คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7926/2557
#562658
เปิดฉบับเต็ม

การประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม มิได้ประชุมกันจริง และเป็นการทำรายงานการประชุมเท็จที่ไม่มีผลตามกฎหมาย จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นมีส่วนได้เสียจะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนที่อาศัยการประชุมใหญ่เท็จดังกล่าวเสียได้ ทั้งกรณีของการทำรายงานการประชุมใหญ่เท็จเพื่อนำไปจดทะเบียน ย่อมจะมิใช่การประชุมใหญ่ผิดระเบียบเพราะฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัทอันจะอยู่ในบังคับที่ต้องร้องขอให้เพิกถอนภายใน 1 เดือน นับแต่วันลงมติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 และมติที่ประชุมอื่นใดที่นายมูน ซิก กับพวกได้ลงมติในภายหลังและเพิกถอนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงของบริษัทและการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอื่นใดที่มีมาในภายหลังจากมติที่ประชุมที่ขอให้เพิกถอนดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัด เพื่อประกอบกิจการให้บริการอบซาวน่า คาราโอเกะ นวดแผนโบราณและสถานบันเทิง ทุนจดทะเบียน 6,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 60,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้น 4 คน จำนวน 30,600 หุ้น ได้แก่ นายโชคชัย 7,800 หุ้น นายวัฒนา 7,800 หุ้น นายวัชรพล 7,800 หุ้น นางทิพวรรณ์ 7,200 หุ้น คนต่างด้าวถือหุ้น 3 คน จำนวน 29,400 หุ้น ได้แก่ ผู้ร้อง 15,000 หุ้น นายฮี ชอน 13,800 หุ้น และนายซาง ชู 600 หุ้น มีผู้ร้องและนายฮี ชอน เป็นกรรมการ กับมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นายฮี ชอน ถึงแก่ความตาย และศาลมีคำสั่งตั้งนายมูน ซิก ซึ่งเป็นบิดาเป็นผู้จัดการมรดก นายโชคชัยและนายวัชรพลมีหนังสือขอให้ผู้ร้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น นายวัชรพลและนายโชคชัยเรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 ในวันที่ 5 มีนาคม 2552 เวลา 10 นาฬิกา ณ บ้านเลขที่ 361 หมู่ที่ 14 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ตามหนังสือเชิญประชุม ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและประกาศหนังสือพิมพ์ นายมูน ซิก นำมติตามรายงานประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 ไปจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมให้ตนเองเข้าเป็นกรรมการและแก้ไขเพิ่มเติมตราประทับของบริษัท นายมูน ซิก เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2552 ณ บ้านเลขที่ 361 หมู่ที่ 14 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ตามหนังสือเชิญประชุมไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและประกาศหนังสือพิมพ์ นายมูน ซิก นำมติตามรายงานประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2552 ไปจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมกรรมการและจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท โดยนำชื่อผู้ร้องออกและให้ตนเองมีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทแต่เพียงผู้เดียว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุเพิกถอนการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 ตามรายงานประชุมหรือไม่ ที่ผู้ร้องฎีกาว่า การประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 ไม่มีการประชุมกันจริงนั้น เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความถึงการก่อตั้งผู้คัดค้านเป็นนิติบุคคลว่า ผู้ร้องกับนายฮี ชอน สามีเป็นผู้ที่ร่วมก่อตั้งผู้คัดค้าน โดยผู้ร้องเป็นผู้นำเงิน 35,000,000 บาท มาลงทุน สอดคล้องกับที่นายมูน ซิก นำสืบไว้ในคดีขอเป็นผู้จัดการมรดกว่า นายฮี ชอน เคยสมรสกับผู้ร้อง ไม่มีบุตรด้วยกันและต่อมาได้จดทะเบียนหย่า ที่ผู้ร้องเบิกความอ้างว่า นายโชคชัย นายวัฒนา นายวัชรพลและนางทิพวรรณ์เป็นเพียงลูกจ้างและมิได้ซื้อหุ้นจริง ผู้ร้องมีนายวัชรพลเบิกความสนับสนุนว่า พยาน นายโชคชัย นายวัฒนาและนางทิพวรรณ์ต่างเป็นลูกจ้างของนายฮี ชอน พยานทำงานเป็นดีเจและขับรถให้แก่นายฮี ชอน นายโชคชัยมีหน้าที่ผสมเครื่องดื่ม นายวัฒนาเป็นแคชเชียร์และนางทิพวรรณ์เป็นแม่ครัว นายฮี ชอน ให้พยานและพวกเข้าถือหุ้นโดยไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น ไม่เคยเข้าประชุมในฐานะผู้ถือหุ้นและไม่เคยรับเงินปันผล ซึ่งสอดคล้องกับที่มีเพียงผู้ร้องและนายฮี ชอน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้าน ทั้ง ๆ ที่ในทางทะเบียนถือหุ้นน้อยกว่าจำนวนหุ้นของนายโชคชัย นายวัฒนา นายวัชรพลและนางทิพวรรณ์รวมกัน และยังสอดคล้องกับที่ในการโอนหุ้นของนายโชคชัย นายวัฒนา นายวัชรพลและนางทิพวรรณ์ ให้แก่นายสุขุม นางฉวีวรรณ นายประสารและนางสาวอ้อมใจ ตามลำดับ กระทำได้เพียงแจ้งลงรายงานประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 2/2552 โดยไม่ปรากฏหลักฐานให้อ้างอิงได้ว่ามีการซื้อขายหุ้นกันจริง ประกอบกับผู้คัดค้านมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงส่วนนี้ จึงฟังได้ว่าผู้ร้องและนายฮี ชอน เป็นผู้นำเงินมาลงทุน กับให้นายโชคชัย นายวัฒนา นายวัชรพลและนางทิพวรรณ์ซึ่งเป็นลูกจ้างเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน เพราะเหตุที่ผู้ร้องและนายฮี ชอน เป็นคนต่างด้าว จึงจำเป็นที่ต้องให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาถือหุ้นเกินกว่ากึ่งหนึ่งของทุนและจำนวนผู้ถือหุ้น เพื่อมิให้ขัดต่อประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ข้อ 3 เช่นนี้ แม้ความเป็นบริษัทจำกัดของผู้คัดค้านจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นบริษัท แต่ก็เชื่อได้ว่า ในความเป็นจริง นายโชคชัย นายวัฒนา นายวัชรพลและนางทิพวรรณ์ มิได้มีสิทธิมีเสียงใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง คงเพียงต้องรอฟังคำสั่งจากนายฮี ชอน ตามความสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างและเข้ามีชื่อถือหุ้นแทนเท่านั้น ซึ่งในการดำเนินกิจการของผู้คัดค้านระหว่างนายฮี ชอน ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีปัญหาข้อขัดข้องอย่างใดๆ รวมทั้งนายโชคชัย นายวัฒนา นายวัชรพลและนางทิพวรรณ์ต่างไม่เคยอ้างสิทธิแสดงตัวเป็นเจ้าของหุ้นหรือแทรกแซงการดำเนินกิจการของผู้ร้องและนายฮี ชอน เลย การที่หลังจากนายฮี ชอน ถึงแก่ความตายและนายมูน ซิก เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล นายโชคชัยและนายวัชรพลจะมีหนังสือให้กรรมการเรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น โดยอ้างว่าเพื่อให้การบริหารงานของบริษัทดำเนินไปด้วยความสะดวกและเรียบร้อย จำเป็นต้องมีการประชุมปรึกษาเรื่องแต่งตั้งกรรมการและอำนาจกรรมการใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุน กับไม่น่าเชื่อว่านายโชคชัยและนายวัชรพลซึ่งเป็นเพียงลูกจ้างที่ถือหุ้นไว้แทนจะคิดเรื่องราวและดำเนินการขึ้นมาเองได้ แม้ต่อมาหลังพ้นกำหนดสามสิบวัน วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 นายวัชรพลและนายโชคชัยได้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 ในวันที่ 5 มีนาคม 2552 เวลา 10 นาฬิกา โดยคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ได้มีการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้น อันเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1174 และมาตรา 1175 แล้วก็ตาม แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องและตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านว่า ช่วงดังกล่าวผู้ร้องอยู่ที่สาธารณรัฐเกาหลี โดยเดินทางไปตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2552 ซึ่งหากผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้กระทำการโดยสุจริตแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะไม่ให้โอกาสแก่ผู้ร้องที่เป็นผู้ร่วมลงทุนจัดตั้งผู้คัดค้านมาตั้งแต่ต้นได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ของผู้คัดค้านด้วย ทั้งการใช้บ้านเลขที่ 361 หมู่ที่ 14 ตำบลดอยหล่อ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับผู้คัดค้าน เพราะมิใช่เป็นสำนักงานใหญ่หรือที่ทำการของผู้คัดค้านหรือของผู้ถือหุ้นคนใด กับปรากฏภายหลังว่า สถานที่ดังกล่าวเป็นบ้านอันภูมิลำเนาของนางสาวอ้อมใจผู้ที่เข้ารับโอนหุ้นของนางทิพวรรณ์ หลังการดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมการของผู้คัดค้านเสร็จสิ้น ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นลำดับที่ 4 เป็นสถานที่นัดประชุม เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลและส่อเพื่อปกปิดซ่อนเร้นไม่ให้ผู้ร้องทราบ พยานหลักฐานของผู้ร้องมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน ฟังได้ว่าการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 มิได้มีการประชุมกันจริงและเป็นการทำรายงานการประชุมเท็จที่ไม่มีผลตามกฎหมาย จึงชอบที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นมีส่วนได้เสียจะร้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนที่อาศัยการประชุมใหญ่เท็จดังกล่าวเสียได้ ทั้งกรณีของการทำรายงานการประชุมใหญ่เท็จเพื่อนำไปจดทะเบียน ย่อมจะมิใช่เป็นการประชุมใหญ่ผิดระเบียบ เพราะฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท อันจะอยู่ในบังคับที่ต้องร้องขอให้เพิกถอนภายใน 1 เดือน นับแต่วันลงมติ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 และเมื่อฟังได้ดังนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องในข้ออื่นอีก ที่ศาลล่างพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนบริษัทโซสึ จำกัด ผู้คัดค้านที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 และที่ได้ดำเนินการต่อมาหลังจากนั้นเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางยูน ซอน โอก
ผู้คัดค้าน — บริษัทโซสึ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายมาโนช รัตนนาคะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสำราญ โยธาใหญ่
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7904/2557
#562590
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ มาตรา 275 กำหนดให้คดีที่กล่าวหานายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ป.อ. หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดหลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทำความเห็นส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป ทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 4 บัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา" และมาตรา 9 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ดังต่อไปนี้ (1) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี...กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น" เมื่อคดีนี้มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น หาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาและพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 275 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับฟ้องไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ มาตรา 275 กำหนดให้ คดีที่กล่าวหานายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกำหนดหลักการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมทำความเห็นส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำเนินการต่อไป ทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 4 บัญญัติว่า "นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา" และมาตรา 9 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ดังต่อไปนี้ (1) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี... กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น" เมื่อคดีนี้มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น หาอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม. 275
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม. 4 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจเอกพัชรวาท วงษ์สุวรรณ
จำเลย — นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7878/2557
#562715
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งสองต่างเบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 4304/2548 ของศาลแพ่งธนบุรี เป็นการเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี แม้จำเลยทั้งสองต่างเบิกความเป็นพยาน แต่พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วร่วมกันนำไปกรอกข้อความเท็จและนำมาฟ้องโจทก์ เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อสนับสนุนคำฟ้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชนะโจทก์ในคดีดังกล่าว มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กัน จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด

จำเลยที่ 2 เบิกความ 2 ครั้งต่างวันกันก็โดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชนะโจทก์ในคดีก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 83, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวชาลินี บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี ส่วนการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 6 ปี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพี่ภริยาของจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 2 รู้จักและทำงานอยู่ด้วยกันที่กรมขนส่งทหารอากาศ โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ แต่ถูกกรมทางหลวงเวนคืนที่ดินไป 13 ไร่เศษ เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตอนบ้านคลองเปรม - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 (บางบัวทอง) โดยโจทก์ได้ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน จึงเหลือที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา โจทก์ประสงค์จะขายที่ดินที่เหลือโดยให้จำเลยที่ 2 เป็นนายหน้า ต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2545 โจทก์พบกับจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 อยู่ด้วย โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้จะขายในหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ และเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ว่าโจทก์ผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว ขอให้โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญา และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีหมายเลขดำที่ 127/2547 หมายเลขแดงที่ 4304/2548 ของศาลแพ่งธนบุรี ตามสำเนาหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องพร้อมสำเนาสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำและสำเนาโฉนดที่ดิน โจทก์ให้การต่อสู้คดี ต่อมาในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างเบิกความในการพิจารณาคดีดังกล่าวทำนองว่า โจทก์ตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 15,000,000 บาท ตกลงชำระเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระภายใน 4 ปี ในวันโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ และโจทก์ได้รับเงินมัดจำจำนวนดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อรับเงินมัดจำในสำเนาโฉนดที่ดิน และจำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านว่า โจทก์ไม่ได้เสนอขายที่ดินในราคา 80,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ไม่เคยพูดให้โจทก์ฟังว่ามีนักการเมืองสนใจที่ดินแปลงดังกล่าวตามสำเนาคำให้การ กองพิสูจน์หลักฐานและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำและในสำเนาโฉนดที่ดินแล้วปรากฏว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ ตามสำเนารายงานการตรวจพิสูจน์ ผลคดีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องตามสำเนาคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาแนบท้ายคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นความเท็จ ความจริงแล้วเดิมที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วน โจทก์จึงมอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการรังวัดเพื่อตรวจสอบเขตที่ดินจนทราบว่าที่ดินของโจทก์เหลือเนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่ามีนักการเมืองสนใจต้องการซื้อที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงเสนอขายในราคา 80,000,000 บาท ให้ค่านายหน้าแก่จำเลยที่ 2 ร้อยละ 3 วันที่ 26 กันยายน 2547 จำเลยที่ 2 พาโจทก์ไปพบจำเลยที่ 1 ที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายหน้าของนักการเมือง จำเลยที่ 2 ขอสำเนาโฉนดที่ดินจากโจทก์เพื่อแสดงต่อนักการเมือง และนำแบบพิมพ์เหมือนกับสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำ จำนวน 2 ฉบับ มากรอกข้อความตามความประสงค์ของโจทก์ว่าประสงค์ขายที่ดิน 80,000,000 บาท ให้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ราคาส่วนที่เกินยกให้นายหน้าด้วย สัญญาสิ้นสุดภายในปี 2545 จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้จะขาย ส่วนช่องผู้เขียนและพยานมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ จากนั้นจำเลยที่ 2 บอกว่าสัญญาฉบับหนึ่งมีรอยขีดฆ่า สกปรก จึงฉีกทิ้ง โจทก์ให้ทำฉบับใหม่เพื่อจะเก็บไว้เป็นหลักฐาน แต่จำเลยที่ 2 ทำช้า จึงให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความโดยอ้างว่าจะกรอกข้อความให้ตรงกับฉบับที่ฉีกทิ้งและจะนำไปให้โจทก์ที่ที่ทำงาน วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 2 มอบสัญญาให้แก่โจทก์ซึ่งมีข้อความตรงตามความประสงค์ของโจทก์ แต่ภายหลังเมื่อพ้นกำหนดเวลาโจทก์ได้ฉีกสัญญาดังกล่าวทิ้ง เห็นว่า ได้ความจากหนังสือแขวงการทางปทุมธานี กรมทางหลวง ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2542 แผ่นที่ 2 ว่าที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืน 13 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา กำหนดค่าทดแทนที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 78 ตารางวา ตารางวาละ 20,000 บาท เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 58 ตารางวา ตารางวาละ 10,000 บาท และเนื้อที่ 10 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา ตารางวาละ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 40,820,000 บาท เมื่อพิจารณาประกอบสำเนาราคาประเมินที่ดิน ซึ่งประเมินราคาที่ดินตามระยะใกล้ไกลจากถนนแล้ว เชื่อว่าค่าทดแทนดังกล่าวกำหนดตามพื้นที่ดินที่อยู่ใกล้หรือไกลจากถนน ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ดังนั้น ภายหลังการเวนคืน ที่ดินของโจทก์จึงอยู่ติดถนนที่สร้างขึ้นใหม่ ย่อมทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจากราคาค่าทดแทน แต่อย่างไรก็ดีที่ดินของโจทก์ที่เหลือเนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา ซึ่งหากคำนวณราคาตามอัตราค่าทดแทนดังกล่าวแล้ว ที่ดินของโจทก์น่าจะมีราคาไม่ต่ำกว่า 33,000,000 บาท ผิดปกติวิสัยที่โจทก์จะตกลงขายที่ดินในราคาเพียง 15,000,000 บาท โจทก์ก็มีเงินลงทุนอยู่ในกองทุนรวมหุ้นบุริมสิทธิ - หุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารดังกล่าว จำนวน 10,000,000 บาท โดยปรากฏจากสำเนาสมุดเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และสำเนาหนังสือธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ว่าโจทก์ได้รับเงินปันผลทุก 3 เดือน มาหลายครั้ง และจะได้รับต้นเงินและเงินปันผลงวดสุดท้ายในวันที่ 8 ธันวาคม 2546 ปกติเงินลงทุนดังกล่าวจะมีอายุไถ่ถอนเป็นปี โจทก์จึงได้เงินปันผลเป็นระยะทุก 3 เดือน มาก่อนแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่โจทก์ต้องขายที่ดินในราคาต่ำเช่นนั้น จำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ขายที่ดินเพื่อนำเงินไปซื้อพระเครื่อง แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ซื้อพระเครื่องอะไร จำนวนเท่าใด ราคาเท่าใด จากผู้ใด จำเลยที่ 1 ก็อยู่ในวงการพระเครื่องซึ่งไม่ยากที่จะนำพยานมาสืบ แต่กลับไม่นำสืบ จึงไม่น่ารับฟัง ส่วนเงินมัดจำนั้น ได้ความจากสำเนาโฉนดที่ดินว่ามีการลงลายมือชื่อรับเงินมัดจำ 10,000,000 บาท ในสำเนาโฉนดที่ดินทุกแผ่นรวม 6 แผ่น ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าลายมือชื่อดังกล่าวเป็นลายมือชื่อของโจทก์ แต่ในสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำมีข้อความว่าผู้จะขายซึ่งหมายถึงโจทก์ได้รับเงินมัดจำ 10,000,000 บาท อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่โจทก์จะต้องลงลายมือชื่อรับเงินมัดจำในสำเนาโฉนดที่ดินทุกแผ่นรวม 6 แผ่นอีก ประกอบกับโจทก์ไม่ได้เป็นผู้เขียนข้อความการรับเงินมัดจำในสำเนาโฉนดที่ดิน ส่อแสดงว่าโจทก์เพียงลงลายมือชื่อรับรองสำเนาโฉนดที่ดินเพื่อมอบให้จำเลยที่ 2 นำไปแสดงแก่นักการเมืองซึ่งต้องการซื้อที่ดินเท่านั้น จากภาพถ่ายบ้านของจำเลยที่ 1 เป็นบ้านชั้นเดียว สภาพเก่า รั้วสังกะสี หลังคากระเบื้องปนสังกะสี อยู่ในสวน มีทางเข้าเป็นทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตร สภาพบ้านดังกล่าวแสดงฐานะของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่น่าจะมีเงินถึง 10,000,000 บาท มาวางมัดจำได้ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบในข้อนี้โดยจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความว่า เดิมจำเลยที่ 1 มีอาชีพเป็นช่างทอง แล้วเปลี่ยนเป็นให้เช่าพระเครื่อง สมัยก่อนจำเลยที่ 1 ยังเปิดบ่อนการพนัน จำเลยที่ 1 มีเงินเก็บสะสมจากการประกอบอาชีพดังกล่าวโดยเก็บไว้ที่ตู้ข้างเตียงที่บ้านเป็นเงินสด 14,000,000 บาทเศษ เงินมัดจำ เป็นเงินที่เก็บไว้ที่ตู้ข้างเตียง เมื่อถึงกำหนดโอนที่ดินจำเลยที่ 1 เตรียมเงินสด 3,000,000 บาท และแคชเชียร์เช็ค 2,000,000 บาท ไปคอยโจทก์ที่สำนักงานที่ดิน แต่โจทก์ไม่มา จึงแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน เห็นว่า อาชีพของจำเลยที่ 1 มีรายได้ไม่แน่นอน จำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีที่ดินเป็นของตนเอง อาศัยอยู่รวมกับมารดาและบุตรสาวโดยเช่าที่ดินผู้อื่นปลูกสร้างบ้าน ปัจจุบันหมดสัญญาเช่าแล้ว จึงไม่ได้อยู่อาศัยที่บ้านดังกล่าว และไม่มีรถยนต์ใช้เนื่องจากขายไปแล้ว ดังนั้น อาชีพและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวผิดวิสัยที่จำเลยที่ 1 จะมีเงินสดเก็บไว้ที่บ้านถึง 14,000,000 บาท ส่วนที่สำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานระบุว่าจำเลยที่ 1 เตรียมเงินสดและแคชเชียร์เช็คมา ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจสอบว่าจำเลยที่ 1 เตรียมเงินสด 3,000,000 บาท มาจริงหรือไม่ ส่วนเงินตามแคชเชียร์เช็ค จำเลยที่ 1 ก็ได้รับกลับคืนไป โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีบัญชีเงินฝาก จึงต้องเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อนำแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีแล้วรับเงินกลับคืนไป โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเงินยังคงอยู่ที่จำเลยที่ 1 ข้อนำสืบต่อสู้ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองไม่น่ารับฟัง เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 2 รู้จักโจทก์มา 20 ปี เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ตามลำดับยศ คอยช่วยเหลือดูแลโจทก์เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินของโจทก์ และลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ผู้ให้เช่ากับนายประเสริฐ ผู้เช่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาเช่าแสดงว่าโจทก์มีความไว้วางใจและเชื่อใจจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้เตรียมสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำมา ส่วนจำเลยที่ 1 มีความใกล้ชิดจำเลยที่ 2 โดยเป็นพี่ภริยาของจำเลยที่ 2 พฤติการณ์เป็นการสะดวกที่จำเลยทั้งสองจะร่วมกันหลอกให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วร่วมกันนำไปกรอกข้อความและนำมาฟ้องโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์สอดคล้องต้องด้วยเหตุผล มีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประสงค์จะขายที่ดินในราคา 80,000,000 บาท ไม่ได้ตกลงขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 15,000,000 บาท และไม่ได้รับเงินมัดจำ 10,000,000 บาท จากจำเลยที่ 1 การที่จำเลยทั้งสองต่างเบิกความในคดีหมายเลขแดงที่ 4304/2548 ของศาลแพ่งธนบุรี สนับสนุนคำฟ้องในคดีดังกล่าวว่าโจทก์ตกลงขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1574 ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 10 ไร่ 23 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 15,000,000 บาท ได้รับชำระเงินมัดจำ 10,000,000 บาท และโจทก์ไม่ได้ประสงค์จะขายที่ดินในราคา 80,000,000 บาท อันเป็นข้อสำคัญในคดีเพราะโจทก์อาจถูกบังคับให้โอนที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายได้ จึงเป็นการเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดี พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้สมคบกันนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองจะต่างเบิกความเป็นพยาน แต่พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันหลอกให้โจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วร่วมกันนำไปกรอกข้อความเท็จและนำมาฟ้องโจทก์ เห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองเบิกความเท็จโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อสนับสนุนคำฟ้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชนะโจทก์ในคดีดังกล่าว มีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กัน จึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันเบิกความเท็จมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้จำเลยที่ 1 ชนะโจทก์ในคดีก่อน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
นาวาอากาศโทชาลี ชูประเทศ โดยนางสาวชาลินี
โจทก์ — ชูประเทศ ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายคงฤทธิ์ โล่สุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสายัณห์ ศรีดวม
ศาลอุทธรณ์ — นายธนพจน์ อารยลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2557
#585757
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทโดยธรรมของ พ. เจ้ามรดกลำดับเดียวกัน ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากัน ทั้งมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งร่วมกันจนกว่าจะแบ่งมรดกแล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่า ๆ กัน การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งไม่ถูกต้อง จึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตามมาตรา 1733 วรรคสอง หาใช่บังคับตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 (ที่ถูก โฉนดที่ดินเลขที่ 1800) ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มและจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1800 ใส่ชื่อของโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1800 ดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ทั้งสามไปดำเนินการฝ่ายเดียว

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (โฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม ดำเนินการใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินข้างต้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 7 อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะส่วนที่พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี (โฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี) คนละหนึ่งในห้าส่วน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย นางสาวสริตา บุตรของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้นางสาวสริตาเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียวว่า คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทของนายเพิ่มเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสามฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยที่ 2 เกิน 1 ปี นับแต่นายเพิ่มตาย คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 มิใช่กรณีที่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 1733 วรรคสอง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ที่ 2 เป็นภริยาของนายเพิ่มเจ้ามรดก นายเพิ่มถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ที่ 2 มีบุตรกับนายเพิ่มรวม 4 คน คือ โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และจำเลยทั้งสองตามบัญชีเครือญาติ จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2549 ตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ในขณะที่ที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 1800 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2551 ตามสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 1800 และสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 124 (รวม 5 แผ่น) โจทก์ทั้งสามยังไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดกของนายเพิ่ม เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเจ้ามรดกลำดับเดียวกัน โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกทั้งหมดเท่ากัน อีกทั้งมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่งมรดกแล้วเสร็จ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทเท่า ๆ กัน การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททุกคน จึงเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ดังนั้น โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกย่อมฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวจากจำเลยที่ 2 ได้ตามมาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1363 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกระทำการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวซึ่งไม่ถูกต้องจึงเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กำหนดอายุความต้องบังคับตามมาตรา 1733 วรรคสอง หาใช่บังคับอายุความตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 1755 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามยังไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1363 ม. 1719 ม. 1733 วรรคสอง ม. 1745 ม. 1754 วรรคหนึ่ง ม. 1755
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพล แจ่มน้อย กับพวก
จำเลย — นางสาววรัญญาหรือลัดดา แจ่มน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสุวิชา นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยรัตน์ ศิลาลาย
ปานนท์ กัจฉปานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7793 -ที่ 7794/2557
#560378
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ถือว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยังคงไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ และอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เช่นนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลแล้วว่า ไม่มีข้อเท็จจริงใดอันจะทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวเป็นอย่างอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156/1 วรรคสาม และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมรวมถึงเงินที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 157 ด้วย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 วางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229 จึงเป็นคำสั่งไม่ชอบ แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จะนำเงินบางส่วนมาวางศาล ย่อมไม่มีผลผูกพันให้ต้องนำเงินส่วนที่ขาดมาวางเพิ่มเติมเป็นค่าธรรมเนียมใช้แทนในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 229

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวน สำนวนแรก โจทก์ทั้งสี่ฟ้องโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หลังจากจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี โจทก์ที่ 4 ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีสำหรับโจทก์ที่ 4 จากสารบบความ สำนวนหลัง จำเลยฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีทั้งสองสำนวนรวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 สำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ให้เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนหลังว่าจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 62755 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ห้ามโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งบริวารเข้าเกี่ยวข้องให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่จำเลยเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จะขนย้ายทรัพย์สินรวมทั้งบริวารและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน กับให้โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในสำนวนหลัง โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองสำนวนรวม 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรก

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์พร้อมคำขอทุเลาการบังคับและยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ว่า ถือว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยังคงไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มาวางให้ครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลจำนวน 20,570 บาท ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนส่วนที่ขาดอยู่อีก 200,000 บาท มาวางศาลภายในเวลาที่กำหนด

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำร้องคัดค้านโดยขอให้มีคำสั่งคืนเงิน 20,570 บาท ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 วางต่อศาลโดยสำคัญผิดว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน และเพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางเพิ่มเติมอีก 200,000 บาท ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับการยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229, 157

ศาลชั้นต้นบันทึกในรายการกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 ว่า ตามคำสั่งของศาลที่สั่งในอุทธรณ์และคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แสดงว่าศาลอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เพียงบางส่วนโดยไม่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องนำเงินดังกล่าว 200,000 บาท มาวางศาลเพิ่มเติม ให้นัดพร้อม

ในวันนัดพร้อมวันที่ 4 สิงหาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้วินิจฉัยตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2554 แล้วว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มาวางเพิ่มเติม 200,000 บาท จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และให้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลภายในเวลาที่กำหนดและให้นัดพร้อม

ในวันนัดพร้อมวันที่ 17 สิงหาคม 2554 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แถลงว่า ไม่มีเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนวางศาล และไม่ได้นำมาวางภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นไม่รับอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นวันที่ 4 สิงหาคม 2554

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 วางเงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าธรรมเนียมศาลเพิ่มเติมดังกล่าว คืนค่าธรรมเนียมศาล 20,570 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และมีคำสั่งรับอุทธรณ์และรับคำร้องขอทุเลาการบังคับของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

จำเลยฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนมาวางศาลเพิ่มเติมอีก 200,000 บาท ชอบหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เงินค่าธรรมเนียมใช้แทนที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 นำมาวางศาลเพิ่มเติมนั้น เป็นเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้แทนจำเลยในสำนวนคดีหลังซึ่งจำเลยฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 โดยเป็นค่าธรรมเนียมศาลที่เป็นค่าขึ้นศาล ซึ่งจำเลยชำระตามคำสั่งของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้รวมการพิจารณาคดีทั้งสองสำนวนนี้เข้าด้วยกัน ตามใบรับเงินค่าธรรมเนียมศาล ลงวันที่ 12 มีนาคม 2553 และวันที่ 8 เมษายน 2553 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้พิจาณาคดีรวมกัน มีผลให้คดีที่พิจารณารวมกันนั้นเป็นคดีเดียวกัน คำพิพากษาของศาลก็อยู่ในฉบับเดียวกัน เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดีในศาลชั้นต้นและเป็นฝ่ายแพ้คดีได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์บังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ในสำนวนแรก กับยกฟ้องจำเลยในสำนวนหลัง และยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ และศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวว่าถือว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ยังคงไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ และอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์เช่นนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลแล้วว่า ไม่มีข้อเท็จจริงใดอันจะทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าวเป็นอย่างอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156/1 วรรคสาม คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นมีผลเป็นปริยายว่า ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์สำหรับสำนวนคดีหลังที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ถูกจำเลยฟ้องแล้วด้วยและคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลเช่นว่านี้ ย่อมรวมถึงเงินที่โจทก์ที่ 1ถึงที่ 3 จะต้องวางศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 157 ด้วย ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 วางเงินค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 จะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นเช่นว่านั้น โดยนำเงินดังกล่าว 20,570 บาทมาวางต่อศาลแล้ว ย่อมไม่มีผลผูกพันให้ต้องนำเงินที่ขาดอีก 200,000 บาท มาวางเพิ่มเติมเป็นค่าธรรมเนียมใช้แทนในการยื่นฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156/1 วรรคสาม ม. 157 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิเชียร ยังอยู่ กับพวก
จำเลย — นายปราง ดีเด่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายพินิต สุขสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7772/2557
#576832
เปิดฉบับเต็ม

ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วม 40,000 บาท สูงเกินไป ค่าเสียหายหากมีจริงก็ไม่เกิน 1,000 บาท นั้น เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งไม่เกินสองแสนบาท และไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีนี้ได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 41

การที่โจทก์ร่วมนำตัวเลข รูปภาพและเครื่องหมายต่าง ๆ มาปรับใช้เป็นโจทย์ปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนสามารถคิดวิธีทำและหาคำตอบได้ในเวลาอันรวดเร็วในหนังสือ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 1" และ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 2" นั้นมิได้มีเพียงทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ หนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสองเล่มดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ร่วมได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นเรื่องราวในรูปของหนังสือด้วยความวิริยะอุตสาหะโดยใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้วยการแสดงออกซึ่งการริเริ่มของโจทก์ร่วมเองโดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันเป็นงานวรรณกรรมตามความหมายในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หาใช่เป็นเพียงความคิด หรือขั้นตอนกรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางคณิตศาสตร์อันไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 วรรคสอง และโจทก์ร่วมมีสำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้เพื่อแสดงว่าโจทก์ร่วมได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ผลงานหนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสองเล่มดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าว จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเป็นผู้เสียหายย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มนั้น

ตามคำฟ้องในคดีก่อนโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งว่า ระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2549 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้เปิดโรงเรียนเลิศคณิต สมาร์ท เซ็นเตอร์ สาขาพัทลุง กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์และผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเรียกค่าเสียหาย แต่คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2553 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมของโจทก์ร่วมที่ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และเรียกค่าสินไหมทดแทน การฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในคดีนี้เป็นการฟ้องโดยอ้างการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์คนละครั้งกับในคดีก่อน การฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 ในเรื่องเดียวกันกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องในคดีก่อนอันจะเป็นฟ้องซ้อน ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมของผู้เสียหายด้วยการคัดลอกนำเอาข้อความบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญในหนังสือ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 1" และ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 2" ไปทำซ้ำ ดัดแปลง และผสมรวมกับข้อความอื่นในหนังสือของฝ่ายจำเลยแล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มใหม่เป็นหนังสือใช้ชื่อว่า "MAGIC ABACUS" เท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวเพื่อการค้า และจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าหนังสือชื่อ "MAGIC ABACUS" นั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่หนังสือนั้นเพื่อการค้าและหากำไรอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะระบุบทบัญญัติมาตราดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้อง ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 69, 70, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้หนังสือที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 4 เล่ม ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และจ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งฐานละเมิดลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอุไรวรรณ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 800,000 บาท ค่าสูญเสียประโยชน์ที่ควรได้จำนวน 500,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิจำนวน 30,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) ฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาต ปรับ 20,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้หนังสือที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 4 เล่ม ของกลางตกเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้อหาอื่นให้ยก กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 12 กรกฎาคม 2554 อันเป็นวันที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ร่วมนำตัวเลข รูปภาพ และเครื่องหมายต่างๆ มาปรับใช้เป็นโจทย์ปัญหาในวิชาคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนสามารถคิดวิธีทำและหาคำตอบได้ในเวลาอันรวดเร็วในหนังสือ มิได้มีเพียงทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ หนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสองเล่มดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นงานนิพนธ์ที่โจทก์ร่วมได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นเรื่องราวในรูปของหนังสือด้วยความวิริยะอุตสาหะโดยใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้วยการแสดงออกซึ่งการริเริ่มของโจทก์ร่วมเองโดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นอันเป็นงานวรรณกรรมตามความหมายในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 หาใช่เป็นเพียงความคิด หรือขั้นตอนกรรมวิธี หรือระบบ หรือวิธีใช้หรือทำงาน หรือแนวความคิด หลักการ การค้นพบ หรือทฤษฎีทางศาสตร์อันไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 วรรคสอง แต่อย่างใดไม่ สำเนาหนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้เพื่อแสดงว่าโจทก์ร่วมได้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ผลงานหนังสือ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 1" และ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 2" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มนั้นและเป็นผู้เสียหายผู้มีอำนาจฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหนังสือทั้งสองเล่มนั้นเป็นคดีนี้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสมพร เด็กหญิงสุวธิดา นางสาวธัญนันท์ และเด็กหญิงณัฐชา เบิกความยืนยันในส่วนที่ตนเกี่ยวข้องว่า เมื่อเด็กหญิงสุวธิดาและเด็กหญิงณัฐชาสมัครเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาสมาร์ท พัทลุง สาขาอำเภอป่าพะยอม แล้วโรงเรียนดังกล่าวมอบหนังสือ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 2 และ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 1 และมอบหนังสือ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 2 และ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 1 ให้แก่เด็กหญิงณัฐชา เด็กหญิงสุวธิดาและเด็กหญิงณัฐชาใช้หนังสือดังกล่าวเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาสมาร์ท พัทลุง สาขาอำเภอป่าพะยอม กรณีไม่ปรากฏเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่าพยานดังกล่าวเบิกความไปตามความจริง และหนังสือมีลักษณะรูปเล่ม หน้าปก และรูปภาพภายในหนังสือส่วนมากเหมือนกับหนังสือ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 1 และ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 2 ส่วนที่แตกต่างรวมทั้งโจทย์แบบฝึกหัดน่าจะเกิดจากจำเลยที่ 1 ปรับปรุงขึ้นภายหลังเกิดเหตุเพื่อให้ไม่ซ้ำกับหนังสือของโจทก์ร่วม ที่จำเลยที่ 1 เบิกความลอยๆ แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ใช้หนังสือที่โรงเรียนกวดวิชาสมาร์ท พัทลุง สาขาอำเภอป่าพะยอมของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ดูแลจัดทำหนังสือประกอบการเรียนการสอนของโรงเรียนกวดวิชาสมาร์ท พัทลุง มีการคัดลอกเนื้อหาในส่วนสาระสำคัญของหนังสือ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 1" และ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 2" ของโจทก์ร่วมไปทำซ้ำและดัดแปลงในหนังสือ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 1 และ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขคดีดำที่ ศปก. พ.2/2551 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องโจทก์ร่วมฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคดีแพ่งว่า ระหว่างวันที่ 8 มีนาคม 2549 ถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2550 จำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมให้เปิดโรงเรียนเลิศคณิต สมาร์ท เซ็นเตอร์ สาขาพัทลุง กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์และผิดสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์และเรียกค่าเสียหาย แต่คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน 2553 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมของโจทก์ร่วมที่ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และเรียกค่าสินไหมทดแทน การฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในคดีนี้เป็นการฟ้องโดยอ้างการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์คนละครั้งกับในคดีก่อน การฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้จึงไม่ใช่เป็นการฟ้องจำเลยที่ 1 ในเรื่องเดียวกันกับคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องในคดีก่อนอันจะเป็นฟ้องซ้อน ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมของผู้เสียหายด้วยการคัดลอกนำเอาข้อความบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญในหนังสือ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 1" และ "Smart Center Mental Arithmetic System Course 1 Book 2" ไปทำซ้ำ ดัดแปลง และผสมรวมกับข้อความอื่นในหนังสือของฝ่ายจำเลยแล้วจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มใหม่เป็นหนังสือใช้ชื่อว่า "MAGIC ABACUS" เท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวเพื่อการค้า และจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันสมควรรู้ว่าหนังสือชื่อ "MAGIC ABACUS" นั้นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่หนังสือนั้นเพื่อการค้าและหากำไรอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะระบุบทบัญญัติมาตราดังกล่าวในคำขอท้ายฟ้อง ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวในฟ้องซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการโรงเรียนกวดวิชาสมาร์ท พัทลุง และจำเลยที่ 3 เป็นผู้สอน โดยไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เกี่ยวข้องกับการจัดทำหนังสือ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 1 และ "MAGIC ABACUS" คอร์ส 1 เล่ม 2 โดยทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลงงานวรรณกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 27 (1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมเสียหายเพียงใด เห็นว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เบิกความถึงและไม่ได้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาสืบให้เห็นถึงความเสียหายที่โจทก์ร่วมขอให้ฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหายเนื่องจากการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 800,000 บาท ค่าสูญเสียประโยชน์ที่ควรได้จำนวน 500,000 บาท และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิจำนวน 30,000 บาท ตามคำร้องของโจทก์ร่วมที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ตามสภาพแห่งการกระทำความผิด ของกลางมีเพียงเล็กน้อยและไม่ได้วางจำหน่ายโดยตรง ทั้งไม่มีหลักฐานแสดงว่าโจทก์ร่วมขาดรายได้ที่แท้จริงอย่างไร เมื่อพิจารณารายได้ที่จำเลยที่ 1 ได้จากการเปิดโรงเรียนกวดวิชาที่เกิดเหตุแล้วใช้หนังสือตำราเรียนของกลางประกอบการเรียนการสอน โดยคิดค่าลงทะเบียนจากผู้เรียนเพียงรายละ 1,000 บาท ซึ่งไม่ทราบจำนวนนักเรียนที่แท้จริงที่ได้รับหนังสือตำราเรียนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ไปใช้ จึงกำหนดค่าเสียหายโดยรวมจากหนังสือของกลางที่ทำซ้ำและดัดแปลงจากหนังสือของโจทก์ร่วมจำนวน 4 เล่ม เป็นเงินเล่มละ 10,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท ส่วนค่าสูญเสียประโยชน์ที่ควรได้และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการบังคับตามสิทธิไม่กำหนดให้นั้น นับว่าเป็นคุณแก่โจทก์ร่วมแล้วศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่มีเหตุสมควรที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6 ม. 27 ม. 31 ม. 69 ม. 70
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 41
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
โจทก์ร่วม — นางอุไรวรรณ เอกพันธ์
จำเลย — นางลำดวน ศรีสุวรรณหรือสุขธัมรงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกฤษฏิ์ภีมพศ ตีระรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2557
#571980
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 จะไม่ไปประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ หรือมีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ เป็นเพียงข้อจำกัดห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยระบุจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด โดยยังสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานในด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงได้ ทั้งข้อห้ามดังกล่าวก็มีผลเพียง 3 ปีเท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ และเป็นธรรมแก่คู่กรณีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 38,040 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกจากงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า บริษัทเบเยอร์ จำกัด นายจ้างใหม่ของจำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ลาออกจากโจทก์ เป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการขายสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ อันมีลักษณะเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสีทาอาคารในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนบริษัทเบเยอร์ จำกัด ก็ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสีทาอาคารภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน จึงเห็นว่าโจทก์กับบริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจขายสินค้าที่เป็นชนิดและประเภทเดียวกันในประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นคู่แข่งทางการค้าต่อกัน กรณีต้องด้วยสัญญาจ้างงานที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องไม่มีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์ว่า สัญญาจ้างงานมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างงาน ข้อ 8 ดังกล่าวมีข้อความว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 จะไม่ไปประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ หรือมีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ภายในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้างต้นเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยระบุจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานในด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงนี้ได้ ทั้งข้อห้ามจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงก็มีผลเพียง 3 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นพนักงานของโจทก์เท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ และเป็นธรรมแก่คู่กรณีแล้วมีผลใช้บังคับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างงาน ข้อ 8 ต่อโจทก์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททีโอเอเพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสุธี เจริญศรีสันต์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2557
#569533
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงชอบที่จะเรียกคืนได้หากไม่มีบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคหก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยและไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีบุคคลอื่นใดที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องของจำเลยนั้น ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นสิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องเอาเงินประกันดังกล่าวคืนจากศาล จึงถือได้ว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ตามมาตรา 310 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นได้ตามมาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 278 และมาตรา 282 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 874,538.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2268 และ 2269 (ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 3585) ตำบลสำโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2268 และโฉนดเลขที่ 3585 ตำบลสำโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ในราคา 990,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ระหว่างการไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 99,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 คดีถึงที่สุด วันที่ 11 มิถุนายน 2555 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องจำนวน 99,000 บาท ของจำเลยที่นำมาวางประกันความเสียหายดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีของศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เงินที่นำมาวางเพื่อประกันความเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 296 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ มิใช่การนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะมาขออายัดไม่ได้ แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นส่งเงิน 99,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิอายัดเงินที่จำเลยนำมาวางประกันนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงชอบที่จะเรียกคืนได้หากไม่มีบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคหก คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีบุคคลอื่นใดที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องของจำเลยนั้น ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น สิทธิของจำเลยที่เรียกร้องเอาเงินประกันดังกล่าวคืนจากศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 310 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นได้ตามมาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 278 และมาตรา 282 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินแปลงอื่น ๆ ของจำเลยอีกเกินความจำเป็นโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยเสียหายนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวต่างหากจากคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคหก ม. 309 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์การเกษตรระโนด จำกัด
จำเลย — นายอำนาจ นวลทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายธวัชชัย รัมณะกัจจะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมชาย ธารณธรรม
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7695/2557
#562659
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมใด ๆ อันเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนก่อให้เกิดภาระติดพันซึ่งที่ดินพิพาทและให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น เป็นคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ศาลชั้นต้นได้สั่งไว้ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) (3) ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และคำพิพากษาที่ชี้ขาดตัดสินคดีนั้นมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลคดีนี้คำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแทน สิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสามย่อมเป็นสิทธิของบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 และสิทธิเช่นว่านี้มีลักษณะเป็นทรัพยสิทธิที่ไม่สูญสิ้นไปเพราะเหตุแห่งการไม่ใช้สิทธินั้น แม้โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ก็ตาม คำสั่งวิธีการชั่วคราวของศาลก็หาได้หมดความจำเป็นแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลแต่อย่างใดไม่ จึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปเพื่อการบังคับตามคำพิพากษาตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 13691 เลขที่ดิน 750 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 61 ตารางวา ระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 729,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

วันที่ 23 มกราคม 2555 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 13691 เลขที่ดิน 750 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 13691 เลขที่ดิน 750 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี หรือไม่ เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมใด ๆ อันเป็นการจำหน่าย จ่าย โอนก่อให้เกิดภาระติดพันซึ่งที่ดินพิพาทและให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาทไว้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น เป็นคำสั่งอันเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่ศาลชั้นต้นได้สั่งไว้ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 254 (2) (3) ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และคำพิพากษาที่ชี้ขาดตัดสินคดีนั้นมิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลได้สั่งไว้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) บัญญัติให้คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล คดีนี้คำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแทน สิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับตามคำพิพากษาแก่จำเลยทั้งสามย่อมเป็นสิทธิของบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 และสิทธิเช่นว่านี้มีลักษณะเป็นทรัพยสิทธิที่ไม่สูญสิ้นไปเพราะเหตุแห่งการไม่ใช้สิทธินั้น แม้โจทก์มิได้ร้องขอให้บังคับคดีจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ก็ตาม คำสั่งวิธีการชั่วคราวของศาลก็หาได้หมดความจำเป็นแก่โจทก์เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลแต่อย่างใดไม่จึงยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไปเพื่อการบังคับตามคำพิพากษาตามสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ทั้งมิได้กระทบสิทธิหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวนั้นได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชี้ขาดตามคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาสมควรมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 167

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2) ม. 254 (3) ม. 260 (2) ม. 271
ป.พ.พ. ม. 1300
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวทิพวัลย์ วงศ์จิตเชียง
จำเลย — นายวิบูลย์หรือชัชชัย กิตติไชย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายไกรวิช จามรมาน
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7677/2557
#571957
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 3 และ ล. ซื้อที่ดินพิพาทจาก ท. นั้น ส. ผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงเป็นสินสมรสของผู้ตายและจำเลยที่ 3 ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของผู้ตาย รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ตายทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 3 ตามที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 3 เพียงผู้เดียวในทันที โดยที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นทายาทของผู้ตายผู้เดียว จึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของผู้ตายย่อมตกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 และ ล. จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นการที่จำเลยที่ 3 ให้ทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 เอง โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 4 และที่ 5 โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ ส. ผู้ตายที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระ 631,264.57 บาท จำเลยที่ 2 ชำระ 1,262,529.13 บาท และจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของหม่อมราชวงศ์สาริบุตร ผู้ตาย ร่วมกันชำระ 1,893,793.70 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ชำระ 408,960 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ร่วมกันรับผิด 613,440 บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ โจทก์ทั้งสองจึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 61204 ตำบลวังหว้า อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ทั้งสองให้การขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 4 และที่ 5 โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของหม่อมราชวงศ์สาริบุตร ที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 3 และนางลัดดาวัลย์ซื้อที่ดินพิพาทจากนางทรงศรีตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน หม่อมราชวงศ์สาริบุตรผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งในส่วนของจำเลยที่ 3 จึงเป็นสินสมรสของผู้ตายและจำเลยที่ 3 แต่ภายหลังที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2535 ตามสำเนาใบมรณบัตร ที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของผู้ตาย รวมทั้งทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ตายทั้งหมดเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 3 ตามที่ผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้แก่จำเลยที่ 3 เพียงผู้เดียวในทันที โดยที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย เมื่อจำเลยที่ 3 เป็นทายาทของผู้ตายผู้เดียวที่ได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดก ย่อมถือว่าการจัดการทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว และที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นสินสมรสของผู้ตายอันเป็นมรดกของผู้ตายที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 3 ที่เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับเพียงผู้เดียวตามพินัยกรรมนั้นย่อมตกเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 แล้วเช่นกัน ประกอบกับในเวลาก่อนหรือขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น โจทก์ทั้งสองยังมิได้ฟ้องร้องให้ผู้ตายหรือทายาทของผู้ตายต้องรับผิดในมูลละเมิด ทั้งยังไม่ปรากฏด้วยว่าโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กองมรดกของผู้ตายในขณะผู้ตายถึงแก่ความตายจนกระทั่งการจัดการมรดกเสร็จสิ้นอันจะก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ทั้งสองในอันจะบังคับชำระหนี้เอาจากกองมรดกของผู้ตายได้ จึงไม่ใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้กองมรดกที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ในอันที่จะถือว่าทรัพย์มรดกยังคงอยู่ในระหว่างจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคหนึ่ง เมื่อภายหลังจำเลยที่ 3 และนางลัดดาวัลย์จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงเป็นการที่จำเลยที่ 3 ให้ทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 เองโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 4 และที่ 5 โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ หม่อมราชวงศ์สาริบุตรผู้ตายที่ตกทอดแก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ในฐานะทายาทโดยธรรมได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์ทั้งสองอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาอ้างว่า การโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นการโอนโดยฉ้อฉลไม่สุจริตเพื่อหลบเลี่ยงมิให้โจทก์ทั้งสองบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา การที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร้องขัดทรัพย์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมิได้ให้การเป็นประเด็นไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กับพวก
จำเลย — นายเลอพงษ์ เทียนเกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร จันทร์ประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายธนกฤต กมลวัทน์
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7564/2557
#562740
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยต่อว่าผู้ตายเรื่องที่ผู้ตายมีหญิงอื่นและเกิดการโต้เถียงกัน จำเลยจึงเข้าไปทุบตัวผู้ตาย ผู้ตายพูดว่า กูไม่อยู่กับมึง กูทนไม่ไหวแล้ว กูจะหย่ากับมึงอีแก่ เมื่อจำเลยได้ยินคำพูดเช่นนั้น จำเลยเกิดความโมโหมาก จึงไปเอาอาวุธปืนที่จำเลยซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะคอมพิวเตอร์ออกมายิงผู้ตาย 4 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยยังมิใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 91, 288, 289 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การว่า จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะและมิได้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายฟ้อน และนางชะอ้อน บิดาและมารดาของนายเกษม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน) และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่น ๆ อันเกี่ยวกับงานศพ 140,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละ 100,000 บาท รวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนทั้งหมด 340,000 บาท

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ต่อมาจำเลยโอนบ้านพร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองขอถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 6 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว รวมจำคุก 3 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า จำเลยฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะหรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น จำเลยกับผู้ตายอยู่กันเพียงลำพัง โจทก์จึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยกระทำไปโดยบันดาลโทสะหรือไม่ แต่โจทก์มีพยานบุคคลทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเป็นพยานแวดล้อมดังนี้ จำเลยเข้าไปภายในบ้านของนางสุภาพ จำเลยพูดคุยกับนางสุภาพว่าผู้ตายไปมีคนอื่น พยานได้ปลอบจำเลยว่าเราอายุมากแล้ว พยานจำรายละเอียดที่พูดคุยไม่ได้ แต่ก่อนจำเลยออกจากบ้านนางสุภาพ จำเลยพูดว่าวันนี้ได้เจอดีแน่ พยานได้ร้องเตือนจำเลยว่าอย่าทำอะไรผู้ตาย หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที ก็มีเสียงปืนดังติด ๆ กันหลายนัดที่บ้านผู้ตาย พยานยืนตรงบันไดบ้านนางสุภาพได้ร้องตะโกนบอกจำเลยว่า ทำอะไรผู้ตายหรือยัง ถ้าทำแกติดคุกนะ จำเลยตะโกนตอบพยานว่า หนูไม่กลัวติดคุก นางสุภาพให้การในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งจำเลยยอมรับว่านางสุภาพให้การเช่นนั้นจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น วันที่ 10 มิถุนายน 2551 นางสุภาพให้การสอดคล้องกับคำเบิกความของนางสาวนงนภางค์ อายุ 66 ปี อาชีพแม่บ้าน เบิกความว่า พยานมีบ้านพักอยู่ตรงข้ามบ้านผู้ตายกับจำเลย วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 17 นาฬิกา พยานยืนที่หน้าบ้าน ได้ยินเสียงปืน 4 ถึง 5 นัดที่บ้านผู้ตาย มีคนตะโกนว่าจำเลยยิงผู้ตาย พยานไปที่รั้วบ้านผู้ตาย เห็นผู้ตายล้มนอนหงาย แต่หัวยังผงกขึ้น พยานบอกจำเลยว่า อย่ายิงอีกนะ คงตายแล้วมั้ง แต่พยานเห็นจำเลยยิงไปที่ศีรษะด้านซ้ายของผู้ตาย 1 นัด ผู้ตายแน่นิ่งไป หลังจากนั้นจำเลยนำอาวุธปืนไปวางที่โต๊ะภายในบ้าน มีคนจะพาผู้ตายไปส่งโรงพยาบาล จำเลยบอกว่าไม่ต้องพาไปหรอกเพราะยิงที่หัว ตายแล้ว ก่อนที่พยานจะได้ยิงเสียงปืนนั้นจะมีเสียงอะไรจากบ้านผู้ตายหรือไม่ พยานไม่ได้สังเกต นายพิชัยโชค อายุ 58 ปี พี่ชายผู้ตายเบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานกลับมาที่บ้านเวลา 17 นาฬิกา บ้านพยานอยู่ห่างจากบ้านผู้ตาย 100 เมตร บุตรชายของพยานมาแจ้งว่าจำเลยยิงผู้ตาย พยานจึงได้ไปที่บ้านผู้ตาย พบว่าผู้ตายนอนเสียชีวิตที่พื้นบ้าน จึงได้สอบถามจำเลยว่าทำไมทำอย่างนี้ จำเลยพูดว่ามันเหลืออดแล้ว ก่อนเกิดเหตุ 1 เดือน จำเลยเคยบอกพยานว่า ผู้ตายไปมีผู้หญิงอื่น หากไม่ยอมเลิกจะเอาให้ตาย จำเลยได้อัดรูปถ่ายผู้ตายไว้ตั้งหน้าศพ จำเลยได้ซื้ออาวุธปืนมาไว้พร้อม แต่พยานไม่เคยเห็นอาวุธปืนพันตำรวจโทสมบูรณ์ พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานได้ทำการสอบสวนจำเลย จำเลยยอมรับว่าใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง อ้างเหตุถูกผู้ตายด่าก่อนเกิดเหตุ จึงกระทำไปโดยบันดาลโทสะตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ตามบันทึกดังกล่าวจำเลยให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ 4 เดือน จำเลยกับผู้ตายขัดแย้งกันเนื่องจากผู้ตายไปมีหญิงอื่น จึงไม่ได้พูดคุยกันแต่ยังคงพักอยู่บ้านเดียวกัน แยกห้องนอน วันเกิดเหตุจำเลยพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในลิ้นชักตู้รองเท้า จึงได้กดดูหมายเลขโทรศัพท์ พบหมายเลขโทรศัพท์ของนางรัตนาภรณ์จึงได้โทรศัพท์ไปต่อว่า จากนั้นทุบโทรศัพท์ทิ้งถังขยะหน้าบ้านแล้วเดินกลับเข้าบ้าน พบผู้ตาย ได้โต้เถียงกัน จำเลยเข้าไปทุบตัวผู้ตาย ผู้ตายพูดว่า กูไม่อยู่กับมึง กูทนไม่ไหวแล้ว กูจะหย่ากับมึงอีแก่ จำเลยเกิดความโมโหอย่างมาก จึงเดินไปเอาอาวุธปืนที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะคอมพิวเตอร์ยิงใส่ผู้ตาย 4 นัด จนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นมีเพื่อนบ้านและเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยเบิกความว่า จำเลยกับผู้ตายทะเลาะกันเรื่องที่ผู้ตายมีหญิงอื่น จำเลยบอกผู้ตายว่า เราพูดกันดี ๆ ไม่ได้หรือ ผู้ตายบอกว่ามึงไปหย่ากับกู จำเลยหวังจะฝากชีวิตไว้กับผู้ตาย จึงคิดน้อยใจ จำเลยลงไปกราบผู้ตายแต่ผู้ตายใช้เท้าปัด จำเลยลุกขึ้นจะกอดผู้ตาย แต่ผู้ตายเงื้อมือจะตบจำเลย แล้วผู้ตายผลักจำเลยออก จำเลยเซไปที่โต๊ะ จำเลยเปิดลิ้นชักหยิบอาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยพบอาวุธปืนดังกล่าวในห้องนอนและนำไปซุกซ่อนไว้ที่ลิ้นชัก สุดท้ายจึงนำมายิงผู้ตาย เห็นว่า การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 นั้น ผู้กระทำต้องถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น จำเลยยอมรับว่าไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับนางสุภาพและนางสาวนงนภางค์ ก่อนเกิดเหตุจำเลยยังไปหานางสุภาพที่บ้าน จำเลยได้พูดระบายเรื่องที่ผู้ตายมีหญิงอื่นให้นางสุภาพฟัง นางสาวนงนภางค์ได้พูดปลอบใจและให้สติจำเลย จึงเชื่อว่านางสาวนงนภางค์เบิกความและนางสุภาพให้การในชั้นสอบสวนไปตามความจริงมิได้ปรักปรำจำเลย พฤติการณ์ของจำเลยก่อนเกิดเหตุที่จำเลยพูดกับพยานสองปากนี้ว่าวันนี้ผู้ตายโดนดีแน่ ๆ ส่อแสดงว่า จำเลยมีเจตนาอาฆาตมาดร้ายต่อผู้ตาย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยทะเลาะกับผู้ตายแล้วจำเลยยังจะลงไปกราบผู้ตาย หรือกอดผู้ตายดังที่จำเลยเบิกความคำเบิกความจำเลยมีน้ำหนักรับฟังน้อย เมื่อตรวจบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยให้การในวันเกิดเหตุนั้นเองโดยมีนายสุวัฒย์ ทนายความซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของบิดาจำเลย และเป็นผู้ที่จำเลยประสงค์ให้เข้าร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วย คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่าเป็นความจริง การที่จำเลยต่อว่าผู้ตายเรื่องที่ผู้ตายมีหญิงอื่นและเกิดการโต้เถียงกัน จำเลยจึงเข้าไปทุบตัวผู้ตาย ผู้ตายพูดว่า กูไม่อยู่กับมึง กูทนไม่ไหวแล้ว กูจะหย่ากับมึงอีแก่ เมื่อจำเลยได้ยินคำพูดเช่นนั้น จำเลยเกิดความโมโหมาก จึงไปเอาอาวุธปืนที่จำเลยซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะคอมพิวเตอร์ออกมายิงผู้ตาย 4 นัด จนผู้ตายถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยยังมิใช่การกระทำโดยบันดาลโทสะตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยให้น้อยลงจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 และรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยมิใช่การกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะเสียแล้ว จึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้น้อยลงจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้ และย่อมไม่อาจรอการลงโทษได้เช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พฤติการณ์ของจำเลยที่ใช้อาวุธปืนยิงที่ศีรษะผู้ตายซ้ำอีก 1 นัด ขณะที่ผู้ตายยังผงกศีรษะได้ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทันที เป็นพฤติการณ์กระทำความผิดที่ร้ายแรง จึงเห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดโทษไว้เหมาะสมแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 72 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นายฟ้อน โตสุข กับพวก
จำเลย — นางผาณิต โตสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายเด่นชัย ศรีจุลฮาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
สุภัทร์ สุทธิมนัส
ธีระพงศ์ จิระภาค
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2557
#572095
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ซึ่งศาลลงโทษทั้งจำคุกและปรับแต่จำเลยไม่ชำระค่าปรับเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงยึดที่ดินของจำเลยหรือขายชำระค่าปรับ จำเลย ยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อใช้ค่าปรับ แม้จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังบังคับคดีไม่ได้เพราะจำเลยได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ขอให้ศาลไม่บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 5,000,000 บาท เพิ่มโทษปรับกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 7,500,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 3,750,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 56223, 56227 และ 56229 ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อบังคับชำระค่าปรับ

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยจะต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้ครบเสียก่อนจึงจะบังคับชำระค่าปรับได้ และตามคำพิพากษามิได้กำหนดไว้ว่าให้ชำระค่าปรับเมื่อใด โจทก์จึงยังบังคับคดีไม่ได้ และจำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 ซึ่งมาตรา 5 (1) ลดโทษให้เฉพาะในส่วนโทษปรับเท่ากับว่าจำเลยไม่มีโทษปรับอีก โจทก์จึงไม่มีอำนาจยึดที่ดินดังกล่าวชำระค่าปรับได้ ขอให้ปล่อยที่ดินที่ยึดทั้งสามแปลงคืนแก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดทรัพย์ที่ดินของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เพื่อใช้ค่าปรับ แม้จำเลยอ้างว่าโจทก์ยังบังคับคดีไม่ได้ และจำเลยได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2554 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ขอให้ศาลไม่บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ด้วย ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 5 ม. 18 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายณัฐพล วิจิตรสงวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายนิกร จันทร์สุข
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยพัฒน์ ชินวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
กษิดิ์เดช จีนสลุต
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7536/2557
#572103
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินของจำเลยและที่ดินของผู้เสียหายกับที่ดินแปลงอื่นแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ โดยตกลงให้มีการกันที่ดินทุกแปลงเป็นทางเดินเพื่อออกสู่ซอยราชดำเนิน 3 เพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดินในกลุ่มนี้และผู้รับโอนเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนแบ่งแยกยกให้เป็นทางสาธารณะ แม้บุคคลทั่วไปจะใช้สัญจรไปมาได้ ทางที่กันไว้ก็ไม่ใช่ทางสาธารณะ เมื่อจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตและท่อระบายน้ำบนทางเดินดังกล่าวในที่ดินของจำเลยซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ จำเลยย่อมไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 360 และ ป.ที่ดิน มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9, 108 ทวิ กับให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและท่อระบายน้ำออกจากถนนสาธารณะดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานทำให้เสียหายหรือเสื่อมค่าซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและท่อระบายน้ำออกจากถนนสาธารณะดังกล่าว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 41936 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม ของนางวาสนา ผู้เสียหาย และที่ดินโฉนดเลขที่ 53774 ตำบลพระปฐมเจดีย์ (สระน้ำจัน) อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ของจำเลย กับที่ดินอีกหลายแปลงเดิมเป็นที่ดินแปลงใหญ่แปลงเดียวกัน ขณะแบ่งแยกได้ตกลงเว้นทางเดินเข้าออกภายในที่ดินทุกแปลงเพื่อออกสู่ซอยราชดำเนิน 3 ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตและท่อระบายน้ำในเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 53774 ของจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินของจำเลยและที่ดินของผู้เสียหายกับที่ดินแปลงอื่น แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ โดยตกลงให้มีการกันที่ดินทุกแปลงเพื่อออกสู่ซอยราชดำเนิน 3 แต่ที่ดินที่กันไว้ดังกล่าวก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดินในกลุ่มนี้และผู้ที่รับโอนเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนแบ่งแยกยกให้เป็นทางสาธารณะ แม้บุคคลทั่วไปจะใช้สัญจรไปมาได้ ทางที่กันไว้จึงไม่ใช่ทางสาธารณะ เมื่อจำเลยสร้างรั้วคอนกรีตและท่อระบายน้ำในที่ดินของจำเลยซึ่งไม่ใช่เป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ จำเลยย่อมไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 และประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 9 (1), 108 ทวิ วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 360
ป.ที่ดิน ม. 9 (1) ม. 108 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายดลภูเดช เดชะธนาธิษณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายชุมพล กาญจนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7532/2557
#569536
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับ ป. ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายโดยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลม 1 เล่ม ฟันข้อมือขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง มิได้บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายโดยใช้สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้ำไว้กับประตูระเบียงห้องจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายไม่สามารถออกจากห้องน้ำได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวจำเลยและ ป. มิได้ใช้แรงกายภาพกระทำต่อผู้เสียหาย ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ คงเป็นการกระทำที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายตาม ป.อ. มาตรา 310 ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำที่โจทก์บรรยายฟ้องและประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย ส่วนการที่ผู้เสียหายใช้มือข้างขวาเปิดบานเกล็ด ป. ใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลมฟันข้อมือผู้เสียหาย 1 ครั้ง เป็นเหตุให้มีบาดแผลยาว 1 ซ.ม. เมื่อผู้เสียหายร้องขอให้จำเลยเอายามาให้ ป. เอายามาให้ผู้เสียหาย นับว่าผิดวิสัยของคนร้ายที่ประสงค์ทำร้ายร่างกายเจ้าของทรัพย์เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ การกระทำของ ป. จึงเป็นการกระทำที่มิได้เกี่ยวเนื่องกับการลักทรัพย์และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของ ป. เอง เพราะจากคำเบิกความของผู้เสียหายไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นด้วยในลักษณะอย่างใด จำเลยคงมีความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไปตาม ป.อ. มาตรา 335 (7) วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า คืนวันที่ 28 มิถุนายน 2553 นายโชติกา ผู้เสียหายนัดจำเลยซึ่งรู้จักกันมาก่อนไปดื่มสุราที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ โดยจำเลยพานายปฏิพันธ์ซึ่งเป็นเพื่อนมาด้วย จากนั้นพากันไปดื่มสุราต่อที่ห้องพักของผู้เสียหายในหมู่บ้านเอื้ออาทร ร่มเกล้า 2 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และอยู่ด้วยกันในห้องจนถึงเวลาประมาณ 16 นาฬิกา ของวันที่ 29 มิถุนายน 2553 ขณะผู้เสียหายเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ จำเลยและนายปฏิพันธ์ใช้สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้ำไว้กับประตูระเบียงห้องทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถออกจากห้องน้ำได้ ผู้เสียหายต้องปีนออกทางช่องระบายอากาศไปอยู่ที่ระเบียงด้านนอกแต่เข้าห้องพักไม่ได้ ระหว่างผู้เสียหายใช้มือขวาเปิดบานเกล็ด นายปฏิพันธ์ใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธฟันข้อมือของผู้เสียหาย 1 ครั้ง เป็นเหตุให้มีบาดแผลฉีกขาดยาว 1 เซนติเมตร แล้วจำเลยและนายปฏิพันธ์ร่วมกันลักเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ราคา 14,000 บาท กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ ราคา 7,000 บาท จอแอลซีดี 1 เครื่อง ราคา 3,000 บาท กระเป๋าใส่เสื้อผ้า 1 ใบ ราคา 4,700 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 12,000 บาท รวมราคาทรัพย์ 40,700 บาท ของผู้เสียหายเดินลงจากอาคารห้องพัก ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือจำเลยและนายปฏิพันธ์ทิ้งทรัพย์ของผู้เสียหายที่ลักมาแล้วหลบหนี พลเมืองดีจับกุมนายปฏิพันธ์ไว้ได้ และเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุมจำเลยได้ในเวลา 22 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ นายปฏิพันธ์เป็นเยาวชนพนักงานสอบสวนแยกดำเนินคดีต่างหาก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยกับพวกที่อ้างว่าเป็นการร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย โดยใช้มีดปอกผลไม้ปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธฟันข้อมือขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง มิได้บรรยายว่า จำเลยกับพวกร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย โดยใช้สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้ำไว้กับประตูระเบียงห้องจนเป็นเหตุทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถออกจากห้องน้ำได้แต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยและนายปฏิพันธ์ใช้สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้ำไว้กับประตูระเบียงห้อง จำเลยและนายปฏิพันธ์ก็มิได้ใช้แรงกายภาพกระทำต่อผู้เสียหายอีกด้วย การกระทำของจำเลยและนายปฏิพันธ์ที่ใช้สายไฟของเครื่องเป่าผมผูกมัดประตูห้องน้ำไว้กับประตูระเบียงห้อง ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์ด้วยเหตุดังกล่าว คงเป็นการกระทำที่เป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำตามที่โจทก์บรรยายฟ้องและประสงค์จะให้ลงโทษจำเลย ส่วนที่นายปฏิพันธ์ใช้มีดปอกผลไม้ฟันข้อมือขวาของผู้เสียหาย 1 ครั้ง ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย โดยมีบาดแผลฉีกขาดยาวเพียง 1 เซนติเมตร ซึ่งในครั้งแรกผู้เสียหายเองยังเข้าใจว่าถูกกระจกบานเกล็ดบาดเสียด้วยซ้ำ แสดงว่านายปฏิพันธ์มิได้ฟันอย่างรุนแรงและโดยประสงค์ที่จะให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บหนักจนไม่สามารถขัดขวางการลักทรัพย์ได้ ที่ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังถูกฟัน ผู้เสียหายร้องขอให้จำเลยเอายามาให้และนายปฏิพันธ์เอายามาให้ผู้เสียหาย ยังนับว่าผิดวิสัยของคนร้ายที่ประสงค์ทำร้ายร่างกายเจ้าของทรัพย์เพื่อที่จะได้สะดวกต่อการลักทรัพย์ การกระทำของนายปฏิพันธ์ที่ใช้มีดปอกผลไม้ฟันข้อมือขวาของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำที่มิได้เกี่ยวเนื่องกับการลักทรัพย์และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายปฏิพันธ์เอง เพราะจากคำเบิกความของผู้เสียหายไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นด้วยและในลักษณะอย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่เป็นที่พอใจว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ คงมีความผิดฐานลักทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
ป.อ. ม. 33 ม. 83 ม. 310 ม. 335 (7) ม. 335 วรรคแรก ม. 339
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธีระพงษ์ พิมหอม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายวรพจน์ เวียงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายชาลี ทัพภวิมล
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ประมวญ รักศิลธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2557
#562692
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การชันสูตรพลิกศพตาม ป.วิ.อ. มาตรา 150 แพทย์ต้องตรวจดูศพด้วยตนเอง การที่แพทย์ยืนยันตัวผู้ตายกับพนักงานสอบสวนและตรวจดูภาพถ่ายและเอกสารต่าง ๆ แทนการตรวจชันสูตรพลิกศพ จึงมิใช่การชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นจะต้องทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตายว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือไม่ อย่างไร และหากข้อเท็จจริงปรากฏว่ารู้ว่าใครเป็นผู้ทำให้ตายก็ให้ระบุถึงบุคคลดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นไปได้ เท่ากับผู้ร้องอุทธรณ์ว่าคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 150 วรรคห้า ซึ่งจะถึงที่สุดตามมาตรา 150 วรรคสิบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

ศาลประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องเข้ามาซักถามพยานที่พนักงานอัยการนำสืบหรือนำสืบพยานอื่น

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 การชันสูตรพลิกศพเป็นหน้าที่โดยตรงของแพทย์ที่ต้องตรวจดูศพด้วยตนเอง การที่นายแพทย์มาหะมะ เพียงแต่ยืนยันตัวผู้ตายกับพนักงานสอบสวนและตรวจดูภาพถ่ายและเอกสารต่าง ๆ แทนการตรวจชันสูตรพลิกศพ จึงมิใช่การชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อการชันสูตรพลิกศพไม่ได้ทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องเพราะแพทย์เพียงแต่ยืนยันตัวผู้ตายกับพนักงานสอบสวนและตรวจดูภาพถ่ายกับเอกสารต่าง ๆ แทนการตรวจชันสูตรพลิกศพ จึงมิใช่การชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคห้า ศาลชั้นต้นจะต้องทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตายว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือไม่ อย่างไร และหากข้อเท็จจริงปรากฏรู้ว่าใครเป็นผู้ทำให้ตายก็ให้ระบุถึงบุคคลดังกล่าวด้วย ศาลชั้นต้นไม่อาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นไปได้ เท่ากับผู้ร้องอุทธรณ์ว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว กรณีไม่ใช่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคห้า ซึ่งจะถึงที่สุดตามมาตรา 150 วรรคสิบ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้อง จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องเพื่อให้คดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายกิตติศักดิ์ ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิชา มั่นสกุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7426 -ที่ 7427/2557
#571990
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้นำข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของคดีในส่วนแพ่งมาฟังเป็นยุติในคดีส่วนอาญาได้ การที่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยจึงคงเพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยนำข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาคดีส่วนแพ่งมารับฟังในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แล้วพิพากษายกคำร้องของ ว. บิดาผู้ตายที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ เป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายวีระ บิดาของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 84,522 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ เกี่ยวกับงานศพผู้ตายรวม 49,882 บาท กับค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ร่วมอีก 1,674,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,808,404 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันยื่นคำร้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) ประกอบมาตรา 157 อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในภายหลัง โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทน 138,202 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 27 ตุลาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์คดีส่วนอาญาและส่วนแพ่ง และจำเลยอุทธรณ์คดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีส่วนอาญาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายวีระ และให้ยกอุทธรณ์ของนายวีระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับคดีส่วนแพ่งพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องแต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีแพ่งใหม่ให้ถูกต้องภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้น (ถ้ามี) ให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมฎีกา ทั้งในคดีส่วนแพ่งและคดีส่วนอาญา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมสำหรับคดีส่วนอาญาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ และสมควรรอการลงโทษแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังเป็นยุติว่า จำเลยกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามฟ้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้นำข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของคดีในส่วนแพ่งมาฟังเป็นยุติในคดีส่วนอาญาได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 บัญญัติว่า ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้เสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และมาตรา 223 บัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร การที่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยนั้นจึงคงเพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยโดยนำข้อเท็จจริงที่รับฟังได้จากคดีส่วนแพ่งมารับฟังในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาโดยเทียบเคียงตามแบบอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายเชื้อ โจทก์ร่วม นายวิสุทธิ์ จำเลย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2869/2553 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นางวินัย โจทก์ร่วม นายอำนาจ จำเลยนั้น เห็นว่า ในคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีดังกล่าวจำเลยให้การปฏิเสธ ข้อเท็จจริงที่ว่าฝ่ายโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำผิดด้วยนั้นได้มาจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในคดีส่วนอาญา ส่วนในคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติได้ตามฟ้องเพราะคู่ความมิได้มีการสืบพยาน ซึ่งแตกต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีดังกล่าว ในคดีนี้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 นำข้อเท็จจริงที่ได้จากการพิจารณาคดีส่วนแพ่งมารับฟังในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วย ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย แล้วพิพากษายกคำร้องของนายวีระบิดาของผู้ตายที่ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่าฝ่ายจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมสำหรับคดีส่วนอาญาแล้วเป็นจำนวนถึง 580,000 บาท นับว่าเป็นการบรรเทาผลร้ายแล้ว ตามสมควรและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนแพ่งที่ว่า จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามคำร้องหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยจะต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ร่วมเป็นค่าปลงศพผู้ตายเป็นเงิน 84,522 บาท ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับงานศพเป็นเงิน 49,882 บาท และกำหนดค่าที่โจทก์ร่วมต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย เป็นเงิน 1,302,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,436,404 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริเวณเหนือจุดเกิดเหตุมีสะพานลอยทางข้ามแต่ผู้ตายกลับข้ามถนนโดยไม่ใช้สะพานลอยทางข้าม ทั้งที่ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนใหญ่มีทางเดินรถทั้งสองฝั่งรวมถึง 6 ช่องทาง มีรถแล่นด้วยความเร็วสูงและเป็นเวลากลางคืน การที่ผู้ตายเสี่ยงภัยเดินข้ามถนนดังกล่าวจึงถือว่าเป็นการกระทำโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ด้วย ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ตายมีส่วนประมาทก่อให้เกิดความเสียหายในคดีนี้อยู่ด้วยครึ่งหนึ่งนั้น จึงชอบแล้ว และเมื่อนำค่าเสียหายที่ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยครึ่งหนึ่งมาหักออกจากค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับและหักค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับจากการบรรเทาผลร้ายในคดีส่วนอาญาของฝ่ายจำเลยแล้ว 580,000 บาท คงมีค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ร่วมอีก 138,202 บาท นั้น นับว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ขอให้กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเต็มจำนวนตามคำร้องนั้นฟังขึ้นเพียงบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมและจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมและจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วมและจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า คดีส่วนอาญาให้เพิกถอนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายวีระ และที่ให้ยกอุทธรณ์ของนายวีระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 สำหรับคดีส่วนแพ่งพิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วมและจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1 ม. 46 ม. 253 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 291
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (4) ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นายวีระ เดชะผล
จำเลย — นายณัฎฐพล จันทร์เจริญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินทรลีลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7362/2557
#589736
เปิดฉบับเต็ม

เหตุที่รถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้สูญหายเกิดจากการกระทำของ ส. ที่ขับรถเข้าไปจอดเพื่อเข้าห้องน้ำโดยไม่ดับเครื่องยนต์จนมีคนลักเอารถไปได้ ซึ่งไม่ว่าการกระทำของ ส. จะเป็นเพียงการประมาทเลินเล่อหรือถึงขนาดเป็นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม แต่ก็มิใช่การกระทำของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยโดยตรง จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 879 วรรคหนึ่ง และเมื่อธนาคาร ธ. ผู้รับประโยชน์ใช้สิทธิฟ้องบังคับโจทก์กับพวกให้คืนหรือใช้ราคารถยนต์กับชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อไปแล้วโดยไม่ใช้สิทธิเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย อันมีผลทำให้โจทก์ยังคงเสียหายโดยไม่ได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลย ดังนี้ โจทก์ในฐานะคู่สัญญากับจำเลยตามสัญญาประกันภัยย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้โดยตรงตามสิทธิเรียกร้องในสัญญาประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญาประกันภัย 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ชำระค่าเสียหายแก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์ คือ ค่าขาดประโยชน์ 27,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 407,000 บาท นับถัดจากวันที่ธนาคารดังกล่าวฟ้องโจทก์ คือ วันที่ 6 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 3,000 บาท นับถัดจากวันที่ 6 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ไม่เกิน 6 เดือน และค่าทนายความ 5,000 บาท ตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ.315/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 สิงหาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ปรากฏตามสำนวนว่าจำเลยยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณาอนุญาตให้ฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องพร้อมฎีกาไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งหากศาลฎีกาเห็นสมควรอนุญาตให้ฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจะสั่งรับฎีกาเอง ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 7 ประกอบกับข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคดีในคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ข้อ 41 วรรคหนึ่ง โดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับฎีกาแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับฎีกาจึงไม่ชอบตามกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคจึงมีคำสั่งให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลย

คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคจะพิจารณาต่อไปตามคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุที่จะอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า เหตุที่รถยนต์คันที่เอาประกันภัยสูญหายเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้เอาประกันภัยด้วย เนื่องจากโจทก์มอบรถยนต์คันนี้ให้นายสุวิทย์ บุตรโจทก์ครอบครองดูแลทั้งที่ก่อนเกิดเหตุนายสุวิทย์มีพฤติการณ์ครอบครองและใช้รถยนต์คันนี้โดยประมาทเลินเล่อ เคยขับรถยนต์คันนี้ไปเกิดเหตุทำให้รถยนต์เสียหายมาแล้ว จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่มีลักษณะเป็นปัญหาซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือเป็นปัญหาสำคัญอื่นที่ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัย ไม่มีเหตุที่ควรอนุญาตให้ฎีกาในข้อนี้ และที่จำเลยฎีกาในข้อนี้ด้วยว่านายสุวิทย์เป็นผู้ที่ร่วมชำระค่าเช่าซื้อและค่าเบี้ยประกันภัยกับโจทก์ จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามเงื่อนไขในสัญญาประกันภัย ก็เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้ให้การไว้ ฎีกาส่วนนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคและไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่อาจรับไว้วินิจฉัยได้ ส่วนฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า เมื่อธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยไม่ขอรับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแล้ว โดยได้ใช้สิทธิฟ้องโจทก์กับพวกให้คืนหรือใช้ราคารถยนต์คันนี้ และชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อระหว่างธนาคารดังกล่าวกับโจทก์คดีนี้จนศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้ตามคำฟ้องดังกล่าวแล้ว ในคดีหมายเลขแดงที่ ผบ. 315/2552 ของศาลชั้นต้น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในคดีดังกล่าวให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามาซึ่งทำให้เป็นการชำระเงินที่สูงกว่ามูลหนี้ที่แท้จริงนั้น เห็นว่า เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาเห็นสมควรต้องวินิจฉัย จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาและมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะปัญหาตามฎีกาข้อสุดท้ายดังกล่าวนี้เท่านั้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้ไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกา

เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคมีคำสั่งรับฎีกาเฉพาะข้อดังกล่าวข้างต้นแล้ว ประกอบกับมีการส่งสำเนาฎีกาให้โจทก์และโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกามาแล้ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาข้อดังกล่าวไปพร้อมกันนี้ด้วย โดยปัญหานี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคว่า เหตุที่รถยนต์คันที่จำเลยรับประกันภัยไว้สูญหายเกิดจากการกระทำของนายสุวิทย์ที่ขับรถยนต์เข้าไปจอดเพื่อเข้าห้องน้ำโดยไม่ดับเครื่องยนต์จนมีคนลักเอารถยนต์ไปได้ ซึ่งไม่ว่าการกระทำของนายสุวิทย์ดังกล่าวจะเป็นการกระทำเพียงประมาทเลินเล่อหรือถึงขนาดเป็นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม แต่การกระทำของนายสุวิทย์นี้มิใช่การกระทำของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยโดยตรง จึงไม่เป็นเหตุให้จำเลยผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 วรรคหนึ่ง และเมื่อธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้รับประโยชน์ใช้สิทธิฟ้องบังคับโจทก์คดีนี้กับพวกให้คืนหรือใช้ราคารถยนต์กับชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อไปแล้ว โดยไม่ใช้สิทธิเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัย อันมีผลทำให้โจทก์ยังคงเสียหายโดยไม่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่ทำสัญญาประกันภัยไว้กับจำเลย ดังนี้โจทก์ในฐานะคู่สัญญากับจำเลยตามสัญญาประกันภัยนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ได้โดยตรงตามสิทธิเรียกร้องในสัญญาประกันภัย ทั้งตามคำขอบังคับท้ายคำฟ้องของโจทก์ ข้อ 1 ระบุว่า ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาประกันภัย 440,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 440,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคควรพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนที่ขอบังคับในคำขอข้อนี้แก่โจทก์โดยตรง มิใช่พิพากษาบังคับให้ชำระแก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แทนโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษามา นอกจากนี้ที่โจทก์มีคำขอบังคับในข้อนี้เป็นเงิน 440,000 บาท เท่ากับวงเงินประกันภัยนั้น ก็ปรากฏตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดี ผบ. 315/2552 ให้โจทก์กับพวกในคดีดังกล่าวคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 380,000 บาท แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โจทก์ในคดีดังกล่าวตามสัญญาเช่าซื้อ เช่นนี้ย่อมฟังได้ยุติตามคำฟ้องว่า ความเสียหายที่แท้จริงจากการสูญหายของรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยมีเพียงไม่เกิน 380,000 บาท เท่านั้น และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า ผู้รับประกันภัยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ (1) เพื่อจำนวนวินาศภัยอันแท้จริง (2) เพื่อความบุบสลายอันเกิดแก่ทรัพย์สินซึ่งได้เอาประกันภัยไว้เพราะได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องปัดความวินาศภัย (3) เพื่อบรรดาค่าใช้จ่ายอันสมควรซึ่งได้เสียไปเพื่อรักษาทรัพย์สินซึ่งเอาประกันภัยไว้นั้นมิให้วินาศ แต่ในคดีนี้ตามคำฟ้องไม่มีประเด็นตามมาตรา 877 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) ดังกล่าว ดังนั้น จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงเพื่อความเสียหายอันแท้จริงจากการที่รถยนต์ที่รับประกันภัยสูญหาย ซึ่งย่อมมีจำนวนเพียง 380,000 บาท เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวน 440,000 บาท ไปตามวงเงินประกันภัยโดยไม่ได้วินิจฉัยแสดงเหตุผลว่าเหตุใดจึงควรให้จำเลยชำระเป็นเงินจำนวนดังกล่าวที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 877 วรรคหนึ่ง (1) เป็นการไม่ชอบ ดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคจึงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 879 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสังวาลย์ สุขนาพจน์
จำเลย — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายทวีศักดิ์ ล้วนไพศาลนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7346/2557
#560383
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ต. กระชากมือดึงผู้เสียหายเข้าไปในห้องทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อ ต. ออกจากห้อง จำเลยก็เข้าไปในห้องทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อ และเมื่อจำเลยออกจากห้อง ต. กับ ป. พวกของจำเลยก็พากันเข้าไปในห้องร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก พฤติการณ์การข่มขืนกระทำชำเราเช่นนี้ แม้ว่าผู้กระทำมิได้อยู่ในห้องในขณะที่คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราอยู่ แต่จำเลยกับพวกได้กระทำในลักษณะติดต่อกัน จึงเป็นการสมคบกันกระทำความผิด อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 276 วรรคสอง (เดิม)),310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 15 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม), 310 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแก่จำเลยเพียงบทเดียว จำคุก 4 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา คดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ข้อหาความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยรับกันและไม่ฎีกาโต้แย้งกันฟังในเบื้องต้นว่า นางประมวล มารดาของนางสาวสุภาพร ผู้เสียหาย ได้พาผู้เสียหายซึ่งขณะนั้นอายุ 16 ปีเศษ ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า ถูกจำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา เหตุเกิดที่หอพัก เจพี คอร์ด ห้องที่ 2 หนองผาซอย 3 ตำบลท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ พนักงานสอบสวนได้ส่งผู้เสียหายให้แพทย์ตรวจร่างกาย รุ่งขึ้นเวลาเช้าแพทย์ประจำโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ได้ตรวจร่างกายผู้เสียหายแล้วพบว่ามีรอยช้ำที่ริมฝีปากล่าง รอยถลอกที่หัวนมข้างซ้าย อวัยวะเพศภายนอกไม่มีบาดแผล เยื่อพรหมจารีมีรอยฉีกขาดเก่า มีน้ำเมือกในช่องคลอดเล็กน้อย พบเชื้ออสุจิในช่องคลอด บริเวณปากมดลูกมีรอยถลอกเล็กน้อยมีเลือดออกจาง ๆ แพทย์ลงความเห็นว่าน่าเชื่อว่าเกิดจากการร่วมประเวณี ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัว พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า จำเลยกับพวกร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามบันทึกรับมอบตัวแจ้งข้อกล่าวหา จำเลยให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แต่รับว่าได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจริงโดยผู้เสียหายยินยอม โจทก์และจำเลยฎีกา โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยฎีกาว่า ไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย แต่ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีความผิดก็ขอให้รอการลงโทษ เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และจำเลยไปพร้อมกันว่า จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงอายุ 16 ปีเศษ และกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ไม่เคยรู้จักและไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ได้เบิกความถึงพฤติการณ์ขณะที่ถูกจำเลยกับพวกข่มขืนกระทำชำเราอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งเบิกความถึงรายละเอียดของการถูกจำเลยกับพวกแต่ละคนกระทำการข่มขืนกระทำชำเราอย่างไรบ้าง ซึ่งยากแก่การที่จะปรุงแต่งขึ้น หากมิได้เกิดขึ้นจริงย่อมเป็นการผิดวิสัยที่หญิงสาวจะปั้นแต่งเรื่องที่ตนถูกชายหลายคนผลัดกันข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นเรื่องเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตนอย่างร้ายแรงขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลยกับพวก นอกจากนี้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 17 นาฬิกาเศษ ห้องเกิดเหตุมีแสงสว่างลอดเข้าไปสามารถมองเห็นจำเลยกับพวกได้ ทั้งก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายได้นั่งพูดคุยกับจำเลยและพวกมาก่อนด้วย วันเกิดเหตุผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจก็ได้ระบุชื่อเล่นของจำเลยกับพวกเท่าที่ทราบพร้อมทั้งแจ้งตำหนิรูปพรรณทันที จึงเชื่อได้ว่าผู้เสียหายเบิกความตามความจริง ประกอบกับจำเลยนำสืบถึงเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุเจือสมกับคำเบิกความของผู้เสียหาย ทั้งรับว่าได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายจริง เพียงแต่จำเลยอ้างว่าผู้เสียหายให้ความยินยอม ซึ่งข้ออ้างของจำเลยนี้ได้ความจากทางนำสืบจำเลยว่า จำเลยไม่เคยรู้จักผู้เสียหายมาก่อน เพิ่งจะรู้จักกับผู้เสียหายก่อนเวลาเกิดเหตุเพียงครู่เดียว และการที่จำเลยอ้างว่าจำเลยเข้าไปในห้องเกิดเหตุพบผู้เสียหายออกมาจากห้องน้ำ จำเลยได้พูดคุยกับผู้เสียหายเพียง 1 ถึง 2 นาที ผู้เสียหายก็ยินยอมร่วมประเวณีด้วยนั้น นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ขัดต่อเหตุผลที่หญิงสาวซึ่งเพิ่งจะได้รู้จักกับชายหนุ่มจะยินยอมร่วมประเวณีด้วยเพียงการที่ได้พูดคุยกัน 1 ถึง 2 นาทีเท่านั้น จำเลยยกข้อกล่าวอ้างขึ้นต่อสู้อย่างลอย ๆ โดยไม่มีพยานอื่นใดสนับสนุน ทั้งข้ออ้างก็ผิดปกติวิสัยและขัดต่อเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ พยานโจทก์เท่าที่นำสืบมามีน้ำหนักแน่นแฟ้นรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหาย และจากพฤติการณ์ที่รับฟังได้ว่า การที่นายตูนพวกของจำเลยพาผู้เสียหายไปหานางสาวปรียาภรณ์ที่ห้องเกิดเหตุ เมื่อเคาะประตูห้องเรียก ขณะที่นางสาวปรียาภรณ์กับนายบู้เปิดประตูห้องออกมา นายตูนก็กระชากมือดึงผู้เสียหายเข้าไปในห้องทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย เมื่อนายตูนออกจากห้องเกิดเหตุจำเลยก็เข้าไปในห้องทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายต่อ และเมื่อจำเลยออกจากห้องน้ำ นายตูนกับนายเป้พวกของจำเลยก็พากันเข้ามาในห้องร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอีก พฤติการณ์การข่มขืนกระทำชำเราเช่นนี้ แม้ว่าผู้กระทำมิได้อยู่ในห้องในขณะที่คนหนึ่งข่มขืนกระทำชำเราอยู่ แต่จำเลยกับพวกได้กระทำในลักษณะติดต่อกัน จึงเป็นการสมคบกันกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า กำหนดโทษที่ลงเป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุดและเมื่อลดโทษแล้วจำคุก 10 ปี กรณีจึงไม่อาจรอการลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 276 วรรคสอง (เดิม) ม. 310 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายธนพนหรือซัน บุตรชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายชิน ทรงสมบัติชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สุนทร ทรงฤกษ์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7337/2557
#562626
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 10/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 มาตรา 3 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องและการพิจารณาคดีจึงเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติและมีผลใช้บังคับทันทีนับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ เป็นผลให้คดีที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในฐานะกรรมการตรวจสอบว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งการดำเนินคดีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 มีวิธีพิเศษแตกต่างไปจากการดำเนินคดีอาญาทั่วไป เป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และคุ้มครองคณะกรรมการดังกล่าวมิให้ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีได้โดยง่าย อันเป็นหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 157, 200

จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในคดีนี้สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยในการตรวจสอบความผิดของโจทก์ซึ่งได้มีการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.1/2550 พยานหลักฐานอันเป็นมูลแห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีดังกล่าวซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและสะดวกต่อการพิจารณา สมควรรอฟังผลของคดีดังกล่าวก่อน จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอคดีอาญาหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นคดีหลักมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อน

ระหว่างจำหน่ายคดีชั่วคราว จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย เรื่องเขตอำนาจศาล ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 9 มกราคม 2551 โดยอ้างว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ เพราะคดีอยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่องการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2550 มาตรา 3

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เป็นภริยาพันตำรวจโททักษิณ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึงวันที่ 19 กันยายน 2549 และโจทก์เป็นผู้ชนะการประกวดราคาซื้อที่ดิน 4 แปลง ตั้งอยู่ที่ถนนเทียมร่วมมิตร ในราคา 772,000,000 บาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ต่อมาวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพันตำรวจโททักษิณ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้แต่งตั้งจำเลยและบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 และจำเลยได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการตรวจสอบดังกล่าว วันที่ 11 พฤษภาคม 2550 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์และพันตำรวจโททักษิณให้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพื่อให้ต้องรับโทษในคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 อันเนื่องมาจากการซื้อที่ดินจำนวน 4 แปลง ดังกล่าวข้างต้นของโจทก์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 157 และ 200 ต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2550 ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ.2550 ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า เมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 มีผลใช้บังคับทำให้ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองชอบหรือไม่ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 10/1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 มาตรา 3 มีความว่า "ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยหรือในกรณีที่มีผู้เสียหายกล่าวหาว่ากรรมการตรวจสอบ หรืออนุกรรมการผู้ใด ... กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ... ให้ถือว่ากรรมการตรวจสอบ หรืออนุกรรมการ เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 17 ... แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ... และให้นำความในมาตรา 17 ... แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้นำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแก่การฟ้องคดีและการพิจารณาคดีตามวรรคหนึ่ง โดยให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องและการพิจารณาคดีจึงเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับทันที นับตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับในวันที่ 6 กันยายน 2550 เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 ซึ่งกฎหมายให้ถือว่าจำเลยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องถูกดำเนินคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อกฎหมายที่แก้ไขมีผลใช้บังคับแล้วทำให้คดีของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นอีกต่อไป แม้ว่าโจทก์จะฟ้องคดีนี้ไว้ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 มีผลใช้บังคับก็ตาม ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 10/1 จะมีผลใช้บังคับทันทีนับแต่วันที่ 6 กันยายน 2550 ก็มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ฟ้องนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป แต่ไม่อาจใช้บังคับแก่คดีที่ได้ฟ้องไว้ก่อนวันที่ 6 กันยายน 2550 เพราะมิฉะนั้นจะมีผลย้อนหลังไปยกเลิกเพิกถอนการกระทำตามกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ใช้อยู่เดิม เห็นว่า หลักกฎหมายที่ห้ามมีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้นห้ามใช้บังคับย้อนหลังเฉพาะกฎหมายในส่วนที่เป็นสารบัญญัติเท่านั้น มิได้ห้ามในส่วนวิธีสบัญญัติด้วย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ที่แก้ไขเพิ่มเติมข้อ 10/1 ของประกาศฉบับดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ทันทีอันมีผลให้คดีของโจทก์ไม่อยู่ในเขตอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นอีกต่อไป ที่โจทก์ฎีกาว่า การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลดังเช่นกรณีนี้ไม่ตัดอำนาจศาลชั้นต้นที่จะรับฟ้องไว้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีจนกว่าจะถึงที่สุดนั้น เห็นว่า เมื่อคดีของโจทก์อยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีกระบวนการพิจารณาแตกต่างไปจากคดีธรรมดา กล่าวคือ ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 17 ที่บัญญัติว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่ากรรมการผู้ใด ... กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการคำร้องขอตามวรรคหนึ่ง ... ให้ยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว ให้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษา

ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับคำร้อง กรรมการผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนั้นมิได้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ยกคำร้องดังกล่าว ...

การดำเนินคดีในชั้นศาลให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ได้บัญญัติเรื่องการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. ไว้ในหมวด 4 มาตรา 36 ถึงมาตรา 44 กล่าวคือ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้รับคำร้องจากประธานวุฒิสภาแล้ว ต้องเลือกองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คน แล้วองค์คณะผู้พิพากษาแต่งตั้งบุคคลจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน เป็นคณะกรรมการไต่สวน ทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและทำความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินคดีตามคำร้องขอ ในกรณีที่คณะกรรมการไต่สวนมีมติว่าข้อกล่าวหาอันเป็นคดีอาญาต่อกรรมการ ป.ป.ช. นั้น มีมูล คณะกรรมการไต่สวนก็ต้องส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งเอกสารไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป จะเห็นว่า การดำเนินคดีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบ จำเลยในคดีนี้ที่กฎหมายถือว่าเป็นกรรมการ ป.ป.ช. มีวิธีการเป็นพิเศษแตกต่างไปจากการดำเนินคดีอาญาทั่วไป ซึ่งเป็นการกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ คือ หากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับคำร้อง กรรมการผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และในขณะเดียวกันก็เป็นบทคุ้มครองคณะกรรมการดังกล่าวมิให้ถูกกลั่นแกล้งดำเนินคดีได้โดยง่ายอันเป็นหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อกระบวนพิจารณาในการดำเนินคดีแก่จำเลยแตกต่างไปจากคดีธรรมดาเช่นนี้ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์นอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 พ.ศ.2550 ม. 3
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 17
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ม. 36 ม. 37 ม. 38 ม. 39 ม. 40 ม. 41 ม. 42 ม. 43 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คุณหญิงพจมาน ชินวัตร
จำเลย — นายนาม ยิ้มแย้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชาญ ศรีสิงห์
ศาลอุทธรณ์ — นายอดิเทพ ถิระวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7326/2557
#580042
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยที่ 1 จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลของตนเข้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ต้องสอบอันเป็นการไม่ชอบ แสดงว่ามีเจตนาร้ายมุ่งหวังต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) เป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่อาจร้องขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 343 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1,850,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 500,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 350,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265, 343 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ และยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 1,850,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 450,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 500,000 บาท และผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 350,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 เบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้ทราบต่อเนื่องกันมาว่า จำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้านายของจำเลยที่ 2 สามารถฝากคนให้เข้าทำงานเป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องสอบ แต่ต้องเสียเงินค่าป่วยการเป็นค่าใช้จ่ายที่จะดำเนินการ ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มอบเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ที่พูดว่าจะนำเงินไปให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ 2 มอบเงินให้แก่จำเลยที่ 1 รับไปเอง ภายหลังผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถพาเข้าทำงานตามที่ตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 รายละ 50,000 บาท และได้คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 4 รายแล้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับในเวลาต่อมาว่า จำเลยที่ 1 รับเงินมาจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินเพื่อที่จะคืนเงินจำนวนที่รับมาให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ประกอบกับผู้เสียหายที่ 3 เป็นญาติสนิทกับจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 รู้เห็นร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าที่จะไปบอกกล่าวชักชวนญาติสนิทของตนให้ต้องถูกหลอกลวงได้รับความเสียหายไปด้วย อีกทั้งจำเลยที่ 2 ก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 รู้เห็นร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 มีส่วนในการกระทำความผิดจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 และ 343 ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ไม่มีผลเสียหายต่อการสอบสวนและการฟ้องคดี เมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและใช้เอกสารราชการปลอม ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยที่ 1 จึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อให้ช่วยเหลือบุคคลของตนเข้าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจโดยไม่ต้องสอบอันเป็นการไม่ชอบ แสดงว่ามีเจตนาร้ายมุ่งหวังต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ชอบ ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เป็นผลให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่อาจร้องขอให้เรียกทรัพย์สินแทนผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 43
ป.อ. ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายปพนพัชร์หรือธนินโชตน์ รังสีเสาวภาคย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางอุทัยวรรณ ติปะวาโร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
พันวะสา บัวทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา