คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12177/2557
#579645
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อให้แก่ลูกค้า จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า โจทก์ต้องจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าให้จำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์ค้างชำระค่าบำเหน็จนายหน้าจึงขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าบำเหน็จนายหน้าแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นในวันเวลาต่างกันกับคำฟ้อง เช่นนี้ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระแก่โจทก์ก็เนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อสินค้าเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าบำเหน็จนายหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดชำระค่าบำเหน็จนายหน้าที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 จึงเกิดจากการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เช่นเดียวกัน กรณีจึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ใช่หนี้ค่าบำเหน็จของการสั่งซื้อค่าสินค้าตามฟ้องในครั้งนี้ก็ตาม แต่ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เป็นมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน คือหนี้เงินและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว จึงชอบที่จะนำมาหักกลบลบกันได้และพิจารณาพิพากษาไปในคราวเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,728.89 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,119.90 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงิน 122,131 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 100,726.84 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 56,638.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 กำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่จำเลยที่ 2 ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 286,254 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 29 มกราคม 2550) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้น 5,000 บาท ชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าสินค้าซึ่งจำเลยที่ 2 สั่งซื้อให้แก่ลูกค้าที่ประเทศเยอรมันนี จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์ต้องจ่ายค่าบำเหน็จนายหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 อัตราร้อยละ 5 ของเงินค่าสินค้า คิดเป็นเงิน 418.50 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้โจทก์ค้างชำระค่าบำเหน็จนายหน้าแก่จำเลยที่ 2 จากการที่โจทก์ส่งสินค้าไปให้แก่ผู้ซื้อยังต่างประเทศหลายครั้งเป็นเงิน 342,862.84 บาท รายละเอียดตามหนังสือของโจทก์ถึงจำเลยที่ 2 เอกสารท้ายคำให้การและฟ้องแย้ง ซึ่งโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าเอกสารดังกล่าวเป็นนิติกรรมเรื่องอื่น ซึ่งเกิดขึ้นแต่ละคราวในวันและเวลาที่ต่างกันและค่าบำเหน็จดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ เช่นนี้ มูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระแก่โจทก์เนื่องมาจากการที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการสั่งซื้อสินค้าเพื่อส่งให้แก่ลูกค้าในต่างประเทศ โดยโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าบำเหน็จนายหน้าให้แก่จำเลยที่ 2 ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดชำระค่าบำเหน็จนายหน้าที่ค้างชำระ จึงเกิดจากการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เช่นเดียวกัน กรณีจึงเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แม้จะไม่ใช่หนี้ค่าบำเหน็จของการสั่งซื้อสินค้าตามคำฟ้องของโจทก์ครั้งนี้ก็ตาม ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 หาใช่เป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมไม่ เมื่อมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันคือเป็นหนี้เงินและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว จึงชอบที่จะนำมาหักกลบลบกันได้และพิจารณาพิพากษาไปในคราวเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม คดีได้ความว่ามีค่าบำเหน็จนายหน้าที่โจทก์ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 รวมเป็นเงิน 342,862.84 บาท ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น เมื่อหักกลบลบหนี้กับค่าสินค้าซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิด 286,254 บาท แล้ว โจทก์คงต้องรับผิดชำระค่าบำเหน็จนายหน้าแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 56,638.84 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 2 มีคำขอให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดวันที่ 13 มิถุนายน 2547 โดยนับถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 2 ปี 10 เดือน 6 วัน แต่จำเลยที่ 2 คิดถึงวันฟ้องแย้งเพียง 2 ปี 10 เดือน เป็นเงิน 21,404.16 บาท แล้วศาลชั้นต้นให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป จึงเกินคำขอ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องแย้ง (วันที่ 19 มีนาคม 2550) ต้องไม่เกิน 21,404.16 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สี่มิตรการทอ
จำเลย — บริษัทธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปาริชาติ พันธ์พาณิช
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12164/2557
#571906
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในข้อที่ 1 มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,150,000 บาท โดยแบ่งชำระงวดที่ 1 ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เป็นเงิน 600,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) ของโจทก์ จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 2 กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินว่า จำเลยที่ 2 จะชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เมื่อการชำระหนี้กระทำโดยจำเลยที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันดังกล่าวก็ต้องปรากฏยอดเงินที่จำเลยที่ 2 โอนไป จึงจะถือว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตรงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

เงื่อนไขการโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตกำหนดว่า หากลูกค้าทำรายการภายในเวลา 22 นาฬิกา ของวันทำการ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีผู้รับโอนภายในวันทำรายการที่ 2 ถัดจากวันที่กำหนดโอนเงิน ลูกค้าที่สมัครวิธีโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะต้องรับทราบเงื่อนไขและขั้นตอนการโอนเงินของธนาคาร โดยลูกค้าจะต้องลงลายมือชื่อรับทราบไว้ จำเลยที่ 2 รู้เงื่อนไขของธนาคารว่าเงินที่จำเลยที่ 2 โอนจะเข้าบัญชีของผู้รับโอนเมื่อใด แม้จำเลยที่ 2 จะโอนเงินก่อนวันถึงเวลากำหนดชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 1 วัน แต่เงินที่โอนนั้นเข้าบัญชีโจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาชำระเงินถึง 4 วัน จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่านายหน้าพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์ 1,150,000 บาท แบ่งชำระงวดที่ 1 ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เป็นเงิน 600,000 บาท และงวดที่ 2 ภายในวันที่ 15 มกราคม 2555 เป็นเงิน 550,000 บาท ด้วยวิธีการโอนเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยกรณีที่จำเลยที่ 2 ผิดนัด จำเลยที่ 2 ตกลงรับผิดชำระเงินตามที่โจทก์ฟ้อง 3,035,772 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม เมื่อครบกำหนดชำระเงินงวดที่ 1 ไม่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2554 โจทก์จึงยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ออกหมายบังคับคดี ครั้นวันที่ 5 มกราคม 2555 โจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 85230 และ 85252 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง รวม 2 แปลง ของจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดิน 2 แปลง ดังกล่าวโดยประเมินราคาเป็นเงิน 4,700,000 บาท

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาด และให้โจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์ 1,150,000 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดที่ 1 ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เป็นเงิน 600,000 บาท และงวดที่ 2 ภายในวันที่ 15 มกราคม 2555 เป็นเงิน 550,000 บาท โดยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) เลขที่บัญชี 762-233680-5 ของโจทก์ หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด ถือว่าผิดนัดทั้งหมดให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2554 เวลา 19.42 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โอนเงิน 600,000 บาท จากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ของจำเลยที่ 2 เข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) ของโจทก์ดังกล่าว ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต วันที่ 13 ธันวาคม 2554 โจทก์ยื่นคำขอออกหมายบังคับคดี และวันที่ 5 มกราคม 2555 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 85230 และ 85252 ของจำเลยที่ 2 จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2555 เวลา 16.33 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โอนเงิน 550,000 บาท จากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ของจำเลยที่ 2 เข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) ของโจทก์ดังกล่าวผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกับครั้งแรก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในข้อที่ 1 มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 2 ตกลงชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,150,000 บาท โดยแบ่งชำระงวดที่ 1 ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เป็นเงิน 600,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) ของโจทก์จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 2 กำหนดเวลาชำระหนี้ตามวันแห่งปฏิทินว่าจำเลยที่ 2 จะชำระหนี้งวดแรกภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554 เมื่อการชำระหนี้กระทำโดยจำเลยที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ในวันดังกล่าวก็ต้องปรากฏยอดเงินที่จำเลยที่ 2 โอนไป จึงจะถือว่าจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตรงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อเท็จจริงได้ความว่าวันที่ 8 ธันวาคม 2554 เวลา 19.42 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โอนเงิน 600,000 บาท จากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง ของจำเลยที่ 2 แต่เงินที่โอนนั้นเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาราษฎร์ยินดี (หาดใหญ่) ของโจทก์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2554 นายต่อพันธ์ ผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาตรัง เบิกความประกอบสำเนาเงื่อนไขการโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตว่า หากลูกค้าทำรายการภายในเวลา 22 นาฬิกา ของวันทำการ เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีผู้รับโอนภายในวันทำรายการที่ 2 ถัดจากวันที่กำหนดโอนเงิน ลูกค้าที่สมัครวิธีโอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจะต้องรับทราบเงื่อนไขและขั้นตอนการโอนเงินของธนาคาร โดยลูกค้าจะต้องลงลายมือชื่อรับทราบไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 โอนเงินวันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2554 วันถัดมาเป็นวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นวันทำการ วันเสาร์และอาทิตย์ที่ 10 และ 11 ธันวาคม 2554 เป็นวันปิดทำการ วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2554 เป็นวันหยุดชดเชยวันรัฐธรรมนูญและปิดทำการ วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554 เป็นวันเปิดทำการและเป็นวันทำการที่ 2 ถัดจากวันที่กำหนดโอนเงินตามเงื่อนไขดังกล่าว ด้วยเหตุนี้เงินที่จำเลยที่ 2 โอนไปจึงเข้าบัญชีโจทก์วันที่ 13 ธันวาคม 2554 ตามเงื่อนไขของธนาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 รู้เงื่อนไขของธนาคารว่าเงินที่จำเลยที่ 2 โอนจะเข้าบัญชีของผู้รับโอนเมื่อใด แม้จำเลยที่ 2 จะโอนเงินก่อนวันถึงเวลากำหนดชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 1 วัน แต่เงินที่โอนนั้นเข้าบัญชีโจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาชำระเงินถึง 4 วัน จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธาฬาอาจ วิสัยจร
จำเลย — นายสนอง เพ็ชรวิจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายฤทธิรงค์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
จักร อุตตโม
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12163/2557
#579692
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายราคาคงที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมน้ำมันเตาจำนวน 6,030,000 ลิตร ภายในช่วงเวลาที่กำหนด วันเดียวกัน โจทก์ทำสัญญาสั่งซื้อน้ำมันชนิดดังกล่าวจากบริษัท ช. เพื่อสำรองส่งมอบให้จำเลยภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โดยทำเป็นสัญญาซื้อขายเพื่อความแตกต่างซึ่งเป็นประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน หลังจากจำเลยทำสัญญากับโจทก์แล้ว จำเลยซื้อน้ำมันจากโจทก์ไม่ครบจำนวนตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามสัญญาซื้อขายราคาคงที่ฯ ข้อ 4.1 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่อาจสั่งซื้อสินค้าได้ครบตาม ข้อ 1.4 ของสัญญานี้...ผู้ขายมีสิทธิเลือกที่จะปรับผู้ซื้อตามข้อ 4.3 และสัญญาดังกล่าว ข้อ 4.3 ระบุว่า ค่าเสียหายจะเท่ากับค่าปรับดังต่อไปนี้ของจำนวนสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบ (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า) 4.3.1 ร้อยละ 10 (สิบ) ของจำนวนราคาสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบตามสัญญาข้อ 1.4 ของสัญญานี้ 4.3.2 หรือเท่ากับมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่น ๆ ภายในประเทศที่ต่ำกว่าในประเภทสินค้าเดียวกันอย่างน้อย 2 ราย และเอกสารแนบท้าย ก. ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่ไม่สามารถรับสินค้าปริมาณการสั่งซื้อนั้นไว้ได้...ผู้ซื้อจะถูกปรับ (และอาจถูกปรับสูงขึ้น) โดยจะต้องชำระราคาเพิ่มอีก 10% จากราคาตามข้อ 5 หรือชำระมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตกลงกันตามข้อ 5 กับราคาตลาด (เฉพาะกรณีที่ราคานั้นต่ำกว่าราคาตามข้อ 5) ของผู้ค้าน้ำมันหลักรายอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ราย คูณจำนวนที่ยังสั่งซื้อไม่ครบ เมื่อพิจารณาประกอบกับใบกำกับสินค้า (Invoice) หรือใบแจ้งหนี้ ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าค่าเสียหาย คือ ส่วนต่างระหว่างราคาคงที่ตามสัญญากับราคาน้ำมันในตลาดขณะนั้นซึ่งต่ำกว่า เมื่อโจทก์จ่ายค่าเสียหายนี้ให้แก่บริษัท ช. ตามสัญญาเพื่อความแตกต่างที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทดังกล่าว โจทก์ย่อมเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ได้ตามสัญญาซื้อขายราคาคงที่ฯ ข้อ 4.3.2 แม้โจทก์จะไม่ได้คิดคำนวณค่าเสียหายจากมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่น ๆ ภายในประเทศที่ต่ำกว่าในประเภทสินค้าเดียวกันอย่างน้อย 2 ราย ตามข้อสัญญา ก็ตาม แต่การคิดค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะค่าเสียหายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท ช. เป็นผู้ค้ารายใหญ่ ต้นทุนการดำเนินการย่อมต่ำกว่าผู้ค้ารายย่อยอื่น ๆ ในประเทศอยู่แล้ว โจทก์นำสืบค่าเสียหายว่าต้องจ่ายเงินที่เป็นส่วนต่างของราคาน้ำมันให้แก่บริษัท ช. เป็นเงิน 42,587,757 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และเนื่องจากเป็นหนี้เงิน จึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 45,813,965 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี ของต้นเงิน 42,587,757 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 8,428,908.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่9 กันยายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายราคาคงที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมน้ำมันเตา ซี 2 % ฉบับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 โดยจำเลยตกลงซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมน้ำมันเตา ซี 2 % จำนวน 6,030,000 ลิตร ตั้งแต่วันที่1 มิถุนายน 2551 ถึงวันที่ 31 มิถุนายน 2552 ในวันเดียวกัน โจทก์ทำสัญญาสั่งซื้อน้ำมันชนิดเดียวกันจากบริษัทเชลล์ เทรดดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด (ประเทศอังกฤษ) เพื่อสำรองส่งมอบให้จำเลยภายในกำหนดระยะเวลาตามสัญญา โดยทำเป็นสัญญาซื้อขายเพื่อความแตกต่างซึ่งเป็นประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน หลังจากจำเลยทำสัญญากับโจทก์แล้ว จำเลยซื้อน้ำมันจากโจทก์ไม่ครบจำนวนตามสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำสืบแล้วว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นต้นเงิน 42,587,757 บาท ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง 3,226,208 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 45,813,965 บาท จำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้ง จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนเงินดังกล่าว เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายราคาคงที่ฯ ข้อ 4.1 ระบุว่า ในกรณีที่ผู้ซื้อไม่อาจสั่งซื้อสินค้าได้ครบตาม ข้อ 1.4 ของสัญญานี้...ผู้ขายมีสิทธิเลือกที่จะปรับผู้ซื้อตามข้อ 4.3 และสัญญาดังกล่าว ข้อ 4.3 ระบุว่า ค่าเสียหายจะเท่ากับค่าปรับดังต่อไปนี้ของจำนวนสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบ (แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า) 4.3.1 ร้อยละ 10 (สิบ) ของจำนวนราคาสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบตามสัญญาข้อ 1.4 ของสัญญานี้ 4.3.2 หรือเท่ากับมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่นๆ ภายในประเทศที่ต่ำกว่าในประเภทสินค้าเดียวกันอย่างน้อย 2 ราย และเอกสารแนบท้าย ก. ข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่ไม่สามารถรับสินค้าปริมาณการสั่งซื้อนั้นไว้ได้...ผู้ซื้อจะถูกปรับ (และอาจถูกปรับสูงขึ้น) โดยจะต้องชำระราคาเพิ่มอีก 10% จากราคาตามข้อ 5 หรือชำระมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าที่ตกลงกันตามข้อ 5 กับราคาตลาด (เฉพาะกรณีที่ราคานั้นต่ำกว่าราคาตามข้อ 5) ของผู้ค้าน้ำมันหลักรายอื่นๆ อย่างน้อย 2 ราย คูณจำนวนที่ยังสั่งซื้อไม่ครบ แม้นายดำริ พยานโจทก์จะเบิกความตอบทนายโจทก์ไม่ชัดแจ้งถึงที่มาและวิธีการคำนวณค่าเสียหายก็ตาม แต่นายดำริเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านและตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ค่าเสียหายคือส่วนต่างที่จ่ายให้บริษัทต่างประเทศ เมื่อพิจารณาประกอบกับใบกำกับสินค้า(Invoice) หรือใบแจ้งหนี้ ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าค่าเสียหายคือส่วนต่างระหว่างราคาคงที่ตามสัญญากับราคาน้ำมันในตลาดขณะนั้นซึ่งต่ำกว่า เมื่อโจทก์จ่ายค่าเสียหายนี้ให้แก่บริษัทเชลล์ เทรดดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด (ประเทศอังกฤษ) ตามสัญญาเพื่อความแตกต่างที่โจทก์ทำไว้กับบริษัทดังกล่าว โจทก์ย่อมเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ได้ตามสัญญาซื้อขายราคาคงที่ฯ ข้อ 4.3.2 แม้โจทก์จะไม่ได้คิดคำนวณค่าเสียหายจากมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่น ๆ ภายใน ประเทศที่ต่ำกว่าในประเภทสินค้าเดียวกันอย่างน้อย 2 ราย ตามข้อสัญญา ก็ตาม แต่การคิดค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบเพราะค่าเสียหายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทเชลล์ เทรดดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด (ประเทศอังกฤษ) เป็นผู้ค้ารายใหญ่ ต้นทุนการดำเนินการย่อมต่ำกว่าผู้ค้ารายย่อยอื่น ๆ ในประเทศอยู่แล้ว โจทก์นำสืบค่าเสียหายว่าต้องจ่ายเงินที่เป็นส่วนต่างของราคาน้ำมันให้แก่บริษัทเชลล์ เทรดดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ ชิปปิ้ง จำกัด (ประเทศอังกฤษ) เป็นเงิน 42,587,757 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์และเนื่องจากเป็นหนี้เงิน จึงให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดวันใด แต่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าเสียหายสำหรับการผิดสัญญาของเดือนพฤศจิกายน 2551 ถึงเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งถึงกำหนดชำระแล้วโดยให้ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2552 จึงให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป ส่วนค่าเสียหายสำหรับการผิดสัญญาของเดือนเมษายน 2552 ถึงเดือนมิถุนายน 2552 ให้คิดนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,587,757 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 29,575,137 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 และของต้นเงิน 13,012,620 บาท นับแต่วันที่ 9 กันยายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 381 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทแก้วปราการ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวสุพจี รุ่งโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12146/2557
#575655
เปิดฉบับเต็ม

ศ. กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เคยเป็นภริยาของ น. และได้เสนอขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เห็นกับ น. ไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการร่วมหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้เห็นได้ว่า ศ. สมรู้ร่วมคิดกับ น. ซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2536 ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ได้กระทำการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ของตน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโจทก์คู่สัญญาโดย ศ. ผู้แทนโจทก์ซึ่งเคยเป็นภริยาของตนเอง ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 411 ที่โจทก์ผู้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หาอาจเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องคืนเงินตามเช็คจำนวน 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,532,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,426,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ทั้งนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2) ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาประการแรกว่า เงินที่โจทก์สั่งจ่ายตามเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2552 จำนวน 1,000,000 บาท เป็นเงินมัดจำตามกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบที่ดินและอาคารพาณิชย์แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยเป็นยุติว่า นายนินนาไทถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 และถูกพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553 นายนินนาไทไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินต่อไปและถือว่าขาดคุณสมบัติของการเป็นไวยาวัจกรด้วย นอกจากนี้นางสาวศศิวิมลกรรมการผู้จัดการโจทก์เคยเป็นภริยาของนายนินนาไทมีบุตรด้วยกัน 2 คน ข้อมูลเกี่ยวกับค่าเช่าที่นำมาคำนวณเพื่อเสนอขอเช่าจากจำเลยที่ 1 ก็ได้มาจากนายนินนาไทอันเป็นพฤติการณ์ถือได้ว่าเป็นการร่วมกันหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นวัดโดยไม่สุจริต การที่พระเทพเวทีเจ้าอาวาสขณะนั้นทำหนังสือมอบอำนาจให้นายนินนาไทเป็นผู้มีอำนาจทำสัญญาเช่ากับโจทก์หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และนายนินนาไทขาดคุณสมบัติที่จะเป็นไวยาวัจกรต่อไป จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า นางสาวศศิวิมลกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เคยเป็นภริยาของนายนินนาไท และได้เสนอขอเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์จากจำเลยที่ 1 โดยรู้เห็นกับนายนินนาไทไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการร่วมหาประโยชน์จากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ย่อมทำให้เห็นได้ว่านางสาวศศิวิมลสมรู้ร่วมคิดกับนายนินนาไทซึ่งเป็นไวยาวัจกรของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามกฎมหาเถรสมาคม (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2536 ในการดูแลรักษาจัดการทรัพย์สินของวัดตามที่เจ้าอาวาสมอบหมายเป็นหนังสือ ได้กระทำการฝ่าฝืนอำนาจหน้าที่ของตน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโจทก์คู่สัญญาโดยนางสาวศศิวิมลผู้แทนโจทก์ซึ่งเคยเป็นภริยาของตนเองถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ที่โจทก์ผู้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี หาอาจเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องคืนเงินตามเช็ค จำนวน 1,000,000 บาท ที่สั่งจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ตามฟ้องจากจำเลยที่ 1 กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เงินจำนวน 1,000,000 บาท ดังกล่าว เป็นมัดจำตามกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกามีจำนวน 1,000,000 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 1,532,950 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินจากทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 411
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบี แอนด์ บี บิสเนส คอนซัลแตนท์ กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — วัดอนงคารามวรวิหาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายนพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12093/2557
#575218
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง แต่จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง การที่จำเลยระบุในคำให้การว่าโจทก์ฟ้องเกินสิบปี จึงขาดอายุความนั้น ถือได้ว่าอายุความที่จำเลยอ้างคือ อายุความมรดกตามมาตรา 1754 จึงไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก ตามมาตรา 1733 วรรคสอง แม้จำเลยร่วมให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกก็ตาม แต่จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ถือไม่ได้ว่าจำเลยยกอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกขึ้นต่อสู้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ แม้โจทก์ไม่ฎีกาข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8304 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 11.33 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 7329 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,785.33 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 7331 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,192.66 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 7338 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,563.66 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 7339 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 2,010.66 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 18095 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,409.25 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 82 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 346.33 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 7154 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 865 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 6131 ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 117.16 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 27173 ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,852.66 ตารางวา ให้แก่โจทก์หรือให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแปลงใดแปลงหนึ่งเนื้อที่ 28 ไร่ 24.04 ตารางวา ซึ่งมีมูลค่าเท่ากันหรือใกล้เคียงกันให้แก่โจทก์เพื่อทดแทนกับส่วนที่โจทก์ต้องได้ตามกฎหมาย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาวลินดาพร เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8304 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 9.71 ตารางวา โฉนดเลขที่ 7331 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,022.28 ตารางวา โฉนดเลขที่ 7338 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,563.66 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 7339 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 1,732.42 ตารางวา ราคาประเมินทั้งสิ้น 1,035,154.01 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายชวลิต ซึ่งนายชวลิตบิดารับรองว่าเป็นบุตร ส่วนจำเลยร่วมเป็นบุตรของนายชวลิตเช่นกัน แต่ต่างมารดา นายชวลิตเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายหมุยฮะหรือมุ่ยฮะกับนางเล็กน้อยหรือเล็กไน้มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน คือ นายซิ้วเตียง นายเผชิญ นายชวลิต นางซิ้วเซ็ง นายชัยรัตน์และจำเลย นายหมุยฮะและนางเล็กน้อยถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 10 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 8304, 7329, 7331, 7338, 7339, 18095 และ 7154 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โฉนดที่ดินเลขที่ 6131 และ 27173 ตำบลคลองกิ่ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 82 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมุยฮะและนางเล็กน้อย นายชวลิต ถึงแก่ความตายโดยมีสิทธิได้รับมรดกเฉพาะส่วนของนายหมุยฮะ 1 ใน 7 ส่วน ไม่มีสิทธิได้รับมรดกในส่วนของนางเล็กน้อย โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นายชวลิตเฉพาะส่วนที่เป็นที่ดินมรดกของนายหมุยฮะ 4 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 8304, 7331, 7338 และ 7339 ส่วนที่ดินแปลงอื่นไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายหมุยฮะ ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกแก่บุคคลต่าง ๆ จำเลยร่วมเคยฟ้องจำเลยกับพวกขอแบ่งทรัพย์มรดกตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 676/2548 หมายเลขแดงที่ 826/2550 ของศาลจังหวัดชลบุรี ซึ่งทั้งสองฝ่ายทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายหมุยฮะและนางเล็กน้อยยินยอมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 7329 ให้แก่จำเลยร่วมบางส่วนเนื้อที่ 25 ไร่ และศาลพิพากษาตามยอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของนายหมุยฮะและนางเล็กน้อยเจ้ามรดกทั้งสอง โดยอ้างว่าโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นายชวลิตบิดาที่มีสิทธิได้รับมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินมรดกของเจ้ามรดกทั้งสองรวม 10 แปลง ให้แก่โจทก์ 1 ใน 6 ส่วน ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกแทนที่นายชวลิตเฉพาะที่ดินมรดกของนายหมุยฮะรวม 4 แปลง จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบว่านายชวลิตถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 10 ปี จึงขาดอายุความ ส่วนจำเลยร่วมให้การว่า โจทก์ฟ้องเกินกว่า 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายหรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก อย่างไรก็ตามโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์ขาดอายุความ แม้โจทก์ฟ้องให้จำเลยจัดการมรดกของเจ้ามรดก แต่จำเลยจัดการทรัพย์มรดกโดยแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกให้แก่ทายาทเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2527 เป็นอย่างน้อย นับแต่วันจัดการแบ่งทรัพย์มรดกในปี 2527 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก ดังนี้ แม้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกทั้งสอง แต่จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งจะต้องฟ้องภายในห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง การที่จำเลยระบุว่าโจทก์ฟ้องเกินสิบปี จึงขาดอายุความนั้น ถือได้ว่าอายุความที่จำเลยอ้างคือ อายุความมรดกตามมาตรา 1754 จึงไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก ตามมาตรา 1733 วรรคสองแม้จำเลยร่วมให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกก็ตาม แต่จำเลยและจำเลยร่วมไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ถือไม่ได้ว่าจำเลยยกอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกขึ้นต่อสู้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ แม้โจทก์ไม่ฎีกาในข้อนี้ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) อย่างไรก็ดี คดีโจทก์ขาดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 หรือไม่ นั้น เห็นว่า โดยเหตุที่จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมุยฮะต้องรับผิดต่อทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 ในลักษณะตัวการตัวแทนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 809 ถึง 812, 819 และมาตรา 823 และปรากฏว่าจำเลยมีส่วนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 4 แปลง ที่เป็นทรัพย์มรดกของนายหมุยฮะจึงถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนายหมุยฮะและเป็นการครอบครองแทนทายาท แม้นายหมุยฮะถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2510 และโจทก์ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 เกินสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ตาม จำเลยจะยกอายุความตามมาตรา 1754 วรรคท้าย ขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่นายชวลิตทายาทของนายหมุยฮะไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 8304, 7331, 7338 และ 7339 ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี มีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์อยู่ และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายชวลิตในทรัพย์มรดกของนายหมุยฮะ 1 ใน 7 ส่วน โดยที่ดินโฉนดเลขที่ 8304 มีสิทธิได้รับเนื้อที่ 9.71 ตารางวา โฉนดเลขที่ 7331 มีสิทธิได้รับเนื้อที่ 1,022.28 ตารางวา โฉนดเลขที่ 7338 มีสิทธิได้รับเนื้อที่ 1,563.66 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 7339 มีสิทธิได้รับเนื้อที่ 1,723.42 ตารางวา จำเลยจึงมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวตามส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1720 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 59 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวรรณ ชมพูนทหรือลุ่มศรีทอง
นางสาวจรินทร์ กังวาลเนาวรัตน์หรือแซ่กัง
ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายหมุยฮะหรือมุ่ยฮะ แซ่กัง
จำเลย — และนางเล็กน้อยหรือเล็กไน้ แซ่กัง
จำเลยร่วม — นางสาวลินดาพร ลุ่มศรีทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายอภิวัฒน์ เจริญไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายรักเกียรติ วัฒนพงษ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12082/2557
#579671
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วร่วมกันตัดต้นแสมของผู้เสียหาย และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 83, 358, 362, 365 แม้ในคำฟ้องจะไม่ได้บรรยายมาด้วยว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขก็ตาม แต่ในคำฟ้องระบุว่ามีการเข้าไปตัดฟันต้นแสม ย่อมมีความหมายบ่งชี้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขอยู่แล้ว ซึ่งจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

เมื่อตามฟ้องของโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์รวมกันมาเป็นกรรมเดียว และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษในความผิดดังกล่าวทุกกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษคนละ 2 ปี ส่วนความผิดฐานบุกรุกให้ยกฟ้องนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษในฐานความผิดตามฟ้องจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยทั้งสองไม่เกินกำหนดดังกล่าว ทั้งมิใช่กรณีที่เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 แม้โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่คำร้องดังกล่าวระบุขอให้รับรองให้ฎีกาเฉพาะคำขอส่วนแพ่ง และผู้พิพากษามีคำสั่งว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ควรสู่ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ฎีกา ดังนี้ จึงเป็นการที่ผู้พิพากษาให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเท่านั้น ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนัก เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358, 362, 365

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางละเอียด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่าต้นแสมที่จำเลยทั้งสองตัดฟัน ค่าขาดรายได้จากการจับปูเป็นเวลา 10 ปี ค่ากล้าแสมที่จะปลูกใหม่และค่าจ้างคนงานในการปลูก รวมเป็นเงิน 960,000 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินเสร็จ

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาทรัพย์ 66,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับคนละ 4,000 บาท เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ในระหว่างที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุก ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ (ที่ถูก นอกจากนี้) ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 784 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร แล้วร่วมกันตัดต้นแสมในที่ดินดังกล่าวได้รับความเสียหาย สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ร่วมข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 784 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นที่ดินของนางละเอียด ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรแล้วร่วมกันตัดต้นแสม 1,200 ต้น ของผู้เสียหาย อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำให้เสื่อมค่าและทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้เสียหาย ค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 960,000 บาท และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358, 362, 365 เห็นได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์อันเป็นการกระทำในคราวเดียวกันต่อเนื่องรวมกันมาเป็นกรรมเดียวกัน แม้ในคำฟ้องจะไม่ได้บรรยายมาด้วยว่าเป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขก็ตาม แต่ในคำฟ้องก็ได้บรรยายมาด้วยแล้วว่า นอกจากจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว ในขณะเดียวกันนั้นจำเลยทั้งสองยังได้ตัดต้นแสมในที่ดินดังกล่าวทำให้เสื่อมค่าและไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวอีกด้วย การที่ในคำฟ้องระบุว่ามีการเข้าไปตัดฟันต้นแสมในที่ดินของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรย่อมมีความหมายบ่งชี้ชัดอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเจ้าของอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขอยู่แล้ว ซึ่งจำเลยทั้งสองก็เข้าใจข้อหาได้ดีไม่มีข้อโต้แย้งแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ครบองค์ประกอบความผิดและพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานบุกรุกมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานบุกรุกโดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวนี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 ในปัญหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปตัดฟันต้นไม้ในที่ดินของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควรถือได้ว่าเป็นการเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยปกติสุขและทำให้เสียทรัพย์ด้วย ที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างทำนองว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะไม่มีเจตนากระทำผิดนั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์จริง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันบุกรุกโดยปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) เท่านั้น มิได้ปรับบทตามมาตรา 362 มาด้วยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมข้อต่อไปว่า โจทก์ร่วมขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานหนักนั้น เห็นว่า เมื่อตามฟ้องของโจทก์บรรยายถึงการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกและฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์รวมกันมาเป็นกรรมเดียวกัน และคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ลงโทษในความผิดดังกล่าวทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุกคนละ 4 เดือน ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษคนละ 2 ปี ส่วนความผิดฐานบุกรุกให้ยกฟ้องนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษในฐานความผิดตามฟ้องจำคุกจำเลยทั้งสองคนละไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงลงโทษจำเลยทั้งสองไม่เกินกำหนดดังกล่าว ทั้งมิใช่กรณีที่เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 แม้โจทก์ร่วมจะยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2556 ก็ตาม แต่ตามคำร้องดังกล่าวระบุมาสรุปได้ความเพียงว่าโจทก์ร่วมเห็นว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมมานั้นยังน้อยเกินไป ไม่เหมาะสมกับความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง จึงขอให้รับรองให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย เมื่อพิจารณาตามคำร้องของโจทก์ร่วมแล้วเห็นได้ว่าโจทก์ร่วมขอให้รับรองให้ฎีกาเฉพาะปัญหาตามคำขอในส่วนแพ่ง และผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ควรสู่ศาลฎีกาจึงอนุญาตให้ฎีกา ดังนี้ จึงเป็นการที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะตามคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขออนุญาตฎีกาเฉพาะคดีในส่วนแพ่งเท่านั้น ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานหนัก เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญา จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 365 (2) ประกอบมาตรา 362, 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 6 เดือน ในระหว่างที่รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 358 ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ร่วม — นางละเอียด จามจุรี
จำเลย — นายวินัย ใจซื่อ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชลิศร์ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12041/2557
#572008
เปิดฉบับเต็ม

ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาเป็นลำดับ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

วันที่ 11 สิงหาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 และมาตรา 142 (5)

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับคดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นและได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตมาเป็นลำดับ จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง

วันที่ 11 สิงหาคม 2553 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์นั้น แม้คดียังอยู่ระหว่างจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นซึ่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษา และคดีอยู่ระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ยังมิได้มีคำสั่งรับอุทธรณ์คำพิพากษาในเนื้อหาคดี คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 วรรคหนึ่ง หาอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงมิชอบด้วยกระบวนพิจารณา และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ฎีกาในประเด็นนี้ขึ้นมา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 247 และมาตรา 142 (5)

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 243 ม. 247 ม. 302 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทวิคกี้ คอนโซลิเดท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12017/2557
#579986
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการที่เกิดเหตุที่รถซึ่งโจทก์รับประกันภัยสูญหายจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 4 ประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ที่ว่าทำต่อบุคคลอื่น หมายถึง ทำหรือการกระทำต่อสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งรวมถึงการงดเว้นไม่กระทำกรณีมีหน้าที่ต้องกระทำด้วย โดยหน้าที่ดังกล่าวรวมถึงหน้าที่ตามสัญญา หน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์และหน้าที่ตามกฎหมาย สำหรับหน้าที่ตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีสัญญาระหว่างฝ่ายโจทก์กับฝ่ายจำเลย สำหรับตามสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 4 กับฝ่ายจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยเป็นการจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 เท่านั้น ไม่ได้จ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัยหรือผู้เช่าห้องพักในโครงการด้วยแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้เช่าห้องในโครงการ ส่วนหน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ก็ได้ความว่าทางปฏิบัติจำเลยที่ 4 ไม่ได้จัดให้มีการตรวจรถที่แล่นเข้าออกโครงการ ไม่ได้จัดให้มีการแลกบัตรหรือแจกบัตรแก่ผู้ขับรถเข้าออกโครงการ อันอาจทำให้เห็นเป็นปริยายถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้เช่าห้องในโครงการ สำหรับหน้าที่ตามกฎหมายคือ ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ มาตรา 546 ถึงมาตรา 551 ก็ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยที่ 4 ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินของผู้เช่า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ผู้ให้เช่า ประมาทเลินเล่อทำต่อผู้เช่าห้องในโครงการโดยผิดกฎหมายให้ผู้เช่าเสียหายแก่รถที่โจทก์รับประกันภัยอันจะเป็นการทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เช่ารวมทั้งโจทก์ผู้รับประกันภัย โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยที่ 4 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 327,232 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงิน 327,232 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 320,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 4 ประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ทรัพย์สิน อันเป็นการทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ที่ว่าทำต่อบุคคลอื่น หมายถึง ทำหรือการกระทำต่อสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งรวมถึงการงดเว้นไม่กระทำกรณีมีหน้าที่ต้องกระทำด้วย โดยหน้าที่ดังกล่าวรวมถึงหน้าที่ตามสัญญา หน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ และหน้าที่ตามกฎหมาย คดีนี้เมื่อได้พิจารณาถึงหน้าที่ตามสัญญาไม่ปรากฏว่ามีสัญญาระหว่างฝ่ายโจทก์กับฝ่ายจำเลย สำหรับตามสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัย เป็นสัญญาระหว่างจำเลยที่ 4 กับฝ่ายจำเลยที่ 3 ซึ่งก็เป็นไปตามที่จำเลยที่ 4 ฎีกา กล่าวคือ ข้อ 1 ระบุชัดว่า ทรัพย์สินในความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง ได้แก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างและทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองของผู้ว่าจ้างทั้งหมดภายในเขตรับผิดชอบตามที่ระบุไว้ในผังแสดงเขตแนบท้ายสัญญา อาทิ ตัวอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ หลอดและโคมไฟฟ้า ฝาปิดท่อระบายน้ำ ฯลฯ รวมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในตัวอาคารในส่วนที่ยังไม่มีผู้อยู่อาศัยอีกด้วย เอกสารรายละเอียดแนบท้ายสัญญาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งแห่งสัญญา ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของยามของผู้รับจ้างไว้ในข้อ 4.1 ว่า รักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง ยกเว้นทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในอาคารในส่วนที่ผู้ว่าจ้างส่งมอบอาคารแก่ผู้เช่า ผู้เช่าซื้อหรือผู้ซื้อแล้ว ผู้รับจ้างต้องจัดหายามมาปฏิบัติการวันละ 4 คน แบ่งเป็น 3 ผลัด ซึ่งเห็นได้ว่าสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นการจ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 เท่านั้น ไม่ได้จ้างให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้พักอาศัยหรือผู้เช่าห้องพักในโครงการด้วยแต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้เช่าห้องในโครงการ ส่วนหน้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ก็ได้ความมาแล้วว่าทางปฏิบัติจำเลยที่ 4 ไม่ได้จัดให้มีการตรวจรถที่แล่นเข้าออกโครงการ ไม่ได้จัดให้มีการแลกบัตรหรือแจกบัตรแก่ผู้ขับรถเข้าออกโครงการ อันอาจทำให้เห็นเป็นปริยายถึงพฤติกรรมของจำเลยที่ 4 ว่าจำเลยที่ 4 มีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินของผู้เช่าห้องในโครงการ สำหรับหน้าที่ตามกฎหมายคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 4 เช่าทรัพย์ มาตรา 546 ถึงมาตรา 551 ก็ไม่ได้บัญญัติให้จำเลยที่ 4 ผู้ให้เช่ามีหน้าที่ต้องรับผิดเพื่อความสูญหายอันเกิดแก่ทรัพย์สินของผู้เช่า ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ดังกล่าว ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 4 ผู้ให้เช่า ประมาทเลินเล่อทำต่อผู้เช่าห้องในโครงการโดยผิดกฎหมายให้ผู้เช่าเสียหายแก่รถที่โจทก์รับประกันภัย อันจะเป็นการทำละเมิด จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เช่ารวมทั้งโจทก์ผู้รับประกันภัย โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลยที่ 4 ได้ จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น และเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่รับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายบรรจง บุญธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวปาริชาติ พันธุ์พานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
วิรุฬห์ แสงเทียน
อภิรัตน์ ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11994/2557
#589774
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมสัญญากู้และสัญญาซื้อขาย แล้วจำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวไปเป็นหลักฐานฟ้องโจทก์ก็ด้วยเจตนาที่จะบังคับให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อได้ว่าการกรอกข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวทำในคราวเดียวกัน แม้จะเขียนวันที่คนละวันก็ตาม ส่วนการใช้เอกสารทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 1 ก็ใช้ในคราวเดียวกัน และการปลอมเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับดังกล่าวก็เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบกันด้วยเจตนาเดียวคือบังคับตามสัญญาซื้อขาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 2 ฉบับ เป็นความผิด 2 กระทง และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ 2 กระทง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก (ที่ถูก ประกอบมาตรา 265) อีกกระทงหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำเลยที่ 1 ใช้เอกสารสิทธิปลอม 2 ฉบับ เป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ 2 กระทง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ในฐานะผู้กู้ ตามสำเนาสัญญากู้ ซึ่งในสัญญากู้ดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท เพื่อเป็นหลักฐานในเงินซึ่งโจทก์กู้ไป โจทก์ได้นำบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งหลวง พร้อมที่ดิน 10 ไร่ ให้ยึดถือไว้เป็นหลักประกัน กำหนดจะนำเงินมาชำระคืนให้จำเลยที่ 1 ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 และโจทก์ลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขาย ตามสำเนาสัญญา ในฐานะผู้ขาย มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2553 โจทก์ผู้ขายตกลงขายบ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งหลวง พร้อมที่ดินจำนวน 10 ไร่ ให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อเป็นเงิน 1,300,000 บาท โดยสัญญาทั้งสองฉบับจำเลยที่ 2 เป็นผู้เขียน และลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้เขียนและพยาน ส่วนจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้กู้และผู้ซื้อ และจำเลยที่ 1 ได้นำสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งว่า โจทก์กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท ถึงกำหนดแล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงตกลงขายบ้านให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำฟ้อง และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจากพยานหลักฐานไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะกู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท และทำสัญญาขายบ้านแก่จำเลยที่ 1 แต่ทางนำสืบของโจทก์รับว่ายังเป็นหนี้กู้ยืมจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 233,000 บาท จึงพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำพิพากษา ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ จึงเชื่อว่าโจทก์ไม่ได้กู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จำนวน 1,300,000 บาท ตามสัญญากู้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบมารับฟังได้ว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้และสัญญาซื้อขาย โดยยังไม่มีการกรอกข้อความ เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้กรอกข้อความในสัญญากู้และสัญญาซื้อขายด้วยข้อความอันเป็นเท็จและไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ เมื่อจำเลยที่ 1 นำสัญญาทั้งสองฉบับไปฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ แล้วยังนำไปฟ้องเพื่อให้บังคับโจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดิน หากไม่ส่งมอบให้ใช้เงินคืน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามสำเนาคำฟ้อง อันเป็นการไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีจึงไม่มีเหตุที่สมควรรอการลงโทษได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันปลอมเอกสารสัญญากู้และสัญญาซื้อขาย แล้วจำเลยที่ 1 นำเอกสารดังกล่าวไปเป็นหลักฐานฟ้องโจทก์ก็ด้วยเจตนาที่จะบังคับให้โจทก์ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงเชื่อได้ว่าการกรอกข้อความในเอกสารทั้งสองฉบับดังกล่าวทำในคราวเดียวกัน แม้จะเขียนวันที่คนละวันก็ตาม ส่วนการใช้เอกสารทั้งสองฉบับของจำเลยที่ 1 ก็ใช้ในคราวเดียวกันและ การปลอมเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับดังกล่าวก็เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบกันด้วยเจตนาเดียวคือบังคับตามสัญญาซื้อขาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียว การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 2 ฉบับ เป็นความผิด 2 กระทงและลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานปลอมเอกสารสิทธิ 2 กระทง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ฝ่ายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นว่าโทษที่กำหนดลงแก่จำเลยที่ 1 หนักเกินไป แม้ปัญหานี้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกา แต่ศาลฎีกามีอำนาจใช้ดุลพินิจลงโทษให้เหมาะสมตามสภาพแห่งความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 265 ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหวัง ไหมสี
จำเลย — นายประมูล ดวงจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายสุชาติ สุทธิปัญญา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายณัฐวัสส์ บัณฑิตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11902/2557
#575222
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขข้อต่อสู้ ข้ออ้าง หรือข้อเถียงที่เสนอต่อศาลแต่แรก ผู้คัดค้านต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นได้ก่อนนั้น หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (3) และ 180 คดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน หากผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอแก้ไขพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำคัดค้านจึงต้องยื่นก่อนวันสืบพยานในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2552 จึงล่วงเลยเวลาที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งผู้คัดค้านอ้างว่าเพิ่งค้นพบพินัยกรรมฉบับใหม่ในเดือนมีนาคม 2552 หากผู้คัดค้านประสงค์จะเปลี่ยนพินัยกรรมตามคำคัดค้านเป็นพินัยกรรมฉบับใหม่ก็สามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ขณะนั้น การที่ผู้คัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องภายหลังทราบผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของ ม. ตามพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน และมีการสืบพยานผู้ร้องเสร็จแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรและไม่ใช่กรณีขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านชอบแล้ว

แม้ผู้คัดค้านจะมีคำขอให้มีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. โดยมิได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ม. ร่วมกับผู้ร้องก็ตาม แต่หากศาลเห็นว่าการแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมรดกยิ่งขึ้น ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลยพินิจแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชวนและนางมาลี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง และมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลี

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านแถลงขอให้ศาลชั้นต้นส่งหนังสือแสดงการถือกรรมสิทธิ์แทนลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 และพินัยกรรม ลงวันที่ 1 เมษายน 2545 ตามคำคัดค้านไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 27 มีนาคม 2552 ศาลชั้นต้นแจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบว่า ผู้ตรวจพิสูจน์มีความเห็นว่าลายมือชื่อในเอกสารทั้งสองฉบับเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางมาลีแล้ว ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามรายงานการตรวจพิสูจน์ วันที่ 1 มิถุนายน 2552 ผู้คัดค้านแถลงว่าพบพินัยกรรมของนางมาลี ลงวันที่ 1 เมษายน 2545 อีกฉบับหนึ่ง จะขอให้ศาลชั้นต้นส่งไปตรวจพิสูจน์อีกครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต และระหว่างการสืบพยานผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านว่า ขอใช้สำเนาพินัยกรรมที่พบใหม่แทนสำเนาพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแต่งตั้งนายสุพัฒน์ ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชวน และนางมาลี ให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น 200 บาท ให้แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการต่อไปมีว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านที่ขอใช้สำเนาพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2545 ที่ค้นพบใหม่แทนสำเนาพินัยกรรมท้ายคำคัดค้านชอบหรือไม่ เห็นว่า การจะแก้ไขข้อต่อสู้ ข้ออ้างหรือข้อเถียงที่เสนอต่อศาลแต่แรกโดยเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ออ้างตามคำคัดค้านนั้น ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะกระทำได้ แต่การยื่นคำร้องขอแก้ไขดังกล่าวต่อศาลต้องกระทำก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (3) และ 180 คดีนี้ไม่มีการชี้สองสถาน หากผู้คัดค้านจะยื่นคำร้องขอแก้ไขสำเนาพินัยกรรมท้ายคำคัดค้านซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำคัดค้าน จึงต้องยื่นก่อนวันสืบพยานในวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2552 ซึ่งล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว อีกทั้งผู้คัดค้านแถลงต่อศาลว่าค้นพบพินัยกรรมฉบับใหม่ในเดือนมีนาคม 2552 หากผู้คัดค้านประสงค์จะเปลี่ยนพินัยกรรมตามคำคัดค้านเป็นพินัยกรรมฉบับใหม่ก็สามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนได้ตั้งแต่ขณะนั้น การที่ผู้คัดค้านเพิ่งมายื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลังทราบผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางมาลีตามพินัยกรรมท้ายคำคัดค้าน และมีการสืบพยานผู้ร้องเสร็จแล้ว กรณีจึงฟังไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรที่ผู้คัดค้านไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่กรณีขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ที่ผู้คัดค้านอาจยื่นคำร้องได้เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำคัดค้านผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า สมควรแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลีร่วมกับผู้ร้องหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้แม้ผู้คัดค้านจะขอให้มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องขอและมีคำสั่งแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลีโดยมิได้ขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลีร่วมกับผู้ร้องก็ตาม แต่คำคัดค้านก็ขอให้แต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลี ดังนั้น หากศาลเห็นว่าการแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกอีกผู้หนึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดการมรดกยิ่งขึ้น ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันได้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านส่วนนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาว่าสมควรแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องหรือไม่นั้น ผู้ร้องและผู้คัดค้านนำสืบรับกันว่า นายชวนและนางมาลีจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย มีบุตร 5 คน คือ ผู้คัดค้าน นายสุชาติ นางสาวสุกัญญา นางวาสินีและผู้ร้อง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2535 นายชวนและนางมาลีต่างทำพินัยกรรมคนละฉบับยกทรัพย์มรดกของตนทั้งหมดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งตามพินัยกรรม นายชวนถึงแก่ความตายด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2548 ส่วนนางมาลีถึงแก่ความตายด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2549 นายชวนและนางมาลีมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลงและเป็นกรรมการของบริษัทชวนวัฒนา จำกัด กับบริษัทบางกอกอินเตอร์วู๊ด จำกัด วันที่ 15 พฤษภาคม 2548 ผู้คัดค้านขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทชวนวัฒนา จำกัด โดยนำชื่อนายชวนและนางมาลีออกจากการเป็นกรรมการและเพิ่มชื่อนายกรกฤต และนางสาวอัชพร บุตรผู้คัดค้านเป็นกรรมการบริษัทแทน วันที่ 28 มิถุนายน 2548 และวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 ขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทบางกอกอินเตอร์วู๊ด จำกัด โดยเอาชื่อนายชวนและนางมาลีออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และเพิ่มชื่อนายกรกฤตและนางสาวอัชพร เป็นกรรมการแทนตามสำเนาคำขอจดทะเบียนบริษัท โดยมิได้มีการปรึกษาผู้ร้องและบุตรนายชวนกับนางมาลีคนอื่น ระหว่างพิจารณาผู้คัดค้านขอให้ส่งต้นฉบับพินัยกรรมตามสำเนาพินัยกรรมท้ายคำคัดค้านไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางมาลี ผู้ทำพินัยกรรมเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อนางมาลีในเอกสารอื่น ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า ตัวอย่างลายมือชื่อตามพินัยกรรมของนางมาลีกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางมาลีในเอกสารที่ส่งไปตรวจเปรียบเทียบกันมีคุณสมบัติของการเขียน รูปร่าง ลักษณะตัวอักษรแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ เห็นว่า เมื่อผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของนางมาลีโดยผู้เชี่ยวชาญได้ความว่า ลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมตามพินัยกรรมท้ายคำคัดค้านไม่ใช่ลายมือชื่อของนางมาลี ซึ่งศาลได้ตรวจดูลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมดังกล่าวเปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของนางมาลี ในเอกสารต่าง ๆ ที่ส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกันแล้ว เห็นว่า ลักษณะตัวอักษรความหนักเบาของลายเส้น ช่องไฟ ตลอดจนลีลาการเขียนแตกต่างกับ เอกสารลายมือชื่อตัวอย่างบางฉบับที่ทำขึ้นในปี 2544 ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับเวลาทำพินัยกรรมตามพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านอ้าง จึงน่าเชื่อว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อของนางมาลีเจ้ามรดก ประกอบกับผู้ร้องและทายาทอื่นของนางมาลีก็ไม่ประสงค์ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลี เมื่อพิจารณาประกอบพฤติกรรมของผู้คัดค้านที่ขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อกรรมการบริษัทที่นางมาลีและนายชวนก่อตั้งมา โดยเอาชื่อนางมาลีและนายชวนออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้วใส่ชื่อบุตรของผู้คัดค้านเป็นกรรมการบริษัทแทน โดยไม่ได้แจ้งขอความเห็นชอบจากทายาทคนอื่น จึงเห็นว่า ไม่สมควรแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลี ร่วมกับผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาในประการสุดท้ายนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 ม. 180 ม. 183
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา
ผู้คัดค้าน — นายสุธรรมหรือภูริสิทธิ์ หวังวงศ์วัฒนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวศิริรัตน์ สุขภูติ
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11898/2557
#562600
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อกับสายลับ จำเลยที่ 2 และติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อซื้อขายและจัดหาธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปลอม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง ของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม อันพึงต้องริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 244, 247, 249 ริบของกลาง

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยที่ 5 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247,83 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพ คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 3 ให้ความช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการสืบสวนขยายผลจับกุมจำเลยที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 5 กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 3 หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี ริบธนบัตรปลอม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง และเครื่องนับเงินของกลาง ให้ยกฟ้องข้อหาร่วมกันจำหน่ายบัตรซึ่งมีลักษณะและขนาดคล้ายคลึงเงินตราและยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 6 คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของและให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08 9180 4709 และ 08 6922 0085 ของกลางแก่จำเลยที่ 4 และที่ 6

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่อีก 7 เครื่อง และเครื่องนับเงินของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่และเครื่องนับเงินของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงต้องริบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อกับสายลับ จำเลยที่ 2 และติดต่อซึ่งกันและกัน เพื่อซื้อขายและจัดหาธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปลอม และเจ้าพนักงานตำรวจยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางได้ที่ตัวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ดังนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่อง ของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ใช้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอม อันพึงต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ส่วนเครื่องนับเงินของกลาง ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากห้องพักของจำเลยที่ 5 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันนำเครื่องนับเงินของกลางมาใช้ในการนับธนบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาปลอม สำหรับการร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรรัฐบาลต่างประเทศปลอมตามที่โจทก์ฟ้องอย่างไร ดังนี้ เครื่องนับเงินของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 จึงยังไม่อาจริบได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 7 เครื่องของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 244 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายมงคล ผ่องสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นางสาวนภา พัชรโกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรศักดิ์ สุวรรณประกร
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11858/2557
#583709
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 28 บัญญัติให้ทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหาย เป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยไม่จำต้องมีการสอบสวนความผิดนั้นมาก่อน แต่ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ทั้งต้องเป็นการสอบสวนที่ไม่บกพร่องหรือผิดพลาดในส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญด้วย เพราะมิเช่นนั้นแล้วต้องถือว่า เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน อันมีผลทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง การสอบสวนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการฟ้องคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนความผิดที่ได้กระทำลงในราชอาณาจักรไว้ในมาตรา 2 (6) และมาตรา 18 กับมาตรา 19 โดยมีสาระสำคัญว่า การสอบสวนต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน ทั้งการสอบสวนต้องกระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจ

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า การกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก คือการร่วมกับจ่าสิบตำรวจ อ. จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 21/2555 ของศาลชั้นต้น นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจากผู้เสียหายไปจำนำแก่ ก. โดยระบุว่า เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่ต่อมาในชั้นพิจารณากลับได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอก ว. พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า การจำนำรถยนต์อันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดของจำเลยเกิดขึ้นที่เขตเพชรเกษม อันเป็นท้องที่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม ดังนี้ พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษมซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิดย่อมเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่อื่นนอกจากนี้ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนได้ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร และถูกจับกุมดำเนินคดีนี้โดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาล หนองค้างพลู เช่นนี้ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยจะเป็นผู้รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ทั้งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีเขตรับผิดชอบในท้องที่ซึ่งบริษัทผู้เสียหายตั้งอยู่ แต่เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยไม่ใช่พนักงานสอบสวนที่ ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสาม กำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยทำการสอบสวนจำเลย จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันยักยอก ตาม ป.อ. มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 จึงเป็นกรณี ที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว มิใช่หลายกรรม ทั้งการกระทำอันเป็นความผิดฐานยักยอกตามที่กล่าวหาคือการที่ผู้ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ดังนั้น ความผิดฐานยักยอกย่อมเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วเมื่อจำเลยและจ่าสิบตำรวจ อ. ร่วมกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจากผู้เสียหายไปจำนำแก่ ก. การกระทำของจำเลยจึงหาใช่ความผิดต่อเนื่องที่ได้กระทำในหลายท้องที่ ทั้งกรณีซึ่งจะถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ อันจะทำให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดมีอำนาจทำการสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 นั้น หมายแต่เฉพาะเมื่อสภาพและลักษณะแห่งการกระทำความผิดนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ใดในหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบสวน โดยมิได้หมายรวมถึงกรณีที่เป็นการแน่นอนอยู่แล้วว่า ความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด ดังนี้ แม้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 123 และมาตรา 124 ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลย การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน ย่อมมีผลให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 83 และให้คืนรถยนต์หรือใช้ราคา 833,327.40 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนรถยนต์หรือใช้ราคา 833,327.40 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 บัญญัติให้ทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียหาย เป็นบุคคลซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนั้น ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลได้โดยไม่จำต้องมีการสอบสวนความผิดนั้นมาก่อน แต่ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 บัญญัติว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน ทั้งต้องเป็นการสอบสวนที่ไม่บกพร่องหรือผิดพลาดในส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญด้วย เพราะมิเช่นนั้นแล้วต้องถือว่า เป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน อันมีผลทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง การสอบสวนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจในการฟ้องคดีอาญา ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับการสอบสวนความผิดที่ได้กระทำลงในราชอาณาจักรไว้ในมาตรา 2 (6) และมาตรา 18 กับมาตรา 19 โดยมีสาระสำคัญว่า การสอบสวนต้องกระทำโดยเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน ทั้งการสอบสวนต้องกระทำโดยพนักงานสอบสวนที่มีเขตอำนาจ คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า การกระทำของจำเลยที่อ้างว่าเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอก คือการร่วมกับจ่าสิบตำรวจอโณชา จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 21/2555 ของศาลชั้นต้น นำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจากผู้เสียหายไปจำนำแก่นายเกษม โดยระบุว่า เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่ต่อมาในชั้นพิจารณากลับได้ความตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอมรวัฒน์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ว่า การจำนำรถยนต์อันเป็นมูลเหตุแห่งความผิดของจำเลยเกิดขึ้นที่เขตเพชรเกษม อันเป็นท้องที่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม ดังนี้ พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลเพชรเกษม ซึ่งเป็นท้องที่ที่ความผิดเกิดย่อมเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวน พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่อื่นนอกจากนี้ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนได้ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร และถูกจับกุมดำเนินคดีนี้โดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหนองค้างพลู ตามบันทึกการจับกุม เช่นนี้ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยจะเป็นผู้รับคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ทั้งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีเขตรับผิดชอบในท้องที่ซึ่งบริษัทผู้เสียหายตั้งอยู่ แต่เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยไม่ใช่พนักงานสอบสวนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม กำหนดให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยทำการสอบสวนจำเลย จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ขณะผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการกระทำความผิดของจำเลยเกิดขึ้นในท้องที่ใด ประกอบกับการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องที่ได้กระทำในหลายท้องที่ ทั้งเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมและกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน อันเป็นกรณีซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) (3) และ (4) บัญญัติให้อำนาจพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิด มีอำนาจทำการสอบสวนได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้รับคำร้องทุกข์ไว้จากผู้เสียหาย จึงเป็นพนักงานสอบสวนผู้พบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยก่อน ทำให้มีอำนาจสอบสวนนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 83 จึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว มิใช่หลายกรรม ทั้งการกระทำอันเป็นความผิดฐานยักยอกตามที่กล่าวหา คือการที่ผู้ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ดังนั้น ความผิดฐานยักยอกย่อมเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วเมื่อจำเลยและจ่าสิบตำรวจอโณชา ร่วมกันนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาจากผู้เสียหายไปจำนำแก่นายเกษม การกระทำของจำเลยจึงหาใช่ความผิดต่อเนื่องที่ได้กระทำในหลายท้องที่ ทั้งกรณีซึ่งจะถือว่าเป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ อันจะทำให้พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดมีอำนาจทำการสอบสวนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 นั้น หมายแต่เฉพาะเมื่อสภาพและลักษณะแห่งการกระทำความผิดนั้น เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่ในตัวว่า เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นในท้องที่ใดในหลายท้องที่ต่างเขตอำนาจสอบสวน โดยมิได้หมายรวมถึงกรณีที่เป็นการแน่นอนอยู่แล้วว่า ความผิดนั้นได้กระทำในท้องที่ใด ดังนี้ แม้ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 123 และมาตรา 124 ก็ตาม แต่เมื่อการสอบสวนคดีนี้กระทำโดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลโชคชัย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของจำเลย การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือได้ว่าคดีนี้ไม่มีการสอบสวน ย่อมมีผลให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 18 วรรคสาม ม. 19 ม. 28 ม. 120 ม. 123 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายธนพล เอื้องไพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวสรัณยา เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11843/2557
#571536
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของวัด ก. จากกรมการศาสนามีกำหนด 3 ปี เพื่อปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้าง ทำถนนและคูน้ำ โดยยกกรรมสิทธิ์ให้แก่กรมการศาสนา มิฉะนั้นกรมการศาสนามีสิทธิปรับเป็นรายวัน เมื่อทำการปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว กรมการศาสนาให้จำเลยมีสิทธิทำสัญญาเช่ามีกำหนด 30 ปี นับแต่กรมการศาสนาตรวจรับสิ่งปลูกสร้าง แต่จำเลยไม่ดำเนินการปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา และภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเช่า โจทก์ซึ่งรับโอนกิจการบริหารจากกรมการศาสนาหาได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่ ส่วนจำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา ทั้งจำเลยยังชำระค่าเช่าที่ดินตลอดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งกรมการศาสนาและโจทก์ต่างก็มีส่วนรับชำระค่าเช่าที่ดินในระหว่างนี้จากจำเลยด้วยโดยมิได้มีการเร่งรัดบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ถือเป็นการทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แสดงว่ากรมการศาสนาและโจทก์มิได้ถือเอาเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่ดินเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและชำระค่าปรับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนอาคาร 2 ชั้น หนึ่งหลัง ที่จำเลยปลูกไว้ในที่ดินของโจทก์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยและทำที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารทั้งหมดออกไปจากที่ดินและส่งมอบคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้าง ค่าปรับและค่าเสียหาย 15,883,724 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 15,749,714 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4393 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางกระดี จังหวัดปทุมธานี และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระเงิน 903,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 840,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรื้ออาคาร 2 ชั้น ที่ปลูกบนที่ดินที่เช่าออกไปด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าที่ดินและโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและค่าปรับหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ก่อนทำสัญญาเช่าที่ดิน จำเลยย่อมต้องตรวจสอบสภาพที่ดินมาก่อนแล้ว หากจำเลยปรับปรุงและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา ประเด็นการเกิดที่งอกย่อมไม่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามกำหนดระยะเวลา จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญานั้น เห็นว่า ตามแผนผังบริเวณแบบแปลน รายการประกอบแบบแปลนและรายการคำนวณสิ่งปลูกสร้างแนบท้ายสัญญาเช่า ระบุว่าสิ่งปลูกสร้างต้องก่อสร้างบนที่ดินที่เช่า ซึ่งหมายถึงปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 4393 แต่ในขณะเดียวกันก็ระบุว่าสิ่งปลูกสร้าง เช่น เขื่อนคอนกรีตต้องสร้างติดแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวในส่วนที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยามีที่งอกออกไปเป็นเนื้อที่มากกว่า 1 ไร่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยจะสร้างเขื่อนคอนกรีตทั้งติดแม่น้ำเจ้าพระยา และทั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4393 ความข้อนี้นายสุเทพ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นนักวิชาการศาสนาชำนาญการก็เบิกความเจือสมฝ่ายจำเลยว่า ในกรณีที่ดินมีที่งอกเกิดขึ้นนั้น จำเลยเคยขอให้โจทก์ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินในบริเวณที่งอก ซึ่งเมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีการออกโฉนดที่ดินในบริเวณที่งอกดังกล่าว ย่อมเป็นข้อขัดข้องต่อการที่จำเลยจะปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างให้เป็นไปตามสัญญา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงที่อำนาจการดูแลวัดกกขึ้นอยู่กับสำนักงานศาสนสมบัติ กรมการศาสนา จนกระทั่งโอนเป็นของโจทก์ อีกทั้งภายหลังครบกำหนดระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเช่าตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2537 โจทก์หาได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยไม่ ส่วนจำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา ทั้งจำเลยยังชำระค่าเช่าที่ดินระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2537 ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ตลอดมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งทั้งกรมการศาสนาและโจทก์ต่างก็มีส่วนรับชำระค่าเช่าที่ดินในระหว่างนี้จากจำเลยด้วย โดยมิได้มีการเร่งรัดบอกกล่าวให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแต่อย่างใด ความข้อนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายสุเทพพยานโจทก์รวมทั้งคำเบิกความของนายชีวิน พยานโจทก์ซึ่งเป็นนักวิชาการศาสนาชำนาญการอีกปากหนึ่งว่า การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดระยะเวลาการเช่าแล้ว ถือเป็นการทำสัญญาเช่าต่อไปโดยไม่มีกำหนดเวลา แสดงว่ากรมการศาสนาและโจทก์มิได้ถือเอาเงื่อนไขในสัญญาเช่าที่ดินเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามสัญญาเช่าที่ดินได้ความว่า เมื่อจำเลยทำการปรับปรุงและปลูกสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว กรมการศาสนาจะให้จำเลยมีสิทธิทำสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่างหากจากสัญญาเช่า มีกำหนดเวลาการเช่า 30 ปี ดังนั้นการที่จำเลยไม่สามารถปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ตามสัญญา ย่อมทำให้จำเลยเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ด้วย ไม่ใช่โจทก์เสียประโยชน์ฝ่ายเดียว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าที่ดิน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายที่ไม่ได้ปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างและชำระค่าปรับได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 566 ม. 570
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท วี.เจ.โฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวนลิน ญาณศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11788/2557
#568045
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้โจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องต้องลงลายมือชื่อไว้ตามที่แบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาได้กำหนดไว้ แต่คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง แม้จะมีผู้รับมอบอำนาจโจทก์ซึ่งเป็นทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้เขียนหรือพิมพ์เท่านั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้โจทก์ ผู้เรียง และผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องต้องลงลายมือชื่อไว้ตามที่แบบพิมพ์คำขอท้ายคำฟ้องอาญาได้กำหนดไว้ แต่คำขอท้ายคำฟ้องอาญาในคดีนี้ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียง แม้จะมีนายวิโรจน์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์และทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ แต่ก็ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้เขียนหรือพิมพ์เท่านั้น เมื่อฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิชาญ ชำนาญกุล
จำเลย — นายอัคร บุญเหลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11777/2557
#571894
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าบริษัท พ. ผู้รับตราส่งได้รับสินค้าไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อนและได้ชำระค่าระวางไว้แล้วเพื่อให้พ้นจากความรับผิดต่อการที่สินค้าเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 วรรคแรก จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว

สินค้าม้วนแผ่นเหล็กพิพาทตกจากที่สูงจนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ดังเห็นได้จากรูปถ่ายในรายงานการสำรวจความเสียหาย แสดงว่าเมื่อตกจากที่สูงแล้วปรากฏร่องรอยให้เห็นได้ด้วยสายตาว่าเป็นรอยหรือบุบ (Dent) ดังนั้นการที่เจ้าหน้าที่ของบริษัท พ. บันทึกไว้ในใบรับสินค้าว่า "Coil เด็นมาจากท่าเรือ" จึงถือได้แล้วว่าเป็นการอิดเอื้อน ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังไม่สิ้นสุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 218,462.37 บาท และค่าสำรวจภัยและค่าบรรเทาความเสียหายของสินค้า 29,328.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 14,076 บาท รวมเป็นเงิน 261,867 บาท และดอกเบี้ยของต้นเงิน 247,790.71 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ขอให้หมายเรียกบริษัทคูเนียประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บริษัทเคเอสเคประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า บริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ซื้อม้วนแผ่นเหล็กรีดเย็นเคลือบสังกะสีด้วยไฟฟ้า 66 ม้วน จากบริษัทซัมซุง ซี แอนด์ ที คอร์ ปอร์เรชัน จำกัด บริษัทศรีอยุธยาประกันภัยจำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัย โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทศรีอยุธยาประกันภัยจำกัด (มหาชน) สินค้าได้รับการขนส่งทางทะเลจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2554 สินค้าได้รับการขนถ่ายลงจากเรือเดินทะเลเก็บไว้ในคลังสินค้าที่ท่าเรือ ในการขนถ่ายดังกล่าวพบว่ามีสินค้าบางม้วนเสียหายเล็กน้อย จำเลยที่ 1 ได้รับการว่าจ้างจากบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ให้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบังมายังคลังสินค้าของบริษัทที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม 2554 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 2 โดยนายเจริญ พนักงานขับรถได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ให้รับสินค้าเพื่อขนส่งด้วยรถบรรทุกของจำเลยที่ 2 ที่มีนายเจริญเป็นคนขับไปยังคลังสินค้าของบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้รับตราส่ง เมื่อไปถึงในเวลาประมาณ 13 นาฬิกา นายเจริญได้ส่งมอบสินค้าทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ของบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้บันทึกไว้ในใบรับสินค้า (ฉบับสำเนาให้ลูกค้า) และใบรับสินค้า (ต้นฉบับนำกลับบริษัท) ว่า "Coil เด็นมาจากท่าเรือ" ต่อมาบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ตรวจพบว่าสินค้าม้วนหมายเลข CRU 0215A แกนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง เนื่องจากการตกจากที่สูงตามรายงานการสำรวจความเสียหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สิ้นสุดลงแล้วเพราะบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด รับสินค้าไว้โดยไม่อิดเอื้อน ทั้งได้ชำระค่าระวางแล้วด้วยหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสุดสิ้นลงในเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาของไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อน และได้ใช้ค่าระวางพาหนะกับทั้งอุปกรณ์เสร็จแล้ว" จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่าบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับสินค้าไว้โดยไม่อิดเอื้อนและได้ชำระค่าระวางแล้วเพื่อให้พ้นจากความรับผิดต่อการที่สินค้าเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า บริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชำระค่าระวางขนส่งในส่วนของจำเลยที่ 2 แล้ว ส่วนปัญหาว่าการที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้บันทึกไว้ในใบรับสินค้าว่า "Coil เด็นมาจากท่าเรือ" ถือว่าเป็นการอิดเอื้อนแล้วหรือไม่ เห็นว่า สินค้าม้วนพิพาทนี้ตกจากที่สูงจนบิดเบี้ยวเสียรูปทรง (Deformation) ดังเห็นได้จากรูปถ่ายในรายงานการสำรวจความเสียหาย แสดงว่าเมื่อตกจากที่สูงแล้วปรากฏร่องรอยให้เห็นได้ด้วยสายตาว่าเป็นรอยหรือบุบ (Dent) ส่วนความเสียหายที่แน่นอนเป็นอย่างไร และใครเป็นต้นเหตุเป็นเรื่องที่ยังต้องสอบสวนต่อไป ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ของบริษัทโพสโค (ประเทศไทย) จำกัด บันทึกไว้เช่นนั้นจึงถือได้แล้วว่าเป็นการอิดเอื้อน ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังไม่สิ้นสุดลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องประเภทและจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง และประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยร่วมซึ่งอาจมีผลถึงสิทธิของคู่ความในการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243 (1)

พิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่เหลือต่อไปและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 623 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทศรีอยุธยา เจนเนอรัล ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอคคอนนิค โลจิสติกส์ จำกัด กับพวก
บริษัทคูเนีย ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ
จำเลยร่วม — บริษัทเคเอสเค ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11774/2557
#571897
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เพียงแต่ทำหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 3 ในเรื่องการจองระวางเรือ การรับสินค้า และการชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของ ซ. แทนจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนของทางทะเลพิพาทกับ ซ. แทนจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สินค้าสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งการสูญหายไปเช่นนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเสียสิทธิในการจำกัดความรับผิดก็ต่อเมื่อโจทก์พิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการโดยการละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ ทั้งไม่มีข้อเท็จจริงอื่นพอที่ศาลจะอนุมานเอาจากพฤติการณ์ทั้งปวงได้ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการการละเลยหรือไม่เอาใจใส่จนเป็นเหตุให้สินค้าพิพาทสูญหายไปตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เสียสิทธิที่จะจำกัดความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 2,199,526.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,127,821.48 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า บริษัทซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เอาประกันภัยซื้อสินค้าประเภทกล้องวงจรปิดและเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้า 488 ชุด รวมบรรจุในกล่อง 64 กล่อง จากบริษัทซันโย อิเล็กทริค จำกัด ที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยข้อตกลง เอฟโอบี สินค้าจะมีการส่งมอบแก่ผู้ขนส่งทางทะเล โดยบริษัทซันโย อิเล็กทริค (เอชเค) จำกัด ที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ร่วมกันขนส่งสินค้าและได้ออกใบตราส่ง ให้แก่บริษัทซันโย อิเล็กทริค (เอชเค) จำกัด ผู้ส่ง โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขนส่งอื่นที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้ามายังประเทศไทยด้วยเรือ ULRIKE F และจำเลยที่ 4 ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 3 สินค้าขนส่งมาถึงท่าเรือกรุงเทพ ปรากฏว่าสูญหายไป 323 ชุด ราคารวม 60,990 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 วันที่ 5 กันยายน 2554 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าตามกรมธรรม์ ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทซันโย (ประเทศไทย) จำกัด 2,127,821.48 บาท

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศในการทำสัญญารับขนของทางทะเลพิพาทดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 แต่ก็เป็นตัวแทนในส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งเท่านั้น เพราะจำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดต่อจำเลยที่ 3 ครั้งแรกครั้งเดียวและเมื่อการขนส่งเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อบริษัทซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ยืนยันการชำระเงินและรับสินค้ากับจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าระวางและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ จากบริษัทซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด แล้ว จำเลยที่ 1 จึงได้ส่งเงินเหล่านั้นให้แก่จำเลยที่ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ตัวแทนที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศที่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 นั้น เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 นำสืบฟังว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่ทำหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับจำเลยที่ 3 ในเรื่องการจองระวางเรือ การรับสินค้าและการชำระค่าระวางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของบริษัทซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด แทนจำเลยที่ 3 ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนของทางทะเลพิพาทกับบริษัทซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด แทนจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ ซึ่งจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดเป็นส่วนตัวตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ขนส่งสามารถจำกัดความรับผิดไว้ที่ 10,000 บาท ต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามข้อกำหนดการขนส่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องเป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าเอง การที่สินค้าสูญหายไปโดยมีร่องรอยการเปิดกล่องบรรจุสินค้าทั้ง 36 กล่อง เพื่อเอาสินค้าในนั้นไป แล้วจึงปิดกล่อง แสดงว่าสินค้าถูกลักเอาไปในระหว่างสินค้าอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างยิ่งของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) บัญญัติว่า "การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้ (1) การสูญหาย... ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลจากการที่ผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้นกระทำการ โดยละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้" ในเรื่องเวลาที่สินค้าพิพาทสูญหายไปนั้น ข้อเท็จจริงในส่วนของตัวกล่องและสินค้าภายในนั้นยุติแล้วว่า บริษัทซันโย อิเล็กทริค (เอชเค) จำกัด ส่งมอบสินค้าที่จะขนส่งแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ครบถ้วนแล้ว จนกระทั่งจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ตราส่ง โดยระบุว่ามี 64 กล่อง ตามที่รับมอบ แต่เมื่อสินค้าได้รับการขนส่งมาถึงท่าเรือกรุงเทพและเปิดตู้สินค้าแล้ว จึงพบว่าสินค้าหายไป 323 ชุด โดยปรากฏร่องรอยที่กล่องบรรจุว่า มีการแกะ Seal ที่ผนึกกล่องกระดาษไว้ออกเมื่อเอาสินค้าออกจากกล่องแล้วจึงผนึก Seal กลับเข้าไปใหม่ แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับมอบสินค้าไว้เพื่อการบรรจุเข้าตู้ ปิดตู้ ผนึก Seal และส่งมอบตู้สินค้าแก่จำเลยที่ 4 เพื่อขนส่งต่อไปนั้น สินค้าครบตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับมอบไว้ โดยไม่ปรากฏว่าเมื่อถึงท่าเรือกรุงเทพ ตู้สินค้ามีร่องรอยถูกเปิดออกก่อนที่จะถึงปลายทาง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สินค้าสูญหายไปในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งการที่สูญหายไปเช่นนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเสียสิทธิในการจำกัดความรับผิดก็ต่อเมื่อโจทก์พิสูจน์ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ โดยการละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ แต่ข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นการละเลยหรือไม่เอาใจใส่อย่างไรนั้น ไม่ปรากฏในทางนำสืบของโจทก์ ทั้งไม่มีข้อเท็จจริงอื่นพอที่ศาลจะอนุมานเอาจากพฤติการณ์ทั้งปวงได้ ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นการละเลยหรือไม่เอาใจใส่จนเป็นเหตุให้สินค้าพิพาทสูญหายไปตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เสียสิทธิที่จะจำกัดความรับผิดตามกฎหมาย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 58 ม. 60 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโปรเฟรท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพัชรินทร์ โชติวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11753 -ที่ 11754/2557
#575211
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ในต่างประเทศหลายประเทศ โจทก์ที่ 1 เคยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในประเทศไทย หลังจากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสองพบว่าจำเลยทั้งสี่ผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า แครีบัลค์ (CarriBulk) เมื่อโจทก์ทั้งสองพิจารณารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ (specification) และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์ (drawings) แล้วเชื่อว่ามีการลอกเลียนข้อมูล อันเป็นการกระทำที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงมีเหตุผลสมควรให้โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่เพื่อปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมายได้ การที่โจทก์ทั้งสองมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ทั้งสองและขอให้ยุติการกระทำละเมิด เป็นขั้นตอนตามปกติของการดำเนินการก่อนฟ้องคดี ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารก็เป็นสิทธิของคู่ความที่เห็นว่าเอกสารที่ตนประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก โดยคู่ความฝ่ายนั้นสามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้บุคคลที่ครอบครองส่งต้นฉบับเอกสารนั้นได้ การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีของตน แม้ภายหลังโจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานก็เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าไม่จำเป็นต้องอ้างเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของตน ข้อเท็จจริงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์ทั้งสองต้องการกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสี่โดยมุ่งต่อผลที่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่ จึงไม่ใช่การที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 421 การดำเนินคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต

โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับตู้ขนส่งสินค้า และโจทก์ที่ 1 จัดตั้งบริษัทโจทก์ที่ 2 ในประเทศไทย เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ดังกล่าว โดยปรากฏในวัตถุประสงค์ ข้อ 1 ตามหนังสือรับรองบริษัทโจทก์ว่า "ทำการผลิต จำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อใช้ในการบรรจุสินค้าในอุตสาหกรรมขนส่ง..." การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าเพื่อการขนส่งด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้า (flexible liner) ก็คือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับตู้ขนส่งสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์นั่นเอง สินค้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตและจำหน่ายดังกล่าวจึงเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองในประเทศไทย โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหายจากการออกสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 หากการออกสิทธิบัตรนั้นเป็นการออกสำหรับการประดิษฐ์ที่ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง

การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย (1) ถุงลมหกเหลี่ยมด้านไม่เท่าเมื่อเติมอากาศเข้าไปในถุงลมจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดที่ก่อให้ผนังของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้าบริเวณที่ถุงลมติดตั้งอยู่ยกตัวดันให้สินค้าไหลมาสู่ช่องสำหรับเปิดให้สินค้าไหลออก ที่ถุงลมประกอบด้วยท่ออ่อนตัวสำหรับเป่าลมที่มีลิ้นเปิดปิดสำหรับควบคุมการไหลของอากาศเข้าสู่ถุงลม และมีวาล์วแบบเกลียวหมุนสำหรับปล่อยอากาศออกจากถุงลม (2) แถบอ่อนตัว ซึ่งมีสองชนิด ชนิดแรกเป็นแถบอ่อนตัวที่แต่ละอันติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้าง มีรูตลอดแนวและแต่ละรูของแถบอ่อนตัวแต่ละอันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน ชนิดที่สองเป็นแถบอ่อนตัวแบบทึบ ติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าของตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านบนและผนังด้านข้าง (3) ชุดขอแขวนติดอยู่ที่ด้านนอกของผนังด้านบนของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้า ชุดขอแขวนประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุ แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเข้ากับตู้ขนส่งสินค้า เมื่อพิจารณางานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 และสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีภาชนะสำหรับบรรจุสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่มีส่วนประกอบคือถุงลมที่เมื่อเติมอากาศเข้าไปจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดและที่ถุงลมมีท่ออ่อนตัวซึ่งมีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุน ไม่ปรากฏว่ามีแถบอ่อนตัวติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้าง และไม่ปรากฏว่ามีชุดขอแขวนซึ่งประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุจำนวน 4 รู แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวเข้ากับตู้ขนส่งสินค้า ดังนั้น การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่ใช่การประดิษฐ์ซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่

กรณีที่ข้อถือสิทธิมีความชัดเจน ลักษณะของการประดิษฐ์ต้องถือตามข้อความที่บรรยายในข้อถือสิทธินั้น ส่วนรูปเขียนประกอบเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้ข้อความที่บรรยายชัดเจนขึ้น ในเรื่องถุงลม จำเลยที่ 2 บรรยายในข้อถือสิทธิว่า "...ถุงลมดังกล่าวเมื่อเติมอากาศเข้าไปในถุงลมจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด..." ซึ่งมีความชัดเจนเพียงพอ และไม่อาจตีความว่ารูปทรงของด้านปลายฐานกว้าง เป็นรูปวงรีปลายแหลมได้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าภาชนะอ่อนตัวตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เมื่อเติมอากาศเข้าไป ถุงลมสามารถขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด รูปร่างของถุงลมตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 จึงแตกต่างจากถุงลมซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่

คำว่า ลิ้นเปิดปิดตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 หมายถึงระบบวาล์ว นั่นเอง และเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้ถ้อยคำว่า "a valve device for controlling air into the air bag" ซึ่งหมายความว่า วาล์วเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อควบคุมปริมาณลมที่เข้าสู่ถุงลม ดังนั้น ลิ้นเปิดปิดกับวาล์วตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ในเรื่องการใช้วาล์วกับถุงลมนี้เคยปรากฏอยู่ในภูมิหลังของการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ 6,837,391 บี 2 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า วาล์วที่ใช้เปิดและปิดที่ติดตั้งกับถุงลม (Inflation/Deflation Valve for a bag to be filled with air) ระบุว่ามีการเสนอว่าถุงที่ผลิตจากผ้าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง ดังนั้น จึงต้องใช้วาล์วเพื่อให้ปล่อยลมจากถุงได้อย่างรวดเร็วแต่ไม่ทำให้ช่องที่เปิดในถุงฉีกขาด นอกจากนี้ การใช้วาล์วซึ่งทำให้ปล่อยลมได้อย่างรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสเติมลมให้แก่ถุงลมก่อนใช้เพื่อทดสอบความแน่นของอากาศด้วย ภูมิหลังของการประดิษฐ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า วาล์วที่ใช้ง่าย ๆ เพื่อเติมลมอย่างรวดเร็วต้องมีก้านวาล์ว (valve stem) กับหัวเติมลม ซึ่งสามารถนำมาติดบนก้านได้เพื่อให้ผู้ใช้เติมลมแก่ถุงลม ในหลายกรณีหัวเติมลมหรือหัวฉีดมีระบบสำหรับติดกับก้านวาล์วเพื่อให้อยู่กับที่ในระหว่างเติมลมโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องถือเพื่อให้อยู่กับที่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าการติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวและการติดตั้งวาล์วที่ถุงลมเป็นวิธีการสามัญที่ใช้กันทั่วไป ยิ่งกว่านั้นสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกายังเปิดเผยการใช้วาล์วที่ใช้เปิดปิดสำหรับการเติมอากาศเข้าไปในถุงลม ซึ่งมีส่วนประกอบคือกระบอกสวมสำหรับสอดเข้าไปในช่องที่เปิดในผนังของถุงวาล์วรวมทั้งส่วนประกอบวาล์ว และฝาสำหรับครอบกระบอกสวม อันเป็นการปรับปรุงวาล์วเพื่อใช้ควบคุมการเติมอากาศเข้าไปในถุงลมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,335,820 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ภาชนะและระบบจ่ายของแข็งที่ไหลได้ (Container and Dispenser System for Flowable Solids) มีข้อความระบุถึงการใช้วาล์วกับถุงลมว่า "การวางหัวฉีด อาจจัดให้มีระบบวาล์วต่าง ๆ หรือระบบที่เหมือนกันอยู่ภายในนั้นเพื่อช่วยในการเติมลม เพื่อการบำรุงรักษาถุงลม ในภาวะที่มีลม และเพื่อการปล่อยลม ระบบวาล์วแบบธรรมดาอาจนำมาใช้ได้" และสิทธิบัตรดังกล่าวยังเปิดเผยโดยอ้างถึงรูปที่ 3 ว่า การจัดวางถุงลม ประกอบด้วยถุงก๊าซที่พองได้ ถุงก๊าซ สามารถเติมลมโดยผ่านการจัดวางหัวฉีด ในรูปที่ 3 ถุงก๊าซ ถูกแสดงให้เห็นว่าอยู่ติดกับแหล่งที่มา ของอากาศที่ถูกบีบอัดเพื่อใช้การเติมลม จากภูมิหลังการประดิษฐ์ประกอบการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาดังกล่าวแสดงว่าการติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวและการติดตั้งวาล์วที่ถุงลมเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญที่จะดัดแปลงวาล์วให้เข้ากับถุงลมตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 นอกจากนี้ การทำงานของท่ออ่อนตัวที่มีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุนตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดการตกค้างของสินค้าที่อยู่ในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ รวมทั้งตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 ก็มีการใช้ท่ออ่อนตัว (flexible inflation tube) อยู่ก่อนแล้ว การติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวหรือติดตั้งวาล์วที่ถุงลมจึงเป็นเพียงการนำสิ่งต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน (aggregation) โดยไม่ได้มีผลในการช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในเรื่องการตกค้างของสินค้า การประกอบเข้าด้วยกันดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการประดิษฐ์ดังกล่าวสามารถคาดหมายได้ ย่อมมิใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7

สำหรับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในเรื่องแถบอ่อนตัวซึ่งแต่ละอันที่ติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้างมีรูตลอดแนวและแต่ละรูของแถบอ่อนตัวแต่ละอันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน และแถบอ่อนตัวซึ่งเป็นแบบทึบติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าของตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านบนและผนังด้านข้างนั้น จำเลยที่ 4 พบว่าเมื่อติดตั้งคอนเทนเนอร์ไลเนอร์เข้ากับตู้ขนส่งสินค้าแล้ว จะมีช่องว่างระหว่างผนังคอนเทนเนอร์ไลเนอร์กับผนังตู้ขนส่งสินค้าโดยเฉพาะด้านบน เนื่องจากเมื่อแขวนคอนเทนเนอร์ไลเนอร์แล้ว ส่วนผนังด้านบนจะหย่อนลงมาหรือที่เรียกว่า "ตกท้องช้าง" และเกิดช่องว่างซึ่งทำให้ในระหว่างการบรรจุสินค้าโดยเฉพาะในเวลากลางคืน จะมีแมลงหรือจิ้งจก รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนเข้าไปในช่องว่างดังกล่าว จำเลยที่ 4 จึงคิดประดิษฐ์แถบพลาสติกตรงรอยต่อระหว่างผนังด้านข้างและผนังด้านบนของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ หรือเรียกว่า แถบอ่อนตัว เพื่อนำมาปิดช่องว่างดังกล่าว จำเลยที่ 4 ประดิษฐ์แถบอ่อนตัวเป็น 2 แบบ คือ แถบอ่อนตัวแบบมีรู กับแบบไม่มีรู ซึ่งมีลักษณะการใช้งานต่างกัน แบบมีรูสามารถสอดแท่งเหล็กผ่านแถบอ่อนเข้ายังสายห่วงคล้องไปช่วยพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ไม่ให้มีรอยยับย่นและคงรูปทรงให้เรียบร้อย ส่วนแบบไม่มีรูจะปิดช่องว่างได้อย่างมิดชิด เหมาะสำหรับขนส่งสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารหรือเกี่ยวข้องกับอาหารที่เน้นไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนหรือแมลงเข้าไปในตู้ขนส่งสินค้า สำหรับในกรณีลูกค้าที่ใช้ลำเลียงผลิตภัณฑ์ด้วยสายพาน อาจจะดูดอากาศในช่องว่างระหว่างผนังตู้ขนส่งสินค้ากับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ให้เกิดสุญญากาศ แถบอ่อนดังกล่าวยังช่วยให้คงสภาวะสุญญากาศที่ช่องว่างระหว่างผนังแต่ละด้านของตัวภาชนะบรรจุสินค้าได้ด้วย ในกรณีของแถบอ่อนตัวแบบมีรูนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์คงรูปอยู่ได้เช่นเดียวกับแถบกันกระเทือนตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,837,391 บี 2 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ระบบกันกระเทือนสำหรับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ใช้ขนสินค้าเทกอง (Suspension System for Bulk Material Cargo Container Liner) เปิดเผยถึงการใช้แถบกันกระเทือนกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับสินค้าเทกองว่า แถบกันกระเทือนดังกล่าวเป็นแถบคู่แนวตั้ง แถบติดตั้งอยู่คนละด้านที่ส่วนหัวมุมบนด้านหน้า ตรงกันข้ามกันที่ส่วนมุมบนด้านหน้าของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ แถบกันกระเทือนแต่ละอันประกอบด้วยรูวงแหวนจำนวน 5 รู จะยึดแกนเหล็ก (finger bars) ไว้ แกนเหล็กดังกล่าวติดตั้งอย่างคงที่อยู่ที่ส่วนผนังด้านในของตู้ขนส่งสินค้าแบบเทกอง และจะสอดผ่านรูวงแหวนทำให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์คงรูปอยู่ได้ การประดิษฐ์ในส่วนนี้จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่จะดัดแปลงแถบกันกระเทือนดังกล่าวเข้ากับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น แถบอ่อนตัวแบบมีรูตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะเป็นการดัดแปลงแถบกันกระเทือนดังกล่าวจึงเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7

ส่วนกรณีการใช้แถบอ่อนตัวแบบทึบนั้น ปรากฏจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในส่วนการเปิดเผยการประดิษฐ์ที่สมบูรณ์ว่า "...ปิดแถบอ่อนตัวในแนวตั้งแบบทึบ 10 บี ให้แนบกับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้าทั้ง 2 ข้าง หลังจากใช้ท่อดูดอากาศ (ไม่ได้แสดงแบบไว้) ดูดอากาศระหว่างช่องว่างรอบตู้ขนส่งสินค้าออกจนหมดแล้ว..." การใช้ท่อดูดอากาศดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าจำเลยที่ 2 ต้องการให้เกิดสภาวะสุญญากาศระหว่างผนังของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์และผนังของตู้ขนส่งสินค้า ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของกรรมการบริษัทโจทก์ทั้งสอง ที่ว่า นอกจากจะใช้วิธีการแขวนกับห่วงหรือตัวเกี่ยวภายในตู้ขนส่งสินค้าเหมือนกับการกางมุ้งแล้ว ยังนำความเป็นสุญญากาศมาใช้ กล่าวคือ ดูดอากาศที่มีอยู่ระหว่างผนังภายในของตู้ขนส่งสินค้ากับพื้นผิวภายนอกของบรรจุภัณฑ์ออกเสียให้หมด เมื่อบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีเนื้อที่อ่อนตัวและทึบ อากาศผ่านไม่ได้ จะถูกดูดติดกับผนังด้านในของตู้ขนส่งสินค้า อันเป็นปรากฏการณ์ของระบบสุญญากาศ ซึ่งเป็นที่รู้และใช้กันมานาน รวมทั้งโจทก์ทั้งสองใช้ระบบนี้กับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ใช้ห่วงหรือขอเกี่ยว นอกจากนี้ ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,244,332 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า วิธีการขนสินค้าเทกองและอุปกรณ์ (Bulk Loading Method and Apparatus) อ้างถึงผนึกสุญญากาศ โดยการดูดอากาศภายในเทรลเลอร์หรือตู้ขนส่งสินค้าที่อยู่ระหว่างพลาสติกไลเนอร์กับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้า ซึ่งตามรูปที่ 7 ของสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา ท่อดูดอากาศแนวตั้งคู่หนึ่ง ถูกสอดเข้าไปภายในผนังด้านข้างที่ท้ายของรถกึ่งเทรลเลอร์ใกล้ส่วนพับของประตู และสิทธิบัตรดังกล่าวยังอ้างถึงการปิดผนึกว่า เมื่อคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ เติมลมอย่างถูกต้องและปิดผนึกที่ประตูเทรลเลอร์แล้ว มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในสภาพที่มีลมเป็นระยะเวลานาน แม้ว่าปราศจากอากาศและการดูดช่วย หลังจากบรรจุสินค้าเข้าในเทรลเลอร์แล้ว ปิดเครื่องเป่า และมัดวัสดุส่วนที่เกินของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ส่วนปลายของสินค้า และปิดผนึกเพื่อให้แน่ใจว่าจะป้องกันความชื้นในพื้นที่บริเวณรอบ ๆ สินค้าทั้งหมด ตามรูปที่ 16 วิธีการทำให้เกิดสุญญากาศตลอดแนวผนังเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันอยู่แล้วเพื่อรักษารูปทรงของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ในระหว่างการใช้งาน ดังนั้น การปิดแถบอ่อนตัวในแนวตั้งแบบทึบให้แนบกับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้าทั้ง 2 ข้าง หลังจากการใช้ท่อดูดอากาศตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการช่วยรักษาสภาวะสุญญากาศให้คงอยู่ การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ย่อมมิใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7

ส่วนข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในเรื่องชุดขอแขวนที่ติดอยู่ที่ด้านนอกของผนังด้านบนของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้า ซึ่งประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุ แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเข้ากับตู้ขนส่งสินค้านั้น จำเลยที่ 4 พบว่าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ใช้อยู่ทั่วไปมีขอแขวนประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมจำนวนสองรู หรือบางรายใช้เทปกาวติดระหว่างแผ่นรับแรงกับผนังคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ทำให้หลุดร่อนและส่งผลทำให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ฉีกขาดและเสียหาย จำเลยที่ 4 จึงคิดประดิษฐ์ชุดขอแขวนที่มีแถบยางยืดหยุ่นอยู่ด้านบนของตัวคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ให้แข็งแรงกว่าที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น โดยให้มีแผ่นรับแรงที่มีรูกลมจำนวนสี่รู ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตทั่วไป และการที่ชุดขอแขวนที่มีแผ่นรองรับสี่รูสามารถรับน้ำหนักและพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ได้ดีกว่า และมีการใช้ชุดขอแขวนชนิดสองรูกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์มาก่อน แต่มีความแข็งแรงไม่เท่ากับชุดขอแขวนแบบสี่รู ชุดขอแขวนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์โดยทั่วไป ชุดขอแขวนจำเป็นต้องใช้ในการติดตั้งคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ทุกกรณี คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองและของผู้ผลิตรายอื่นมีชุดขอแขวนเช่นกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 ซึ่งมีชื่อแสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ระบบคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับการย้ายสินค้าเทกอง (Container Liner System for Bulk Tranfer) แล้ว สิทธิบัตรดังกล่าวเปิดเผยแถบแขวนซึ่งใช้แขวนคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ทางด้านบน ตามรูปที่ 3 ของสิทธิบัตรดังกล่าว ปลายของผนังด้านหลัง ใส่เข้ากับแถบแขวน และทำนองเดียวกับปลายของผนังด้านหน้า ใส่เข้ากับเครื่องแขวน ซึ่งรวมทั้งแผ่นตะปู และแถบแขวน นอกจากนี้ ยังมีสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,533,137 บี 2 ซึ่งมีชื่อแสดงถึงการประดิษฐ์ว่า คอนเทนเนอร์สำหรับการเก็บและการส่งสินค้าเทกอง (Container for Storing and Handing Bulk Material) ตามรูปที่ 3 ของสิทธิบัตรดังกล่าว แถบยืดได้ที่มีห่วง เชื่อมต่อกับเครื่องยึด (anchors หรือ anchoring means) โดยใช้เครื่องมือที่สะดวกสบาย เช่น การรวมกันของขอสับและขอเกี่ยว ซึ่งเครื่องยึดดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผ่นกลมสำหรับรับน้ำหนัก ดังนั้น การดัดแปลงในลักษณะต่าง ๆ เช่น เพิ่มจำนวนรูที่แผ่นรับแรง หรือการทำให้ชุดขอแขวนรับน้ำหนักได้มากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ของบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ไม่ถือว่าการประดิษฐ์ส่วนนี้มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกบริษัทแคร์เท็กซ์ เอ/เอส จำกัด และบริษัทแคร์เท็กซ์ เอเซีย จำกัด เป็นโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้เรียกบริษัทแมททีเรียล เวิลด์ จำกัด บริษัทคาร์โก้ เพอร์เฟ็ค จำกัด นายสุทธิพงศ์ และนางสุนันท์ เป็นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 17,294,900 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวนเดือนละ 1,697,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะยุติการกระทำละเมิด และให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรไปดำเนินการขอจดทะเบียนแก้ไขและเพิกถอนสิทธิบัตร หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในการขอจดทะเบียนแก้ไขหรือเพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 20818

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,000,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 พร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้า" คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสี่ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศเดนมาร์ก โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ "คอนเทนเนอร์ไลเนอร์" หรือ "ภาชนะอ่อนตัว" ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะ พร้อมด้วยวิธีการทำให้เคลื่อนเข้าแทนที่สำหรับช่วยในการนำสิ่งที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะดังกล่าวที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถบรรจุสินค้าประเภทที่เป็นเมล็ดหรือเม็ดเล็ก ๆ เช่น แป้ง ข้าว น้ำตาลทราย หรือเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนมากให้สามารถขนถ่ายออกจากตู้ขนส่งสินค้าได้โดยรวดเร็วและไม่ตกค้าง โจทก์ที่ 1 ได้รับสิทธิบัตรจากกลุ่มประเทศในทวีปยุโรป ดินแดนไต้หวัน ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ ยกเว้นในประเทศไทย ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 เมื่อประมาณปี 2541 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนจำหน่ายบรรจุภัณฑ์หรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ หรือไลเนอร์ ในประเทศไทยให้โจทก์ที่ 1 ต่อมาในปี 2545 โจทก์ที่ 1 จัดตั้งบริษัทโจทก์ที่ 2 ในประเทศไทย เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2548 โจทก์ทั้งสองบอกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อมาในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าในประเทศไทย และต่อมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ให้แก่จำเลยที่ 2 สิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า "ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้า" จำเลยที่ 2 อ้างถึงศิลปะหรือวิทยาการที่เกี่ยวข้องคือ สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 ของ "Insta-Bulk, Inc". (บริษัทอินสตา - บัลค์ จำกัด) ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า "ระบบคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับการย้ายสินค้าเทกอง" (Container liner system for bulk transfer) และสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า "คอนเทนเนอร์ไลเนอร์พร้อมด้วยวิธีการทำให้เคลื่อนเข้าแทนที่สำหรับช่วยในการนำสิ่งที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะดังกล่าวออก" (Container liner with displacement means for aiding the discharge of the contents of said container liner) ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 จำเลยที่ 2 ไปยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามประกาศโฆษณาคำขอรับสิทธิบัตร ต่อมาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ทั้งสองมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ยุติการทำซ้ำ คัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลงแบบพิมพ์ การผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับตู้ขนส่งสินค้า รวมถึงการเผยแพร่แบบพิมพ์และบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับตู้ขนส่งสินค้าแก่ลูกค้าและบุคคลทั่วไป โดยอ้างว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง ตามหนังสือขอให้ยุติการกระทำละเมิดลงวันที่ 21 เมษายน 2552 สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ (specification) และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ (drawings) ซึ่งเป็นงานที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นงานวรรณกรรมและงานจิตรกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่นั้น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่ารายละเอียดของผลิตภัณฑ์และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองเป็นรายละเอียดและรูปภาพของผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับขนาด วัสดุที่ใช้ผลิตและวัสดุที่ใช้ในการติดตั้งใช้งาน ไม่มีลักษณะเป็นงานนิพนธ์ และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองไม่มีลักษณะเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วย เส้น แสง สี หรือสิ่งอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่างในทางศิลปะ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรมและงานศิลปกรรมลักษณะงานจิตรกรรมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 และมาตรา 4 เมื่อรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันเผยแพร่รายละเอียดของผลิตภัณฑ์และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวก็ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ปัญหาดังกล่าวโจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์ ปัญหานี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการแรกว่า การดำเนินคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า ในช่วงปี 2549 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ที่ 1 มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ดำเนินการฟ้องร้องหรือดำเนินการใด ๆ เหตุที่โจทก์ที่ 1 มีหนังสือดังกล่าวเพื่อนำไปใช้กล่าวอ้างต่อบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีผลกระทบกับการจำหน่ายสินค้าของจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ใช้วิธีกล่าวหา โดยไขข่าวแพร่หลายให้กลุ่มลูกค้าและบุคคลทั่วไปเข้าใจว่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 จำหน่ายเป็นสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งที่ในขณะนั้นยังไม่มีการฟ้องคดี การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงมิใช่การใช้สิทธิในการดำเนินคดีของโจทก์ทั้งสองโดยสุจริต หลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องคดีแล้ว โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารไปเฉพาะกลุ่มลูกค้าของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีเจตนาที่จะใช้เอกสารดังกล่าวแต่เพื่อให้กลุ่มลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องและไม่กล้าซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์ทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและจงใจไขข่าวแพร่หลายเพื่อขัดขวางและกีดกันการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะใช้เอกสารแต่มีเจตนาที่จะให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ที่เรียกว่า คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ในต่างประเทศหลายประเทศ โจทก์ที่ 1 เคยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในประเทศไทย หลังจากจำเลยที่ 1 มิได้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ทั้งสองพบว่าจำเลยทั้งสี่ผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า แครีบัลค์ (CarriBulk) เมื่อโจทก์ทั้งสองพิจารณารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ (specification) และแบบพิมพ์ลายเส้นบรรจุภัณฑ์ (drawings) แล้วเชื่อว่ามีการลอกเลียนข้อมูล อันเป็นการกระทำที่โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงมีเหตุผลสมควรให้โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่เพื่อปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมายได้ การที่โจทก์ทั้งสองมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ทั้งสองและขอให้ยุติการกระทำละเมิด เป็นขั้นตอนตามปกติของการดำเนินการก่อนฟ้องคดี ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารก็เป็นสิทธิของคู่ความที่เห็นว่าเอกสารที่ตนประสงค์จะอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก โดยคู่ความฝ่ายนั้นสามารถยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้บุคคลที่ครอบครองส่งต้นฉบับเอกสารนั้นได้ การที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานเอกสารจึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีของตน แม้ภายหลังโจทก์ทั้งสองไม่ได้อ้างส่งเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานก็เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าไม่จำเป็นต้องอ้างเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องของตน ข้อเท็จจริงยังไม่พอให้รับฟังว่าโจทก์ทั้งสองต้องการกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสี่โดยมุ่งต่อผลที่จะให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสี่ จึงไม่ใช่การที่โจทก์ทั้งสองใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การดำเนินคดีนี้ของโจทก์ทั้งสองเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า การกระทำของโจทก์ทั้งสองมีลักษณะเป็นเพียงการใช้สิทธิในการดำเนินคดีของโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์สำหรับสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์เฉพาะในทวีปยุโรป ตามคำขอรับสิทธิบัตรยุโรป (European Patent Application เลขที่ 95610059.8) และสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เฉพาะในส่วนถุงลม ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับสิทธิบัตรใด ๆ เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าวในประเทศไทย อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่ได้ผลิตและจำหน่ายคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ในประเทศไทย นอกจากนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าที่มีลักษณะเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทยด้วย โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีนั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับตู้ขนส่งสินค้า และโจทก์ที่ 1 จัดตั้งบริษัทโจทก์ที่ 2 ในประเทศไทย เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ดังกล่าว โดยปรากฏในวัตถุประสงค์ ข้อ 1 ตามหนังสือรับรองว่า "ทำการผลิต จำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อใช้ในการบรรจุสินค้าในอุตสาหกรรมขนส่ง..." การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าเพื่อการขนส่งด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้า (flexible liner) ก็คือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้กับตู้ขนส่งสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์นั่นเอง สินค้าที่จำเลยที่ 2 ผลิตและจำหน่ายดังกล่าวจึงเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) ย่อมส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขายสินค้าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองในประเทศไทย โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหายจากการออกสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 หากการออกสิทธิบัตรนั้นเป็นการออกสำหรับการประดิษฐ์ที่ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรได้ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคสอง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการต่อไปว่า สิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เป็นสิทธิบัตรที่สมบูรณ์หรือไม่ ในประเด็นที่ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่หรือไม่นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ต้องพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างงานที่ปรากฏอยู่แล้วกับรายละเอียดของการประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย (1) ถุงลมหกเหลี่ยมด้านไม่เท่าเมื่อเติมอากาศเข้าไปในถุงลมจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดที่ก่อให้ผนังของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้าบริเวณที่ถุงลมติดตั้งอยู่ยกตัวดันให้สินค้าไหลมาสู่ช่องสำหรับเปิดให้สินค้าไหลออก ที่ถุงลมประกอบด้วยท่ออ่อนตัวสำหรับเป่าลมที่มีลิ้นเปิดปิดสำหรับควบคุมการไหลของอากาศเข้าสู่ถุงลม และมีวาล์วแบบเกลียวหมุนสำหรับปล่อยอากาศออกจากถุงลม (2) แถบอ่อนตัว ซึ่งมีสองชนิด ชนิดแรกเป็นแถบอ่อนตัวที่แต่ละอันติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้าง มีรูตลอดแนวและแต่ละรูของแถบอ่อนตัวแต่ละอันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน ชนิดที่สองเป็นแถบอ่อนตัวแบบทึบ ติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าของตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านบนและผนังด้านข้าง (3) ชุดขอแขวนติดอยู่ที่ด้านนอกของผนังด้านบนของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้า ชุดขอแขวนประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุ แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเข้ากับตู้ขนส่งสินค้า เมื่อพิจารณางานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 ของบริษัทอินสตา - บัลค์ จำกัด และสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีภาชนะสำหรับบรรจุสินค้าหรือคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่มีส่วนประกอบคือถุงลมที่เมื่อเติมอากาศเข้าไปจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดและที่ถุงลมมีท่ออ่อนตัวซึ่งมีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุน ไม่ปรากฏว่ามีแถบอ่อนตัวติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้าง และไม่ปรากฏว่ามีชุดขอแขวนซึ่งประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุจำนวน 4 รู แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวเข้ากับตู้ขนส่งสินค้า ดังนั้น การประดิษฐ์ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วไม่ใช่การประดิษฐ์ซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว จึงเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า เมื่อมีการเติมอากาศจนเต็ม รูปทรงไม่เป็นไปตามที่ระบุในสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 คือด้านปลายฐานกว้าง (14) ตรงข้ามด้านปลายฐานแคบ (100) แต่เป็นรูปวงรีปลายแหลมทำให้ด้านข้างของถุงลมโค้งออกตามรูปที่ 5 ในหน้าที่ 4 ของรูปเขียนประกอบสิทธิบัตร พื้นที่ในการยกตัวและความโค้งของถุงลมใกล้เคียงกับถุงลมของโจทก์ทั้งสอง เมื่อถุงลมพองตัวจากมุมด้านสูง ทำให้สินค้าไหลมาสู่มุมด้านต่ำเช่นเดียวกับถุงลมของโจทก์ทั้งสอง ถุงลมตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 มีคุณสมบัติการใช้สอยและทำให้เกิดผลในการทำงานเช่นเดียวกับถุงลมของโจทก์ทั้งสอง ไม่มีการพัฒนาที่ดีขึ้น จึงไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ซึ่งจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์โต้แย้งสรุปได้ว่า ถุงลมของจำเลยที่ 2 มีรูปทรงเป็นรูปหกเหลี่ยมด้านไม่เท่าและมีฐาน โดยไม่มีส่วนใดแหลม เมื่อขยายตัวออกจะเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดตามข้อถือสิทธิ แต่การแสดงภาพรูปทรงไม่อาจวาดในระบบ 2 มิติ ให้เหมือนของจริงได้ หากพิจารณารูปที่ 4 และรูปที่ 6 ประกอบกันแล้ว จะเห็นว่ารูปที่ 4 แสดงเป็นภาพซ้อนกันของฟิล์มที่ยึดติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมพับซ้อนอยู่ภายในเป็นรูปตัววี โดยอยู่ระหว่างแผ่นฟิล์มคู่บนและคู่ล่าง ซึ่งจะเห็นเพียงแผ่นฟิล์มซ้อนกัน 2 คู่ (4 แผ่น) ซ้อนทับกันอยู่ และรูปที่ 6 แนวเส้นประตามแนวนอนเหนือวาล์วแบบเกลียวหมุนคือ ส่วนแหลมของตัววีที่เกิดจากการพับฐานซ้อนอยู่ภายในเข้าหากันดังกล่าวนั้น เห็นว่า กรณีที่ข้อถือสิทธิมีความชัดเจน ลักษณะของการประดิษฐ์ต้องถือตามข้อความที่บรรยายในข้อถือสิทธินั้น ส่วนรูปเขียนประกอบเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้ข้อความที่บรรยายชัดเจนขึ้น ในเรื่องถุงลมนี้ จำเลยที่ 2 บรรยายในข้อถือสิทธิว่า "...ถุงลมดังกล่าวเมื่อเติมอากาศเข้าไปในถุงลมจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด..." ซึ่งมีความชัดเจนเพียงพอ และไม่อาจตีความว่ารูปทรงของด้านปลายฐานกว้าง (14) เป็นรูปวงรีปลายแหลมได้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าภาชนะอ่อนตัวตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เมื่อเติมอากาศเข้าไป ถุงลมสามารถขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด รูปร่างของถุงลมตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 จึงแตกต่างจากถุงลมซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเพื่อการขนส่งด้วยตู้ขนส่งสินค้าตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ประการนี้ฟังขึ้น

ส่วนประเด็นที่ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 เป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นหรือไม่ เห็นว่า ตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ก่อนที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรในประเทศไทยประมาณ 3 ปี ได้เปิดเผยภูมิหลังของการประดิษฐ์ว่า เดิมการขนถ่ายสินค้าออกจากคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ใช้การเอียงตู้คอนเทนเนอร์โดยให้สินค้าซึ่งเป็นวัตถุที่เป็นผง เม็ด หรือสามารถไหลได้ตามแรงโน้มถ่วงของโลกไปยังส่วนที่เปิดซึ่งอยู่ด้านล่างของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ แต่มีปัญหาคือวัตถุที่เป็นผงหรือเป็นเม็ดบางส่วนมักติดอยู่บริเวณมุมด้านล่างของตู้ขนส่งสินค้า จึงมีการแก้ไขโดยติดตั้งวัสดุรูปสามเหลี่ยมที่มุม (triangular corners) เพื่อลดการสะสมของสินค้าที่บริเวณมุมในระหว่างการถ่ายสินค้า ตัวอย่างการติดตั้งวัสดุแข็งที่มุมซึ่งประกอบเข้ากับฝากั้น (bulkhead) ปรากฏในสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,799,607 ส่วนสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,531,361 ฝากั้นจะมีถุงลมรูปทรงพีระมิดติดตั้งอยู่มุมด้านล่างของด้านที่ถ่ายสินค้า ทำนองเดียวกับสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 ซึ่งเป็นถุงลมรูปทรงพีระมิดติดตั้งอยู่ภายในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ นอกจากนี้ตามคำขอรับสิทธิบัตรนานาชาติ (International patent application) เลขที่ ดับเบิลยูโอ 95/01925 ได้แก้ปัญหาอีกทางหนึ่ง คือนำถุงลมสองถุงไปไว้ที่ด้านมุมล่างของแต่ละด้านซึ่งเป็นด้านที่ปล่อยสินค้าออกของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ภูมิหลังของการประดิษฐ์ดังกล่าวแสดงถึงพัฒนาการของการแก้ปัญหาสินค้าตกค้างอยู่ในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ จนกระทั่งมีการใช้ถุงลมดันสินค้า ส่วนการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ตามสรุปย่อการประดิษฐ์ปรากฏว่า วิธีปล่อยสินค้าประกอบด้วยถุงที่พองลมและอ่อนตัวได้อย่างน้อยหนึ่งใบ โดยมีรูปทรงสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมคางหมูซึ่งติดอยู่กับผนังส่วนปลายผนังแรก ส่วนสามเหลี่ยม (triangular portion) ส่วนแรกยันกับผิวหน้าด้านนอกของพื้น สามเหลี่ยมส่วนที่สองยันส่วนผนังข้างของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ติดกัน ถุงรูปทรงสามเหลี่ยมประกอบด้วยสามมุม มีตำแหน่งอยู่ที่มุมของผนังส่วนปลายกับส่วนผนังข้าง ผนังส่วนปลายกับส่วนผนังด้านล่าง และผนังด้านข้างกับส่วนผนังด้านล่าง การประดิษฐ์ดังกล่าวถุงลมจะเคลื่อนสินค้าในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ไปยังด้านข้างและไปยังช่องปล่อยสินค้า ถุงลมมีรูปทรงสามเหลี่ยมและอยู่ในแนวเดียวกับผนังด้านข้าง ทั้งยังติดกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ตามแนวขอบผนังด้านข้างและพื้นของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ วิธีการนี้สินค้าไม่ถูกยกแต่ถูกดันไปด้านข้างออกจากผนังข้างที่อยู่บริเวณมุมของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ส่วนมุมบนของถุงลมจะมีท่ออ่อนตัวสำหรับเติมลมให้แก่ถุงลมด้วยอากาศที่มีความกด ทำให้การเติมลมไปจากส่วนบนเคลื่อนไปด้านล่างของถุงลม ขณะที่จำนวนของสินค้าในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์จะลดลง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยังคงใช้วิธีเติมอากาศเข้าไปในถุงลมเพื่อให้ยกตัวและดันให้สินค้าออกมาสู่ช่องที่เปิดให้สินค้าออก จึงเป็นการใช้วิธีแก้ปัญหาที่เหมือนกับของโจทก์ที่ 1 และบุคคลอื่น เพียงแต่รูปทรงของถุงลมของจำเลยที่ 2 ขยายตัวเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีผู้ประดิษฐ์ถุงลมเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่นรูปทรงสามเหลี่ยมหรือทรงพีระมิดมาแล้ว และตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ก็ยังมีถุงลมรูปทรงสามเหลี่ยมปลายตัดโดยเรียกว่ารูปร่างที่สอง ซึ่งปรากฏจากคำบรรยายรูปว่า การตกค้างของสินค้าอาจลดลงหรือถูกกำจัดโดยถุงลม (100) ตามรูปร่างที่สองของการประดิษฐ์ เช่นที่แสดงในรูปที่ 10 ในที่นี้ ส่วนที่ตั้งขึ้น (101) ของถุงลม (100) ถูกขยายเมื่อเทียบกับรูปร่างที่ 1 ตามรูปที่ 4 นี่หมายความว่าถุงลม (100) จะทำให้สินค้าออกจากจุดที่สูงกว่าไปยังส่วนกลาง และดันสินค้าออกจากส่วนผนังด้านข้างในขั้นตอนแรก ๆ ของกระบวนการปล่อยสินค้า และป้องกันสินค้าก่อตัวเป็นรูปกระเป๋าในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่พื้นที่ (31) ของรูปที่ 9 การเปลี่ยนแปลงรูปทรงของถุงลมจึงเป็นเรื่องที่ประจักษ์หรือคาดหมายได้โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานการประดิษฐ์คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ดังนั้น ถุงลมที่เมื่อเติมอากาศเข้าไปจนเต็มแล้วจะขยายตัวออกเป็นรูปทรงปริซึมสามเหลี่ยมปลายตัดตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ถือว่าเป็นการประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และ มาตรา 7

ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 2 นำลิ้นเปิดปิดสำหรับควบคุมการไหลของอากาศเข้าสู่ถุงลมมาใช้กับท่ออ่อนตัวสำหรับเป่าลม และนำวาล์วแบบเกลียวหมุนมาใช้กับถุงลมเพื่อปล่อยอากาศออกจากถุงลมตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 4 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานนำเอาลิ้นเปิดปิดมาติดตั้งที่ท่ออ่อนตัวเพื่อควบคุมการไหลของอากาศเข้าสู่ถุงลมและสามารถควบคุมลมไม่ให้ออกจากถุงลมได้ นอกจากนี้ ยังนำเอาวาล์วแบบเกลียวหมุนมาติดตั้งที่ถุงลมเพื่อปล่อยลมออกจากถุงลมหรือควบคุมปริมาณลมโดยพยานใช้แนวคิดมาจากถุงลมกันกระแทกที่พยานประดิษฐ์และได้รับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรมาประยุกต์ใช้ พยานนำถุงลมที่มีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุนมาทดลองใช้งาน พบว่าการใช้งานมีความสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะไม่ต้องใช้แรงคนงานจับตลอดเวลาหรือใช้การผูกมัดท่ออ่อนตัวเพื่อไม่ให้ลมรั่วออก ทำให้ประหยัด ลดแรงงานคนขณะใช้งานได้ วาล์วแบบเกลียวหมุนยังควบคุมปริมาณลมและปรับระดับลมได้ตามที่ต้องการอีกด้วย นอกจากนี้ เหตุที่พยานนำเอาวาล์วมาใช้กับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ก็เพื่อประโยชน์ให้ลูกค้านำไปใช้ใหม่ได้และลดการใช้พลาสติกเพื่อลดสภาวะโลกร้อน เห็นว่า คำว่า ลิ้นเปิดปิดตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 หมายถึงระบบวาล์ว นั่นเอง และเมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ใช้ถ้อยคำว่า "a valve device for controlling air into the air bag" ซึ่งหมายความว่า วาล์วเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อควบคุมปริมาณลมที่เข้าสู่ถุงลม ดังนั้น ลิ้นเปิดปิดกับวาล์วตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ในเรื่องการใช้วาล์วกับถุงลมนี้เคยปรากฏอยู่ในภูมิหลังของการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา เลขที่ 6,837,391 บี 2 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า วาล์วที่ใช้เปิดและปิดที่ติดตั้งกับถุงลม (Inflation/Deflation Valve for a bag to be filled with air) แผ่นที่ 6 ระบุว่ามีการเสนอว่าถุงที่ผลิตจากผ้าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง ดังนั้น จึงต้องใช้วาล์วเพื่อให้ปล่อยลมจากถุงได้อย่างรวดเร็วแต่ไม่ทำให้ช่องที่เปิดในถุงฉีกขาด นอกจากนี้ การใช้วาล์วซึ่งทำให้ปล่อยลมได้อย่างรวดเร็วจะทำให้มีโอกาสเติมลมให้แก่ถุงลมก่อนใช้เพื่อทดสอบความแน่นของอากาศด้วย ภูมิหลังของการประดิษฐ์ดังกล่าวยังระบุด้วยว่า วาล์วที่ใช้ง่าย ๆ เพื่อเติมลมอย่างรวดเร็วต้องมีก้านวาล์ว (valve stem) กับหัวเติมลม ซึ่งสามารถนำมาติดบนก้านได้เพื่อให้ผู้ใช้เติมลมแก่ถุงลม ในหลายกรณีหัวเติมลมหรือหัวฉีดมีระบบสำหรับติดกับก้านวาล์วเพื่อให้อยู่กับที่ในระหว่างเติมลมโดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องถือเพื่อให้อยู่กับที่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าการติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวและการติดตั้งวาล์วที่ถุงลมเป็นวิธีการสามัญที่ใช้กันทั่วไป ยิ่งกว่านั้นสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกายังเปิดเผยการใช้วาล์วที่ใช้เปิดปิดสำหรับการเติมอากาศเข้าไปในถุงลม ซึ่งมีส่วนประกอบคือกระบอกสวมสำหรับสอดเข้าไปในช่องที่เปิดในผนังของถุงวาล์วรวมทั้งส่วนประกอบวาล์ว และฝาสำหรับครอบกระบอกสวม อันเป็นการปรับปรุงวาล์วเพื่อใช้ควบคุมการเติมอากาศเข้าไปในถุงลมได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,335,820 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ภาชนะและระบบจ่ายของแข็งที่ไหลได้ (Container and Dispenser System for Flowable Solids) เแผ่นที่ 10 มีข้อความระบุถึงการใช้วาล์วกับถุงลมว่า "การวางหัวฉีด (35) อาจจัดให้มีระบบวาล์วต่าง ๆ หรือระบบที่เหมือนกันอยู่ภายในนั้นเพื่อช่วยในการเติมลม เพื่อการบำรุงรักษาถุงลม (34) ในภาวะที่มีลม และเพื่อการปล่อยลม ระบบวาล์วแบบธรรมดาอาจนำมาใช้ได้" และสิทธิบัตรดังกล่าวยังเปิดเผยโดยอ้างถึงรูปที่ 3 ว่า การจัดวางถุงลม (33) ประกอบด้วยถุงก๊าซที่พองได้ (34) ถุงก๊าซ (34) สามารถเติมลมโดยผ่านการจัดวางหัวฉีด (35) ในรูปที่ 3 ถุงก๊าซ (34) ถูกแสดงให้เห็นว่าอยู่ติดกับแหล่งที่มา (36) ของอากาศที่ถูกบีบอัดเพื่อใช้การเติมลม จากภูมิหลังการประดิษฐ์ประกอบการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตร ดังกล่าวแสดงว่าการติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวและการติดตั้งวาล์วที่ถุงลมเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญที่จะดัดแปลงวาล์วให้เข้ากับถุงลมตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 4 จะเบิกความโต้แย้งว่าวาล์ว เป็นวาล์วประเภท "selective valve" (วาล์วที่เลือกสรร) และวาล์ว เป็นวาล์วที่ใช้สปริงเป็นกลไกในการเปิดปิดซึ่งเป็นวาล์วคนละประเภทกับวาล์วตามสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ที่เป็นวาล์วประเภท "check valve" (วาล์วที่ใช้ตรวจสอบ) และเป็นวาล์วแบบไม่มีสปริงและเป็นแบบเกลียวหมุน เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้ นอกจากนี้ การทำงานของท่ออ่อนตัวที่มีลิ้นเปิดปิดและมีวาล์วแบบเกลียวหมุนตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดการตกค้างของสินค้าที่อยู่ในคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ รวมทั้งตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 ก็มีการใช้ท่ออ่อนตัว (flexible inflation tube) อยู่ก่อนแล้ว การติดตั้งลิ้นเปิดปิดที่ท่ออ่อนตัวหรือติดตั้งวาล์วที่ถุงลมจึงเป็นเพียงการนำสิ่งต่าง ๆ มาประกอบเข้าด้วยกัน (aggregation) โดยไม่ได้มีผลในการช่วยแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในเรื่องการตกค้างของสินค้า การประกอบเข้าด้วยกันดังกล่าวจึงถือเป็นสิ่งที่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับการประดิษฐ์ดังกล่าวสามารถคาดหมายได้ ย่อมมิใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7

สำหรับข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในเรื่องแถบอ่อนตัวซึ่งแต่ละอันที่ติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านข้างมีรูตลอดแนวและแต่ละรูของแถบอ่อนตัวแต่ละอันอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกัน และแถบอ่อนตัวซึ่งเป็นแบบทึบติดอยู่ตรงรอยต่อของผนังด้านหน้าของตัวภาชนะแต่ละด้านที่เชื่อมต่อกับผนังด้านบนและผนังด้านข้างนั้น จำเลยที่ 4 เบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสี่ประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานศึกษาพบว่าเมื่อติดตั้งคอนเทนเนอร์ไลเนอร์เข้ากับตู้ขนส่งสินค้าแล้ว จะมีช่องว่างระหว่างผนังคอนเทนเนอร์ไลเนอร์กับผนังตู้ขนส่งสินค้าโดยเฉพาะด้านบน เนื่องจากเมื่อแขวนคอนเทนเนอร์ไลเนอร์แล้ว ส่วนผนังด้านบนจะหย่อนลงมาหรือที่เรียกว่า "ตกท้องช้าง" และเกิดช่องว่างซึ่งทำให้ในระหว่างการบรรจุสินค้าโดยเฉพาะในเวลากลางคืน จะมีแมลงหรือจิ้งจก รวมทั้งสิ่งปนเปื้อนเข้าไปในช่องว่างดังกล่าว พยานจึงคิดประดิษฐ์แถบพลาสติกตรงรอยต่อระหว่างผนังด้านข้างและผนังด้านบนของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ หรือเรียกว่า แถบอ่อนตัว เพื่อนำมาปิดช่องว่างดังกล่าว พยานประดิษฐ์แถบอ่อนตัวเป็น 2 แบบ คือ แถบอ่อนตัวแบบมีรู กับแบบไม่มีรู ซึ่งมีลักษณะการใช้งานต่างกัน แบบมีรูสามารถสอดแท่งเหล็กผ่านแถบอ่อนเข้ายังสายห่วงคล้องไปช่วยพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ไม่ให้มีรอยยับย่นและคงรูปทรงให้เรียบร้อย ส่วนแบบไม่มีรูจะปิดช่องว่างได้อย่างมิดชิด เหมาะสำหรับขนส่งสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารหรือเกี่ยวข้องกับอาหารที่เน้นไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนหรือแมลงเข้าไปในตู้ขนส่งสินค้า สำหรับในกรณีลูกค้าที่ใช้ลำเลียงผลิตภัณฑ์ด้วยสายพาน อาจจะดูดอากาศในช่องว่างระหว่างผนังตู้ขนส่งสินค้ากับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ให้เกิดสุญญากาศ แถบอ่อนดังกล่าวยังช่วยให้คงสภาวะสุญญากาศที่ช่องว่างระหว่างผนังแต่ละด้านของตัวภาชนะบรรจุสินค้าได้ด้วย เห็นว่า ในกรณีของแถบอ่อนตัวแบบมีรูนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์คงรูปอยู่ได้เช่นเดียวกับแถบกันกระเทือนตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,837,391 บี 2 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ระบบกันกระเทือนสำหรับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ใช้ขนสินค้าเทกอง (Suspension System for Bulk Material Cargo Container Liner) เปิดเผยถึงการใช้แถบกันกระเทือนกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับสินค้าเทกองว่า แถบกันกระเทือนดังกล่าวเป็นแถบคู่แนวตั้ง แถบติดตั้งอยู่คนละด้านที่ส่วนหัวมุมบนด้านหน้า ตรงกันข้ามกันที่ส่วนมุมบนด้านหน้าของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ แถบกันกระเทือนแต่ละอันประกอบด้วยรูวงแหวนจำนวน 5 รู จะยึดแกนเหล็ก (finger bars) ไว้ แกนเหล็กดังกล่าวติดตั้งอย่างคงที่อยู่ที่ส่วนผนังด้านในของตู้ขนส่งสินค้าแบบเทกอง และจะสอดผ่านรูวงแหวนทำให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์คงรูปอยู่ได้ การประดิษฐ์ในส่วนนี้จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่จะดัดแปลงแถบกันกระเทือนดังกล่าวเข้ากับการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,481,598 บี 1 ของโจทก์ที่ 1 เพื่อให้เกิดความแข็งแรงและพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น แถบอ่อนตัวแบบมีรูตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะเป็นการดัดแปลงแถบกันกระเทือนดังกล่าวจึงเป็นการประดิษฐ์ที่ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7

ส่วนกรณีการใช้แถบอ่อนตัวแบบทึบนั้น ปรากฏจากสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในส่วนการเปิดเผยการประดิษฐ์ที่สมบูรณ์ว่า "...ปิดแถบอ่อนตัวในแนวตั้งแบบทึบ 10 บี ให้แนบกับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้าทั้ง 2 ข้าง หลังจากใช้ท่อดูดอากาศ (ไม่ได้แสดงแบบไว้) ดูดอากาศระหว่างช่องว่างรอบตู้ขนส่งสินค้าออกจนหมดแล้ว..." การใช้ท่อดูดอากาศดังกล่าวแสดงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าจำเลยที่ 2 ต้องการให้เกิดสภาวะสุญญากาศระหว่างผนังของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์และผนังของตู้ขนส่งสินค้า ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของนางแมร์เร็ตเต วินเธอร์ โยร์เก็นเซ็น กรรมการบริษัทโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า นอกจากจะใช้วิธีการแขวนกับห่วงหรือตัวเกี่ยวภายในตู้ขนส่งสินค้าเหมือนกับการกางมุ้งแล้ว ยังนำความเป็นสุญญากาศมาใช้ กล่าวคือ ดูดอากาศที่มีอยู่ระหว่างผนังภายในของตู้ขนส่งสินค้ากับพื้นผิวภายนอกของบรรจุภัณฑ์ออกเสียให้หมด เมื่อบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีเนื้อที่อ่อนตัวและทึบ อากาศผ่านไม่ได้ จะถูกดูดติดกับผนังด้านในของตู้ขนส่งสินค้า อันเป็นปรากฏการณ์ของระบบสุญญากาศ ซึ่งเป็นที่รู้และใช้กันมานาน รวมทั้งโจทก์ทั้งสองใช้ระบบนี้กับบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ได้ใช้ห่วงหรือขอเกี่ยว นอกจากนี้ ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,244,332 ซึ่งมีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า วิธีการขนสินค้าเทกองและอุปกรณ์ (Bulk Loading Method and Apparatus) อ้างถึงผนึกสุญญากาศ โดยการดูดอากาศภายในเทรลเลอร์หรือตู้ขนส่งสินค้าที่อยู่ระหว่างพลาสติกไลเนอร์กับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้า ซึ่งตามรูปที่ 7 ของสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา ท่อดูดอากาศแนวตั้งคู่หนึ่ง (24) ถูกสอดเข้าไปภายในผนังด้านข้างที่ท้ายของรถกึ่งเทรลเลอร์ใกล้ส่วนพับของประตู (14) และสิทธิบัตรดังกล่าวยังอ้างถึงการปิดผนึกว่า เมื่อคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ (16) เติมลมอย่างถูกต้องและปิดผนึกที่ประตูเทรลเลอร์แล้ว มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ในสภาพที่มีลมเป็นระยะเวลานาน แม้ว่าปราศจากอากาศและการดูดช่วย หลังจากบรรจุสินค้าเข้าในเทรลเลอร์แล้ว ปิดเครื่องเป่า และมัดวัสดุส่วนที่เกินของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ส่วนปลายของสินค้า และปิดผนึกเพื่อให้แน่ใจว่าจะป้องกันความชื้นในพื้นที่บริเวณรอบ ๆ สินค้าทั้งหมด ตามรูปที่ 16 ข้อเท็จจริงจากคำเบิกความและหลักฐานตามสิทธิบัตรดังกล่าวรับฟังได้ว่า วิธีการทำให้เกิดสุญญากาศตลอดแนวผนังเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันอยู่แล้วเพื่อรักษารูปทรงของคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ในระหว่างการใช้งาน ดังนั้น การปิดแถบอ่อนตัวในแนวตั้งแบบทึบให้แนบกับผนังด้านข้างของตู้ขนส่งสินค้าทั้ง 2 ข้าง หลังจากการใช้ท่อดูดอากาศตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการช่วยรักษาสภาวะสุญญากาศให้คงอยู่ การประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในส่วนนี้จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นที่ประจักษ์โดยง่ายแก่บุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ย่อมมิใช่การประดิษฐ์ที่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7

ส่วนข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ในเรื่องชุดขอแขวนที่ติดอยู่ที่ด้านนอกของผนังด้านบนของตัวภาชนะสำหรับบรรจุสินค้า ซึ่งประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมทะลุ แถบยางยืดหยุ่นที่สอดเข้ากับรูกลมทะลุของแผ่นรับแรงและขอแขวนเพื่อยึดผนังด้านบนของภาชนะอ่อนตัวสำหรับบรรจุสินค้าประเภทผงหรือเม็ดเข้ากับตู้ขนส่งสินค้านั้น จำเลยที่ 4 เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานศึกษาพบว่าคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ที่ใช้อยู่ทั่วไปมีขอแขวนประกอบด้วยแผ่นรับแรงที่มีรูกลมจำนวนสองรู หรือบางรายใช้เทปกาวติดระหว่างแผ่นรับแรงกับผนังคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ทำให้หลุดร่อนและส่งผลทำให้คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ฉีกขาดและเสียหาย พยานจึงคิดประดิษฐ์ชุดขอแขวนที่มีแถบยางยืดหยุ่นอยู่ด้านบนของตัวคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ให้แข็งแรงกว่าที่ใช้กันอยู่ในขณะนั้น โดยให้มีแผ่นรับแรงที่มีรูกลมจำนวนสี่รู ซึ่งแตกต่างจากผู้ผลิตทั่วไป และการที่ชุดขอแขวนที่มีแผ่นรองรับสี่รูสามารถรับน้ำหนักและพยุงคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ได้ดีกว่า และจำเลยที่ 4 เบิกความตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามค้านว่า มีการใช้ชุดขอแขวนชนิดสองรูกับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์มาก่อน แต่มีความแข็งแรงไม่เท่ากับชุดขอแขวนแบบสี่รูตามภาพ เห็นว่า พยานเบิกความยอมรับว่าชุดขอแขวนเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กับคอนเทนเนอร์ไลเนอร์โดยทั่วไป สอดคล้องกับคำเบิกความของนายโอเฟอร์ แอสราฟ ลูกจ้างโจทก์ที่ 1 ซึ่งตอบทนายโจทก์ทั้งสองถามเพิ่มเติมว่า ชุดขอแขวนจำเป็นต้องใช้ในการติดตั้งคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ทุกกรณี คอนเทนเนอร์ไลเนอร์ของโจทก์ทั้งสองและของผู้ผลิตรายอื่นมีชุดขอแขวนเช่นกัน เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,489,037 ซึ่งมีชื่อแสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ระบบคอนเทนเนอร์ไลเนอร์สำหรับการย้ายสินค้าเทกอง (Container Liner System for Bulk Tranfer) แล้ว สิทธิบัตรดังกล่าวเปิดเผยแถบแขวนซึ่งใช้แขวนคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ทางด้านบน ตามรูปที่ 3 ของสิทธิบัตรดังกล่าว ปลายของผนังด้านหลัง (42) ใส่เข้ากับแถบแขวน (88) และ (90) ทำนองเดียวกับปลายของผนังด้านหน้า (32) ใส่เข้ากับเครื่องแขวน ซึ่งรวมทั้งแผ่นตะปู (82) และแถบแขวน (84) และ (86) นอกจากนี้ ยังมีสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 6,533,137 บี 2 ซึ่งมีชื่อแสดงถึงการประดิษฐ์ว่า คอนเทนเนอร์สำหรับการเก็บและการส่งสินค้าเทกอง (Container for Storing and Handing Bulk Material) ตามรูปที่ 3 ของสิทธิบัตรดังกล่าว แถบยืดได้ที่มีห่วง (58) เชื่อมต่อกับเครื่องยึด (anchors หรือ anchoring means) (56) โดยใช้เครื่องมือที่สะดวกสบาย (60) เช่น การรวมกันของขอสับและขอเกี่ยว ซึ่งเครื่องยึดดังกล่าวมีลักษณะเป็นแผ่นกลมสำหรับรับน้ำหนัก ดังนั้น การดัดแปลงในลักษณะต่าง ๆ เช่น เพิ่มจำนวนรูที่แผ่นรับแรง หรือการทำให้ชุดขอแขวนรับน้ำหนักได้มากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่คาดหมายได้ของบุคคลที่มีความชำนาญในระดับสามัญสำหรับงานประเภทคอนเทนเนอร์ไลเนอร์ ไม่ถือว่าการประดิษฐ์ส่วนนี้มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 (2) และมาตรา 7 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการประดิษฐ์ตามสิทธิบัตรเลขที่ 20818 ของจำเลยที่ 2 ไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น จึงเป็นสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 5 (2) และมาตรา 7 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิบัตรดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 421
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 5 ม. 6 ม. 7 ม. 17 ม. 36 วรรคหนึ่ง (1) ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแคร์เท็กซ์ เอ/เอส จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทแมททีเรียล เวิลด์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11751 -ที่ 11752/2557
#571900
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ต้องบังคับตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาให้ย่นหรือขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้โจทก์จะขอให้ขยายระยะเวลาภายหลังวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ก็หาจำต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่อย่างใดไม่ ปรากฏว่า วันที่ 26 เมษายน 2555 ทนายจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงยังทำอุทธรณ์ไม่ได้ ศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งห้าถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 และในวันที่ 30 เมษายน 2555 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ก็ปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำสำเนาคำพิพากษาโดยมีการรับรองสำเนาให้แก่โจทก์ตามคำแถลงขอสำเนาคำพิพากษาของโจทก์ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ดังนี้ ย่อมแสดงว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ที่โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นั้น ทนายโจทก์เพิ่งมีโอกาสได้รับสำเนาคำพิพากษาในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียง 2 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับการที่โจทก์จะทำอุทธรณ์ในคดีนี้ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกบริษัทแพนรับเบอร์อินดัสตรีส์ จำกัด ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกและเป็นจำเลยในสำนวนหลังว่าโจทก์ และให้เรียกบริษัทฉลองอุตสาหกรรมน้ำยางข้น จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกและเป็นโจทก์ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนแรกให้คงเรียกตามเดิม

คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในสำนวนแรก และพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลัง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ โดยอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555

โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่มีเหตุสุดวิสัย จึงต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาก่อนสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุที่จะขยายกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คดีนี้ต้องบังคับตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 37 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาให้ย่นหรือขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้โจทก์จะขอให้ขยายระยะเวลาภายหลังวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ก็หาจำต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่อย่างใดไม่ และข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนว่า วันที่ 26 เมษายน 2555 ทนายจำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงยังทำอุทธรณ์ไม่ได้ ศาลดังกล่าวก็มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งห้าถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 และในวันที่ 30 เมษายน 2555 อันเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ก็ปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำสำเนาคำพิพากษาโดยมีการรับรองสำเนาให้แก่โจทก์ตามคำแถลงขอสำเนาคำพิพากษาของโจทก์ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 ดังนี้ ย่อมแสดงว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 ที่โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์นั้น ทนายโจทก์เพิ่งมีโอกาสได้รับสำเนาคำพิพากษาได้ในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เพียง 2 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับการที่โจทก์จะทำอุทธรณ์ในคดีนี้ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมสมควรขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาของโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ อนุญาตขยายระยะเวลาให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแพนรับเบอร์อินดัสตรีส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทฉลองอุตสาหกรรมน้ำยางข้น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพีระเดช ไตรรัตน์ธนวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11745/2557
#572007
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่า บริษัท ฟ. ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ภาพยนตร์การ์ตูนชื่อ โดราเอมอน และบรรยายฟ้องข้อ 2 ว่า เมื่อวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม จิตรกรรม ภาพการ์ตูนดังกล่าวของผู้เสียหายโดยนำสินค้าประเภทกระเป๋าสตางค์และกิ๊บติดผมที่มีรูปการ์ตูนดังกล่าวที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงยังเป็นที่สงสัยว่าผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพการ์ตูนดังกล่าวในงานใดแน่ เนื่องจากโจทก์บรรยายฟ้องต่างกันในเรื่องงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย หากผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์ศิลปกรรมประเภทงานศิลปประยุกต์และงานภาพยนตร์การ์ตูนดังกล่าวตามฟ้องข้อ 1 และงานศิลปกรรม จิตรกรรม ภาพการ์ตูนดังกล่าวตามฟ้องข้อ 2 โจทก์ก็ต้องบรรยายด้วยว่า ได้สร้างสรรค์งานเมื่อใด หรือได้มีการนำงานดังกล่าวออกโฆษณาครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้องมีกำหนดระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองไว้แน่นอนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยระยะเวลาดังกล่าวอาจจะเริ่มนับตั้งแต่สร้างสรรค์งานหรือนำงานนั้นออกโฆษณาครั้งแรก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่สร้างสรรค์นั้น ๆ ซึ่งหากงานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องหมดอายุการคุ้มครองแล้วจะตกเป็นสาธารณสมบัติซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้สร้างสรรค์งานที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปประยุกต์ งานภาพยนตร์ หรืองานจิตรกรรมเมื่อใด และนำงานดังกล่าวออกโฆษณาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใด เพื่อยืนยันว่าขณะเกิดเหตุงานดังกล่าวยังอยู่ในอายุการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม จิตรกรรมภาพการ์ตูนดังกล่าวที่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเพียงบรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) และงานภาพยนตร์การ์ตูนดังกล่าวเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 5, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 61, 70, 75, 76, 78 และขอให้กระเป๋าสตางค์และกิ๊บติดผมของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ลงโทษปรับ 50,000 บาท

จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 25,000 บาท ให้กระเป๋าสตางค์และกิ๊บติดผม รวมจำนวน 235 ชิ้น ที่ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามฟ้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่า บริษัทฟูจิโกะ เอฟ โปร จำกัด ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่น และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) ภาพยนตร์การ์ตูนชื่อ โดราเอมอน และบรรยายในฟ้องข้อ 2 เมื่อวันที่ 21กันยายน 2555 จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรม จิตรกรรมภาพการ์ตูนโดราเอมอนของผู้เสียหายโดยนำสินค้าประเภทกระเป๋าสตางค์และกิ๊บติดผมที่มีรูปการ์ตูนโดราเอมอนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกขาย เสนอขาย มีไว้เพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า ดังนี้ ฟ้องโจทก์ดังกล่าวจึงยังเป็นที่สงสัยว่าผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพการ์ตูนโดราเอมอนในงานใดแน่ เนื่องจากในฟ้องข้อ 1 และข้อ 2 โจทก์บรรยายฟ้องต่างกันในเรื่องงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย นอกจากนี้ หากผู้เสียหายเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมประเภทงานศิลปประยุกต์และงานภาพยนตร์การ์ตูนชื่อโดราเอมอนตามฟ้องข้อ 1 และงานศิลปกรรม จิตรกรรม ภาพการ์ตูนโดราเอมอนตามฟ้องข้อ 2 โจทก์ก็ต้องบรรยายด้วยว่าได้สร้างสรรค์งานเมื่อใด หรือมีการนำงานดังกล่าวออกโฆษณาครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้องมีกำหนดระยะเวลาในการให้ความคุ้มครองไว้แน่นอนในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 โดยระยะเวลาดังกล่าวอาจเริ่มนับตั้งแต่ได้สร้างสรรค์งานหรือได้นำงานนั้นออกโฆษณาครั้งแรก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทของงานที่สร้างสรรค์นั้น ๆ โดยลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มีอายุการคุ้มครอง 25 ปี นับแต่ได้มีการสร้างสรรค์งาน หรือนับแต่ได้มีโฆษณางานเป็นครั้งแรก ส่วนงานภาพยนตร์มีอายุการคุ้มครอง 50 ปี นับแต่ได้มีการสร้างสรรค์งานขึ้น หรือนับแต่ได้มีการโฆษณางานเป็นครั้งแรกตามมาตรา 21แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน และงานศิลปกรรม จิตรกรรมมีอายุการคุ้มครอง 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้สร้างสรรค์ขึ้น หรือนับแต่ได้มีการโฆษณางานเป็นครั้งแรกตามมาตรา 19 วรรคสี่ ซึ่งหากงานดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องหมดอายุการคุ้มครองแล้วจะตกเป็นสาธารณสมบัติซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้สร้างสรรค์งานที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปประยุกต์ งานภาพยนตร์หรืองานศิลปกรรม จิตรกรรมเมื่อใด และได้นำงานดังกล่าวออกโฆษณาเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใดเพื่อยืนยันว่าขณะเกิดเหตุงานดังกล่าวยังอยู่ในอายุการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทงานศิลปกรรมจิตรกรรมภาพการ์ตูนโดราเอมอนที่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเพียงบรรยายฟ้องว่า ผู้เสียหายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม (ศิลปประยุกต์) และงานภาพยนตร์การ์ตูนโดราเอมอนเท่านั้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ยังขาดข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางอรชร แซ่ลิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
นวลน้อย ผลทวี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11741/2557
#570019
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการจ่ายทรัพย์นั้นต้องทำให้หนี้ระงับลงด้วย เพราะความผิดมาตรานี้ต้องการลงโทษเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเท่านั้น แม้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์จะชำระหนี้ด้วยเช็ค และ ก. ผู้ได้รับชำระหนี้ยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากถูกเรียกทวงคืนก่อนอันทำให้หนี้นั้นยังไม่ระงับลงก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 153 แล้ว หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์พยายามจ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 153 ประกอบมาตรา 83 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 157, 162

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 157, 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต จำคุก 1 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสารและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ อันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานจ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ประกอบมาตรา 80, 157, 162 (1) (4) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่จ่ายทรัพย์แล้วจ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยจ่ายเงินจำนวน 260,675 บาท เป็นค่าพันธุ์ปลาและวัสดุการเกษตรเกินกว่าที่ควรจ่ายจำนวน 146,900 บาท เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จำเลยทำเอกสารและกรอกข้อความในเอกสารใบตรวจรับ ลงชื่อรับรองเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จว่าได้ตรวจพันธุ์ปลาทุกชนิดตามจำนวนและขนาดตามใบสั่งซื้อโดยพันธุ์ปลาดังกล่าวมีขนาด 5 ถึง 7 เซนติเมตร จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานทั่วไป จึงรวมทั้งเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 และเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 จำเลยกระทำการตรวจรับพันธุ์ปลาและวัสดุการเกษตรดังกล่าวโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ จึงเป็นความผิดตามมาตรานี้ โดยที่การกระทำความผิดของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน แม้จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นทั้งประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เจ้าหน้าที่พัสดุประจำหน่วยงานและรักษาราชการแทนประมงจังหวัดลำพูนถึง 3 ตำแหน่ง แต่จำเลยกระทำความผิดโดยมีวัตถุประสงค์เดียว คือ การได้เงินส่วนต่างจำนวน 146,900 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาในปัญหานี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อไปว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือเป็นพยายามกระทำความผิด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ผู้กระทำความผิดจ่ายทรัพย์เกินกว่าควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการจ่ายทรัพย์นั้นต้องทำให้หนี้ระงับลงด้วยจึงจะเป็นความผิด เพราะความผิดตามมาตรานี้ต้องการลงโทษเพียงแค่ผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเท่านั้น ไม่ได้คำนึงว่าหนี้ที่จ่ายทรัพย์ไปนั้นต้องระงับลงไปด้วย ฉะนั้น แม้จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็ค และนางเกี๋ยงคำผู้ได้รับชำระหนี้ยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากถูกเรียกทวงคืนก่อน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 สำเร็จแล้ว ไม่ใช่แค่ความผิดฐานพยายาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาในปัญหานี้ว่าเป็นการพยายามกระทำความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 157, 162 (1) (4) ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 153
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายสุพจน์ ศุภวัตรวิบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา