกระเป๋าคาดเอวของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 6548 7326 กระเป๋าคาดเอวและธนบัตรล่อซื้อของกลางให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทวันชัยร่วมกับพวกวางแผนจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยให้สายลับติดต่อล่อซื้อและนำธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 600 บาท ไปถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่สายลับ 2 เม็ด พันตำรวจโทวันชัยกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 2 แล้วพาไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 ตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 600 บาท อยู่ในกระเป๋าคาดเอวของจำเลยที่ 2 ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทวันชัยและจ่าสิบตำรวจวัลลัย เป็นพยานเบิกความถึงข้อเท็จจริงตามที่รับฟังได้ในเบื้องต้น ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า แบ่งขายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 400 บาท และรับชำระหนี้ไถ่ถอนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 อีก 200 บาท ต่อมาอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจค้นพบธนบัตร 600 บาท อยู่ในกระเป๋าคาดเอว เห็นว่า ตามบันทึกการจับกุมและคำให้การในชั้นสอบสวนปรากฏข้อเท็จจริงตรงกับที่จำเลยที่ 2 นำสืบ อันเป็นการสอดคล้องต้องกันว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับ จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับดังที่โจทก์ฟ้อง แต่พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 แบ่งขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ครอบครองเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายอยู่ก่อนแล้ว แม้โจทก์จะฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งย่อมมีความหมายเช่นเดียวกัน ทั้งมิใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ เช่นนี้ คดีจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางสาววันเพ็ญหรือกุ้ง ทวีผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นางวิรา ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12387/2557
#571932
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 สั่งให้รื้อถอนบ้านของโจทก์ร่วมด้วยความระมัดระวัง ไม่เป็นเหตุให้วัสดุที่รื้อถอนเสียหาย ทั้งนำไปเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้บ้านของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสภาพไม่เป็นที่อยู่อาศัยอีกต่อไป อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น การที่อำเภอบุณฑริกแต่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันตำบลคอแลนเป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครองเพื่อประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองนั้นไม่เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 รื้อบ้านของโจทก์ร่วมโดยพลการได้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์วัสดุที่รื้อถอนจากบ้านของโจทก์ร่วม โดยไม่ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยเป็นเรื่องข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียด มิใช่ข้อสาระสำคัญตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้

ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ การที่โจทก์ร่วมทำหนังสือร้องทุกข์มีใจความสำคัญว่า โจทก์ร่วมขอร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกที่ร่วมกันรื้อถอน ทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สินและลักเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต แม้ไม่มีข้อความระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานใด ก็แปลเจตนาของโจทก์ร่วมได้ว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 และ 121 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

จำเลยที่ 1 รื้อบ้านของโจทก์ร่วมซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมและไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยนานนับสิบปี แล้วสร้างศาลาที่พักสาธารณประโยชน์ขึ้นแทน เพื่อให้ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันตามโครงการพัฒนาหมู่บ้าน แม้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน แต่พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก จึงให้รอการกำหนดโทษตาม ป.อ. มาตรา 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 83 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักไป 20,470 บาท แก่ผู้เสียหาย

ระหว่างพิจารณา นายเคน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขอและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นายเคน โจทก์ร่วมเป็นพ่อเลี้ยงของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของบ้านหลังที่เกิดเหตุ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินสาธารณะ โจทก์ร่วมซื้อบ้านหลังนี้มาจากนายอุทัย เมื่อปี 2525 ในราคา 500 บาท บ้านหลังดังกล่าวมีเสาหกต้นพื้นไม้กระดาน ฝาบ้านเป็นไม้ไผ่ขัดแตะหลังคามุงด้วยหญ้าคา หลังจากซื้อแล้วโจทก์ร่วมกับนางพิมพ์ มารดาของจำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ครั้นต่อมาเมื่อปี 2540 นางพิมพ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมได้ภริยาใหม่และอพยพไปอยู่ที่อื่น แต่โจทก์ร่วมมอบให้นางวิฑูรย์ บุตรสาวของโจทก์ร่วมดูแลบ้านหลังดังกล่าวแทนตน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2554 อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี มีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันตำบลคอแลน เป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครอง เพื่อประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองและพัฒนาหมู่บ้านตามความต้องการของราษฎร จำเลยที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่าบ้านหลังนั้นมีสภาพทรุดโทรม ประกอบกับโจทก์ร่วมทิ้งร้างไม่ได้พักอาศัย จำเลยที่ 1 จึงได้รื้อบ้านหลังนั้นออก ต่อจากนั้นคณะกรรมการที่อำเภอบุณฑริกมีมติแต่งตั้งได้ลงมติให้สร้างศาลาที่พักสาธารณประโยชน์สำหรับหมู่บ้านขึ้นแทนโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ร่วมทราบก่อน โจทก์ร่วมจึงร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทคณิต พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบุณฑริกให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 รื้อถอนบ้านพักของโจทก์ร่วม แม้ไม่ทำให้วัสดุที่รื้อถอนเสียหายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้รื้อถอนบ้านพักของโจทก์ร่วมด้วยความระมัดระวังไม่เป็นเหตุให้วัสดุที่รื้อถอนต้องเสียหาย ทั้งนำไปเก็บรักษาไว้อย่างดีเพื่อให้โจทก์ร่วมนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้บ้านพักของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์สิ้นสภาพไม่เป็นที่อยู่อาศัยอีกต่อไป ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะใช้ความระมัดระวังในการรื้อถอนและไม่ทำให้วัสดุได้รับความเสียหายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมา แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำลายสภาพบ้านพักของโจทก์ร่วมให้สิ้นไป อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 บัญญัติ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา การที่อำเภอบุณฑริกมีคำสั่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการกลางและประธานกรรมการปกครองเพื่อประกวดหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเองไม่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 1 รื้อบ้านของโจทก์ร่วมโดยพลการได้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์วัสดุที่รื้อถอนจากบ้านพักของโจทก์ร่วม แต่ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วยก็เป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในรายละเอียดปลีกย่อย อันได้แก่ความผิดฐานลักทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ให้ถือว่าเป็นข้อแตกต่างกันในรายละเอียดซึ่งมิใช่ในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่พิจารณาได้ความได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า แม้จะฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อันเป็นความผิดที่ยอมความได้ แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ให้ร้อยตำรวจโทคณิต พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในความผิดฐานนี้ ร้อยตำรวจโทคณิตจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจโทคณิตว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2554 โจทก์ร่วมไปร้องทุกข์ให้พยานดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกับพวกลักวัสดุที่รื้อถอนจากบ้านพักของโจทก์ร่วม ทั้งนี้ โจทก์ร่วมได้นำหนังสือร้องทุกข์ไปมอบให้พยานด้วย ศาลฎีกาได้ตรวจดูหนังสือร้องทุกข์ฉบับดังกล่าวแล้ว มีใจความสำคัญว่าโจทก์ร่วมขอร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบุญฑริกให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 กับพวกที่ร่วมกันรื้อถอน ทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สินและลักเอาทรัพย์สินของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต แม้ไม่มีข้อความระบุให้ชัดเจนว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานใด ก็แปลเจตนาของโจทก์ร่วมได้ว่าประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และลักทรัพย์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบุณฑริกจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีได้ ไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา

ส่วนปัญหาว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 หนักเบาเพียงใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 รื้อบ้านพักของโจทก์ร่วมซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยมานานนับสิบปี แล้วสร้างศาลาที่พักสาธารณประโยชน์ขึ้นแทน เพื่อให้ราษฎรในละแวกนั้นใช้ประโยชน์ร่วมกันตามโครงการพัฒนาหมู่บ้านของอำเภอบุณฑริก แม้เป็นความผิดต่อกฎหมายที่ไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ร่วมก่อน แต่เห็นได้ว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรงนัก ยังไม่สมควรพิพากษาลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามที่โจทก์ฎีกา แต่ควรรอการกำหนดโทษไว้พลางก่อน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 ม. 192
ป.อ. ม. 56 ม. 335 (7) ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
โจทก์ร่วม — นายเคน เชื้อแน่น
จำเลย — นายภักดี จันทะเจียด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12376/2557
#571929
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะจำเลยกระทำความผิดอยู่ในบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ก็ตาม แต่ ศ. เจ้าพนักงานตำรวจกองตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2543 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว การสอบสวนจำเลยจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว เมื่อ พ.ร.บ. นั้นไม่มีมาตราใดบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์ไว้มีอำนาจสอบสวนได้ แต่มาตรา 89 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในการนี้หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมิใช่กรณีตามมาตรา 88 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตาม ป.วิ.อ. ต่อไป" ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองจึงต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งจึงชอบด้วยกฎหมายและการที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองไม่ได้สอบสวน จึงไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 4 ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเมื่อระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะมีผลใช้บังคับ พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาจึงไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่การกระทำของจำเลย ซึ่งขณะกระทำความผิดอยู่ในระหว่างบังคับใช้ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 โดยยังไม่มีการแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในข้อหาใดและไม่เคยมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการไต่สวนตามพระราชบัญญัติดังกล่าวทำการไต่สวนก่อน อำนาจในการสอบสวนคดีนี้จึงต้องเป็นของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ไม่ใช่อำนาจการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งแต่อย่างใด แม้คณะอนุกรรมการจะแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยก็ไม่มีผลให้การไต่สวนของคณะอนุกรรมการเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 นั้น เห็นว่า แม้ขณะจำเลยกระทำความผิดอยู่ในบังคับใช้ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ก็ตาม แต่ร้อยตำรวจเอกศุภโชค เจ้าพนักงานตำรวจกองตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2543 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว การสอบสวนจำเลยจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อพระราชบัญญัตินั้นไม่มีมาตราใดของบทกฎหมายบัญญัติให้พนักงานสอบสวนซึ่งรับคำร้องทุกข์ไว้มีอำนาจสอบสวนได้ แต่มาตรา 89 บัญญัติว่า " ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในการนี้หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมิใช่กรณีตามมาตรา 88 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป" ดังนี้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองจึงต้องส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว การสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้ง จึงชอบด้วยกฎหมายและการที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองไม่ได้สอบสวนจึงไม่มีผลทำให้การสอบสวนและการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นไปโดยไม่ชอบตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจโทศราวุธหรือศรวัณธ์ เรือนรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสิริรัชต เมตตามิตรพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12362/2557
#571989
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเบิกความสองครั้งในคดีเดียวกัน คือ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณา แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราว แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 2 ปี และปรับ 8,000 บาท ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี และปรับกระทงละ 10,000 บาท เป็นจำคุก 6 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 8 ปี และปรับ 28,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และปรับ 14,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมความประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานนำความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 เดือน ไม่ปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานนำความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาและเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา กฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนการพิจารณาคดีของศาล เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมอีกด้วย ทั้งเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรมซึ่งเป็นความผิดต่อรัฐ การกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่เพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงและเสรีภาพ แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความเป็นจริง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยไม่ได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วางโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญามานั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215, 225

การที่จำเลยเบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาแม้จะเป็นการเบิกความคนละคราว แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำกรรมเดียว ปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาให้ลงโทษจำเลยกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานนำความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา เป็นจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัตรหรือชัยวัชร อาษานอก
จำเลย — นายบัวจันทร์ ประสงค์สุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองบัวลำภู — นายทรงฤทธิ์ หลานท้าว
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมัย เฮงมีชัย
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12335/2557
#572279
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ยึดทรัพย์ตามที่โจทก์นำชี้ และหลอกลวงให้คำแนะนำในการบังคับคดี จนหลงเชื่อทำคำร้องขอให้ศาลเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้คัดค้าน และถูกศาลยกคำร้องทำให้โจทก์ต้องเสียหาย ขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 283 วรรคสอง อันเป็นข้ออ้างให้ผู้คัดค้านในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของผู้คัดค้านตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 แต่เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ โดยไม่มีบทมาตราใดยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่กรณีใด และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติอีกว่า "บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับใด ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" ดังนี้ หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่ต้องเรียกร้องเอาแก่หน่วยงานของรัฐนั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดตามตั๋วเงินศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ออกหมายเรียกผู้คัดค้านมาไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง และให้ชดใช้เงินแก่โจทก์เท่าจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้คัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระเงินจำนวน 40,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์กับผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่ผู้คัดค้านจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางเยี่ยมจรรย์ บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความก็ตาม แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีรับผิดชอบโดยตรงต่อโจทก์ ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีผู้คัดค้านชดใช้เงินแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ยึดทรัพย์ตามที่โจทก์นำชี้ และหลอกลวงให้คำแนะนำในการบังคับคดี จนหลงเชื่อทำคำร้องขอให้ศาลเพิ่มอำนาจให้แก่ผู้คัดค้าน และถูกศาลยกคำร้องทำให้โจทก์ต้องเสียหาย ขอให้ผู้คัดค้านชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 283 วรรคสอง อันเป็นข้ออ้างให้ผู้คัดค้านในฐานะเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดีตามอำนาจหน้าที่ของผู้คัดค้านตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แม้ตามมาตรา 283 วรรคสอง ดังกล่าว บัญญัติให้สิทธิแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีผู้นั้นตกอยู่ในความรับผิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรงแต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" โดยไม่มีบทมาตราใดยกเว้นมิให้ใช้บังคับแก่กรณีใด และตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติอีกว่า "บรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับใด ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน" และผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี สังกัดกรมบังคับคดี อันเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นต้นสังกัดของผู้คัดค้านจึงต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่โจทก์จึงต้องห้ามมิให้เรียกร้องเอาแก่ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่ต้องเรียกร้องเอาแก่หน่วยงานของรัฐนั้น ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยกคำร้องดังกล่าวของโจทก์จึงชอบด้วยผลแล้ว คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 283 วรรคสอง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 3 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นายบัญชา วังสุภัค โดยนางเยี่ยมจรรย์
โจทก์ — เชี่ยวชาญพิพัฒน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานบังคับคดี
จำเลย — นายวิภาส ศรีชาญชัยยุทธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายบุญลอง นรจิตต์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12250/2557
#567479
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมกับจำเลยจดทะเบียนสมรสที่ประเทศออสเตรเลีย และลงทุนทำไร่องุ่น ต่อมาจำเลยย้ายกลับมาอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้หย่าขาดกับโจทก์ร่วม เงินค่าชดเชยที่รัฐบาลออสเตรเลียจ่ายให้แก่โจทก์ร่วมและจำเลยกรณีเลิกทำไร่องุ่น เป็นเงินที่ได้มาในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส การที่โจทก์ร่วมส่งเงินชดเชยมาให้แก่จำเลย แล้วจำเลยนำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์พิพาท แม้มีการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว ทรัพย์พิพาทยังคงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย ต่อมาโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยขอแบ่งสินสมรสและขอใช้อำนาจปกครองบุตรที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น ขณะคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่น จำเลยจดทะเบียนขายฝากทรัพย์พิพาทไว้แก่พันตำรวจเอก ม. จึงมิใช่การทำสัญญาในลักษณะปกติ แม้คดียังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่นก็ตาม ถือว่าโจทก์ (โจทก์ร่วมในคดีนี้) อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจจะฟ้องจำเลยแล้ว จึงเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โจทก์ร่วมกับจำเลยจึงเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์พิพาท การที่จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่พันตำรวจเอก ม. โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบและไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมก่อน และไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนดเช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์พิพาทไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก อีกบทหนึ่งด้วย การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายแอนโทนี่ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 352 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 3,000,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 เพียงบทเดียว ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาโกงเจ้าหนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยจดทะเบียนขายฝากทรัพย์พิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยไว้แก่พันตำรวจเอกมนตรีภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีดังกล่าวแล้วนั้น จึงมิใช่การทำสัญญาในลักษณะปกติ แม้คดียังมีข้อโต้เถียงกรรมสิทธิ์และอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดขอนแก่นก็ตาม ถือว่าโจทก์ (โจทก์ร่วมในคดีนี้) อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีอำนาจจะฟ้องจำเลยแล้ว จึงเข้าองค์ประกอบของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมฐานโกงเจ้าหนี้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เมื่อคดีฟังเป็นยุติว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โจทก์ร่วมกับจำเลยจึงเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์พิพาท การที่จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่พันตำรวจเอกมนตรี โดยโจทก์ร่วมไม่ทราบและไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมก่อน และไม่ไถ่คืนภายในกำหนดเช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์พิพาทไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก อีกบทหนึ่งด้วย การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้วมานี้ เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ใช้บทลงโทษตามมาตรา 352 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 1 คน ซึ่งป่วยเป็นโรคออทิสติก ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากมารดาอย่างใกล้ชิด อีกทั้งพันตำรวจเอกมนตรียืนยันว่าจะขายทรัพย์พิพาทคืนให้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อโจทก์ร่วมและจำเลยที่จะนำไปแบ่งสินสมรสกันต่อไป ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย เพื่อให้โอกาสกลับตัวประพฤติตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ ให้ลงโทษปรับด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 352 วรรคแรก ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350 ม. 352 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
โจทก์ร่วม — นายแอนโทนี่ จอห์น เบอเรสฟอร์ด
จำเลย — นางสาวสมมาตย์ วาระสิทธิ์หรือเบอเรสฟอร์ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายธีรธร จุฑาทิพย์ชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ประยูร ณ ระนอง
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12190/2557
#575217
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายกล่าวอ้างในเรื่องมีข้อความในสัญญากู้เงินที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมพิมพ์ขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมตกลงจากโจทก์ แต่เป็นการบรรยายกล่าวอ้างว่า บรรษัทเงินทุนฯ ดังกล่าวผิดสัญญาที่ถ่วงเวลาและชะลอการจ่ายเงินกู้ตามสัญญาโดยไม่แจ้งเหตุผลให้โจทก์ทราบ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยชอบแล้ว

โจทก์และจำเลยตกลงกันให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเข้าค้ำประกันวงเงินสินเชื่อของจำเลยที่มีต่อโจทก์ และหากบรรษัทดังกล่าวไม่ค้ำประกันโจทก์ตกลงให้จำเลยมีสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้ เนื่องจากหลักประกันไม่ครอบคลุมวงเงินทั้งหมดที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้กู้ อันเป็นการลดภาระความเสี่ยงจากการที่หลักประกันไม่คุ้มจำนวนหนี้ การกำหนดให้เป็นสิทธิของจำเลยผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้ จึงไม่ใช่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 185,333,525 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 476 ตำบลหนองแวงนางเบ้า อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ข้อความในสัญญากู้เงิน ที่ว่า "ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ค้ำประกันในวงเงินตามที่ผู้ให้กู้กำหนด หากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่อนุมัติค้ำประกันหรือค้ำประกันบางส่วน ผู้กู้ตกลงยินยอมให้เป็นสิทธิของผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้" เป็นข้อความที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมพิมพ์ขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมตกลงจากโจทก์ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายกล่าวอ้างในเรื่องมีข้อความในสัญญากู้เงินที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมพิมพ์ขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมตกลงจากโจทก์ แต่เป็นการบรรยายกล่าวอ้างว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมผิดสัญญาที่ถ่วงเวลาและชะลอการจ่ายเงินกู้ตามสัญญาโดยไม่แจ้งเหตุผลให้โจทก์ทราบ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า ข้อความในสัญญากู้เงิน ที่ว่า "ให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ค้ำประกันในวงเงินตามที่ผู้ให้กู้กำหนด หากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่อนุมัติค้ำประกันหรือค้ำประกันบางส่วน ผู้กู้ตกลงยินยอมให้เป็นสิทธิของผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้" เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) หรือไม่ เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวเป็นข้อตกลงระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้ที่จะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันเพิ่มเติม เนื่องจากตามรายงานวิเคราะห์โครงการขอสินเชื่อ ระบุว่า บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมตีราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่มีอยู่เดิมของโจทก์เป็นเงินรวม 18,598,011 บาท แต่มีการอนุมัติให้โจทก์กู้ทั้งสองประเภทรวม 33,500,000 บาท ส่วนหลักประกันคือการจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 476 ในวงเงิน 23,500,000 บาท และนายรังสรรค์กับนายสุรพลทำสัญญาค้ำประกันเป็นการส่วนตัวในวงเงิน 23,500,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหลักประกันไม่ได้ครอบคลุมวงเงินทั้งหมดที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้กู้ โดยวงเงินที่ยังขาดหลักประกันเป็นจำนวน 10,000,000 บาท ดังนั้นการที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมระบุในสัญญาให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมค้ำประกัน และได้ความต่อมาว่ามีการขอให้ค้ำประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท จึงเป็นการลดภาระความเสี่ยงจากการที่หลักประกันไม่คุ้มจำนวนหนี้ อีกทั้งหากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่อนุมัติค้ำประกันย่อมเป็นผลทำให้หนี้ส่วนนี้ขาดหลักประกัน จึงมีการกำหนดให้เป็นสิทธิของผู้ให้กู้ฝ่ายเดียวในการพิจารณาเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินกู้ ซึ่งชอบด้วยเหตุผล จึงไม่ใช่เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะหรือมีผลให้โจทก์ปฏิบัติ หรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ หรือเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 (3) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่นั้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยตรง แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยนำสืบข้อเท็จจริงกันมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ โดยในข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า หลังจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมจ่ายเงินกู้ 4 งวด รวมเป็นเงิน 15,005,000 บาท จากนั้นไม่มีการเบิกจ่ายเงินกู้และเงินทุนหมุนเวียนให้แก่โจทก์โดยไม่แจ้งสาเหตุให้ทราบ ทำให้มีผลกระทบต่อการดำเนินโครงการของโจทก์ จนกระทั่งในปี 2547 พนักงานของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมจึงแจ้งโจทก์ว่าบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่ค้ำประกัน ทั้งที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมก็แจ้งให้บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมทราบตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม2546 แล้ว จึงเป็นความบกพร่องของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่รอผลการพิจารณาของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมโดยไม่ยอมจ่ายเงินกู้ให้ครบถ้วนตามสัญญาไปก่อนนั้น เห็นว่า การเบิกจ่ายเงินกู้ 30,500,000 บาท ตามสัญญากู้เงิน มีเพียงการจ่ายเงินกู้งวดแรก 13,500,000 บาท เป็นค่าซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นที่ตั้งโครงการ ส่วนเงินกู้ที่เหลืออีก 17,000,000 บาท กำหนดให้เบิกจ่ายตามงวดงานดังที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน ข้อ 2. ประกอบกับรายงานวิเคราะห์โครงการขอสินเชื่อ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามแบบขอเบิกเงินกู้งวดที่ 3 และที่ 4 ได้ความว่า โจทก์ขอเบิกเงินกู้งวดที่ 3 สำหรับงานก่อสร้างอาคารโรงแรมงวดที่ 1 และเบิกเงินกู้งวดที่ 4 สำหรับงานก่อสร้างคลับเฮ้าส์และสปอร์ตคลับรวมกันมาทีเดียว 5 งวด ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรให้เห็นว่าโจทก์ขอเบิกเงินกู้งวดถัดไปแล้วบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมปฏิเสธหรือไม่ หลังจากนั้นยังปรากฏว่าโจทก์ผิดนัดชำระดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามสัญญา โดยชำระวันที่ 4 มีนาคม 2546 แล้วหยุดชำระ จากนั้นชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 15 มีนาคม 2547 ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน นอกจากนี้ตามหนังสือแจ้งความประสงค์ มีข้อความที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์ทราบดีอยู่แล้วหลักประกันบางส่วนต้องเป็นกรณีที่บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมมาค้ำประกันให้ โดยโจทก์ยอมรับว่าการถูกปฏิเสธจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมเป็นเหตุให้โจทก์เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจและผิดนัดชำระหนี้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือจำเลย ซึ่งไม่ใช่ผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย เพราะในฐานะสถาบันการเงินแม้จะเป็นบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมก็ดีหรือเปลี่ยนเป็นธนาคารจำเลยก็ดี แม้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาส่งเสริม ช่วยเหลือและสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยการให้สินเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันยังจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักประกันและความเสี่ยงหากมีการผิดนัดชำระหนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะอนุมัติให้กู้เงินมากกว่าหลักประกันอันจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อองค์กรและกระทบต่อวัตถุประสงค์ที่ต้องช่วยเหลือสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรายอื่นต่อไป เมื่อมีการก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน ประกอบกับหลักประกันไม่ครอบคลุมวงเงินทั้งหมดที่อนุมัติให้กู้ไป จำเลยย่อมมีสิทธิเปลี่ยนแปลงวงเงินกู้หรือระงับเงินกู้ส่วนที่เหลือซึ่งไม่ได้รับการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม อันเป็นสิทธิที่จำเลยกระทำได้ตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงิน ส่วนการขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของโจทก์นั้นเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เป็นกรณีที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือจำเลยผิดสัญญาไม่จ่ายเงินกู้ให้ครบถ้วนแต่อย่างใด เพราะโจทก์ทราบดีตั้งแต่ต้นว่า เมื่อโจทก์เสนอโครงการใช้เงินทุน 73,876,373 บาท ตามรายละเอียดธุรกิจ แต่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่ได้พิจารณาให้ตามวงเงินดังกล่าว และแจ้งให้กู้ยืมเพียง 50,000,000 บาท ครั้นโจทก์ยื่นคำขอกู้เงิน 50,000,000 บาท บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมอนุมัติในหลักการให้สินเชื่อวงเงิน 33,500,000 บาท แต่มีการแบ่งจ่ายเป็นงวด ทั้งยังมีเงื่อนไขที่จะต้องได้รับการพิจารณาค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมบางส่วนเสียก่อนด้วย เมื่อการได้รับอนุมัติสินเชื่อต่ำกว่าเป้าหมายที่จะดำเนินการโครงการ ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์เองที่จะต้องเตรียมความพร้อมและสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจนอกเหนือจากนี้ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมหรือจำเลยที่จะต้องจ่ายเงินกู้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนไปก่อนโดยไม่ต้องรอผลการพิจารณาค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวนสนเพรสซิเด้นท์ จำกัด
ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลาง
จำเลย — และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายวิรัตน์ สีดาคุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประจวบ กระจ่างทิม
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา