คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2557
#562571
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า ท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของ กทท. ที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ จึงเป็นหน้าที่ของ กทท. ในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งยกคำขอ กทท. ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 เมื่อไม่ปรากฏว่า กทท. ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่จึงยังมิได้สอบสวนว่าทรัพย์สินนั้นควรจะได้รับยกเว้นหรือไม่ และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้ก็เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 24 มิใช่การยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่องมาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางเพื่อโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 33 และมาตรา 34 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246

ปัญหาว่าค่ารายปีควรเป็นเท่าใดนั้น เป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินและจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินนั้นมีจำนวนสูงเกินสมควร กทท. จึงต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคท้าย แต่ไม่ปรากฏว่า กทท. นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อ กทท. ยังไม่ดำเนินการตามมาตรา 31 วรรคท้าย กทท.และโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 และคำชี้ขาดสำหรับท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 13,315,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 8,776,555.55 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 12,321,583.55 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากไม่ชำระให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อเข้าประกอบกิจการท่าเทียบเรือ ตามสัญญามีข้อสัญญาให้โจทก์ชำระค่าภาษีต่าง ๆ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องจ่ายตามกฎหมาย การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2552 สำหรับท่าเทียบเรือบี 3 ต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนดค่ารายปีสำหรับท่าเทียบเรือบี 3 จำนวน 106,523,724.44 บาท คิดเป็นค่าภาษี 13,315,465.55 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งผลการพิจารณาชี้ขาดแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยแต่ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ไปก่อนเพื่อใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการท่าเทียบเรือตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเป็นทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาที่โจทก์ทำกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแม้จะระบุชื่อสัญญาเป็นสัญญาก็เช่าตาม แต่โดยเนื้อหาของสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานให้โจทก์เข้าบริหารและประกอบกิจการท่าเรือตามอำนาจหน้าที่อันเป็นวัตถุประสงค์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ให้เช่า จึงได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ทั้งท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการสาธารณะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) ด้วย ปัญหานี้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 แล้ว ปรากฏว่านอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 2 วรรคหนึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้เช่าและโจทก์ผู้เช่าตกลงที่จะเช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือ บี 3 สำหรับพัฒนาบริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขดังระบุในสัญญาฉบับนี้และภาคผนวกต่าง ๆ ซึ่งในภาคผนวกเอ : เงื่อนไขของสัญญา ข้อ 1.9 วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้เช่าจะต้องจดทะเบียนเป็นสัญญาเช่ากับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจและรับผิดชอบต่อค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน..." ข้อ 2.1 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "สัญญานี้ครอบคลุมถึง การเช่าท่าเทียบเรือ และการให้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเช่า โดยจะต้องชำระเงินให้แก่ กทท. (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 3" ข้อ 2.6 ระบุว่า "...จะให้เช่าช่วงการบริหารงานท่าเทียบเรือมิได้ แต่อาจให้เช่าช่วงงานบางประเภทได้โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก กทท.ก่อน..." ข้อ 7.1 "...โครงสร้างพื้นฐานที่ กทท. จัดให้ประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก ดังต่อไปนี้ ท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 3 ความยาวของท่า 300 เมตร ท่าเทียบเรือ 300 เมตร คูณ 350 เมตร สถานีขนถ่ายตู้สินค้า 115.5 เมตร คูณ 40 เมตร ประตู สำนักงานและโรงซ่อม..." ข้อ 7.2 "เครื่องมือที่ กทท. จัดให้ผู้เช่าไว้ใช้งานที่ท่าเทียบเรือ บี 3 มีดังต่อไปนี้ ปั้นจั่นหน้าท่ายกตู้สินค้าชนิดเดินบนรางขนาด 40 ตัน 2 คัน พร้อมโครงเหล็กยกตู้สินค้า สำหรับเรือที่มีความสูงสุด 32.2 เมตร" ข้อ 7.4.1 วรรคหนึ่ง "ผู้เช่าต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือทั้งหมดภายในท่าเทียบเรือของตนโดยตลอด..." เงื่อนไขการประกันภัย ข้อ 6 (เอ) ผู้เช่าต้องทำประกันภัยเต็มจำนวนมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ กทท. และที่ตนจัดมาบริการให้ตามที่ระบุในสัญญา โดยระบุให้ กทท. เป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามรายการทรัพย์สินต่อท้ายนี้ หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายดังระบุไว้ข้างต้น" และข้อสัญญาการชำระเงินตามข้อ 3.2 "ผู้เช่าต้องชำระเงินให้แก่ กทท. ซึ่งได้แก่ ค่าเช่าที่มีสองส่วนคือ ส่วนที่หนึ่ง ค่าธรรมเนียมการเช่าประจำปี เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ กทท. เป็นผู้กำหนดและส่วนที่สองคือ ผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม ซึ่งผู้เช่าจะเป็นผู้เสนอให้ กทท. โดยคิดจากจำนวนต่อทีอียู ที่บรรทุกขนถ่ายที่ท่าเทียบเรือตามจำนวน ทีอียู ที่ทำการขนถ่ายและบรรทุก จากขึ้นเรือสินค้า รายละเอียดเงื่อนไขการชำระเงินได้ระบุไว้ในภาคผนวกบี หากผู้เช่ามิได้ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลา กทท. มีสิทธิที่จะได้รับการชำระเงินโดยจะบังคับให้ชำระค่าเช่าที่ครบกำหนดชำระได้จากหนังสือค้ำประกันการเช่าและผู้เช่าจะต้องยื่นหนังสือค้ำประกันการเช่าฉบับใหม่เต็มจำนวนภายในสามสิบวัน หากผู้เช่ามิได้ดำเนินการ กทท. จะบอกเลิกสัญญาเช่าอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของผู้เช่าเอง" ซึ่งข้อความตามสัญญาและภาคผนวกล้วนแสดงให้เห็นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมให้โจทก์ใช้ทรัพย์สินและโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยตามรายละเอียดในภาคผนวก บี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ตามที่ระบุไว้เป็นตัวเลขค่าธรรมเนียมแน่นอนสำหรับปีที่ 1 ถึง ปีที่ 11 ของการเช่า ค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมคิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องรับกันกับข้อสัญญาการชำระค่าเช่าตามข้อ 3.2 ข้างต้น อันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์และแม้การชำระเงินเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญานี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่และค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมที่คิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้ในภาคผนวกบี ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะเป็นค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากการที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือบี 3 ด้วย ทั้งนี้โจทก์ก็บรรยายฟ้องข้อ 5.2 ว่า ตามสัญญาในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 โจทก์ยอมรับว่าเสียค่าตอบแทนคงที่รายปีให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจำนวน 120,000,000 บาท จริง แต่ค่าตอบแทนไม่ใช่เงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินและอาคารในท่าเทียบเรือ บี 3 เพียงอย่างเดียว ยังคงมีค่าตอบแทนการได้รับสัมปทานตลอดจนค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นการยอมรับว่า ค่าธรรมเนียมเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ส่วนหนึ่งด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง แต่อย่างน้อยก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยคิดผลตอบแทนที่ถือเป็นค่าเช่าด้วย ดังนั้น ไม่ว่าในบรรดาวัตถุประสงค์ของสัญญานี้จะมีบางส่วนเป็นสัญญาสัมปทานดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีส่วนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมอยู่ด้วย ย่อมถือได้ว่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนี้เป็นอาคารและที่ดินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ตอนท้าย ซึ่งเป็นบทยกเว้นความตอนต้นของมาตรานี้ จึงมีผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในทรัพย์สิน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ท่าเทียบเรือบี 3 ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 บัญญัติว่า "การขอยกเว้น ขอให้ปลดภาษีหรือขอให้ลดค่าภาษีตามความในภาค 1 และภาค 2 นั้น ผู้รับประเมินต้องเขียนลงในแบบพิมพ์ที่ยื่นต่อกรมการอำเภอทุก ๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่จะสนับสนุน เพื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สามารถสอบสวนให้แน่นอนโดยการไต่สวนหรือวิธีอื่นว่าคำร้องขอนั้นมีมูลดีและจะควรให้ยกเว้นหรือปลดหรือลดภาษีเพียงใดหรือไม่" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้นหรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษี ก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับประเมินและผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับเรื่องที่ได้บ่งไว้ในหมวดนี้ที่ว่าด้วยการประเมิน" กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่าท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรงซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษียื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำขอยกเว้นภาษี การท่าเรือแห่งประเทศไทยก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อตามคำฟ้องและทางนำสืบของคู่ความไม่ปรากฏว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ยื่นคำร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พิจารณายกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับท่าเทียบเรือ บี 3 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงยังมิได้สอบสวนว่าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นควรจะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้ก็เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิใช่การยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่อง มาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางเพื่อโต้แย้งว่า ทรัพย์สินที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษีพิพาทได้อีกตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 และมาตรา 34 ปัญหาดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่ารายปีควรเป็นเท่าใด โดยโจทก์บรรยายฟ้องและอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ควรนำสูตรการคิดค่ารายปีตามที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยเสนอและที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมากำหนดเป็นค่ารายปี ทั้งมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมายและการคิดค่ารายปีและค่าภาษีต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ค่ารายปี หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ การคิดค่ารายปีจึงต้องคิดตามจำนวนค่าตอบแทนคงที่ที่โจทก์จ่ายให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ต้องหักค่าตอบแทนจากการที่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือยกขน ค่าขุดลอกถมดิน ค่ายางประกับเขื่อน แล้วเทียบกับอัตราส่วนค่าตอบแทนคงที่ของท่าเทียบเรือบี 3 กับค่าก่อสร้างท่าเทียบเรือบี 3 ไม่ใช่นำค่าตอบแทนคงที่รายปีของท่าเทียบเรือบี 1 ซึ่งเป็นพื้นที่คนละแห่งกับท่าเทียบเรือบี 3 มาเปรียบเทียบ ค่ารายปีที่เหมาะสมของท่าเทียบเรือบี 3 ไม่ควรเกินร้อยละ 30.2549 ของค่าตอบแทนคงที่รายปี 120,000,000 บาท ค่ารายปีจึงไม่ควรเกิน 36,311,280 บาท และค่าภาษีไม่ควรเกิน 4,538,910 บาท การที่จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินและจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินให้โจทก์ชำระภาษี 13,315,465.55 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ 8,776,555.55 บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมิน และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินนั้นมีจำนวนสูงเกินสมควร การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย ซึ่งปัญหานี้นายสามารถ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ปีภาษี 2546 ถึงปีภาษี 2550 การท่าเรือแห่งประเทศไทยเคยเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ลดหย่อนค่ารายปีตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาลดหย่อนค่ารายปีให้ แต่ปีภาษี 2552 ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาว่าค่ารายปีนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควรหรือไม่ ดังนั้นเมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยยังไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 ม. 24 ม. 25 ม. 26 ม. 31 ม. 33 ม. 34
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีสเทิร์นซีแหลมฉบังเทอร์มินัล จำกัด
จำเลย — เทศบาลตำบลแหลมฉบัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
กรองเกียรติ คมสัน
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5372/2557
#562560
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์อ้างสิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับ ศ. ผู้เอาประกันภัย จำเลยให้การต่อสู้ว่า ศ. มิได้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันที่เอาประกันภัยกับโจทก์ ซึ่งเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งปฏิเสธว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับ ศ. ไม่มีผลผูกพันตาม ป.พ.พ. มาตรา 863 ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์โดยมิได้อ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อให้พ้นความรับผิด เช่นนี้ เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ หาใช่ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 35,086 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 32,870.90บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ตามคำให้การของจำเลยทำให้ภาระการพิสูจน์ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตกอยู่แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างว่าโจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน ศษ 3987 กรุงเทพมหานคร จากนายเศกพล ต่อมารถยนต์คันดังกล่าวถูกรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยเฉี่ยวชนจนได้รับความเสียหาย โจทก์ซ่อมแซมรถยนต์เสียค่าใช้จ่ายไปจึงรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาฟ้องจำเลย คำฟ้องโจทก์จึงเป็นการอ้างสิทธิที่เกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับนายเศกพลผู้เอาประกันภัย จำเลยให้การต่อสู้ว่านายเศกพลมิได้เป็นเจ้าของ ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์หรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์คันเกิดเหตุที่มาเอาประกันภัยกับโจทก์ ซึ่งเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งปฏิเสธว่าสัญญาประกันภัยระหว่างโจทก์กับนายเศกพลไม่มีผลผูกพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 863 ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์โดยมิได้อ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อให้พ้นความรับผิด เช่นนี้ เมื่อโจทก์กล่าวอ้าง โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ หาใช่ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 863
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวจิราพร คกาทอง
ชื่อองค์คณะ
อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5371/2557
#562561
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคสอง เป็นข้อสันนิษฐานในคดีอาญาเพื่อให้ผู้ขับรถเข้าแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือแสดงความบริสุทธิ์ จึงไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างได้ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ล. ลูกจ้างของจำเลยขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธว่า เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ ช. ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า ล. ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และจำเลยให้การปฏิเสธว่า ล. ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่า ล. เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น) โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 84 (2) ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 437

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 205,000 บาท (ที่ถูก 202,500 บาท) แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน 6 ฬ - 5840 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายชินและบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2543 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2544 ประเภทชดใช้ค่าเสียหายโดยสิ้นเชิง จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองและเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 81 - 2305 นนทบุรี โดยเป็นนายจ้างของนายเล็ก ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง ซึ่งเป็นผู้ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปในทางการที่จ้างและตามคำสั่งของจำเลย ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายชินขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกที่นายเล็กขับบริเวณสี่แยก เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหายและนายชินถึงแก่ความตาย

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุให้สันนิษฐานว่า เป็นผู้กระทำความผิด และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่หลบหนีหรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่ จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ เป็นข้อสันนิษฐานทางกฎหมายที่ใช้เฉพาะกับนายเล็กผู้ขับหรือควบคุมรถบรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายเล็กผู้ขับรถบรรทุกสิบล้อไม่มีผลผูกพันจำเลยหรือบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นผู้ขับรถยนต์ขณะเกิดเหตุ ทั้งข้อเท็จจริงในคดีนี้ก็ไม่อยู่ภายในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437 นั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานในคดีอาญาเพื่อให้ผู้ขับรถเข้าแสดงตนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือแสดงความบริสุทธิ์ จึงไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อหักล้างได้ ทั้งในคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า นายเล็กลูกจ้างของจำเลยขับรถโดยประมาทปราศจากความระมัดระวังชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า เหตุคดีนี้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของนายชิน ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า นายเล็กทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และจำเลยให้การปฏิเสธว่า นายเล็กไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบว่า นายเล็กเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อเพราะโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น) โจทก์จึงไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 84 (2) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องขอให้จำเลยรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 437 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายชินหรือนายเล็ก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สี่แยกที่เกิดเหตุมีระบบสัญญาณจราจรไฟอัตโนมัติที่ถูกตั้งระบบอัตโนมัติให้ปรับเปลี่ยนสัญญาณไฟเพื่อให้รถด้านหนึ่งหยุดรถเมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีแดง และให้รถอีกด้านหนึ่งแล่นผ่านสี่แยกไปได้ เมื่อได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียว เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุระบุว่า จุดที่รถยนต์ทั้งสองคันชนกันอยู่เลยจากสี่แยกประมาณ 1 เมตร เนื่องจากพบจุดเริ่มของรอยห้ามล้อรถยนต์เก๋งครูดผิวถนนในช่องเดินรถที่สอง และรอยห้ามล้อรถบรรทุกของนายเล็กจากช่องเดินรถที่หนึ่งติดขอบทางเท้าเฉียงไปด้านขวาผ่านช่องเดินรถที่สองตัดรอยห้ามล้อรถยนต์เก๋งครูดผิวถนนไปหยุดในช่องเดินรถที่สาม ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุรถยนต์ของนายชินเพิ่งเลี้ยวเข้าถนนพระราม 9 ตัดใหม่ มาได้เพียง 1 เมตร ส่วนรถบรรทุกที่นายเล็กขับผ่านเลยสี่แยกมาถึงจุดเฉี่ยวชนของรถทั้งสองบริเวณทางข้ามม้าลาย 1 เมตร จึงสอดคล้องกับคำเบิกความของนายวันชัยว่า นายชินขับรถตัดหน้ารถบรรทุกที่นายเล็กขับ เมื่อปรากฏว่าบริเวณสี่แยกที่เกิดเหตุเป็นย่านที่มีรถยนต์แล่นพลุกพล่าน แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 24 นาฬิกา หากนายเล็กขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดงเข้าสี่แยกมาก็จะต้องเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันอื่นที่แล่นออกจากถนนซอยเสรี 8 และเลี้ยวเข้าถนนพระราม 9 ตัดใหม่ ก่อนที่จะถึงจุดชนกับรถยนต์ที่นายชินขับ ดังนี้ น่าเชื่อว่าขณะเกิดเหตุทางเดินรถของนายเล็กได้รับสัญญาณจราจรไฟสีเขียวและทางเดินรถของนายชินได้รับสัญญาณจราจรไฟสีแดง เนื่องจากขณะเกิดเหตุสี่แยกที่เกิดเหตุได้เปิดใช้สัญญาณจราจรไฟระบบอัตโนมัติ ซึ่งผู้ขับรถที่มาถึงทางร่วมทางแยกที่ได้รับสัญญาณจราจรไฟสีแดงจะต้องหยุดรถหลังเส้นให้หยุดรถ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2) แต่นายชินมิได้หยุดรถกลับเลี้ยวรถเข้าถนนพระราม 9 ตัดใหม่ จนเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันอย่างแรงจนเกิดรอยห้ามล้อของรถยนต์เก๋งที่นายชินขับครูดไปตามผิวถนนยาว 10 เมตร และได้รับความเสียหายอย่างมาก จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การกระทำของนายชินจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า นายเล็กเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายชิน ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิมาเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคสอง หรือไม่ และเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของฝ่ายใด จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เสียค่าขึ้นศาล 200 บาท จำเลยเสียค่าขึ้นศาลมา 5,137.50 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาให้จำเลย

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,937.50 บาท ให้จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 437
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายวรพจน์ ชูสง่า
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายนพรัตน์ สนั่นพานิชกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
จักร อุตตโม
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5275/2557
#562760
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความแล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงเพียงพอวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นพิพาทข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการผูกพันโจทก์หรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยรับฟังข้อเท็จจริงตามรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ทั้ง ๆ ที่โจทก์แถลงว่าเป็นเอกสารที่เป็นเท็จ และวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อหลังว่าเมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ต้องรับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริต ดังนี้ เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความ อันจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความทั้งสองฝ่าย และนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้เถียงกันมาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นพิพาททั้งสองข้อ และที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคู่ความทั้งสองไม่ติดใจสืบพยานแล้วนั้น ประเด็นข้อพิพาทข้อแรก การที่คู่ความไม่ติดใจสืบพยาน จึงหมายความแต่เฉพาะในข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันตามที่บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเท่านั้น มิได้หมายความว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยานใด ๆ เสียทีเดียว ส่วนข้อความตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าประเด็นพิพาทข้อแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายและข้อความต่อไปที่ว่า เมื่อทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 2 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน กรณีจึงไม่ต้องสืบพยาน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคำสั่งที่ให้มีผลว่า ก่อนศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหานั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 24 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีผลต่อคู่ความอันจะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่โจทก์จะต้องโต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยยังมีข้อโต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยนอกเหนืออำนาจและนอกวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ จึงสมควรที่จะให้คู่ความทุกฝ่ายได้สืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีมานั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณา จึงมีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานของคู่ความให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3463, 3464, 3465, 3466, 3467, 3468, 3469, 3470 และ 3471 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ระหว่างโจทก์โดยจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีเงินได้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ไปจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลชั้นต้นให้รอการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การไว้ก่อน เมื่อศาลดำเนินการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 2 เสร็จสิ้นแล้วจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดไปตามรูปคดีสำหรับจำเลยทุกคน

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์คืนเงิน 65,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2551 จนถึงวันฟ้องแย้งเป็นเวลา 2 ปี 70 วัน รวมเป็นเงิน 75,447,800 บาท และให้ชดใช้เงินลงทุนพัฒนาที่ดินปลูกยางพารา 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 จนถึงวันฟ้องแย้ง รวมเป็นเงิน 15,631,250 บาท รวมทั้งสิ้น 91,079,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 80,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2 ให้โจทก์ชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการลงทุนปลูกยางพาราที่สามารถทำรายได้ให้แก่จำเลยที่ 2 จำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 2

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันตามคำฟ้องเดิมและให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง

วันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งเป็นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และโจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 จากสารบบความ ศาลชั้นต้นสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วกำหนดประเด็นพิพาท ดังนี้ ข้อ 1. การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการผูกพันโจทก์หรือไม่ และข้อ 2. จำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตหรือไม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีไม่ต้องสืบพยานและสมควรวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมาย จึงนัดฟังคำสั่งรายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งข้อความในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ศาลชั้นต้นบันทึกว่ากรณีจึงไม่ต้องสืบพยาน ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นพิพาทข้อแรกหรือไม่ และจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่ากระทำการโดยสุจริต มีผลทำให้คดีไม่มีประเด็นต้องพิจารณาต่อไปหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ที่บันทึกไว้ว่า ศาลสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้วยอมรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งกรรมการของโจทก์เพียงคนเดียว มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราของโจทก์ มีวัตถุประสงค์ตามเอกสารท้ายฟ้อง จำนวน 20 ข้อ จำเลยที่ 1 กระทำการแทนโจทก์ขายที่ดินพิพาทตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกโดยมีค่าตอบแทนตามสำเนาหนังสือรับรองบริษัทพร้อมวัตถุประสงค์ รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น สัญญาขายที่ดินพิพาทพร้อมคำขอและบันทึกการประเมินราคา และสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวม 4 ชุด สำหรับรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น ทนายโจทก์แถลงว่าเป็นเอกสารที่เป็นเท็จโดยไม่ได้มีการประชุม ส่วนทนายจำเลยที่ 2 แถลงไม่ยอมรับว่าเป็นเอกสารเท็จ ศาลชั้นต้นกำหนดข้อพิพาทว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการผูกพันโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริตหรือไม่ ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลกำหนดประเด็นพิพาท โดยทนายโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยาน ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่าแล้วแต่ดุลพินิจของศาลและไม่ติดใจสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประเด็นพิพาทข้อแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ประเด็นข้อสองเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 2 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน จึงไม่ต้องสืบพยาน เห็นสมควรวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายทั้งสองประเด็นตามที่ทนายโจทก์แถลง เห็นว่า คดีนี้ ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยสอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความ แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงต่อศาลชั้นต้นเพียงพอวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นพิพาทข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการผูกพันโจทก์หรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยรับฟังข้อเท็จจริงตามรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นทั้ง ๆ ที่โจทก์แถลงว่าเป็นเอกสารที่เป็นเท็จ โดยจำเลยที่ 2 ไม่ยอมรับว่าเป็นเอกสารเท็จและวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อหลังว่าเมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน จำเลยที่ 2 จึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ต้องรับฟังว่าจำเลยที่ 2 กระทำการโดยสุจริต ดังนี้ เท่ากับศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายโดยอาศัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความ อันจะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดโดยอาศัยข้อเท็จจริงตามคำแถลงรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายและนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้เถียงกันมาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นพิพาททั้งสองข้อและที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคู่ความทั้งสองไม่ติดใจสืบพยานแล้วนั้น ได้ความตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลกำหนดไว้เป็นประเด็นพิพาทโดยทนายโจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานและทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่า สุดแล้วแต่ดุลพินิจของศาลและไม่ติดใจสืบพยาน คำแถลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่ไม่ติดใจสืบพยาน จึงอยู่ที่การขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายประเด็นพิพาทข้อแรกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งคำขอให้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายที่โจทก์ขอเข้ามากับคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ก็เพียงขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจนำที่ดินของโจทก์ไปขายแก่จำเลยที่ 2 และภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่รวมอยู่ในประเด็นพิพาทข้อแรก การที่คู่ความไม่ติดใจสืบพยาน จึงหมายความแต่เฉพาะในข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาเท่านั้น มิได้หมายความว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ติดใจสืบพยานใด ๆ เสียเลยทีเดียว ส่วนข้อความตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้รายงานกระบวนพิจารณา หลังจากที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประเด็นพิพาทข้อแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายและข้อความต่อไปที่ว่า เมื่อทนายโจทก์และทนายจำเลยที่ 2 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน กรณีจึงไม่ต้องสืบพยาน เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคำสั่งที่ศาลชั้นต้นให้มีผลว่าก่อนศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลจะได้พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยเบื้องต้นในปัญหานั้น อันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 วรรคหนึ่ง มิใช่คำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีผลต่อคู่ความอันจะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาที่โจทก์จะต้องโต้แย้งไว้เพื่อการใช้สิทธิอุทธรณ์ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 โจทก์จึงมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงที่คู่ความยังโต้แย้งกันอยู่มาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทตามฟ้องแก่จำเลยที่ 2 มีผลผูกพันโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยยังมีข้อโต้เถียงกันว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ขายที่ดินพิพาทตามฟ้องแก่จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยนอกเหนืออำนาจและนอกวัตถุประสงค์ของบริษัทโจทก์หรือไม่ และจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตหรือไม่ จึงสมควรที่จะให้คู่ความทุกฝ่ายได้สืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความเสียก่อน การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีมานั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ปรากฏเหตุที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณา จึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลฎีกาจำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานหลักฐานของคู่ความให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานหลักฐานให้สิ้นกระแสความ แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 243 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเลียวบราเดอรส์ จำกัด
จำเลย — นายยงยุทธ ยืนยงค์วิทยากุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิทยา ยิ่งวิริยะ
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5274/2557
#562537
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อเข้าเหตุในหลายกรณี มิใช่เป็นบทกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลในการถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดไปแล้วด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังที่ได้บัญญัติไว้ทำให้ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการได้อีกต่อไป จึงขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ฟ้องโจทก์จึงมิเกี่ยวด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะนำมาใช้บังคับแก่คดี

อำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 (1) ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ต้องดำเนินการด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ซึ่งหากจำเลยจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของร่วมก็พึงต้องดำเนินการเพื่อให้มีการถอดถอนจำเลยทางมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บุคคลใดจะมาใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และเมื่อตามคำฟ้องมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส และห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ขอให้ศาลเพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการ เพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุดพ.ศ.2522 บัญญัติให้ผู้จัดการพ้นจากตำแหน่งหลายกรณีตามมาตรา 35/3 (5) กรณีจึงต้องมีมติจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียง ตามมาตรา 49 เช่นนี้ โจทก์แม้เป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องศาล ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 (5) กำหนดไว้เป็นสองกรณี กรณีแรก คือ ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ กรณีที่สอง คือ และหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้ถอดถอนตามมาตรา 49 ตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หลายประการ เข้าเหตุในกรณีแรก ศาลจึงมีอำนาจสั่งหรือพิพากษาให้ถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อเข้าเหตุในหลายกรณี มิใช่เป็นบทกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลในการถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสไปแล้วด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 ทำให้ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการได้อีกต่อไป จึงขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ฟ้องโจทก์จึงมิเกี่ยวด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะนำมาใช้บังคับแก่คดี ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 (1) ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ต้องดำเนินการด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด โดยที่ไม่จำต้องแปลความอย่างใด ๆ อีก ซึ่งหากจำเลยจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของร่วมก็พึงต้องดำเนินการเพื่อให้มีการถอดถอนจำเลยทางมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บุคคลใดจะมาใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสและเมื่อตามคำฟ้องมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยได้พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสได้เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่รับฟ้องไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 35/3 ม. 49 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพิชญา บุญเมือง
จำเลย — นายธนอรรถ แซ่ลิ่ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนีรนุช เจริญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สมจิตร์ ทองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2557
#562611
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47526 จำเลยที่ 1 เพียงมีชื่อในโฉนดแทนโจทก์เท่านั้น เมื่อธนาคาร ก. มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินดังกล่าว ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 มีการติดต่อระหว่างจำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้ธนาคารดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์และมีสิทธิที่จะยึดที่ดินดังกล่าวมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่ที่ดินติดจำนองอยู่กับธนาคาร ก. ซึ่งจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ก็ต่อเมื่อธนาคารดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้รับชำระหนี้เงินกู้จากโจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ต้องเข้าชำระหนี้เงินกู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 และขอรับโอนที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยปลอดจำนองจากธนาคารเป็นการตอบแทน ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จึงเป็นกระบวนการในการชำระหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดเพราะเป็นการโอนที่ดินของโจทก์ชำระหนี้ของโจทก์เอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 350

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นน้องสาวจำเลยที่ 2 และนางซิ้วจู โจทก์และนางซิ้วจูร่วมกันทำโครงการจัดสรรที่ดินขายด้วยการหาบุคคลอื่นมาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะจัดสรรแทน จำเลยที่ 2 พาโจทก์และนางซิ้วจูไปหานายบุญมี ขอให้ช่วยจัดให้คนงานถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะจัดสรรแทนโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 24935 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา นำมาจัดสรรโดยใส่ชื่อคนงานในร้านอาหารของนายบุญมีรวมทั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์แทน โดยโจทก์ให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 2,000 บาท ต่อมาโจทก์นำที่ดินแปลงดังกล่าวไปแบ่งแยกออกเป็น 5 แปลงย่อย โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 47526 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 19 ตารางวา แทน ต่อมาโจทก์กู้ยืมเงิน 4,000,000 บาท จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเป็นผู้ค้ำประกันหนี้และนำที่ดินไปจำนอง โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้และนำที่ดินมาจำนอง ต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนในวันที่ 12 มิถุนายน 2545 โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืน วันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้คืนแก่จำเลยที่ 2 แต่โจทก์ไม่ชำระ ในวันที่ 22 ตุลาคม 2547 จำเลยที่ 2 จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์มาชำระหนี้รวมทั้งที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 2 แจ้งว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ ต่อมาวันที่ 12 มกราคม 2548 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีหนังสือให้โจทก์ผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ช่วยเหลือ จำเลยที่ 2 ทำหนังสือขอลดยอดหนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยินยอม ในวันที่ 29 ธันวาคม 2547 จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ 3,060,000 บาท ให้แก่ธนาคารแทนจำเลยที่ 1 และบุคคลอื่นที่ถูกบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยที่ 1 จึงโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการตอบแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47526 จำเลยที่ 1 เพียงแต่มีชื่อในโฉนดแทนโจทก์เท่านั้น เมื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองที่ดินดังกล่าว ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 มีการติดต่อระหว่างจำเลยทั้งสองเพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้ธนาคารดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์และมีสิทธิที่จะยึดที่ดินดังกล่าวมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ แต่ที่ดินติดจำนองอยู่กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ก็ต่อเมื่อธนาคารดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้จำนองได้รับชำระหนี้เงินกู้จากโจทก์ครบแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 ต้องเข้าชำระหนี้เงินกู้แทนโจทก์และจำเลยที่ 1 และขอรับโอนที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยปลอดจำนองจากธนาคารเป็นการตอบแทน ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นกระบวนการในการชำระหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดเพราะเป็นการโอนที่ดินของโจทก์ชำระหนี้ของโจทก์เอง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุนิตย์ เลี่ยมสุขศรี
จำเลย — นางวิลาวัลย์ จันจิตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายสภาพ เมฆะวนิชยกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวกรวรรณ อาธารมาศ
ชื่อองค์คณะ
สิริรัตน์ จันทรา
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5215/2557
#571994
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย แม้จำเลยร่วมกับ น. ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายลักทรัพย์ของผู้เสียหายก็ตาม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตาม ป.อ. มาตรา 335 (11) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างเป็นเหตุเฉพาะตัวของ น. จึงไม่มีผลไปถึงจำเลยด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายเป็นเงิน 76,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 จำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ร่วมกับนายนวรัตน์ จำนวน 25,500 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 เวลา 7.30 นาฬิกา ถึง 8.30 นาฬิกา จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหกล้อไปบรรทุกถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ซึ่งมีน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการผลิตถุงพลาสติกบรรจุอยู่เต็มถัง 30 ถัง จากบริษัทไลอ้อน เอเซีย (ไทยแลนด์) จำกัด ไปส่งให้แก่บริษัทอุตสาหกรรมถุงพลาสติกไทย จำกัด ผู้เสียหาย มีนายนวรัตน์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5536/2553 ของศาลชั้นต้น ลูกจ้างของผู้เสียหายเป็นผู้ตรวจรับสินค้า และจำเลยรับถังน้ำมันเปล่าคืนไป 30 ถัง ในวันดังกล่าวผู้เสียหายตรวจพบว่าน้ำมันที่จำเลยนำมาส่งขาดไป 5 ถัง สอบถามนายนวรัตน์แล้วรับว่าได้ลักน้ำมันดังกล่าวไป ผู้เสียหายจึงร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายนวรัตน์ ต่อมานายนวรัตน์ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหาย นายนวรัตน์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษไปแล้ว และโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดกับนายนวรัตน์ตามฟ้องข้อ 1 ค. หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ขณะมีการลักทรัพย์มาเบิกความ แต่จากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานับแต่เวลาที่จำเลยขับรถนำถังน้ำมันไปส่งมอบให้นายนวรัตน์ตรวจรับที่บริษัทผู้เสียหาย จนกระทั่งจำเลยขับรถกลับออกมาจากบริษัทผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่านอกจากจำเลยเด็กติดรถของจำเลยและนายนวรัตน์แล้วมีบุคคลอื่นเข้าเกี่ยวข้องอีก พฤติการณ์ฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุตามฟ้องข้อ 1 ค. จำเลยร่วมกับนายนวรัตน์ลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยใช้ยานพาหนะ ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า วันเกิดเหตุหลังจากจำเลยส่งถังน้ำยาเคมีจำนวน 30 ถัง ให้แก่ผู้เสียหายจนครบแล้ว จำเลยไปติดต่อพนักงานรักษาความปลอดภัย แล้วพนักงานรักษาความปลอดภัยได้ขึ้นไปดูที่ท้ายรถของจำเลยโดยชะโงกศีรษะขึ้นมาดูกับรวมทั้งได้จับถังที่ท้ายรถด้วยนั้น พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง จำเลยมิได้เป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย แม้จำเลยร่วมกับนายนวรัตน์ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายลักทรัพย์ของผู้เสียหายก็ตาม จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) ทั้งนี้เพราะความเป็นลูกจ้างของนายนวรัตน์เป็นเหตุเฉพาะตัวของนายนวรัตน์ จึงมิได้มีผลไปถึงจำเลยด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุก 2 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ร่วมกับนายเนาวรัตน์ จำนวน 25,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (11)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายยุทธนา โพธิ์อยู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายเกริกเกียรติ พุทธสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208/2557
#571940
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายหลายกรรมต่างกัน โดยเฉพาะความผิดที่ได้กระทำในวันที่ 13 สิงหาคม 2551 และวันที่ 12 กันยายน 2551 จำเลยได้กระทำโดยมีอาวุธปืน อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 รวม 4 กระทง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ โจทก์จะฎีกาในข้อหาความผิดนี้หาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 91 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญากับความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 4 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 16 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่าเด็กหญิง น. ผู้เสียหาย เป็นบุตรของนายชาญ กับนางสาวนารีภรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ต่อมาผู้เสียหายมาพักอาศัยอยู่กับจำเลยและนางบุญส่ง ซึ่งเป็นพี่สาวของบิดาที่บ้านเกิดเหตุ ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา หลังจากนั้นผู้เสียหายแจ้งแก่นางเรณู ป้าสะใภ้ของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายถูกข่มขืนกระทำชำเรา นางเรณูจึงพาผู้เสียหายไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน แล้วพนักงานสอบสวนได้ส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกาย ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายหลายกรรมต่างกันโดยเฉพาะความผิดที่ได้กระทำในวันที่ 13 สิงหาคม 2551 และวันที่ 12 กันยายน 2551 จำเลยได้กระทำโดยมีอาวุธปืน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 3, 4 รวม 4 กระทง และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ โจทก์จะฎีกาในข้อหาความผิดนี้หาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยเป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ และฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายกระทำการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในที่เกิดเหตุในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกและพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามประมวลกฎหมายอาญา กับความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ป.อ. ม. 227 วรรคแรก ม. 227 วรรคสี่
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายณฤเบษฐ์ เหมมินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายภูวเดช ภวังสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
หม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5172/2557
#570043
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมไปหาจำเลยที่ห้องพักซึ่งแม้จะได้ความตามที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุขของจำเลย แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้บอกให้จำเลยกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมหรือก่อให้เกิดการกระทำความผิด อันจะเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326

ระหว่างพิจารณา นางพรพิมล ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เห็นว่าการที่โจทก์ร่วมไปหาจำเลยที่ห้องพักซึ่งแม้จะได้ความตามที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมรบกวนการครอบครองห้องพักโดยปกติสุขของจำเลย แต่โจทก์ร่วมก็ไม่ได้บอกให้จำเลยกล่าวถ้อยคำอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ร่วม จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนร่วมหรือก่อให้เกิดการกระทำความผิดอันจะเป็นเหตุที่ทำให้โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บัญญัติไว้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวตามฟ้องเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับโจทก์ร่วมและเคยมีเพศสัมพันธ์กันมาก่อน เพียงแต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากันเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ร่วมในลักษณะดังกล่าวก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิที่จะกล่าวประจานโจทก์ร่วมแก่บุคคลที่สามด้วยถ้อยคำว่า ไม่รู้จักโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมมานั่งเฝ้าจำเลยที่ห้องทุกคืน จนจำเลยต้องไปนอนที่อื่นและมาเฝ้าตั้งแต่เช้า มาเฝ้าถึงที่ทำงานของจำเลยโดยอ้างว่าเป็นภริยาจำเลย และโจทก์ร่วมมาคอยตามตื๊อจำเลยตลอดเวลา อันเป็นถ้อยคำที่ทำให้บุคคลที่สามเข้าใจว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้หญิงไม่ดีคอยตามตื๊อจำเลยซึ่งเป็นผู้ชายตลอดเวลา และแอบอ้างเป็นภริยาของจำเลยแม้คำว่า "ใส่ความ" ตามที่บัญญัติในความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้นประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้นิยามศัพท์ว่ามีความหมายอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายไว้ว่า หมายถึงการพูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เมื่อการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวของจำเลยดังกล่าวเป็นการกล่าวที่ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายถ้อยคำที่จำเลยกล่าวจึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วม และการกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้นเห็นได้ชัดว่าจำเลยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอาย อันเป็นการทำลายชื่อเสียงของโจทก์ร่วมและทำให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ทั้งเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว ไม่มีลักษณะไปในทำนองแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี
โจทก์ร่วม — นางพรพิมล ศิลาอ่อน
จำเลย — นายปรัชญ์ ปราบปรปักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายประสาน มุสิกศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ มหรรณพ
วิวรรต นิ่มละมัย
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5167/2557
#571961
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานีได้โดยอาศัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เมื่อจำเลยออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เนื่องจากกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 145 (3) และ (4) มาตรา 147 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมาตรา 10 (6) และ (7) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีมติโดยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ มีคำวินิจฉัยสั่งการและมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ มีผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยในเขตเลือกตั้งดังกล่าวสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่งในวันที่ 20 กันยายน 2548 ตามมาตรา 96 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และตามนัยมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จำเลยย่อมตกอยู่ในบังคับตามมาตรา 97 ตอนท้ายที่บัญญัติว่า กรณีที่การออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว แม้ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะถูกยกเลิกหรือเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 โดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ก็ตาม แต่มูลหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายเกิดขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีผลใช้บังคับ โดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายยกเว้นไว้ และไม่ปรากฏมีบทบัญญัติกฎหมายให้ยกเลิกมูลหนี้ที่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจนเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะสิ้นสุดลง สิทธิของโจทก์ในการเรียกเงินคืนและหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามมาตรา 97 ตอนท้ายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะสิ้นสุดลง จึงยังคงมีอยู่โดยหาได้ถูกยกเลิกไปด้วยไม่ เมื่อจำเลยไม่คืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย และมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 ตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,213,969.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,166,280 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีเพียงปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลวินิจฉัยได้เองโดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย ส่วนคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยให้วินิจฉัยไปพร้อมกับคำพิพากษา แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,213,969.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,166,280 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2549) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกามาเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศและได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ว่า (1) ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง...จากประกาศดังกล่าวมีผลให้บทบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่โจทก์เสนอคำฟ้องจำเลยต่อศาลสิ้นผลบังคับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 การที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 20 ตุลาคม 2549 จึงไม่มีกฎหมายรับรองหรือคุ้มครองสิทธิของโจทก์อันจะต้องบังคับให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะอีกต่อไป นั้น เห็นว่า จำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานีได้โดยอาศัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 เมื่อจำเลยออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เนื่องจากกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มีผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 145 (3) และ (4) มาตรา 147 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมาตรา 10 (6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีมติโดยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ มีคำวินิจฉัยสั่งการและมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี เขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ มีผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจำเลยในเขตเลือกตั้งดังกล่าวสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่งในวันที่ 20 กันยายน 2548 ตามมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 และตามนัยมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จำเลยย่อมตกอยู่ในบังคับตามมาตรา 97 ตอนท้ายที่บัญญัติว่ากรณีที่การออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว แม้ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะถูกยกเลิกหรือเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 โดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 ก็ตาม แต่มูลหนี้ที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายเกิดขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีผลใช้บังคับ โดยไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายยกเว้นไว้ และไม่ปรากฏมีบทบัญญัติกฎหมายให้ยกเลิกมูลหนี้ที่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจนเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะสิ้นสุดลง สิทธิของโจทก์ในการเรียกเงินคืนและหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามมาตรา 97 ตอนท้ายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะสิ้นสุดลง จึงยังคงมีอยู่โดยหาได้ถูกยกเลิกไปด้วยไม่ เมื่อจำเลยไม่คืนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์จึงถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย และมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 ตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 97 ม. 145 (3) (4) ม. 147 (2)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44 (1) ม. 96
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 10 (6) (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
จำเลย — นายประแสง มงคลศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสุกัญญา เวียงอินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายปานนท์ กัจฉปานันท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
พิศล พิรุณ
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5137/2557
#590028
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยใช้อาวุธปืนและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมซึ่งเกิดเหตุในเวลากลางคืน เป็นการบรรยายฟ้องซึ่งรวมถึงการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ เข้าไว้ด้วย เมื่อคดีฟังได้ว่าเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีอาวุธปืนกับใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดเพื่อพาทรัพย์นั้นไปซึ่งชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 ประกอบ มาตรา 83 อันเป็นการปรับบทความผิดไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงพิพากษาแก้ไขปรับบทความผิดให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย กรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับโทษสูงขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งให้โอนคดีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 61 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 289, 339, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหมอนรองกระสุนปืนลูกซองของกลางและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 83, 288, 334, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334 ขณะกระทำผิดจำเลยทั้งสี่เป็นเยาวชนอายุยังไม่เกินยี่สิบปี เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมสามกระทง (ที่ถูก รวมสี่กระทง) จำคุกคนละ 12 ปี 12 เดือน ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันลักทรัพย์จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุก 3 เดือน รวมสามกระทง (ที่ถูก รวมสี่กระทง) จำคุก 6 ปี 6 เดือน ริบหมอนรองกระสุนปืนลูกซองของกลางและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่คืนเป็นเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง และจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อายุกว่าสิบห้าปีแต่ต่ำกว่าสิบแปดปีลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน 15 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน 15 วัน ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุก 3 ปี 9 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 9 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 2 เดือน 7 วัน และฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุก 2 เดือน 7 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 22 เดือน 14 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตโดยใช้อาวุธปืนและใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ซึ่งเหตุเกิดในเวลากลางคืน จึงเห็นได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องซึ่งรวมถึงการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ เข้าไว้ด้วย เมื่อคดีฟังได้ว่ากรณีเป็นการลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันมีอาวุธปืนกับใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิดเพื่อพาทรัพย์นั้นไปจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการปรับบทความผิดไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงพิพากษาแก้ไขปรับบทความผิดให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย กรณีมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต้องรับโทษสูงขึ้นแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 335 (7) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายศราวุฒิหรือแตน ศรียาภัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายสมพร เกิดทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ เจริญสวรรค์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5111/2557
#562619
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบโรคศิลปะ สาขาเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตมีเจตนาบำบัดรักษาโรคให้แก่ น. ผู้ทำแท้ง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์เป็นเงินค่ายาและค่าบริการทำแท้งจาก น. การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีเจตนาจัดสถานที่เพื่อการตรวจรักษาโรคโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีเจตนาเพื่อขายยาแผนปัจจุบัน และร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันจำพวกแอนติโปรเจสเตอโรนที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยามีเจตนาขายยาแผนปัจจุบันที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสี่ฐานนี้ จึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกต่างหากจากกัน มิได้มีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลที่จะขายยาให้แก่ น. การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม การร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับการร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันจำพวกแอนติโปรเจสเตอโรนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยานั้น ปรากฏว่ายาแผนปัจจุบันจำพวกแอนติโปรเจสเตอโรนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นจำนวนเดียวกันยาแผนปัจจุบันที่จำเลยทั้งสองร่วมกันขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมีเจตนาเดียวกัน การกระทำความผิดฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันจำพวกแอนติโปรเจสเตอโรนที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา จึงเป็นกรรมเดียวกัน ซึ่งต้องลงโทษบทหนักฐานร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดรวมสามกรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสุภาวดี คำมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายศักดิพัฒน์ โลหะขจรพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นางฉัตรทิชา ชัยรัชต์กร
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2557
#562509
เปิดฉบับเต็ม

การออกแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเพื่อผลิตกระเบื้องให้มีรูปร่าง ขนาด และรูปลักษณะที่แปลกใหม่แตกต่างจากกระเบื้องที่ผลิตออกจำหน่ายในประเทศไทยเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไม่ใช่งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ และไม่ใช่งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างหรืองานออกแบบตกแต่งภายในหรือภายนอกตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างหรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอันจะถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมที่จะมีลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง การออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 56 และได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องดังกล่าว การออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์ทั้งสองมีลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใดเท่านั้น มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาว่าจ้างผลิตแบบแม่พิมพ์กระเบื้องต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันละเมิดความลับทางการค้าสำหรับสูตร วิธีการ และขั้นตอนการผลิตกระเบื้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดดังกล่าว เมื่อแบบแม่พิมพ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่งานศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ดังที่โจทก์ที่ 1 อ้างตามคำฟ้อง โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในแบบแม่พิมพ์กระเบื้องดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสี่ย่อมไม่อาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบแม่พิมพ์กระเบื้องดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และห้ามจำเลยทั้งสี่ผลิตกระเบื้องที่ลอกเลียนสินค้าของโจทก์ทั้งสองออกจำหน่ายแข่งขันกับโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยที่ 1 ส่งคืนแบบแม่พิมพ์ต้นฉบับและที่ลอกเลียนทั้งหมดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 คืนแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือนจำนวนเดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะหยุดผลิตและจำหน่ายสินค้ากระเบื้อง

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาห้ามจำเลยที่ 1 ผลิตแบบแม่พิมพ์กระเบื้องพิพาทอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 1) กับให้ส่งคืนแม่พิมพ์ต้นแบบและแม่พิมพ์ที่ลอกเลียนทั้งหมดที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ที่ 1 ห้ามจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องพิพาทแข่งขันกับโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 1) ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 500,000 บาท และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ชำระเงินจำนวน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 26 กันยายน 2549 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 1) กับให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือนจำนวนเดือนละ 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จะหยุดผลิตและจำหน่ายกระเบื้องพิพาทอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ต่อโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 1) กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ที่ 1) โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสี่ไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อปี 2526 โจทก์ที่ 1 ซื้อแบบแม่พิมพ์กระเบื้องจากบริษัทคาตายามาคอร์ปอเรชัน จำกัด ประเทศญี่ปุ่น แล้วใช้แบบแม่พิมพ์นั้นผลิตกระเบื้องออกจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "KENZAI" ปี 2535 โจทก์ที่ 1 จ้างบริษัทเค.ที.ที. แมชชีนเนอรี่ จำกัด ให้ทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องใหม่โดยปรับปรุงจากแบบเดิม ต่อมาโจทก์ที่ 1 จ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องตามแบบใหม่ ระหว่างปี 2546 ถึงปี 2549 จำเลยที่ 4 ทำงานกับบริษัทโจทก์ที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน ต่อมาจำเลยที่ 4 ลาออกมาทำงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 ทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเพื่อผลิตกระเบื้องซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BEZEN" โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จำหน่าย โจทก์ที่ 2 ไม่มีลิขสิทธิ์ในงานแบบแม่พิมพ์กระเบื้องตามฟ้อง โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสี่ย่อมเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อแรกว่า แบบแม่พิมพ์กระเบื้องเป็นงานศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์สรุปได้ว่าแบบแม่พิมพ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่งานศิลปกรรมประเภทงานประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรม แต่เป็นการดัดแปลงหรือลอกเลียนแบบงานกระเบื้องของประเทศญี่ปุ่น จึงไม่ใช่งานอันมีลิขสิทธิ์ โจทก์ที่ 1 ไม่มีลิขสิทธิ์ในแบบแม่พิมพ์กระเบื้องนั้น ในปัญหานี้โจทก์ที่ 1 นำสืบโดยมีนางสาวนลินี กรรมการบริษัทโจทก์ทั้งสองมาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นกับมีนายจิตติ ช่างเปลี่ยนแม่พิมพ์กระเบื้องบริษัทโจทก์ที่ 1 นางสาวเพียงใจ พนักงานบริษัทคัฟเวอร์เอเชีย จำกัด นายกิตติ ผู้รับจ้างทำแม่พิมพ์กระเบื้องให้แก่โจทก์ที่ 1 นายกฤษฎา พนักงานฝ่ายขายบริษัทโจทก์ที่ 1 นางสาวเรืองรอง นิติกร กรมทรัพย์สินทางปัญญา และนางสาวลดา นักวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัทพิมานซีรามิคส์ จำกัด ได้จดทะเบียนจัดตั้งตั้งแต่ปี 2526 มีนางสาวนลินีเป็นกรรมการเพียงคนเดียว ตามหนังสือรับรอง โจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2546 ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจรับจ้างทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้อง ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 ประกอบธุรกิจจำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BEZEN" (บีเซน) ตามหนังสือรับรอง จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2548 ประกอบธุรกิจผลิตกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BEZEN" ออกจำหน่าย ตามหนังสือรับรอง โจทก์ทั้งสองมอบอำนาจให้นายนันทชัย ฟ้องและดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจ โจทก์ที่ 1 เป็นโรงงานผลิตกระเบื้องจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "KENZAI" เริ่มตั้งแต่ประมาณปี 2526 เนื่องจากครอบครัวของนางสาวนลินีกรรมการบริษัทโจทก์ที่ 1 ประกอบอาชีพผลิตกระเบื้องเซรามิกมาก่อน ทำให้นางสาวนลินีมีความชำนาญและประสบการณ์ในการผลิตกระเบื้องเซรามิกออกจำหน่าย นางสาวนลินีจึงคิดผลิตกระเบื้องที่มีขนาดและคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ โดยเฉพาะรูปร่างและขนาดรวมทั้งรูปลักษณะที่แปลกใหม่ไม่มีผู้ผลิตมาก่อนในประเทศไทย เน้นความสวยงามให้แตกต่างจากเดิมที่ผลิตกระเบื้องประเภทเซรามิกเคลือบซึ่งมีผู้ผลิตกระเบื้องประเภทเดียวกันหลายราย ทำให้มีการแข่งขันในท้องตลาดสูงโดยต้องการที่จะผสมผสานงานศิลปกรรมและประติมากรรมเพื่อใช้ตกแต่งงานก่อสร้างทั้งภายนอกและภายในอาคาร จึงจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทโจทก์ที่ 1 ขึ้น แล้วว่าจ้างให้บริษัทคาตายามาคอร์ปอเรชัน จำกัด (KATAYAMA CORP.) และทีมงานในประเทศญี่ปุ่นมาออกแบบงานรูปลักษณะพิเศษเป็นสินค้าประเภทกระเบื้องที่แตกต่างจากที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย รวมทั้งวัสดุที่ใช้ผลิตและสร้างรูปแบบลักษณะแม่พิมพ์ใช้เป็นแบบผลิตตามความพึงพอใจของโจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนั้นโจทก์ที่ 1 จดทะเบียนเป็นชื่อบริษัทพิมานซีรามิคส์ จำกัด งานออกแบบกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 มีประมาณ 5 แบบ ประกอบด้วย รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน และสร้างแบบผลิตระบุมาตรฐานมีขนาด 4 x 20 เซนติเมตร แต่ผลิตจริงเป็นขนาด 4 x 21 เซนติเมตร เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีผู้ใดทำมาก่อนเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยเมื่อติดตั้งตกแต่งแล้วรวมกับการเว้นช่องวางปูนยาแนวจะต่อเชื่อมกับกระเบื้องรูปแบบอื่นของโจทก์ที่ 1 ได้สวยงามและลงตัว นอกจากนั้นยังมีรูปสี่เหลี่ยมคางหมู รูปสามเหลี่ยม รูปแบบในปัจจุบันที่ค้นหาพบมีเพียงแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสและแบบสี่เหลี่ยมคางหมู ส่วนแบบอื่นที่โจทก์ที่ 1 ว่าจ้างและชำระค่าจ้างให้แก่บริษัทคาตายามาคอร์ปอเรชัน จำกัด และทีมงานในประเทศญี่ปุ่นออกแบบให้ค้นหาไม่พบเนื่องจากเป็นเวลายาวนาน งานออกแบบกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ทั้งห้าแบบ ซึ่งประกอบด้วยงานแบบแม่พิมพ์รูปลักษณะกระเบื้องซึ่งจะมีรูปทรงเรขาคณิตเป็นพื้นฐานประกอบแต่การกำหนดรูปทรง ขนาด จะกำหนดให้แตกต่างจากบุคคลอื่นที่ผลิตจำหน่ายในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ยึดถือตามแนวความคิดของนางสาวนลินีกรรมการบริษัทโจทก์ที่ 1 เป็นผู้กำหนดให้เป็นเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะเพื่อมิให้มีขนาดซ้ำกับบุคคลอื่นและคุณลักษณะเฉพาะของความไม่เรียบด้านหน้ากระเบื้อง ด้านข้างมีความโค้งมนสร้างความแตกต่างเพื่อป้องกันมิให้มีการเลียนแบบด้วยการสร้างรอยหยักไม่เรียบบนพื้นผิวด้านหน้าตามความพึงพอใจของกรรมการบริษัทโจทก์ที่ 1 เป็นการออกแนวความคิดค้นหาทดลองและเลือกเองมิได้กำหนดสัดส่วนไว้ชัดเจนในงานเขียนแบบ อันทำให้ยากต่อการถูกลอกเลียนแบบและไม่ได้เลียนแบบธรรมชาติ งานชิ้นส่วนแบบแม่พิมพ์หลังจากที่ว่าจ้างกลุ่มทีมงานในประเทศญี่ปุ่นเขียนแบบกระเบื้องและแก้ไขจนเป็นที่พอใจแล้ว ซึ่งใช้เวลาเกือบ 1 ปี และชำระค่าจ้างอันเป็นการซื้อสิทธิในการจะใช้เป็นแบบของโจทก์ที่ 1 มาประกอบการผลิตกระเบื้องออกจำหน่าย โจทก์ที่ 1 ได้ว่าจ้างให้บริษัทดังกล่าวและทีมงานเขียนแบบกระเบื้อง "KENZAI" (เคนไซ) สร้างชิ้นส่วนแบบแม่พิมพ์ (เหล็ก) ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ได้แก่ ฐานล่างเพื่อรองรับการกดทับและสามารถจะระบุเครื่องหมายการค้าผู้ผลิตกระเบื้องนั้น ๆ ซึ่งมีความสำคัญน้อยที่สุดและเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ง่าย ส่วนที่ 2 เรียกว่าแบบแม่พิมพ์ด้านข้างเพื่อรองรับแรงอัดกระเบื้องและสามารถจะออกแบบให้เรียบตรง หรือแบบสันข้างมีความโค้งมน หรือกำหนดความไม่เรียบให้เป็นเอกลักษณ์เหมาะแก่การใช้งานตามความพึงพอใจของกรรมการบริษัทโจทก์ที่ 1 ส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญกำหนดความสวยงามและเป็นคุณลักษณะเฉพาะของกระเบื้อง "KENZAI" ได้แก่ รอยความไม่เรียบของผิวด้านหน้าที่จะนำมากดทับปั๊มลายผิวหน้า ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญบ่งชี้ความแตกต่างให้กระเบื้อง "KENZAI" มีความโดนเด่นสวยงามสะดุดตาแตกต่างจากความไม่เรียบของผิวหน้ากระเบื้องที่มีการผลิตในต่างประเทศและไม่มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยมาก่อนในขณะนั้น ยากแก่การลอกเลียนแบบให้เหมือนได้ ผู้ผลิตรายอื่นจะต้องได้ต้นแบบแม่พิมพ์จริงของโจทก์ที่ 1 เท่านั้น จึงจะสามารถผลิตเลียนแบบได้ ในขั้นตอนคิดค้นการผลิตและค้นหาภาพลายด้านหน้าอันเป็นลวดลายทางศิลปะเพื่อให้ได้ความสวยงามก่อนผลิตจริงออกจำหน่าย โจทก์ที่ 1 ได้ว่าจ้างชุดทำงานเขียนแบบและสร้างแบบแม่พิมพ์ด้วยการเริ่มสร้างหุ่นจำลองแม่พิมพ์ใช้เหล็กหล่อเป็นแม่พิมพ์ และใช้งานอิเล็กโทรดหรือแผ่นเหล็กในการทำแม่พิมพ์ แล้วใช้ความร้อนวาดกำหนดลวดลายความไม่เรียบลงในแบบแม่พิมพ์พื้นผิวที่จะใช้กดทับปั๊มผิวด้านหน้ากระเบื้อง "KENZAI" แล้วนำไปเผาตามความร้อนขนาดต่าง ๆ ทดลองจนได้ลวดลายสวยงามสะดุดตาแล้ว จึงจัดทำเป็นแบบแม่พิมพ์จริงที่จะนำมาใช้ผลิต หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 จึงชำระค่าจ้างในการคิดค้นและสร้างขึ้นตามที่โจทก์ที่ 1 ต้องการ อันเป็นการซื้อสิทธิมาผลิตตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น หลังจากโจทก์ที่ 1 ได้สิทธิการผลิตจากผู้ที่ลงมือเขียนแบบและสร้างชิ้นส่วนแบบแม่พิมพ์แล้ว จึงให้จัดส่งให้โจทก์ที่ 1 ในประเทศไทยทั้งงานแบบแม่พิมพ์และชิ้นส่วนแบบแม่พิมพ์ต้นแบบอันมีคุณลักษณะเฉพาะดังกล่าว และโจทก์ที่ 1 ได้จัดหาซื้อเครื่องจักรมาใช้ในการผลิตและเริ่มคิดค้นที่จะเลือกวัสดุที่ใช้ในการผลิตซึ่งประกอบด้วยสี มวลสารที่ใช้ผลิตโดยเฉพาะดินและส่วนประกอบอื่น ๆ อันเป็นการริเริ่มคิดค้นสูตรที่จะผลิต รวมทั้งอุณหภูมิในการผลิต ใช้เวลาในการคิดค้นพัฒนาประมาณ 1 ปี ทดลองผลิตกระเบื้อง "KENZAI" จนได้สูตรลงตัวให้ความทนทาน ใช้สีจากต่างประเทศ ใช้ดินจากบางจังหวัดทางภาคเหนือ การควบคุมอุณหภูมิจำเพาะอันเป็นความลับของโจทก์ที่ 1 การผลิตกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 เกิดจากการคิดค้นแบบกระเบื้องตั้งแต่ยกร่างรูปทรงและลวดลายในกระดาษร่างให้มีลักษณะสวยงามสะดุดตาและสะดวกในการใช้สอย แล้วนำมาวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐกิจตามหลักวิชาการ ใช้เทคนิคที่เรียกว่าวิศวกรรมคุณค่าคือวิธีการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีในประเทศไทยขณะนั้นจะเป็นประเภทเซรามิกเผาเคลือบสีมันวาว เมื่อใช้ไปนาน ๆ สีจะซีด ไม่คงทนแข็งแรง โจทก์ที่ 1 ได้จัดทำขนาดไม่ซ้ำบุคคลอื่นเน้นความหนาและไม่ใหญ่เกินไปเหมาะที่จะตกแต่งทั้งภายในและภายนอกอาคารหรือบริเวณลานกว้างทำให้เกิดงานคุณค่าทางศิลปะและสถาปัตยกรรมควบคู่กับสิ่งปลูกสร้าง ทั้งให้ความแปลกใหม่และเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำจนได้รูปทรงและลวดลายที่พอใจแล้วเขียนแบบที่ถูกต้องและทำหุ่นจำลอง ต่อจากนั้นก็ทำการออกแบบชิ้นส่วนแบบแม่พิมพ์ผลิตกระเบื้องโดยใช้เหล็กทำแม่พิมพ์ ทำอิเล็กโทรดและผลิตแม่พิมพ์ เป็นการสร้างสรรค์อันเกิดจากการนำเอาการสร้างแบบแม่พิมพ์รูปลักษณะเฉพาะของกระเบื้อง "KENZAI" และแบบแม่พิมพ์ซึ่งเขียนด้วยลายเส้นประกอบกันเป็นรูปทรงอันเข้าลักษณะศิลปกรรมประเภทงานจิตรกรรมและการสร้างแบบแม่พิมพ์กับหุ่นจำลองกระเบื้องดังกล่าว ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ อันเข้าลักษณะศิลปกรรมประเภทงานประติมากรรมประกอบเข้าด้วยกันและสร้างขึ้นเป็นกระเบื้องเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตกแต่งอาคารและบริเวณโดยรอบสิ่งปลูกสร้างให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงานจิตรกรรมและประติมากรรมอันเข้าลักษณะเป็นศิลปประยุกต์ไม่ลอกเลียนแบบใครจนได้รับมาตรฐานรับรองคุณภาพจากประเทศสาธารณรัฐอิตาลีและสหรัฐอเมริกา สินค้าที่โจทก์ที่ 1 ผลิตเป็นสินค้าแปลกใหม่ขายได้ราคาสูงและพัฒนารูปรอยความไม่เรียบ โดยเฉพาะผิวด้านหน้าสวยงามตามความพึงพอใจของโจทก์ที่ 1 แต่แม่พิมพ์ชิ้นส่วนของแม่พิมพ์กระเบื้อง "KENZAI" นั้น เมื่อใช้ไปในช่วงระยะเวลาและจำนวนที่ผลิตระยะหนึ่งจะชำรุดสึกกร่อน เพราะเหตุนี้ในการผลิตจริง จึงจำต้องทำแบบลอกเลียนไปใช้ผลิตและเก็บแบบแม่พิมพ์ต้นแบบไว้ เมื่อมีการสึกกร่อนจะได้ลอกเลียนแบบแม่พิมพ์ต้นแบบได้ นับตั้งแต่ปี 2526 โจทก์ที่ 1 ได้สั่งให้บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นผลิตแบบแม่พิมพ์ให้ใช้งานโดยบริษัทผลิตแบบแม่พิมพ์จะมีแบบแม่พิมพ์ต้นแบบไว้ลอกเลียนอย่างละ 1 ชุด เสมอ ถือเป็นความลับทางการค้าของโจทก์ที่ 1 ที่จะไม่ผลิตให้ผู้อื่นนอกจากโจทก์ที่ 1 ตามเอกสารการชำระเงินและใบรับส่งสินค้า กระเบื้อง "KENZAI" ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมและกิจการเติบโตอย่างมาก จนกระทั่งหลังปี 2535 โจทก์ที่ 1 จึงได้เปลี่ยนบริษัทรับทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้อง "KENZAI" มาใช้บริษัทในประเทศไทยโดยจ้างบริษัทเค.ที.ที.แมชชีนเนอรี จำกัด เป็นผู้จัดทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้อง "KENZAI" และแบบแม่พิมพ์เดิมสูญหายไปจำนวน 3 แบบ โจทก์ที่ 1 จึงได้ร่วมกับบริษัทเค.ที.ที.แมชชีนเนอรี จำกัด ออกแบบใหม่ ต่อมาได้พัฒนาผิวด้านหน้าแบบแม่พิมพ์กระเบื้องปรับปรุงใหม่จนเป็นแบบที่ใช้ในปัจจุบัน หลังจากโจทก์ที่ 1 ได้เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "KENZAI" ได้มีบุคคลและคณะบุคคลพยายามจะเลียนแบบการผลิตกระเบื้องให้มีรูปลักษณะคล้ายกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 เท่าที่โจทก์ที่ 1 พบได้แก่ บริษัทสมศักดิ์เซรามิค จำกัด จำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Yo Nok" บริษัทเขลางค์คลาสสิคเซรามิค จำกัด จำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "K - lang" บริษัทเคอร่าไทล์เซรามิก จำกัด จำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "KERA" และบริษัทโรแยลเอเซียบริคแอนด์ไทล์ จำกัด จำหน่ายกระเบื้องภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "RCI" แต่กระเบื้องที่ผลิตออกจำหน่ายดังกล่าวมีคุณลักษณะเฉพาะโดยผิวไม่เรียบด้านหน้าแตกต่างจากกระเบื้อง "KENZAI" ของโจทก์ที่ 1 และต่อมามีผู้แนะนำจำเลยที่ 1 ให้เข้ามารับจ้างทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้อง "KENZAI" ทำให้จำเลยที่ 1 มีแบบแม่พิมพ์กระเบื้องต้นแบบเก็บรักษาไว้เพื่อใช้ลอกเลียนแบบแม่พิมพ์ผลิตกระเบื้อง "KENZAI" ให้โจทก์ที่ 1 บริษัทจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาความลับแบบแม่พิมพ์กระเบื้องต้นแบบที่ครอบครองไว้ ห้ามนำไปใช้เป็นต้นแบบผลิตให้แก่บุคคลอื่นตามเอกสารการจ้างและชำระเงิน ในช่วงประมาณปี 2546 ถึงปี 2549 จำเลยที่ 4 เข้าทำงานกับโจทก์ที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการโรงงานผลิตกระเบื้อง "KENZAI" ทำให้จำเลยที่ 4 ได้ล่วงรู้ความลับในการผลิตกระเบื้อง "KENZAI" ทุกขั้นตอนและเป็นผู้สั่งจ้างให้จำเลยที่ 1 ที่สนิทสนมกันอยู่ก่อนเป็นผู้ผลิตแบบแม่พิมพ์ใช้ผลิตกระเบื้อง "KENZAI" เมื่อจำเลยที่ 4 ได้ล่วงรู้ความลับในการผลิตกระเบื้องและแหล่งวัตถุดิบ แหล่งเก็บแบบแม่พิมพ์ต้นแบบของโจทก์ที่ 1 แล้ว ในวันที่ 1 กันยายน 2548 จำเลยที่ 4 กับภรรยาได้จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 3 ขึ้นเพื่อผลิตสินค้ากระเบื้องประเภทเดียวกันกับโจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ผลิตแบบแม่พิมพ์ลอกเลียนต้นแบบของโจทก์ที่ 1 ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ทั้งห้าแบบตามเอกสารรูปแบบสินค้ากระเบื้อง "KENZAI" ในหนังสือแคตตาล็อก และได้สั่งซื้อวัตถุดิบได้แก่สีที่ใช้ผลิตเป็นชนิดและประเภทเดียวกับที่โจทก์ที่ 1 ใช้ โดยนำมาผลิตกระเบื้องภายใต้ชื่อ "BEZEN" มีรูปลักษณะ ขนาด คุณลักษณะเฉพาะ โดยเฉพาะผิวความไม่เรียบด้านหน้าและด้านข้างมีลักษณะลอกเลียนแบบกระเบื้อง "KENZAI" ของโจทก์ที่ 1 ส่วนบริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งจัดตั้งขึ้นในวันที่ 2 กันยายน 2548 มีจำเลยที่ 4 เข้าร่วมเป็นฝ่ายการตลาดและกำหนดรูปแบบในการผลิต แล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำกระเบื้อง "BEZEN" ที่ลอกเลียนแบบสินค้าของโจทก์ที่ 1 เพียงแต่ลดมวลสารผสมบางอย่างออกเพื่อมิให้เกิดจุดดำที่ผิวด้านหน้าเท่านั้น ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็เคยผลิตมาก่อนเช่นกัน แต่สินค้าทั้งสองชนิดประชาชนหรือลูกค้าทั่วไปไม่สามารถสังเกตเห็นความแตกต่าง และย่อมต้องการลดต้นทุนเพราะจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้นำเอาสินค้ากระเบื้อง "BEZEN" ออกวางจำหน่ายแข่งขันและกำหนดราคาส่วนลดตัดราคาของโจทก์ที่ 1 ถึงร้อยละ 46 ของราคาตั้ง ภายหลังโจทก์ที่ 1 ทราบว่ากรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก่อนโดยเฉพาะกรรมการบริษัทจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 4 ทำงานอยู่ที่บริษัทเดียวกันมาก่อน การที่จำเลยที่ 4 เข้าทำงานกับโจทก์ที่ 1 เพื่อหวังล่วงรู้ความลับในการผลิตกระเบื้อง "KENZAI" ของโจทก์ที่ 1 เมื่อรู้ความลับทั้งหมดแล้วจำเลยที่ 4 จึงร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ผลิตแบบแม่พิมพ์ลอกเลียนแบบแม่พิมพ์ของโจทก์ที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ลอกเลียนและเปิดเผยความลับแบบแม่พิมพ์ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 4 นำความลับในการผลิตของโจทก์ที่ 1 ไปตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 ผลิตกระเบื้องลอกเลียนแบบและควบคุมการผลิต และร่วมกับจำเลยที่ 2 จำหน่ายกระเบื้องลอกเลียนแบบกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "BEZEN" แข่งกับสินค้าของโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายเป็นเงินไม่ต่ำกว่าจำนวน 50,000,000 บาท โจทก์ที่ 1 จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ห้ามจำเลยทั้งสี่ผลิตกระเบื้องที่ลอกเลียนสินค้าของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ส่งคืนแบบแม่พิมพ์ต้นฉบับและแบบแม่พิมพ์ลอกเลียนที่มีอยู่กับจำเลยที่ 1 คืนโจทก์ที่ 1 กับให้ชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่าจำนวน 5,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะเลิกผลิตกระเบื้องลอกเลียนกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 นำสืบโดยมีนายปัญญา ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นพยานได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับทำ ซ่อม และสร้างแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเซรามิก โดยมอบอำนาจให้นายปัญญาดำเนินคดีแทน โจทก์ที่ 1 เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 โดยเมื่อปี 2544 โจทก์ที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเซรามิก โดยเอาตัวอย่างชิ้นงานคือกระเบื้องตัวอย่างมาให้จำเลยที่ 1 แกะแบบแม่พิมพ์กระเบื้องให้เหมือนกับตัวอย่างกระเบื้องที่โจทก์ที่ 1 นำมา โดยโจทก์ที่ 1 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ผลิตแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเป็นจำนวนมากกว่า 10 แบบ ขึ้นไป ส่วนใหญ่โจทก์ที่ 1 จะนำตัวอย่างกระเบื้องที่มีการวางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาดหรือเป็นกระเบื้องที่ผลิตในต่างประเทศมาให้เป็นตัวอย่าง และว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำแบบแม่พิมพ์เป็นครั้งคราวไป โจทก์ที่ 1 ไม่เคยบอกจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 มีลิขสิทธิ์ในงานกระเบื้องที่โจทก์ที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำแบบแม่พิมพ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 เช่นกัน โดยเมื่อประมาณต้นปี 2549 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องโดยนำตัวอย่างชิ้นงานกระเบื้องและแบบแม่พิมพ์กระเบื้องหรือแบบดรอว์อิง (DRAWING) ที่มีขนาดกระเบื้องมาให้ด้วย โดยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้จัดทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องประมาณ 6 แบบ เมื่อจำเลยที่ 1 ทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเสร็จแล้ว ก็คืนแบบแม่พิมพ์พร้อมตัวอย่างชิ้นงานให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไป ลักษณะแบบกระเบื้องที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำแบบแม่พิมพ์เป็นแบบกระเบื้องที่พยานเคยเห็นวางจำหน่ายในท้องตลาด มีกระเบื้อง "K - Lang" และ "Yo Nok" โดยกระเบื้องดังกล่าวได้เคยว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้จัดทำแบบแม่พิมพ์เช่นกัน ในการว่าจ้างทำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมทั้งลูกค้ารายอื่น ไม่ได้ทำสัญญาว่าจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรแต่จะทำในรูปแบบของใบสั่งซื้อ จำเลยที่ 1 ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องในกิจการของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่โจทก์ที่ 1 กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 นำแบบแม่พิมพ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ไปให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นไม่เป็นความจริง ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 นำสืบโดยมีนายชัยอัครญาณ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลยที่ 2 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น นายวันชัย หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 3 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง หรือความเห็น นายองอาจ พนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 3 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็น และจำเลยที่ 4 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นได้ความว่า จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการผลิตกระเบื้องเซรามิกออกจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป ตามหนังสือรับรอง กระเบื้องตามคำฟ้องเป็นกระเบื้องส่วนหนึ่งที่จำเลยที่ 3 ผลิตออกจำหน่ายและได้รับความนิยม จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 เนื่องจากกระเบื้องเซรามิกดังกล่าวจำเลยที่ 3 ได้ซื้อลิขสิทธิ์ในแบบกระเบื้องมาจากบริษัทสมศักดิ์เซรามิค จำกัด ตามสัญญา หลังจากนั้นได้ไปว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ทำแบบแม่พิมพ์ผลิตกระเบื้องขายภายใต้ชื่อทางการค้าคำว่า "BEZEN" โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ซื้อหรือมีลิขสิทธิ์ใด ๆ ในแบบกระเบื้องเซรามิกนั้นและกระเบื้องดังกล่าวมีการใช้แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นก่อนที่โจทก์ที่ 1 จะเปิดกิจการ ผิวหน้าของกระเบื้องมีลักษณะเลียนแบบธรรมชาติ แบบหรือรูปทรงของกระเบื้องก็เป็นแบบเรขาคณิต โจทก์ที่ 1 หรือบุคคลอื่นจึงไม่มีลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงบริษัทที่ซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 3 มาจำหน่าย จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งทำแบบแม่พิมพ์กับจำเลยที่ 1 หรือเกี่ยวข้องกับการผลิตกระเบื้อง นอกจากโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 3 จะเป็นผู้ผลิตกระเบื้องในลักษณะเดียวกันแล้วยังมีบุคคลอื่นผลิตกระเบื้องในลักษณะคล้ายกับโจทก์ที่ 1 อีกหลายราย เช่น กระเบื้อง "K - lang" กระเบื้อง "Yo Nok" จำเลยที่ 4 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 โดยหลังจากที่จำเลยที่ 4 ลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัทโจทก์ที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 4 ได้เข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ติดต่อลูกค้าและหาลูกค้าของจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่มีหลักฐานการซื้อขายลิขสิทธิ์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศญี่ปุ่น โดยในคำฟ้องอ้างว่าซื้อลิขสิทธิ์แต่ทางนำสืบกลับอ้างว่าโจทก์ที่ 1 คิดค้นแบบกระเบื้องขึ้นเองและว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ผลิตแบบแม่พิมพ์กระเบื้องจึงเป็นการนำสืบแตกต่างจากคำฟ้อง โจทก์ที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาว่าแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเป็นงานศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ที่ 1 ว่า บริษัทโจทก์ที่ 1 โดยนางสาวนลินีกรรมการบริษัทได้ว่าจ้างบริษัทคาตายามาคอร์ปอเรชัน จำกัด และทีมงานในประเทศญี่ปุ่นให้ออกแบบแม่พิมพ์กระเบื้องเพื่อผลิตกระเบื้องให้มีรูปร่าง ขนาด และรูปลักษณะที่แปลกใหม่แตกต่างจากกระเบื้องที่ผลิตออกจำหน่ายในประเทศไทย โจทก์ที่ 1 ชำระค่าจ้างแก่บริษัทดังกล่าวอันเป็นการซื้อสิทธิในการจะใช้เป็นแบบของโจทก์ที่ 1 มาประกอบการผลิตกระเบื้องออกจำหน่ายในประเทศไทย เห็นว่า การออกแบบแม่พิมพ์กระเบื้องดังกล่าวเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องให้มีรูปร่างของผลิตภัณฑ์อันมีลักษณะพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถใช้เป็นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้ เข้าลักษณะเป็นแบบผลิตภัณฑ์ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ไม่ใช่งานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ และไม่ใช่งานออกแบบอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างหรืองานออกแบบตกแต่งภายในหรือภายนอกตลอดจนบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างหรือการสร้างสรรค์หุ่นจำลองของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอันจะถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมที่จะมีลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง การออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์สำหรับแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 56 และได้รับสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องดังกล่าว การออกแบบผลิตภัณฑ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 อ้างในคำฟ้องว่าในปี 2544 โจทก์ที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ผลิตชุดสำรองลอกเลียนต้นแบบแม่พิมพ์กระเบื้องซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ผลิตเครื่องมือหรืออุปกรณ์ลอกเลียนแบบแม่พิมพ์กระเบื้องให้แก่โจทก์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว หากจำเลยที่ 1 ลอกเลียนใช้ประโยชน์เองหรือนำชุดเครื่องมือพร้อมอุปกรณ์ผลิตกระเบื้องชนิดพิเศษและมีคุณสมบัติเฉพาะไปให้บุคคลอื่นใช้ประโยชน์ จะถือว่าเป็นการละเมิดและผิดข้อตกลงในการจ้างต่อโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 มีจำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้จัดการควบคุมการผลิต ทำให้จำเลยที่ 4 ล่วงรู้ความลับของวัสดุที่ใช้ในการผลิตและสูตรส่วนอัตราที่ผสม และวิธีการขั้นตอนการผลิตอันเป็นความลับเฉพาะของโจทก์ที่ 1 เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตกระเบื้องจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษา จำเลยที่ 1 จึงรู้ความลับในวัสดุที่ใช้ในการผลิต สูตรและขั้นตอนในการผลิต เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2549 โจทก์ที่ 1 พบว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องซึ่งมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับกระเบื้องของโจทก์ที่ 1 โดยขายในราคาที่ต่ำกว่าราคากระเบื้องของโจทก์ที่ 1 และพบว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 สามารถผลิตสินค้ากระเบื้องดังกล่าวได้เพราะจำเลยที่ 1 ลอกเลียนแบบแม่พิมพ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่ควบคุมดำเนินการผลิตกระเบื้องดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จนทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสินค้าลอกเลียนแบบสินค้าของโจทก์ที่ 1 วางจำหน่ายในราคาที่ต่ำกว่าราคาของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการร่วมกันละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เป็นทำนองว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดสัญญาว่าจ้างต่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดสิทธิต่อความลับทางการค้าของโจทก์ที่ 1 นั้น ในปัญหานี้ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้เพียงว่า โจทก์ทั้งสองมีลิขสิทธิ์ตามคำฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใดเท่านั้น มิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาว่าจ้างผลิตแบบแม่พิมพ์กระเบื้องต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันละเมิดความลับทางการค้าสำหรับสูตร วิธีการ และขั้นตอนการผลิตกระเบื้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองก็มิได้โต้แย้งคำสั่งของศาลในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้ต้องวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้กำหนดดังกล่าว เมื่อแบบแม่พิมพ์กระเบื้องของโจทก์ที่ 1 ไม่ใช่งานศิลปกรรมประเภทประติมากรรมและงานสถาปัตยกรรมอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ดังที่โจทก์ที่ 1 อ้างตามคำฟ้อง โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีลิขสิทธิ์ในแบบแม่พิมพ์กระเบื้องดังกล่าว การกระทำของจำเลยทั้งสีย่อมไม่อาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในแบบแม่พิมพ์กระเบื้องดังกล่าวได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ที่ 1 โดยนางสาวนลินีได้ว่าจ้างบริษัทคาตายามาคอร์ปอเรชัน จำกัด และทีมงานในประเทศญี่ปุ่นให้ออกแบบแม่พิมพ์เพื่อผลิตกระเบื้องมีกระบวนการทำงานหลายขั้นตอนกว่าจะได้ชิ้นงานเป็นแบบแม่พิมพ์ เป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยใช้ความอุตสาหะวิริยะในการสร้างสรรค์ ถือเป็นงานสร้างสรรค์แบบแม่พิมพ์ซึ่งเขียนด้วยลายเส้นประกอบเป็นรูปทรงอันเข้าลักษณะศิลปกรรม และการสร้างแบบแม่พิมพ์ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์รูปทรงที่เกี่ยวกับปริมาตรที่สัมผัสและจับต้องได้ซึ่งเข้าลักษณะศิลปกรรมประเภทงานประติมากรรมนำมาประกอบเข้าด้วยกันและสร้างขึ้นเป็นกระเบื้องเพื่อนำไปใช้ตกแต่งอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างทั้งภายในภายนอกและบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง งานสร้างสรรค์แบบแม่พิมพ์กระเบื้องดังกล่าวจึงเป็นงานสถาปัตยกรรมอันได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 56 ม. 59
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ป.วิ.พ. ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคนไซ ซีรามิคส์ อินดัสตรี้ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเอ็มบีแมชชีนบราวร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายอภิชาติ เทพหนู
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
นวลน้อย ผลทวี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5072/2557
#562506
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่อ้างมูลเหตุให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในค่าเสียหายว่า เมื่อจำเลยที่ 4 รับสินค้าจากจำเลยที่ 3 เพื่อขนส่งทางรถยนต์ไปส่งมอบแก่ผู้เอาประกันภัย พบว่าสินค้าเสียหายเพิ่มอีก 1 กล่อง ในระหว่างการจัดเก็บโดยไม่ระมัดระวังและไม่ดูแลสินค้าในคลังสินค้าให้ดีเพียงพอของจำเลยที่ 3 และการขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกโดยไม่ระมัดระวังและไม่ดูแลสินค้าให้ดีเพียงพอของจำเลยที่ 4 จึงเป็นการกล่าวอ้างถึงการทำหน้าที่ผู้รับฝากทรัพย์บกพร่องจนเกิดความเสียหายแก่สินค้าที่จัดเก็บไว้อันเป็นการผิดสัญญาฝากทรัพย์ที่ผู้ฝากทรัพย์ใช้สิทธิเรียกร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาตามที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 จึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยในความรับผิดในมูลละเมิดที่จะใช้อายุความในเรื่องละเมิดแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 468,903.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 454,694.49 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญาฝากทรัพย์ที่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 หรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 ที่ทำให้สินค้าเสียหายในระหว่างที่จำเลยที่ 3 เก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 3 อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 3 ในมูลละเมิดที่มีอายุความ 1 ปี มิใช่อายุความ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 แต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่อ้างมูลเหตุให้จำเลยที่ 3 รับผิดต่อโจทก์ในคำฟ้องข้อ 7 ว่า เมื่อจำเลยที่ 4 รับสินค้าจากจำเลยที่ 3 เพื่อขนส่งทางรถยนต์ไปส่งมอบแก่บริษัทมูราโมโต้ อิเล็คตรอน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แต่พบว่าสินค้าเสียหายเพิ่มอีก 1 กล่อง ในระหว่างการจัดเก็บโดยไม่ระมัดระวังและดูแลสินค้าให้ดีเพียงพอของจำเลยที่ 3 และการขนส่งโดยรถยนต์บรรทุกโดยไม่ระมัดระวังและไม่ดูแลสินค้าให้ดีเพียงพอของจำเลยที่ 4 คำฟ้องเช่นนี้เป็นการกล่าวอ้างถึงการทำหน้าที่ผู้ฝากทรัพย์บกพร่องจนเกิดความเสียหายแก่สินค้าที่จัดเก็บไว้เป็นการผิดสัญญาฝากทรัพย์ที่ผู้ฝากทรัพย์ใช้สิทธิเรียกร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 นั่นเอง กรณีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยในเรื่องความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในมูลละเมิดที่จะใช้อายุความในเรื่องละเมิดแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เนื่องจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความตามสัญญาฝากทรัพย์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าหรือไม่นั้น ในส่วนสินค้ากล่องแรก โจทก์บรรยายฟ้องว่า สินค้ากล่องแรกนี้เสียหายในระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น ซึ่งไม่มีเหตุให้จำเลยที่ 4 ผู้ขนส่งทางบกแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้ากล่องแรก จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้ากล่องแรก คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้ากล่องที่ 2 เพราะสินค้ากล่องที่ 2 เสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 หรือไม่ ปัญหานี้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่า ขณะจำเลยที่ 3 รับสินค้าไว้ที่คลังสินค้าท่าเรือกรุงเทพ สินค้าไม่ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ส่งมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 และมีการบันทึกสภาพสินค้าไว้ในรายการสำรวจสินค้า ผู้ตรวจสอบทุกฝ่ายพบว่า กล่องสินค้ามีรอยฉีกขาดที่พบเห็นได้ 1 กล่อง ตามรายงานการสำรวจความเสียหาย ซึ่งสรุปความเห็นของผู้สำรวจไว้ว่า สินค้าที่เสียหายกล่องที่ 2 ที่เปิดพบความเสียหาย เมื่อสินค้าอยู่ที่สถานที่ของบริษัทมูราโมโต้ อิเล็คตรอน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นั้นน่าจะเสียหายในคราวเดียวกันกับกล่องแรก และจำเลยที่ 4 ก็มีนายรณชิต ผู้ดำเนินการในการขอตรวจปล่อยสินค้าที่ท่าเรือของจำเลยที่ 3 และดูแลการขนส่งสินค้าโดยรถยนต์บรรทุกจนถึงสถานที่ของบริษัทมูราโมโต้ อิเล็คตรอน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ถ้อยคำและเบิกความยืนยันว่า สินค้าอีกหนึ่งกล่องมีรอยบุบเล็กน้อยตั้งแต่จำเลยที่ 3 ส่งสินค้าให้แก่จำเลยที่ 4 กับเมื่อคำนึงถึงงารถยกสินค้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่มีสองด้านแล้ว เมื่อด้านหนึ่งทำให้กล่องหนึ่งเสียหายมีรอยฉีกขาด งาอีกด้านหนึ่งซึ่งเสียบผิดที่ผิดทางก็ย่อมทำให้เกิดความเสียหายอีกกล่องได้เช่นกัน เพียงแต่อาจเสียหายไม่ถึงมีรอยฉีกขาด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ฟังได้ว่ากล่องที่ 2 ไม่ได้เสียหายระหว่างอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งช่วงทางบกจากท่าเรือของจำเลยที่ 3 ถึงโรงงานของผู้เอาประกันภัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สินค้าไม่ได้รับความเสียหายระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 671 ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทฮุนไดเมอร์ชานท์มารีน (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพัฒนไชย ยอดพยุง
ชื่อองค์คณะ
ประพาฬ อนมาน
นวลน้อย ผลทวี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5046/2557
#562713
เปิดฉบับเต็ม

ตามฟ้องข้อ (ข) เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงข้อความเท็จในบัญชีและทำบัญชีไม่ถูกต้องกรณีบริษัท ส. ซื้อที่ดินจาก ป. ในราคา 580,500,000 บาท จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ส. จำนวน127,500,000 บาท โดยจำเลยบันทึกในบัญชีของบริษัทว่าได้ชำระเป็นค่าซื้อที่ดินให้แก่ ป. แล้ว อันเป็นความเท็จ ความจริงไม่มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าซื้อที่ดินโดยโจทก์บรรยายฟ้องให้รายละเอียดชัดแจ้งถึงเส้นทางของเงินจำนวนดังกล่าวว่าได้โอนไปเข้าบัญชีของผู้ใด จำนวนกี่บัญชี บัญชีละเท่าใด และมีการโอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีที่รับไว้ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้ใดหรือนำเข้าบัญชีของใคร จำนวนเท่าใด และเมื่อไร จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยที่อ้างว่าได้กระทำความผิดให้เข้าใจได้ว่าจำเลยลงข้อความเท็จหรือทำบัญชีไม่ถูกต้องอย่างไร ส่วนการบันทึกบัญชีอันเป็นเท็จจะหมายถึงบัญชีใด อยู่ในเอกสารใด รายละเอียดของข้อความที่ลงไว้อย่างไร แม้ไม่ได้บรรยายไว้ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์ในข้อ (ข) จึงไม่เคลือบคลุม ส่วนคำฟ้องข้อ (ค) และ (ง) เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลงข้อความเท็จในบัญชีและทำบัญชีไม่ถูกต้องกรณีบริษัท ป. และบริษัท ฟ. ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการจัดสรรของบริษัท ส. โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำปลอมสัญญาจะซื้อจะขายว่าทั้งสองบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญาผู้จะซื้อกับบริษัท ส. ผู้จะขาย และตกแต่งลงข้อความเท็จในบัญชีว่าผู้จะซื้อดังกล่าวได้ผ่อนชำระค่างวดในโครงการดังกล่าวและยังค้างชำระค่างวดแก่บริษัท ส. ซึ่งความจริงบริษัท ป. ไม่เคยเป็นหนี้สินและไม่เคยทำสัญญาจะซื้อห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับบริษัท ส. ส่วนบริษัท ฟ. ไม่มีเจตนาแท้จริงจะซื้อห้องชุดกับบริษัท ส. เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบธุรกิจและไม่มีรายได้ที่จะชำระค่างวด ทั้งนี้เพื่อลวงนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ประชาชนและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เข้าใจว่า บริษัท ส. ประสบความสำเร็จในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยลงข้อความเท็จในบัญชีอย่างไร ส่วนข้อความเท็จในบัญชีมีว่าอย่างไร อยู่ส่วนไหนของบัญชีเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา สำหรับคำฟ้องที่บรรยายว่าจำเลยปลอมสัญญาจะซื้อจะขายหรือปลอมบัญชีเอกสารก็เพียงมีความมุ่งหมายให้เข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงข้อความเท็จในบัญชีอันเป็นองค์ประกอบความผิดเท่านั้น หาใช่เป็นคำฟ้องที่ขัดแย้งกันแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ข้อ (ค) (ง) จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 312 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 312 (2) (3) ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบของกลางนั้น ความผิดคดีนี้อยู่ที่การบันทึกบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ถูกต้องตามความจริง เอกสารต่าง ๆ ที่ยึดมาเป็นของกลาง เป็นเพียงเอกสารที่นำไปสู่การบันทึกบัญชีเท่านั้น จึงยังไม่สมควรริบ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 4 กระทง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 4 กระทง จำคุก 12 ปี 16 เดือน ริบของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายฟ้อง รายการที่ 2 ถึงที่ 4 เฉพาะที่เป็นบัญชี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำบรรยายฟ้องข้อ (ข) (ค) (ง) เป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องข้อ (ข) เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงข้อความเท็จในบัญชีและทำบัญชีไม่ถูกต้องกรณีบริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด(มหาชน) ซื้อที่ดินจากนางเปล่งศรี ในราคา 580,500,000 บาท จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) จำนวน127,500,000 บาท โดยจำเลยบันทึกในบัญชีของบริษัทว่าได้ชำระเป็นค่าซื้อที่ดินให้แก่นางเปล่งศรีแล้ว อันเป็นความเท็จ ความจริงไม่มีการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระค่าซื้อที่ดินโดยโจทก์บรรยายฟ้องให้รายละเอียดชัดแจ้งถึงเส้นทางของเงินจำนวนดังกล่าวว่าได้โอนไปเข้าบัญชีของผู้ใด จำนวนกี่บัญชี บัญชีละเท่าใด และมีการโอนเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีที่รับไว้ไปชำระหนี้ให้แก่ผู้ใดหรือนำเข้าบัญชีของใคร จำนวนเท่าใด และเมื่อไร จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายของจำเลยที่อ้างว่าได้กระทำความผิดให้เข้าใจได้ว่าจำเลยลงข้อความเท็จหรือทำบัญชีไม่ถูกต้องอย่างไร ส่วนการบันทึกบัญชีอันเป็นเท็จจะหมายถึงบัญชีใด อยู่ในเอกสารใด รายละเอียดของข้อความที่ลงไว้อย่างไร แม้ไม่ได้บรรยายไว้ก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา คำฟ้องโจทก์ในข้อ (ข) จึงไม่เคลือบคลุม ส่วนคำฟ้องข้อ (ค) และ (ง) เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลงข้อความเท็จในบัญชีและทำบัญชีไม่ถูกต้องกรณีบริษัทประเสริฐเดชาชัยก่อสร้าง จำกัด และบริษัทฟรีซิชั่นบิลเตอร์ จำกัด ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการจัดสรรของบริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทำปลอมสัญญาจะซื้อจะขายว่าทั้งสองบริษัทดังกล่าวเป็นคู่สัญญาผู้จะซื้อกับบริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้จะขาย และตกแต่งลงข้อความเท็จในบัญชีว่าผู้จะซื้อดังกล่าวได้ผ่อนชำระค่างวดในโครงการดังกล่าวและยังค้างชำระค่างวดแก่บริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งความจริงบริษัทประเสริฐเดชาชัยก่อสร้าง จำกัดไม่เคยเป็นหนี้สินและไม่เคยทำสัญญาจะซื้อห้องชุดในโครงการดังกล่าวกับบริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) ส่วนบริษัทฟรีซิชั่น บิลเตอร์ จำกัด ไม่มีเจตนาแท้จริงจะซื้อห้องชุดกับบริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) เพราะบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบธุรกิจและไม่มีรายได้ที่จะชำระค่างวด ทั้งนี้เพื่อลวงนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ประชาชนและคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้เข้าใจว่า บริษัทสมประสงค์แลนด์ จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยลงข้อความเท็จในบัญชีอย่างไร ส่วนข้อความเท็จในบัญชีมีว่าอย่างไร อยู่ส่วนไหนของบัญชีเป็นรายละเอียดที่โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณา สำหรับคำฟ้องที่บรรยายว่าจำเลยปลอมสัญญาจะซื้อจะขายหรือปลอมบัญชีเอกสารก็เพียงมีความมุ่งหมายให้เข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของการลงข้อความเท็จในบัญชีอันเป็นองค์ประกอบความผิดเท่านั้น หาใช่เป็นคำฟ้องที่ขัดแย้งกันแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์ข้อ (ค) (ง) จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายประสงค์ พานิชภักดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมชัย สายเชื้อ
ศาลอุทธรณ์ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5043/2557
#568245
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะฟ้องเป็นคดีเดียวกันและมีคู่สัญญาและสัญญาอย่างเดียวกัน แต่คำฟ้องของโจทก์แยกเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาสองสัญญาซึ่งมีมูลหนี้และที่มาคนละครั้งคนละคราว โดยสัญญาทั้งสองทำขึ้นห่างกันถึงห้าปี มูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่สองเป็นการชดเชยราคาบ้านของโจทก์ที่ อ. รื้อออกไปขายแตกต่างกับครั้งแรกที่อ้างว่าเป็นการจะซื้อจะขายกันอย่างแท้จริง แม้จะมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน แต่โดยเนื้อหาแล้วสัญญาทั้งสองหาได้มีลักษณะเป็นการทำสัญญาที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันไม่ รวมทั้งพยานหลักฐานก็แยกออกได้เป็นคนละชุดกันจึงถือได้ว่ามีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิด ขอให้ยกฟ้อง และเป็นการฟ้องเพื่อให้ปฏิบัติกาชำระหนี้ตามสัญญาคือให้โอนที่ดินสองแปลงตามคำฟ้องแก่โจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์เป็นคำขอหลัก ส่วนคำขอให้จดทะเบียนทางภาระจำยอมเป็นคำขอต่อเนื่อง การคำนวณทุนทรัพย์ต้องแยกจากกันและต้องคำนวณตามราคาที่ดินในขณะที่ยื่นคำฟ้อง ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้มีคำขอว่า ถ้าจำเลยโอนที่ดินตามคำฟ้องแก่โจทก์ไม่ได้ก็ให้ชำระเงินคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายอีกด้วย จึงไม่มีจำนวนเงินที่เรียกร้องที่จะนำมาใช้คำนวณเป็นทุนทรัพย์ขณะยื่นฟ้องคดีนี้อีก เมื่อมูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่หนึ่งมีราคาที่ดินในขณะยื่นคำฟ้องอันถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่มูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่สองมีราคาที่ดินในขณะยื่นคำฟ้องอันถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์บางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 666 ตำบลรัตนะวาปี อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย กว้าง 12 เมตร ยาว 32 เมตรครึ่ง เนื้อที่ 98 ตารางวา พร้อมจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะกว้าง 3 เมตร และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 1 ไร่ พร้อมจดทะเบียนภาระจำยอมทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะกว้าง 6 เมตร แก่โจทก์โดยให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินการดังกล่าวกึ่งหนึ่ง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า คดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องนายนพนิรันดร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุทัย ผู้ตาย ตามสัญญาฉบับที่หนึ่ง ให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 666 เลขที่ดิน 1 ตำบลรัตนะวาปี อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ 98 ตารางวา ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำของที่ดิน ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2539 ซึ่งนายอุทัยทำสัญญาจะซื้อจะขายแก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนภายในระยะเวลา 3 ปี เพราะที่ดินทั้งแปลง เนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 19.50 ตารางวา ติดจำนองอยู่ และตามสัญญาฉบับที่สอง ให้โอนที่ดินแปลงเดียวกัน เนื้อที่ 1 ไร่ ตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2544 ซึ่งนายอุทัยขายแก่โจทก์ในราคา 50,000 บาท โจทก์ชำระราคาทั้งหมดและนายอุทัยส่งมอบที่ดินส่วนนี้ให้แก่โจทก์แล้ว และมีกำหนดจดทะเบียนโอนเมื่อนายอุทัยไถ่ถอนจำนองจากธนาคารแล้ว และโจทก์มีคำขอจดทะเบียนทางภาระจำยอมแก่ที่ดินทั้งสองแปลงนี้ด้วย คดีนี้แม้โจทก์จะฟ้องเป็นคดีเดียวกันและมีคู่สัญญาและสัญญาอย่างเดียวกันก็ตาม แต่คำฟ้องของโจทก์แยกเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาสองสัญญา ซึ่งมีมูลหนี้และที่มาคนละครั้งคนละคราว โดยสัญญาทั้งสองทำขึ้นห่างกันถึงห้าปี มูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่สองมีที่มาตามที่โจทก์อ้างว่าเป็นการชดเชยราคาบ้านของโจทก์ที่นายอุทัยรื้อออกไปขายแตกต่างกับครั้งแรกที่อ้างว่าเป็นการจะซื้อจะขายกันอย่างแท้จริง แม้จะมีมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน แต่โดยเนื้อหาแล้วสัญญาทั้งสองหาได้มีลักษณะเป็นการทำสัญญาที่ต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันไม่ รวมทั้งพยานหลักฐานก็แยกออกได้เป็นคนละชุดกัน จึงถือได้ว่ามีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้ เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิด ขอให้ยกคำฟ้อง และเป็นการฟ้องเพื่อให้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาคือให้โอนที่ดินสองแปลงตามคำฟ้องแก่โจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์เป็นคำขอหลัก ส่วนคำขอให้จดทะเบียนทางภาระจำยอมเป็นคำขอต่อเนื่อง ดังนั้น การคำนวณทุนทรัพย์ต้องแยกจากกันและต้องคำนวณตามราคาที่ดินในขณะที่ยื่นคำฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมีเนื้อที่รวมกัน 1 ไร่ 98 ตารางวา มีราคาประเมินของกรมธนารักษ์ตารางวาละ 50 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 250 บาท) รวมที่ดินทั้งสองแปลงมีทุนทรัพย์ 124,500 บาท เท่ากับคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตามสัญญาฉบับที่หนึ่งเป็นเงิน 24,500 บาท และทุนทรัพย์ตามสัญญาฉบับที่สอง เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ถือเป็นทุนทรัพย์ในการชำระค่าขึ้นศาล เป็นเงิน 1,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งทุนทรัพย์ตามคำฟ้องนี้ และศาลชั้นต้นก็ถือเอาเป็นทุนทรัพย์ของคดีนี้มาโดยตลอด เมื่อโจทก์อุทธรณ์ก็ถือเอาจำนวนเงิน 124,500 บาท เป็นทุนทรัพย์ในการชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 2,490 บาท จำเลยแก้อุทธรณ์ก็ไม่ได้โต้แย้งเรื่องทุนทรัพย์และไม่ได้ต่อสู้ว่าอุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์แต่อย่างใด ประกอบกับกรณีนี้สัญญาทั้งสองได้ทำมาก่อนฟ้องคดีนี้ โดยสัญญาฉบับที่หนึ่งเป็นเวลาก่อนฟ้องคดีนี้ 12 ปี และสัญญาฉบับที่สองเป็นเวลาก่อนฟ้องคดีนี้ 6 ปีเศษ ราคาตามสัญญาทั้งสองย่อมถือเอาเป็นราคาทรัพย์สินในขณะยื่นคำฟ้องคดีนี้ไม่ได้ และคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้มีคำขอว่า ถ้าจำเลยโอนที่ดินตามคำฟ้องแก่โจทก์ไม่ได้ก็ให้ชำระเงินคืนหรือชดใช้ค่าเสียหายอีกด้วย จึงไม่มีจำนวนเงินที่เรียกร้องที่จะนำมาใช้คำนวณเป็นทุนทรัพย์ขณะยื่นฟ้องคดีนี้อีกเช่นกัน เมื่อปรากฏว่ามูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่หนึ่งมีราคาที่ดินในขณะยื่นคำฟ้องอันถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์ ไม่เกินห้าหมื่นบาท ย่อมต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่มูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่สองมีราคาที่ดินในขณะยื่นคำฟ้องอันถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นและในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในมูลหนี้ตามสัญญาฉบับที่สองนี้ด้วย จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนฎีกาของโจทก์อีกข้อที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนั้น เห็นว่า คดีนี้ต้องมีพิจารณาพิพากษาไปตามลำดับชั้นศาล ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนี้ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้พิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของโจทก์เลยได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ 124,500 บาท เป็นค่าขึ้นศาล 2,490 บาท แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โดยไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีหรือเนื้อหาแห่งคดี อันเป็นการวินิจฉัยในปัญหาเกี่ยวกับคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เท่านั้น จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เฉพาะที่เกี่ยวกับสัญญาฉบับที่สอง ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ไปตามรูปความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานี้นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมปอง ขัสนัตร์หรือบุญสารี
นายนพนิรันดร์ บุญสาลี
จำเลย — ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายอุทัย ขัสนัส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา — นางสาวกรองแก้ว ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเดชวิมล สุมาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
สันต์ เกียรติก้อง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5025/2557
#567043
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 215 ประกอบมาตรา 158 (7) การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นกรณีศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว แม้จะไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายอันศาลฎีกาจะพึงรับวินิจฉัยหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้เรียงอุทธรณ์ คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 แต่การที่จะให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์หรือคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้เสร็จไปแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีนี้มาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 2

วันที่ 15 มีนาคม 2556 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ศาลชั้นต้นได้ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุด ลงวันที่ 19 มีนาคม 2556 โดยมีสาระสำคัญว่า คดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 และไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นฎีกาต่อศาล

วันที่ 26 มีนาคม 2556 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนใบสำคัญคดีถึงที่สุดฉบับเดิมและออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดฉบับใหม่ โดยอ้างว่าผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น มีผลให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถูกยกเลิกเพิกถอนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ไม่เคยมีการยื่นอุทธรณ์มาก่อนเลย คดีจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ตั้งแต่ระยะเวลาที่จะอุทธรณ์ได้สิ้นสุดลงคือในวันที่ 23 สิงหาคม 2545 การที่ศาลชั้นต้นได้ออกหนังสือสำคัญคดีถึงที่สุดในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 นั้น เป็นการพิจารณาสั่งที่คลาดเคลื่อนผิดหลงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ขอให้ศาลชั้นต้นออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 ฉบับใหม่ว่า คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2545

ศาลชั้นต้นได้ออกใบสำคัญคดีถึงที่สุดใหม่ลงวันที่ 29 มีนาคม 2556 โดยใช้ข้อความว่า บัดนี้คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า " คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ " คดีนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีมาจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกอุทธรณ์ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว แม้จะไม่ได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายอันศาลฎีกาจะพึงรับวินิจฉัยหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2553 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบรรเจิด ธีระเวทย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรพล โตศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ ธนะปกรณ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5023/2557
#599070
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสอง ได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับเพื่อส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ หากเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้มีคำสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อรวมสำนวนส่งขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้อุทธรณ์ที่จะคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงหน้าที่ของศาลชั้นต้นและสิทธิของผู้อุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ

เมื่อศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์อันมีผลเท่ากับได้วินิจฉัยแล้วว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องดำเนินการขั้นตอนต่อไปจนกว่าคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หากจำเลยเห็นว่าอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใดก็มีสิทธิที่จะทำคำแก้อุทธรณ์เป็นประเด็นให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไปเสียทีเดียวว่าเป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ การที่จำเลยกลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์จึงเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดและไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเนื่องจากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะเหตุมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำสั่งรับอุทธรณ์ชอบแล้ว ไม่มีเหตุให้เพิกถอน ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่าอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชัดแจ้งหรือไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้นอย่างไรเป็นเรื่องที่จำเลยต้องทำเป็นคำแก้อุทธรณ์ จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับอุทธรณ์ส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้น ... หากศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ จำเลยหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่ คงมีสิทธิเพียงทำเป็นคำแก้อุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์นั้น ไม่มีกฎหมายสนับสนุนให้ทำได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษาให้ยกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรคสอง ได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับเพื่อส่งขึ้นไปยังศาลอุทธรณ์หรือไม่ หากเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายก็ให้มีคำสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อรวมสำนวนส่งขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ก็ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้อุทธรณ์ที่จะคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นโดยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อันเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติถึงหน้าที่ของศาลชั้นต้นและสิทธิของผู้อุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์อันมีผลเท่ากับได้วินิจฉัยแล้วว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต้องดำเนินการขั้นตอนต่อไปจนกว่าคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หากจำเลยเห็นว่าอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใดก็มีสิทธิที่จะทำคำแก้อุทธรณ์เป็นประเด็นให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยไปเสียทีเดียวว่าเป็นอุทธรณ์ที่จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ การที่จำเลยกลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์จึงเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์จำเลยจึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 วรรคสอง ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหทัยรัตน์ จุฬางกูร
จำเลย — นางสุกัญญา ตรีสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางอรรถนัดดา สุนทรศารทูล พืชผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5022/2557
#562607
เปิดฉบับเต็ม

การสมยอมกันดำเนินคดีโดยไม่สุจริตเพื่อให้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้อง ไม่มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 175, 177, 181

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา คู่ความแถลงร่วมกันว่า เดิมจำเลยยื่นฟ้องโจทก์และนายรังสรรค์ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1029/2549 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 461/2550 ของศาลแขวงพระนครใต้ ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม (หนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนอง) ศาลแขวงพระนครใต้ พิพากษายกฟ้อง ต่อมาจำเลยยื่นฟ้องโจทก์และนายรังสรรค์ เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7516/2552 หมายเลขแดงที่ 1026/2553 ของศาลแขวงสมุทรปราการ ฐานร่วมกันแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการว่า โจทก์ใช้ให้นายรังสรรค์แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี และโจทก์มอบอำนาจให้นายรังสรรค์นำที่ดินของจำเลยจำนองต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษายกฟ้อง หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ นายรังสรรค์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2040/2553 หมายเลขแดงที่ 4196/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ว่า จำเลยฟ้องเท็จในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1026/2553 ของศาลแขวงสมุทรปราการ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวกับที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ซึ่งศาลแขวงสมุทรปราการพิพากษายกฟ้อง คดีเป็นอันถึงที่สุดตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นที่ยุติตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4196/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ว่านายรังสรรค์ ได้ยื่นฟ้องจำเลยฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1029/2549 ของศาลแขวงพระนครใต้ สืบเนื่องมาจากจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์และนายรังสรรค์ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอมคดีหนึ่ง กับฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7516/2552 ของศาลแขวงสมุทรปราการ สืบเนื่องมาจากจำเลยกล่าวหาว่าโจทก์และนายรังสรรค์ร่วมกันแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนและเอกสารราชการอีกคดีหนึ่งโดยนายรังสรรค์ได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4196/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ตามเอกสารท้ายคำให้การจำเลยอันดับ 45/46 และ 45/73 ในสำนวนคดีนี้ และในชั้นพิจารณานายรังสรรค์และจำเลยขอให้ถือเอาคำเบิกความของนายรังสรรค์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาโดยไม่สืบพยาน ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การนำสืบพยานหลักฐานในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4196/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นการสมยอมกันดำเนินคดีเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องคดีเสร็จเด็ดขาด เป็นผลให้สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นอันระงับไปเพื่อประโยชน์แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นปฐมเหตุให้เกิดข้อพิพาทระหว่างโจทก์ นายรังสรรค์และจำเลยเกิดขึ้นเนื่องจากมีการนำหนังสือมอบอำนาจและเอกสารประกอบการจดทะเบียนที่ดินของจำเลยไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ โดยระบุให้นายรังสรรค์เป็นตัวแทนทั้งของจำเลยผู้จำนองและโจทก์ผู้รับจำนอง ข้อสำคัญในการวินิจฉัยพยานหลักฐานในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4196/2553 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จึงมีว่าจำเลยมอบอำนาจให้นายรังสรรค์จดทะเบียนจำนองประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์หรือไม่ แม้นายรังสรรค์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกล่าวถึงความเกี่ยวพันระหว่างโจทก์ จำเลยและนายรังสรรค์ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายรังสรรค์เป็นตัวแทนจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงิน 94,000,000 บาท แต่จากการตอบคำถามค้านนายรังสรรค์เบิกความว่า มีการโอนหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ไปยังบริษัทเอส เค ฟาร์ม จำกัด ของจำเลยบางส่วน คงเหลือหนี้ที่จำเลยค้างชำระโจทก์ 50,000,000 บาท ซึ่งจำเลยได้ให้บริษัทกัญญา การ์เด้น จำกัด รับผิดชอบจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวแทนจำเลย โดยทนายจำเลยอ้างส่งสัญญาจำนองที่ดินทั้งสองฉบับประกอบการถามค้าน ดังนี้ นอกจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลต้องวินิจฉัยถึงความผูกพันในมูลหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยอันเป็นข้อสำคัญในคดีเนื่องจากเคยมีข้อโต้แย้งว่ามีการปลอมหนังสือมอบอำนาจของจำเลยซึ่งนายรังสรรค์ควรต้องนำสืบให้สิ้นกระแสความตามข้ออ้างแล้ว นายรังสรรค์กลับเบิกความตอบคำถามค้านด้วยว่า จำเลยไม่เป็นหนี้โจทก์เพราะเหตุมีการโอนหนี้ให้บริษัททั้งสองเข้าเป็นลูกหนี้แทนจำเลย รวมทั้งยังเบิกความว่า ยังมีการจำนองที่นายรังสรรค์กับโจทก์ร่วมกันนำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยไปกรอกข้อความเพื่อจดทะเบียนจำนองที่ดินของจำเลยต่อโจทก์อีก 2 แปลง เป็นเงิน 70,000,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้มอบเงินให้แก่จำเลย อันเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จนมีการมอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนองที่ดินต่อโจทก์โดยความยินยอมของจำเลย หรือเป็นกรณีที่นายรังสรรค์กับโจทก์ร่วมกันกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยการที่นายรังสรรค์อ้างตนเป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพียงปากเดียวแม้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีที่นายรังสรรค์ฟ้องจำเลยมีมูลให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา แต่ในชั้นพิจารณาแทนที่นายรังสรรค์จะสืบพยานเพื่อให้ปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นข้อสำคัญในคดีดังกล่าวได้รับการยืนยันสนับสนุนโดยพยานหลักฐานอื่น รวมทั้งอ้างโจทก์ซึ่งเป็นตัวการที่ทำสัญญาจำนองกับจำเลยเป็นพยานเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงให้ได้ความตามข้ออ้างแต่กลับแถลงไม่สืบพยานโดยขอถือเอาคำเบิกความชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นพิจารณา และลักษณะคดีก็ไม่อาจรับฟังเป็นยุติได้เพียงพยานเอกสารดังที่จำเลยยกขึ้นฎีกาและจากพฤติการณ์ที่นายรังสรรค์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2553 หลังจากโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2553 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวซึ่งโจทก์และนายรังสรรค์ต่างเป็นผู้เสียหายมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและนายรังสรรค์กับจำเลยยังแถลงไม่สืบพยานจนเป็นผลให้คดีเสร็จการพิจารณาไปในวันเดียวกันเชื่อได้ว่านายรังสรรค์และจำเลยสมยอมกันดำเนินคดีโดยไม่สุจริตเพื่อให้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้อง จึงไม่มีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหทัยรัตน์ จุฬางกูร
จำเลย — นางสุกัญญา ตรีสวัสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางอรรถนัดดา สุนทรศารทูล พืชผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
ฐานันท์ วรรณโกวิท
นพพร โพธิรังสิยากร
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5019/2557
#562625
เปิดฉบับเต็ม

การยอมความจะต้องประสงค์จะระงับข้อพิพาท มิใช่เพียงเป็นข้อตกลงโดยมีเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาท คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงกันว่า สัญญาประนีประนอมยอมความทำขึ้นเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่แล้วเวลานี้ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา และที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตของบุคคลผู้ที่เป็นคู่สัญญาซึ่งได้ลงนามไว้ท้ายสัญญานี้ และให้ถือเอาข้อความตามสัญญานี้มีผลเป็นการตกลงและยอมรับกันของคู่สัญญาทุกฝ่ายเกี่ยวกับคดีและได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งได้กล่าวถึงคดีนี้ด้วย ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการยอมความระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยและทายาทอื่นเพื่อระงับข้อพิพาท สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354 และสั่งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่จำเลยกระทำผิดหน้าที่และยักยอกไปแก่กองมรดกด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวิชาญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 354 บทหนึ่ง และความผิดตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 อีกบทหนึ่ง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 เพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ข้อนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่จำเลยกระทำผิดหน้าที่และยักยอกไปแก่กองมรดก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรหยิบยกฎีกาของจำเลยว่า สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไปโดยการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) แล้วหรือไม่ ขึ้นวินิจฉัยก่อน ปัญหาดังกล่าวนี้จำเลยได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยให้ ทั้งที่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ปัญหานี้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ร่วมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นคำแถลงว่า โจทก์ร่วมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไป ขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งจำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถามโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ได้มีการทำสัญญาตามที่จำเลยแถลงหรือไม่ ในการสอบโจทก์และโจทก์ร่วมสองครั้งแรกไม่อาจสอบโจทก์ร่วมได้ ศาลชั้นต้นจึงได้ส่งหมายเรียกและสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความให้โจทก์ร่วมไปยังที่อยู่ตามที่ปรากฏในคำเบิกความของโจทก์ร่วมและตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในหมายระบุด้วยว่าให้คัดค้านก่อนหรือในวันนัด มิฉะนั้นถือว่าไม่คัดค้าน ต่อมาถึงวันนัดโจทก์ร่วมไม่มาศาลและไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ร่วมได้ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยจริง

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาดังกล่าวเป็นการยอมความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปด้วยเหตุหลายประการ สำหรับความผิดต่อส่วนตัว สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปด้วยการถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมาย จากบทบัญญัติดังกล่าวคดีอาญาจึงอาจระงับด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งหรือหลายเหตุก็ได้ เช่นทั้งยอมความและถอนคำร้องทุกข์ อย่างไรก็ตามการยอมความจะต้องประสงค์จะระงับข้อพิพาท มิใช่เพียงเป็นข้อตกลงโดยมีเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การระงับข้อพิพาท สำหรับคดีนี้ได้ความว่า ภายหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ โจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยตกลงกันว่า สัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ทำขึ้นไว้เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทที่มีอยู่แล้วเวลานี้ทั้งในทางแพ่งและในทางอาญา และที่จะมีขึ้นต่อไปในอนาคตของบุคคลผู้ที่เป็นคู่สัญญาซึ่งได้ลงนามไว้ท้ายสัญญานี้ และให้ถือเอาข้อความตามสัญญานี้มีผลเป็นการตกลงและยอมรับกันของคู่สัญญาทุกฝ่ายเกี่ยวกับคดีและได้รับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของนายสุรชัย เจ้ามรดกมีข้อความตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ ซึ่งในข้อ 2 ของสัญญาดังกล่าวได้กล่าวถึงคดีนี้ด้วย และข้อตกลงยังกล่าวถึงการระงับคดีแพ่งที่ฟ้องร้องกันอยู่รวมทั้งข้อตกลงในการแบ่งทรัพย์และเงินอันเป็นมรดกระหว่างกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการยอมความระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยและทายาทอื่นเพื่อระงับข้อพิพาท สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองย่อมระงับไป โดยศาลฎีกาไม่จำต้องยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาลงโทษจำเลย

จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายวิชาญ ทรัพย์ใหญ่
จำเลย — นางนิตย์ ดวงรัศมี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางสาวสุภา วิทยาอารีย์กุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเรวัตร สกุลคล้อย
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เมทินี ชโลธร
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา