คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11148/2557
#581432
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่มีการยึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2553 โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์และสละสิทธิในการบังคับคดีเนื่องจากได้รับชำระหนี้จากฝ่ายจำเลยทั้งสามแล้ว ถือได้ว่ามีการบังคับคดีเสร็จสิ้นแล้ว เพราะการบังคับคดีเพื่อให้มีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ไม่ใช่มีเพียงการนำทรัพย์ที่ยึดมาขายทอดตลาดแต่อย่างเดียว ส่วนการโอนสำนวนการบังคับคดีไปไว้ในคดีล้มละลายก็เนื่องจากเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะสามารถจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้ ไม่ใช่ว่าเป็นกรณีการบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึด ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 295 (2) โจทก์ทั้งสามจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 6,686,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องวันที่ 6 กันยายน 2537 ต้องไม่เกิน 1,461,556 บาท แก่โจทก์ทั้งสามและให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามโดยกำหนดค่าขึ้นศาลให้ 175,000 บาท และค่าทนายความ 50,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสามชำระเงิน 10,000 บาท ตามฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และฎีการวม 80,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ทั้งสามขอหมายบังคับคดีแล้วต่อมาผู้แทนโจทก์ทั้งสามนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จังหวัดกาญจนบุรี ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้แล้ว วันที่ 4 และ 11 พฤษภาคม 2553 ผู้แทนโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยอ้างว่าได้รับชำระหนี้จากบุคคลภายนอกเป็นที่พอใจแล้วขอถอนการบังคับคดีและสละการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามทั้งสิ้น ส่วนจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ล.8590/2552 ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2552 ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทั้งสามชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีเป็นเงิน 365,201.46 บาท

โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องลงวันที่ 8 มิถุนายน 2554 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ทั้งสามเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า หลังจากมีการยึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ในเดือนพฤษภาคม 2553 โจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์และสละสิทธิในการบังคับคดี เนื่องจากได้รับชำระหนี้จากฝ่ายจำเลยทั้งสามแล้ว ถือได้ว่ามีการบังคับคดีเสร็จสิ้นแล้ว เพราะการบังคับคดีเพื่อให้มีการชำระหนี้ตามคำพิพากษาสามารถดำเนินการได้หลายวิธี ไม่ใช่มีเพียงการนำทรัพย์ที่ยึดมาขายทอดตลาดแต่อย่างเดียว ส่วนการโอนสำนวนการบังคับคดีไปไว้ในคดีล้มละลายก็เนื่องจากเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะสามารถจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายได้ ไม่ใช่ว่าเป็นกรณีการบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึด ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169 / 2 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 295 (2) โจทก์ทั้งสามจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 169/2 วรรคท้าย ม. 295 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิชัย วงศ์ธิติยากร กับพวก
จำเลย — นายศิริ โชติรัตนะนนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11108/2557
#571544
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวนว่า โจทก์กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารราชการหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. และใช้เอกสารราชการปลอม อันเป็นความผิดและมีโทษตาม ป.อ. มาตรา 172 173 174 วรรคสอง และ 181 (1) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมีกำหนดอายุความทางอาญา 10 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (3) โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งภายในกำหนด 10 ปี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญา ถือว่าความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จยังไม่เกิดขึ้น จึงต้องใช้อายุความละเมิดทั่วไปในทางแพ่ง 1 ปี โจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุแห่งการทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น ฟังไม่ขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น นำข้อความอันเป็นเท็จแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม และจำเลยได้กล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาว่าโจทก์กระทำผิดวินัย โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ มีผลกระทบถึงความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน โจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว แม้จำเลยจะถอนคำร้องทุกข์ และพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ ก็ไม่มีผลให้ความเสียหายของโจทก์ที่มีอยู่แล้วหมดสิ้นไปแต่อย่างใด จำเลยจึงคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,785,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,020,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 87,480 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันฟังได้ว่า เมื่อปี 2542 จำเลยเป็นข้าราชการตำรวจยศพันตำรวจเอกอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน วันที่ 10 เมษายน 2539 จำเลยกับพวกรวม 6 คน ยื่นฟ้องโจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลท่าข้าม เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2146/2539 ของศาลอาญาธนบุรี กล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์บุกรุกเข้าไปในสถานพยาบาลคลินิกสิริเวช ลักเงินจำนวน 30,000 บาท หน่วงเหนี่ยวกักขัง และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อมาศาลอาญาธนบุรีพิพากษายกฟ้อง เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 2421/2539 วันที่ 6 พฤษภาคม 2542 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนว่ามีการกระทำผิดอาญาเพื่อแกล้งให้บุคคลต้องรับโทษ และร่วมกันเบิกความเท็จ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 3679/2542 ของศาลอาญาธนบุรี ตามสำเนาคำฟ้อง ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 25 มิถุนายน 2542 ก่อนวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง 1 วัน คือวันที่ 24 มิถุนายน 2542 จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนให้ดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวก กล่าวหาว่าร่วมกันปลอมหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บางกอกอินฟินิตี้ แมนเนจเม้นท์ ที่ระบุว่าจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการคนที่ 1 ลงหุ้นด้วยเงินจำนวน 88,000,000 บาท และใช้เอกสารปลอม แล้วจำเลยนำสำเนารายงานประจำวันดังกล่าวไปร้องเรียนต่อผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ กล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดอาญา เป็นเหตุให้โจทก์ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัย จำเลยนำสำเนารายงานประจำวันไปใช้ถามค้านโจทก์ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีอาญาดังกล่าว หลังจากศาลอาญาธนบุรีไต่สวนมูลฟ้องเสร็จแล้ว วันที่ 30 กรกฎาคม 2542 จำเลยแจ้งพนักงานสอบสวนว่าเข้าใจผิดและขอถอนคำร้องทุกข์ตามสำเนาคำให้การ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์สั่งยุติการสอบสวนวินัย พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญา ถือว่าความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จยังไม่เกิดขึ้น จึงต้องใช้อายุความละเมิดทั่วไปในทางแพ่ง 1 ปี โจทก์ฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันที่รู้เหตุแห่งการทำละเมิดและรู้ตัวผู้กระทำละเมิด ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยแจ้งความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับคดีอาญาแก่พนักงานสอบสวนว่า โจทก์กับพวกร่วมกันปลอมเอกสารราชการหนังสือรับรองการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บางกอก อินฟินิตี้ แมนเนจเม้นท์ และใช้เอกสารราชการปลอม อันเป็นความผิดและมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 วรรคสอง และ 181 (1) ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมีกำหนดอายุความทางอาญา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (3) โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งภายในกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง เหตุเกิดวันที่ 24 มิถุนายน 2542 โจทก์ฟ้องวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ยังอยู่ในกำหนด 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า จำเลยต้อง รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ถอนคำร้องทุกข์ โจทก์ถูกปลดจากราชการ ไม่ปรากฏว่าจำเลยเผยแพร่ถึงขนาดให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น นำข้อความอันเป็นเท็จแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าได้มีการกระทำความผิดให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น และจำเลยได้กล่าวหาต่อผู้บังคับบัญชาว่าโจทก์กระทำผิดวินัย โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ มีผลกระทบถึงความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานโจทก์ได้รับความเสียหายแล้ว แม้จำเลยจะถอนคำร้องทุกข์ และพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องโจทก์ ก็ไม่มีผลให้ความเสียหายของโจทก์ที่มีอยู่แล้วหมดสิ้นไปแต่อย่างใด จำเลยจึงคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์และการกระทำของจำเลยที่ภายหลังได้ถอนคำร้องทุกข์มาประกอบการพิจารณา แล้วกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งหมดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 95 (3) ม. 172 ม. 173 ม. 174 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 448 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกประเชิญ เรืองฤทธิ์
จำเลย — นายสิริโรจนพ์ สิทธิชาญบัญชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจารุ จริยาวุฒิกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
ธีระพงศ์ จิระภาค
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11089/2557
#571559
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายแร่เหล็กระหว่างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อ ไม่ได้ระบุว่าแร่เหล็กที่จะขายให้โจทก์นั้นจะต้องนำมาจากที่ใด โดยกำหนดแต่เพียงคุณภาพ ขนาด ราคา การขนส่ง การตรวจสอบ ตลอดจนการชำระราคาเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.เหมืองแร่ ที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 ตลอดจนภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแสดงต่อโจทก์ แต่ตามหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำแร่เหล็กไปขาย เพียงแต่ให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนไปติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ในกิจการที่ระบุไว้เท่านั้น โจทก์ก็มีแร่เหล็กในที่ดินของโจทก์แต่ไม่มีประทานบัตรจึงนำออกมาไม่ได้ ต้องอาศัยประทานบัตรของบุคคลอื่นโดยต้องเสียค่าตอบแทน แสดงว่าโจทก์เองก็ทราบดีว่าการที่จำเลยที่ 1 นำประทานบัตรและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาแสดง ก็เพื่อยืนยันว่าจำเลยที่ 1 สามารถขนแร่เหล็กของจำเลยที่ 1 มาขายให้แก่โจทก์ได้ โดยอาศัยประทานบัตรดังกล่าว เช่นเดียวกับโจทก์ที่ต้องขนแร่เหล็กในส่วนของตนไปขายให้แก่ลูกค้าที่ประเทศจีนก็ใช้วิธีการเดียวกัน ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหาแร่เหล็กมาส่งให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ก็เป็นการผิดสัญญาเท่านั้น หาใช่เป็นการกระทำโดยทุจริตปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี จำเลยทั้งสองนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 4,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาซื้อขายแร่เหล็กระหว่างจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อ ตามเอกสารไม่ได้ระบุว่า แร่เหล็กที่จะขายให้โจทก์นั้นจะต้องนำมาจากที่ใด โดยกำหนดแต่เพียงคุณภาพ ขนาด ราคา การขนส่ง การตรวจสอบ ตลอดจนการชำระราคาเท่านั้น แม้จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยธรณีเหมืองแร่ ที่ให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ในกิจการทำเหมือง ซื้อแร่ ขายแร่ เก็บแร่ มีแร่ไว้ในครอบครอง ขนแร่ และแต่งแร่ รวมทั้งประทานบัตรของห้างกับหนังสือยินยอมให้ใช้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตลอดจนภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของนายสนิท ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแสดงต่อโจทก์ แต่ตามหนังสือมอบอำนาจไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 นำแร่เหล็กไปขาย เพียงแต่ให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนไปติดต่อกับพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ในกิจการที่ระบุไว้เท่านั้น ในข้อนี้ได้ความจากนายประวัติ พยานโจทก์ว่า โจทก์มีลูกค้าที่ประเทศจีนที่ต้องส่งมอบแร่เหล็กให้เดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 ตัน หากผิดสัญญาจะถูกปรับประมาณ 5,000,000 บาท โดยโจทก์ก็มีแร่เหล็กในที่ดินของโจทก์ แต่ไม่มีประทานบัตรจึงนำออกมาไม่ได้ ต้องอาศัยประทานบัตรของบุคคลอื่น โดยต้องเสียค่าตอบแทนเรียกว่าเช่าเสื้อและได้ความจากนายคมปภพ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า โจทก์เช่าเสื้อ คือประทานบัตรจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยธรณีเหมืองแร่ โดยผ่านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจเป็นเงิน 2,500,000 บาท แสดงว่าโจทก์เองก็ทราบดีว่า การที่จำเลยที่ 1 นำประทานบัตรและหนังสือมอบอำนาจมาแสดง ก็เพื่อยืนยันว่าจำเลยที่ 1 สามารถขนแร่เหล็กของจำเลยที่ 1 มาขายให้แก่โจทก์ได้ โดยอาศัยประทานบัตร เช่นเดียวกับโจทก์ที่ต้องขนแร่เหล็กในส่วนของตนไปขายให้แก่ลูกค้าที่ประเทศจีนก็ใช้วิธีการเดียวกัน ดังนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหาแร่เหล็กมาส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้ ก็เป็นการผิดสัญญาเท่านั้น หาใช่เป็นการกระทำโดยทุจริตปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท 5 พี อินโนเวชั่น จำกัด
จำเลย — บริษัททุ่งทอง ไมนิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงปทุมวัน — นางสาวกัณนิกา เรืองนิติวิทย์
ศาลอุทธรณ์ — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11076/2557
#572082
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ย. ขับรถที่โจทก์รับประกันภัยด้วยความเร็วสูงในขณะฝนตก โดยไม่ลดความเร็วลงทั้งที่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางลงเขาและโค้ง ทำให้รถแหกโค้งเหวี่ยงมาในช่องเดินรถและเฉี่ยวชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของ ย. และจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ค่าเสียหายจึงตกเป็นพับ โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องนั้น เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับของจำเลยทั้งสามแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 2,100 บาท โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอื่น เป็นการไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน 160,149.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 157,201.70 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์ชำระค่าซ่อมรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 81 - 2578 ชัยภูมิ เป็นเงิน 50,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้รถคันดังกล่าวเป็นเวลา 15 วัน คิดเป็นเงิน 90,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 78,600.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2548 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ จำนวน 2,100 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามฎีกาว่า นายยุทธนาขับรถด้วยความเร็วสูงในขณะที่มีฝนตก โดยไม่ลดความเร็วลง ทั้งที่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นทางลงเขาและเป็นทางโค้ง ทำให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นแหกโค้งเหวี่ยงเข้ามาในทางเดินรถของจำเลยที่ 1 และเฉี่ยวชนด้านข้างของรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับ เหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของนายยุทธนาและจำเลยที่ 1 ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ค่าเสียหายจึงตกเป็นพับ โจทก์ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับของจำเลยทั้งสามแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์จำนวน 2,100 บาท โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมอื่น เป็นการไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใด ก็เป็นหน้าที่ของศาลจะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 167
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายณรงค์ ธรรมา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเขียว — นายวัชระ ธีระเจตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปัญญา ถนอมรอด
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11013/2557
#579999
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้ โดยตัดฟันต้นงิ้วภายในเขตป่าประดางและป่าวังเจ้า อันเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และเลื่อยออกเป็นท่อนได้ไม้งิ้ว 105 ท่อน ปริมาตร 12.07 ลูกบาศก์เมตร แล้วร่วมกันใช้รถยนต์บรรทุกนำไม้ดังกล่าวออกจากป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า ต้นไม้งิ้วที่จำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันและเลื่อยออกเป็นท่อนนั้น เป็นไม้หวงห้ามอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานทำไม้ ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาด้วยและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกันทำไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 9, 14 31, 35 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 11, 73, 74, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง), 31 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ อันเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 วางโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบไม้งิ้วของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้ โดยตัดฟันต้นงิ้วภายในเขตป่าประดางและป่าวังเจ้า อันเป็นป่าสงวนแห่งชาติ และเลื่อยออกเป็นท่อนได้ไม้งิ้ว 105 ท่อน ปริมาตร 12.07 ลูกบาศก์เมตร แล้วร่วมกันใช้รถยนต์บรรทุกนำไม้ดังกล่าวออกจากป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานและไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า ต้นไม้งิ้วที่จำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันและเลื่อยออกเป็นท่อนนั้น เป็นไม้หวงห้ามอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานทำไม้ ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ดังนั้น ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่บรรยายข้อเท็จจริงขาดองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุบทมาตราที่ขอให้ลงโทษมาด้วยและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานร่วมกันทำไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11, 73 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่จำเลยคงมีความผิดฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคสอง (2) ด้วยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ต้นไม้งิ้วที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำไม้จะไม่ใช่ไม้หวงห้าม แต่ต้นไม้งิ้วที่จำเลยกับพวกร่วมกันตัดฟันและเลื่อยออกเป็นท่อนมีจำนวนมากถึง 105 ท่อน ปริมาตร 12.07 ลูกบาศก์เมตร แล้วร่วมกันใช้รถยนต์บรรทุกนำไม้ดังกล่าวออกจากป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นการทำลายป่าไม้ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศและเป็นการทำลายความสมดุลทางธรรมชาติ จึงเป็นเรื่องร้ายแรงที่สมควรจำคุกเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ริบไม้งิ้วของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 11 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นายสิทธิชัย ศรีไชยหรือศรีชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายเฉลิมเดช เพิ่มความเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
พันวะสา บัวทอง
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10974/2557
#572036
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่มีการกรอกข้อความขึ้นทั้งฉบับ โดย ท. ไม่ได้ยินยอมด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับด้วยวิธีการใดหรือปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยหลอกลวงให้ ท. ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้ว่า จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของ ท. ขึ้นทั้งฉบับ ไม่มีทางที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจฟ้องเป็นสองนัยอันจะพึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจจึงไม่ขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำความผิด จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 268, 269

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลอมเอกสาร จึงให้ลงโทษฐานปลอมเอกสาร แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นได้ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่มีการกรอกข้อความขึ้นทั้งฉบับโดยนางสาวทองหล่อไม่ได้ยินยอมด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 จะปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นทั้งฉบับด้วยวิธีการใดหรือปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยหลอกลวงให้นางสาวทองหล่อลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ทั้งเมื่ออ่านฟ้องโจทก์ทั้งสองดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 ย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของนางสาวทองหล่อขึ้นทั้งฉบับ ไม่มีทางที่จำเลยที่ 1 จะเข้าใจฟ้องเป็นสองนัยอันจะพึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลงข้อต่อสู้แต่ประการใด ฟ้องโจทก์ทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจจึงไม่ขัดแย้งกันในข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการกระทำความผิด จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารชอบด้วยกฎหมายดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมจึงชอบด้วยกฎหมายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 264 ม. 268 ม. 269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเฉลิม สุขานันท์ กับพวก
จำเลย — นายบุญฉัตร สุขานันท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายนัฐวุฒิ มหาเจริญสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิเทพ ถิระวัฒน์
พิศล พิรุณ
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10935/2557
#571992
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้เสียหายมิได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 แต่เป็นกรณีที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดคืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหายเพียงเท่าจำนวนที่ผู้เสียหายเสียไปเท่านั้น ค่าเสียหายอย่างอื่นหรือดอกเบี้ยไม่อาจเรียกคืนแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 580,000 บาท แก่ผู้เสียหายซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินที่ผู้เสียหายเสียไปนั้น จึงขัดต่อมาตรา 43 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 264, 266, 268, 341 ริบโฉนดที่ดินปลอมของกลาง กับให้จำเลยคืนเงิน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 341 สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการและฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ และใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) แต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมกับความผิดฐานฉ้อโกง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ริบโฉนดที่ดินปลอมของกลาง กับให้จำเลยคืนเงิน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 580,000 บาท แก่ผู้เสียหายตามบันทึกข้อตกลงฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งมีเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับดุลพินิจในการรอการลงโทษ ซึ่งไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง คดีนี้ผู้เสียหายมิได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 แต่เป็นกรณีที่พนักงานอัยการขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย อันเป็นการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดคืน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจพนักงานอัยการสามารถเรียกทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหายเพียงเท่าจำนวนที่ผู้เสียหายเสียไปเท่านั้น ค่าเสียหายอย่างอื่นหรือดอกเบี้ยไม่อาจเรียกคืนแทนผู้เสียหายได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 580,000 บาท แก่ผู้เสียหายซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินที่ผู้เสียหายเสียไปนั้น จึงขัดต่อมาตรา 43 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 400,000 บาท แก่ผู้เสียหายนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
จำเลย — นางวิไลวรรณ มินสุไลมาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายอภิสิทธิ์ มีเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายกฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
ชื่อองค์คณะ
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
อภิรัตน์ ลัดพลี
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10927/2557
#572074
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์เพิ่มเติมจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เสียเกินมา และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งสอง 4,800 บาท เพราะเห็นว่าจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทำนองว่าค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินเพียง 240,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงินเพียง 360,000 บาท นั้น แม้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีข้อความว่า จำเลยที่ 1 เห็นว่าค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เดือนละ 5,000 บาท สูงเกินส่วน ที่เหมาะสมควรจะเป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองมีคำขอท้ายอุทธรณ์ว่าขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงมิได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงิน 600,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์จำนวนดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 2 ใหม่ก็เป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2554) กับให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 260,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 4,800 บาท ที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์เป็นมารดาของนายวินัย จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหกล้อ หมายเลขทะเบียน 82 - 3903 ชลบุรี ไปตามถนนทางเข้าช่องแสมสารซึ่งแบ่งช่องเดินรถให้รถแล่นสวนทางกัน เมื่อถึงทางแยกเขาหัวแดง จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาเข้าทางแยกตัดหน้ารถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับสวนทางมาอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ทำให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7087/2554 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและชำระเงิน 100,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อบรรเทาความเสียหาย โจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการปลงศพยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ประกอบกิจการขายน้ำ จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกหกล้อคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างเพื่อส่งน้ำให้แก่ลูกค้า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความ ซึ่งภาระการพิสูจน์ในส่วนนี้ตกแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธว่า จำเลยทั้งสองมิได้เป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการขายน้ำเอง จำเลยที่ 2 ให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 เป็นน้องชาย ดังนั้น สัญญารับสภาพหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่จำเลยที่ 2 ยอมชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่โรงพยาบาล และชำระไปบางส่วนแล้วจำนวน 30,000 บาท จึงยังมิใช่พยานหลักฐานที่จะรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างและกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะเพียงใด โจทก์นำสืบว่า วันเกิดเหตุมีบริษัทเรียกผู้ตายเข้าทำงาน แต่ผู้ตายมาเสียชีวิตเสียก่อน และก่อนตายผู้ตายให้ค่าอุปการะโจทก์เดือนละ 5,000 บาท เห็นว่า โจทก์เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ผู้ตายช่วยโจทก์และบิดาขายไก่ทอดซึ่งมีอยู่ 2 ร้าน มีรายได้รวมประมาณเดือน 40,000 บาท ถึง 50,000 บาท กิจการขายไก่ทอดจึงเป็นกิจการที่ร่วมกันค้าขาย 3 คน เมื่อนำรายได้มาถัวเฉลี่ยเป็นรายได้ของแต่ละคนแล้วจะมีรายได้คนละประมาณเดือนละ 13,000 บาท หากผู้ตายเก็บไว้ใช้จ่ายเองสองส่วนก็จะมีเงินให้เป็นค่าอุปการะแก่โจทก์หนึ่งส่วน จึงเห็นควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินเดือนละ 4,000 บาท รวม 10 ปี คิดเป็นค่าอุปการะ 480,000 บาท ส่วนการชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท ในคดีอาญาไปก่อนหน้านั้น แม้จะเป็นการชำระไว้ในคดีอาญาก็ตาม แต่ถือว่าเป็นการชำระค่าเสียหายในส่วนแพ่ง จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักจากค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์จะได้รับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์เพิ่มเติมจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา โดยขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามฟ้อง ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงเป็นเงินที่พิพาทกันเพียง 340,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เสียเกินมา และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งสอง 4,800 บาท เพราะเห็นว่า จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทำนองว่า ค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงินเพียง 240,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงิน 360,000 บาท นั้น แม้ในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีข้อความว่า จำเลยที่ 1 เห็นว่า ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เดือนละ 5,000 บาท สูงเกินส่วน ที่เหมาะสมควรจะเป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท แต่จำเลยทั้งสองมีคำขอท้ายอุทธรณ์ว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงมิได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ได้พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเงิน 600,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ นอกจากนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 2 ใหม่ เป็นการไม่ชอบเช่นเดียวกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 4,800 บาท ที่เสียเกินมาแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 5,200 บาท ที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 161 ม. 224 ม. 246 ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโสน มีเนตรขำ
จำเลย — นายโชคชัย ศิริคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นางสาวศัสยมน ศิริวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10926/2557
#572073
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจะเริ่มขุดท่อระบายน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ได้ส่งหนังสือในงานราชการของกรุงเทพมหานครพร้อมแบบแปลน ให้หน่วยงานสาธารณูปโภคทราบ แสดงว่าเอกสารเป็นสำเนาหนังสือราชการ ซึ่งต้นฉบับถูกส่งให้แก่หน่วยงานสาธารณูปโภคแล้ว จำเลยสามารถหาสำเนามาส่งศาลเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น ซึ่งจำเลยระบุไว้ในบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 30 เมษายน 2555 และได้นำมาถามค้าน ส. พยานโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้คัดค้านการยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมและการอ้างส่งเอกสารศาลจึงรับฟังเอกสารเป็นพยานหลักฐานในสำนวนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,786,075.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,665,285.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยขุดเจาะถนนบริเวณซอยราชวิถี 2 ถนนราชวิถี แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้สายเคเบิลขนาด 1,500 คู่สาย สายเคเบิลขนาด 3,000 คู่สาย และอุปกรณ์หัวต่อของโจทก์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ต้องห้ามรับฟังหรือไม่ เห็นว่า ฝ่ายจำเลยมีนายศิวพล ข้าราชการตำแหน่งวิศวกรผู้ควบคุมงานของสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เบิกความว่า เมื่อจะเริ่มขุดท่อระบายน้ำได้ส่งหนังสือตามสำเนาหนังสือพร้อมแบบแปลน ให้หน่วยงานสาธารณูปโภคทราบ แสดงว่าเป็นสำเนาหนังสือราชการ ซึ่งต้นฉบับถูกส่งให้แก่หน่วยงานสาธารณูปโภคแล้ว จำเลยสามารถหาสำเนามาส่งศาลเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น ซึ่งจำเลยระบุไว้ในบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 30 เมษายน 2555 และได้นำมาถามค้านนายสิทธิโชค พยานโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้คัดค้านการยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมและการอ้างส่งเอกสาร ศาลจึงรับฟังเอกสาร เป็นพยานหลักฐานในสำนวนได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 125
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท ก.ส. 54 จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุภิชัย สิริชัยรังสรรค์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10924/2557
#572065
เปิดฉบับเต็ม

นิติกรรมอำพรางตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง เป็นเรื่องคู่กรณีแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม นิติกรรมหนึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาโดยไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับตามกฎหมาย ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งอำพรางปกปิดไว้โดยคู่กรณีประสงค์จะให้นิติกรรมที่อำพรางปกปิดไว้นั้นใช้บังคับระหว่างกันเองได้ ในเรื่องของนิติกรรมอำพรางจึงต้องมีสองนิติกรรม แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์ตกลงทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงนิติกรรมเดียวคือสัญญาร่วมทุน จึงมิใช่เรื่องนิติกรรมอำพราง ส่วนการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาร่วมทุนแต่เนื้อหาของสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องเช่าทรัพย์ เป็นเรื่องที่ศาลต้องปรับข้อกฎหมายให้เข้ากับเนื้อหาของสัญญา หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ชื่อสัญญาจะไม่ตรงกับเนื้อหาที่แท้จริงของสัญญา ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อหาของสัญญาได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแล้วมิได้วินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารออกจากอาคารเลขที่ 190 หมู่ที่ 10 ถนนเลียบชายหาดพัทยาใต้ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 901,546 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระค่าเสียหายอัตราเดือนละ 123,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารของโจทก์กับชดใช้ค่าปรับแก่โจทก์อัตราวันละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารของโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 901,546 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 22 มกราคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินและอาคารเลขที่ 190 หมู่ที่ 10 ถนนเลียบชายหาดพัทยาใต้ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จากนางสาวธีรจิต เพื่อประกอบกิจการบาร์หรือภัตตาคาร มีกำหนดเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2553 ตามหนังสือสัญญาเช่าที่ดินและอาคาร ต่อมาวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 โจทก์ได้นำที่ดินบางส่วนของชั้นล่างอาคารดังกล่าวไปทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำกิจการสถานบันเทิงมีกำหนดระยะเวลา 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงชำระเงินกินเปล่าปีละ 500,000 บาท ค่าเช่ารายเดือน เดือนละ 123,000 บาท และชำระค่าไฟฟ้า น้ำประปา ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน ตามสัญญาร่วมทุน หลังครบกำหนดสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางสาวธีรจิตแล้ว นางสาวธีรจิตได้นำอาคารดังกล่าวให้บริษัทวอล์คกิ้ง สตรีท พลาซ่า (ไทยแลนด์) จำกัด เช่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สัญญาร่วมทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติกรรมอำพรางการทำสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าพื้นที่อาคารหรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง เป็นเรื่องคู่กรณีแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม นิติกรรมหนึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาโดยไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับตามกฎหมาย ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งอำพรางปกปิดไว้โดยคู่กรณีประสงค์จะให้นิติกรรมที่อำพรางปกปิดไว้นั้นใช้บังคับระหว่างกันเองได้ ในเรื่องของนิติกรรมอำพรางจึงต้องมีสองนิติกรรม แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ โจทก์ตกลงทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงนิติกรรมเดียวคือสัญญาร่วมทุน ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่า โจทก์หลีกเลี่ยงมิให้นางสาวธีรจิตผู้ให้เช่าอาคารทราบเรื่องเพราะสัญญาเช่าอาคารระหว่างโจทก์กับนางสาวธีรจิตมีข้อห้ามมิให้นำไปให้เช่าช่วง โจทก์จึงให้ทำสัญญาร่วมทุน แต่เนื้อหาของสัญญาเป็นสัญญาเช่านั้น เห็นว่า แม้สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับนางสาวธีรจิต จะมีข้อความระบุมิให้โจทก์นำทรัพย์สินที่เช่าออกให้เช่าช่วง แต่ยังมีข้อยกเว้นว่า อาจนำออกให้เช่าช่วงได้โดยได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน ซึ่งโจทก์นำสืบว่านางสาวธีรจิตผู้ให้เช่าอาคารได้อนุญาตให้เช่าช่วงได้ตามหนังสือและอาคารดังกล่าวยังมีบุคคลอื่นที่เช่าช่วงจากโจทก์ได้ ตามสัญญาเช่าสถานที่และกิจการ ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบสถานที่เช่าคืนแก่นางสาวธีรจิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังได้แจ้งแก่นางสาวธีรจิตว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้เช่าช่วงอาคารจากโจทก์ ตามบันทึกส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าช่วง จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องหลีกเลี่ยงมิให้นางสาวธีรจิตทราบเรื่องการเช่าช่วงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า สัญญาร่วมทุนทำขึ้นเพื่ออำพรางการเช่าพื้นที่อาคารนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาร่วมทุนแต่เนื้อหาของสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องเช่าทรัพย์ เป็นเรื่องที่ศาลต้องปรับข้อกฎหมายให้เข้ากับเนื้อหาของสัญญา หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย แม้ชื่อสัญญาจะไม่ตรงกับเนื้อหาที่แท้จริงของสัญญา ศาลก็ชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ตามเนื้อหาของสัญญาได้ มิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแล้วมิได้วินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป แต่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ เช่นนี้ โจทก์ชอบที่จะเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นเงิน 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้นอกจากที่สั่งคืนแล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ตาราง 1
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซูซาน แอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด
จำเลย — นายริคเคมบาส มาร์เทล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายจารุชัย สุขพันธุ์ถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ธีระพงศ์ จิระภาค
พิทักษ์ คงจันทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10895/2557
#562697
เปิดฉบับเต็ม

สาเหตุที่มีการสมัครใจทำร้ายซึ่งกันและกันในเหตุการณ์ตอนแรก สืบเนื่องมาจาก ม. กับพวกเมาสุรามาก ก่อกวนลูกค้าโต๊ะอื่นในร้าน จนฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่หน้าร้านเข้าไปพา ม. มาพูดคุยที่บริเวณหน้าร้าน เกิดการโต้เถียงและทำร้ายกัน การทำร้ายก็มีแต่การชกต่อยและใช้ไม้กระบองหรือวัตถุอื่นตีซึ่งไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ต่างฝ่ายต่างไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนาฆ่าแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่มีการทำร้ายกันในเหตุกาณ์ตอนหลัง ก็มีแต่จำเลยที่ 1 ผู้เดียวต่อย ช. 1 ที กับตีเข่า 1 ที เท่านั้น จำเลยที่ 2 ส. ป. และ ร. ก็ดี จ. และ ม. ก็ดี ไม่ได้ร่วมหรือถูกทำร้ายร่างกายด้วย ซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ต่อยและตีเข่า ช. ก็เห็นได้ว่าไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนาฆ่าแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองพกอาวุธปืนอยู่คนละกระบอกแต่ก็ไม่เคยชักอาวุธปืนออกมาก่อน ช่วงที่ ม. แอบไปเอาอาวุธปืนจากรถกระบะ จำเลยทั้งสองกับพวกไม่รู้เห็นจึงไม่ได้ระวังตัวว่าจะถูก ม. ยิง พฤติการณ์เช่นนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่อาจคาดหมายได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองกับพวกทำร้ายร่างกายฝ่าย ม. จะมีผลถึงกับ ม. ต้องใช้อาวุธปืนยิง ย่อมถือไม่ได้ว่าการที่ ม. ใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมอ้างเหตุป้องกันกรณีที่จำเลยทั้งสองยิง ม. ได้ ทั้งก่อนที่จำเลยทั้งสองยิง ม. ม. จ่อยิงศีรษะ ส. ล้มทั้งยืน ยิง ร. ล้มลงกับพื้นยิง ป. ล้มลง ซึ่ง ป. ยืนอยู่ทิศทางเดียวกับจำเลยที่ 1 และ ช. กระสุนปืนไม่ถูกจำเลยที่ 1 แต่ถูก ช. พวกของ ม. สลบไป จำเลยทั้งสองจึงยิง ม. ทั้งปรากฏว่าขณะจำเลยทั้งสองยิง ม. อาวุธปืนที่ ม. ใช้ยิงยังมีกระสุนปืนอยู่ทั้งในแม็กกาซีน 2 นัด และในลำกล้อง 1 นัด กระสุนในลำกล้องจะขัดลำกล้องหรือไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของจำเลยทั้งสอง เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเห็นว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ยิงก็อาจถูก ม. ยิงเอาได้ จำเลยทั้งสองจำต้องยิงเพื่อป้องกันให้พ้นจากการถูก ม. ยิง และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงทั้งพอสมควรแก่เหตุ การที่จำเลยทั้งสองยิง ม. เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นวางโทษประหารชีวิต ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตวางโทษจำคุกคนละ 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกรรมแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกคนละ 20 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ20 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพถึงแก่ความตายเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้หากจะฟังว่าเหตุการณ์ตอนหลังยังไม่ขาดตอนจากเหตุการณ์ตอนแรกก็ตาม แต่ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่จำเลยทั้งสองกับพวกทำร้ายร่างกายนายมานพกับพวก เป็นที่คาดหมายได้หรือไม่ว่าจะเป็นเหตุให้นายมานพถึงกับต้องใช้อาวุธปืนยิงฝ่ายจำเลย ถ้าเป็นที่คาดหมายได้ก็ต้องถือว่าการที่นายมานพใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยเอง จะอ้างว่าการที่จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงนายมานพเป็นการป้องกันไม่ได้ แต่ถ้าไม่เป็นที่คาดหมายได้ว่าการทำร้ายร่างกายที่ฝ่ายจำเลยได้ก่อขึ้นจะมีผลถึงกับนายมานพต้องใช้อาวุธปืนยิง ก็ย่อมถือไม่ได้ว่าการที่นายมานพใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมอ้างเหตุป้องกันกรณีจำเลยทั้งสองยิงนายมานพได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุคดีนี้ เห็นได้ชัดว่าสาเหตุที่มีการสมัครใจทำร้ายซึ่งกันและกันในเหตุการณ์ตอนแรก ก็สืบเนื่องมาจากนายมานพกับพวกเมาสุรามาก นายมานพก่อกวนลูกค้าโต๊ะอื่นในร้าน จนฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่หน้าร้านเข้าไปพานายมานพมาพูดคุยที่บริเวณหน้าร้าน เกิดการโต้เถียงและทำร้ายกัน การทำร้ายก็มีแต่การชกต่อยและใช้ไม้กระบองหรือวัตถุอื่นตีซึ่งไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ ต่างฝ่ายต่างไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนาฆ่าแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่มีการทำร้ายกันในเหตุกาณ์ตอนหลัง ก็มีแต่จำเลยที่ 1 ผู้เดียวต่อยนายเชษพงษ์ 1 ที กับตีเข่า 1 ที เท่านั้น จำเลยที่ 2 นายสุรศักดิ์ นายปัฐญาและนายสุรเชษฐ์ก็ดี นายจีระศักดิ์และนายมานพก็ดี ไม่ได้ร่วมหรือถูกทำร้ายร่างกายด้วยซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ต่อยและตีเข่านายเชษพงษ์ก็เห็นได้ว่าไม่มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายและมิได้มีเจตนาฆ่าแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองพกอาวุธปืนอยู่คนละกระบอกแต่ก็ไม่เคยชักอาวุธปืนออกมาก่อน นายมานพใช้อาวุธปืนยิง ช่วงที่นายมานพแอบไปเอาอาวุธปืนจากรถกระบะ จำเลยทั้งสองกับพวกไม่รู้เห็นจึงไม่ได้ระวังตัวว่าจะถูกนายมานพยิง พฤติการณ์เช่นนี้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่อาจคาดหมายได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองกับพวกทำร้ายร่างกายฝ่ายนายมานพจะมีผลถึงกับนายมานพต้องใช้อาวุธปืนยิง ย่อมถือไม่ได้ว่าการที่นายมานพใช้อาวุธปืนยิงเป็นผลจากการทำร้ายร่างกายของฝ่ายจำเลยโดยผิดกฎหมาย จำเลยทั้งสองย่อมอ้างเหตุป้องกันกรณีที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพได้ ทั้งก่อนที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพ นายมานพจ่อยิงศีรษะนายสุรศักดิ์ล้มทั้งยืน ยิงนายสุรเชษฐ์ล้มลงกับพื้นยิงนายปัฐญาล้มลง ซึ่งนายปัฐญายืนอยู่ทิศทางเดียวกับจำเลยที่ 1 และนายเชษพงษ์กระสุนปืนไม่ถูกจำเลยที่ 1 แต่ถูกนายเชษพงษ์พวกของนายมานพสลบไป จำเลยทั้งสองจึงยิงนายมานพ ทั้งปรากฏว่าขณะจำเลยทั้งสองยิงนายมานพอาวุธปืนที่นายมานพใช้ยิงยังมีกระสุนปืนอยู่ทั้งในแม็กกาซีน 2 นัด และในลำกล้อง 1 นัด กระสุนในลำกล้องจะขัดลำกล้องหรือไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของจำเลยทั้งสอง เป็นพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองเห็นว่าหากจำเลยทั้งสองไม่ยิงก็อาจถูกนายมานพยิงเอาได้ จำเลยทั้งสองจำต้องยิงเพื่อป้องกันให้พ้นจากการถูกนายมานพยิง และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงทั้งพอสมควรแก่เหตุ การที่จำเลยทั้งสองยิงนายมานพเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น จำเลยทั้งสองจึงยังคงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเพียงฐานเดียวซึ่งศาลชั้นต้นจำคุกคนละ 6 เดือนเท่านั้น ซึ่งโทษจำคุก 6 เดือน ที่จำเลยทั้งสองจะได้รับเป็นโทษที่ไม่สูงนัก ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้รับโทษจำคุกมาก่อนคดีนี้ เมื่อได้คำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติอาชีพรับราชการทหาร สภาพความผิด และหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาก็ถูกขังอยู่ตลอดมาซึ่งเชื่อว่าเข็ดหลาบมากแล้ว เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองโดยรอการลงโทษไว้สักครั้ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้รอการลงโทษจำคุกไว้คนละ 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาฉบับนี้ให้จำเลยทั้งสองฟัง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบเอกพลากรหรือต่อ ชาติรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสันทัศน์ นิภาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10879 -ที่ 10880/2557
#581429
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ ย่อมเป็นการทำละเมิดโจทก์ด้วยกันทุกคน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารทั้งหมดให้ออกไปจากที่ดินได้ ไม่ว่าจะฟ้องรวมมาในคดีเดียวกันหรือแยกฟ้องเป็นรายบุคคล โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 สำนวนหลัง ซึ่งเป็นจำเลยคนละคนกับสำนวนแรกจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ประเด็นในคดีก่อนตามคำพิพากษาศาลฎีกามีว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้ โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคำฟ้องเกี่ยวกับเรื่องละเมิด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ประเด็นแห่งคดีจึงแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ ให้เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ และห้ามจำเลยทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ในที่ดินพิพาทอีกต่อไป หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนอาคารตึกแถวและบ้านไม้สองชั้นรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นทุกประเภทที่สร้างอยู่บนที่ดินพิพาทออกไป โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเพียงผู้เดียว หากเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทตามแผนที่พิพาท ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองสำนวนรวม 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางศรุดา ทายาทของจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว โจทก์แถลงรับว่าผู้ร้องเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จริง จึงอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์สำนวนหลังเป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์สำนวนแรกหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงบริวารของจำเลยที่ 1 ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี คำพิพากษาย่อมผูกพันไปยังวงศ์ญาติและบริวารของจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในเรื่องเดียวกันกับที่ฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองและบริวารอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์โดยไม่มีสิทธิอันจะอ้างได้ ย่อมเป็นการทำละเมิดโจทก์ด้วยกันทุกคน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารทั้งหมดให้ออกไปจากที่ดินได้ ไม่ว่าจะฟ้องรวมมาในคดีเดียวกันหรือแยกฟ้องเป็นรายบุคคล กฎหมายหาได้จำกัดสิทธิในการฟ้องคดีว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ได้เพียงคนเดียวเท่านั้นไม่ เพราะคำพิพากษาให้ขับไล่ที่ใช้บังคับได้ตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่ 1 ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (1) บัญญัติไว้นั้น เป็นเพียงข้อยกเว้น โดยไม่ถือว่าเป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันจะต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ทั้งหากโจทก์ไม่ฟ้องจำเลยที่ 2 เสียในชั้นนี้ ยังอาจเป็นการเปิดช่องให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาในชั้นบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 สำนวนหลัง ซึ่งเป็นจำเลยคนละคนกับสำนวนแรกจึงไม่เป็นฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่ศาลจะวินิจฉัยให้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้าม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า ประเด็นในคดีก่อนตามคำพิพากษาศาลฎีกา มีว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ขับไล่จำเลยทั้งสองเป็นคำฟ้องเกี่ยวกับเรื่องละเมิด ซึ่งมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ประเด็นแห่งคดีจึงแตกต่างกัน ถือไม่ได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกันไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 144 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดธรรมเผด็จ
จำเลย — นายเหม ทิพย์รัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายชนะกิจ ศิริสาธิตกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประยูร ณ ระนอง
อำนาจ พวงชมภู
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10864/2557
#575242
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปบริเวณรูทวารหนักและใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม แต่การกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติให้หมายความถึงการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ฉะนั้นการกระทำของจำเลยไม่ว่าจะกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม ก็เป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว อีกทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านบอลที่เล่นอยู่ไปที่บริเวณลูกกรงเหล็กที่กั้นสำหรับกันคนตก แล้วจึงใช้นิ้วแหย่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเพียงเพื่อหาสถานที่ปลอดคนที่จะล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายที่ 1 ได้โดยสะดวกและไม่มีใครรู้เห็นมากกว่าที่จะมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้ปกครอง และการกระทำของจำเลยก็ยังอยู่ในบริเวณสวนสนุกนั้นเอง ทั้งใช้เวลาไม่นาน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 วรรคสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กหญิงไม่ยินยอม จำคุก 12 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวมจำคุก 22 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดที่กระทำในวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาคำเบิกความและคำให้การของผู้เสียหายทั้งสองด้วยความระมัดระวังแล้ว พยานโจทก์ยังรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุและใช้นิ้วมือชุบเจลหรือแอลกอฮอล์แหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ในช่วงที่ผู้เสียหายที่ 1 เล่นอยู่ในสวนสนุกตามลำพัง อันเป็นการกระทำชำเราต่อเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กไม่ยินยอมเพื่อสนองความใคร่ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 อายุเพียง 6 ปีเศษ หากจำเลยใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายแล้วจะทำให้อวัยวะเพศของเสียหายที่ 1 ฉีกขาด แม้ผู้เสียหายที่ 1 จะไปพบแพทย์หลังเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ก็น่าจะมีร่องรอยของการฉีกขาดอยู่บ้างนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปในรูทวารหนักและใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 มิใช่ใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และทางนำสืบพยานโจทก์ก็ไม่มีผู้ใดเบิกความเช่นนั้น คงปรากฏจากรายงานการตรวจร่างกายของผู้เสียหายที่ 1 ว่า แคมใหญ่และแคมเล็กของผู้เสียหายที่ 1 มีอาการอักเสบแดง สอดคล้องกับคำฟ้องของโจทก์และรับฟังได้เพียงว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ตามที่วินิจฉัยแล้วางต้น เหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ในการยกฟ้องจึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามฟ้องและทางนำสืบ และเห็นว่าข้อแตกต่างในคำเบิกความและคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ยังไม่ถึงขนาดเป็นข้อพิรุธที่ทำให้พยานปากนี้รับฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้เสียเลย นอกจากนี้แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้นิ้วมือแหย่เข้าไปบริเวณรูทวารหนักและใช้อวัยวะเพศของจำเลยถูไถบริเวณอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม แต่การกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง บัญญัติให้หมายความถึงการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ฉะนั้นการกระทำของจำเลยไม่ว่าจะกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้เสียหายที่ 1 ก็ตาม ก็เป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว อีกทั้งจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 แต่สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้น โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านบอลที่เล่นอยู่ไปที่บริเวณลูกกรงเหล็กที่กั้นสำหรับกันคนตก แล้วจึงใช้นิ้วแหย่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 เห็นว่า จำเลยเพียงเพื่อหาสถานที่ปลอดคนที่จะล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายที่ 1 ได้โดยสะดวกและไม่มีใครรู้เห็นมากกว่าที่จะมีเจตนาพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปจากผู้ปกครอง และการกระทำของจำเลยก็ยังอยู่ในบริเวณสวนสนุกนั้นเอง ทั้งใช้เวลาไม่นาน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม จำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 277 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายชัยญาหรือฟ้า อินทร์โพสา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายสิระพงษ์ จิระอิทธิศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10840/2557
#580041
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าผู้กล่าวใส่ความมุ่งหมายให้คำกล่าวใส่ความสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้ถูกใส่ความคนใด นั้น จะพิจารณาแต่เพียงถ้อยคำพูดเฉพาะส่วนใด แยกเป็นส่วนๆ ไม่ได้ หากแต่ต้องพิจารณาภาพรวมที่ผู้ใส่ความกล่าวถึงทั้งหมดรวมกัน อีกทั้งยังอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่และเวลาโอกาสรวมทั้งประเด็นปัญหาและเป้าหมายที่ผู้กล่าวใส่ความต้องการสื่อถึงผู้รับฟังคำพูดนั้นประกอบกันด้วย ซึ่งเมื่อนำข้อพิจารณาเช่นว่านี้มาวินิจฉัยประกอบคำพูดอภิปรายของจำเลยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดแล้วมีข้อความโดยรวมบ่งชี้ชัดแจ้งว่าจำเลยมุ่งหมายใส่ความพาดพิงถึงบริษัทโจทก์ซึ่ง ณ. ภริยาของ ส. ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทด้วยผู้หนึ่ง และบริษัทโจทก์ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพราะ ส. ผลักดันให้มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทโจทก์นั่นเอง คำกล่าวอภิปรายของจำเลยเช่นนี้ได้ความชัดเจนเพียงพอที่ทำให้ผู้ฟังคำอภิปรายเข้าใจได้ว่าบริษัทที่จำเลยยกตัวอย่างว่าได้รับประโยชน์จากการที่ ส. ผลักดันให้มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตยกเว้นภาษีสรรพสามิต คือ บริษัทโจทก์นั่นเอง หาอาจเข้าใจว่าเป็นบริษัทอื่นนอกจากบริษัทโจทก์ไม่โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และให้จำเลยลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวัน ได้แก่ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์แนวหน้า หนังสือพิมพ์สยามรัฐ หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ หนังสือพิมพ์บ้านเมือง หนังสือพิมพ์เนชั่นแชนแนล หนังสือพิมพ์เสรีรายวัน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 วัน ขนาดเต็มหน้า โดยให้ลงพิมพ์โฆษณาในหน้าที่เกี่ยวกับธุรกิจการตลาดของหนังสือพิมพ์ในแต่ละฉบับด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น และให้จำเลยลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้แก่หนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจรายสัปดาห์ เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ ขนาดเต็มหน้า โดยให้ลงพิมพ์โฆษณาในหน้าที่เกี่ยวกับธุรกิจการตลาดของหนังสือพิมพ์ในแต่ละฉบับ ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 วางโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาซึ่งจำเลยมิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นฟังได้เป็นยุติว่า นายแพทย์สุรพงษ์ และนางปราณี เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท จังหวัดปทุมธานี หมายเลขทะเบียนที่ (2) 435/2537 มีนางปราณีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และมีชื่อของนายแพทย์สุรพงษ์เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนและสำเนาบัญชีรายชื่อหุ้น ในช่วงเกิดเหตุนายแพทย์สุรพงษ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2546 ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลรวมทั้งนายแพทย์สุรพงษ์ด้วย ซึ่งนายแพทย์สุรพงษ์ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำเลยได้กล่าวถ้อยคำอภิปรายด้วยข้อความตามสำเนารายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 21 ครั้งที่ 28 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ซึ่งคณะกรรมาธิการตรวจแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 และสภาผู้แทนราษฎรรับรองในคราวประชุม ครั้งที่ 8/2547 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 ในการอภิปรายจำเลยได้กล่าวถ้อยคำถึงการโฆษณาของโจทก์ที่ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 เมษายน 2546 นอกจากสภาผู้แทนราษฎรจะถ่ายภาพและบันทึกเสียงการอภิปรายไว้ ยังมีการถ่ายทอดแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์ช่อง 11 และแพร่เสียงทางวิทยุทั่วประเทศด้วย หลังจากการอภิปราย วันรุ่งขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ ได้ลงพิมพ์ข่าว หลังเกิดเหตุนางปราณีได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้พูดระบุชื่อบริษัทโจทก์และมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าใครเป็นกรรมการผู้จัดการ นางปราณีเองก็ประกอบธุรกิจหลายบริษัท อีกทั้งการที่จำเลยพูดว่า ชื่อบังเอิญไปเหมือนหรือเปล่าไม่รู้กับผู้ที่แสดงบัญชีทรัพย์สินร่วมกับท่านที่มีทรัพย์สิน 139 ล้านบาท จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าต้องเป็นนางปราณีคู่สมรสของนายแพทย์สุรพงษ์เท่านั้น อาจจะเป็นบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหรือบุคคลอื่นที่มีทรัพย์สินร่วมกับนายแพทย์สุรพงษ์ก็ได้ นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าผู้กล่าวใส่ความมุ่งหมายให้คำกล่าวใส่ความสร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้ถูกใส่ความคนใด นั้น จะพิจารณาแต่เพียงถ้อยคำพูดเฉพาะส่วนใด แยกเป็นส่วน ๆ ไม่ได้ หากแต่ต้องพิจารณาภาพรวมที่ผู้ใส่ความกล่าวถึงทั้งหมดรวมกัน อีกทั้งยังอาจต้องพิจารณาถึงสถานที่และเวลาโอกาสรวมทั้งประเด็นปัญหาและเป้าหมายที่ผู้กล่าวใส่ความต้องการสื่อถึงผู้รับฟังคำพูดนั้นประกอบกันด้วย ซึ่งเมื่อนำข้อพิจารณาเช่นว่านี้มาวินิจฉัยประกอบคำพูดอภิปรายของจำเลยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดแล้วมีข้อความโดยรวมบ่งชี้ชัดแจ้งว่าจำเลยมุ่งหมายใส่ความพาดพิงถึงบริษัทโจทก์ซึ่งมีนางปราณีภริยาของนายแพทย์สุรพงษ์ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทด้วยผู้หนึ่ง และบริษัทโจทก์ได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เพราะนายแพทย์สุรพงษ์ผลักดันให้มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทโจทก์นั่นเอง คำกล่าวอภิปรายของจำเลยเช่นนี้ได้ความชัดเจนเพียงพอที่ทำให้ผู้ฟังคำอภิปรายเข้าใจได้ว่าบริษัทที่จำเลยยกตัวอย่างว่าได้รับประโยชน์จากการที่นายแพทย์สุรพงษ์ผลักดันให้มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตยกเว้นภาษีสรรพสามิต คือ บริษัทโจทก์ นั่นเอง หาอาจเข้าใจว่าเป็นบริษัทอื่นนอกจากบริษัทโจทก์ไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นประเด็นวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า คำกล่าวอภิปรายของจำเลยเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่ ตามคำกล่าวอภิปรายของจำเลยที่พาดพิงถึงโจทก์นั้น จำเลยพูดอภิปรายไว้ตอนหนึ่งว่า "...ผมก็สงสัย ท่านประธานครับ ถามกรมสรรพสามิต ทำไมอาบ อบ นวด มีความจำเป็นอย่างไร แยกเป็น 2 ประเภท ผมไม่เข้าใจ อาบ อบ นวด คือ อาบ อบ นวด เขาบอกว่าแยกเป็น 2 ประเภท ครับ แยกเป็น 2 ประเภท ถามว่าแยกเป็น 2 ประเภทอย่างไร เขาบอก อาบ อบ นวด ประเภทหนึ่งที่มีตู้ มีอ่างอาบน้ำ อยู่ในห้องพร้อมกับห้องนวด แล้วก็มีรูปหรือสื่อ เพื่อให้ลูกค้านั้นสามารถใช้บริการเลือกผู้ให้บริการได้ ประเภทนี้เค้าบอกว่าเก็บภาษีสรรพาสามิต แต่อีกประเภทหนึ่งซึ่งผมสงสัยที่เขาบอกว่าเขายกเว้นภาษีครับ เขาบอกว่าอันนี้เพื่อสุขภาพหรือเพื่อความสวยงาม... ผมเป็นคนที่ไม่ได้เที่ยว อาบ อบ นวด ท่านประธานครับ ผมไม่ทราบว่าอัตราเดี๋ยวนี้เขาเท่าไหร่ ถามจากคนหนุ่ม ๆ เขาบอกว่า 1,000, 2,000, 3,000 แล้วแต่สถานที่..." และกล่าวอภิปรายอีกตอนหนึ่งกล่าวหานายแพทย์สุรพงษ์ออกกฎหมายหมกเม็ดเอื้อประโยชน์แก่บริษัทโจทก์ซึ่งเป็นพวกพ้องว่า "...เม็ดแรกที่หมกไว้นะครับ... ก็คือว่าทะเบียนบริษัทเลขที่ 435/2537 เป็นบริษัทซึ่งจดทะเบียนขึ้นมา รายละเอียดวัตถุประสงค์นั้นมีทั้งหมด 25 ข้อบังคับ ข้อที่ 22 ประกอบกิจการสถานบริการอาบ อบ นวด แต่ข้อที่ 24, 25 นั้น เกี่ยวกับการค้ายา ยารักษาโรค เครื่องสำอาง เครื่องใช้เสริมความงามครับ งั้นตรงนี้ผมเรียนท่านประธานว่า ตรงนี้ก็เข้าข่ายยกเว้นภาษี..." ตามคำอภิปรายของจำเลยดังกล่าวสรุปความว่า กิจการอาบ อบ นวด มีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกมีตู้ มีอ่างอาบน้ำอยู่ภายในห้องพร้อมกับห้องนวด และมีรูปหรือสื่อเพื่อให้ลูกค้านั้นสามารถใช้บริการเลือกผู้ให้บริการได้ ประเภทนี้ต้องเสียภาษีสรรพาสามิต ส่วนอีกประเภทหนึ่งเป็นการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัวและนวดในสถานบริการเสริมความงามหรือเพื่อสุขภาพกลับได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต และจำเลยยังได้พูดอภิปรายทำนองประชดประชันอีกว่า "...แต่ปรากฏว่าพวกที่เพื่อสุขภาพหรือเสริมความงามนั้น เก็บเท่าไหร่รู้ไหมครับ โฆษณาในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 9 16,000 บาท ครับ สูตรหนึ่ง 16,000 บาท ครับ และก็มี 20,000 กว่าบาท ก็มี..." คำอภิปรายของจำเลยในส่วนนี้ทั้งหมดดังกล่าว เมื่อพิจารณาประกอบเนื้อหาสาระโดยรวมที่จำเลยอภิปรายกล่าวหาว่านายแพทย์สุรพงษ์ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งในคณะรัฐมนตรีที่พิจารณาอนุมัติให้ออกประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทโจทก์ซึ่งมีนางปราณีภริยาของนายแพทย์สุรพงษ์เป็นกรรมการผู้จัดการ ย่อมสื่อความหมายแห่งคำอภิปรายของจำเลยว่า บริษัทโจทก์ประกอบกิจการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัวและนวดในสถานบริการเสริมความงามเพื่อสุขภาพ ซึ่งอยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต คำอภิปรายของจำเลยหาได้ใส่ความว่าบริษัทโจทก์ประกอบกิจการอาบ อบ นวด ชนิดที่มีตู้ มีอ่างอาบน้ำอยู่ในห้องพร้อมกับห้องนวด และมีรูปหรือสื่อเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโดยเลือกผู้ให้บริการได้ ซึ่งเป็นประเภทที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตไม่ ดังนั้น แม้คำอภิปรายของจำเลยในกิจการประเภทหลังจำเลยจะพูดสื่อความหมายในทางเสื่อมเสียว่า เป็นกิจการให้บริการอาบ อบ นวด ที่มีอุปกรณ์ครบภายในห้องนวด และมีรูปภาพหรือสื่อเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโดยเลือกหญิงผู้ให้บริการนวดหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "หมอนวด" ได้ ซึ่งสอบถามจากหนุ่ม ๆ แล้วมีอัตราค่าบริการ 1,000, 2,000 หรือ 3,000 บาท แล้วแต่สถานที่ อันเป็นการพูดอภิปรายในทำนองว่าเป็นกิจการที่เสื่อมเสียในลักษณะอาจเป็นสถานการค้าประเวณีให้แก่หนุ่ม ๆ ก็ตาม แต่เมื่อคำอภิปรายของจำเลยได้พูดบ่งชี้ชัดเจนว่า กิจการให้บริการอาบน้ำหรืออบตัวและนวดของบริษัทโจทก์เป็นกิจการที่อยู่ในสถานบริการเสริมความงามหรือเพื่อสุขภาพที่นายแพทย์สุรพงษ์กับคณะรัฐมนตรีได้ร่วมกันออกกฎหมายหมกเม็ดเอื้อประโยชน์ต่อโจทก์ให้เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 68) ย่อมเป็นที่เห็นได้อยู่ในตัวว่าจำเลยมิได้ใส่ความว่าบริษัทโจทก์ประกอบกิจการอาบ อบ นวด ชนิดที่ เสื่อมเสีย ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนซึ่งไม่เข้าข่ายได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตตามประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องและตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง เมื่อผลแห่งการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ได้ว่าคำกล่าวอภิปรายของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้อง คดีจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ฎีกาต่อสู้อีกว่าคำอภิปรายของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เป็นความชอบธรรมที่จำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะพึงทำหน้าที่ติชมด้วยความเป็นธรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์จากการเก็บภาษีของรัฐและเป็นการป้องกันมิให้รัฐเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อันจะเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 อีกแต่อย่างใด เพราะแม้รับวินิจฉัยให้ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบอดี้เชพ จำกัด
จำเลย — นายจุติ ไกรฤกษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิกรม วรการ
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10839/2557
#571569
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไปให้ข่าวและหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวแพร่หลายทั่วจังหวัดลำปางว่า จำเลยซื้อสลากเลขท้าย 3 ตัวตรงหมายเลข 966 ประจำงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 แล้วถูกรางวัล โจทก์ร่วมไม่ยอมจ่ายเงินรางวัลให้แก่จำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง ถือเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง และการที่จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ จำเลยย่อมทราบดีว่าผู้รับข้อความคือผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน อาจนำเสนอข่าวสารที่ได้รับมาเผยแพร่ต่อบุคคลทั่วไป ทั้งข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกเงินรางวัลแต่ไม่ได้รับเงินรางวัลอันเป็นความหวังของบุคคลทั่วไปที่ซื้อสลาก ซึ่งมีลักษณะเป็นเรื่องที่สนใจของประชาชน ถือว่าจำเลยมีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่าผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ต้องนำข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามที่จำเลยให้สัมภาษณ์ เมื่อหนังสือพิมพ์นำข้อความที่ให้สัมภาษณ์ไปลงพิมพ์โฆษณาสมตามเจตนาของจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตาม ป.อ. มาตรา 328

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 326, 328, 332

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางพัชรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 328 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม จึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วม

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้แทนจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว จำเลยนำสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว งวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ชุดที่ 32 เลขที่ 284300 ถึง 284326 ชนิดราคา 100 บาท และชุดที่ 52 เลขที่ 812700 ถึง 812734 และ 812736 ถึง 812769 ชนิดราคา 20 บาท รวมทั้งหมด 96 ฉบับ ระบุตัวเลข 966 ในช่องเลขท้าย 3 ตัว ซึ่งเป็นเลขท้าย 3 ตัวตรงรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่งรัฐบาล ไปยื่นต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อขอรับเงินรางวัล และสลากพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ที่โจทก์ร่วมรับจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าและในการที่โจทก์ร่วมรับสลากมาจากสำนักงานสลากมีหลักปฏิบัติว่า ผู้เป็นตัวแทนจำหน่ายจะมีรหัสตัวแทนจำหน่ายและในการซื้อสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ตัวแทนจำหน่ายจะโอนเงินให้สำนักงานสลากภายในวันที่ 3 และ 18 ของเดือน หลังจากนั้นสำนักงานสลากจะส่งสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ไปทางไปรษณีย์ เมื่อแสดงบัตรผู้แทนจำหน่ายจึงรับสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ไปจำหน่ายได้และเมื่อจำหน่ายสลาก จะนำข้อมูลต้นขั้วสลากที่จำหน่ายไปทั้งหมดลงในแผ่นดิสก์ส่งไปยังไปรษณีย์ ไปรษณีย์จะส่งข้อมูลในแผ่นดิสก์ไปยังสำนักงานสลากก่อน 3 นาฬิกาของวันออกสลาก เมื่อสลากออกรางวัลแล้วผู้แทนจำหน่ายและสำนักงานสลากจะตรวจสอบข้อมูลว่ามีสลากชนิดใดถูกรางวัล หากข้อมูลตรงกัน ก็จะจ่ายเงินให้ผู้ซื้อไป โดยจะวินิจฉัยเสียก่อนว่าสลากพิพาทเป็นสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ที่โจทก์ร่วมได้จำหน่ายให้แก่นายจำเริญหรือไม่ เห็นว่า นายจำเริญเป็นลูกค้าประจำของโจทก์ร่วมที่ซื้อสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว จากโจทก์ร่วมเป็นยอดเงินจำนวนมากครั้งละ 10,000 บาท ถึง 50,000 บาท และเป็นลูกค้าประจำรายเดียวที่ซื้อสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว จากโจทก์ร่วมทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อนวันออกสลาก 1 วัน ย่อมเป็นจุดสนใจให้โจทก์ร่วมจำได้ว่าผู้ที่ซื้อสลากพิพาทจากโจทก์ร่วมคือ นายจำเริญ นอกจากนี้โจทก์ร่วมยังได้ทำบันทึกลูกค้าประจำที่ซื้อสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ยกเล่มลงในสมุดคุมการขายสลาก ซึ่งปรากฏมีรายชื่อของลูกค้าที่ซื้อสลากยกเล่มว่า เถิน, จำเริญ และโจทก์ร่วมยังมีตารางแสดงจำนวนสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ที่โจทก์ร่วมขายให้แก่นายจำเริญ ซึ่งได้ระบุเลขที่เล่มและเลขที่สลากที่นายจำเริญซื้อชัดเจน ถึงแม้จะเป็นเอกสารของโจทก์ร่วม แต่ก็เป็นการที่โจทก์ร่วมจัดทำเอกสารขึ้นตามปกติเพื่อใช้ในการควบคุมการขายสลากแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ที่ร้านของโจทก์ร่วมจึงไม่มีข้อพิรุธว่า เป็นเอกสารที่โจทก์ร่วมทำขึ้นไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อปรักปรำจำเลย จึงนำเอกสารดังกล่าวมารับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมได้ เมื่อจำเลยไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงฟังได้ว่านายจำเริญซื้อสลากพิพาทจากโจทก์ร่วมจริง

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่หนังสือพิมพ์ดังกล่าวไปลงข่าวว่า จำเลยซื้อสลากถูกรางวัลแล้วถูกโจทก์ร่วมโกง 2,000,000 บาท ทั้งยังมีภาพจำเลยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ดังกล่าวด้วย ซึ่งตามคำเบิกความของจำเลยก็ยอมรับว่า หลังจากจำเลยไม่ได้เงินจากโจทก์ร่วม มีผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าวมาสอบถามจำเลย จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวไป ดังนี้ การที่จำเลยไปให้ข่าวและหนังสือพิมพ์ดังกล่าวได้ลงข่าวแพร่หลายทั่วจังหวัดลำปางว่า จำเลยซื้อสลากเลขท้าย 3 ตัวตรงหมายเลข 966 ประจำงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 แล้วถูกรางวัล โจทก์ร่วมไม่ยอมจ่ายเงินรางวัลให้แก่จำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง ถือเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังและการที่จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ จำเลยย่อมทราบดีว่าผู้รับข้อความคือ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน อาจนำเสนอข่าวสารที่ได้รับมาเผยแพร่ต่อบุคคลทั่วไป หาใช่การให้สัมภาษณ์ต่อบุคคลทั่ว ๆ ไปไม่ ทั้งข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการถูกเงินรางวัลแต่ไม่ได้รับเงินรางวัลอันเป็นความหวังของบุคคลทั่วไปที่ซื้อสลาก ซึ่งมีลักษณะเป็นเรื่องที่สนใจของประชาชน ถือว่าจำเลยมีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่าผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ต้องนำข้อความที่จำเลยให้สัมภาษณ์ไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามที่จำเลยให้สัมภาษณ์ เมื่อหนังสือพิมพ์นำข้อความที่ให้สัมภาษณ์ไปลงพิมพ์โฆษณาสมตามเจตนาของจำเลยแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 และมาตรา 328 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 2 ปี ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำคุก 2 เดือน รวมจำคุกจำเลย 2 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 328
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
โจทก์ร่วม — นางพัชรี วิชัยอริยุทธ
จำเลย — นายชื่น ขวัญเมฆ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายชำนาญ อินทะศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอนุสรณ์ ศรีเมนต์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10786/2557
#572097
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับและลงลายมือชื่อโจทก์ปลอมในช่องผู้มอบอำนาจ แล้วนำไปใช้หรืออ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 83, 264 วรรคแรก, 268 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ มิได้ร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับและลงลายมือชื่อโจทก์ปลอมในช่องผู้มอบอำนาจดังฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 ไม่ได้ เพราะนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264 วรรคแรก, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับและลงลายมือชื่อโจทก์ปลอมในช่องผู้มอบอำนาจ แล้วนำไปใช้หรืออ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264 วรรคแรก, 268 โดยมิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ แล้วนำไปใช้หรืออ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดินอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสองและมาตรา 83 ดังนี้แม้ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร และความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรกกับวรรคสองเป็นการปลอมเอกสารเหมือนกันดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมเป็นความผิดที่สืบเนื่องมาจากการกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารตามที่โจทก์กล่าวในฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ มิได้ร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจปลอมขึ้นทั้งฉบับและลงลายมือชื่อโจทก์ปลอมในช่องผู้มอบอำนาจดังฟ้อง เช่นนี้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 ไม่ได้ เพราะนอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 83 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 264 ม. 268 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุชีรา สุขประดิษฐ์
จำเลย — นายธัญ โสภณดิษย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวสุธินี สมณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายณรงค์ ประจุมาศ
ชื่อองค์คณะ
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10778/2557
#575232
เปิดฉบับเต็ม

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช. ที่โจทก์ได้รับมีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วย ในเดือนที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญของบริษัท ช. ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 16.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นทางให้ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญนี้ได้รับประโยชน์แล้ว ใบสำคัญแสดงสิทธินี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นหลักทรัพย์ที่บุคคลนำมาซื้อขายได้โดยตรง และไม่มีข้อจำกัดการโอน ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่โจทก์ได้รับจึงอาจคำนวณได้เป็นเงิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ 244,092.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนตั้งแต่วันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันที่โจทก์ได้รับคืนภาษีให้แก่โจทก์ และเพิกถอนหนังสือที่ กค 0818.02/(กว) 21608 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2550 และหนังสือที่ กค 0717 (กม)/4904 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้ชวนเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท 262,400,649 หน่วย โดยจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท 209,900,649 หน่วย และจัดสรรให้แก่พนักงานของบริษัทรวมถึงโจทก์ด้วย 52,500,000 หน่วย โดยไม่คิดมูลค่าและไม่มีการจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญมีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาท ต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ คือ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 ไม่มีข้อจำกัดการโอน ตามหนังสือชี้ชวน วันที่ 5 เมษายน 2547 โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ 76,600 หน่วย ตามใบจองซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) คำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย และเรียกเก็บจากโจทก์ โดยใช้ราคาเฉลี่ยของหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิคือเดือนเมษายน 2547 ซึ่งมีมูลค่า 16.63 บาท ต่อหุ้น หักด้วยราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหุ้น เป็นเงิน 12.13 บาทต่อหน่วย คำนวณเป็นเงินได้ 929,158 บาท และภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 288,668 บาท ตามสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต่อมามีการจดทะเบียนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2547 โจทก์ขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ประจำปีภาษี 2547 โดยระบุว่ามีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) และ 40 (2) รวมเงินได้ 1,782,239.71 บาท เมื่อคำนวณหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนและเงินภาษีหัก ณ ที่จ่าย แล้วโจทก์ขอคืนเงินภาษีที่ชำระไว้เกิน 46,526.79 บาท วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรตามแบบ ค.10 ขอคืนภาษีของปีภาษี 2547 จำนวน 244,092.67 บาท โดยอ้างว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากใบสำคัญสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ 929,158 บาท ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้ไม่ถูกต้อง สำนักงานสรรพากรพื้นที่นครราชสีมาของจำเลยมีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรแก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ หากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญมีมูลค่าในขณะที่ได้รับ ถือว่าผู้ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นซึ่งเป็นพนักงานบริษัทได้รับเงินได้พึงประเมินจะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา วันที่ 25 ธันวาคม 2550 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งยืนยันไม่คืนเงินภาษีอากรให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายความว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน..." คดีนี้โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) มีรายละเอียดเงื่อนไขว่า มีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาท ต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ คือ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 และไม่มีข้อจำกัดการโอน ดังนี้ แม้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้จะมีสถานะเป็นหลักฐานแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท โดยไม่คำนึงว่าหุ้นสามัญนั้นจะมีราคาสูงกว่านี้หรือไม่ ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้ได้รับประโยชน์ในภายหน้าตามที่โจทก์อ้างก็ตาม แต่ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญนี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็นหลักทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ในส่วนที่บัญญัติความหมายของคำว่า "หลักทรัพย์" ตาม (7) หมายความถึง "ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น" ด้วย ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญในสถานะที่เป็นหลักทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่บุคคลนำมาซื้อขายกันได้โดยตรงต่างหากจากการใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญ และเมื่อซื้อขายกันได้ก็ย่อมจะต้องคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย จึงมิใช่เป็นแต่เพียงสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับมาในอนาคต กรณีจึงเห็นได้ว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญที่โจทก์ได้รับจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นทรัพย์สินที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินได้แล้ว โดยไม่จำต้องรอให้มีการใช้สิทธิซื้อหุ้นของบริษัทเสียก่อนแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่จะคิดเป็นเงินได้จำนวนเท่าใดเป็นอีกปัญหาหนึ่งต่างหาก มิใช่ว่าเมื่อไม่ปรากฏราคาซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญกันในวันที่โจทก์ได้รับแล้วจะถือว่าคิดคำนวณเป็นเงินไม่ได้ดังที่โจทก์อ้าง ดังนั้น การที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย เนื่องจากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ถือว่าโจทก์ได้รับไว้แล้วตั้งแต่ก่อนที่จะนำใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวออกขายในตลาดหลักทรัพย์ ย่อมไม่ใช่เงินได้ที่เป็นผลประโยชน์จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคมชาญ ดีเสมอ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
กรองเกียรติ คมสัน
นิพันธ์ ช่วยสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10775/2557
#572083
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 อ้างเหตุผลในคำฟ้องว่า การเข้าตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยไม่ชอบ การที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้ขาดให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในแต่ละปี โดยคำนวณจากค่าเช่าช่วงและผลประโยชน์อย่างอื่นที่ผู้เช่าช่วงต้องชำระ แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับนั้นไม่ถูกต้อง จำเลยเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินมากเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่เรียกเก็บเกินไปคืนแก่โจทก์ที่ 1 ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ไม่พอใจคำชี้ขาด เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควรตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์ที่ 1 ต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด การที่โจทก์ที่ 1 มิได้นำเรื่องคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน จึงเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเช่า โจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่เนื่องจากทรัพย์สินที่พิพาทเป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1 ผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ให้โจทก์ที่ 1 เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสูงเกินสมควร เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปี โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกับโจทก์ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2545 ถึง 2550 และคำชี้ขาดให้จำเลยคืนเงินจำนวน 69,379,205.72 บาท แก่โจทก์ที่ 1

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยไม่อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นเจ้าของอาคารรวมถึงสิ่งปลูกสร้างในโครงการจตุจักรพลาซ่า ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โจทก์ที่ 1 ให้โจทก์ที่ 2 เข้าดำเนินการหาผลประโยชน์มีระยะเวลาเช่า 10 ปี โดยโจทก์ที่ 2 มีหน้าที่ตามสัญญาต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับอาคารและสิ่งปลูกสร้างแทนโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) สำหรับทรัพย์สินดังกล่าวประจำปีภาษี 2545 ถึง 2550 ทุกปี ต่อมาจำเลยแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประจำปีภาษี 2545 โดยกำหนดค่ารายปี 65,586,479.95 บาท (หักลด 28,108,490.54 บาท) ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 3,513,561.32 บาท ประจำปีภาษี 2546 ถึง 2550 ค่ารายปีปีละ 112,433,962.20 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 14,054,245.28 บาท โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำชี้ขาดสำหรับประจำปีภาษี 2545 โดยกำหนดค่ารายปี 27,209,018.25 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 3,401,127.28 บาท ประจำปีภาษี 2546 ถึง 2548 กำหนดค่ารายปีปีละ 108,836,073 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 13,604,509.13 บาท ประจำปีภาษี 2549 และ 2550 กำหนดค่ารายปีปีละ 112,433,962.20 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินปีละ 14,054,254.28 บาท โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามคำชี้ขาดแล้ว

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในข้อนี้ว่า การประเมินเพื่อกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยตลอดจนคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่า จำเลยประเมินค่ารายปีเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินสมควร โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้รับประเมินผู้ใดไม่พอใจในคำชี้ขาดจะนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่า การประเมินนั้นไม่ถูกก็ได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดและวรรคท้าย บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจในคำชี้ขาดตามวรรคหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้น มีจำนวนที่สูงเกินสมควร ให้รัฐวิสาหกิจนั้นนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 30 ในการนี้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจให้ลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามที่เห็นสมควรมติของคณะรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 การที่โจทก์ที่ 1 ไม่พอใจคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ชี้ขาดให้โจทก์ที่ 1 ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษีพิพาท เนื่องจากโจทก์ที่ 1 เห็นว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยมีจำนวนสูงมากเกินความเป็นจริงจากที่โจทก์ที่ 1 ได้รับจริงจากการให้เช่าอาคารและสิ่งปลูกสร้างโครงการจตุจักรพลาซ่า โดยโจทก์ที่ 1 ขอเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามจำนวนเงินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่ระบุไว้ในแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แม้โจทก์ที่ 1 อ้างเหตุผลในคำฟ้องว่า การเข้าทำการตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยไม่ได้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทั้งสองทราบล่วงหน้าก่อนเข้าทำการตรวจสอบและเป็นการตรวจสอบในปี 2549 ย้อนหลังไปถึงปี 2544 ซึ่งโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 การค้าขายยังไม่มากเหมือนในปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยเข้าไปตรวจสอบและห้องเช่าเพิ่งมีผู้เช่าเต็มในปี 2548 อีกทั้งการที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชี้ขาดให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินในแต่ละปีโดยคำนวณจากค่าเช่าช่วงและผลประโยชน์อย่างอื่น (ค่าเซ้ง) ที่ผู้เช่าช่วงต้องชำระ แต่โจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่ได้รับเงินค่าเช่าช่วงหรือผลประโยชน์ นอกจากนี้การที่จำเลยคิดค่ารายปีกับโจทก์ที่ 1 จากจำนวนค่าเช่าช่วงทุกห้องไม่ตรงต่อความเป็นจริง เมื่อจำเลยเรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินมากเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดและบันทึกสั่งการของจำเลย เลขที่ กท. 7000/1710 จึงขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดให้จำเลยคืนเงินภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่เรียกเก็บเกินไปคืนแก่โจทก์ที่ 1 ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่า จำนวนเงินซึ่งประเมินไว้นั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร อันเป็นการประเมินไม่ถูกต้องตามความในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์ที่ 1 จึงต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อน แม้กรณีของโจทก์ที่ 1 จะเป็นการประเมินค่ารายปีจากทรัพย์สินที่มิได้เกิดจากการประกอบกิจการของโจทก์ที่ 1 โดยตรง แต่เป็นการประเมินค่ารายปีจากทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 ให้บุคคลภายนอกหาประโยชน์ก็ตาม ดังนั้น การที่โจทก์ที่ 1 มิได้นำเรื่องคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ชี้ขาดให้โจทก์ที่ 1 ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อน จึงเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า โจทก์ที่ 2 มีส่วนได้เสียในคดีนี้เพราะมีหน้าที่ตามสัญญาต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 หากจำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินผิดไปจากที่กฎหมายกำหนด โจทก์ที่ 2 ย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 ตามสัญญาเช่าโครงการจตุจักรพลาซ่าของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินก็ตาม แต่เนื่องจากทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้เป็นทรัพย์สินของโจทก์ที่ 1 ผู้รับประเมินซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ให้โจทก์ที่ 1 เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสูงเกินสมควร เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลดหย่อนค่ารายปีตามบทบัญญัติดังกล่าวเสียก่อน โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกับโจทก์ที่ 1 ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การรถไฟแห่งประเทศไทย กับพวก
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายเรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10774/2557
#575663
เปิดฉบับเต็ม

ในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ต้องอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ การประเมิน ย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8

แบบแจ้งการประเมินอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม มีข้อความระบุเกี่ยวกับใบขนสินค้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มที่อ้างถึง ชื่อยานพาหนะ วันนำเข้า และเหตุให้ค่าภาษีอากรขาด โดยมีรายละเอียดจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระ ภาษีอากรที่ชำระไว้แล้ว ภาษีอากรที่ต้องชำระเพิ่ม เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม จึงเห็นได้ว่าแบบแจ้งการประเมินอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์สำแดงประเภทพิกัดผิดพลาดจนเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์เสียภาษีไม่ถูกต้องหรือชำระภาษีอากรขาดไป มีการอ้างอิงข้อกฎหมายที่ใช้ในการประเมินตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และ พ.ร.บ.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ทั้งยังได้แจ้งพิกัดอันเป็นข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจตามที่เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าถูกต้องให้โจทก์ทราบแล้วด้วย โจทก์เคยถูกจับกุมเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าแผ่นฟิล์มและขอระงับคดีโดยยินยอมชำระค่าปรับและค่าภาษีที่ขาดมาก่อน ประกอบกับคำอุทธรณ์ของโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านการประเมินโดยละเอียด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบและเข้าใจเหตุผลในการประเมิน สำหรับคำวินิจฉัยอุทธรณ์มีข้อความตามเหตุผลที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ ประกอบกับโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยโต้แย้งข้อเท็จจริงข้อกฎหมายไว้อย่างละเอียดตรงตามประเด็นและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ถือได้ว่าแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวได้ระบุเหตุผลอันประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมาย ข้อพิจารณาในการใช้ดุลพินิจในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยครบถ้วนตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว

โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 0106 - 0028 - 4188 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2538 สินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 0106 - 0038 - 5029 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2538 และสินค้าตามใบขนสินค้าเลขที่ 0106 - 0058 - 3313 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2538 ซึ่งนับถึงวันที่โจทก์ได้รับแบบแจ้งการประเมินในวันที่ 1 มิถุนายน 2548 เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของจำเลยในส่วนอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าทั้งสามฉบับจึงขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินการนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าในส่วนนี้รวม 117 ฉบับ ซึ่งแต่ละข้อหาตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับไม่เกี่ยวข้องกัน สามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์จะฟ้องแต่ละข้อหาแยกเป็นรายคดีก็ได้แต่เพื่อความสะดวกโจทก์ได้ฟ้องรวมกันมา แต่ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้เป็นรายข้อหา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับเลขที่ กค 0512(2)/3 - 3 - 02531 ลงวันที่ 1 และ 2 มิถุนายน 2548 รวม 116 ฉบับ และเลขที่ กค 0505(2)/1 - 3 - 00442 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ กค 5/2549/ป.1(3.1) ลงวันที่ 11 เมษายน 2549 ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มทั้งหมด และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไปตามการประเมินจำนวน 1,377,083.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.625 ต่อเดือนนับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0512(2)/3 - 3 - 02531 ถึงเลขที่ กค 0512(2)/3 - 3 - 02646 ลงวันที่ 1 และ 2 มิถุนายน 2548 (116 ฉบับ) และเลขที่ กค 0505(2)/1 - 3 - 00442 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ในส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายตัวเก็บประจุไฟฟ้าคาปาซิเตอร์ (CAPACITOR) เดิมโจทก์นำเข้าคาปาซิเตอร์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายในประเทศ โดยเสียภาษีอากรอัตราร้อยละ 35 ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก.4/2537 เรื่อง ยกเลิกการลดและการยกเว้นอากร การลดอัตราอากรศุลกากรและกำหนดให้ของได้รับการยกเว้นอากร แผ่นที่ 276 ถึง 279 กำหนดให้ลดอัตราอากรขาเข้าของคาปาร์ซิเตอร์และส่วนประกอบเหลืออัตราร้อยละ 1 โจทก์มีหนังสือสอบถามพร้อมส่งตัวอย่างสินค้าที่โจทก์จะนำเข้าไปให้กองพิธีการและประเมินอากรของจำเลย ต่อมากองพิธีการและประเมินอากรของจำเลยแจ้งว่าให้ชำระภาษีอากรในพิกัดประเภทที่ 8532.90 อัตราร้อยละ 1 ตามประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก.4/2537 เมื่อระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2538 ถึงเดือนสิงหาคม 2544 โจทก์สั่งซื้อและนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิต มีชื่อทางการค้าว่า พี พี ซิงค์ เมอร์ไทลไลซ์ โพลีโพรพิลีน ฟิล์ม (P.P. ZINC METTALLIZED POLYPROPYLENE FILM) เคลือบด้วยสารโลหะ และ พี พี โพลีโพรพิลีน ฟิล์ม (P.P. POLYPROPYLENE FILM) ไม่เคลือบด้วยสารโลหะ โดยโจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8532.90 อัตราอากรร้อยละ 1 และประเภทที่ 8546.90 อัตราอากรร้อยละ 10 รวมจำนวน 118 ใบขนสินค้า ในช่วงแรกที่โจทก์นำเข้าสินค้าดังกล่าวในระหว่างปี 2538 ถึงเดือนพฤษภาคม 2541 ตามใบขนสินค้าจำนวน 62 ฉบับ จำเลยไม่ได้โต้แย้งเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2541 เจ้าพนักงานฝ่ายสืบสวนและปราบปรามของจำเลยยึดเอกสารการนำเข้าสินค้าดังกล่าวของโจทก์ไป และวันที่ 25 มิถุนายน 2541 ได้ยึดอายัดตัวอย่างสินค้าของโจทก์ที่นำเข้าเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2541 และเก็บอยู่ที่ ร.ส.พ.เทอร์มินอล 1 ไป โจทก์ขอวางเงินประกันและรับของไปก่อน พร้อมทั้งสงวนสิทธิในการโต้แย้งพิกัดต่อจำเลย วันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จำเลยแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่มและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,581,605.58 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มตาม โจทก์นำเงินไปชำระแล้ว วันที่ 7 สิงหาคม 2544 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หลังจากนั้นวันที่ 25 ธันวาคม 2541 โจทก์นำเข้าสินค้าดังกล่าวอีกโดยสำแดงพิกัดประเภทที่ 8532.90 อัตราอากรร้อยละ 1 พร้อมระบุว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าและแสดงความจำนงขอคืนเงินอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 19 ทวิ แต่จำเลยแจ้งให้โจทก์ไปวางประกันค่าภาษีอากรและค่าปรับ วันที่ 16 ธันวาคม 2547 เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยแจ้งการประเมินว่าสินค้าดังกล่าวอยู่ในพิกัดประเภท 3921.90 ต้องเสียอากรเพิ่ม 1,377,083.55 บาท วันที่ 20 มกราคม 2548 โจทก์ชำระเงินค่าภาษีอากรดังกล่าวตามใบเสร็จรับเงิน วันที่ 21 มกราคม 2548 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมิน ต่อมาวันที่ 1 และ 2 มิถุนายน 2548 เจ้าพนักงานของจำเลยแจ้งการประเมินว่า โจทก์สำแดงพิกัดเป็นเท็จในใบขนสินค้าตั้งแต่ปี 2538 ถึง 2544 จึงให้โจทก์ชำระภาษีอากรตามใบขนสินค้า 116 ฉบับเพิ่มขึ้นดังนี้ ปี 2538 ใบขนสินค้า 7 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 7,959,338 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 557,153 บาท เบี้ยปรับ 557,153 บาท เงินเพิ่ม 557,153 บาท รวมเป็นเงิน 9,630,797 บาท ปี 2539 ใบขนสินค้า 22 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 26,660,399 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,866,230 บาท เบี้ยปรับ 1,866,230 บาท เงินเพิ่ม 1,866,230 บาท รวมเป็นเงิน 32,259,089 บาท ปี 2540 ใบขนสินค้า 24 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 28,297,001 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,329,666 บาท เบี้ยปรับ 2,329,666 บาท เงินเพิ่ม 2,329,666 บาท รวมเป็นเงิน 35,285,999 บาท ปี 2541 ใบขนสินค้า 9 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 18,926,261 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,892,626 บาท เบี้ยปรับ 1,892,626 บาท เงินเพิ่ม 1,892,626 บาท รวมเป็นเงิน 24,604,139 บาท ปี 2542 ใบขนสินค้า 12 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 12,113,974 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 847,986 บาท เบี้ยปรับ 847,986 บาท เงินเพิ่ม 847,986 บาท รวมเป็นเงิน 14,657,932 บาท ปี 2543 ใบขนสินค้า 25 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 12,113,974 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 847,986 บาท เบี้ยปรับ 847,986 บาท เงินเพิ่ม 847,986 บาท รวมเป็นเงิน 14,657,932 บาท ปี 2544 ใบขนสินค้า 17 ฉบับ เป็นเงินค่าอากร 16,525,603 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,156,770 บาท เบี้ยปรับ 1,156,770 บาท เงินเพิ่ม 881,267.25 บาท รวมเป็นเงิน 19,720,410.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 173,009,915.89 บาท วันที่ 21 มิถุนายน 2548 โจทก์อุทธรณ์การประเมิน ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ วันที่ 11เมษายน 2549 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่า แผ่นฟิล์มทำด้วยพลาสติกใสชนิด POLYPROPYLENE จัดเข้าพิกัดที่ 3920.20 และแผ่นฟิล์มทำด้วยพลาสติกชนิด POLYPROPYLENE เคลือบด้วยสารโลหะ จัดเข้าพิกัดประเภทที่ 3921.90 โดยชำระอากรในอัตราขณะที่นำเข้า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงนำมาฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อโจทก์ได้รับแจ้งการประเมินแล้ว หากโจทก์ยังไม่เห็นด้วยกับการประเมินดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินตามที่กำหนดในมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อคดีนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมิน การประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เงื่อนไขการอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่รวมถึงกรณีที่โจทก์อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยทำการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเกินกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 88/6 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลแยกเป็น 117 ข้อหา ตามใบขนสินค้าขาเข้าที่พิพาทแต่ละฉบับนั้นถูกต้องหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ประกอบตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่องค่าขึ้นศาลมิได้บัญญัติว่าคดีหนึ่งจะต้องเสียค่าขึ้นศาลไม่เกิน 200,000 บาท คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินการนำเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าในส่วนนี้รวม 117 ฉบับ ซึ่งแต่ละข้อหาตามใบขนสินค้าแต่ละฉบับสามารถคิดคำนวณจำนวนเงินที่ขอให้เพิกถอนการประเมินและให้จำเลยคืนเงินแยกต่างหากออกจากกันได้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนการประเมินตามใบขนสินค้า 117 ฉบับ จึงเป็นการเสนอข้อหาต่อศาลรวม 117 ข้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกันและสามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์จะฟ้องแต่ละข้อหาแยกเป็นรายคดีก็ได้ แต่เพื่อความสะดวกโจทก์ได้ฟ้องรวมกันมา แต่ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลในส่วนนี้เป็นรายข้อหาทั้ง 117 ข้อหา ส่วนคำสั่งศาลภาษีอากรกลางที่ 23/2542 ได้วางหลักเกณฑ์การคำนวณค่าขึ้นศาลคดีภาษีอากรสอดคล้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องการคำนวณค่าขึ้นศาลดังกล่าวมาแล้วข้างต้นโดยมิได้ขัดกันดังที่โจทก์เข้าใจแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลแยกเป็น 117 ข้อหาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินอากรตามใบขนสินค้าในปี 2538 เลขที่ 0106 - 0028 - 4188 เลขที่ 0106 - 0038 - 5029 และเลขที่ 0106 - 005 - 00583313 แต่ไม่เพิกถอนประเมินในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กค 0512(2)/3-3-02531 ถึงเลขที่ กค 0512(2)/3-3-02646 ลงวันที่ 1 และ 2 มิถุนายน 2548 (116 ฉบับ) และเลขที่ กค 0505(2)/1 - 3 - 00442 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเซ่กา อีเล็คตริค จำกัด
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2557
#574113
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์

กำหนดเวลาที่ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30 (2) แห่ง ป.รัษฎากร เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาให้โจทก์ได้โดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528

การที่เจ้าพนักงานออกหมายเรียกตาม ป.รัษฎากร เป็นการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าพนักงานประเมินเพื่อจัดให้มีหนังสือแจ้งการประเมิน ดังนั้น การออกหมายเรียกจึงมิใช่เป็นการออกคำสั่งทางปกครอง

หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองจะต้องทำเป็นหนังสือและจะต้องแสดงเหตุผลหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ประกอบด้วย และเหตุผลที่ต้องแสดงนั้นอาจมีหลายกรณีแตกต่างกันไป การที่ผู้ออกหนังสือแจ้งการประเมินกับผู้ออกใบแนบรายการประเมินอ้างเหตุผลต่างกันนั้น ถือเป็นการจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว

ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถ้อยคำและนำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอันควรแก่เรื่องไปแสดงตามประเด็นการตรวจสอบหลายครั้ง เจ้าพนักงานประเมินบันทึกคำให้การและให้โจทก์ทราบผลการตรวจสอบแต่ละขั้นตอน โจทก์โต้แย้งคัดค้านหลายประเด็น ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ให้โจทก์รับทราบผลการตรวจสอบและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยโต้แย้งข้อเท็จจริงและเหตุผลในการประเมินได้ชัดแจ้งแล้ว ถือว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีก

แม้บทบัญญัติของ ป.รัษฎากรในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลมิได้กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" ไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายทางการค้าทั่วไปแล้ว คงมีความหมายในทำนองเดียวกันกับมาตรา 91/1 (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะที่กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" คือ ราคาสินค้าที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง ราคาตลาดของสินค้าในแต่ละช่วงเวลาย่อมอาจเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินค้านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ การที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อเป็นราคาตลาดในวันที่โอน เป็นการประเมินที่ชอบด้วย ป.รัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 91/16 (6) แล้ว

โจทก์ให้บริษัท พ. กู้ยืมเงินโดยไม่ได้คิดดอกเบี้ยตามราคาตลาด เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยอัตราถัวเฉลี่ยรายไตรมาส การแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในส่วนนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

ผู้เสียภาษีที่ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณภาษีนั้น จะต้องนำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีไปรวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และนำรายจ่ายที่มีหน้าที่ต้องจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีไปรวมเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติว่า การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.61/2539 เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและเงินได้สุทธิสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ คำสั่งดังกล่าวข้อ 5 (6) กำหนดว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เกิดจากสัญญากู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ในการจัดสรรที่ดินหรือพัฒนาที่ดินเพื่อขายแต่ละโครงการเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระก่อนที่โครงการนั้นพร้อมที่จะขาย แต่ไม่รวมถึงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในส่วนของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามข้อ 4 วรรคสอง ให้ถือเป็นมูลค่าต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์หน่วยหรือแปลงที่ขายในแต่ละโครงการ... ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่โครงการนั้นพร้อมจะขาย ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถึงกำหนดชำระได้ทั้งจำนวน แต่คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับกรณีที่มีการขายโครงการทิ้งทั้งโครงการโดยที่ยังสร้างไม่เสร็จว่าดอกเบี้ยจ่ายที่นำไปรวมเป็นมูลค่าต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการจับคู่ของรายได้และรายจ่ายกับวัตถุประสงค์ของมาตรการยกเว้นเกณฑ์สิทธิดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นจากการขายโครงการทั้งโครงการโดยที่ยังสร้างไม่เสร็จ ดอกเบี้ยจ่ายที่รวมเป็นต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ของโครงการดังกล่าวย่อมถูกนำไปหักเป็นรายจ่ายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการขายโครงการดังกล่าวเนื่องจากมีรายได้ที่จะนำรายจ่ายไปจับคู่แล้วและการจับคู่ผิดจะไม่เกิดขึ้น ทางพิจารณาไม่มีพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าโครงการที่โจทก์อ้างว่าขายไปนั้นได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันใด ลำพังเพียงการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ถึงแผ่นที่ 24 นั้น ไม่เพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์ได้ขายโครงการทั้งสองดังกล่าวในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายไปจึงต้องห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย

ค่าธรรมเนียมในการโอนนั้น ป.พ.พ. มาตรา 457 บัญญัติให้ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่โจทก์ทำสัญญาให้ผู้ซื้อชำระค่าธรรมเนียม เป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่น และค่าธรรมเนียมดังกล่าวผู้ซื้อจ่ายให้แก่กรมที่ดิน ไม่ได้จ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้โจทก์ จึงไม่เป็นรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการของโจทก์ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวย่อมไม่ถือเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่ง ป.รัษฎากร โจทก์ไม่จำต้องบันทึกบัญชีเป็นรายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค.0711.02/ทีม 3/0187 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 และเลขที่ กค.0711.02/ทีม 3/0188 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เลขที่ 03013280/6/100468 ถึง 100478 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2546 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.3 (อธ.1.2)/49 ถึง 61/2549 ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 ให้ลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์เสียทั้งหมด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค 0711.02/ทีม 3/0187, กค 0711.02/ทีม 3/0188 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3(อธ.1.2)/49 ถึง 50/2549 ลงวันที่ 24 เมษายน 2549 โดยมิให้นำค่าธรรมเนียมการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ตกลงกับผู้ซื้อให้ผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระตามจำนวนที่ระบุในหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิมาถือเป็นรายได้ของโจทก์ในการคำนวณผลขาดทุนสุทธิในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามที่ตรวจสอบ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังยุติว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2540 ถึงรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานของจำเลยได้วิเคราะห์แบบและขออนุมัติออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีของโจทก์ทั้ง 5 รอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิแก่โจทก์และแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้แจ้งเหตุผลเพิ่มเติมการประเมินให้โจทก์ทราบ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะ คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ส่วนเงินเพิ่มไม่มีกฎหมายให้งดหรือลดได้ โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง 2 ครั้ง ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2549 และลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ฟ้องภายในวันที่ 23 สิงหาคม 2549 และโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 23 สิงหาคม 2549 คดีนี้เจ้าพนักงานจำเลยมีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะแก่โจทก์ แต่ปรากฏว่าภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 03013280/6/100468 ถึง 100473 ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า มาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ มิใช่ระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ในกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายสารบัญญัติซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ศาลสามารถย่นหรือขยายระยะเวลาได้ การย่นหรือขยายระยะเวลาดังกล่าวต้องอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 อัฎฐ แห่งประมวลรัษฎากร นอกจากนี้มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ยังได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาใช้บังคับ เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า หมดเวลาที่ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 30 วัน เป็นกำหนดเวลาให้ฟ้องคดี มิใช่อายุความในการเรียกร้องสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายสารบัญญัติ และแม้จะไม่ได้เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ดังที่จำเลยอ้าง แต่ก็เป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 (2) แห่งประมวลรัษฎากร อันเป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งซึ่งกำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร ดังนั้นศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจขยายหรือย่นระยะเวลาให้โจทก์ได้โดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า หมายเรียกตามประมวลรัษฎากร หนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้องเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเป็นการเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าพนักงานประเมินเพื่อจัดให้มีหนังสือแจ้งการประเมินอันเป็นคำสั่งทางปกครอง ลำพังเพียงแต่การออกหมายเรียกมิใช่เป็นการออกคำสั่งทางปกครอง สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์รายพิพาทซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองจะต้องทำเป็นหนังสือและจะต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาถึงกรณีอันเป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองที่ทำเป็นหนังสือไม่ต้องแสดงเหตุผลดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 37 วรรคสาม (1) ถึง (4) ประกอบด้วย และเหตุผลที่ต้องแสดงนั้นอาจมีหลายกรณีแตกต่างกันไป การที่ผู้ออกหนังสือแจ้งการประเมินกับผู้ออกใบแนบรายการประเมินอ้างเหตุผลต่างกันนั้น ถือเป็นการจัดให้มีเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แล้ว คำสั่งทางปกครองจึงไม่เสียไปดังที่โจทก์อุทธรณ์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คดีนี้ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องแสดงเหตุผลตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่ว่าเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงในคดีนี้ฟังยุติว่า การประเมินภาษีตามฟ้องเป็นผลสืบเนื่องจากการออกหมายเรียกตรวจสอบตามประมวลรัษฎากร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไปพบเจ้าพนักงานประเมิน ได้ให้ถ้อยคำ และนำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอันควรแก่เรื่องไปแสดงตามประเด็นการตรวจสอบหลายครั้ง เจ้าพนักงานประเมินได้บันทึกคำให้การและให้โจทก์ทราบผลการตรวจสอบแต่ละขั้นตอน โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านหลายประเด็น ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินได้ให้โจทก์รับทราบผลการตรวจสอบและแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยโต้แย้งข้อเท็จจริงและเหตุผลในการประเมินได้ชัดแจ้งแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วโดยไม่จำต้องระบุอีกนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ราคาขายอสังหาริมทรัพย์ระหว่างโจทก์และผู้ซื้อเป็นราคาตลาดในการคำนวณสำหรับการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะของโจทก์ในปีและเดือนภาษีพิพาทหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า แม้บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลมิได้กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" ไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงความหมายทางการค้าทั่วไปแล้ว คงมีความหมายในทำนองเดียวกันกับ มาตรา 91/1 (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในส่วนของภาษีธุรกิจเฉพาะที่กำหนดนิยามคำว่า "ราคาตลาด" คือ ราคาสินค้าที่มีการซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง ราคาตลาดของสินค้าในแต่ละช่วงเวลาย่อมอาจเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อราคาสินค้านั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในสำนวนจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ โดยในข้อนี้ตามที่โจทก์อ้างและนำสืบพยานหลักฐานเป็นทำนองว่า โจทก์กำหนดราคาขายห้องชุดโดยการคำนวณต้นทุนโครงการรวมกับกำไรที่ต้องการมาตั้งเป็นราคาขายและใช้ราคานี้แก่ผู้ซื้อทุกรายโดยไม่เลือกปฏิบัติ ราคาที่โจทก์ตั้งไว้จึงเป็นราคาตลาดที่แท้จริงของโจทก์ ณ ขณะที่มีการตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดินจริง แต่จำเลยประเมินเรียกเก็บภาษีจากโจทก์เพิ่มขึ้น โดยจำเลยเห็นว่า ราคาประเมินของกรมที่ดินเป็นราคาตลาด เมื่อโจทก์ขายห้องชุดต่ำกว่าราคาดังกล่าวจึงถือเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดโดยปราศจากเหตุอันสมควร จากข้อโต้แย้งของคู่ความดังกล่าวในเบื้องต้นเห็นว่า ราคาประเมินของกรมที่ดินนั้น จัดทำขึ้นโดยสำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สิน ที่ทำขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ.2535 โดยโจทก์มิได้โต้แย้งในส่วนนี้ ย่อมเห็นได้ว่า การออกราคาประเมินดังกล่าวมีรายละเอียดหลักเกณฑ์และเหตุผลที่น่าจะแสดงถึงราคาซื้อขายทรัพย์สินที่เป็นปกติได้อย่างหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์สามารถทำสัญญาจะซื้อขายห้องชุดกับลูกค้าก่อนการจดทะเบียนโอนไม่นานในราคาสูงกว่าราคาประเมินนั้นทำให้มีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า ราคาห้องชุดตามที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินดังกล่าวเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ควรซื้อขายกันได้ตามปกติในขณะนั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดในขณะนั้นหรือเป็นการทำสัญญาซื้อขายห้องชุดโดยมีราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยมีเหตุอันสมควรดังที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้อง และไม่มีเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่า การที่จำเลยถือเอาราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาตลาดนั้น ไม่ชอบแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ดังนี้ ย่อมฟังไม่ได้ว่าการที่เจ้าพนักงานประเมินถือเอาราคาประเมินของทางราชการที่ใช้คำนวณเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ผู้ซื้อจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดพิพาทเป็นราคาตลาดในวันที่โอนเป็นการประเมินที่ไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) และมาตรา 91/16 (6) ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า กรณีที่โจทก์ให้บริษัทพรสันติ จำกัด กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี เจ้าพนักงานประเมินอาศัยอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ประเมินดอกเบี้ยโดยใช้อัตราดอกเบี้ยรับถัวเฉลี่ยรายไตรมาสแก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทพรสันติ จำกัด เป็นบริษัทที่โจทก์ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99 โจทก์ให้บริษัทพรสันติ จำกัด กู้ยืมในรูปตั๋วสัญญาใช้เงินและคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.50 ต่อปี ถึงร้อยละ 15.75 ต่อปี และตามคำเบิกความของนางปิ่นรัตน์ โจทก์และบริษัทพรสันติ จำกัด เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน โดยโจทก์ยอมเสียดอกเบี้ยเป็นอัตราลอยตัว โดยให้สถาบันการเงินมีสิทธิขึ้นหรือปรับปรุงดอกเบี้ยใหม่ตามความเหมาะสมไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตให้คิดดอกเบี้ยโดยไม่ต้องแจ้งให้โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์กู้ยืมเงินมามีหลายอัตราตั้งแต่ร้อยละ 6.950 ต่อปี ถึงร้อยละ 25 ต่อปี และหลายวงเงินเป็นการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะยอมให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยยอมขาดทุนเป็นจำนวนมากเช่นนี้ การที่เจ้าพนักงานประเมินนำดอกเบี้ยทั้งสองกรณีมาเปรียบเทียบกันจึงถูกต้องแล้ว เมื่อโจทก์ให้บริษัทพรสันติ จำกัด กู้ยืมเงินโดยไม่ได้คิดดอกเบี้ยตามราคาตลาด เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจตามมาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยอัตราถัวเฉลี่ยรายไตรมาส การแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในส่วนนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายไปเนื่องจากการกู้เงินเพื่อการก่อสร้างอาคารของโจทก์ ปีภาษี 2541 และ 2542 ที่เกิดขึ้นก่อนโครงการสร้างเสร็จ รวม 355,663,585.55 บาท จะหักเป็นรายจ่ายได้หรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ผู้เสียภาษีที่ใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณภาษีนั้น จะต้องนำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีไปรวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และนำรายจ่ายที่มีหน้าที่ต้องจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีไปรวมเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แต่หากใช้เกณฑ์สิทธิอย่างเคร่งครัดในบางกรณีที่อาจก่อให้เกิดการจับคู่ผิดของรายได้และรายจ่าย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียภาษีต้องใช้ระยะเวลาในการก่อให้เกิดเงินได้ ส่วนรายจ่ายได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิของธุรกิจไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของธุรกิจ การกันรายจ่ายดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องกับการหารายได้ของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้โดยยังไม่ให้หักจนกว่าอสังหาริมทรัพย์พร้อมที่จะเกิดรายได้ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ใช้แก้ปัญหาการจับคู่ผิดของรายได้กับรายจ่ายดังกล่าว ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติว่า การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.61/2539 เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและเงินได้สุทธิสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ คำสั่งดังกล่าวข้อ 5 (6) กำหนดว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่เกิดจากสัญญากู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ในการจัดสรรที่ดินหรือพัฒนาที่ดินเพื่อขายแต่ละโครงการเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระก่อนที่โครงการนั้นพร้อมที่จะขาย แต่ไม่รวมถึงดอกเบี้ยเงินกู้ยืมในส่วนของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามข้อ 4 วรรคสอง ให้ถือเป็นมูลค่าต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์หน่วยหรือแปลงที่ขายในแต่ละโครงการ... ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่โครงการนั้นพร้อมจะขายให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถึงกำหนดชำระได้ทั้งจำนวน ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายแต่ละโครงการเฉพาะส่วนของดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระก่อนที่โครงการนั้นพร้อมที่จะขายจึงเป็นมูลค่าต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์หน่วยหรือแปลงที่ขายในแต่ละโครงการ โดยยังไม่ยอมให้หักเป็นรายจ่ายได้ทันทีในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายจ่ายนั่นเอง แต่คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับกรณีที่มีการขายโครงการทิ้งทั้งโครงการโดยที่ยังสร้างไม่เสร็จว่า ดอกเบี้ยจ่ายที่นำไปรวมเป็นมูลค่าต้นทุนของอสังหาริมทรัพย์จะถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์เรื่องการจับคู่ของรายได้และรายจ่ายกับวัตถุประสงค์ของมาตรการยกเว้นเกณฑ์สิทธิดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นจากการขายโครงการทิ้งทั้งโครงการโดยที่ยังสร้างไม่เสร็จ ดอกเบี้ยจ่ายที่รวมเป็นต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ของโครงการดังกล่าวย่อมถูกนำไปหักเป็นรายจ่ายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการขายโครงการดังกล่าวเนื่องจากมีรายได้ที่จะนำรายจ่ายไปจับคู่แล้ว และการจับคู่ผิดจะไม่เกิดขึ้นอีกนั่นเอง แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า โจทก์หยุดการก่อสร้างโครงการสุขุมวิททาวเวอร์ และโครงการของโจทก์ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ ซึ่งตามรายงานอาคารขนาดใหญ่ที่ยุติการก่อสร้างใน กทม. ปี 2544 - 2546 ปรากฏว่าโครงการของโจทก์ซึ่งหยุดการก่อสร้างเมื่อปี 2541 มีการดำเนินการก่อสร้างต่อในปี 2546 โดยผู้ได้รับอนุญาตยังคงเป็นโจทก์ ส่วนโครงการลุมพินี ซิตี้ บางนา นางสาวอินทิราเบิกความว่า โครงการนี้ได้ล้มเลิกไป โดยไม่ปรากฏว่ามีการก่อสร้างหรือไม่ ทั้งไม่มีพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าโครงการทั้งสองนั้นได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันใด ลำพังเพียงการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้นั้นไม่เพียงพอให้รับฟังว่าโจทก์ได้ขายโครงการทั้งสองดังกล่าวในรอบระยะเวลาบัญชีที่พิพาท ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายไปจึงต้องห้ามมิให้หักเป็นรายจ่าย การแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิในส่วนนี้จึงถูกต้องแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าธรรมเนียมการโอนตามสัญญาซื้อขายซึ่งโจทก์ตกลงทำสัญญาให้ผู้ซื้อเป็นผู้ชำระเสียทั้งหมด เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร หมวด 3 ภาษีเงินได้ ส่วนที่ 1 ข้อความทั่วไป มาตรา 39 เงินได้พึงประเมินหมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน โดยกรณีค่าธรรมเนียมในการโอนนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 457 บัญญัติให้ผู้ซื้อและผู้ขายพึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย แต่โจทก์ทำสัญญากับผู้ซื้อให้ผู้ซื้อชำระค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น เป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่น และค่าธรรมเนียมดังกล่าวผู้ซื้อจ่ายให้แก่กรมที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่จ่ายเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้โจทก์ ดังนั้น จึงไม่เป็นรายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการของโจทก์ ค่าธรรมเนียมดังกล่าวย่อมไม่ถือเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่โจทก์ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน จึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ไม่จำต้องบันทึกบัญชีเป็นรายได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยประการนี้ฟังไม่ขึ้น ในส่วนของเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่โจทก์อุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับคงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น เป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ส่วนเงินเพิ่มยังไม่มีเหตุที่จะลดให้ ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 457
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 27 ม. 27 ทวิ ม. 30 ม. 39 ม. 65 ม. 65 ทวิ ม. 91/1 ม. 91/16
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางกีรติ ตั้งธรรม
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา