คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8638/2557
#579985
เปิดฉบับเต็ม

เขตอำนาจศาลที่จะรับคำฟ้องย่อมเป็นไปตามสภาพแห่งคำฟ้องและชั้นของศาลว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และต้องปรากฏว่าคดีนั้นอยู่ในเขตศาลนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้องและตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระบุว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญากันที่สำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ทั้งตามสัญญาเช่าซื้อยังระบุว่า คู่สัญญาตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นเกี่ยวกับสัญญานี้ก็ให้เสนอคดีต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้นคดีนี้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลจังหวัดนนทบุรีต่างมีเขตอำนาจในคดีนี้ แม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจะระบุให้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ แต่เมื่อศาลชั้นต้นเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในคดีนี้ด้วย ย่อมไม่จำกัดสิทธิของผู้รับมอบอำนาจที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นที่คดีอยู่ในเขตอำนาจอีกศาลหนึ่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 594,199 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 40,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าภาษีมูลค่าเพิ่มนับตั้งแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถเป็นเงิน 62,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าขาดประโยชน์อีกเดือนละ 12,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนรถหรือใช้ราคาแก่โจทก์เสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 94,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีระบุว่า ให้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนนทบุรี การที่ผู้รับมอบอำนาจยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้น เป็นการกระทำนอกเหนือขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนและนอกเหนือวัตถุประสงค์ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า เขตอำนาจศาลที่จะรับคำฟ้องย่อมเป็นไปตามสภาพแห่งคำฟ้องและชั้นของศาลว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และต้องปรากฏว่าคดีนั้นอยู่ในเขตศาลนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้อง และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันระบุว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาดังกล่าวกันที่สำนักงานของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ทั้งตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 12 ยังระบุว่า คู่สัญญาตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นเกี่ยวกับสัญญานี้ก็ให้เสนอคดีต่อศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลชั้นต้นคดีนี้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลจังหวัดนนทบุรีต่างมีเขตอำนาจในคดีนี้ แม้หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจะระบุให้ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในคดีนี้ด้วย ย่อมไม่จำกัดสิทธิของผู้รับมอบอำนาจที่จะฟ้องจำเลยทั้งสามต่อศาลชั้นต้นที่คดีอยู่ในเขตอำนาจอีกศาลหนึ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 5 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 2 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทกฎหมายเมืองทอง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพล โพธิ์กิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายพงษ์ธร จันทร์อุดม
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8626/2557
#571922
เปิดฉบับเต็ม

ข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาระบุว่า คู่ความแถลงร่วมกันว่าคดีสามารถตกลงกันได้โดยโจทก์และจำเลยตกลงจะไปหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ขอถอนคำฟ้องในประเด็นทั้งสองดังกล่าว คงเหลือประเด็นสินสมรสและค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยไม่ค้าน และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้อง ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันในประเด็นหย่าและอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่เหลือให้ศาลวินิจฉัยตามรูปคดี กรณีมิใช่ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 และ 176 ซึ่งศาลต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามมาตรา 132 เมื่อศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่เหลือแล้วจึงต้องมีคำพิพากษาตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องแย้งโดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้งเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 และ 167 วรรคหนึ่ง เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ญ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยนำรถกระบะหมายเลขทะเบียน สฏ 5912 กรุงเทพมหานคร ออกขายแบ่งเงินให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์แทน และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ญ. บุตรผู้เยาว์ในอัตราเดือนละ 4,000 บาท เป็นระยะเวลา 60 เดือน โดยโจทก์ขอคิดเพียง 200,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้มีคำพิพากษาให้นำทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้มาในระหว่างสมรสแบ่งให้โจทก์กับจำเลยคนกึ่งหนึ่ง

โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่า คดีสามารถตกลงกันได้โดยโจทก์กับจำเลยตกลงจะไปหย่าขาดจากกันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ญ.บุตรผู้เยาว์แต่ผู้เดียว โจทก์ขอถอนคำฟ้องในประเด็นเรื่องฟ้องหย่าและขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว คงเหลือประเด็นข้อพิพาทเฉพาะเรื่องสินสมรสและค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 25,000 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ญ บุตรผู้เยาว์ ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มีนาคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสและจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 ระบุว่า คู่ความแถลงร่วมกันว่าคดีสามารถตกลงกันได้โดยโจทก์และจำเลยตกลงจะไปหย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ญ. บุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ขอถอนคำฟ้องในประเด็นทั้งสองดังกล่าว คงเหลือประเด็นสินสมรสและค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องในประเด็นดังกล่าวได้ หลังจากนั้นมีการดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษา เช่นนี้ จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การขอถอนคำฟ้องในประเด็นข้อพิพาทบางข้อกระทำได้หรือไม่ เห็นว่า การขอถอนคำฟ้องโจทก์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลอนุญาตย่อมมีผลให้คู่ความกลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 และ 176 และศาลต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามมาตรา 132 เมื่อพิจารณาข้อความตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแล้ว ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันได้โดยทั้งสองฝ่ายยอมจดทะเบียนหย่าขาดจากกันและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ญ. เพียงฝ่ายเดียว ส่วนประเด็นข้อพิพาทที่เหลือให้ศาลวินิจฉัยไปตามรูปคดี ซึ่งศาลต้องมีคำพิพากษาตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำพิพากษาถึงข้อตกลงดังกล่าวไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำพิพากษาแก้ไขในส่วนนี้

มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้แบ่งทรัพย์สินและหนี้สินให้โจทก์รับผิดด้วยกึ่งหนึ่งนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยบรรยายฟ้องแย้งแต่เพียงว่ามีทรัพย์สินเป็นบ้านและที่ดินที่จังหวัดพิจิตรและกรุงเทพมหานคร กับหนี้สินในระหว่างเป็นสามีภริยากันหลายรายการซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามิได้มีรายละเอียดว่าเป็นทรัพย์สินหรือหนี้สินอะไรบ้าง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องแย้ง ให้แบ่งสินสมรสและให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นชอบแล้ว ส่วนฎีกาข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยยกฟ้องแย้งของจำเลย แต่มิได้มีคำพิพากษายกฟ้องแย้งทั้งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ไม่ได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้งเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเรื่องหย่าและผู้ใช้อำนาจปกครอง ให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ญ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 142 (5) ม. 161 ม. 167 ม. 175 ม. 176
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมาลี เมืองมณี
จำเลย — นายเอกชัย เมืองมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางยิ่งลักษณ์ สุขวิสิฏฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8624/2557
#562674
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทายาทจะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทนสมาชิกที่ตายก่อนได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินได้ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 30 นั้น ต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมจากคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมว่ามีคุณสมบัติตามมาตรา 22 ก่อน ซึ่งเป็นการพิจารณาคัดเลือกทายาทจากคุณสมบัติเฉพาะตัวของทายาท จึงไม่ใช่สิทธิตกทอดแก่ทายาทในทันทีที่สมาชิกตาย ภายหลังที่ ม. ถึงแก่ความตาย จำเลยและ บ. ไปยื่นคำร้องต่อนิคมสร้างตนเองลำตะคลอง เพื่อขอรับสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแทน ม. และคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาทพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยและ บ. มีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงประกาศจัดสรรที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยและ บ. ในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่จำเลยได้สิทธิครอบครองตามประกาศดังกล่าวจำเลยได้ทำกินกับโจทก์ในที่ดินพิพาท แม้โจทก์จะไม่มีชื่อในเอกสารสิทธิและไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองลำตะคลองก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะภริยาของจำเลยก็ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะทำกินหาผลประโยชน์จากที่ดินพิพาทรวมทั้งผลประโยชน์ที่หาได้จากที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทย่อมเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย แม้ที่ดินพิพาทจะอยู่ในเงื่อนไขว่า ภายในห้าปีนับแต่ได้สิทธิครอบครองหรือได้กรรมสิทธิ์จะโอนแก่ผู้อื่นไม่ได้ก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อห้ามโดยเด็ดขาด เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าวจำเลยก็ได้สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์เช่นเดียวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์โดยทั่วไป อันเป็นผลมาจากการที่จำเลยได้สิทธิดังกล่าวมาตั้งแต่ยังเป็นสามีภริยากับโจทก์นั่นเอง เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และมาตรา 1533

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 3,439,250 บาท หากจำเลยไม่แบ่งให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากัน ให้จำเลยแบ่งสินสมรสที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 1 ไร่ 86 ตารางวา และบ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ถ้าจำเลยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำสินสมรสขายโดยประมูลระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง แต่หากไม่สามารถนำสินสมรสใดมาแบ่งกันได้ ให้จำเลยคืนสินสมรสในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 เป็นเงิน 3,067,750 บาท ที่ดินโฉนดเลขที่ 58255 เป็นเงิน 121,500 บาท และบ้านเลขที่ 21/2 เป็นเงิน 50,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 และ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มิใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยไม่ต้องแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า โจทก์จำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2523 แต่จดทะเบียนสมรสกันภายหลังในวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์จำเลยประกอบอาชีพทำไร่ สำหรับประเด็น เรื่องหย่า และบ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองม่วงอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันและบ้านเลขที่ 21/2 เป็นสินสมรส ส่วนรถยนต์กระบะและบ้านเลขที่ 22 ไม่ใช่สินสมรสและจำเลยไม่มีรายได้จากค่าเช่าที่ดินระหว่างสมรส

คดีคงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49071 และ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา และเนื้อที่ 1 ไร่ 86 ตารางวา ตามลำดับ เป็นสินสมรสของโจทก์จำเลยหรือไม่ โจทก์อ้างตนเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นที่ดินอยู่ในนิคมสร้างตนเองลำตะคลอง นายหมี่ บิดาจำเลยเป็นสมาชิกของนิคมดังกล่าวและได้รับการจัดสรรมา ต่อมาในปี 2533 นายหมี่ได้ยกที่ดินทั้งสองให้โจทก์จำเลยทำกินซึ่งขณะนั้นที่ดินยังไม่มีเอกสารสิทธิ นายหมี่ถึงแก่กรรม ต่อมาปี 2548 นิคมสร้างตนเองลำตะคองได้จัดสรรที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลย ต่อมาจำเลยได้นำที่ดินทั้งสองแปลงไปขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา โดยที่ดินแปลง 30 ไร่เศษ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และที่ดินแปลง 1 ไร่เศษ ได้ออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 ส่วนจำเลยนำสืบโดยอ้างตนเองนางบุญยัง พี่สาวจำเลยและนายอภิชาติ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองลำตะคอง เป็นพยานสอดคล้องกับข้อนำสืบของโจทก์ แต่มีข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบโต้แย้งเพียงว่า เมื่อนายหมี่ถึงแก่กรรม จำเลยกับนางบุญยังซึ่งเป็นพี่สาวได้ยื่นคำร้องต่อนิคมสร้างตนเองลำตะคอง เพื่อขอรับสิทธิการทำประโยชน์แทนนายหมี่ ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 และคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกราษฎรเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองลำตะคลองพิจารณาอนุมัติให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ที่ดินทั้งสองแปลงเมื่อปี 2539 เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 30 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าสมาชิกนิคมสร้างตนเองตายก่อนได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินนั้นให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติตามมาตรา 22 เข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทน" โดยมาตรา 22 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ซึ่งจะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองได้ ต้องมีคุณสมบัติตาม (1) ถึง (7) โดยเฉพาะคุณสมบัติตาม (2) ที่ระบุว่า ต้องบรรลุนิติภาวะและเป็นหัวหน้าครอบครัว แสดงให้เห็นว่า การที่ทายาทจะเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแทนได้นั้นต้องผ่านการพิจารณาคัดเลือกทายาทโดยธรรมและมีคุณสมบัติตามมาตรา 22 ก่อน ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาท มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสมาชิก จึงไม่ใช่สิทธิที่ตกทอดแก่ทายาทในทันทีที่นายหมี่ตาย ทั้งปรากฏว่าภายหลังที่นายหมี่ถึงแก่กรรม จำเลยและนางบุญยังไปยื่นคำร้องต่อนิคมสร้างตนเองลำตะคลอง เพื่อขอรับสิทธิการทำประโยชน์แทนนายหมี่และคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกทายาทพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยและนางบุญยังมีคุณสมบัติครบถ้วน ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงประกาศจัดสรรที่ดินให้และจำเลยยังเบิกความตอบคำถามทนายโจทก์ว่า หลังจากที่จำเลยได้สิทธิครอบครองตามประกาศดังกล่าว จำเลยก็ได้ทำกินร่วมกับโจทก์ในที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งเห็นได้ว่าจำเลยได้มาซึ่งสิทธิที่จะได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะไม่มีชื่อในเอกสารสิทธิและไม่ได้เป็นผู้ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของนิคมสร้างตนเองลำตะคลองก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะภริยาของจำเลยก็ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะทำกินหาผลประโยชน์จากที่ดินทั้งสองแปลง รวมทั้งผลประโยชน์ที่หาได้จากที่ดินทั้งสองแปลง ย่อมเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลย ทั้งที่ดินทั้งสองแปลงแม้จะมีเงื่อนไขว่าภายในห้าปีนับแต่ได้สิทธิครอบครองหรือได้กรรมสิทธิ์จะโอนแก่ผู้อื่นไม่ได้ก็ตาม แต่ก็มิใช่ข้อห้ามโดยเด็ดขาด เมื่อล่วงพ้นระยะเวลาดังกล่าว จำเลยก็ได้สิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์เช่นเดียวกับสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์โดยทั่วไป อันเป็นผลมาจากการที่จำเลยได้สิทธิดังกล่าวมาตั้งแต่ยังเป็นสามีภริยากับโจทก์ ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งจะต้องนำมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) และมาตรา 1533 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้นำที่ดินและบ้านเลขที่ 21/2 ที่พิพาทมาแบ่งแก่โจทก์ โดยตีราคาที่ดินและบ้านพิพาทกำหนดให้จำเลยแบ่งเป็นเงินก่อนจะนำที่ดินและบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดนั้น เห็นว่า ยังไม่ถูกต้องเพราะคดีนี้เป็นการขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ต้องแบ่งตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 สำหรับราคาที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์กำหนดมานั้นก็เพื่อผลประโยชน์ในการเสียค่าขึ้นศาล ไม่ใช่ราคาที่นำมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลย เพราะในขณะเวลาที่จะมีการแบ่งกัน ราคาที่ดินและบ้านพิพาทอาจจะสูงขึ้นหรือต่ำลงได้ หากนำเอาราคาที่ดินและบ้านพิพาทที่โจทก์กำหนดในตอนยื่นฟ้องเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม จะทำให้มีฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ไม่ถูกต้องตามหลักกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าว ดังนั้น การแบ่งกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาศาลล่างยังไม่ถูกต้องเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 49071 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58255 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 30 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา และ 1 ไร่ 86 ตารางวา ตามลำดับ เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยให้จำเลยแบ่งที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านเลขที่ 21/2 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมหากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ให้ประมูลกันระหว่างโจทก์กับจำเลยและหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ ให้นำที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1474 (1) ม. 1533
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 22 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมจิตร ชฎาจิตร
จำเลย — นายจรัญ ชฎาจิตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา — นางสาวอลิสา แสงวิรุณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิวัฒน์ สุวัณณะสังข์
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8620/2557
#571551
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83, 358, 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 รวมจำคุก 5 ปี 12 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากอายุเกิน 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งไปจำคุกตามระยะเวลาที่เหลือ ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมและจากนั้นส่งตัวไปจำคุกยังเรือนจำเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากอายุเกิน 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งไปจำคุกตามระยะเวลาที่เหลือโดยไม่ได้ระบุว่า คือกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำหรือขั้นสูงนั้น เป็นการไม่ชัดแจ้ง จึงกำหนดให้เป็นส่งตัวจำเลยไปจำคุกตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคท้าย จนครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ นับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยต่อจากโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 71/2555 ของศาลชั้นต้น ริบลูกกระสุนปืนและชิ้นส่วนรองลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 5 ปี 12 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากอายุเกิน 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งไปจำคุกตามระยะเวลาที่เหลือ ริบลูกกระสุนปืนและชิ้นส่วนรองลูกกระสุนปืนของกลาง ยกคำขอนับโทษหรือระยะเวลาฝึกอบรมต่อ เนื่องจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 71/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลยังไม่มีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ประกอบมาตรา 83, 358, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 5 ปี 12 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากอายุเกิน 24 ปีบริบูรณ์ ให้ส่งไปจำคุกตามระยะเวลาที่เหลือ ซึ่งการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมจากนั้นส่งตัวไปจำคุกยังเรือนจำเช่นนี้เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขอให้พิพากษายกฟ้องนั้น เป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานอันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่กำหนดขั้นต่ำ 3 ปี ขั้นสูง 4 ปี หากอายุเกิน 24 ปีบริบูรณ์ให้ส่งไปจำคุกตามระยะเวลาที่เหลือนั้น เห็นว่า เป็นการไม่ชัดแจ้ง จึงกำหนดให้เป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมตามระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่หากจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ก่อนได้รับการฝึกอบรมครบกำหนดเวลาขั้นต่ำให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคท้าย จนครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่เหลืออยู่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 142 วรรคท้าย ม. 183
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายบุญชัยหรือมอส แซ่โซว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี — นายจิรศักดิ์ ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยรัตน์ ศิลาลาย
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2557
#562677
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยซึ่งเป็นสามีอ้างเหตุว่า จำเลยทรมานร่างกายและจิตใจของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ด้วยการใช้วาจาไม่สุภาพและทะเลาะกับโจทก์โดยไม่มีเหตุผลเป็นประจำ จำเลยถือมีดทำครัวยืนขวางไม่ให้โจทก์ออกจากบ้านและขู่จะฆ่าให้ตายหากไม่นำภาพถ่ายในอดีตของโจทก์มาให้และข่มขู่จะทำร้ายโจทก์ด้วยอารมณ์รุนแรงไม่มีเหตุผล ทำให้โจทก์หนีออกจากบ้านเพราะเกรงจะถูกทำร้าย การที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยใช้มีดขู่ให้โจทก์ยอมร่วมประเวณีด้วย ทั้งๆ ที่โจทก์ไม่สบายและไม่ต้องการร่วมประเวณี ทำให้โจทก์รู้สึกทรมานร่างกายและจิตใจอย่างมาก จึงเป็นรายละเอียดแห่งเหตุหย่าตามที่โจทก์กล่าวบรรยายในฟ้อง มิใช่การนำสืบนอกเหนือจากฟ้องตามฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาววรัญญา ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา จำเลยใช้วาจาหยาบคายขณะทะเลาะกับโจทก์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2555 จำเลยโกรธที่โจทก์นำภาพถ่ายคู่กันระหว่างโจทก์กับจำเลยไปทำลาย เป็นเหตุให้ทะเลาะกันจนโจทก์หลบหนีออกจากบ้าน ไม่กลับไปอยู่อาศัยกับจำเลยที่บ้านอีกเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการทรมานร่างกายหรือจิตใจของโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1561(3) หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยบังคับให้โจทก์ต้องร่วมประเวณีกับจำเลยตลอดทั้งที่โจทก์ไม่สบายและไม่ต้องการร่วมประเวณี หากโจทก์ไม่ยอมร่วมประเวณีด้วย จำเลยก็ถือมีดและขู่ฆ่า จนโจทก์ต้องยอมร่วมประเวณีกับจำเลย ทำให้โจทก์รู้สึกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมากจนไม่สามารถทนต่อไปได้ สอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยตอบคำถามติงของทนายจำเลยยอมรับว่า จำเลยใช้มีดขู่โจทก์จริง เช่นนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็นสามีบังคับให้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาต้องร่วมประเวณีตามความต้องการของจำเลย ทั้งที่โจทก์ไม่สบายและไม่ต้องการร่วมประเวณี เมื่อโจทก์ไม่ยอมร่วมประเวณีด้วย จำเลยก็ถือมีดและขู่ฆ่า จนโจทก์ต้องยอมร่วมประเวณีกับจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของการอยู่กินฉันสามีภริยา ที่ต้องรู้จักการทะนุถนอมและเอาใจใส่ซึ่งกันและกันโดยเฉพาะการร่วมประเวณีย่อมเกิดจากความรักและความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย มิใช่การหักหาญเอาแต่ใจของตนเองฝ่ายเดียวการกระทำของจำเลยจึงเป็นการทรมานร่างกายหรือจิตใจของโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และที่จำเลยฎีกาว่า ข้อที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยใช้มีดข่มขู่ให้โจทก์ยอมมีเพศสัมพันธ์ โจทก์มิได้กล่าวอ้างไว้ในฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงไม่นำมาวินิจฉัยเพราะเป็นเรื่องเกินไปกว่าที่ปรากฏในฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างเหตุหย่าว่าจำเลยทรมานร่างกายหรือจิตใจของโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ข้อที่โจทก์นำสืบดังกล่าวจึงเป็นรายละเอียดแห่งเหตุหย่าตามที่โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้อง มิใช่เป็นการนำสืบนอกเหนือจากฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 1516 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสอาด รัตนถาวรกุล
จำเลย — นายประเสริฐ รัตนถาวรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางอภิรดี โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8608/2557
#559416
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมกรณีที่ได้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมโดยศาลมีคำสั่งแทนคำยินยอมของบิดามารดา กระทำได้ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลโดยคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/31 วรรคสาม โจทก์เป็นเพียงผู้ที่เคยเลี้ยงดูผู้เยาว์มาก่อนเท่านั้น จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะนำคดีมาฟ้องการเลิกรับบุตรบุญธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้เคยรับเลี้ยงดูเด็กชาย ต. ผู้เยาว์ยื่นคำฟ้องขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้เยาว์เลิกจากการเป็นบุตรบุญธรรมของจำเลยทั้งสอง และให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์อีกต่อไป ต่อมาโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันมีสาระสำคัญว่า จำเลยทั้งสองอนุญาตให้โจทก์รับผู้เยาว์ไปพักอาศัยที่บ้านโจทก์ได้โดยให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยทั้งสอง และโจทก์ต้องไม่ทำให้กระทบกระเทือนการเรียนของผู้เยาว์ หากฝ่ายใดผิดนัดต้องชำระค่าเสียหายแก่อีกฝ่ายครั้งละ 10,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ต่อมาจำเลยทั้งสองยื่นคำขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ อ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ยื่นคำขอตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ยอมให้ผู้เยาว์ไปพักกับโจทก์และยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำขอของจำเลยทั้งสองที่ขอออกหมายบังคับคดี จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เลี้ยงดูผู้เยาว์มาตั้งแต่เกิดเนื่องจากมารดาผู้เยาว์ฝากโจทก์เลี้ยงดู ต่อมาบิดามารดาผู้เยาว์ทอดทิ้งผู้เยาว์ โจทก์และสามีจึงเลี้ยงดูผู้เยาว์จนถึงอายุ 4 ปี โจทก์เห็นว่าผู้เยาว์จะต้องเข้าโรงเรียน จึงปรึกษาจำเลยทั้งสองเพื่อให้ผู้เยาว์ได้เรียนหนังสือ จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม และศาลมีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของบิดามารดา จำเลยทั้งสองจึงจดทะเบียนรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องขอเลิกการรับบุตรบุญธรรมกรณีที่ได้ผู้รับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมโดยศาลมีคำสั่งแทนคำยินยอมของบิดามารดา กระทำได้ต่อเมื่อมีคำสั่งศาลโดยคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/31 วรรคสาม โจทก์เป็นเพียงผู้ที่เคยเลี้ยงดูผู้เยาว์มาก่อนเท่านั้น จึงมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะนำคดีมาฟ้องการเลิกรับบุตรบุญธรรม การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคดีไว้พิจารณา และมีคำพิพากษาตามยอมจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองขอออกหมายบังคับคดีและศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ ก็ไม่มีผลให้คำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับมาเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย หมายบังคับคดีที่ออกมาก็ไม่สามารถใช้บังคับคดีได้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อฟังว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำเนียร สังฆะโต
จำเลย — นางจิตติมา เรืองฉาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พฤษภา พนมยันตร์
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8523/2557
#562666
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1246 (6) (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าบริษัทหรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ใด ๆ ของบริษัทรู้สึกว่าต้องเสียหายมิเป็นธรรมเพราะการที่บริษัทถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนนั้นไซร้ เมื่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาล และศาลพิจารณาได้ความเป็นที่พอแก่ใจว่าขณะที่ขีดชื่อบริษัทจากทะเบียนนั้นบริษัทยังทำการค้าขายหรือยังประกอบการงานอยู่ก็ดี หรือมิฉะนั้นเห็นเป็นการยุติธรรมในการที่จะให้บริษัทนั้นได้กลับคืนขึ้นทะเบียนก็ดี ท่านว่าศาลจะสั่งให้กลับจดชื่อบริษัทคืนเข้าสู่ทะเบียนก็ได้..." เมื่อปรากฏเหตุว่ามีการนำที่ดินที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินว่าให้ใช้เพื่อสร้างโรงเรียนอนุบาลและบ่อบำบัดน้ำเสียของหมู่บ้าน แต่บริษัท ธ. ผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวไม่ดำเนินการ ทั้งนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ผู้ร้องซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินในการที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินและปรากฏว่าในหมู่บ้านดังกล่าวยังมิได้มีการดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ผู้ร้องในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ธ. ปฏิบัติหน้าที่ตามใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้ร้องจึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าหนี้มีอำนาจยื่นคำร้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธินิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่น มีอธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้กระทำการแทน ผู้ร้องได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าของบ้านและผู้พักอาศัยในหมู่บ้านปั้นทอง 3 และหมู่บ้านกรุงสยาม (อินทรารมย์) ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญนครก่อสร้าง ผู้ดำเนินการจัดสรรที่ดินไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคทำให้ได้รับความเดือดร้อน ผู้ร้องตรวจสอบแล้วจึงแจ้งให้บริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวดำเนินการตามมติของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกรุงเทพมหานคร แต่พบว่าเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครได้ขีดชื่อบริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างแล้ว ทำให้ผู้ร้องไม่สามารถแจ้งให้บริษัทปฏิบัติตามมติของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกรุงเทพมหานครได้ จึงขอให้มีคำสั่งจดชื่อบริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด คืนเข้าสู่ทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (เดิม)

ศาลประกาศตามระเบียบและส่งสำเนาให้นายทะเบียนแล้ว ไม่มีผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธินิติกรรม เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2548 ผู้ร้องได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าของบ้านและผู้พักอาศัยในหมู่บ้านปั้นทอง 3 และหมู่บ้านกรุงสยาม (อินทรารมย์) ว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญนครก่อสร้างผู้จัดสรรที่ดินไม่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของบ้านและผู้พักอาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตามสำเนาหนังสือร้องเรียน จากการตรวจสอบพบว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญนครก่อสร้างได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 43 ไร่ โดยจัดให้มีการบริการสาธารณะคือโรงเรียนอนุบาล 2 แห่ง สนามเด็กเล่น 2 แห่ง และบ่อบำบัดน้ำเสีย 2 แห่ง ตามสำเนาโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน ต่อมาห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญนครก่อสร้างประสบปัญหาจึงขายกิจการบางส่วนให้แก่บริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ดำเนินการก่อสร้างต่อและเปลี่ยนชื่อจากโครงการบ้านอินทรารมย์เป็นหมู่บ้านกรุงสยาม ในการขายกิจการได้ตกลงโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131542 ที่กำหนดเป็นพื้นที่โรงเรียนอนุบาลและที่ดินโฉนดเลขที่ 131554 และ 131566 ที่กำหนดเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียให้แก่บริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ด้วย เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางเขน ออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 131542 มีวัชพืชขึ้นรก ที่ดินโฉนดเลขที่ 131554 มีบ้านพักอาศัยตึกชั้นเดียวปลูกอยู่และที่ดินโฉนดเลขที่ 131566 มีสภาพเป็นสนามบาสเกตบอลตามสำเนาเรื่องปัญหากรรมสิทธิ์สาธารณูปโภค คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกรุงเทพมหานครได้มีมติให้บริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 131542 ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนอนุบาล หากไม่สามารถจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลก็ให้กันที่ไว้เป็นโรงเรียนอนุบาล สนามเด็กเล่น หรือสนามกีฬาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสนามบาสเกตบอลออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 131554 และ 131566 และจัดทำบ่อบำบัดน้ำเสียให้สามารถบำบัดน้ำเสียได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งตามสำเนารายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกรุงเทพมหานครและสำเนามติคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรรกรุงเทพมหานคร ผู้ร้องไม่อาจแจ้งมติดังกล่าวได้เนื่องจากนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครขีดชื่อบริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด เป็นบริษัทร้างแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246 (6) (เดิม) บัญญัติว่า "ถ้าบริษัทหรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ใด ๆ ของบริษัทรู้สึกว่าต้องเสียหายมิเป็นธรรมเพราะการที่บริษัทถูกขีดชื่อจากทะเบียนนั้นไซร้ เมื่อบริษัทหรือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ยื่นคำร้องต่อศาล และศาลพิจารณาได้ความเป็นที่พอแก่ใจว่าขณะที่ขีดชื่อบริษัทจากทะเบียนนั้นบริษัทยังทำการค้าขายหรือยังประกอบการงานอยู่ก็ดี หรือมิฉะนั้นเห็นเป็นการยุติธรรมในการที่จะให้บริษัทนั้นได้กลับคืนขึ้นทะเบียนก็ดี ท่านว่าศาลจะสั่งให้กลับจดชื่อบริษัทคืนเข้าสู่ทะเบียนก็ได้ ..." เมื่อปรากฏเหตุตามคำร้องว่ามีการนำที่ดินที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินว่าให้ใช้เพื่อสร้างโรงเรียนอนุบาลและบ่อบำบัดน้ำเสีย แต่บริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวไม่ดำเนินการ ทั้งนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ผู้ร้องซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินในการที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินและปรากฏว่าในหมู่บ้านดังกล่าวยังมิได้มีการดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ผู้ร้องในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงมีสิทธิเรียกร้องให้บริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด ปฏิบัติหน้าที่ตามใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้ร้องจึงมีสถานะเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าหนี้มีอำนาจยื่นคำร้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องโดยเห็นว่าผู้ร้องมิใช่เจ้าหนี้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้นและเพื่อเป็นการยุติธรรมให้จดชื่อบริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนเพื่อที่ผู้ร้องจะได้ดำเนินกระบวนต่าง ๆ และบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินและให้บริษัทดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

พิพากษากลับ ให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครจดชื่อบริษัทธนทวีวิวัฒน์ จำกัด กลับคืนเข้าสู่ทะเบียน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1246 (6) (เดิม)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — กรมที่ดิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสินาท มณีบางกา
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
จรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8522/2557
#562558
เปิดฉบับเต็ม

การชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคสาม ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำหรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้แต่งตั้งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ ซึ่งตามมาตรา 1061 วรรคสี่ การแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีให้วินิจฉัยชี้ขาดโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วน ฉะนั้นในกรณีที่ไม่อาจหาเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วนได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีให้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนไม่อาจตกลงกันในเรื่องผู้ชำระบัญชีได้ ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ได้ตามที่เห็นสมควรแม้คู่กรณีจะเสนอผู้ใดมาโดยเฉพาะก็ตาม การแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1061 แต่อย่างไรก็ตามการตกลงเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้องมีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือโจทก์และจำเลยซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันทั้งไม่ประสงค์เป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน หากแต่งตั้งจำเลยหรือโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีเพียงคนเดียวหรือเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชีไม่ร่วมมือกัน เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนแทนจำเลย

โจทก์ฟ้องแทนห้างหุ้นส่วน เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งกระทำแทนห้างหุ้นส่วนมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่ห้างหุ้นส่วน จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินแก่ห้างหุ้นส่วน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ห้างหุ้นส่วนโดยโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงินเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วน 1,814,105 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือวันเสร็จสิ้นการชำระบัญชีแก่ห้างหุ้นส่วน ให้จำเลยใช้ค่าขาดรายได้ถึงวันฟ้อง 800,000 บาท และค่าเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วนวันละ 40,000 บาท จนกว่าการชำระบัญชีเสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนและแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชี ให้โจทก์หยุดการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป นำเงินที่เรียกเก็บจากลูกค้าคืนเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วน 8,601,980 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จหรือวันเสร็จสิ้นการชำระบัญชี และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายเนื่องจากห้างหุ้นส่วนไม่อาจประกอบกิจการได้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,000,000 บาท และค่าเสียหายวันละ 50,000 บาท จนกว่าจะชำระบัญชีเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้องเลิกกัน และให้แต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันทำกิจการตัดเย็บเสื้อผ้ามีโรงงานเป็นห้องแถว 4 ห้อง ตกลงให้นำเงินที่ได้จากกิจการฝากในบัญชีธนาคารที่โจทก์และจำเลยมีชื่อร่วมกันตาม โจทก์และจำเลยมีปัญหาทะเลาะกันต่างฝ่ายอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งนำเงินที่ได้จากกิจการไปเป็นของส่วนตัว ไม่อาจดำเนินกิจการร่วมกันต่อไปได้ ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยตกลงกันแบ่งห้องแถวคนละ 2 ห้อง และไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนตามคำขอของโจทก์และจำเลย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีคนเดียวขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 หรือไม่ และสมควรตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีหรือไม่ เห็นว่า การชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคสาม ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำหรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้แต่งตั้งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ ซึ่งตามมาตรา 1061 วรรคสี่ การแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีให้วินิจฉัยชี้ขาดโดยคะแนนเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วน ฉะนั้นในกรณีที่ไม่อาจหาเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วนได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจร้องขอให้ศาลตั้งผู้ชำระบัญชีให้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วน ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนไม่อาจตกลงกันในเรื่องผู้ชำระบัญชีได้ ฉะนั้นการตั้งผู้ชำระบัญชีโดยคำสั่งศาล ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีได้ตามที่เห็นสมควรแม้คู่กรณีจะเสนอผู้ใดมาโดยเฉพาะก็ตาม การแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีจึงไม่ขัดต่อมาตรา 1061 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยตกลงให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนเพียงคนเดียวนั้น บันทึกดังกล่าวมีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า น.ส.ดุษฎี จะไม่มาทวงสิทธิในผลประโยชน์ทางธุรกิจใด ๆ ทั้งสิ้น จะไม่มาเกี่ยวข้อง รังควาญ ทั้งต่อบุคคลและทรัพย์สิน หากกระทำผิดไปจากนี้จะยินยอมรับว่ามีความผิดตามกฎหมาย ในข้อหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำข้างต้น" อันมีลักษณะแสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์จะดำเนินธุรกิจร่วมกับโจทก์อีกต่อไปเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดที่ชี้ให้เห็นเจตนาว่าจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่อย่างใด ทั้งยังปรากฏตามคำเบิกความของโจทก์อีกว่า หลังจากจำเลยทำบันทึก จำเลยยังคงทำหน้าที่เก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าตามปกติและนำเงินเข้าบัญชี จึงไม่เชื่อว่าจำเลยประสงค์ไปเป็นพนักงานขายสินค้าแอมเวย์และทำบันทึกดังกล่าวด้วยความสมัครใจดังที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทำบันทึกโดยไม่สมัครใจและไม่เป็นข้อตกลงให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนเพียงคนเดียว แต่อย่างไรก็ตามการตกลงเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามฟ้องมีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียง 2 คน คือโจทก์และจำเลยซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันทั้งไม่ประสงค์เป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน เช่นนี้หากแต่งตั้งจำเลยหรือโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีเพียงคนเดียวหรือเป็นผู้ชำระบัญชีร่วมกัน ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดปัญหาในการชำระบัญชี ไม่ร่วมมือกัน เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชี และไม่เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่แต่งตั้งโจทก์เป็นผู้ชำระบัญชีจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น การที่ศาลล่างทั้งสองแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ชำระบัญชีคนเดียว ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ดังนั้นศาลฎีกามีอำนาจแต่งตั้งบุคคลอื่นซึ่งถือว่าเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีได้ และเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนแทนจำเลย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องในนามส่วนตัวในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแก่โจทก์ แต่เป็นการขอให้ศาลบังคับให้จำเลยนำเงินของห้างหุ้นส่วนไปเก็บไว้ที่ห้างหุ้นส่วนและขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ห้างหุ้นส่วน ซึ่งถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยก็มีสิทธิในเงินตามคำพิพากษานั้นกึ่งหนึ่งในฐานะหุ้นส่วน โจทก์จึงฟ้องคดีอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 สั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องแทนห้างหุ้นส่วน เมื่อตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ซึ่งกระทำแทนห้างหุ้นส่วนมีคำขอบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่ห้างหุ้นส่วน จึงถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินแก่ห้างหุ้นส่วน กรณีจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ห้างหุ้นส่วนโดยโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนตามฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1061 วรรคสาม ม. 1061 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอภิ บุญสรรค์สร้าง
จำเลย — นางสาวดุษฏี อินทพรหม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายนพพร วิวัฒนาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8516/2557
#576833
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 47 (1) (ญ) กำหนดให้ลดหย่อนภาษีสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 36) พ.ศ.2548 คือ โดยที่มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 กำหนดให้ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุตร สมควรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนหรือสามีภริยาของตน นำค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้ การหักลดหย่อนดังกล่าวย่อมไม่รวมถึงผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมที่ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้รับบุตรบุญธรรมแต่อย่างใด ทั้งตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรก็กำหนดไว้ว่า ผู้มีเงินได้จะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาของตนจึงจะใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป.รัษฎากร มาตรา 47 (1) (ญ) ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้คืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ยังขาดอยู่ในปีภาษี 2550 จำนวน 18,000 บาท และปีภาษี 2551 จำนวน 18,000 บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนายประยูรและนางพงศ์จันทร์ โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 91 ปีภาษี 2550 และปีภาษี 2551 ขอคืนภาษีที่ชำระไว้เกินจำนวน 45,115.80 บาท และ 56,559.74 บาท จำเลยพิจารณาอนุมัติคืนเงินภาษีแก่โจทก์จำนวน 27,115.80 บาท และ 38,559.74 บาท ตามลำดับ และออกหนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ค.21) แก่โจทก์ โดยแจ้งเหตุผลว่า คืนภาษีน้อยกว่าที่ขอเนื่องจากหักลดหย่อนบิดามารดาไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จำเลยมีหนังสือเรื่องการอุทธรณ์หนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้โจทก์ทราบว่าหนังสือแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นถูกต้องและชอบแล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาบุญธรรมของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ญ) หรือไม่ และจำเลยต้องคืนเงินภาษีตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28 กำหนดว่า บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม และประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ญ) ให้สิทธิแก่บุตรบุญธรรมที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี การที่ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) ข้อ 1 (2) ระบุว่า ผู้มีเงินได้ต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่จำเลยกลับมาจำกัดสิทธิของบุตรบุญธรรมโดยเติมข้อความว่า (บุตรบุญธรรมหักค่าลดหย่อนไม่ได้) ไว้ในเอกสารกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นการขยายคำว่าบุตรชอบด้วยกฎหมายในทางจำกัดสิทธิของโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 47 บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้ลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้ (1) ลดหย่อนให้สำหรับ... (ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาทโดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 36) พ.ศ.2548 คือ โดยที่มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 กำหนดให้ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการี ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในประมวลรัษฎากร ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุตร สมควรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนหรือบิดามารดาของสามีหรือภริยาของตนสามารถนำค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อันเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ให้สิทธิการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุตรที่ได้อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้น มิได้หมายรวมถึงผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมที่ได้อุปการะเลี้ยงดูผู้รับบุตรบุญธรรมแต่อย่างใด อีกทั้งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 136) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ตามมาตรา 47 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร ก็กำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาในข้อ 1 (2) ไว้ว่า ผู้มีเงินได้จะต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของบิดามารดาของตนจึงจะใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28 กำหนดให้บุตรบุญธรรมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม ก็มีผลเพียงให้บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองไปนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรม แต่บุตรบุญธรรมนั้นไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมาโดยยังคงมีสิทธิหน้าที่ต่อบิดามารดารวมถึงการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1563 โจทก์ในฐานะบุตรบุญธรรมของนายประยูรและนางพงศ์จันทร์จึงไม่มีสิทธิหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ญ) ได้ และจำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีตามฟ้องแก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 47 (1) ม. 47 (ญ)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบงกช ณ บางช้าง
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8483/2557
#562671
เปิดฉบับเต็ม

ท่อส่งน้ำทั้งสองสายของโจทก์เป็นท่อขนาดใหญ่ ยาวต่อเนื่อง และเป็นท่อเหล็กหุ้มด้วยฉนวนป้องกันมิให้เกิดสนิม ฝังอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 2 เมตร ในเขตทางหลวงขนานไปกับถนนและอยู่ห่างจากขอบทางหลวงประมาณ 6 เมตร โดยบางช่วงมีการสร้างบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นระยะ ๆ ท่อส่งน้ำดังกล่าวมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงสูบน้ำที่ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์ และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 ที่ใช้ในการประกอบอุตสาหกรรมผลิตน้ำและจำหน่ายน้ำของโจทก์ มิใช่ทรัพย์สินที่ให้งดเว้นจากการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) ตามหนังสือเล่มที่ 02 เลขที่ 67-76 จำนวน 10 ฉบับ แต่ละฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2552 และหนังสือแจ้งผลการพิจารณา เลขที่ รย 72602/1285 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด. 11) เล่มที่ 01 เลขที่ 01-10 จำนวน 10 ฉบับ แต่ละฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ของจำเลย กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีและค่าปรับแก่โจทก์จำนวน 4,346,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเลขที่ 67 ถึง 76 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2552 เพิกถอนหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เลขที่ รย 72602/1285 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 และใบแจ้งคำชี้ขาดเลขที่ 1 ถึง 10 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2552 ของจำเลยทั้งสิบปีภาษี และให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีและค่าปรับจำนวน 4,346,000 บาท แก่โจทก์ ภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดดังกล่าว ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันว่า โจทก์ก่อตั้งและดำเนินกิจการสืบเนื่องมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2535 ที่ให้การประปาส่วนภูมิภาคจัดตั้งเป็นบริษัทขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับผิดชอบพัฒนาและจัดการระบบท่อส่งน้ำดิบเพื่อจำหน่ายน้ำดิบในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก โจทก์ประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมผลิตและจำหน่ายน้ำประปาในภาคตะวันออก มีโรงสูบน้ำ 2 แห่ง ตั้งอยู่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและอ่างเก็บน้ำดอกกราย โจทก์วางท่อส่งน้ำดิบซึ่งเป็นท่อ STA ขนาดกว้าง 1.50 เมตร ยาว 7,400 เมตร และท่อ STA ขนาดกว้าง 1.30 เมตร ยาว 2,600 เมตร ฝังดินไปตามแนวถนนทางหลวงสายมาบข่า - ปลวกแดง และมีบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นระยะ ๆ ตามแนวท่อสำหรับใช้ในการดูแลบำรุงรักษาท่อส่งน้ำดิบ ซึ่งอยู่ในเขตรับผิดชอบจำเลย โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงสูบน้ำทั้งสองแห่งและเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่จำเลยเรื่อยมา ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยพบว่าท่อส่งน้ำดิบของโจทก์อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงแจ้งให้โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน แต่โจทก์ไม่ดำเนินการ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับท่อส่งน้ำประจำปีภาษี 2542 ถึงปีภาษี 2551 โดยกำหนดค่ารายปีท่อส่งน้ำขนาด 1.50 เมตร ยาว 7,400 เมตร เป็นค่ารายปี 2,664,000 บาท ค่าภาษี 333,000 บาท ท่อส่งน้ำขนาด 1.30 เมตร ยาว 2,600 เมตร เป็นค่ารายปี 811,200 บาท ค่าภาษี 101,400 บาท รวมเป็นค่ารายปี 3,475,200 บาท ค่าภาษี 434,400 บาท และให้โจทก์ชำระค่าปรับกรณีไม่ยื่นแบบแจ้งรายการปีละ 200 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่พิจารณาแล้วมีมติให้ยกคำร้องของโจทก์ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่น้ำคู้ได้มีคำชี้ขาดแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว โจทก์ชำระค่าภาษีและค่าปรับแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยในประการแรกว่า ท่อส่งน้ำพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเห็นด้วยกับที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าท่อส่งน้ำพิพาทเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แต่ไม่เห็นด้วยที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าท่อส่งน้ำของโจทก์ไม่มีสภาพหรือลักษณะที่จะใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือใช้ในการประกอบอุตสาหกรรม เนื่องจากโจทก์ประกอบกิจการพัฒนาและจัดระบบการส่งน้ำเพื่อจำหน่ายน้ำดิบให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการต่าง ๆ โดยสภาพการใช้หรือการประกอบการของโจทก์ต้องมีน้ำซึ่งถือเป็นสินค้าอยู่ในท่อส่งน้ำจึงเป็นที่เก็บสินค้า ท่อส่งน้ำพิพาทจึงเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ที่ใช้เก็บสินค้าและใช้ในการประกอบอุตสาหกรรมของโจทก์ ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ส่วนโจทก์แก้อุทธรณ์ว่า ท่อส่งน้ำของโจทก์เป็นท่อที่ฝังอยู่ใต้ดินเพื่อส่งน้ำดิบ เป็นเพียงอุปกรณ์ให้น้ำดิบไหลผ่านมิได้มีสภาพที่บุคคลสามารถเข้าไปอยู่อาศัยหรือจะใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ซึ่งใช้ต่อเนื่องไปจากโรงสูบน้ำ ปัญหานี้โจทก์นำสืบว่า ท่อส่งน้ำทั้งสองสายมีลักษณะเป็นท่อวงกลมขนาดใหญ่ ยาวต่อเนื่อง เป็นท่อเหล็กหุ้มด้วยฉนวนป้องกันมิให้เกิดสนิม ฝังอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 2 เมตร ในเขตทางหลวงขนานไปกับถนนและอยู่ห่างจากขอบทางหลวงประมาณ 6 เมตร โดยโจทก์จ่ายค่าเช่าที่ดินให้แก่กรมทางหลวงเพื่อใช้พื้นที่ฝังท่อ ในการส่งน้ำดิบผ่านท่อส่งน้ำแต่ละสายโจทก์มีโรงสูบน้ำเพื่อสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำส่งไปยังโรงผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคและผู้ใช้น้ำอื่น ๆ และมีโรงสูบน้ำเฉพาะเส้นหนองปลาไหล - หนองค้อ ที่คอยเพิ่มแรงดันของน้ำดิบให้มีกำลังวิ่งผ่านเส้นทางที่มีภูมิประเทศสูงชัน ซึ่งโจทก์ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอย่างครบถ้วน ท่อส่งน้ำแต่ละสายถือเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการขนส่งน้ำ มิได้มีสภาพที่บุคคลสามารถเข้าไปอยู่อาศัย หรือใช้เป็นที่ไว้สินค้า หรือประกอบอุตสาหกรรมใด ๆ มิได้เป็นทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดประโยชน์อันเป็นรายได้โดยตรงของโจทก์ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าท่อส่งน้ำดิบเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ส่วนจำเลยนำสืบว่า ท่อส่งน้ำทั้งสองสายของโจทก์มีลักษณะเป็นท่อขนาดใหญ่วางฝังดินไปตามแนวถนนมาบข่า - ปลวกแดง โดยมีบางส่วนหล่อเป็นแท่นปูนสี่เหลี่ยมฝังลงใต้ดินเป็นช่วง ๆ เพื่อยึดท่อส่งน้ำและเป็นจุดพักน้ำเพื่อส่งไปจำหน่ายในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ต่อเนื่องกับโรงสูบน้ำ และท่อส่งน้ำยังเป็นที่เก็บสินค้า (น้ำดิบ) และส่งต่อสินค้าไปจำหน่ายหรือให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อหารายได้ จึงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อหาประโยชน์เป็นรายได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 5 บัญญัตินิยามของคำว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ให้กินความถึงแพด้วยเท่านั้น โดยมิได้กำหนดความหมายของสิ่งปลูกสร้างไว้โดยเฉพาะ เมื่อโจทก์และจำเลยนำสืบรับกันถึงสภาพและลักษณะของท่อน้ำทั้งสองสายของโจทก์ว่า เป็นท่อขนาดใหญ่ ยาวต่อเนื่อง และเป็นท่อเหล็กหุ้มด้วยฉนวนป้องกันมิให้เกิดสนิม ฝังอยู่ใต้ดินลึกประมาณ 2 เมตร ในเขตทางหลวง ขนานไปกับถนนและอยู่ห่างจากขอบทางหลวงประมาณ 6 เมตร โดยบางช่วงมีการสร้างบ่อคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นระยะ ๆ ซึ่งได้ความจากนายเจริญสุข พยานโจทก์ว่า บ่อคอนกรีตเสริมเหล็กดังกล่าวเป็นบ่อสำหรับการดูแลบำรุงรักษาท่อส่งน้ำดิบ เมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับภาพถ่ายแนวการฝังท่อ และภาพถ่ายท่อส่งน้ำดิบที่ออกจากโรงสูบน้ำ แล้ว จะเห็นได้ว่าท่อส่งน้ำดังกล่าวมีลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แม้ท่อส่งน้ำทั้งสองสายจะไม่ได้วางอยู่บนพื้นดินและไม่ได้เชื่อมติดกับพื้นดินเป็นการถาวร แต่ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ก็มิได้กำหนดให้จัดเก็บภาษีเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะติดอยู่กับที่ดินเป็นการถาวรหรือเป็นส่วนควบกับที่ดินเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานโจทก์อีกว่า น้ำจากโรงสูบน้ำของโจทก์จะไหลมารวมกันเชื่อมต่อเข้ากับท่อส่งน้ำภายนอกโรงสูบน้ำ ที่จุดเชื่อมต่อมีอุปกรณ์ประตูน้ำที่สามารถเปิดปิดควบคุมอัตราการไหลของน้ำและมีมาตรวัดอัตราการไหลของน้ำที่ส่งออกจากโรงสูบน้ำผ่านเข้าท่อส่งน้ำ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้ใช้ท่อส่งน้ำทั้งสองสายในการขนถ่ายน้ำจากโรงสูบน้ำของโจทก์ที่สูบน้ำดิบจากอ่างเก็บน้ำส่งไปยังโรงผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคและผู้ใช้น้ำอื่น ๆ โดยมีการเรียกเก็บค่าน้ำจากผู้ที่ใช้บริการจากโจทก์ อีกทั้งสภาพกิจการของโจทก์ต้องมีน้ำซึ่งถือเป็นสินค้าของโจทก์ส่งไปตามท่อส่งน้ำทั้งสองสายเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้น้ำ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ท่อส่งน้ำพิพาททั้งสองสายเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ที่โจทก์ใช้ต่อเนื่องกับโรงสูบน้ำที่ประกอบกิจการก่อให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่โจทก์ และถือเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ๆ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ที่ใช้ในการประกอบอุตสาหกรรมผลิตน้ำและจำหน่ายน้ำของโจทก์ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่ให้งดเว้นจากการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ท่อส่งน้ำทั้งสองสายของโจทก์จึงเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 5 ม. 8 วรรคสอง ม. 10
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 37 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก
จำกัด (มหาชน)
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลแม่น้ำคู้
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8482/2557
#562570
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 91/7 และมาตรา 91/11 เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่กรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเท่านั้น มิอาจตีความขยายรวมไปถึงผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้ที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีแทนผู้มีหน้าที่เสียภาษีไปด้วย โจทก์ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี ท. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ตามข้อสัญญาท้ายประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุให้ผู้ซื้อต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร และในหนังสือขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อระบุให้เจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรจากผู้ซื้อ โดยโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า โจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าภาษีตามข้อสัญญาท้ายประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อในช่วงเวลาที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้ง 21 แปลง อยู่ภายใต้บังคับพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 488) พ.ศ.2552 ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ตามความใน ป.รัษฎากร มาตรา 91/6 (3) ลงเหลืออัตราร้อยละ 0.11 ซึ่งเป็นอัตราที่รวมภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เป็นรายได้ของท้องถิ่น ท. จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่กฎหมายกำหนดให้ลดอัตราลงและจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีในส่วนที่โจทก์จ่ายไปดังกล่าว การฟ้องขอคืนค่าภาษีจากจำเลยในคดีนี้จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 91/11 แห่ง ป.รัษฎากร และมิได้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 27 ตรี ซึ่งเป็นเรื่องการขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรต้องเสียหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสีย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินภาษีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 104,391.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 102,470.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2552 จนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงิน แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องคืนเงินภาษีให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อชำระภาษีแทนผู้ขายในคดีนี้ตามข้อตกลงในการซื้ออสังหาริมทรัพย์จากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ไม่เข้าคุณสมบัติของผู้มีสิทธิขอคืนภาษีตามมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้มีสิทธิขอคืน คือ นายทวีศักดิ์ ผู้ขาย มิใช่โจทก์ และไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิขอคืนตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่คืนภาษีให้แก่โจทก์จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรแล้วนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/7 บัญญัติให้ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ และมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะ ให้กระทำตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ใช้บังคับแก่กรณีผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายเท่านั้น มิอาจตีความขยายรวมไปถึงผู้ไม่มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้ที่ถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกเก็บภาษีแทนผู้มีหน้าที่เสียภาษีไปด้วย กรณีนี้สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมเป็นผู้ดำเนินการขายทอดตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของนายทวีศักดิ์ นายทวีศักดิ์จึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ตามข้อสัญญาท้ายประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุให้ผู้ซื้อต้องเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากร และในหนังสือขอให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ ระบุให้เจ้าพนักงานที่ดินเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าภาษีต่าง ๆ จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลรัษฎากรจากผู้ซื้อ ทั้งโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า โจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าภาษีตามข้อสัญญาท้ายประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ในช่วงเวลาที่โจทก์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้ง 21 แปลง อยู่ภายใต้บังคับพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 488) พ.ศ.2552 ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา 91/6 (3) ลงเหลืออัตราร้อยละ 0.11 ซึ่งเป็นอัตราที่รวมภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เป็นรายได้ของท้องถิ่น นายทวีศักดิ์จึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในส่วนที่กฎหมายกำหนดให้ลดอัตราลง และจำเลยย่อมไม่มีสิทธิยึดเงินค่าภาษีในส่วนที่โจทก์จ่ายไปดังกล่าว การฟ้องขอคืนค่าภาษีจากจำเลยในคดีนี้จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 91/11 แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่จำเลยอุทธรณ์ และมิได้อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 27 ตรี ซึ่งเป็นเรื่องการขอคืนภาษีอากรและภาษีที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแล้วเป็นจำนวนเกินกว่าที่ควรต้องเสียหรือไม่มีหน้าที่ต้องเสียดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมา โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเงินภาษีดังกล่าวคืนและมีอำนาจฟ้องให้จำเลยคืนเงินภาษีได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์พิพาทจำนวน 104,391.53 บาท แต่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่าทนายความที่จำเลยต้องรับผิด 10,000 บาท ซึ่งเกินกว่าอัตราตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดไว้ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ตรี ม. 91/7 ม. 91/11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจียระไนดีเวลลอปเมนท์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8474/2557
#572086
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้อาวุธปืนและซองกระสุนปืนที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไปไม่ อาวุธปืนดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 ไม่อาจริบตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ชอบที่จะต้องส่งคืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 479/2555 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ (ที่ถูก 16 ปีเศษ) ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 479/2555 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวยังมิได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน แต่ไม่ริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เฉพาะในเรื่องการริบอาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางตามฟ้อง คดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ความผิดจึงอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต หาทำให้อาวุธปืนและซองกระสุนปืนของกลางที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนผิดกฎหมายไปไม่ กรณีจึงไม่ใช่เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะพึงต้องริบ และไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 จึงไม่อาจริบตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ชอบที่จะต้องสั่งคืนให้แก่เจ้าของ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายรุ่งโรจน์ บุญมาเลิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี — นายทวีศักดิ์ นคนันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายภคพงศ์ ภัคพงศ์สิริ
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8457/2557
#572085
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ไม่ใช่กรณีที่ กทท. ไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าจำนวนพื้นที่ประเมินไว้สูงเกินสมควร ซึ่งต้องนำเรื่องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ชำระค่าภาษีแทน กทท. ย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้

สัญญาเช่านอกจากจะอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือแล้ว ยังให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของ กทท. โดย กทท. มีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับท่าเทียบเรือบี 1 ให้แก่โจทก์ใช้ประโยชน์และพัฒนาท่าเทียบเรือ โดยโจทก์ต้องจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าทรัพย์สินด้วย กทท. จึงไม่ได้รับการยกเว้นภาษีตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน และหาก กทท. ไม่พอใจคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้สูงเกินสมควร กทท. จะต้องนำเรื่องเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย เมื่อ กทท. ได้นำคำชี้ขาดเสนอ ครม. ภายในสามสิบวันแล้ว แต่ ครม. ยังไม่มีมติ กทท. จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของ มาตรา 31 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินเล่มที่ 30 เลขที่ 40 ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2552 และคำวินิจฉัยชี้ขาดเล่มที่ 1 เลขที่ 5 ฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2552 ให้จำเลยคืนเงินค่าภาษี 10,931,905.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้โจทก์เสียภาษีตามอัตราตารางเมตรโดยเทียบเคียงกับท่าเทียบเรือรายอื่นในท่าเรือแหลมฉบัง หรือให้ลดภาษีโรงเรือนและที่ดินที่เรียกเก็บเพียงไม่เกิน 4,538,910 บาท โดยให้คืนเงินภาษีให้แก่โจทก์ 6,392,995.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน เล่มที่ 30 เลขที่ 40 ฉบับลงวันที่ 15 กันยายน 2552 และคำวินิจฉัยชี้ขาด เล่มที่ 1 เลขที่ 5 ฉบับลงวันที่ 28 ตุลาคม 2552 โดยกำหนดค่ารายปีของท่าเทียบเรือบี 1 ประจำปีภาษี 2552 เป็นเงิน 36,311,280 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 4,538,910 บาท และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินส่วนที่เรียกเก็บเกินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแสดงสภาพแห่งข้อหาในตอนต้นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการยกเว้นจากการเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่นบรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนอกจากอาคารและที่ดินที่ให้เช่า ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ซึ่งมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ระบุว่าเฉพาะกรณีที่ผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าจำนวนเงินซึ่งประเมินไว้มีจำนวนสูงเกินสมควรเท่านั้น จึงให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและคณะรัฐมนตรีมีอำนาจลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ แต่หากการท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่พอใจคำชี้ขาดเนื่องจากเห็นว่าไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จึงไม่ใช่กรณีที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะเป็นผู้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย หากจำเลยทั้งสองเรียกเก็บภาษีเกินไป โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องในประเด็นนี้ได้ กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเรือบี 1 ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 หรือไม่ เห็นว่า นอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยระบุว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยปลูกสร้างขึ้นและการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้เช่าและโจทก์ตกลงที่จะเช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้า ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังสำหรับพัฒนาบริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาภายในระยะเวลากำหนด โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับท่าเทียบเรือบี 1 ให้แก่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์และต้องพัฒนาท่าเทียบเรือโดยจัดหาทรัพย์สินตลอดจนอุปกรณ์และเครื่องมือเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจตามข้อตกลงในสัญญา ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย อันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย และโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์ และแม้การจ่ายค่าตอบแทนให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมคงที่ ซึ่งเป็นค่าตอบแทนการได้สิทธิในการเข้ามาบริหารท่าเทียบเรือ และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ซึ่งจัดเก็บตามปริมาณตู้สินค้าที่ผ่านท่าเทียบเรือนั้น ๆ ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากการที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือบี 1 ด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่างแต่ก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์เข้าใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและต้องจ่ายค่าตอบแทนตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญาอันมีลักษณะเป็นสัญญาเช่าตามมาตรา 537 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ไม่ว่าวัตถุประสงค์ของสัญญาจะเป็นกรณีที่โจทก์เข้าประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภคที่กระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยหรือความผาสุกของประชาชน หรือเป็นการให้บริการสาธารณะอันมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีส่วนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 กำหนดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้รับยกเว้นค่าภาษีอากร ค่าธรรมเนียมใด ๆ ตามกฎหมายอื่น บรรดาที่เรียกเก็บสำหรับอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนอกจากอาคารและที่ดินให้เช่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้โจทก์เช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าบี 1 โดยการพัฒนา บริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาเช่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงมิได้รับยกเว้นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามบทบัญญัติดังกล่าว และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่ารายปีควรเป็นเท่าใด โจทก์บรรยายฟ้องในประเด็นนี้ว่า จำนวนค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่จำเลยที่ 1 ประเมินเรียกเก็บสูงเกินส่วน เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์สินประเภทโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างในสัดส่วนที่ใช้ประโยชน์จริง โดยนำเอามูลค่าก่อสร้างและค่าตอบแทนของท่าเทียบเรือบี 1 ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างโดยการลงทุนของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่น้อยกว่าการก่อสร้างท่าเทียบเรืออื่นมาเป็นฐานในการคำนวณภาษี การคำนวณสัดส่วนการใช้พื้นที่ที่ถูกต้องควรนำมูลค่าค่าตอบแทนคงที่รายปีมาคำนวณหาสัดส่วนตามพื้นที่การใช้ประโยชน์เฉพาะโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างจากการใช้ประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่าจำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ประเมินไว้และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควร ดังนั้น การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามบทบัญญัติมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งนายอลงกรณ์ พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทยพยานโจทก์เบิกความประกอบหนังสือเรื่องขอลดหย่อนค่ารายปีการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ประจำปี 2552 การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้นำคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 แต่คณะรัฐมนตรียังไม่มีมติในเรื่องการลดหย่อนค่ารายปีให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองเช่นเดียวกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องและกำหนดค่ารายปีใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลซีบี คอนเทนเนอร์ เทอร์มินอล 1 จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลแหลมฉบัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8430 -ที่ 8432/2557
#562622
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาการเลี้ยงไก่มีสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 3 ต้องวางเงินประกันไว้ก่อนจำนวนหนึ่งเพื่อรับลูกไก่จากโจทก์ร่วมมาเลี้ยง และเมื่อส่งไก่ใหญ่ให้แก่โจทก์ร่วมจึงจะคิดราคาไก่ที่ส่งกับต้นทุนทุกอย่างที่รับไปจากโจทก์ร่วม เช่น ลูกไก่ อาหารไก่ วัคซีน และการขนส่ง ถ้าคิดราคาไก่ที่ส่งได้เงินสูงกว่าราคาต้นทุน จำเลยที่ 3 ก็ได้กำไร แต่หากคิดราคาไก่ได้น้อยก็ขาดทุนซึ่งโจทก์ร่วมจะหักเงินประกันชำระต้นทุนส่วนที่ขาด

หลังจากโจทก์ร่วมส่งลูกไก่ให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว ความรับผิดชอบในตัวไก่ทั้งหมดตกไปอยู่แก่จำเลยที่ 3 ผู้เลี้ยงโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยง การดูแลรักษา หรือการป้องกันภัยต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดแก่ตัวไก่หากเกิดความเสียหายอย่างใด ๆ ขึ้นไม่ว่าจะเป็นไก่ตาย ไก่เป็นโรค หรือไก่พิการจำเลยที่ 3 ก็ต้องรับไปซึ่งความเสียหายนั้นเพียงผู้เดียว กล่าวคือ จำเลยที่ 3 ก็จะไม่มีไก่ไปส่งหรือไก่ที่ส่งไม่ได้น้ำหนักและราคา อันจะทำให้จำเลยที่ 3 ขาดทุนเมื่อคิดหักกับต้นทุน เช่น ค่าลูกไก่ ค่าอาหารหรือค่าวัคซีนที่รับไปจากโจทก์ร่วม ซึ่งกรณีขาดทุนโจทก์ร่วมก็จะหักเอาจากเงินประกัน แสดงว่า ในส่วนของโจทก์ร่วมลูกไก่ที่มอบให้จำเลยที่ 3 ไปเลี้ยงจะได้คืนหรือไม่ไม่ใช่สาระสำคัญเพราะแม้ไม่ได้คืนหรือได้คืนในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โจทก์ร่วมก็สามารถหักเอาเงินประกันได้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าของลูกไก่หลังจากส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ไปแล้วได้แม้ในสัญญาการเลี้ยงไก่จะเขียนให้โจทก์ร่วมยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ก็ตาม นอกจากนั้น พิเคราะห์จากคำเบิกความของ ว. กรรมการผู้จัดการโจทก์ร่วมที่ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่สามารถชำระค่าไก่ตั้งแต่ตอนรับลูกไก่ได้โดยไม่จำต้องรอให้ไก่ใหญ่ก่อน ก็เห็นได้ชัดว่า โจทก์ร่วมมอบลูกไก่ให้จำเลยที่ 3 ไปเลี้ยงในลักษณะซื้อขาย ไม่ได้ฝากทรัพย์หรือจ้างเลี้ยงแต่อย่างใด เพียงแต่มีข้อตกลงพิเศษว่า เมื่อเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่แล้ว จำเลยที่ 3 ต้องนำมาขายให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำแหละขายเป็นไก่เนื้อเท่านั้น ฉะนั้นการนำไก่ไปขายของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนลูกไก่หรือไก่เนื้อพันธุ์ เอ/เอ 46,200 ตัว หรือใช้ราคาเป็นเงิน 2,916,381 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทฉวีวรรณฟาร์ม จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 3 คืนลูกไก่หรือไก่เนื้อพันธุ์ เอ/เอ 43,600 ตัว หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 2,752,468 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันยักยอกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าหลังจากโจทก์ร่วมส่งลูกไก่ให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว ความรับผิดชอบในตัวไก่ทั้งหมดตกไปอยู่แก่จำเลยที่ 3 ผู้เลี้ยงโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยง การดูแลรักษาหรือการป้องกันภัยต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดแก่ตัวไก่ หากเกิดความเสียหายอย่างใด ๆ ขึ้นไม่ว่าจะเป็นไก่ตาย ไก่เป็นโรค หรือไก่พิการ จำเลยที่ 3 ก็ต้องรับไปซึ่งความเสียหายนั้นเพียงผู้เดียว กล่าวคือ จำเลยที่ 3 ก็จะไม่มีไก่ไปส่งหรือไก่ที่ส่งไม่ได้น้ำหนักและราคา อันจะทำให้จำเลยที่ 3 ขาดทุนเมื่อคิดหักกับต้นทุน เช่น ค่าลูกไก่ ค่าอาหารหรือค่าวัคซีนที่รับไปจากโจทก์ร่วม ซึ่งกรณีขาดทุนโจทก์ร่วมก็จะหักเอาจากเงินประกัน แสดงว่า ในส่วนของโจทก์ร่วม ลูกไก่ที่มอบให้จำเลยที่ 3 ไปเลี้ยงจะได้คืนหรือไม่ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะแม้ไม่ได้คืนหรือได้คืนในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โจทก์ร่วมก็สามารถหักเอาเงินประกันได้ ดังนั้น โจทก์ร่วมจึงไม่อาจอ้างความเป็นเจ้าของลูกไก่หลังจากส่งมอบให้จำเลยที่ 3 ไปแล้วได้แม้ในสัญญาการเลี้ยงไก่จะเขียนให้โจทก์ร่วมยังมีกรรมสิทธิ์อยู่ก็ตาม นอกจากนั้น พิเคราะห์จากคำเบิกความของนายวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการโจทก์ร่วมที่ตอบทนายจำเลยที่ 3 ถามค้านว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่สามารถชำระค่าไก่ตั้งแต่ตอนรับลูกไก่ได้โดยไม่จำต้องรอให้ไก่ใหญ่ก่อน ก็เห็นได้ชัดว่า โจทก์ร่วมมอบลูกไก่ให้จำเลยที่ 3 ไปเลี้ยงในลักษณะซื้อขาย ไม่ได้ฝากทรัพย์หรือจ้างเลี้ยงแต่อย่างใดเพียงแต่มีข้อตกลงพิเศษว่า เมื่อเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่แล้วจำเลยที่ 3 ต้องนำมาขายให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำแหละขายเป็นไก่เนื้อเท่านั้น ฉะนั้นการนำไก่ไปขายของจำเลยที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดฐานยักยอก ไม่จำต้องพิเคราะห์ถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฎีกาของโจทก์ร่วมเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ด้วยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — บริษัทฉวีวรรณฟาร์ม จำกัด
จำเลย — นายพิสิทธิ์ ชัยธวัช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครสวรรค์ — นายสนธนัชชัย จันทร์พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางณณัฏฐ์ ธีราทรง
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8415/2557
#619420
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ทรัพย์สิน 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท ที่จำเลยที่ 2 กับพวกได้มาจากการนำเงินที่ฉ้อโกงโจทก์ร่วมไปซื้อมาไว้ในครอบครองไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้คืนทรัพย์สิน 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วม แต่มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินในจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์สิน 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วมด้วยเป็นการไม่ชอบ เพราะจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับเงินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคืนจากจำเลยที่ 2 กับพวกไม่ครบถ้วน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 341, 342 (1), 357 ให้คืนปลอกพลาสติกสำหรับรัดเงิน 3 อัน คืนเงิน 230,000 บาท กับทรัพย์สินรวม 47 รายการ เป็นเงิน 473,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และริบรถยนต์ทั้งสองคันของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นการชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 342 (1) ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก มาตรา 342 (1) ประกอบมาตรา 83) จำคุก 5 ปี กับให้คืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ยังไม่ได้รับคืนแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) ริบรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 3178 นครพนม และรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 2536 นครราชสีมา ของกลาง และให้คืนปลอกพลาสติกสำหรับรัดเงิน 3 อัน เงิน 230,000 บาท และทรัพย์สิน 47 รายการ ของกลางแก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม)

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บค 3178 นครพนม กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 2536 นครราชสีมา และทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่เจ้าของ ยกฟ้องข้อหารับของโจร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2542 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และยึดได้เงิน 230,000 บาท อันเป็นเงินส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงไปจากโจทก์ร่วม กับทรัพย์สินอีก 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท เป็นของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และให้คืนเงินของกลาง 230,000 บาท แก่โจทก์ร่วม กับให้คืนหรือใช้เงิน 1,297,000 บาท ที่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับคืนแก่โจทก์ร่วม แต่ทรัพย์สินอีก 47 รายการ คิดเป็นเงิน 473,000 บาท ให้คืนแก่เจ้าของ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน 47 รายการ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงตรงกันว่าจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันฉ้อโกงเงิน 2,000,000 บาท ไปจากโจทก์ร่วม ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงต้องคืนเงิน 2,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ให้อำนาจโจทก์ไว้ แต่ทรัพย์สินทั้ง 47 รายการ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ศาลจึงไม่อาจคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้คืนทรัพย์สินทั้ง 47 รายการดังกล่าวให้แก่โจทก์ร่วม แต่มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนเงินในจำนวนเท่ากับราคาทรัพย์ 47 รายการ ให้แก่โจทก์ร่วมด้วยย่อมไม่ชอบ เพราะจะทำให้โจทก์ร่วมได้รับเงินที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกคืนจากจำเลยที่ 2 กับพวก ไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินอีก 473,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 342
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิ ธรรมจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวนิตยา วัฒนะชีวะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชนินทร์ ใช้ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8412/2557
#562586
เปิดฉบับเต็ม

พวกของจำเลยได้ร่วมกับจำเลยหามผู้เสียหายขึ้นไปในห้องบนชั้นสองเพื่อที่จะข่มขืนกระทำชำเรามาตั้งแต่แรก ครั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จและออกจากห้องลงไปชั้นล่าง พวกของจำเลยเดินขึ้นมาและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อทันทีในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน แสดงว่าจำเลยกับพวกรู้กันโดยให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนแรก พวกของจำเลยเป็นคนที่สอง ถือได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 276, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษ ให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าเหตุเกิดในเวลากลางวัน แม้จะได้ความว่าผู้เสียหายดื่มเบียร์ที่บ้านเพื่อน 2 ขวด และมีอาการมึนเมา แต่การที่ผู้เสียหายสามารถขับรถจักรยานยนต์ไปซื้อเบียร์ที่ร้านของนายสรายุทธิ์ได้ ย่อมบ่งชี้ว่าผู้เสียหายมิได้มึนเมามาก ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากรถล้ม จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนเข้าช่วยเหลือโดยช่วยกันหามไปนอนที่ลังใส่น้ำแข็ง ครู่หนึ่งจำเลยกับพวกหามผู้เสียหาย โดยจำเลยหามส่วนขา พวกของจำเลยหามส่วนบน แล้วพาเข้าไปในห้องบนชั้นสองและให้นอนลงบนผ้าห่มผืนหนาสีขาวๆ โจทก์มีนายสรายุทธิ์เบิกความสอดคล้องกันว่า พยานบอกให้จำเลยกับพวกช่วยกันยกผู้เสียหายไปล้างหน้าที่หน้าร้าน โดยจำเลยกับพวกช่วยกันหาม จำเลยก็ให้ปากคำต่อพันตำรวจโทอติชาติตามบันทึกคำให้การ หลังจากรถของผู้เสียหายล้ม จำเลยวิ่งเข้าไปพยุงกอดคอแล้วประคองผู้เสียหายกลับมาที่ร้านให้นั่งบนลังน้ำแข็ง จำเลยสังเกตว่าผู้เสียหายนั่งโอนเอนไปมา จึงประคองผู้เสียหายให้ลุกขึ้นและพาขึ้นชั้นบนเข้าไปในห้องด้านที่ติดกับระเบียงสามารถมองเห็นถนนได้ แล้วให้ผู้เสียหายนอนลงบนพื้นโดยเอาผ้าห่มสีขาวปูรอง โดยจำเลยเบิกความรับว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ให้การไว้ดังกล่าวอันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหาย แสดงว่าผู้เสียหายยังคงรู้ตัว รับรู้และจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ดี ซึ่งพฤติการณ์ที่จำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่อยู่ในสภาพมึนเมาเข้าไปยังห้องบนชั้นสองและยังปูผ้าให้นอนเช่นนี้ ย่อมมีเหตุที่เชื่อได้ว่าเพื่อที่จะกระทำชำเราผู้เสียหายนั่นเอง ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยอยู่ในห้องกับผู้เสียหาย ส่วนพวกของจำเลยออกไปจากห้อง จำเลยจูบใบหน้าและลำตัว ผู้เสียหายดิ้นรนขัดขืน จำเลยกอดและถอดเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายออก แล้วจำเลยถอดกางเกงของจำเลยลงระดับเข่า ขึ้นคร่อมและสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย กระทำชำเราประมาณ 1 ถึง 2 นาที จำเลยก็สวมกางเกงและออกจากห้องไป นับว่าสมเหตุสมผล ทั้งหากจำเลยกับพวกเพียงแต่เข้าช่วยเหลือพาผู้เสียหายไปนอนพักโดยมิได้กระทำความผิดในทางเพศต่อผู้เสียหาย ย่อมไม่มีเหตุที่ผู้เสียหายต้องปรักปรำจำเลย ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากจำเลยออกไปจากห้อง เมื่อผู้เสียหายเข้าห้องน้ำเสร็จและจะเดินลงไปชั้นล่างพวกของจำเลยที่ช่วยหามผู้เสียหายเดินขึ้นมาอุ้มผู้เสียหายไปวางไว้บนที่นอนแล้วกอดจูบลูบคลำ ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครช่วย พวกของจำเลยถอดกางเกงผู้เสียหายออกแล้วกระทำชำเรา ผู้เสียหายบอกว่ามีสามีแล้วและมีประจำเดือน พวกของจำเลยจึงหยุดและออกจากห้องไป ผู้เสียหายใส่เสื้อผ้าเดินลงมาชั้นล่างและพบจำเลยกับพวก นายสรายุทธิ์ก็เบิกความตอนหนึ่งสนับสนุนว่า พยานเห็นผู้เสียหายเดินร้องไห้ลงมาจากชั้นสอง โดยมีนายแซมเดินตามมา ผู้เสียหายพูดว่า "มันทำหนู" ซึ่งพยานเข้าใจว่านายแซมน่าจะพาผู้เสียหายไปกระทำชำเรา ตรงกับที่นายสรายุทธิ์ให้ปากคำไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การ หลังจากผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านผู้เสียหายก็เล่าให้นายวัชระสามีฟังในทันที และเข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวกในวันรุ่งขึ้น ทั้งผลการตรวจร่างกายของผู้เสียหายซึ่งพบตัวอสุจิและน้ำอสุจิ ก็เป็นหลักฐานที่สนับสนุนว่าผู้เสียหายถูกกระทำชำเรามาภายใน 3 วัน ก่อนแพทย์ตรวจร่างกาย และในชั้นสอบสวนผู้เสียหายก็ชี้ยืนยันจำเลยเป็นคนร้าย ตามบันทึกการชี้รูปผู้ต้องหา ที่นายวัชระเบิกความว่า ผู้เสียหายบอกว่าคนร้ายมี 2 คน แต่จำได้ 1 คน โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า คนที่อุ้มขึ้นห้องบนชั้นสอง ผู้เสียหายจำได้ 1 คน อีกคนหนึ่งจำไม่ได้ ก็มิได้แตกต่างกัน และผู้เสียหายยังเบิกความตอบทนายจำเลยยืนยันว่า จำเลยเป็นคนที่ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นคนแรก ส่วนพันตำรวจโทอติชาติก็เบิกความว่า ผู้เสียหายแจ้งว่าจำหน้าคนร้ายได้ 1 คน แม้จะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะมาแจ้งความผู้เสียหายไม่ยืนยันว่าจำหน้าคนร้ายได้แต่บอกว่ามีคนหนึ่งในสองคนผมยาว รวมทั้งการที่พันตำรวจโทอติชาติจัดให้ผู้เสียหายชี้ตัวคนร้ายซึ่งคือจำเลยตามภาพถ่าย หลังเกิดเหตุแล้วหลายวัน ก็มิได้เป็นสาระสำคัญอันจะเป็นข้อพิรุธถึงกับทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายมึนเมามากจนถึงกับจำหน้าคนร้ายไม่ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้หลบหนีนั้น ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แม้ได้ความว่าขณะจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายมีเพียงจำเลยที่อยู่ในห้อง หลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จพวกของจำเลยจึงเข้ามาและลงมือกอดปล้ำแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่พวกของจำเลยก็ได้ร่วมกับจำเลยหามผู้เสียหายขึ้นไปในห้องบนชั้นสองเพื่อที่จะข่มขืนกระทำชำเรามาตั้งแต่แรก ครั้นจำเลยข่มขืนกระทำชำเราเสร็จและออกจากห้องลงไปชั้นล่าง พวกของจำเลยก็เดินขึ้นมาและข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อทันทีในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกันนั้นเอง แสดงว่าจำเลยกับพวกรู้กันโดยให้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราเป็นคนแรก พวกของจำเลยเป็นคนที่สอง ถือได้ว่าจำเลยกับพวกร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
จำเลย — นายพงศกรหรือโบโซ่ วิเศษศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายธนชัย ปัญจมณี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8411/2557
#579847
เปิดฉบับเต็ม

แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีและใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่มีผู้ทำปลอมขึ้นเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำขึ้นเป็นความผิดซึ่งต้องริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ตาม ป.อ. มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 264, 265, 268, ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีและใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นรับฟังเป็นยุติว่า นายอัฐพล เป็นผู้ครอบครองรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า เลขตัวรถ MRHFD 16407 P104430 หมายเลขเครื่องยนต์ R18A17 P13461 หมายเลขทะเบียน ชพ 4580 กรุงเทพมหานคร ของธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้ถือกรรมสิทธิ์ ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายอัฐพลและรายการจดทะเบียน และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายกฤศวัชร์ ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตรวจยึดรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าสีดำ ซึ่งติดหมายเลขทะเบียน ญฒ 9193 กรุงเทพมหานคร และจับกุมจำเลย พนักงานสอบสวนได้บันทึกคำให้การจำเลยไว้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า สำหรับปัญหาว่าแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีและใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เก๋งที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้จากรถยนต์เก๋งที่เจ้าพนักงานตำรวจเห็นจำเลยเป็นคนขับเป็นเอกสารราชการปลอมหรือไม่นั้น จำเลยมิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายสนั่น เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญการ กรมการขนส่งทางบก พยานโจทก์ว่าเป็นเอกสารราชการปลอมจริง คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเพียงว่าจำเลยขับรถยนต์เก๋งคันดังกล่าวโดยรู้หรือไม่ว่าเอกสารประจำรถทั้งหมด คือ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีและใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เป็นเอกสารราชการปลอม ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกจักรี ไม่ปรากฏว่าก่อนหน้าวันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยใช้หรือขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าคันที่มีเอกสารประจำรถปลอมมาก่อนเลย ส่วนดาบตำรวจพสุวัฒน์ พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยอีกปากหนึ่ง เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า สายลับซึ่งพักอาศัยอยู่ภายในบริเวณที่เกิดเหตุ แจ้งให้พยานทราบว่ารถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าถูกนำมาจอดไว้ที่หน้าบ้านเลขที่ 90 ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2554 สายลับแจ้งด้วยว่ารถยนต์เก๋งคันดังกล่าวมีคนขับออกจากจุดดังกล่าวไปประมาณ 5 ถึง 6 วัน แล้วจะมีคนขับมาจอดไว้ที่เดิมและขับออกไปในลักษณะเช่นนี้จนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุโดยจะมีทั้งชายและหญิงสลับผลัดกันขับโดยบุคคลทั้งสองจะเป็นบุคคลที่เดินเข้าและออกจากบ้านเลขที่ 90 นั้น พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุผลเพียงพอว่า จำเลยเคยนั่งโดยสารและขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าที่มีเอกสารประจำรถปลอมเท่านั้น แต่มิใช่เป็นพยานหลักฐานที่จะบ่งชี้ว่าจำเลยใช้รถยนต์โดยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารประจำรถเป็นเอกสารปลอม ยิ่งไปกว่านั้น นายสนั่น เจ้าพนักงานขนส่งชำนาญการ กรมการขนส่งทางบก พยานโจทก์เบิกความว่า พยานตรวจใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แล้ว ไม่ใช่ใบคู่มือที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่ผู้ใช้รถเพื่อประจำรถ เนื่องจากพยานพิจารณาจากสีพื้นของใบคู่มือ นอกจากนี้ได้นำเลขที่ใบคู่มือตามที่ปรากฏที่หน้าปกด้านล่างข้างซ้ายว่าหมายเลขที่ 4729040 ของเอกสาร เข้าตรวจสอบข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก ตามฐานข้อมูลแล้วพบว่าหมายเลขดังกล่าวใช้กับหมายเลขทะเบียนของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 4 ษ - 7143 กรุงเทพมหานคร ไม่ได้ใช้กับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ญฒ 9193 กรุงเทพทหานคร ตามที่ปรากฏในใบคู่มือดังกล่าว สำหรับแผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ พยานตรวจดูชนิดของกระดาษและพื้นของกระดาษ ก็ไม่ใช่ประเภทที่กรมการขนส่งทางบกออกให้ อีกทั้งแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีของกรมการขนส่งทางบกจะมีการระบุตัวอักษรว่า "ขส" เป็นเนื้อเดียวกับเนื้อของกระดาษแผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี แต่ตามเอกสารการระบุอักษรนั้นเป็นการนำกระดาษอีกส่วนหนึ่งมาปิดทับไว้ที่มุมด้านขวา สำหรับเลขคุมแผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีที่ตัวริมขอบกระดาษด้านซ้ายเลขที่ 10010233961 ซึ่งมีไว้เพื่อตรวจสอบการเสียภาษีประจำปีของรถยนต์นั้น เมื่อนำมาตรวจสอบกับฐานข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมการขนส่งทางบกแล้วพบว่า เลขคุมเป็นเลขคุมของแผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปีที่ออกให้แก่รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ม - 9353 กรุงเทพมหานคร ตามฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่วนแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ ซึ่งระบุเลขทะเบียน ญฒ 9193 กรุงเทพมหานคร นั้น พยานตรวจสอบแล้วก็ไม่ใช่แผ่นป้ายทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่ผู้ใช้รถเพื่อประจำรถตามหมายเลขทะเบียน เนื่องจากแผ่นป้ายทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกออกให้จะมีการระบุตัวอักษร "ขส" ประทับเป็นรอยนูนเหนือแผ่นโลหะต่อท้ายข้อความกรุงเทพมหานคร อีกทั้งพื้นที่สีขาวบนแผ่นป้ายทะเบียนของจริง หากมองเฉียงในลักษณะประมาณ 45 ถึง 60 องศา จะเห็นลายน้ำตราราชรถ ยิ่งไปกว่านั้น แผ่นป้ายทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก จะมีการพิมพ์เลขคุมตามจำนวนที่จัดพิมพ์โดยมีการประทับไว้ที่ด้านใต้บริเวณมุมล่างด้านซ้ายด้วย แต่แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ที่พนักงานสอบสวนส่งมาให้พยานตรวจสอบหามีตัวอักษร "ขส" ภาพลายน้ำตราราชรถและเลขคุมตามลักษณะเช่นว่านั้นไม่ นายสนั่นเป็นเจ้าพนักงานขนส่งชำนาญการของกรมการขนส่งทางบก พยานยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยอมรับว่า พยานรับราชการที่กรมการขนส่งทางบกมาตั้งแต่ปี 2547 มีประสบการณ์ในการตรวจป้ายทะเบียนรถ และใบคู่มือแสดงการเสียภาษีและใบคู่มือจดทะเบียนรถมารวมหลายล้านคัน การตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสารประจำรถ นอกจากต้องตรวจตามลักษณะสภาพของวัสดุที่ใช้พิมพ์ข้อความซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการปลอมแปลงแล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจสอบหมายเลขทะเบียนคุมจากฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกด้วย จึงจะทราบแน่ชัดว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นนายสนั่นยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยอมรับด้วยว่า แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์หากเป็นประชาชนทั่วไปมีไว้ในครอบครองแล้วจะไม่ทราบว่าแผ่นป้ายทะเบียน เป็นแผ่นป้ายปลอม เมื่อทางพิจารณาโจทก์ก็มิได้นำสืบพยานหลักฐานใด ๆ ที่บ่งบอกว่าจำเลยได้ร่วมกับนายสุชาติหรือผู้ใดกระทำความผิดใดเกี่ยวกับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าที่จำเลยขับ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังคงมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าคันเกิดเหตุ โดยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารประจำรถยนต์คันดังกล่าว คือ แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี และใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เป็นเอกสารราชการปลอม จึงเป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี และใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่าผู้ใดทำขึ้นเป็นความผิด ซึ่งต้องริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งริบของกลางทั้งหมดดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี และใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุวณีย์หรืออุ๋ม ภู่พลับ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวรจิต แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8405/2557
#572099
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้รายงานประเมินราคาที่จำเลยปลอมขึ้นยื่นต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก. แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยนำรายงานประเมินราคาปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อ ธ. โดยจำเลยไม่ได้นำไปใช้ยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร ก. ตามที่โจทก์ฟ้องแต่อย่างใด จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 268 และริบรายงานประเมินราคาทรัพย์สินของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบรายงานประเมินราคาทรัพย์สินของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูง ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้รับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก และมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ให้จำคุก 6 เดือน ริบรายงานประเมินราคาทรัพย์สินของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า นายไพฑูรย์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 48996 ตำบลวังทองหลาง (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอวังทองหลาง (บางกะปิ) จังหวัดพระนคร พร้อมทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น นายไพฑูรย์ต้องการขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จึงให้นางวลัยพรรณเป็นนายหน้าขายให้ ต่อมาจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์กับนางวลัยพรรณในราคา 2,100,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยขอต่ออายุสัญญาและวางมัดจำให้ไว้แก่นางวลัยพรรณหลายครั้ง รวมเป็นเงินที่วางมัดจำไว้ทั้งสิ้น 100,000 บาท ต่อมานายธนิษฐ์นันท์มีความประสงค์จะซื้อบ้าน จำเลยจึงเสนอขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์แก่นายธนิษฐ์นันท์ บริษัทบีซีเอ. ประเมินราคา จำกัด ผู้เสียหาย ได้รับว่าจ้างให้เป็นผู้ประเมินราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์เพื่อนำไปใช้ในการขอกู้ยืมเงินจากธนาคาร ต่อมาเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีอยุธยา ส่งเอกสารประเมินราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ดังกล่าวซึ่งมีชื่อผู้เสียหายเป็นผู้ประเมินราคาและส่งไปยังธนาคารเพื่อขอกู้ยืมเงินมาให้ผู้เสียหายตรวจสอบอีกครั้งว่ามีการปลอมแปลงหรือไม่ ผู้เสียหายทำการตรวจสอบรายงานประเมินราคาเปรียบเทียบกับสำเนาเอกสารสรุปการประเมินราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ที่ผู้เสียหายเก็บรักษาไว้ มีชื่อนายธนิษฐ์นันท์เป็นลูกค้า ประเมินวันที่ 12 พฤษภาคม 2548 พบว่ามีการแก้ไขปลอมแปลงหลายแห่งโดยเฉพาะในส่วนลายมือชื่อนายปิยพัทธ์ผู้ประเมินราคาหลัก และราคาประเมินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีการแก้ไขจากเดิม 2,500,000 บาท เป็น 3,260,000 บาท ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุมีการปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหายหลายรายการตามฟ้อง ไม่มีคู่ความอุทธรณ์หรือแก้อุทธรณ์ว่ารายงานการประเมินราคามิใช่เอกสารปลอม ศาลอุทธรณ์จึงฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุมีคนร้ายปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหายตามฟ้อง ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติดังกล่าวไม่ถูกต้องนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งจำเลยมิได้ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องอย่างไร เพียงแต่อ้างว่าการที่จำเลยไม่อุทธรณ์ไม่ได้หมายความว่าจำเลยยอมรับหรือเห็นชอบด้วยเท่านั้น จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า มีคนร้ายปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานแวดล้อมกรณีฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ยื่นเรื่องขอประเมินราคาที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์และรับรายงานประเมินดังกล่าวไปจากผู้เสียหาย ซึ่งขณะที่รับไปนั้นยังไม่มีการแก้ไขราคาประเมินที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จากราคา 2,500,000 บาท เป็น 3,260,000 บาท หลังจากนั้นเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยตลอดมาจนกระทั่งจำเลยมอบรายงานประเมินราคาซึ่งเป็นเอกสารปลอมให้นายธนิษฐ์นันท์นำไปยื่นเรื่องขอกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีอยุธยา เมื่อนายธนิษฐ์นันท์มิใช่ผู้ปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่อาจมีบุคคลอื่นที่จะปลอมเอกสารดังกล่าวได้นอกจากจำเลยหรือมิฉะนั้นจำเลยย่อมต้องมีส่วนร่วมในการปลอมเอกสารดังกล่าวในฐานที่เป็นตัวการ ประกอบกับจำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขายบ้านและที่ดิน ทั้งการจะซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ก็เพื่อนำไปขายต่อให้แก่บุคคลอื่น จึงมีมูลเหตุจูงใจที่จำเลยจะทำปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหายขึ้นเพื่อขายที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์แก่ลูกค้าของจำเลยได้ในราคาสูงกว่าราคาประเมินจริง หรือเพื่อให้ธนาคารอนุมัติเงินกู้แก่ลูกค้าที่จะซื้อที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์จากจำเลยในราคาที่สูงกว่าราคาประเมินจริงจะได้นำเงินที่ธนาคารอนุมัติมาชำระหนี้แก่จำเลย ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่า เจ้าพนักงานตำรวจไม่ดำเนินคดีแก่บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงานประเมินราคาของผู้เสียหายด้วยนั้น ก็เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนซึ่งไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของจำเลยหรือเป็นเหตุให้ศาลไม่สามารถลงโทษจำเลยในความผิดตามฟ้องได้ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ปลอมรายงานประเมินราคาของผู้เสียหาย จำเลยจึงมีความผิดฐานปลอมเอกสาร สำหรับความผิดฐานใช้เอกสารปลอมนั้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้รายงานประเมินราคาที่จำเลยปลอมขึ้นยื่นต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีอยุธยา แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากนายธนิษฐ์นันท์ว่า จำเลยจะเป็นผู้ยื่นเรื่องขอกู้ยืมเงินจากธนาคาร นายธนิษฐ์นันท์มอบเอกสารที่ใช้ในการกู้ยืมเงินให้แก่จำเลย แต่ไม่มีความคืบหน้า นายธนิษฐ์นันท์ติดต่อจำเลยสอบถามถึงเรื่องการกู้ยืมเงิน จำเลยบอกนายธนิษฐ์นันท์ว่าจะนำเอกสารจากจำเลยไปยื่นขอกู้ยืมเงินจากธนาคารเองก็ได้ แล้วจำเลยมอบรายงานการประเมินให้แก่นายธนิษฐ์นันท์ แสดงว่าจำเลยยังไม่ได้นำรายงานประเมินราคาที่จำเลยทำปลอมขึ้นดังกล่าวไปใช้ยื่นแสดงต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนศรีอยุธยา ตามที่โจทก์ฟ้อง แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยนำรายงานประเมินราคาปลอมไปใช้อ้างแสดงต่อนายธนิษฐ์นันท์ก็ตาม แต่เป็นข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่โจทก์กล่าวมาในฟ้อง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยฐานใช้เอกสารปลอมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก คงให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสาร จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางยุพา สิงห์โพนทัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวจุรี โอฬารพัฒนะชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2557
#575698
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 120 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 251, 252, 264, 265, 266, 268 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราของเจ้าพนักงาน ฐานปลอมเอกสารราชการ และฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251, 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 กระทงหนึ่งกับมีความผิดฐานใช้รอยตราที่ทำปลอมขึ้น ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 252 มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 266 (1) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลอมและใช้ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1) ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน และริบ น.ส.3 ก. เลขที่1702 กับหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ที่ มค.017/2609 ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า นายทองผ่าน สามีของจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2680/2538 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2542 ขณะที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ปล่อยชั่วคราวนายทองผ่าน โดยใช้หลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1702 ตำบล (สำโรง) หนองแดง อำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา พร้อมหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินดังกล่าวเป็นเอกสารประกอบการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวโดยตีราคาค่าประกัน 400,000 บาท ต่อมาปรากฏว่านายทองผ่านไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจับนายทองผ่านและปรับจำเลยที่ 1 นายประกันเต็มตามสัญญา ภายหลังต่อมานายทองผ่านเข้ามอบตัว ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกนายทองผ่านคดีถึงที่สุดไปแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายประกันไม่ชำระค่าปรับ ศาลชั้นต้นจึงออกหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดมหาสารคาม นำที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาด ดาบตำรวจศุภวงศ์ เป็นผู้ซื้อทอดตลาดได้จึงไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคามสาขานาเชือก แล้วพบว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มีข้อความไม่ตรงกับคู่ฉบับของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกและสำนักงานที่ดินดังกล่าวไม่เคยออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเพิกถอนการขายทอดตลาด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลของศาลชั้นต้นจึงร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีนี้ และข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาซึ่งจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้เถียงยังฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีการทำปลอมขึ้นซึ่งรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกทำปลอม น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 ในส่วนตำแหน่งที่ดินจาก "ตำบลสำโรง" เป็น "ตำบล (สำโรง) หนองแดง" ในส่วนจำนวนเนื้อที่จาก "1 ไร่ 49 ตารางวา" เป็น "12 ไร่ 49 ตารางวา" และในส่วนของสารบัญจดทะเบียนด้านหลัง น.ส.3 ก. เลขที่ 1702 จากที่ไม่มีรายการจดทะเบียนเป็นมีรายการจดทะเบียนระบุในรายการแรกมีใจความว่า "วันที่ 8 กันยายน 2540 นางสาวลำไพจดทะเบียนรับโอนมรดกมาจากนางดาว ผู้ให้สัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" และรายการสุดท้ายมีใจความว่า "วันที่ 5 มีนาคม 2541 นางสาวลำไพ ผู้ให้สัญญาโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้รับสัญญา เนื้อที่ 12 ไร่ 49 ตารางวา" แล้วประทับตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในช่องพนักงานเจ้าหน้าที่พร้อมกับลงลายมือชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม น.ส.3 ก. ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมีการทำปลอมขึ้นซึ่งหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขานาเชือกที่ มค.017/2609 ขึ้นทั้งฉบับพร้อมกับประทับรอยตราประจำตำแหน่งนายอำเภอนาเชือกปลอมลงในเอกสารฉบับนี้ด้วย ตามหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินของศาลจังหวัดมหาสารคาม เห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิได้กล่าวบรรยายฟ้องถึงเอกสารในส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม มาในฟ้องและมิได้ระบุอ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยาน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานที่ศาลมีอำนาจสืบพยานเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 228 และพยานหลักฐานที่ศาลยอมให้คู่ความฝ่ายที่อ้างว่าคำเบิกความของพยานคนใดที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมาไม่ควรเชื่อฟังนำมาสืบสนับสนุนข้ออ้างของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 120 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น มิใช่การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด หรือเป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่กฎหมายบังคับว่าโจทก์จะต้องบรรยายมาในฟ้องตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) อีกทั้งมิใช่พยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์ที่จะนำสืบสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตนจะต้องนำสืบในกรณีปกติอันจะอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 229/1 หรือมาตรา 173/1 ที่คู่ความจักต้องยื่นบัญชีระบุพยานหลักฐานต่อศาลภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเอกสารในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 790/2542 ของศาลจังหวัดมหาสารคาม และมิได้ยื่นบัญชีระบุอ้างเอกสารดังกล่าวไว้ในบัญชีระบุพยานก็หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ขัดต่อกฎหมายไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 แต่ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และริบของกลางมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 (5) ม. 173/1 ม. 228 ม. 229/1
ป.วิ.พ. ม. 120
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางสาวพวงเพชร ขันธจำนงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายกวีพจน์ สุรนิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
สุพจน์ กิตติรักษนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8371/2557
#562514
เปิดฉบับเต็ม

การแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดตามมาตรา 1750 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงต้องได้ความชัดแจ้งแล้วว่าทายาทได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยต่างได้เข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามส่วนแบ่งนั้นอย่างเป็นส่วนสัดชัดเจนว่าทายาทคนใดเข้าครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกนั้นในส่วนใด มีอาณาเขตและเนื้อที่ดินเข้าครอบครองแบ่งแยกกันจนชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์กันได้ เมื่อข้อเท็จจริงจากทางนำสืบไม่ได้ความ เช่นนั้นที่ดินพิพาทจึงยังไม่พ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของ พ. และกรณีต้องถือว่าการที่ ต. และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่นั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ๆ ของ พ. ทุกคน กรณีจึงเข้าเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ พ. เพราะเข้าสืบสิทธิในมรดกส่วนของ ต. มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 แล้วก็ตาม ดังนั้น คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6975 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและในฐานะส่วนตัวและให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง ฉบับลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6975 ตำบลอำนาจอำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินของจำเลยที่ 1ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแพง ที่จดทะเบียนโอนให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัวฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2538 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6975 ตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ตกเป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่านางแตงมารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันโดยต่างเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ที่ดินพิพาทจึงพ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของนายแพงผู้ตายแล้วหรือไม่ เห็นว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งอาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัดตามมาตรา1750 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น เป็นกรณีซึ่งข้อเท็จจริงต้องได้ความชัดแจ้งแล้วว่าทายาทได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยต่างได้เข้าครอบครองทรัพย์มรดกตามส่วนแบ่งนั้นอย่างเป็นส่วนสัดชัดเจนว่าทายาทคนใดเข้าครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกนั้นในส่วนใดมีอาณาเขตและเนื้อที่ดินเข้าครอบครองแบ่งแยกกันจนชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์กันได้ แต่ทางนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบโต้เถียงเป็นอย่างอื่นได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เพียงว่า หลังจากนายแพงเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และนางแตงมารดาของโจทก์ตกลงแบ่งการครอบครองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6975 ตำบลอำนาจ อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ โดยนางแตงมารดาของโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาททางทิศตะวันตก เนื้อที่ประมาณ 2 งานเศษ ส่วนจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาททางทิศตะวันออก หลังจากนั้นนางแตงมารดาของโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกบ้านพักอาศัย และต่อมานางจันทร์เพ็ญกับนายเฉลิมพล ซึ่งเป็นพี่สาวและพี่ชายของโจทก์ได้เข้าไปปลูกบ้านพักในที่ดินพิพาทบริเวณทางทิศใต้สุดของที่ดินพิพาทติดต่อกันตามลำดับในแผนที่สังเขปของที่ดินพิพาท และต่อมาจำเลยที่ 1 ก็ได้ปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินพิพาททางทิศตะวันออก โดยมีถนนสาธารณประโยชน์ตัดผ่านแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสองส่วน แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าได้มีการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทกันโดยให้ถือเอาถนนสาธารณะผ่ากลางที่ดินพิพาทเป็นสองส่วน คือ ส่วนทางทิศตะวันออกและส่วนทางทิศตะวันตกของถนนสาธารณะที่คั่นกลางนั้นเป็นของจำเลยที่ 1 และของมารดาโจทก์ตามที่แต่ละคนปลูกบ้านพักอาศัยอยู่แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น จำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายแพงแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินมรดกจำนวน 3 แปลง ให้แก่จำเลยที่ 1 คงเหลือเฉพาะที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6975 ทายาทของนางแตงและนายเคนเคยทวงถามให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปแบ่งปันให้แก่ทายาท แต่จำเลยที่ 1 บอกว่าให้รอก่อนจำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทคนอื่นด้วย ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงถือไม่ได้ว่านางแตงมารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันโดยต่างเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 แล้ว ที่ดินพิพาทจึงยังไม่พ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของนายแพงเจ้ามรดก และกรณีต้องถือว่าการที่นางแตงมารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทอยู่นั้นเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น ๆ ของนายแพงทุกคน กรณีจึงเข้าเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง ที่ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของนายแพงเพราะเข้าสืบสิทธิในมรดกส่วนของนางแตงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 แล้วก็ตาม ดังนั้น คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า การที่นางแตงมารดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 แบ่งแยกกันครอบครองที่ดินโดยนางแตงและบุตรของนางแตงปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทแปลงด้านทิศตะวันตกตามแผนที่สังเขปของที่ดินพิพาทมาจนถึงปัจจุบัน โดยต่างไม่โต้แย้งการครอบครองซึ่งกันและกันถือว่าเป็นการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันโดยต่างเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ที่ดินพิพาทจึงพ้นสภาพจากการเป็นทรัพย์มรดกของนายแพงผู้ตายแล้วนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายแพง และจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทคนอื่น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายแพงจึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1748 ม. 1750 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมณีจันทร์ บุญล้น
จำเลย — นางสมคิด อินทรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายเทิด ภาสะฐิติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา