คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11732/2557
#571560
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาคดีของศาลในคดีอาญาว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องเป็นไปตามคำบรรยายฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิด บทกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และบทกฎหมายที่โจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งตามมาตรา 348 บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จึงไม่อาจฎีกาว่าทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน จึงไม่เป็นความผิดอันยอมความ เพื่อให้ผิดแผกไปจากฟ้องได้ โจทก์ร่วมเป็นเพียงกรรมการตรวจรับงานจ้างของเทศบาลนครลำปางผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมิใช่ผู้แทนของนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ย่อมไม่มีอำนาจร้องทุกข์แทนผู้เสียหายที่ 1 การที่นายกเทศมนตรีนครลำปางผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 ไม่แจ้งความร้องทุกข์เพราะมีส่วนร่วมกระทำผิดกับจำเลยทั้งสองนั้น มิใช่เหตุที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อยกเว้นบทบัญญัติในเรื่องผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายได้หากการไม่ร้องทุกข์ของนายกเทศมนตรีนครลำปางก่อให้เกิดความเสียหาย หรือผู้แทนนิติบุคคลผู้เสียหายที่ 1 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างใด ก็ชอบที่จะดำเนินคดีจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนนิติบุคคลเป็นอีกส่วนหนึ่ง ดังนี้ เมื่อนายกเทศมนตรีนครลำปางผู้แทนผู้เสียหายที่ 1 มิได้ร้องทุกข์ดังนี้ ก็ต้องถือว่าไม่มีการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายและต้องห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 341 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 10,000,000 บาท ที่ฉ้อโกงไปแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เป็นโจทก์ร่วมเฉพาะในความผิดฐานหมิ่นประมาท และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานหมิ่นประมาทออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการสำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 24 กันยายน 2555 ว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นายนิมิตร นายกเทศมนตรีนครลำปาง แถลงว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง โจทก์แถลงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างตามสัญญาที่เป็นเหตุให้มีการกระทำความผิดเป็นผู้ร้องทุกข์คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงไม่เป็นความผิดต่อส่วนตัวที่จะต้องมีการร้องทุกข์นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาคดีของศาลในคดีอาญาว่ามีการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้นต้องเป็นไปตามคำบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิด มาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและโจทก์ประสงค์ขอให้ลงโทษ การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองโดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งตามมาตรา 348 บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จึงไม่อาจยกเหตุที่ทรัพย์สินที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินขึ้นบังคับให้ผิดแผกไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวข้างต้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต่อไปว่า คดีมีการร้องทุกข์โดยชอบและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่นายกเทศมนตรีนครลำปางซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลไม่ร้องทุกข์เพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอันถือได้ว่ามีประโยชน์ได้เสียขัดแย้งกับนิติบุคคล และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างและพบการกระทำความผิดจึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง ถือได้ว่าเป็นร้องทุกข์โดยชอบแล้วนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า "บุคคลดังระบุในมาตรา 4, 5 และ 6 มีอำนาจจัดการต่อไปนี้แทนผู้เสียหายตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ (1) ร้องทุกข์..." และมาตรา 5 บัญญัติว่า "บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้... (3) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น" จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่เป็นนิติบุคคลไว้โดยเฉพาะว่าต้องเป็นผู้แทนนิติบุคคลนั้น การที่โจทก์รับว่านายกเทศมนตรีนครลำปางผู้แทนผู้เสียหายที่ 1 มิได้ร้องทุกข์คดีนี้ จึงต้องถือว่าไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง มีผลให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ส่วนที่โจทก์ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างว่านายกเทศมนตรีนครลำปางซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลไม่ร้องทุกข์เพราะมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมจึงจำเป็นต้องร้องทุกข์นั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้แทนของผู้เสียหายที่ 1 และเมื่อมีกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะดังกล่าวแล้ว หากการไม่ร้องทุกข์ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือนายกเทศมนตรีมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างใด ก็ชอบที่จะมีการดำเนินคดีจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก และมิใช่ข้อที่จะใช้เป็นเหตุยกเว้นบทบัญญัติที่ว่าด้วยผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ 1 ตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสุดท้ายตามที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นรับฟังคำแถลงจากบุคคลอื่นที่มิใช่คู่ความในคดีแล้วเชื่อว่าไม่มีการร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง กับมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ เป็นการชอบด้วยวิธีพิจารณาแล้วหรือไม่ เห็นว่า ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 24 กันยายน 2555 ฉบับเวลา 14.30 นาฬิกาว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นได้สอบถามนายนิมิตร ที่แสดงตัวเป็นนายกเทศมนตรีนครลำปางผู้เสียหายที่ 1 ได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ โจทก์แถลงว่าแม้ผู้เสียหายที่ 1 มิได้ร้องทุกข์ แต่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับงานจ้างเป็นผู้ร้องทุกข์ โดยไม่มีข้อโต้แย้งว่านายนิมิตรมิได้เป็นผู้แทนผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อรับฟังได้ว่านายนิมิตรเป็นนายกเทศมนตรีนครลำปาง จึงต้องถือว่าเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายที่ 1 และเป็นผู้เกี่ยวข้องในคดี การที่ศาลชั้นต้นรับฟังคำแถลงอันเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นและเห็นว่าเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้จึงให้งดสืบพยานโจทก์ และวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 3 ม. 5 ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
โจทก์ร่วม — นายสุทธิพันธ์ รัตนรังสรรค์
จำเลย — บริษัท จี บี ซี กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายสุรศักดิ์ สีตะวัน
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557
#580035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคือ อุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของโจทก์คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้โจทก์จะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนแต่เพียงผู้เดียวเนื่องจากโจทก์ทราบภายหลังว่าขณะโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันนั้น จำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับนายวิสุทธิ์ มาก่อนและยังมิได้หย่าขาดจากกัน ระหว่างพิจารณาโจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551

โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความพิพาท ข้อ 1 ระบุว่า โจทก์และจำเลยตกลงไม่ติดใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งในอดีตที่ผ่านมาอันเกี่ยวเนื่องที่ต้องบังคับตามกฎหมายครอบครัวและจะไม่ยกเอาการกระทำในอดีตดังกล่าวมาเป็นเหตุฟ้องหย่าอีกฝ่ายหนึ่ง นั้น เป็นคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน อันเป็นการดำเนินการพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวกับเพิกถอนสัญญาประนีประยอมยอมความพิพาทและพิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ โดยไม่จำต้องไต่สวนพยานให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์ฎีกาว่า สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจะต้องมาจากข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ซึ่งประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มีว่า การสมรสซ้อนหรือไม่ และใครจะใช้อำนาจปกครองบุตร การที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการทำสัญญาประนีประนอมกันไม่เกี่ยวกับขอบเขตแห่งประเด็นหรือเกี่ยวเนื่องในคดี เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นการพิจารณาพิพากษาเกินคำขอที่ปรากฏอยู่ในคำฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคือ อุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาตามยอมย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของโจทก์คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้โจทก์จะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ได้ไต่สวนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นางกานดา ทองโสภิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
พฤษภา พนมยันตร์
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11695/2557
#562535
เปิดฉบับเต็ม

การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่กำหนดในสัญญานั้น ป.พ.พ. มาตรา 466 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ผู้ซื้อจะปัดเสีย หรือจะรับไว้ และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก โดยมีมาตรา 467 บัญญัติต่อไปว่า "ในข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบ" แสดงว่านอกจากกฎหมายให้สิทธิผู้ซื้อที่จะฟ้องผู้ขายให้รับผิดในทรัพย์สินส่วนที่ส่งมอบขาดได้แล้ว ยังให้สิทธิแก่ผู้ขายที่จะฟ้องเรียกทรัพย์สินส่วนที่ส่งมอบล้ำจำนวนไปคืนจากผู้ซื้อได้ด้วย ซึ่งทั้งสองกรณี ไม่ว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะเป็นผู้ฟ้อง ต้องฟ้องเสียภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบ คดีนี้โจทก์ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2527 หากเนื้อที่ดินที่ส่งมอบล้ำจำนวนไปจากที่ระบุในสัญญา โจทก์ก็ต้องฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนส่วนที่ล้ำจำนวนไปเสียภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบคือต้องฟ้องภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2528 ดังนั้น การที่โจทก์เพิ่งนำคดีมาฟ้องในปี 2555 จึงเป็นการฟ้องที่เกินกำหนดอายุความตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3595 ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ให้โจทก์ หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน โจทก์มีที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ที่ตำบลดอนแสลบ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี หนึ่งแปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 35 ตารางวา ปี 2527 โจทก์แบ่งขายที่ดินดังกล่าวให้จำเลย 17 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินได้แบ่งแยกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เดิมออกเป็นสองแปลงจำเลยได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขเดิมคือเลขที่ 3929 ส่วนโจทก์ได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขใหม่ คือ เลขที่ 3930 ซึ่งระบุเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา ต่อมาปี 2543 จำเลยนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3929 ไปขอออกโฉนดที่ดิน วันที่ 12 เมษายน 2543 เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแล้วออกโฉนดที่ดินให้ตามขอคือ โฉนดที่ดินเลขที่ 3595 ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี โดยระบุว่าที่ดินมีเนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 58 ตารางวา ซึ่งเกินกว่าที่ระบุในสัญญาขายที่ระบุเนื้อที่ดินที่ซื้อขายมีจำนวน 17 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา วันที่ 28 มีนาคม 2555 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้จำเลยคืนที่ดินส่วนที่เกินจาก 17 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่กำหนดในสัญญานั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 466 วรรคหนึ่ง วางหลักไว้ว่า ผู้ซื้อจะปัดเสีย หรือจะรับไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก โดยมีมาตรา 467 บัญญัติต่อไปว่า "ในข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบ" แสดงว่านอกจากกฎหมายให้สิทธิผู้ซื้อที่จะฟ้องผู้ขายให้รับผิดในทรัพย์สินส่วนที่ส่งมอบขาดได้แล้ว ยังให้สิทธิแก่ผู้ขายที่จะฟ้องเรียกทรัพย์สินส่วนที่ส่งมอบล้ำจำนวนไปคืนจากผู้ซื้อได้ด้วย ซึ่งทั้งสองกรณีไม่ว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะเป็นผู้ฟ้อง ต้องฟ้องเสียภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบ คดีนี้โจทก์ส่งมอบที่ดินที่ซื้อขายแก่จำเลยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2527 หากเนื้อที่ดินที่ส่งมอบล้ำจำนวนไปจากที่ระบุในสัญญา โจทก์ก็ต้องฟ้องให้จำเลยรับผิดคืนส่วนที่ล้ำจำนวนไปเสียภายในหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบคือต้องฟ้องภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2528 ดังนั้น การที่โจทก์เพิ่งนำคดีมาฟ้องในปี 2555 จึงเป็นการฟ้องที่เกินกำหนดอายุความตามกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคดีขาดอายุความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่อ้างทำนองว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนับแต่เวลาที่โจทก์ทราบว่ามีการส่งมอบล้ำจำนวนนั้นฟังไม่ขึ้น ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 466 ม. 467
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองปลิว เกิดโภคา
จำเลย — นางสุทิน เกิดโภคา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสมบูรณ์ ดวงดารา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11692/2557
#571546
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ออกโดยนายทะเบียนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ถือเป็นเอกสารมหาชน ดังนั้น สำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวที่ทนายโจทก์รับรองความถูกต้อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าหนังสือรับรองข้อความมีข้อความไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมต้องฟังว่าเป็นหนังสือรับรองที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อความในหนังสือที่รับรองว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือย่อมรับฟังได้

โจทก์อ้างสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเอกสารโดยจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านการนำเอกสารมาสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เมื่อศาลมิได้รับฟังต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐาน ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ ปิดอากรแสตมป์แล้วไม่ได้ขีดฆ่าหรือไม่ ย่อมไม่มีผลให้การรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเปลี่ยนแปลงไป

แม้เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่เอกสารท้ายฟ้องส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นการรับรองการมอบอำนาจของโจทก์ที่ทำในต่างประเทศโดยโนตารีปับลิกแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งคำฟ้องโจทก์บรรยายเป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้ ว. กระทำการแทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้วว่าการมอบอำนาจไม่ว่าการมอบอำนาจภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร มิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจปลอมและตราประทับไม่ใช่ตราประทับที่แท้จริง การที่ไม่มีคำแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นภาษาไทย ก็ไม่มีผลทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากันว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อน้ำมันจากโจทก์ตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา และโจทก์ก็ตกลงจะขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาดังกล่าว เมื่อถึงช่วงเวลาตามสัญญาคู่สัญญาก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่อกัน ฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการพนันขันต่อ จึงใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ

ค่าปรับคือ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า กำหนดให้ฝ่ายที่ปฏิบัติผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าปรับที่กำหนดไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะกำหนดให้ฝ่ายที่ผิดสัญญารับผิดชำระค่าปรับเพียงใด ศาลจะต้องคำนึงถึงความเสียหายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ความเสียหายในเชิงทรัพย์สิน

โจทก์เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ มีการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศหรือในประเทศมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยจำนวนมากเป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องมีการเจรจาตกลงสั่งซื้อน้ำมันล่วงหน้าจากผู้ผลิตน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่องการขึ้นลงของน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศซึ่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา การแนะนำลูกค้าให้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าจากโจทก์ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระและความเสี่ยงอันเกิดจากราคาน้ำมันของโจทก์ไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์นั่นเอง สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่เข้าลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 6,957,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี ของต้นเงิน 6,096,233 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,225,019 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 จนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเสร็จ กับค่าเสียหายจำนวน 5,212,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กันยายน 2552) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางเตียว นางสาวทัศนีย์และนางสาวนภัสกร ผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,225,019 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหาย 2,021,281.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 กันยายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 60,000 บาท

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายราคาคงที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เชลล์ ไบโอดีเซล (บี 5) จากโจทก์ มีกำหนด 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2551 โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ให้ได้จำนวนไม่ต่ำกว่าหรือเท่ากับเดือนละ 120,000 ลิตร อย่างสม่ำเสมอ จนครบกำหนดเวลาตามสัญญา โดยโจทก์จะไม่ขึ้นราคาสินค้าในระหว่างที่สัญญายังบังคับใช้อยู่และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามกำหนดในงวดใดงวดหนึ่ง ยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปรับในอัตราร้อยละ 15 ของจำนวนราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 ยังซื้อไม่ครบตามสัญญา หรือเท่ากับมูลค่าที่แตกต่างกันระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาตลาดเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่นอย่างน้อย 3 รายในพื้นที่เดียวกัน ทั้งนี้แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงกว่ากัน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันตามลำดับ หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าน้ำมันจากโจทก์ในงวดเดือนสิงหาคม 2551 เพียง 30,000 ลิตร ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,225,019.46 บาท หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าน้ำมันจากโจทก์อีกเลย ทั้งยังมิได้ชำระราคาน้ำมันที่สั่งซื้อไป โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย

พิเคราะห์แล้ว สมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้มีหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ โจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความรับรองลายมือชื่อของนางพิศวรรณและนางสุรนี กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ กับนายวิทยา ผู้รับมอบอำนาจ รวมทั้งรับรองตราประทับในหนังสือมอบอำนาจว่า เป็นตราประทับของโจทก์ที่แท้จริง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีข้อความว่า ข้อ 1. หนังสือฉบับนี้ออกให้เพื่อรับรองว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ได้รับหนังสือรับรองประกอบธุรกิจจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 บัญชีข. เลขที่ 23970 และบัญชี ค. เลขที่ 4256 (ทะเบียนเลขที่ 0100515042462) โดยประกอบธุรกิจได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2515 ตลอดไป ออกโดยนายทะเบียนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามสำเนาหนังสือรับรองข้อความ ที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต้างด้าว พ.ศ.2542 หนังสือรับรองดังกล่าวพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ถือเป็นเอกสารมหาชน ดังนั้น สำเนาหนังสือรับรองที่ทนายโจทก์รับรองความถูกต้อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่โต้แย้งความไม่ถูกต้องของเอกสารต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า หนังสือรับรองข้อความ มีข้อความไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมต้องฟังว่าเป็นหนังสือรับรองที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อความในหนังสือที่รับรองว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ย่อมรับฟังได้ ส่วนหนังสือรับรองการมอบอำนาจของโนตารีปับลิกแห่งกรุงลอนดอน ที่รับรองตราสำคัญของบริษัทโจทก์ และรับรองลายมือชื่อของนางพิศวรรณและนางสุรนี กรรมการบริษัทโจทก์ ว่าบุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจและประทับตราสำคัญของโจทก์ มอบอำนาจให้นายถาวร หรือนายวิทยา หรือนางจิตติยา หรือนางธาริณี เป็นผู้กระทำการแทนโจทก์และหนังสือมอบอำนาจที่นายวิทยา มอบอำนาจให้นายบัณฑิตและหรือนายไกรศร เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง การที่โจทก์มิได้นำนางพิศวรรณ นางสุรนี และนายวิทยามาเป็นพยานเบิกความรับรองการมอบอำนาจ แต่มีนางสาวเพ็ญศิริ นายสุวิทย์และนายไกรศร เป็นพยานเบิกความรับรองหนังสือมอบอำนาจ นางสาวเพ็ญศิริ เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการเขตน้ำมันเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมภาคกลาง นายสุวิทย์เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงภาคใต้ถือเป็นฝ่ายบริหาร ส่วนนายไกรศรเป็นพนักงานของโจทก์และได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีนี้ ย่อมมีความคุ้นเคยกับลายมือชื่อของนางพิศวรรณ นางสุรนีและนายวิทยา ซึ่งถือเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงาน การที่พยานโจทก์ทั้งสามปาก เบิกความรับรองความถูกต้องของการมอบอำนาจตามเอกสาร ย่อมรับฟังได้แล้วว่า การมอบอำนาจและการมอบอำนาจช่วงของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากจำเลยทั้งสองเห็นว่า การมอบอำนาจไม่ชอบอย่างไร ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริง จำเลยทั้งสองชอบที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงถ่ายจากต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตมป์และไม่ได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์อ้างสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วง เป็นพยานเอกสารโดยจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านการนำเอกสารมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เมื่อศาลมิได้รับฟังต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐาน ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ ปิดอากรแสตมป์แล้วไม่ได้ขีดฆ่าหรือไม่ ย่อมไม่มีผลให้การรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐานเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ด้วยการใช้เอกสารท้ายฟ้องส่วนหนึ่งเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปล อ่านแล้วไม่เข้าใจ นั้น เห็นว่า แม้เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่เอกสารท้ายฟ้องส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษก็เป็นการรับรองการมอบอำนาจของโจทก์ที่ทำในต่างประเทศโดยโนตารีปับลิกแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งคำฟ้องโจทก์ก็บรรยายเป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้นายวิทยา กระทำการแทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ แล้วว่าการมอบอำนาจไม่ว่าการมอบอำนาจภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร มิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจปลอมและตราประทับไม่ใช่ตราประทับที่แท้จริง จึงเป็นเอกสารปลอม การที่ไม่มีคำแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นภาษาไทย ก็ไม่มีผลทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันตามฟ้องมีลักษณะเป็นการพนันขันต่อหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันตามฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากันว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อน้ำมันจากโจทก์ตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาและโจทก์ก็ตกลงจะขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาดังกล่าว เมื่อถึงช่วงเวลาตามสัญญาคู่สัญญาก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่อกัน ฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาก็ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาไม่มีลักษณะเป็นการพนันขันต่อแต่อย่างใด จึงใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าได้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพิ่งยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับตามสัญญาเพียงใด เห็นว่า ค่าปรับคือ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า กำหนดให้ฝ่ายที่ปฏิบัติผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าปรับที่กำหนดไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะกำหนดให้ฝ่ายที่ผิดสัญญารับผิดชำระค่าปรับเพียงใด ศาลจะต้องคำนึงถึงความเสียหายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ความเสียหายในเชิงทรัพย์สิน สำหรับคดีนี้ ค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายมี 2 กรณี คือ กรณีแรก ร้อยละ 15 ของจำนวนราคาสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบตามสัญญา หรือกรณีที่สอง เท่ากับมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาตลาดเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่นอย่างน้อย 3 ราย ภายในพื้นที่เดียวกันกับผู้ซื้อแล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงกว่ากัน เมื่อพิจารณาถึงจำนวนค่าปรับสำหรับกรณีแรกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นเงิน 2,021,281.35 บาท ส่วนค่าปรับกรณีที่สองที่โจทก์คำนวณและขอมาเป็นเงิน 5,212,200 บาท ซึ่งคำนวณเป็นประมาณร้อยละ 40 ของราคาน้ำมันที่จำเลยที่ 1 ยังสั่งซื้อไม่ครบ ซึ่งนับเป็นค่าปรับที่สูงมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงว่าโจทก์เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ มีการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศหรือในประเทศมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยจำนวนมาก เป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องมีการเจรจาตกลงสั่งซื้อน้ำมันล่วงหน้าจากผู้ผลิตน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่องการขึ้นลงของน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศซึ่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งแนะนำให้ลูกค้าของโจทก์ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าจากโจทก์เมื่อต้นปี 2551 โดยโจทก์เชิญชวนลูกค้าเข้าสัมมนาก่อนทำสัญญา จึงเห็นได้ว่า การแนะนำลูกค้าให้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าจากโจทก์ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระและความเสี่ยงอันเกิดจากราคาน้ำมันของโจทก์ไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์นั่นเอง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้าน้ำมันรายย่อยที่จังหวัดสุรินทร์ ความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศอาจยังไม่เพียงพอ พยานได้สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 บอกว่า ราคาน้ำมันสูงกว่าราคาตลาดจึงไม่ซื้อน้ำมันจากโจทก์เจือสมคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ทำให้คำเบิกความของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟัง จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับจำนวนส่วนต่างของราคาน้ำมันจริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่สั่งซื้อน้ำมันตามสัญญาเท่ากับส่วนต่างของราคาน้ำมันตามสัญญากับราคาน้ำมันของตลาดในพื้นที่ แต่โจทก์มีนางสาวศิริเพ็ญเป็นพยานเบิกความเพียงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงธนาคารเจพีมอร์แกน เชส จำกัด สาขากรุงเทพมหานคร อนุญาตให้โจทก์ทำสัญญาคุ้มครองความเสี่ยงของราคาน้ำมันกับบริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งก็ไม่ได้ความว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนล มีข้อตกลงซื้อขายน้ำมันล่วงหน้ากันอย่างไรหรือไม่ เกี่ยวข้องกับจำนวนน้ำมันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้ากับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายน้ำมันกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแล้ว โจทก์ต้องไปทำสัญญาไพร์ซิ่ง สวอป (Product Pricing Swap) กับต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงราคาน้ำมัน มีจำนวนเงินเท่ากับสัญญาซื้อขาย โจทก์ต้องรับผิดชำระเงินให้ต่างประเทศตามสัญญาไพร์ซิ่ง สวอป เท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 ไม่สั่งซื้อน้ำมันจากโจทก์ จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งสัญญาซื้อขายตามฟ้องไม่เข้าลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายมาใช้บังคับดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าปรับแก่โจทก์ จำนวนร้อยละ 15 ของจำนวนราคาน้ำมันที่จำเลยที่ 1 ยังสั่งซื้อไม่ครบตามสัญญาเป็นเงิน 2,021,281.35 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
ป.วิ.พ. ม. 125 ม. 127 ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทเกียรติไพศาลคอนกรีต จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายบดีศร ทังปริยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11666/2557
#562706
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอาศัยของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาแต่แรกเพียงที่จะทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น แต่ภายหลังจำเลยชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยเรียก ว. เข้ามายิงผู้เสียหายที่ 2 ในขณะผู้เสียหายที่ 2 ล้มนอนบนพื้น การที่ ว. ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นภายหลัง การกระทำของจำเลยกับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด กับความผิดฐานร่วมกันบุกรุก จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 364, 365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 364, 365 (1) (2) (3), 371 ประกอบมาตรา 60, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 15 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 295 ประกอบมาตรา 60, 83, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยกับพวกรวม 4 ถึง 5 คน ขับรถจักรยานยนต์มาหน้าบ้านผู้เสียหายที่ 1 แล้วเกิดเรื่องไม่พอใจกับผู้เสียหายที่ 2 กับพวก แต่ไม่ได้ทำร้ายกัน หลังจากนั้นเวลาประมาณ 22 ถึง 23 นาฬิกา จำเลยพานายวีรพงศ์หรือบอย มาที่บ้านเกิดเหตุอีก จำเลยเรียกผู้เสียหายที่ 2 ให้ออกมาจากบ้าน แต่ผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยอมออกมา จำเลยจึงเข้าไปในบ้านลากตัวผู้เสียหายที่ 2 แต่ผู้เสียหายที่ 2 ขัดขืน จึงเกิดการชกต่อยกัน จำเลยตะโกนเรียกนายวีรพงศ์ให้เข้ามาช่วย นายวีรพงศ์ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเข้ามายิง 1 นัด กระสุนปืนถูกพื้น กับเศษกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ 2 ที่ขาขวาและกระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหายที่ 3 ที่แขนซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย แล้วจำเลยกับนายวีรพงศ์เข้าไปเตะผู้เสียหายที่ 2 ก่อนที่จะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปโดยจำเลยเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยกับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาแต่แรกที่จะบุกรุกเข้าไปทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 แต่เมื่อเกิดการชกต่อยกันแล้วจำเลยถูกผู้เสียหายที่ 2 ชกโต้ตอบจึงเกิดความโกรธแค้นและมีเจตนาฆ่าในภายหลัง จำเลยกับพวกมีเจตนาบุกรุกและเจตนาฆ่าแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน นั้น เห็นว่า การที่จำเลยกับพวกร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านพักอาศัยของผู้เสียหายที่ 1 แล้วชกต่อยผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับพวกจะมีเจตนาแต่แรกเพียงที่จะทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น แต่ภายหลังจำเลยชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยเรียกนายวีรพงศ์เข้ามายิงผู้เสียหายที่ 2 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 ล้มนอนบนพื้น การที่นายวีระพงศ์ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง การกระทำของจำเลยกับพวกในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดกับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 และมาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 60, 83 อีกกระทงหนึ่งซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยพลาดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันบุกรุกในเคหสถานในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 20 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 60 ม. 80 ม. 83 ม. 91 ม. 288 ม. 364 ม. 365 (1) ม. 365 (2) ม. 365 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฏร์ธานี
จำเลย — นายสมประสงค์ คลี่บำรุงหรือนายสุริยา สอนสิงห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสันติ เจียรละมุน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11658/2557
#580007
เปิดฉบับเต็ม

บ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ร. ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้ระบุว่า บ. เกี่ยวข้องกับโจทก์ร่วมอย่างไร และไม่มีข้อความว่า บ. กระทำในนามโจทก์ร่วม อีกทั้งไม่ปรากฏรอยตราของโจทก์ร่วม จึงไม่อาจแปลเจตนาได้ว่า บ. ทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวในนามโจทก์ร่วม ต้องฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่อส่วนตัว แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนและโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7841 ถึง 7895 เลขที่ 7909 ถึง 7945 เลขที่ 7984 ถึง 8030 และ เลขที่ 7946 ถึง 7983 ตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 25,384,615 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทแกรนด์ แทมารีนด์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 6 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และโจทก์ร่วมอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ร่วมมีนางสาวบุญญรัตน์ และจำเลย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามหนังสือรับรอง จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 7841 ถึง 7895 เลขที่ 7909 ถึง 7945 เลขที่ 7984 ถึง 8030 และเลขที่ 7946 ถึง 7983 ตำบลกันจุ อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ รวม 177 แปลง ต่อมาจำเลยขายที่ดินทุกแปลงดังกล่าวให้แก่นางซ่งจู หลังจากนั้นนางสาวบุญญรัตน์มอบอำนาจให้นายรณภพ ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ตามหนังสือมอบอำนาจ วันถัดมานายรณภพร้องทุกข์ขอให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบึงสามพันดำเนินคดีแก่จำเลย โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของที่ดินทุกแปลงดังกล่าว ส่วนจำเลยเป็นแต่เพียงมีชื่อเป็นเจ้าของแทนโจทก์ร่วม เมื่อนางสาวบุญญรัตน์ทราบว่าจำเลยขายที่ดินทุกแปลงดังกล่าวให้แก่นางซ่งจู แต่ไม่นำเงินที่ได้ไปมอบให้แก่โจทก์ร่วมแล้วจึงมอบอำนาจให้นายรณภพร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ร่วมในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นางสาวบุญญรัตน์ ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายรณภพ ค้าสุวรรณ ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย ตามหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่ได้ระบุว่านางสาวบุญญรัตน์เกี่ยวข้องกับโจทก์ร่วมอย่างไร และไม่มีข้อความว่านางสาวบุญญรัตน์กระทำในนามโจทก์ร่วม อีกทั้งไม่ปรากฏรอยตราของโจทก์ร่วม จึงไม่อาจแปลเจตนาได้ว่านางสาวบุญญรัตน์ทำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวในนามโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่อส่วนตัว แต่โจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นถูกต้องแล้ว ฎีกาโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาโจทก์ร่วมในข้อต่อไปที่ว่า คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120 ม. 121 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
โจทก์ร่วม — บริษัทแกรนด์ แทมารีนด์ จำกัด
จำเลย — นางนิสาหรือสุภาภร วารีเกษม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายวิชัย เตชะศิริสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11631/2557
#562538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ย่อมมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งโจทก์และฝ่ายจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันในประเทศไทย เงินจำนวน 2,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยทั้งหกรับไว้อันเนื่องมาจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายที่อยู่ในต่างประเทศนั้น มิใช่เงินที่จำเลยทั้งหกมีความรับผิดที่จะต้องชำระแก่ผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมิใช่หนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นจะเรียกให้ชำระแก่กองมรดกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1736 วรรคสอง แต่หากเป็นทรัพย์มรดกผู้ตายที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งหกและมีการแบ่งปันกันแล้วโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และ 1750 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่เจ้าหนี้กองมรดกจะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ก่อนหรือหลังจากแบ่งปันทรัพย์มรดกแล้วก็ย่อมจะสามารถทำได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อแบ่งมรดกแล้ว เจ้าหนี้อาจเรียกให้ทายาทคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ได้เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทคนนั้นได้รับไป ในกรณีเช่นนี้ ทายาทคนใดซึ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดกเกินกว่าส่วนที่ตนจะต้องเฉลี่ยใช้หนี้ ทายาทคนนั้นมีสิทธิไล่เบี้ยทายาทคนอื่นได้ตามมาตรา 1738 วรรคสอง ดังนั้น การที่ธนาคาร ท. ธนาคาร ก. หรือเจ้าหนี้กองมรดกรายใดจะเรียกร้องให้ชำระหนี้เอาจากเงินที่จำเลยทั้งหกได้รับแบ่งมรดกไว้หรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดกที่เรียกร้องแก่จำเลยทั้งหกคนใดหรือทั้งหมดก็ได้ แต่ตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดกยังไม่ได้รับชำระหนี้ทายาทที่ได้รับแบ่งมรดกไปจะอ้างว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้กองมรดกไม่ได้เท่านั้นและยังคงมีความรับผิดต่อเจ้าหนี้กองมรดกเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทคนนั้นได้รับไปตามมาตรา 1601 และ 1738 วรรคสอง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กองมรดกรายใดไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ในฐานะทายาทของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเงินที่จำเลยทั้งหกหรือทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกดังกล่าวไปตามมาตรา 1738 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ชดใช้เงินคนละ 18,601,241 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 17,240,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 4 ชดใช้เงิน 18,527,961 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 17,192,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของผู้ตาย และให้จำเลยที่ 6 ชดใช้เงิน 18,515,805 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 17,204,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของผู้ตาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ชำระเงินจำนวน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของนายชวลิต ผู้ตาย ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของผู้ตาย และให้จำเลยที่ 6 ชำระเงินจำนวน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองมรดกของผู้ตาย ในกรณีที่จำเลยทั้งหกชำระเป็นเงินบาท ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครที่ขายเงินดอลลาร์สหรัฐให้แก่ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ แต่อัตราแลกเปลี่ยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ต้องไม่เกิน 43.10 บาท สำหรับจำเลยที่ 4 ต้องไม่เกิน 42.98 บาท และสำหรับจำเลยที่ 6 ต้องไม่เกิน 43.01 บาท กับให้จำเลยทั้งหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 120,000 บาท

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2

ศาลฎีกาอนุญาต จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งหกเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายผู้มีสิทธิรับมรดกของนายชวลิต ผู้ตาย จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มณฑลซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ขอให้แต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและยื่นคำร้องขอให้แบ่งเงินที่ฝากไว้ต่อสถาบันการเงินแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย อันเป็นทรัพย์มรดกจำนวน 2,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย ซึ่งศาลสูงแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและให้แบ่งเงินแก่โจทก์และจำเลยทั้งหกคนละ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจำเลยทั้งหกได้รับเงินมรดกดังกล่าวไปตามส่วนแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับเงินดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหกให้คืนเงินที่ได้รับจากการแบ่งทรัพย์มรดกไปแล้วแก่โจทก์หรือกองมรดกหรือไม่ เห็นว่า ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ฟ้องในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งหกซึ่งอยู่ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายเช่นกันคืนเงินที่จำเลยทั้งหกได้รับแบ่งมรดกไปแก่กองมรดกของผู้ตาย คดีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยถึงอำนาจฟ้องของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ทั้งมิใช่คดีมรดกที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งหกแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ตน เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งหกต่างเป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น เงินจำนวน 2,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ ของผู้ตายที่ฝากไว้ที่สถาบันการเงินในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ย่อมเป็นมรดกของผู้ตายที่ตกทอดแก่ทายาทเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ย่อมมีอำนาจจัดการมรดกของผู้ตายที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งตั้งโจทก์และฝ่ายจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันในประเทศไทย ซึ่งผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จะต้องจัดการตามที่จำเป็นเพื่อเรียกเก็บหนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกก็ตาม แต่เงินจำนวน 2,800,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยทั้งหกรับไว้อันเนื่องมาจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายที่อยู่ในต่างประเทศนั้น มิใช่เงินที่จำเลยทั้งหกมีความรับผิดที่จะต้องชำระแก่ผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงมิใช่หนี้สินซึ่งค้างชำระอยู่แก่กองมรดกที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นจะเรียกให้ชำระแก่กองมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง แต่หากเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกทอดแก่จำเลยทั้งหกและมีการแบ่งปันกันแล้วโดยต่างเข้าครอบครองเป็นส่วนสัด ตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และ 1750 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่เจ้าหนี้กองมรดกจะใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ก่อนหรือหลังจากการแบ่งปันทรัพย์มรดกแล้วก็ย่อมจะสามารถทำได้ทั้งสิ้น แต่เมื่อแบ่งมรดกแล้ว เจ้าหนี้อาจเรียกให้ทายาทคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ได้เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทคนนั้นได้รับไป ในกรณีเช่นนี้ ทายาทคนใดซึ่งได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้กองมรดกเกินกว่าส่วนที่ตนจะต้องเฉลี่ยใช้หนี้ ทายาทคนนั้นมีสิทธิไล่เบี้ยจากทายาทอื่นได้ ตามมาตรา 1738 วรรคสอง ดังนั้น การที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือเจ้าหนี้กองมรดกรายใดจะเรียกร้องให้ชำระหนี้เอาจากเงินที่จำเลยทั้งหกได้รับแบ่งมรดกไว้หรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดกที่จะเรียกร้องแก่จำเลยทั้งหกคนใดหรือทั้งหมดก็ได้ แต่ตราบใดที่เจ้าหนี้กองมรดกยังไม่ได้รับชำระหนี้ ทายาทที่ได้รับแบ่งมรดกไปจะอ้างการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้กองมรดกไม่ได้เท่านั้น และยังคงมีความรับผิดต่อเจ้าหนี้กองมรดกเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ทายาทคนนั้นได้รับไป ตามมาตรา 1601 และ 1738 วรรคสอง ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ก็นำสืบยอมรับในสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดกว่า เงินที่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกแล้วมีการตกลงกันให้เก็บรักษาไว้เพื่อชำระหนี้ของกองมรดกก่อน ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้กองมรดกรายใดไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์ในฐานะทายาทของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากเงินที่จำเลยทั้งหกหรือทายาทอื่นได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกดังกล่าวไปตามมาตรา 1738 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1736 ม. 1738
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไชย ทั่งสัมพันธ์
จำเลย — นางสุวรรณี ทั่งสัมพันธ์หรือถาวรสภานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมหมาย ปิยะพิสุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11628/2557
#581424
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องแบ่งที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม แต่จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยมิได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 1 จึงกระทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดก โดยปราศจากความยินยอมของทายาททุกคนจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกยังมิได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 จึงถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นทั้งหมด โจทก์ทั้งสี่ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง กรณีมิอาจนำอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคท้ายมาใช้บังคับได้ เพราะมาตราดังกล่าวจะใช้บังคับต่อเมื่อการจัดการทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18944 ตำบลบางขุนเทียน (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2544 ระหว่างจำเลยทั้งสาม เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3032, 3033 และ 66486 ตำบลบางขุนเทียน อำเภอจอมทอง กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2544 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3028, 3029, 3030, 3031 และ66487 ตำบลบางขุนเทียน อำเภอจอมทอง กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2544 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เพิกถอนคำขอโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 18944 ตำบลบางขุนเทียน (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2524 กลับคืนเป็นทรัพย์มรดกของนายนารถ เพิกถอนคำขอโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 1943 ตำบลบางขุนเทียน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2524 กลับคืนเป็นทรัพย์มรดกของนายนารถ เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2524 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 60208 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2526 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 แบ่งปันที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 18944 ตำบลบางขุนเทียน (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน เป็นเนื้อที่ 140 ตารางวา แบ่งปันที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 3782 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน เป็นเนื้อที่ 1,572 ตารางวา แบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 66486 และ 66487 ตำบลบางปะทุน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วนเป็นเนื้อที่ 16.5 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ไม่อาจแบ่งปันที่ดินทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสี่นำที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสามแปลงที่ยังคงเหลืออยู่ออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินไปแบ่งปันให้โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางนารถ แบ่งปันที่ดินมรดกโฉนดเลขที่ 60207 ตำบลบางขุนเทียน อำเภอบางบอน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่อาจแบ่งปันที่ดินทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสี่ได้ ให้นำที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินไปแบ่งปันให้โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนารถ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 18944 ตำบลบางขุนเทียน (วัดราชโอรส) อำเภอจอมทอง กรุงเทพมหานคร ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2544 ระหว่างจำเลยทั้งสาม เพิกถอนคำขอโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 18944 ฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2524 เพิกถอนคำขอโอนมรดกที่ดินเฉพาะส่วนโฉนดเลขที่ 1943 ฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2524 ของจำเลยที่ 1 เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3032, 3033 และ 66486 ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2544 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3028, 3029, 3030, 3031 ฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2544 ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนารถ เสียงสืบชาติ แบ่งปันที่ดินโฉนดเลขที่ 18944, 3027, 3028, 3029, 3030, 3031, 3032, 3033 และโฉนดเลขที่ 1943, 66486 และ 66487 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน หากจำเลยที่ 3 ไม่อาจแบ่งปันที่ดินทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสี่ได้ ให้นำที่ดินทรัพย์มรดกดังกล่าวออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินไปแบ่งปันให้โจทก์ทั้งสี่ 1 ใน 8 ส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 และโจทก์ที่ 4 ขอถอนฎีกา จำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 3 และโจทก์ที่ 4 ถอนฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นบุตรของนายนิพนธ์กับนางอารี นายนิพนธ์เป็นบุตรของนายนารถกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายนารถ มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นายนิพนธ์บิดาโจทก์ทั้งสี่ จำเลยที่ 2 และ จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2515 นายนิพนธ์ถึงแก่ความตาย ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2522 นายนารถถึงแก่ความตาย ที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 เป็นมรดกของนายนารถ จำเลยที่ 1 ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 เป็นแปลงย่อยจากแปลงเดิมอีก 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 60207 และ 60208 วันที่ 24 ธันวาคม 2524 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 ส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยที่ 3 ในฐานะทายาทโดยธรรม ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60208 ที่แบ่งแยกออกไปให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรม

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 เพียงประการเดียวว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 60208 และโฉนดเลขที่ 3782 ขาดอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การยอมรับว่าที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3782 เป็นที่ดินมรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกก็ต้องมีหน้าที่แบ่งที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมด้วย แต่จำเลยที่ 1 แบ่งที่ดินให้เพียงจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยมิได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 1 จึงกระทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดก ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ก็ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายนารถผู้ตายแล้วจำเลยที่ 1 ได้จัดการแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายไปโดยไม่ชอบ ได้กระทำผิดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกอย่างร้ายแรงอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกและไม่ยอมแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการครอบครองที่ดินมรดกทั้งหมดของจำเลยที่ 1 เป็นการครอบครองเพื่อประโยชน์แก่ทายาททั้งหมด ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ในเวลาต่อมาจึงต้องถือว่าเป็นการกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อกระทำไปโดยปราศจากความยินยอมของทายาททุกคนจึงหามีผลผูกพันโจทก์ทั้งสี่ไม่ และเมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกยังมิได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิของทายาทตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการจัดการทรัพย์มรดกไม่เสร็จสิ้นแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์กลับไปวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2524 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 60208 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2526 โจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 เมื่อนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2522 ที่นายนารถเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วเกินกว่า 10 ปี คดีระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 จัดการทรัพย์มรดกผิดหน้าที่โดยมิได้แบ่งปันให้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกเป็นการจัดการทรัพย์มรดกโดยมิชอบ การจัดการทรัพย์มรดกจึงต้องถือว่ายังไม่เสร็จสิ้น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 รับโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 1 ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวแทนทายาทอื่นทั้งหมด โจทก์ทั้งสี่จึงมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง กรณีจึงมิอาจนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย มาใช้บังคับได้ เพราะมาตราดังกล่าวจะใช้บังคับต่อเมื่อการจัดการทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 ฉบับลงวันที่ 24 ธันวาคม 2524 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 เพิกถอนสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 60208 ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2526 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายนารถ จัดการแบ่งทรัพย์มรดกในที่ดินโฉนดเลขที่ 3782 เนื้อที่ 31 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา (เป็นที่ดินโฉนดแปลงคงเดิม) ก่อนที่จำเลยที่ 1 ได้ทำการแบ่งแยกออกโฉนดในนามเดิมเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2524 ให้แก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน 1 ใน 8 ส่วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระพงษ์ เสียงสืบชาติ กับพวก
นางอุบล เสียงสืบชาติ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายนารถ เสียงสืบชาติ โดยนางพูนศรี เสียงสืบชาติ
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ศาลอุทธรณ์ — นายกฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11571/2557
#571914
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับบริษัทหลักทรัพย์ อ. เจ้าหนี้เดิม ทำบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ฯ สิทธิเรียกร้องที่จะมีต่อกันต่อไปก็ต้องเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 แม้ตามบันทึกข้อตกลงตอนแรกให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญา เจ้าหนี้เดิมมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที ไม่ว่าหนี้เดิมจะถึงกำหนดแล้วหรือไม่ก็ตาม อันแสดงว่าเจ้าหนี้เดิมอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ผิดนัดดังกล่าวเป็นต้นไปซึ่งเป็นวันเริ่มนับอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ก็ตาม แต่ตามข้อ 3 ใบบันทึกข้อตกลงระบุว่า เจ้าหนี้เดิมยังมีสิทธิที่จำหน่ายจ่ายโอนหลักทรัพย์ที่เป็นประกันตามควรแก่กรณีเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้เดิมและเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยมีอยู่ตามบันทึกนี้ อันเป็นกรณีที่จำเลยตกลงให้เจ้าหนี้เดิมขายหลักทรัพย์ที่เป็นประกันได้ไว้ล่วงหน้า จึงไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบหรือรอให้จำเลยตกลงให้จำเลยตกลงในขณะขายอีกครั้งหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา เมื่อต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 เจ้าหนี้เดิมบังคับขายหลักทรัพย์ (หุ้น) นำเงินไปหักชำระหนี้ที่จำเลยมีอยู่บางส่วน ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิมตามข้อตกลงข้อ 3 ดังกล่าว ซึ่งนับได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้เดิมด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วน อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เมื่อนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,849,026.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 784,898.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,518,780.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ของต้นเงิน 744,715.17 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 มิถุนายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญานายหน้าและ/หรือตัวแทนและให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์เอกเอเชีย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 2,000,000 บาท ตกลงชำระราคาค่าหลักทรัพย์รวมทั้งดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายแต่ละรายการเมื่อเรียกให้ชำระ และให้บริษัทหลักทรัพย์ เอกเอเชียจำกัด (มหาชน) ยึดถือครอบครองหลักทรัพย์ที่จำเลยสั่งซื้อรวมตลอดทั้งทรัพย์สินที่วางเป็นประกันหนี้ทั้งหลาย ในกรณีที่หลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันมีมูลค่าลดลงจนทำให้อัตราส่วนที่จะต้องดำรงเท่ากับหรือต่ำกว่าร้อยละ 25 มีสิทธิที่จะบังคับขายหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันได้ในวันทำการถัดไปเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ในกรณีเงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ไม่พอชำระหนี้จำเลยจะชำระค่าหลักทรัพย์ที่ขาดอยู่ภายในวันทำการที่สามถัดจากวันที่ขายหลักทรัพย์นั้นพร้อมดอกเบี้ย หลังจากนั้นจำเลยสั่งให้บริษัทหลักทรัพย์ เอกเอเชีย จำกัด (มหาชน) ซื้อขายหลักทรัพย์หลายรายการ ไม่สามารถหักชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์รายการนั้นได้ครบ จำเลยค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนหนึ่ง ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 จำเลยกับบริษัทหลักทรัพย์ เอกเอเชีย จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกข้อตกลงกันสรุปได้ว่า ตามที่ผู้ให้สัญญา (จำเลย) ซื้อขายหลักทรัพย์โดยวิธีการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งต่อไปจะเรียกว่าสัญญา MARGIN ให้ไว้ต่อบริษัท (บริษัทดังกล่าว) นั้น ผู้ให้สัญญายอมรับว่า ณ วันทำบันทึกข้อตกลงนี้ ผู้ให้สัญญามีหนี้เงินกู้ค้างชำระบริษัทอยู่ และประสงค์จะชำระหนี้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 วงเงิน ดอกเบี้ย และเงื่อนไขการผ่อนชำระ 1.1 วงเงินผ่อนชำระ ยอมรับว่าค้างชำระ 1,008,518.57 บาท ประสงค์แบ่งชำระเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ข้อ 1.1.1 ส่วนที่ 1 จำนวน 133,549.89 บาท ตกลงผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือนในวันที่ 7 ของทุกเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาท รวม 12 งวด เริ่มงวดแรกภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน2539 ข้อ 1.1.2 ส่วนที่ 2 จำนวน 874,968.68 บาท ผู้ให้สัญญาตกลงให้ถือปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของการซื้อขายหลักทรัพย์โดยวิธีการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ ฯลฯ ข้อ 3 ผลของการผิดสัญญา หากผู้ให้สัญญาผิดสัญญา MARGIN และหรือบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใด ให้ถือว่าผู้ให้สัญญาผิดสัญญา อันเป็นผลให้บริษัทมีสิทธิเรียกให้ผู้ให้สัญญาชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ก็ตาม และยอมให้บริษัทคิดดอกเบี้ยในหนี้ที่ค้างชำระทุกจำนวนในอัตราสูงสุด นับแต่วันที่ผู้ให้สัญญาได้ชื่อว่าผิดนัดชำระหนี้เป็นต้นไป จนกว่าผู้ให้สัญญาจะได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทจนครบถ้วน นอกจากนี้บริษัทยังมีสิทธิที่จะจำหน่าย จ่ายโอน หลักทรัพย์ที่เป็นประกันตามควรแก่กรณี เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของบริษัทและเพื่อชำระหนี้ที่ผู้ให้สัญญามีอยู่ตามบันทึกฉบับนี้ ฯลฯ ตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์และหรือสัญญาตัวแทนนายหน้าและบัญชีเดินสะพัด จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามข้อ 1.1.1 ได้ 5 งวด ผิดนัดไม่ชำระตั้งแต่งวดที่ 6 ซึ่งถึงกำหนดชำระในวันที่ 7 เมษายน 2540 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 บริษัทดังกล่าวบังคับขายหลักทรัพย์ (หุ้น) โดยที่จำเลยไม่ทราบเรื่อง ได้เงินมา 329,558 บาท นำไปหักชำระหนี้ได้บางส่วน ต่อมาวันที่ 3 มกราคม 2550 โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยมา โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2550 สำหรับปัญหาที่ว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยโดยชอบหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องไม่เคลือบคุลม และมีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยโดยชอบแล้ว โดยยกเหตุผลประกอบการวินิจฉัยชัดแจ้งและชอบแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาปัญหาดังกล่าวของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์มีอายุความ 5 ปี ดังที่จำเลยให้การไว้ และการที่โจทก์ขายหุ้นไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 เป็นการขายโดยที่จำเลยไม่ทราบไม่ได้ตกลงด้วยไม่เป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ แม้มีอายุความ 10 ปี ก็ขาดอายุความนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยกับบริษัทหลักทรัพย์ เอกเอเชีย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้เดิม ทำบันทึกข้อตกลงกัน สิทธิเรียกร้องที่จะมีต่อกันต่อไปก็ต้องเป็นไปตามบันทึกข้อตกลงนี้ด้วยและสิทธิเรียกร้องนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ย่อมมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 แม้จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 และแม้ตามข้อ 3 แห่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตอนแรกให้ถือว่าจำเลยผิดสัญญา เจ้าหนี้เดิมผู้เป็นคู่สัญญามีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที ไม่ว่าหนี้เดิมจะถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่ก็ตาม ซึ่งคำว่าหนี้ทั้งหมดนั้นก็คือหนี้ทั้งตาม ข้อ 1.1.1 และ 1.1.2 อันแสดงว่าเจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องทั้งตามข้อ 1.1.1 และ 1.1.2 ได้ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2540 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่เริ่มนับอายุความตามมาตรา 193/12 ก็ตาม แต่ตามข้อ 3 แห่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตอนต่อไประบุว่า เจ้าหนี้เดิมยังมีสิทธิที่จะจำหน่าย จ่ายโอน หลักทรัพย์ที่เป็นประกันตามควรแก่กรณี เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของเจ้าหนี้เดิมและเพื่อชำระหนี้ที่จำเลยมีอยู่ตามบันทึกฉบับนี้ อันเป็นกรณีที่จำเลยตกลงให้เจ้าหนี้เดิมขายหลักทรัพย์ที่เป็นประกันได้ไว้เป็นการล่วงหน้า จึงไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบหรือรอให้จำเลยตกลงในขณะขายอีกครั้งหนึ่งดังที่จำเลยฎีกา เมื่อต่อมาวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 เจ้าหนี้เดิมบังคับขายหลักทรัพย์ (หุ้น) ได้เงินมา 329,558.60 บาท นำเงินที่ได้มาไปหักชำระหนี้ที่จำเลยมีอยู่ได้บางส่วน ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เดิมตามข้อตกลงตามข้อ 3 ดังกล่าว ซึ่งนับได้ว่าเป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้เดิมด้วยการชำระหนี้ให้บางส่วน อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 (1) เมื่อนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 ถึงวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 744,715.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (1) ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุขุม พิริยานสรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายเจตน์ คุ้มคงอมร
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11560/2557
#562724
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นเอกสารเท็จในชั้นยื่นคำร้องต่อศาลว่าจำเลยในคดีดังกล่าวถึงแก่ความตาย ยังไม่ถึงชั้นพิจารณาพยานหลักฐานว่าจำเลยในคดีดังกล่าวถึงแก่ความตายไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 177, 180, 267

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และข้อหาร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ ข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานนี้ว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายนรินทร์ จำเลย โดยยื่นเอกสารรายงานการชันสูตรพลิกศพและมรณะบัตร ซึ่งเป็นเอกสารเท็จที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้มาโดยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว ประกอบคำร้องขอให้ศาลพิจารณากรณีจำเลยในคดีดังกล่าวถึงแก่ความตายตามเอกสารที่นำมาแสดง ซึ่งพยานหลักฐานที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันแสดงต่อศาลดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี โดยหากศาลเชื่อตามเอกสารศาลย่อมมีคำสั่งจำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบความ ซึ่งตามฟ้องดังกล่าวเป็นการยื่นเอกสารรายงานการชันสูตรพลิกศพและมรณะบัตรอันเป็นเอกสารเท็จในชั้นยื่นคำร้องต่อศาลว่านายนรินทร์ จำเลยในคดีดังกล่าวถึงแก่ความตาย ซึ่งยังไม่ถึงชั้นพิจารณาพยานหลักฐานว่านายนรินทร์ถึงแก่ความตายหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองก็ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แต่อาจเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เท่านั้น แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานมาด้วย จึงไม่มีข้อต้องพิจารณาในความผิดฐานนี้ เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง และไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวิโรจน์ ลออพันธ์สกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายพูนศักดิ์ เข็มแซมเกษ
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
บุญมี ฐิตะศิริ
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11556/2557
#575226
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญมีความรับผิดอย่างไม่จำกัดและ ป.พ.พ. มาตรา 1038 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างโดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ แตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้าง และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1090 ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดจะประกอบกิจการค้าขายอย่างใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกก็ได้ แม้ว่าการงานเช่นนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกับการค้าขายของห้างก็ไม่ห้าม ดังนั้น แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอาจไต่ถามการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรวจดูและคัดสมุดบัญชี เอกสารของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ทุกเมื่อตาม ป.พ.พ. มาตรา 1037 ประกอบมาตรา 1080 แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มีตำแหน่งในการบริหารห้างหุ้นส่วนจำกัดอยู่ด้วย ย่อมทราบกิจการงานของห้างอยู่แล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยขอจำเลยตรวจสอบเอกสารตามฟ้องมาก่อนโจทก์มีจุดประสงค์เพื่อให้จำเลยเสียหาย เสียชื่อเสียงทางการค้า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้ทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ไต่ถาม ตรวจคัดสำเนาสมุดบัญชี เอกสารใด ๆ อาทิ สมุดบัญชีแสดงรายรับ จ่าย เอกสารประกอบการบันทึกทางบัญชีทุกเล่มทุกฉบับ ทุกรอบระยะเวลาบัญชี สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารทุกแห่งทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ จ่าย เอกสารรายละเอียดต่างๆ ในการดำเนินกิจการรวมถึงเอกสารที่เป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้บุคคลอื่น เอกสารรายรับ จ่าย ที่แสดงและไม่แสดงต่อหน่วยงานรัฐทุกเล่มทุกฉบับที่มีอยู่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม นับแต่โจทก์และจำเลยเข้าร่วมหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษมถึงปัจจุบัน และเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม ที่ระบุรายละเอียด ชนิด ประเภทของทรัพย์สิน รวมทั้งสถานะของทรัพย์สินนับแต่เริ่มครอบครองถึงปัจจุบัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่จำต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ใช้สิทธิในการไต่ถาม ตรวจคัดสำเนาสมุดบัญชี เอกสารทางบัญชีทั้งหมด สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ-รายจ่าย เอกสารในการดำเนินกิจการ รวมถึงเอกสารที่แสดงการเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้บุคคลอื่น เอกสารรายรับ - จ่าย ที่แสดงและไม่แสดงต่อหน่วยงานรัฐทั้งหมดที่มีอยู่จริงของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม นับแต่โจทก์และจำเลยเริ่มเข้าร่วมหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน และเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวที่ระบุรายละเอียด ชนิด ประเภทของทรัพย์สิน รวมทั้งสถานะของทรัพย์สินนับแต่เริ่มครอบครองถึงปัจจุบันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1037 ประกอบด้วยมาตรา 1080 ห้ามจำเลยปฏิเสธการใช้สิทธิดังกล่าวของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้ตกเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบหรือไม่โดยโจทก์ฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1037 ให้สิทธิผู้เป็นหุ้นส่วนไต่ถามถึงกิจการงานของห้างหุ้นส่วนได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิตรวจ คัดสำเนาสมุดบัญชี เอกสารใด ๆของห้างหุ้นส่วนได้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยว่า จำเลยไม่ได้จัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่โปร่งใส จึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าผู้เป็นหุ้นส่วนจะใช้สิทธิตรวจสอบได้หรือไม่ เป็นเพียงเหตุที่โจทก์อ้างถึงความประสงค์ใช้สิทธิตรวจสอบเพราะจำเลยอ้างว่ากิจการขาดทุน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงของโจทก์และจำเลยได้ความแล้วว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม ส่วนโจทก์เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด หากมีการสืบพยานข้อเท็จจริงก็ไม่เป็นอย่างอื่น จึงไม่จำต้องมีการสืบพยานนั้นเห็นว่า ตามมาตรา 1037 ที่บัญญัติในหมวด 2 ห้างหุ้นส่วนสามัญ ส่วนที่ 2 ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองว่า "ถึงแม้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนนอกจากผู้จัดการย่อมมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วนที่จัดอยู่นั้นได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารใดๆ ของห้างหุ้นส่วนได้ด้วย" โดยมาตรา 1080 ของหมวด 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัด บัญญัติให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยก็ตามแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญมีความรับผิดอย่างไม่จำกัดและมาตรา 1038 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ แตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้าง และตามมาตรา 1090 ผู้เป็นหุ้นส่วนดังกล่าวจะประกอบกิจการค้าขายอย่างใดๆ เพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกก็ได้ แม้ว่าการงานเช่นนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วนก็ไม่ห้าม ดังนั้น แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอาจไต่ถามการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรวจดูและคัดสมุดบัญชี เอกสารของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ทุกเมื่อแต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มีตำแหน่งในการบริหารห้างหุ้นส่วนจำกัดอยู่ด้วย ย่อมทราบกิจการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดอยู่แล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยขอจำเลยตรวจสอบเอกสารตามฟ้องมาก่อนโจทก์มีจุดประสงค์เพื่อให้จำเลยเสียหาย เสียชื่อเสียงทางการค้า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ดังนี้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้ทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1037 ม. 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชวลิต วิเศษสินธุ์
นายวินัย พันธุมจินดา ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ
จำเลย — ของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาววัจนาถ วังตาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11555/2557
#588110
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญมีความรับผิดอย่างไม่จำกัด และ ป.พ.พ. มาตรา 1038 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างโดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ แตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้าง และตามมาตรา 1090 ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดจะประกอบกิจการค้าขายอย่างใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกก็ได้ แม้ว่าการงานเช่นนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกับการค้าขายของห้างก็ไม่ห้าม ดังนั้น แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอาจไต่ถามการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรวจดูและคัดสมุดบัญชี เอกสารของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ทุกเมื่อตามมาตรา 1037 ประกอบมาตรา 1080 แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มีตำแหน่งในการบริหารห้างหุ้นส่วนจำกัดอยู่ด้วย ย่อมทราบกิจการงานของห้างอยู่แล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยขอจำเลยตรวจสอบเอกสารตามฟ้องมาก่อนโจทก์มีจุดประสงค์เพื่อให้จำเลยเสียหาย เสียชื่อเสียงทางการค้า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้ทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยยินยอมให้โจทก์ไต่ถาม ตรวจ คัดสำเนาสมุดบัญชี เอกสารใด ๆ อาทิ สมุดบัญชีแสดงรายรับ จ่าย เอกสารประกอบการบันทึกทางบัญชีทุกเล่มทุกฉบับ ทุกรอบระยะเวลาบัญชี สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารทุกแห่ง ทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกับรายรับ จ่าย เอกสารรายละเอียดต่าง ๆ ในการดำเนินกิจการรวมถึงเอกสารที่เป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้บุคคลอื่น เอกสารรายรับ จ่าย ที่แสดงและไม่แสดงต่อหน่วยงานรัฐทุกเล่มทุกฉบับที่มีอยู่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม นับแต่โจทก์และจำเลยเข้าร่วมหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษมถึงปัจจุบัน และเอกสารแสดงรายการทรัพย์สินทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม ที่ระบุรายละเอียด ชนิด ประเภทของทรัพย์สิน รวมทั้งสถานะของทรัพย์สินนับแต่เริ่มครอบครองถึงปัจจุบัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่จำต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแสดงบัญชีรายการรับ จ่ายเงิน พร้อมทั้งหลักฐานใบสำคัญการรับ จ่ายเงิน เอกสารประกอบการบันทึกทางบัญชี สมุดบัญชีเงินฝาก เอกสารที่แสดงถึงการเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้บุคคลอื่น สถานะทางการเงินและทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม นับแต่เริ่มครอบครองจนถึงปัจจุบัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1037 ให้สิทธิผู้เป็นหุ้นส่วนไต่ถามถึงกิจการงานของห้างหุ้นส่วนได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิตรวจ คัดสำเนาสมุดบัญชี เอกสารใด ๆ ของห้างหุ้นส่วนได้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยว่า จำเลยไม่ได้จัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่โปร่งใส จึงไม่เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าผู้เป็นหุ้นส่วนจะใช้สิทธิตรวจสอบได้หรือไม่ เป็นเพียงเหตุที่โจทก์อ้างถึงความประสงค์ใช้สิทธิตรวจสอบเพราะจำเลยอ้างว่ากิจการขาดทุน ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงของโจทก์และจำเลยได้ความแล้วว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรเกษม ส่วนโจทก์เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิด หากมีการสืบพยานข้อเท็จจริงก็ไม่เป็นอย่างอื่น จึงไม่จำต้องมีการสืบพยานนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 1037 ที่บัญญัติในหมวด 2 ห้างหุ้นส่วนสามัญ ส่วนที่ 2 ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเองว่า "ถึงแม้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนนอกจากผู้จัดการย่อมมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วนที่จัดอยู่นั้นได้ทุกเมื่อและมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารใด ๆ ของห้างหุ้นส่วนได้ด้วย" โดยมาตรา 1080 ของหมวด 3 ห้างหุ้นส่วนจำกัดบัญญัติให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยก็ตาม แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญมีความรับผิดอย่างไม่จำกัดและมาตรา 1038 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้น... โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ แตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นให้ห้างและตามมาตรา 1090 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะประกอบการค้าขายอย่างใด ๆ เพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอกก็ได้ แม้ว่าการงานเช่นนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันกับการค้าขายของห้างหุ้นส่วนก็ไม่ห้าม ดังนั้น แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดอาจไต่ถามการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัด ตรวจดูและคัดสมุดบัญชี เอกสารของห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ทุกเมื่อ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป เมื่อจำเลยให้การว่า โจทก์มีตำแหน่งในการบริหารห้างหุ้นส่วนจำกัดอยู่ด้วย ย่อมทราบกิจการงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดอยู่แล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยจำเลยปฏิเสธว่าโจทก์ไม่เคยขอจำเลยตรวจสอบเอกสารตามฟ้องมาก่อน โจทก์มีจุดประสงค์เพื่อให้จำเลยเสียหาย เสียชื่อเสียงทางการค้า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ดังนี้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายให้ทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1037, 1080
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ พรหมลักขโณ
จำเลย — นายวินัย พันธุมจินดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางนพมาศ ดุลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วิรุฬห์ แสงเทียน
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11520 -ที่ 11521/2557
#575241
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร การที่จะพิจารณาว่าผู้เยาว์เต็มใจหรือไม่เต็มใจนั้น ต้องพิจารณาเจตนาภายในใจของผู้เยาว์ คดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีเจตนาไปเที่ยวที่ประเทศมาเลเซียตามคำชักชวนของจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปเองตามลำพัง จำเลยที่ 1 มิได้บังคับผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283, 310, 318, 91, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9, 12 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (1), 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 10, 52 นับโทษจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากโทษในสำนวนแรก

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสี่ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 5 ปี ส่วนความผิดที่เหลืออีก 3 ฐานนั้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 20 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เฉพาะความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการค้าประเวณี ร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ร่วมกันกระทำหรือละเว้นกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เกิดวันที่ 17 มิถุนายน 2535 เป็นบุตรผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นบุตรจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายที่ 1 รู้จักกับจำเลยที่ 1 ตอนเรียนผู้ช่วยพยาบาลที่สถานศึกษาภูมินทร์บริบาล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำเลยทั้งสองเดินทางออกจากประเทศไทยไปประเทศมาเลเซีย วันที่ 24 มิถุนายน 2552 ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางเข้าประเทศมาเลเซียทางด่านสะเดา จังหวัดสงขลา โดยจำเลยทั้งสองไปรับ จำเลยที่ 1 เดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 27 มิถุนายน 2552 จำเลยที่ 2 เดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 26 มิถุนายน 2552 ผู้เสียหายที่ 1 ถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2552 โดยมีการกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองล่อลวงผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศที่ประเทศมาเลเซีย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หากผู้เสียหายที่ 1 ทราบว่าต้องเดินทางไปค้าประเวณีก็คงไม่ยอมไปกับจำเลยทั้งสอง จึงไม่ใช่กรณีผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจยินยอมให้จำเลยทั้งสองพรากไปจากความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรกและวรรคสามนั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าผู้เยาว์เต็มใจหรือไม่เต็มใจนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาภายในใจของผู้เยาว์ คดีนี้ผู้เสียหายที่ 1 มีเจตนาไปเที่ยวที่ประเทศมาเลเซียตามคำชักชวนของจำเลยที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 เดินทางไปเองตามลำพัง จำเลยที่ 1 มิได้บังคับผู้เสียหายที่ 1 ดังนี้จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 ไม่เต็มใจไปหาได้ไม่ ส่วนการหากำไรหรือการอนาจารนั้นเป็นเหตุการณ์ภายหลังจากการพรากผู้เยาว์สำเร็จผลไปแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรกและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี มาตรา 12 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก มาตรา 26 (1) นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้แยกตัวออกไปขณะพักที่โรงแรมรีเกิ้ลอันเป็นโรงแรมที่พักแห่งแรก เหตุกระทำความผิดตามที่โจทก์ฎีกานั้นเกิดจากการกระทำของชายชาวจีนในวันอื่น ๆ ต่อมา อันเป็นภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองแยกตัวออกไปแล้ว จำเลยทั้งสองมิได้เกี่ยวข้องกระทำความผิดโดยใกล้ชิดในลักษณะเป็นตัวการด้วย ดังนั้นจึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุนารีหรือบุ๋ม คำรังษี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางราณี เหล่าพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11473/2557
#571563
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วจึงนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225

ความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 3,000 บาท แก่เจ้าของ และริบของกลางทั้งหมด นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.6965/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง วรรคสาม, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ, 116 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กระทงแรกฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองในคราวเดียวกันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมีโทษเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,200,000 บาท กระทงที่สองฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 450,000 บาท กระทงสุดท้าย ฐานร่วมกันมีคีตามีนไฮโดรคลอไรด์ไว้ในครอบครอง ลงโทษจำคุก 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 45 ปี 12 เดือน และปรับ 1,100,000 บาท และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ ย.6965/2546 ของศาลชั้นต้น ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 3,000 บาท แก่เจ้าของและริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 66 วรรคสอง) จำคุก 4 ปี และปรับ 450,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 300,000 บาท ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ร้อยตำรวจเอกธนูเทพ และดาบตำรวจสุรพล กับพวกจับกุมจำเลยที่ 1 ในข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 ซอง น้ำหนัก 0.820 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.752 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 3,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 25 ซอง 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามฟ้องหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 25 ซอง ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันมี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขาย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ซอง แม้จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดมาจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงนำไปจำหน่ายให้แก่สายลับ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นด้วย ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,200,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 15 ปี คำให้การของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 800,000 บาท ฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ไว้ในครอบครองเพื่อขายและเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุกคนละ 10 ปี รวมจำคุกคนละ 43 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 800,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี สำหรับโทษของจำเลยที่ 1 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.อ. ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางกรณิศหรือเอ๋ สายะวงษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเทอดศักดิ์ อินทรปรีชา
ศาลอุทธรณ์ — นายจรัญ รัตตมณี
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11432/2557
#571926
เปิดฉบับเต็ม

รถบรรทุกสิบล้อขนส่งเหล็กที่จำเลยที่ 2 ขับมีน้ำหนักมาก คนขับจำต้องตรวจสอบยางเป็นระยะ เพื่อป้องกันมิให้ยางระเบิดซึ่งอาจทำให้รถพลิกคว่ำเป็นเหตุให้รถและเหล็กที่บรรทุกมาเสียหายได้ ถนนที่เกิดเหตุก็เป็นถนนคอนกรีตฝั่งละ 3 ช่องทางเดินรถ มีเกาะกลางถนนและมีไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่ใช่ถนนที่มีสภาพเปลี่ยวมากนัก เมื่อถูกคนร้ายปล้นรถและเหล็กแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ถูกคนร้ายใช้มีดฟันจนดั้งจมูกหัก แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดหมายว่าจะถูกคนร้ายปล้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 99/2551

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยื่นคำให้การ

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลาง ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2545 จำเลยที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของโจทก์ ตำแหน่งพนักงานขับรถขนส่งเหล็ก ได้รับค่าจ้างสุดท้ายวันละ 200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันเสาร์ ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2551 โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2550 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถบรรทุกสิบล้อขนส่งเหล็กไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อถึงถนนร่มเกล้า เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 จอดรถตรวจสอบยางในที่เปลี่ยว และถูกคนร้ายสามคนปล้นเอาเหล็กราคาประมาณ 390,000 บาท ของโจทก์ไป และคนร้ายได้ทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 โดยใช้มีดฟันที่ใบหน้าของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้ดั้งจมูกหักและมีบาดแผลที่แก้มขวา แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานชอบแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า รถบรรทุกสิบล้อขนส่งเหล็กที่จำเลยที่ 2 ขับมีน้ำหนักมาก คนขับจำต้องตรวจสอบยางเป็นระยะ เพื่อป้องกันมิให้ยางระเบิด ซึ่งอาจทำให้รถพลิกคว่ำเป็นเหตุให้รถและเหล็กที่บรรทุกมาเสียหายได้และถนนร่มเกล้าที่เกิดเหตุก็เป็นถนนคอนกรีตฝั่งละ 3 ช่องเดินรถมีเกาะกลางถนนและมีไฟฟ้าส่องสว่าง ไม่ใช่ถนนที่มีสภาพเปลี่ยวมากนัก เมื่อถูกคนร้ายปล้นรถและเหล็กแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ถูกคนร้ายใช้มีดฟันจนดั้งจมูกหัก แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ไม่อาจคาดหมายว่าจะถูกคนร้ายปล้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นการประมาทเลินเล่อทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เมื่อโจทก์เลิกจ้าง โจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่จำเลยที่ 2 ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไท้ฮวดสตีลเอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด
นางนัดดา ปริสุทธิพุทธิญาณ ในฐานะ
จำเลย — พนักงานตรวจแรงงาน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (สมุทรปราการ) — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11419/2557
#579984
เปิดฉบับเต็ม

แม้การเช่าที่ดินพิพาทจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยผู้ให้เช่าตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏว่าในคดีเรื่องก่อนที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่เพราะโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้วนั้น คดีถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้โจทก์ตลอดอายุการใช้งานสิ่งปลูกสร้างหรือไม่น้อยกว่า 30 ปี หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 22208 และ 96559 แขวงทุ่งสองห้อง (ลาดโตนด) เขตบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์เป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การเช่าที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏในชั้นนี้ว่าในคดีเรื่องก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 959/2550 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าว ศาลฎีกาโดยคำสั่งศาลฎีกาที่ 14694/2555 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา เพราะฎีกาของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้ต้องบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในคดีนั้นที่พิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโฉมยง ประทีปอุษานนท์
จำเลย — บริษัทพงษ์เพชร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายวรพจน์ วัชรางค์กุล
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11418/2557
#562529
เปิดฉบับเต็ม

ในการยื่นใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ที่แต่งตั้งพนักงานอัยการจังหวัดตราดเป็นทนายความของจำเลยที่ 4 ระบุความว่า (กองทัพเรือ) จำเลยที่ 4 โดยพลเรือเอก พ. ผู้มีอำนาจกระทำการแทนกองทัพเรือ และต่อมาในการยื่นใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ที่แต่งตั้งพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นทนายความของจำเลยที่ 4 ระบุความว่า กองทัพเรือ (จำเลยที่ 4) โดยพลเรือเอก ส. (ไม่ปรากฏในฐานะอย่างใด) เหล่านี้ หาได้มีเอกสารใดยื่นประกอบให้สื่อความไว้ เมื่อกองทัพเรือ (จำเลยที่ 4) มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ การแต่งตั้งทนายความของจำเลยที่ 4 ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือจึงต้องเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความ ดังนั้น การที่พลเรือเอก พ. หรือพลเรือเอก ส. ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือลงลายมือชื่อแต่งทนายความจำเลยที่ 4 โดยมิได้แนบหนังสือมอบอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ ทั้งมิได้นำสืบพยานเอกสารในเรื่องเหล่านี้ไว้แต่อย่างใดด้วย จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 61 อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมถือว่าเป็นการกระทำของบุคคลภายนอกที่ไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 4 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 4 กรณีดังกล่าวเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยได้ อย่างไรก็ดี ความบกพร่องในการแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ไม่กระทบกระเทือนถึงกระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และแก้ไขได้โดยง่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาไปถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ให้จำเลยทั้งสี่เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเลขที่ ตร.431 หมู่ที่ 2, 3 และ 4 ตำบลเกาะช้าง กิ่งอำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด บางส่วน 30 ไร่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่หาดทรายขาวหมู่ที่ 4 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ ให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามเดือนละ 60,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินแปลงดังกล่าวของจำเลยที่ 1

โจทก์ทั้งสามให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์ทั้งสามให้ยก ให้โจทก์ทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 4 กับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2548 ที่รับใบแต่งทนายความและคำให้การของจำเลยที่ 4 โดยให้จำเลยที่ 4 ยื่นใบแต่งทนายความให้ถูกต้องตามกฎหมายกับยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2548 เหตุเพราะการยื่นใบแต่งทนายและคำคู่ความของจำเลยที่ 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้จำเลยที่ 4 ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามรูปคดีนั้น ชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับการยื่นใบแต่งทนายความและคำคู่ความของจำเลยที่ 4 ปรากฏแจ้งชัดว่า ในการยื่นใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2548 ที่แต่งตั้งนายกิตติ พนักงานอัยการจังหวัดตราด เป็นทนายความของจำเลยที่ 4 ระบุความว่า กองทัพเรือ (จำเลยที่ 4) โดยพลเรือเอกพีรศักดิ์ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนกองทัพเรือ และในการยื่นใบแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2549 ที่แต่งตั้ง นายอิศระ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นทนายความของจำเลยที่ 4 ระบุความว่า กองทัพเรือ (จำเลยที่ 4) โดยพลเรือเอกสุชาต (ไม่ปรากฏในฐานะอย่างใด) เหล่านี้ หาได้มีเอกสารใดยื่นประกอบให้สื่อความไว้ ไม่ว่าหนังสือมอบอำนาจหรือสำเนาข้อบังคับหรือสำเนาคำสั่งใด ดังนี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับขณะเวลานั้น กองทัพเรือ (จำเลยที่ 4) มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการแต่งตั้งทนายความของจำเลยที่ 4 นี้ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือจึงต้องเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความ ดังนั้น การที่พลเรือเอกพีรศักดิ์ก็ดี พลเรือเอกสุชาตก็ดี ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือเป็นผู้ลงลายมือชื่อแต่งทนายความจำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 มิได้แนบหนังสือมอบอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ หรือคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาการแทนผู้บัญชาการทหารเรือ หรือคำสั่งของจำเลยที่ 4 เรื่อง การมอบอำนาจสั่งการและทำการแทนในนามผู้บัญชาการทหารเรือมาแสดงประกอบใบแต่งทนายความเหล่านั้น ทั้งมิได้นำสืบพยานเอกสารในเรื่องเหล่านี้ไว้แต่อย่างใดด้วย จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ซึ่งบัญญัติว่า "การตั้งทนายความนั้น ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อตัวความและทนายความ แล้วยื่นต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน...ฯลฯ" อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อมีการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีต่อมาโดยนายกิตติหรือนายอิศระ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำของบุคคลภายนอกที่ไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยที่ 4 ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นคู่ความในคดี แม้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์เถียงในปัญหานี้โดยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่กรณีดังกล่าวเป็นการมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกขึ้นวินิจฉัยได้ และแม้นายกิตติก็ดี นายอิศระก็ดี จะเป็นพนักงานอัยการซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 (2) (3) แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ซึ่งใช้บังคับขณะเวลานั้น แต่การดำเนินคดีแทน หรือการรับแก้ต่างตามบทบัญญัติของ 2 อนุมาตรานี้ พนักงานอัยการมีฐานะอย่างเดียวกับทนายความ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 พนักงานอัยการที่จะมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งในศาลได้เยี่ยงคดีนี้ก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น เนื่องเพราะมิใช่คดีอาญาที่พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ฟ้องร้องดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 (1) แห่งพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ที่ว่า "ในคดีอาญา มีอำนาจและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามกฎหมายอื่น ซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำนาจและหน้าที่ของกรมอัยการหรือพนักงานอัยการ" อย่างไรก็ดี ความบกพร่องในการแต่งทนายความของจำเลยที่ 4 ดังกล่าวไม่กระทบกระเทือนถึงกระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 และแก้ไขได้โดยง่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เฉพาะส่วนเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 61
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิวัฒน์ ขนรกุล กับพวก
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นางสาวสุนันทา เธียรถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11331/2557
#572019
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดมิให้รับฟังพยานบอกเล่า หากพยานบอกเล่ากล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานบอกเล่าประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ว. แม้มิได้เกี่ยวข้องรู้เห็นในการจัดทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี แต่เป็นพนักงานของโจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมรายนี้ได้ อันทำให้สามารถทราบที่มาที่ไปของหนี้สินรายนี้จนสามารถเบิกความให้ความกระจ่างในกรณีที่มีความคลุมเครือน่าสงสัยเกี่ยวกับหนี้สินรายนี้ได้ จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชำระเงินจำนวน 177,547,050.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 59,425,952.21 บาท อัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงิน 30,000,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 26,857 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1915 และ 3334 ตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนจำเลยที่ 3 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินในหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 26,985,889.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแบบไม่ทบต้นปรับเปลี่ยนตามประกาศธนาคารของโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาตามที่โจทก์ขอ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปถึงวันที่ 11 กันยายน 2543 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินเดียวกันนับถัดจากวันฟ้อง คือ วันที่ 12 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินตามหนี้เงินกู้ทั่วไปจำนวน 25,576,981.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงิน 23,254,221.45 บาท โดยปรับเปลี่ยนตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาตามที่โจทก์ขอ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2541 เป็นต้นไปถึงวันที่ 11 กันยายน 2543 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,254,221.45 บาท นับถัดจากวันฟ้อง คือ วันที่ 12 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินในหนี้ข้อตกลงเรื่องการกู้เงิน (วงเงินกู้หมุนเวียน) จำนวน 8,359,780.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาตามที่โจทก์ขอ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นไปถึงวันที่ 11 กันยายน 2543 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง คือ วันที่ 12 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินในหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินในหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 26,857 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ข้างต้นหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1915, 3334 ตำบลพรเจริญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนหนี้เบิกเงินเกินบัญชีให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 26,592,792.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดแบบไม่ทบต้นปรับเปลี่ยนตามประกาศธนาคารโจทก์ในแต่ละช่วงเวลาตามที่โจทก์ขอ แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกินอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปถึงวันที่ 11 กันยายน 2543 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง คือ วันที่ 12 กันยายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำนวนหนี้อื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่จะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์และนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิได้ห้ามโดยเด็ดขาดมิให้รับฟังพยานบอกเล่า หากพยานบอกเล่ากล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานบอกเล่าดังกล่าวนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ นายวิชาญพยานโจทก์แม้มิได้เกี่ยวข้องรู้เห็นในการจัดทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี แต่เป็นพนักงานของโจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมรายนี้ได้ อันทำให้สามารถทราบที่มาที่ไปของหนี้สินรายนี้จนสามารถเบิกความให้ความกระจ่างในกรณีที่มีความคลุมเครือน่าสงสัยเกี่ยวกับหนี้สินรายนี้ได้ จึงสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบพยานหลักฐานอื่นได้ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่ามีการชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเรียบร้อยแล้ว โดยดูจากการทำรายการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ในบัญชีกระแสรายวันเห็นว่ายอดเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าเป็นการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อชำระหนี้มียอดสูงถึง 28,171,730.76 บาท การโอนเงินที่มีจำนวนสูงถึงขนาดนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 น่าจะต้องมีหลักฐานการโอนเงินว่านำเงินจากแหล่งใดมาชำระหนี้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอยู่แล้ว เพราะมิฉะนั้นจำเลยที่ 1 คงไม่มีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อหลายประเภทจากโจทก์ ทั้งผู้ให้ความช่วยเหลือไม่น่าจะเป็นบุคคลธรรมดาเนื่องจากเป็นเงินจำนวนสูงมาก คงมีแต่ระดับสถาบันการเงินเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเป็นเงินจำนวนสูงถึงขนาดนั้น ซึ่งต้องมีการติดต่อขอความช่วยเหลือกันก่อนหน้าที่จะมีการโอนเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กลับไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงคงอาศัยแต่รายการในบัญชีกระแสรายวัน มาอ้างอิง ทั้งการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างถึงการที่โจทก์จดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองและออกหนังสือรับรองการชำระหนี้มาโยงเข้ากับการทำรายการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2541 ในบัญชีกระแสรายวัน เมื่อพิจารณาวันที่มีการทำรายการในบัญชีกระแสรายวันกับวันที่มีการจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองและออกหนังสือรับรองการชำระหนี้ มีระยะเวลาห่างกันถึง 6 เดือน จึงไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งเมื่อมีการจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่ดินทั้งสองแปลงในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2541 ในวันเดียวกันกลับปรากฏว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงกับโจทก์อีก หากหนี้สินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับการชำระหนี้เรียบร้อยแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงเป็นประกันอีก และเมื่อโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่เคยโต้แย้งว่าหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีการชำระเรียบร้อยแล้ว จากพยานหลักฐานดังกล่าวน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นการที่โจทก์ออกหนังสือรับรองการชำระหนี้เพื่อให้สามารถดำเนินการจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่แยกเป็นรายแปลง เพื่อจะดำเนินการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงรวมกัน ดังที่พยานโจทก์เบิกความ จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีอยู่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 95
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์
โจทก์ — สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทชัยเจริญ ไรซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมศักดิ์ เรืองลาภขจรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11191/2557
#571534
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีเพียง ท. ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทผู้เอาประกันภัยมาเบิกความเกี่ยวกับการทำข้อตกลงสัญญาขนส่งระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าผู้เอาประกันภัยตกลงทำสัญญาขนส่งกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือทำสัญญาขนส่งกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือตกลงให้ร่วมกันขนส่งอย่างใดแน่ ทั้งตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงให้เห็นว่า ผู้รับมอบหมายให้จัดการขนส่งทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่ง แต่จำเลยที่ 2 จ้างจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการขนส่งและใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ระบุให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่งก็เพื่อให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ในการรับสินค้าตามใบรับขนของทางอากาศที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออก ทั้งรายงานการสำรวจความเสียหายก็ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้เอาประกันภัยในการดำเนินพิธีศุลกากร เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันใช้ชื่อเหมือนกัน แต่ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและต่างประกอบการขนส่งในแต่ละประเทศต่างหากจากกัน เมื่อตามพฤติการณ์จะต้องขนส่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีนอันเป็นที่ตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ก็มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับขนส่งเพื่อให้ได้ประโยชน์จากค่าระวางเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้จำเลยที่ 1 ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยร่วมขนส่งแต่อย่างใด พยานหลักฐานต่าง ๆ ล้วนมีเหตุผลแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาขนส่งกับผู้ขายที่เป็นผู้ส่งสินค้านั้นเอง โดยมีจำเลยที่ 1 บริษัทในเครือกันเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 เฉพาะเพียงการรับสินค้าเพื่อส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยที่ปลายทางในประเทศไทยและช่วยเรียกเก็บค่าระวางจากผู้เอาประกันภัยแทนจำเลยที่ 2 เพื่อส่งไปให้จำเลยที่ 2 เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 รวมทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนในประเทศไทยที่เข้าทำสัญญาขนส่งแทนจำเลยที่ 2 ตัวการในต่างประเทศแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 220,073.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,734.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 220,073.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยการขนส่งสินค้าทั้งทางทะเลและทางอากาศจากต่างประเทศให้แก่บริษัทโรม อิเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้เอาประกันภัย สัญญาประกันภัยดังกล่าวเป็นสัญญาประกันภัยแบบเปิด มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540 จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา เมื่อประมาณต้นเดือนเมษายน 2549 ผู้เอาประกันภัยได้สั่งซื้อสินค้าจำพวกส่วนประกอบอุปกรณ์สินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์Hybrid IC Type BP 5617-1 จำนวน 2,200 ชิ้น รวม 3 กล่องใหญ่ และ Type BP 5617-1 จำนวน 644 ชิ้น จำนวน 1 กล่องใหญ่ จากบริษัทโรม จำกัด สาขาสิงคโปร์ ผู้ขาย ตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคา FOB CHINA จำนวนเงิน11,943.80 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนเงิน 3,496.27 ดอลลาร์สหรัฐ กำหนดชำระค่าระวางการขนส่งที่ปลายทางในประเทศไทย ผู้เอาประกันภัยได้แจ้งการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ทราบแล้ว จำเลยที่ 2 อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบกิจการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศโดยมีบำเหน็จเป็นทางค้าตามปกติ จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ผู้ประกอบการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศให้ขนส่งสินค้ามายังประเทศไทย และจำเลยที่ 2 ได้ออกใบรับขนของทางอากาศเลขที่ YAS - 9004 1151 ให้แก่ผู้ส่งสินค้าและผู้เอาประกันภัยเพื่อเป็นหลักฐาน จำเลยที่ 3 ได้ขนส่งสินค้าจากท่าอากาศยานต้นทางเมืองด้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน มายังท่าอากาศยานปลายทางที่กรุงเทพมหานครแล้วโดยเที่ยวบินที่ NH 904 และ NH 915 สินค้าได้ขนส่งมาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2549 จำเลยที่ 4 ได้ขนย้ายสินค้าพิพาทเข้าเก็บในคลังสินค้าของจำเลยที่ 4 ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2549 ตัวแทนของผู้เอาประกันภัยได้ไปติดต่อเพื่อขอรับมอบสินค้าจากจำเลยที่ 4 ปรากฏว่าสินค้าได้รับความเสียหายโดยหีบห่อมีร่องรอยของการฉีกขาดในขณะที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 เจ้าหน้าที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 4 บันทึกความเสียหายดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานแล้วต่อมาเมื่อสินค้ามาถึงคลังสินค้าของผู้เอาประกันภัยปรากฏว่าสินค้า Hybrid IC900 ชิ้น ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง คิดเป็นค่าเสียหาย 207,334.57 บาทโจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายสมยศ พนักงานบริษัทโจทก์และนายทรรศ พนักงานคลังสินค้าบริษัทโรม อิเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ซื้อสินค้าที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ยื่นบันทึกถ้อยคำและเบิกความประกอบเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับขนกับผู้เอาประกันภัย โดยจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นบริษัทในเครือเดียวกันที่ประกอบการขนส่งร่วมกัน ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายสมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 1 ยื่นบันทึกถ้อยคำและเบิกความประกอบว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกัน ต่างคนต่างประกอบกิจการของตน เพียงแต่ช่วยเหลือประสานงานกันเป็นเครือข่ายเท่านั้น การขนส่งตามฟ้องนี้จำเลยที่ 1 ได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 2 ให้เป็นตัวแทนรับสินค้าจากผู้ขนส่งเพื่อส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โดยจำเลยที่ 1 รับจ้างผู้เอาประกันภัยดำเนินพิธีการศุลกากรด้วยเท่านั้นซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความพยานบุคคลของแต่ละฝ่ายแล้ว เห็นได้ว่า โจทก์มีเพียงนายทรรศปากเดียวที่เป็นพนักงานบริษัทผู้เอาประกันภัยมาเบิกความเกี่ยวกับการทำข้อตกลงสัญญาขนส่งระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลยที่ 1 แต่นายทรรศก็ยังไม่ยืนยันข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าผู้เอาประกันภัยตกลงทำสัญญาขนส่งกับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือทำสัญญาขนส่งกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือตกลงให้ร่วมกันขนส่งอย่างใดแน่ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับพยานเอกสารต่าง ๆ ปรากฏว่า ตามใบรับขนของทางอากาศ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานเองก็ได้ความว่า เป็นใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 2 ที่มีชื่อ DLC JDC AIRเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ในการออกใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้เพื่อขนส่งสินค้าตามฟ้องจากท่าอากาศยานเมืองด้าเหลียนมายังท่าอากาศยานกรุงเทพและระบุชื่อผู้ขายสินค้าเป็นผู้ส่ง ส่วนผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่ง อันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำสัญญารับขนส่งสินค้าครั้งนี้เพื่อนำสินค้ามาส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยที่เป็นผู้รับตราส่ง ทั้งในใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 2 นี้ยังระบุถึงการชำระค่าระวางในลักษณะเก็บค่าระวางปลายทาง (Freight Collect) ซึ่งก็ตรงกับที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าผู้ขายสินค้าให้ผู้เอาประกันภัยตกลงขายในราคา FOB ที่หมายถึง ผู้เอาประกันภัยซึ่งซื้อสินค้าต้องชำระค่าระวางเอง และสอดรับกับพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน จะต้องเรียกเก็บค่าระวางจากผู้เอาประกันภัยที่ท่าอากาศยานปลายทางในประเทศไทย ทั้งนี้ โดยเมื่อจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับขนสินค้าตามใบรับขนของทางอากาศ ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ว่าจ้างจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการขนส่งให้โดยเครื่องบินของจำเลยที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 3 ก็ออกใบรับขนของทางอากาศให้อีกฉบับหนึ่ง โดยระบุว่า DLC JDC AIR ซึ่งอยู่ที่เมืองด้าเหลียน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้ส่ง และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่ง และมีการชำระค่าระวางให้จำเลยที่ 3 แล้ว (FreightPrepaid) ทั้งนี้ โดยใบรับขนของทางอากาศฉบับนี้มี DLC JDC AIR เป็นตัวแทนจำเลยที่ 3 ในการออกใบรับขนของทางอากาศ ทั้งตามรายงานการสำรวจความเสียหายของสินค้า ก็ระบุเลขที่ใบรับขนของทางอากาศ 2 ฉบับ เลขที่ YAS - 90041151 เป็น House Airway Bill ที่ตรงกับเลขที่ใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 2 กับอีกฉบับหนึ่งเป็น Master Airway Bill ที่ตรงกับใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 โดยตามลำดับการออกใบรับขนของทางอากาศกับข้อความแสดงสถานะของบุคคลที่ระบุในใบรับขนของทางอากาศสองฉบับนี้ แสดงให้เห็นได้ว่า DLC JDC AIR เป็นผู้รับมอบหมายให้จัดการขนส่งในสาธารณรัฐประชาชนจีนให้แก่ผู้ขายสินค้าเพื่อส่งให้ผู้เอาประกันภัย และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งที่มีหน้าที่ตามสัญญาในอันต้องขนส่งมามอบให้แก่ผู้เอาประกันภัยในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะเรียกเก็บค่าระวางจากผู้เอาประกันภัยที่ปลายทางในประเทศไทย แต่จำเลยที่ 2 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการขนส่งโดยมีการออกเงินทดรองจ่ายค่าระวางให้จำเลยที่ 3 ไปก่อน ตามที่ระบุในใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ว่า ชำระค่าระวางแล้วดังกล่าวมาข้างต้นนั่นเอง และการที่ใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 3 ระบุให้จำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเป็นผู้รับตราส่งก็เพื่อให้จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งในการรับสินค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้เอาประกันภัยในฐานะที่ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้รับตราส่งตามใบรับขนของทางอากาศ ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกนั่นเอง นอกจากนี้ ตามรายงานการสำรวจความเสียหาย ยังระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนผู้เอาประกันภัยในการดำเนินพิธีการศุลกากรเพื่อนำสินค้าออกจากคลังสินค้าท่าอากาศยานกรุงเทพ ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 ในการรับสินค้าโดยทำพิธีการศุลกากรแทนผู้เอาประกันภัยผู้นำเข้าสินค้าอีกเช่นกัน ซึ่งก็เจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมาข้างต้น ยิ่งไปกว่านั้นตามใบเรียกเก็บเงินของจำเลยที่ 1 ที่แจ้งเรียกเก็บเงินจากผู้เอาประกันภัย ก็ระบุถึงเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าระวางเครื่องบิน ค่าใบปล่อยสินค้า ค่าเก็บสินค้าในคลังสินค้าค่าดำเนินพิธีการศุลกากร โดยใช้อักษร A กำกับและมีคำอธิบายว่า อักษร A หมายถึงAdvanced Payment ซึ่งเข้าใจได้ว่าเป็นเงินที่ทดรองจ่ายไปก่อน และตามใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่ผู้เอาประกันภัย ก็ระบุถึงจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากผู้เอาประกันภัยที่รวมทั้งค่าระวางในการขนส่งเที่ยวนี้ซึ่งเป็นค่าระวางที่เรียกเก็บปลายทาง ก็แสดงว่าจำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าระวางการขนส่งครั้งนี้จากผู้เอาประกันภัยตามใบรับขนของทางอากาศของจำเลยที่ 2 ที่ระบุว่าจะเรียกเก็บค่าระวางปลายทางโดยมีการออกเงินทดรองจ่ายค่าระวางให้แก่จำเลยที่ 3 ไว้ก่อนแล้วแต่จำเลยที่ 2 จะเรียกเอาเงินทดรองจ่ายนี้ที่ปลายทางซึ่งสอดคล้องกับการที่จำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บค่าระวางปลายทางตามที่จำเลยที่ 2 ออกทดรองจ่ายให้จำเลยที่ 3 ไปก่อนดังกล่าว แล้วจำเลยที่ 1 ต้องส่งเงินต่อไปให้จำเลยที่ 2 ต่อไปนั่นเอง และโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่แสดงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งหรือร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 โดยแม้จำเลยที่ 1 กับที่ 2 จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันใช้ชื่อเหมือนกัน แต่ก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกันและต่างประกอบการขนส่งในแต่ละประเทศต่างหากจากกัน เมื่อตามพฤติการณ์ที่จะต้องขนส่งจากสาธารณรัฐประชาชนจีนอันเป็นที่ตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ก็มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับขนส่งเพื่อให้ได้ประโยชน์จากค่าระวางเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้จำเลยที่ 1 ที่ประกอบกิจการในประเทศไทยร่วมขนส่งแต่อย่างใด จึงเห็นได้ว่าพยานหลักฐานต่าง ๆ ดังที่ได้วินิจฉัยมานั้นล้วนมีเหตุผลแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นคู่สัญญาขนส่งกับผู้ขายที่เป็นผู้ส่งสินค้านั้นเอง โดยมีจำเลยที่ 1 บริษัทในเครือกันเป็นตัวแทนจำเลยที่ 2 เฉพาะเพียงการรับสินค้าเพื่อส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัยที่ปลายทางในประเทศไทยและช่วยเรียกเก็บค่าระวางจากผู้เอาประกันภัยแทนจำเลยที่ 2 เพื่อส่งไปให้จำเลยที่ 2 เท่านั้น ย่อมฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 2 รวมทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ตัวแทนในประเทศไทยที่เข้าสัญญาขนส่งแทนจำเลยที่ 2 ตัวการในต่างประเทศแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง และพิพากษาให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โดยไม่สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องเสียด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 608 ม. 617 ม. 618
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
บริษัทยูเซ็น แอร์ แอนด์ ซี
จำเลย — เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายภมร สัตตภรณ์พิภพ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
นวลน้อย ผลทวี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11149/2557
#572072
เปิดฉบับเต็ม

การที่เนื้อที่ดินของโจทก์ถูกน้ำเซาะกลายสภาพเป็นคลอง แต่โจทก์ยังแสดงการหวงกันอยู่ โดยการปักเสาแสดงอาณาเขตไว้ไม่ประสงค์ให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ที่ดินใต้คลองในส่วนนั้นก็ยังถือเป็นที่ดินของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้ใดมาตักดินหรือทำลายแนวเขตที่ดินของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามเพิกถอนการคัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์ตามหนังสือ ที่ คค.0311.4 นบ/102 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 เรื่อง คัดค้านการรังวัด หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมเพิกถอนการคัดค้านดังกล่าว ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และให้จำเลยทั้งสามรับรองแนวเขตที่ดิน โฉนดเลขที่ 14936 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ตามรูปแผนที่รังวัดที่ทำไว้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2547 หากไม่ยอมรับรองก็ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าแนวเขตที่ดินของโจทก์มีอยู่ตามรูปแผนที่ดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการคัดค้านแนวเขตที่ดินของโจทก์ตามหนังสือ ที่ คค.03114 นบ/102 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 หากไม่ยอมเพิกถอนให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 14936 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน โดยมีแนวเขตที่ดินด้านทิศเหนือติดคลองท่าทราย แนวเขตที่ดินข้างที่ติดกับที่ดินของบุคคลอื่นเป็นแนวตรง เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2547 นายวีระ ได้ขุดลอกคลองท่าทรายด้านที่ติดกับที่ดินของโจทก์ตามที่ได้รับการว่าจ้างจากเทศบาลนครนนทบุรี วันที่ 9 มีนาคม 2547 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี กล่าวหานายวีระว่าขุดลอกคลองในบริเวณที่ดินของโจทก์ ทำให้เสาไม้และเสาปูนกันแนวที่ดินได้รับความเสียหาย ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และในวันเดียวกันโจทก์ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี ขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์โดยเจ้าพนักงานที่ดินนัดออกรังวัดในวันที่ 26 มีนาคม 2547 ตามคำขอสอบเขต เมื่อถึงวันนัด จำเลยที่ 1 และที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 มาชี้แนวเขตเจ้าหน้าที่รังวัดปักหลักเขตที่ดินของโจทก์ตามที่โจทก์นำชี้ แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยอมลงชื่อรับรองแนวเขตให้ คัดค้านว่าบริเวณที่โจทก์ชี้นั้น เป็นบริเวณคลองสาธารณะ ไม่ใช่ที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงขอให้ช่างรังวัดทำแผนที่พิพาท ตามบันทึกถ้อยคำ ซึ่งต่อมาช่างรังวัดดำเนินการรังวัดและทำแผนที่พิพาทตรงตามรูปที่ดินเดิมให้ ตามบันทึกข้อความ จากนั้นเจ้าพนักงานที่ดินได้มีหนังสือแจ้งการปักหลักเขตที่ดินใหม่ไปให้จำเลยที่ 1 ทราบ หัวหน้าสำนักงานการขนส่งทางน้ำสาขานนทบุรี มีหนังสือคัดค้านการรังวัดว่าหลักเขตที่ปักใหม่ล้ำออกไปจากแนวชายตลิ่งของคลองท่าทราย เป็นการรุกล้ำแนวเขตสาธารณประโยชน์ ขอคัดค้านการรังวัด หลังจากนั้น มีการนัดหมายรังวัดที่ดินของโจทก์อีก แต่ตกลงแนวเขตที่ดินไม่ได้ จึงเลื่อนการรังวัดออกไป

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิคัดค้านการรังวัดที่ดินโจทก์ของเจ้าพนักงานที่ดินหรือไม่ การที่เนื้อที่ดินของโจทก์ถูกน้ำเซาะกลายสภาพเป็นคลอง แต่โจทก์ยังแสดงการหวงกันอยู่ โดยการปักเสาแสดงอาณาเขตไว้ ที่ดินใต้คลองในส่วนนั้นก็ยังถือเป็นที่ดินของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้ใดมาตักดินหรือทำลายแนวเขตที่ดินของโจทก์ได้ การที่โจทก์นำชี้ให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินตามเนื้อที่ในโฉนดที่ดินที่โจทก์ยังยึดถือครอบครองอยู่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1304
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทนา กลิ่นอดุง
จำเลย — กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิศล พิรุณ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา