คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21165/2556
#554826
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 บัญญัติให้สหกรณ์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมาตรา 51 บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ข้อบังคับของโจทก์ข้อ 65 ก็มีข้อความทำนองนี้ โดยในวรรคสอง กำหนดให้คณะกรรมการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง มติของคณะกรรมการดำเนินการ และมติของที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งในเรื่องการฟ้องและดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของโจทก์ สำหรับหนังสือมอบอำนาจของโจทก์นั้น มีคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 25 จำนวน 15 คน เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจ เมื่อพิจารณาประกอบกับ ป.พ.พ. มาตรา 71 พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อบังคับของโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะที่มีการมอบอำนาจ ไม่ปรากฏว่าจะต้องให้กรรมการดำเนินการของโจทก์ทุกคนลงลายมือชื่อเพื่อกระทำการแทนและให้มีผลผูกพันโจทก์ ดังนั้น แม้ต่อมาศาลปกครองขอนแก่นพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ทำให้ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งยังคงมีผลอยู่ โดยตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการของ บ. ซึ่งส่งผลให้การสมัครรับเลือกตั้งของ บ. ไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย บ. ไม่มีฐานะเป็นประธานกรรมการดำเนินการของโจทก์ในขณะที่ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ตนเองและหรือ ส. กรรมการดำเนินการของโจทก์อีกคนหนึ่งเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจก็ตาม แต่กรรมการดำเนินการของโจทก์ที่ยังเหลืออยู่อีก 14 คน ยังมีจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเสียงข้างมากที่จะดำเนินการแทนโจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 71 และถือว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. ดำเนินคดีแล้ว การดำเนินการของ ส. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจของโจทก์และผู้แต่งตั้งทนายความจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับ และหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

แม้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง อายุความในมูลละเมิดมีกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่มาตรา 74 บัญญัติว่า ถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้ ดังนั้น กรณีละเมิดทำให้โจทก์รับความเสียหายโดยมีคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 24 ของโจทก์ทั้งคณะถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 ในคดีนี้ แม้จำเลยดังกล่าวจะเป็นผู้แทนของโจทก์อยู่ในขณะนั้น และได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ไม่อาจถือได้ว่าการรู้นั้นเป็นการรู้ของโจทก์แล้วอันจะทำให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โดยต้องถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 25 ของโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการชุดใหม่รู้ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 25 ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 และได้ฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 20 ชำระเงินจำนวน 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 20 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันชำระเงินจำนวน 58,067.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 3 ถึงที่ 9 และจำเลยที่ 12 ถึงที่ 20 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องร้องใหม่ภายในกำหนดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่นที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนซึ่งมีผลให้การที่นางบุปผา สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการของโจทก์ไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่ทำให้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ซึ่งนางบุปผาร่วมลงลายมือชื่อ ต้องสิ้นผลบังคับไปด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 37 บัญญัติให้สหกรณ์ที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล และมาตรา 51 บัญญัติให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็น ผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ข้อบังคับของโจทก์ในข้อ 65 ก็มีข้อความทำนองเดียวกันนี้ โดยข้อบังคับข้อ 65 วรรคสอง กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง มติของคณะกรรมการดำเนินการ และมติของที่ประชุมใหญ่ รวมทั้งใน (17) เรื่องการฟ้องและดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจการของโจทก์สำหรับหนังสือมอบอำนาจของโจทก์นั้น มีคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 25 จำนวน 15 คน ตามคำสั่งสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำกัด ที่ 17/2547 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 เป็นผู้ลงลายมือชื่อมอบอำนาจ เมื่อพิจารณาประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 71 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่นิติบุคคลมีผู้แทนหลายคน การดำเนินกิจการของนิติบุคคลให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของผู้แทนนิติบุคคลนั้น เว้นแต่จะได้มีข้อกำหนดไว้เป็นประการอื่นในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง เมื่อพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และข้อบังคับของโจทก์ที่ใช้บังคับในขณะที่มีการมอบอำนาจไม่ปรากฏว่า จะต้องให้กรรมการดำเนินการของโจทก์ทุกคนลงลายมือชื่อเพื่อกระทำการแทนและให้มีผลผูกพันโจทก์ ดังนั้น แม้ต่อมาศาลปกครองขอนแก่นพิพากษาเพิกถอนคำวินิจฉัยของสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นตามหนังสือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น ที่ ขก 0010/022 ลงวันที่ 22 เมษายน 2547 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีหนังสือดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน ทำให้ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งฉบับที่ 9/2547 ยังคงมีผลอยู่โดยตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานกรรมการดำเนินการของนางบุปผา ซึ่งส่งผลให้การสมัครรับเลือกตั้งของนางบุปผาไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย นางบุปผาไม่มีฐานะเป็นประธานกรรมการดำเนินการของโจทก์ในขณะที่ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ตนเองและหรือนายสมเกียรติ กรรมการดำเนินการของโจทก์อีกคนหนึ่งเป็นตัวแทนรับมอบอำนาจดำเนินคดีนี้ก็ตาม แต่กรรมการดำเนินการของโจทก์ที่ยังเหลืออยู่อีก 14 คน ยังมีจำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเสียงข้างมากที่จะดำเนินการแทนโจทก์ได้ตามมาตรา 71 ดังกล่าว และเนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีว่านายสมเกียรติเป็นผู้ลงลายมือแต่งตั้งทนายความดำเนินคดีนี้ ดังนั้น การดำเนินการของนายสมเกียรติในฐานะผู้รับมอบอำนาจโจทก์และผู้แต่งตั้งทนายความจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อบังคับและหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

แม้ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 และที่ 12 ถึงที่ 15 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 ที่ 16 และที่ 17 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี หรือไม่ และจำเลยผู้อุทธรณ์ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เพียงใด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคู่ความได้สืบพยานกันมาจนพอวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาเห็น สมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก่อน สำหรับปัญหาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี หรือไม่ จำเลยดังกล่าวอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า วันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันที่โจทก์รู้เหตุแห่งความเสียหายเพราะพนักงานสอบสวนเข้าตรวจค้นสำนักงานของโจทก์ และได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 24 ของโจทก์ซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีนี้ เมื่อนับถึงวันฟ้องเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความ เห็นว่า ความรับผิดของคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ข้อ 68 ที่กำหนดว่า ถ้าคณะกรรมการดำเนินการกระทำหรืองดเว้นกระทำการหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตนจนทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก...คณะกรรมการดำเนินการต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 74 บัญญัติว่า ถ้าประโยชน์ได้เสียของนิติบุคคลขัดกับประโยชน์ได้เสียของผู้แทนของนิติบุคคลในการอันใด ผู้แทนของนิติบุคคลนั้นจะเป็นผู้แทนในการอันนั้นไม่ได้ ดังนั้น กรณีละเมิดทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยมีคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 24 ของโจทก์ ทั้งคณะถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 ในคดีนี้ แม้จำเลยดังกล่าวจะเป็นผู้แทนของโจทก์อยู่ในขณะนั้น และได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าวก็ตาม แต่ไม่อาจถือได้ว่าการรู้นั้นเป็นการรู้ของโจทก์แล้วอันจะทำให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 โดยต้องถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 25 ของโจทก์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ชุดใหม่รู้ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 25 ของโจทก์ ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 และได้ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 และที่ 12 ถึงที่ 15 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 9 ที่ 16 และที่ 17 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาว่า จำเลยทั้งยี่สิบจะต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การนำโฉนดที่ดินเลขที่ 157167 ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้พิเศษของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ออกไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและขายให้แก่นายสำราญโดยขณะนั้นหนี้เงินกู้พิเศษของจำเลยที่ 1 ยังชำระไม่ครบถ้วน เป็นการทำให้หนี้เงินกู้พิเศษของจำเลยที่ 1 ไม่มีที่ดินเป็นหลักประกัน ซึ่งขัดต่อระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการให้สหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ถือปฏิบัติในเรื่องการให้เงินกู้แก่สมาชิก พ.ศ.2542 ข้อ 4 ที่ห้ามมิให้ใช้บุคคลเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้พิเศษโดยเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนความรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์นั้น ข้อบังคับของโจทก์ข้อ 68 กำหนดความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินการไว้ว่า ถ้ากรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำหรืองดเว้นกระทำการหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ของตนจนทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงินการบัญชีหรือกิจการหรือฐานะการเงินตามรายงานการสอบบัญชีหรือรายงานการตรวจสอบเป็นเหตุให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย คณะกรรมการดำเนินการต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์ นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคลกับผู้แทนของนิติบุคคล จำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 เป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์ จึงเป็นผู้แทนของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 เมื่อการกระทำดังกล่าวข้างต้นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 เป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์และเป็นผู้แทนโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 3 ถึงที่ 17 จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับข้อ 68 ของโจทก์และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 ส่วนจำเลยที่ 18 เป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 19 และที่ 20 เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อของโจทก์มีหน้าที่จัดทำและตรวจสอบเอกสารก่อนนำเสนอคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาอนุมัติซึ่งย่อมทราบระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ที่ห้ามมิให้ใช้บุคคลเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้พิเศษโดยเด็ดขาดเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดเป็นเหตุให้โจทก์รับความเสียหาย จำเลยที่ 18 ถึงที่ 20 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 2546 ว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนและขายที่ดินโฉนดเลขที่ 157167 ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้พิเศษแก่โจทก์ โดยขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้พิเศษให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน การกระทำดังกล่าวทำให้หนี้เงินกู้พิเศษที่มีต่อโจทก์ไม่มีที่ดินเป็นหลักประกัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ด้วย ส่วนค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งยี่สิบร่วมกันรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์นั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2546 อันเป็นวันทำละเมิดเกินไปจากที่โจทก์มีคำขอดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกามีเพียงจำนวนต้นเงินและดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคำนวณถึงวันฟ้อง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ตามคำฟ้อง จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์ พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ดอกเบี้ยให้นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ธันวาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 71 ม. 74 ม. 448 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542 ม. 35 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำกัด
จำเลย — นายประยอม มณีนพ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21103/2556
#572002
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ระหว่างพิจารณาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จำนวน 6 รายการ โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ดังนั้น ทรัพย์สินตามคำร้องต้องด้วยข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่า เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระในการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มาตรา 29 (1) (2) ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต ทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีรายได้จากการประกอบอาชีพขายมีด ถ่าน และไม้กวาด สัปดาห์ละ 4 วัน ผู้คัดค้านที่ 1 มีรายได้จากการขับรถจักรยานยนต์รับจ้างสัปดาห์ละ 3 วัน รายได้จากการรับจ้างบรรทุกศพไม่แน่นอนแล้วแต่จะมีผู้ว่าจ้างไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละเดือนจะมีเงินฝากในบัญชีแต่ละบัญชีจำนวนมาก บางเดือนมีเงินเข้าฝากหลายครั้ง และตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย ร.16 และ ร.17 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ให้การด้วยว่ารู้เห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของผู้คัดค้านที่ 1 แม้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 แต่ได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 2 ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของผู้คัดค้านที่ 1 ทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ จึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 28, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ส่งให้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายให้บุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าว ยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้ริบทรัพย์เข้ามาในคดี

ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ริบเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลกึ่งหนึ่ง ส่วนทรัพย์สินอื่นขอให้คืนแก่ผู้คัดค้านทั้งสาม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินสดจำนวน 51,000 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย หมายเลขเครื่อง 0505534 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลหมายเลขทะเบียน บง 3071 กำแพงเพชร สมุดเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสลกบาตร เลขที่บัญชี 627 - 1 - 34553 - 0 สมุดเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสลกบาตร เลขที่บัญชี 627 - 2 - 05986 - 6 (ที่ถูก เลขที่บัญชี 627 - 2 - 05986 - 8) สมุดเงินฝากเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน สาขาสลกบาตร เลขที่บัญชี 04 - 2903 - 20 - 031140 - 2 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30, 31

ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า ทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ ดังกล่าว เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ เห็นว่า ในเรื่องนี้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าปรากฏหลักฐานว่าจำเลยหรือผู้ถูกตรวจสอบเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเงินหรือทรัพย์สินที่ผู้นั้นมีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" ดังนั้น ทรัพย์สินตามคำร้องต้องด้วยข้อสันนิษฐานของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระในการพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว มาตรา 29 (1) (2) ว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบว่า เงินสดจำนวน 51,000 บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในการจับกุม เป็นเงินที่เตรียมไว้ซื้อมีดเพื่อนำมาขาย เงินในบัญชีธนาคารได้มาจากการขายมีด ถ่าน และไม้กวาด ผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถยนต์รับจ้างบรรทุกศพ ขับรถยนต์รับจ้างทั่วไปและขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ส่วนบัญชีเงินฝากที่มีชื่อนางสำลีหรือผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมกัน เป็นเงินที่ได้จากการขายมีดและเงินที่คนมาช่วยงานศพนางสำลี ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ยังมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน ได้นำโฉนดให้เช่าประกันตัวผู้ต้องหาที่ศาลและยังมีรายได้จากการปล่อยเงินกู้นั้น เห็นว่า นายวิรุต บุตรชายของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ช่วยกันขายมีดตามตลาดนัด เฉพาะที่มีตลาดนัด เวลากลางวัน สัปดาห์ละ 4 ครั้ง บางครั้งนายวิรุตไปช่วยขายด้วย มีรายได้ครั้งละประมาณ 2,000 ถึง 3,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างสัปดาห์ละ 3 วัน การขับรถยนต์บรรทุกศพไม่แน่นอนแล้วแต่จะมีผู้ว่าจ้าง รายได้ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 พอมีพอกินในครอบครัว และตามบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เอกสารหมาย ร.16 ถึง ร.18 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ช่วยผู้คัดค้านที่ 1 ขายมีด ถ่าน และไม้กวาด รายได้จากการประกอบอาชีพเพียงพอใช้จ่ายในครอบครัว นางสำลีมาพักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ประกอบอาชีพขายมีด เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีรายได้จากการประกอบอาชีพขายมีด ถ่าน และไม้กวาด สัปดาห์ละ 4 วัน ผู้คัดค้านที่ 1 มีรายได้จากการขับรถจักรยานยนต์รับจ้างสัปดาห์ละ 3 วัน รายได้จากการรับจ้างบรรทุกศพไม่แน่นอนแล้วแต่จะมีผู้ว่าจ้าง นายสวิช และเจ้าอาวาสวัดหงส์ทอง พยานที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างไม่อาจยืนยันถึงฐานะการเงินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน สาขาสลกบาตร เลขที่บัญชี 04 - 2903 - 20 - 031140 - 2 เปิดบัญชีวันที่ 20 ธันวาคม 2542 จำนวนเงิน 105,641.83 บาท มีเงินเข้าฝากทุกเดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 (03/07/44) จำนวนเงิน 5,000 บาท บางเดือนหลายครั้งและจำนวนมาก เช่น 27/09/44 จำนวนเงิน 40,000 บาท 02/10/44 และ 30/10/44 จำนวน 20,000 บาท และ 38,000 บาท เดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2544 เดือนละ 5 ครั้ง เดือนพฤศจิกายน วันที่ 5 จำนวน 22,000 บาท วันที่ 8 และ 12 ฝากครั้งละ 20,000 บาท วันที่ 16 จำนวน 50,000 บาท และวันที่ 28 จำนวน 60,000 บาท และเดือนธันวาคม วันที่ 6 และ 12 ครั้งละ 40,000 บาท วันที่ 17 และ 18 ครั้งละ 10,000 บาท และวันที่ 25 จำนวน 30,000 บาท เดือนมกราคม 2545 ฝาก 4 ครั้ง วันที่ 3, 9, 12 และ 30 จำนวน 54,000 บาท 16,000 บาท 5,000 บาท และ 20,000 บาท และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 จำนวน 50,000 บาท ในบัญชีดังกล่าวมีเงินฝากถึง 689,267.12 บาท บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสลกบาตร เลขที่บัญชี 627 - 1 - 34553 - 0 มีเงินฝากเดือนสิงหาคม 2544 จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 90,000 บาท 2 ครั้ง และ 10,000 บาท 1 ครั้ง วันที่ 15 ตุลาคม 2544 ฝาก 120,000 บาท และวันที่ 16 มกราคม 2545 ฝาก 104,000 บาท และบัญชีเงินฝากประจำ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสลกบาตร เลขที่บัญชี 627 - 2 - 05986 - 8 มีเงินฝากมากถึง 500,000 บาท รายได้จากการประกอบอาชีพของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รวมทั้งรายได้จากการขายมีดของนางสำลีไม่น่าเชื่อว่าในแต่ละเดือนจะมีเงินฝากในบัญชีแต่ละบัญชีจำนวนมาก บางเดือนมีเงินเข้าฝากหลายครั้ง และตามบันทึกถ้อยคำของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เอกสารหมาย ร.16 และ ร.17 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การรับว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 ให้การด้วยว่ารู้เห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของผู้คัดค้านที่ 1 และตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1535/2549 ท้ายฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 2 ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประกอบกับศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยเกี่ยวกับฐานะของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 และทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ โดยให้เหตุผลและรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ชอบแล้ว ดังนั้น แม้ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาที่ 1535/2549 อันเป็นที่สุดให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 แต่ข้อเท็จจริงยังคงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของผู้คัดค้านที่ 1 ทรัพย์สินทั้ง 6 รายการ เป็นทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 29
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
ผู้คัดค้าน — นายแจว ศรีวิชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายเชื้อชาย โพธิ์กลิ่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายอรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
พิศาล อัยยะวรากูล
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21074/2556
#562651
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาประกันสุขภาพของโจทก์ไม่เป็นการประกันชีวิตตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 แต่เป็นการประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง เมื่อบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ไป ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ได้จ่ายไปแทนจากจำเลยทั้งสามซ้ำซ้อนอีกนั้น ไม่ชอบเนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ บริษัท หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ และหมายความรวมถึง สาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 19 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "ประกันชีวิต" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน นอกจากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) บริษัทและมาตรา ๓๓ บัญญัติว่า ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จึงไม่อาจประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ จึงฟังได้ว่าเป็นการจ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประกันสุขภาพอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิตซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ตามสัญญา โดยไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ต้องรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,912,618.71 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,821,541.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,364,103.96 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,299,146.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,469,103.96 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,399,146.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ค่าเสียหายสูงเกินส่วนมิได้ให้การชัดแจ้งว่าสูงเกินส่วนอย่างไรด้วยเหตุผลใด เป็นการยอมรับค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายไปตามสัญญาประกันสุขภาพ ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่าค่าเสียหายสูงเกินส่วน แม้จะไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าสูงเกินส่วนอย่างไร ก็ถือว่าจำเลยทั้งสามปฏิเสธจำนวนค่าเสียหายตามฟ้องแล้ว จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดค่าเสียหายในกรณีละเมิดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น จึงเป็นดุลพินิจที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7จะรับวินิจฉัยให้ตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาประกันสุขภาพของโจทก์ ไม่เป็นการประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แต่เป็นการประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง เมื่อบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ไป ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ได้จ่ายไปแทนจากจำเลยทั้งสามซ้ำซ้อนอีกนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ บริษัท หมายความว่าบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ และหมายความรวมถึงสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตในราชอาณาจักรตามบทบัญญัตินี้ด้วย มาตรา 19 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "ประกันชีวิต" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน นอกจากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) บริษัท และมาตรา 33 บัญญัติว่า ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จึงไม่อาจประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ จึงฟังได้ว่าเป็นการจ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประกันสุขภาพอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิตซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ตามสัญญา โดยไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ต้องรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้จากจำเลยทั้งสาม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อโจทก์มีหลักฐาน มานำสืบแสดงยืนยันว่ามีการรักษาพยาบาลของโจทก์ในส่วนนี้จริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 210,700 บาท ตามเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้กล่าวด้วยว่า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,679,803.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,609,846.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880 วรรคหนึ่ง ม. 889
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 5 ม. 19 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอดุลย์กิตติ์ ทองทิพย์
จำเลย — นายมงคล แสงเพ็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นางสาวศิริพร นันท์พฤมิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21063/2556
#571538
เปิดฉบับเต็ม

พ. และโจทก์ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตวีซ่าชฎาทองของจำเลยที่ 1 โดย พ. ถือบัตรหลัก โจทก์ถือบัตรเสริม ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวระบุไว้ว่า ในกรณีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดแล้ว ผู้ถือบัตรหลักและผู้ถือบัตรเสริมจะต้องร่วมกันรับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรนั้นอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายสัญญาในช่องผู้ให้สัญญา ย่อมเป็นการตกลงเข้าร่วมรับผิดกับ พ. ในการใช้บัตรหลักด้วยอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 297

แม้สัญญาการใช้บัตรเครดิตมีข้อตกลงกันว่า กรณีการเรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิต พ. ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของ พ. แต่พฤติการณ์ที่ พ. ขอเปิดบัญชีกระแสรายวันในวันเดียวกับที่สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต และจำเลยที่ 1 ให้ พ. เปิดบัญชีกระแสรายวันโดยไม่มีการใช้เช็คเพื่อเบิกถอนเงิน แสดงว่าเป็นบัญชีกระแสรายวันใช้เฉพาะเพื่อชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต จึงไม่ใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 529,959.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 244,791.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นางสาวพีรพัทธกับโจทก์ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตวีซ่าชฎาทองของจำเลยที่ 1 โดยนางสาวพีรพัทธถือบัตรหลักและโจทก์ถือบัตรเสริม มีข้อตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันชื่อนางสาวพีรพัทธซึ่งใช้เดินสะพัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างนางสาวพีรพัทธกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์และนางสาวพีรพัทธให้ร่วมกันชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17294/2540 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางสาวพีรพัทธและโจทก์ร่วมกันชำระเงิน 281,108.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 244,791.04 บาท นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด จากนั้นจำเลยที่ 1 ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวม โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้แล้วของดการบังคับคดีไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดกับนางสาวพีรพัทธในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งนางสาวพีรพัทธเป็นผู้ถือด้วย โจทก์จะร่วมรับผิดเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเสริมซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือเท่านั้น ทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตทั้งหมดระงับไปเพราะถูกแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างนางสาวพีรพัทธแต่เพียงผู้เดียวกับจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต ข้อ 5 ระบุไว้ว่าในกรณีที่ธนาคารอนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดแล้ว ผู้ถือบัตรหลักและผู้ถือบัตรเสริมจะต้องร่วมกันรับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรนั้นอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายสัญญาในช่องผู้ให้สัญญา ย่อมเป็นการตกลงเข้าร่วมรับผิดกับนางสาวพีรพัทธในการใช้บัตรหลักด้วยอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเรื่องหนี้ระงับไปหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้สัญญาการใช้บัตรเครดิตมีข้อตกลงกันว่ากรณีการเรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิตนางสาวพีรพัทธยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของตนแม้ว่าจะทำให้บัญชีดังกล่าวเป็นการเบิกเงินเกินบัญชีก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่นางสาวพีรพัทธมีคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันในวันเดียวกันกับที่สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต และจำเลยที่ 1 ให้นางสาวพีรพัทธเปิดบัญชีกระแสรายวันโดยมิได้มีการใช้เช็คเพื่อเบิกถอนเงินตามทางปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมิได้มีการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ด้วย เช่นนี้ แสดงว่าเป็นบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เฉพาะเพื่อให้นางสาวพีรพัทธชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแต่เพียงอย่างเดียว หาใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและกรณีไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องตรงกันมาว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 297 ม. 856
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววรินทร ศิวนารถ
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นายอาคม รุ่งแจ้ง
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21019/2556
#562544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระหว่างอุทธรณ์ ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินและจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีเป็นอย่างอื่น และศาลอุทธรณ์พิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุด โจทก์จึงไม่สามารถบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อีก ทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไป จึงเป็นกรณีการถอนการบังคับคดีด้วยเหตุคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีถูกกลับในชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (3) เป็นกรณีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ ให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมการบังคับคดีในชั้นที่สุด หากโจทก์ไม่ชำระเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามมาตรา 295 ตรี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11033 และ 11034 ตำบลสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยยังมิได้มีคำสั่งตามคำร้องขอทุเลาการบังคับ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 8,590,647 บาท ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าว โดยจำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2552 จำนวน 8,168,969 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์และจำเลยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11033 และที่ 11034 กับตกลงว่าจำเลยไม่ต้องชำระเงินจำนวน 6,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ยินยอมให้เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในศาลชั้นต้นที่วางศาลพร้อมอุทธรณ์ตกเป็นของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีที่ยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 84,901.47 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นตามหนังสือกรมบังคับคดีลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมสอบถามเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีกรณีถอนการบังคับคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี กับให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว หากจำเลยขอคืนเงินในส่วนที่ประกันการบังคับคดี จะต้องปรากฏว่ามีหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายเป็นความรับผิดของโจทก์หรือจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม นั้น ก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินและให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ในกรณีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 (1) ซึ่งศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งงดการบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีที่ยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 84,901.47 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมในกรณียึดหรืออายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายนี้ หากผู้ขอให้ยึดหรืออายัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ขอให้ยึดหรืออายัดที่จะต้องชำระตามบทบัญญัติดังกล่าว และหากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีการบังคับคดีอยู่ไม่ถูกกลับในชั้นที่สุด ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ย่อมตกแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อ ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินและจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีดังกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น และศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีก และทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไป กรณีจึงเป็นการถอนการบังคับคดีไปด้วยเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีนั้นถูกกลับในชั้นที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) และมีผลทำให้จำเลยมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง เมื่อการถอนการบังคับคดีด้วยเหตุคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีถูกกลับในชั้นที่สุดตามมาตรา 295(3) นี้ เป็นกรณีถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมการบังคับคดีในชั้นที่สุด หากโจทก์ไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์รับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยไม่เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 169/2 วรรคหนึ่ง ม. 169/2 วรรคสี่ ม. 295 (1) ม. 295 (3) ม. 295 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนันทนา อังคสิทธิ์
จำเลย — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางปรานี เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ บุญเกษม
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20953/2556
#559149
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดเฉพาะค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในการตรวจรับมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนคดีที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัท พ. รับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ดังกล่าวแล้วหรือไม่ อย่างไร การที่ศาลแรงงานภาค 6 ให้นำค่าเสียหายที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัท พ. รับผิดต่อโจทก์มาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดในคดีนี้จึงไม่ชอบ แต่การที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัท พ. รับผิดต่อโจทก์ เนื่องจากการก่อสร้างผิดแบบแปลนเป็นมูลกรณีสืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในการตรวจรับมอบงานเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ดังนั้นหากโจทก์ได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากบริษัท พ. แล้วเพียงใดก็ย่อมทำให้ความรับผิดที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้ลดลงตามไปด้วย

คดีของศาลแรงงานกลางมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) มีสิทธิหักเงินที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ก่อให้เกิดความเสียหายเนื่องจากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตรวจรับงานจ้างบกพร่องจากเงินบำเหน็จที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อโจทก์เกษียณอายุหรือไม่ แล้ววินิจฉัยว่าจำเลยหักเงินบำเหน็จได้ แต่ค่าเสียหายที่จำเลยนำมาหักจากเงินบำเหน็จของโจทก์ซึ่งเป็นการหักกลบลบหนี้เป็นหนี้ที่จำเลยยังไม่ได้ฟ้องบริษัท พ. ให้รับผิดตามสัญญาจ้าง เป็นหนี้ที่ยังมีข้อโต้แย้งและจำนวนเงินยังไม่แน่นอน จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินบำเหน็จของโจทก์ไว้ ศาลฎีกาพิพากษายืน คดีดังกล่าวศาลไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการก่อสร้างไม่ถูกแบบให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากการก่อสร้างไม่ถูกแบบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการตรวจรับงานจ้างบกพร่องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหายจำนวน 1,347,978.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,111,735.60 บาท นัดถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ 460,714.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลแรงงานภาค 6 นำค่าเสียหายที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด รับผิดต่อโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 454/2548 ระหว่าง บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด โจทก์ บริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด จำเลย จำนวน 887,264.40 บาท มาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดในคดีนี้ชอบหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อโจทก์ตามฟ้องซึ่งก็คือค่าเสียหายจากการจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ให้ปรับปรุงแก้ไขงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 1,111,735.60 บาท และค่าก่อสร้างงานงวดที่ 5 และที่ 6 ที่บริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด ละทิ้งงานไปสูงกว่าค่าจ้างเดิมเป็นเงิน 530,264.40 บาท รวมเป็นเงิน 1,642,000 บาท แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดเฉพาะค่าเสียหายจากการที่จำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในการตรวจรับมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเงิน 1,111,735.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่านั้น ประกอบกับคดีที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด รับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวแล้วหรือไม่ อย่างไร การที่ศาลแรงงานภาค 6 นำเอาค่าเสียหายที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด รับผิดต่อโจทก์จำนวน 887,264.40 บาท มาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดในคดีนี้จึงหาชอบไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ดี การที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์มีคำพิพากษาให้บริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด รับผิดต่อโจทก์เนื่องจากการก่อสร้างผิดแบบแปลนเป็นเงิน 500,000 บาท นั้น ก็เป็นมูลกรณีสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสามปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในการตรวจรับมอบงานเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในคดีนี้ ดังนั้นหากโจทก์ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในส่วนดังกล่าวจากบริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด แล้วเพียงใด ก็ย่อมทำให้ความรับผิดที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้ลดลงตามไปด้วย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อ 2.4 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 และมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากโจทก์ แต่โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จแก่จำเลยที่ 1 ไม่ครบ จำเลยที่ 1 จึงฟ้องโจทก์ต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 8007/2545 โจทก์ให้การต่อสู้คดีว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายจากการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบ โจทก์จึงมีสิทธิหักเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จ 1,111,735.60 บาท แก่จำเลยที่ 1 ศาลฎีกาพิพากษายืน ดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและต้องรับผิดชอบค่าเสียหายจากการก่อสร้างไม่ถูกต้องตามแบบนั้น เป็นประเด็นที่ศาลแรงงานกลางและศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คำพิพากษาผูกพันคู่ความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เห็นว่า คดีหมายเลขดำที่ 8007/2545 ของศาลแรงงานกลางมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลย (โจทก์คดีนี้) มีสิทธิหักเงินที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ก่อให้เกิดความเสียหายเนื่องจากโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานกรรมการตรวจรับงานจ้างบกพร่องจากเงินบำเหน็จที่จำเลยจะต้องจ่ายให้โจทก์เมื่อโจทก์เกษียณอายุหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานในกิจการรัฐวิสาหกิจ (ที่ถูก เป็นระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ) มิได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในเรื่องการจ่ายเงินบำเหน็จเกษียณอายุไว้เป็นการเฉพาะ จึงย่อมเป็นไปตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐวิสาหกิจนั้น ซึ่งตามข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จสำหรับผู้ปฏิบัติงานในการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 จำเลยสามารถหักเงินบำเหน็จเพื่อชดใช้ภาระผูกพันหรือค่าเสียหายได้ แต่การนำหนี้สิน ภาระผูกพันหรือค่าเสียหายมาหักจากเงินบำเหน็จถือได้ว่าเป็นกรณีหักกลบลบหนี้ แต่สิทธิเรียกร้องที่ยังมีข้อต่อสู้อยู่จะนำมาหักกลบลบหนี้หาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 เมื่อค่าเสียหายที่จำเลยหักจากบำเหน็จของโจทก์เป็นหนี้ที่จำเลยยังไม่ได้ฟ้องบริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด ให้รับผิดตามสัญญาจ้างจึงเป็นหนี้ที่มีข้อโต้แย้งและจำนวนเงินยังไม่แน่นอน จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินจำนวน 1,111,735.60 บาท ของโจทก์ไว้ ศาลฎีกาพิพากษายืน จึงเห็นได้ว่า คดีดังกล่าวศาลมิได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการก่อสร้างไม่ถูกแบบให้แก่โจทก์แต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการก่อสร้างไม่ถูกแบบเนื่องจากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อ 2.3 ว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความแล้วหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ให้เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับมอบงานจ้างก่อสร้างอาคารที่ทำการไปรษณีย์บ้านใหม่ไชยมงคลเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2538 อายุความ 10 ปี ย่อมต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 วันที่ 26 กันยายน 2548 จึงเกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ เห็นว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยทั้งสามคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยทั้งสามในฐานะลูกจ้างของโจทก์ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตรวจรับมอบงานจ้างมิได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องหรือระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ระหว่างการก่อสร้างจนถึงการตรวจรับงานงวดที่ 4 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2548 จึงยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,111,735.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ได้รับชำระค่าเสียหายในส่วนของการก่อสร้างผิดแบบแปลนจากบริษัทพงษ์รังสีก่อสร้าง จำกัด จำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 454/2548 ของศาลจังหวัดนครสวรรค์ แล้วเพียงใดก็ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 344
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
จำเลย — นายนิคม ใจอินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 6 — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20936/2556
#554884
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายในคดีอาญา หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความเร็วสูงเสียหลักลื่นไถลออกนอกเส้นทางพุ่งชนรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับสวนทางมา โดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งโดยสารมาด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมิได้ทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหาย แม้จำเลยไม่คัดค้านในการที่โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ แต่การพิจารณาว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในฟ้องว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่าจำเลยจะคัดค้านหรือไม่ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 บัญญัติให้ผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าว ต้องเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) หรือมาตรา 5 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ และเมื่อการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมิได้เกี่ยวข้องกับบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะและค่ารักษาพยาบาลของบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนถึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมาย มาตรา 300

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จ่าสิบเอกประจักษ์ ผู้เสียหาย และนางสาวพัทธนันท์หรือวลาลัย ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าลากจูง 4,800 บาท ค่าซ่อมรถ 359,353.90 บาท ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 54,707 บาท ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 31,530 บาท ค่ารักษาพยาบาลบุตร 75,793 บาท ค่าโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุตรเป็นเงินคนละ 100,000 บาท รวม 200,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในอนาคต 1,000,000 บาท ค่าเช่ารถระหว่างนำรถของโจทก์ร่วมที่ 1 เข้าซ่อม เดือนละ 15,000 บาท 3 เดือน เป็นเงิน 45,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,770,183.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 328,800 บาท และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 200,000 บาท กับชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจำนวน 75,793 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 5 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 228,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 5 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ 2 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 และในส่วนที่ให้ชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจำนวน 75,793 บาท ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ในส่วนอาญา ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้แก่จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายอันมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายในคดีอาญาหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์กระบะด้วยความเร็วสูงในสภาพถนนที่เป็นทางโค้งลาดชันลงเขาและเปียกลื่น ฝนตก ทัศนะวิสัยไม่ดี เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับเสียหลักลื่นไถลออกนอกเส้นทางเดินรถไปฝั่งตรงข้ามพุ่งชนกับรถยนต์คันที่จ่าสิบเอกประจักษ์ (โจทก์ร่วมที่ 1) ขับสวนทางมาโดยมีนางสาวพัทธนันท์หรือวลาลัย (โจทก์ร่วมที่ 2) นั่งโดยสารมาด้วย ทำให้จ่าสิบเอกประจักษ์ได้รับอันตรายสาหัส การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมิได้ทำให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหาย แม้จำเลยไม่คัดค้านในการที่โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ดังที่โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาก็ตาม แต่การพิจารณาว่าโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในฟ้องว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ มิใช่พิจารณาว่าจำเลยจะคัดค้านหรือไม่ ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 บัญญัติให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนี้ ผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) หรือมาตรา 5 เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิใช่ผู้เสียหายดังวินิจฉัยข้างต้น จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพราะบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 ถึงแก่ความตาย และค่ารักษาพยาบาลของบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 รรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าว ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ ที่โจทก์ร่วมที่ 1 มีสิทธิเรียกจากจำเลยนั้น ต้องเป็นค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องมิได้เกี่ยวข้องกับบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะและค่ารักษาพยาบาลของบุตรโจทก์ร่วมที่ 1 ก่อนถึงแก่ความตายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 4 (2) ม. 30 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
โจทก์ร่วม — จ่าสิบเอกประจักษ์ คำมี กับพวก
จำเลย — ดาบตำรวจพายัพ อุทธา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายวาริช เจียมใจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายมีชัย เตชาชาญ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี สุเทพากุล
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ มหรรณพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20920/2556
#576830
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะของ ส. และของโจทก์ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคท้าย ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัว มิใช่เป็นสิทธิร่วมกันที่กฎหมายกำหนดให้บิดาหรือมารดาคนหนึ่งคนใดสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้เพียงคนเดียว เมื่อโจทก์มิได้มอบอำนาจให้ ส. ทำแทนโจทก์ การที่ ส. บิดาผู้ตาย ทำบันทึกข้อตกลงกับ ท. พนักงานขับรถของจำเลยจากการที่ ท. ทำละเมิดต่อผู้ตายและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าจะไม่นำคดีไปฟ้องร้องไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญา อันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจาก ท. และจำเลย ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 จึงไม่ผูกพันโจทก์ สิทธิของโจทก์จึงไม่ระงับสิ้นไป โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 757,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 720,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 757,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 720,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 12,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกตกลงช่วยเหลือค่าสินไหมทดแทนเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยจึงระงับไป เห็นว่า สิทธิในการเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายของนายสิทธิชัยและของโจทก์ซึ่งเป็นบิดาและมารดาของผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคท้าย ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของแต่ละคนมิใช่เป็นสิทธิร่วมกันที่กฎหมายกำหนดให้บิดาหรือมารดาคนหนึ่งคนใดสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้เพียงคนเดียว และการที่นายสิทธิชัยไปทำบันทึกข้อตกลงกับนายทวนชัย เป็นเรื่องที่นายสิทธิชัยกระทำไปเพียงลำพัง โดยที่โจทก์มิได้มอบอำนาจให้ทำแทนโจทก์ด้วย จึงไม่ผูกพันโจทก์ สิทธิในการเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายของโจทก์จึงไม่ระงับ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายจากจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เคยฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ต่อศาลแขวงมิใช่เป็นสิทธิร่วมกันที่กฎหมายกำหนดให้บิดาหรือมารดาคนหนึ่งคนใดสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้เพียงคนเดียว และการที่นายสิทธิชัยไปทำบันทึกข้อตกลงกับนายทวนชัย เป็นเรื่องที่นายสิทธิชัยกระทำไปเพียงลำพัง โดยที่โจทก์มิได้มอบอำนาจให้ทำแทนโจทก์ด้วย จึงไม่ผูกพันโจทก์ สิทธิในการเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายของโจทก์จึงไม่ระงับ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายจากจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เคยฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ต่อศาลแขวงลำปางเพียง 300,000 บาท แต่เมื่อรวมดอกเบี้ยเกินอำนาจศาลแขวงลำปาง โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ และโจทก์ไม่นำสืบถึงรายได้ของผู้ตายนั้นเห็นว่า แม้โจทก์จะเคยฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพียง 300,000 บาท ก็ไม่ผูกพันการวินิจฉัยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะในคดีนี้ และค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิตามกฎหมายโดยไม่จำต้องคำนึงว่าระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ตายมีรายได้และเลี้ยงดูโจทก์หรือไม่และเพียงใด เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุ ผู้ตายอายุ 20 ปี โจทก์อายุ 40 ปี ที่โจทก์เรียกค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 720,000 บาท จึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว มิได้สูงจนเกินสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 443 วรรคท้าย ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพรรณี มาชัยวงศ์
จำเลย — เทศบาลเมืองเขลางค์นคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายสุจิต ปัญญาพฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20898/2556
#571477
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น โดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ถ้ามีเหตุสมควรแสดงได้ว่าไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จะยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ เว้นแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง" ซึ่งเท่ากับว่าอย่างช้าที่สุด ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

คดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 จึงเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คดีของผู้ร้องจึงขาดอายุความ ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามคำร้องได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องของผู้ร้องมานั้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้ประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นเกิน 2 วัน ติดต่อกันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินของกลางยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านขอให้คืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ริบเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาห้าแยกปากเกร็ด เลขที่บัญชี 207 - 0 - 76381 - 4 บัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเทสโก้โลตัส - ปทุมธานี เลขที่บัญชี 017 - 0 - 06939 - 7 และบัญชีเงินฝากประจำธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาขอนแก่น เลขที่บัญชี 260 - 2 - 56282 - 5 พร้อมดอกเบี้ยเงินฝากในบัญชีดังกล่าว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนคดีนี้ผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ในความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้าน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1227/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น โดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ถ้ามีเหตุสมควรแสดงได้ว่าไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จะยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ เว้นแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง" ซึ่งเท่ากับว่าอย่างช้าที่สุด ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 แต่ผู้ร้องมายื่นคำร้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2551 จึงเกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา คดีของผู้ร้องจึงขาดอายุความ ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามคำร้องได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบทรัพย์สินตามคำร้องของผู้ร้องมานั้นจึงไม่ชอบและคดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านอีกต่อไป

พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
ผู้คัดค้าน — นายสุรสิทธิ์ สายชม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสุรางค์รัตน์ โฮฬารสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายนพดล คชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20896/2556
#580861
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) สำหรับคดีส่วนแพ่งที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ป. เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยผู้ตาย จึงอนุญาตให้ ป. เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ

ระหว่างพิจารณา นางสมควร มารดานายระบิล ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่น และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นเป็นเงิน 93,150 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 720,000 บาท รวมเป็นเงิน 813,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมเรียกร้องมานั้นเคลือบคลุมและสูงเกินความจริง โดยค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน 45,000 บาท แต่จำเลยไม่ได้กระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 91, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 18 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธปืนมีทะเบียนของตนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 30 ปี และปรับ 2,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม และจำเลยให้การรับสารภาพความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นมีกำหนด 20 ปี และปรับ ฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เป็นเงิน 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชำระเงินจำนวน 420,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2550 (วันยื่นคำร้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้แก่โจทก์ร่วมด้วย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 376 อีกฐานหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 450 บาท เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามมาตรา 78 แล้ว คงปรับ 300 บาท ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 คงเหลือโทษจำคุกความผิดฐานฆ่าผู้อื่นมีกำหนด 12 ปี ปรับฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 1,000 บาท และปรับฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือชุมชน 300 บาท รวมเป็นปรับ 1,300 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่วนที่สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องว่าจำเลยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2556 ขอให้จำหน่ายคดีอาญาและหมายเรียกนางปราณี ทายาทของจำเลยเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ในคดีส่วนแพ่ง โจทก์รับว่าเป็นความจริง ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2557 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนฟ้องว่าหลังจากจำเลยถึงแก่ความตายศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้นางปราณีเป็นผู้จัดการมรดกตามสำเนาคำสั่งท้ายคำร้อง และโจทก์ร่วมกับนางปราณีตกลงกันในคดีส่วนแพ่ง โดยนางปราณียินยอมชำระเงิน 300,000 บาท ให้แก่นางสมควรและโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมประสงค์จะถอนฟ้องในส่วนคดีแพ่งต่อศาลฎีกา และไม่ขอดำเนินคดีแพ่งกับจำเลยและทายาทผู้รับมรดกของจำเลยอีกต่อไป

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีในส่วนคดีอาญาเสียจากสารบบความ ส่วนในคดีแพ่งเมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่านางปราณีเป็นทายาทโดยธรรม ซึ่งต่อมาศาลมีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกตามสำเนาคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ต่อมาโจทก์ร่วมและนางประณีตกลงในคดีส่วนแพ่งได้จึงขอถอนฟ้องในคดีส่วนแพ่ง ปรากฏว่าท้ายคำร้องดังกล่าวนางปราณีลงลายมือชื่อไว้ด้วย และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์และนางปราณีแถลงร่วมกันว่านางปราณีชำระเงินให้แก่โจทก์ร่วมแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่านางปราณีเป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยผู้ตาย จึงอนุญาตให้นางปราณีเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยผู้มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และเมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่าต้องการถอนฟ้องคดีส่วนแพ่งเพราะสามารถตกลงกันได้แล้วและในคำร้องดังกล่าวมีนางปราณีลงลายมือชื่อไว้ด้วยแสดงว่าไม่คัดค้าน โดยการถอนฟ้องชั้นฎีกาไม่สามารถกระทำได้เพราะต้องถอนฟ้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา แต่ถือว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์จะดำเนินคดีในส่วนแพ่งในชั้นฎีกานั่นเอง จึงจำหน่ายคดีในส่วนแพ่งออกจากสารบบความเสียด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42
ป.วิ.อ. ม. 39 (1) ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
โจทก์ร่วม — นางสมควร ทิพย์ศิริ
นายชลอหรือชะลอ พุทธโกศัย
จำเลย — โดยนางปราณี พุทธโกศัย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายนพดล บุญไพศาลบันดาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20875/2556
#571959
เปิดฉบับเต็ม

ห้องแถวพิพาทที่ถูกยึดนำออกขายทอดตลาดเป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 แม้ที่ดินที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตั้งอยู่จะเป็นของกรมป่าไม้ ก็หาทำให้สิ่งปลูกสร้างนั้นกลับกลายเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ ส่วนที่ประกาศขายทอดตลาดระบุให้ผู้ซื้อทรัพย์รื้อหรือติดต่อเจ้าของที่ดินก็เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์จะเลือกดำเนินการ หาเกี่ยวข้องกับจำเลยไม่ การออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 844,160.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 800,769.53 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด โดยนางสาวรัชนีกร เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ต่อมาผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้ออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยพร้อมด้วยบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากสิ่งปลูกสร้างอาคารห้องแถวเลขที่ 189/1 - 5 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้อง ขอให้ศาลเพิกถอนคำบังคับ

ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับ

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากสิ่งปลูกสร้างห้องแถวเลขที่ 189/1 - 5 หมู่ที่ 2 ตำบลคลองตะเกรา อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าสิ่งปลูกสร้างห้องแถวชั้นเดียวจำนวน 5 ห้อง ของจำเลยปลูกอยู่บนที่ดินของกรมป่าไม้และเจ้าพนักงานบังคับคดีนำสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดอย่างสังหาริมทรัพย์โดยระบุไว้ในประกาศขายทอดตลาดด้วยว่า ผู้ใดซื้อได้ให้รื้อถอนไป ผู้ซื้อทรัพย์ทราบเงื่อนไขดังกล่าวแล้วจึงต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไป ไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยออกไปจากสิ่งปลูกสร้างพิพาทนั้น เห็นว่า สิ่งปลูกสร้างห้องแถวชั้นเดียวจำนวน 5 ห้อง เป็นทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร จึงเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 แม้ที่ดินที่สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวตั้งอยู่จะเป็นของกรมป่าไม้ ก็หาทำให้สิ่งปลูกสร้างนั้นกลับกลายเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ ส่วนที่ประกาศขายทอดตลาดระบุให้รื้อหรือติดต่อเจ้าของที่ดินก็เป็นเรื่องที่ผู้ซื้อทรัพย์จะเลือกดำเนินการหาเกี่ยวข้องกับจำเลยแต่อย่างใดไม่ ประการสำคัญที่สุดไม่ว่าผู้ซื้อทรัพย์จะเลือกดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างนี้ด้วยวิธีการใดตามประกาศขายทอดตลาดดังกล่าว ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะอยู่ในสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป การออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี ของศาลล่างทั้งสองนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 139
ป.วิ.พ. ม. 309 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ซื้อทรัพย์ — นางสาวรัชนีกร มหาวิโรจน์
จำเลย — นางทองมูน คำภีระ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
สุภัทร์ สุทธิมนัส
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20824/2556
#559165
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 166 บัญญัติว่า บรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ. นี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่ออกตาม พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ เมื่อยังไม่มีกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่ออกตาม พ.ร.บ. นี้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างหรือความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้บังคับ หรือมีการยกเลิกมาตรการเพื่อความปลอดภัยในกิจการเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายตามประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2540 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2534 ซึ่งออกตามความใน ข้อ 2 (7) และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 จึงยังคงมีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์จะนำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีก๊าซประเภทสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งการครอบครองตามแบบที่อธิบดีกรมแรงงานกำหนดต่ออธิบดีกรมแรงงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัด และไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการฝึกอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการตามฟ้องโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103, 148 ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ แต่เป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 2 (7) และข้อ 8 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 ฉะนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานมีก๊าซประเภทสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และฐานไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 225, 291, 300, 390 พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ประกาศของคณะปฏิบัติ ฉบับที่ 28 ข้อ 2, 4 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103, 148

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธนัญชัย กับนายจวน และนายประพันธ์ กับนางสาวพัชรี ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225 โดยให้เรียกบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายธนัญชัยกับนายจวนว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และเรียกนายประพันธ์กับนางสาวพัชรีว่า โจทก์ร่วมที่ 3

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300, 390 พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาตรา 3, 8 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ข้อ 2, 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี ฐานถ่ายเทก๊าซตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ และตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 80,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี รวมสองกระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง, 148 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีก๊าซประเภทเป็นสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ปรับคนละ 100,000 บาท ฐานไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการ ปรับคนละ 50,000 บาท รวมปรับคนละ 150,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันถ่ายบรรจุก๊าซหุงต้มจากถังขนาด 48 กิโลกรัม ใส่ถังขนาด 15 กิโลกรัม ด้วยวิธีใช้วาล์วปิดเปิดมาต่อกับสายยางเชื่อมต่อระหว่างถังก๊าซทั้งสอง หรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ อันเป็นการถ่ายก๊าซออกจากถังก๊าซหุงต้ม อันเป็นการบรรจุก๊าซใส่ภาชนะซึ่งมีปริมาตรเกินกว่า 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร ภายในร้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสถานที่นอกสถานที่บรรจุก๊าซโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังเกิดเหตุระเบิด เจ้าพนักงานตำรวจวิทยาการจังหวัดสมุทรปราการตรวจที่เกิดเหตุแล้วพบถังก๊าซหุงต้มขนาด 48 กิโลกรัม 2 ถัง และถังขนาด 15 กิโลกรัม 1 ถัง โดยถังก๊าซหุงต้มขนาด 48 กิโลกรัม มีวาล์วและท่อยางซึ่งมีร่องรอยถูกเพลิงไหม้ขาดหายติดค้างอยู่ เชื่อว่าเหตุระเบิดเกิดที่บริเวณชั้นล่างของอาคารพาณิชย์ เลขที่ 338/7 สาเหตุจากไอระเหยของก๊าซซึ่งเกิดจากการถ่ายเทแล้วรั่วไหล ทำปฏิกิริยากับอากาศในภาวะที่เหมาะสม แล้วมีประกายไฟอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นทำให้เกิดระเบิด มีผู้ถึงแก่ความตาย 1 คน คือ นายสันติ จำเลยที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส นางสาวพัชรี ได้รับอันตรายสาหัส นายบุญมา นางสาวจิราภรณ์ นางดาวรุ่ง นางทองสุข นางสาวสมปอง และนางสาวรุ่งนภา ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ โดยไม่ปรากฏว่าพบจำเลยที่ 2 อยู่ในที่เกิดเหตุหรือได้รับอันตรายใดๆ แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่มีการถ่ายบรรจุก๊าซจนเกิดเหตุระเบิดขึ้นและถังก๊าซหุงต้มที่พบในบริเวณที่เกิดเหตุก็มีเพียงถังก๊าซหุงต้มขนาด 48 กิโลกรัม 2 ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม 1 ถัง มีจำนวนน้อยไม่สมกับเป็นการบรรจุก๊าซเพื่อการค้าของจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุเป็นเวลา 2 นาฬิกา บุคคลทั่วไปหลับนอนแล้ว ไม่ใช่เวลาทำงานปกติ จึงยังเป็นที่สงสัยว่าการถ่ายบรรจุก๊าซซึ่งเป็นเหตุให้เกิดระเบิดและเพลิงไหม้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ทางการค้าของจำเลยที่ 1 โดยคำสั่งหรือความรู้เห็นยินยอมของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 3 กับผู้ตายซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ถ่ายบรรจุก๊าซก็พักอาศัยหลับนอนในที่เกิดเหตุอาจลักลอบถ่ายบรรจุก๊าซเพื่อประโยชน์ของตนเองก็ได้ เพราะอยู่นอกเหนือความรู้เห็นหรือการควบคุมของจำเลยที่ 2 และความผิดเรื่องนี้ต้องกระทำโดยมีเจตนาด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ยกฟ้องในความผิดสองฐานนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานมีก๊าซประเภทเป็นสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และฐานไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการหรือไม่ เห็นว่า ปัญหานี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีก๊าซประเภทเป็นสารเคมีอันตรายไว้ในครอบครองโดยไม่แจ้งรายละเอียดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมายและไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการจริง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เป็นความผิด เพราะกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว จึงมีปัญหาที่จำต้องวินิจฉัยก่อนว่ากฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 166 บัญญัติว่า บรรดาประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบและประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างหรือความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายใช้บังคับ หรือมีการยกเลิกมาตรการเพื่อความปลอดภัยในกิจการเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายตามประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2515 ส่วนกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2549 ก็เป็นเรื่องกำหนดให้นายจ้างจัดให้มีข้อบังคับและคู่มือว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานไว้ในสถานประกอบกิจการ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้างหรือความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตรายที่ออกตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 2 (7) และข้อ 14 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง ลงวันที่ 31 มีนาคม 2540 และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2534 ซึ่งออกตามความในข้อ 2 (7) และข้อ 14 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 จึงยังคงมีผลใช้บังคับหาได้ถูกยกเลิกไม่ แต่อย่างไรก็ตาม แม้ทางพิจารณาโจทก์จะนำสืบฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอะเซทิลิน ไนเตรเจนและออกซิเจนไว้ในครอบครอง โดยไม่แจ้งการครอบครองสารเคมีอันตรายดังกล่าวตามแบบที่อธิบดีกรมแรงงานกำหนดต่ออธิบดีกรมแรงงานหรือผู้ว่าราชการจังหวัด และไม่จัดให้ลูกจ้างระดับบริหารเข้ารับการฝึกอบรมและแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหารของสถานประกอบกิจการตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 103, 148 ตาม คำขอท้ายฟ้อง แต่เป็นความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 ข้อ 2 (7) และข้อ 8 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 3 ฉะนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดในสองฐานความผิดนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 225, 291, 300, 390 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ทุกข้อหา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 103 ม. 148 ม. 166
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 พ.ศ.2515
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานของลูกจ้าง พ.ศ.2540
ประกาศกระทวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พงษ์สวัสดิ์แก๊ส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสิริชัย สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20799/2556
#559132
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันทั้งสองสัญญามีข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องเงินตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์สองบัญชี ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนโดยเฉพาะเจาะจงและผู้คัดค้านได้บอกกล่าวการโอนไปยังบริษัท บ. และ ฟ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยตามสัญญาจ้างแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง แต่การโอนสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่รับโอนสิทธิมาก็เพื่อเป็นประกันหนี้สินของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านเท่านั้น และในระหว่างที่เป็นประกันหนี้ของจำเลยหากจำเลยไม่ผิดสัญญาที่มีต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ยังไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องที่รับโอนเงินดังกล่าว และเงินจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยทั้งสองบัญชี กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านยังไม่ได้บังคับตามสิทธิเรียกร้อง แต่ได้ถูกโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีต่อศาลจนศาลมีคำพิพากษาแล้วทำการอายัดบังคับชำระหนี้ไปก่อนที่ผู้คัดค้านจะใช้สิทธิเรียกร้อง เมื่อผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิเรียกร้องโดยยังมิได้บังคับใช้สิทธิเรียกร้องจึงไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ทำการอายัดไปก่อนได้ ดังนี้ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินที่กรมบังคับคดีอายัดไปจากบัญชีทั้งสอง และมีหน้าที่ต้องโอนเงินที่เหลือในบัญชีทั้งสองให้แก่กรมบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,010,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาราชวงศ์ 4 บัญชี คือ บัญชีเลขที่ 043 - 1 - 25497 - 4, 043 - 0 - 13003 - 1, 043 - 1 - 24852 - 4 และ 043 - 1 - 25682 - 9 และให้ส่งเงินที่อายัดให้แก่กรมบังคับคดี ผู้ถูกอายัดส่งเงินที่อายัดบางส่วน โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลเรียกผู้ถูกอายัดมาไต่สวน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งคืนเงินดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านโอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 043 - 0 - 13003 - 1 และ 043 - 1 - 25497 - 4 จำนวนเงิน 8,001,392.76 บาท และ 600,570 บาท ตามลำดับ ที่อายัดไว้ให้แก่กรมบังคับคดีภายใน 30 วัน ยกคำร้องคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องในบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์เลขที่ 043 - 0- 13003 - 1 และ 043 - 1 - 25497 - 4 ของผู้คัดค้าน สาขาราชวงศ์ และให้กรมบังคับคดีส่งเงินจำนวน 387,085.48 บาท และ2,672,333.69 บาท ที่อายัดไปคืนให้แก่ผู้คัดค้านภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำพิพากษาฉบับนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการอายัดเงินฝากของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้าน สาขาราชวงศ์ ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 27,413,972 บาท ผู้คัดค้านนำส่งเงินตามบัญชีเลขที่ 043 - 1 - 24852 - 4 และ 043 - 1 - 25682 - 9 ส่วนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 043 - 0 - 13003 - 1 และ 043 - 1 - 25497 - 4 ส่งเงินมาเพียง 387,085.48 บาท และ 2,672,333.69 บาท ตามลำดับ คงมีเงินเหลือในบัญชีทั้งสองบัญชีจำนวน 8,001,392.76 บาท และ 600,570 บาท ตามลำดับ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับคืนเงินที่กรมบังคับคดีอายัดไปจากบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์เลขที่ 043 - 0 - 13003 - 1 และ 043 - 1 - 25497 - 4 เป็นจำนวนเงิน 387,085.48 บาท และ 2,672,333.69 บาท ตามลำดับหรือไม่และผู้คัดค้านจะต้องโอนเงินที่เหลือในบัญชีทั้งสองอีกจำนวน 8,001,392.76 บาท และ 600,570 บาท ตามลำดับ ให้แก่กรมบังคับคดีตามที่มีคำสั่งอายัดหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกัน ระบุในข้อ 3 ว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในสัญญาดังกล่าวเป็นการโอนเพื่อประกันหนี้สินทุกประเภทของผู้โอนที่มีต่อผู้รับโอน และจำเลยผู้โอนสิทธิเรียกร้องมีเจตนาให้ผู้คัดค้านถือเป็นหลักประกันจนกว่าผู้คัดค้านจะได้รับชำระหนี้ ผู้คัดค้านมิได้มีเจตนาใช้สิทธิเรียกร้องเงินฝากตามบัญชีดังกล่าวให้ตกเป็นของผู้คัดค้าน ไม่ปรากฏว่ามีการหักเงินหรือถอนเงินออกจากบัญชีที่ถูกอายัดแต่อย่างใด ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันระหว่างจำเลยและผู้คัดค้าน ไม่ถือว่าเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องนั้น เห็นว่า แม้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเงินฝากเป็นประกันทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 ตามลำดับ ทั้งสองสัญญามีข้อตกลงโอนสิทธิเรียกร้องเงินตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 043 - 0 - 13003 - 1 และ 043 - 1 - 25497 - 4 ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับโอนโดยเฉพาะเจาะจงและผู้คัดค้านได้บอกกล่าวการโอนไปยังบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยตามสัญญาจ้างแล้ว ปรากฏตามหนังสือบอกกล่าว การโอนสิทธิเรียกร้องจึงมีผลครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภาย นอกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่การโอนสิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่รับโอนสิทธิมาก็เพื่อเป็นประกันหนี้สินของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านเท่านั้น และในระหว่างที่เป็นประกันหนี้ของจำเลยหากจำเลยไม่ผิดสัญญาที่มีต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านก็ยังไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องที่รับโอนเงินดังกล่าว และเงินจำนวนดังกล่าวยังอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยทั้งสองบัญชี กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้คัดค้านยังไม่ได้บังคับตามสิทธิเรียกร้อง แต่ได้ถูกโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิเรียก ร้องฟ้องคดีต่อศาลจนศาลมีคำพิพากษาแล้วทำการอายัดบังคับชำระหนี้ไปก่อนที่ผู้คัดค้านจะใช้สิทธิเรียกร้อง เมื่อผู้คัดค้านเป็นเพียงผู้มีสิทธิเรียกร้องโดยยังมิได้บังคับใช้สิทธิเรียกร้อง จึงไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ทำการอายัดไปก่อนได้ ดังนี้ ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินที่กรมบังคับคดีอายัดไปจากบัญชีทั้งสอง และมีหน้าที่ต้องโอนเงินที่เหลือในบัญชีทั้งสองให้แก่กรมบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนเปิดอเบอร์ดีน ตราสารหนี้ระยะสั้น 1
ผู้คัดค้าน — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทปิกนิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร วงศ์ตระกูลรักษา
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20741/2556
#571981
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ เลื่อยโซ่ยนต์หมายความว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง บทบัญญัติดังกล่าว ให้ความหมายของเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ชัดเจนแล้วว่า เลื่อยโซ่ยนต์ หมายถึง เครื่องมือใช้สำหรับตัดไม้ หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และมาตรา 2 ของพระราชบัญญัตินี้ยังบัญญัติให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2545 และสอดคล้องกับความในมาตรา 14 ที่บัญญัติให้ผู้ที่มีเลื่อยโซ่ยนต์อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ามาขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา 4 เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 3 ดังกล่าวออกมา ไม่ว่ากฎกระทรวงจะมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงลักษณะของเลื่อยโซ่ยนต์ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ยกขึ้นอ้างในฎีกา คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 7, 48, 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 3, 4, 13, 17 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลางทั้งหมด จ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 968/2551 และ 545/2551 ของศาลชั้นต้นและนับโทษจำเลยที่ 5 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1314/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 และที่ 5 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแปรรูปไม้ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ชั้นจับกุม จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยทั้งหกเป็นประโยชน์ในการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คละกระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 24 เดือน นับโทษจำเลยที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 968/2551 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 545/2551 ของศาลชั้นต้นส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 5 คดีนี้ต่อจากโทษจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1314/2550 ของศาลชั้นต้น นั้น คดีดังกล่าวศาลยกฟ้องจำเลยที่ 3 โจทก์อุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังมิได้มีคำพิพากษา จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ ริบไม้ประดู่แปรรูปและยังมิได้แปรรูป เลื่อยโซ่ยนต์ เลื่อยวงเดือน รถไถนาเดินตามพร้อมกระบะของกลาง เนื่องจากศาลมิได้ปรับจำเลยทั้งหก จึงไม่อาจจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละกระทงละ 3 เดือน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละกระทงละ 2 เดือน รวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุกคนละ 16 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งหกฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า เลื่อยโซ่ยนต์ตามความหมายในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 หมายความว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งต่อมารัฐมนตรีได้ออกกฎกระทรวง กำหนดลักษณะเลื่อยโซ่ยนต์และส่วนประกอบของเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2551 ว่า เลื่อยโซ่ยนต์ หมายความว่า (1) เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกลที่ผลิตและประกอบสำเร็จรูปเพื่อการใช้งาน ที่มีต้นกำลังเกินกว่า 2 แรงม้า โดยมีแผ่นบังคับโซ่ ที่มีขนาดความยาวเกินกว่า 12 นิ้ว แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายในคำฟ้องและกล่าวถึงคุณลักษณะของเลื่อยโซ่ยนต์ที่จะเป็นความผิดดังที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงดังกล่าวแต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์พ.ศ.2545 มาตรา 3 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้เลื่อยโซ่ยนต์หมายความว่า เครื่องมือสำหรับใช้ตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และให้หมายความรวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องมือดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวงบทบัญญัติดังกล่าว ให้ความหมายของเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ชัดเจนแล้วว่า เลื่อยโซ่ยนต์ หมายถึง เครื่องมือใช้สำหรับตัดไม้หรือแปรรูปไม้ที่มีฟันเลื่อยติดกับโซ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องจักรกล และมาตรา 2 ของพระราชบัญญัตินี้ยังบัญญัติให้กฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2545 และสอดคล้องกับความในมาตรา 14 ที่บัญญัติให้ผู้ที่มีเลื่อยโซ่ยนต์อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ถ้ามาขอรับใบอนุญาตภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้นั้นไม่มีความผิดตาม มาตรา 4 เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตยังไม่มีกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 3 ดังกล่าวออกมา ไม่ว่ากฎกระทรวงจะมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ กรณีไม่มีเหตุที่โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงลักษณะของเลื่อยโซ่ยนต์ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ.2545 ม. 2 ม. 3 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายอยู่ โจมสติ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายทรงศักดิ์ สุยะลา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
พันวะสา บัวทอง
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20664/2556
#571913
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด มีหน้าที่บำรุงรักษาวัด การบริหารจัดการกิจการและศาสนสมบัติของวัด โจทก์โดยเจ้าอาวาสจึงย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโดยละเมิดได้ ส่วนการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดวิธีการในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องอำนาจฟ้อง

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเพียงตัวแทนโจทก์ในการนำที่ดินศาสนสมบัติของวัดโจทก์ออกให้เช่า ซึ่งการตั้งตัวแทนให้กระทำการต่าง ๆ นั้นหาตัดสิทธิตัวการที่จะกระทำการนั้นด้วยตนเองไม่ และโจทก์โดยเจ้าอาวาสมีอำนาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคือ บ้านเลขที่ 203 ก. แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากไม่รื้อถอนขนย้ายออกไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 203 ก. (ปัจจุบันบ้านเลขที่ 362) แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 13898 ตำบลวัดกัลยาณ์ อำเภอธนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 มิได้บัญญัติให้เจ้าอาวาสมีอำนาจดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด การจัดการเกี่ยวกับศาสนสมบัติของวัดจะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 40 วรรคสาม ซึ่งกำหนด ให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เมื่อยังไม่มีการออกกฎกระทรวงในเรื่องดังกล่าว พระธรรมเจดีย์เจ้าอาวาสวัดโจทก์จึงไม่มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโจทก์ จึงไม่อาจมอบอำนาจให้นายพิชาน หรือนายสันติ ไวยาวัจกรวัดโจทก์มาฟ้องคดีนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 1 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 บัญญัติว่า วัดมีสองอย่าง (1) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา (2) สำนักสงฆ์ ให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป มาตรา 37 บัญญัติว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดังนี้ (1) บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี และมาตรา 40 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภท (1) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง (2) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง ดังนั้น เมื่อตามมาตรา 31 บัญญัติให้เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัด และมาตรา 37 (1) บัญญัติให้เจ้าอาวาสมีหน้าที่บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ซึ่งคำว่า จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดนั้นหมายถึง การบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติของวัดนั้นเอง โจทก์โดยเจ้าอาวาสจึงย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัดโจทก์โดยละเมิดเพื่อนำที่ดินไปใช้เพื่อประโยชน์ของวัดโจทก์ได้ ส่วนบทบัญญัติมาตรา 40 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงนั้น เป็นเรื่องของการกำหนดวิธีการในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์จะต้องมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ฟ้องร้องคดีนี้แทนนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นเพียงตัวแทนโจทก์ในการนำที่ดิน ศาสนสมบัติของวัดโจทก์ออกให้เช่า ซึ่งการตั้งตัวแทนให้กระทำการต่าง ๆ นั้นหาตัดสิทธิตัวการที่จะกระทำการนั้นด้วยตนเองไม่ อีกทั้งคดีนี้เป็นการฟ้องให้รับผิดในข้อหาละเมิด หาใช่เป็นการฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเช่าไม่เมื่อโจทก์โดยเจ้าอาวาสมีอำนาจฟ้องขับไล่แล้ว โจทก์ก็ย่อมมอบอำนาจให้นายพิชานหรือนายสันติฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า การขีดฆ่าอากรแสตมป์โดยไม่ได้ลงวันที่ในหนังสือมอบอำนาจเป็นการชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 103 หรือไม่ เห็นว่า การระบุวันเดือนปีพร้อมกับการขีดฆ่าอากรแสตมป์นั้น เพียงมุ่งหมายให้ทราบว่าได้ปิดและขีดฆ่าเมื่อใดเท่านั้น เมื่ออากรแสตมป์ได้มีการขีดฆ่าแล้วแม้ไม่ได้ลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าก็เป็นการขีดฆ่าตามความในมาตรา 103 แล้ว ซึ่งรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 118 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31 ม. 37 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร
จำเลย — นางสุนทร สาระถิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายเดชา สร้อยสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20654/2556
#572076
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่าเป็นการเรียกค่านายหน้า และบรรยายฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนขายห้องชุดของจำเลย ซึ่งสัญญาระบุว่า ถ้าโจทก์หาคนมาซื้อห้องชุดภายใน 5 เดือน นับแต่วันทำสัญญา จำเลยตกลงจะให้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ของราคาที่ซื้อขาย ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าบำเหน็จนายหน้า โดยอาศัยเหตุตามข้อ 2 ของสัญญา ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จแก่โจทก์ก็ต่อเมื่อสัญญาที่จำเลยขายห้องชุดแก่ ม. นั้น ได้ทำกันสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 845 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยขายห้องชุดให้แก่ ม. โดยมิได้เกิดจากการชี้ช่องของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อ 2 ของสัญญาที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จนายหน้าแก่โจทก์ ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเอาข้อ 5 ของสัญญาซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยขายห้องชุดได้โดยมิได้เกิดจากการชี้ช่องของโจทก์ขึ้นวินิจฉัย และพิพากษาให้จำเลยรับผิดโดยตีความว่าเป็นการตกลงค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ทั้ง ๆ ที่ข้อตกลงดังกล่าว มิใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา จึงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเลขที่ 423/17 ชั้นที่ 9 อาคารซี อาคารชุดลุมพินีเพลส วอเตอร์คลิฟ 1 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยตกลงแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนขายห้องชุดดังกล่าว ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ต่อมาจำเลยขายห้องชุดดังกล่าวให้แก่นายมาเฮส ได้ในราคา 3,500,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายห้องชุด โดยมิได้เกิดจากการชี้ช่องของโจทก์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดในเบี้ยปรับต่อโจทก์ตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเห็นว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้านั้น ไม่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ระบุข้อหาหรือฐานความผิดว่าเป็นการเรียกค่านายหน้า และบรรยายฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนขายห้องชุดของจำเลย ในสัญญาได้ระบุไว้ว่าถ้าโจทก์หาคนมาซื้อห้องชุดภายใน 5 เดือน นับแต่วันทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทน จำเลยตกลงจะให้ค่านายหน้าร้อยละ 3 ของราคาที่ซื้อขายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์จึงเป็นการฟ้องเรียกค่าบำเหน็จนายหน้าโดยอาศัยเหตุตามข้อ 2 ของสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จแก่โจทก์ก็ต่อเมื่อสัญญาที่จำเลยขายห้องชุดแก่นายมาเฮสนั้นได้ทำกันสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่โจทก์ได้ชี้ช่องหรือจัดการ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า สัญญาที่จำเลยขายห้องชุดให้แก่นายมาเฮสนั้น มิได้เกิดจากการชี้ช่องของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยข้อ 2 ของสัญญาที่จำเลยจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จนายหน้าแก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกเอาข้อ 5 ของสัญญา ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยขายห้องชุดได้โดยมิได้เกิดจากการชี้ช่องของโจทก์ขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยรับผิด โดยตีความว่าเป็นการตกลงค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ทั้งๆ ที่ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา จึงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและขอให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือเป็นทุนทรัพย์ชั้นฎีกา ซึ่งโจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามตาราง 1 ข้อ 1 (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเพียง 1,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 2,100 บาท เกินมา 1,100 บาท กรณีจึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินมาแก่โจทก์

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ชำระเกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวศิราภรณ์ ศรีเจริญ
จำเลย — นางสาวสุกัญญา ตุลยาภรณ์โชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นางสาวจุรี โอฬารพัฒนะชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20608/2556
#554874
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งปรับนายประกัน ออกคำบังคับให้นายประกันชำระค่าปรับตามสัญญาประกันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมายแจ้งคำสั่ง การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องว่า ผู้ประกันจะพยายามติดตามตัวจำเลยมาส่งศาลให้ได้ และขอผัดส่งตัวจำเลยภายใน 1 เดือน ขอให้ศาลงดการบังคับคดีตามสัญญาประกันไว้ก่อน ถือว่าเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ได้สั่งให้บังคับตามสัญญาประกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ประกัน ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันประกันตัวจำเลยไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 500,000 บาท ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญา วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้ประกันยื่นคำร้องว่าผู้ประกันพยายามติดตามตัวจำเลยมาส่งศาลให้ได้ และขอผัดส่งตัวจำเลยภายใน 1 เดือน นับแต่วันนี้ ขอให้งดการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องยังไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี ยกคำร้อง

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ว่า ถือว่าผู้ประกันผิดสัญญา ปรับนายประกันเต็มตามสัญญา ออกคำบังคับให้นายประกันชำระค่าปรับใน30 วัน การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ซึ่งหมายความว่าให้ผู้ประกันชำระค่าปรับตามสัญญาประกันจำนวน 500,000 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหมายแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้น การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ว่า ผู้ประกันพยายามติดตามตัวจำเลยมาส่งศาลให้ได้ และขอผัดส่งตัวจำเลยภายใน 1 เดือน นับแต่วันนี้ ขอให้ศาลงดการบังคับคดีตามสัญญาประกันไว้ก่อน ถือว่าเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ได้สั่งให้บังคับตามสัญญาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ประกัน ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ดังนี้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของผู้ประกันไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ประกัน — นายสัญชัย วัดบุญเลี้ยง
จำเลย — นายนพรัตน์หรือเก่ง แก่นเพ็ชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอนันต์ พร้อมพูล
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ จันเกษม
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20586 -ที่ 20591/2556
#571933
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่จำเลยก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งคดีนี้เกิดก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับ แม้พนักงานสอบสวนจะพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลย หลังจากที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว และพนักงานสอบสวนมิได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษก็ตาม ก็หาทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจหน้าที่สอบสวนโดยชอบในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นต้องเสียไป และมีผลทำให้การสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีหกสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2549 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดสำนวนว่า จำเลย แต่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2549 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งหกสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกสำนวนเป็นใจความว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ได้รับไปจากผู้เสียหายในแต่ละสำนวนรวมเป็นเงิน 6,371,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งหกสำนวนต่อกัน

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวมหกสำนวน จำคุกสำนวนละ 2 ปี นับโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1177/2549, 1179/2549 และ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ (ที่ถูก นับโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1173/2549, 1174/2549, 1175/2549, 1176/2549, 1177/2549 และ 1179/2549 ของศาลชั้นต้น ติดต่อกัน) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินในคดีหมายเลขแดงที่ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,260,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1174/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,469,900 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1175/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 900,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1176/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,050,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1177/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 825,000 บาท และคดีหมายเลขแดงที่ 1179/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 867,000 บาท (ที่ถูก แก่ผู้เสียหาย) ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พนักงานสอบสวนพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยหลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวัน การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่จำเลยก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งคดีนี้เกิดก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี จะพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยหลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมิได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษก็ตาม ก็หาทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจหน้าที่สอบสวนโดยชอบในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นต้องเสียไป และมีผลทำให้การสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 157 ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม. 88 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นางสุจิตรา วิชิตนาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายมนต์ชัย สิรินิจศรีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
นิพนธ์ ใจสำราญ
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20550/2556
#583729
เปิดฉบับเต็ม

แม้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกจาก ว. จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นจำนวนเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และ ว. เป็นลูกหนี้ร่วมซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ในเหตุที่ร่วมกันทำละเมิดทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนจะต้องชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนต้องชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 ผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบที่จะเลือกฟ้องจำเลยที่ 1 หรือ ว. คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวหรือจะเลือกฟ้องทั้งสองคนก็ได้ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีนี้ และยื่นคำร้องขอให้บังคับ ว. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา เป็นการบังคับชำระหนี้เอากับบุคคลคนละคนกัน จึงไม่เป็นการร้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91,288 ริบหัวกระสุนปืนและเศษตะกั่วลูกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายอัมรินทร์ ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 40,000 บาท ค่าป่วยเจ็บและทุกขเวทนาจากการได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกกระสุนปืนของจำเลยทั้งสองเป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 แล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 19 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี จำเลยทั้งสองอายุยังน้อยกระทำความผิดไปด้วยความคึกคะนองตามวัย เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 จำคุก 5 ปี ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 จำคุก 5 ปี และฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำคุก 7 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำคุก 7 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี 8 เดือน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 (วันยื่นคำร้อง) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายที่ 1 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 และฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนา เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 แล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี 4 เดือน ให้ริบหัวกระสุนปืนและเศษตะกั่วลูกกระสุนปืนของกลาง และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคดีในส่วนแพ่งที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อกฎหมายว่า คำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 เป็นคำร้องซ้อนกับคำขอให้บังคับนายวีรวัฒน์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 ที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา ที่นายวีรวัฒน์ถูกฟ้องเป็นจำเลย เนื่องจากเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกัน นั้น เห็นว่า แม้ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ และที่ผู้เสียหายที่ 1 เรียกจากนายวีรวัฒน์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา จะเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวนเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 และนายวีรวัฒน์เป็นลูกหนี้ร่วมซึ่งต้องรับผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ในเหตุที่ร่วมกันทำละเมิดทำให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นกรณีที่บุคคลหลายคนจะต้องชำระหนี้ โดยทำนองซึ่งแต่ละคนต้องชำระหนี้สิ้นเชิงได้แต่เพียงครั้งเดียว เจ้าหนี้จะเรียกให้ชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ดังนั้น ผู้เสียหายที่ 1 จึงชอบที่จะเลือกฟ้องจำเลยที่ 1 หรือนายวีรวัฒน์คนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว หรือจะเลือกฟ้องทั้งสองคนก็ได้ การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีนี้และยื่นคำร้องขอให้บังคับนายวีรวัฒน์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 336/2549 ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา เท่ากับว่าผู้เสียหายที่ 1 มีความประสงค์ที่จะฟ้องบุคคลทั้งสองให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสิทธิเรียกร้องที่ตนมีอยู่ ทั้งการยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และนายวีรวัฒน์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเป็นการบังคับชำระหนี้เอากับบุคคลคนละคนกันจึงไม่เป็นการร้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เป็นคำร้องซ้อนกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 นั้น ปรากฏข้อเท็จจริงในสำนวนว่า ในตอนแรกผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2549 ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฉบับใหม่ โดยแถลงขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 25 กันยายน 2549 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 เห็นว่า การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฉบับใหม่โดยแถลงขอให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฉบับเดิมและศาลอนุญาตนั้น จึงถือว่าไม่มีคำขอฉบับเดิมที่อยู่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นอีกต่อไป ดังนั้น การที่ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2549 จึงไม่เป็นการร้องซ้อนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันฆ่าผู้ตาย จำคุก 4 ปี 12 เดือน และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 จำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 16 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
ป.วิ.พ. ม. 173
ป.วิ.อ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
ผู้ร้อง — นายอัมรินทร์ เหมือนพันธุ์
จำเลย — นายสมพงษ์ อวยสูงเนิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายบัณฑิตเกียรติ ปิ่นแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20504/2556
#576829
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาจำเลยทั้งสองว่ากระทำผิดด้วยเจตนาโดยประสงค์ต่อผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายจากการถูกฟันด้วยมีดแตกต่างไปจากที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดด้วยเจตนาโดยเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจซึ่งเป็นสาระสำคัญ หาใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดที่โจทก์ไม่จำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 80, 83, 91, 288, 371 บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 844/2552 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 50 บาท ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท รวมจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,050 บาท อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไว้คนละ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยทั้งสองไว้คนละ 1 ปี โดยวางเงื่อนไขคุมความประพฤติดังนี้ ให้จำเลยทั้งสองมารายงานตัวต่อผู้พิพากษาสมทบ 3 เดือนต่อครั้ง ห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและสิ่งมึนเมาทุกชนิดห้ามจำเลยทั้งสองคบหาสมาคบกับบุคคลที่มีความประพฤติไม่ดี ห้ามจำเลยทั้งสองเที่ยวเตร่ยามวิกาลและเล่นการพนัน กับให้จำเลยทั้งสองเข้าศึกษาต่อหรือทำงานอาชีพเป็นกิจจะลักษณะหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 9 จังหวัดสงขลา มีกำหนดคนละ 10 วัน ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 145 ส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 นั้น ไม่อาจบวกโทษได้ เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษจำเลยที่ 2 คำขอดังกล่าวและฟ้องโจทก์ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนายเจษฎา ผู้เสียหาย และนายอภิเดชปักเบ็ดอยู่ที่คูน้ำซึ่งคั่นระหว่างริมถนนสายหนองหอยกับทุ่งนามีจำเลยทั้งสอง นายเจษฎา และเด็กชายอีกสองคนนั่งรถจักรยานยนต์พ่วงข้างขับไปจอดห่างประมาณ 2 เมตร แล้วจำเลยทั้งสองกับนายเจษฎาลงจากรถ โดยนายเจษฎาถือมีด 1 เล่ม ขนาดใบมีดยาวประมาณ 17 นิ้ว กว้างประมาณ 2 นิ้ว และด้ามยาวประมาณ 7 นิ้ว จำเลยที่ 1 ถือมีด 1 เล่ม ขนาดใบมีดยาวประมาณ 8 นิ้ว และกว้างประมาณ 2 นิ้ว ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่ได้ถืออาวุธใด ต่อจากนั้นนายเจษฎาเข้าไปถีบหน้าอกนายอภิเดชเป็นเหตุให้นายอภิเดชตกคูน้ำ ผู้เสียหายเดินเข้าไปถามนายเจษฎาว่าถีบนายอภิเดชด้วยสาเหตุใด นายเจษฎาตอบทำนองว่าผู้เสียหายอยากจะมีเรื่องด้วยหรือ ระหว่างนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปสะกิดผู้เสียหายทางด้านหลัง เมื่อผู้เสียหายหันมาดูก็ถูกจำเลยที่ 1 ใช้มีดฟันที่บริเวณศีรษะ 1 ครั้ง และถีบจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายตกคูน้ำหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองกับนายเจษฎาขึ้นรถจักรยานยนต์พ่วงข้างขับหลบหนีไป วันเกิดเหตุผู้เสียหายไปรับการตรวจรักษาบาดแผลที่โรงพยาบาลสิงหนคร แพทย์หญิงธัญภรณ์ เป็นผู้ตรวจรักษาและพบว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่บริเวณหนังศีรษะเยื้องไปทางด้านหลังยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลกศีรษะแต่ไม่มีรอยแตกที่กะโหลกศีรษะ แพทย์หญิงธัญภรณ์ให้ผู้เสียหายนอนพักที่โรงพยาบาล 2 คืน แล้วไม่พบอาการแทรกซ้อนทางสมอง แพทย์หญิงธัญภรณ์บันทึกรายการที่ได้ตรวจและให้ความเห็นไว้ตามสำเนาผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ในวันที่ 11 เมษายน 2554 ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทเชาว์ พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองและนายเจษฎา ต่อมาวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 จำเลยทั้งสองเข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโทเชาว์และให้การปฏิเสธเรื่อยมา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่

พิเคราะห์แล้วโจทก์ฎีกาว่า ตามคำเบิกความของผู้เสียหายและนายอภิเดชได้ความว่าหลังจากผู้เสียหายตกลงไปในคูน้ำแล้วนายอภิเดชได้ช่วยนำผู้เสียหายซึ่งหมดสติขึ้นจากคูน้ำ ดังนั้น จำเลยทั้งสองย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำได้ว่าหากนายอภิเดชไม่เข้าช่วยนำผู้เสียหายขึ้นจากคูน้ำผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายได้ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่รับวินิจฉัยในปัญหานี้เป็นการไม่ชอบ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดในส่วนนี้โจทก์มิได้บรรยายไว้ในคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ซึ่งข้อเท็จจริงในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นที่โจทก์บรรยายไว้ในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดด้วยเจตนาโดยประสงค์ต่อผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายจากการถูกฟันด้วยมีดแตกต่างไปจากเรื่องที่โจทก์อ้างในฎีกาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดด้วยเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหายอาจถึงแก่ความตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจซึ่งเป็นสาระสำคัญข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในฎีกาข้อนี้จึงหาใช่ข้อเท็จจริงอันเป็นรายละเอียดที่โจทก์ไม่จำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ชอบที่จะไม่รับวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 215
ป.อ. ม. 58 ม. 80 ม. 83 ม. 91 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา
จำเลย — นายชัยธวัช ราชผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา — นายทวี จำปา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชวลิต สุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา