คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13093/2557
#562708
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นข้อๆ ถือว่าโจทก์ฟ้องประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยทั้งสองรับว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง

ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษโดยมิได้ปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้แก้ไขเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละกระทงละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 38 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินเวลาหรือวาระใดในระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 อันจะชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินต่างเวลาต่างวาระกัน ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างเวลากันนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินจากจำเลยทั้งสองเมื่อใด ต่างเวลากันหรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นข้อ ๆ ถือว่าฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนในช่วงเวลาระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องย่อมหมายความว่า จำเลยทั้งสองรับว่าได้กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยมิชอบ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวกันดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองโดยมิได้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้แก้ไขจึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายพรเกียรติ์ พิชัยช่วง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเลย — นางสาวมงคลทิพย์ อักษรนันทน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสม กุมศัสตรา
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13090/2557
#562703
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเคลื่อนย้ายสัตว์ภายในท้องที่จังหวัดซึ่งได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาดหรือสงสัยว่ามีโรคระบาดแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 มาตรา 7, 15, 16, 17, 21, 42 พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 21 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 ริบกรงใส่สุนัขของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 มาตรา 7, 15, 16, 17, 21, 42 พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 5, 21 (ที่ถูก ต้องประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91) รวม 2 กระทง ฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายสุนัขและค้าสุนัขโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท ฐานร่วมกันครอบครองสุนัขไม่จัดการให้สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนจากสัตวแพทย์ ปรับคนละ 200 บาท รวมจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 10,200 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 5,100 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นเวลา 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายสัตว์และฐานร่วมกันค้าสัตว์ ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันครอบครองสุนัขโดยไม่จัดการให้สุนัขได้รับการฉีดวัคซีนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 100 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันทำการค้าสุนัขจำนวนมากถึง 117 ตัว โดยไม่จัดให้สุนัขดังกล่าวได้รับการฉีดวัคซีน นอกจากจะทำให้เกิดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า และโรคติดต่ออื่นๆ แล้วยังเป็นการกระทำที่มุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนบนความทรมานของสัตว์จำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างในฎีกาก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 มาตรา 15, 16, 17 นั้น เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเคลื่อนย้ายสัตว์ภายในท้องที่จังหวัดซึ่งได้ประกาศเป็นเขตโรคระบาดหรือสงสัยว่ามีโรคระบาดแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ศาลไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานดังกล่าวได้ เพราะเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยทั้งสามในความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 มาตรา 15, 16, 17 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายมะนิต ดีพร้อม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายณัฐกิตต์ มฤคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13083/2557
#579646
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังกล่าวต่อไปนี้... (7) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท" และมาตรา 93 บัญญัติว่า "บริษัทใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" การที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้า และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก่อน จึงขัดต่อบทกฎหมายมาตราดังกล่าว ถือได้ว่าโจทก์กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 782,469.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 734,476.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 734,476.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 23 กันยายน 2554) ต้องไม่เกิน 47,388.85 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับโจทก์ 25 คน และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขาย 5 คน โดยมีเป้าหมายสำหรับเบี้ยประกันภัยในปีแรกระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 เป็นเงิน 4,000,000 บาท โจทก์จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 1 ล่วงหน้า 800,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถดำเนินการตามเป้าหมายดังกล่าวได้จะต้องคืนเงินที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ตามส่วน สัญญาดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามสัญญา จำเลยที่ 1 สามารถดำเนินการให้โจทก์ได้รับเบี้ยประกันภัยเพียง 300,717 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่ได้รับไปตามส่วนเป็นเงิน 734,476.90 บาท แล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (6) และ (7) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังกล่าวต่อไปนี้...(7) จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท" และมาตรา 93 บัญญัติว่า "บริษัทใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำความผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่" ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 แต่ได้จ่ายค่าตอบแทนหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้วนั้น เมื่อได้พิเคราะห์รายละเอียดในคำฟ้องของโจทก์มีข้อความระบุไว้ชัดเจนในหน้าที่ 3 ว่า โจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 ล่วงหน้าจำนวน 800,000 บาท อีกทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าหลังจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาบริการดังกล่าวโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 800,000 บาท เป็นค่าตอบแทนล่วงหน้าแล้ว จึงเห็นได้ว่าข้ออ้างของโจทก์ในฎีกาซึ่งขัดแย้งกับคำฟ้องและข้อนำสืบของโจทก์เองจึงเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 มิใช่จ่ายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้วดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ดังนี้ การที่โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้สรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนหาลูกค้า และทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานขายให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าจ้างหรือค่าตอบแทนล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก่อน จึงขัดต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 ประกอบมาตรา 93 กรณีถือได้ว่าโจทก์กระทำการเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 33 ม. 93
ชื่อคู่ความ
บริษัทพรูเด็นเชียล ประกันชีวิต
โจทก์ — (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภูมิลักษณ์ไลฟ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิณีนาถ เกียรติกังวาฬไกล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุชาติ เตชะสวัสดิ์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ จันทรา
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13043/2557
#580030
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยระบุข้อยกเว้นความรับผิดไม่คุ้มครองความสูญหายของรถยนต์อันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า เมื่อ ส. ถูกออกหมายจับในข้อหายักยอกและฉ้อโกงรถจักรยานยนต์ของผู้ให้เช่าซื้อไปก่อนเกิดเหตุในคดีนี้เพียง 4 เดือน และ ส. เช่ารถยนต์จากโจทก์ที่ 1 เป็นเวลา 2 วัน โดยต้องคืนรถยนต์ในวันที่ 29 เมษายน 2547 แต่กลับแจ้งออกจากโรงแรมที่พักตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่เดินทางมาถึงจังหวัดอุบลราชธานี พฤติการณ์น่าเชื่อว่า ส. ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์มาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าต้องการเช่ารถยนต์จากโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 มอบการครอบครองรถยนต์ให้ไป การกระทำของ ส. จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1

แม้โจทก์ที่ 1 จะมีคำขอท้ายฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายฟ้องฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิได้ค่าขาดประโยชน์อย่างไร ทั้งไม่ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัยว่าจำเลยต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ จึงไม่กำหนดให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 451,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 410,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป และค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ดังกล่าวอัตราวันละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 2 ได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์คันพิพาทกับจำเลยมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 27 มกราคม 2547 สิ้นสุดวันที่ 27 มกราคม 2548 จำนวนเงินคุ้มครองความสูญหาย 410,000 บาท เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 นางสาวเสาวลักษณ์ ทำสัญญาเช่ารถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ที่ 1 เป็นเวลา 2 วัน เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วไม่นำรถไปคืน โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยปฏิเสธโดยอ้างว่า นางสาวเสาวลักษณ์ผู้เช่ารถยนต์ได้ยักยอกรถยนต์ไปเข้าข้อยกเว้นไม่คุ้มครองความสูญหายอันเกิดจากการลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์ โดยบุคคลได้รับมอบหมายหรือครอบครองรถยนต์ตามสัญญาเช่า และเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ ที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า นางสาวเสาวลักษณ์ ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์คันพิพาท การเช่ารถยนต์ตามสำเนาสัญญาเช่า เป็นอุบายหลอกลวงเพื่อให้ได้ไปซึ่งการครอบครองจากโจทก์ที่ 1 อันเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย การที่นางสาวเสาวลักษณ์ลักรถยนต์จากโจทก์ที่ 1 ไป ไม่ต้องตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 นั้น ในปัญหาข้อนี้โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า ภายหลังจากที่นางสาวเสาวลักษณ์ไม่นำรถยนต์กลับไปคืน โจทก์ที่ 2 สืบทราบว่านางสาวเสาวลักษณ์มีหมายจับอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดชลบุรี โดยศาลแขวงชลบุรีได้ออกหมายจับในข้อหายักยอกทรัพย์ผู้อื่นและฉ้อโกงตามสำเนาหมายจับ นางสาวเสาวลักษณ์เดินทางโดยเครื่องบินมาที่ท่าอากาศยานอุบลราชธานีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 มาทำสัญญาเช่ารถยนต์คันพิพาทจากโจทก์ที่ 1 และแจ้งออกจากโรงแรมมอนทาน่าจังหวัดอุบลราชธานี ในเย็นวันเดียวกัน ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น เห็นว่า สำเนาหมายจับ ออกวันที่ 30 ธันวาคม 2546 มีสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแนบมา แสดงให้เห็นว่านางสาวเสาวลักษณ์ถูกออกหมายจับในข้อหายักยอกและฉ้อโกงรถจักรยานยนต์ของผู้ให้เช่าซื้อไปก่อนเกิดเหตุในคดีนี้เพียง 4 เดือน นอกจากนี้การที่นางสาวเสาวลักษณ์เช่ารถยนต์จากโจทก์ที่ 1 เป็นเวลา 2 วัน โดยต้องคืนรถยนต์ในวันที่ 29 เมษายน 2547 แต่นางสาวเสาวลักษณ์กลับแจ้งออกจากโรงแรมมอนทาน่า จังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ในวันเดียวกันกับที่มาถึง พยานหลักฐานที่โจทก์ที่ 1 นำสืบมาเกี่ยวกับพฤติการณ์ของนางสาวเสาวลักษณ์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า นางสาวเสาวลักษณ์ไม่มีเจตนาเช่ารถยนต์จากโจทก์ที่ 1 มาตั้งแต่ต้น โดยมีเจตนาทุจริตคิดหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า มีความประสงค์จะเช่ารถยนต์จากโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ส่งมอบการครอบครองรถยนต์ให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ไป การกระทำของนางสาวเสาวลักษณ์ดังกล่าวเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหาใช่ความผิดฐานลักทรัพย์หรือยักยอกแต่อย่างใดไม่ กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย หมวดการคุ้มครองรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ ข้อ 5.1 ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัย จำนวน 410,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น โจทก์ที่ 1 แจ้งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จำเลยปฏิเสธการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับค่าขาดประโยชน์ในอัตราวันละ 1,500 บาท นั้น แม้โจทก์ที่ 1 จะมีคำขอตอนท้ายของฎีกาว่าขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์ต่อไป แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้บรรยายฟ้องฎีกาว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิที่จะได้ค่าขาดประโยชน์จากจำเลยอย่างไร ทั้งไม่ปรากฏตามกรมธรรม์ประกันภัย ว่า จำเลยจะต้องรับผิดในค่าขาดประโยชน์ดังกล่าว จึงไม่กำหนดให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 410,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคำนวณให้ไม่เกิน 41,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 341 ม. 352
ป.พ.พ. ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.วัฒนาคาร์เร้นท์ กับพวก
จำเลย — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายสุรเดช ยิ้มเกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13019/2557
#579627
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เป็นการกำหนดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติก่อนผิดนัด จึงมิใช่การลดเบี้ยปรับ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้ถูกต้อง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายถึงอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามที่โจทก์ประกาศในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าว จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับลงเหลือในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวบวกกับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เป็นดอกเบี้ยให้โจทก์บางส่วนตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ แต่ละฉบับ การคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งเป็นเบี้ยปรับในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาบวกกับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อปี จึงต้องนับจากวันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นดอกเบี้ยให้โจทก์บางส่วนตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ เป็นต้นเงินจำนวน 29,532,953.05 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 1,842,765.83 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 31,375,718.88 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 29,532,953.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 28,876,473.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 18 มกราคม 2550 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ประการแรกทำนองว่า การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบ จึงทำให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามคำฟ้องด้วย นั้น เห็นว่า แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จะมีประเด็นให้พิจารณาว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กลายเป็นพ้นวิสัยหรือไม่ แต่เหตุตามที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อ้างตามคำให้การและคำอุทธรณ์ทำนองว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโดยไม่พิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ หรือโจทก์ไม่ได้หักบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ทันทีที่ครบกำหนดตามสัญญาทรัสต์รีซีท หรือโจทก์ยอมปล่อยให้จำเลยที่ 1 นำสินค้าออกขายนั้นก็ไม่ได้เป็นเหตุที่ให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่อย่างใด และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 นำสืบซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้โต้แย้งกันว่า ภายหลังที่ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้โดยมีบัญชีเงินฝากธนาคารซึ่งโจทก์สามารถหักเงินในบัญชีนั้นชำระหนี้ได้ ดังนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมอยู่ในวิสัยที่จะชำระหนี้ได้ การชำระหนี้จึงมิได้กลายเป็นพ้นวิสัยแต่อย่างใด กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 219 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 2 ตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์หักชำระหนี้เงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การเพียงว่า โจทก์หักชำระหนี้เงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2549 ตามคำฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 23 และข้อ 27 ถึงข้อ 29 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะการหักบัญชีในวันที่ 30 สิงหาคม 2549 รวมเป็นเงินจำนวน 656,470.27 บาท เท่านั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์หักชำระหนี้เงินจากบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 1 ในวันที่ 27 มิถุนายน 2549 และวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 รวมเป็นเงินจำนวน 1,001,185.63 บาท ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและใบแจ้งหักชำระหนี้เอกสารหมาย จ.45 และ จ.76 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีอันเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยแต่เพียงว่า โจทก์หักชำระหนี้เงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2549 ตามคำฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 23 และข้อ 27 ถึงข้อ 29 รวมเป็นเงินจำนวน 656,470.27 บาท เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ แม้ตามข้อ 8.2 ของสัญญาทรัสต์รีซีทตามเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 และตามหนังสือให้ความยินยอมให้หักบัญชีเงินฝากเอกสารหมาย จ.106 จำเลยที่ 1 จะยินยอมให้โจทก์หักบัญชีเงินฝากทุกประเภทของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ได้ทันที ก็เป็นเพียงการแสดงเจตนาให้สิทธิแก่โจทก์ มิใช่ข้อตกลงที่โจทก์จะต้องปฏิบัติ เมื่อพิเคราะห์ถึงระยะเวลาที่โจทก์หักบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้ ปรากฏว่าหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทตามเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 ถึงกำหนดชำระระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2548 วันที่ 27 ตุลาคม 2548 วันที่ 27 ตุลาคม 2548 วันที่ 31 ตุลาคม 2548 วันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 วันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 วันที่ 6 ธันวาคม 2548 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 วันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 วันที่ 16 ธันวาคม 2548 วันที่ 6 ธันวาคม 2548 วันที่ 6 ธันวาคม 2548 วันที่ 6 ธันวาคม 2548 วันที่ 13 ธันวาคม 2548 วันที่ 22 ธันวาคม 2548 วันที่ 13 ธันวาคม 2548 วันที่ 26 ธันวาคม 2548 วันที่ 23 ธันวาคม 2548 วันที่ 22 ธันวาคม 2548 วันที่ 26 มกราคม 2549 วันที่ 26 มกราคม 2549 วันที่ 26 มกราคม 2549 วันที่ 27 มกราคม 2549 วันที่ 26 มกราคม 2549 วันที่ 27 มกราคม 2549 วันที่ 26 มกราคม 2549 วันที่ 26 มกราคม 2549 วันที่ 26 มกราคม 2549 และวันที่ 27 เมษายน 2549 ตามลำดับ การที่โจทก์หักบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 30 สิงหาคม 2549 ก็มิได้ทอดระยะเวลาให้เนิ่นนานเกินสมควร กับทั้งไม่ปรากฏว่าในวันที่หนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระนั้น เงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 มีเพียงใดและเพียงพอที่จะหักชำระหนี้ได้หรือไม่ ทั้งการที่โจทก์ยังไม่ได้หักบัญชีเงินฝากในทันทีที่ผิดนัด ก็อาจทำให้จำเลยที่ 1 ยังมีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจได้อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เองก็ต้องมีหน้าที่ดูแลรักษาประโยชน์ของตนด้วยเช่นกัน จำเลยที่ 1 ย่อมทราบถึงสถานะบัญชีของตนและมีสิทธิถอนเงินจากบัญชีนั้นมาชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเพื่อมิให้ต้องเสียดอกเบี้ยตามสัญญาดังกล่าวต่อไปได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต และจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าการที่โจทก์หักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวเป็นการทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์เพียงฝ่ายเดียวหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด โจทก์จึงชอบที่จะนำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้ในวันที่ 30 สิงหาคม 2549 และมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงินคงเหลือนับแต่วันดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้จนถึงวันฟ้อง นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในประการนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่ 3 ตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 และอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดเพียงใด เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าตามข้อ 4 ย่อหน้าแรกของสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่กำหนดไว้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท โดยคำนวณเงินตราต่างประเทศที่ระบุไว้เป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน (อัตราขาย) ที่ประกาศครั้งแรกของโจทก์ในวันที่ครบกำหนดชำระเงิน ซึ่งเป็นการตกลงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ต่อกัน ข้อตกลงเช่นนี้ไม่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมใช้บังคับกันได้ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 การที่โจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามที่โจทก์จ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเงินไทยในวันครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินคืนให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาทรัสต์รีซีทนั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิที่มีอยู่ตามข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีท โจทก์มีสิทธิคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในอัตราดังกล่าวได้ ที่จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า โจทก์ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในวันที่โจทก์ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดของโจทก์นั้น ปรากฏตามข้อ 4 ย่อหน้าที่ 2 ของสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ในวันครบกำหนดชำระยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดที่โจทก์ประกาศกำหนด และข้อ 8.1 ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัด ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดที่โจทก์ประกาศใช้ในขณะนั้น ทั้งนี้หากโจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อผิดนัดขึ้นใหม่ตามประกาศธนาคารโจทก์ จำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์คิดในอัตราดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้จำเลยที่ 1 ทราบ เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าฐานผิดสัญญาอันเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วนศาลลดลงได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 และ 383 เมื่อพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ประกาศที่มีผลใช้บังคับในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตตามประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.105 ปรากฏว่าโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2548 กำหนดดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปอัตราร้อยละ 10.25 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้อัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ซึ่งเริ่มใช้บังคับสัญญาทรัสต์รีซีทที่ผิดนัดในช่วงแรกและในช่วงต่อมาโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2548 กำหนดดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ประกาศอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 16 มกราคม 2549 กำหนดดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปในอัตราร้อยละ 11 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี และประกาศอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2549 กำหนดดอกเบี้ยสูงสุดที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปอัตราร้อยละ 12 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดชำระหนี้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เป็นการกำหนดต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติก่อนผิดนัด จึงมิใช่การลดเบี้ยปรับ ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดเบี้ยปรับให้ถูกต้อง ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างประกอบกับโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่าโจทก์ได้รับความเสียหายถึงอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามที่โจทก์ประกาศในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าว จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับลงเหลือในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวบวกกับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม หลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัดตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้เป็นดอกเบี้ยให้โจทก์บางส่วนตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ เอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 แต่ละฉบับ การคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดซึ่งเป็นเบี้ยปรับในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาบวกกับอัตราร้อยละ 0.1 ต่อปี จึงต้องนับจากวันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นดอกเบี้ยให้โจทก์บางส่วนตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 แต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เว้นแต่หนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.68 ถึง จ.70 และ จ.74 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2549 วันที่ 27 มกราคม 2549 วันที่ 28 มกราคม 2549 และวันที่ 28 เมษายน 2549 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ประการนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 30 ฉบับ เอกสารหมาย จ.45 ถึง จ.74 เป็นเงินจำนวน 838,652.40 บาท จำนวน 136,095.97 บาท จำนวน 2,495,315.20 บาท จำนวน 867,097.92 บาท จำนวน 996,324 บาท จำนวน 1,976,843.70 บาท จำนวน 876,990.24 บาท จำนวน 599,530.80 บาท จำนวน 1,560,762 บาท จำนวน 1,032,500 บาท จำนวน 516,682.12 บาท จำนวน 960,513.12 บาท จำนวน 292,827.24 บาท จำนวน 1,628,696.16 บาท จำนวน 753,077.52 บาท จำนวน 597,105.60 บาท จำนวน 1,303,816 บาท จำนวน 770,236 บาท จำนวน 774,900 บาท จำนวน 636,065.10 บาท จำนวน 829,333.44 บาท จำนวน 938,160 บาท จำนวน 1,087,483.80 บาท จำนวน 952,476 บาท จำนวน 713,470.68 บาท จำนวน 829,545.60 บาท จำนวน 771,636.60 บาท จำนวน 829,333.44 บาท จำนวน 1,485,420 บาท และจำนวน 1,482,062.40 บาท ตามลำดับ รวมเป็นต้นเงินจำนวน 29,532,953.05 บาท และชำระดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนที่ 1 ถึงที่ 30 ดังกล่าว ตามลำดับ นับแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2549 สำหรับต้นเงินจำนวนที่ 1 ถึงที่ 23 และจำนวนที่ 27 ถึงที่ 29 นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2549 อันเป็นวันผิดนัด สำหรับต้นเงินจำนวนที่ 24 และที่ 26 นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2549 อันเป็นวันผิดนัดสำหรับต้นเงินจำนวนที่ 25 และนับแต่วันที่ 28 เมษายน 2549 อันเป็นวันผิดนัดสำหรับต้นเงินจำนวนที่ 30 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ บวกด้วยร้อยละ 0.1 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวให้ถือตามที่ปรากฏในประกาศธนาคารโจทก์แต่ละฉบับที่มีผลบังคับในแต่ละช่วงระยะเวลาวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยดังกล่าวไว้ข้างต้นทั้งก่อนวันที่ 18 มกราคม 2550 อันเป็นวันฟ้องและที่จะประกาศต่อไปหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 ม. 691 (เดิม)
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดีอีซี มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — จรูญลัขณ์ อินทจาร รัตนราช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12994/2557
#579682
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 1 ไร่ 49 ตารางวา โดยเจ้าหน้าที่กองจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและเป็นเลขานุการคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นพยานจำเลยเบิกความว่า การรังวัดที่ดินครั้งแรกได้เนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา เป็นการรังวัดเนื้อที่โดยประมาณยังไม่เด็ดขาดจนกว่าเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน จนกระทั่งเมื่อทราบเนื้อที่จริงจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำบันทึกข้อตกลงอีกครั้ง และปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงยินยอมที่จำเลยจัดทำขึ้นมีรายการระบุว่า ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนขอสงวนสิทธิอุทธรณ์เงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือให้มารับเงินค่าทดแทน ซึ่งบ่งชี้ได้ว่าการแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินครั้งหลังจำเลยรับรู้ถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์จำนวนเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีได้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว แม้โจทก์ไม่ได้ไปทำบันทึกข้อตกลง แต่ยื่นอุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนก่อนถึงกำหนดวันนัดหมาย โดยกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยยังได้มีหนังสือถึงโจทก์ตอบรับการอุทธรณ์ค่าทดแทนแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 ปี หากโจทก์ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 60 วัน จึงถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเพียงการแจ้งจำนวนที่ดินจากการรังวัดทางคณิตศาสตร์โดยไม่มีการเพิ่มเติมจำนวนที่ดินผิดไปจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน

การที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 (3) บัญญัติให้ถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินเป็นข้อที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดจำนวนค่าทดแทนจากการเวนคืน จึงเป็นกรณีที่ต้องใช้เกณฑ์ราคาประเมินที่ดินในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับแก่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนเพิ่มจำนวน 294 ตารางวา ในอัตราตารางวาละ 4,800 บาท คิดเป็นเงิน 1,411,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 529,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นายอภิพัฒน์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า โจทก์และนายสวัสดิ์เป็นเจ้าของร่วมที่ดินโฉนดเลขที่ 7191 ตำบลบางพูด (ห้วยโกลน) อำเภอเมืองปทุมธานี (เชียงราก) จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 ไร่ 1 งาน 89 ตารางวา โดยโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมจำนวน 600 ตารางวา ต่อมามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอคลองหลวง อำเภอสามโคก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2531 ใช้บังคับเพื่อสร้างและขยายทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3309 สายแยกทางหลวงหมายเลข 308 (บางปะอิน) - ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ ตอนแยกทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3186 - ศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ และแยกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยกำหนดให้จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืน เป็นเหตุให้ที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนเนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนให้ตารางวาละ 200 บาท หรือไร่ละ 80,000 บาท โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินตามที่กำหนดเป็นเขตทางหลวง ปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเป็นเนื้อที่ที่แท้จริง 1 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา เพิ่มขึ้นจากเดิม 1 ไร่ 49 ตารางวา โดยคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดค่าทดแทนให้ตารางวาละ 200 บาท หรือไร่ละ 80,000 บาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์จำนวนเงินค่าเวนคืนตามมติคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับแจ้งให้รับเงินค่าทดแทนครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533 จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลนั้น เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า หลังจากจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินค่าทดแทนการเวนคืนครั้งแรกคิดเป็นที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา ที่จำเลยนำไปวางทรัพย์ไว้ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี และโจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2533 แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับเงินจำนวนดังกล่าว ต่อมาในปี 2540 กรมที่ดินได้รังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกเป็นเขตทางหลวงปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนแท้จริงมีเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 2 ตารางวา เกินไปกว่าจำนวนที่จำเลยแจ้งโจทก์ให้ไปรับเงินครั้งแรกอีก 1 ไร่ 49 ตารางวา ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2541 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ไปตกลงราคาค่าทดแทนตามจำนวนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม 2541 แต่โจทก์ไม่ได้ไปพบเจ้าหน้าที่ของจำเลยตามวันที่ระบุไว้แต่ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กระทรวงคมนาคมในวันที่ 10 กันยายน 2541 ก่อนจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคม 2541 เห็นว่า นอกจากจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินตามจำนวนเนื้อที่ที่เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 1 ไร่ 49 ตารางวา จากเนื้อที่เดิม 2 งาน 53 ตารางวา โดยได้ความตามที่นายวิศิษฐ์ เจ้าหน้าที่กองจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและเป็นเลขานุการคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นพยานจำเลยเบิกความว่า การรังวัดที่ดินครั้งแรกได้เนื้อที่ 2 งาน 53 ตารางวา เป็นการรังวัดเนื้อที่โดยประมาณยังไม่เด็ดขาดจนกว่าเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะทำการรังวัดแบ่งแยกโฉนดที่ดิน จนกระทั่งเมื่อทราบเนื้อที่จริงจำเลยจึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปทำบันทึกข้อตกลงอีกครั้ง แต่โจทก์ไม่ไปพบเพื่อทำข้อตกลงตามที่นัดหมายไว้ ดังนี้ เมื่อปรากฏตามสำเนาบันทึกข้อตกลงยินยอม ข้อ 2.4 ที่จำเลยจัดทำขึ้นมีรายการระบุว่า ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนขอสงวนสิทธิอุทธรณ์เงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือให้มารับเงินค่าทดแทน อันเป็นกรณีที่จำเลยรับรู้ถึงสิทธิของโจทก์ซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์จำนวนเงินค่าทดแทนต่อรัฐมนตรีได้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว แม้โจทก์ไม่ได้ไปทำบันทึกข้อตกลง แต่ยื่นอุทธรณ์การกำหนดค่าทดแทนในวันที่ 10 กันยายน 2541 ก่อนถึงกำหนดวันนัดหมาย โดยกระทรวงคมนาคมซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของจำเลยยังได้มีหนังสือถึงโจทก์ตอบรับการอุทธรณ์ค่าทดแทนแจ้งให้โจทก์ทราบถึงสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลภายใน 1 ปี หากโจทก์ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 60 วัน จึงถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์การกำหนด ค่าทดแทนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในกำหนด โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลในวันที่ 30 กันยายน 2542 ภายใน 1 ปี นับแต่วันพ้นกำหนดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นเพียงการแจ้งจำนวนที่ดินจากการรังวัดทางคณิตศาสตร์โดยไม่มีการเพิ่มเติมจำนวนที่ดินผิดไปจากที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปว่าค่าทดแทนที่ดินที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การกำหนดค่าทดแทนเวนคืนโดยพิจารณาจากราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2531 ถึง 2533 อันเป็นช่วงเวลาที่มีการเวนคืน เป็นการกำหนดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 (1) ถึง (5) ไม่อาจใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2541 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและโจทก์ไม่นำสืบให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าในช่วงเวลาที่มีการเวนคืนมีการซื้อขายที่ดินในราคาเพียงใดนั้น เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 21 (3) บัญญัติให้ถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินเป็นข้อที่ต้องคำนึงถึงในการกำหนดจำนวนค่าทดแทนจากการเวนคืน จึงเป็นกรณีที่ต้องใช้เกณฑ์ราคาประเมินที่ดินในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับแก่กรณี การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าทดแทนที่ดินโดยเทียบเคียงบัญชีกำหนดจำนวนราคาที่ดินตามราคาตลาดเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในปี 2541 มาเป็นเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทนจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26 วรรคหนึ่ง ม. 21 (3)
ชื่อคู่ความ
พันเอก (พิเศษ) เสามนัส โปตระนันทน์
โจทก์ — โดยนายอภิพัฒน์ โปตระนันทน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวรชาติ เกลี้ยงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12972/2557
#579698
เปิดฉบับเต็ม

ตามพินัยกรรมข้อ 22 มีข้อความระบุให้สถานีบริการน้ำมันพร้อมที่ดินได้แก่ ช. ผู้เป็นทายาท เมื่อ ช. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรจึงเป็นทายาทผู้รับโอนทรัพย์มรดกจาก ช. ชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทในการอ้างอายุความมรดกยันโจทก์ผู้เป็นทายาทได้

เดิมโรงน้ำแข็ง โรงเรือนและอาคารปลูกสร้างอยู่ในที่ดินแปลงใหญ่ ต่อมาเจ้ามรดกได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 11295 เป็นที่ตั้งสถานีบริการน้ำมัน และโฉนดเลขที่ 11296 เป็นที่ตั้งโรงน้ำแข็ง ขณะเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ได้ใช้ในกิจการทุกอย่างของเจ้ามรดก และเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวยังคงใช้ในกิจการร่วมกันตลอดมา โดยโจทก์ช่วยดูแลกิจการโรงน้ำแข็งและสถานีบริการน้ำมันของเจ้ามรดก และที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 บางส่วนให้บริษัท ท. เช่า จึงถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินตามพินัยกรรมซึ่งยังไม่ได้แบ่งกัน ส่วนที่ดินที่ให้บริษัท ท. เช่านั้น ถือว่าผู้เช่าครอบครองแทนทายาทรวมทั้งโจทก์ด้วย ดังนั้นแม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี นับแต่เมื่อทายาทได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หรือกำหนดสิบปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย โจทก์ผู้เป็นทายาทยังมีสิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 และ 1754

การตีความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมที่อาจตีความได้เป็นหลายนัย ให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1684 และต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรตามมาตรา 171 จึงต้องพิจารณาจากข้อความที่กำหนดในพินัยกรรมเพื่อหาเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมว่าเป็นเช่นไร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินบางส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช กว้าง 20 เมตร ยาว 69 เมตร รวมเนื้อที่ 345 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ห้ามจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าเกี่ยวข้องในที่ดิน เพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ระหว่างนายชัยรัตน์ กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ระหว่าง จำเลยที่ 1 และที่ 2 (ที่ถูก ระหว่างจำเลยที่ 1 กับนายชัยสงวน) ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพรกับนายชัยรัตน์ โดยให้เจ้ามรดกเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินบางส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื้อที่ 345 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 นายชัยรัตน์ และนายชัยสงวน เป็นบุตรของนายสุพร จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรนายชัยรัตน์ นายสุพรถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2538 ก่อนตาย นายสุพรทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ซึ่งพินัยกรรมข้อ 21 ระบุให้โรงน้ำแข็งพร้อมที่ดินที่ใช้สำหรับโรงน้ำแข็งตกได้แก่โจทก์ และข้อ 22 ระบุให้สถานีบริการน้ำมันพร้อมที่ดินที่ใช้สำหรับสถานีบริการน้ำมันตกได้แก่นายชัยรัตน์ โรงน้ำแข็งและสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11296 และ 11295 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามลำดับ โดยที่ดินทั้งสองแปลงแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 345 ตารางวา ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 จำเลยที่ 1 กับนายชัยสงวนเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 กับนายชัยสงวนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายชัยรัตน์ ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 กับนายชัยสงวนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11296 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ ภายหลังนายชัยสงวนถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสุพร

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ที่จะยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้จะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกนั้นด้วย แต่จากข้อกำหนดในพินัยกรรม นายชัยรัตน์มีสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมในที่ดินส่วนที่เป็นสถานีบริการน้ำมันเท่านั้น ไม่รวมถึงที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ใช่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้นั้น เห็นว่า ตามพินัยกรรม ข้อ 22 มีข้อความระบุให้สถานีบริการน้ำมันพร้อมที่ดินใช้สำหรับสถานีบริการน้ำมันได้แก่นายชัยรัตน์ผู้เป็นทายาท แต่เมื่อต่อมานายชัยรัตน์ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรจึงเป็นทายาทผู้รับโอนทรัพย์มรดกจากนายชัยรัตน์ชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทในการอ้างอายุความมรดกยันโจทก์ผู้เป็นทายาทได้เช่นกัน ข้ออ้างของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าโรงน้ำแข็ง โรงเรือนและอาคารปลูกสร้างเดิมอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2345 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ ต่อมาปี 2519 เจ้ามรดกได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 11295 อันเป็นสถานที่ตั้งสถานีบริการน้ำมัน และโฉนดเลขที่ 11296 อันเป็นสถานที่ตั้งโรงน้ำแข็ง ซึ่งขณะนั้นเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่ได้ใช้ในกิจการทุกอย่างของเจ้ามรดก และเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ในปี 2538 โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวยังคงใช้ในกิจการร่วมกันตลอดมาโดยโจทก์ช่วยดูแลกิจการโรงน้ำแข็งและสถานีบริการน้ำมันของเจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดา และที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 บางส่วนให้บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เช่า จึงถือว่าโจทก์ครอบครองทรัพย์มรดกที่ดินตามพินัยกรรมซึ่งยังไม่ได้แบ่งกัน สำหรับที่ดินส่วนที่ให้บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เช่านั้น ถือว่าผู้เช่าครอบครองแทนทายาทรวมทั้งโจทก์ด้วย ดังนั้น แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อทายาทได้รู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดกหรือกำหนด 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย โจทก์ผู้เป็นทายาทก็ยังมีสิทธิเรียกร้องขอให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 และ 1754 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 21 ที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกโรงน้ำแข็งพร้อมที่ดินที่ใช้สำหรับโรงน้ำแข็งให้โจทก์ และได้ความว่าพื้นที่สำหรับทำโรงน้ำแข็งส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 11296 ส่วนที่ตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับใช้กับเครื่องผลิตน้ำแข็ง โรงงานซ่อมอุปกรณ์เครื่องผลิตน้ำแข็ง สำนักงานขาย และอาคารคอนกรีตซึ่งใช้เป็นโกดังเก็บอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับเครื่องผลิตน้ำแข็งตั้งอยู่บนที่ดินบางส่วนของโฉนดเลขที่ 11295 อันเป็นที่ดินพิพาท ดังนั้นการตีความข้อใดข้อหนึ่งในพินัยกรรมที่อาจตีความได้เป็นหลายนัยจึงให้ถือเอาตามนัยที่จะสำเร็จผลตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรมนั้นได้ดีที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1684 และต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรตามมาตรา 171 จึงต้องพิจารณาจากข้อความที่กำหนดในพินัยกรรมเพื่อหาเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมว่าเป็นเช่นไร โดยในเรื่องนี้นายวัชราพยานโจทก์ผู้ทำพินัยกรรมเบิกความว่า ทำพินัยกรรมที่โรงพยาบาลสมิติเวชตามคำบอกเล่าของเจ้ามรดกโดยไม่ได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ดูประกอบ แต่พิจารณากิจการที่ยกให้เป็นหลักโดยรวมทั้งที่ดินที่จะใช้เกี่ยวกับกิจการนั้นด้วย ซึ่งหากเจ้ามรดกต้องการให้ผู้รับมรดกเป็นกิจการก็จะระบุลักษณะของกิจการ ทรัพย์ใดจะยกให้เป็นที่ดินก็จะระบุรายละเอียดของที่ดินเพียงคร่าว ๆ โดยเมื่อศาลพิจารณาข้อความจากพินัยกรรมแล้ว มีข้อกำหนดพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ตามลักษณะกิจการและทรัพย์ที่เป็นที่ดิน สอดคล้องกับคำเบิกความของนายวัชราผู้ทำพินัยกรรม ทำให้พยานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า โรงเรือนซึ่งเป็นสำนักงานขายน้ำแข็ง โรงซ่อมบำรุง โกดังและที่ตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับเดินเครื่องจักรผลิตน้ำแข็งอยู่ในที่ดินพิพาทและเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ความประสงค์ของเจ้ามรดกในการทำพินัยกรรม จึงมีความหมายถึงต้องการยกกิจการโรงน้ำแข็งพร้อมที่ดินที่ใช้สำหรับโรงน้ำแข็งซึ่งรวมตลอดถึงโรงเรือน โรงซ่อมบำรุง โกดังและที่ตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งล้วนแต่เป็นทรัพย์ที่ใช้ในกิจการของโรงน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ในที่ดินพิพาทด้วย ตามข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 21 ส่วนสถานีบริการน้ำมันพร้อมที่ดินใช้สำหรับปั๊มน้ำมันได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 4 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า บริเวณที่ดินที่บริษัทน้ำมันคาลเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เช่า มีรั้วปูนซีเมนต์โดยรอบสูงประมาณ 1 เมตรเศษ ด้านหลังมีประตูเข้าออกไปสู่ที่ดินด้านหลังได้ จึงรับฟังได้ว่ากิจการสถานีบริการน้ำมันและที่ดินสำหรับประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมันมีอาณาเขตแน่นอน และไม่รวมถึงที่ดินพิพาทที่เป็นส่วนของกิจการโรงน้ำแข็ง ฉะนั้น แม้ที่ดินพิพาทจะอยู่คนละฟากกับบริเวณโรงน้ำแข็งโดยมีถนนส่วนบุคคลของโจทก์คั่นกลาง และสถานที่โรงน้ำแข็งส่วนใหญ่กับบริเวณสถานีบริการน้ำมันตั้งอยู่บนที่ดินคนละแปลงเพราะสาเหตุเนื่องจากเดิมตั้งอยู่บนที่ดินแปลงใหญ่ก่อนแบ่งแยก แต่เจตนาของเจ้ามรดกในการยกทรัพย์มรดกมุ่งถึงกิจการที่ยกให้เป็นสำคัญ โดยมิได้มุ่งถึงตัวทรัพย์ เช่นที่ดินเป็นหลัก เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบพยานโจทก์และพยานจำเลยแล้ว เห็นว่า พยานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานจำเลย ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงเป็นส่วนหนึ่งของกิจการโรงน้ำแข็งและตกได้แก่โจทก์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 21 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ทั้งแปลงรวมทั้งในส่วนที่ดินพิพาทให้แก่นายชัยรัตน์ไม่ชอบด้วยข้อกำหนดพินัยกรรม และการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 มาทั้งแปลงจึงเป็นการรับมรดกเกินส่วนที่นายชัยรัตน์จะได้รับตามข้อกำหนดพินัยกรรมเช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างจำเลยที่ 1 และนายชัยสงวนในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุพรกับนายชัยรัตน์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546 และเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ระหว่างนายชัยรัตน์ กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งแยกที่ดินบางส่วนทางด้านทิศเหนือของที่ดินโฉนดเลขที่ 11295 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช กว้าง 20 เมตร ยาว 69 เมตร เนื้อที่ 345 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 171 ม. 1684 ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ อินทวิเชียร
นายชัยศล อินทวิเชียร ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายสุพร อินทวิเชียร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายไพบูลย์ อินทร์รักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12953/2557
#575228
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์เช่าซื้อเป็นจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า หลังทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อบางส่วน แล้วเสนอขอทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่ โดยโจทก์นำค่าเช่าซื้อบางส่วนไปชำระปิดบัญชีค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ยังค้างอยู่ ส่วนที่เหลือโจทก์สั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คระบุชื่อจำเลยที่ 1 และมีการนำฝากเข้าบัญชีของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อฉบับหลังกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อฉบับหลังกับโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ต้องคืนเงินโจทก์ ประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีว่า จำเลยที่ 1 รับเงินตามฟ้องไปจากโจทก์จริงหรือไม่และเป็นการรับไว้โดยมูลอันจะอ้างตามกฎหมายหรือไม่ อันเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 727,772.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ภล 3377 กรุงเทพมหานคร กับโจทก์ ตกลงผ่อนชำระรวม 48 งวด หลังทำสัญญา จำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ว่าชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับโจทก์ส่งมอบสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พร้อมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ให้การว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2544 กับโจทก์จริง แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เพียง 33 งวด และเสนอขอทำสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่แทนสัญญาเช่าซื้อฉบับเดิม โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 ในราคา 1,416,011.04 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 36 งวด จำเลยที่ 1 ยังผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่ยกขึ้นกล่าวอ้างมีเพียงสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 และไม่มีเอกสารหลักฐานอื่นของโจทก์ที่แสดงว่าลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อฉบับดังกล่าวเป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ ประกอบกับคำเสนอขอเช่าซื้อฉบับดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในคำเสนอด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์เพียงฉบับเดียวคือ ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2544 เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 34 ถึงงวดที่ 48 ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามสัญญา และพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนพร้อมเอกสารประจำรถของรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่จำเลยที่ 1 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 10269/2548 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 10269/2548 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน ประเด็นแห่งคดีดังกล่าวจึงมีว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ซึ่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ชี้สองสถานและกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2544 แล้ว จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเพียง 33 งวดแล้วเสนอขอทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวเป็นฉบับใหม่ ในราคา 1,416,011.04 บาท โดยโจทก์นำเงินบางส่วนจากค่าเช่าซื้อดังกล่าวไปปิดบัญชีชำระค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ยังค้างอยู่ ส่วนเงินที่เหลือ 565,185.30 บาท โจทก์สั่งจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อจำเลยที่ 1 และนำฝากเข้าบัญชีของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงิน 565,185.30 บาท และต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่เคยทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 หากโจทก์สั่งจ่ายเงินตามแคชเชียร์เช็คดังกล่าวจริง ก็เป็นการสั่งจ่ายให้แก่โจทก์เอง จำเลยทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องจึงไม่ต้องคืนเงินแก่โจทก์ ประเด็นแห่งคดีนี้มีเพียงว่า จำเลยที่ 1 รับเงินตามฟ้องไปจากโจทก์จริงหรือไม่ และเป็นการรับไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้หรือไม่ อันเป็นคนละประเด็นกับคดีก่อน ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 กับโจทก์ ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างให้เห็นถึงมูลที่มาของการเรียกทรัพย์คืนจากจำเลยทั้งสองตามผลคำพิพากษาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งถึงที่สุดดังกล่าว หาใช่ประเด็นหลักที่โจทก์ประสงค์ให้ศาลคดีนี้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 กับโจทก์ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยไม่ ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่ใช่การรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้วินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เสียเกินกว่า 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
นางสุภาภรณ์หรือฐานิต วงศ์วนิชกังวาฬ
จำเลย — หรือเจริญวรรณกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายทวี ศรุตานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12941/2557
#576835
เปิดฉบับเต็ม

แม้การบังคับคดีนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17767 และ 16632 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนอง แต่จำเลยคัดค้าน ระหว่างการพิจารณาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองทรัพย์สินดังกล่าวหรือไม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีระหว่างผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าวในชั้นบังคับคดีจึงมีกรณีพิพาทว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยหรือไม่ ถือเป็นคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ประกอบกับจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ ตามมาตรา 22 (1) เมื่อต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีคำขอให้จำหน่ายคดี โดยให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลย่อมมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ตามที่มาตรา 25 ตอนท้าย บัญญัติไว้ การที่ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพื่อให้ผู้ร้องไปดำเนินการทั้งหลายต่อในคดีล้มละลายเพื่อประโยชน์ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลย ผู้ร้องไม่เสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากวันที่ 3 มิถุนายน 2551 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 16632 และ 17767 ตำบลบางพลัด (บางพลู) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญรายอื่น หากโจทก์ถอนการยึดหรือการบังคับคดี ขอให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิการบังคับคดีแทน

โจทก์ไม่คัดค้าน

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายจำเลยแถลงว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มาสอบถามเกี่ยวกับการดำเนินคดี เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงขอให้จำหน่ายคดีเพื่อให้ผู้ร้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป

ศาลชั้นต้น เห็นว่า จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจจัดการทรัพย์สินของจำเลยตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ซึ่งรวมทั้งการเข้าว่าคดีแพ่งที่ค้างพิจารณาคดีอยู่ในศาลแทนจำเลยอันเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าว่าคดีแทนหรือไม่ เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่เข้าว่าคดีแทนจำเลย โดยขอให้จำหน่ายคดีเพื่อให้ผู้ร้องไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายจึงให้จำหน่ายคดีของผู้ร้อง และคดีนี้ผู้ร้องได้สืบพยานไปบ้างแล้ว จึงให้คืนค่าขึ้นศาลให้ผู้ร้องกึ่งหนึ่ง 100,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้แก่ผู้ร้องทั้งหมดนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องมีว่าที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีชอบหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งว่า การบังคับคดีแพ่งกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทในคดีนี้ได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เนื่องจากวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยปลอดจำนองแล้ว วันที่ 16 ธันวาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางจึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด อำนาจในการจัดการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จึงไม่ตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น ปัญหานี้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ไว้ชั่วคราวหรือหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้นั้น จะใช้ยันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ได้ เว้นแต่การบังคับคดีนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์" วรรคสองบัญญัติว่า "การบังคับคดีนั้น ให้ถือว่าได้สำเร็จบริบูรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่อนุญาตให้เจ้าหนี้อื่นยื่นคำขอเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" และวรรคสามบัญญัติว่า "บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน หรือถึงการที่ผู้ใดได้ชำระเงินโดยสุจริตแก่ศาล หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาล หรือถึงความสมบูรณ์แห่งการซื้อโดยสุจริตในการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามคำสั่งศาล" เห็นว่า แม้การบังคับคดีนั้นได้สำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 17767 และ 16632 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 1875/238 ของจำเลย ในคดีระหว่างโจทก์กับจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองจำเลยแต่จำเลยคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหนี้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลยในระหว่างการพิจารณาว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองทรัพย์สินดังกล่าวหรือไม่ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด คดีระหว่างผู้ร้องกับจำเลยดังกล่าวในชั้นบังคับคดี จึงมีกรณีพิพาทว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลยหรือไม่ ถือเป็นคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 25 ที่กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแพ่งทั้งปวงอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจาณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ประกอบกับจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 22 (1) เมื่อต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยมีคำขอให้จำหน่ายคดีจำเลยนี้ โดยให้ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ศาลย่อมมีอำนาจงดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้ หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ตามที่มาตรา 25 ตอนท้ายบัญญัติไว้หากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในทางจำนองหรือเป็นเจ้าหนี้มีประกันผู้ร้องย่อมมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันซึ่งลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์ โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 หรือผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ภายในเงื่อนไขตามมาตรา 96 ก็ได้ อีกทั้งคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามมาตรา 110 วรรคท้าย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้อง เพื่อให้ผู้ร้องไปดำเนินการทั้งหลายต่อในคดีล้มละลายเพื่อประโยชน์ในการจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลย แม้จะทำให้ผู้ร้องต้องเสียเวลาไปบ้าง แต่ไม่ทำให้จำนองระงับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และผู้ร้องไม่เสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาโต้แย้งต่อมาว่า หากศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองของผู้ร้อง เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในคดีนี้ ย่อมตกแก่โจทก์ในคดีนี้เพียงผู้เดียว โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ต้องโอนเงินเข้าไปในคดีล้มละลาย เพราะการบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์แล้วก่อนวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หรือผู้ร้องไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองได้เนื่องจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองไปแล้วก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หากให้ผู้ร้องนำภาระหนี้จำนองในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายอย่างเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายหลังจากการบังคับคดีแพ่งสำเร็จบริบูรณ์ไปแล้วก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ผู้ร้องจะไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน เนื่องจากทรัพย์หลักประกันถูกขายโดยปลอดจำนองไปแล้วผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 96 และทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้จำนองไม่สามารถบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์จำนองได้นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 289
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25 ม. 95 ม. 96 ม. 110
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้คัดค้าน — บริษัทเอกรัฐ เทคโนโลยี่ จำกัด
จำเลย — นายเกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาววราภรณ์ ปิยะมงคลวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิโรจน์ ตุลาพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ปริญญา ดีผดุง
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12939/2557
#575216
เปิดฉบับเต็ม

นิติกรรมใดจะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายต้องเป็นไปตามหลักโมฆะกรรมหรือโมฆียะกรรมในบรรพ 1 ลักษณะ 4 หมวดที่ 1 และที่ 2 แห่ง ป.พ.พ. ส่วนความไม่เข้าใจถึงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความว่าเป็นการระงับข้อพิพาท ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะหรือโมฆียะ

ต. อยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1 มาประมาณ 30 ปี และอาศัยอยู่ด้วยกันกับโจทก์ที่ 2 ที่บ้านเกิดเหตุจากสภาพโจทก์ที่ 1 ย่อมทราบถึงการซ่อมรถและซ่อมบ้านที่บริษัท ว. เป็นผู้จัดการให้เป็นอย่างดีเมื่อซ่อมบ้านเสร็จ ต. รับมอบงาน โจทก์ที่ 1 ก็ไม่คัดค้าน ครั้นซ่อมรถเสร็จ ต. กับโจทก์ที่ 2 เป็นคนลงชื่อรับค่าซ่อมในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 1 ก็ไม่โต้แย้งคัดค้านว่า ต. และโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำการแทนตน พฤติการณ์ย่อมฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 รู้แล้วยอมให้ ต. และโจทก์ที่ 2 เชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการรับค่าซ่อมบ้านและซ่อมรถตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การเป็นตัวแทนเชิดนั้นไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 798 ที่ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือเหมือนการตั้งตัวแทนทั่วไป สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีผลบังคับถึงโจทก์ที่ 1 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์ที่ 2 กับจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์ที่ 1 กับจำเลยในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบิดาโจทก์ที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน บ้านโจทก์ทั้งสองอยู่ตรงข้ามคนละฝั่งถนนในหมู่บ้านกับบ้านจำเลย โจทก์ทั้งสองจอดรถยนต์ 2 คัน อยู่ในที่จอดรถติดกับตัวบ้าน จำเลยมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อจอดอยู่ในโรงรถข้างบ้านจำเลย คืนเกิดเหตุ จำเลยติดเครื่องรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาทพุ่งเข้าชนรถยนต์ของโจทก์ทั้งสองเสียหายและรถพุ่งเข้าไปกระแทกฝาบ้านพัง เนื่องจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อเอาประกันภัยไว้กับบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จึงเป็นผู้จ่ายค่าซ่อมรถและซ่อมบ้านให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยมีนางตุ๋ย ภริยาโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นคนลงชื่อรับเงินในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเป็นแบบฟอร์มของบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด แต่หลังจากรับเงินแล้ว บ้านที่ซ่อมยังเกิดรอยร้าวและรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ยังต้องซ่อมอีก โจทก์ทั้งสองจึงมาฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดเป็นคดีนี้ สำหรับโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนโจทก์ที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ชนะคดีโดยให้จำเลยชำระเงินจำนวน 65,000 บาท โจทก์ที่ 1 ไม่อุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์ที่ 1 พอใจในค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนด ค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 ขอในส่วนซึ่งเกินจากนั้นจึงเป็นอันยุติ คงเหลือค่าเสียหายให้วินิจฉัยในชั้นฎีกาเพียงว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 65,000 บาท จากจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่เท่านั้น โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาสรุปได้ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลบังคับตามกฎหมายเพราะนางตุ๋ยกับโจทก์ที่ 2 ไม่เข้าใจว่าการลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งทำให้เรียกร้องค่าเสียหายอีกไม่ได้ และสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ผูกพันโจทก์ที่ 1 เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เชิดนางตุ๋ยและโจทก์ที่ 2 ออกแสดงเป็นตัวแทนให้ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เห็นว่า ในประเด็นแรก นิติกรรมใดจะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายต้องเป็นไปตามหลักโมฆะกรรมหรือโมฆียะกรรมในบรรพ 1 ลักษณะ 4 หมวดที่ 1 และที่ 2 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนความไม่เข้าใจถึงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความว่าเป็นการระงับข้อพิพาทของนางตุ๋ยหรือโจทก์ที่ 2 ผู้ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะหรือโมฆียะตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความ จึงมีผลบังคับตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ประเด็นที่สอง สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวผูกพันโจทก์ที่ 1 เพราะถือว่านางตุ๋ยกับโจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนเชิดของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 ตอบทนายจำเลยถามค้านและตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามติงได้ความว่า นางตุ๋ยอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่ 1 มาประมาณ 30 ปี และอาศัยอยู่ด้วยกันกับโจทก์ที่ 2 ที่บ้านเกิดเหตุ จากสภาพข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ที่ 1 ย่อมทราบถึงการซ่อมรถและซ่อมบ้านที่บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด รับเป็นผู้จัดการให้เป็นอย่างดี เมื่อซ่อมบ้านเสร็จและนางตุ๋ยตรวจรับมอบงาน ตามใบเซ็นตรวจรับงาน โจทก์ที่ 1 ก็ไม่คัดค้าน ครั้นซ่อมรถเสร็จและนางตุ๋ยกับโจทก์ที่ 2 เป็นคนเซ็นรับค่าซ่อมในสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 1 ก็ไม่โต้แย้งคัดค้านว่านางตุ๋ยและโจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจกระทำแทนตนอีก โดยพฤติการณ์ย่อมฟังได้แล้วว่าโจทก์ที่ 1 รู้แล้วยอมให้นางตุ๋ยภริยาและโจทก์ที่ 2 บุตรเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนในการรับค่าซ่อมบ้านและซ่อมรถตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งการเป็นตัวแทนเชิดนั้นไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 ที่ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือเหมือนการตั้งตัวแทนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยไว้อย่างละเอียดแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความ จึงมีผลบังคับถึงโจทก์ที่ 1 ด้วย เมื่อถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยแล้ว โจทก์ที่ 1 ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิดเดิมได้อีก เพราะสิทธิดังกล่าวระงับสิ้นไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 แม้โจทก์ที่ 1 จะเห็นว่าความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังเป็นผลต่อเนื่องมาจากการทำละเมิดเดิมก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สำหรับค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกา โจทก์ที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 100,000 บาท แต่ทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องในชั้นฎีกามีเพียง 65,000 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์ที่ 1

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 700 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821 ม. 850
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมหมาย ตั้นเจริญ กับพวก
จำเลย — นายบุญยิ้ม กลับประสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12909/2557
#575246
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเจ้าพนักงาน ได้ลงลายมือชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้แก่ ด. ซึ่งเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลย โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องว่า ด. ยื่นขอออก น.ส.3 ก ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงหรือไม่ และทำให้ ด. ได้ไปซึ่ง น.ส.3 ก ดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิได้รับ ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83 และขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2105/2552, อ.2290/2552, อ.2291/2552, อ.2292/2552, อ.2293/2552 และ อ.2567/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 7 ปี แต่ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอื่นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีอื่นได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เมื่อศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว จำเลยมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมที่ดินหรือผู้หนึ่งผู้ใดก็ตาม แต่บทมาตรานี้ยังมีองค์ประกอบความผิดในกรณีเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งไม่จำต้องมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เพียงแต่ได้ความว่าเป็นการกระทำโดยทุจริตก็เข้าองค์ประกอบเป็นความผิดแล้ว อีกทั้งตามมาตรา 1 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา กำหนดบทนิยามคำว่า "โดยทุจริต "หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การที่จำเลยลงลายมือชื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1481 ตำบลพรุใน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เนื้อที่ 16 ไร่ 2 งาน 94 ตารางวา ให้แก่นายด้าเอ็ม ซึ่งเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลย โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องว่านายด้าเอ็มยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงหรือไม่ และทำให้นายด้าเอ็มได้ไปซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวโดยไม่มีสิทธิได้รับ ถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเกาะยาว นอกจากจะมีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรในพื้นที่แล้ว จำเลยยังมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของทางราชการ แต่จำเลยไม่ตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงลายมือชื่อ เป็นเหตุให้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปโดยมิชอบ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุก 7 ปี จึงเหมาะสมแล้ว

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 83 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณรงค์ เต็มวิจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติศักดิ์ ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12898/2557
#575229
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมรถ 1,190,000 บาท เมื่อรวมกับค่าบริการยกรถ 18,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล 39,944 บาท แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิดต่อโจทก์ 1,208,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะผลรวมของค่าเสียหายทั้งสามจำนวนที่ถูกต้องคือ 1,247,944 บาท เป็นการรวมจำนวนค่าเสียหายและพิพากษาไม่ตรงกับข้อวินิจฉัย กรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย แม้จำเลยทั้งสามฎีกาเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 ประกอบมาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 1,249,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 416,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,208,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า เหตุเกิดจากความประมาทของนายวิเชียรคนขับรถบรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เพียงฝ่ายเดียวหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายวิเชียรและนายพิสิษฐ์ยืนยันว่า หลังจากชนท้ายรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับแล้ว รถบรรทุกที่นายวิเชียรขับเกิดเสียหลักพุ่งลงข้างทางจอดอยู่ห่างจากทางเข้าออกของบริษัททวีศิลป์ปาล์มออยล์อินดัสทรีย์ จำกัด ประมาณ 30 เมตร โดยพันตำรวจโทปัญญา พนักงานสอบสวนที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุก็ยืนยันว่า รถบรรทุกที่นายวิเชียรเป็นคนขับจอดอยู่ห่างจากปากทางเข้าบริษัททวีศิลป์ปาล์มออยล์อินดัสทรีย์ จำกัด ประมาณ 30 เมตร ซึ่งเจือสมกับพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าว ทั้งนี้พันตำรวจโทปัญญายังสันนิษฐานว่าจุดเฉี่ยวชนคือบริเวณหมายเลข (3) ซึ่งอยู่ติดกับรถบรรทุกที่นายวิเชียรขับตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเนื่องจากเป็นจุดที่พบเศษอุปกรณ์รถ กล่องกระดาษบรรจุเครื่องดื่มชูกำลังตกอยู่บนถนนที่เกิดเหตุ พันตำรวจโทปัญญาเป็นเจ้าพนักงานของรัฐไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดจึงเป็นพยานคนกลาง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เชื่อว่าจุดเฉี่ยวชนอยู่ห่างจากทางเข้าออกของบริษัททวีศิลป์ปาล์มออยล์อินดัสทรีย์ จำกัด เพียงประมาณ 30 เมตร ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายเอเซีย 41 ไปได้ประมาณ 100 เมตร จึงถูกชนนั้นจึงขัดกับคำเบิกความของพันตำรวจโทปัญญา และขัดกับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงเลื่อนลอยและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อคำนึงถึงสภาพรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับในวันเกิดเหตุซึ่งตัวรถมีความยาวทั้งหมดประมาณ 15 เมตร และเกิดการชนท้ายกันในบริเวณที่อยู่ห่างจากปากทางเข้าออกของบริษัททวีศิลป์ปาล์มออยล์อินดัสทรีย์ จำกัด เพียง 30 เมตร ย่อมแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวซ้ายออกมาในระยะกระชั้นชิด ลักษณะเป็นการตัดหน้ารถบรรทุกที่นายวิเชียรขับมา ทำให้นายวิเชียรไม่สามารถหยุดรถได้ทันและพุ่งเข้าชนท้ายรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับ อันเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 แล้ว แม้ลักษณะการชนจะเป็นการชนโดยแรงถึงขนาดรถบรรทุกที่นายวิเชียรขับเสียหลักตกลงข้างทาง และส่วนด้านหน้ารถบรรทุกได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถซ่อมได้และต้องเปลี่ยนหัวเก๋งของรถบรรทุกใหม่ตามที่ได้ความจากนายสมยศ พนักงานโจทก์ ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุและประเมินความเสียหายก็ตาม แต่รถบรรทุกคันเกิดเหตุทั้งสองคันต่างก็เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งขณะเกิดเหตุนายวิเชียรขับรถบรรทุกสินค้ามาเต็มคันรถมีน้ำหนักรถและสินค้ารวมประมาณ 42 ตัน หากจะหยุดรถจะต้องใช้ระยะทางพอสมควร จึงจะหยุดรถได้สนิท การที่จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและส่วนพ่วงตัดหน้ารถบรรทุกคันที่นายวิเชียรขับในระยะเพียง 15 เมตร นายวิเชียรย่อมไม่อาจหยุดรถได้ทัน และการชนท้ายกันย่อมทำให้เกิดความเสียหายมากเป็นธรรมดา ทั้งเมื่อคำนึงถึงการใช้ความเร็วในขณะเกิดเหตุ ซึ่งนายวิเชียรยืนยันว่าตนใช้ความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสอดคล้องและใกล้เคียงกับกราฟความเร็วที่ได้จากกล่องดำบันทึกการใช้งานระบบดาวเทียมติดตามที่ติดตั้งไว้กับรถบรรทุกคันที่โจทก์รับประกันภัย ซึ่งปรากฏว่าช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุจนถึงขณะเกิดเหตุ นายวิเชียรใช้ความเร็วไม่เกิน 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงในเวลา 10.38 นาฬิกา นายวิเชียรใช้ความเร็วสูงสุดเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น แม้กราฟแสดงความเร็วของรถไม่อาจบ่งบอกลักษณะของคนขับได้ว่าขับรถโดยประมาทหรือไม่ดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาก็ตาม แต่การขับรถโดยใช้ความเร็วเท่าใดก็มีส่วนสำคัญในการที่จะพิจารณาว่าขณะเกิดเหตุคนขับรถมีส่วนในการประมาทหรือไม่ เมื่อปรากฏว่านายวิเชียรใช้ความเร็วขณะเกิดเหตุไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงไม่ใช่การขับรถโดยประมาทโดยใช้ความเร็วสูงดังที่จำเลยทั้งสามฎีกา ซึ่งเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ หากจำเลยที่ 1 ไม่ขับรถพุ่งออกมาตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดแล้ว เหตุเฉี่ยวชนกันก็คงจะไม่เกิดขึ้น เหตุที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นค่าเสียหายว่ากำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าซ่อมแซมรถให้ 1,190,000 บาท เมื่อรวมกับค่าบริการยกรถ 18,000 บาท และค่ารักษาพยาบาล 39,944 บาท แล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมรับผิดต่อโจทก์ 1,208,000 บาท ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะผลรวมของค่าเสียหายทั้งสามจำนวนที่ถูกต้อง คือ 1,247,944 บาท เป็นการรวมจำนวนค่าเสียหายและพิพากษาไม่ตรงกับข้อวินิจฉัย กรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย แม้จำเลยทั้งสามฎีกาเพียงฝ่ายเดียว ศาลฎีกาชอบที่จะแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 และคดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจึงเกินคำขอของโจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,247,944 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเพ็ญ ดาราเมือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายวิระ สุดแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12896/2557
#571919
เปิดฉบับเต็ม

กรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยระบุความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยไว้ว่า เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 250,000 บาท ต่อคน ซึ่งเท่ากับจำเลยจะต้องรับผิดก็เมื่อความเสียหายนั้นเกินกว่าวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ โดยรับผิดในส่วนเกินนั้นไม่เกิน 250,000 บาท ต่อคน แต่หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เกินวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่จะต้องเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยภาคบังคับ หรือเจ้าของรถ หรือผู้ทำละเมิด แล้วแต่กรณี เมื่อความเสียหายคดีนี้มีจำนวนเพียง 5,297 บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ จึงไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย ข้อตกลงของผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเช่นว่านี้เป็นการกำหนดความคุ้มครองมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการประกันภัยภาคบังคับ และเป็นการแบ่งความคุ้มครองออกเป็นคนละส่วน โดยมิได้ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถต้องเสียสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายแต่ประการใด ทั้งแบบกรมธรรม์ประกันภัยก็เป็นไปตามที่กรมการประกันภัยกำหนดให้ใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด ส่วนโจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาเงินที่ได้จ่ายไปจากผู้ใดได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,297 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามข้อต่อสู้อื่น คงติดใจให้ศาลวินิจฉัยเพียงในประเด็นว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เห็นควรพิจารณาคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าสมควรอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง

ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 0815 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจ่าสิบเอกสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นการประกันภัยภาคบังคับ ส่วนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับไว้ แต่ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้ว่า ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน 10,000,000 บาท ต่อครั้ง ขณะเกิดเหตุคดีนี้วงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรณีความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคือ 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน ในวันเกิดเหตุตามฟ้องรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โดยเหตุเกิดจากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของนายเอกชัย ผู้ขับรถบรรทุกที่จำเลยรับประกันภัย เป็นเหตุให้จ่าสิบเอกสัญญาผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลแก่จ่าสิบเอกสัญญาไปแล้ว 5,297 บาท และมาเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การประกันภัยรถยนต์มี 2 ประเภท คือ การประกันภัยภาคบังคับ กับการประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งในการประกันภัยภาคบังคับนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7 บัญญัติให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย เว้นแต่รถบางประเภทดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 ส่วนจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หากเจ้าของรถไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษตามกฎหมาย ส่วนการประกันภัยภาคสมัครใจ เป็นการประกันภัยที่เกิดจากความตกลงกันของผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย โดยจะจัดให้มีการประกันภัยประเภทนี้หรือไม่ก็ได้ และหากทำประกันภัยกันคู่สัญญาก็สามารถตกลงกันเกี่ยวกับจำนวนเงินเอาประกันภัย ความคุ้มครอง ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ ซึ่งหากข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมบังคับได้ สำหรับคดีนี้จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา โดยเป็นการประกันภัยภาคสมัครใจ โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัย ความคุ้มครองและเงื่อนไขต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ได้ชดใช้แก่ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เช่นนี้ความรับผิดของจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลย ซึ่งจำเลยยอมตนผูกพันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยที่เกิดแก่บุคคลภายนอก แต่อย่างไรก็ตามความรับผิดของจำเลยจะมีอยู่เพียงใดย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงตามสัญญาประกันภัยนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว เห็นได้ว่าระบุไว้โดยชัดเจนถึงความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยไว้ว่า เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน ซึ่งเท่ากับจำเลยจะต้องรับผิดก็เมื่อความเสียหายนั้นเกินกว่าวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ โดยรับผิดในส่วนเกินนั้นไม่เกิน 250,000 บาท ต่อคน แต่หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เกินวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่จะต้องเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยภาคบังคับ หรือเจ้าของรถ หรือผู้ทำละเมิด แล้วแต่กรณี เมื่อได้ความว่าความเสียหายคดีนี้มีจำนวนเพียง 5,297 บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ จึงไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย ข้อตกลงของผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเช่นว่านี้เป็นการกำหนดความคุ้มครองมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการประกันภัยภาคบังคับ และเป็นการแบ่งความคุ้มครองออกเป็นคนละส่วน โดยมิได้ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถต้องเสียสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายแต่ประการใด ทั้งแบบกรมธรรม์ประกันภัยก็เป็นไปตามที่กรมการประกันภัยกำหนดให้ใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด ส่วนโจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาเงินที่ได้จ่ายไปจากผู้ใดได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535
ชื่อคู่ความ
บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
โจทก์ — โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายธิตินันต์ ธัญญสิริ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12894/2557
#575227
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยไม่ได้มีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตโดยตรงต่อศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ทั้งหากโจทก์ได้รับคำร้องและใช้สิทธิคัดค้านคำร้องของจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่ให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 73,085.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 63,586.74 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้ จำเลยที่ 2 ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา จึงต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติไว้มีใจความว่า ...เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งได้สั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้ว หากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 223 และจำเลยอุทธรณ์ไม่ได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวต่อศาลภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ และศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นการอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ให้สั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้... ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์พร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา วันที่ 19 สิงหาคม 2554 ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยไม่ได้มีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาให้แก่โจทก์ จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งหากโจทก์ได้รับคำร้องและใช้สิทธิคัดค้านคำร้องของจำเลยที่ 2 แล้ว ศาลชั้นต้นก็ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และถือได้ว่าเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ใหม่ให้ถูกต้อง

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์แล้วมีคำสั่งคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยที่ 2 ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอกรัฐ โปรดักส์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายสรวิศ รักษ์มณี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12847/2557
#575230
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองชำระภาษีให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาขอคืนภาษีโดยอ้างว่าชำระไว้เกิน เพราะใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นบริษัท ช. ไม่ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองอ้างมูลเหตุตามกฎหมายที่ควรได้รับคืนภาษี และเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับคืนภาษี จึงคืนเงินภาษีให้ เช่นนี้ ย่อมมิใช่การคืนเงินภาษีโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ที่จะถือว่าเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคหนึ่ง ต่อมาโจทก์ตรวจสอบเห็นว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนไปแก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยอมคืน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาเงินค่าภาษีอากรที่มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/31 ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องขอคืนลาภมิควรได้ที่มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีให้โจทก์จำนวน 11,657,157.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 10,954,846.71 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าภาษีให้โจทก์จำนวน 129,389.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 121,594.28 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์จำนวน 10,954,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552) ต้องไม่เกิน 702,310.73 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์จำนวน 121,594.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,795.37 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้ชวนเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทและหุ้นออกใหม่เพื่อรองรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น จำนวน 262,400,649 หน่วย โดยเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท จำนวน 209,900,649 หน่วย และเสนอขายให้แก่พนักงานของบริษัทจำนวน 52,500,000 หน่วย และไม่มีการจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป โดยใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้บริษัทกำหนดราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ในราคาการใช้สิทธิซื้อหุ้น 4.50 บาทต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 และไม่มีข้อจำกัดการโอน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการและเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทได้รับจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าว 2,500,000 หน่วย บริษัทได้คำนวณภาษี ณ ที่จ่ายและเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำส่งแก่โจทก์ โดยใช้ราคาเฉลี่ยหุ้นสามัญของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนเมษายน 2547 เป็นราคา 16.63 บาทต่อหุ้น หักด้วยราคาการที่จะใช้สิทธิซื้อหุ้น 4.50 บาทต่อหุ้น เหลือเป็นราคา 12.13 บาทต่อหุ้น รวมแล้วคิดเป็นเงินได้ 30,325,000 บาท และภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 9,097,500 บาท ต่อมาบริษัทได้รับการจดทะเบียนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2547 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้สิทธินำใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2547 แสดงเงินได้แยกคำนวณกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาโดยระบุว่า จำเลยที่ 1 มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง ตามมาตรา 40 (1) จำนวน 32,860,500 บาท เงินได้จากเบี้ยประชุม ตามมาตรา 40 (2) จำนวน 230,000 บาท รวมเป็นเงินได้ 33,090,500 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีเงินได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง ตามมาตรา 40 (1) จำนวน 5,013,500 บาท เมื่อคำนวณหักเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 มีภาษีต้องชำระ 11,508,965 บาท จำเลยที่ 2 มีภาษีต้องชำระ 1,121,055.71 บาท แต่จำเลยที่ 1 มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือเครดิตภาษี 9,571,925 บาท จำเลยที่ 2 มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือเครดิตภาษี 1,243,575 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระภาษี 1,937,040 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 มีภาษีที่ชำระไว้เกิน 122,519.29 บาท เมื่อนำเงินค่าภาษีที่จำเลยที่ 2 ชำระไว้เกินหักกลบลบกับภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแล้วจึงได้ชำระภาษีเพิ่มเติม 1,814,520.71 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษี (แบบ ค.10) โดยขอคืนเงินภาษีอากรปีภาษี 2547 จำนวน 10,955,595.71 บาท โดยอ้างว่า การหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เนื่องจากเงินได้จำนวน 30,325,000 บาท อันเป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ตามแบบแสดงรายการดังกล่าวข้างต้นเป็นเงินได้จากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 9,097,500 บาท ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธินี้ขณะที่ยังไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงมีมูลค่าเป็น 0 บาท จึงไม่ต้องชำระภาษีและจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษี (แบบ ค.10) ขอคืนเงินภาษีอากร จำนวน 122,519.29 บาท โดยขอคืนภาษีส่วนเกินที่นำไปหักกลบลบภาษีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระ สรรพากรพื้นที่จังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นไปซื้อหุ้นสามัญของบริษัท จึงไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินและเมื่อมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย จึงคืนเงินค่าภาษีให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 10,954,846.71 บาท และคืนให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 121,594.28 บาท แต่ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนภาษีอากร (ค.37) ถึงจำเลยทั้งสองระบุว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ จึงเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่า ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินได้พึงประเมิน โดยใช้ราคาเฉลี่ยของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นซึ่งเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนที่ได้รับเป็นราคาหรือค่าอันพึงมีของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้น เป็นเงินได้ของจำเลยที่ 1 พร้อมกับมีหนังสือแจ้งการสั่งคืนภาษีอากรผิดพลาด แจ้งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินค่าภาษีที่ได้รับไปภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551 แต่ไม่ชำระค่าภาษีคืนให้แก่โจทก์และอุทธรณ์การสั่งคืนเงินภาษีอากรผิดพลาด ครั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2551 โจทก์แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสองว่า คำสั่งแจ้งการสั่งคืนเงินผิดพลาดและแจ้งการยกเลิกหนังสือแจ้งคืนเงินภาษีอากรชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หากบริษัทมีใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญในทำนองเดียวกันจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีดังกล่าวถือว่าในวันที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น จำเลยที่ 1 ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร โดยใช้ราคาเฉลี่ยของใบสำคัญแสดงสิทธิที่ที่จะซื้อหุ้นที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ ซึ่งเป็นราคาหรือค่าอันพึงมีของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้น เป็นเงินได้ของจำเลยที่ 1 จึงต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีประจำปีภาษี 2547 และบริษัทมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ได้ใช้วิธีหักกลบลบกันทำให้จำเลยที่ 1 ชำระภาษีน้อยลง จึงไม่มีสิทธิได้รับคืน ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยทั้งสองชำระค่าภาษีคืนแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินจากจำเลยทั้งสองนี้เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้คืนทรัพย์ฐานลาภมิควรได้ซึ่งขาดอายุความหรือไม่ ปัญหานี้เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชำระภาษีให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยทั้งสองขอคืนภาษีโดยอ้างว่าชำระไว้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระแก่โจทก์ เพราะการที่จำเลยที่ 1 ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ไม่ถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่จำเลยที่ 1 จะต้องเสียภาษี ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองอ้างมูลเหตุตามกฎหมายที่จำเลยทั้งสองควรได้รับคืนภาษีและเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์พิจารณาชั้นแรกแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับคืนภาษีดังมูลเหตุซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างไว้ในการขอคืนภาษี จึงคืนเงินภาษีให้จำเลยทั้งสอง เช่นนี้ ย่อมมิใช่การคืนเงินภาษีอันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองได้รับเงินภาษีนั้นคืนโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ที่จะถือว่าเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคหนึ่ง และเมื่อต่อมาโจทก์ตรวจสอบเห็นว่า ข้ออ้างในการขอคืนภาษีของจำเลยทั้งสองดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องและที่ถูกต้องถือว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับนั้นเป็นเงินได้พึงประเมินที่จำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเงินได้ จึงแจ้งให้จำเลยทั้งสองคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนไปแก่โจทก์ จนในที่สุดเมื่อจำเลยทั้งสองโต้แย้งไม่ยอมคืนเงินภาษีแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ตามมูลเหตุดังกล่าวมานี้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ให้การปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องเสียภาษีดังกล่าว จนเป็นคดีมีข้อพิพาทตามข้ออ้างและข้อเถียงของคู่ความในปัญหาเกี่ยวกับการเสียภาษีและการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินเพราะเหตุเป็นเงินภาษีที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์ โดยอ้างถึงความเป็นเงินได้พึงประเมินอันต้องเสียภาษีแก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐที่จะเรียกเอาเงินค่าภาษีอากรจากจำเลยทั้งสองนั่นเอง ย่อมเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/31 ไม่ใช่การใช้สิทธิเรียกร้องขอคืนลาภมิควรได้ที่มีอายุความ 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ตามที่จำเลยทั้งสองยกเป็นอายุความขึ้นให้การต่อสู้แต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องไม่ใช่สิทธิเรียกร้องในมูลลาภมิควรได้และไม่ขาดอายุความจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นและเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่อุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีที่ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำสืบพยานเอกสารเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าโจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืนเมื่อใดและอุทธรณ์ที่อ้างว่า จำเลยทั้งสองสุจริตต้องคืนเงินเฉพาะเท่าที่ยังเหลืออยู่อีกต่อไป เพราะถึงวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/31 ม. 406 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 39 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นายประเสริฐ มริตตนะพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12803/2557
#575221
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมิใช่ศาลยุติธรรม ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยาน เพื่อให้ศาลชั้นต้นจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 เมื่อจำเลยมิได้ดำเนินการแสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาคดีได้ และเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว จำเลยก็ไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้เนื่องจากเป็นการล่วงเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว

ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัท ต. ที่กำหนดให้บริษัท ต. ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้วยสัมภาระและค่าใช้จ่ายของบริษัท ต. แล้วส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้บริษัท ต. มีสิทธิเช่ามีกำหนดเวลา 15 ปี หรือจะนำบุคคลอื่นมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ก็ได้ โดยบริษัท ต. ต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หากบริษัท ต. ผิดสัญญายอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันทีเช่นนี้ ถือว่ามีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่ในสัญญาดังกล่าว ข้อ 10 ยังได้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าบริษัท ต. ผิดสัญญาข้อใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที เมื่อปรากฏว่าบริษัท ต. ค้างชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาข้อ 7 โจทก์ผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยเช่าช่วงอาคารพาณิชย์พิพาทจากบริษัท ต. และเข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่ทำไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่บริษัท ต. โดยชอบแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยอยู่ต่อมาโดยโจทก์ไม่ยินยอมจึงเป็นละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารพาณิชย์พิพาท เมื่อศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้องอันเป็นค่าเสียหายในอนาคตให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่ควรจะได้รับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าดอกเบี้ยในค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้องอีก เพราะเป็นการซ้ำซ้อนกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 653/15 - 19 และเลขที่ 653/41 - 52 และส่งมอบอาคารดังกล่าวแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ 3,669,098.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,061,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์สำหรับอาคารเลขที่ 653/15 - 19 จำนวน 5 คูหา อัตราคูหาละ 4,500 บาท ต่อเดือน และเลขที่ 653/41 - 52 จำนวน 12 คูหา อัตราคูหาละ 3,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารดังกล่าว

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินและออกจากอาคารพาณิชย์เลขที่ 653/15 - 19 และเลขที่ 653/41 - 52 ให้จำเลยส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 767,227.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 713,700 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2552) จนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกจากอาคารดังกล่าว และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์สำหรับอาคารเลขที่ 653/15 - 19 จำนวน 5 คูหา อัตราคูหาละ 4,500 บาท ต่อเดือน และเลขที่ 653/41 - 52 จำนวน 12 คูหา อัตราคูหาละ 3,000 บาท ต่อเดือน พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและออกจากอาคารดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 36,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลและอำนาจฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยเห็นว่าคดีนี้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองมิใช่ศาลยุติธรรม ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นก่อนวันสืบพยาน เพื่อให้ศาลชั้นต้นจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 เมื่อจำเลยมิได้ดำเนินการแสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิพากษาคดีได้ และเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว จำเลยก็ไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้เนื่องจากเป็นการล่วงเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่บริษัทตรีวาณิช จำกัด โดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัทตรีวาณิช จำกัด ที่กำหนดให้บริษัทตรีวาณิช จำกัด ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ด้วยสัมภาระและค่าใช้จ่ายของบริษัทตรีวาณิช จำกัด แล้วส่งมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และให้บริษัทตรีวาณิช จำกัด มีสิทธิเช่ามีกำหนดเวลา 15 ปี หรือจะนำบุคคลอื่นมาทำสัญญาเช่ากับโจทก์ก็ได้ โดยบริษัทตรีวาณิช จำกัด ต้องชำระค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นเงินเท่ากับค่าเช่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญา หากบริษัทตรีวานิช จำกัด ผิดสัญญายอมให้โจทก์บอกเลิกสัญญาได้ทันทีเช่นนี้ ถือว่ามีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่ในสัญญาดังกล่าวข้อ 16 ยังได้ระบุไว้ชัดเจนว่าถ้าบริษัทตรีวาณิช จำกัด ผิดสัญญาข้อใด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทันที เมื่อปรากฏว่าบริษัทตรีวาณิช จำกัด ค้างชำระค่าเช่าอันเป็นการผิดสัญญาข้อ 7 โจทก์ผู้ให้เช่าจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การที่จำเลยเช่าช่วงอาคารพาณิชย์พิพาทจากบริษัทตรีวาณิช จำกัด และเข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่บริษัทตรีวาณิช จำกัด ทำไว้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแก่บริษัทตรีวาณิช จำกัด โดยชอบแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิอยู่ในอาคารพาณิชย์พิพาทอีกต่อไป การที่จำเลยอยู่ต่อมาโดยโจทก์ไม่ยินยอมจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเช่าจากบริษัทตรีวาณิช จำกัด ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา ตลอดระยะเวลาการเช่า 15 ปี จำเลยจึงควรรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ตามอัตราที่กำหนดในสัญญาดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในอัตราที่สูงกว่านั้นจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 อันเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตที่ช่วยค่าก่อสร้างแก่บริษัทตรีวาณิช จำกัด เป็นเงินหลายล้านบาทนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว ย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์ย่อมมีสิทธิหาประโยชน์โดยการนำออกให้เช่าได้ เมื่อปรากฏว่าอาคารพาณิชย์พิพาทตั้งอยู่กลางเมืองเหมาะสำหรับทำการค้า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่ากับอัตราค่าเช่าที่คณะกรรมการจัดหาประโยชน์ในทรัพย์ของโจทก์ซึ่งมีข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการเข้าร่วมประชุมมีมติไว้นับว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว จำเลยเป็นเพียงผู้เช่าช่วงอาคารพาณิชย์พิพาทจากบริษัทตรีวาณิช จำกัด และเข้าอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาที่บริษัทตรีวาณิช จำกัด ทำกับโจทก์ย่อมไม่อาจยกเอาข้อสัญญาที่สิ้นผลผูกพันระหว่างโจทก์กับบริษัทตรีวาณิช จำกัด แล้วนั้นขึ้นมากล่าวอ้างให้โจทก์ต้องปฏิบัติตามอีกได้ หากจำเลยต้องเสียหายประการใดก็เป็นหน้าที่ของจำเลยต้องไปว่ากล่าวเอาจากผู้ที่ทำให้ตนเสียหายอีกส่วนหนึ่ง กรณีไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนในศาลชั้นต้น โดยลดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนลงตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และลดค่าทนายความให้ด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมีทุนทรัพย์สูงถึง 3,669,098.19 บาท และใช้เวลาดำเนินคดีหลายปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายเป็นเงินต้น 713,700 บาท น้อยกว่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องก็เนื่องจากค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องส่วนใหญ่ขาดอายุความอันเป็นผลดีแก่จำเลยอยู่แล้ว จึงถือว่าศาลชั้นต้นกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความเหมาะสมต่อรูปคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เป็นรายเดือนพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากอาคารพาณิชย์พิพาท เมื่อศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้องอันเป็นค่าเสียหายในอนาคตให้แก่โจทก์ตามจำนวนที่ควรจะได้รับแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าดอกเบี้ยในค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้องอีก เพราะเป็นการซ้ำซ้อนกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าขาดประโยชน์รายเดือนนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองหนองคาย
จำเลย — นางสาวสุบิน กิตติคุณวัฒนะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหนองคาย — นายยงทวี กะวิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12802/2557
#579979
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ม. กับโจทก์และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ตามเอกสารหมาย จ.5 โดยในส่วนของโจทก์ต้องชำระเงินเพิ่มตามสัญญาข้อ 4.2 อันเนื่องมาจากโจทก์เคยทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนแล้วปฏิบัติผิดเงื่อนไข โดยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และบรรษัทดังกล่าวได้ยกเลิกสัญญาแล้ว ซึ่งเป็นข้อความจริงที่เกี่ยวถึงตัวโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งโดยเฉพาะ ย่อมเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่โจทก์เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 295 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้สัญญาดังกล่าวในข้อ 4.2 ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ค้ำประกันรายที่ 5 คือโจทก์จะต้องชำระหนี้เงินตามข้อ 4.2.1 จำนวน 570,000 บาท ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ข้อ 4.2.2 จำนวน 570,000 บาท ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 23 มิถุนายน 2553 และ ข้อ 4.2.3 จำนวน 553,000 บาท ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นความรับผิดเฉพาะตัวของโจทก์ มิฉะนั้นแล้วบรรษัทดังกล่าวคงไม่ตกลงไว้เช่นนั้น ดังนั้นโจทก์จะอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมรับผิดด้วยโดยถือเป็นการรับช่วงสิทธิจากบรรษัทดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสี่หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินคืนโจทก์คนละ 1 ส่วนใน 5 ส่วนของเงินจำนวน 1,743,000 บาท คิดเป็นเงินคนละ 348,600 บาท รวม 4 คน เป็นเงิน 1,394,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินคืนโจทก์คนละ 217,875.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเฉพาะในส่วนที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่กับพวกรวม 8 คน เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทโมราวรรณ การ์เด้น จำกัด ที่มีต่อธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีการโอนสิทธิเรียกร้องต่อมาถึงบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) และบริษัทโมราวรรณ การ์เด้น จำกัด โจทก์กับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับบรรษัทดังกล่าว โดยในส่วนของโจทก์ต้องชำระเงินเพิ่มตามสัญญาข้อ 4.2 อันเนื่องมาจากโจทก์เคยทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนแล้วปฏิบัติผิดเงื่อนไข โดยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และบรรษัทดังกล่าวได้ยกเลิกสัญญาแล้ว ซึ่งเป็นข้อความจริงที่เกี่ยวถึงตัวโจทก์ผู้เป็นลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งโดยเฉพาะ ย่อมเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่โจทก์เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง ในข้อนี้สัญญาดังกล่าวในข้อ 4.2 ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ค้ำประกันรายที่ 5 คือโจทก์จะต้องชำระหนี้เงินตามข้อ 4.2.1 จำนวน 570,000 บาท ภายในวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ข้อ 4.2.2 จำนวน 570,000 บาท ภายใน 30 วันนับจากวันที่ 23 มิถุนายน 2553 และ ข้อ 4.2.3 จำนวน 553,000 บาท ภายใน 60 วัน นับจากวันที่ 23 มิถุนายน 2553 ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นความรับผิดเฉพาะตัวของโจทก์ มิฉะนั้นแล้วบรรษัทดังกล่าวคงไม่ตกลงไว้เช่นนั้น ดังนั้นโจทก์จะอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกันและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมรับผิดด้วยโดยถือเป็นการรับช่วงสิทธิจากบรรษัทดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาจากจำเลยทั้งสี่หาได้ไม่ ส่วนการชำระหนี้ดังกล่าวจะมีผลให้บริษัทโมราวรรณ การ์เด้น จำกัด โจทก์และจำเลยทั้งสี่หลุดพ้นจากหนี้หรือไม่นั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขในข้อ 9 ของสัญญาดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 295 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเทวัญ ตันติจัตตานนท์
จำเลย — นายชาญชัย สุภัทรวณิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายธนิต ภูริเวทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12798/2557
#584763
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันเพื่อสวัสดิการข้าราชการศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 เมื่อการปฏิบัติงานสวัสดิการภายในดังกล่าวตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2530 ข้อ 13 ให้ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แม้จะไม่ได้มีค่าตอบแทนพิเศษและไม่มีคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับ กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการไว้แต่หน้าที่ผู้จัดการโดยทั่วไปย่อมจะต้องดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของพนักงานหรือลูกจ้างในสถานีบริการน้ำมันนั้นให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย รวมทั้งเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการตามสมควรแก่กรณี แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เสนอรายงานที่ตนเองพบข้อสงสัยไปตามลำดับชั้นเพื่อให้มีการจัดการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความไม่สุจริตของพนักงานขาย ทั้งได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มิได้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขายหรือเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 378,888.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 302,361.75 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 355,420.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 282,373.87 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ชำระเงินจำนวน 307,580.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 246,243.02 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ และจำเลยที่ 5 ขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 378,888.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 302,361.75 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 355,420.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 282,373.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ชำระเงินจำนวน 246,243.02 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ชำระเงินจำนวน 307,580.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 246,243.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มิได้มีวัตถุประสงค์ในการค้าขายน้ำมัน แต่สถานีบริการน้ำมันเพื่อสวัสดิการข้าราชการศูนย์กลางสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ได้จัดตั้งขึ้นจากรายได้ของโจทก์ตามมติสภาโจทก์เพื่อดำเนินการจัดจำหน่ายน้ำมันเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการในหน่วยงานในสังกัดโจทก์และอยู่ในความดูแลของกองสวัสดิการซึ่งเป็นส่วนราชการของโจทก์ นอกจากนั้น นางสาววัจนา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในของโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า ทางการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนสร้างสถานีบริการน้ำมัน โจทก์เป็นฝ่ายซื้อน้ำมันมาจำหน่ายโดยใช้เงินจากรายได้ของโจทก์ไม่เกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน นายอานันท์ นิติกร 7 และเป็นกรรมการสอบความรับผิดในทางแพ่งของโจทก์ เบิกความว่า เงินหมุนเวียนที่ใช้ในการซื้อสินค้านำมาจำหน่ายได้รับจากการบริจาคจากบุคคลภายนอกกับเงินที่โจทก์จัดสรรให้บางส่วนเป็นทุนประเดิมไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณตามระเบียบสถาบันเทคโนโลยีว่าด้วยการรับ จ่ายเก็บรักษา เงินรายรับ พ.ศ.2520 ดังนี้ เมื่อน้ำมันที่ขาดหายไปตามฟ้องเป็นสินค้าที่โจทก์ลงทุนซื้อมาจำหน่ายเพื่อนำรายได้มาจัดเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการและลูกจ้างของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินของโจทก์ ส่วนสถานีบริการน้ำมันจะเป็นทรัพย์สินของโจทก์หรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นสาระสำคัญที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากระทำละเมิด ทั้งจำเลยที่ 2 เบิกความยอมรับว่า สถานีบริการน้ำมันของโจทก์จัดตั้งขึ้นในหน่วยงานกองสวัสดิการโจทก์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2530 การดำเนินการสถานบริการน้ำมันของโจทก์ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการและลูกจ้างในสังกัดของโจทก์ จึงเป็นอำนาจในการบริหารจัดกิจการของโจทก์โดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อมาที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ได้รับทราบรายงานผลการตรวจสอบบัญชีสถานีบริการน้ำมันตามเอกสารท้ายฟ้องดังกล่าว แต่ก็เป็นเพียงการรับทราบผลการตรวจสอบถึงน้ำมันที่ขาดหายไปประจำปี 2538 และประจำปี 2537 ของผู้ตรวจสอบภายในของโจทก์เองว่า รวม 2 ปี มีสินค้าขาดหายไปทั้งสิ้น 282,373.87 บาท โดยเฉพาะความข้อ 2 ของรายงานดังกล่าวระบุเป็นข้อเสนอว่า สถานีบริการน้ำมันมีกำไรสะสมทั้งสิ้น 305,871.80 บาท ซึ่งไม่สมควรถือว่าเป็นกำไรที่แท้จริง เพราะหากไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับสินค้าขาดหายได้ และมีการพิจารณาให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายแล้วจะต้องปรับปรุงลดยอดกำไรสะสมซึ่งจะทำให้คงเหลือกำไรสะสมเพียง 23,497.93 บาท แสดงว่าขณะโจทก์รับทราบผลการตรวจสอบตามรายงานดังกล่าวโจทก์ยังไม่ทราบว่าผู้ใดจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากการที่น้ำมันของโจทก์ดังกล่าวขาดหายไป จนกระทั่งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดสรุปรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อโจทก์ว่า จำเลยทั้งห้าต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกรณีน้ำมันขาดหายในปี 2537, 2538 และ 2539 ตามฟ้องตามบันทึกข้อความ และโจทก์รับทราบผลการสอบสวนเดือนเมษายน 2541 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ในวันที่ 27 เมษายน 2541 มิใช่วันที่ 25 ธันวาคม 2539 ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542 ยังไม่พ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิด โจทก์มีนางสาววัจนา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน และนางสาวสุรีรัตน์ หัวหน้าหน่วยตรวจสอบภายใน เบิกความว่า พยานทำการตรวจสอบปริมาณน้ำมันที่สั่งมาจำหน่ายแต่ละปีแล้วคิดหักกับที่จำหน่ายไปตามบันทึกการขายของพนักงานขาย เหลือเป็นส่วนต่างของน้ำมันจำนวนเท่าใดแล้วนำไปเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำมันคงเหลือในถังน้ำมันแต่ละชนิดในปีนั้น ปรากฏว่าในปี 2537, 2538 และ 2539 มีปริมาณน้ำมันคงเหลือน้อยกว่าน้ำมันที่เหลืออยู่ แสดงถึงสินค้าน้ำมันที่ขาดหายไปรายละเอียดตาม ในข้อนี้จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ทั้งเบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ก็มีข้อสงสัยในการทำงานของพนักงานขายด้วย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า น้ำมันของโจทก์ที่ขาดหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทุจริตของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ตามฟ้องจริง จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2537 ตามคำสั่ง เมื่อการปฏิบัติงานสวัสดิการภายในดังกล่าว ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ.2530 ข้อ 13 ให้ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ แม้จะไม่ได้มีค่าตอบแทนพิเศษและไม่มีคำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับ กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการไว้ แต่หน้าที่ผู้จัดการโดยทั่วไปย่อมจะต้องดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของพนักงานหรือลูกจ้างในสถานีบริการน้ำมันนั้นให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย รวมทั้งเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการตามควรแก่กรณี แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้เสนอรายงานที่ตนเองพบข้อสงสัยพนักงานขายไปตามลำดับชั้นเพื่อให้มีการจัดการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับความไม่สุจริตของพนักงานขาย ทั้งได้ความจากจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มิได้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขายหรือเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบมาไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องตามกันมาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
จำเลย — นายประจวบ จันทร์ลอย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธรรมนูญ ม่วงแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12781/2557
#571545
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาทรัพย์สินต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์ และมีอยู่ก่อนอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ทั้งมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับรายได้ประจำของจำเลยที่ 1 ย่อมเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินฝากไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนถึงฐานะและความสามารถในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งว่า การทำนิติกรรมของจำเลยที่ 2 ในการซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40722 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 111/182 แทนจำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่ง และให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง โดยให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นกลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว หากการเพิกถอนไม่อาจกระทำได้ ให้จำเลยที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่มีอยู่กึ่งหนึ่งในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และหากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลส่วนที่เกินศาลละ 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองประกอบอาชีพเป็นตัวแทนขายประกันให้แก่บริษัทอเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด เดิมทำงานร่วมกันอยู่ในหน่วยศิลาทิพย์ โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการหน่วย โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารหน่วย และจำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นตัวแทนขายประกัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร มาตั้งแต่ปี 2537 ต่อมาปี 2552 จำเลยที่ 1 ประพฤตินอกใจโจทก์ไปคบหากับจำเลยที่ 2 และเบิกถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัญชี นำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40722 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 26 เศษ 1 ในส่วน 10 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น เลขที่ 111/182 เนื้อที่ใช้สอย 190 ตารางเมตร ในโครงการภัทรโมทาวน์ จากบริษัทพิจิตร พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์รวม แล้วจำเลยที่ 1 ไปอยู่กินกับจำเลยที่ 2 ที่บ้านดังกล่าว จนกระทั่งในกลางเดือนตุลาคม 2553 จำเลยที่ 1 เกิดมีปากเสียงกับจำเลยที่ 2 และไม่ยอมให้จำเลยที่ 2 อยู่อาศัยในบ้านอีกต่อไป หลังจากนั้นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดพระโขนงเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1797/2553 ขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันตามสำเนาคำฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตกลงแบ่งทรัพย์สินตามที่โจทก์ฟ้องให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งและศาลจังหวัดพระโขนงมีคำพิพากษาตามยอมตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2553 ในวันเดียวกัน โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสอง แล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 40722 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 111/182 เพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2280/2553 ของศาลจังหวัดพระโขนง ภายหลังจากยื่นฟ้องคดีนี้ ปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 กลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาเช่นเดิม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 40722 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 111/182 และจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวม จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าเงินที่นำไปซื้อเป็นของโจทก์ด้วย ทำให้ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เหลือไม่เพียงพอที่โจทก์จะบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้น มิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย" จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้ เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 214 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น เจ้าหนี้ที่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลจึงหมายถึงเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวและต้องเสียเปรียบเนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้เพราะการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้ เมื่อคดีนี้ได้ความว่า นอกจากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินร่วมกันตามที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 จนกระทั่งศาลได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมีทรัพย์สินที่ปรากฏในรายการทรัพย์สินคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 25667 ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ราคา 480,000 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 282112 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 239/182 ราคา 3,452,000 บาท รถยนต์ยี่ห้อเบ็นซ์ รุ่น อี 220 ราคา 400,000 บาท บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ฝากไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ( มหาชน ) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน ) ที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1797/2553 ว่ามียอดเงินในบัญชีเงินฝากปัจจุบันคงเหลือรวมเป็นเงิน 5,907,899 บาท และมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความโจทก์และจำเลยที่ 1 รับว่า จำเลยที่ 1 ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์และจำเลยที่ 1 พักอาศัยร่วมกันในขณะยื่นฟ้องดังที่ปรากฏในภูมิลำเนาที่อยู่ตามฟ้องของโจทก์และจำเลยที่ 1 ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 1 ยังมีรายได้ประจำในการประกอบอาชีพเป็นตัวแทนขายประกันให้แก่บริษัทอเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด ซึ่งเป็นรายได้ที่แน่นอนที่โจทก์สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนประจำเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ได้ เมื่อพิจารณาทรัพย์สินต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์ และมีอยู่ก่อนอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ ทั้งมีที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทที่จำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับรายได้ประจำของจำเลยที่ 1 ย่อมเพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 1 เบิกถอนเงินฝากไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนถึงฐานะและความสามารถในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เช่นนี้โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเพราะเป็นการกระทำที่ไม่ทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอภิญญา จรัสกุณโฮงหรือกุณโฮง
จำเลย — นายทนงศักดิ์หรือณพลพัทธ์ ศิลาพิพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุธัญญา คุ้มวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณรงค์ ประจุมาศ
ชื่อองค์คณะ
ประมวญ รักศิลธรรม
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12756/2557
#575681
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวว่าได้ทำโฉนดที่ดินซึ่ง บ. และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันสูญหาย และแจ้งให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายแล้วนำบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายและหนังสือมอบอำนาจไปใช้และอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ เพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดินแล้วนำใบแทนโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจปลอมไปใช้และอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ เพื่อให้มีรายการแก้ไขจดทะเบียนโฉนดที่ดินจากชื่อ บ. มาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวจำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอนทั้งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจและติดต่อ อ. ให้ประสานกับเจ้าพนักงานที่ดิน เช่นนี้ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดมาตั้งแต่แรก และแม้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานคนละหน่วยงานกัน แต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน คือ เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวตกมาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาปัญหาดังกล่าว แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,137, 264, 267, 268 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 694/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นางปิยะพรรณ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมกับฐานร่วมกันแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 12 เดือน รวมจำคุกคนละ 16 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 694/2554 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยและยกคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ (แจ้งว่าโฉนดที่ดินสูญหาย) นั้น โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนายบุญเสริมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากนางบุญช่วยถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 จำเลยที่ 1 อ้างต่อนายบุญเสริมว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 51907 พร้อมบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 จึงเกิดการทะเลาะกัน นายบุญเสริมตบหน้าจำเลยที่ 1 หลังจากเกิดเหตุนายบุญเสริมถามโจทก์ร่วมเกี่ยวกับโฉนดที่ดินซึ่งทุกคนทราบว่านางบุญช่วยมอบให้โจทก์ร่วมเก็บรักษาไว้ เมื่อทราบว่าโฉนดที่ดินยังอยู่ที่โจทก์ร่วม วันที่ 4 มิถุนายน 2551 โจทก์ร่วมและนายบุญเสริมจึงพากันไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ พบว่าจำเลยที่ 1 ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินโดยใช้หนังสือมอบอำนาจที่มีข้อความระบุว่านางบุญช่วยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 กระทำการแทน มีจำเลยที่ 2 และที่ 4 ลงลายมือชื่อในช่องพยาน ตามหนังสือมอบอำนาจ สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย อันเป็นเท็จ นางบุญช่วยไม่เคยมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ลายพิมพ์นิ้วมือในช่องผู้มอบอำนาจไม่ใช่เป็นของนางบุญช่วย อีกทั้งพันตำรวจโทผดุงศักดิ์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 แจ้งต่อพยานว่าโฉนดที่ดินสูญหาย จำเลยที่ 1 เพียงแต่เบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 1 สอบถามมารดาและพี่ ๆ ทุกคนแล้วไม่ทราบว่าโฉนดที่ดินอยู่ที่ใด จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโฉนดที่ดินอยู่ที่โจทก์ร่วมไม่ได้สูญหาย แต่กลับไปแจ้งต่อพันตำรวจโทผดุงศักดิ์ว่าโฉนดที่ดินสูญหาย เป็นเหตุให้พันตำรวจโทผดุงศักดิ์จดบันทึกลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย แล้วจำเลยที่ 1 นำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารปลอม (หนังสือมอบอำนาจ) ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นของนางบุญช่วย แต่เป็นการปลอมลายพิมพ์นิ้วมือและลายมือชื่อของนางบุญช่วยขึ้นมา การที่จำเลยที่ 1 ใช้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวอ้างยืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและขอโอนที่ดินเฉพาะส่วนของนางบุญช่วยเป็นของตน ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโฉนดที่ดินฉบับจริงอยู่ที่โจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยข้างต้น เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ทราบอยู่แล้วว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมแต่ยังนำไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน เอกสารบันทึกถ้อยคำ อันเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการออกใบแทนโฉนดที่ดิน และจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนอันเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแก้ไขรายการจดทะเบียนโฉนดที่ดินแล้วแก้ไขรายการจดทะเบียนโฉนดที่ดินจากชื่อนางบุญช่วยเป็นชื่อจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการใช้เอกสารปลอม แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก มาตรา 137 และมาตรา 267 สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้พันตำรวจโทผดุงศักดิ์ไม่ได้เบิกความว่าจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยในขณะที่จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความว่าโฉนดที่ดินสูญหาย แต่นายพันธมิตรเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไปกับจำเลยที่ 1 ในวันที่ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินและให้ถ้อยคำว่าโฉนดที่ดินสูญหายด้วย นายสมภพก็เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ไปกับจำเลยที่ 1 ในวันโอนที่ดินเฉพาะส่วนของนางบุญช่วยให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 มีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอน ทั้งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ และติดต่อนายอภิสานให้ประสานกับเจ้าพนักงานที่ดิน เช่นนี้ย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมรู้เห็นเป็นใจกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดมาตั้งแต่แรกพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่าก่อนนางบุญช่วยถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เคยปรึกษานางบุญช่วยแล้วนางบุญช่วยให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนของนางบุญช่วยเป็นของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 1 สอบถามนางบุญช่วยและพี่ ๆ ทุกคนแล้วไม่มีใครทราบว่าโฉนดที่ดินอยู่ที่ใด นางบุญช่วยพิมพ์ลายนิ้วมือและลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจด้วยตนเองนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวว่าได้ทำโฉนดที่ดินซึ่งนางบุญช่วยและจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันสูญหาย และแจ้งให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายแล้วนำบันทึกรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหายและหนังสือมอบอำนาจปลอมไปใช้และอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ เพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดิน แล้วนำใบแทนโฉนดที่ดินและหนังสือมอบอำนาจปลอมไปใช้และอ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ เพื่อให้มีรายการแก้ไขจดทะเบียนโฉนดที่ดินจากชื่อนางบุญช่วยมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าว เป็นการกระทำคนละวันและต่อเจ้าพนักงานคนละหน่วยงานกัน แต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน คือ เพื่อให้ที่ดินดังกล่าวตกมาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาปัญหาดังกล่าว แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และยังเห็นว่า พินัยกรรมของนางบุญช่วย นางบุญช่วยยกกรรมสิทธิ์กึ่งหนึ่งที่มีอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 51907 และบ้านที่ปลูกอยู่ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงไม่ร้ายแรงมากนัก อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน คำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 694/2554 (หมายเลขแดงที่ 2036/2554) ของศาลชั้นต้นนั้น ก็ปรากฏว่าในคดีดังกล่าวศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างบรรดาญาติพี่น้องที่ขัดแย้งกัน จึงเห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่เพื่อให้หลาบจำจึงเห็นควรลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 267, 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันได้จากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 694/2554 (หมายเลขแดงที่ 2036/2554) ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 137 ม. 264 วรรคแรก ม. 267 ม. 268 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางปิยะพรรณ มณีขาว
จำเลย — นางสาววริษฐาหรือวริษฐหรือสารภี มณีขาว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางวรรณภร ลิ้มเฉลิม
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา