โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าให้จำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ค้างชำระค่าบำเหน็จนายหน้าจึงขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าบำเหน็จนายหน้าแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในวันเวลาต่างกันกับคำฟ้อง เช่นนี้ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระแก่โจทก์ก็เนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อสินค้าเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าบำเหน็จนายหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดชำระค่าบำเหน็จนายหน้าที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 จึงเกิดจากการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เช่นเดียวกัน กรณีจึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ใช่หนี้ค่าบำเหน็จของการสั่งซื้อค่าสินค้าตามฟ้องในครั้งนี้ก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เป็นมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน คือหนี้เงินและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว จึงชอบที่จะนำมาหักกลบลบกันได้และพิจารณาพิพากษาไปในคราวเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมไม่
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในข้อที่ 1 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,150,000 บาท โดยแบ่งชำระงวดที่ 1 ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เป็นเงิน 600,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 2 กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินว่า จำเลยที่ 2 จะชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เมื่อการชำระหนี้กระทำโดยจำเลยที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันดังกล่าวก็ต้องปรากฏยอดเงินที่จำเลยที่ 2 โอนไป จึงจะถือว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตรงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
เงื่อนไขการโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตกำหนดว่า หากลูกค้าทำรายการภายในเวลา 22 นาฬิกา ของวันทำการ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีผู้รับโอนภายในวันทำรายการที่ 2 ถัดจากวันที่กำหนดโอนเงิน ลูกค้าที่สมัครวิธีโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะต้องรับทราบเงื่อนไขและขั้นตอนการโอนเงินของธนาคาร โดยลูกค้าจะต้องลงลายมือชื่อรับทราบไว้ จำเลยที่ 2 รู้เงื่อนไขของธนาคารว่าเงินที่จำเลยที่ 2 โอนจะเข้าบัญชีของผู้รับโอนเมื่อใด แม้จำเลยที่ 2 จะโอนเงินก่อนวันถึงเวลากำหนดชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 1 วัน แต่เงินที่โอนนั้นเข้าบัญชีโจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาชำระเงินถึง 4 วัน จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้
โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายราคาคงที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมน้ำมันเตาจำนวน 6,030,000 ลิตร ภายในช่วงเวลาที่กำหนด วันเดียวกัน โจทก์ทำสัญญาสั่งซื้อน้ำมันชนิดดังกล่าวจากบริษัท ช. เพื่อสำรองส่งมอบให้จำเลยภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โดยทำเป็นสัญญาซื้อขายเพื่อความแตกต่างซึ่งเป็นประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน หลังจากจำเลยทำสัญญากับโจทก์แล้ว จำเลยซื้อน้ำมันจากโจทก์ไม่ครบจำนวนตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามสัญญาซื้อขายราคาคงที่ฯ ข้อ 4.1 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่อาจสั่งซื้อสินค้าได้ครบตาม ข้อ 1.4 ของสัญญานี้...ผู้ขายมีสิทธิเลือกที่จะปรับผู้ซื้อตามข้อ 4.3 และสัญญาดังกล่าว ข้อ 4.3 ระบุว่า ค่าเสียหายจะเท่ากับค่าปรับดังต่อไปนี้ของจำนวนสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบ (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า) 4.3.1 ร้อยละ 10 (สิบ) ของจำนวนราคาสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบตามสัญญาข้อ 1.4 ของสัญญานี้ 4.3.2 หรือเท่ากับมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่น ๆ ภายในประเทศที่ต่ำกว่าในประเภทสินค้าเดียวกันอย่างน้อย 2 ราย และเอกสารแนบท้าย ก. ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่ไม่สามารถรับสินค้าปริมาณการสั่งซื้อนั้นไว้ได้...ผู้ซื้อจะถูกปรับ (และอาจถูกปรับสูงขึ้น) โดยจะต้องชำระราคาเพิ่มอีก 10% จากราคาตามข้อ 5 หรือชำระมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตกลงกันตามข้อ 5 กับราคาตลาด (เฉพาะกรณีที่ราคานั้นต่ำกว่าราคาตามข้อ 5) ของผู้ค้าน้ำมันหลักรายอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ราย คูณจำนวนที่ยังสั่งซื้อไม่ครบ เมื่อพิจารณาประกอบกับใบกำกับสินค้า (Invoice) หรือใบแจ้งหนี้ ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าค่าเสียหาย คือ ส่วนต่างระหว่างราคาคงที่ตามสัญญากับราคาน้ำมันในตลาดขณะนั้นซึ่งต่ำกว่า เมื่อโจทก์จ่ายค่าเสียหายนี้ให้แก่บริษัท ช. ตามสัญญาเพื่อความแตกต่างที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทดังกล่าว โจทก์ย่อมเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ได้ตามสัญญาซื้อขายราคาคงที่ฯ ข้อ 4.3.2 แม้โจทก์จะไม่ได้คิดคำนวณค่าเสียหายจากมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่น ๆ ภายในประเทศที่ต่ำกว่าในประเภทสินค้าเดียวกันอย่างน้อย 2 ราย ตามข้อสัญญา ก็ตาม แต่การคิดค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะค่าเสียหายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ช. เป็นผู้ค้ารายใหญ่ ต้นทุนการดำเนินการย่อมต่ำกว่าผู้ค้ารายย่อยอื่น ๆ ในประเทศอยู่แล้ว โจทก์นำสืบค่าเสียหายว่าต้องจ่ายเงินที่เป็นส่วนต่างของราคาน้ำมันให้แก่บริษัท ช. เป็นเงิน 42,587,757 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และเนื่องจากเป็นหนี้เงิน จึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมศ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เคยเป็นภริยาของ น. และได้เสนอขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เห็นกับ น. ไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการร่วมหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้เห็นได้ว่า ศ. สมรู้ร่วมคิดกับ น. ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2536 ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ได้กระทำการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ของตน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโจทก์คู่สัญญาโดย ศ. ผู้แทนโจทก์ซึ่งเคยเป็นภริยาของตนเอง ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 411 ที่โจทก์ผู้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หาอาจเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องคืนเงินตามเช็คจำนวน 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง แต่จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง การที่จำเลยระบุในคำให้การว่าโจทก์ฟ้องเกินสิบปี จึงขาดอายุความนั้น ถือได้ว่าอายุความที่จำเลยอ้างคือ อายุความมรดกตามมาตรา 1754 จึงไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก ตามมาตรา 1733 วรรคสอง แม้จำเลยร่วมให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกก็ตาม แต่จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ถือไม่ได้ว่าจำเลยยกอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกขึ้นต่อสู้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ แม้โจทก์ไม่ฎีกาข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วร่วมกันตัดต้นแสมของผู้เสียหาย และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 83, 358, 362, 365 แม้ในคำฟ้องจะไม่ได้บรรยายมาด้วยว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขก็ตาม แต่ในคำฟ้องระบุว่ามีการเข้าไปตัดฟันต้นแสม ย่อมมีความหมายบ่งชี้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขอยู่แล้ว ซึ่งจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
เมื่อตามฟ้องของโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์รวมกันมาเป็นกรรมเดียว และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษในความผิดดังกล่าวทุกกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษคนละ 2 ปี ส่วนความผิดฐานบุกรุกให้ยกฟ้องนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษในฐานความผิดตามฟ้องจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยทั้งสองไม่เกินกำหนดดังกล่าว ทั้งมิใช่กรณีที่เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 แม้โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่คำร้องดังกล่าวระบุขอให้รับรองให้ฎีกาเฉพาะคำขอส่วนแพ่ง และผู้พิพากษามีคำสั่งว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ควรสู่ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ฎีกา ดังนี้ จึงเป็นการที่ผู้พิพากษาให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเท่านั้น ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนัก เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการที่เกิดเหตุที่รถซึ่งโจทก์รับประกันภัยสูญหายจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 4 ประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ที่ว่าทำต่อบุคคลอื่น หมายถึง ทำหรือการกระทำต่อสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งรวมถึงการงดเว้นไม่กระทำกรณีมีหน้าที่ต้องกระทำด้วย โดยหน้าที่ดังกล่าวรวมถึงหน้าที่ตามสัญญา หน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์และหน้าที่ตามกฎหมาย สำหรับหน้าที่ตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีสัญญาระหว่างฝ่ายโจทก์กับฝ่ายจำเลย สำหรับตามสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 4 กับฝ่ายจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยเป็นการจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 เท่านั้น ไม่ได้จ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัยหรือผู้เช่าห้องพักในโครงการด้วยแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้เช่าห้องในโครงการ ส่วนหน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ก็ได้ความว่าทางปฏิบัติจำเลยที่ 4 ไม่ได้จัดให้มีการตรวจรถที่แล่นเข้าออกโครงการ ไม่ได้จัดให้มีการแลกบัตรหรือแจกบัตรแก่ผู้ขับรถเข้าออกโครงการ อันอาจทำให้เห็นเป็นปริยายถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้เช่าห้องในโครงการ สำหรับหน้าที่ตามกฎหมายคือ ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ มาตรา 546 ถึงมาตรา 551 ก็ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยที่ 4 ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินของผู้เช่า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ผู้ให้เช่า ประมาทเลินเล่อทำต่อผู้เช่าห้องในโครงการโดยผิดกฎหมายให้ผู้เช่าเสียหายแก่รถที่โจทก์รับประกันภัยอันจะเป็นการทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เช่ารวมทั้งโจทก์ผู้รับประกันภัย โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยที่ 4 ได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมสัญญากู้และสัญญาซื้อขาย แล้วจำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวไปเป็นหลักฐานฟ้องโจทก์ก็ด้วยเจตนาที่จะบังคับให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อได้ว่าการกรอกข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวทำในคราวเดียวกัน แม้จะเขียนวันที่คนละวันก็ตาม ส่วนการใช้เอกสารทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 1 ก็ใช้ในคราวเดียวกัน และการปลอมเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับดังกล่าวก็เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบกันด้วยเจตนาเดียวคือบังคับตามสัญญาซื้อขาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 2 ฉบับ เป็นความผิด 2 กระทง และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ 2 กระทง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการแก้ไขข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงที่เสนอต่อศาลแต่แรก ผู้คัดค้านต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นได้ก่อนนั้น หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (3) และ 180 คดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน หากผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอแก้ไขพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำคัดค้านจึงต้องยื่นก่อนวันสืบพยานในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2552 จึงล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งผู้คัดค้านอ้างว่าเพิ่งค้นพบพินัยกรรมฉบับใหม่ในเดือนมีนาคม 2552 หากผู้คัดค้านประสงค์จะเปลี่ยนพินัยกรรมตามคำคัดค้านเป็นพินัยกรรมฉบับใหม่ก็สามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ขณะนั้น การที่ผู้คัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องภายหลังทราบผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของ ม. ตามพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน และมีการสืบพยานผู้ร้องเสร็จแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรและไม่ใช่กรณีขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านชอบแล้ว
แม้ผู้คัดค้านจะมีคำขอให้มีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. โดยมิได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ร่วมกับผู้ร้องก็ตาม แต่หากศาลเห็นว่าการแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมรดกยิ่งขึ้น ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลยพินิจแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้
จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อกับสายลับ จำเลยที่ 2 และติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อซื้อขายและจัดหาธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปลอม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง ของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม อันพึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.วิ.อ. มาตรา 28 บัญญัติให้ทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหาย เป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยไม่จำต้องมีการสอบสวนความผิดนั้นมาก่อน แต่ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ทั้งต้องเป็นการสอบสวนที่ไม่บกพร่องหรือผิดพลาดในส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญด้วย เพราะมิเช่นนั้นแล้วต้องถือว่า เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน อันมีผลทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง การสอบสวนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการฟ้องคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนความผิดที่ได้กระทำลงในราชอาณาจักรไว้ในมาตรา 2 (6) และมาตรา 18 กับมาตรา 19 โดยมีสาระสำคัญว่า การสอบสวนต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน ทั้งการสอบสวนต้องกระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจ
โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า การกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก คือการร่วมกับจ่าสิบตำรวจ อ. จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 21/2555 ของศาลชั้นต้น นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจากผู้เสียหายไปจำนำแก่ ก. โดยระบุว่า เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่ต่อมาในชั้นพิจารณากลับได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ว. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า การจำนำรถยนต์อันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดของจำเลยเกิดขึ้นที่เขตเพชรเกษม อันเป็นท้องที่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม ดังนี้ พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษมซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิดย่อมเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่อื่นนอกจากนี้ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนได้ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร และถูกจับกุมดำเนินคดีนี้โดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาล หนองค้างพลู เช่นนี้ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยจะเป็นผู้รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ทั้งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีเขตรับผิดชอบในท้องที่ซึ่งบริษัทผู้เสียหายตั้งอยู่ แต่เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยไม่ใช่พนักงานสอบสวนที่ ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสาม กำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยทำการสอบสวนจำเลย จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 จึงเป็นกรณี ที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว มิใช่หลายกรรม ทั้งการกระทำอันเป็นความผิดฐานยักยอกตามที่กล่าวหาคือการที่ผู้ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ดังนั้น ความผิดฐานยักยอกย่อมเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วเมื่อจำเลยและจ่าสิบตำรวจ อ. ร่วมกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจากผู้เสียหายไปจำนำแก่ ก. การกระทำของจำเลยจึงหาใช่ความผิดต่อเนื่องที่ได้กระทำในหลายท้องที่ ทั้งกรณีซึ่งจะถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ อันจะทำให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดมีอำนาจทำการสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 นั้น หมายแต่เฉพาะเมื่อสภาพและลักษณะแห่งการกระทำความผิดนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ใดในหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบสวน โดยมิได้หมายรวมถึงกรณีที่เป็นการแน่นอนอยู่แล้วว่า ความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด ดังนี้ แม้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 และมาตรา 124 ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลย การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน ย่อมมีผลให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้
จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของวัด ก. จากกรมการศาสนามีกำหนด 3 ปี เพื่อปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้าง ทำถนนและคูน้ำ โดยยกกรรมสิทธิ์ให้แก่กรมการศาสนา มิฉะนั้นกรมการศาสนามีสิทธิปรับเป็นรายวัน เมื่อทำการปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว กรมการศาสนาให้จำเลยมีสิทธิทำสัญญาเช่ามีกำหนด 30 ปี นับแต่กรมการศาสนาตรวจรับสิ่งปลูกสร้าง แต่จำเลยไม่ดำเนินการปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา และภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเช่า โจทก์ซึ่งรับโอนกิจการบริหารจากกรมการศาสนาหาได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่ ส่วนจำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา ทั้งจำเลยยังชำระค่าเช่าที่ดินตลอดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งกรมการศาสนาและโจทก์ต่างก็มีส่วนรับชำระค่าเช่าที่ดินในระหว่างนี้จากจำเลยด้วยโดยมิได้มีการเร่งรัดบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ถือเป็นการทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แสดงว่ากรมการศาสนาและโจทก์มิได้ถือเอาเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่ดินเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและชำระค่าปรับได้
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้โจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องต้องลงลายมือชื่อไว้ตามที่แบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาได้กำหนดไว้ แต่คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง แม้จะมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้เขียนหรือพิมพ์เท่านั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าบริษัท พ. ผู้รับตราส่งได้รับสินค้าไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อนและได้ชำระค่าระวางไว้แล้วเพื่อให้พ้นจากความรับผิดต่อการที่สินค้าเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 วรรคแรก จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว
สินค้าม้วนแผ่นเหล็กพิพาทตกจากที่สูงจนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ดังเห็นได้จากรูปถ่ายในรายงานการสำรวจความเสียหาย แสดงว่าเมื่อตกจากที่สูงแล้วปรากฏร่องรอยให้เห็นได้ด้วยสายตาว่าเป็นรอยหรือบุบ (Dent) ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ของบริษัท พ. บันทึกไว้ในใบรับสินค้าว่า "Coil เด็นมาจากท่าเรือ" จึงถือได้แล้วว่าเป็นการอิดเอื้อน ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลง
จำเลยที่ 1 เพียงแต่ทำหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 3 ในเรื่องการจองระวางเรือ การรับสินค้า และการชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ ซ. แทนจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนของทางทะเลพิพาทกับ ซ. แทนจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 824
ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สินค้าสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งการสูญหายไปเช่นนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเสียสิทธิในการจำกัดความรับผิดก็ต่อเมื่อโจทก์พิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการโดยการละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ ทั้งไม่มีข้อเท็จจริงอื่นพอที่ศาลจะอนุมานเอาจากพฤติการณ์ทั้งปวงได้ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการการละเลยหรือไม่เอาใจใส่จนเป็นเหตุให้สินค้าพิพาทสูญหายไปตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เสียสิทธิที่จะจำกัดความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534
โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ในต่างประเทศหลายประเทศ โจทก์ที่ 1 เคยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในประเทศไทย หลังจากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสองพบว่าจำเลยทั้งสี่ผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า แครีบัลค์ (CarriBulk) เมื่อโจทก์ทั้งสองพิจารณารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ (specification) และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์ (drawings) แล้วเชื่อว่ามีการลอกเลียนข้อมูล อันเป็นการกระทำที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงมีเหตุผลสมควรให้โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่เพื่อปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมายได้ การที่โจทก์ทั้งสองมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ทั้งสองและขอให้ยุติการกระทำละเมิด เป็นขั้นตอนตามปกติของการดำเนินการก่อนฟ้องคดี ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารก็เป็นสิทธิของคู่ความที่เห็นว่าเอกสารที่ตนประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก โดยคู่ความฝ่ายนั้นสามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้บุคคลที่ครอบครองส่งต้นฉบับเอกสารนั้นได้ การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีของตน แม้ภายหลังโจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานก็เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าไม่จำเป็นต้องอ้างเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของตน ข้อเท็จจริงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์ทั้งสองต้องการกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสี่โดยมุ่งต่อผลที่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่ จึงไม่ใช่การที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 การดำเนินคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต
โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับตู้ขนส่งสินค้า และโจทก์ที่ 1 จัดตั้งบริษัทโจทก์ที่ 2 ในประเทศไทย เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ดังกล่าว โดยปรากฏในวัตถุประสงค์ ข้อ 1 ตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์ว่า "ทำการผลิต จำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อใช้ในการบรรจุสินค้าในอุตสาหกรรมขนส่ง..." การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าเพื่อการขนส่งด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้า (flexible liner) ก็คือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับตู้ขนส่งสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์นั่นเอง สินค้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตและจำหน่ายดังกล่าวจึงเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองในประเทศไทย โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหายจากการออกสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 หากการออกสิทธิบัตรนั้นเป็นการออกสำหรับการประดิษฐ์ที่ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง
การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย (1) ถุงลมหกเหลี่ยมด้านไม่เท่าเมื่อเติมอากาศเข้าไปในถุงลมจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดที่ก่อให้ผนังของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้าบริเวณที่ถุงลมติดตั้งอยู่ยกตัวดันให้สินค้าไหลมาสู่ช่องสำหรับเปิดให้สินค้าไหลออก ที่ถุงลมประกอบด้วยท่ออ่อนตัวสำหรับเป่าลมที่มีลิ้นเปิดปิดสำหรับควบคุมการไหลของอากาศเข้าสู่ถุงลม และมีวาล์วแบบเกลียวหมุนสำหรับปล่อยอากาศออกจากถุงลม (2) แถบอ่อนตัว ซึ่งมีสองชนิด ชนิดแรกเป็นแถบอ่อนตัวที่แต่ละอันติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้าง มีรูตลอดแนวและแต่ละรูของแถบอ่อนตัวแต่ละอันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน ชนิดที่สองเป็นแถบอ่อนตัวแบบทึบ ติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าของตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านบนและผนังด้านข้าง (3) ชุดขอแขวนติดอยู่ที่ด้านนอกของผนังด้านบนของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้า ชุดขอแขวนประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุ แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเข้ากับตู้ขนส่งสินค้า เมื่อพิจารณางานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 และสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีภาชนะสำหรับบรรจุสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่มีส่วนประกอบคือถุงลมที่เมื่อเติมอากาศเข้าไปจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดและที่ถุงลมมีท่ออ่อนตัวซึ่งมีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุน ไม่ปรากฏว่ามีแถบอ่อนตัวติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้าง และไม่ปรากฏว่ามีชุดขอแขวนซึ่งประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุจำนวน 4 รู แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวเข้ากับตู้ขนส่งสินค้า ดังนั้น การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่ใช่การประดิษฐ์ซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
กรณีที่ข้อถือสิทธิมีความชัดเจน ลักษณะของการประดิษฐ์ต้องถือตามข้อความที่บรรยายในข้อถือสิทธินั้น ส่วนรูปเขียนประกอบเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้ข้อความที่บรรยายชัดเจนขึ้น ในเรื่องถุงลม จำเลยที่ 2 บรรยายในข้อถือสิทธิว่า "...ถุงลมดังกล่าวเมื่อเติมอากาศเข้าไปในถุงลมจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด..." ซึ่งมีความชัดเจนเพียงพอ และไม่อาจตีความว่ารูปทรงของด้านปลายฐานกว้าง เป็นรูปวงรีปลายแหลมได้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าภาชนะอ่อนตัวตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เมื่อเติมอากาศเข้าไป ถุงลมสามารถขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด รูปร่างของถุงลมตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 จึงแตกต่างจากถุงลมซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
คำว่า ลิ้นเปิดปิดตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 หมายถึงระบบวาล์ว นั่นเอง และเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้ถ้อยคำว่า "a valve device for controlling air into the air bag" ซึ่งหมายความว่า วาล์วเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อควบคุมปริมาณลมที่เข้าสู่ถุงลม ดังนั้น ลิ้นเปิดปิดกับวาล์วตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ในเรื่องการใช้วาล์วกับถุงลมนี้เคยปรากฏอยู่ในภูมิหลังของการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ 6,837,391 บี 2 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า วาล์วที่ใช้เปิดและปิดที่ติดตั้งกับถุงลม (Inflation/Deflation Valve for a bag to be filled with air) ระบุว่ามีการเสนอว่าถุงที่ผลิตจากผ้าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง ดังนั้น จึงต้องใช้วาล์วเพื่อให้ปล่อยลมจากถุงได้อย่างรวดเร็วแต่ไม่ทำให้ช่องที่เปิดในถุงฉีกขาด นอกจากนี้ การใช้วาล์วซึ่งทำให้ปล่อยลมได้อย่างรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสเติมลมให้แก่ถุงลมก่อนใช้เพื่อทดสอบความแน่นของอากาศด้วย ภูมิหลังของการประดิษฐ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า วาล์วที่ใช้ง่าย ๆ เพื่อเติมลมอย่างรวดเร็วต้องมีก้านวาล์ว (valve stem) กับหัวเติมลม ซึ่งสามารถนำมาติดบนก้านได้เพื่อให้ผู้ใช้เติมลมแก่ถุงลม ในหลายกรณีหัวเติมลมหรือหัวฉีดมีระบบสำหรับติดกับก้านวาล์วเพื่อให้อยู่กับที่ในระหว่างเติมลมโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องถือเพื่อให้อยู่กับที่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าการติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวและการติดตั้งวาล์วที่ถุงลมเป็นวิธีการสามัญที่ใช้กันทั่วไป ยิ่งกว่านั้นสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกายังเปิดเผยการใช้วาล์วที่ใช้เปิดปิดสำหรับการเติมอากาศเข้าไปในถุงลม ซึ่งมีส่วนประกอบคือกระบอกสวมสำหรับสอดเข้าไปในช่องที่เปิดในผนังของถุงวาล์วรวมทั้งส่วนประกอบวาล์ว และฝาสำหรับครอบกระบอกสวม อันเป็นการปรับปรุงวาล์วเพื่อใช้ควบคุมการเติมอากาศเข้าไปในถุงลมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,335,820 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ภาชนะและระบบจ่ายของแข็งที่ไหลได้ (Container and Dispenser System for Flowable Solids) มีข้อความระบุถึงการใช้วาล์วกับถุงลมว่า "การวางหัวฉีด อาจจัดให้มีระบบวาล์วต่าง ๆ หรือระบบที่เหมือนกันอยู่ภายในนั้นเพื่อช่วยในการเติมลม เพื่อการบำรุงรักษาถุงลม ในภาวะที่มีลม และเพื่อการปล่อยลม ระบบวาล์วแบบธรรมดาอาจนำมาใช้ได้" และสิทธิบัตรดังกล่าวยังเปิดเผยโดยอ้างถึงรูปที่ 3 ว่า การจัดวางถุงลม ประกอบด้วยถุงก๊าซที่พองได้ ถุงก๊าซ สามารถเติมลมโดยผ่านการจัดวางหัวฉีด ในรูปที่ 3 ถุงก๊าซ ถูกแสดงให้เห็นว่าอยู่ติดกับแหล่งที่มา ของอากาศที่ถูกบีบอัดเพื่อใช้การเติมลม จากภูมิหลังการประดิษฐ์ประกอบการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาดังกล่าวแสดงว่าการติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวและการติดตั้งวาล์วที่ถุงลมเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญที่จะดัดแปลงวาล์วให้เข้ากับถุงลมตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 นอกจากนี้ การทำงานของท่ออ่อนตัวที่มีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุนตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดการตกค้างของสินค้าที่อยู่ในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ รวมทั้งตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 ก็มีการใช้ท่ออ่อนตัว (flexible inflation tube) อยู่ก่อนแล้ว การติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวหรือติดตั้งวาล์วที่ถุงลมจึงเป็นเพียงการนำสิ่งต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน (aggregation) โดยไม่ได้มีผลในการช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในเรื่องการตกค้างของสินค้า การประกอบเข้าด้วยกันดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการประดิษฐ์ดังกล่าวสามารถคาดหมายได้ ย่อมมิใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7
สำหรับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในเรื่องแถบอ่อนตัวซึ่งแต่ละอันที่ติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้างมีรูตลอดแนวและแต่ละรูของแถบอ่อนตัวแต่ละอันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน และแถบอ่อนตัวซึ่งเป็นแบบทึบติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าของตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านบนและผนังด้านข้างนั้น จำเลยที่ 4 พบว่าเมื่อติดตั้งคอนเทนเนอร์ไลเนอร์เข้ากับตู้ขนส่งสินค้าแล้ว จะมีช่องว่างระหว่างผนังคอนเทนเนอร์ไลเนอร์กับผนังตู้ขนส่งสินค้าโดยเฉพาะด้านบน เนื่องจากเมื่อแขวนคอนเทนเนอร์ไลเนอร์แล้ว ส่วนผนังด้านบนจะหย่อนลงมาหรือที่เรียกว่า "ตกท้องช้าง" และเกิดช่องว่างซึ่งทำให้ในระหว่างการบรรจุสินค้าโดยเฉพาะในเวลากลางคืน จะมีแมลงหรือจิ้งจก รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนเข้าไปในช่องว่างดังกล่าว จำเลยที่ 4 จึงคิดประดิษฐ์แถบพลาสติกตรงรอยต่อระหว่างผนังด้านข้างและผนังด้านบนของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ หรือเรียกว่า แถบอ่อนตัว เพื่อนำมาปิดช่องว่างดังกล่าว จำเลยที่ 4 ประดิษฐ์แถบอ่อนตัวเป็น 2 แบบ คือ แถบอ่อนตัวแบบมีรู กับแบบไม่มีรู ซึ่งมีลักษณะการใช้งานต่างกัน แบบมีรูสามารถสอดแท่งเหล็กผ่านแถบอ่อนเข้ายังสายห่วงคล้องไปช่วยพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ไม่ให้มีรอยยับย่นและคงรูปทรงให้เรียบร้อย ส่วนแบบไม่มีรูจะปิดช่องว่างได้อย่างมิดชิด เหมาะสำหรับขนส่งสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารหรือเกี่ยวข้องกับอาหารที่เน้นไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนหรือแมลงเข้าไปในตู้ขนส่งสินค้า สำหรับในกรณีลูกค้าที่ใช้ลำเลียงผลิตภัณฑ์ด้วยสายพาน อาจจะดูดอากาศในช่องว่างระหว่างผนังตู้ขนส่งสินค้ากับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ให้เกิดสุญญากาศ แถบอ่อนดังกล่าวยังช่วยให้คงสภาวะสุญญากาศที่ช่องว่างระหว่างผนังแต่ละด้านของตัวภาชนะบรรจุสินค้าได้ด้วย ในกรณีของแถบอ่อนตัวแบบมีรูนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์คงรูปอยู่ได้เช่นเดียวกับแถบกันกระเทือนตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,837,391 บี 2 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ระบบกันกระเทือนสำหรับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ใช้ขนสินค้าเทกอง (Suspension System for Bulk Material Cargo Container Liner) เปิดเผยถึงการใช้แถบกันกระเทือนกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับสินค้าเทกองว่า แถบกันกระเทือนดังกล่าวเป็นแถบคู่แนวตั้ง แถบติดตั้งอยู่คนละด้านที่ส่วนหัวมุมบนด้านหน้า ตรงกันข้ามกันที่ส่วนมุมบนด้านหน้าของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ แถบกันกระเทือนแต่ละอันประกอบด้วยรูวงแหวนจำนวน 5 รู จะยึดแกนเหล็ก (finger bars) ไว้ แกนเหล็กดังกล่าวติดตั้งอย่างคงที่อยู่ที่ส่วนผนังด้านในของตู้ขนส่งสินค้าแบบเทกอง และจะสอดผ่านรูวงแหวนทำให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์คงรูปอยู่ได้ การประดิษฐ์ในส่วนนี้จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่จะดัดแปลงแถบกันกระเทือนดังกล่าวเข้ากับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น แถบอ่อนตัวแบบมีรูตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะเป็นการดัดแปลงแถบกันกระเทือนดังกล่าวจึงเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7
ส่วนกรณีการใช้แถบอ่อนตัวแบบทึบนั้น ปรากฏจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในส่วนการเปิดเผยการประดิษฐ์ที่สมบูรณ์ว่า "...ปิดแถบอ่อนตัวในแนวตั้งแบบทึบ 10 บี ให้แนบกับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้าทั้ง 2 ข้าง หลังจากใช้ท่อดูดอากาศ (ไม่ได้แสดงแบบไว้) ดูดอากาศระหว่างช่องว่างรอบตู้ขนส่งสินค้าออกจนหมดแล้ว..." การใช้ท่อดูดอากาศดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าจำเลยที่ 2 ต้องการให้เกิดสภาวะสุญญากาศระหว่างผนังของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์และผนังของตู้ขนส่งสินค้า ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของกรรมการบริษัทโจทก์ทั้งสอง ที่ว่า นอกจากจะใช้วิธีการแขวนกับห่วงหรือตัวเกี่ยวภายในตู้ขนส่งสินค้าเหมือนกับการกางมุ้งแล้ว ยังนำความเป็นสุญญากาศมาใช้ กล่าวคือ ดูดอากาศที่มีอยู่ระหว่างผนังภายในของตู้ขนส่งสินค้ากับพื้นผิวภายนอกของบรรจุภัณฑ์ออกเสียให้หมด เมื่อบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีเนื้อที่อ่อนตัวและทึบ อากาศผ่านไม่ได้ จะถูกดูดติดกับผนังด้านในของตู้ขนส่งสินค้า อันเป็นปรากฏการณ์ของระบบสุญญากาศ ซึ่งเป็นที่รู้และใช้กันมานาน รวมทั้งโจทก์ทั้งสองใช้ระบบนี้กับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ใช้ห่วงหรือขอเกี่ยว นอกจากนี้ ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,244,332 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า วิธีการขนสินค้าเทกองและอุปกรณ์ (Bulk Loading Method and Apparatus) อ้างถึงผนึกสุญญากาศ โดยการดูดอากาศภายในเทรลเลอร์หรือตู้ขนส่งสินค้าที่อยู่ระหว่างพลาสติกไลเนอร์กับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้า ซึ่งตามรูปที่ 7 ของสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา ท่อดูดอากาศแนวตั้งคู่หนึ่ง ถูกสอดเข้าไปภายในผนังด้านข้างที่ท้ายของรถกึ่งเทรลเลอร์ใกล้ส่วนพับของประตู และสิทธิบัตรดังกล่าวยังอ้างถึงการปิดผนึกว่า เมื่อคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ เติมลมอย่างถูกต้องและปิดผนึกที่ประตูเทรลเลอร์แล้ว มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในสภาพที่มีลมเป็นระยะเวลานาน แม้ว่าปราศจากอากาศและการดูดช่วย หลังจากบรรจุสินค้าเข้าในเทรลเลอร์แล้ว ปิดเครื่องเป่า และมัดวัสดุส่วนที่เกินของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ส่วนปลายของสินค้า และปิดผนึกเพื่อให้แน่ใจว่าจะป้องกันความชื้นในพื้นที่บริเวณรอบ ๆ สินค้าทั้งหมด ตามรูปที่ 16 วิธีการทำให้เกิดสุญญากาศตลอดแนวผนังเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันอยู่แล้วเพื่อรักษารูปทรงของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ในระหว่างการใช้งาน ดังนั้น การปิดแถบอ่อนตัวในแนวตั้งแบบทึบให้แนบกับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้าทั้ง 2 ข้าง หลังจากการใช้ท่อดูดอากาศตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการช่วยรักษาสภาวะสุญญากาศให้คงอยู่ การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ย่อมมิใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7
ส่วนข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในเรื่องชุดขอแขวนที่ติดอยู่ที่ด้านนอกของผนังด้านบนของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้า ซึ่งประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุ แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเข้ากับตู้ขนส่งสินค้านั้น จำเลยที่ 4 พบว่าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ใช้อยู่ทั่วไปมีขอแขวนประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมจำนวนสองรู หรือบางรายใช้เทปกาวติดระหว่างแผ่นรับแรงกับผนังคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ทำให้หลุดร่อนและส่งผลทำให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ฉีกขาดและเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงคิดประดิษฐ์ชุดขอแขวนที่มีแถบยางยืดหยุ่นอยู่ด้านบนของตัวคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ให้แข็งแรงกว่าที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น โดยให้มีแผ่นรับแรงที่มีรูกลมจำนวนสี่รู ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตทั่วไป และการที่ชุดขอแขวนที่มีแผ่นรองรับสี่รูสามารถรับน้ำหนักและพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ได้ดีกว่า และมีการใช้ชุดขอแขวนชนิดสองรูกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์มาก่อน แต่มีความแข็งแรงไม่เท่ากับชุดขอแขวนแบบสี่รู ชุดขอแขวนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์โดยทั่วไป ชุดขอแขวนจำเป็นต้องใช้ในการติดตั้งคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ทุกกรณี คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองและของผู้ผลิตรายอื่นมีชุดขอแขวนเช่นกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 ซึ่งมีชื่อแสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ระบบคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับการย้ายสินค้าเทกอง (Container Liner System for Bulk Tranfer) แล้ว สิทธิบัตรดังกล่าวเปิดเผยแถบแขวนซึ่งใช้แขวนคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ทางด้านบน ตามรูปที่ 3 ของสิทธิบัตรดังกล่าว ปลายของผนังด้านหลัง ใส่เข้ากับแถบแขวน และทำนองเดียวกับปลายของผนังด้านหน้า ใส่เข้ากับเครื่องแขวน ซึ่งรวมทั้งแผ่นตะปู และแถบแขวน นอกจากนี้ ยังมีสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,533,137 บี 2 ซึ่งมีชื่อแสดงถึงการประดิษฐ์ว่า คอนเทนเนอร์สำหรับการเก็บและการส่งสินค้าเทกอง (Container for Storing and Handing Bulk Material) ตามรูปที่ 3 ของสิทธิบัตรดังกล่าว แถบยืดได้ที่มีห่วง เชื่อมต่อกับเครื่องยึด (anchors หรือ anchoring means) โดยใช้เครื่องมือที่สะดวกสบาย เช่น การรวมกันของขอสับและขอเกี่ยว ซึ่งเครื่องยึดดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผ่นกลมสำหรับรับน้ำหนัก ดังนั้น การดัดแปลงในลักษณะต่าง ๆ เช่น เพิ่มจำนวนรูที่แผ่นรับแรง หรือการทำให้ชุดขอแขวนรับน้ำหนักได้มากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ของบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ไม่ถือว่าการประดิษฐ์ส่วนนี้มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7
การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาให้ย่นหรือขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้โจทก์จะขอให้ขยายระยะเวลาภายหลังวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ก็หาจำต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่อย่างใดไม่ ปรากฏว่า วันที่ 26 เมษายน 2555 ทนายจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงยังทำอุทธรณ์ไม่ได้ ศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งห้าถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 และในวันที่ 30 เมษายน 2555 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ก็ปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำสำเนาคำพิพากษาโดยมีการรับรองสำเนาให้แก่โจทก์ตามคำแถลงขอสำเนาคำพิพากษาของโจทก์ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ดังนี้ ย่อมแสดงว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ที่โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นั้น ทนายโจทก์เพิ่งมีโอกาสได้รับสำเนาคำพิพากษาในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียง 2 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับการที่โจทก์จะทำอุทธรณ์ในคดีนี้ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่า บริษัท ฟ. ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ภาพยนตร์การ์ตูนชื่อ โดราเอมอน และบรรยายฟ้องข้อ 2 ว่า เมื่อวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม จิตรกรรม ภาพการ์ตูนดังกล่าวของผู้เสียหายโดยนำสินค้าประเภทกระเป๋าสตางค์และกิ๊บติดผมที่มีรูปการ์ตูนดังกล่าวที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงยังเป็นที่สงสัยว่าผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพการ์ตูนดังกล่าวในงานใดแน่ เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องต่างกันในเรื่องงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย หากผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์ศิลปกรรมประเภทงานศิลปประยุกต์และงานภาพยนตร์การ์ตูนดังกล่าวตามฟ้องข้อ 1 และงานศิลปกรรม จิตรกรรม ภาพการ์ตูนดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 โจทก์ก็ต้องบรรยายด้วยว่า ได้สร้างสรรค์งานเมื่อใด หรือได้มีการนำงานดังกล่าวออกโฆษณาครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้องมีกำหนดระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองไว้แน่นอนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยระยะเวลาดังกล่าวอาจจะเริ่มนับตั้งแต่สร้างสรรค์งานหรือนำงานนั้นออกโฆษณาครั้งแรก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่สร้างสรรค์นั้น ๆ ซึ่งหากงานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องหมดอายุการคุ้มครองแล้วจะตกเป็นสาธารณสมบัติซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้สร้างสรรค์งานที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปประยุกต์ งานภาพยนตร์ หรืองานจิตรกรรมเมื่อใด และนำงานดังกล่าวออกโฆษณาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด เพื่อยืนยันว่าขณะเกิดเหตุงานดังกล่าวยังอยู่ในอายุการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม จิตรกรรมภาพการ์ตูนดังกล่าวที่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเพียงบรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) และงานภาพยนตร์การ์ตูนดังกล่าวเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมความผิดตาม ป.อ. มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการจ่ายทรัพย์นั้นต้องทำให้หนี้ระงับลงด้วย เพราะความผิดมาตรานี้ต้องการลงโทษเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเท่านั้น แม้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์จะชำระหนี้ด้วยเช็ค และ ก. ผู้ได้รับชำระหนี้ยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากถูกเรียกทวงคืนก่อนอันทำให้หนี้นั้นยังไม่ระงับลงก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 153 แล้ว หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์พยายามจ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 153 ประกอบมาตรา 83 ไม่
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม