คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9330/2557
#571995
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน บริษัท ย. ยื่นฟ้องโจทก์คดีนี้ว่า ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าที่ดินงวดเดือนกรกฎาคม 2551 ส่วนโจทก์ให้การต่อสู้ว่า ในทางปฏิบัติ บริษัท ย. จะต้องส่งใบแจ้งหนี้ก่อนแล้วโจทก์จึงจะชำระค่าเช่า แต่ในงวดดังกล่าวบริษัท ย. ไม่ได้ส่งใบแจ้งหนี้ ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่ายังค้างชำระค่าเช่าอยู่ จึงนำเงินไปชำระค่าเช่าในภายหลัง คำให้การของโจทก์ในคดีก่อนเท่ากับรับว่าตนชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 หลังจากครบกำหนดชำระไปแล้ว แต่มีข้อเถียงโดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า แม้โจทก์จะชำระล่าช้าแต่ก็มิได้ผิดนัดเพราะบริษัท ย. ยังไม่ได้ส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่ตนตามที่เคยปฏิบัติ ฉะนั้นประเด็นแห่งคดีในคดีก่อนจึงมีว่า บริษัท ย. จะต้องออกใบแจ้งหนี้ค่าเช่างวดดังกล่าวให้แก่โจทก์เสียก่อนแล้วโจทก์จึงจะต้องชำระค่าเช่า หรือไม่ ดังนั้น คำเบิกความของจำเลยในคดีก่อนที่ว่า โจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 อันเป็นการผิดนัดชำระค่าเช่า ทำให้สัญญาเช่าสิ้นสุดลง จึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยฟัง โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังว่า บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ทำสัญญาเช่าที่ดินให้โจทก์เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 256452 และ 256454 ตำบลบางโปรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 โดยสัญญาเช่า ข้อ 3 กำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน หากโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าตามกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์ยอมให้ถือว่าสัญญาเช่าระงับลงโดยมิพักต้องบอกกล่าวก่อน ต่อมา บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้นตามคำฟ้อง ขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินที่เช่ากับบังคับให้โจทก์ชำระค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหาย โดยอ้างว่าโจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 อันเป็นการผิดนัดชำระค่าเช่าตามสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 3 ทำให้สัญญาเช่าระหว่างบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ กับโจทก์ระงับลงและมีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ได้โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน ส่วนโจทก์ให้การต่อสู้คดีตามคำให้การว่า โจทก์ไม่เคยผิดนัดชำระค่าเช่าแก่บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ และจำเลยเบิกความเป็นพยานบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ในการพิจารณาคดีต่อศาลชั้นต้นยืนยันว่า โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 โดยโจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคมดังกล่าวในเดือนกันยายน 2551 ซึ่งเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จ เพราะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงที่โจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 ให้แก่บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ แล้วปรากฏหลักฐานตามใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2552 โดยกล่าวหาว่าคำเบิกความอันเป็นเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้นซึ่งคำฟ้องของบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ กล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าและตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 อันเป็นเหตุให้โจทก์ถูกบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินและจำเลยเบิกความโดยทราบดีอยู่แล้วว่าคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นความเท็จ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ส่วนคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ร้องขอ เนื่องจากบริษัทเยเนอรัลไอเอินฯ ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ขอดำเนินคดีแทนบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา

มีปัญหาตามฎีกาจำเลยว่า คำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ และการที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จว่า โจทก์ไม่ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 นั้น จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าโจทก์ชำระค่าเช่างวดให้แก่บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ แล้วเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 หรือเกิดจากความเข้าใจผิดหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนของจำเลย อันถือได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาเบิกความอันเป็นเท็จ

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในคดีที่มีข้อพิพาทเช่นคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จ ความเท็จที่ถือได้ว่าเป็นข้อสำคัญในคดีต้องเป็นความเท็จที่อาจทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันในประเด็นแห่งคดีโดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จนั้น ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยกล่าวหาว่าคำเบิกความอันเป็นเท็จของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งคำฟ้องของบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ กล่าวอ้างว่า โจทก์ไม่ชำระหนี้ค่าเช่าและตกเป็นผู้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 อันเป็นเหตุให้โจทก์ถูกบอกเลิกสัญญาเช่านั้น เป็นการกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการพิจารณาจากข้ออ้างในคำฟ้องของบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ แต่เพียงอย่างเดียว ที่ถูกต้องแล้วประเด็นแห่งคดีที่อาจทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จนั้น ต้องเป็นประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากการนำข้ออ้างและข้อเถียงที่ปรากฏในคำคู่ความของคู่ความแต่ละฝ่ายมาเทียบกันดู เมื่อคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้น ที่จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จดังกล่าวตามคำฟ้องของบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ที่กล่าวอ้างว่า โจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 อันเป็นการผิดนัดชำระค่าเช่า ซึ่งตามสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 3 ทำให้สัญญาเช่าระหว่างบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ กับโจทก์ระงับลง และมีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ได้โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าวก่อน ส่วนโจทก์ก็มีข้อต่อสู้ตามคำให้การว่า โจทก์ไม่เคยผิดนัดชำระค่าเช่าแก่บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ แต่อย่างใด เนื่องจากในทางปฏิบัติ บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ จะต้องส่งใบแจ้งหนี้ค่าเช่าถึงโจทก์ก่อน แล้วโจทก์จึงจะชำระค่าเช่าตามใบแจ้งหนี้ของบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ทุกครั้งและตลอดมา แต่นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 เป็นต้นมา ปรากฏว่าบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ไม่ออกใบแจ้งหนี้ค่าเช่าให้แก่โจทก์ดังเช่นที่เคยปฏิบัติ และต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจสอบพบว่ามีค่าเช่าค้างชำระ โจทก์จึงโอนเงินค่าเช่าค้างชำระให้แก่บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ซึ่งเท่ากับโจทก์รับว่าโจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 หลังจากครบกำหนดชำระค่าเช่าในวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 แล้ว แต่มีข้อเถียงโดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ว่า แม้โจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 หลังวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 ตามที่สัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 3 กำหนดไว้ก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า เนื่องจากตามทางปฏิบัติระหว่างบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ กับโจทก์นั้น ไม่ถือว่ากำหนดเวลาตามสัญญาเช่าที่ดิน ข้อ 3 ที่โจทก์ต้องชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนทุกวันที่ 5 ของเดือนเป็นสาระสำคัญของการเช่าแล้ว ในทางตรงกันข้าม บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ เองกลับเป็นฝ่ายผิดที่ไม่ออกใบแจ้งหนี้ค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 ส่งให้แก่โจทก์ดังเช่นที่เคยปฏิบัติ โจทก์จึงสามารถที่จะชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 ช้ากว่ากำหนดชำระในวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 ได้ และถือไม่ได้ว่าโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าอันจะทำให้สัญญาเช่าระงับลงและบริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ มีสิทธิฟ้องขับไล่โจทก์ได้ ฉะนั้นประเด็นแห่งคดีที่เป็นข้อแพ้ชนะกันในคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้นก็คือ บริษัทเยนเนอรัลไอเอินฯ ต้องออกใบแจ้งหนี้ค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 ส่งให้แก่โจทก์เสียก่อน โจทก์จึงจะต้องชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 หรือไม่ ส่วนคำเบิกความของจำเลยอันเป็นเท็จว่า โจทก์ชำระค่าเช่างวดเดือนกรกฎาคม 2551 ในเดือนกันยายน 2551 ย่อมไม่เป็นข้อสำคัญในคดีหมายเลขดำที่ ม.154/2551 ของศาลชั้นต้น จึงไม่เข้าองค์ประกอบประการหนึ่งของความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จดังที่โจทก์ฟ้อง กรณีย่อมไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอีกประการหนึ่งตามฎีกาจำเลยที่ว่า จำเลยมีเจตนาเบิกความอันเป็นเท็จหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยเทค สตีล (2003) จำกัด
จำเลย — นายประสงค์ วัฒนสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางโสภิดา ศรีถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเกรียงศักดิ์ โฆมานะสิน
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9328/2557
#580049
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ซึ่งหมายถึงผู้รับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อความในหนังสือพิมพ์ การที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทตาม ป.อ. จะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะกระทำการดังกล่าวต่อโจทก์โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ที่บัญญัติว่า เหตุที่ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์เพื่อวางหลักเกณฑ์ในการรับจดแจ้งการพิมพ์เป็นหลักฐานให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของประชาชนที่ได้รับความเสียหายในการฟ้องร้องดำเนินคดี ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการมีเจตนาร่วมกับผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 136, 326, 328 และ 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาลงในอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์บ้านเมืองและลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 และ 332 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 2 จัดให้มีการโฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในอินเตอร์เน็ตเว็ปไซต์ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง กับลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์บ้านเมือง หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ยกฟ้องโจทก์ในส่วนคดีอาญาสำหรับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 ธันวาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และยกฟ้องคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2550 หนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 พาดหัวข่าวว่า "เสรีพิศุทธ์ เด้งฟ้าผ่า ผบช.สตม. เข้ากรุ" และรายงานข่าวว่า "พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์ ผบ.ตร. มีคำสั่งให้ พล.ต.ท. บุญเรือง ผบช. สตม. มาช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ 29 ตุลาคม เป็นต้นไป... สาเหตุที่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธิ์มีคำสั่งย้าย พล.ต.ท.บุญเรืองครั้งนี้ เนื่องมาจากการที่ พล.ต.ท. บุญเรืองไม่สนองนโยบายเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ และนโยบายการทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีการกักตัวน้องเขยของกษัตริย์ภูฏาณเป็นเวลา 2 วัน..." มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการ ซึ่งหมายถึงผู้รับผิดชอบในการเผยแพร่ข้อความในหนังสือพิมพ์ การที่จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดฐานดูหมิ่นและหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา จะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาที่จะกระทำการดังกล่าวต่อโจทก์โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์พ.ศ.2550 ที่บัญญัติว่า เหตุที่ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์เพื่อวางหลักเกณฑ์ในการรับจดแจ้งการพิมพ์เป็นหลักฐานให้ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการหรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของประชาชนที่ได้รับความเสียหายในการฟ้องร้องดำเนินคดี ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการมีเจตนาร่วมกับผู้เขียนหรือผู้ประพันธ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่งโดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม. 48
พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทบุญเรือง ผลพานิชย์
จำเลย — บริษัทนวกิจบ้านเมือง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุธาสินี กำเงิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9314/2557
#562536
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีบรรยายสภาพที่ดินว่าติดทางสาธารณะ แต่แผนที่สังเขปแสดงข้อมูลถูกต้องว่าติดทางในหมู่บ้านจัดสรร จึงฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์และใช้กลฉ้อฉลผู้ซื้อทรัพย์ การที่จำเลยทั้งสามไม่ได้ทำการตรวจสอบให้ดีก่อนทำการประมูลว่าแท้จริงที่ดินดังกล่าวติดทางสาธารณะหรือทางส่วนบุคคล จึงเป็นความบกพร่องของจำเลยทั้งสามเองเพราะตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ระบุคำเตือนผู้ซื้อไว้แล้วว่าเรื่องเขตเนื้อที่ ประเภทและสภาพของทรัพย์ เป็นหน้าที่ผู้ซื้อที่จะต้องไปตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง จำเลยทั้งสามจึงยกเรื่องดังกล่าวมากล่าวอ้างว่า เข้าซื้อทรัพย์โดยถูกกลฉ้อฉลทำให้สำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์หาได้ไม่ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุรายละเอียดในประกาศไม่ถูกต้องทั้งหมด ก็ไม่ถึงขนาดที่ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง เพราะก่อนซื้อจำเลยทั้งสามได้ตรวจสอบทำเล สภาพและสถานที่ตั้งแล้ว พยานหลักฐานจำเลยทั้งสามฟังไม่ได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้กลฉ้อฉลผู้ซื้อ

ป.พ.พ. มาตรา 514 บัญญัติให้ผู้สู้ราคาในการขายทอดตลาดย่อมพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาด ผู้สู้ราคาก็พ้นความผูกพันแต่ขณะที่ถอนนั้นดุจกัน แต่กรณีของจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องที่สู้ราคาสูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้วไม่ชำระราคา จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 514 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดอีกครั้งหนึ่งได้ราคา 10,500,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่ครบ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 และสัญญาซื้อขายจำเลยทั้งสามจึงต้องชำระเงินส่วนที่ขาด 1,650,000 บาท แก่โจทก์ สัญญาซื้อขายระบุชัดว่า ขอวางเงินมัดจำไว้ 50,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน 15 วัน เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินมัดจำ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระราคาภายในกำหนด จำเลยทั้งสามจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เจ้าพนักงานบังคับคดีมีสิทธิริบเงินดังกล่าว เมื่อริบเงินดังกล่าวแล้วย่อมไม่สามารถนำมาหักจากเงิน 1,650,000 บาท ที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 สิงหาคม 2552) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ และให้คืนค่าขึ้นศาลอนาคตในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100 บาท แก่จำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการแรกว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุในประกาศขายทอดตลาดว่าที่ดินติดทางสาธารณะ ทั้งที่ความจริงมิได้ติดทางสาธารณะ เป็นกลฉ้อฉล ทำให้จำเลยทั้งสามสำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์และประมูลซื้อในราคาสูงกว่าความเป็นจริงหรือไม่ เห็นได้ว่าประกาศดังกล่าวระบุประเภททรัพย์ว่า เป็นที่ดินสำหรับปลูกสร้างที่อยู่อาศัย อยู่ติดทางสาธารณะ รถยนต์เข้าถึง แต่แผนที่สังเขปท้ายประกาศ แสดงที่ตั้งของที่ดินทั้งเก้าแปลงว่าอยู่ติดทางในหมู่บ้านจัดสรร บุคคลทั่วไปที่ได้อ่านประกาศดังกล่าวกล่าวย่อมเข้าใจในข้อสาระสำคัญได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะขาย ไม่มีสภาพเป็นที่ตาบอด แต่เป็นที่ดินที่อยู่ติดทางในหมู่บ้านจัดสรร รถยนต์เข้าถึงได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะขายตามสภาพที่เห็นขณะยึดทรัพย์ แม้จะไม่ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมดก็ไม่ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์สำคัญผิดในสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญคือที่ดินมีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ รถยนต์เข้าถึงได้ ไม่ใช่ที่ตาบอด การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีบรรยายสภาพที่ดินว่าติดทางสาธารณะ แต่แผนที่สังเขปแสดงข้อมูลถูกต้องว่าติดทางในหมู่บ้านจัดสรร จึงฟังไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์และใช้กลฉ้อฉลผู้ซื้อทรัพย์ ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดี มีคำเตือนผู้ซื้อว่าการรอนสิทธิ ค่าภาษีอากรต่าง ๆ เรื่องเขตเนื้อที่ การบอกประเภทและสภาพของทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับรองและไม่รับผิดชอบ เป็นหน้าที่ของผู้ซื้อที่จะต้องไปตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง ประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ระบุข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินที่จะขายพอสมควรแก่กรณีแล้ว หากผู้ซื้อมีความสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดสิ่งใดเพิ่มเติม ก็ย่อมสามารถตรวจสอบสภาพที่ดินตลอดจนหลักฐานของทางราชการได้ก่อนทำการประมูล จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยทั้งสามเข้าประมูลซื้อทรัพย์บ่อยครั้ง แล้วนำออกขายต่อ จำเลยทั้งสามย่อมทราบข้อกำหนดและเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดเป็นอย่างดีประกอบกับจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า ก่อนซื้อได้ไปดูที่ตั้งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างก่อนแล้วจึงร่วมกันประมูลซื้อทรัพย์ จำเลยที่ 2 ย่อมเห็นสภาพตำแหน่ง ทำเลที่ตั้งและทางไปทรัพย์แล้วว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างติดทางในหมู่บ้านจัดสรร จำเลยที่ 2 สามารถตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนได้ การที่จำเลยทั้งสามไม่ได้ทำการตรวจสอบให้ดีก่อนทำการประมูลว่าแท้จริงที่ดินดังกล่าวติดทางสาธารณะหรือทางส่วนบุคคล จึงเป็นความบกพร่องของจำเลยทั้งสามเองเพราะตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ระบุคำเตือนผู้ซื้อไว้แล้วว่าเรื่องเขตเนื้อที่ ประเภทและสภาพของทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่รับรองและไม่รับผิดชอบ เป็นหน้าที่ผู้ซื้อที่จะต้องไปตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง จำเลยทั้งสามจึงยกเรื่องดังกล่าวมากล่าวอ้างว่าเข้าซื้อทรัพย์โดยถูกกลฉ้อฉลทำให้สำคัญผิดในสาระสำคัญของทรัพย์หาได้ไม่ และการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุรายละเอียดในประกาศ ไม่ถูกต้องทั้งหมด ก็ไม่ถึงขนาดที่ทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ประมูลซื้อในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริง เพราะก่อนซื้อจำเลยทั้งสามได้ตรวจสอบทำเล สภาพและสถานที่ตั้งแล้ว พยานหลักฐานตามทางนำสืบจำเลยทั้งสามฟังไม่ได้ว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีใช้กลฉ้อฉลผู้ซื้อทรัพย์

กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดราคาค่าขายทอดตลาดในส่วนที่ขาดจากราคาทอดตลาดครั้งแรกหรือไม่ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 514 บัญญัติให้ผู้สู้ราคาในการขายทอดตลาดย่อมพ้นความผูกพันในราคาที่ตนสู้แต่ขณะเมื่อมีผู้อื่นสู้ราคาสูงขึ้น หรือมีการถอนทรัพย์สินรายนั้นจากการขายทอดตลาด ผู้สู้ราคาก็พ้นความผูกพันแต่ขณะที่ถอนนั้นดุจกัน แต่กรณีของจำเลยทั้งสามเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสามสู้ราคาสูงสุดและเป็นผู้ซื้อทรัพย์สินได้จากการขายทอดตลาดแล้วไม่ชำระราคา จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 514 เจ้าพนักงานบังคับคดีนำทรัพย์ออกขายทอดตลาดอีกครั้งหนึ่งได้ราคา 10,500,000 บาท ซึ่งไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิม เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่ครบ จำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้สู้ราคาเดิมต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 และสัญญาซื้อขาย จำเลยทั้งสามจึงต้องชำระเงินส่วนที่ขาด 1,650,000 บาท แก่โจทก์ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าเงิน 50,000 บาท ที่จำเลยทั้งสามวางไว้ไม่ถือเป็นเงินมัดจำ แต่เป็นเงินชำระค่าที่ดินล่วงหน้า จึงต้องนำมาหักจากเงิน 1,650,000 บาท นั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขาย ระบุชัดว่า ขอวางเงินมัดจำไว้ 50,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระใน 15 วัน เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินมัดจำ เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ชำระราคาภายในกำหนด จำเลยทั้งสามจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีสิทธิริบเงินดังกล่าว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีริบเงินดังกล่าวแล้วจึงไม่สามารถนำมาหักจากเงิน 1,650,000 บาท ที่จำเลยทั้งสามต้องชำระแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ป.พ.พ. ม. 514 ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววัชรี ประเสริฐสินเจริญ
หรือนางวัชรี จามรมาน
จำเลย — นางวรพร อินมี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายณพดล อินทวิสัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9264/2557
#562698
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยต่างวันเวลากัน ฟ้องของโจทก์จึงประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในแต่ละช่วงเวลา เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยรับว่าได้กระทำความผิดฐานดำเนินการย้ายบุคคลเข้ามาในทะเบียนบ้าน เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งโดยมิชอบอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง แม้จำเลยจะกระทำความผิดดังกล่าวโดยมีเจตนาประสงค์ต่อผลในการกระทำของตนแต่ละครั้ง เพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้งที่จัดให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จในวันเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมีเจตนากระทำความผิดต่างวันเวลากัน ก็ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 43 วรรคหนึ่ง ม. 113
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายวีระ เครือดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายธัญญู ชูดำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
โสฬส สุวรรณเนตร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9213/2557
#562512
เปิดฉบับเต็ม

ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ที่บริษัท ก. และบริษัท ซ. นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ และ ว.จ.3 กับถุงห่อผลไม้ของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 มีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นถุง 2 ชั้น มีถุงห่อหุ้มชั้นนอกและถุงห่อหุ้มชั้นในถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีการเคลือบสีดำอยู่ด้านในเพื่อกรองแสงไม่ให้แสงสว่างเข้าไปในถุงและถุงห่อหุ้มชั้นในเคลือบด้วยคาร์บอนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ถุงห่อหุ้มชั้นนอกและชั้นในมีปลายเปิดด้านบนสำหรับรองรับการสอดเข้าของผลไม้ที่ต้องการห่อ ด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีรูเจาะทะลุถึงด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นใน และด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นช่องเว้าออกด้านข้างมีรูเจาะทะลุถึงด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นในบริเวณก้นถุงมีรูระบายน้ำและระบายอากาศมีปีกที่มีลวดเหล็กอยู่ข้างในยื่นออกมาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปีกที่ลวดเหล็กอยู่คนละด้านกันซึ่งปีกที่ยื่นออกมาจะใช้ในการรัดกิ่งไม้หรือใช้มัดปากถุงไม่ให้ถุงห่อผลไม้หลุดออกจากผลไม้ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 มีลักษณะเหมือนกับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ของจำเลย และการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เหมือนกับข้อถือสิทธิสำหรับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยซึ่งระบุข้อถือสิทธิไว้ว่า ถุงห่อผลไม้ประกอบด้วยถุงห่อหุ้มชั้นนอกที่เป็นถุงชั้นนอกที่มีปลายเปิดด้านบนชั้นนอกและพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นนอกและพื้นผิวด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้นสำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในซึ่งถุงห่อหุ้มชั้นในจะเป็นถุงชั้นในที่อยู่ด้านในถุงห้อหุ้มชั้นนอกและมีปลายเปิดด้านบนชั้นในสำหรับเป็นช่องทางสวมเข้าทางด้านบนของผลไม้ที่ต้องการห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นในอย่างน้อยหนึ่งด้านจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งด้านของถุงห้อหุ้มชั้นในจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในอีกชั้นหนึ่ง แม้การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 จะมิใช่การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ก็ตาม แต่ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยาน ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่ปรากฏอยู่แล้วนอกและในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เมื่อการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วอันมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง การออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ย่อมไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ ต้องถือว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ไม่สมบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคสอง แม้การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่โจทก์นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่ออนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้เลขที่ 4343 ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เป็นอนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 สัตต การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 35 ทวิ และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ระงับการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจำนวน 450,000 บาท และค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะหยุดการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 4343 คำขอเลขที่ 0603001857 ของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรถุงห่อผลไม้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามคำขอเลขที่ 0603001857 กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ให้จำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 โจทก์นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 มาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2551 จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงโจทก์ให้ระงับหรือละเว้นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 4343 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตรซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว มิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่อันทำให้อนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายชรินทร์ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นและเบิกความเพิ่มเติมว่า โจทก์นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่จำเลยอ้างว่าละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยจากไต้หวันเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งถุงห่อผลไม้ดังกล่าวมีจำหน่ายแพร่หลายอยู่แล้วที่ไต้หวันตั้งแต่ปี 2535 ส่วนในประเทศไทยมีบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด บริษัทไรซิง (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัทธานียามาสยาม จำกัด นำถุงห่อผลไม้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว และโจทก์ยังมีนายไวยวิทย์ พนักงานบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด และนายเอกวิชญ์ กรรมการบริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนโดยนายไวยวิทย์เบิกความว่า บริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด นำเข้าถุงห่อผลไม้จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำนวนประมาณ 40,000 ใบ และครั้งต่อมาเพิ่มจำนวนครั้งละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 2,200,000 ใบ ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ถุงห่อผลไม้ที่นำเข้ามาดังกล่าวมีลักษณะคล้ายถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ของจำเลยโดยมีขนาดใหญ่กว่าของจำเลยเล็กน้อย มีปีกยื่นออกมาเหมือนกัน ด้านในจะมีถุง 2 ชั้น ด้านในสุดเป็นกระดาษคาร์บอนสีดำ ด้านนอกเป็นถุงสีน้ำตาลและด้านล่างจะมีรู 3 รู เพื่อใช้เป็นที่ระบายอากาศและระบายน้ำเหมือนกัน ส่วนนายเอกวิชญ์เบิกความว่า บริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด นำถุงห่อผลไม้จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารหมาย จ.13 จ.14 และ จ.15 โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำนวนประมาณ 2,000,000 ใบ ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 กับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยาน ว.ล.3 ของจำเลยมีลักษณะภายนอกเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ปีกซึ่งยื่นออกไปคนละด้าน ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.ล.3 มีถุงอยู่ด้านในสองชั้นเป็นกระดาษคาร์บอนเพื่อป้องกันแสงไม่ให้เข้าไปถูกผลไม้เหมือนกัน กับมีรูระบายน้ำและรูระบายอากาศอยู่ที่ด้านล่างของถุงห่อผลไม้เหมือนกัน ปีกที่ยื่นออกมามีลวดอยู่ข้างในใช้ในการรัดกิ่งไม้เพื่อไม่ให้ถุงหลุดออกจากผลไม้เหมือนกัน แต่ที่ปีกอยู่คนละด้านก็เพื่อให้เกษตรกรที่ถนัดมือซ้ายหรือมือขวาเลือกใช้ ถุงห่อผลไม้ทั้งสองดังกล่าวด้านนอกถุงจะเคลือบด้วยพาราฟีนเพื่อป้องกันการซึมของน้ำเหมือนกัน เมื่อพิเคราะห์เปรียบเทียบถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ของบริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด และถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.3 ซึ่งเป็นของบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด กับถุงห่อผลไม้ของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 แล้ว เห็นได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 กับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 มีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นถุง 2 ชั้น มีถุงห่อหุ้มชั้นนอกและถุงห่อหุ้มชั้นใน ถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีการเคลือบสีดำอยู่ด้านในเพื่อกรองแสงไม่ให้แสงสว่างเข้าไปในถุงและถุงห่อหุ้มชั้นในเคลือบด้วยคาร์บอนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ถุงห่อหุ้มชั้นนอกและชั้นในมีปลายเปิดด้านบนสำหรับรองรับการสอดเข้าของผลไม้ที่ต้องการห่อ ด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีรูเจาะทะลุถึงด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นใน และด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นช่องเว้าออกด้านข้างมีรูเจาะทะลุถึงด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นในบริเวณก้นถุงมีรูระบายน้ำและระบายอากาศ มีปีกที่มีลวดเหล็กอยู่ข้างในยื่นออกมาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปีกที่มีลวดเหล็กอยู่คนละด้านกัน ซึ่งปีกที่ยื่นออกมาจะใช้ในการรัดกิ่งไม้หรือใช้มัดปากถุงไม่ให้ถุงห่อผลไม้หลุดออกจากผลไม้ ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 มีลักษณะเหมือนกับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ของจำเลย และการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เหมือนกับข้อถือสิทธิสำหรับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลย ซึ่งระบุข้อถือสิทธิไว้ว่า ถุงห่อผลไม้ประกอบด้วยถุงห่อหุ้มชั้นนอกที่เป็นถุงชั้นนอกที่มีปลายเปิดด้านบนชั้นนอกและพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นนอกและพื้นผิวด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้นสำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในซึ่งถุงห่อหุ้มชั้นในจะเป็นถุงชั้นในที่อยู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นนอกและมีปลายเปิดด้านบนชั้นในสำหรับเป็นช่องทางสวมเข้าทางด้านบนของผลไม้ที่ต้องการห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นในอย่างน้อยหนึ่งด้านจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งด้านของถุงห่อหุ้มชั้นในจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในอีกชั้นหนึ่ง ที่โจทก์นำสืบว่าบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.3 จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2547 โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำหน่ายจำนวนประมาณ 40,000 ใบ และครั้งต่อมาเพิ่มจำนวนครั้งละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 2,200,000 ใบ ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และบริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด นำถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำนวนประมาณ 2,000,000 ใบ นั้น ไม่ปรากฏว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวนำถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 ไปจำหน่ายจำนวนเท่าใด แก่ผู้ใดและที่ใดในประเทศไทย อันจะแสดงให้เห็นว่าถุงห่อผลไม้ดังกล่าวมีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2547 ก่อนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 วรรคสอง (1) อย่างไรก็ตาม แม้จะรับฟังไม่ได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวก็รับฟังได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยาน ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่ปรากฏอยู่แล้วนอกและในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เมื่อการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วอันมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง การออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ ต้องถือว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ไม่สมบูรณ์ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า การที่โจทก์นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 มาจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2551 ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมใบเสร็จรับเงิน เป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 และโจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจำนวน 450,000 บาท และค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะหยุดการละเมิดอนุสิทธิบัตรดังกล่าวตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่โจทก์นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ก็ตาม แต่เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เป็นอนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 สัตต การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 35 ทวิ และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 6 ม. 35 ทวิ ม. 36 (1) ม. 65 ทวิ ม. 65 สัตต ม. 65 นว ม. 65 ทศ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอ.อี.เครื่องจักรการเกษตร จำกัด
จำเลย — บริษัทแสงจิต เครื่องจักรการเกษตร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธัญญู ชูดำ
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9212/2557
#575206
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่มีเหตุอันสมควรสงสัยว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง กรณีจึงไม่ต้องกระทำตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 47 วรรคสาม

นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซื้อขายแบบ ซีไอเอฟ โจทก์มีหน้าที่จ่ายค่าขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือปลายทางที่กรุงเทพมหานคร และเบี้ยประกันภัย ความเสี่ยงภัยจะตกอยู่แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อสินค้าเมื่อสินค้าบรรทุกในเรือของผู้ขนส่งแล้ว ส่วนกรรมสิทธิ์ในรถตักคันพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันเป็นอย่างอื่น กรรมสิทธิ์ในรถตักคันพิพาทจึงโอนแก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว ดังนั้นก่อนมีการเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในรถตักคันพิพาท และมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งส่งมอบรถตักคันพิพาทแก่ตนได้ แต่เมื่อมีการเลิกสัญญาโดยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 กล่าวคือ ต้องให้รถตักคันพิพาทกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อโจทก์ส่งมอบรถตักคันพิพาทให้แก่ผู้ขนส่ง ถือว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายแบบซีไอเอฟครบถ้วนแล้ว และเมื่อพิจารณาใบตราส่งแล้ว จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้รับตราส่ง เมื่อรถตักคันพิพาทมาถึงประเทศไทย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่ยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้รถตักคันพิพาทกลับไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์ดังที่เป็นอยู่เดิม เช่น ส่งรถตักคันพิพาทคืนแก่โจทก์ หรือส่งมอบให้ตัวแทนโจทก์ในประเทศไทย การที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะตามเอกสารยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่งอยู่ โดยเฉพาะการที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธที่จะโอนสิทธิในการรับรถตักคันพิพาทให้บุคคลที่สามตามที่โจทก์เสนอ ถือเป็นการละเลยไม่บำบัดปัดป้องหรือบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าการที่จำเลยที่ 1 ยอมรับสินค้าที่ไม่ตรงตามที่ระบุในใบกำกับสินค้าหากจำเลยที่ 2 จะเป็นความผิดเกี่ยวกับอัตราพิกัดภาษี และการสำแดงเท็จ หรือการลงลายมือชื่อในหนังสือโอนสิทธิผู้รับจะเป็นการขัดกับรายละเอียดในใบกำกับสินค้านั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักและไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะปฏิเสธหน้าที่ภายหลังเลิกสัญญา เนื่องจากปรากฏจากคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการศุลกากรพยานโจทก์ว่า การขอแก้ไขบัญชีสินค้าสำหรับเรือซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนผู้รับตราส่งนั้น ผู้ที่ยื่นคำร้องคือตัวแทนเรือไม่ใช่เจ้าของสินค้า นอกจากคำร้องขอแก้ไขจากตัวแทนเรือแล้ว ยังต้องยื่นหนังสือโอนสิทธิ และหนังสือรับโอนสิทธิจากผู้รับตราส่งรายใหม่ประกอบด้วย และเมื่อมีการโอนสิทธิแล้ว ผู้มีหน้าที่เสียภาษีศุลกากรคือ ผู้รับตราส่งที่ได้รับโอนสิทธิ ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ยื่นเรื่องต่อกรมศุลกากรในการเปลี่ยนตัวผู้รับตราส่ง และเมื่อมีการโอนสิทธิแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นขอเสียภาษีศุลกากร จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับผลกระทบไม่ว่าอัตราภาษีศุลกากรจะเป็นอัตราใด ดังนั้นจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถตักคันพิพาทคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ต้องใช้ราคาพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่รถตักพิพาทถูกส่งมาถึงประเทศไทยจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการรับสินค้าซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือปลายทางเพื่อส่งมอบคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องรับผิดต่อบริษัท อ. เป็นค่าเช่าตู้คอนเทนเนอร์เกินกำหนดนั้น แม้ไม่มีผู้มารับมอบสินค้าที่ท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งยังมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการเก็บรักษา การดูแล ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2539 มาตรา 10 แต่เนื่องจากผู้ขนส่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขาย ไม่อาจทราบเรื่องเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้า ผู้ขนส่งต้องย่อมยึดถือชื่อของผู้รับตราส่งตามใบตราส่งเป็นสำคัญ ดังนั้นกรณีที่ไม่มีผู้รับสินค้าที่ท่าเรือปลายทางเป็นเหตุให้ผู้ขนส่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเสียเวลาของเรือ (demurrage) ค่าเก็บตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือ (port storage) เป็นต้น ผู้ขนส่งสามารถเรียกร้องจากผู้รับตราส่งได้ ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าที่จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 โดยตรง นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนตัวผู้รับตราส่ง ผู้รับตราส่งรายใหม่ที่ไปขอรับสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ขนส่ง ซึ่งไม่ใช่โจทก์อีกเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งรถตักซึ่งผลิตโดยบริษัทแคทเทอร์พิลล่า รุ่น 814 คันหมายเลข 90พี154 จำนวน 1 คัน คืนแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่อาจคืนรถตักมือสองดังกล่าวได้ หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งมอบคืนแก่โจทก์ ให้ร่วมกันใช้ราคาจำนวน 21,106 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะใช้ราคาคืนแก่โจทก์เสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 233,499 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายในอัตราวันละ 1,220 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข เอ็นวายเคยู 5641140-9012403 จะส่งมอบคืนแก่ผู้ขนส่ง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริหาร มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องจักรและการก่อสร้าง นายจอร์จ พนักงานของบริษัทอีมาร์เก็ตส์ ยูเอสเอ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์ติดต่อกับจำเลยที่ 2 เพื่อเสนอขายรถตักยี่ห้อแคทเทอร์พิลล่า จำนวน 1 คัน ในราคา 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 จำเลยที่ 2 ตกลงสั่งซื้อรถตักล้อยางใช้แล้วจำนวน 1 คัน ยี่ห้อแคทเทอร์พิลล่า รุ่น 814 หมายเลข 90พี154 จากนายจอร์จ พนักงานบริษัทในเครือของโจทก์ ในราคา 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคารวมค่าสินค้าและค่าขนส่งจากท่าเรือที่ประเทศสหรัฐอเมริกามายังท่าเรือในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ชำระราคาโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ระหว่างที่สินค้าอยู่ระหว่างการขนส่ง โจทก์ส่งภาพถ่ายของรถตักคันพิพาทที่บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ให้จำเลยทั้งสองดู ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 2 ร้องเรียนเรื่องที่โจทก์แยกชิ้นส่วนรถตัก และปฏิเสธไม่รับสินค้า เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 นายดูดเลย์ (Dudley) ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์เสนอทางเลือกแก่จำเลยที่ 2 คือ ยกเลิกการซื้อขาย หรือลดราคารถตักคันพิพาทเหลือ 18,500 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 2 แจ้งว่าต้องการยกเลิกการซื้อขาย เมื่อรถตักคันพิพาทมาถึงท่าเรือในประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ไปดำเนินการรับรถตักคันพิพาท

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้รับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า นายมูเนะโยชิเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ และได้ลงนามแทนโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ กรณีจึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีมิใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง แม้หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจะไม่มีใบสำคัญของรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นแสดงว่า นายมาซาโตะเป็นโนตารีปับลิกผู้มีอำนาจเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การเพียงว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นางสาวกมลพร นายมูเนะโยชิไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญในหนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียวและไม่ใช่เอกสารหรือหลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมายของรัฐบาลญี่ปุ่น คำให้การดังกล่าวเป็นคำให้การลอย ๆ และไม่ได้ให้การโต้แย้งในเรื่องโนตารีปับลิก อีกทั้งไม่ถือว่าคำให้การดังกล่าวเป็นคำร้องแสดงเหตุอันควรสงสัยว่า ใบมอบอำนาจนั้นจะมิใช่ใบมอบอำนาจอันแท้จริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่หนังสือมอบอำนาจอันแท้จริง กรณีจึงไม่ต้องกระทำตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 วรรคสาม ข้อเท็จจริงต้องรับฟังว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนางสาวกมลพร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงซื้อรถตักคันพิพาทจากโจทก์ในราคาซีไอเอฟกรุงเทพ (CIF Bangkok, Thailand) จำเลยที่ 1 ชำระราคาโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2554 โจทก์ส่งมอบรถตักคันพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยบรรจุใส่ตู้คอนเทนเนอร์ และส่งมอบให้ผู้ขนส่งบรรทุกลงเรือ แอฟฟราไดท์ (MV APHRODITE) เที่ยวขนส่งที่ 53 W 16 จากท่าเรือเมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา มายังกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2554 จำเลยที่ 1 สนองรับคำเสนอยกเลิกสัญญาซื้อขายของโจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 รถตักคันพิพาทถูกขนส่งมาถึงท่าเรือของบริษัท บีเอ็มที แปซิฟิค จำกัด ตัวแทนผู้ขนส่งแจ้งการมาถึงของสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการส่งมอบรถตักคันพิพาทคืนแก่โจทก์ เพื่อบรรเทาความเสียหายใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นเป็นรายวัน เช่น ค่าเช่าตู้สินค้าที่โจทก์ต้องชำระให้แก่บริษัทเอ็น วาย เค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และค่าวางตู้สินค้าที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้มีสิทธิรับสินค้าต้องชำระให้แก่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 โจทก์เสนอให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิในการรับสินค้าให้แก่ผู้ซื้อรายใหม่ของโจทก์คือ บริษัทเจเอสเอสอาร์ อ๊อกชั่น จำกัด เพื่อให้โจทก์เข้าคืนการครอบครองรถตักคันพิพาทและส่งมอบรถตักดังกล่าวแก่บริษัทเจเอสเอสอาร์ อ๊อกชั่น จำกัด ต่อไป เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซื้อขายแบบ ซีไอเอฟ โจทก์มีหน้าที่จ่ายค่าขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือปลายทางที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย และเบี้ยประกันภัย ความเสี่ยงภัยจะตกอยู่แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อสินค้าเมื่อสินค้าบรรทุกในเรือของผู้ขนส่งแล้ว ส่วนกรรมสิทธิ์ในรถตักคันพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันเป็นอย่างอื่น กรรมสิทธิ์ในรถตักคันพิพาทจึงโอนแก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว ดังนั้นก่อนมีการเลิกสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์ในรถตักคันพิพาท และมีสิทธิเรียกให้ผู้ขนส่งส่งมอบรถตักคันพิพาทแก่ตนได้ แต่เมื่อมีการเลิกสัญญาโดยความสมัครใจของโจทก์และจำเลยที่ 1 คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 กล่าวคือ ต้องให้รถตักคันพิพาทกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ เมื่อโจทก์ได้ส่งมอบรถตักคันพิพาทให้แก่ผู้ขนส่ง ถือว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายแบบซีไอเอฟครบถ้วนแล้ว และเมื่อพิจารณาใบตราส่งทั้งสองฉบับที่โจทก์นำสืบประกอบกันแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นผู้รับตราส่ง เมื่อรถตักคันพิพาทมาถึงประเทศไทย แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ผูกพันตามสัญญาซื้อขายที่ยกเลิกไปแล้ว แต่ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้รถตักคันพิพาทกลับไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์ดังที่เป็นอยู่เดิม เช่น ส่งรถตักคันพิพาทคืนแก่โจทก์ หรือส่งมอบให้ตัวแทนโจทก์ในประเทศไทย การที่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เพราะตามเอกสารยังปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตราส่งอยู่ โดยเฉพาะการที่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธที่จะโอนสิทธิในการรับรถตักคันพิพาทให้บุคคลที่สามตามที่โจทก์เสนอ ถือเป็นการละเลยไม่บำบัดปัดป้องหรือบรรเทาความเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับสินค้าที่ไม่ตรงตามที่ระบุในใบกำกับสินค้าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับอัตราพิกัดภาษีและการสำแดงเท็จ หรือการลงลายมือชื่อในหนังสือโอนสิทธิผู้รับจะเป็นการขัดกับรายละเอียดในใบกำกับสินค้านั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักและไม่ใช่เหตุผลอันสมควรที่จะปฏิเสธหน้าที่ภายหลังเลิกสัญญา เนื่องจากปรากฏจากคำเบิกความของนายธวัชชัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการศุลกากรพระสมุทรเจดีย์ สังกัดกรมศุลกากร พยานโจทก์สรุปได้ว่า การขอแก้ไขบัญชีสินค้าสำหรับเรือซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนผู้รับตราส่งนั้น ผู้ที่ยื่นคำร้องคือตัวแทนเรือไม่ใช่เจ้าของสินค้า นอกจากคำร้องขอแก้ไขจากตัวแทนเรือแล้ว ยังต้องยื่นหนังสือโอนสิทธิ และหนังสือรับโอนสิทธิจากผู้รับตราส่งรายใหม่ประกอบด้วย และเมื่อมีการโอนสิทธิแล้ว ผู้มีหน้าที่เสียภาษีศุลกากรคือผู้รับตราส่งที่ได้รับโอนสิทธิ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ยื่นเรื่องต่อกรมศุลกากรในการเปลี่ยนตัวผู้รับตราส่ง และเมื่อมีการโอนสิทธิแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นขอเสียภาษีศุลกากร จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับผลกระทบไม่ว่าอัตราภาษีศุลกากรจะเป็นอัตราใด ดังนั้น จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถตักคันพิพาทคืนแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนได้ต้องใช้ราคาจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 อันเป็นวันที่รถตักคันพิพาทถูกส่งมาถึงประเทศไทย จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายกรณีที่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการรับสินค้าซึ่งบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ ณ ท่าเรือปลายทางเพื่อส่งมอบคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องรับผิดกับบริษัทเอ็น วาย เค ไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นค่าเช่าตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข เอ็นวายเคยู 5641140 - 9012403 เกินกำหนดนั้น เห็นว่า แม้จะไม่มีผู้มารับมอบสินค้าที่ท่าเรือปลายทาง ผู้ขนส่งยังมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการเก็บรักษา การดูแล ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 10 แต่เนื่องจากผู้ขนส่งเป็นบุคคลภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขาย ไม่อาจทราบเรื่องเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินค้า ผู้ขนส่งย่อมต้องยึดถือชื่อของผู้รับตราส่งตามใบตราส่งเป็นสำคัญ ดังนั้นกรณีที่ไม่มีผู้รับสินค้าที่ท่าเรือปลายทางเป็นเหตุให้ผู้ขนส่งต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าเสียเวลาของเรือ (demurrage), ค่าเก็บตู้คอนเทนเนอร์ในท่าเรือ (port storage) เป็นต้น ผู้ขนส่งสามารถเรียกร้องจากผู้รับตราส่งได้ ดังนั้น ค่าใช้จ่ายที่โจทก์เรียกร้องจึงเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งจะไปว่ากล่าวกับผู้รับตราส่งที่ผิดหน้าที่ในการรับสินค้าภายในเวลาอันสมควร ไม่ใช่หน้าที่ของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าที่จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 โดยตรง นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนตัวผู้รับตราส่ง ผู้รับตราส่งรายใหม่ที่ไปขอรับสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบชำระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ขนส่งซึ่งไม่ใช่โจทก์อีกเช่นกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่าผู้ขนส่งสินค้าได้ชำระค่าเก็บตู้คอนเทนเนอร์ให้แก่ท่าเรือไปแล้วและไม่สามารถเรียกร้องจากผู้รับตราส่งได้ จึงมาเรียกร้องจากโจทก์ในฐานะผู้ส่งของและโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขนส่งไปแล้ว ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องในข้อนี้ จึงเป็นเรื่องในอนาคตและโจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหาย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งรถตักมือสองซึ่งผลิตโดยบริษัทแคทเทอร์พิลล่า รุ่น 814 คันหมายเลข 90พี154 จำนวน 1 คัน คืนแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่อาจคืนได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาแทนจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555) ต้องไม่เกิน 1,106 ดอลลาร์สหรัฐ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
ป.วิ.พ. ม. 47
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีมาร์เก็ตส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทบี ซี ดี ซี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเรืองสิทธิ์ ตันกาญจนานุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
นวลน้อย ผลทวี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9152/2557
#575220
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาในคดีก่อน จำเลยซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในคดีดังกล่าวทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.5 มีสาระสำคัญในข้อ 1 ว่า จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 573/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาในวันที่... จะทำกันที่ศาลฎีกา โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ข้อ 2 ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้อง โดยตกลงชำระเงินเป็นค่าซื้อขายที่ดินพิพาทจำนวน 40,000,000 บาท โดยชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่... ให้แก่ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินค่าที่ดิน และจำเลยสามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ข้อ 5 จำเลยและทายาทของ ห. ทุกคนจะต้องยินยอมให้ความร่วมมือในการที่ ก. จดทะเบียนรับ ส. เป็นบุตรบุญธรรม เพื่อเป็นวิธีการในการรับโอนที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 และทายาทของ ห. ทุกคนต้องสละสิทธิในที่ดินทุกแปลงที่ได้ทำการซื้อขายกันตามสัญญาโอนสิทธิฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ที่ได้ออกหลักฐาน ส.ป.ก. 4 - 01 ในปัจจุบัน ข้อ 6 ในวันที่โจทก์ไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อที่สำนักงานที่ดินนั้น จำเลยจะต้องได้รับเงินครบถ้วน 40,000,000 บาท หากโจทก์หรือผู้ซื้อผิดสัญญาให้ถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกัน และโจทก์ยินยอมรับผิดชดใช้เงินค่าที่ดินพร้อมค่าเสียหายแก่จำเลย ในทางกลับกันหากจำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงินค่าปรับ 40,000,000 บาท นั้น บันทึกดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ คู่กรณีต้องดำเนินการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้องและชำระเงินกันก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษา เพราะเมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้วคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงนอกศาลที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้ไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนคำพิพากษาได้ ส่วนตามบันทึกข้อตกลงตามเอกสาร จ.5 ข้อ 5 ที่ระบุว่าจำเลยและทายาทอื่นของ ห. ทุกคนต้องยินยอมและให้ความร่วมมือในการที่ ก. ภริยา ห. จดทะเบียนรับ ส. พี่ชายโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมเพื่อเป็นวิธีการในการรับโอนที่ดินที่มีหลักฐานเป็น ส.ป.ก. 4 - 01 ดังกล่าว เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามโดยชัดแจ้งของกฎหมาย หาใช่เป็นข้อตกลงที่เป็นการแก้ไขข้อขัดข้องที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ตามที่โจทก์ฎีกา จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่โจทก์เบิกความว่าเงิน 40,000,000 บาท ที่จะจ่ายให้แก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงนั้น เป็นเงินรวมทั้งหมดไม่ได้แบ่งแยกเป็นหลายแปลง จึงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาให้จำเลยโอนที่ดินทั้งหมดทุกแปลงแก่โจทก์โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินรวม 40,000,000 บาท จึงไม่สามารถแยกส่วนที่ไม่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าที่ดินโฉนดเลขที่ 44248 และ 44249 เป็นเงิน 40,000,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยและทายาทของนายเหลือพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ในคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 98/2545 หมายเลขแดงที่ 125/2545 ของศาลจังหวัดตะกั่วป่า ให้จำเลยและทายาทอื่นของนายเหลือยินยอมให้นางกวดจดทะเบียนรับนายสมควรเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อให้นายสมควรรับโอนที่ดิน ส.ป.ก.4 - 01 จำเลยและทายาทของนายเหลือต้องสละสิทธิในที่ดินทุกแปลงที่ซื้อขายกันตามสัญญาโอนสิทธิฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ที่ได้ออกเป็น ส.ป.ก.4 - 01 ในปัจจุบัน หากจำเลยและทายาทอื่นของนายเหลือไม่สามารถโอนที่ดิน ส.ป.ก.4 - 01 และส่งมอบการครอบครองที่ดินที่มีสิทธิการครอบครอง แต่ไม่มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ให้โจทก์ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์โดยคิดเป็นค่าเสียหายจากที่ดินราคาไร่ละ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากค่าเสียหายทั้งหมดนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยและทายาทอื่นของนายเหลือไม่สามารถปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดทั้งแปดยื่นคำร้องขอให้พิพากษาให้บันทึกข้อตกลงตามเอกสารท้ายฟ้องระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่มีผลผูกพันบังคับเอากับที่ดินพิพาทในส่วนของผู้ร้องสอด จำนวน 8 ใน 9 ส่วน และพิพากษาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะหรือสิ้นผลผูกพัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดขอให้ยกคำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ แทนจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งแปดโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2540 นายเหลือ บิดาจำเลยและผู้ร้องสอดทั้งแปดเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยว่าโจทก์กับพวกหลอกลวงนายเหลือให้ขายที่ดินตามแบบแจ้งการครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 226 ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และที่ดินที่มีอาณาเขตติดต่อกันทั้งที่มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่และไม่มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 45 ไร่ ต่อมาโจทก์นำที่ดินตาม ส.ค.1 ดังกล่าวไปออกโฉนดที่ดินในชื่อโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 44248 และ 44249 ขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวและส่งมอบการครอบครองที่ดินดังกล่าวและที่ดินอื่นแก่นายเหลือ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายเหลือคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับเงินวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 44248 และ 44249 ส่งมอบโฉนดที่ดินและมอบการครอบครองที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวรวมทั้งที่ดินที่ติดต่อกันแก่นายเหลือ หากโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ให้ใช้เงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องวันที่ 20 มีนาคม 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่นายเหลือ ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 573/2544 โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 นายเหลือถึงแก่ความตาย จำเลยคดีนี้จึงเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง นายเหลือโดยจำเลยคดีนี้ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทนฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2549 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2549 ซึ่งศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 มีผลบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติตามหรือไม่ บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีสาระสำคัญในข้อ 1 ว่า จำเลยจะทำการประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 573/2544 ของศาลชั้นต้นซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ภายในวันที่... จะทำกันที่ศาลฎีกา โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินการ ข้อ 2 ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้อง โจทก์ตกลงชำระเงินเป็นค่าซื้อขายที่ดินพิพาท เป็นเงินจำนวน 40,000,000 บาท โดยชำระให้แก่จำเลยในวันที่โจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในวันที่... ให้แก่ผู้ซื้อ โดยให้ผู้ซื้อระบุชื่อจำเลยเป็นผู้รับเงินค่าที่ดิน และจำเลยสามารถตรวจสอบสถานะการเงินของผู้ซื้อก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ข้อ 5 จำเลยและทายาทอื่นของนายเหลือทุกคนจะต้องยินยอมและให้ความร่วมมือในการที่นางกวด จดทะเบียนรับนายสมควรเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อเป็นวิธีการในการรับโอนที่ดินที่เป็นเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4 - 01 และทายาทของนายเหลือทุกคนจะต้องสละสิทธิในที่ดินทุกแปลงที่ได้ทำการซื้อขายกันตามสัญญาโอนสิทธิ ฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ที่ได้ออกเป็นหลักฐาน ส.ป.ก.4 - 01 ในปัจจุบัน ข้อ 6 ในวันที่โจทก์ไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อที่สำนักงานที่ดินนั้น จำเลยจะต้องได้รับเงินครบถ้วนจำนวน 40,000,000 บาท หากโจทก์หรือผู้ซื้อผิดสัญญา ให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกัน และโจทก์ยินยอมรับผิดชดใช้เงินค่าที่ดินจำนวน 40,000,000 บาท พร้อมค่าเสียหายและค่าปรับเป็นเงินจำนวน... บาท แก่จำเลย ในทางกลับกันหากจำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินค่าปรับ จำนวน 40,000,000 บาท โจทก์เบิกความว่า หลังจากทำสัญญาบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 แล้ว จำเลยไม่ยอมทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้องตามข้อตกลง จำเลยบ่ายเบี่ยงผัดผ่อนตลอดมาจนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วจำเลยก็ไม่ยอมรับเงินค่าที่ดินพิพาทจำนวน 40,000,000 บาท เพื่อโจทก์จะได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 44248 และ 44249 ให้แก่ผู้ซื้อตามข้อตกลง จำเลยเบิกความว่า จำเลยหลงเชื่อตามที่โจทก์หลอกลวงว่าโจทก์มีเงินจำนวน 40,000,000 บาท พร้อมที่จะชำระให้แก่จำเลย จำเลยจึงยินยอมทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 ในวันทำบันทึกจำเลยยังไม่ให้ระบุวันที่ในการดำเนินการตามบันทึกข้อ 1 และข้อ 2 โดยจะให้ระบุเมื่อจำเลยได้ตรวจสอบสถานะทางการเงินของฝ่ายโจทก์ก่อน ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2549 โจทก์ทำทีนัดจำเลยไปตรวจสอบสถานะทางการเงินตามข้อตกลง โดยนัดจำเลยไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเจ้าฟ้า แต่โจทก์ก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้จำเลยตรวจสอบสถานะทางการเงิน แสดงว่าโจทก์ไม่มีเงินที่จะชำระให้จำเลย ถือว่าโจทก์ผิดสัญญาตามข้อ 6 จำเลยจึงทวงถามให้โจทก์ปฏิบัติตามข้อตกลงภายในเดือนพฤษภาคม 2549 มิฉะนั้นให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเป็นอันเลิกกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเลิกกันตั้งแต่สิ้นเดือนพฤษภาคม 2549 แล้ว เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 573/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนายเหลือเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ การที่โจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.5 หากบันทึกดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ คู่กรณีก็จะต้องดำเนินการทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้องและชำระเงินกันก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษา เพราะเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วคำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ข้อตกลงนอกศาลที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้ไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเพิกถอนคำพิพากษาได้ อย่างไรก็ตามศาลฎีกาเห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 5 ที่ระบุว่า จำเลยและทายาทอื่นของนายเหลือทุกคนจะต้องยินยอมและให้ความร่วมมือในการที่นางกวดภริยานายเหลือจดทะเบียนรับนายสมควรพี่ชายโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมเพื่อเป็นวิธีการในการรับโอนที่ดินที่มีหลักฐานเป็น ส.ป.ก.4 - 01 และทายาททุกคนของนายเหลือจะต้องสละสิทธิในที่ดินทุกแปลงที่ได้ทำการซื้อขายกันตามสัญญาโอนสิทธิฉบับลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 ที่ได้ออกหลักฐานเป็น ส.ป.ก.4 - 01 นั้น เป็นข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 39 บัญญัติว่า "ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม..." การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้นายสมควรพี่ชายโจทก์เข้าเป็นบุตรบุญธรรมของนางกวดภริยานายเหลือเพื่อจะได้รับโอนที่ดินพิพาทนั้น เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามโดยชัดแจ้งของกฎหมาย หาใช่เป็นข้อตกลงที่เป็นการแก้ไขข้อขัดข้องที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.5 สามารถแยกส่วนที่ไม่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เงินจำนวน 40,000,000 บาท ที่จะจ่ายให้แก่จำเลยตามบันทึกข้อตกลงนั้น เป็นเงินรวมทั้งหมดไม่ได้แบ่งแยกเป็นหลายแปลง จึงฟังได้ว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาให้จำเลยโอนที่ดินทั้งหมดทุกแปลงแก่โจทก์โดยโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินรวม 40,000,000 บาท จึงไม่สามารถแยกส่วนที่ไม่เป็นโมฆะออกจากส่วนที่เป็นโมฆะได้ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวประพาภร แซ่อิ๋ว
ผู้ร้องสอด — นางสาวทิพย์ฤทัย ธรรมวัฒน์ กับพวก
นายเดชพลหรือประกอบ ธรรมวัฒน์ ในฐานะส่วนตัว
จำเลย — และผู้จัดการมรดกของนายเหลือ ธรรมวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวกัญญา นะรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายยงยุทธ สมัย
ชื่อองค์คณะ
ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9136/2557
#572157
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำคัดค้าน แต่เมื่อปัญหานี้ปรากฏตามคำร้องขอในสำนวน ผู้คัดค้านชอบจะหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องวินิจฉัยปัญหานี้ให้ตามมาตรา 240 วรรคหนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจึงถือว่าได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านจึงชอบจะฎีกาปัญหานี้ได้ ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการสมรสระหว่าง ก. กับผู้คัดค้านเป็นโมฆะ เนื่องจากเป็นการสมรสซ้อนกับการสมรสระหว่าง ก. กับผู้ร้อง ซึ่งมาตรา 1497 กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาก็ได้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่กฎหมายให้สิทธิบุคคลใช้สิทธิทางศาลได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งตามมาตรา 171 กำหนดให้เสนอคดีได้ทั้งรูปคำฟ้องหรือคำร้องขอก็ได้แล้วแต่รูปเรื่องแห่งคดี และไม่ว่าจะเป็นการฟ้องคดีหรือการร้องขอก็ถือเป็นคำฟ้องเช่นกัน ผู้ร้องจึงมีอำนาจฟ้องด้วยการยื่นคำร้องขอตามมาตรา 171 ได้

ผู้ร้องนำสืบว่า ใบทะเบียนสมรสหาย ผู้ร้องขอคัดสำเนาโดยเจ้าพนักงานรับรองตามสำเนาทะเบียนสมรส เอกสารหมาย ร. 1 ตามที่ผู้ร้องได้ยื่นขอคัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว เอกสารหมาย ร. 2 สำเนาทะเบียนสมรสดังกล่าวระบุว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับ ก. เป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง ผู้คัดค้านจึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นจริงหรือไม่มีอยู่ การที่ผู้คัดค้านคาดคะเนว่าจะไม่เป็นจริง เพราะเหตุการณ์เกิดมานานแล้วเพิ่งจะคัดเอกสารนั้น เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ กรณีต้องฟังว่า ก. สมรสกับผู้ร้องอยู่แล้ว ผู้คัดค้านกับ ก. มาสมรสกันภายหลัง จึงเป็นสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายกำแพงกับนางพยอมเป็นโมฆะ

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายกำแพงกับนางพยอมตามทะเบียนสมรส สำนักทะเบียน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เลขทะเบียนที่ 156/4152 ลงวันที่ 4 กันยายน 2552 เป็นโมฆะ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านในข้อแรกว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นคดีนี้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งจะต้องทำเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างตั้งประเด็นไว้ในคำคัดค้าน แต่เมื่อปัญหานี้ปรากฏตามคำร้องขอในสำนวน ผู้คัดค้านจึงชอบจะหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องวินิจฉัยปัญหานี้ให้ตามมาตรา 240 วรรคหนึ่ง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง จึงได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านจึงชอบจะฎีกาปัญหานี้ได้ ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อต่อไปว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอรับฟังได้หรือไม่ว่าผู้ร้องกับนายกำแพงจดทะเบียนสมรสกันตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2521 โดยผู้คัดค้านอ้างว่า เอกสารตามสำเนาทะเบียนสมรสที่ผู้ร้องอ้างมิใช่ตัวจริง และขอคัดหลังจากที่อ้างว่า จดทะเบียนสมรสกับนายกำแพงกว่า 30 ปี แล้วนั้น เห็นว่า ผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนายกำแพงตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2521 แต่ใบทะเบียนสมรสหายไป ผู้ร้องขอคัดค้านสำเนาโดยเจ้าพนักงานรับรองตามสำเนาทะเบียนสมรส และผู้ร้องได้ยื่นขอคัดข้อมูลทะเบียนครอบครัว ระบุว่า ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสกับนายกำแพงจึงเป็นเอกสารมหาชนซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายันต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ดังนั้น เมื่อเอกสารที่เจ้าพนักงานรับรองแล้ว ตามสำเนาทะเบียนสมรสและข้อมูลทะเบียนครอบครัว ระบุว่านายกำแพงสมรสกับผู้ร้องก่อนแล้ว ผู้คัดค้านจึงต้องมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เป็นจริงหรือไม่มีอยู่ การที่ผู้คัดค้านคาดคะเนว่าจะไม่เป็นจริง เพราะเหตุการณ์เกิดมานานแล้วเพิ่งจะคัดเอกสารนั้น เป็นข้ออ้างลอย ๆ ไม่อาจหักล้างบทข้อสันนิษฐานแห่งกฎหมายดังกล่าวได้ กรณีต้องฟังว่า นายกำแพงสมรสกับผู้ร้องอยู่แล้ว ผู้คัดค้านกับนายกำแพงมาสมรสกันในภายหลัง เป็นสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสระหว่างนายกำแพงกับผู้คัดค้านเป็นโมฆะจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของผู้คัดค้านว่าศาลล่างพิพากษาไม่ชอบ เพราะชอบจะทำเป็นคำสั่งนั้นผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 127 ม. 171 ม. 225 วรรคสอง ม. 240 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495 ม. 1497
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางวรรณา เพลินธรรม
ผู้คัดค้าน — นางพยอม เพลินธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี (ทองผาภูมิ) — นายปิยะพงษ์ นิ่มละมัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
พฤษภา พนมยันตร์
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9120/2557
#571966
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง คือจำเลยกู้ยืมเงินของ ท. มารดาบุญธรรมของโจทก์ แล้วผิดนัดไม่ชำระ ทั้งผู้จัดการมรดกของ ท. ก็เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยและโจทก์ผู้เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกจาก ท. ผู้ตาย โจทก์ย่อมเสียหายเพราะถูกโต้แย้งสิทธิ เมื่อประกอบกับไม่มีกฎหมายห้ามโดยตรงไม่ให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในกรณีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรบุญธรรมของนางทองอยู่ โดยนางทองอยู่ได้จดทะเบียนรับโจทก์เป็นบุตรบุญธรรม นางทองอยู่มารดาบุญธรรมของโจทก์ไม่มีคู่สมรสและไม่มีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือทายาทโดยธรรมใด ๆ ที่จะรับมรดกต่อไปเมื่อตนเองถึงแก่ความตาย มีแต่เพียงโจทก์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมเพียงคนเดียวเท่านั้น นางทองอยู่ถึงแก่ความตาย ในขณะที่นางทองอยู่มีชีวิตอยู่ จำเลยกู้ยืมเงินไปจากนางทองอยู่เป็นเงินจำนวน 130,000 บาท โดยมีข้อสัญญาว่าจะนำเงินต้นมาชำระคืนให้ครบถ้วนภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 ทั้งนี้จำเลยได้รับต้นเงินกู้ไปจากนางทองอยู่ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา พร้อมกันนี้จำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินและลงลายมือชื่อการกู้ยืมเงินในสัญญากู้ยืมเงินมอบให้กับนางทองอยู่ไว้เป็นหลักฐานด้วย หลังจากที่จำเลยได้กู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยผิดสัญญาเงินกู้ เมื่อถึงกำหนดที่จะต้องนำต้นเงินกู้มาชำระคืน จำเลยก็ไม่นำมาชำระให้และเพิกเฉยมาตลอดเป็นเวลานาน จวบจนเมื่อนางทองอยู่ได้ถึงแก่ความตายไป จำเลยก็ไม่ชำระให้ จำเลยยังคงเป็นหนี้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่กู้ยืมเงินจนถึงวันฟ้องคดีนี้ เป็นเวลา 6 ปีกว่า แต่เมื่อคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี คิดเป็นเงินค่าดอกเบี้ยเป็นเงิน 48,750 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับต้นเงินแล้ว เป็นเงินที่จำเลยเป็นหนี้นางทองอยู่ทั้งสิ้น 178,750 บาท เมื่อนางทองอยู่ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว หนี้เงินกู้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่นางทองอยู่จำนวน 178,750 บาท จึงเป็นหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระแก่กองมรดกของนางทองอยู่ซึ่งจะเป็นมรดกที่จะต้องตกทอดไปยังทายาทตามกฎหมายต่อไป ซึ่งทายาทผู้มีสิทธิที่จะได้รับมรดกในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ก็ได้แก่โจทก์เพียงคนเดียวเท่านั้น ในการจัดการมรดกของนางทองอยู่ ก่อนเสียชีวิตนางทองอยู่ได้ทำพินัยกรรมฝ่ายผังเมืองยกทรัพย์สินหลายรายการให้แก่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรม แต่ไม่รวมถึงหนี้ที่จำเลยมีต่อกองมรดกที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ และในพินัยกรรมที่ทำไว้นั้นนางทองอยู่ได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้มีจำนวน 3 คน ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งคดีถึงที่สุดแล้วให้บุคคลทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกอันมีสิทธิและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของนางทองอยู่ได้ตามกฎหมาย หลังจากที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว โจทก์แจ้งให้ผู้จัดการมรดกซึ่งมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกมาแบ่งปันแก่ทายาท ติดตามทวงถามจำเลยให้นำเงินมาชำระแก่กองมรดกเพื่อที่จะนำมาชำระให้โจทก์ แต่ผู้จัดการมรดกทั้งสามก็ไม่ดำเนินการให้ เนื่องจากว่าจำเลยและผู้จัดการมรดกเป็นญาติกัน เมื่อผู้จัดการมรดกไม่ดำเนินการเรียกร้องเงินที่จำเลยเป็นหนี้กองมรดกอยู่มาชำระแก่กองมรดกและนำมาชำระให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมเพียงผู้เดียว โจทก์จึงต้องดำเนินการติดตามทวงถามและฟ้องคดีนี้เอง โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิที่จะได้รับมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์หลายครั้ง แต่จำเลยก็เพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายกล่าวคือ ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจำนวน 178,750 บาท ซึ่งเป็นเงินมรดกของนางทองอยู่ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 178,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 130,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ยืนยันว่าผู้จัดการมรดกละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง คือจำเลยกู้ยืมเงินของนางทองอยู่ มารดาบุญธรรมของโจทก์ แล้วผิดนัดไม่ชำระ ทั้งผู้จัดการมรดกของนางทองอยู่ก็เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยและโจทก์ผู้เป็นทายาทมีสิทธิได้รับมรดกจากผู้ตายเช่นนี้ โจทก์ย่อมเสียหายเพราะถูกโต้แย้งสิทธิ เมื่อประกอบกับไม่มีกฎหมายห้ามโดยตรงไม่ให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในกรณีดังกล่าว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น แต่เมื่อตามกฎหมายผู้จัดการทรัพย์มรดกมีหน้าที่ติดตามหนี้จากลูกหนี้ของผู้ตายเพื่อนำมาแบ่งปันให้ทายาท จึงสมควรให้ผู้จัดการทรัพย์มรดกได้มีโอกาสที่จะรับรู้ถึงข้อพิพาทในคดีนี้เพื่อจะได้ใช้สิทธิหรือดำเนินการในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกด้วย

พิพากษากลับ เป็นให้รับคำฟ้องของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไป โดยนอกจากให้โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้โจทก์ส่งสำเนาคำฟ้องให้ผู้จัดการมรดกของนางทองอยู่ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนฤมล ทับแคลน
จำเลย — นายสุรินทร์ วาสนสมพงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นางสาวปวีรยา จินดาวสุ
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9117/2557
#576834
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 146 กำหนดหลักการสำคัญในการพิจารณาและพิพากษาคดีครอบครัวไว้ว่า ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทโดยคำนึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องอ้างว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความเปลี่ยนแปลงไปโดยพฤติกรรมของผู้คัดค้านที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ซึ่งผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่ามิได้กระทำการดังกล่าว คงโต้แย้งเพียงว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้นอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดได้เท่านั้น จึงเป็นกรณีเกิดข้อพิพาทขึ้นใหม่นอกจากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเกิดขึ้นภายหลังมีคำพิพากษาตามยอมไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นไต่ส่วน นัดพิจารณา ตลอดจนมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ จึงไม่อาจถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษา ตามยอมที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งแต่งงานตามประเพณีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า ผู้คัดค้านรับว่าผู้ร้องเป็นบิดาของเด็กหญิง ร. ซึ่งเกิดจากผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องจดทะเบียนรับรองเด็กหญิง ร. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และให้เด็กหญิง ร. ใช้ชื่อสกุลของผู้ร้องภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 โดยอำนาจปกครองเด็กหญิง ร. คงอยู่กับผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียวเพียงแต่ผู้คัดค้านต้องปรึกษาผู้ร้องเกี่ยวกับสถานศึกษาของเด็กหญิง ร. มาก่อน ผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้เลี้ยงดูเด็กหญิง ร. แต่เพียงผู้เดียว ส่วนผู้ร้องจะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง ร. ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท นับแต่สิ้นเดือนสิงหาคม 2554 เป็นต้นไป ตลอดจนจะจ่ายค่าศึกษาเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลตามที่มีการจ่ายจริงจนกว่าเด็กหญิง ร. จะศึกษาจบปริญญาตรี เมื่อเด็กหญิง ร. อายุครบ 3 ปีบริบูรณ์แล้วผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องรับเด็กหญิง ร. ไปดูแลในวันเสาร์และวันอาทิตย์ได้ หากผู้ร้องผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งผู้คัดค้านบังคับคดีได้ทันที หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาประนีประนอมยอมความให้อีกฝ่ายหนึ่งถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของฝ่ายผิดสัญญาได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านไม่ยินยอมให้ผู้ร้องเยี่ยมเด็กหญิง ร. ซึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "เด็กหญิง ม. ที่จังหวัดชุมพรและไม่ยอมให้รับเด็กหญิง ร. ออกไปเที่ยวนอกบ้าน การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการจงใจกลั่นแกล้ง กีดกันขัดขวางผู้ร้องมิให้ไปเยี่ยมและดูบุตรตามสิทธิและหน้าที่ของบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงกระทำต่อบุตร และเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องร่วมกับผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ร. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 โดยให้ผู้ร้องมีสิทธิรับเด็กหญิง ร. มาอุปการะเลี้ยงดูที่บ้านผู้ร้องและบิดามารดาของผู้ร้องได้ ปีละไม่น้อยกว่า 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 ให้ผู้ร้องมีสิทธิไปเยี่ยมเยียนดูแลและรับเด็กหญิง ร. ออกไปเที่ยวนอกบ้านของผู้คัดค้านตามลำพังได้ตลอดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584/1 หากเด็กหญิง ร. อยู่ในวัยที่ต้องเข้ารับการศึกษาให้ผู้ร้องมีสิทธิไปเยี่ยมเยียน ดูแลและรับเด็กหญิง ร. มาอุปการะเลี้ยงดูที่บ้านของผู้ร้องในช่วงปิดภาคการศึกษาได้ทุกภาคการศึกษาเป็นเวลาครั้งละไม่น้อยกว่า 1 เดือน เพื่อให้ผู้ร้องมีโอกาสดูแลเด็กหญิง ร. ได้อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องตลอดไป

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านฉบับลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2555 ว่า เด็กหญิง ร. เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 อายุยังไม่ครบ 2 ปีบริบูรณ์ ผู้คัดค้านมิได้ประพฤติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นอาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้ว คู่ความแถลงร่วมกันตกลงให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ร. แต่เพียงผู้เดียว แต่มีเงื่อนไขว่า ในการดำเนินการที่สำคัญเกี่ยวกับผู้เยาว์ เช่น การเลือกสถานศึกษาให้ผู้คัดค้านปรึกษาผู้ร้องก่อน นับแต่วันดังกล่าวจนกระทั่งเด็กหญิง ร. อายุ 3 ปี ผู้คัดค้านอนุญาตให้ผู้ร้องไปเยี่ยมเด็กหญิง ร. พาไปพักค้างคืนครั้งละ 1 คืน แต่ไม่เกินเดือนละ 1 ครั้ง เมื่อเด็กหญิง ร. อายุ 5 ปี ถึง 7 ปี นอกจากให้ผู้ร้องไปเยี่ยมและพาเด็กหญิง ร. ไปพักค้างคืนได้ 2 คืนในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์แล้วยังอนุญาตให้ผู้ร้องไปเยี่ยมและพาเด็กหญิง ร. ไปอยู่ด้วยตลอดช่วงปิดภาคการศึกษา แต่คู่ความไม่สามารถตกลงกันในกรณีเด็กหญิง ร. อายุ 3 ปี ถึง 5 ปี โดยผู้ร้องขอไปเยี่ยมและพาเด็กหญิง ร. ไปพักค้างคืนได้ 2 คืนในช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ตามที่ผู้คัดค้านเสนอ แล้วผู้ร้องยังขอจะไปเยี่ยมและพาเด็กหญิง ร. ไปพักค้างคืน 6 วันในช่วงปิดภาคการศึกษาด้วย แต่ผู้คัดค้านแถลงว่าอนุญาตให้ผู้ร้องไปเยี่ยมและพาเด็กหญิง ร. ไปพักค้างคืนได้ไม่เกินครั้งละ 2 วัน เนื่องจากในช่วงอายุดังกล่าวเด็กหญิง ร. ยังเป็นเด็กเล็กเกินไปที่จะไปค้างคืนนอกบ้านเป็นเวลานาน ศาลชั้นต้นให้คู่ความปฏิบัติตามส่วนที่ตกลงกันได้ และนัดฟังคำสั่งในส่วนที่ตกลงกันไม่ได้

ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องพาเด็กหญิง ร. ไปพักค้างคืนกับผู้ร้องในช่วงปิดภาคเรียนเป็นเวลา 6 วัน ในปีหนึ่ง ๆ ได้ นอกจากนั้นให้เป็นไปตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2555

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 กับยกคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2555 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ผู้ร้องกับผู้คัดค้านอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2552 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ร. ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 ระหว่างตั้งครรภ์เด็กหญิง ร. ประมาณ 6 เดือน ผู้ร้องกับผู้คัดค้านมีเหตุบาดหมางกันเกี่ยวกับเรื่องญาติผู้ใหญ่ ผู้คัดค้านจึงกลับไปอยู่ที่จังหวัดชุมพรแล้วคลอดเด็กหญิง ร. ที่โรงพยาบาลทักษิณ อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นผู้คัดค้านเลี้ยงดูเด็กหญิง ร. ที่จังหวัดชุมพรโดยไม่ได้กลับมาอยู่กินกับผู้ร้องที่กรุงเทพมหานครอีกหลังจากมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ ผู้ร้องไปจดทะเบียนรับรองเด็กหญิง ร. เป็นบุตรเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้ร้องไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นหลักฐานว่าวันดังกล่าวผู้ร้องพร้อมบิดามารดาของผู้ร้องไปขอเยี่ยมเด็กหญิง ร. แต่ผู้คัดค้านปฏิเสธเช่นหลายครั้งที่ผ่านมาและห้ามเข้าบ้านกับไม่อนุญาตให้ผู้ร้องพาเด็กหญิง ร. ไปรับประทานอาหารนอกบ้าน การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการขัดขวางการทำหน้าที่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง หลังจากนั้นผู้ร้องมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2555 ต่อศาลชั้นต้น อ้างว่าผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้คัดค้านมีเจตนาที่จะกีดกันขัดขวางมิให้ผู้ร้องติดต่อกับบุตร ต่อมาผู้ร้องกับผู้คัดค้านตกลงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในส่วนที่ตกลงกันไม่ได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิเยี่ยมและพา เด็กหญิง ร. ไปพักค้างคืนนอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้วได้ตามคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2555 กับวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 146 กำหนดหลักการสำคัญในการพิจารณาและพิพากษาคดีครอบครัวไว้ว่า การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวนั้นไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ดำเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทโดยคำนึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว เพื่อการนี้บทบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้ศาลคำนึงถึงหลักการดังต่อไปนี้เพื่อประกอบดุลพินิจด้วย กล่าวคือ (1) การสงวนและคุ้มครองสถานภาพของการสมรสในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของชายและหญิงที่สมัครใจเข้ามาอยู่กินดัวยกันฉันสามีภริยา หากไม่อาจรักษาสถานของการสมรสได้ก็ให้การหย่าเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและเสียหายน้อยที่สุดโดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ (2) การคุ้มครองและช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ครอบครัวนั้นต้องรับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ (3) การคุ้มครองสิทธิของบุตรและส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตร และ (4) หามาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือสามีภริยาให้ปรองดองกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันเองและกับบุตร จากบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ศาลมีหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวไม่ว่าจะดำเนินไปเพียงใด ย่อมมีอำนาจที่จะเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทได้ โดยมุ่งเน้นความสงบสุขครอบครัวและสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ เมื่อพิจารณาตามคำร้องของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2555 แล้ว ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 ทั้งผู้คัดค้านก็มิได้โต้แย้งว่าผู้คัดค้านมิได้กระทำการดังกล่าว คงโต้แย้งแต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้นอกเหนือไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดได้เท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์กีดกันขัดขวางมิให้ผู้ร้องได้พบและเยี่ยมเยียนเด็กหญิง ร. หรือ ม. เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในข้อ 3 เปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้นใหม่นอกเหนือจากสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และเกิดขึ้นภายหลังดังที่วินิจฉัยข้างต้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจนัดไต่สวน นัดพิจารณา ตลอดจนมีคำสั่งตามคำร้องขอของผู้ร้อง และเมื่อพิจารณาคำสั่งของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 โดยคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญแล้ว เห็นว่า มาตรการที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับว่าเหมาะสมในการคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตรแล้ว กรณีไม่ถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาทั้งสองฉบับนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 146
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ต.
ผู้คัดค้าน — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายเทอดชัย ธนะพงศ์พร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พฤษภา พนมยันตร์
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9006/2557
#562672
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ท. นั้น ท. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วและยังคงเป็นคู่สมรสกับโจทก์ตลอดมาจนกระทั่ง ท. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ผู้มีส่วนได้เสียจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ตามมาตรา 1497 แม้ภายหลัง ท. ถึงแก่ความตายเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. สิ้นสุดลงไปก่อนโจทก์ฟ้องก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. ยังเป็นโมฆะอยู่ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. เป็นโมฆะได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายทนงศักดิ์ โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2528 ต่อมานายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ไปขอรับเงินบำเหน็จตกทอดและเงินอื่น ๆ ที่ทางราชการจะจ่ายให้แก่ทายาท ปรากฏว่าจำเลยได้อ้างว่าเป็นภริยาของนายทนงศักดิ์โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2538 การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนทะเบียนสมรสเลขที่ 529/1140 หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์ กับจำเลย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2538 ตามทะเบียนสมรสเลขที่ 529/1140 เป็นโมฆะ และให้แจ้งนายทะเบียนอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช บันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสเมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายทนงศักดิ์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2528 ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2538 นายทนงศักดิ์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย นายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายวันที่ 5 กันยายน 2551

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายไปก่อนโจทก์ฟ้องและการสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์กับจำเลยสิ้นสุดลงเพราะเหตุนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย การสมรสซ้อนดังกล่าวจึงไม่กระทบหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เห็นว่า เมื่อรับฟังได้ว่าขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายทะนงศักดิ์นั้น นายทนงศักดิ์จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว และยังคงเป็นคู่สมรสกับโจทก์ตลอดมาจนกระทั่งนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งกรณีดังกล่าวกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ตามมาตรา 1497 ดังนี้ แม้ภายหลังจากที่นายทนงศักดิ์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว นายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์สิ้นสุดลงไปก่อนโจทก์ฟ้องก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์ยังเป็นโมฆะอยู่เช่นนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์เป็นโมฆะได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1452 ม. 1495 ม. 1497
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิ่ม ไชยโย
จำเลย — นางนารีนาฏ ไชยโยหรือยิ่งกุลเชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายนิติรัฐ นาสมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายจำแลง กุลเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
พฤษภา พนมยันตร์
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8985/2557
#572069
เปิดฉบับเต็ม

ในการวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และเสร็จสิ้นลงเมื่อใด เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การว่าได้เรียกประชุมทายาทเพื่อจัดการมรดกและทายาทตกลงกันว่าให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่บริษัท ท. ทั้งหมด โดยทายาทอื่นไม่ต้องรับผิดชอบ และต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินจากบริษัท ท. และจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมรดกแล้ว อันเป็นการให้การต่อสู้ว่าโจทก์ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่โจทก์และทายาทอื่นได้ตกลงกันไว้ ซึ่งหากเป็นความจริงตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ถือได้ว่าการจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองทรัพย์มรดกและโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 เข้าถือกรรมสิทธิ์รวม อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ยุติเสียก่อนว่า ได้มีการตกลงกันเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะหากไม่มีการตกลงกันดังกล่าวไว้ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นมรดกมาเป็นของตัวเองและจำเลยที่ 2 และโอนไปยังจำเลยที่ 3 นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบ การครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกจึงถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นและถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นด่วนงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามกับจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ด และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดอายุความตามมาตรา 1754 และพิพากษายกฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 86968 (แปลงที่คงเหลือ) ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 2 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91714, 91715, 91717, 91718, 91719 และ 91720 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมที่ 3 ที่ 4 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 91716 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ให้จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมที่ 5 ถึงที่ 11 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 86967 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10433 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนที่คงเหลือ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 86967 และ 86968 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10433 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 3 เฉพาะส่วนที่คงเหลือ ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10433 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกและจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 10433 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เฉพาะส่วนที่คงเหลือให้แก่โจทก์ เป็นเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 82.90 ตารางวา โดยให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ดไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิมพ์พจี นางศิริรักษ์ นางกรองกานต์ นางฉลวย นางวาสนา นางสาวปรีดา นายเกษม นายกษิดิศ นางสินีนาถ นางธัญลักษ์และนางนันทา เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต โดยให้เรียกว่าจำเลยร่วมที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดสืบพยานและได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ แล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ด โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ดต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของนางประไพตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2547 แล้ว จึงถือได้ว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงในวันดังกล่าว หากโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากการจัดการมรดก โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ภายใน 5 ปี นับแต่วันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องวันที่ 11 มิถุนายน 2553 คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วและในส่วนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพื่อเอาทรัพย์มรดกจึงถือเป็นคดีมรดกซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงการตายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เมื่อนางประไพเจ้ามรดกถึงแก่ความตายวันที่ 26 พฤศจิกายน 2531 โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วเช่นกันนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นยุติเสียก่อนว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ และเสร็จสิ้นลงเมื่อใด เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้เรียกประชุมทายาทเพื่อจัดการมรดกและทายาทตกลงกันว่า ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้แก่บริษัทไทยแดวูมอเตอร์เซลส์ จำกัด ทั้งหมด โดยทายาทอื่นไม่ต้องรับผิดชอบและต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินจากบริษัทไทยแดวูมอเตอร์เซลส์ จำกัด และจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินมรดกแล้ว อันเป็นการให้การต่อสู้ว่าโจทก์ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามที่โจทก์และทายาทอื่นได้ตกลงกันไว้ ซึ่งหากเป็นจริงตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ก็ถือได้ว่า การจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เสร็จสิ้นลงนับแต่จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองทรัพย์มรดกและโอนที่ดินให้จำเลยที่ 2 เข้าถือกรรมสิทธิ์รวม อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามข้อตกลงระหว่างทายาท จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ยุติเสียก่อนว่า ได้มีการตกลงกันเช่นนั้นจริงหรือไม่เสียก่อน เพราะหากไม่มีการตกลงกันดังกล่าวไว้ การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินอันเป็นมรดกมาเป็นของตนเองและจำเลยที่ 2 และโอนไปยังจำเลยที่ 3 นั้น ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบ การครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นและถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นด่วนงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามกับจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ด แล้ววินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดอายุความตามมาตรา 1754 และพิพากษายกฟ้อง จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมทั้งสิบเอ็ดต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733 วรรคสอง ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุบลรัตน์ เกียรติไพบูลย์
จำเลย — นายประสม เสน่หา กับพวก
จำเลยร่วม — นางพิมพ์พจี ณ เชียงใหม่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเกื้อกูล หนูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายรังสรรค์ โรจน์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8943/2557
#566638
เปิดฉบับเต็ม

ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยได้จึงต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์และ น. หย่ากันและเหตุที่ น. อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยฉันภริยา มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับจำเลยเป็นอาจิณ เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับ น. หย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมต่อศาล แม้ศาลมีคำพิพากษาตามยอม การทำสัญญาประนีประนอมกันนั้นหาใช่การที่คู่ความยอมรับตามคำฟ้องและคำให้การกันไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้และแม้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าสามีโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์หาได้บรรยายฟ้องโดยอ้างพฤติการณ์ว่าจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับ น. สามีโจทก์ในทำนองชู้สาวไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่โจทก์จะนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายนพดล อยู่กินดัวยกันมาประมาณ 16 ปี มีบุตร 2 คน เมื่อต้นเดือนเมษายน 2554 โจทก์ทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนายนพดลและร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ โจทก์ฟ้องหย่านายนพดลต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ นายนพดลรับว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและร่วมประเวณีกับจำเลยจริง ศาลพิพากษาให้โจทก์และนายนพดลหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้รับความอับอายต่อหน้าที่การงาน อาชีพ ชื่อเสียง และการใช้ชีวิตประจำวันและเดือดร้อนทรมานจิตใจตลอดมา โจทก์ขอเรียกค่าทดแทนจากการเป็นชู้ของจำเลยเป็นค่าเสื่อมเสียชื่อเสียง ทำให้ได้รับความอับอายเป็นเงิน 400,000 บาท ค่าเสื่อมเสียสุขภาพทางร่างกายและจิตใจ เป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นภริยาของนายนพดล จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 2 คน โจทก์ฟ้องหย่านายนพดลอ้างเหตุว่า นายนพดลมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลย และร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ ต่อมาโจทก์กับนายนพดลทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์และนายนพดลตกลงหย่าขาดจากกัน ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 215/2554 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาโจทก์และนายนพดลจดทะเบียนหย่ากัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์กับนายนพดล สามีโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีที่โจทก์ฟ้องหย่ากัน การหย่ากันระหว่างโจทก์กับนายนภดลจึงถือได้ว่า ศาลพิพากษาให้หย่ากันด้วยเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) แล้ว เมื่อจำเลยเป็นเหตุแห่งการหย่า โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้นั้น เห็นว่า ภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีได้โดยอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ดังนั้น การที่โจทก์จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยได้ จึงต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์และนายนพดลหย่ากันและเหตุที่นายนพดลอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยฉันภริยา มีชู้ หรือร่วมประเวณีกับจำเลยเป็นอาจิณ เมื่อปรากฏว่าโจทก์กับนายนพดลหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมต่อศาล แม้ศาลมีคำพิพากษาตามยอม การทำสัญญาประนีประนอมกันนั้นหาใช่การที่คู่ความยอมรับตามคำฟ้องและคำให้การกันไม่ จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวได้และแม้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง จะให้สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยไม่ต้องฟ้องหย่าสามีโดยอาศัยเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์หาได้บรรยายฟ้องโดยอ้างพฤติการณ์ว่า จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนายนพดลสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่โจทก์จะนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (1) ม. 1523 วรรคหนึ่ง ม. 1523 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมบูรณ์ โปตะวนิชหรือแก้วลังกา
จำเลย — นางสาวเกศสุดา กันตี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดลำพูน — นายชาญคณิต ตันพิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชาตรี หาญไพโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8941/2557
#562675
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ระบุไว้ชัดเจนว่าคู่หย่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจจดทะเบียนหย่ากันโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน โดยตอนท้ายบันทึกยังระบุอีกว่า บันทึกไว้เป็นหลักฐานและอ่านให้ฟังแล้วรับว่าเป็นความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ คดีนี้ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมีหนี้สินจำนวนมากจึงตัดสินใจหย่าตามความต้องการของ ท. โดยไม่มีการแบ่งทรัพย์สินกัน เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องหนี้สินกระทบต่อฐานะ ตำแหน่ง และความก้าวหน้าในทางราชการของ ท. ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ ทั้งนี้เพื่อจะได้ขอรับบำเหน็จตกทอดของ ท. คำร้องขอคดีนี้จึงขัดกับบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ทั้งเหตุผลในคำร้องเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของผู้ร้องเท่านั้น อันแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าคำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าการหย่าของผู้ร้องกับพันเอกทรงศักดิ์ตกเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ทางไต่สวนผู้ร้องนำสืบได้ความว่า ผู้ร้องกับ พันเอกทรงศักดิ์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2511 ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาพันเอกทรงศักดิ์ได้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 ปีเศษ ระหว่างนั้นผู้ร้องทำงานอยู่ที่บริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ส่งเสียค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายให้พันเอกทรงศักดิ์ เดือนละ 30,000 บาท ถึง 40,000 บาท ทำให้ต้องกู้ยืมเงินจากเพื่อน ๆ ในบริษัทและภริยานายทหารด้วยกัน ภายหลังผู้ร้องมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก ทำให้เจ้าหนี้ได้เร่งรัดให้พันเอกทรงศักดิ์ชำระหนี้ มีการไปร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของพันเอกทรงศักดิ์ พันเอกทรงศักดิ์จึงขอร้องเชิงบีบบังคับผู้ร้องให้ไปจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องจำต้องไปจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ที่สำนักงานทะเบียนอำเภอเมืองนครปฐม ภายหลังจากหย่าผู้ร้องกับพันเอกทรงศักดิ์ยังคงอยู่กินฉันสามีภริยาเรื่อยมา ในปี 2537 ผู้ร้องลาออกจากบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเงินบำเหน็จที่เหลือประมาณ 750,000 บาท มาชำระหนี้ หลังจากนั้นในปี 2538 พันเอกทรงศักดิ์เกษียณอายุราชการ ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2554 พันเอกทรงศักดิ์ถึงแก่กรรมด้วยโรคไตวาย ตามแบบรับรองรายการทะเบียนคนตาย ซึ่งผู้ร้องมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดของพันเอกทรงศักดิ์ จึงไปติดต่อกับกรมการเงินกระทรวง กลาโหม แต่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องไม่สามารถรับบำเหน็จตกทอดได้เพราะผู้ร้องหย่ากับพันเอกทรงศักดิ์แล้ว ซึ่งผู้ร้องได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ว่าการหย่าระหว่างผู้ร้องกับพันเอกทรงศักดิ์เป็นการหย่าในทางทะเบียนเท่านั้นแต่ยังอยู่กินด้วยกัน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า คำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า ระบุไว้ชัดเจนว่า คู่หย่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจจดทะเบียนหย่ากันโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน โดยตอนท้ายบันทึกยังระบุว่าบันทึกไว้เป็นหลักฐานและอ่านให้ฟังแล้วรับว่าเป็นความจริงทุกประการ จึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ อีกทั้งผู้ร้อง พันเอกทรงศักดิ์ พยานสองคนและนายทะเบียนได้ลงลายมือชื่อไว้ครบถ้วน แต่คดีนี้ผู้ร้องกลับอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องมีหนี้สินเป็นจำนวนมากจึงตัดสินใจหย่าตามความต้องการของพันเอกทรงศักดิ์ โดยไม่มีการแบ่งทรัพย์สินกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้สินกระทบต่อฐานะตำแหน่งและความก้าวหน้าในทางราชการของพันเอกทรงศักดิ์ ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ ทั้งนี้เพื่อจะได้ขอรับบำเหน็จตกทอดของพันเอกทรงศักดิ์ เช่นนี้ คำร้องขอคดีนี้จึงขัดกับบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าที่ระบุว่า คู่หย่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจจดทะเบียนหย่ากันโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน ทั้งเหตุผลในคำร้องเป็นการอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่เพื่อประโยชน์ในเชิงคดีของผู้ร้องเท่านั้น อันแสดงให้เห็นได้โดยชัดแจ้งว่าคำร้องขอของผู้ร้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องเป็นคดีนี้ ดังนั้น ปัญหาข้ออื่นของผู้ร้องจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางปราณี สูยานนท์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี — นายจิรศักดิ์ ศิริรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
กิจชัย จิตธารารักษ์
พฤษภา พนมยันตร์
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8932/2557
#571550
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 บัญญัติว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 180" นอกจากนี้ มาตรา 6 ยังบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวกรณีไม่มีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาคดีส่วนแพ่ง ปัญหาว่าคดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามฎีกาหรือไม่จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดีได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้..." การที่โจทก์ร่วมฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงพอแปลได้ว่ารับรองให้โจทก์ร่วมฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องห้ามฎีกา

ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ยินยอมเป็นความผิด" แสดงว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 ยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย จึงยังคงเป็นการละเมิดต่อผู้เสียหายที่ 3 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 3 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 58, 91 และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ระหว่างพิจารณานายสุรพล ผู้เสียหายที่ 1 และในฐานะบิดาโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 3 ได้รับทางด้านร่างกายและจิตใจ จำนวน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 2 (จังหวัดราชบุรี) มีกำหนดขั้นต่ำ 3 ปี และขั้นสูง 4 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังได้รับการฝึกอบรมไม่ครบถ้วนให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกไว้ในเรือนจำตามระยะเวลาการฝึกอบรมที่เหลือ ส่วนที่โจทก์ขอให้บวกโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 254/2554 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้นั้น เนื่องจากในคดีดังกล่าว ศาลรอการลงโทษจำคุก ส่วนคดีนี้ศาลส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม จึงไม่อาจนำโทษดังกล่าวมาบวกเข้ากับคดีนี้ได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ และให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วมจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกาเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ร่วมฎีกาและจำเลยแก้ฎีกามาประการแรกว่า ฎีกาโจทก์ร่วมต้องห้ามฎีกาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 183 หรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 183 ดังกล่าวบัญญัติว่า "คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นไปยังศาลฎีกาได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา เว้นแต่กรณีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 180" นอกจากนี้มาตรา 6 ยังบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวกรณีไม่มีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาคดีส่วนแพ่ง คดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามฎีกาหรือไม่จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงเว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้งหรือผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดีได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้..." การที่โจทก์ร่วมฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายจึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและทุนทรัพย์ไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงพอแปลได้ว่ารับรองให้โจทก์ร่วมฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นนั่นเอง ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงไม่ต้องห้ามฎีกาดังที่จำเลยแก้ฎีกา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อมาว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาขอให้กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ร่วมเป็นเงิน 200,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ยินยอมเป็นความผิด" แสดงว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองเด็กอายุน้อยเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ความยินยอมของเด็ก ดังนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 ยินยอมการกระทำของจำเลยก็ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ดังนั้น แม้ได้ความจากคำเบิกความของเด็กหญิงเด่นนภา ผู้เสียหายที่ 3 ว่า ผู้เสียหายที่ 3 ยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงยังคงเป็นการละเมิดต่อผู้เสียหายที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้เสียหายที่ 3 จึงไม่สิ้นสิทธิในการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลย โจทก์ร่วมในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เสียหายที่ 3 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 3 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราจึงไม่เป็นละเมิดและไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 เพียงใด เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงที่จำเลยกระทำละเมิดทางเพศต่อผู้เสียหายที่ 3 แล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 100,000 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 และเมื่อรวมกับค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วม 50,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ซึ่งยุติไปแล้ว รวมเป็นเงิน 150,000 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ป.อ. ม. 277
ป.วิ.พ. ม. 248
ป.พ.พ. ม. 420
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นายสุรพล อร่ามศิริรุจิเวทย์
จำเลย — นายทศพลหรืออิงตะ นิลศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดราชบุรี — นางสาวศิริพร ปาริยะวุทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8925/2557
#579660
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 จะกำหนดการกระทำความผิดที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนพิจารณาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้ ได้แก่ 1. เสพยาเสพติด 2. เสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครอง 3. เสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 4. เสพและจำหน่ายยาเสพติด โดยไม่มีความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายแต่เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวแสดงถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติในอันที่จะให้โอกาสผู้ที่เสพยาเสพติดให้โทษซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษฐานอื่นที่มีปริมาณยาเสพติดเล็กน้อยไม่เกินจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด เข้ากระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด โดยต้องมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษหรือมีน้ำหนักไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ดังนั้น การที่ผู้ถูกกล่าวหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายที่มีปริมาณเมทแอมเฟตามีนไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ตามที่กฎกระทรวงกำหนด จึงถือได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดฐานเสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติด ซึ่งอยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับการฟื้นฟูตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งแล้ว

อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาว่าผู้กระทำผิดอยู่ในเงื่อนไข หรือหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 หรือไม่นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของศาล ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะโต้แย้งคัดค้านหรือวินิจฉัย ผู้คัดค้านมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ถูกส่งมาให้สามารถกลับตัวเป็นพลเมืองดีตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเท่านั้น

บทบัญญัติห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 เป็นกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นศาล เมื่อผู้คัดค้านปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล การที่ศาลมีคำสั่งยืนยันคำสั่งเดิมให้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ใช่ศาลปฏิบัติตามคำสั่งต่อไป จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์ จับผู้ต้องหากับพวกส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดฐานเสพและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย โดยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด และสิ่งของที่เกี่ยวข้องเป็นของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ต่อมาพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องว่า คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเห็นว่าการกระทำความผิดของผู้ต้องหาไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 และส่งตัวผู้ต้องหาคืนพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ทั้งมีลักษณะและพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งผู้ต้องหาไปควบคุมตัวเพื่อพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดในสถานที่เพื่อการควบคุมตัวและตรวจพิสูจน์ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบูรณ์ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 และหากไม่ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมตัวเพื่อพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดแล้ว ขอให้สั่งให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 73 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า พิเคราะห์คำร้องและเอกสารประกอบแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพ มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามลักษณะ ชนิดและประเภทกับปริมาณที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงโดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาอยู่ในระหว่างการถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งมีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล กรณีจึงเข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลต้องพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพและบำบัดการติดยาเสพติดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าว ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจคณะอนุกรรมการฯ วินิจฉัยว่ากรณีตามคำร้องจะเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือไม่ ทั้งหากศาลมีคำสั่งในกรณีดังกล่าวแล้วผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าคำสั่งศาลไม่ถูกต้องก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมที่ให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์ แจ้งคำสั่งให้คณะอนุกรรมการฯ ทราบ

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบคัวพิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า การกระทำของผู้ต้องหาเข้าหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 กำหนดการกระทำความผิดที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้ได้แก่

1. เสพยาเสพติด

2. เสพและมีไว้ในครอบครอง

3. เสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

4. เสพและจำหน่ายยาเสพติด

ซึ่งจะต้องเป็นไปตามลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเพื่อให้ศาลพิจารณาส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพ หรือการติดยาเสพติดโดยกรณีผู้ต้องหามีอายุไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ ให้พนักงานสอบสวนนำตัวส่งศาลเพื่อดำเนินการดังกล่าวภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้น มาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวนเมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดฐานความผิดที่จะเข้าเงื่อนไขในอันที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดไว้อย่างชัดเจนโดยไม่มีความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ว่า โดยที่ปัญหาเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดให้โทษในปัจจุบันมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งโดยหลักการแล้วผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ การฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดจึงสมควรกระทำให้กว้างขวางและโดยที่ผู้เสพยาเสพติดจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้เป็นผู้จำหน่ายเพื่อแลกกับการได้ยาเสพติดไปเสพด้วย สมควรขยายขอบเขตของการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ติดยาเสพติดให้ครอบคลุมถึงผู้เสพและมีไว้ในครอบครอง ผู้เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและผู้เสพและจำหน่ายจำนวนเล็กน้อยด้วย ย่อมแสดงถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว ที่จะให้โอกาสผู้ที่เสพยาเสพติดให้โทษซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษฐานอื่นที่มีปริมาณยาเสพติดให้โทษจำนวนเล็กน้อยไม่เกินจำนวนตามกฎหมายกำหนด เข้ากระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดดังที่บัญญัติไว้ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ด้วย ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับโอกาสในการเข้ากระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าวและกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2545 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ข้อ 1 และข้อ 2 ซึ่งกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณของยาเสพติดสำหรับความผิดฐานเสพยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ให้รวมถึงเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วยตามข้อ 1 (1) (ข) ส่วนความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ต้องมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ตามข้อ 2 (1) (ข) เมื่อผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว ซึ่งถือได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามกฎกระทรวงข้อ 1 (1) (ข) และข้อ 2 (1) (ข) จึงอยู่ในเงื่อนไขตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แล้ว ทั้งอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาว่าผู้กระทำความผิดอยู่ในเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือไม่นั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของศาล ผู้คัดค้านไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะโต้แย้งคัดค้านหรือวินิจฉัยว่าอยู่ในเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ ผู้คัดค้านมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ถูกส่งมาให้สามารถกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปให้ได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเท่านั้น ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลชั้นต้นยืนยันคำสั่งเดิมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น เห็นว่า บทบัญญัติห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับกระบวนพิจารณาในชั้นศาล การที่ผู้คัดค้านปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งยืนยันคำสั่งเดิมให้ผู้คัดค้านซึ่งไม่ใช่ศาลปฏิบัติตามคำสั่งต่อไปได้ตามกฎหมาย จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามฎีกาของผู้คัดค้านแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของคณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบูรณ์
คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด
ผู้คัดค้าน — จังหวัดเพชรบูรณ์
ผู้ต้องหา — นายวรุต สอนมาลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายณรงค์ ทองอำไพ
ศาลอุทธรณ์ — นายบวร กุลทนันทน์
ชื่อองค์คณะ
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8917/2557
#571968
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่าง ส. และ จ. หรือไม่ และหากเป็นสินสมรสแล้วโจทก์ทั้งสองและจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเพียงใด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นสินสมรสและบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 ส่วนแบ่งในสินสมรสว่าต้องแบ่งตามกฎหมายฉบับใดและควรจะเป็นเท่าใดตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ได้

ส. และ จ. อยู่กินเป็นสามีภริยาก่อนปี 2478 จึงเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่จดทะเบียนสมรสเพราะอยู่กินกันก่อนใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 พ.ศ.2477 ซึ่งตาม พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 4 บัญญัติว่า บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติ มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2477 การแบ่งสินสมรสของ ส. และ จ. จึงต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68 แม้ ส. จะได้ที่ดินพิพาทมาหลังจากใช้ ป.พ.พ. บรรพ 5 แล้ว คือ ส. ได้ 2 ใน 3 ส่วน จ. ได้ 1 ใน 3 ส่วน โดยทรัพย์ส่วนของ จ. เป็นมรดกตกได้แก่ทายาทของ จ. ซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4742 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 30 ถนนสุขุมวิท ซอย 10 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ในอัตราคนละ 43.66 ส่วนใน 524 ส่วน ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7402 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ในอัตราคนละ 8 ส่วนใน 96 ส่วน และในที่ดินโฉนดเลขที่ 7403 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ในอัตราคนละ 9.58 ส่วนใน 115 ส่วน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ภาษี และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด หากจำเลยไม่สามารถดำเนินการได้ ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 18,562,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเข้าถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 4742 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 30 ถนนสุขุมวิท ซอย 10 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ในอัตราคนละ 21.83 ส่วนใน 524 ส่วน ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7402 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ในอัตราคนละ 4 ส่วน ใน 96 ส่วน และในที่ดินโฉนดเลขที่ 7403 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร ในอัตราคนละ 4.79 ส่วน ใน 115 ส่วน โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ภาษี และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมด หากไม่สามารถปฏิบัติได้ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 3,959,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2550 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองที่ว่า ทรัพย์มรดกที่พิพาทเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่งปันกันระหว่างคู่สมรสคนละส่วนเท่า ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ใช้บังคับแล้วหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในชั้นชี้สองสถานว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายสะอาดและนางจรรยาหรือไม่ และหากเป็นสินสมรสแล้วโจทก์ทั้งสองและจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเพียงใด ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นสินสมรสและบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 68 โดยนายสะอาดได้ 2 ใน 3 ส่วน นางจรรยาได้ 1 ใน 3 ส่วน ส่วนแบ่งในสินสมรสว่าต้องแบ่งตามกฎหมายฉบับใดและควรจะเป็นเท่าใดตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่อย่างไรก็ดีศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเสียก่อน เห็นว่า นายสะอาดและนางจรรยาเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่จดทะเบียนสมรสเพราะอยู่กินกันก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ.2477 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติว่า บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ไม่กระทบกระเทือนถึงบทบัญญัติ มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช 2477 ดังนั้น การแบ่งสินสมรสของนายสะอาดกับนางจรรยา ซึ่งสมรสกันก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม จึงต้องแบ่งตามกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่ 68 แม้นายสะอาดจะได้ทรัพย์พิพาทมาหลังจากใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว หาใช่แบ่งให้คนละส่วนเท่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1533 ไม่ ดังนั้นจึงต้องแบ่งสินสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งนายสะอาดได้ 2 ใน 3 ส่วน นางจรรยาได้ 1 ใน 3 ส่วน โดยทรัพย์ส่วนของนางจรรยาเป็นมรดกย่อมตกได้แก่ทายาทของนางจรรยาซึ่งรวมโจทก์ทั้งสองดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 1481 ม. 1533
ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม. 4
กฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูนสุข สถาวรวงศ์ กับพวก
จำเลย — นายวิสุทธิ์ บูรณากาญจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายสุรชาติ วรศรัณย์
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรี พงษธา
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8904/2557
#572061
เปิดฉบับเต็ม

คดีขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และมาตรา 1710 หรือไม่ มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จำเลยต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด ทั้งต้องแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยยกอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และมาตรา 1710 ขึ้นต่อสู้ โดยไม่ได้ยกอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อโจทก์ฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ตกเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว แต่เป็นทรัพย์มรดกของ ส. ที่จะต้องแบ่งให้แก่ทายาท เท่ากับโจทก์ฟ้องคดีมรดก เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายวันที่ 30 สิงหาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2555 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 นั้นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกคำให้การต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 เรื่อง โอนบ้านและที่ดินเป็นเอกสารปลอมตกเป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า หนังสือมอบอำนาจ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน 2544 เป็นเอกสารปลอมตกเป็นโมฆะ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การที่จำเลยให้การต่อสู้และอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องคดีมรดกและโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า หนังสือมอบอำนาจซึ่งมีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ กับคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และมาตรา 1710 หรือไม่ ซึ่งปัญหาเรื่องอายุความมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จำเลยจึงต้องแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความในเรื่องใด ทั้งต้องแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้ปรากฏ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง คดีนี้จำเลยยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 และมาตรา 1710 ขึ้นต่อสู้ โดยไม่ได้ยกอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นต่อสู้แต่อย่างใด ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่ได้ตกเป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นทรัพย์มรดกของร้อยตำรวจเอกเสวก ที่จะต้องแบ่งให้แก่ทายาท เท่ากับโจทก์ฟ้องคดีมรดก ร้อยตำรวจเอกเสวกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2544 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2555 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 นั้น จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินัยฉัยปัญหาข้อนี้ แต่คู่ความสืบพยานมาจนสิ้นกระแสความและคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วเพื่อมิให้คดีล่าช้าจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่ย้อนสำนวน เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจซึ่งโจทก์ฟ้องและนำสืบว่าเป็นเอกสารปลอมเพราะลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของร้อยตำรวจเอกเสวก คู่ความขอให้ศาลส่งลายมือชื่อของร้อยตำรวจเสวกไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ ซึ่งนักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สำนักนิติวิทยาศาสตร์บริการ ผู้เชี่ยวชาญของศาลตรวจพิสูจน์และให้ความเห็นว่า ไม่อาจลงความเห็นให้เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเชิงตั้งข้อสังเกตว่า ลายมือชื่อของร้อยตำรวจเอกเสวกในหนังสือมอบอำนาจ เมื่อเปรียบเทียบกับลายมือชื่อของร้อยตำรวจเอกเสวกในหนังสือสัญญาซื้อขาย สัญญาค้ำประกัน รวมทั้งสัญญาเช่าที่ดิน เห็นว่าลายมือชื่อไม่เหมือนกัน ฝ่ายจำเลยมีนางวาสนา หรือธัญสมิทธิ์ และพันโทพิศิษฐ์ เป็นพยานในฐานะที่นางวาสนาเป็นพยาน และพันโทพิศิษฐ์เป็นผู้เขียนทั้งลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจ โดยพยานทั้งสองปากเบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2544 ร้อยตำรวจเอกเสวกให้นางวาสนาโทรศัพท์ตามพันโทพิศิษฐ์ไปพบที่อำเภอบ้านโป่งเพราะมีเรื่องจะพูดคุย พันโทพิศิษฐ์จึงเดินทางไปพบร้อยตำรวจเอกเสวกเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ร้อยตำรวจเอกเสวกบอกพยานว่า จะทำพินัยกรรมยกที่ดิน และบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินให้แก่จำเลย โดยให้พันโทพิศิษฐ์เขียนข้อความในหนังสือมอบอำนาจยกที่ดินโฉนดเลขที่ 3308 พร้อมบ้านบนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ขณะร้อยตำรวจเอกเสวกบอกให้พันโทพิศิษฏ์เขียนข้อความในเอกสาร นางวาสนาก็นั่งอยู่ด้วย ร้อยตำรวจเอกเสวกเป็นคนเตรียมแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจไว้ให้ เมื่อเขียนเสร็จก็ให้พันโทพิศิษฐ์อ่านให้ฟังอีกครั้งจึงลงลายมือชื่อ นางวาสนาและพันโทพิศิษฐ์ก็ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ขณะนั้นร้อยตำรวจเอกเสวกมีสติสัมปะชัญญะสมบูรณ์ดีทุกประการ พูดคุยรู้เรื่อง ร้อยตำรวจเอกเสวกเก็บเอกสารไว้โดยนางวาสนาไม่เคยเล่าเรื่องดังกล่าวให้จำเลยฟัง ต่อมาทราบว่าร้อยตำรวจเอกเสวกมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่จำเลยหลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน โดยที่ทนายโจทก์ไม่ได้ถามค้านให้ปรากฏข้อพิรุธว่าพยานจำเลยทั้งสองปากจะสมคบกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ ขึ้นโดยที่ร้อยตำรวจเอกเสวกไม่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจฉบับดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองจะได้รับประโยชน์ใด ๆ ไม่ปรากฏว่าพยานทั้งสองมีเหตุโกรธเคืองที่จะกลั่นแกล้งโจทก์และช่วยเหลือจำเลย ทั้งยังเป็นความผิดทางอาญา จึงไม่มีเหตุผลที่นางวาสนาและพันโทพิศิษฐ์จะสมคบกันทำเช่นนั้น ส่วนเรื่องที่จำเลยยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของร้อยตำรวจเอกเสวกโดยระบุว่าไม่มีพินัยกรรม จำเลยก็เบิกความอธิบายว่า ได้แจ้งและนำเอกสารดังกล่าวให้ทนายความคนเดิมดู ทนายความแนะนำว่า ทายาททุกคนให้ความยินยอมทั้งไม่คัดค้าน จึงไม่ต้องยื่นคำร้องขอจัดการมรดกแบบมีพินัยกรรมก็ได้ โดยก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกในคดีดังกล่าว ทายาทของร้อยตำรวจเอกเสวกทุกคนรวมทั้งโจทก์ต่างให้ความยินยอม ตามหนังสือให้ความยินยอม สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2554 ซึ่งเป็นวันนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยขอถอนคำร้องเพื่อยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของร้อยตำรวจเอกเสวกแบบมีพินัยกรรม ตามสำเนาคำร้อง ซึ่งถือว่ามีเหตุผลควรรับฟัง ไม่เป็นข้อพิรุธที่จะแสดงให้เห็นว่าขณะนั้นไม่มีหนังสือมอบอำนาจ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ น่าเชื่อว่า ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อของร้อยตำรวจเอกเสวกที่แท้จริง หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่เอกสารปลอม และเมื่อคดีฟังได้เช่นนี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความตามคำแก้ฏีกาของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1710 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยสิทธิ์ หนุนภักดี
จำเลย — นายชนะ หนุนภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพรศักดิ์ เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกำพล ษมาคุณากร
ชื่อองค์คณะ
จรูญ ชีวิตโสภณ
อภิรัตน์ ลัดพลี
บุญไชย ธนาพันธ์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8771/2557
#572035
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 3, 7, 12 รัฐเท่านั้นที่จะเป็นผู้เสียหายในการฟ้องคดีต่อผู้กระทำความผิด โจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมเสนอราคาซึ่งเป็นเอกชนมิได้อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่จะฟ้องร้องคดีเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 3, 7, 12

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสองนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 ปี 3 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฎีกาจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองพัสดุและทรัพย์สิน มีหน้าที่จัดหาพัสดุและจัดจ้าง จำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งจากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดจ้างโครงการก่อสร้างถนนลาดยางผิวจราจรแอสฟัลต์ติกคอนกรีตสายสะพานไม้แก่นตก ตำบลสะพานไม้แก่น อำเภอจะนะ - บ้านใหม่ ตำบลวังใหม่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยวิธีพิเศษ คณะกรรมการจัดจ้างได้มีหนังสือเชิญผู้มีอาชีพรับจ้างสร้างถนน 5 ราย ให้เข้าร่วมยื่นซองเสนอราคา ส่วนโจทก์ไม่ได้รับเชิญให้ยื่นซองเสนอราคา วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 โจทก์ไปขอรับเอกสารเสนอราคาการจ้างสร้างถนนสายดังกล่าว จำเลยทั้งสองไม่ยอมมอบให้โดยอ้างว่าเป็นอำนาจของตน เมื่อถึงกำหนดยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 4 มีนาคม 2551 มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 4 ราย รวมทั้งโจทก์ ผลการเสนอราคาบริษัทนวธนคม จำกัด เสนอราคาต่ำสุด และได้เข้าทำสัญญารับจ้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 7, 12 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รัฐเท่านั้นที่จะเป็นผู้เสียหายในการฟ้องคดีนี้ต่อผู้กระทำความผิดโดยการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมเสนอราคาซึ่งเป็นเอกชนมิได้อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่จะฟ้องร้องคดีเองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 1 (4)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ม. 3 ม. 7 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเขาแดงคอนสตรัคชั่น จำกัด
จำเลย — นางวิชญาหรือวิชยา แสงเนตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายอรรถชาติ สินไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพูนศักดิ์ จงกลนี
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8654/2557
#572278
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอดเองในฐานะเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้าเป็นคู่ความในคดีมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาเป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องสอดในการต่อสู้คดีของโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 ตำบลโคกยาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นบุตรของนายเอกกับนางเอี่ยม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 ซึ่งเป็นที่พิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายเอกกับนางเอี่ยม นายเอกทำบันทึกข้อตกลงโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางเอี่ยมซึ่งเป็นคู่สมรส ดังนั้น ที่พิพาทส่วนที่เป็นสินสมรสของนางเอี่ยมกึ่งหนึ่งจึงไม่มีผลผูกพันตามบันทึกข้อตกลงและตามบันทึกข้อตกลงโจทก์มีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือนายเอกให้มีที่ดินทำกินก่อน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอกจึงจะโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทเฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสของนายเอกให้แก่โจทก์ แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงไม่จัดหาที่ดินทำกินให้ จำเลยจึงไม่ต้องโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทให้แก่โจทก์ สำหรับที่พิพาทส่วนที่เป็นของนางเอี่ยม ต่อมานางเอี่ยมถึงแก่ความตายจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดมายังผู้ร้องสอดในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเอี่ยม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้โอนที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสของนางเอี่ยมได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วเพราะนายเอกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 โจทก์ทราบเรื่องการตายของนายเอกมาตลอด แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2549 ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่านายเอกถึงแก่ความตายแล้ว หากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะทายาทของนางเอี่ยม ผู้ร้องสอดจึงร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)

โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า นางเอี่ยมรู้เห็นยินยอมและอนุญาตโดยปริยายให้นายเอกทำข้อตกลงโอนที่พิพาทแทนตนตลอดมา เริ่มตั้งแต่ปี 2529 เมื่อนายเอกรับเงินไปจากหัวหน้าสวนป่าคลองท่อม 15,000 บาท ก็นำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวและเมื่อปี 2536 ที่ทำบันทึกข้อตกลงตามฟ้องกัน ผู้ร้องสอดก็อยู่ร่วมรับรู้ในเหตุการณ์ด้วยเพราะได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในบันทึกข้อตกลงฉบับดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ว่านายเอกถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้องสอด

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องสอด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 ตำบลโคกยาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกคำร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496 ประกอบพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ.2499 ขณะโจทก์ยื่นฟ้องมีนายมนูญศักดิ์ รักษาการผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในกิจการทั่วไปและกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก นายเอกและนางเอี่ยมเป็นสามีภริยาโดยจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยและผู้ร้องสอดเป็นบุตรของนายเอกและนางเอี่ยม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 ซึ่งเป็นที่พิพาทในคดีนี้เป็นสินสมรสของนายเอกและนางเอี่ยม แต่มีชื่อนายเอกเป็นผู้ถือสิทธิครอบครอง พนักงานเจ้าหน้าที่ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2521 โดยมีเงื่อนไขห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ปี 2527 โจทก์ได้รับสัมปทานจากกรมป่าไม้ให้เข้าไปปลูกสวนป่าในที่ดินละแวกที่พิพาทซึ่งมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม โจทก์จึงเข้าไปแผ้วถาง ปลูกป่าในละแวกที่พิพาทครอบคลุมทับที่พิพาททั้งแปลงจนแล้วเสร็จ ปี 2529 นายเอกขอที่พิพาทคืน โจทก์เสนอจ่ายเงินชดเชย 15,000 บาท ให้แก่นายเอกแทนการคืนที่พิพาทให้และจะหาที่ดินทำกินแห่งใหม่ให้นายเอกแทนที่พิพาท นายเอกตกลงพร้อมกับส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 ให้แก่โจทก์ และรับเงิน 15,000 บาท จากโจทก์ไปแล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่พิพาทให้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์กับนายเอกทำบันทึกข้อตกลงกันใหม่ว่า โจทก์ตกลงจ่ายเงินชดเชยให้แก่นายเอกเพิ่มอีก 40,000 บาท และนายเอกจะโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์โดยนายเอกได้รับเงิน 40,000 บาท ไปแล้วตามบันทึกข้อตกลง รวมเงินชดเชยที่นายเอกรับไปแล้วทั้งสิ้น 55,000 บาท โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทตามคำขอฉบับที่ 270/2540 นางเอี่ยมยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทตามคำขอฉบับที่ 2763/2540 และโจทก์ยื่นคำขอยกเลิกการจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาท นางเอี่ยมถึงแก่ความตาย ต่อมานายเอกถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอก จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่พิพาทมาเป็นของตนเองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอกและโจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอกไปจดทะเบียนโอนที่พิพาทให้แก่โจทก์ตามบันทึกข้อตกลงที่นายเอกทำไว้กับโจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ จึงมีคำสั่งให้สืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ระหว่างพิจารณาผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายเอกและนางเอี่ยม ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของนายเอกกับนางเอี่ยม นายเอกทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางเอี่ยมคู่สมรส นางเอี่ยมถึงแก่ความตายแล้ว ผู้ร้องสอดเป็นทายาทโดยธรรมของนางเอี่ยม หากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหมด ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องสอดจึงเป็นการจำเป็นที่ผู้ร้องสอดจะต้องร้องสอดเข้ามาเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่และผู้ร้องสอดยังกล่าวอ้างในคำร้องสอดด้วยว่า โจทก์ผิดข้อตกลงกับนายเอกโดยมิได้จัดหาที่ดินทำกินให้แก่นายเอกตามข้อตกลงและโจทก์รู้ถึงความตายของนายเอกแล้ว แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องนายเอกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ได้รู้ถึงความตายของนายเอก คดีเป็นอันขาดอายุความ

สำหรับฎีกาของจำเลยในประเด็นที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า คดีขาดอายุความแล้วก็ดี นางเอี่ยมรู้เห็นหรือยินยอมให้นายเอกทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ก็ดีและโจทก์ไม่จัดหาที่ดินทำกินให้แก่นายเอกตามข้อตกลงก็ดี เมื่อปรากฏว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฎีกาในประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาของผู้ร้องสอดในประเด็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในคดีโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอดเองในฐานะเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ซึ่งมาตรา 58 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ร้องสอดที่เข้าเป็นคู่ความในคดีมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การ ก็หาเป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องสอดในการที่จะให้การต่อสู้คดีของโจทก์ไม่ แต่คำให้การต่อสู้คดีของผู้ร้องสอดก็มีขอบเขตจำกัดเพียงตามสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะทายาทของผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเอี่ยมเท่านั้น ผู้ร้องสอดหามีสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้ของจำเลยขึ้นให้การต่อสู้คดีกับโจทก์ไม่ ตามคำร้องสอดสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะทายาทโดยธรรมของนางเอี่ยมที่ถูกกระทบกระเทือนซึ่งผู้ร้องสอดจำเป็นให้ได้รับการรับรองคุ้มครอง คงมีเพียงตามที่ผู้ร้องสอดให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของนายเอกกับนางเอี่ยม และนายเอกทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากนางเอี่ยมเท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องสอดให้การต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดข้อตกลงโดยไม่จัดหาที่ดินทำกินให้แก่นายเอกและคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้ว นั้น ล้วนเป็นข้อต่อสู้ที่อาศัยสิทธิของนายเอกซึ่งเป็นสิทธิที่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเอกจะต้องเป็นผู้ที่จะหยิบยกขึ้นให้การต่อสู้คดีโจทก์ทั้งสิ้น ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิที่จะหยิบยกประเด็นข้อต่อสู้ทั้งสองประการดังกล่าวขึ้นให้การต่อสู้คดีของโจทก์ได้ เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นพิพาทเรื่องอายุความมรดก ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดก และศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความมรดก จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของผู้ร้องสอดในประเด็นที่โต้แย้งว่า คดีขาดอายุความมรดก จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ฎีกาของผู้ร้องสอดว่า โจทก์ไม่จัดหาที่ทำกินให้แก่นายเอกตามข้อตกลงนั้น เห็นว่า ประเด็นตามฎีกาของผู้ร้องสอดในข้อนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เป็นข้อกล่าวอ้างโดยอาศัยสิทธิของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางเอี่ยม ผู้ร้องสอดไม่ได้กล่าวอ้างโดยอาศัยสิทธิของตนเองในฐานะทายาทของผู้มีสิทธิรับมรดกของนางเอี่ยม เพราะหากศาลวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า โจทก์ผิดข้อตกลงไม่จัดหาที่ดินทำกินให้นายเอกแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากคำวินิจฉัยในประเด็นนี้คือจำเลยมิใช่ผู้ร้องสอด กรณีจึงมิใช่เป็นเหตุที่ผู้ร้องสอดจะอ้างเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องสอดส่วนนี้เข้ามาด้วยก็ไม่เป็นเหตุให้ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องสอดในข้อนี้ชอบด้วยมาตรา 57 (1) ดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งจำเลยก็ขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทำผิดข้อตกลงไม่จัดหาที่ดินทำกินให้แก่นายเอกหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยให้ ผู้ร้องสอดหาได้ฎีกาโต้แย้งว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ถูกต้องด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างไร แต่ยังคงฎีกาคัดค้านว่า การที่โจทก์ไม่จัดหาที่ดินทำกินให้แก่นายเอกตามข้อตกลง โจทก์จึงเป็นฝ่ายที่ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริตและไม่เหมาะสมที่หน่วยงานของรัฐจะปฏิบัติต่อประชาชนเช่นนี้ ทั้งบันทึกข้อตกลงเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์ย่อมจะบังคับให้นายเอกปฏิบัติตามสัญญาหาได้ไม่ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องสอดจึงเป็นฎีกาที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ขึ้นกล่าวไว้โดยชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ประเด็นที่จำเลยและผู้ร้องสอดฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงทำขึ้นโดยผิดเงื่อนไขห้ามโอนภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 ตกเป็นโมฆะ และประเด็นตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ฎีกาคัดค้านว่า นางเอี่ยมมิได้รู้เห็นยินยอมหรืออนุญาตโดยปริยายให้นายเอกทำข้อตกลงโอนที่พิพาทซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ประเด็นทั้งสองข้อนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายมาชอบด้วยเหตุผลแล้วและไม่มีเหตุต้องเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกาของจำเลยและผู้ร้องสอด คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลยและผู้ร้องสอดทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 58 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
ผู้ร้องสอด — นายไพโรจน์ เหนือคลอง
นายมานิจ เหนือคลอง ในฐานะทายาท
จำเลย — และผู้จัดการมรดกของนายเอก เหนือคลอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายสมศักดิ์ ผลส่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
เมทินี ชโลธร
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา