คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20484/2556
#571935
เปิดฉบับเต็ม

แม้ขณะที่ผู้คัดค้านผิดสัญญาประกัน พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกัน ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมความใน ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง โดยวางหลักเกณฑ์ว่า หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าวด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ผู้ที่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงตกแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน มิใช่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้าน นางกาญจนา และนางจรรยา ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยนางกาญจนาและนางจรรยาใช้ตำแหน่งข้าราชการครูเป็นหลักประกันในวงเงินคนละสองแสนบาท และผู้คัดค้านวางเงินสดสองหมื่นบาทเป็นประกัน รวมวงเงินทั้งสิ้นสี่แสนสองหมื่นบาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกันสี่แสนบาท ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยหลบหนีไม่มาศาล ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญา ผู้ประกันทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 ศาลชั้นต้นนำเงินสดสองหมื่นบาทที่ผู้คัดค้านวางเป็นหลักประกันมาชำระค่าปรับ วันที่ 29 พฤษภาคม 2545 โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสาม วันที่ 13 มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสาม วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีแก่ผู้ประกันออกไปอีก 3 ปี นับแต่วันครบกำหนดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 23 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีและเพิกถอนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของผู้คัดค้านซึ่งมีอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเคหะร่มเกล้า และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม หากผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีผู้ประกันไม่ถูกต้องอย่างไร ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดีดังกล่าวด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ในขณะที่ผู้คัดค้านผิดสัญญาประกัน พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 ให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 โดยบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีนั้นมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามสัญญาประกันได้เสมือนว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าว และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าวด้วย ทั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ประกันออกไปอีก 3 ปี และต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีและเพิกถอนการอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดีดังกล่าวด้วย ดังนี้ ผู้ที่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คือ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม. 11 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ
ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการประจำศาลแขวง
ผู้ร้อง — สมุทรปราการ
ผู้คัดค้าน — นางณภัทรกรณ์หรือนัฐบงกช วิมุกตะลพหรือโอดี
จำเลย — นายสมบัติ เวชสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายกิจจา สมะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประมวล สุขสมพร
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20400/2556
#553246
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเข้าร่วมลงทุนกับจำเลยในการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น โดยนำเงินของ ว. มาทยอยมอบให้จำเลยเพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกัน และตกลงกันว่าจำเลยจะแบ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากเงินที่จำเลยนำมาลงทุนเป็น 3 ส่วน จำเลยได้ 1 ส่วน โจทก์ร่วมและ ว. ได้คนละส่วน โดยโจทก์ร่วมต้องนำเงินที่ลงทุนดังกล่าวไปคืนให้แก่ ว. ด้วย เห็นว่า แม้เงินที่โจทก์ร่วมนำไปลงทุนกับจำเลยเป็นเงินของ ว. ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมก็ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมผลประโยชน์ไปคืนให้แก่ ว. ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้นำเงินของ ว. ไปหาผลประโยชน์จากการร่วมลงทุนกับจำเลยและต้องรับผิดชอบต่อ ว. ในจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมิใช่เป็นตัวแทนของ ว. ที่มีหน้าที่นำเงินของ ว. ไปมอบให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อมอบเงินแล้วความรับผิดชอบในเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมในฐานะตัวแทนก็หมดไป ดังนี้ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในจำนวนเงินที่ ว. มอบให้โจทก์ร่วมไปหาผลประโยชน์เพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย โจทก์ร่วมในฐานะที่เป็นผู้นำเงินของ ว. ไปหาผลประโยชน์ย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงิน 130,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางกุณฑิกา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 6 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเข้าร่วมลงทุนกับจำเลยในการประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ศาลชั้นต้น โดยนำเงินของนายวิสุทธิ์ มาทยอยมอบให้จำเลยเพื่อนำไปใช้เป็นหลักประกัน และตกลงกันว่าจำเลยจะแบ่งผลประโยชน์ที่ได้รับจากเงินที่จำเลยนำมาลงทุนเป็น 3 ส่วน จำเลยได้ 1 ส่วน โจทก์ร่วมและนายวิสุทธิ์ได้คนละส่วน โดยโจทก์ร่วมต้องนำเงินที่ลงทุนดังกล่าวไปคืนให้แก่นายวิสุทธิ์ด้วย เห็นว่า แม้เงินที่โจทก์ร่วมนำไปลงทุนกับจำเลยเป็นเงินของนายวิสุทธิ์ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมก็ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมผลประโยชน์ไปคืนให้แก่นายวิสุทธิ์ ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้นำเงินของนายวิสุทธิ์ไปหาผลประโยชน์จากการร่วมลงทุนกับจำเลยและต้องรับผิดชอบต่อนายวิสุทธิ์ในจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมิใช่เป็นตัวแทนของนายวิสุทธิ์ที่มีหน้าที่นำเงินของนายวิสุทธิ์ไปมอบให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อมอบเงินแล้วความรับผิดชอบในเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์ร่วมในฐานะตัวแทนก็หมดไปดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด ดังนี้ เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในจำนวนเงินที่นายวิสุทธิ์มอบให้โจทก์ร่วมไปหาผลประโยชน์เพราะการกระทำผิดยักยอกของจำเลย โจทก์ร่วมในฐานะที่เป็นผู้นำเงินของนายวิสุทธิ์ไปหาผลประโยชน์ย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง โจทก์ร่วมจึงมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด
โจทก์ร่วม — นางกุณฑิกา ใจยะสิทธิ์
จำเลย — นางวรรณา พรมมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายณัฏฐ์พัฒธร ยาวิเริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมชาย กิจนพศรี
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20338/2556
#559306
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์สั่งจ่ายเช็ค 13 ฉบับ ระบุชำระหนี้เงินต้นแทน ส. และเช็คทุกฉบับเรียกเก็บเงินได้แล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิเสธการชำระหนี้ดังกล่าวทั้งที่อาจปฏิเสธได้เพราะเป็นการชำระหนี้แตกต่างจากที่ ป.พ.พ. มาตรา 329 กำหนด จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะนำเงินจำนวนตามเช็คไปหักชำระหนี้ของ ส. เฉพาะเงินต้นเท่านั้น จำเลยที่ 1 จึงนำไปหักชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ก่อนมิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,032,739.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 2,837,650.68 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้จัดการธนาคารจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร และสาขานิคมคำสร้อย ตามลำดับ โจทก์เป็นลูกหนี้ของธนาคารจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร ประเภทเบิกเงินเกินบัญชี โดยมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ และมีนางสาวสุวรรณีหรือนางสุวรรณี เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาธนาคารจำเลยที่ 1 ได้เป็นโจทก์ฟ้องนางสุวรรณีและนายอนุรักษ์ เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น นางสุวรรณีและนายอนุรักษ์ตกลงผ่อนชำระหนี้ให้ ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินตามสัญญาจ้างที่ทำกับกรมสามัญศึกษาให้แก่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร และตกลงยินยอมให้ธนาคารจำเลยที่ 1 มีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ เพื่อหักชำระหนี้ของโจทก์และหรือของนางสุวรรณีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร สาขานิคมคำสร้อย และสาขาวารินชำราบ จากนั้นโจทก์ได้ชำระหนี้ของนางสุวรรณีให้แก่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขานิคมคำสร้อย เป็นเงินสดจำนวน 123,705.06 บาท กับเช็คอีก 13 ฉบับ รวมเป็นเงิน 2,837,651.70 บาท ซึ่งธนาคารจำเลยที่ 1 ได้นำไปหักชำระเป็นค่าฤชาธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นตามลำดับ ต่อมาโจทก์มีหนังสือทวงถามเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขานิคมคำสร้อย ซึ่งธนาคารจำเลยที่ 1 ทราบแล้วแต่เพิกเฉย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยทั้งสามนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักบัญชีหนี้ตามคำพิพากษาของนางสุวรรณีที่มีต่อธนาคารจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า นายเกียรติชัย ผู้จัดการธนาคารจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร ได้ขอร้องให้โจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นแทนนางสุวรรณีหุ้นส่วนของโจทก์ โดยขอชำระเฉพาะเงินต้นเท่านั้น ไม่รวมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบโต้แย้งว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้ของโจทก์หรือนางสุวรรณีที่มีต่อจำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์จะชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 แทนนางสุวรรณีเฉพาะเงินต้น อันเป็นการอ้างคำเบิกความของพยานบุคคลโต้แย้งกันอยู่ยังหาข้อยุติไม่ได้ แต่เมื่อพิจารณาตามหนังสือที่โจทก์มีไปถึงผู้จัดการธนาคารจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร มีข้อความชัดเจนว่า โจทก์เสนอจะชำระหนี้แทนนางสาวสุวรรณี โดยมีเงื่อนไขว่าขอชำระหนี้ในส่วนที่คงค้างเพียง 8,000,000 บาท และถือเป็นการชำระหนี้ในภาระของนางสุวรรณีเสร็จสิ้น หลังจากนั้นโจทก์ได้จ่ายเช็ครวม 13 ฉบับ ชำระหนี้แทนนางสุวรรณีให้แก่จำเลยที่ 1 ตลอดมา รวมเป็นงิน 2,713,945.62 บาท (ที่ถูกเป็นเงิน 2,713,946.64 บาท) โดยเช็คทุกฉบับระบุให้จ่ายแก่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขานิคมคำสร้อย เพื่อชำระเงินต้นของเงินกู้ที่นางสุวรรณีเป็นหนี้ตามคำพิพากษาตามสำเนาเช็ค เช็คทุกฉบับเรียกเก็บเงินได้แล้ว ดังนั้น การที่โจทก์จ่ายเช็ค 13 ฉบับ โดยแต่ละฉบับระบุเพื่อชำระหนี้เงินต้น แต่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิเสธการชำระหนี้ดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ 1 อาจปฏิเสธได้เพราะเป็นการชำระหนี้แตกต่างจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 กำหนดไว้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระหนี้ของนางสุวรรณีเฉพาะเงินต้นเท่านั้น จำเลยที่ 1 จะนำไปหักชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ก่อนมิได้ การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเงินตามเช็คของโจทก์ทั้ง 13 ฉบับ ไปชำระหนี้ของนางสุวรรณีโดยหักค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ก่อน จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องดำเนินการแก้ไขหักบัญชีชำระหนี้ให้ถูกต้องเสียใหม่ สำหรับเงินสดจำนวน 123,705.06 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำไปหักจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ในวันที่ 1 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันก่อนที่โจทก์จะมีหนังสือเสนอเงื่อนไขการชำระหนี้แทนนางสุวรรณี จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ระบุว่าจะชำระหนี้เฉพาะเงินต้นเท่านั้น การหักบัญชีชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 จำนวนนี้จึงชอบแล้ว อย่างไรก็ดี การหักบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาของนางสุวรรณีแก่จำเลยที่ 1 แทนนางสุวรรณีตามที่วินิจฉัยไว้แล้วนั้นเป็นเพียงการหักทอนบัญชีไม่ถูกต้องเป็นบางส่วนเฉพาะการนำไปหักค่าดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เท่านั้น และเป็นการชำระเงินต้นไปเพียง 2,713,946.64 บาท ยังไม่ครบตามจำนวน 8,000,000 บาท ตามที่โจทก์ยอมชำระหนี้แทนนางสุวรรณี จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องคืนเงินต้นจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหักทอนบัญชีเงินฝากของโจทก์เสียใหม่ให้ถูกต้องโดยให้นำเงินตามเช็คพิพาททั้ง 13 ฉบับ ชำระหนี้แทนนางสาวสุวรรณีหรือนางสุวรรณี แก่จำเลยที่ 1 เฉพาะเงินต้นตามวันที่เรียกเก็บเงินตามเช็คได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 329
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ยงศิลป์มุกดาหาร
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายนรา เมธาธราธิป
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายธีระพงศ์ จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20333/2556
#571908
เปิดฉบับเต็ม

ตามข้อกำหนดในการยื่นซองประกวดราคา โจทก์ได้ให้ผู้เสนอราคาตรวจสอบสถานที่ที่จะใช้ในการก่อสร้างก่อนการเสนอราคา ก่อนยื่นซองประกวดราคาจำเลยร่วมส่งพนักงานไปดูพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้าง แสดงว่าก่อนที่จำเลยร่วมจะยื่นซองประกวดราคาย่อมทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าการก่อสร้างอาจจะมีปัญหากับเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ แต่ก็ยังสมัครใจและตกลงเข้าเสนอราคาในการประกวดราคากับโจทก์จึงต้องผูกพันในอันที่จะต้องเข้าทำสัญญากับโจทก์ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตามข้อกำหนดการประกวดราคา ไม่อาจยกเอาเหตุที่จะต้องจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างโจทก์ จำเลยร่วม และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาอ้างเป็นเหตุที่จะปฏิเสธไม่ทำสัญญา ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ในการตรวจสอบพื้นที่เป็นเพียงการตรวจสอบโดยทั่วไปเพื่อเสนอราคาก่อสร้างเท่านั้น มิได้ตรวจสอบอย่างละเอียดจึงยังไม่ทราบถึงผลกระทบที่จะมีต่อที่ดินแปลงข้างเคียงนั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยร่วมบกพร่องหรือละเลยไม่ตรวจสอบให้ละเอียดเอง จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุอ้างเพื่อจะไม่ต้องผูกพันตามข้อกำหนดการประกวดราคา และที่จำเลยร่วมฎีกาว่า โจทก์ต้องดำเนินการบอกเลิกสัญญาก่อนจึงจะใช้สิทธิในการริบเงินประกันของจำเลยร่วมนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมไม่เข้าทำสัญญากับโจทก์ตามข้อกำหนดการประกวดราคา จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์อันเป็นความรับผิดตามข้อกำหนดก่อนสัญญา โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยตามข้อกำหนดดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัท ช.รุ่งเลิศ กรุ๊ป จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 50,000 บาท

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยออกหนังสือค้ำประกันจำเลยร่วมในการยื่นซองประกวดราคาก่อสร้างโครงสร้างและสถาปัตยกรรมโครงการวู้ดแลนด์เซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ของโจทก์ ตามหนังสือค้ำประกันและข้อกำหนดการประกวดราคา โจทก์พิจารณาให้จำเลยร่วมเป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยมีการต่อรองราคาลงเหลือ 97,370,000 บาท ตามสำเนาหนังสือยืนยันราคาค่าก่อสร้างโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยร่วมมาทำสัญญาก่อสร้างแล้ว แต่จำเลยร่วมปฏิเสธไม่ทำสัญญากับโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยร่วมเป็นฝ่ายผิดข้อกำหนดการประกวดราคาหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อกำหนดในการยื่นซองประกวดราคา โจทก์ได้ให้ผู้เสนอราคาตรวจสอบสถานที่ที่จะใช้ในการก่อสร้างก่อนการเสนอราคา จำเลยร่วมจึงมีเวลาและมีโอกาสที่จะส่งพนักงานไปดูพื้นที่ที่ทำการก่อสร้างว่ามีปัญหาอย่างไรหรือไม่ก่อนที่จะพิจารณาว่าสมควรเข้าแข่งขันการประกวดราคาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากนายกิตติ พยานจำเลยและจำเลยร่วมเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ก่อนยื่นซองประกวดราคาจำเลยร่วมส่งพนักงานไปดูพื้นที่ที่จะทำการก่อสร้าง แสดงว่าก่อนที่จำเลยร่วมจะยื่นซองประกวดราคาจำเลยร่วมย่อมทราบดีอยู่ก่อนแล้วว่าการก่อสร้างอาจจะมีปัญหากับเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ จึงมิใช่เพิ่งมาทราบภายหลังจากจำเลยร่วมเสนอราคาในการประกวดราคากับโจทก์แล้ว เมื่อจำเลยร่วมอยู่ในฐานะที่ทราบปัญหาอยู่ก่อนแล้วแต่ก็ยังสมัครใจและตกลงเข้าเสนอราคาในการประกวดราคากับโจทก์ จำเลยร่วมจึงต้องผูกพันในอันที่จะต้องเข้าทำสัญญากับโจทก์ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งตามข้อกำหนดการประกวดราคาข้อ 1.4.4 จำเลยร่วมไม่อาจยกเอาเหตุที่จะต้องจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างโจทก์ จำเลยร่วม และเจ้าของที่ดินข้างเคียงมาอ้างเป็นเหตุที่จะปฏิเสธไม่ทำสัญญา ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ในการตรวจสอบพื้นที่และโครงสร้างอาคารก่อนที่จะทำการเสนอราคาเป็นเพียงการตรวจสอบโดยทั่วไปเพื่อเสนอราคาก่อสร้างเท่านั้น จำเลยร่วมมิได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดจึงยังไม่ทราบถึงผลกระทบที่แท้จริงอันจะมีต่อที่ดินแปลงข้างเคียงนั้น ก็เป็นเรื่องที่จำเลยร่วมบกพร่องหรือละเลยไม่ตรวจสอบให้ละเอียดเอง จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุอ้างเพื่อจะไม่ต้องผูกพันตามข้อกำหนดการประกวดราคา และที่จำเลยร่วมฎีกาว่าโจทก์ต้องดำเนินการบอกเลิกสัญญาก่อนจึงจะใช้สิทธิในการริบเงินประกันของจำเลยร่วมนั้นเห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมไม่เข้าทำสัญญากับโจทก์ตามข้อกำหนดการประกวดราคา จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดต่อโจทก์อันเป็นความรับผิดตามข้อกำหนดการประกวดราคาก่อนสัญญา โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องบังคับให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยตามข้อกำหนดดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวู้ดแลนด์ รีสอร์ท จำกัด
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัท ช. รุ่งเลิศ กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20313/2556
#571901
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่าจำเลยทั้งหกมิใช่บุตรของโจทก์ ตราบใดที่แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรยังระบุว่า โจทก์เป็นมารดาของจำเลยทั้งหกย่อมเกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ เพราะจำเลยทั้งหกอาจนำเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานดำเนินการในกิจการต่าง ๆ อันอาจทำให้สิทธิประโยชน์หรือหน้าที่ของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป การที่จำเลยทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของประวัติที่ปรากฏในข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไม่ดำเนินการให้นายทะเบียนแก้ไขรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 14 เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์มีอำนาจฟ้องห้ามจำเลยทั้งหกไม่ให้ใช้ชื่อโจทก์เป็นมารดาของจำเลยทั้งหกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งหกอ้างหรือใช้ชื่อโจทก์เป็นมารดาและให้จำเลยทั้งหกแก้ไขข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร เปลี่ยนชื่อมารดาจากชื่อโจทก์เป็นชื่อนางหมุยเง็ก มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่มาศาลในวันสืบพยานและแถลงรับว่าตนเป็นบุตรของนายกัญจนกับนางหมุยเง็ก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทั้งหกเป็นบุตรของนายกัญจนกับนางหมุยเง็กหรือยี่เง็กหลังจากนางหมุยเง็กถึงแก่ความตาย นายกัญจนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ในวันที่ 10กุมภาพันธ์ 2499 พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขรายการชื่อมารดาลงในทะเบียนประวัติราษฎรว่าโจทก์เป็นมารดาของจำเลยทั้งหก นายกัญจนถึงแก่ความตายในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โจทก์ขอให้นายทะเบียนแก้ไขรายการข้อมูลในทะเบียนประวัติราษฎรเรื่องชื่อมารดาและสัญชาติมารดาของจำเลยทั้งหก แต่นายทะเบียนปฏิเสธ โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยทั้งหกแก้ไข แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งหกตามฟ้องเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่าจำเลยทั้งหกมิใช่บุตรของโจทก์ ตราบใดที่แบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรยังระบุว่า โจทก์เป็นมารดาของจำเลยทั้งหกย่อมเกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ เพราะจำเลยทั้งหกอาจนำเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานดำเนินการในกิจการต่าง ๆ อันอาจทำให้สิทธิประโยชน์หรือหน้าที่ของโจทก์เปลี่ยนแปลงไป การที่จำเลยทั้งหกซึ่งเป็นเจ้าของประวัติที่ปรากฏในข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรไม่ดำเนินการให้นายทะเบียนแก้ไขรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรดังกล่าวให้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 14 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อข้อเท็จจริงยุติตามฟ้องแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่าเมื่อจำเลยทั้งหกให้การยอมรับตามคำฟ้องของโจทก์ว่าจำเลยทั้งหกเป็นบุตรของนายกัญจนกับนางหมุยเง็กหรือยี่เง็ก มิใช่บุตรของโจทก์ตามที่ระบุไว้ในรายการทะเบียนประวัติราษฎร โจทก์จึงมีสิทธิห้ามจำเลยทั้งหกไม่ให้ใช้ชื่อโจทก์เป็นมารดาของจำเลยทั้งหกในรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ห้ามจำเลยทั้งหกใช้ชื่อโจทก์เป็นมารดาโดยให้จำเลยทั้งหกไปดำเนินการแจ้งต่อนายทะเบียนเพื่อแก้ไขรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร เปลี่ยนชื่อมารดาจากชื่อโจทก์เป็นนางหมุยเง็กหรือยี่เง็ก แซ่จู หากจำเลยทั้งหกไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งหก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัชนี ตังทัตสวัสดิ์
จำเลย — นายสิทธิ์ ตังทัตสวัสดิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอารี อารยวัฒนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายสัญญา ภูริภักดี
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20134/2556
#553261
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 269/5 มีว่า "ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" ด้วย แต่ฟ้องโจทก์มิได้มีข้อความดังกล่าว และแม้จะอ่านคำบรรยายฟ้องโจทก์โดยตลอดก็ไม่อาจทราบความหมายนี้ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 269/5, 334

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 334 ฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและฐานลักทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 บรรยายครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5 บัญญัติว่า "ผู้ใดใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ...." ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว องค์ประกอบความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบมีว่า "ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" ด้วย แต่ฟ้องโจทก์มิได้มีข้อความดังกล่าว และแม้จะอ่านคำบรรยายฟ้องโจทก์โดยตลอดก็ไม่อาจทราบความหมายนี้ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่โจทก์อ้างขอให้ลงโทษจำเลย ไม่มีทางลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคสี่
ป.อ. ม. 269/5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุธิดา สุขโสภณสนธิ
จำเลย — นางสาวธีราพร รุจิรัตนวรากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิกรม วรการ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
อภิรัตน์ ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20111 -ที่ 20112/2556
#559162
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้... (2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน" จึงเห็นได้ว่าจำนวนสมาชิกที่เล่นแชร์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นการเล่นแชร์วงเดียวกันเท่านั้น แต่อาจเป็นการเล่นแชร์คนละวงกันหรือหลายวงต่างกันได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าในการเป็นนายวงแชร์หรือเล่นแชร์นั้นมีสมาชิกวงแชร์ทุกวงจำนวนรวมกันมากกว่า 30 คน เมื่อตามฎีกาของจำเลยที่ 1 รับว่า แชร์วงใหญ่ประกอบด้วยวงแชร์ 2 วง จำนวนสมาชิกวงละ 29 คน จึงมีจำนวนรวมกัน 58 คน เป็นจำนวนมากกว่า 30 คน และแชร์วงเล็กมีจำนวนวงละ 27 คน จึงมีจำนวน 54 คน อันเป็นจำนวนมากกว่า 30 คนเช่นกัน จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 และพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4, 6, 17 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจำนวน 28 คน และ 26 คน เป็นเงิน 5,562,500 บาทและ 3,116,700 บาท ตามลำดับ และให้นับโทษจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในสำนวนแรก

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ระหว่างพิจารณานางพิสมัย นางอัมราภรณ์ นางทองใบ นางบัวสร้อย นายวีระ นายคะนอง นายจำนงค์ นายบุญถิน และนายสมบูรณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงและฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต โดยให้เรียกนางพิสมัยว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นางอัมราภรณ์ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 นางทองใบว่าโจทก์ร่วมที่ 3 นางบัวสร้อยว่าโจทก์ร่วมที่ 4 นายวีระ ว่าโจทก์ร่วมที่ 5 นายคะนองว่าโจทก์ร่วมที่ 6 นายจำนงค์ว่าโจทก์ร่วมที่ 7 นายบุญถินว่าโจทก์ร่วมที่ 8 และนายสมบูรณ์ว่า โจทก์ร่วมที่ 9

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2), 17 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เป็นจำคุกกระทงละ 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 รวม 12 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 อีกเช่นกันว่า แชร์วงใหญ่ตามสำนวนแรกและแชร์วงเล็กตามสำนวนหลังมีสมาชิกวงแชร์รวมกันแต่ละวงกว่า 30 คนหรือไม่ สำหรับปัญหานี้พระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน" จึงเห็นได้ว่าจำนวนสมาชิกที่เล่นแชร์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นการเล่นแชร์วงเดียวกันเท่านั้น แต่อาจเป็นการเล่นแชร์คนละวงกันหรือหลายวงต่างกันได้ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าในการเป็นนายวงแชร์หรือเล่นแชร์นั้นมีสมาชิกวงแชร์ทุกวงจำนวนรวมกันมากกว่า 30 คน ดังนั้นเมื่อตามฎีกาของจำเลยที่ 1 รับว่า แชร์วงใหญ่มือละ 1,000 บาท ซึ่งประกอบด้วยวงแชร์ 2 วง จำนวนสมาชิกวงละ 29 คน จึงมีจำนวนรวมกัน 58 คน จึงเป็นจำนวนมากกว่า 30 คน กรณีแชร์วงเล็กมือละ 500 บาท ซึ่งมีจำนวนวงละ 27 คน จึงมีจำนวนรวม 54 คน อันเป็นจำนวนมากกว่า 30 คนเช่นกัน ดังนั้นทั้งแชร์วงใหญ่ตามสำนวนแรกและแชร์วงเล็กตามสำนวนหลังจึงมีจำนวนสมาชิกวงแชร์ในแต่ละสำนวนมากกว่า 30 คนแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (2) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่ามีสมาชิกวงแชร์บางคนไม่ได้เล่นแชร์ แต่กลับมาลงชื่อเป็นสมาชิกในการแล่นแชร์โดยอาศัยความเป็นญาติหรืออาศัยความเป็นสามีภริยา รวมทั้งข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ที่โจทก์อ้างว่าแชร์ทั้ง 2 วง ยังมีสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องที่ไม่ได้รับความเสียหายเพราะเปียแชร์ได้แล้ว ได้รับเงินครบถ้วนสมาชิกวงแชร์ทั้ง 2 วง จึงรับฟังว่าการเล่นแชร์ดังกล่าวมีสมาชิกเกิน 30 คน ไม่ได้ เพราะโจทก์อ้างส่งเพียงคำให้การชั้นสอบสวนไม่ได้นำบุคคลดังกล่าวมาเบิกความต่อศาลให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสซักค้าน ทั้งไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวเล่นแชร์วงใหญ่ มือละ 1,000 บาท วงใดจึงไม่อาจนำคำให้การของบุคคลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา เพื่อลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับปัญหาต่อไปศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าเป็นนายวงแชร์และจัดให้มีการเล่นแชร์ตามฟ้อง กับปัญหาว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่

สำหรับปัญหาเรื่องจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เบิกความรับว่า เห็นจำเลยที่ 1 จัดการเล่นแชร์ เช่นห่อเงินมาแต่แรก จำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยทักท้วง ยอมให้จำเลยที่ 1 จัดให้มีการเล่นแชร์ตลอดมา โดยยอมให้จำเลยที่ 1 วางมือในงานด้านอื่น ทั้งเรื่องในครอบครัว คือการเลี้ยงดูบุตรที่ยังเล็กกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล และการทำมาหากิน การทำฟาร์มหมู การตกแต่งหมูขึ้นเขียง เพื่อนำไปขายในตลาด ส่วนการจัดให้มีการเล่นแชร์ จำเลยที่ 2 ก็เบิกความความรับว่า ตนก็ได้เข้าไปเกี่ยวข้องตามที่ข้อเท็จจริงรับฟังยุติข้างต้นว่า จำเลยที่ 2 เคยนำห่อดอกเบี้ยไปส่งให้นางอุ่น สมาชิกวงแชร์ เมื่อวงแชร์มีปัญหาขัดข้องด้านการเงิน จำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่า ตนได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยจัดตั้งวงแชร์ใหม่เพื่อให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายวงแชร์ นำเงิน 2 มือแรก ที่ตกเป็นของจำเลยที่ 1 เนื่องจากนายวงโดยไม่ต้องเปียและเสียดอกเบี้ยไปจ่ายให้โจทก์ร่วมที่ 2 และนางอุ่นสมาชิกวงแชร์ในคดีนี้ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังเบิกความรับว่า จำเลยที่ 2 ยังได้ไปยืมเงินจากเพื่อน ๆ รวมทั้งสิ้น 140,000 บาท แล้วนำเงินดังกล่าวบางส่วน 60,000 บาท และอีก 40,000 บาท ไปชำระให้นางสดใสกับนางดวงมณี ต่อจากนั้นก็นำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์ได้เงินมา 200,000 บาท และนำเงินที่เหลือจากคืนให้เพื่อนๆ ที่ยืมมาไปมอบให้กลุ่มผู้เสียหายคดีนี้ รวมทั้งไปเก็บเงินจากสมาชิกวงแชร์ ทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ก็รับว่าจำเลยที่ 1 เข้าเจรจาต่อรองกับสมาชิกวงแชร์ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้และแจ้งให้โจทก์ร่วมที่ 6 กับผู้เสียหายบางส่วนทราบว่าตนได้ให้จำเลยที่ 1 ไปกู้ยืมเงินจากธนาคารมาชำระค่าเสียหายให้สมาชิกวงแชร์ แต่ตกลงเรื่องจำนวนค่าเสียหายที่จะชำระให้แก่สมาชิกวงแชร์ไม่ได้ การเจรจาจึงล้มเหลว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเดียวกับจำเลยที่ 1 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ภริยาตนมีความสามารถทั้งจัดการเล่นแชร์และเป็นนายวงแชร์ จึงยอมร่วมแล่นแชร์กับจำเลยที่ 1 ในฐานะนายวงแชร์และจัดการเล่นแชร์ด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 จัดการเล่นแชร์แล้วมีปัญหาวงแชร์จะล้มไม่สามารถดำเนินการได้ต่อไป จำเลยที่ 2 ก็สามารถเข้ามาตัดสินใจและจัดการแก้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความเห็นชอบจากจำเลยที่ 1 อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ตามกฎหมายถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมเป็นนายวงแชร์และจัดการเล่นแชร์ตามที่โจทก์ฟ้องแล้ว

ส่วนในเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวตามฎีกา จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับแชร์วงเล็กมือละ 500 บาท นั้น เกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยที่ 1 ได้เป็นนายวงแชร์และดำเนินการเล่นแชร์ประสบผลสำเร็จสมาชิกวงแชร์ของจำเลยทั้งสองทุกคนได้รับเงิน (ทุน) กองกลางแต่ละงวดได้ครบถ้วน ทำให้สมาชิกวงแชร์วงใหญ่อยากเล่นแชร์กับจำเลยที่ 1 เพิ่ม รวมทั้งพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่มีรายได้น้อย จำเลยทั้งสองจึงจัดตั้งแชร์วงเล็กมือละ 500 บาทขึ้น ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ก็สอดคล้องกับคำฟ้องที่ระบุว่าแชร์วงใหญ่เล่นกัน (เกิดเหตุ) ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 และวันที่ 6 พฤศจิกายน 2546 ส่วนแชร์วงเล็กเล่นกัน(เกิดเหตุ) ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2546 และวันที่ 4 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นการกระทำต่างเวลาต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นางพิสมัย สุทธสิงห์ กับพวก
จำเลย — นางสมลักษณ์ บุญครอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธีรวรรธน์ บั้งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศักดิ์ชัย รังษีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
สมยศ เข็มทอง
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20106/2556
#559157
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด โจทก์เคยเป็นประธานทอดกฐิน โจทก์ จำเลย บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดและกรรมการของวัดขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องการเงินของวัดแยกออกเป็นหลายฝ่าย และกล่าวหาอีกฝ่ายยักยอกเงินของวัดจนมีการฟ้องคดีต่อศาล โจทก์เขียนข้อความกล่าวหาจำเลยว่าเคยบวชพระและมีประวัติเป็นอลัชชียักยอกเงินของวัด ไม่มีความละอายต่อบาป และเขียนป้ายประกาศติดไว้ที่หน้าวัดห้ามจำเลยเข้าบริเวณวัดและจำเลยยักยอกเงินของวัด ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยเป็นคนโกง เป็นคนไม่ดี การที่จำเลยเขียนหนังสือ และแจกจ่ายหนังสือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัดเป็นทำนองตอบโต้โจทก์ เนื่องจากจำเลยเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด และได้รับผลกระทบทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง การแสดงข้อความของจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมที่จะป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) จำเลยไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้เขียนหนังสือชื่อ "ในเงื้อมมือมาร" ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันพุทธธรรม เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2548 โดยจำเลยเขียนข้อความในหน้า 170 ว่า "คุณแววดามีปัญหาทางจิตอย่างแน่นอน" หน้า 246 ว่า "คุณแววดาเขียนจดหมายร่วม 10 หน้า ส่งแฟกซ์กระจายความคิดชั่วช้าออกไป เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2548 เนื้อความในจดหมายเต็มไปด้วยความเท็จสกปรกโสมม ส่อนิสัยสันดานอันต่ำทรามและความโง่เง่า โดยเจตนาดุจเดียวกับสามี "ช่างทาสี"..." "คงยากที่จะหาใครซึ่งสามารถมีความคิดอันต่ำทรามเช่นนี้ได้ นอกจากผู้ที่วิปริตผิดปกติจนถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ในวันที่พวกเรานำคุณศุภพรไปวัดเพื่อกราบลาพระประธาน คุณแววดายังตามไปอาละวาดและแสดงอาการวิปริตที่วัดอีก" ในหน้า 247 "ร่วมมือกับพระวันศักดิ์นำพาวัดไปสู่หายนะแล้วไม่สำนึก คนที่อยากเข้ามาบริหารวัดและคุมการเงินก็เห็นมีแต่พวกคุณแววดาและคุณมลทิพย์เท่านั้น... การใส่ร้ายป้ายสีเป็นความชำนาญเฉพาะด้านสำหรับคุณแววดา" ในหน้า 248 "พัฒนาการทางด้านจิตใจของคุณแววดานับว่ายังต่ำอยู่มาก เป็น "บัวใต้โคนโดนหินทับขนานแท้และดั้งเดิมยากที่จะประสบสิ่งเป็นสาระแก่นสารในชีวิตได้" ในหน้า 256 "พฤติกรรมที่คุณแววดาแสดงออกต่อหน้าสาธารณชน ทำให้ผู้คนตั้งฉายาบุคคลพิเศษนี้อย่างหลากหลาย หลังการประชุมในโบสถ์วัดพุทธธารา วันที่ 18 ธันวาคม 2548 บางคนเรียกเธอว่า "นางงิ้ววิกลจริต" หรือ "นางงิ้วหลงโรง..." ซึ่งชื่อแววดาหมายถึงโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม เมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์เคยเป็นประธานทอดกฐิน ปี 2547 และปี 2548 ต่อมาโจทก์ จำเลย บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดและกรรมการของวัดพุทธธรรมขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องการเงินของวัด แยกออกเป็นหลายฝ่ายและกล่าวหาอีกฝ่ายยักยอกเงินของวัดจนมีการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลยุติธรรมมลรัฐอิลลินอยส์ โจทก์เขียนข้อความกล่าวหาจำเลยสรุปได้ว่า จำเลยเป็นคนที่เคยบวชพระและมีประวัติเป็นอลัชชี ยักยอกเงินของวัดไม่มีความละอายต่อบาป และเขียนป้ายประกาศภาษาอังกฤษติดไว้ที่หน้าวัดพุทธธรรม มีข้อความห้ามจำเลยเข้าไปในบริเวณวัด และจำเลยยักยอกเงินของวัด ซึ่งเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยเป็นคนโกง เป็นคนไม่ดี ดังนั้น การที่จำเลยเขียนหนังสือและแจกจ่ายหนังสือดังกล่าวก็เนื่องจากจำเลยเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมและได้รับผลกระทบทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง การแสดงข้อความของจำเลยเป็นการกระทำโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมของจำเลยที่จะป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ฎีกาจำเลยฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยสถานหนักและไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 328 ม. 329 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอวยพรหรือวรรณดา สตางค์มงคล
จำเลย — นายสุนทร พลามินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสหรัฐ สิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แทนเดช
ชื่อองค์คณะ
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20102/2556
#572080
เปิดฉบับเต็ม

การเป็นหุ้นส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจึงต้องเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นโดยชัดแจ้ง โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรของ ส. โดย ส. ประกอบอาชีพค้าขายมาก่อนโจทก์ทั้งเจ็ดกำเนิด ส. ให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะบิดากระทำต่อบุตร เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดเติบโตได้ช่วย ส. ค้าขายจนกระทั่งโจทก์ทั้งเจ็ดแต่งงานมีครอบครัวแล้วแยกครอบครัวไป ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่า ส. ตกลงร่วมค้าขายกับโจทก์ทั้งเจ็ดโดยให้โจทก์ทั้งเจ็ดลงแรงเป็นหุ้นและประสงค์แบ่งเงินกำไรกัน หรือหากต้องขาดทุนโจทก์ทั้งเจ็ดต้องรับผิดชอบอย่างไร การที่โจทก์ทั้งเจ็ดช่วยด้วยแรงงานจึงไม่เป็นการลงหุ้นด้วยแรง คงเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างบิดาและบุตร การที่บุตรไม่แยกไปประกอบกิจการของตนเองแต่สมัครใจอยู่ช่วยเหลือและอาศัยกับบิดาต่อไป หาทำให้กิจการของบิดาเป็นกิจการของครอบครัวอันจะถือว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างบุตรและบิดาโดยปริยายไม่ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่เป็นหุ้นส่วนกับ ส. ตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้มีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญสกุลบดินทร์หรือบดินทร์ แต่งตั้งโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชี ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทุกแปลงตามแบบ 40 ก แนบท้ายคำขอท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากไม่อาจปฏิบัติได้ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงินตามที่ระบุท้ายที่ดินแต่ละแปลงเพื่อนำมาแบ่งปันหลังหักบัญชีให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 1 ใน 9 ส่วน ให้จำเลยโอนหุ้นบริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย จำกัด แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี นำมาแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 1 ใน 9 ส่วน หากไม่อาจโอนได้ให้จำเลยชำระเงิน 15,000,000 บาท ให้จำเลยใช้เงิน 30,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้ชำระบัญชี นำมาแบ่งปันหลังหักบัญชีแก่โจทก์ทั้งเจ็ดคนละ 1 ใน 9 ส่วน และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 84,050,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนหุ้นและที่ดินหรือชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นหุ้นส่วนกับนายสง่าหรือไม่ โจทก์ทั้งเจ็ดฎีกาว่า กิจการค้าเป็นกิจการที่ต้องใช้แรงงานโดยโจทก์ทั้งเจ็ดลงแรงเป็นหุ้นความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นหุ้นส่วนในกิจการของครอบครัวอันเป็นข้อตกลงโดยปริยายในการเข้าเป็นหุ้นส่วนกัน ไม่ใช่กรณีของความสัมพันธ์ที่บุตรควรจะพึงกระทำเพื่อช่วยเหลือบิดามารดาประกอบอาชีพหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว เห็นว่า การเป็นหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจึงต้องเป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้นโดยชัดแจ้ง ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นบุตรของนายสง่า นายสง่าประกอบอาชีพค้าขายตามฟ้องมาก่อนโจทก์ทั้งเจ็ดกำเนิด นายสง่าให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การ ศึกษาแก่โจทก์ทั้งเจ็ดในฐานะบิดากระทำต่อบุตร เมื่อโจทก์ทั้งเจ็ดเติบโตได้ช่วยนายสง่าค้าขายจนกระทั่ง โจทก์ทั้งเจ็ดแต่งงานมีครอบครัวแล้วแยกครอบครัวไป ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่านายสง่าตกลงร่วมค้าขายกับโจทก์ทั้งเจ็ดโดยให้โจทก์ทั้งเจ็ดลงแรงเป็นหุ้น และประสงค์แบ่งเงินกำไรกัน หรือหากต้องขาดทุนโจทก์ทั้งเจ็ดต้องรับผิดชอบอย่างไร การที่โจทก์ทั้งเจ็ดช่วยด้วยแรงงานจึงไม่เป็นการลงหุ้นด้วยแรง คงเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างบิดาและบุตร การที่บุตรไม่แยกไปประกอบกิจการของตนเองแต่สมัครใจอยู่ช่วยเหลือและอาศัยกับบิดาต่อไป หาทำให้กิจการของบิดาเป็นกิจการของครอบครัวอันจะถือว่าเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างบุตรและบิดาโดยปริยายไม่ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่เป็นหุ้นส่วนกับนายสง่าตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ โชติกเสถียร กับพวก
จำเลย — นางสาวศิริพร โชติกเสถียร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายรัชชา สิทธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20098/2556
#560392
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศของจำเลยข้อ 1 วรรคหนึ่ง มีความว่า "กองทุนจะดำเนินการจ่ายชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้ฝากเงินหรือผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ทรงตราสารหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ออกเพื่อการรับฝากเงินหรือกู้ยืมเงินเท่านั้น" ข้อความดังกล่าวขัดแย้งแตกต่างกับความในข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะได้ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าหนี้" ไว้เป็นอย่างเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 29 อัฏฐ วรรคสอง ทั้งไม่ปรากฏว่าการออกประกาศได้ อ้างอิงหรือจำกัด ตัดลงด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับกฎระเบียบใดและเหตุผลใด เป็นเพียงประกาศที่ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (จำเลย) ออกขึ้นเอง จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างหยิบยกประกาศ เป็นดุลพินิจมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อบังคับของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 38,858,565.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 4.85 ต่อปี ของต้นเงิน 37,278,420 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2542 หักด้วยร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความต่างมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามหนังสือรับรอง และได้มอบอำนาจให้นายสุพล เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 พ.ศ.2528 มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ โจทก์ประกอบกิจการจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุ โดยจำหน่ายให้แก่ผู้จำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจากโจทก์ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้ออีซูซุตั้งแต่ปี 2525 โดยมีข้อตกลงกับโจทก์เกี่ยวกับวิธีการชำระเงินว่า บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด จะเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตภายในประเทศชนิดเพิกถอนไม่ได้กับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และผ่อนชำระเป็นงวด ๆ เมื่อโจทก์ได้รับเล็ตเตอร์ออฟเครดิตจากบริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด แล้ว โจทก์จะส่งมอบรถยนต์และโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ต่อจากนั้นโจทก์จะออกตั๋วแลกเงินให้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และบริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ลงลายมือชื่อรับรองที่หน้าตั๋วแลกเงินแล้วส่งกลับมาให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ก็จะนำตั๋วแลกเงินดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลางปี 2540 ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและทางการเงิน วันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยจึงได้ออกข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และหนังสือรับรองการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินเพื่อสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และสร้างความมั่นใจแก่ผู้ฝากและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ที่จะได้รับการช่วยเหลือทางการเงิน เมื่อสถาบันการเงินประสบวิกฤติการณ์ทางการเงิน และระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ได้ยอมรับชำระหนี้ค่าราคาสินค้าจากบริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ด้วยเล็ตเตอร์ออฟเครดิตของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรื่อยมา แต่ต่อมาปรากฏว่าธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ ต้องหยุดการดำเนินกิจการทำให้ไม่สามารถชำระเงินตามตั๋วแลกเงินที่ได้รับรองการใช้เงินไว้ตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ได้ อันมีผลให้เจ้าหนี้ทั้งหลายของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ต้องยื่นคำขอให้จำเลยพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางการเงินภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามประกาศของจำเลย โดยขณะนั้น ณ วันที่ 1 กันยายน 2542 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้รับรองตั๋วแลกเงินตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ยังขึ้นเงินไม่ได้ 650 ฉบับ รวมเป็นเงิน 37,278,420 บาท ตามบัญชีแสดงรายการเล็ตเตอร์ออฟเครดิต วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 โจทก์ได้ทำคำขอแสดงเจตนาขอรับความช่วยเหลือทางการเงินไปยังจำเลย โดยธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ได้ตกลงยินยอมโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่จำเลยแล้ว วันที่ 2 ธันวาคม 2542 จำเลยแจ้งปฏิเสธอ้างว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินตามประกาศของจำเลยฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2542

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกเก็บจากลูกค้าชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ 26 ธันวาคม 2542 หักด้วยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงที่ต่างนำสืบรับกันฟังได้ในรายละเอียด โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินพิพาทที่ออกตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้จ่ายและเป็นผู้รับรองการใช้เงินตามตั๋วแลกเงินเหล่านั้น โดยธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ผูกพันต้องจ่ายเงินแก่โจทก์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 937 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ของธนาคารดังกล่าว โจทก์จึงย่อมอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (จำเลย) จะต้องให้ความช่วยเหลือตามนัยที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 อัฏฐ วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 เมื่อต่อมาปรากฏว่าได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยขึ้น และคณะกรรมการจัดการกองทุนของจำเลย ได้ออกข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ตามข้อบังคับ รวมทั้งออกหนังสือรับรองการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ลงวันที่ 8 กันยายน 2540 ตาม ด้วย โดยข้อความในข้อบังคับฯ ดังกล่าว ได้ให้คำจำกัดความว่าเจ้าหนี้ไว้เป็นอย่างเดียวกับความในมาตรา 29 อัฏฐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ที่แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 การออกข้อบังคับและหนังสือรับรองการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินตาม ของจำเลยดังกล่าว ย่อมทำให้โจทก์มีความมั่นใจว่าจะยังคงได้รับการชำระหนี้จากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ตามปกติที่เคยค้าต่อไป จึงได้ทำธุรกรรมกับธนาคารดังกล่าวต่อมาอีก หาใช่โจทก์เข้าเสี่ยงภัยหรือใช้สิทธิไม่สุจริตดังข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลย ตรงข้ามหากโจทก์หรือผู้เคยค้าทั้งหลายอย่างโจทก์ที่ทำธุรกรรมกับธนาคารดังกล่าวต่างหยุดไม่ทำธุรกรรมกับธนาคารอีกต่อไป ก็ย่อม จะเกิดวิกฤตศรัทธารวมไปถึงผู้ฝากเงิน อาทิ บริษัทประจักษ์อุตสาหกรรม (1982) จำกัด ต่อธนาคารดังกล่าว เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะคงความเป็นลูกค้าผู้ฝากเงินเพื่อใช้ทำธุรกรรมต่อไป อันย่อมทำให้เป้าหมายผลสัมฤทธิ์ของรัฐที่จัดตั้งกองทุนจำเลยขึ้นเบี่ยงเบนไม่เป็นไปตามที่ประสงค์อันเป็นผลกระทบเสียหายต่อเศรษฐกิจการเงินของประเทศโดยง่าย หาใช่ไม่เสียหายดังญาณทัสนะของจำเลย และเมื่อมีกรณีธนาคารดังกล่าวถูกกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการทั้งถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โจทก์จึงได้ยื่นคำร้อง ต่อจำเลยขอรับความช่วยเหลือตามมูลค่าตั๋วแลกเงินพิพาท 37,278,420 บาท ซึ่งจำเลยก็มิได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้อง หรือใช้ดุลพินิจกำหนดให้ตามสมควรดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 29 อัฏฐ (4) แต่กลับปฏิเสธไม่ชำระเพราะเหตุว่าโจทก์มิใช่เจ้าหนี้ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โดยนอกจากอ้างถึงความในมาตรา 29 อัฏฐ วรรคหนึ่ง (4) ที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ยังอ้างและนำสืบอธิบายด้วยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามประกาศของจำเลย เรื่อง การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือนั้น ซึ่งในข้ออ้างประการหลังพิจารณาแล้วตามประกาศ ดังกล่าว ข้อ 1 วรรคหนึ่ง มีความว่า "กองทุนจะดำเนินการจ่ายชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ ซึ่งเป็นผู้ฝากเงินหรือผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ทรงตราสารหนี้ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ออกเพื่อการรับฝากเงินหรือกู้ยืมเงินเท่านั้น" ข้อความดังกล่าวขัดแย้งแตกต่างกับความในข้อบังคับของจำเลยว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ซึ่งกล่าวโดยเฉพาะได้ให้คำจำกัดความคำว่า "เจ้าหนี้" ไว้เป็นอย่างเดียวกับบทบัญญัติมาตรา 29 อัฏฐ วรรคสอง ดังวินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าการออกประกาศได้ อ้างอิงหรือจำกัด ตัดลงด้วยกฎหมายหรือข้อบังคับกฎระเบียบใดและเหตุผลใด เป็นเพียงประกาศที่ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (จำเลย) ออกขึ้นเอง ทั้งที่มีข้อความในประกาศเองเท้าความถึงข้อบังคับฯ ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจกล่าวอ้างหยิบยกประกาศ เป็นดุลพินิจมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามข้อบังคับของจำเลย และหนังสือรับรองของจำเลย แต่อย่างใด ทั้งถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบไม่ถูกต้องด้วย เมื่อข้อบังคับฯ ข้อ 7 ระบุเป็นการประกันต้นเงินเต็มจำนวน จำเลยจึงต้องชำระต้นเงินแก่โจทก์ 37,278,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินดังกล่าวตามที่จำเลยเองกำหนดไว้ในข้อบังคับฯ ข้อ 7 (ข) คือดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใหญ่เรียกจากลูกค้าชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ณ วันที่ชำระหนี้ หักด้วยอัตราร้อยละ 4 ต่อปี แต่เนื่องจากจำเลยไม่ชำระ และโดยที่ตามข้อบังคับฯ ข้อ 9 (ก) กำหนดเงื่อนไขไว้เองว่า "กองทุนจะชำระคืนแก่ผู้ฝากหรือเจ้าหนี้เป็นเช็คหรือแคชเชียร์เช็คภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการขอรับเงินหรือหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วแต่กรณี" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นเรื่องขอรับเงินดังกล่าวจากจำเลยในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 จำเลยจึงต้องชำระเงินแก่โจทก์ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2542 และโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราตามกำหนดในข้อ 7 (ข) ดังกล่าวจากจำเลยนับแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จด้วย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 4.85 ต่อปีตามขอตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามข้อต่อสู้ของจำเลยและพิพากษายกฟ้องโจทก์มา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกินร้อยละ 4.85 ต่อปี และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ม. 29 อัฏฐ วรรคหนึ่ง (4)
ข้อบังคับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ว่าด้วยการประกันผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน พ.ศ.2540
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด
จำเลย — กองทุนเพื่อการพื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศุภวัฒน์ รมยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิรุฬห์ แสงเทียน
วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20056/2556
#562649
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง โดยจำเลยจะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งและโจทก์ไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้นั้นก่อน ดังนั้น หากเป็นไปตามข้ออ้าง การค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันท้ายฟ้องย่อมไม่ใช่การผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่เป็นการค้ำประกันที่จำเลยมีความผูกพันจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยเคร่งครัดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อมีการทวงถามตามเงื่อนไขโดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับจ้างขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้ และความรับผิดของจำเลยในกรณีนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดของจำเลยร่วม สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยตามหนังสือค้ำประกันที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นเอกเทศและต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ส่วนผลแห่งการบังคับตามสัญญานี้จะกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของจำเลยและจำเลยร่วมตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันที่พิพาท หรือกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยร่วมตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันต่างหาก

การเรียกบุคคลมาเป็นจำเลยร่วมเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,472,228.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,723,518.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทยู.ที.เอ็ม.ฯ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

ก่อนสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยร่วมก่อสร้างอาคารเพื่อการกีฬาตามผังแม่บทของศูนย์กีฬาและสุขภาพในวงเงิน 109,000,000 บาท และมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด โดยจำเลยร่วมได้นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยจำนวนเงิน 5,450,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยร่วม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยและระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเพื่อให้โจทก์กับจำเลยร่วมไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน 5,450,000 บาท ในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง โดยจำเลยจะไม่อ้างสิทธิใดๆ เพื่อโต้แย้งและโจทก์ไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้นั้นก่อน ซึ่งเมื่อตรวจดูหนังสือค้ำประกันก็มีเนื้อหาในทำนองเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง ดังนั้น หากเป็นไปตามข้ออ้าง การค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันย่อมไม่ใช่การผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่เป็นการค้ำประกันที่จำเลยมีความผูกพันที่จะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยเคร่งครัดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อมีการทวงถามตามเงื่อนไข โดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้ และความรับผิดของจำเลยในกรณีนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดของจำเลยร่วม สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยตามหนังสือค้ำประกันที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นเอกเทศและต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ส่วนผลแห่งการบังคับตามสัญญานี้จะกระทบถึงสิทธิหน้าที่และความรับผิดของจำเลยและจำเลยร่วมตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันที่พิพาท หรือกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยร่วมตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกบริษัทยู.ที.เอ็ม.ฯ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมก็ดี หรือที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้เพื่อให้โจทก์และจำเลยร่วมไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนก็ดี เป็นการไม่ชอบ ซึ่งในส่วนการเรียกบุคคลมาเป็นจำเลยร่วมนั้นเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้เรียกบริษัทยู.ที.เอ็ม. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ค่าคำร้องให้เป็นพับ และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นยกคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การตลาด พ.ศ.2496
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
จำเลย — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
บริษัทยู.ที.เอ็ม. เอ็นจิเนียริ่ง
จำเลยร่วม — แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายวชิรวิทย์ พันธุ์สวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20053/2556
#571895
เปิดฉบับเต็ม

ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 แม้จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้มีคำสั่งรับโอนคดี ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการโอนจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง และคำสั่งให้โอนคดีของศาลแพ่งถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้อง แต่เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ยังไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,904,526.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,558,375.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ส่งออกสินค้าถั่วแระแช่แข็งไปยังประเทศญี่ปุ่น โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อเรือขนสินค้าของโจทก์ไปยังประเทศญี่ปุ่น และจำเลยที่ 1 ติดต่อจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับขนส่งโดยจำเลยที่ 2 เตรียมตู้คอนเทนเนอร์ไว้บรรจุสินค้าของโจทก์ และโจทก์จ้างจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกหัวลากทำการลากจูงตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 2 ไปบรรจุสินค้าของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วลากจูงไปยังท่าเรือกรุงเทพเพื่อขนลงเรือส่งไปประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้โจทก์กำหนดอุณหภูมิตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างขนส่งไว้เท่ากับ -25 องศาเซลเซียส ขณะจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์มีอุณภูมิสูงขึ้นเป็น -4 ถึง -5 องศาเซลเซียส เกินกว่าที่โจทก์กำหนด เมื่อตรวจสอบพบว่า ตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 2 มีรอยรั่ว 2 จุด โดยมีน้ำแข็งเกาะเป็นทางลงมาตามขอบผนังตู้และอุดตันในร่องที่พื้นตู้ ตู้มีสภาพไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะทำความเย็นได้ตามที่กำหนดเป็นเหตุให้สินค้าเสียหาย โจทก์จึงระงับการส่งออกแล้วรับซื้อซากสินค้าดังกล่าวไว้ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เกี่ยวกับคดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่ง ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงสั่งโอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลแพ่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เห็นว่า การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแม้จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้มีคำสั่งรับโอนคดี ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการโอนจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง และคำสั่งให้โอนคดีของศาลแพ่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้อง แต่เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ยังไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,449,711.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/17 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัทแรง มาร์ค คอร์ป จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อร่าม เสนามนตรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20050/2556
#559166
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 ต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 11 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี และภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดคดีนี้ แม้คดีก่อนจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ไม่ใช่เหตุที่ศาลชั้นต้นจะนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ได้ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาในคดีก่อนให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 11 เดือน และคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ จึงไม่มีโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษในคดีก่อนที่จะนำมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีก อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาในคดีนี้ และโจทก์แก้ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีก่อน ดังนั้น จึงชอบที่จะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีก่อน ซึ่งเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งให้นับโทษต่อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลางและบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2549 และ 459/2549 ของศาลจังหวัดชลบุรี เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (3) (ที่ถูก (2)), 66 วรรคสาม ประกอบมาตรา 100/2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 45 ปี และปรับ 1,000,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 46 ปี และปรับ 1,010,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี และปรับ 505,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2549 (ที่ถูก 3048/2550) และ 459/2549 ของศาลจังหวัดชลบุรี อีก 2 ปี 11 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 26 ปี 11 เดือน และปรับ 505,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ส่วนข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 2 ให้ยกเสีย

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสามเครื่องแก่เจ้าของ หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังไม่เกิน 1 ปี (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะประเด็นที่โจทก์ขอบวกโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2549 (ที่ถูก 3048/2550) ของศาลจังหวัดชลบุรี เข้ากับคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2549 (ที่ถูก 3048/2550) ของศาลจังหวัดชลบุรี มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า คดีดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดจึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 11 เดือน และคดีถึงที่สุดแล้วนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 11 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2550 ของศาลจังหวัดชลบุรี และภายในระยะเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยที่ 1 กลับมากระทำความผิดคดีนี้อีก ซึ่งจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว ดังนี้ จำเลยที่ 1 ยังต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าว แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดและอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ก็ไม่ใช่เหตุที่ศาลชั้นต้นจะนำโทษจำคุกในคดีอาญาดังกล่าวมาบวกกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ไม่ได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 11 เดือน และคดีถึงที่สุดแล้ว โดยโจทก์ไม่ได้แก้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนี้ ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงไม่มีโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2550 ของศาลจังหวัดชลบุรี ที่จะนำมาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีก การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาดังกล่าวมีกำหนด 2 ปี 11 เดือน มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2550 ของศาลจังหวัดชลบุรีก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาในคดีนี้ และโจทก์แก้ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้น จึงชอบที่จะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าว ซึ่งเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งให้นับโทษต่อได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2550 ของศาลจังหวัดชลบุรี บวกเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ แต่ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3048/2550 ของศาลจังหวัดชลบุรี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 ม. 58 ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 57 ม. 66 ม. 91 ม. 100/1 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายชัชวาลย์หรือชัช แสงสว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายนครินทร์ พรสี่ภาค
ศาลอุทธรณ์ — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
อดิเทพ ถิระวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20038/2556
#575253
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยได้แสดงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท ก. อันเป็นเท็จว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวแล้ว ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายขาดประโยชน์อันควรได้จากหุ้นเท่านั้น ทั้งที่ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (1) (2) มิได้บัญญัติว่าการแสดงเอกสารอันเป็นเท็จเช่นนี้เป็นความผิดแต่อย่างใด โดยโจทก์กลับไม่บรรยายฟ้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ที่ลงข้อความอันเป็นเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นหรือยินยอมให้มีการลงข้อความอันเป็นเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นดังกล่าว โดยจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ อันเป็นองค์ประกอบเกี่ยวกับการกระทำที่จะเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด แม้จะฟังว่าจำเลยแสดงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นเท็จตามฟ้อง การกระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นความผิดที่จะลงโทษจำเลยตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 91, 352, 353 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ซึ่งในเบื้องต้น เห็นว่า บทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติไว้ว่า "บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด กระทำหรือยินยอมให้กระทำการดังต่อไปนี้

(1) ทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอน หรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือ

(2) ลงข้อความเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชี หรือเอกสารของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท หรือที่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

ถ้ากระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" เห็นได้ว่า ลักษณะการกระทำอันเป็นความผิดดังกล่าวได้แก่ การกระทำหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำการตามที่บัญญัติไว้ใน (1) หรือ (2) ที่เป็นการกระทำต่อบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท อันจะทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นถูกทำลาย สูญหาย ขาดไป หรือมีข้อมูลไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งจะเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ทั้งนี้โดยผู้กระทำได้กระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นนั้นขาดประโยชน์อันควรได้ด้วย แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวนั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำหรือยินยอมให้กระทำการทำให้เสียหาย ทำลาย เปลี่ยนแปลง ตัดทอนหรือปลอมบัญชี เอกสาร หรือหลักประกันตามมาตรา 42 (1) และในส่วนการกระทำหรือยินยอมให้กระทำตามมาตรา 42 (2) ที่ตามกฎหมายบทมาตรานี้ต้องกระทำต่อบัญชีหรือเอกสารโดยการลงข้อความอันเป็นเท็จ หรือไม่ลงข้อความสำคัญในบัญชีหรือเอกสารดังกล่าวโดยเจตนาเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วน บริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ที่จะเป็นเหตุให้ต้องขาดประโยชน์นั้น โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยได้แสดงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทกรีน พฤกษา แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวแล้ว ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายขาดประโยชน์อันควรได้จากหุ้นเท่านั้น ทั้งที่บทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า การแสดงเอกสารอันเป็นเท็จเช่นนี้เป็นความผิดแต่อย่างใด โดยโจทก์กลับไม่บรรยายฟ้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ที่ลงข้อความเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นดังกล่าว โดยจำเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อลวงให้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ อันเป็นองค์ประกอบเกี่ยวกับการกระทำที่จะเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ดังนี้ แม้หากจะฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำการแสดงบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเป็นเท็จตามฟ้อง การกระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นความผิดที่จะลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 แต่อย่างใด ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป เพราะถึงวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (1) ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
นายประสิทธิ์หรือชัยนรินท์
โจทก์ — สิทธิวัฒนชัยหรือมัตตะชัยพันธ์ กับพวก
จำเลย — นายไพบูลย์ อภิวัฒน์ธนกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายรุ่งสง่า นวลนุกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20031/2556
#562595
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตนั้น หมายถึงโทษประหารชีวิตหรือโทษจำคุกตลอดชีวิตที่ศาลชั้นต้นลงโทษจริง ๆ แก่จำเลย หาใช่โทษที่ศาลชั้นต้นวางไว้ก่อนลดโทษให้แก่จำเลยไม่ เมื่อนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 25 ปี ดังนั้น เมื่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้อุทธรณ์ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน กับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันอันศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 ความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจหยิบยกคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขึ้นพิจารณาได้ การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกความผิดฐานดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานและความผิดฐานร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 นั้น จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนความผิดดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 245 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี
จำเลย — นายไพฑูรย์ รุ่งไพบูลย์เกษม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายมุนี คล้ายสังข์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ อำไพสัมพันธกุล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
สุนทร ทรงฤกษ์
สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20024/2556
#559168
เปิดฉบับเต็ม

การที่ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 นั้น ต้องได้ความว่าเป็นกรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านมีสถานะถือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวหรืออ้างมาตราดังกล่าวมาในฟ้อง จึงไม่อาจจะวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 จึงเป็นการไม่ชอบ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 97, 100, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 กับให้ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับว่า มีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2552 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ของกลางอื่นให้คืนแก่เจ้าของข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2552 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบมาตรา 100 จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้คุมความประพฤติ 1 ปี นับตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 15 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีเมทแอมเฟตามีน 15 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใหญ่บ้านจึงหาใช่บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตราดังกล่าวไม่ แต่สถานะของจำเลยที่ 1 ถือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งโจทก์มิได้กล่าวหรืออ้างมาตราดังกล่าวมาในฟ้อง จึงไม่อาจระวางโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (2) 66 วรรคสอง จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.66 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
จำเลย — นายวีระหรือเดียร์ สมถะธัญกรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุทัยธานี — นายเด่น จันทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายบดินทร์ ตรีรานุรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20005 -ที่ 20007/2556
#559180
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอมตาม ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 อันเป็นความผิดตามฟ้องคือ ผู้ซึ่งมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศนั้นต้องได้ธนบัตรนั้นมาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ซึ่งการรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นเรื่องของเจตนาซึ่งอยู่ภายใน การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่จึงจำต้องอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องบ่งชี้ การที่จำเลยนำธนบัตรปลอมไปทยอยแลกหลายครั้ง ครั้งละไม่กี่ฉบับ และแลกกับธนาคารหลายแห่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน เป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยไปจากที่สุจริตชนพึงกระทำ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้การแลกธนบัตรของจำเลยเป็นที่สังเกตอันจะทำให้มีการตรวจสอบธนบัตรของกลางอย่างละเอียดว่าเป็นธนบัตรปลอมหรือไม่ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าธนบัตรที่จำเลยนำไปแลกนั้นเป็นธนบัตรปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศอันตนได้มาโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอมตาม ป.อ. มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่เมื่อมีการนำออกใช้ แม้จะนำออกใช้หลายคราวจำเลยก็มีความผิดเพียงกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 240, 244, 247, 248 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247, 83 จำคุก 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบธนบัตรปลอมของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายพนม นางสาวศิริพร นางสาวจินตนา นายเรวัต พนักงานของผู้เสียหายทั้งสามและนางสาวพจนา พนักงานของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเจริญนคร เป็นประจักษ์พยานเบิกความได้ความว่า จำเลยเป็นผู้นำธนบัตรของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาปลอมมาแลกเป็นเงินไทยกับผู้เสียหายทั้งสามและธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) รวม 7 ครั้ง ส่วนจำเลยมีตัวจำเลย นางคำผัด มารดาจำเลย และนายฉัตรชัย น้องชายจำเลย มาเบิกความว่า ธนบัตรที่จำเลยนำมาแลกนั้นเป็นของนางสาวนฤมล เพื่อนบ้านของจำเลย ซึ่งนำธนบัตรของประเทศสหรัฐอเมริกาปึกหนึ่งมาให้นายฉัตรชัยดูแล้วแบ่งธนบัตรให้นายฉัตรชัยครึ่งหนึ่งประมาณ 20 ฉบับ โดยนางสาวนฤมล ไม่ยอมบอกว่าได้ธนบัตรดังกล่าวมาจากไหน ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 4 นาฬิกา จำเลยกลับมาจากต่างจังหวัด นายฉัตรชัยให้ธนบัตรดังกล่าวแก่จำเลย 1 ฉบับ โดยบอกจำเลยว่าเป็นธนบัตรที่นางสาวนฤมลนำมาให้นายฉัตรชัย จำเลยนำไปแลกเป็นเงินไทยที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเจริญนคร ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านจำเลยประมาณ 100 เมตร ในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ปรากฏว่าพนักงานธนาคารตรวจสอบธนบัตรแล้วให้แลกเป็นเงินไทยได้ จำเลยนำเงินไทยที่แลกได้มอบให้นายฉัตรชัยแล้ว ต่อมาในช่วงเที่ยงหรือบ่ายของวันนั้นเองนางสาวนฤมลมาสอบถามจำเลยว่าแลกเป็นเงินไทยได้หรือไม่ เมื่อทราบว่าแลกได้นางสาวนฤมล มอบธนบัตร ฉบับละ 100 ดอลลาร์ ให้จำเลยไปแลกอีก 4 ฉบับในวันนั้นเอง และหลังจากวันนั้นก็มอบธนบัตรให้จำเลยไปแลกอีกหลายครั้งจนกระทั่งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2548 โดยนางสาวนฤมลแนะนำจำเลยว่าให้จำเลยไปแลกกับหลายธนาคารเนื่องจากเกรงว่าพนักงานของธนาคารจะเข้าใจว่าขโมยเงินของใครมา จำเลยนำธนบัตรไปแลกให้นางสาวนฤมลโดยไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยเพิ่งรู้เมื่อประมาณกลางเดือนธันวาคม 2548 เนื่องจากมีพนักงานของธนาคารมาแจ้งจำเลย จำเลยจึงพยายามติดต่อนางสาวนฤมล แต่ไม่สามารถติดต่อได้เพราะนางสาวนฤมลหลบหนีไปแล้ว เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 อันเป็นความผิดตามฟ้องคือ ผู้ซึ่งมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศนั้นต้องได้ธนบัตรนั้นมาโดยรู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม ซึ่งการรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอมดังกล่าวเป็นเรื่องของเจตนาซึ่งอยู่ภายใน ดังนั้น การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่จึงจำต้องอาศัยพฤติการณ์ของจำเลยและพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องบ่งชี้ สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นขณะจำเลยได้รับธนบัตรของกลางมา แต่โจทก์มีพยานหลักฐานซึ่งจำเลยไม่โต้แย้งเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยในการแลกธนบัตรของกลางเป็นเงินไทยว่า จำเลยนำธนบัตรปลอมไปทยอยแลกหลายครั้ง ครั้งละไม่กี่ฉบับ และแลกกับธนาคารหลายแห่งซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยในวันแรกจำเลยนำไปแลกรวม 6 ฉบับ ครั้งแรกแลกเพียง 1 ฉบับ เมื่อแลกได้แล้ว อีกประมาณ 10 นาที ก็นำอีก 5 ฉบับ ไปแลกกับธนาคารแห่งที่สอง ในวันรุ่งขึ้นก็นำไปแลกอีกกับธนาคาร 3 แห่ง เริ่มตั้งแต่เวลา 10.48 นาฬิกา แลก 4 ฉบับเวลา 11 นาฬิกา แลก 5 ฉบับ และเวลา 12.46 นาฬิกา แลก 5 ฉบับ และหลังจากนั้น 5 วัน ก็นำไปแลกอีก 2 ครั้ง กับธนาคารสองแห่ง โดยมีระยะเวลาในการแลกห่างกันประมาณ 20 นาที ที่จำเลยอ้างเหตุผลที่จำเลยทยอยแลกด้วยวิธีดังกล่าวว่า ธนบัตรของกลางเป็นของนางสาวนฤมล จำเลยไม่รู้ว่าเป็นธนบัตรปลอม นางสาวนฤมลขอให้จำเลยช่วยแลกเป็นเงินไทยให้โดยนางสาวนฤมลทยอยให้ธนบัตรของกลางแก่จำเลยนั้น จำเลยมีแต่เพียงตัวจำเลยมาเบิกความกล่าวอ้างลอยๆ โดยจำเลยมิได้นำสืบถึงเหตุผลที่นางสาวนฤมล ต้องให้จำเลยนำธนบัตรไปแลกแทน ทั้งๆ ที่นางสาวนฤมลก็สามารถนำธนบัตรไปแลกกับธนาคารด้วยตนเองได้ ทั้งเหตุผลของจำเลยก็ขัดกับข้อเท็จจริงซึ่งได้ความว่า ระยะเวลาในการแลกแต่ละครั้งห่างกันเพียงไม่กี่นาทีอันแสดงว่าขณะนั้นธนบัตรของกลางอยู่ที่จำเลยแล้วเพียงแต่จำเลยประสงค์จะนำไปแลกต่างธนาคารกันเท่านั้น และที่จำเลยอ้างว่านางสาวนฤมลแนะนำจำเลยว่าให้จำเลยไปแลกกับหลายธนาคารเนื่องจากเกรงว่าพนักงานของธนาคารจะเข้าใจว่าขโมยเงินของใครมาก็เป็นเรื่องไม่มีเหตุผลสนับสนุน และหากนางสาวนฤมลแนะนำเช่นนั้นจริง จำเลยก็ควรสงสัยในพฤติกรรมของนางสาวนฤมล และปฏิเสธไม่ยอมนำธนบัตรไปแลกให้ ข้ออ้างดังกล่าวของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทยอยแลกธนบัตรครั้งละเล็กน้อยโดยแลกต่างธนาคารในเวลาใกล้เคียงกัน อันเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยไปจากที่สุจริตชนพึงกระทำ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้การแลกธนบัตรของจำเลยเป็นที่สังเกตอันจะทำให้มีการตรวจสอบธนบัตรของกลางอย่างละเอียดว่าเป็นธนบัตรปลอมหรือไม่ บ่งชี้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าธนบัตรที่จำเลยนำไปแลกนั้นเป็นธนบัตรปลอมแต่จำเลยประสงค์จะนำออกใช้ จำเลยจึงต้องการทดสอบว่าพนักงานของธนาคารจะตรวจพบหรือไม่ โดยจำเลยเริ่มนำธนบัตรของกลางออกแลกครั้งแรกเพียง 1 ฉบับ ก่อน และแม้จะมีความเสี่ยงในการถูกติดตามตัวเนื่องจากธนาคารที่รับแลกธนบัตรจะต้องขอตรวจสอบบัตรประจำตัวประชาชนของผู้แลก แต่จำเลยอาจหาทางออกในเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วก็เป็นได้ ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวศิริพร ซึ่งเป็นพยานที่รับแลกธนบัตรกับจำเลยในครั้งแรกว่า ในวันนั้นจำเลยมอบบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งพยานเห็นว่าชำรุดให้พยาน พยานจึงปฏิเสธการรับแลกไป แต่เพื่อนร่วมงานของพยานแจ้งว่าจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทที่เป็นลูกค้าของธนาคาร พยานจึงให้จำเลยแลกเงินได้ และหลังจากสามารถแลกเงินได้ในครั้งแรกแล้ว จำเลยย่อมเกิดความมั่นใจว่าพนักงานของธนาคารไม่สามารถตรวจสอบพบว่าเป็นธนบัตรปลอม จำเลยจึงทยอยแลกเพิ่มเติมครั้งละ 4 ถึง 5 ฉบับ อีกถึง 6 ครั้ง พฤติการณ์ของจำเลยจากพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงและแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยรู้ว่าธนบัตรของกลางที่จำเลยได้รับมานั้นเป็นธนบัตรปลอม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ทุกครั้งที่จำเลยนำธนบัตรปลอมออกใช้ย่อมแสดงว่าจำเลยมีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองเพื่อนำออกใช้ก่อน จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ทุกครั้งที่จำเลยนำธนบัตรของกลางไปแลก เป็นความผิด 5 กระทงต่างกัน เห็นว่า ความผิดฐานมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรของรัฐบาลต่างประเทศอันตนได้มาโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 244 ประกอบมาตรา 247 เป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่มีการรับธนบัตรนั้นไว้เพื่อนำออกใช้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นธนบัตรปลอม ไม่ใช่มีการนำออกใช้ แม้จะนำออกใช้หลายคราวจำเลยก็มีความผิดเพียงกรรมเดียว เมื่อโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยรับธนบัตรของกลางมาคนละคราวกัน คงมีเพียงคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอง ทั้งยังระบุรายละเอียดในเรื่องนี้ไม่ครบถ้วน จนไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงได้แน่ชัดว่าจำเลยได้รับธนบัตรของกลางมาคราวเดียวหรือหลายคราว จึงรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยว่าจำเลยได้รับธนบัตรของกลางมาในคราวเดียว อันเป็นความผิดกรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน ริบของกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 244 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอาศิษฐ์ ศรีสุกใส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายสมชาย เงารุ่งเรือง
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
วรพจน์ วิไลชนม์
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19985/2556
#562557
เปิดฉบับเต็ม

แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้แก่ อ. ผู้เอาประกันภัยจะมีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ ซึ่งไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองก็ตาม กรณีเป็นเรื่องระหว่าง อ. กับโจทก์ เมื่อคู่สัญญาดังกล่าวได้ปฏิบัติไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. ผู้ให้เช่าซื้อไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โดยไม่มีข้อคัดค้านโต้เถียงเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้แต่ประการใด ดังนั้นโจทก์ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจาก อ. ผู้เอาประกันภัยในอันที่จะฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยและจำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 เมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ อ. ลงลายมือชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ทำให้จำเลยและจำเลยร่วมพ้นจากความรับผิดไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 376,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยอินเตอร์ เซฟการ์ด จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากจำเลยทำสัญญาจ้างบริษัทดังกล่าวให้เป็นผู้รักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของจำเลยและของบุคคลอื่นภายในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าดังกล่าวของจำเลย ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ของการสูญเสียหรือเสียหายในแต่ละครั้ง ทั้งนี้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 376,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ลษ 2527 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายอภัยวรรณ ซึ่งเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวมาจากบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มีอายุคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 มีข้อตกลงว่าหากรถยนต์คันดังกล่าวสูญหาย โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงภายในวงเงินไม่เกิน 350,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาถนนสุขสวัสดิ์ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค จำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมรักษาความปลอดภัยบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวและสถานที่จอดรถของจำเลย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 โจทก์ได้รับแจ้งจากผู้เอาประกันภัยว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไปขณะรถจอดอยู่ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลย ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อจำนวน 350,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้แก่นายอภัยวรรณ จะมีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ ซึ่งไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองก็ตาม กรณีเป็นเรื่องระหว่างนายอภัยวรรณกับโจทก์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า คู่สัญญาดังกล่าวได้ปฏิบัติไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โดยไม่มีข้อคัดค้านโต้เถียงเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้แต่ประการใด ดังนั้นโจทก์ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากนายอภัยวรรณผู้เอาประกันภัยในอันที่จะฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยและจำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้นายอรรณพลงลายมือชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ทำให้จำเลยและจำเลยร่วมพ้นจากความรับผิดไปได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอวีว่าประกันภัย (ไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัทไทยอินเตอร์ เซฟการ์ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19969/2556
#562735
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164, 328, 86, 91 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 40 และ 41

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 41 สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 41 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย(ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นถึงจำเลยที่ 2 ก่อนที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.15 และ จ.20 ถึง จ.23 ทั้งเอกสารหมาย จ.3 ล.23 และ ล.24 เป็นรายงานผลการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งมาตรา 27 วรรคสอง และมาตรา 43 ระบุให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังไม่ได้สั่งการให้แจ้งการตรวจสอบ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่มีอำนาจหน้าที่แจ้งผลการตรวจสอบหรือมอบหมายให้ผู้ใดเปิดเผยผลการตรวจสอบในส่วนที่เป็นความเห็นได้นั้น เห็นว่า นอกจากรายงานตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และรายงานตามเอกสารหมาย ล.23 หรือ ล.25 ที่จำเลยที่ 1 ส่งให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 นั้นเป็นเพียงรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีร้องเรียนการใช้จ่ายเงินในโครงการศูนย์ขวัญน่าน และเป็นการทำหนังสือชี้แจงตามหนังสือของวุฒิสภาตามที่ปรากฏข้อความอ้างถึงหนังสือของวุฒิสภาในเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ซึ่งหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารที่เป็นรายงานผลการตรวจสอบที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องรายงานการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 43 อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะส่งหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และ ล.23 หรือ ล.25 ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดทำร่างหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังกล่าวเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อมีคำสั่งกรณีอนุมัติให้แจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีคำสั่งเห็นชอบและให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ลงนามในหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้น อันเป็นการปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับใดโดยมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขเช่นใด ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับนั้นได้ตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่กำหนด" ดังนั้นการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ นอกจากนี้จากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการไม่สุจริต หรือมีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอว่าการที่จำเลยที่ 1 ส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 20 (1) และไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 164 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ม. 26
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุวัฒน์ โชคสุวัฒนสกุล
จำเลย — นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดน่าน — นายธนิน ชินตาปัญญากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19494 -ที่ 19500/2556
#562689
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์รวม 7 คน สวมชุดพนักงานของจำเลยเล่นการพนันหลังจากเลิกงาน ณ สถานที่ภายนอกที่ทำการของจำเลย แล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุม แม้การกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจำเลยอยู่บ้าง แต่ผู้เสื่อมเสียจากการกระทำนั้นโดยตรงคือโจทก์รวม 7 คน นั่นเอง ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
รายชื่อโจทก์ปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 1

คดีทั้งเก้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 1 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 และเรียกจำเลยทั้งเก้าสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งเก้าสำนวนฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมทั้งดอกเบี้ยและเงินโบนัสตามฟ้องโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์ที่ 5 และที่ 8 รวม 2 คน ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานภาค 1 อนุญาต เหลือโจทก์รวม 7 คน

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 60,240 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 5,190 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 5,190 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 53,520 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 53,666 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 38,968 บาท และโจทก์ที่ 9 จำนวน 5,310 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 2 ธันวาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์รวม 7 คน เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2543 วันที่ 21 พฤษภาคม 2550 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 19 ตุลาคม 2545 วันที่ 21 สิงหาคม 2545 วันที่ 5 มิถุนายน 2543 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 ตามลำดับ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายตามฟ้อง กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 โจทก์รวม 7 คน กับพวกเล่นการพนันไฮโล ที่ห้องโต๊ะสนุกเกอร์ของร้านอาหารคุ้มนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาถูกเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมและแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์รวม 7 คน โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์รวม 7 คน ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในขณะที่เล่นการพนันไฮโลซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาหลังจากเลิกงานแล้วและสถานที่ดังกล่าวอยู่ภายนอกบริษัทจำเลย ถึงแม้โจทก์รวม 7 คน จะกระทำความผิดระเบียบของจำเลยที่ระบุว่าพนักงานต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบอันดีงามของสังคมและจารีตประเพณี และห้ามพนักงานชักชวนให้พนักงานอื่นทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม ถือว่าโจทก์รวม 7 คน บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง และกระทำการอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยผู้เป็นนายจ้างจึงเลิกจ้างโจทก์รวม 7 คน ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โจทก์รวม 7 คน จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า แต่การกระทำผิดระเบียบดังกล่าวไม่เป็นการกระทำความผิดในกรณีร้ายแรง จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยผู้เป็นนายจ้างจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2551 มาตรา 119 โจทก์รวม 7 คน จึงได้รับค่าชดเชย จำเลยเลิกจ้างโจทก์รวม 7 คน โดยมีสาเหตุที่สมควรและเพียงพอที่จะเลิกจ้าง ถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์รวม 7 คน หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าการกระทำของโจทก์รวม 7 คน เป็นความผิดมีโทษถึงจำคุก และศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาลงโทษปรับโจทก์รวม 7 คน ขณะเล่นการพนันโจทก์รวม 7 คน สวมเครื่องแบบพนักงาน โจทก์รวม 7 คน รู้ระเบียบข้อบังคับในการทำงานดีว่าพนักงานต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบอันดีงามของสังคมและจารีตประเพณี และห้ามพนักงานชักชวนพนักงานอื่นกระทำการใด ๆ ที่ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมตามระเบียบในการทำงานข้อย่อยที่ 1.11 และ 1.44 แต่กลับชักชวนกันเล่นการพนันไฮโลพนันเอาทรัพย์สินกันโดยโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อโจทก์รวม 7 คน ถูกควบคุมตัวทำให้จำเลยเสียหายจากการขาดแรงงานจากโจทก์รวม 7 คน จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์รวม 7 คน นั้น เห็นว่า โจทก์รวม 7 คน เล่นการพนันไฮโลหลังจากเลิกงานแล้วและสถานที่ดังกล่าวก็อยู่ภายนอกบริษัทจำเลย แม้การกระทำของโจทก์รวม 7 คน จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจำเลยอยู่บ้าง แต่ผู้ที่เสื่อมเสียจากการกระทำดังกล่าวโดยตรงก็คือโจทก์รวม 7 คน นั่นเอง ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์รวม 7 คน ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมกรณีที่ร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์รวม 7 คน โดยไม่เคยตักเตือนเป็นหนังสือมาก่อน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์รวม 7 คน ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์รวม 7 คน ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมยศ โพธิ์สุวรรณ กับพวก
จำเลย — บริษัททีเอสเทค (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา