คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8366/2557
#572075
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องถึงแก่ความตายระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไป การเป็นผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ร้องไม่อาจรับมรดกความกันได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องอีก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสุรินทร์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางขิมหรือเฉ่งซิม ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องถึงแก่ความตาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ตั้งนางสมศรี ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางขิมหรือเฉ่งซิม ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนางขิมหรือเฉ่งซิม ผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำสั่งศาลชั้นต้น ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องได้ถึงแก่ความตายไปแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลต่อไปและการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของผู้ร้องไม่อาจรับมรดกความกันได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะต้องวินิจฉัยปัญหาตามที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำคัดค้าน และอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 142
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุรินทร์ ลิมปานนท์
ผู้คัดค้าน — นางสมศรี กาญจนาลัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายวิชญ์ธรรมนาถ สุวรรณโกตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
นายอุดม สิทธิวิวัชธรรม
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8345/2557
#565265
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องในช่องชื่อโจทก์ มิได้ระบุแต่ชื่อ ป. เป็นโจทก์ แต่มีชื่อบุคคลธรรมดาระบุต่อท้ายชื่อดังกล่าว โดย ย. และตามคำฟ้อง ข้อ 1 บรรยายว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการพาณิชยกิจตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 ชื่อ ป. ตามใบทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เอกสารดังกล่าวระบุว่า ใบสำคัญนี้ออกให้เพื่อแสดงว่า ย. ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ใช้ชื่อในการประกอบการพาณิชยกิจว่า ป. แสดงว่า โจทก์คือ ย. ในฐานะบุคคลธรรมดาได้จดทะเบียนเป็นประกอบการพาณิชยกิจ โดย ย. จะใช้ชื่อดังกล่าวในการประกอบธุรกิจทางการค้า เท่ากับ ย. ประกอบกิจการเป็นการส่วนบุคคล และเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการประกอบกิจการของตนในนามชื่อทางการค้าดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการเข้าทำสัญญาคดีนี้ ย. จึงเป็นเจ้าของและประกอบกิจการในฐานะบุคคลธรรมดาในนามชื่อทางการค้าดังกล่าว ย. จึงมีอำนาจฟ้องเป็นการส่วนตัว และเป็นโจทก์ผู้ฟ้องคดีนี้ หาใช่ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจที่ได้จดทะเบียนเป็นโจทก์ฟ้องตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 471,538.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 395,820.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระโจทก์เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,497.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระโจทก์เสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องในช่องชื่อโจทก์ มิได้ระบุแต่ชื่อ เป๊ปคอน เมอร์แคนไทล์ เป็นโจทก์ แต่มีชื่อบุคคลธรรมดาระบุต่อท้ายชื่อดังกล่าวด้วยว่า โดยนายยมสิทธิ์ และตามคำฟ้อง ข้อ 1 บรรยายว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการพาณิชยกิจตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 ชื่อ เป๊ปคอน เมอร์แคนไทล์ ตามใบทะเบียนพาณิชย์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง เอกสารดังกล่าวระบุว่า ใบสำคัญนี้ออกให้เพื่อแสดงว่า นายยมสิทธิ์ ได้จดทะเบียนพาณิชย์ ใช้ชื่อในการประกอบการพาณิชยกิจว่า เป๊ปคอน เมอร์แคนไทล์ แสดงว่า โจทก์คือ นายยมสิทธิ์ ในฐานะบุคคลธรรมดาได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการพาณิชยกิจ โดยนายยมสิทธิ์จะใช้ชื่อดังกล่าวในการประกอบธุรกิจทางการค้า เท่ากับนายยมสิทธิ์ประกอบกิจการเป็นการส่วนบุคคล และเป็นผู้มีอำนาจเต็มในการประกอบกิจการของตนในนามชื่อทางการค้าดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการเข้าทำสัญญาคดีนี้ โดยนายยมสิทธิ์เป็นผู้รับจ้างในนาม เป๊ปคอน เมอร์แคนไทล์ ตามสัญญาว่าจ้างเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งตามเอกสารนี้ได้แนบใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ระบุชื่อผู้ประกอบการ คือ นายยมสิทธิ์ นายยมสิทธิ์จึงเป็นเจ้าของและประกอบกิจการในฐานะบุคคลธรรมดาในนามชื่อทางการค้าดังกล่าว นายยมสิทธิ์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นการส่วนตัว และเป็นโจทก์ผู้ฟ้องคดีนี้ หาใช่ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจที่ได้จดทะเบียนเป็นโจทก์ฟ้องตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อคดีมีประเด็นในชั้นฎีกาเพียงว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีจึงจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป

อนึ่ง โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง และข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้ยังไม่ได้นำสืบในรายละเอียด เพราะมิได้กำหนดเป็นประเด็นพิพาทไว้ในศาลชั้นต้น ขอให้ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี มิได้เป็นฎีกาที่ขอให้โจทก์ชนะคดี จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเป็นเงิน 5,948 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
ชื่อคู่ความ
เป็ปคอน เมอร์แคนไทล์
โจทก์ — โดยนายยมสิทธิ์ ศิริวงศ์วานงาม
จำเลย — บริษัท ว.มัฆวาน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางกนกรดา ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8310/2557
#571549
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78/2 ไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่วางหลักประกันโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นพิเศษ ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าเครื่องจักรที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าที่วางหลักประกันอากรขาเข้าอื่น กล่าวคือ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่โจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า โจทก์คงนำเงินไปชำระค่าภาษีอากรภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) และรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2550 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค.1 - 3 - 02006 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2551 เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ 2/9/2552 ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 153,426 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 18,411.12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 171,837.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (วันที่ 30 มิถุนายน 2551) ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน 7 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 9,916.40 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 181,753.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับถูกต้องหรือไม่ และมีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/2 บัญญัติว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้าวางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่วางหลักประกันโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นพิเศษอย่างไร ดังนั้น ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าที่พิพาทจึงเกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่โจทก์วางหลักประกันขาเข้าในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 โจทก์คงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรจนครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 อันจะเป็นเหตุที่ทำให้ไม่อาจประเมินเบี้ยปรับได้ดังที่โจทก์อ้าง และกรณีของโจทก์ได้นำเข้าสินค้าโดยวางหนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันการชำระค่าภาษีอากรในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงยังมิได้ชำระค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มดังเช่นกรณีของผู้ประกอบการรายอื่น อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์และเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ที่เลือกใช้วิธีการเช่นนี้แล้ว ทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังได้พิจารณาลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเหลือเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินยังไม่มีเหตุอันสมควรให้งดหรือลดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78/2 ม. 89 (3) ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอสเพาเวอร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2557
#562564
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๖ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมมีอำนาจกำหนดท้องที่รับผิดชอบแก่เจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยได้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพของจำเลย เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ ๓ ขึ้นไป สังกัดกรมสรรพากร เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๖ (นอกจากที่ระบุไว้ใน (๒) (๓) และ (๔)) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตามข้อ ๒ (๑) ของประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ ๓๙ ) ดังกล่าว ป. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี ๖ สำนักตรวจสอบภาษีกลาง จึงมีอำนาจประเมินให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง แม้สรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ก็หามีผลกระทบกระเทือนเป็นเหตุให้การตรวจสอบและประเมินภาษีของ ป. ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นการไม่ชอบไม่

การประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๔๙ ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นนั้น เป็นกรณีเจ้าพนักงานประเมินหาผลต่างระหว่างมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันต้นปี เปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันสิ้นปีของปีภาษีนั้น ผลที่หาได้คือทรัพย์สินสุทธิที่เพิ่มขึ้นให้นำมาบวกกับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการหารายได้ แล้วหักด้วยเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี ผลลัพธ์เป็นเงินได้สุทธินำไปคำนวณกับอัตราภาษีก็จะเป็นภาษีที่ต้องเสีย และการประเมินตามมาตรา ๔๙ เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา ๘๘/๔ เป็นวิธีการตรวจสอบไต่สวนภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าโจทก์ไม่ได้จัดทำใบกำกับภาษีขายส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าและไม่ได้นำรายรับนี้ไปรวมเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีพิพาท เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในส่วนที่โจทก์ขายสินค้าโดยไม่ได้ออกใบกำกับภาษี อันเป็นวิธีการตรวจสอบและประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๘ และ ๘๘/๒ ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยวิธีพิเศษตามมาตรา ๔๙

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ภ.พ.73.1 ที่ 11840100 - 2548929 - 005 - 00039, 00012, 00019, 00020, 00028, และ 00031 ลงวันที่ 29 กันยายน 2548 และตามแบบ ภ.พ.73.1 ที่ 11840100-25480930-005-00040 ลงวันที่ 30 กันยายน 2548 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.3 (อธ.1.2)/180-186/2551 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ให้งดหรือลดเบี้ยปรับให้โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า สำนักตรวจสอบภาษีกลางของจำเลยมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มที่พิพาทแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 4 และมาตรา 16 เพียงแต่บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมิน แต่มิได้กำหนดเขตอำนาจด้วย เมื่อสรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีอำนาจประเมินอยู่แล้ว ประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 39) เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังมีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย่อมมีอำนาจกำหนดท้องที่รับผิดชอบแก่เจ้าพนักงานที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยได้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพของจำเลย เมื่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังออกประกาศแต่งตั้งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป สังกัดกรมสรรพากร เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 16 แห่งประมวลรัษฎากร (นอกจากที่ระบุไว้ใน (2) (3) และ (4)) ในเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตามข้อ 2 (1) ของประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยการแต่งตั้งเจ้าพนักงาน (ฉบับที่ 39 ) ดังกล่าว นายประเสริฐ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 สำนักตรวจสอบภาษีกลาง จึงมีอำนาจประเมินภาษีอากรให้โจทก์ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามฟ้อง แม้สรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีอำนาจประเมินภาษีโจทก์ก็หามีผลกระทบกระเทือนเป็นเหตุให้การตรวจสอบและประเมินภาษีของนายประเสริฐ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานประเมินตามประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวเป็นการไม่ชอบไม่ โจทก์ไม่อาจจะยกเอาเหตุที่โจทก์มีภูมิลำเนาหรือสถานที่ประกอบการค้าอยู่ในเขตพื้นที่สรรพากรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาอ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินไม่มีอำนาจประเมินภาษีรายของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการต่อไปว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยมาตรา 19 และมาตรา 88/4 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยออกหมายเรียกเพราะมีข้อมูลอายัดทรัพย์สินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จำนวนมาก จึงมิใช่เป็นการออกหมายเรียกเพราะมีเหตุอันควรเชื่อว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา 19 และ 20 แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น แล้วทำการประเมินตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร นั้น เห็นว่า การประเมินตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้นนั้น เป็นกรณีเจ้าพนักงานประเมินหาผลต่างระหว่างมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันต้นปี เปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันสิ้นปีของปีภาษีนั้น ผลที่หาได้คือทรัพย์สินสุทธิที่เพิ่มขึ้นให้นำมาบวกกับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการหารายได้ แล้วหักด้วยเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี ผลลัพธ์เป็นเงินได้สุทธินำไปคำนวณกับอัตราภาษีก็จะเป็นภาษีที่ต้องเสีย และการประเมินตามมาตรา 49 เป็นการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนการที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ตามมาตรา 88/4 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น เป็นวิธีการตรวจสอบไต่สวนภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าเงินฝากในบัญชีเป็นรายการรับชำระค่าสินค้าจากการที่โจทก์ขายทองรูปพรรณ ซึ่งข้อนี้โจทก์เองก็นำสืบรับว่า เงินที่นำเข้าฝากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ของโจทก์ ในเดือนภาษีพิพาทเป็นรายได้จากการขายทองให้แก่ร้านทองประพันธ์และร้านทองโง้วชั่งเซ้งจริง แต่โจทก์ไม่ได้จัดทำใบกำกับภาษีขายส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าและโจทก์ไม่ได้นำรายรับนี้ไปรวมเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่า เพิ่มในเดือนภาษีพิพาท อีกทั้งโจทก์ไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงว่าโจทก์ได้ชำระภาษีซื้อตามจำนวนที่นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งไม่สามารถแจ้งถึงเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด จึงต้องห้ามไม่ให้นำภาษีซื้อส่วนนี้มาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/5(1) แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มในส่วนที่โจทก์ขายสินค้าโดยไม่ได้ออกใบกำกับภาษีและไม่มีใบกำกับภาษีซื้อมาแสดงดังกล่าวได้ อันเป็นวิธีการตรวจสอบและประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มโจทก์โดยวิธีตามมาตรา 88 และ 88/2 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบและประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยวิธีพิเศษตามมาตรา 49 แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 4 ม. 16 ม. 19 ม. 49 ม. 88/4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ สุดใจ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8306/2557
#579838
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช. ซึ่งมีเงื่อนไขว่า มีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วยย่อมเป็นประโยชน์ใดๆ ที่ได้รับ นอกจากนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธินี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่บุคคลนำมาซื้อขายกันได้โดยตรง และเมื่อเป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้ก็ย่อมจะต้องคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39 โจทก์ได้รับจัดสรรเนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการอิสระของบริษัท จึงถือเป็นเงินได้ตาม มาตรา 40 (2) โจทก์ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนภาษีอากรจำนวน 4,246,250.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ตั้งแต่วันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันฟ้อง ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร และกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนภาษีอากร เป็นจำนวน 1,698,500.24 บาท รวมเป็นเงิน 5,944,750.85 บาท แก่โจทก์ กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 4,246,250.61 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเพิกถอนหนังสือสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 25 เลขที่ กค 0707.04/ภค/7380 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ กค 0707(อธ.)/10813 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 25 ที่ กค 0707.04/ภค/7380 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กค 0707(อธ.)/10813 ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2551 และให้จำเลยคืนภาษีอากรส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนดแก่โจทก์ โดยให้ถือเอาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หน่วยละ 10.18 บาท จำนวน 1,000,000 หน่วย มาคำนวณภาษีเงินได้ของโจทก์ใหม่ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 35,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" หมายความว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน..." คดีนี้โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีรายละเอียดเงื่อนไขว่า มีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ คือ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 และไม่มีข้อจำกัดการโอน ดังนี้ หากพิจารณาจากเงื่อนไขของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนี้มีสถานะเป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในราคาหุ้นละ 4.50 บาท โดยไม่คำนึงว่าหุ้นสามัญนั้นจะมีราคาสูงกว่านี้หรือไม่ ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนี้ได้รับประโยชน์ตามข้อตกลงพิเศษที่สามารถจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดสำหรับให้สวัสดิการ กรณีบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิประโยชน์แก่พนักงาน ลูกจ้าง กรรมการ ที่ปรึกษาหรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะนี้ ย่อมเป็นประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร หรือประโยชน์ใด ๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้นตามมาตรา 40 (2) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วแต่กรณี จึงถือเป็นเงินได้พึงประเมิน นอกจากนี้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทนี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งที่เป็นหลักทรัพย์ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 4 ในส่วนที่บัญญัติความหมายของคำว่า "หลักทรัพย์" ตาม (7) หมายความถึง "ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น" ด้วย ตามบทกฎหมายดังกล่าวแสดงว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในสถานะที่เป็นหลักทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่บุคคลนำมาซื้อขายกันได้โดยตรงต่างหากจากการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญของบริษัท และเมื่อเป็นหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันได้ก็ย่อมจะต้องคิดคำนวณได้เป็นเงินด้วย ดังนั้น ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่โจทก์ได้รับซึ่งได้จดทะเบียนหลักทรัพย์แล้วนั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์ได้รับจัดสรรเนื่องจากโจทก์เป็นกรรมการอิสระของบริษัท จึงถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย และเนื่องจากเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเป็นเงินได้ที่ถือว่าโจทก์ได้รับไว้แล้วตั้งแต่ก่อนที่จะนำใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทดังกล่าวออกขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ย่อมไม่ใช่เงินได้ที่เป็นผลประโยชน์จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ช) ซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (23) แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่โจทก์ได้รับจะคิดคำนวณเป็นเงินได้จำนวนเท่าใด เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 9 ทวิ บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น คดีนี้โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 จำนวน 1,000,000 หน่วย แต่จำเลยตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทตามที่บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ผู้จ่ายเงินได้กำหนดมูลค่าขึ้นมาเพื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งแก่จำเลย ซึ่งตีราคาโดยใช้เทียบเคียงกับราคาหุ้นสามัญของบริษัทที่เป็นราคาในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีขายให้กับประชาชนทั่วไป(Public Offering) อันเป็นราคาตลอดทั้งเดือนเมษายน 2547 นำมาคิดเฉลี่ยได้เป็นราคาหุ้นสามัญ 16.63 บาทต่อหุ้น แล้วหักด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 4.50 บาทต่อหน่วย คงเหลือเป็นมูลค่าที่ตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเท่ากับ 12.13 บาทต่อหน่วย คิดรวม 1,000,000 หน่วยแล้วเป็นเงินได้ 12,130,000 บาท เห็นได้ว่า เป็นการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นโดยเทียบเคียงจากราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญที่ซื้อขายกันจริงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงระยะเวลาเดียวกับที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นมา แม้ราคาหุ้นสามัญกับราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทเป็นหลักทรัพย์คนละประเภทกันก็ตาม แต่ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นก็เป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งในคดีนี้คือมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ในราคาเพียงหุ้นละ 4.50 บาท ซึ่งเห็นได้ว่าต่ำกว่าราคาหุ้นสามัญในขณะนั้นมากแสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ที่ได้รับการให้ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวจะได้รับประโยชน์ในส่วนต่างของราคาหุ้นสามัญในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทยหักลบด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้น โดยส่วนต่างที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่จะซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นต้องคำนึงถึงในเวลาที่จะตกลงซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกันอยู่แล้ว ดังนั้น การนำราคาหุ้นสามัญมาใช้เพียงเพื่อเทียบเคียงประเมินหาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในคดีนี้จึงเป็นวิธีการประมาณราคาที่สมเหตุผล ทั้งการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในคดีนี้ยังได้คำนวณหักจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นออกแล้ว ทำให้ราคาของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นและราคาหุ้นสามัญมีความแตกต่างกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเอาราคาหุ้นสามัญซึ่งเป็นหลักทรัพย์อีกประเภทหนึ่งมาใช้กำหนดมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นโดยตรง ประกอบกับจำเลยได้ใช้ราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 นำมาคิดเฉลี่ยได้เป็นราคาหุ้นสามัญ 16.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเพียงวิธีการนำข้อมูลราคาหุ้นสามัญตลอดทั้งเดือนเมษายน 2547 มาหาค่าเฉลี่ยเพื่อจะคำนวณหาราคาหรือค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นอันพึงมีในวันที่โจทก์ได้รับตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีมิใช่เป็นการนำเอาราคาหุ้นสามัญในตลาดเพียงราคาหนึ่งราคาใดที่เคยซื้อขาย ณ เวลาอื่นที่แตกต่างไปจากวันที่โจทก์ได้รับมาใช้ตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของโจทก์อันจะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ออกและจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวย่อมจะต้องมีข้อมูลภายในที่จะใช้คำนวณมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นว่ามีราคาเท่าใดเพื่อกำหนดว่าจะจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้นแก่บุคคลใด เป็นจำนวนเท่าใด และบริษัทดังกล่าวก็ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวให้โจทก์ในเดือนเมษายน 2547 ไว้เป็นเงิน 4,625,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งอย่างใดมาก่อน ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีกฎเกณฑ์ใดที่สมควรและมีเหตุผลสามารถนำมาเทียบเคียงในการคำนวณหามูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นอันเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนได้เหมาะสมไปกว่านี้ จึงเชื่อว่าราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นตามที่จำเลยคิดคำนวณราคามาตามวิธีการเหมาะสมและยอมรับได้ดังกล่าวน่าจะใกล้เคียงที่สุดกับราคาหรือประโยชน์อันเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจริง การที่ศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยคืนภาษีอากรส่วนที่โจทก์ชำระไว้เกินพร้อมดอกเบี้ยโดยให้ถือตามราคาเฉลี่ยของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 21 ถึง 30 เมษายน 2547 ซึ่งราคาเพียง 10.18 บาทต่อหน่วย โดยจำเลยมิได้คัดค้านในข้อนี้ จึงนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในส่วนที่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลภาษีอากรกลางจะมิใช่อธิบดีกรมสรรพากร แต่ก็ย่อมมีอำนาจพิพากษากำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ ส่วนที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้กำหนดว่า ให้จำเลยจ่ายจากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนั้น เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีที่จำเลยจะต้องดำเนินการตามบทกฎหมายดังกล่าวเองอยู่แล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่กำหนดในส่วนนี้จึงหาได้เป็นการไม่ชอบ แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4 ทศ วรรคสอง ได้บัญญัติด้วยว่า ดอกเบี้ยของเงินภาษีที่ได้รับคืนที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีนั้น มิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ได้รับคืน การที่คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางมิได้ระบุความข้อนี้ อาจทำให้จำเลยต้องถูกบังคับคดีใช้ดอกเบี้ยเกินกว่าจำนวนที่กฎหมายกำหนดได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง เนื่องจากตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ.2526) ดังกล่าว ข้อ 1 วรรคท้าย กำหนดให้คิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ลงในหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงเห็นสมควรระบุให้ชัดเจนด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษากำหนดค่าทนายความที่จำเลยต้องใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 35,000 บาท สูงเกินสมควรหรือไม่ ปัญหานี้เห็นว่า การที่ศาลจะกำหนดความรับผิดชอบชั้นที่สุดของคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งโดยหลักต้องตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น บทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง และเมื่อค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประเภทหนึ่งแม้ค่าทนายความจำนวน 35,000 บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดจะไม่ขัดต่อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีตลอดถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่า ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่าทนายความให้แก่โจทก์สูงเกินควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2550 แก่โจทก์จนกว่าจำเลยจะมีหนังสือแจ้งคำสั่งคืนเงินค่าภาษีอากรแก่โจทก์ แต่ไม่เกินจำนวนค่าภาษีที่ได้รับคืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายถวัลย์ศักดิ์ สุขะวรรณ
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสรวิชญ์ อิ่มสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8305/2557
#571970
เปิดฉบับเต็ม

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเป็นทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายของ ป.รัษฎากร มาตรา 39 ส่วนการที่จะคิดคำนวณเป็นเงินได้จำนวนเท่าใดเป็นอีกปัญหาหนึ่ง มิใช่ว่าเมื่อไม่มีราคาซื้อขายใน ตลท. ที่จะนำมาใช้เทียบเคียงแล้ว จะต้องถือว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้นคิดคำนวณเป็นเงินไม่ได้

ประโยชน์ที่ผู้ใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวจะได้รับตามปกติย่อมขึ้นอยู่กับส่วนต่างของราคาหุ้นสามัญใน ตลท. หักลบด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้น ดังนั้น การนำราคาหุ้นสามัญมาเทียบเคียงเพื่อหาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นจึงเป็นวิธีการประมาณราคาที่สมเหตุผล

เงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจริง ทั้งนี้เงินได้พึงประเมินตามราคาใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นที่โจทก์ได้รับเป็นเงินได้ที่ได้รับไว้แล้วก่อนที่จะนำใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวออกขายใน ตลท. ย่อมไม่ใช่เป็นเงินได้ที่เป็นผลประโยชน์จากการขายหลักทรัพย์ใน ตลท. ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 126 พ.ศ.2509 ข้อ 2 (23) แต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับให้จำเลยคืนภาษีอากรจำนวน 1,476,009.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ตั้งแต่วันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการตามที่กฎหมายกำหนด คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันฟ้อง ตามมาตรา 4 ทศ แห่งประมวลรัษฎากร และกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนภาษีอากร เป็นจำนวน 590,403.70 บาท รวมเป็นเงิน 2,066,412.95 บาท แก่โจทก์ กับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 1,476,009.25 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเพิกถอนหนังสือของสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 26 เลขที่ กค 0707.05/ภค/9054 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ กค 0707(อธ.)/10776 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2551

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นซึ่งโจทก์ได้รับจากบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินได้พึงประเมิน" ไว้ให้หมายความว่า "เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน..." ซึ่งใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์ได้รับจากบริษัทดังกล่าวนี้มีรายละเอียดเงื่อนไขว่า มีราคาเสนอขายหน่วยละ 0 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น ราคาการใช้สิทธิ 4.50 บาทต่อหน่วย มีอายุ 3 ปี ระยะเวลาการใช้สิทธิ คือ ทุกไตรมาส ภายในเวลาทำการในวันสุดท้ายของเดือน โดยมีการใช้สิทธิครั้งแรกในวันทำการสุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2547 และไม่มีข้อจำกัดการโอน ดังนี้ นอกจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้จะมีสถานะเป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในราคาหุ้นละ 4.50 บาท ซึ่งเป็นทางที่จะทำให้ผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้ได้รับประโยชน์แล้วใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้ยังมีอีกสถานะหนึ่งที่เป็นหลักทรัพย์ที่บุคคลนำมาซื้อขายกันได้โดยตรง เมื่อใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่พิพาทในคดีนี้ไม่มีข้อจำกัดการโอน หลักทรัพย์นี้จึงสามารถซื้อขายได้ ซึ่งการที่จะซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในลักษณะนี้ได้นั้น คู่กรณีจะต้องมีการคิดคำนวณมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเพื่อตกลงราคาที่จะซื้อขายกันให้ได้เสียก่อน จึงเห็นได้ว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนี้เป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณเป็นเงินได้ ส่วนการที่จะคิดคำนวณเป็นเงินได้จำนวนเท่าใดเป็นอีกปัญหาหนึ่งต่างหาก มิใช่ว่าเมื่อไม่มีราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จะนำมาใช้เทียบเคียงเพราะยังไม่ได้จดทะเบียนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว จะต้องถือว่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นคิดคำนวณเป็นเงินไม่ได้ดังที่โจทก์อ้าง จากเหตุผลดังกล่าว ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่โจทก์ได้รับมาตามฟ้องจึงอาจคำนวณได้เป็นเงิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า การที่จำเลยนำราคาหุ้นสามัญของบริษัทนายจ้างของโจทก์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในขณะที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นมาเทียบเคียงเป็นมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่โจทก์ได้รับโดยใช้ราคาเฉลี่ยราคาหุ้นสามัญตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 หักด้วยราคาการใช้สิทธิตามหนังสือชี้ชวน คิดเป็นมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้น ไม่สอดคล้องกับมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เนื่องจากเป็นการตีราคาหรือค่าทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ณ เวลาอื่นที่แตกต่างไปจากวันที่โจทก์ได้รับมาและเป็นการใช้ราคาทรัพย์สินอื่นที่ไม่ใช่ทรัพย์สินประเภทเดียวกันมาเทียบเคียงในการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น นั้น ในปัญหานี้ได้ความว่า โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นตั้งแต่ก่อนมีการจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) คำนวณมูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นและหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยถือราคาปิดเฉลี่ยหุ้นสามัญของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 มาเฉลี่ยได้ราคาหุ้นละ 16.63 บาท แผ่นที่ 69 หักด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัท 4.50 บาท ต่อหน่วย จะได้มูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นเท่ากับ 12.13 บาทต่อหน่วย คูณด้วยจำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่ได้รับ 370,900 หน่วย เป็นเงินได้พึงประเมิน 4,499,017 บาท บริษัทดังกล่าวจึงหักภาษี ณ ที่จ่ายจำนวน 1,176,240 บาท เพื่อนำส่งจำเลย ซึ่งจำเลยเห็นว่ามูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นการเหมาะสมแล้ว ตามหนังสือแจ้งยืนยันไม่คืนเงินภาษีอากร แผ่นที่ 1 และ 2 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การนำราคาปิดเฉลี่ยหุ้นสามัญของบริษัทช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 มาเฉลี่ยได้ราคาหุ้นละ 16.63 บาท หักด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทจำนวน 4.50 บาท คงเหลือเป็นราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นที่โจทก์ได้รับนั้น เป็นการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นโดยเทียบเคียงจากราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญที่ซื้อขายกันจริงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงระยะเวลาเดียวกับที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นมา แม้ราคาหุ้นสามัญกับราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของบริษัทเป็นหลักทรัพย์คนละประเภทกันก็ตาม แต่ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นก็เป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการจะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ซึ่งในคดีนี้คือสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท ประโยชน์ที่ผู้ใช้สิทธิซื้อหุ้นตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นดังกล่าวจะได้รับตามปกติย่อมขึ้นอยู่กับส่วนต่างของราคาหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหักลบด้วยจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้น โดยส่วนต่างดังกล่าวนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในเวลาที่จะตกลงซื้อขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นกันอยู่แล้ว ดังนั้น การนำราคาหุ้นสามัญมาเทียบเคียงเพื่อหาราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในคดีนี้จึงเป็นวิธีการประมาณราคาที่สมเหตุผล ทั้งการตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในคดีนี้ยังได้คำนวณหักจำนวนเงินที่จะต้องชำระในการใช้สิทธิซื้อหุ้นออกแล้ว ทำให้ราคาของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นและราคาหุ้นสามัญมีความแตกต่างกัน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเอาราคาหุ้นสามัญซึ่งเป็นหลักทรัพย์อีกประเภทหนึ่งมาใช้กำหนดมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นโดยตรง ประกอบกับจำเลยได้ใช้ราคาปิดเฉลี่ยของหุ้นสามัญตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2547 นำมาคิดเฉลี่ยได้เป็นราคาหุ้นสามัญ 16.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเพียงวิธีการนำข้อมูลราคาหุ้นสามัญตลอดทั้งเดือนเมษายน 2547 มาหาค่าเฉลี่ยเพื่อจะคำนวณหาราคาหรือค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นอันพึงมีในวันที่โจทก์ได้รับตั้งแต่ก่อนจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีมิใช่เป็นการนำเอาราคาหุ้นสามัญในตลาดเพียงราคาหนึ่งราคาใดที่เคยซื้อขาย ณ เวลาอื่นที่แตกต่างไปจากวันที่โจทก์ได้รับมาใช้ตีราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของโจทก์อันจะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรดังที่โจทก์อ้าง นอกจากนี้บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)ผู้ออกและจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวย่อมจะต้องมีข้อมูลภายในที่จะใช้คำนวณมูลค่าของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นว่ามีราคาเท่าใดเพื่อกำหนดว่าจะจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นนั้นแก่บุคคลใด เป็นจำนวนเท่าใด และบริษัทดังกล่าวก็ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวให้โจทก์ในเดือนเมษายน 2547 ไว้เป็นเงิน 1,176,240 บาท โดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งอย่างใดมาก่อน ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้เห็นว่ามีกฎเกณฑ์ใดที่สมควรและมีเหตุผลสามารถนำมาเทียบเคียงในการคำนวณหามูลค่าใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในวันที่โจทก์ได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นได้เหมาะสมไปกว่านี้ จึงเชื่อว่าราคาใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นตามที่จำเลยคิดคำนวณราคามาตามวิธีการเหมาะสมและยอมรับได้ดังกล่าวน่าจะใกล้เคียงที่สุดกับราคาหรือประโยชน์อันเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจริง ทั้งนี้เงินได้พึงประเมินตามราคาใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นที่โจทก์ได้รับดังกล่าวเป็นเงินที่ได้รับไว้แล้วก่อนที่จะนำใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นดังกล่าวออกขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ย่อมไม่ใช่เป็นเงินได้ที่เป็นผลประโยชน์จากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (17) ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ข้อ 2 (23) แต่อย่างใดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าภาษีอากรที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย พร้อมดอกเบี้ยคืนตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสิทธิเดช ตรีวิศวเวทย์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฒฑ์
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8303/2557
#571972
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากร มาตรา 86/4 บัญญัติว่า ใบกำกับภาษีต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ... (3) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ โดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนว่าจะต้องให้ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตรงกับรายการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ทั้งโจทก์ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้ออกใบกำกับภาษีแก้ไขแล้ว แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาทไม่ยินยอมแก้ไขให้ เพียงแต่รับรองว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกให้แก่โจทก์จริง ดังนั้น แม้ใบกำกับภาษีพิพาทระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ไม่ตรงหรือไม่ครบถ้วนตามรายการที่จดทะเบียน แต่ก็ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการรายอื่น จึงไม่ถือว่าใบกำกับภาษีพิพาทที่โจทก์ได้รับจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นใบกำกับภาษีที่มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดไว้ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/5 โจทก์จึงมีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีพิพาทมาหักในการคำนวณภาษีตาม ป.รัษฎากร มาตรา 82/3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภพ.73.1) เลขที่ 02008390/102303 ถึงเลขที่ 02008390/102305 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/14.1/18/47 ถึงเลขที่ สภ.2/อธ.3/14.3/18/47 ลงวันที่ 27 มกราคม 2547

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลาง พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ใบกำกับภาษีที่โจทก์ได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำหรับเดือนภาษีสิงหาคมถึงเดือนภาษีตุลาคม 2544 มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า สำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2544 โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย 13 ฉบับ และที่ออกโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 5 ฉบับ มาใช้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีกันยายน 2544 โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย 11 ฉบับ และที่ออกโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 5 ฉบับ มาใช้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2544 โจทก์นำใบกำกับภาษีที่ออกโดยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย 13 ฉบับ และที่ออกโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 5 ฉบับ มาใช้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามใบกำกับภาษีดังกล่าวปรากฏว่า มีชื่อโจทก์ไม่ตรงตามที่จดทะเบียน ไม่ระบุเลขที่ หมู่ที่ ชื่อและที่อยู่ไม่ตรงตามที่จดทะเบียน ชื่อไม่ตรงและไม่มีเลขที่ หมู่ที่ ที่อยู่ไม่ตรง ชื่อไม่ตรงตามที่จดทะเบียน เมื่อพิจารณาใบกำกับภาษีดังกล่าว แผ่นที่ 250 ถึง 252 แผ่นที่ 244 ถึง 249 แผ่นที่ 287 ถึง 294 และแผ่นที่ 348 ถึงแผ่นที่ 357 ตามลำดับ ปรากฏว่าใบกำกับภาษีที่มีชื่อโจทก์ไม่ตรงตามที่จดทะเบียน เนื่องจากผู้ออกใบกำกับภาษีระบุชื่อผู้ใช้บริการว่า บ.สยามอุตสาหกรรมการเกษตร (สับปะรด) จก. หรือ บ.สยามอุตสาหกรรมการเกษตรหรือสโมสรและบ้านพักเกษตรสับปะรด หรือ บ.สยามอุตสาหกรรมการเกษตร จก. หรือบ้านพัก บ.สยามอุตสาหกรรมการเกษตรสับปะรด จก. หรือ บ.สยามอุตสาหกรรมเกษตร จก. ส่วนที่อยู่ที่ไม่ตรงนั้น เนื่องจากผู้ออกใบกำกับภาษีระบุที่อยู่ว่า ต.มาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หรือ 1-5 ถ.นิคม ซ.13 ต.มาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หรือ 363 ม.2 ต.มาบข่า อ.บ้านค่าย จ.ระยอง หรือ 139 ม.1 ต.แม่น้ำคู้ หรือ ถ.สาย 13 ต.นิคมพัฒนา กิ่ง อ.นิคมพัฒนา หรือ 31 ม.1 ต.นิคมพัฒนา กิ่ง อ.นิคมพัฒนา หรือ ต.มาบข่า หรือ 363 ม.2 นิคมพัฒนา กิ่ง อ.นิคมพัฒนา ซึ่งใบกำกับภาษีพิพาทดังกล่าวไม่มีฉบับใดที่ไม่ปรากฏชื่อและที่อยู่ของโจทก์ เพียงแต่มีชื่อ ที่อยู่ของโจทก์ผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ ไม่ตรงกับที่โจทก์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เท่านั้น สำหรับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามประมวลรัษฎากร มาตรา 86/ 4 (3) บัญญัติให้มีแต่เพียงว่า ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เป็นที่ชัดเจนว่าจะต้องให้ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตรงกับรายการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ทั้งโจทก์ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้ออกใบกำกับภาษีแก้ไขแล้ว แต่ผู้ออกใบกำกับภาษีพิพาทไม่ยินยอมแก้ไขให้ เพียงแต่รับรองว่าเป็นใบกำกับภาษีที่ออกให้แก่โจทก์จริง ดังนั้น แม้ใบกำกับภาษีพิพาทระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ไม่ตรงหรือไม่ครบถ้วนตามรายการที่จดทะเบียนแต่ก็ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ประกอบการรายอื่น จึงไม่ถือว่าใบกำกับภาษีพิพาทดังกล่าวเป็นใบกำกับภาษีที่มีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดไว้ ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามให้นำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 82/5 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธินำใบกำกับภาษีค่าไฟฟ้าและค่าโทรศัพท์ที่ออกโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2545 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง 3 ฉบับ ลงวันที่ 27 มกราคม 2547 โดยให้โจทก์มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีตามฟ้องมาหักในการคำนวณภาษีตามมาตรา 82/3 ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 82/3 ม. 82/5 ม. 86/4
ชื่อคู่ความ
บริษัทสยามอุตสาหกรรมการเกษตร
โจทก์ — สับปะรดและอื่น ๆ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8302/2557
#598033
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2552 ที่พิพาท เท่ากับปีภาษี 2551 ซึ่งเป็นปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว แต่ค่ารายปีของทรัพย์สินแต่ละรายอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้แล้วแต่ข้อเท็จจริงของแต่ละปี ทั้งนี้การพิจารณาเพิ่มหรือลดค่ารายปีต้องมีเหตุผลและต้องคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ตาม พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนพิพาทครั้งแรกเมื่อปีภาษี 2548 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดค่ารายปีโรงเรือนของโจทก์ตามอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางที่จำเลยกำหนดในบันทึกข้อความที่ กท 7000/2912 ซึ่งโรงเรือนของโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ต่อมาจำเลยมีบันทึกข้อความที่ กท 1302/222 จัดกลุ่มตามพื้นที่ที่ตั้งเขตใหม่ ทำให้โรงเรือนของโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 และมีอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางต่ำลง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของโจทก์เท่ากับค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วและนำไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 455/1-2 ซึ่งตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 3 ซึ่งมีความกว้างกว่าถนนเจริญราษฎร์ที่โรงเรือนของโจทก์ตั้งอยู่ อีกทั้งมีราคาประเมินที่ดินที่สูงกว่า และนำไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 3609/9 ซึ่งไม่ได้ประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกันกับโจทก์ โดยไม่นำไปเทียบเคียงกับค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 358/1 และโรงเรือนเลขที่ 299/10 ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจประเภทเดียวกันกับโจทก์ และเจ้าพนักงานของจำเลยประเมินค่ารายปีโรงเรือนทั้งสองแห่งดังกล่าวโดยใช้อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความที่ กท 1302/222 อันแสดงให้เห็นว่าการกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยสำหรับอาคารลักษณะพิเศษในเขตเดียวกันใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ทำให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีมากกว่าโรงเรือนรายอื่นที่มีลักษณะทรัพย์สินคล้ายคลึงกับโจทก์ที่ตั้งอยู่ในเขตเดียวกัน อันก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของผู้เสียภาษี การกำหนด ค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยสำหรับโรงเรือนของโจทก์จึงยังไม่เหมาะสมและไม่มีเหตุผลเพียงพอ กรณีจึงมีพฤติการณ์และเหตุผลอันสมควรให้ประเมินค่ารายปีโรงเรือนของโจทก์โดยใช้อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความที่ กท 1302/222 ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์มากกว่า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งการประเมินและคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 416,976 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 397,120 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมินฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 และคำชี้ขาดตามใบแจ้งคำชี้ขาด เล่มที่ 15 เลขที่ 45 ฉบับลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 กับให้จำเลยคืนเงินภาษี 397,120 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของจำนวนเงินดังกล่าว นับแต่วันพ้นกำหนดสามเดือนนับแต่วันพิพากษา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของโรงเรือนเลขที่ 3609/48 ถนนเจริญราษฎร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 4425 ตำบลบางโคล่ (บ้านทวาย) อำเภอบ้านทราย - บางรัก (บางคอแหลม) จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) ที่โจทก์เช่ามาจากนางศจี เพื่อใช้เป็นสถานที่จำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 (ภ.ร.ด. 2) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลย ต่อมาจำเลยโดยสำนักงานเขตบางคอแหลมมีใบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่โจทก์ กำหนดค่ารายปี 5,497,640 บาท ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน 687,205 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยกำหนดค่ารายปีสูงกว่าความเป็นจริง โดยพอใจให้คิดค่าภาษี 290,085 บาท คณะกรรมการพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่มีมติให้ยกคำร้องและยืนตามการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลย โจทก์ชำระเงินค่าภาษีตามการประเมินแล้วตามสำเนาใบเสร็จรับเงินมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยและคำชี้ขาดของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คดีนี้โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนพิพาทครั้งแรกเมื่อปีภาษี 2548 พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยกำหนดค่ารายปีโรงเรือนของโจทก์ตามอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางที่จำเลยกำหนดในบันทึกข้อความ ที่ กท 7000/2912 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2545 เรื่อง การประเมินค่ารายปีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ประเภท อาคารลักษณะพิเศษที่ดำเนินกิจการของตนเอง ข้อ 18 อาคารลักษณะพิเศษ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มตามพื้นที่ที่ตั้งในเขต ซึ่งโรงเรือนของโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มที่ 1 ต่อมาจำเลยมีบันทึกข้อความที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 เรื่อง การกำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางเพื่อใช้ประกอบในการประเมินค่ารายปีภาษีโรงเรือนและที่ดิน ข้อ 18 อาคารลักษณะพิเศษ จัดกลุ่มตามพื้นที่ที่ตั้งในเขตใหม่ ทำให้โรงเรือนของโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 และมีอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางต่ำลง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินโรงเรือนของโจทก์เท่ากับค่ารายปีที่ล่วงมาแล้ว และนำไปเทียบเคียงกับโรงเรือนเลขที่ 455/1 - 2 ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และโรงเรือนเลขที่ 3609/9 ถนนเจริญราษฎร์ แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร โดยไม่นำโรงเรือนของโจทก์ไปเทียบเคียงกับค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 358/1 ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และโรงเรือนเลขที่ 299/10 ถนนพระรามที่ 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการเช่นเดียวกับโจทก์ ในขณะที่โรงเรือนเลขที่ 3609/9 ที่จำเลยนำมาเทียบเคียงไม่ได้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แต่ประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน ส่วนโรงเรือนเลขที่ 455/1 - 2 แม้จะเป็นอาคารประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการเช่นเดียวกับอาคารของโจทก์ แต่อาคารดังกล่าวตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 3 ซึ่งเป็นถนนสายหลัก มีความกว้างกว่าถนนเจริญราษฎร์ที่โรงเรือนโจทก์ตั้งอยู่ ประกอบกับกรมที่ดินยังประเมินราคาที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรือนเลขที่ 455/1 - 2 ตารางวาละ 170,000 บาท ส่วนที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงเรือนโจทก์มีราคาประเมินตารางวาละ 125,000 บาท นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายธนกาญจน์พยานโจทก์ประกอบกับแบบแจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2550 ปีภาษี 2551 และปีภาษี 2552 ของโรงเรือนเลขที่ 299/10 และเลขที่ 358/1 ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยประเมินค่ารายปีของโรงเรือนทั้งสองแห่งโดยใช้อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความของกรุงเทพมหานคร ที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งนายอภิชัยพยานจำเลยตอบโจทก์ถามค้านรับว่า โรงเรือนทั้งสองแห่งที่โจทก์นำมาเทียบเคียงจัดเป็นโรงเรือนใหม่เพิ่งเริ่มเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินเมื่อปีภาษี 2550 โดยจัดเป็นอาคารลักษณะพิเศษเช่นเดียวกับโรงเรือนของโจทก์ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยกำหนดค่ารายปีของโรงเรือนทั้งสองแห่งโดยใช้อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความ ที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งมีค่ารายปีในปีภาษีพิพาทในอัตราที่ต่ำกว่าค่ารายปีที่ล่วงแล้วมาของโรงเรือนโจทก์ อันแสดงให้เห็นว่าการกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยสำหรับอาคารลักษณะพิเศษในเขตบางคอแหลมนั้นใช้หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน โดยจำเลยนำสืบถึงสาเหตุที่โรงเรือนทั้งสองแห่งที่โจทก์ให้นำมาเทียบเคียงนั้นใช้หลักเกณฑ์ตามบันทึกข้อความ ที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 เนื่องจากโรงเรือนทั้งสองแห่งเริ่มเสียภาษีตั้งแต่ปี 2550 แต่โจทก์เริ่มเสียภาษีตั้งแต่ปี 2548 จึงไม่อาจนำบันทึกข้อความดังกล่าวมาใช้แก่โจทก์ได้ ซึ่งยังไม่มีเหตุผลเพียงพอและทำให้โจทก์ต้องรับภาระภาษีมากกว่าโรงเรือนรายอื่นที่มีลักษณะของทรัพย์สินคล้ายคลึงกับโจทก์ที่ตั้งอยู่ในเขตเดียวกัน อันก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันของผู้เสียภาษี ดังนั้น การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยสำหรับโรงเรือนของโจทก์ที่ใช้ค่ารายปีที่ล่วงมาแล้วประกอบกับวิธีเทียบเคียงกับค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 455/1 - 2 และเลขที่ 3609/9 จึงยังไม่เหมาะสมและไม่มีเหตุผลเพียงพอ การประเมินค่ารายปีโรงเรือนของโจทก์จึงต้องคำนึงถึงลักษณะทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ ซึ่งตามบันทึกข้อความที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ที่จำเลยได้ปรับปรุงและกำหนดราคาค่าเช่ามาตรฐานกลางเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางประกอบการประเมินค่ารายปี ได้กำหนดอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางแบ่งตามประเภทของทรัพย์สินรวม 19 ประเภท 1. สถานีจำหน่ายน้ำมัน 2. สนามเทนนิส 3. สนามแบดมินตัน 4. สระว่ายน้ำ 5. สนามไดร์ฟกอล์ฟ 6. สนามกอล์ฟ 7. โรงภาพยนตร์ 8. ห้างสรรพสินค้า 9. ภัตตาคาร, ห้องอาหาร, สวนอาหาร 10. โรงแรม 11. หอพัก 12. เกสต์เฮ้าส์ 13. โรงงาน 14. ตึกแถว 15. ธนาคาร 16. สถานศึกษาเอกชน 17. อาคารชุด 18. อาคารลักษณะพิเศษ 19. โรงพยาบาล โพลีคลินิก โดยโรงเรือนของโจทก์จัดอยู่ในประเภท 18. อาคารลักษณะพิเศษ หมายความว่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นเป็นเอกเทศที่มีพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางเมตร ขึ้นไป โดยในประเภททรัพย์สินนี้ยังได้แบ่งอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางออกเป็น 3 กลุ่ม ตามที่ตั้งในพื้นที่เขตต่าง ๆ ซึ่งโรงเรือนโจทก์ตั้งอยู่ในเขตบางคอแหลม จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 อันแสดงให้เห็นว่าอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความฉบับดังกล่าวของจำเลยถูกกำหนดขึ้นมาใช้ในเขตของจำเลยโดยคำนึงถึงลักษณะทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 แล้ว เมื่อได้วินิจฉัยในข้างต้นแล้วว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ ประกอบกับพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยได้นำอัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความ ที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ไปใช้กับผู้เสียภาษีรายอื่นเป็นการทั่วไปรวมถึงโรงเรือนเลขที่ 299/10 และ เลขที่ 358/1 ซึ่งมีสภาพอาคารและการใช้ประโยชน์คล้ายคลึงกับโรงเรือนโจทก์ กรณีจึงมีพฤติการณ์และเหตุผลอันสมควรให้ประเมินค่ารายปีโรงเรือนของโจทก์โดยใช้อัตราค่าเช่ามาตรฐานกลางตามบันทึกข้อความกรุงเทพมหานครที่ กท 1302/222 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์มากกว่า อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยกับให้จำเลยคืนเงินภาษีแก่โจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 8 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้าบางกอก จำกัด
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายทิวากร พนาวัลย์สมบัติ
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
กรองเกียรติ คมสัน
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8301/2557
#562567
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78/2 ไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกรณีนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเป็นการเฉพาะ ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าเครื่องจักรที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าที่วางหลักประกันอากรขาเข้าอื่น กล่าวคือ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า แม้โจทก์จะนำเงินไปชำระค่าภาษีอากรภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมินก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89 (3) และรับผิดชำระเงินเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 89/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีกันยายน 2550 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค. 0509(21)/1-3-02021 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2551 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ 5 ชบ 2/95/2552 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ให้จำเลยคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยประเมินเพิ่มจำนวน 82,902.21 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 996,220 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 179,319.60 บาท รวมเป็นเงิน 1,258,441.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการผลิตเอทานอล (แอลกอฮอล์ 99.5%) ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 สำหรับประเภท 1.26 กิจการผลิตแอลกอฮอล์หรือเชื้อเพลิงจากผลิตผลการเกษตร รวมทั้งเศษหรือขยะหรือของเสีย เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2550 โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนเลขที่ 2801-0105010577 สำแดงส่วนของเครื่องจักรใช้ในการกลั่นเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ครบชุดสมบูรณ์จำนวน 34 รายการ จากประเทศอินเดีย โดยขอใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ขณะนั้นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนยังไม่ได้อนุมัติการยกเว้นอากรให้โจทก์ และมีหนังสือเรื่อง การขอผ่อนผันใช้ธนาคารค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเครื่องจักรของโจทก์มายังสำนักงานศุลกากร โจทก์จึงใช้หนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ ค. 01370010648000 ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2550 แทนการชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อนำของออกก่อนในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ต่อมาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาอนุมัติให้ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าที่โจทก์นำเข้าจำนวน 27 รายการ ส่วนรายการที่เหลือคือ SS PIPES, POWER CABLE COPPER และ CABLE TRAYS AND ACCESSORIES ไม่ได้รับอนุมัติและให้ชำระภาษีอากร จำเลยจึงออกแบบแจ้งการประเมินอากรเพื่อเรียกเก็บอากรสำหรับรายการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่อนุมัติ ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก/ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ให้ชำระอากรขาเข้า 1,184,306 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้า 142,116.72 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 996,220 บาท เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 996,220 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 179,319.60 บาท รวมเป็นเงิน 3,498,182.32 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนภาษีกันยายน 2550 ขอให้ยกเลิกการประเมินและงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม โจทก์ชำระเงินตามการประเมินแล้ว ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนปฏิบัติของกรมศุลกากรแล้ว ให้ยกอุทธรณ์ในประเด็นขอให้ยกเลิกการประเมิน ส่วนประเด็นงดหรือลดเบี้ยปรับกรณีโจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร ให้ลดเบี้ยปรับคงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ประเด็นงดหรือลดเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าพนักงานมิได้ประเมินเงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี จึงไม่มีกรณีต้องพิจารณา ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แน่นอนไม่มีข้อยกเว้นให้งดหรือลดได้ แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มและมีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้มากกว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 78/2 แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรนั้น มิได้มีการบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่วางหลักประกันโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้านำเข้าพิพาทจึงเกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้าคือในวันที่ 24 ตุลาคม 2550 แต่โจทก์ได้มาชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ซึ่งแม้จะอยู่ภายในกำหนดเวลาตามหนังสือแจ้งการประเมินอากรก็ตาม ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ได้ชำระภาษีอากรครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป และรับผิดชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78/2 ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอส เพาเวอร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
กรองเกียรติ คมสัน
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8300/2557
#572084
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78/2 ไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกรณีนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเป็นกรณีพิเศษ ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าเครื่องจักรที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าที่วางหลักประกันอากรขาเข้าอื่น กล่าวคือ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า แม้ขณะโจทก์นำเข้าสินค้า เครื่องจักรบางรายการยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยโจทก์วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นหลักประกันการชำระภาษีอากรเพื่อโจทก์จะได้นำสินค้าพิพาทออกจากอารักขาของกรมศุลกากรและต่อมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าบางส่วนและบางส่วนให้ชำระอากร หลังจากนั้นโจทก์นำเงินไปชำระค่าภาษีอากรภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมินก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่โจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 อันจะเป็นเหตุทำให้ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนกันยายน 2550 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค.1-3-02007 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2551 เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ 2/6/2552 ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 95,067 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 14,260 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 109,327 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (วันที่ 30 มิถุนายน 2551) ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน 7 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 6,309.08 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 115,636.07 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า โจทก์ประกอบกิจการโรงงานผลิตเอทานอล (แอลกอฮอล์ 99.5%) โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 สำหรับประเภท 1.26 กิจการผลิตแอลกอฮอล์หรือเชื้อเพลิงจากผลผลิตการเกษตร รวมทั้งเศษขยะหรือของเสีย โจทก์นำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากประเทศอินเดีย โดยขอใช้สิทธิประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 28 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 เมื่อสินค้าดังกล่าวมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณารายการเครื่องจักรและอุปกรณ์แล้วเสร็จเพียงบางส่วน โจทก์ดำเนินการออกของสำหรับสินค้ารายการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติสั่งปล่อยเครื่องจักรที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ส่วนเครื่องจักรบางรายการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนนั้น โจทก์ได้รับอนุมัติผ่อนผันจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้ใช้หนังสือค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม โจทก์ใช้หนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) วางประกันค่าภาษีอากรแทนการชำระค่าภาษีอากร ต่อมาทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติให้ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วน และบางส่วนให้ชำระภาษีอากร วันที่ 23 มิถุนายน 2551 พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออกภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค 1-3-02007 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2551 ประเมินภาษีอากรสำหรับรายการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่อนุมัติ โดยให้ชำระอากรเต็มจำนวน และคิดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89 (3) แห่งประมวลรัษฎากร กรณียื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือนำส่งคลาดเคลื่อน กับคิดเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร กรณีโจทก์ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ รวมทั้งสิ้น 309,676.56 บาท โจทก์ชำระภาษีอากรตามการประเมินแล้ว ต่อมาโจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับให้ คงเหลือเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย ตามข้อ 5 (3) (ข) ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 เรื่อง หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 67 ตรี มาตรา 89 และมาตรา 91/21 (6) แห่งประมวลรัษฎากร จึงลดเบี้ยปรับลง 47,533.50 บาท คงเหลือเรียกเก็บเป็นเงินภาษี 95,067 บาท เบี้ยปรับ 47,533.50 บาท เงินเพิ่ม 14,260 บาท รวมทั้งสิ้น 156,860.50 บาท ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินเป็นเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้แน่นอนโดยไม่มีข้อยกเว้นให้งดหรือลดได้ จึงไม่อาจงดหรือลดให้ได้ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลยหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เครื่องจักรรายการที่โจทก์นำเข้าได้รับการผ่อนผันการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่จำต้องชำระภาษีทันที เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ โดยโจทก์วางหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 20) ส่วนบทบัญญัติมาตรา 78/2 (1) แห่งประมวลรัษฎากร เป็นกรณีบังคับแก่ผู้ประกอบการทั่วไปมิได้บังคับแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 หลังจากพนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีอากรส่วนที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากร โจทก์ได้ชำระภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงไม่ใช่กรณีโจทก์ชำระค่าภาษีไม่ครบถ้วนอันจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/2 บัญญัติว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้า วางหลักประกันอากรขาเข้าหรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกรณีนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเป็นพิเศษ ความรับผิดของโจทก์ในส่วนสินค้าเครื่องจักรที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าที่วางหลักประกันอากรขาเข้าอื่น กล่าวคือ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาทแต่เครื่องจักรบางรายการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงได้วางหนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันการชำระค่าภาษีอากร ทั้งนี้เพื่อโจทก์จะได้นำสินค้าพิพาทออกจากอารักขาของกรมศุลกากร ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้อนุมัติให้ยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มบางส่วนและบางส่วนให้ชำระภาษีอากร เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินเครื่องจักรรายการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่อนุมัติให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้า โจทก์จึงนำเงินไปชำระค่าภาษีอากร ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์ยังมิได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นขณะโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์ปฏิบัติตามข้อ 2 ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 20) แต่ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว ข้อ 4 ระบุว่า สำหรับเครื่องจักรหรือวัตถุดิบตามข้อ 2 จะต้องเป็นเครื่องจักรหรือวัตถุดิบที่ได้รับอนุมัติให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ดังนั้น ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 20) จึงมิได้นำมาใช้บังคับแก่เครื่องจักรของโจทก์ในส่วนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่อนุมัติให้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าด้วย และแม้โจทก์จะได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน แต่ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรจนครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 เพราะความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้วคือในวันที่โจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนแล้วอันจะทำให้ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มแก่จำเลย ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้โจทก์เสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจึงชอบด้วยกฎหมาย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 78/2 ม. 89/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีเอส เพาเวอร์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8298/2557
#571416
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ ย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะยกขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลไม่ได้ เมื่อโจทก์ไม่ได้ยกปัญหาว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายทองรูปพรรณทั้งหมดเป็นรายได้ของโจทก์เป็นการไม่ชอบขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนนี้ได้ แม้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะอุทธรณ์ประเด็นนี้ต่อไป

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน แม้โจทก์ไม่มีบัญชีเอกสารหรือหลักฐานมาแสดง แต่ถ้อยคำของโจทก์เองถือเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ปรากฏจากการไต่สวนซึ่งเจ้าพนักงานประเมินนำมาใช้ในการตรวจสอบได้ การที่เจ้าพนักงานจะพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนอย่างไร เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ แม้เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินภาษีโจทก์โดยอาศัยเพียงแต่ข้อมูลจากที่โจทก์ได้ให้ถ้อยคำไว้ ก็ไม่มีผลทำให้การไต่สวนเสียไป

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (14) กำหนดว่า "มูลค่าของทองรูปพรรณที่ขายเป็นจำนวนเท่ากับราคาทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้อคืนในวันที่ขายทองรูปพรรณ ทั้งนี้ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายทองรูปพรรณ ซึ่งมีใบอนุญาตค้าของเก่าตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า" กรณีตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวเป็นการรับซื้อและขายทองรูปพรรณแก่บุคคลทั่วไป แต่สำหรับการขายฝากทองรูปพรรณนั้น คู่สัญญาย่อมกำหนดสินไถ่โดยเรียกประโยชน์ตอบแทนรวมไปกับราคาขายฝากที่แท้จริงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 499 สินไถ่จึงขึ้นอยู่กับการตกลงกันของคู่กรณีแต่ละราย หากผู้ขายไม่ต้องการรับภาระจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้รับซื้อฝากเกินความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก็ตกลงสินไถ่ต่ำกว่าราคาขายทองรูปพรรณได้ สินไถ่จึงไม่ต้องเท่ากับราคาขายทองรูปพรรณทั่วไป ส่วนราคาที่โจทก์รับซื้อฝากก็ไม่ต้องเท่ากับราคาทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้ออีกเช่นกัน กรณีจึงไม่อาจนำประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) มาใช้บังคับแก่การขายฝากได้

แม้โจทก์จะมิได้รับฝากเงินเช่นธนาคาร แต่ประกอบกิจการรับซื้อลดเช็คเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์หลายครั้งหลายช่วงเวลา ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ในการรับซื้อตั๋วเงินเป็นปกติ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2 แห่ง ป.รัษฎากร

อุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรลดเบี้ยปรับเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ละเดือนภาษีพิพาท มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.12) เลขที่ 12-01002070-25480706-001-00065 และเลขที่ 12-01002070-25480706-001-00063 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ ภ.พ. 73.1-01002070-25480706-005-00031 ถึง 42 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ ภ.ธ. 73.1-01002070-25480706-006-00001 ถึง 12 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/49/2550, สภ.1(อธ.1)/50/2550, สภ.1(อธ.1)/51-62/2550, สภ.1(อธ.1)/63-74/2550 และให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 12) เลขที่ 12-01002070-25480706-001-00065 และเลขที่ 12-01002070-25480706-001-00063 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1) เลขที่ ภ.พ. 73.1-01002070-25480706-005-00031 ถึง 42 และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) เลขที่ ภ.ธ. 73.1-01002070-25480706-006-00001 ถึง 12 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เลขที่ สภ.1 (อธ.1)/49/2550, สภ.1(อธ.1)/50/2550, สภ.1(อธ.1)/51-62/2550, สภ.1(อธ.1)/63-74/2550 โดยให้ลดเบี้ยปรับ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเภทกิจการค้าปลีกทองคำ เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้โจทก์นำบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดง โจทก์ไปพบและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมิน ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีและประจำปีภาษี 2545 เป็นเงินค่าภาษี 72,095.44 บาท เบี้ยปรับ 72,095.44 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2548 จำนวน 32,787.46 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2545 เป็นเงินค่าภาษี 638,982.42 บาท เบี้ยปรับ 1,277,965.08 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2548 จำนวน 340,258.20 บาท และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคมถึงธันวาคม 2545 เป็นเงินค่าภาษี 2,880 บาท เบี้ยปรับ 5,760 บาท เงินเพิ่ม 1,533.60 บาท และภาษีท้องถิ่น 1,017.36 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาชอบหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า เจ้าพนักงานประเมินนำรายได้จากการจำหน่ายทองรูปพรรณมารวมคำนวณภาษีโดยไม่มีการหักราคารับซื้อคืนตามประกาศของสมาคมค้าทองคำออกเป็นการไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ปัญหาข้อเท็จจริงใดที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิหยิบยกขึ้นอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ทำการไต่สวนหาความจริงและพิจารณาวินิจฉัย ปัญหาข้อเท็จจริงนั้นย่อมเป็นอันยุติ โจทก์จะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลไม่ได้ เมื่อปรากฏตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มิได้ยกปัญหาว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายทองรูปพรรณทั้งหมดเป็นรายได้ของโจทก์เป็นการไม่ชอบขึ้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินในส่วนนี้ได้ แม้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะอุทธรณ์ประเด็นปัญหานี้ต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การนำสินไถ่หรือกรณีทรัพย์สินที่ขายฝากตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับซื้อฝากมารวมคำนวณภาษีนั้นไม่ชอบ เนื่องจากลูกค้ามิได้ไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายในกำหนด จึงไม่อาจนำเงินค่ารับซื้อฝากทองที่ยังไม่มีการไถ่ถอนมาคำนวณเสียภาษีได้นั้น โจทก์ให้ถ้อยคำว่า โจทก์มียอดรับซื้อฝากลดลงจากปี 2546 ประมาณร้อยละ 10 เจ้าพนักงานประเมินจึงพิจารณายอดปี 2546 เดือนละ 824,600 บาท แล้วประเมินว่าโจทก์มียอดรับซื้อฝากทองปี 2545 เดือนละ 742,140 บาท ซึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่าเดือนละ 800,000 บาท ที่โจทก์อ้างตอนแรก ถือได้ว่ามีการหักยอดขายฝากส่วนที่ไม่ได้ไถ่ถอนภายในปีภาษีพิพาทออกให้แล้ว หากจะมีลูกค้าไม่มาไถ่ถอนทรัพย์ที่ขายฝากภายในปีภาษีพิพาทมากกว่านี้ โจทก์ย่อมจะต้องทราบดีว่าเป็นจำนวนเท่าไร จึงควรที่โจทก์จะต้องบันทึกเป็นหลักฐานไว้เพื่อแสดงถึงการยังไม่ได้รับเงินได้จริงตามเหตุที่กล่าวไว้ การที่โจทก์อ้างเหตุที่ได้ทำลายสัญญาขายฝากและมิได้จัดเก็บเอกสารและบันทึกบัญชีไว้เป็นหลักฐานนั้น ไม่อาจรับฟังได้ จึงต้องฟังว่า โจทก์มีเงินได้จากการรับซื้อฝากทองตามการประเมิน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า การนำยอดเงินจากการรับซื้อลดเช็คทั้งหมดมิใช่เฉพาะส่วนลดที่โจทก์ได้รับมารวมคำนวณไม่ถูกต้องนั้น ในข้อนี้โจทก์ให้ถ้อยคำว่า โจทก์รับซื้อลดเช็คที่มียอดเงินไม่เกิน 50,000 บาท แต่ละเดือนประมาณ 3 ถึง 5 ราย ได้รับผลตอบแทนร้อยละ 3 ถึง 5 ต่อเดือน แต่ละเดือนมียอดเงินประมาณ 100,000 ถึง 300,000 บาท เจ้าพนักงานประเมินนำยอดเงินเฉลี่ยเดือนละ 200,000 บาท มาคำนวณอัตราค่าตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อเดือน โจทก์จะมีรายรับจากการรับซื้อลดเช็คเดือนละ 8,000 บาท รวมเป็นเงินได้ครึ่งปี 48,000 บาท และเงินได้ทั้งปี 96,000 บาท แสดงว่าเป็นการนำเฉพาะส่วนที่โจทก์ได้รับเดือนละ 8,000 บาท มารวมคำนวณภาษี ตามแบบคำนวณภาษีซึ่งเป็นไปตามแนวทางหนังสือตอบข้อหารือ ดังนั้น เจ้าพนักงานประเมินจึงมิได้นำยอดเงินจากการรับซื้อลดเช็คทั้งหมดที่โจทก์อ้างว่ามีจำนวน 100,000 ถึง 300,000 บาท มารวมคำนวณภาษีดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มอาศัยเพียงข้อมูลจากที่โจทก์ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานประเมินและลูกค้าร้อยละ 95 ได้ขยายระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝากออกไป จึงต้องนำผลเฉลี่ยร้อยละ 95 ดังกล่าวมาหักออกจากการรับซื้อฝากทองจำนวน 742,140 บาท นอกจากนี้ การคำนวณฐานภาษีมูลค่าเพิ่มแก่โจทก์ต้องประเมินจากผลต่างระหว่างมูลค่าของทองรูปพรรณที่ขายซึ่งรวมค่ากำเหน็จกับมูลค่าทองรูปพรรณที่รับซื้อคืนตามประกาศสมาคมผู้ค้าทองคำดังแบบแสดงรายการของโจทก์ ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไข ค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (14) นั้น เห็นว่า การประเมินเจ้าพนักงานประเมินจะต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน แม้โจทก์ไม่มีบัญชีเอกสารหรือหลักฐานมาแสดง แต่ถ้อยคำของโจทก์เองถือเป็นพยานหลักฐานอย่างหนึ่งที่ปรากฏจากการไต่สวนซึ่งเจ้าพนักงานประเมินนำมาใช้ในการตรวจสอบได้ มิได้มีข้อจำกัดไว้ว่าจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากเอกสารหลักฐานบัญชีเท่านั้น หรือจะนำข้อเท็จจริงที่ได้จากถ้อยคำของโจทก์เท่าที่มีอยู่มาเป็นเหตุในการประเมินไม่ได้ มิฉะนั้นแล้วก็คงไม่ต้องหมายเรียกโจทก์มาให้ถ้อยคำ การที่เจ้าพนักงานจะพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนอย่างไรเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ ไม่มีผลทำให้การไต่สวนเสียไป ที่โจทก์อ้างว่า มีลูกค้าขยายระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝากออกไปเป็นจำนวนมากถึงร้อยละ 95 จึงต้องนำผลเฉลี่ยร้อยละ 95 มาหักออกจากการรับซื้อฝากทอง 742,140 บาท นั้น โจทก์มีเพียงนายวิชัย นายสมเศียร และนายนริศ มาเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสามต่างนำทองไปขายฝากโจทก์คนละ 6,000 บาท แล้วไม่ได้ไปไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนด ซึ่งมูลค่าการขายฝากตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 95 ของยอดเงินรับซื้อฝากทั้งหมดของโจทก์ จึงต้องฟังว่าโจทก์มีรายรับในส่วนนี้ตามการประเมินเช่นเดียวกับที่วินิจฉัยแล้วในประเด็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 2 (14) กำหนดว่า "มูลค่าของทองรูปพรรณที่ขายเป็นจำนวนเท่ากับราคาทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้อคืนในวันที่ขายทองรูปพรรณ ทั้งนี้ เฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายทองรูปพรรณ ซึ่งมีใบอนุญาตค้าของเก่าตามกฎหมายว่าด้วยการค้าของเก่า" กรณีตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวเป็นการรับซื้อและขายทองรูปพรรณแก่บุคคลทั่วไป ซึ่งบุคคลทั่วไปที่นำทองรูปพรรณมาขายไม่มีใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่รับซื้อ แต่เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนขายทองรูปพรรณนั้นออกไปจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กฎหมายจึงกำหนดให้ไม่ต้องนำมูลค่าราคาทองรูปพรรณที่รับซื้อคืนมารวมคำนวณเป็นฐานในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่สำหรับการขายฝากทองรูปพรรณนั้น คู่สัญญาย่อมกำหนดสินไถ่โดยเรียกประโยชน์ตอบแทนรวมไปกับราคาขายฝากที่แท้จริงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 สินไถ่จึงขึ้นอยู่กับการตกลงกันของคู่กรณีแต่ละราย หากผู้ขายไม่ต้องการรับภาระจ่ายประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้รับซื้อฝากเกินความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก็ตกลงสินไถ่ต่ำกว่าราคาขายทองรูปพรรณได้ สินไถ่จึงไม่ต้องเท่ากับราคาขายทองรูปพรรณทั่วไป ส่วนราคาที่โจทก์รับซื้อฝากก็ไม่ต้องเท่ากับราคาทองรูปพรรณที่สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้ออีกเช่นกัน กรณีจึงไม่อาจนำประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) มาใช้บังคับแก่การขายฝากได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีรายรับจากการรับซื้อลดเช็ค แต่โจทก์ไม่ได้ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากโจทก์ไม่ได้รับฝากเงินแล้วนำเงินที่ได้รับฝากไปซื้อลดเช็ค เห็นว่า มาตรา 91/2 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า "...การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักร ให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้...(5) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้กู้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออก ซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ" แม้โจทก์จะมิได้รับฝากเงินเช่นธนาคาร แต่ประกอบกิจการให้รับซื้อลดเช็คเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์หลายครั้งหลายช่วงเวลา ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ในการรับซื้อตั๋วเงินเป็นปกติ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้โจทก์จะอ้างว่าใช้เงินของโจทก์เองมารับซื้อลดเช็ค แต่การจะนำเงินจากที่ใดมาลงทุนย่อมเป็นเรื่องภายในของโจทก์เอง หามีผลทำให้หน้าที่ในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะดังที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรเปลี่ยนแปลงไปไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้โจทก์หรือไม่ อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลภาษีอากรกลางในการวินิจฉัยเรื่องเหตุอันควรลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ อันเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อภาษีธุรกิจเฉพาะแต่ละเดือนภาษีพิพาทรวม 12 ฉบับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทแต่ละเดือนภาษีไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 25 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ ส่วนเบี้ยปรับสำหรับการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น ปรากฏว่าเจ้าพนักงานมีหมายเรียกให้โจทก์มาพบและส่งเอกสารหลักฐานมาให้ตรวจสอบ โจทก์ได้มาพบหลายครั้งและให้ถ้อยคำยอมรับว่ามีเงินได้จริง เจ้าพนักงานประเมินจึงอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากถ้อยคำของโจทก์มาเป็นเหตุในการประเมินภาษีแก่โจทก์ กรณีถือว่าโจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบภาษี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์ปกปิดรายได้หรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีรายพิพาทดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวในอุทธรณ์แต่อย่างใด ทั้งโจทก์โต้แย้งเกี่ยวกับปัญหาเรื่องฐานภาษี ซึ่งแม้แต่เจ้าพนักงานประเมินเองยังต้องมีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 1 ก่อนถึง 2 ครั้ง กรณีมีเหตุที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางลดเบี้ยปรับให้ร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายนั้น จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและนับว่าเป็นคุณแก่โจทก์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะลดหรืองดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่โจทก์อีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 499
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 91/2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 25
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 40) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขค่าตอบแทนที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 (4) แห่งประมวลรัษฎากร
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีระวุฒิ บุญญฐิติพันธ์
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประภาศ คงเอียด
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
กรองเกียรติ คมสัน
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8183/2557
#571543
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและ ค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐของบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้น และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น รวมทั้งการรับรองสิทธิในการได้รับค่าทดแทนในกรณีของบุคคลซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และการรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ ดังนั้น เงินที่จะได้รับตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นเงินที่รัฐจ่ายเป็นค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม สิทธิของจำเลยที่จะได้รับเงินนั้น จึงเป็นสิทธิที่มีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิของลูกหนี้ในทรัพย์สินบางประเภทที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เงินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 285 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนทองรูปพรรณแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทองคำน้ำหนัก 35 บาท หากคืนไม่ได้อีกให้ชำระเงิน 262,931 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 227,400 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กรกฎาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาศาลออกคำบังคับและหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และปรากฏว่าในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นจำเลยในข้อหายักยอกรวม 3 คดี อันเป็นมูลคดีเดียวกับคดีแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้ง 3 คดี และคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองได้ยื่นขอรับเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและ ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายรวมจำนวน 200,000 บาท โจทก์จึงขอให้บังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านการอายัดเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยกคำร้องเพราะเหตุเงินดังกล่าวมิได้เป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า เงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยทั้งสองในคดีอาญาเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4) คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนการอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยทั้งสองในคดีอาญา แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองโดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า เงินค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติ ดังกล่าวมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ จึงต้องนำเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยประกอบด้วย เห็นว่า พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 บัญญัติขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อรับรองสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐของบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้น และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยทางอื่น รวมทั้งการรับรองสิทธิในการได้รับค่าทดแทนในกรณีของบุคคลซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีอาญาและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี หากปรากฏตามคำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด และการรับรองสิทธิดังกล่าวนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับ ดังนั้น เงินที่จำเลยจะได้รับตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นเงินที่รัฐจ่ายเป็นค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสิทธิของจำเลยที่จะได้รับเงินนั้นจึงเป็นสิทธิที่มีความสำคัญยิ่งกว่าสิทธิของลูกหนี้ในทรัพย์สินบางประเภทที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เงินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 285 (4)ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 285 (4)
พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวธัญรดี ห่อเย็น
จำเลย — นางสาวเบญจภรณ์ เกตุวงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวชนัญชิตา เจริญศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายประชา งามลำยวง
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8174/2557
#572059
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาเช่าเหมาเรือลงวันที่ 21 มกราคม 2553 ข้อ 6 เอ ซีและดีมีใจความโดยสรุปว่า การเช่าเรือครั้งนี้จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้เช่าเรือมุ่งหมายเอาผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการของบริษัท ด. ผู้เป็นเจ้าของเรือ นายเรือและเจ้าหน้าที่ในการเดินเรือเป็นสำคัญ ส่วนการเดินเรือและการจัดการเกี่ยวกับเรือไม่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยร่วม แต่เป็นอำนาจโดยเด็ดขาดของบริษัท ด. ยิ่งไปกว่านั้นในข้อ 7.เอ ยังมีข้อความระบุว่าบริษัท ด. มีหน้าที่จัดหาและจ่ายเสบียงอาหาร ค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่นายเรือ เจ้าหน้าที่และลูกเรือด้วยตนเอง จำเลยร่วมไม่มีส่วนรับผิดในค่าใช้จ่ายเหล่านั้นด้วย คงรับผิดชอบชำระค่าเรือให้แก่บริษัท ด. ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าเท่านั้น ลูกเรือของเรือเฮอริเทจเซอร์วิสและจำเลยทั้งห้าจึงไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยร่วม จำเลยร่วมไม่จำต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกเรือดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้เงิน 1,030,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทนิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์และจำเลยทั้งห้าให้เป็นพับ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยร่วมเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยร่วมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้เช่าเรือเฮอริเทจเซอร์วิสจากบริษัทไดฟไทด์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของเรือลำดังกล่าวต้องรับผิดในความประมาทเลินเล่อที่ลูกเรือกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าเหมาเรือลงวันที่ 21 มกราคม 2553 ข้อ 6 เอ, ซีและดีมีใจความโดยสรุปว่า การเช่าเรือครั้งนี้จำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้เช่าเรือมุ่งหมายเอาผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการของบริษัทไดฟไทด์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของเรือ นายเรือและเจ้าหน้าที่ในการเดินเรือเป็นสำคัญ ส่วนการเดินเรือและการจัดการเกี่ยวกับเรือไม่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยร่วม แต่เป็นอำนาจโดยเด็ดขาดของบริษัทไดฟไทด์ จำกัด นายเรือและเจ้าหน้าที่ในการเดินเรือที่จะพิจารณาและตัดสินใจ เพื่อให้การเดินเรือมีความปลอดภัย หากจำเลยร่วมไม่พอใจในการปฏิบัติงานของเรือ เจ้าหน้าที่หรือลูกเรือคนใด จำเลยร่วมไม่มีอำนาจที่จะสั่งการสั่งให้หยุดงานหรือเปลี่ยนตัวนายเรือ เจ้าหน้าที่หรือลูกเรือคนใดได้โดยลำพัง แต่ต้องร้องเรียนต่อนายเรือเพื่อให้นายเรือดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน หากผลการสอบสวนเป็นไปตามคำร้องเรียนของจำเลยร่วม นายเรือก็จะสั่งให้เปลี่ยนแปลงตัวเจ้าหน้าที่หรือลูกเรือและสั่งตั้งบุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนได้ ยิ่งไปกว่านั้นในข้อ 7.เอ ยังมีข้อความระบุว่าบริษัทไดฟ์ไทด์ จำกัด มีหน้าที่จัดหาและจ่ายเสบียงอาหาร ค่าจ้างและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่นายเรือ เจ้าหน้าที่และลูกเรือด้วยตนเอง จำเลยร่วมไม่มีส่วนรับผิดในค่าใช้จ่ายเหล่านั้นด้วย คงรับผิดชอบชำระค่าเรือให้แก่บริษัทไดฟไทด์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าเท่านั้น ลูกเรือของเรือเฮอริเทจเซอร์วิสและจำเลยทั้งห้าจึงไม่ใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยร่วม จำเลยร่วมไม่จำต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของลูกเรือดังกล่าวด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยร่วม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาตรีศราวุธ สังขปรีชา
จำเลย — บริษัทเอ็ม เอ็มลอจิสติคส์ จำกัด กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัท นิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายศุภชัย ฟูจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธิ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8163/2557
#562699
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุและกระทำอนาจารผู้เสียหายแล้วออกจากบ้านไป ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว จากนั้นจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุโดยมีวัตถุของแข็งอีกครั้งเพื่อประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปเพื่อที่จะทำร้ายผู้เสียหาย อันเป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่แยกต่างหากจากเจตนาบุกรุกบ้านที่เกิดเหตุและกระทำอนาจารผู้เสียหายในตอนแรกซึ่งสำเร็จไปแล้ว แม้การกระทำของจำเลยจะต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน แต่ก็เป็นการกระทำต่างเวลากัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 278, 364, 365

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านเกิดเหตุแล้วกระทำอนาจารนางสาว ผ. ผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายขัดขืนและขับไล่จำเลยออกจากบ้านที่เกิดเหตุไปแล้ว หลังจากนั้นจำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุอีกโดยพาวัตถุของแข็งยาวประมาณ 1 ศอก ไปด้วยเพื่อใช้ประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ จำเลยจึงหลบหนีไป เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุและกระทำอนาจารผู้เสียหายแล้วจำเลยออกจากบ้านไป ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว การที่หลังจากนั้นจำเลยโดยมีวัตถุของแข็งบุกรุกเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาบุกรุกเข้าไปเพื่อที่จะทำร้ายผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจตนาที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่แยกต่างหากจากเจตนาที่จำเลยบุกรุกบ้านที่เกิดเหตุและกระทำอนาจารผู้เสียหายในตอนแรกซึ่งสำเร็จไปแล้ว แม้การกระทำของจำเลยจะต่อเนื่องเชื่อมโยงกันก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำต่างเวลากัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน มิใช่กรรมเดียวดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยซึ่งศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยให้ลงโทษตามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 364 อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 278 ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายสันติหรือปุย จิ๋วนุช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยนาท — นายอธิคม ถนัดกตัญญู
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8159/2557
#559097
เปิดฉบับเต็ม

การใช้เอกสารปลอมเป็นการกระทำอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ฐานหนึ่ง แม้มาตรา 268 วรรคแรก บัญญัติว่า ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 ... ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ ก็ตาม แต่มิใช่จะถือว่าเป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดนั้น ๆ เมื่อโจทก์บรรยายการกระทำความผิดในฐานนี้มาในคำฟ้อง แต่คำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. เฉพาะมาตรา 264 มิได้ระบุมาตรา 268 ด้วย จะถือว่าความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามที่พิจารณาได้ความหาได้ไม่ คำฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6)

แม้ บ. เคยทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินของตนตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หลังจากที่พี่สาวของโจทก์ปลดจำนองแล้ว แต่เมื่อขณะเกิดเหตุกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของ บ. ความเสียหายเกิดจากการร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ จึงเกิดขึ้นแก่ บ. เท่านั้น โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง, 268 วรรคแรก เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำปลอมเอกสารนั้นเอง จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุกคนละ 6 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า เมื่อคำขอท้ายฟ้องโจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ศาลจะลงโทษจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายนั้น เห็นว่า การใช้เอกสารปลอมเป็นการกระทำอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ฐานหนึ่ง แม้มาตรา 268 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดตามมาตรา 264 .... ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ" ก็ตาม แต่ก็มิใช่จะถือว่าเป็นความผิดฐานเดียวกันกับความผิดนั้น ๆ เมื่อโจทก์บรรยายการกระทำความผิดในฐานนี้มาในคำฟ้อง แต่คำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาเฉพาะมาตรา 264 มิได้ระบุมาตรา 268 ด้วย จะถือว่าความผิดตามฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง อันจะทำให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมตามที่พิจารณาได้ความหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554 ที่จำเลยทั้งสองให้นางบุญพิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือมอบอำนาจ นางบุญยังมีชีวิตอยู่ และนางบุญถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 แม้ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นางบุญเคยทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 20763 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หลังจากที่นางละเอียด พี่สาวของโจทก์ปลดจำนองเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่เมื่อขณะเกิดเหตุกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นของนางบุญ ความเสียหายอันเกิดจากการร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจจึงเกิดขึ้นแก่นางบุญเท่านั้น โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 158 (6)
ป.อ. ม. 192 ม. 264 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมร สุขสวัสดิ์
จำเลย — นางณฤหัส พันธ์โท กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นายวิชล วิมุตติสุข
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงกลด บุญชูกุศล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8136/2557
#562702
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ในคำร้องจะไม่ได้ระบุว่า ให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ถือว่าโจทก์ร่วมขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องสั่งคำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ร่วมว่า รวม โดยยังไม่ได้พิจารณาว่า จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้น ที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ดำเนินการดังกล่าวและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ระหว่างพิจารณา บริษัทคาน่า แอสโซชิเอท จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพว่า จำเลยยักยอกชิ้นส่วนรังผึ้งตามฟ้องจริง แต่ชิ้นส่วนรังผึ้งมีราคาเพียงอันละประมาณ 12,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 60,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรวมและรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า การที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ในคำร้องจะไม่ได้ระบุว่าให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ก็ถือว่าโจทก์ร่วมขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องสั่งคำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งคำร้องของโจทก์ว่า รวม โดยยังไม่ได้พิจารณาว่าจะอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ ถือว่าศาลชั้นต้นไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยโดยให้เพิกถอนคำสั่งและการดำเนินการดังกล่าวของศาลชั้นต้นที่ไม่ชอบเสียได้และสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ดำเนินการดังกล่าวและยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งอีกเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยนี้ ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมและที่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามคำร้องของโจทก์ร่วมพิจารณาว่า จะอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่เสียก่อนแล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 208 (2)
ป.อ. ม. 352
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ทวิ
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทคาน่า แอสโซซิเอท จำกัด
จำเลย — นายอานนท์ กุตนันท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายประสิทธิ์ หลัดกอง
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8076/2557
#562588
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางคันเกิดเหตุโดยพาอาวุธมีดติดตัวไป แม้จะไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายด้วย และเป็นผู้ที่พูดข่มขืนใจให้ผู้เสียหายส่งมอบเสื้อชุดฝึกปฏิบัติงานโรงงานให้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกโดยตลอดในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือกันทันท่วงทีหากมีเหตุให้ต้องช่วยเหลือ ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็หลบหนีไปพร้อมกันกับจำเลยที่ 1 และพวก พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิด

ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณารับฟังได้ว่า หลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันชกต่อยและใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกจึงร่วมกันพูดข่มขืนใจให้ผู้เสียหายส่งมอบเสื้อชุดฝึกปฏิบัติงานโรงงานออกให้ มิฉะนั้นจะฟันผู้เสียหายอีก แสดงให้เห็นว่าในตอนแรกที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองกับพวกยังไม่มีเจตนาที่จะข่มขืนใจผู้เสียหายให้ส่งมอบเสื้อดังกล่าวให้ แต่หลังจากหยุดทำร้ายผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกจึงเกิดเจตนาข่มขืนใจผู้เสียหาย เจตนาข่มขืนใจดังกล่าวจึงเป็นคนละตอนคนละเจตนากับการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 297, 309

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297, 337 วรรคสอง (2), 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 309 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 6 ปี คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 กับพวก ร่วมกันชกต่อยและใช้อาวุธมีดฟันทำร้ายนายประสิทธิ์ ผู้เสียหาย ถูกบริเวณหน้าอกทั้งสองข้างยาวประมาณ 4 ถึง 5 เซนติเมตร ลึกถึงกล้ามเนื้อหน้าอกและที่เข่าขวายาว 5 เซนติเมตร ลึกเข้าข้อเข่าขวา เส้นเอ็นเข่าขวาฉีกขาด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า เมื่อรถโดยสารประจำทางจอดที่ป้ายหยุดรถโดยสารประจำทางบริเวณที่เกิดเหตุ นายศิรวิทย์ขึ้นมาบนรถโดยสารประจำทางคันดังกล่าวและชกผู้เสียหายทันที จากนั้นกลุ่มนักเรียนโรงเรียนโปลีเทคนิคกรุงเทพขึ้นมาบนรถโดยถืออาวุธมีดเกือบทุกคน แล้วใช้อาวุธมีดรุมฟันผู้เสียหาย ขณะนั้นจำเลยที่ 2 อยู่บนรถโดยสารประจำทางคันเกิดเหตุด้วย นอกจากนี้ผู้เสียหายยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า ไม่มีคนห้ามไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหาย และผู้เสียหายไม่ได้ยินเสียงห้ามไม่ให้ทำร้ายจากกลุ่มนักเรียนดังกล่าว โดยผู้เสียหายเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุจนภายหลังเกิดเหตุไปตามรูปเรื่องแห่งคดีอย่างเป็นลำดับขั้นตอน ปราศจากพิรุธสงสัย ประกอบกับเหตุเกิดในเวลากลางวัน ผู้เสียหายย่อมมองเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน อีกทั้งผู้เสียหายไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ จำเลยที่ 2 ก็นำสืบรับอยู่ว่า จำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงอ้างว่าจำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางในภายหลังเพื่อห้ามกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเดียวกันไม่ให้ทำร้ายผู้เสียหาย โดยขณะนั้นจำเลยที่ 2 ไม่มีอาวุธติดตัว ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้างแล้วยังขัดกับที่จำเลยที่ 2 ให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางตั้งแต่แรก และเห็นพวกของจำเลยที่ 2 ประมาณ 4 คน เข้าไปรุมทำร้ายผู้เสียหาย จากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจเห็นเหตุการณ์จึงวิ่งมาที่รถโดยสารประจำทาง พวกของจำเลยที่ 2 วิ่งลงจากรถ และจำเลยที่ 2 วิ่งตามไป โดยวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พาอาวุธมีดคมเดียวปลายหัวตัดติดตัวไปด้วย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ตามขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางในภายหลังเพื่อห้ามปรามกลุ่มนักเรียนดังกล่าวแต่ประการใด ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่กับร่องกับรอยและเป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 2 ขึ้นไปบนรถโดยสารประจำทางคันเกิดเหตุโดยพาอาวุธมีดติดตัวไป แม้จะไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายด้วย และเป็นผู้ที่พูดข่มขืนใจให้ผู้เสียหายส่งมอบเสื้อชุดฝึกปฏิบัติงานโรงงานให้ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ก็อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกโดยตลอดในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือกันทันท่วงทีหากมีเหตุให้ต้องช่วยเหลือ ประกอบกับหลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็หลบหนีไปพร้อมกันกับจำเลยที่ 1 และพวก พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณารับฟังได้ว่า หลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันชกต่อยและใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกจึงร่วมกันพูดข่มขืนใจให้ผู้เสียหายส่งมอบเสื้อชุดฝึกปฏิบัติงานโรงงานออกให้ มิฉะนั้นจะฟันผู้เสียหายอีก แสดงให้เห็นว่าในตอนแรกที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองกับพวกยังไม่มีเจตนาที่จะข่มขืนใจผู้เสียหายให้ส่งมอบเสื้อดังกล่าวให้ แต่หลังจากหยุดทำร้ายผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสองกับพวกจึงเกิดเจตนาข่มขืนใจผู้เสียหาย เจตนาข่มขืนใจดังกล่าวจึงเป็นคนละตอนคนละเจตนากับการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 297 (8) ม. 309 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีรพงศ์หรือแบงค์ โวลา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายพิเชษฐ เปลี่ยนขำ
ศาลอุทธรณ์ — นายกำจัด พ่วงสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
วิจิตร วิสุชาติ
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2557
#572055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกเท่านั้น มิได้ขอให้ที่ดินพิพาทเป็นของตน หากฟังว่าโจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทก็ยังเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกอยู่ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลทั้งสามชั้นศาลจากโจทก์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเก็บกินและให้จำเลยทั้งเจ็ดดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้โจทก์ลงในโฉนดที่ดินเลขที่ 6048 เลขที่ดิน 15 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 3 ไร่ หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ดำเนินการ ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งเจ็ด

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ให้การทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวถอนฟ้องจำเลยที่ 7 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายแผนมีภริยาซึ่งไม่จดทะเบียนสมรสทั้งหมด 5 คน มีบุตรรวม 17 คน โจทก์เป็นภริยาคนที่ 4 มีบุตรด้วยกันกับนายแผนรวม 3 คน คือนายผาเมือง นายผาไท และนางสาวผูกจิตร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุตรนายแผนที่เกิดจากนางอรณี ภริยาคนแรกของนายแผน นางทองดีเป็นภริยาคนที่ 3 ของนายแผน ตามบัญชีเครือญาติ จำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 และนายทัศนัย น้องชายโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลซึ่งนายแผนระบุชื่อผู้จัดการมรดกไว้ในพินัยกรรม นายแผนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2525 มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินหลายแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินโฉนดเลขที่ 6048 เนื้อที่ 369 ไร่ 3 งาน 7 ตารางวา ก่อนถึงแก่ความตายนายแผนทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ลงวันที่ 14 เมษายน 2525 ไว้และได้มีการทำบันทึกคำสั่งของนายแผนไว้เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2525

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโฉนดเลขที่ 6048 ภายในเส้นสีแดงตามแผนผังสังเขป เป็นที่ดินที่นายแผนมอบให้โจทก์มีสิทธิเก็บกินตลอดชีวิตจริงหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์นอกจากไม่มีน้ำหนักให้รับฟังตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว กลับเจือสมพยานหลักฐานของจำเลยให้รับฟังได้ว่านายแผนไม่เคยมอบสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ซึ่งโจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ เพียงแต่ให้พิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทเท่านั้น หากฟังว่าโจทก์มีสิทธิเก็บกินในที่ดินพิพาทดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ดินพิพาทก็ยังเป็นทรัพย์สินในกองมรดกของนายแผนเช่นเดิม คดีนี้จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลจากโจทก์ทั้งสามชั้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกินมา

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลที่เรียกเก็บจากโจทก์มาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ คงเรียกเก็บค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสามศาล ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอำไพ แสนโกศิกหรือสิริเวชชะพันธ์
จำเลย — นายชัยชุมพล สิริเวชชะพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาววราภรณ์ จานโอ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายปีติ นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7933 -ที่ 7934/2557
#560381
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องที่ 1 ขอจัดการมรดกตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านอ้างว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นข้อโต้เถียงกันอยู่ รับฟังเป็นยุติไม่ได้ว่าพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัย เพราะหากฟังได้ว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้ร้องที่ 1 ก็มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องที่ 1 มีหน้าที่นำสืบ ส่วนผู้คัดค้านย่อมนำสืบหักล้างความมีอยู่ของพินัยกรรม การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านสืบพยาน จึงเป็นการมิชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 1 ในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 1 เรียกผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 5 ในสำนวนหลังว่า ผู้ร้องที่ 2 ถึงที่ 5 ตามลำดับ และเรียกผู้ร้องสำนวนหลังซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนแรกว่า ผู้คัดค้าน

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอในสำนวนแรกและผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำคัดค้านในสำนวนหลังเป็นใจความขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านและให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอในสำนวนหลังและยื่นคำคัดค้านในสำนวนแรกใจความขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

ผู้ร้องทั้งห้าและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการนัดพร้อมเพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานผู้ร้องและผู้คัดค้านในประเด็นแห่งคดีแล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งห้าและผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายจิรายุหรือจิรายุทธ์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอจัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยผู้ร้องที่ 1 อ้างว่าผู้ตายทำพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินและตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้คัดค้านเป็นภริยาของผู้ตาย ก็ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกเช่นเดียวกัน โดยอ้างว่าลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมมิใช่ลายมือชื่อของผู้ตาย ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้ส่งพินัยกรรมไปตรวจเปรียบเทียบลายมือของผู้ตาย ผู้ตรวจพิสูจน์มีความเห็นว่า เป็นลายมือชื่อของบุคคลเดียวกัน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีคงมีประเด็นเพียงว่าฝ่ายใดสมควรเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนเรื่องพินัยกรรมปลอมหรือไม่ เมื่อผู้คัดค้านโต้แย้งในเรื่องนี้ ก็ให้ไปดำเนินคดีต่างหาก และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1 และคำร้องขอของผู้คัดค้าน โดยมิได้ตั้งฝ่ายใดเป็นผู้จัดการมรดกรายนี้ ผู้ร้องทั้งห้าและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นแห่งคดีแล้วมีคำพิพากษาตามรูปคดีต่อไป ส่วนเรื่องพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ผู้คัดค้านได้นำคดีไปฟ้องยังศาลแพ่งกรุงเทพใต้ และในที่สุดศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีของผู้คัดค้านเป็นฟ้องซ้อนต้องห้าม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 5 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องที่ 1 ขอจัดการมรดกตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านอ้างว่าพินัยกรรมดังกล่าวเป็นพินัยกรรมปลอม จึงเป็นข้อโต้เถียงกันอยู่ รับฟังเป็นยุติไม่ได้ว่าพินัยกรรมปลอมหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญและเป็นประเด็นโดยตรงที่ศาลชั้นต้นต้องวินิจฉัย เพราะหากฟังได้ว่าเป็นพินัยกรรมปลอม ผู้ร้องที่ 1 ก็มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้ร้องที่ 1 มีหน้าที่นำสืบ ส่วนผู้คัดค้านย่อมนำสืบหักล้างความมีอยู่ของพินัยกรรม การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านสืบพยานจึงเป็นการมิชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเธียรชัย ฝากลาภ
ผู้คัดค้าน — นางณัฐฎา วสุรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายพลพัฒน์ ศรศักดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประพนธ์ กองมะลิกันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
สมยศ เข็มทอง
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7929/2557
#562653
เปิดฉบับเต็ม

การโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาภายในเวลาที่สมควรนั้น ต้องโต้แย้งภายหลังเมื่อศาลออกคำสั่งแล้ว ตามข้อเท็จจริงผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ก่อนหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างตนเอง และหรืออ้างบุคคลอื่นเข้ามาเบิกความเป็นพยานได้ อีกทั้งพยานเอกสารที่ได้อ้างประกอบการถามพยานผู้ร้องที่ศาลแพ่งก็ไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ อันมีผลเท่ากับให้ถือเอาบัญชีระบุพยานที่นาย ด. เคยยื่นไว้ก่อนถึงแก่ความตายเป็นบัญชีระบุพยานของผู้คัดค้าน และอนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากผู้ร้องไม่เห็นด้วยก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ แต่หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าว จนกระทั่งถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งเป็นวันอ่านคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นเวลา 2 เดือนเศษ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ จึงเป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (2)

เมื่อพิจารณาพินัยกรรม เอกสารหมาย ร.3 แล้ว ปรากฏว่ามีลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายและหัวแม่มือขวา และมีนาย อ. กับดาบตำรวจ ช. เป็นผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายไว้ ซึ่งตามพินัยกรรมระบุข้อความไว้ว่า ผู้ตายได้พิมพ์หัวนิ้วมือซ้ายเป็นสำคัญต่อหน้าพยาน จึงเห็นได้ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือขวาของผู้ตายเป็นการพิมพ์ลายนิ้วมือเกินกว่าที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไปแต่อย่างใด พินัยกรรมดังกล่าวยังมีผลสมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

นายดำรงค์ ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและแต่งตั้งนายดำรงค์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในระหว่างพิจารณา นายดำรงค์ ถึงแก่ความตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีส่วนของนายดำรงค์ออกจากสารบบความ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณาคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้คัดค้านไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่อาจรับฟังพยานผู้คัดค้านได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า บัญชีระบุพยานเดิมที่นายดำรงค์เคยยื่นไว้ถือเป็นบัญชีระบุพยานของผู้คัดค้านด้วยเนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกัน และอนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งตั้งนางวลัยพร ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายธวัชชัย ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาและอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า มีคำสั่งตั้งนางอุไร ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายธวัชชัย ผู้ตาย กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า การโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาภายในเวลาที่สมควรนั้น ต้องโต้แย้งภายหลังเมื่อศาลออกคำสั่งแล้ว ตามข้อเท็จจริงผู้ร้องเพียงแต่ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานไว้ก่อนหรือภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจอ้างตนเอง และหรืออ้างบุคคลอื่นเข้ามาเบิกความเป็นพยานได้ อีกทั้งพยานเอกสารที่ได้อ้างประกอบการถามค้านพยานผู้ร้องที่ศาลแพ่ง ก็ไม่อาจรับฟังได้เช่นกัน และปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 2 ธันวาคม 2553 ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ อันมีผลเท่ากับให้ถือเอาบัญชีระบุพยานที่นายดำรงค์เคยยื่นไว้ก่อนถึงแก่ความตายเป็นบัญชีระบุพยานของผู้คัดค้าน และอนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ ซึ่งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา หากผู้ร้องไม่เห็นด้วยก็ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ แต่หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งระหว่างพิจารณาดังกล่าว จนกระทั่งถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งเป็นวันอ่านคำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นเวลา 2 เดือนเศษ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นไว้ จึงเป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาผู้ร้องไว้วินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นได้ว่า ลายพิมพ์นิ้วมือขวาของผู้ตายเป็นการพิมพ์ลายนิ้วมือเกินกว่าที่ระบุไว้ในพินัยกรรม แต่ไม่ทำให้พินัยกรรมเสียไปแต่อย่างใด พินัยกรรมดังกล่าวยังมีผลสมบูรณ์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยให้เหตุผลมา ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ปัญหาว่า ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ และผู้ตายทำพินัยกรรมตรงตามเจตนาหรือไม่ ได้ความว่า ก่อนทำพินัยกรรมผู้ตายป่วยมีอาการเป็นโรคจิตประสาทต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลลำปาง นอกจากนี้ยังเข้ารักษาโรคต้อกระจก และขณะทำพินัยกรรมผู้ตายต้องนอนอยู่บนที่นอนไม่สามารถเดินไปที่ใดได้ และมีอาการมือแข็งเขียนหนังสือหรือลงลายมือชื่อไม่ได้ ทั้งเป็นโรคกระดูกพรุน แต่ปรากฏตามใบรับรองการตรวจร่างกายและประวัติการรักษาผู้ตาย ผู้ตายได้รับการรักษาโดยวิธีรับประทานยาสม่ำเสมอและผู้ตายสามารถพูดคุยกับแพทย์ได้ แสดงว่าผู้ตายต้องมีสติสัมปชัญญะดีพอสมควร จึงมีความเข้าใจและสื่อสารโต้ตอบได้ ส่วนที่ผู้ตายมีอาการป่วยอย่างอื่นรวมทั้งต้องนอนอยู่บนที่นอนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำพินัยกรรมแต่อย่างใด การที่ผู้ตายเคยอ่านเขียนหนังสือได้ลงลายมือชื่อได้ แต่ขณะทำพินัยกรรมมีอาการป่วยและมือแข็งทำให้ลงลายมือชื่อไม่ได้จึงต้องพิมพ์ลายนิ้วมือแทนก็เป็นเรื่องที่อาจเกิดขึ้นได้สำหรับคนชราและป่วย จึงยังไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด นอกจากนี้ได้ความจากนายอนุชิตผู้จัดทำพินัยกรรมเบิกความยืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายสามารถเข้าใจพูดโต้ตอบกับพยานได้ เมื่อพยานทำพินัยกรรมแล้วได้อ่านให้ผู้ตายฟัง ผู้ตายประสงค์จะยกที่ดินให้ผู้ร้อง พยานเป็นผู้จับยกนิ้วมือของผู้ตายพิมพ์ลงในพินัยกรรมโดยผู้ตายยินยอมให้พยานจับพิมพ์ลายนิ้วมือ และมีนางอาจินต์กับดาบตำรวจชัยรัตน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตายเบิกความสอดคล้องกันว่า พยานทั้งสองได้ยินนายอนุชิตสอบถามผู้ตายว่าจะยกที่ดินให้ใคร ผู้ตายบอกว่ายกให้ผู้ร้อง เนื่องจากผู้ร้องเป็นผู้ดูแลผู้ตาย และนายอนุชิตได้อ่านพินัยกรรมให้ผู้ตายฟังก่อนแล้วจึงให้ผู้ตายพิมพ์ลายนิ้วมือ เห็นว่า คำเบิกความของพยานสองปากนี้มีน้ำหนักสนับสนุนพยานหลักฐานของผู้ร้องให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เมื่อผู้คัดค้านเพียงแต่เบิกความอย่างลอย ๆ ว่า ขณะทำพินัยกรรมผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะที่จะทำพินัยกรรมได้ แต่ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์หรือพยานอื่นที่มีน้ำหนักมาสนับสนุนให้เห็นได้เช่นนั้น จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ตามข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่า ผู้ตายถูกบังคับข่มขู่ให้ทำพินัยกรรม และไม่ได้สำคัญผิดในการทำพินัยกรรมแต่อย่างใด จึงรับฟังว่าพินัยกรรมทำถูกต้องและตรงตามเจตนารมณ์ของผู้ตาย จึงมีผลสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง เมื่อตามพินัยกรรมระบุให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (2)
ป.พ.พ. ม. 1665
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอุไร ภูริภัตราวัฒน์
จำเลย — นางวลัยพร ภานุศุภนิรันดร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายอำนาจ เพียรไทย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางมาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา