คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9861/2557
#575252
เปิดฉบับเต็ม

การเสพเมถุนของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยจึงเป็นอาบัติปาราชิกถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอได้นำคำวินิจฉัยไปอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 17.20 นาฬิกา แม้จำเลยจะไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยทราบคำวินิจฉัยโดยชอบแล้วซึ่งต้องสึกภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น ตามมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 5, 15 ตรี, 20, 24, 26, 43

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 24, 26, 43 จำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีโพธิ์ทอง ตำบลคึมชาด อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 นางสำริตย์ ได้ร้องเรียนต่อคณะสงฆ์อำเภอหนองสองห้องว่านางสำริตย์และจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและจำเลยตกลงว่าจะรับเลี้ยงดูจึงขอให้คณะสงฆ์บอกให้สึกจากความเป็นพระภิกษุเพื่อมารับเลี้ยงดูตามที่ตกลงกัน เจ้าคณะอำเภอจึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ตามคำสั่งเจ้าคณะอำเภอหนองสองห้อง เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2553 จำเลยและนางสำริตย์มาให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์ นางสำริตย์ให้การว่า ที่ให้การไปเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 และวันที่ 26 เมษายน 2553 นั้น ให้การไปด้วยความโมโหไม่เป็นความจริงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการสอบสวนอธิกรณ์เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดพระธรรมวินัยโดยเสพเมถุนถึงขึ้นอาบัติปฐมปาราชิกตามรายงานผลการสอบสวนอธิกรณ์ ในวันเดียวกันเจ้าคณะอำเภอหนองสองห้องมีคำวินิจฉัยเห็นชอบด้วยกับคณะกรรมสอบสวนและมีคำวินิจฉัยว่า จำเลยประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยขั้นอาบัติปฐมปาราชิกต้องสึกให้พ้นจากความเป็นพระภิกษุภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยตามคำวินิจฉัย แต่จำเลยไม่ยอมสึก

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พุทธศาสนาจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยสัจธรรม ความดีความงามของพุทธศาสนารวมทั้งศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเพื่อทำนุบำรุงศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง มิได้พิจารณาจากการกลับคำให้การของนางสำริตย์อันเป็นเท็จด้วยเจตนาช่วยเหลือจำเลยเพื่อระงับอธิกรณ์ โดยมีเหตุจูงใจให้จำเลยมาอยู่กินกับนางสำริตย์ฉันสามีภรรยา ดังนั้น จึงต้องยึดถือความจริงตามที่นางสำริตย์ให้การไว้แต่แรกในเรื่องจำเลยเสพเมถุนมารับฟังเป็นหลัก มิฉะนั้นจะถือได้ว่าการกลับคำให้การของนางสำริตย์เป็นการส่งเสริมให้จำเลยซึ่งเสพเมถุนดำรงอยู่ในพุทธศาสนาต่อไป ซึ่งนับว่าเป็นการผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง การเสพเมถุนของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยจึงเป็นอาบัติปาราชิกถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอได้นำคำวินิจฉัยไปอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 17.20 นาฬิกา แม้จำเลยจะไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าว แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยทราบคำวินิจฉัยโดยชอบแล้วซึ่งต้องสึกภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เมื่อจำเลยฝ่าฝืนจำเลยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพล
พระอธิการบุญสวน ปิยสีโล
จำเลย — หรือนายบุญสวน เสนผาบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายกฤษณ์ โคตรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
ประยูร ณ ระนอง
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9839/2557
#580022
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งรับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง หากแปลความมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ว่าผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดเด็ดขาดโดยไม่คำนึงถึงเหตุที่นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ว่าเกิดจากการกระทำของผู้นั้นหรือไม่ ย่อมเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าทั้งสองไม่เคยให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บุคคลใดมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นตามคำให้การได้ การที่จำเลยทั้งสองนำสืบโดยอ้างคำพิพากษาในคดีอาญาจึงเป็นการนำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ และศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,669.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 160,699.18 บาท แก่เทศบาลตำบลหนองเรือ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กันยายน 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลหนองเรือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล 2 เขตเลือกตั้ง ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2546 จำเลยทั้งสองเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองเรือ เขตเลือกตั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นผู้สมัครหมายเลข 1 จำเลยที่ 2 เป็นผู้สมัครหมายเลข 3 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองเรือ ต่อมามีผู้ร้องเรียนว่า ก่อนการเลือกตั้งจำเลยที่ 1 มอบเงิน 1,000 บาท ให้แก่นางสาวมะลิลาพร และจำเลยที่ 2 เสนอให้เงิน 1,000 บาท แก่นายทองพูน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์พิจารณาคำร้องเรียนแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองมีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองเรือ เขตเลือกตั้งที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสองมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยทั้งสองเป็นเวลา 1 ปี และให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองเรือ เขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ โดยให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ไม่เกินค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2546 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเทศบาลตำบลหนองเรือได้จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหนองเรือใหม่ และพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดขอนแก่นในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้เงินค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และคดีในส่วนอาญาศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องโจทก์คดีถึงที่สุดแล้ว ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจึงต้องถือเอาข้อเท็จจริงที่ยุติในคดีอาญาเป็นข้อพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ เห็นว่า การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง หากแปลความมาตรา 99 วรรคหนึ่ง ว่าผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องรับผิดเด็ดขาดโดยไม่คำนึงถึงเหตุที่นำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ว่าเกิดจากการกระทำของผู้นั้นหรือไม่ ย่อมเป็นการใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความถูกต้อง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธความรับผิดและต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บุคคลใดมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลยทั้งสอง คดีจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อ มาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นในคำให้การได้ การที่จำเลยทั้งสองนำสืบโดยอ้างคำพิพากษาในคดีอาญาจึงเป็นการนำสืบปฏิเสธความรับผิดตามประเด็นที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ และศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาได้ แต่พยานหลักฐานดังกล่าวจะมีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่เพียงใดนั้น เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งในคดีนี้เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธความรับผิด ภาระในการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่ฝ่ายโจทก์ แต่ในการพิจารณา โจทก์คงมีเพียงนายบุญยงค์ พนักงานเทศบาลตำบลหนองเรือ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้มาเบิกความเป็นพยาน โดยที่นายบุญยงค์มิได้มีความเกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในคดีนี้ เพราะพยานเพิ่งย้ายมารับราชการหลังจากเกิดเหตุคดีนี้แล้ว ในส่วนของพยานปากนางสาวมะลิลาพร และนายทองพูน ซึ่งเป็นบุคคลที่โจทก์อ้างว่าได้รับเงินจากจำเลยทั้งสอง โจทก์มิได้ตัวมาเบิกความเป็นพยาน คงส่งอ้างบันทึกปากคำที่พยานทั้งสองเคยให้การไว้ต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนเป็นพยาน แม้กระทั่งคณะอนุกรรมการไต่สวนพยานทั้งสองโจทก์ก็มิได้นำมาเบิกความประกอบแต่อย่างใด พยานเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งโดยลำพังต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาเบิกความสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำการฝ่าฝืนต่อ มาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าใช้จ่ายในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่แก่โจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 99 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายวุฒิชัย บางวิเศษ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายจิรภัทร จันทรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557
#572052
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือของหัวหน้าฝ่ายสารสนเทศและทะเบียนอาวุธปืน ระบุว่า การได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนยังอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับตามประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 ข้อที่ 6 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตรสามารถอนุญาตให้ตำรวจที่อยู่ในบังคับบัญชาพกอาวุธปืนติดตัวไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ ขณะเกิดเหตุ จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและมีใบอนุญาตเป็นบัตรพกพาอาวุธปืนระบุชัดแจ้งว่า เป็นการอนุญาตโดยอาศัยอำนาจตามประมวลระเบียบการตำรวจดังกล่าว พร้อมทั้งมีข้อความครบถ้วนและออกโดยผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตรของจำเลย ดังนี้ เท่ากับบัตรพกพาเป็นหลักฐานอันเป็นหนังสือที่แสดงว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามประมวลระเบียบการตำรวจอย่างถูกต้องแล้ว และขณะจำเลยถูกจับกุมยังอยู่ในช่วงเวลาที่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัว จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบแผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีปลอมของกลาง และนับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อ.3826/2553 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำคุก 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อ.3826/2553 ของศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม แต่แผ่นป้ายเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถยนต์ประจำปี2552 เป็นทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด จึงให้ริบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และให้ยกคำขอนับโทษต่อเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งไม่ได้รับการยกเว้นใด ๆ ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือของหัวหน้าฝ่ายสารสนเทศและทะเบียนประวัติอาวุธปืน ระบุว่า การได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนยังอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกอบกับตามประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 ข้อที่ 6 กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตรสามารถอนุญาตให้ตำรวจที่อยู่ในบังคับบัญชาพกอาวุธปืนติดตัวไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ ซึ่งใบอนุญาต ระบุชัดแจ้งว่า เป็นการอนุญาตโดยอาศัยอำนาจตามประมวลระเบียบการตำรวจดังกล่าว พร้อมทั้งมีข้อความครบถ้วนตามแบบท้ายระเบียบ เท่ากับเป็นหลักฐานอันเป็นหนังสือที่แสดงว่าจำเลยได้รับอนุญาตจากพันตำรวจตรีวราวุธ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นสารวัตรตามประมวลระเบียบการตำรวจดังกล่าวอย่างถูกต้องแล้ว และขณะจำเลยถูกจับกุมยังอยู่ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนติดตัว ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า จำเลยไม่ได้นำพันตำรวจตรีวราวุธ ผู้อนุญาตมาเบิกความเป็นพยานนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้านถึงความถูกต้องของใบอนุญาตดังกล่าว จึงต้องฟังว่าเป็นใบอนุญาตที่ออกโดยถูกต้องตามประมวลระเบียบการตำรวจดังกล่าว ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรณีที่ต้องมีอาวุธปืนติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายปราโมทย์ เปียทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางจุฬชฎางค์ สวัสดิยากร วิวัฒน์วานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายไสว จันทะศรี
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9681/2557
#562572
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่เป็นบุคคลสัญชาติแอลจีเรีย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความว่า กฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาคดีเสียก่อนและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบกฎหมายเรื่องการหย่าของประเทศแอลจีเรีย ศาลชั้นต้นยกฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนมีสัญชาติไทย จำเลยเป็นคนสัญชาติแอลจีเรีย ประมาณปี 2545 จำเลยเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยและรู้จักโจทก์ ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2547 โจทก์จำเลยเดินทางไปจดทะเบียนสมรสที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตามกฎหมายไทย หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาที่อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่า อ้างเหตุว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2552 โจทก์จำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นจำเลยเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านพักที่อาศัยกับโจทก์ไปอยู่ที่อื่น แล้วไม่กลับมาหาโจทก์อีกเลย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกามีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาเป็นเหตุพิพากษายกฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิใช่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย แต่เป็นบุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรีย พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" อันหมายความว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติประเทศอื่นหรือต่างเป็นบุคคลที่มีสัญชาติประเทศอื่นมาฟ้องหย่าในศาลไทย ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นเสียแต่ว่ากฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือของทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้น คดีนี้ในเบื้องต้นจึงต้องได้ความเสียก่อนว่า กฎหมายของประเทศแอลจีเรียซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียสามารถหย่าหรือฟ้องร้องบังคับหย่ากันได้ หากกฎหมายของประเทศแอลจีเรียไม่อนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียที่จดทะเบียนสมรสแล้วหย่ากัน ศาลประเทศไทยก็ไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ต้องพิพากษายกฟ้อง แต่หากปรากฏว่ากฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายประเทศไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไปว่า มีเหตุที่จะพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันได้หรือไม่ ดังนั้นกฎหมายแห่งประเทศแอลจีเรียอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติแอลจีเรียหย่ากันได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญแห่งคดีที่ศาลจะต้องนำมาพิจารณาคดีของโจทก์เสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่นำสืบกฎหมายเรื่องการหย่าของประเทศแอลจีเรียดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่า ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการดังที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ได้ อันเป็นการให้เหตุผลตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติบังคับไว้ จึงเป็นการพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า แม้โจทก์มิได้นำสืบถึงเหตุหย่าตามกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลย แต่โจทก์อ้างเหตุหย่าตามกฎหมายไทยแล้ว จำเลยมิได้ต่อสู้คดี มิได้ยกข้อกฎหมายต่างประเทศมากล่าวอ้าง ศาลจึงไม่มีอำนาจหยิบยกกฎหมายแห่งสัญชาติของจำเลยมาวินิจฉัย จำเลยได้รับประโยชน์จากกฎหมายต่างประเทศจึงเป็นผู้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลไทยต้องใช้กฎหมายไทยบังคับ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 เป็นกฎหมายรอง เมื่อขัดแย้งกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บังคับแก่คดีนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาย บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายสุรพล นิตินัยวินัย
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
พฤษภา พนมยันตร์
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9653/2557
#562573
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความจะนำมาพิจารณาในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพของข้อเท็จจริงแต่ละราย หากข้อเท็จจริงใดเป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์จะให้เป็นข้อพิจารณาโดยแท้ในชั้นไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาศัยความจริงใจของคู่กรณีที่จำเลยแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะหาทางระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงกัน ข้อมูลบางอย่างอาจเป็นคุณเป็นโทษต่อเจ้าของข้อมูล ข้อมูลเช่นนี้ก็ไม่อาจนำมาใช้เป็นประโยชน์ในภายหลังได้ มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของคู่กรณีต่อระบบการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทที่ต่อไปคู่กรณีอาจไม่เปิดเผยข้อมูลแก่กันเพื่อหาทางระงับคดี แต่ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดที่ไม่ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในชั้นไกล่เกลี่ยกันหรือไม่ ก็เป็นที่ทราบของคู่กรณีอยู่แล้วก็ดี หรือข้อมูลใดคู่ความประสงค์ให้นำมาเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณา เมื่อการไกล่เกลี่ยไม่อาจตกลงกันได้ก็ดี ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงนั้นได้ เมื่อในการไกล่เกลี่ยจำเลยเสนอว่าสามารถชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เพียงเดือนละ 3,000 บาท แต่ตกลงกันไม่ได้ แล้วต่อมาจำเลยแถลงต่อศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า ในชั้นไกล่เกลี่ยจำเลยยินดีให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 3,000 บาท และแถลงแทนการสืบพยานบุคคล ศาลจึงรับฟังคำแถลงดังกล่าวได้ในฐานเป็นจำนวนเงินเบื้องต้นที่จะให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรของโจทก์จำเลยต่อไป โดยพิจารณาประกอบสภาพเศรษฐกิจและพฤติการณ์ในการทำมาหาได้ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 4,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้พิพากษาว่า เด็กหญิง ภ. ผู้เยาว์ เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะหรือจบการศึกษาชั้นสูงสุด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายยินยอมให้มีการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตรระหว่างจำเลยกับผู้เยาว์ และจำเลยยอมรับผลการตรวจสารพันธุกรรมว่าผู้เยาว์เป็นบุตรจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง ภ. ผู้เยาว์ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่เกิดกับโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 เมษายน 2555) เป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี แต่ถ้าพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปย่อมไม่ตัดสิทธิคู่ความที่จะขอให้สั่งแก้ไขในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/39 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ภ. ผู้เยาว์ เดือนละ 4,000 บาท นับจากวันที่คำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์จำเลยทำงานเป็นพนักงานขายอยู่ที่บริษัทซาก้าเจมส์ จำกัด ด้วยกัน รู้จักรักใคร่กัน ต่อมาได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ต่อมาหลังจากโจทก์ตั้งครรภ์ โจทก์จำเลยเลิกอยู่กินด้วยกัน โจทก์คลอดเด็กหญิง ภ. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2555 จากผลการตรวจสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ไม่พบข้อขัดแย้งความเป็นบิดามารดาและบุตรปรากฏตามหนังสือแจ้งผลการตรวจสารพันธุกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2555

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ เดือนละ 4,000 บาท เหมาะสมหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า จำเลยมีรายได้น้อย แม้ในชั้นไกล่เกลี่ยจำเลยจะเคยเสนอให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 3,000 บาท ก็เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นซึ่งโจทก์มิได้ตกลงด้วยเท่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความจะนำมาพิจารณาในชั้นพิจารณาของศาลได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพของข้อเท็จจริงแต่ละรายไป หากข้อเท็จจริงใดเป็นเรื่องที่คู่ความประสงค์จะให้เป็นข้อพิจารณาโดยแท้ในชั้นไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาศัยความจริงใจของคู่กรณีที่จำเลยแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะหาทางระงับข้อพิพาทด้วยการตกลงกัน ข้อมูลบางอย่างอาจเป็นคุณเป็นโทษต่อเจ้าของข้อมูล ข้อมูลเช่นนี้ก็ไม่อาจนำมาใช้เป็นประโยชน์ในภายหลังได้ มิฉะนั้นก็จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของคู่กรณีต่อระบบการไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาท ที่ต่อไปคู่กรณีไม่อาจเปิดเผยข้อมูลแก่กันเพื่อหาทางระงับคดี แต่สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใดที่ไม่ว่าจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในชั้นไกล่เกลี่ยกันหรือไม่ ก็เป็นที่ทราบของคู่กรณีอยู่แล้วก็ดี หรือข้อมูลใดคู่ความประสงค์ให้นำมาเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณา เมื่อการไกล่เกลี่ยแต่ไม่อาจตกลงกันได้ก็ดี ศาลย่อมรับฟังข้อเท็จจริงนั้นได้ เมื่อจำเลยเสนอขอให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในชั้นไกล่เกลี่ยว่าจำเลยจะเสนอให้เดือนละ 3,000 บาท แต่ตกลงกันไม่ได้ ต่อมาจำเลยแถลงต่อศาลปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 มีนาคม 2556 ว่า ในชั้นไกล่เกลี่ยจำเลยยินดีให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 3,000 บาท อันเป็นกรณีที่โจทก์จำเลยแถลงต่อศาลแทนการสืบพยานบุคคล แล้วโจทก์จำเลยแถลงหมดพยานเช่นนี้ เป็นเรื่องที่คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคล ข้อเท็จจริงที่จำเลยแถลงว่ายินดีให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 3,000 บาท จึงรับฟังได้ในฐานเป็นจำนวนเงินเบื้องต้นที่จะให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรของโจทก์จำเลยต่อไป และเมื่อคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประกอบกับพฤติการณ์เกี่ยวกับทางทำมาหาได้ของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 4,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1564 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสิรภัทร ลิ้มกุลสวัสดิ์
จำเลย — นายพุฒิเศรษฐ์ วงษ์ธนาพฤกษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี — นายพัฒนา วงษ์เมตตา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธุ์ชนะวาณิช
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2557
#562678
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ (8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า ประกอบกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรมตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ทั้งกฎกระทรวงซึ่งออกตามความมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ข้อ 12 (2) กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขให้เด็กเข้าไปใช้บริการร้านวีดิทัศน์ก็เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กมิให้เข้าไปอยู่ในสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย โดยเล็งเห็นว่าเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เด็กควรจะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองในด้านการเรียน เพื่อเด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้สมวัย เพื่อเป็นพลเมืองดีมีอนาคต เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านเกมอยู่ในบังคับกฎกระทรวงข้างต้นได้ปล่อยปละละเลยให้เด็กซึ่งมิใช่บุคคลภายในครอบครัวของจำเลยเข้าไปในร้านในเวลาที่กฎหมายกำหนดห้าม แม้เด็กจะอยู่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอที่จะเล่นเกมแต่ยังไม่ได้ใช้บริการเล่นเกมหรือยังไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อบริการก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 22, 26, 78

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (8), 78 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ชื่อร้าน "โฟนด็อดเน็ต" ให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตโดยเก็บเงินค่าบริการ อยู่ในบังคับกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ข้อ 12 (2) ที่กำหนดให้เด็กอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปแต่ไม่เกินสิบแปดปีเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 14.00 นาฬิกา แต่ไม่เกิน 22.00 นาฬิกา ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้องมีนายวัชระและนายกฤษณะซึ่งเป็นเด็กอายุ 16 ปี ทั้งสองคน และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส เข้าไปในร้านวีดิทัศน์ของจำเลยอันเป็นเวลาต้องห้ามตามกฎกระทรวงข้างต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้ (8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเจตนารมณ์ไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติว่า เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนและมีพัฒนาการที่เหมาะสมอันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรมตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อีกทั้งกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ข้อ 12 (2) กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขให้เด็กเข้าใช้บริการร้านวีดิทัศน์ก็เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก มิให้เข้าไปอยู่ในสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย โดยเล็งเห็นว่าเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เด็กควรจะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองในด้านการเรียน เพื่อเด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้สมวัยเพื่อเป็นพลเมืองดี มีอนาคต เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป เช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านเกมอยู่ในบังคับกฎกระทรวงข้างต้นได้ปล่อยปละละเลยให้เด็กซึ่งมิใช่บุคคลภายในครอบครัวของจำเลยเข้าไปในร้านในเวลาที่กฎหมายกำหนดห้าม แม้เด็กจะอยู่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอที่จะเล่นเกมแต่ยังไม่ได้ใช้บริการเล่นเกมหรือยังไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อบริการก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ส่วนข้ออ้างอื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม. 26
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ — จังหวัดยโสธร
จำเลย — นายไพรทูล แห้วชิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร — นายกวีพจน์ สุรนิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางอรทัศน์ อุดมโชค
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9640/2557
#562736
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเฉพาะเรื่องแจ้งความเท็จเกี่ยวกับเรื่องยักยอกเงินว่า จำเลยแจ้งข้อความเท็จ ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ย่อมถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิดเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยโจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิด โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยไม่ได้แจ้งข้อความเท็จว่าโจทก์ยักยอกเงิน ก็ชอบที่จะพิพากษาแก้โดยยกฟ้องโจทก์ในฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับเรื่องยักยอกเงินเสียด้วย จะไปหยิบยกในเรื่องเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิดขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกย่อมไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องว่า เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงินจากบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 591 - 2 - 23215 - 9 หรือบัญชี 2 จำนวน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ย่อมต้องถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำความผิดเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความแล้ว เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิดเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวนั้นด้วย โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะพิพากษาแก้โดยยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปหยิบยกความผิดฐานดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิดขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี เป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว แต่หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวก็ขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จว่าโจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย กับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยในความผิดฐานดังกล่าวและให้ยกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 172
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิเลิศหรือนิธิโรจน์ ทรัพย์ไพบูลย์สุข
จำเลย — นายปัญญา ดิษฐแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9637/2557
#562593
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามมาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจโท ฉ. พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี กล่าวหาว่าโจทก์กับพวกร่วมกันลักทรัพย์ผู้อื่นและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ร้อยตำรวจโท ฉ. ออกหมายเรียกโจทก์เป็นผู้ต้องหาและรับคำร้องทุกข์ไว้ ความจริงแล้วโจทก์มิได้กระทำความผิดตามที่จำเลยแจ้งความกล่าวหาและให้ถ้อยคำ แต่จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาหลักทรัพย์มาประกันตัวและเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นั้น เป็นการบรรยายฟ้องว่า มีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยหยิบยกเอาถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบของความผิดเท่านั้น มิได้บรรยายกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับความเท็จที่จำเลยแจ้งความกล่าวหาโจทก์และให้ถ้อยคำต่อร้อยตำรวจโท ฉ. นั้นเป็นความผิดในทางอาญาหรือไม่ อย่างไร ส่วนสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารท้ายฟ้อง มีสาระเพียงว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ร้อยตำรวจโท ฉ. รับคำร้องทุกข์ของจำเลยตามที่กล่าวหาโจทก์กับพวกร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ไว้ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ข้อ 18 เวลา 16.15 นาฬิกา ของวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 มิได้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยว่าเป็นอย่างใด ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 174 วรรคสองอีกด้วย ฟ้องของโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดรวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ประกอบมาตรา 174 วรรคสอง จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 จึงเป็นฟ้องที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง โดยมิได้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 137 และมาตรา 173 ด้วย เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้นความผิดตามมาตรา 137 และมาตรา 173 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 137 และมาตรา 173 อีกต่อไปได้ ฎีกาของโจทก์ในความผิดตามมาตราดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนความผิดตามมาตรา 172 และมาตรา 174 วรรคสอง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อร้อยตำรวจโทฉัตรเพชร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี กล่าวหาว่าโจทก์กับพวกร่วมกันลักทรัพย์ผู้อื่นและร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ร้อยตำรวจโทฉัตรเพชรออกหมายเรียกโจทก์เป็นผู้ต้องหาและรับคำร้องทุกข์ไว้ ความจริงแล้วโจทก์มิได้กระทำความผิดตามที่จำเลยแจ้งความกล่าวหาและให้ถ้อยคำ แต่จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาหลักทรัพย์มาประกันตัวและเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นั้น เป็นการบรรยายฟ้องว่า มีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยหยิบยกเอาถ้อยคำของกฎหมายมาบรรยายเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดเท่านั้น มิได้บรรยายกล่าวถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับความเท็จที่จำเลยแจ้งความกล่าวหาโจทก์และให้ถ้อยคำต่อร้อยตำรวจโทฉัตรเพชรนั้นเป็นความผิดในทางอาญาหรือไม่ อย่างไร ส่วนสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีสาระเพียงว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2553 ร้อยตำรวจโทฉัตรเพชรรับคำร้องทุกข์ของจำเลยตามที่กล่าวหาโจทก์กับพวกร่วมกันลักทรัพย์และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ไว้ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ข้อ 18 เวลา 16.15 นาฬิกา ของวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 มิได้มีรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จของจำเลยว่าเป็นอย่างใด ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดของมาตรา 174 วรรคสอง อีกด้วย ฟ้องของโจทก์จึงมิได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดรวมทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172 ม. 174 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุนทร เสียงก้อง
จำเลย — นายสันทัด ทองภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุธัญญา คุ้มวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ประพาฬ อนมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2557
#562684
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้การว่าสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาตัวการตัวแทนขายประกัน ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จำเลยแถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน สาระสำคัญของนิติสัมพันธ์จึงต้องพิจารณาทั้งจากข้อความที่แถลงด้วยวาจาและข้อสัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรประกอบกัน หากขัดแย้งกันต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณาจำเลยว่าจ้างโจทก์โดยอาศัยสาระสำคัญของข้อตกลงตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาข้อสัญญาตามสัญญาตั้งตัวแทนประกอบข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของพยานจึงไม่ขัดแย้งกับรายงานกระบวนพิจารณาที่บันทึกไว้

เป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงมาใช้พิจารณาพิพากษาคดีให้เกิดความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรก็เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยอาจนำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลม การนำ ป.วิ.พ. มาตรา 84 มาใช้โดยอนุโลมย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลแรงงานที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานใดตามที่เห็นสมควรได้ ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและพยานอื่นประกอบการวินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่จึงไม่เป็นการสืบพยานนอกประเด็นและไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 6,838,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 ตามสำเนาสัญญาแต่งตั้งตัวแทน แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาแต่งตั้งตัวแทนแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอำนาจลงโทษทางวินัยโจทก์นอกจากการเลิกสัญญา โจทก์ทำงานกับจำเลยครั้งแรกเป็นตัวแทนขายประกัน ได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามผลงานการขาย พนักงานขายประกันของจำเลยไม่ได้รับเงินเดือน สำหรับโจทก์แม้จำเลยจ่ายเงินเดือนคงที่ให้เดือนละ 6,300 บาท แต่โจทก์มีรายได้จากจำเลยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายประกัน การกำหนดเงินเดือนคงที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของบำเหน็จตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 830 นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการตัวแทนมิใช่นายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตของจำเลย มิใช่ลูกจ้างของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 แล้วว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว ไม่มีประเด็นที่จะต้องนำสืบหักล้างอีก การสืบพยานในภายหลังถือเป็นการสืบพยานนอกประเด็น ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เป็นประเด็นมาวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ประกอบมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นสัญญาตัวการตัวแทนขายประกัน จึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ แม้โจทก์กับจำเลยจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 แต่ก็แถลงต่อไปว่าเป็นการจ้างกันตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นสาระสำคัญของนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงต้องพิจารณาทั้งจากข้อความที่แถลงด้วยวาจาและข้อสัญญาที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรประกอบกัน และถ้าปรากฏความขัดแย้งกันย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ เมื่ออ่านรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 โดยรวมแล้ว จำเลยว่าจ้างโจทก์โดยอาศัยสาระสำคัญของข้อตกลงตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาจากข้อสัญญาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของพยานจึงไม่ขัดแย้งกับรายงานกระบวนพิจารณาที่บันทึกไว้ ทั้งยังเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงมาใช้พิจารณาพิพากษาคดีให้เกิดความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรก็เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย โดยอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมในกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติไว้ ดังนั้นการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 มาใช้โดยอนุโลมย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลแรงงานที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานใดตามที่เห็นสมควรได้ ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและพยานอื่นประกอบการวินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ จึงไม่เป็นการสืบพยานนอกประเด็น และไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบที่ศาลแรงงาน ภาค 4 วินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายประกันชีวิต มิใช่สัญญาจ้างแรงงานนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 45 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโชคทวีหรือทวี จำปาแดง
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9554 -ที่ 9555/2557
#592025
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายชำระเงินตามเช็คที่ผู้ตายลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ทั้งทางนำสืบโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย ขณะที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ไม่มีภรรยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย มีเพียงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเป็นทายาทคนเดียว จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหนี้สินจากผู้ตายนั้น ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1734 บัญญัติว่า เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น และมาตรา 1737 บัญญัติว่า เจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดก ให้เจ้าหนี้เรียกเข้ามาในคดีด้วย บทกฎหมายดังกล่าวให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทหรือผู้จัดการมรดกเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คที่ผู้สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,075,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 6 เดือน และไม่เกิน 75,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ครอบครอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางจันทนา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองสำนวนรวม 12,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของนายแสนดี ผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจันทน์ และเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนจันทน์ จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดชำระเงินตามเช็คที่ผู้ตายสั่งจ่ายชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องตั้งรูปคดีว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายชำระเงินตามเช็คที่ผู้ตายลงลายมือชื่อสั่งจ่ายชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ทั้งทางนำสืบโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นมารดาของผู้ตาย ขณะที่ผู้ตายมีชีวิตอยู่ไม่มีภรรยาและบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย มีเพียงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาเป็นทายาทคนเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายเท่านั้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องหนี้สินจากผู้ตายนั้น ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1734 ซึ่งบัญญัติว่า เจ้าหนี้กองมรดกชอบแต่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกเท่านั้น และมาตรา 1737 บัญญัติว่า เจ้าหนี้กองมรดกจะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทคนใดก็ได้ แต่ถ้ามีผู้จัดการมรดก ให้เจ้าหนี้เรียกเข้ามาในคดีด้วย บทกฎหมายดังกล่าวให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะบังคับสิทธิเรียกร้องต่อทายาทหรือผู้จัดการมรดกเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ทายาทหรือผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินตามเช็คที่ผู้สั่งจ่ายชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 1734 ม. 1737
ชื่อคู่ความ
นายอนุชาต วิเชสวิพัฒนา โดยนางจันทนา วิเชสวิพัฒนา
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางอารี ตระกูลถ้ำอุปถัมภ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสุรพี ลาภธนาพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุภัทร อยู่ถนอม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พิศล พิรุณ
มานัส เหลืองประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9542/2557
#562569
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรให้อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เรื่องอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินไว้ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่เป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ของจำเลยตาม มาตรา 3 อัฏฐ แห่ง ป.รัษฎากร ซึ่งตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นคำอุทธรณ์หรือคำโต้แย้ง และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย" เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตอนท้ายมีหมายเหตุระบุว่า หากท่านประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำวินิจฉัยนี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง... ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งหรือทราบคำวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยของจำเลยที่ยืนตามคำสั่งที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในวันที่ 2 มีนาคม 2553 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลาตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์มานั้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งขยายเวลาให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินของจำเลยศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์รับว่าได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาที่โจทก์จะอุทธรณ์การประเมินตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่รับคำฟ้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งว่า การที่โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2551 ที่เป็นวันปิดหมาย เนื่องจากโจทก์ปิดกิจการและหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ได้อยู่ที่สถานประกอบการ จึงไม่ได้รับหมายเรียกหรือเอกสารและหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำเลย พฤติการณ์ของโจทก์ถือเป็นเหตุจำเป็นจนไม่สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิขอขยายกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์การประเมิน และเมื่อโจทก์ทราบคำสั่งยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ขยายกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์การประเมินในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 จึงนำคดีมาฟ้องจำเลยคัดค้านคำสั่งที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ขยายเวลายื่นอุทธรณ์การประเมินภายใน 90 วัน ขอให้ศาลมีคำสั่งขยายเวลาให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินของจำเลย โจทก์ไม่ได้ยื่นฟ้องคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โจทก์จึงไม่จำต้องยื่นฟ้องจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินของจำเลยตามมาตรา 30 แห่งประมวลรัษฎากรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรให้อุทธรณ์ภายในกำหนด เวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่เรื่องอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินไว้ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่เป็นการฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรเนื่องจากจำเลยยกอุทธรณ์คำสั่งไม่ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ตามมาตรา 3 อัฏฐ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นอุทธรณ์หรือคำโต้แย้ง และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย" เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตอนท้ายมีหมายเหตุระบุว่า หากท่านประสงค์จะฟ้องโต้แย้งคำวินิจฉัยนี้ให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครอง... ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้งหรือทราบคำวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยของจำเลยที่ยืนตามคำสั่งที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ขยายกำหนดเวลาการอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 2 ธันวาคม 2552 การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในวันที่ 2 มีนาคม 2553 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในกำหนดเวลาตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโจทก์มานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลภาษีอากรกลางและชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 อัฏฐ ม. 30
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดวีจี ออนทัวร์
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางณัชชา พาณิชวราห์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9532/2557
#569535
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ แล้ว

ประกันภัยค้ำจุนคือ สัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยและผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการบรรยายฟ้องเพื่อให้เห็นถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ไปทำละเมิดต่อโจทก์ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น และการบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานี้ถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยอย่างไร คำฟ้องโจทก์จึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ

การระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ เป็นรูปแบบของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งแต่ละแบบจะมีผลแตกต่างกันในเรื่องความเสี่ยงภัยของผู้รับประกันภัยและการได้รับความคุ้มครองในความเสียหายส่วนแรก อันเป็นผลถึงจำนวนเบี้ยประกันภัย ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้เอาประกันภัยด้วย และแม้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยจะเป็นชนิดไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ผู้รับประกันภัยก็จะต้องร่วมรับผิดเฉพาะกรณีผู้ขับขี่นั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น มิใช่ผู้ใดเป็นผู้ขับขี่ ผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายทุกกรณีดังที่โจทก์อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 269,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 ตุลาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถแท็กซี่ที่เกิดเหตุในความรับผิดที่เกิดขึ้นจากผู้ครอบครองควบคุมดูแล และหรือผู้ขับขี่ โดยจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายต่างๆ ให้แก่บุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยที่ 1 จะมีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณานั้น เห็นว่า ประกันภัยค้ำจุนคือ สัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่า จะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยและผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไรอันจะเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการบรรยายฟ้องเพื่อให้เห็นถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน โจทก์จึงต้องบรรยายฟ้องให้ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้ไปทำละเมิดต่อโจทก์ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไรกับผู้เอาประกันภัยอันเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น เพราะจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดต่อโจทก์เท่านั้นและการบรรยายฟ้องถึงข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานี้ถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญ หาใช่เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กับผู้เอาประกันภัยอย่างไร คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นชนิดไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ขับรถก็ตามนั้น ก็เห็นว่า การระบุชื่อผู้ขับขี่ในกรมธรรม์ประกันภัยหรือไม่ เป็นรูปแบบของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งแต่ละแบบจะมีผลแตกต่างกันในเรื่องความเสี่ยงของผู้รับประกันภัยและการได้รับความคุ้มครองในความเสียหายส่วนแรกอันเป็นผลถึงจำนวนเบี้ยประกันภัย ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้เอาประกันภัยด้วยและแม้ว่ากรมธรรม์ประกันภัยจะเป็นชนิดไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่ ผู้รับประกันภัยก็จะต้องร่วมรับผิดเฉพาะกรณีผู้ขับขี่นั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องหรือได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น มิใช่ผู้ใดเป็นผู้ขับขี่ผู้รับประกันภัยก็ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายทุกกรณีดังที่โจทก์อ้าง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องเคลือบคลุมและพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 223 ทวิ
ป.พ.พ. ม. 887 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิคม กิขุนทด
จำเลย — นายโกเมท บุญประสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางอารยา สุทธิวานิช
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9530/2557
#562667
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เอกสารดังกล่าวสูญหายไปจากสำนวนความ เป็นเหตุที่ทำให้ศาลชั้นต้นไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทั้งสองขอตรวจสำนวนไม่พบคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 อยู่ในสำนวนความ จึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นได้ทำการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แล้ว ปรากฏว่าในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัดถ่ายไว้ จึงมีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2550 ที่เสนอเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองด้วยเหตุว่า การไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาที่ขอคัดถ่ายไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษ ต้องยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนไว้จากผู้ใด และผู้เอาประกันภัยมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องเคลือบคลุม

ผู้ตายมีหน้าที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 ตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม โดยไม่ต้องพิจารณาว่า ในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 เป็นเงินเดือนละเท่าใด แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินได้ของผู้ตาย ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสมควรได้ เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 53 ปี ส่วนผู้ตายมีอายุ 57 ปี ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์ที่ 1 มีโอกาสได้รับอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี ถือว่าเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 875,343 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 819,035 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 517,535 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549) ต้องไม่เกิน 56,308 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งสองขอคัดถ่ายเอกสาร ได้แก่ คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำเบิกความพยานโจทก์และจำเลยทุกปากเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 แต่เจ้าหน้าที่ยังคัดถ่ายเอกสารไม่เสร็จ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ได้ประทับรับสำเนาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์และสำเนาใบมอบฉันทะฉบับลงวันที่เดียวกัน พร้อมทั้งได้รับชำระค่าฤชาธรรมเนียมศาลแล้ว จำเลยทั้งสองติดตามคำสั่งศาล แต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งคำร้อง ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองขอตรวจสำนวนไม่พบคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 และใบมอบฉันทะในสำนวนความ จึงนำสำเนาคำร้องซึ่งมีอยู่ที่จำเลยทั้งสองให้เจ้าหน้าที่ตรวจดูและตรวจในสารบบคอมพิวเตอร์ของศาลชั้นต้น พบว่ามีการบันทึกลงรับคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ต่อมาเจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เข้ามาใหม่ จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว แต่เอกสารดังกล่าวได้สูญหายไปจากสำนวนความ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หลังครบกำหนดระยะเวลาแล้ว จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีสำเนาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 และสำเนาใบมอบฉันทะ ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 กับต้นฉบับใบรับเงินค่าธรรมเนียมศาล ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ตามเอกสารท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2552 เป็นพยานหลักฐานว่า จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ซึ่งเป็นการขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แล้ว สำเนาคำร้องและสำเนาใบมอบฉันทะมีตราประทับของศูนย์ปฏิบัติงานของศาลชั้นต้นประทับว่า ได้รับคำร้องเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 สอดคล้องกับต้นฉบับใบรับเงินค่าธรรมเนียมศาล ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ที่ระบุว่า ศาลชั้นต้นได้รับค่าคำร้องจากจำเลยทั้งสองในวันดังกล่าว โดยมีเจ้าพนักงานศาลลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน ตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามสำเนาคำร้องฉบับดังกล่าว คงโต้แย้งแต่เพียงว่าศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งคำร้องฉบับดังกล่าวเท่านั้นพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังว่า จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 เนื่องจากยังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัดถ่ายจากศาลชั้นต้น ถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษและจำเลยทั้งสองมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองมิได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ แต่เอกสารดังกล่าวสูญหายไปจากสำนวนความ เป็นเหตุที่ทำให้ศาลชั้นต้นไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทั้งสองขอตรวจสำนวนไม่พบคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2549 อยู่ในสำนวนความ จึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 มกราคม 2550 ศาลชั้นต้นได้ทำการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่แล้ว ปรากฏว่าในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองยังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัดถ่ายไว้ จึงมีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ตามคำร้องที่เสนอเมื่อพ้นกำหนดเวลาได้ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยนั้น เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ควบคุมดูแลรถยนต์หมายเลขทะเบียน ลอ 429 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถคันดังกล่าวและรับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ลอ 429 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสุรนารายณ์ จากอำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ มุ่งหน้าไปทางอำเภอชัยบาดาลจังหวัดลพบุรี ด้วยความเร็วสูงเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่นายสุทิน ขับทำให้นายสุทินซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาของโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมาการเสียชีวิตของนายสุทินทำให้โจทก์ทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสองคิดค่าเสียหายเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าใช้จ่ายในการปลงศพและค่าซ่อมรถจักรยานยนต์รวมเป็นเงิน 1,057,500 บาท จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองแล้ว 200,000 บาท และโจทก์ทั้งสองใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นและค่าปลงศพเบื้องต้น ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งรับประกันภัยรถจักรยานยนต์เป็นเงิน 38,465 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนที่ขาด 819,035 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองโดยมิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนไว้จากผู้ใดและผู้เอาประกันภัยมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างไร อันจะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นฟ้องเคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เพียงใด จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีรายได้ ส่วนนายสุทินมีรายได้จากการทำนา ทำไร่ รับจ้างทั่วไป มีรายได้ไม่แน่นอนและไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินความเป็นจริง จำเลยที่ 1 ควรรับผิดชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 มีใบสำคัญการสมรสเป็นพยานหลักฐานว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟ้งว่า ผู้ตายมีหน้าที่จะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 ตามกฎหมาย โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิได้รับค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม โดยไม่ต้องพิจารณาว่าในขณะนั้นผู้ตายได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ที่ 1 เป็นเงินเดือนละเท่าใด แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินได้ของผู้ตาย ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสมควรได้ เมื่อพิจารณาถึงอายุของโจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุมีอายุ 53 ปี ส่วนผู้ตายมีอายุ 57 ปี ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีโอกาสได้รับอุปการะตามกฎหมายได้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 1 เดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี ถือว่าเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโสภณ เทียนพิมาย กับพวก
จำเลย — นายจตุพล จาตุรันตานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพิเชฏฐ์ รื่นเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9528/2557
#571965
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ขอฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นข้อกฎหมายที่โจทก์จะยกอายุความสิทธิเรียกร้องมาบังคับให้จำเลยที่ 1 รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด แม้นิติบุคคลอาคารชุดจะมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดชำระหนี้อันเกิดจากหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 แต่เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอายุความ 5 ปี โจทก์จึงมีสิทธิขอชำระเพียงหนี้ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ถือเป็นการกล่าวชัดแจ้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย

ค่าใช้จ่ายส่วนกลางซึ่งเจ้าของร่วมมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่นิติบุคคลอาคารชุด แม้ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติขึ้นภายหลัง ป.พ.พ. และมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมของเจ้าของร่วมก็ตาม แต่เมื่อ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องสำหรับเงินดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นรายเดือน แต่ไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่าย ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ได้บัญญัติไว้แล้ว ค่าปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าใช้จ่ายส่วนกลางจึงมีอายุความ 5 ปี เช่นเดียวกับหนี้ประธาน มิใช่เป็นกรณีที่ ป.พ.พ. หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้อันจะต้องนำอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแต่อย่างใด

ในการใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ ป.พ.พ. มาตรา 193/9 บัญญัติว่า ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ อันเป็นบทบังคับเจ้าหนี้ที่ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะไม่เช่นนั้นลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/10 และที่ ป.พ.พ. มาตรา 193/29 บัญญัติว่า เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ มิได้มีความหมายเพียงว่าเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียก่อน ลูกหนี้จึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธโดยยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้เท่านั้น หากแต่การที่ลูกหนี้ฟ้องคดีเพื่อขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยจะขอชำระหนี้ตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเจ้าหนี้เท่าที่มีอยู่ภายใต้กำหนดระยะเวลาแห่งอายุความ ย่อมเท่ากับเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้โดยยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้แล้ว เพราะมีผลทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ส่วนที่ล่วงพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับการต่อสู้คดีในกรณีที่ลูกหนี้ถูกฟ้อง ศาลจึงยกอายุความขึ้นมาวินิจฉัยได้โดยชอบ

โจทก์เป็นเพียงผู้ซื้อทรัพย์มิใช่ลูกหนี้ผู้ซึ่งค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่การที่โจทก์มีภาระหน้าที่ที่ต้องชำระหนี้สินค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 ที่กำหนดเป็นเงื่อนไขของการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีและตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ ย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้ทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 นั่นเอง ชอบที่โจทก์จะยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญานั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 376 เมื่อหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินค้างจ่าย มีอายุความ 5 ปี และโจทก์ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แล้ว โจทก์จึงคงรับผิดรับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าปรับและเงินเพิ่มค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี สำหรับค่าปรับและเงินเพิ่มซึ่งโจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาในลักษณะอย่างไร แต่เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดค่าปรับไว้อัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ก็ถือเป็นการกำหนดเบี้ยปรับ ป.พ.พ. มาตรา 381 วรรคหนึ่ง ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสามรับชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดเลขที่ 22/500 ชั้นที่ 16 อัตราเดือนละ 878 บาท และเลขที่ 22/579 ชั้นที่ 21 อัตราเดือนละ 805 บาท ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับชำระเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางของห้องชุดเลขที่ 22/500 ชั้นที่ 16 และเลขที่ 22/579 ชั้นที่ 21 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดเอเวอร์กรีน วิว ทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 32/2536 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 233102 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร ในอัตราเดือนละ 878 บาท และในอัตราเดือนละ 805 บาท ตามลำดับ ย้อนหลังไป 5 ปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2554) พร้อมค่าปรับในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าใช้จ่ายส่วนกลางห้องพิพาททั้งสองห้องดังกล่าวจากโจทก์ เมื่อโจทก์ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าปรับดังกล่าวครบถ้วนแล้วให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางอาคารชุดเอเวอร์กรีน วิว ทาวเวอร์ ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 32/2536 ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 233102 แขวงบางนา เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 และวันที่ 2 มิถุนายน 2552 โจทก์ประมูลซื้อได้ห้องชุดเลขที่ 22/500 ชั้นที่ 16 และเลขที่ 22/579 ชั้นที่ 21 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดเอเวอร์กรีน วิว ทาวเวอร์ จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี วันที่ 10 พฤษภาคม 2553 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายส่วนกลางส่วนที่เกิน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) จำเลยที่ 1 แจ้งว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางและเงินเพิ่มไม่สามารถลดหย่อนได้ แต่ลดค่าปรับให้ได้ร้อยละ 70 คงให้ชำระเพียงร้อยละ 30 แต่โจทก์ไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อแรกว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ขอฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นข้อกฎหมายที่โจทก์จะยกอายุความสิทธิเรียกร้องมาบังคับให้จำเลยที่ 1 รับชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ โดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด แม้นิติบุคคลอาคารชุดจะมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด ชำระหนี้อันเกิดจากหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางได้ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 29 แต่เมื่อหนี้ดังกล่าวมีอายุความ 5 ปี โจทก์จึงมีสิทธิขอชำระเพียงหนี้ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ถือเป็นการกล่าวชัดแจ้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาอีกว่า สิทธิเรียกร้องเอาค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าปรับและเงินเพิ่ม ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 และ 18/1 มิใช่เงินค้างจ่ายซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) เห็นว่า ค่าใช้จ่ายส่วนกลางซึ่งเจ้าของร่วมมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่นิติบุคคลอาคารชุด แม้พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 บัญญัติขึ้นภายหลังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมของเจ้าของร่วมก็ตาม แต่เมื่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องสำหรับเงินดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดให้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นรายเดือน แต่ไม่ชำระจึงถือเป็นเงินค้างจ่าย ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ได้บัญญัติไว้แล้ว ค่าปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากการไม่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นหนี้อุปกรณ์ของค่าใช้จ่ายส่วนกลางจึงมีอายุความ 5 ปี เช่นเดียวกับหนี้ประธาน มิใช่เป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติอายุความไว้ อันจะต้องนำอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแต่อย่างใด คำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมาว่า โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าปรับและเงินเพิ่มค้างชำระย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี ได้หรือไม่ เห็นว่า ในการใช้สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 บัญญัติว่า ถ้ามิได้ใช้บังคับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิเรียกร้องนั้นเป็นอันขาดอายุความ อันเป็นบทบังคับเจ้าหนี้ที่ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะไม่เช่นนั้นลูกหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 และที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 บัญญัติว่า เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ มิได้มีความหมายเพียงว่าเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิเรียกร้องเสียก่อน ลูกหนี้จึงมีสิทธิที่จะปฏิเสธโดยยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้เท่านั้น หากแต่การที่ลูกหนี้ฟ้องคดีเพื่อขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยจะขอชำระหนี้ตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ของเจ้าหนี้เท่าที่มีอยู่ภายใต้กำหนดระยะเวลาแห่งอายุความ ย่อมเท่ากับเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ โดยยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้แล้ว เพราะมีผลทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับชำระหนี้ส่วนที่ล่วงพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกับการต่อสู้คดีในกรณีที่ลูกหนี้ถูกฟ้อง ศาลจึงยกอายุความขึ้นมาวินิจฉัยได้โดยชอบ ส่วนโจทก์เป็นเพียงผู้ซื้อทรัพย์มิใช่ลูกหนี้ผู้ซึ่งค้างชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แต่การที่โจทก์มีภาระหน้าที่ที่ต้องชำระหนี้สินค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18, 29 และ 41 ตามที่กำหนดเป็นเงื่อนไขของการขายทอดตลาดตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี และตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ ย่อมมีผลเท่ากับโจทก์ได้ทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกแทนลูกหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 นั่นเอง จึงชอบที่โจทก์จะยกอายุความขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 1 ผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญานั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 376 เมื่อหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าปรับและเงินเพิ่มเป็นเงินค้างจ่าย มีอายุความ 5 ปี และโจทก์ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แล้ว โจทก์จึงคงรับผิดรับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าปรับและเงินเพิ่มค้างชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี สำหรับค่าปรับและเงินเพิ่มซึ่งโจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาในลักษณะอย่างไร แต่เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระ ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาให้โจทก์รับผิดต่อจำเลยที่ 1 ได้ ไม่เป็นการเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดค่าปรับไว้อัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ค้างชำระ ก็ถือเป็นการกำหนดเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 381 วรรคหนึ่ง ซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง กับไม่ปรากฏว่าโจทก์ซื้อทรัพย์จากขายทอดตลาดโดยไม่สุจริต โดยรู้เห็นกับลูกหนี้ดังที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลดค่าปรับจึงชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย แต่ที่ศาลชั้นต้นลดค่าปรับลงเหลือในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ยังไม่เป็นจำนวนที่พอสมควร ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้ปรับในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนเงินเพิ่มจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิเรียกได้ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18/1 ที่แก้ไขใหม่ ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 เพราะใช้บังคับกับอาคารชุดที่มีอยู่ก่อนการแก้ไขกฎหมายด้วย และตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละ 12 ต่อปี ไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18/1 โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน และชำระเงินเพิ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 เมษายน 2554) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/10 ม. 193/29 ม. 193/30 ม. 193/33 (4) ม. 381 วรรคหนึ่ง ม. 383 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเอเวอร์กรีน วิว ทาวเวอร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายทรงวิทย์ ทรงกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นายสันติ วงศ์รัตนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9523/2557
#562539
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์จำนองกับจำเลยที่ 1 ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทำในฐานะเป็นผู้แทนธนาคาร ท. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เข้าสู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดชั้นเดิมละเลยไม่นำเงินค่าซื้อทรัพย์ส่วนที่เหลือมาชำระตามสำเนาสัญญาซื้อขาย จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดทรัพย์จำนองซ้ำอีกครั้งหนึ่งและได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ย่อมทำให้ธนาคาร ท. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิมได้รับความเสียหายเนื่องจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครั้งหลังน้อยกว่าครั้งก่อน ทำให้ธนาคาร ท. ไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วน จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามที่ระบุในสัญญาและตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของธนาคาร ท. โจทก์ในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์รับโอนหนี้จากธนาคาร ท. หลังจากคดีเดิมสิ้นสุดแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ในปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 247 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว ... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น แม้คดีเดิมธนาคาร ท. อยู่ระหว่างบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ธนาคาร ท. สามารถโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้ โจทก์มีสิทธิที่จะขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว และการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายในกรณีนี้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ในเรื่องการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และหาได้ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่ประการใดไม่ โจทก์ในฐานะตัวการย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิมก่อน

หนังสือสัญญาซื้อขายระบุให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องรับผิดในกรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์ผิดสัญญา และเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดครั้งใหม่หากได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด ผู้ซื้อทรัพย์เดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนั้น ซึ่งเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดสัญญา ถือว่าเป็นเบี้ยปรับอย่างหนึ่งซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,933,482.74 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,650,300 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,650,300 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552) ต้องไม่เกิน 283,182.74 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์บางส่วน

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 366,780 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 9,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์จำนองกับเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ไม่ได้ทำสัญญากับธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) หรือโจทก์ ดังนั้น เมื่อกรมบังคับคดีผู้เสียหายมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ ประกอบกับโจทก์รับโอนหนี้จากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) หลังจากคดีเดิมสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ว่าด้วยอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้ว นับแต่วันที่ได้ส่งหมายบังคับคดีให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอันที่จะรับชำระหนี้หรือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำมาวางและออกใบรับให้ กับมีอำนาจที่จะยึดหรืออายัดและยึดถือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ และมีอำนาจที่จะเอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 278 ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี ทำสัญญาซื้อขายทรัพย์จำนองกับจำเลยที่ 1 ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี กระทำในฐานะเป็นผู้แทนธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิม เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้เข้าสู้ราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดชั้นเดิมละเลยไม่นำเงินค่าซื้อทรัพย์ ส่วนที่เหลือมาชำระตามสำเนาสัญญาซื้อขาย ข้อ 2.3 จนเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องขายทอดตลาดทรัพย์จำนองซ้ำอีกครั้งหนึ่งและได้เงินสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม ย่อมทำให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิมได้รับความเสียหายเนื่องจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครั้งหลังน้อยกว่าครั้งก่อน ทำให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด ไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจนครบถ้วน จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามที่ระบุในสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) โจทก์ในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี คงเป็นเพียงเจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาเท่านั้น ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้แต่ประการใด ที่จำเลยฎีกาว่า กรมบังคับคดีซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้เสียหาย เมื่อกรมบังคับคดีไม่ได้มอบอำนาจให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) หรือโจทก์ดำเนินคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์รับโอนหนี้จากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) หลังจากคดีเดิมสิ้นสุดแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ในปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 247 เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว ... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ดังนั้น แม้คดีเดิมธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) สามารถโอนสิทธิ เรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้วให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้ โจทก์มีสิทธิที่จะขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว และการเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยผลของกฎหมายในกรณีนี้ หาได้ขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ในเรื่องการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง และหาได้ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แต่ประการใดไม่ และการโอนสิทธิเรียกร้องในรายของจำเลยที่ 1 โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนได้มอบอำนาจให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว โจทก์ในฐานะตัวการย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีเดิมก่อน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ในประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้หลักเกณฑ์การหาราคาที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดเป็นเบี้ยปรับโดยคำนวณจากราคาประเมินทรัพย์จำนองของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเงิน 5,200,000 บาท หักกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ประมูลครั้งก่อนในราคาสูงสุด 5,630,000 บาท คงเหลือยอดเงิน 410,000 บาท หักกับเงินมัดจำที่จำเลยที่ 1 วางไว้ 50,000 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิด 360,000 บาท เป็นการคำนวณความเสียหายที่ไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 และเกินกว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับนั้น เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อ 2.3 ระบุให้ผู้ซื้อทรัพย์ต้องรับผิดในกรณีที่ผู้ซื้อทรัพย์ผิดสัญญา และเจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดครั้งใหม่หากได้ราคาสุทธิต่ำกว่าครั้งก่อนเท่าใด ผู้ซื้อทรัพย์เดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดนั้น ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่ผู้ซื้อผิดสัญญา ถือว่าเป็นเบี้ยปรับอย่างหนึ่งซึ่งหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลย่อมมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งในการวินิจฉัยว่าสมควรเพียงใดนั้น กฎหมายให้พิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ประมูลซื้อทรัพย์ไปในราคา 3,110,000 บาท ต่ำกว่าราคาที่จำเลยที่ 1 ประมูลไปในครั้งแรกอยู่ 2,520,000 บาท และยังไม่เพียงพอ ที่จะนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้ครบถ้วน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ได้รับชำระหนี้จนครบถ้วน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวเป็นเงิน 2,520,000 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายที่จำเลยที่ 1 คาดหมายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้หลักเกณฑ์การคำนวณค่าเสียหายข้างต้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฎีกา และค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดนั้น เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากแล้ว ศาลฎีกาไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดครั้งหลังเป็นเงิน 6,780 บาท หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า กรมบังคับคดีได้หักค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาดครั้งหลังเป็นเงิน 6,780 บาท จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครั้งหลังแล้วตามบัญชีแสดงรายการรับจ่ายนั้น เห็นว่า เงินค่าใช้จ่ายดังกล่าว กรมบังคับคดีหักจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดครั้งหลังและเงินมัดจำของจำเลยที่ 1 อีก 50,000 บาท โจทก์จึงต้องเสียเงินจำนวนนี้ไปให้แก่กรมบังคับคดี จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนนี้ให้โจทก์ ทั้งมิใช่กรณีที่กรมบังคับคดีซึ่งได้รับเงินค่าใช้จ่ายส่วนนี้คืนไปแล้วไม่ได้รับความเสียหายดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ในค่าใช้จ่ายดังกล่าวด้วยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 225 วรรคสอง ม. 247
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 383 ม. 516
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด
จำเลย — นายเกรียงไกร กิจอุดมสุข กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวจุติพร จิตตยากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9425/2557
#563706
เปิดฉบับเต็ม

การที่ จ. ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 226 แปลง และสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายโดยทำถนนพิพาทเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกทางสาธารณะ ถือว่าเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ทางพิพาทย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรรวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์โดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แม้ จ. จะมิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ก็ไม่ทำให้การจัดสรรที่ดินนั้นกลับไม่เป็นการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ถนนและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ภายในโครงการพาราไดส์ คอมเพล็กซ์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 30 หรือตามระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวแก่ที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ถนนพิพาทภายในโครงการพาราไดส์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้จำเลยไปจดทะเบียนถนนพิพาทให้เป็นทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ถนนพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์โดยผลของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้กับที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่ใช้กับที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ขณะประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มีผลใช้บังคับ ที่ดินที่นายจิรวิจักษณ์ขอแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงไม่อยู่ในบังคับของการจัดสรรที่ดินหรืออยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แม้ต่อมานายจิรวิจักษณ์ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าที่ดินก็ตาม แต่การที่นายจิรวิจักษณ์จัดให้มีทางพิพาทเชื่อมถนนสาธารณะสายราษฎร์อุทิศโดยไม่มีสาธารณูปโภคอื่นไม่ได้ทำให้การแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยเป็นการจัดสรรที่ดินแต่อย่างใด จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับกับที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 การจัดสรรที่ดิน หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่น หรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม การที่นายจิรวิจักษณ์ ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 226 แปลง และสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายโดยจัดทำถนนเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกทางสาธารณะอันเป็นประโยชน์ในการขายที่ดินของตน ถือได้ว่านายจิรวิจักษณ์จัดสรรที่ดินตามความหมายของบทบัญญัติข้างต้นแล้ว และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 11 บัญญัติว่า "ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินต้องแสดงหลักฐานและรายละเอียดดังต่อไปนี้ด้วยคือ (1) ถ้าผู้ขอมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรรให้แสดงโฉนดที่ดินนั้น ถ้ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการจะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น" ข้อ 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรรฯ เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรจะอนุญาตตามคำขอ คณะกรรมการต้องให้ผู้ขอจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรนั้นมีชื่อผู้ขอเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ เสียก่อนออกใบอนุญาต" ข้อความในข้อ 11 (1) ตอนท้ายที่ว่า "ถ้ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการจะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น" และข้อ 12 วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ในกรณีที่ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรร" บ่งชี้ชัดว่าที่ดินที่มีสิทธิครอบครองสามารถนำขออนุญาตจัดสรรที่ดินได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินฯ เป็นการเฉพาะรายฯ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินฯ ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด" แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินสามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ ดังนี้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่นายจิรวิจักษณ์ขอแบ่งแยก 226 แปลง จึงอยู่ในบังคับของการจัดสรรที่ดินและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เมื่อประกอบกับเหตุที่ต้องออกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เนื่องจากในขณะนั้น มีผู้ดำเนินการจัดสรรที่ดินเป็นจำนวนมากแต่ไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการโดยขาดความรับผิดชอบ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ผังเมือง โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมการจัดสรรที่ดินของเอกชนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเพื่อผลในทางเศรษฐกิจ สังคม และผังเมือง ดังนั้นหากประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วย ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ทันที ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 จึงใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2530 ขณะที่ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ยังมีผลบังคับใช้ นายจิรวิจักษณ์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินและขอแบ่งแยกในนามเดิมจำนวน 226 แปลง รวมทั้งที่ดินของโจทก์ เพื่อจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไปเช่นนี้ ถือเป็นการจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปโดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทนแล้ว และเมื่อได้ความว่ามีการสร้างทางพิพาทบนที่ดินที่จัดสรรออกไปสู่ถนนสาธารณะสายราษฎร์อุทิศ 200 ปี อันถือเป็นสาธารณูปโภค จึงเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 แล้ว ทางพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรรวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์ ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 โดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แม้นายจิรวิจักษณ์จะมิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็ไม่ทำให้การดำเนินการจัดสรรที่ดินนั้นกลับไม่เป็นการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายแต่ประการใดไม่ นายจิรวิจักษณ์ผู้จัดสรรและจำเลยผู้รับโอนจึงมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคคือถนนซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือนำสืบให้เห็นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ตำแหน่งใด และโจทก์ใช้พื้นที่ส่วนใดมีความกว้างยาวเท่าใด เป็นถนนพิพาทเข้าออกนั้น แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ แต่ในชั้นพิจารณาคู่ความก็นำสืบรับกันในเรื่องทางพิพาท เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดตามแผนผังและภาพถ่าย จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทิพเยาว์ ชูจันทร์
จำเลย — บริษัทเอ.อาร์. โฮลดิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ปริญญา ดีผดุง
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9379/2557
#562615
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดนั้น จึงเป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้ เมื่อจำเลยฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังแทนค่าปรับไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554

วันที่ 11 ธันวาคม 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยย่นระยะเวลาให้คดีถึงที่สุดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2554 เพื่อให้จำเลยได้รับสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2555

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นระยะเวลาแล้ว จึงไม่อาจมีคำสั่งย่นระยะเวลาได้และไม่อาจแก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ได้ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้แก้ไขหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดนั้น จึงอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 18 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า "ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งโดยมิชักช้า และภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 16 และมาตรา 19 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด" และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งแล้ว คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้คู่ความฝ่ายที่ขออนุญาตฎีกาฟัง เพื่อขอให้พิจารณารับฎีกาไว้วินิจฉัยก็ได้" ดังนี้ เมื่อจำเลยฎีกาโดยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 18 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายชัยณรงค์ แซ่เถา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหล่มสัก — นางสาวรัชนี วิเศษชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9346/2557
#572064
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสัญญาซื้อขายระบุว่า จำเลยทำสัญญากับเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เมื่อการขายทอดตลาดครั้งแรกจำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุด แล้วละเลยไม่ใช้ราคา ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยผู้สู้ราคาคนเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวกับ ส. เมื่อศาลชั้นต้นกันส่วนเงินครึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ ตามสำเนาคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง โดยโจทก์รับเงินจำนวนน้อยลงจากการกระทำของจำเลย ย่อมกระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ เป็นการถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 560,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 535,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และนางสาวสินมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 22715 เลขที่ดิน 14 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยเป็นผู้เสนอราคาสูงสุดในการขายทอดตลาดที่ดินและเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่จำเลยในราคา 1,810,000 บาท โดยจำเลยวางเงินมัดจำไว้จำนวน 50,000 บาท แต่จำเลยมิได้ชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 1,760,000 บาท ภายในกำหนด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขายทอดตลาดใหม่ โดยมีนางจุไรเสนอราคาสูงสุดเป็นเงินจำนวน 690,000 บาท และเจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่นางจุไร โดยโจทก์มีสิทธิกันส่วนเงินครึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินตามคำสั่งของศาลชั้นต้น นางจุไรชำระเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนแล้วและเจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางจุไรแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามเอกสารมีความชัดเจนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ประกาศขายทอดตลาด เอกสารข้อความว่า "ที่ดินโฉนดเลขที่ 22715 เลขที่ดิน 14 หน้าสำรวจ 5825 ตำบลบางเพรียง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อนางสาวสินและนายชัยเอก เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื้อที่ตามโฉนด 1 ไร่ 2 งาน สภาพที่ดินว่างเปล่า บางส่วนมีน้ำท่วมขัง ที่ดินที่จะขายติดจำนอง นางจุไร โจทก์ โดยเฉพาะส่วนของจำเลย เจ้าพนักงานบังคับคดีจะทำการขายโดยการปลอดจำนอง" ข้อความตามประกาศขายทอดตลาดไม่ชัดเจน ทำให้บุคคลเข้าใจว่า ขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะส่วนของนางสาวสิน ไม่ใช่ขายทั้งแปลงนั้น เห็นว่า ข้อความตามประกาศขายทอดตลาดระบุทรัพย์ที่ขาย คือ ที่ดินเนื้อที่ตามโฉนด 1 ไร่ 2 งาน ตรงตามจำนวนเนื้อที่ของที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลง จึงชัดเจนแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ทำให้เข้าใจว่า ขายทอดตลาดที่ดินเฉพาะส่วนของนางสาวสินนั้น เป็นความเข้าใจของจำเลยเอง จากข้อความที่ว่า ที่ดินที่จะขายติดจำนอง นางจุไรโดยเฉพาะส่วนของจำเลย เป็นกรณีอธิบายว่าขายที่ดินแปลงดังกล่าวทั้งแปลง แต่ที่ดินแปลงนี้เฉพาะส่วนของจำเลยติดจำนองไว้แก่นางจุไรเท่านั้น ดังนั้นประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีความชัดเจนแล้ว

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขายต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี มูลคดีเกิดจากการขายทอดตลาดทรัพย์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.209/2552 ระหว่างนางจุไร โจทก์ กับนางสาวสิน จำเลย ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะเกิดอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาซื้อขายระบุว่า จำเลยทำสัญญากับเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ตาม แต่เมื่อการขายทอดตลาดครั้งแรกจำเลยเป็นผู้สู้ราคาสูงสุด แล้วละเลยไม่ใช้ราคา ผู้ทอดตลาดเอาทรัพย์สินนั้นออกขายอีกซ้ำหนึ่ง ถ้าและได้เงินเป็นจำนวนสุทธิไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม จำเลยผู้สู้ราคาคนเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงดังกล่าวกับนางสาวสิน ซึ่งศาลชั้นต้นกันส่วนเงินครึ่งหนึ่งที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ ตามสำเนาคำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ก.16/2553 โดยโจทก์รับเงินจำนวนน้อยลงจากการกระทำของจำเลย ย่อมกระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ เป็นการถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกเลิกการขายทอดตลาดครั้งพิพาทแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลยแดงที่ ย.209/2552 ของศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 1016/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ท้ายคำแถลงของทนายจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น แม้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยไม่อาจยกปัญหาขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ เพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ ทั้งเป็นอำนาจฟ้องของโจทก์ จำเลยย่อมมีสิทธิจะยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่าศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.209/2552 ของศาลชั้นต้น คดีหมายเลขแดงที่ 1016/2555 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18002/2556 พิพากษาให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้ว ทั้งนางจุไรผู้ซื้อทรัพย์ได้ชำระเงินให้เจ้าพนักงานบังคับคดีครบถ้วนแล้ว อันเป็นผลให้การขายทอดตลาดที่จำเลยเป็นผู้เข้าสู้ราคาสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.พ.พ. ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยเอก ชวศิริ
จำเลย — นายสม ปริยวัต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางสาวณัฐพร เดชาวุธ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9345/2557
#579973
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องบรรจุเอกสารพิพาททั้งสามเป็นเครื่องเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว เป็นธรรมดาที่สมรรถนะของเครื่องไม่อาจเทียบได้กับเครื่องใหม่ การซื้อขายสินค้าจึงต้องพิจารณาจากข้อตกลงและพฤติการณ์ของคู่สัญญาเป็นกรณีไป ดังนั้น การปรับบทกฎหมายในเรื่องความรับผิดกรณีมีความชำรุดบกพร่องจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของกฎหมายในแต่ละมาตราประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะมาตราหนึ่งมาตราใด จากข้อเท็จจริงเมื่อโจทก์ติดตั้งเครื่องบรรจุเอกสารแต่ละเครื่องเสร็จ โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาให้บริการกัน ต่อมามีการทำใบสั่งซื้อเครื่องบรรจุเอกสารทั้งสามเครื่อง แสดงว่าจำเลยยอมรับสินค้าของโจทก์ตามสภาพของสินค้าที่มีการติดตั้งแล้ว และขณะติดตั้งเครื่องบรรจุเอกสารไม่ได้ชำรุดบกพร่อง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าเครื่องบรรจุเอกสารจะอ้างความชำรุดบกพร่องอันไม่สามารถเห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบมาปฏิเสธไม่ชำระค่าสินค้าไม่ได้ เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงแห่งสัญญา ส่วนภายหลังนั้นการใช้งานเครื่องบรรจุเอกสารมีความชำรุดบกพร่อง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต้องว่ากล่าวกันตามข้อตกลงสัญญาให้บริการ มิใช่กรณีที่จำเลยจะอ้างเป็นเหตุไม่ชำระราคาค่าสินค้าได้

การพิจารณาว่าฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนใดเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ เพียงใด จะต้องพิจารณาจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งฉบับเปรียบเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตอนหนึ่งตอนใดเท่านั้น คำฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า จำเลยสั่งซื้อเครื่องบรรจุเอกสารจากโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระราคาสินค้า จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้า จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งสรุปว่า การรับสินค้าของจำเลยเป็นการรับเพื่อทดลองใช้ เมื่อทดลองใช้แล้วสินค้ามีการชำรุดบกพร่อง จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าและเรียกร้องค่าเสียหายนอกเหนือไปกว่าราคาที่ยึดหน่วงไว้ ดังนั้น คำขอในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคำขอที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้จึงเกี่ยวกับฟ้องเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,606,335.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ชำระเงิน 8,116,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้ง และชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 901,800 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2547จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 4,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งในส่วนที่เรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับเครื่องบรรจุเอกสาร คืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้แก่จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งทั้งสองศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยซื้อเครื่องบรรจุเอกสาร 3 เครื่อง เป็นเครื่องจักรเก่า เครื่องละ 1,500,000 บาท จากโจทก์ โดยโจทก์นำเครื่องบรรจุเอกสารดังกล่าวไปประกอบและติดตั้งให้จำเลย ณ ที่ทำการของจำเลยแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2547 วันที่ 28 เมษายน 2547 และวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2547 จำเลยทำใบสั่งซื้อเครื่องบรรจุเอกสารดังกล่าวจากโจทก์ วันที่ 8 กันยายน2547 โจทก์ออกใบวางบิลจำนวนเงิน 4,500,000 บาท ให้จำเลย เมื่อถึงกำหนดชำระเงินจำเลยไม่ชำระ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกคือ จำเลยต้องชำระค่าเครื่องบรรจุเอกสารให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เครื่องบรรจุเอกสารพิพาทเป็นเครื่องเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว จึงเป็นธรรมดาที่สมรรถนะของเครื่องไม่อาจเทียบได้กับเครื่องใหม่ การซื้อขายสินค้าจึงต้องพิจารณาจากข้อตกลงและพฤติการณ์ของคู่สัญญา เป็นกรณีไป ดังนั้น การปรับบทกฎหมายในเรื่องความรับผิดกรณีมีความชำรุดบกพร่องจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของกฎหมายในแต่ละมาตราประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะมาตราหนึ่งมาตราใด จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ โจทก์ติดตั้งเครื่องบรรจุเอกสารเครื่องแรกให้จำเลยในเดือนมีนาคม 2547 เครื่องที่สองในเดือนเมษายน 2547 และเครื่องสุดท้ายในเดือนมิถุนายน 2547 เมื่อติดตั้งแต่ละเครื่องเสร็จ โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาให้บริการกัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2547 วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 และวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ตามสัญญาให้บริการพร้อมคำแปล ต่อมาวันที่ 24 สิงหาคม 2547 จึงมีการทำใบสั่งซื้อเครื่องบรรจุเอกสารทั้งสามเครื่องนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าจำเลยยอมรับสินค้าของโจทก์ตามสภาพของสินค้าที่มีการติดตั้งดังกล่าวแล้ว และขณะมีการติดตั้งเครื่องบรรจุเอกสาร ณ ที่ทำการของจำเลย เครื่องบรรจุเอกสารไม่ได้ชำรุดบกพร่อง จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าเครื่องบรรจุเอกสารนั้น ตามที่ระบุในใบวางบิล จำเลยจะอ้างความชำรุดบกพร่องที่ไม่สามารถเห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบมาปฏิเสธการไม่ชำระค่าสินค้าไม่ได้เพราะไม่เป็นไปตามข้อตกลงแห่งสัญญา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชำระค่าสินค้าให้โจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ในส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า ภายหลังการใช้งานเครื่องบรรจุเอกสารดังกล่าวมีความชำรุดบกพร่อง และจำเลยแจ้งให้โจทก์แก้ไขเป็นระยะมาโดยตลอด กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต้องว่ากล่าวกันตามข้อตกลงตามสัญญาให้บริการพร้อมคำแปล ไม่เป็นกรณีที่จำเลยจะอ้างเป็นเหตุไม่ชำระราคาค่าสินค้าได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปคือ ปัญหาฟ้องแย้งของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาว่าฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนใดเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่เพียงใด จะต้องพิจารณาจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งฉบับเปรียบเทียบกับคำฟ้องของโจทก์ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตอนหนึ่งตอนใดเท่านั้น คดีนี้ คำฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่าจำเลยสั่งซื้อเครื่องบรรจุเอกสารจากโจทก์ จำเลยได้รับสินค้าแล้ว เมื่อถึงกำหนดชำระราคาสินค้าจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินค้าดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งสรุปว่า การรับสินค้าของจำเลยเป็นการรับเพื่อทดลองใช้ เมื่อทดลองใช้แล้วสินค้าดังกล่าวมีการชำรุดบกพร่อง จำเลยจึงมีสิทธิยึดหน่วงสินค้า และเรียกร้องค่าเสียหายนอกเหนือไปกว่าราคาที่ยึดหน่วงไว้ ดังนั้น คำขอในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคำขอที่เกิดจากการซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้จึงเกี่ยวกับฟ้องเดิม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าฟ้องแย้งของจำเลยในส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับฟ้องแย้งในส่วนที่เรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับเครื่องบรรจุเอกสาร ไม่คืนค่าขึ้นศาลตามฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 472 ม. 473
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชูมาร์ท อีควิทเทเบิ้ล คอมพิวเตอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทดาต้า โปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนฤพาน สุรำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ชื่อองค์คณะ
อร่าม เสนามนตรี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9332/2557
#571986
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการดังกล่าวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อจำเลยเป็นเพียงลูกจ้างของ อ. ผู้ไปขออนุญาตจากนายทะเบียนดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ ดังนั้นจะถือว่าจำเลยมีเจตนาประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38, 79

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 ฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 200,000 บาท ทางนำสืบและคำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 150,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งรับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของนายอนุรัตน์ ทำการขายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ตามตลาดนัดในเมืองพิษณุโลก โดยนายอนุรัตน์ได้ไปยื่นคำขอใบอนุญาตประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์บริเวณตลาดนัดคนเดิน หมู่ที่ 7 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ต่อสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ตามใบรับ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยจำหน่ายแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่ร้านแผงลอยตลาดนัดคนเดิน ถนนสังฆบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกและถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม พร้อมยึดแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ 177 แผ่น เป็นของกลางซึ่งสถานที่จำหน่ายอยู่คนละแห่งกับที่ระบุในใบรับข้างต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้ประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน" บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะลงโทษเฉพาะผู้ประกอบกิจการดังกล่าวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน เมื่อจำเลยเป็นเพียงลูกจ้างของนายอนุรัตน์ ผู้ไปขออนุญาตจากนายทะเบียนดังที่กฎหมายบัญญัติไว้ อีกทั้งเมื่อจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม จำเลยได้แสดงใบรับที่แสดงว่านายอนุรัตน์นายจ้างได้ยื่นคำร้องขอรับใบอนุญาตให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจดูทันที และตามหนังสือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก ที่ พล 0031/569 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2553 ระบุว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก ขอเรียนให้ทราบว่าร้านบริเวณตลาดนัดวังทองหมู่ที่ 1 ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก และร้านบริเวณตลาดนัดคนเดินวัดจันทร์ หมู่ที่ 7 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ได้ยื่นคำขออนุญาตแล้วทั้งสองแห่ง ถือว่าไม่มีเจตนาที่จะฝ่าฝืนกฎหมาย นอกจากนั้นปรากฏจากแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ผู้อำนวยการสำนักงานภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตอบข้อหารือตาม ข้อ 5 ระบุว่า "ใบรับ" มิใช่ใบอนุญาตและมิใช่ใบแทนใบอนุญาต แต่สามารถใช้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงว่าผู้ประกอบการมีเจตจำนงที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย หากมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจก็ใช้ใบรับนี้แสดงให้ดูว่าได้ไปยื่นขออนุญาตแล้ว ถือว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ดังนี้ แม้หมายเหตุในใบรับ ระบุว่า "ผู้ประกอบกิจการต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนก่อนจึงจะประกอบกิจการได้" ทำให้เห็นว่ายังห้ามผู้ประกอบกิจการที่เพียงแต่ยื่นคำขออยู่ แสดงว่าความเห็นดังกล่าวไม่ถูกต้องและนายอนุรัตน์นายจ้างของจำเลยจะยังไม่ได้รับใบอนุญาตก็ตาม แต่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างก็ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวโดยแสดงใบรับให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมดูด้วย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยมีประสบการณ์กระทำทำนองนี้มาก่อน พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าปฏิบัติตามนั้นได้ ดังนั้น จะถือว่าจำเลยมีเจตนาประกอบกิจการจำหน่ายภาพยนตร์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตหาได้ไม่ สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า นายอนุรัตน์ยื่นคำขอใบอนุญาตเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 38 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายชลนที นุเกตุ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิโรจน์ เชาวนุรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบวร กุลทนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ปริญญา ดีผดุง
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา