คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15991/2556
#562612
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้มีการปิดประกาศคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ดังนั้น วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นก็จะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงบ่งบอกวันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าปิดประกาศแจ้งคำสั่งดังกล่าวเมื่อใด ดังนั้น จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อใด จึงถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 40 (1), 42, 65, 66 ทวิ, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยกรณีฝ่าฝืนคำสั่งวันละไม่เกิน 30,000 บาท ตามกฎหมายจนถึงวันฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40 (1), 42, 65 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 เดือน ปรับ20,000 บาท และปรับวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2546 คิดถึงวันฟังคำพิพากษา (วันที่ 31 พฤษภาคม 2549) รวม 1,007 วัน เป็นเงิน 201,400 บาท และปรับอีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการก่อสร้าง จำคุก 2 เดือน ปรับ 30,000 บาท และปรับวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 คิดถึงวันฟังคำพิพากษา (วันที่ 31 พฤษภาคม 2546) (ที่ถูก 2549) รวม 942 วัน เป็นเงิน 376,800 บาท และปรับอีกวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 2 เดือน ปรับ 30,000 บาท และปรับวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2547 คิดถึงวันฟังคำพิพากษา (วันที่ 31 พฤษภาคม 2546) (ที่ถูก 2549) รวม 863 วัน เป็นเงิน 345,200 บาท และปรับอีกวันละ 400 วัน นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น รวมจำคุก 5 เดือน และปรับ 1,003,400 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2546 คิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548) รวม 532 วัน เป็นเงิน 106,400 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้ระงับการก่อสร้าง ปรับวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2547 รวม 91 วัน เป็นเงิน 36,400 บาท และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้รื้อถอนอาคาร ปรับวันละ 400 บาท นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2547 คิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548) รวม 388 วัน เป็นเงิน 155,200 บาท รวมกับโทษจำคุกและปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 5 เดือน และปรับ 378,000 บาท และปรับฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกวันละ 200 บาท กับปรับฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่สั่งให้รื้อถอนอาคารอีกวันละ 400 บาท ทั้งนี้นับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า การแจ้งเรื่องก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาต องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลไม่ได้กำหนดแบบแจ้งไว้ ดังนั้นเมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารไปตามคำอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง เห็นว่า ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า เดิมจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าการก่อสร้างอาคาร จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ทั้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ออกใบรับแจ้งให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ จำเลยหาอาจยกเอาเรื่องที่พนักงานเจ้าหน้าที่แนะนำให้จำเลยก่อสร้างอาคารไปก่อนมาเป็นข้อแก้ตัวได้ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดโดยเจตนา ซึ่งข้อวินิจฉัยดังกล่าวนั้นละเอียดรอบคอบชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเกี่ยวกับความรับผิดนั้น จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าปรับรายวันว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 คิดคำนวณไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เห็นว่า การฝ่าฝืนก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 21 ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารแล้วจำเลยไม่ปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยต่อจากนั้นที่ไม่ยอมรื้อถอนย่อมเป็นความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 42, 66 ทวิ แต่ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง อีก เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งให้จำเลยรื้อถอนอาคารภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2546 ที่โจทก์อ้างว่าเป็นวันที่จำเลยทราบคำสั่ง จึงครบกำหนดรื้อถอนในวันที่ 18 มกราคม 2547 จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับรายวันตามมาตรา 21, 65 วรรคสอง ถึงวันก่อนครบกำหนดรื้อถอนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นกล่าวคือตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2546 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2547 เป็นเวลา 143 วัน วันละ 200 บาท เป็นเงิน 28,600 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษปรับรายวัน นับแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2546 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548) และนับแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนอาคาร เห็นว่า มาตรา 47 ทวิ กำหนดให้มีการปิดประกาศคำสั่งที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย ณ อาคารหรือบริเวณที่มีการกระทำดังกล่าว และให้ถือว่าผู้ซึ่งจะต้องรับคำสั่งได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วเมื่อพ้นกำหนดสามวันนับแต่วันที่ได้มีการปิดประกาศดังกล่าว ดังนั้น วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาที่ให้ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวภายในกำหนด มิฉะนั้นก็จะมีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง วันที่ปิดประกาศคำสั่งจึงบ่งบอกวันกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่ง แต่คดีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ปิดประกาศแจ้งคำสั่งดังกล่าวเมื่อใด ดังนั้น จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อใด จึงถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่เกิดการกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบถ้วนแล้ว ฟ้องโจทก์ในความผิดทั้งสองฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อที่เกี่ยวกับวันสิ้นสุดของการลงโทษปรับรายวันในความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้รื้อถอนอาคาร เนื่องจากอาคารตามฟ้องได้ถูกทำลายโดยภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คลื่นยักษ์สึนามิ) แล้วเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เพราะไม่เป็นเหตุและมีผลให้คดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ระงับการก่อสร้างและที่ให้รื้อถอนอาคาร ลงโทษความผิดฐานก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับรายวันเป็นเงิน 28,600 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกและปรับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 48,600 บาท โทษจำคุกให้การรอลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ม. 40 (1) ม. 42 ม. 47 ทวิ ม. 66 ทวิ ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายฉัตรชัย ประไพศิลป์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายกิตติศักดิ์ อเนกธีรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิชิต ทัศนานุกุลกิจ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15876/2556
#562550
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรทำถนน ทางเท้าและรั้วคอนกรีตพิพาทล้อมรอบที่ดินของโครงการที่จัดสรรมาแต่เดิม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ มิได้หมายที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนและทางเท้าร่วมกับผู้ซื้อที่ดินในโครงการของโจทก์อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมในการใช้สอยทรัพย์ซึ่งเจ้าของทรัพย์พึงมีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 แม้โดยสภาพของถนน ทางเท้าและรั้วคอนกรีตจะเป็นทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับที่ดินและผู้รับโอนที่ดินจากโจทก์ได้โอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณะประโยชน์แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าได้กระทำไปเพื่อให้การเป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 มาตรา 44 (3) อันจะทำให้หน้าที่ในการเป็นผู้บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตกแก่หน่วยงานของรัฐเท่านั้น หากแต่ข้อเท็จจริงคงได้ความว่า โจทก์ยังเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการเช่นเดิม ทั้งขณะโจทก์โอนที่ดินให้แก่ผู้รับโอน รวมทั้งผู้รับโอนโอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หน่วยงานของรัฐที่มีส่วนรับผิดชอบทุกฝ่ายทราบดีว่าเป็นเพียงการโอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์เฉพาะที่ดินที่ใช้เป็นทางสัญจรเท่านั้น ส่วนรั้วคอนกรีตพิพาทโจทก์ยังคงสงวนไว้เพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินเช่นเดิม มิได้มีเจตนาให้โอนติดไปกับที่ดินด้วย เพราะมิได้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอื่นที่อยู่นอกที่ดินที่จัดสรร ดังนี้ ต้องถือว่าขณะที่โอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้โอนมีเจตนาแยกรั้วคอนกรีตพิพาทออกมาเป็นคนละส่วนกับที่ดินไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งติดไปกับที่ดินด้วย ส่วนการที่รั้วคอนกรีตพิพาทจะยังคงติดอยู่กับที่ดินซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิได้มีการรื้อถอนแยกส่วนออกไป เมื่อปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ยังคงตระหนักว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นสาธารณูปโภคจำเป็นที่ยังต้องให้มีอยู่ต่อไป ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างรั้วพิพาทในที่ดินนั่นเอง รั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้ปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 การที่จำเลยทั้งสองรื้อถอน ทุบ ทำลายรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

แม้การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างร้านค้าในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะกระทำได้ แต่การที่จำเลยรื้อถอน ทุบ ทำลายรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ออก จากนั้นก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างซึ่งบางส่วนอยู่บนแนวรั้วพิพาทของโจทก์และทางเท้าในโครงการจัดสรร เมื่อคำนึงถึงสภาพและตำแหน่งของทรัพย์ที่มาจากการจัดสรรที่ดินของโจทก์ซึ่งต้องลงทุนในการพัฒนาที่ดินและสาธารณูปโภคด้วยเงินจำนวนมาก กับต้องถือว่าประชาชนที่เข้าไปซื้อที่ดินและบ้านทุกคนมีส่วนร่วมกันในการลงทุนในด้านสาธารณูปโภคดังกล่าวและด้วยความหวังที่ว่าเมื่อเข้าไปอยู่อาศัยแล้วจะได้รับความสะดวกสบายมากกว่าการอยู่อาศัยในที่ดินที่มิได้มีการพัฒนาใด ๆ การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมคาดหมายได้ว่าจะทำให้โจทก์และประชาชนที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรของโจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจนเกินสมควร โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์และผู้จัดสรรซึ่งดูแลสาธารณูปโภค ย่อมมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336, 1337 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อนึ่ง คำขอบังคับของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนซุ้มประตู ประตูเหล็กและสิ่งปลูกสร้างออกจากรั้วและทางเท้าพิพาท หรือรื้อแล้วแต่กระทำไม่แล้วเสร็จ ให้โจทก์เข้าดำเนินการเองได้โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจบังคับให้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนซุ้มประตู ประตูเหล็ก และสิ่งปลูกสร้างออกจากรั้วและทางเท้าพิพาท ให้ก่อสร้างซ่อมแซมรั้วและทางเท้าพิพาทให้กลับคืนสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง หากจำเลยทั้งสองไม่กระทำการหรือกระทำการไม่แล้วเสร็จ ให้โจทก์เข้าดำเนินการเองได้โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 17,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความไม่สามารถตกลงกันได้ แต่จำเลยแถลงขอสละประเด็นข้ออื่น โดยให้ศาลวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองยอมรับผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายและในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ในปัญหาว่า รั้วคอนกรีตที่พิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินโฉนดเลขที่ 70505 ซึ่งยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรทำถนน ทางเท้าและรั้วคอนกรีตพิพาทล้อมรอบที่ดินของโครงการที่จัดสรรมาแต่เดิม ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการสัญจรและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในโครงการโดยเฉพาะ มิได้หมายที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้ถนนและทางเท้าร่วมกับผู้ซื้อที่ดินในโครงการของโจทก์ อันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมในการใช้สอยทรัพย์ซึ่งเจ้าของทรัพย์พึงมี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แม้โดยสภาพของถนน ทางเท้าและรั้วคอนกรีตจะเป็นทรัพย์ซึ่งติดอยู่กับที่ดินและบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินซึ่งรับโอนที่ดินจากโจทก์ได้โอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แล้วก็ตาม แต่เชื่อว่าได้กระทำไปเพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (3) อันจะทำให้หน้าที่ในการเป็นผู้บำรุงรักษาสาธารณูปโภคตกแก่หน่วยงานของรัฐซึ่งได้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่เท่านั้น หากแต่ข้อเท็จจริงคงได้ความว่า โจทก์ยังเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการเช่นเดิม ดังได้ความตามรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งที่ 3/2551 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2551 ซึ่งมีมติให้โจทก์ดำเนินการป้องกันไม่ให้มีการทุบทำลายและให้ก่อสร้างรั้วรอบโครงการจัดสรรแทนที่ถูกทุบทำลายไปแล้วให้คืนสภาพสามารถใช้เป็นสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดิน ตามสำเนารายงานการประชุมแนบท้ายหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ยิ่งกว่านั้นที่ได้ความว่าองค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่มีหนังสือตอบเรื่องที่จำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2056 ขออนุญาตรื้อรั้วพิพาทว่า รั้วพิพาทมิได้เป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลบางพลีใหญ่ หากจำเลยทั้งสองมีความประสงค์จะรื้อถอนให้ไปขออนุญาตเจ้าของทรัพย์สินเอง ล้วนเป็นข้อที่แสดงให้เห็นว่า ขณะที่โจทก์โอนที่ดินให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน รวมทั้งการที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินโอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ หน่วยงานของรัฐที่มีส่วนรับผิดชอบทุกฝ่ายทราบดีว่าเป็นเพียงการโอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์เฉพาะที่ดินที่ใช้เป็นทางสัญจรเท่านั้น ส่วนรั้วคอนกรีตพิพาทโจทก์ยังคงสงวนไว้เพื่อประโยชน์แก่การจัดสรรที่ดินเช่นเดิม มิได้มีเจตนาให้โอนติดไปกับที่ดินด้วย เพราะมิได้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอื่นที่อยู่นอกที่ดินที่จัดสรร ดังนี้ ต้องถือว่าขณะที่โอนที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ผู้โอนมีเจตนาแยกรั้วคอนกรีตพิพาทออกมาเป็นคนละส่วนกับที่ดิน ไม่ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งติดไปกับที่ดินด้วย ส่วนการที่รั้วคอนกรีตพิพาทจะยังคงติดอยู่กับที่ดินซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิได้มีการรื้อถอนแยกส่วนออกไป เมื่อปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแลทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าว ยังคงตระหนักว่ารั้วคอนกรีตพิพาทเป็นสาธารณูปโภคจำเป็นที่ยังต้องให้มีอยู่ต่อไป ย่อมเท่ากับว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างรั้วพิพาทในที่ดินนั่นเอง รั้วคอนกรีตพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้ปลูกสร้างจึงเป็นทรัพย์อันเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 การที่จำเลยทั้งสองรื้อถอน ทุบ ทำลายรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ จึงเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และแม้การที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างร้านค้าในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะกระทำได้ แต่การที่จำเลยทั้งสองรื้อถอน ทุบ ทำลายรั้วคอนกรีตพิพาทของโจทก์ออก จากนั้นก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างซึ่งบางส่วนอยู่บนแนวรั้วพิพาทของโจทก์และทางเท้าในโครงการจัดสรร เมื่อคำนึงถึงสภาพและตำแหน่งของทรัพย์ที่มาจากการจัดสรรที่ดินของโจทก์ซึ่งต้องลงทุนในการพัฒนาที่ดินและสาธารณูปโภคด้วยเงินจำนวนมาก กับต้องถือว่าประชาชนที่เข้าไปซื้อที่ดินและบ้านทุกคนมีส่วนร่วมกันในการลงทุนในด้านสาธารณูปโภคดังกล่าวและด้วยความหวังที่ว่าเมื่อเข้าไปอยู่อาศัยแล้วจะได้รับความสะดวกสบายมากกว่าการอยู่อาศัยในที่ดินที่มิได้มีการพัฒนาใด ๆ การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมคาดหมายได้ว่าจะทำให้โจทก์และประชาชนที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรของโจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญจนเกินสมควร โจทก์ในฐานะเจ้าของทรัพย์และผู้จัดสรรซึ่งดูแลสาธารณูปโภค ย่อมมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 และ 1337 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองต้องรับผิดตามที่ได้ตกลงไว้กับโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิได้ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

อนึ่ง คำขอบังคับของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนซุ้มประตูประตูเหล็กและสิ่งปลูกสร้างออกจากรั้วและทางเท้าพิพาท หรือรื้อแล้วแต่กระทำไม่แล้วเสร็จให้โจทก์เข้าดำเนินการเองได้โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย นั้น เป็นการไม่ชอบด้วยวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ทวิเพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่อาจบังคับให้ได้

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนซุ้มประตู ประตูเหล็ก และสิ่งปลูกสร้างออกจากรั้วและทางเท้าพิพาท และให้ก่อสร้างซ่อมแซมรั้วและทางเท้าพิพาทให้กลับคืนสภาพเดิมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเอง หากจำเลยทั้งสองไม่ก่อสร้างซ่อมแซมรั้วและทางเท้าพิพาทหรือกระทำการแล้วแต่ไม่เสร็จ ให้โจทก์เข้าดำเนินการเองได้โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 17,917 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 296 ทวิ
ป.พ.พ. ม. 146 ม. 420 ม. 1336 ม. 1337
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรีนพาร์ค จำกัด
จำเลย — นายชัยนรินท์ ช่างประดิษฐ์วงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางวรนันยา ใช้เทียมวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเมธี ประจงการ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15723/2556
#562541
เปิดฉบับเต็ม

ธ.ขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุกลับมาที่สำนักงานเมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา หลังจาก ป.โทรศัพท์ตาม ธ. เพื่อให้นำกุญแจรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุมาส่งคืนเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกาแล้ว ป. ก็ไม่ได้โทรศัพท์ติดต่อ ธ. อีกเลย และก่อนที่ ป. จะกลับบ้านเมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ป. เห็นอยู่ว่า รถยนต์ตู้คันเกิดเหตุจอดเก็บในช่องจอดรถ ซึ่งแสดงว่า ธ. กลับมาที่สำนักงานแล้ว แต่ ป. ก็ไม่ได้โทรศัพท์สั่งให้ ธ. นำกุญแจรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุมาส่งคืนตามระเบียบ จะถือว่า ป.ปฏิบัติงานตามหน้าที่อันสมควรแก่หน้าที่ความรับผิดชอบของตนแล้วหาได้ไม่ ส่วน ธ. ก็เข้าใจเอาเองว่า ป. กลับบ้านไปแล้ว แต่ก็ยังนั่งเล่นอยู่ที่บริเวณที่ทำการของจำเลยจนถึงเวลา 18 นาฬิกา โดยต่างฝ่ายต่างทอดธุระ ขาดความสำนึกไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ กระทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นเรื่องปกติ แสดงให้เห็นถึงการปล่อยปละละเลย ย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ และเชื่อว่าจำเลยปล่อยปละละเลยให้เป็นเช่นนี้มาก่อนเกิดเหตุแล้ว ป.และ ธ. จึงไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามระเบียบ เข้าลักษณะที่จำเลยยินยอมให้ ธ. ใช้รถยนต์ตู้คันเกิดเหตุ อันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้แม้เป็นเวลานอกราชการ เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่กระทรวงจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกระทรวงจำเลยต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกโจทก์ทั้งสองในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 3 และที่ 4 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 295,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับใหัจำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 คนละ 73,937 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่นายธนชัยได้กระทำดังกล่าวหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายพิเชฐ นิติกรชำนาญการ พยานจำเลยว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2553 นายธนชัย ได้รับมอบหมายให้ขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุไปส่งเอกสารที่สำนักงบประมาณ เมื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว นายธนชัย ได้ขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุกลับมาถึงที่ทำงานเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว และต้องนำกุญแจรถไปส่งมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้เก็บรักษาและนางปณิตา นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ มีหน้าที่ดูแลควบคุมการใช้รถของสำนักงานบริหารโครงการไทยเข้มแข็ง พยานจำเลยเบิกความว่า ในวันดังกล่าว หลังจากนายธนชัยใช้รถยนต์ตู้คันเกิดเหตุเสร็จแล้ว นายธนชัยไม่ได้นำกุญแจรถมาคืน พยานโทรศัพท์สอบถามนายธนชัย ได้ความว่านายธนชัยอยู่ข้างนอก พยานรออยู่จนถึงเวลา 17 นาฬิกา พบว่ารถยนต์ตู้คันเกิดเหตุจอดเก็บในช่องจอดรถแล้ว วันรุ่งขึ้นพยานจึงทราบว่านายธนชัยขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุไปก่อเหตุละเมิดที่จังหวัดปทุมธานี เห็นว่า ตามรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดนั้น นางปณิตาให้ถ้อยคำว่า นายธนชัยขับรถราชการไปส่งเอกสารตามลำพัง ครั้นถึงเวลาประมาณ 14 ถึง 15 นาฬิกา พยานยังไม่พบว่านายธนชัยได้นำรถกลับมาที่สำนักงาน จึงโทรศัพท์สอบถามไปที่นายธนชัย ได้รับคำตอบว่า ยังอยู่ข้างนอก พยานรอนายธนชัยเพื่อรอรับกุญแจรถตามที่เคยปฏิบัติ จนกระทั่งเวลา 17 นาฬิกา ก็ไม่พบนายธนชัยกลับเข้ามาที่สำนักงาน พยานจึงเดินทางกลับบ้าน พบรถราชการจอดอยู่ในช่องจอดรถแล้ว แต่ไม่พบนายธนชัย พยานคาดว่านายธนชัยนำกุญแจรถติดตัวไปด้วยส่วนนายธนชัยให้ถ้อยคำว่า นางปณิตาได้โทรศัพท์ตามพยานเพื่อให้นำกุญแจรถไปส่งคืนเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกา แต่พยานตอบกลับไปว่าไม่ได้อยู่ที่สำนักงาน จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.30 นาฬิกา พยานก็ไม่ได้นำกุญแจรถไปส่งคืน เพราะเข้าใจว่านางปณิตากลับบ้านแล้ว พยานนั่งเล่นอยู่ภายในบริเวณที่ทำการของจำเลยจนถึงเวลา 18 นาฬิกาพบนายไพรัช นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามา นายไพรัชมีอาการมึนเมาสุรา พยานจึงขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุไปส่งนายไพรัชที่บ้านพักย่านจังหวัดปทุมธานี และได้นั่งดื่มสุรากับนายไพรัช จนกระทั่งเวลาประมาณ 23 นาฬิกา จึงเดินทางกลับและเกิดเหตุละเมิดขึ้น ตามคำเบิกความของนายพิเชฐและจากถ้อยคำของนางปณิตาและนายธนชัย แสดงว่า นายธนชัยขับรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุกลับมาที่สำนักงานเมื่อเวลาประมาณ 14 นาฬิกา หลังจากนางปณิตาโทรศัพท์ตามนายธนชัยเพื่อให้นำกุญแจรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุมาส่งคืนเมื่อเวลาประมาณ 15 นาฬิกาแล้ว นางปณิตาก็ไม่ได้โทรศัพท์ติดต่อนายธนชัยอีกเลย และก่อนที่นางปณิตาจะกลับบ้านเมื่อเวลาประมาณ 17 นาฬิกา นางปณิตาเห็นอยู่ว่า รถยนต์ตู้คันเกิดเหตุจอดเก็บในช่องจอดรถ ซึ่งแสดงว่านายธนชัยกลับมาที่สำนักงานแล้ว แต่นางปณิตาก็ไม่ได้โทรศัพท์สั่งให้นายธนชัยนำกุญแจรถยนต์ตู้คันเกิดเหตุมาส่งคืนตามระเบียบ จะถือว่านางปณิตาปฏิบัติงานตามหน้าที่อันสมควรแก่หน้าที่ความรับผิดชอบของตนแล้วหาได้ไม่ ส่วนนายธนชัยก็เข้าใจเอาเองว่า นางปณิตากลับบ้านไปแล้ว แต่ก็ยังนั่งเล่นอยู่บริเวณที่ทำการของจำเลยจนถึงเวลา 18 นาฬิกา โดยต่างฝ่ายต่างทอดธุระ ขาดความสำนึกไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ กระทำเสมือนหนึ่งว่าเป็นเรื่องปกติ แสดงให้เห็นถึงการปล่อยปละละเลย ย่อหย่อนไม่ควบคุมการใช้รถให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ และเชื่อว่าจำเลยปล่อยปละละเลยให้เป็นเช่นนี้มาก่อนเกิดเหตุแล้ว นางปณิตาและนายธนชัยจึงไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามระเบียบ เข้าลักษณะที่จำเลยยินยอมให้นายธนชัยใช้รถยนต์ตู้คันเกิดเหตุ อันเป็นหน้าที่ของพนักงานขับรถได้ แม้เป็นเวลานอกราชการ เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงถือได้ว่าเป็นผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจำเลยต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น แม้โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นจะไม่รับฎีกาขึ้นมาก็ตาม แต่ความรับผิดของจำเลยย่อมมีผลถึงโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ดังนั้น ผลของคำพิพากษานี้จึงให้มีผลไปถึงโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ด้วย ส่วนปัญหาที่ว่า จำเลยต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดเพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยมานั้น เนื่องจากคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 และที่ 4 ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา ทิศดำ กับพวก
จำเลย — กระทรวงสาธารณสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นางสาวจิราวรรณ ไชยศิรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอำนาจ พวงชมภู
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15640/2556
#559315
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่จำเลยรับไว้แทนโจทก์แล้วค้างชำระไม่ส่งมอบคืนภายในกำหนด อันเป็นกรณีตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรณีไม่มีเหตุจะนำพฤติการณ์ที่จำเลยรู้หรือไม่รู้เรื่องที่ ธ. ตัวแทนของจำเลยรับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์มาพิจารณาประกอบในการกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,988,034.34 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,936,741.93 บาท นับแต่วันถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,925,828.13 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,462,914.06 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยชดใช้เท่าที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบริษัทรับประกันวินาศภัย จำเลยเป็นบริษัทตัวแทนนายหน้าขายประกันให้แก่โจทก์ มีหน้าที่ติดต่อลูกค้าผู้เอาประกันภัยเพื่อขายประกันให้แก่โจทก์และได้รับเงินค่าตอบแทนจากโจทก์ เมื่อลูกค้าตกลงเอาประกันภัยกับโจทก์แล้ว จำเลยโทรศัพท์แจ้งหรือส่งเอกสารการทำประกันภัยไปยังโจทก์ โจทก์จะออกกรมธรรม์ประกันภัยและใบเสร็จรับเงินมอบให้จำเลยเพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ลูกค้า เมื่อจำเลยส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยและรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าแล้วจะนำเงินค่าเบี้ยประกันภัยนั้นมามอบให้แก่โจทก์ภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์ นายธนกฤตหรือจิรพล เคยเป็นพนักงานของโจทก์ มีหน้าที่กำกับดูแลตัวแทนนายหน้าของโจทก์ในรายจำเลย ต่อมานายธนกฤตลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ มีผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 หลังจากนั้นจำเลยตั้งนายธนกฤตเป็นตัวแทนของจำเลยเพื่อชี้ช่องให้ลูกค้าเข้าทำสัญญาประกันภัยวินาศภัยกับโจทก์ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2548 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2549 นายธนกฤตตัวแทนของจำเลยชี้ช่องและจัดการให้ลูกค้าทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์โดยใช้รหัสของจำเลย ซึ่งรหัสของจำเลยนี้มีไว้เพื่อใช้อ้างอิงระหว่างโจทก์และจำเลยโดยเฉพาะในการติดต่อทำนิติกรรมระหว่างกัน เมื่อลูกค้าตกลงเอาประกันภัยกับโจทก์แล้ว นายธนกฤตแจ้งให้โจทก์ออกกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ลูกค้า โจทก์จึงได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยและใบเสร็จรับเงินมอบให้นายธนกฤตเพื่อไปส่งมอบให้แก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัย นายธนกฤตนำกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้ไปมอบให้แก่ลูกค้าและเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัย 2,936,741.93 บาท แล้วมิได้นำส่งเงินดังกล่าวแก่จำเลยเพื่อมอบแก่โจทก์ ต่อมานายธนกฤตทำหนังสือขอประนอมหนี้สินเบี้ยประกันภัยค้างชำระกับโจทก์ โดยยอมรับว่ามีเบี้ยประกันภัยค้างชำระ 3,025,577.46 บาท ขอผ่อนชำระ 10 งวด ตามหนังสือเรื่องเบี้ยประกันภัยค้างชำระ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาการเป็นตัวแทนนายหน้าจากการที่นายธนกฤตตัวแทนของจำเลยไม่ได้ส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าของโจทก์ชำระให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า นายธนกฤตเป็นตัวแทนของจำเลยในการชี้ช่องและจัดการให้ลูกค้าทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ รหัสที่ใช้ในการติดต่อกับโจทก์ก็เป็นรหัสของจำเลย สัญญาประกันวินาศภัยระหว่างลูกค้ากับโจทก์ก็เกิดขึ้นและมีผลสมบูรณ์แล้วโดยโจทก์ได้ออกกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นหลักฐานแห่งสัญญาประกันภัยให้แก่ลูกค้าผ่านทางนายธนกฤตตัวแทนของจำเลยแล้ว ซึ่งหากมีวินาศภัยเกิดขึ้นโจทก์ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยตามข้อผูกพันที่กำหนดไว้ในสัญญาประกันวินาศภัย ในขณะเดียวกันเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่นายธนกฤตได้รับชำระไว้จากลูกค้าของโจทก์ก็เป็นการรับไว้ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลยตามที่จำเลยแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของจำเลย ที่นางธนวัน ผู้จัดการฝ่ายรับประกันของจำเลยทำขึ้นถึงโจทก์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ก็ระบุไว้ว่า "ตามที่มีเบี้ยประกันภัยรถยนต์ค้างชำระตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคมของปี 2548 ทางบริษัทพรูเด้นท์ แอนด์ แอสโซซิเอท จำกัด ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นงานของตัวแทน ซึ่งฝากผ่านโค๊ดของบริษัทฯ ทั้งหมด จึงได้ปรึกษาตัวแทนและแก้ปัญหา โดยทางตัวแทนขอผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันภัยเป็น 7 งวด" แสดงว่าจำเลยยอมรับว่าเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่นายธนกฤตได้รับไว้จากลูกค้าเป็นเงินค่าเบี้ยประกันที่ค้างชำระต่อโจทก์และอยู่ในขอบเขตงานของจำเลย เพราะได้มีการใช้รหัสของจำเลยในการติดต่อ จำเลยเองและตัวแทนได้ปรึกษากันเพื่อแก้ปัญหากันแล้วจะให้ตัวแทนผ่อนชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยไปก่อน พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าการกระทำของนายธนกฤตินับแต่ติดต่อตกลงกับลูกค้าที่จะเอาประกันภัยกับโจทก์ ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ลูกค้า และรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าอยู่ในขอบเขตแห่งการเป็นตัวแทนให้แก่จำเลย เมื่อนายธนกฤตรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าชำระไว้เพื่อมอบต่อให้แก่โจทก์ แล้วไม่ชำระ ถือได้ว่าเป็นการที่ผู้ปฏิบัติงานแทนจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาตัวแทนนายหน้าระหว่างโจทก์และจำเลย จำเลยในฐานะคู่สัญญาย่อมต้องรับผิดต่อการปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาตัวแทนนายหน้าระหว่างโจทก์และจำเลยจากการที่นายธนกฤตตัวแทนของจำเลยไม่ได้ส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าของโจทก์ชำระให้แก่โจทก์ การที่หนังสือแจ้งโจทก์ตามระบุว่าตัวแทนขอผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันภัยเป็น 7 งวด นั้น ไม่ได้หมายความว่าหากตัวแทนของจำเลยไม่ผ่อนชำระให้ครบถ้วนแล้ว จำเลยในฐานะตัวการจะไม่ต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยต้องรับผิดตามสัญญาตัวแทนนายหน้าระหว่างโจทก์และจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยรับรู้ถึงการกระทำของนายธนกฤตที่รับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์แล้วไปเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่นายธนกฤตลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ได้ไม่นาน จำเลยก็แต่งตั้งให้นายธนกฤตที่รู้รหัสของจำเลยทำหน้าที่แทนจำเลยในการติดต่อขายประกันให้แก่ลูกค้าที่ประสงค์จะเอาประกันภัยกับโจทก์ เชื่อได้ว่าจำเลยย่อมรับรู้โดยตลอดว่านายธนกฤตสามารถใช้รหัสของจำเลยเพื่อแสดงต่อโจทก์ว่าการกระทำของนายธนกฤตเป็นการกระทำหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กรของจำเลยเอง กับตามชุดเอกสารซึ่งเป็นเอกสารการแจ้งการประกันที่มีการแจ้งการประกันในครั้งพิพาทรวมอยู่ด้วย รายละเอียดในเอกสารเน้นให้ความสำคัญกับการใช้แบบฟอร์มแจ้งการประกันวินาศภัยของจำเลยโดยมีชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล์ของจำเลยอยู่ด้านบน ส่วนผู้ลงนามแจ้งการทำประกันก็ขอให้มีเพียงลายมือชื่อผู้แจ้งที่ผู้รับแจ้งรู้จักและสามารถกรอกชื่อไว้ให้ตรงกันได้ในเอกสารการรับแจ้งก็พอ ซึ่งก็ปรากฏตามเอกสารแสดงการรับแจ้งที่เป็นแบบฟอร์มการรับแจ้งของโจทก์ว่าให้ความสำคัญของรหัสที่แจ้งมากกว่าตัวบุคคลที่แจ้ง โดยระบุรหัสไว้ในบรรทัดแรก นอกจากนี้ตามรายการบัญชีแสดงรายชื่อผู้เอาประกันภัยและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการเอาประกันภัย ก็ได้ระบุรายการที่ลูกค้าเอาประกันภัยผ่านนายธนกฤตว่านายธนกฤตเป็นตัวแทนให้แก่จำเลยตั้งแต่หลังลาออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ได้ไม่กี่วัน แล้วเริ่มเป็นตัวแทนให้จำเลยตั้งแต่ก่อนช่วงเวลาที่มีข้อพิพาทอยู่ 2 ถึง 3 เดือน โดยมีลูกค้าที่นายธนกฤตเป็นผู้ติดต่อตกลงตั้งแต่ก่อนเกิดข้อพิพาทอยู่แล้วหลายสิบราย พฤติการณ์การติดต่อระหว่างโจทก์และจำเลยตามเอกสารดังกล่าวแสดงว่าโจทก์และจำเลยต่างก็ยอมรับให้นายธนกฤตเป็นตัวแทนของจำเลยมาตั้งแต่ก่อนเกิดข้อพิพาทกันในคดีนี้ ดังนั้น เมื่อนายธนกฤตที่รู้จักและคุ้นเคยกับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยเพราะเคยเป็นพนักงานของโจทก์มาก่อน เป็นผู้ติดต่อขายประกันให้แก่ลูกค้า การที่นายธนกฤตเป็นผู้รับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์และรับเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากลูกค้า จึงเชื่อได้ว่าทั้งโจทก์และจำเลยต่างก็ยอมให้นายธนกฤตรับกรมธรรม์ประกันภัยไปเก็บเงินจากลูกค้าได้โดยตรง ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยไม่ทราบเรื่องดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเบี้ยประกันภัยที่จำเลยรับไว้แทนโจทก์แล้วค้างชำระไม่ส่งมอบคืนภายในกำหนด อันเป็นกรณีตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 มิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรณีไม่มีเหตุจะนำพฤติการณ์ที่จำเลยรู้หรือไม่รู้เรื่องที่นายธนกฤตรับกรมธรรม์ประกันภัยไปจากโจทก์มาพิจารณาประกอบในการกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดโดยกำหนดเงินค่าเบี้ยประกันภัยให้เพียง 1 ใน 2 ส่วน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 1 ใน 2 ส่วน จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ชำระเต็มจำนวนฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 810
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทพรูเด้นท์แอนด์แอสโซซิเอท จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประดินท์ อำพรสุต
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ธราธร ศิลปโอสถ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15502/2556
#562504
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งสูญหาย เสียหาย หรือมีการส่งมอบชักช้านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งเสมอไป ผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบจึงย่อมเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากผู้ขนส่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ส่งมอบใบตราส่งซึ่งระบุชื่อผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่งให้แก่ผู้ซื้อแล้ว แต่ก็ปรากฏตามใบตราส่งว่ามีการลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัท ฮ. ผู้มีชื่อเป็นผู้รับตราส่งที่ด้านหลังใบตราส่งและไม่ได้เวนคืนใบตราส่งแก่จำเลย แต่ได้ส่งมอบใบตราส่งนั้นให้แก่โจทก์ ถือว่าผู้ซื้อได้มีการสลักหลังลอยลงในใบตราส่งโอนสิทธิตามใบตราส่งนั้นให้แก่โจทก์ โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาจากจำเลยผู้ขนส่งได้ไม่ว่าโจทก์จะเป็นคู่สัญญาในสัญญารับขนของทางทะเลหรือไม่ก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 36 เป็นเรื่องที่ผู้ส่งของสั่งผู้ขนส่งให้งดการส่งของ ส่งกลับคืนมา ระงับการส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง หรือจัดการของนั้นเป็นประการอื่นใดก่อนจะขนส่งออกไปถึงท่าปลายทางหรือก่อนจะส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง ซึ่งผู้ส่งของต้องเวนคืนใบตราส่งทั้งหมดแก่ผู้ขนส่ง เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการขนส่งตามสัญญาที่ระบุในใบตราส่งอันถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล การใช้สิทธิของผู้ส่งของตามมาตรา 36 นี้ ผู้ส่งของต้องยังเป็นผู้ยึดถือครอบครองใบตราส่งอยู่ มิฉะนั้นก็ไม่อาจจะมีใบตราส่งเวนคืนแก่ผู้ขนส่งได้ มาตรา 36 ไม่ได้ใช้บังคับในกรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ทรงใบตราส่งจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเนื่องจากการที่ของหรือสินค้าที่ขนส่งสูญหายซึ่งปรากฏเมื่อเรือที่ขนส่งสินค้าถึงปลายทางแล้วอย่างในคดีนี้ การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 36 ที่ต้องเวนคืนใบตราส่งทั้งหมดที่ออกให้แก่กันไว้แก่ผู้ขนส่ง

โจทก์ผู้ส่งของได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเรือที่ขนส่งสินค้าถึงปลายทางปรากฏว่าสินค้าสูญหายไปทั้งหมด ถือว่าเหตุแห่งการเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลย และไม่ปรากฏเหตุตามมาตรา 51 ถึงมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของจำเลยในฐานะผู้ขนส่ง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้ทรงใบตราส่ง ตามมาตรา 39 และ 43 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว

การรับขนส่งสินค้าของจำเลยเป็นแบบ "CFS/CFS" ที่จำเลยมีหน้าที่นำสินค้าเข้าบรรจุในตู้สินค้า และสินค้าตามคำฟ้องมีจำนวนน้อย มีโอกาสที่จะมีการบรรจุสินค้าของบุคคลอื่นอีกจำนวนมากที่นำเข้ารวมไว้ในตู้สินค้านี้ ความผิดพลาดในการบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าจึงอาจเกิดขึ้นได้ การไม่ได้นำสินค้าบรรจุเข้าตู้สินค้าจึงถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือตัวแทนซึ่งจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิด แต่เมื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงว่าจำเลยหรือตัวแทนมีพฤติการณ์อื่นใดที่ถึงขนาดเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะรับฟังได้ว่า เป็นการละเลยหรือไม่เอาใจใส่ในการดูแลรักษาสินค้าที่ขนส่ง จึงไม่อาจถือได้ว่าการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเป็นผลมาจากการละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของจำเลยหรือตัวแทนทั้งที่รู้ว่าการสูญหายของสินค้าอาจเกิดขึ้นได้ ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) ความรับผิดของจำเลยจึงอยู่ในบังคับของมาตรา 58 จำเลยจึงรับผิดต่อโจทก์เพียงจำนวนเงินตามข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดคือนับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนดเวลาที่จำเลยควรส่งมอบสินค้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,097,788.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,037,258 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทฮันจินชิปปิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าหากจำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บริษัทดังกล่าวได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต และให้หมายเรียกบริษัทฮันจินชิปปิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3)

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,037,258 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ผู้ขายกับบริษัทฮานส์เครมล์ฮานส์เทคนิค จีเอ็มบีเอช ผู้ซื้อตกลงใช้เงื่อนไขเอฟโอบีอันเป็นเงื่อนไขของอินโคเทอมส์ (Incoterms) เป็นข้อตกลงในการซื้อขายสินค้าตามคำฟ้องนั้น เป็นเรื่องข้อตกลงในการซื้อขายสินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตามสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างผู้ขนส่งกับผู้ส่งของตามสัญญารับขนส่งสินค้า แม้ว่าเงื่อนไขเอฟโอบีตามปกติจะกำหนดให้ผู้ซื้อมีหน้าที่จัดหาผู้ขนส่ง เข้าทำสัญญาขนส่งสินค้ากับผู้ขนส่ง และเป็นผู้รับผิดชอบในค่าระวางการขนส่งตามที่จำเลยนำสืบก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติผู้ซื้อและผู้ขายอาจมีข้อตกลงเพิ่มเติมแตกต่างจากเงื่อนไขเอฟโอบีตามปกติก็เป็นได้ ขึ้นกับความประสงค์ของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย บางกรณีผู้ซื้อและผู้ขายอาจใช้เงื่อนไขต่าง ๆ ตามอินโคเทอมส์เพียงเพื่อกำหนดราคาสินค้าและภาระค่าใช้จ่ายระหว่างกันเท่านั้น หรือแม้เหตุที่สินค้าที่ซื้อขายสูญหายหรือเสียหายจะเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งและความเสี่ยงภัยจะตกอยู่แก่ผู้ซื้อตามเงื่อนไขเอฟโอบี ตามปกติแล้วก็ตาม แต่ผู้ซื้อและผู้ขายก็อาจตกลงกันภายหลังจากที่สินค้าที่ซื้อขายสูญหายหรือเสียหายโดยให้การสูญหายหรือเสียหายนี้ตกเป็นพับแก่ผู้ขายได้เช่นกัน เป็นเรื่องความตกลงระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อดังกล่าวแล้วข้างต้น ไม่เกี่ยวกับจำเลยผู้ขนส่งโดยตรง อย่างไรก็ตามไม่ว่าความตกลงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายจะเป็นอย่างไรการใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งสูญหาย เสียหายหรือมีการส่งมอบชักช้านั้น ผู้มีสิทธิที่จะใช้สิทธิเรียกร้องไม่จำเป็นต้องเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งเสมอไป โดยเฉพาะในการรับขนของทางทะเลที่มีการออกใบตราส่ง เพราะใบตราส่งถือเป็นใบรับสินค้า เป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล และเป็นเอกสารสิทธิในสินค้าที่ขนส่ง ตามความหมายในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 และการที่ใบตราส่งตามปกติถือเป็นเอกสารสิทธิในสินค้าที่ขนส่งซึ่งสามารถโอนเปลี่ยนมือได้โดยวิธีการสลักหลังและส่งมอบ ผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบจึงย่อมเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากผู้ขนส่งได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะได้ส่งมอบใบตราส่ง ซึ่งระบุชื่อผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่งให้แก่ผู้ซื้อแล้ว แต่ก็ปรากฏตามใบตราส่งว่า มีการลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทฮานส์เครมล์ฮานส์เทคนิค จีเอ็มบีเอช ผู้มีชื่อเป็นผู้รับตราส่งที่ด้านหลังใบตราส่ง และได้ความว่าบริษัทผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งขณะนั้นไม่ได้เวนคืนใบตราส่งแก่จำเลย แต่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งได้ส่งมอบใบตราส่งนั้นให้แก่โจทก์ ถือว่าผู้ซื้อได้มีการสลักหลังลอยลงในใบตราส่งโอนสิทธิตามใบตราส่งนั้นให้แก่โจทก์ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อโจทก์ไว้ในการสลักหลังว่าเป็นผู้รับสลักหลังก็ตาม โจทก์จึงอยู่ในฐานะผู้ทรงใบตราส่งโดยชอบแล้ว โจทก์ย่อมเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่ผู้ขนส่งได้ไม่ว่าโจทก์จะเป็นคู่สัญญาในสัญญารับขนของทางทะเลหรือไม่ก็ตาม โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ทำนองว่า ในคดีนี้มีการออกใบตราส่งต้นฉบับมากกว่า 1 ฉบับ เมื่อผู้ซื้อได้นำใบตราส่งฉบับหนึ่งไปเวนคืนที่ท่าปลายทางแล้ว ใบตราส่งฉบับอื่นย่อมสิ้นผลตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 29 นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้นำใบตราส่งที่ผู้ซื้อเวนคืนแก่จำเลยมาแสดงต่อศาล จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าได้มีการเวนคืนใบตราส่งตามที่จำเลยกล่าวอ้าง กรณีย่อมไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 29 ดังกล่าวที่จะทำให้ใบตราส่งที่โจทก์เป็นผู้ทรงสิ้นผล และที่จำเลยอุทธรณ์ว่าหากโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่ง โจทก์ต้องนำใบตราส่งครบชุดมาแสดงตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 36 นั้น เห็นว่า มาตรา 36 บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ผู้ส่งของจะสั่งให้ผู้ขนส่งงดการส่งของนั้นไป ส่งกลับคืนมา ระงับการส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง หรือจัดการแก่ของนั้นเป็นประการอื่นก็ได้ แต่ต้องเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทั้งหมดที่ออกให้แก่กันไว้แก่ผู้ขนส่ง ในกรณีเช่นนี้ผู้ขนส่งมีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายที่ได้เสียไปเพื่อจัดการในการขนส่ง หรือตามคำสั่งของผู้ส่งของและมีสิทธิได้รับค่าระวางตามส่วนแห่งระยะทางที่ได้จัดการขนส่งไปแล้ว ถ้าได้จัดการไปตามคำสั่งของผู้ส่งของโดยยังไม่ได้รับเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งทั้งหมด ผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งซึ่งมีใบตราส่งฉบับที่ยังไม่ได้เวนคืน" มาตรา 36 นี้เป็นเรื่องที่ผู้ส่งของสั่งผู้ขนส่งให้งดการส่งของ ส่งกลับคืนมา ระงับการส่งมอบแก่ผู้รับตราส่ง หรือจัดการของนั้นเป็นประการอื่นใดก่อนจะขนส่งออกไปถึงท่าปลายทางหรือก่อนจะส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง ซึ่งผู้ส่งของต้องเวนคืนใบตราส่งทั้งหมดแก่ผู้ขนส่ง เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในการขนส่งตามสัญญาที่ระบุในใบตราส่งอันถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิของผู้ส่งของตามมาตรา 36 นี้ ผู้ส่งของต้องยังเป็นผู้ยึดถือครอบครองใบตราส่งอยู่ มิฉะนั้นก็ไม่อาจจะมีใบตราส่งเวนคืนแก่ผู้ขนส่งได้ ซึ่งมาตรา 36 นี้ ไม่ได้ใช้บังคับในกรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ทรงใบตราส่งจะใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเนื่องจากการที่ของหรือสินค้าที่ขนส่งสูญหายซึ่งปรากฏเมื่อเรือที่ขนส่งสินค้าถึงปลายทางแล้วอย่างในกรณีคดีนี้ การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 36 ดังกล่าวที่ต้องเวนคืนใบตราส่งทั้งหมดที่ออกให้แก่กันไว้แก่ผู้ขนส่ง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ จำเลยอ้างเหตุที่ไม่ต้องรับผิดไว้ 2 ประการ คือ ประการแรก จำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่งแต่เป็นเพียงตัวแทนของบริษัททีซีไอทรานส์คอนเทนเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช ผู้ขนส่ง ในการติดต่อกับโจทก์เท่านั้น และประการที่ 2 พยานหลักฐานของโจทก์ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าสินค้าที่ขนส่งได้สูญหายไปจริงตามคำฟ้อง เห็นว่า โจทก์มีนางสาวสุปรียา และนางอ้อมใจ มาเบิกความเป็นพยานตอบคำถามค้านประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานทำนองเดียวกันว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขนส่งสินค้าโดยติดต่อผ่านบริษัทลีโอทรานสปอร์ตคอร์ปอเรชั่น จำกัด ตัวแทนของจำเลย ส่วนตัวแทนของจำเลยที่ปลายทางคือบริษัททีซีไอทรานส์คอนเทนเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช นายพรชัย ผู้จัดการบริษัทลีโอทรานสปอร์ตคอร์ปอเรชั่น จำกัด พยานจำเลยเองก็มาเบิกความเป็นพยานตอบคำถามค้านประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานว่า บริษัทลีโอสปอร์ตคอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับการติดต่อว่าจ้างจากโจทก์ให้จัดการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยเป็นผู้ออกใบตราส่งโดยระบุชื่อบริษัททีซีไอทรานส์คอนเทนเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวแทนของจำเลยที่ท่าปลายทางให้เป็นผู้ส่งมอบสินค้าสอดคล้องกับคำเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานโจทก์ แต่ขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานจำเลยเองที่อ้างว่า ผู้ซื้อเป็นผู้ว่าจ้างบริษัททีซีไอทรานส์คอนเทนเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้ดำเนินการขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยเป็นเพียงผู้ได้รับมอบหมายจากบริษัททีซีไอทรานส์คอนเทนเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกอบกับพฤติการณ์ที่เมื่อหลังเกิดเหตุคดีนี้ โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการที่สินค้าที่ขนส่งสูญหายหลายฉบับ ส่วนจำเลยก็มีหนังสือตอบโจทก์รวมหลายฉบับเช่นกัน ตามสำเนาหนังสือและสำเนาหนังสือพร้อมคำแปล ซึ่งมีใจความสรุปว่า โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยเต็มจำนวนความเสียหาย แต่จำเลยเสนอจะจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ต่ำกว่าจำนวนที่โจทก์เรียกร้องโดยจำเลยไม่เคยปฏิเสธความรับผิดว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่ง และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบหักล้างว่าเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวไม่ถูกต้องไม่ตรงตามความเป็นจริงอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งที่รับขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง ส่วนปัญหาว่าสินค้าที่ขนส่งสูญหายไปหรือไม่นั้น โจทก์มีพยานหลักฐานมาแสดงถึงการส่งมอบสินค้าแก่จำเลยผู้ขนส่งหรือตัวแทนตามลำดับขั้นตอน และการขนส่งสินค้าเป็นแบบ "CFS/CFS" ที่โจทก์ส่งมอบสินค้าให้จำเลยหรือตัวแทนนำไปบรรจุเข้าตู้สินค้าเอง สินค้าที่โจทก์ส่งมอบบรรจุอยู่ในกล่อง (carton) เรียบร้อยแล้วมีจำนวนเพียง 10 กล่อง น้ำหนักสุทธิรวม 256.30 กิโลกรัม ตามที่ปรากฏในใบตราส่ง ใบขนสินค้าขาออก รายงานการส่งของออก (แบบ ธ.ต. 1) และใบกำกับคอนเทนเนอร์แอลซีแอล ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่มาก จำเลยหรือตัวแทนผู้รับมอบย่อมสามารถตรวจสอบจำนวนสินค้าได้โดยง่าย แม้โจทก์จะไม่ได้มีหลักฐานเอกสารจากท่าเรือปลายทางแสดงถึงการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่หากสินค้าไม่ได้สูญหายไปจำเลยหรือบริษัททีซีไอทรานส์คอนเทนเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช ย่อมต้องมีสินค้าส่งมอบ หรือถ้าบริษัทฮานส์เครมล์ฮานส์เทคนิค จีเอ็มบีเอช ผู้ซื้อสินค้าซึ่งเป็นผู้รับตราส่งได้รับสินค้าไปแล้ว จำเลยย่อมต้องมีหลักฐานการรับมอบสินค้ามาแสดงต่อศาล แต่จำเลยกลับไม่มีพยานหลักฐานใดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแสดงทั้งที่อยู่ในวิสัยและฐานะที่จะทำได้หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ทั้งหลังเกิดเหตุเมื่อโจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าที่ขนส่ง จำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งโดยปฏิเสธว่าสินค้าที่ขนส่งไม่ได้สูญหาย เพียงแต่จำเลยเสนอชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนต่ำกว่าที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น ตามหนังสือและหนังสือพร้อมคำแปล ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น พยานหลักฐานของโจทก์ในเรื่องนี้มีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ผู้ส่งของได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อเรือที่ขนส่งสินค้าถึงปลายทางปรากฏว่าสินค้าที่ขนส่งสูญหายไปทั้งหมด ถือว่าเหตุแห่งการเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลย และไม่ปรากฏเหตุตามมาตรา 51 ถึงมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ที่เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดอันเป็นผลให้จำเลยในฐานะผู้ขนส่งจะไม่ต้องรับผิด จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้ทรงใบตราส่ง ตามมาตรา 39 และ 43 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เต็มจำนวนความเสียหายเนื่องจากการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเป็นผลจากการที่จำเลยหรือตัวแทนละเลยหรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการสูญหายของสินค้านั้นอาจเกิดขึ้นได้ ตามมาตรา 60 (1) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษา หรือจำเลยต้องรับผิดโดยจำกัดจำนวนตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวดังที่จำเลยอุทธรณ์ เห็นว่า ในกรณีที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดเนื่องจากสินค้าที่ขนส่งสูญหาย หรือเสียหาย โดยหลักผู้ขนส่งจะรับผิดจำกัดจำนวนตามมาตรา 58 คือ กรณีที่สินค้าที่ขนส่งสูญหายหรือเสียหาย ผู้ขนส่งต้องรับผิดตามจำนวนความเสียหายที่แท้จริง แต่ไม่เกินจำนวน 10,000 บาท ต่อ 1 หน่วยการขนส่ง หรือจำนวน 30 บาท ต่อน้ำหนักสุทธิแห่งสินค้า 1 กิโลกรัม แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากัน เว้นแต่จะมีเหตุตามมาตรา 60 ซึ่งผู้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ขนส่งมีภาระการพิสูจน์ที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุตามมาตรา 60 อันจะไม่นำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาใช้บังคับ แต่ปรากฏว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในประเด็นนี้ มีแต่เพียงบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนางสาวสุปรียาพยานโจทก์ที่ระบุความว่า การสูญหายของสินค้าเกิดขึ้นในช่วงเวลาการบรรจุสินค้าจนถึงก่อนปิดตู้สินค้าและผนึกดวงตรา (seal) ที่ตู้สินค้านั้น การสูญหายของสินค้าจึงเป็นผลมาจากจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยกระทำหรืองดเว้นกระทำโดยเจตนาจะให้เกิดการสูญหายหรือละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าในช่วงเวลาการบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าก่อนที่จะปิดประตูตู้สินค้าและผนึกดวงตราตะกั่วที่บานประตูตู้สินค้า อาจจะเกิดการสูญหายของสินค้าได้ แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่การรับขนส่งสินค้าของจำเลยเป็นแบบ "CFS/CFS" ที่จำเลยมีหน้าที่นำสินค้า เข้าบรรจุในตู้สินค้าและข้อเท็จจริงจากใบกำกับสินค้าหรือบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ใบตราส่ง ใบกำกับคอนเทนเนอร์แอลซีแอล กับบัญชีตรวจนับสินค้า (Tally Sheet) ที่แสดงให้เห็นว่าจะต้องมีการบรรจุสินค้าตามคำฟ้องรวมกับสินค้าของบุคคลอื่น ซึ่งสินค้าตามคำฟ้องมีจำนวนเพียง 10 กล่อง น้ำหนักรวม 267.80 กิโลกรัม น้ำหนักสุทธิ 256.30 กิโลกรัม กล่องแต่ละกล่องมีขนาด 43 x 52.50 x 29.50 เซนติเมตร ปริมาตรรวม 0.686 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อเทียบขนาดกับตู้สินค้าหมายเลข เอชเจจียู 1218258 ที่จะใช้บรรจุสินค้าเป็นตู้สินค้าซึ่งมีขนาด 40 ฟุต แล้ว นับว่าสินค้าตามคำฟ้องมีจำนวนน้อย มีโอกาสที่จะมีการบรรจุสินค้าของบุคคลอื่นอีกจำนวนมากที่นำเข้ารวมไว้ในตู้สินค้านี้ความผิดพลาดในการบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าจึงอาจเกิดขึ้นได้ การที่ไม่ได้นำสินค้าตามคำฟ้องมาบรรจุเข้าตู้สินค้าแม้จะถือได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือตัวแทนซึ่งจำเลยในฐานะผู้ขนส่งต้องรับผิดดังได้วินิจฉัยแล้วก็ตาม แต่เมื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอื่นใดที่แสดงว่าจำเลยหรือตัวแทนมีพฤติการณ์อื่นใดที่ถึงขนาดเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะรับฟังได้ว่า เป็นการละเลยหรือไม่เอาใจใส่ในการดูแลรักษาสินค้าที่ขนส่ง จึงไม่อาจถือได้ว่าการสูญหายของสินค้าที่ขนส่งเป็นผลมาจากการละเลยหรือไม่เอาใจใส่ของจำเลยหรือตัวแทนทั้งที่รู้ว่าการสูญหายของสินค้าอาจเกิดขึ้นได้ ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 (1) กรณีความรับผิดของจำเลยจึงอยู่ในบังคับของมาตรา 58 เมื่อพิจารณาใบตราส่ง ระบุหน่วยการขนส่งเป็นกล่อง (carton) รวมจำนวน 10 กล่อง และระบุน้ำหนักสุทธิของสินค้าเป็นน้ำหนักรวม 256.30 กิโลกรัม โดยไม่ได้ระบุน้ำหนักของสินค้าแต่ละกล่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนวณตามข้อจำกัดความรับผิดโดยหน่วยการขนส่งเปรียบเทียบกับการคำนวณโดยน้ำหนักสุทธิของสินค้าไม่ว่าจะเฉลี่ยน้ำหนักของสินค้าแต่ละกล่องหรือแม้แต่คำนวณจากน้ำหนักรวมทั้งหมดแล้ว ความรับผิดที่คำนวณโดยหน่วยการขนส่งก็เป็นจำนวนที่มากกว่า จึงต้องใช้หน่วยการขนส่งในการคำนวณจำนวนเงินตามข้อจำกัดความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่ง กล่าวคือ จำนวน 10,000 บาท ต่อ 1 กล่อง ซึ่งถือเป็นหน่วยการขนส่งดังกล่าว รวมจำนวน 10 กล่อง เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท เมื่อเปรียบเทียบจำนวนความเสียหายของสินค้าที่สูญหายไปทั้งหมด แม้คิดคำนวณจากราคาสินค้าในราคาซื้อขายตามเงื่อนไข เอฟโอบี ในราคารวมจำนวน 21,400 ยูโร ที่ยังไม่รวมค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นับแต่ท่าต้นทาง ซึ่งย่อมน้อยกว่าราคาที่สินค้านั้นจะพึงมีในเวลาที่พึงส่งมอบ ณ ท่าปลายทางตามมาตรา 61 (1) หากคิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 48.47 บาท ตามคำฟ้อง ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว จะได้เป็นจำนวนถึง 1,037,258 บาท หรือแม้จะคิดเฉลี่ยราคาสินค้าแต่ละกล่องเนื่องจากตามพยานหลักฐานไม่ปรากฏราคาสินค้าแต่ละกล่อง ก็จะมีราคาเฉลี่ยกล่องละ 103,725.80 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงกว่าจำนวนเงินที่ให้จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 มาก จำเลยจึงรับผิดต่อโจทก์เพียงจำนวนเงินตามข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง คือ กล่องละ 10,000 บาท รวมจำนวน 10 กล่อง เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ดังกล่าวเท่านั้น กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดคือนับแต่วันที่ล่วงเลยกำหนด เวลาที่จำเลยควรส่งมอบ ไม่ใช่นับแต่วันที่โจทก์ทราบถึงการสูญหายของสินค้าตามคำฟ้อง และไม่ใช่วันที่ 2 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ทนายโจทก์มีหนังสือทวงถามฉบับสุดท้ายไปยังจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ภายในวันที่ 1 มีนาคม 2547 แต่เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ การกำหนดวันเริ่มคิดดอกเบี้ยอันเป็นวันผิดนัดจึงต้องเป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2547 อย่างไรก็ดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษาให้จำเลยรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวนนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 มีนาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนในทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 29 ม. 36 ม. 39 ม. 43 ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพิจิตรอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัทเอฟพีเอส โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทฮันจินชิปปิ้ง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุทิน ปัทมราชวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15497/2556
#559339
เปิดฉบับเต็ม

ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัด ผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางพุม มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 (ที่ถูก 288, 288 ประกอบมาตรา 80) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 18 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 30 ปี ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นางปรีดา ผู้ตาย และนายกุศล ผู้เสียหาย ซึ่งทั้งสองเป็นสามีภริยากันเดินทางไปที่บ้านนายสำลี พี่ชายของผู้ตาย ระหว่างทางผู้ตายและผู้เสียหายเห็นพื้นที่ที่ติดต่อกับสวนยางพาราของตนถูกไถจนโล่งเตียน และมีการรุกล้ำปลูกต้นยางพาราในที่ดินของตนเมื่อไปถึงบ้านนายสำลีจึงสอบถามว่าใครเป็นผู้ทำ นายสำลีบอกว่าจำเลยเป็นผู้ทำ จากนั้นผู้ตายและผู้เสียหายเดินไปที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 400 เมตร ขณะอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณสะโพกขวาและซ้าย จนถึงแก่ความตายในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ต้นขาขวาด้านในและด้านนอก เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตามสำเนารายงานชันสูตรพลิกศพและสำเนารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เซนติเมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัดผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดสองกรรม ความผิดสองฐานนี้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 30 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืน และโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 30 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 288 ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดไชยา
โจทก์ร่วม — นางพุม ทองตำลึง
จำเลย — นายชายศักดิ์หรือปู แสงเพชร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดไชยา — นายสุเนติ คงเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
วิกร อังคณาวิศัลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15436/2556
#562643
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานสำแดงเท็จในการยื่นตราสารอันเกี่ยวด้วย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำเข้าสินค้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 มี พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 16 บัญญัติว่า "การกระทำที่บัญญัติไว้ใน... มาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พุทธศักราช 2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่" แสดงให้เห็นว่า ความรับผิดของผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 เป็นความรับผิดเด็ดขาด แม้ผู้กระทำมิได้มีเจตนาในการกระทำความผิดโดยผู้กระทำมิได้รู้ว่าตราสารที่ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำเข้าสินค้านั้นได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือผู้กระทำได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการยื่นตราสารซึ่งสำแดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น ผู้กระทำก็ยังคงมีความผิดตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว

แม้จำเลยทั้งสามเป็นเพียงผู้รับจ้างทำพิธีการศุลกากร ไม่ใช่ผู้สั่งซื้อสินค้าหรือเจ้าของสินค้า และขณะยื่นใบขนสินค้าและการสำแดงใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกซึ่งสินค้าบุหรี่ดังกล่าวนั้นบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์และอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากร จำเลยทั้งสามจะไม่ทราบว่าสินค้าบุหรี่ดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมก็ตาม แต่เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 เป็นความผิดที่แม้ผู้กระทำไม่มีเจตนาหรือมิได้กระทำโดยประมาท ผู้กระทำการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยังคงมีความผิดตาบทบัญญัติดังกล่าว เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามต้องตรวจสอบข้อความในใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงให้ตรงกับความเป็นจริงก่อนยื่นเอกสาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ 99 พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19, 27, 49 และ 52 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 และ 110 (1) พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ.2522 มาตรา 5 และ 20 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และ 91 กับให้ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันสำแดงเท็จในการนำเข้าสินค้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 (ที่ถูกประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83) ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 80,000 บาท และลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2539 เป็นต้นมา ตามสำเนาหนังสือรับรอง ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2548 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนแก้ไขกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 3 มาเป็นจำเลยที่ 2 โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขออนุญาตนำยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อขอรับสินค้าบุหรี่ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ระบุแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 515,000 ซอง และยื่นคำขออนุญาตส่งยาสูบดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรที่ประเทศมาเลเซียต่อสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 สำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ได้ออกใบอนุญาตให้นำยาสูบดังกล่าวเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีที่เรียกว่า "RE - EXPORT" จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ชำระอากรขาเข้าสำหรับการนำเข้าและส่งออกโดยวิธีดังกล่าวจำนวน 1,000 บาท แล้วตามใบอนุญาตให้นำเข้าและใบอนุญาตให้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรและใบขนสินค้าขาเข้าชนิด "RE - EXPORT ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 ขณะที่สินค้าบุหรี่ดังกล่าวอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากรโดยบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าที่ 16 ของท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างนายกิตติคุณทำพิธีการศุลกากรเพื่อนำเข้าสินค้าบุหรี่ดังกล่าวและส่งออกไปประเทศมาเลเซีย หรือ "RE - EXPORT" เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการตรวจสอบสินค้าดังกล่าวโดยเปิดตู้คอนเทนเนอร์เพื่อตรวจสอบสภาพ ชนิดและจำนวนสินค้า ปรากฏว่าสินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบขนสินค้าขาเข้า แต่เจ้าพนักงานศุลกากรมีเหตุอันควรสงสัยว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ปลอม จึงได้ติดต่อไปยังบริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของฟิลิปมอร์ริส โปรดัคส์ เอส.อา. ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้กับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบของบริษัทดังกล่าวพบว่าสินค้าบุหรี่ที่นำเข้าทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ของบริษัทผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร บริษัทดังกล่าวจึงได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานศุลกากรให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าพนักงานศุลกากรได้ยึดสินค้าบุหรี่ทั้งหมดเป็นของกลางและประเมินราคาสำหรับสินค้าดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 11,399,068.71 บาท ค่าอากรขาเข้าจำนวน 6,839,441 บาท ค่าภาษีสรรพสามิตจำนวน 54,715,530 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 5,106,738 บาท และเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจำนวน 1,094,311 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 79,155,133.71 บาท กรมศุลกากรพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานสำแดงเท็จหลีกเลี่ยงข้อห้ามข้อจำกัดตามมาตรา 27 และ 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และได้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เพียงแต่รับจ้างทำพิธีการศุลกากรให้แก่เจ้าของสินค้าเท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนานำเข้าของต้องห้ามตามสำเนาหนังสือขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 และหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงลงวันที่ 10 มีนาคม 2549 ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2549 กรมศุลกากรมีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 ให้ไปทำความตกลงระงับคดี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปและมีหนังสือชี้แจงว่าบริษัทชางเต้าทอนด้าเทรดดิ้ง จำกัด เป็นเจ้าของสินค้าและเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ทำพิธีการศุลกากรในการนำสินค้าเข้าและส่งออกโดยวิธีที่เรียกว่า "RE - EXPORT" ไปยังประเทศมาเลเซียโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมและขอให้กรมศุลกากรพิจารณาทบทวนคำสั่งอีกครั้ง ตามสำเนาหนังสือขอให้ไปทำความตกลงระงับคดีลงวันที่ 5 เมษายน 2549 และหนังสือขออุทธรณ์คดีลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 จากนั้นกรมศุลกากรได้ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

สำหรับความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของต้องห้ามโดยหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ความผิดฐานนำยาสูบเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้ายาสูบโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ ตามพระราชบัญญัติยาสูบพ.ศ.2509 มาตรา 49 ประกอบมาตรา 19 กับมาตรา 52 ประกอบมาตรา 27 และความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวทั้งหมดจึงเป็นอันยุติไป

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเพียงข้อเดียวว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันสำแดงเท็จในการนำเข้าสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานสำแดงเท็จในการยื่นตราสารอันเกี่ยวด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำเข้าสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 นั้น พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 16 บัญญัติว่า "การกระทำที่บัญญัติไว้ใน ... มาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 นั้น ให้ถือว่าเป็นความผิดโดยมิพักต้องคำนึงว่าผู้กระทำมีเจตนาหรือกระทำโดยประมาทเลินเล่อหรือหาไม่" แสดงให้เห็นว่าความรับผิดของผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 เป็นความรับผิดเด็ดขาด แม้ผู้กระทำมิได้มีเจตนาในการกระทำความผิดโดยผู้กระทำมิได้รู้ว่าตราสารที่ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการนำเข้าสินค้านั้นได้สำแดงข้อความอันเป็นเท็จหรือผู้กระทำได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อในการยื่นตราสารซึ่งสำแดงข้อความอันเป็นเท็จนั้น ผู้กระทำก็ยังคงมีความผิดตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้ให้จำเลยที่ 3 กรรมการบริษัทซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ยื่นคำขออนุญาตนำยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ผลิตในต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อขอรับสินค้าบุหรี่ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ระบุแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 515,000 ซอง และยื่นคำขออนุญาตส่งยาสูบดังกล่าวออกไปนอกราชอาณาจักรที่ประเทศมาเลเซียต่อสำนักงานสรรพสามิตกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 โดยใช้บัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกรมศุลกากรของจำเลยที่ 3 สำนักงานดังกล่าวได้ออกใบอนุญาตให้นำยาสูบนั้นเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธี "RE - EXPORT" จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ชำระอากรขาเข้าสำหรับการนำเข้าและส่งออกโดยวิธีดังกล่าวจำนวน 1,000 บาท แล้วขณะที่สินค้าบุหรี่ดังกล่าวอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากร จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างนายกิตติคุณ ทำพิธีการศุลกากรเพื่อนำเข้าซึ่งสินค้าบุหรี่ดังกล่าวและส่งออกไปประเทศมาเลเซีย เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการตรวจสินค้านั้นแล้วพบว่า สินค้ามีจำนวนตรงตามที่ระบุในใบขนสินค้าขาเข้าแต่เจ้าพนักงานศุลกากรมีเหตุอันควรสงสัยว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ปลอม จึงได้ติดต่อไปยังบริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนของฟิลิปมอร์ริส โปรดัคส์ เอส.อา. ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้กับสินค้ายาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบของบริษัทดังกล่าวพบว่าสินค้าบุหรี่ที่นำเข้าทั้งหมดเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ของบริษัทผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ดังนี้ ข้อความในใบขนสินค้าขาเข้าที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำแดงว่าเป็นสินค้าบุหรี่ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" โดยระบุแหล่งกำเนิดของสินค้าว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจึงเป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยสินค้าบุหรี่ดังกล่าวมิใช่สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "MARLBOLO" ที่แท้จริงแต่เป็นสินค้าปลอม แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบและอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามเป็นเพียงผู้รับจ้างทำพิธีการศุลกากรไม่ใช่ผู้สั่งซื้อสินค้าหรือเจ้าของสินค้า และขณะยื่นใบขนสินค้าและการสำแดงใด ๆ เกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกซึ่งสินค้าบุหรี่ดังกล่าวนั้นบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์และอยู่ในอารักขาของกรมศุลกากร จำเลยทั้งสามไม่ทราบว่าสินค้าบุหรี่ดังกล่าวเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าปลอมก็ตาม แต่เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 เป็นความผิดที่แม้ผู้กระทำไม่มีเจตนาหรือมิได้กระทำโดยประมาท ผู้กระทำการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ยังคงมีความผิดตามบทบัญญัติ มาตรา 99 ดังกล่าว ทั้งนี้ โดยนัยของมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสามต้องตรวจสอบข้อความในใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงให้ตรงกับความเป็นจริงก่อนยื่นเอกสารนั้น เมื่อปรากฏว่าข้อความในใบขนสินค้าขาเข้าดังกล่าวเป็นความเท็จ จำเลยที่ 2 กรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเคยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับบริษัทจำเลยที่ 1 กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานยื่นใบขนสินค้าขาเข้าที่สำแดงข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันสำแดงเท็จในการนำเข้าสินค้า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 99 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 99
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1
สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทอลิสอินเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกุลธร วิไลรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15208/2556
#579975
เปิดฉบับเต็ม

การเสนอคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่า "มูลคดีเกิด" หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์อนุมัติจ่ายเงินให้แก่จำเลย เนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ณ ที่ทำการของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในเขตการเลือกตั้งจังหวัดระนองแทนจำเลยเนื่องจากจำเลยได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 โจทก์ฟ้องจำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนั้น เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งถือว่าเป็นมูลคดีได้เกิดขึ้น ณ ที่ทำการของโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5

วันที่ 13 มีนาคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยว่า ก่อนจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำเลยกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 เนื่องจากการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมีผลให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันมีคำสั่ง ตามมาตรา 96 กรณีของจำเลยจึงเป็นการออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่จำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 97 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืนได้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น เป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 มิใช่อายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

เมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้งจึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,615,940.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,566,062.77 บาท แก่โจทก์ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,615,940.08 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,566,062.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 934,911.16 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองว่า จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตการเลือกตั้งจังหวัดระนอง ทำให้สมาชิกภาพในการเป็นสมาชิกวุฒิสภาของจำเลยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันครบวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาชุดก่อน ต่อมานายคำภูและนายบุญรินทร์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตการเลือกตั้งจังหวัดระนองร้องคัดค้านว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเขตการเลือกตั้งจังหวัดระนองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 คณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนแล้ว เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2544 มีคำวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า มีบุคคลให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่จำเลย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ทำให้การเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งจังหวัดระนองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลย มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในเขตเลือกตั้งจังหวัดระนองแทนจำเลย มีผลทำให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่ง ตั้งแต่จำเลยได้รับการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2543 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดสมาชิกภาพของจำเลย จำเลยได้รับเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มจำนวน 871,838.70 บาท เบี้ยประชุมกรรมาธิการ 21,500 บาท ใบเบิกทาง 31,572 บาท ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ 10,000.46 บาท รวมเป็นเงิน 934,911.16 บาท นอกจากนี้โจทก์ได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำเลย 1 คน คือ นายเรืองวิทย์ และแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย 5 คน ได้แก่ นางสาววาสิฎฐี นางสาวพรทิพย์ นายวันชัย นางสาวอำพร และนายปกรณ์ เพื่อให้คำปรึกษาและแนะนำด้านวิชาการ ช่วยดำเนินการต่าง ๆ ให้แก่จำเลย โจทก์ได้จ่ายเงินตอบแทนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ อัตรา 15,000 บาทต่อเดือน เป็นเงิน 175,645.16 บาท ค่าตอบแทนผู้ปฏิบัติงานอัตรา 7,780 บาท ต่อคนต่อเดือนเป็นเงิน 455,506.45 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,566,062.77 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนองมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ขอให้จำเลยคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต้นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระนอง สถานที่จ่ายเงินมิใช่ต้นเหตุแห่งการฟ้องร้อง ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น เห็นว่า การเสนอคำฟ้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า "คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่า "มูลคดีเกิด" หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์อนุมัติจ่ายเงินให้แก่จำเลย เนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ณ ที่ทำการของโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ในเขตการเลือกตั้งจังหวัดระนองแทนจำเลยเนื่องจากจำเลยได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ ดังนั้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องซึ่งถือว่าเป็นมูลคดีได้เกิดขึ้น ณ ที่ทำการของโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่ที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระเงินคืนและฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งโจทก์ใช้อ้างสิทธิมาฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีนี้จะได้ถูกยกเลิกโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปก่อนที่โจทก์จะใช้สิทธิฟ้องร้องจำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นการยกเลิกภายหลังจากที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอากับจำเลยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ดังกล่าวแล้ว จึงไม่กระทบถึงสิทธิในการฟ้องร้องของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 บัญญัติว่า "การลาออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าวันที่ 13 มีนาคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยว่า ก่อนจำเลยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจำเลยได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 เนื่องจากการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมมีผลให้สมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลงนับแต่วันมีคำสั่ง ตามมาตรา 96 กรณีของจำเลยจึงเป็นการออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่จำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ที่มีผลบังคับใช้ในขณะนั้น จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืนได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องภายใน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นเป็นกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 มิใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 ดังที่จำเลยฎีกา ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินคืนค่าตอบแทนที่โจทก์แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 97 บัญญัติว่า "การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกนั้นได้กระทำไปในหน้าที่ รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่งหรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นรับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยถูกออกจากตำแหน่งหรือสมาชิกภาพของจำเลยสิ้นสุดลง เพราะเหตุที่จำเลยได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) ประกอบมาตรา 90 กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จำเลยจึงต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อจำเลยเป็นผู้ขอให้โจทก์ตั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานประจำตัวจำเลย ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่ได้มาระหว่างที่จำเลยดำรงตำแหน่งและเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เงินที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บุคคลที่จำเลยขอให้โจทก์แต่งตั้งจึงมีลักษณะเป็นประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่จำเลยได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่ง จำเลยจึงต้องคืนให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในประเด็นนี้ว่า จำเลยไม่ต้องคืนเงินค่าตอบแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 5
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 1336
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 97
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44 (1) ม. 90
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
จำเลย — นายธรรมนูญ มงคล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางรัชดาวดี กาญจนขจิต
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15171/2556
#554936
เปิดฉบับเต็ม

ส. นักการภารโรงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโรงเรียนจำเลยที่ 5 ที่ให้เก็บเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุไว้ในห้องสมุดทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จมาโดยตลอด จำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นสถานศึกษา จึงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา รวมทั้งควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานการศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ เป็นผู้แทนของสถานศึกษาหรือส่วนราชการในกิจการทั่วไป รวมทั้งการจัดทำนิติกรรมสัญญาราชการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการได้รับตามที่ได้รับมอบอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 (1) (2) และ (3) แม้เครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจะมิใช่ทรัพย์สินของทางราชการ แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ยืมมาใช้ในราชการ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงจำต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 644 การที่จำเลยที่ 4 ปล่อยปละละเลยการบริหารกิจการของสถานศึกษาและไม่ควบคุมดูแลบุคลากรในสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการหรือของสถานศึกษา จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 เมื่อความประมาทเลินเล่อนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 4 ยืมเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุมาใช้ราชการ แต่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยที่ 4 อยู่ในสังกัดจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,229,835 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 2,200,000 บาท จนกว่าจะชำระโจทก์เสร็จ

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 4

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จ กับให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับยกเว้น ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกาทั้งหมด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 6 เป็นกระทรวงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 จำเลยที่ 5 เป็นโรงเรียนในสังกัดจำเลยที่ 6 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 35 มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการ จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ได้มอบหมายให้นายสมภพ นักการภารโรง โรงเรียนจำเลยที่ 5 นำหนังสือราชการ ไปขอยืมเครื่องตัดหญ้าจากนายคมสัน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านท่าม่วง ตำบลท่าม่วง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อนำมาใช้ตัดหญ้าภายในโรงเรียนจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 4 มีคำสั่งให้นายสมภพเก็บเครื่องตัดหญ้าไว้ในห้องสมุดใหม่ทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ ห้ามปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากกลัวเด็กนักเรียนจะไปเล่น โรงเรียนจำเลยที่ 5 มีการจัดเตรียมงานเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูโรงเรียนจำเลยที่ 5 นายสมภพได้ไปช่วยจัดเตรียมงานเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูโรงเรียนจำเลยที่ 5 ที่หอประชุม ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา เด็กชาย อ. นักเรียนโรงเรียนท่าม่วงวิทยาคม เด็กชาย ภ. เด็กชาย ศ.และเด็กชาย ต. ได้ไปนั่งคุยกันที่ศาลาโรงเรียนจำเลยที่ 5 ประมาณ 2 ชั่วโมง และเดินออกจากศาลาไป คงเหลือแต่เด็กชาย อ. ผู้เดียว จำเลยที่ 1 นักเรียนโรงเรียนท่าม่วงวิทยาคมเดินเข้าไปนั่งคุยกับเด็กชาย อ. ระหว่างนั้นเด็กชาย ภ. นักเรียนโรงเรียนจำเลยที่ 5 เห็นเครื่องตัดหญ้าคันดังกล่าวจอดอยู่ที่เสาธงโรงเรียนจำเลยที่ 5 เด็กชาย ภ. จึงเข้าไปติดเครื่องยนต์ นำไปตัดหญ้าที่บริเวณสนามฟุตบอล เด็กชาย อ. เข้าไปขอเด็กชาย ภ. ตัดหญ้า ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปขอเครื่องตัดหญ้าจากเด็กชาย อ. แล้วนำไปตัดหญ้า โดยใกล้ ๆ บริเวณนั้น โจทก์กำลังเล่นกีฬาชนไก่กับเพื่อน โจทก์แพ้จึงต้องนอนลงที่พื้นสนามฟุตบอล เพื่อนของโจทก์ได้นำเศษหญ้าปกคลุมตัวโจทก์ไว้ จำเลยที่ 1 เข็นรถตัดหญ้าไปทางที่โจทก์นอน และชนโจทก์ได้รับอันตรายสาหัส มีบาดแผลตั้งแต่กลางกะโหลกศีรษะด้านขวา ลากยาวผ่านดวงตาขวาและแก้มด้านขวา แขนขวาขาดและตาขวาบอด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยที่ 4 อยู่ในสังกัด ให้รับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ที่ 4 คดีย่อมมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยความรับผิดของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วย แม้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ปัญหาดังกล่าวนี้โจทก์มีพนักงานสอบสวน พยานโจทก์เบิกความว่า พยานได้ให้ช่างเครื่องยนต์ลองติดเครื่อง ปรากฏว่าสามารถติดเครื่องได้ง่ายเพียงครั้งเดียว จำเลยที่ 4 เองก็เล็งเห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุ จึงมีคำสั่งให้นายสมภพเก็บเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุไว้ในห้องสมุดใหม่ทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ ห้ามปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากกลัวเด็กนักเรียนจะไปเล่น และได้ออกคำสั่งโรงเรียนจำเลยที่ 5 ให้นายสมภพปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด ในข้อนี้นายสมภพให้การต่อพันตำรวจโทบุญทันว่า ปกตินายสมภพจะเก็บเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุไว้ที่โรงเก็บรถด้านหลังโรงเรียนจำเลยที่ 5 แต่ในวันเกิดเหตุยังไม่นำไปเก็บ เนื่องจากต้องไปทำงานอื่นก่อน เด็กชาย ภ. พยานโจทก์และพยานจำเลยที่ 5 ที่ 6 เบิกความว่า เมื่อเวลาประมาณ 12 นาฬิกาของวันเกิดเหตุ พยานเห็นเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจอดอยู่ใต้ต้นไม้หน้าอาคารเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 พยานจึงเข้าไปติดเครื่องยนต์ นำไปตัดหญ้าหลังโรงเรียนจำเลยที่ 5 แล้วนำไปเก็บที่เดิม จนกระทั่งก่อนจะเกิดเหตุ พยานเห็นเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจอดอยู่ที่เสาธงโรงเรียนจำเลยที่ 5 จึงเข้าไปติดเครื่องยนต์ นำไปตัดหญ้าที่บริเวณสนามฟุตบอล แสดงว่า นายสมภพไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโรงเรียนจำเลยที่ 5 มาโดยตลอด จำเลยที่ 4 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นสถานศึกษา จึงเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและมีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษาหรือส่วนราชการ ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา รวมทั้งควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถานศึกษาหรือส่วนราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับของราชการ เป็นผู้แทนของสถานศึกษาหรือส่วนราชการในกิจการทั่วไป รวมทั้งการจัดทำนิติกรรมสัญญาราชการของสถานศึกษาหรือส่วนราชการตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาหรือส่วนราชการได้รับตามที่ได้รับมอบอำนาจ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 (1) (2) และ (3) แม้เครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุจะมิใช่ทรัพย์สินของทางราชการ แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนจำเลยที่ 5 ยืมมาใช้ในราชการ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงจำต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 644 การที่จำเลยที่ 4 ปล่อยปละละเลยการบริหารกิจการของสถานศึกษาและไม่ควบคุมดูแลบุคลากรในสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการหรือของสถานศึกษา จึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 เมื่อความประมาทเลินเล่อนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 4 ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 4 ยืมเครื่องตัดหญ้าคันเกิดเหตุมาใช้ในราชการ แต่ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 มาตรา 39 จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเลยที่ 4 อยู่ในสังกัดจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นนั้น ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 644
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ม. 39 (1) ม. 39 (2) ม. 39 (3)
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชาย ก.
โดยนายพงษ์ชัย ผู้แทนโดยชอบธรรม
เด็กชาย ส. โดยนายเวียงพิง
จำเลย — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเดชา อุบลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
สมควร วิเชียรวรรณ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15106/2556
#562515
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และรับเงินส่วนที่เหลือ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ การที่โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วมนั้น เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยและจำเลยร่วมโต้แย้งสิทธิของโจทก์ขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว โดยคำร้องแสดงเหตุเพียงว่า จำเลยมีทางแพ้คดีซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน แต่การที่จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยร่วมนั้น หาได้ทำให้โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยหรือให้จำเลยร่วมใช้ค่าทดแทนตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) ไม่ และแม้การกระทำดังกล่าวอาจทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 แต่โจทก์มิได้กล่าวในคำร้องว่า จำเลยและจำเลยร่วมสมคบกันโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และมิได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท อีกทั้งมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นให้เรียกบุคคลภายนอกคดีเข้ามาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่อาจแปลความว่าคำร้องของโจทก์ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีได้ การที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยร่วมทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และให้เพิกถอนการโอนดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

แม้ระหว่างพิจารณาได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้จำเลยร่วมไปแล้ว แต่สภาพแห่งหนี้อาจไม่เปิดช่องให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ จึงต้องกำหนดในคำพิพากษาไว้ด้วยว่า หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้ ก็ให้จำเลยคืนเงินที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องเพราะโจทก์มีคำขอบังคับในส่วนนี้มาท้ายคำฟ้องด้วยแล้ว ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับมาท้ายฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 36183 และที่ดินโฉนดเลขที่ 36184 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยรับเงินจำนวน 330,000 บาท ไปจากโจทก์ หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสุพิณ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ให้แก่จำเลยร่วม จำเลยมีทางแพ้คดีโจทก์ ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางสุพิณเข้ามาเป็นจำเลยร่วม

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องว่า หากจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ ให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดคืนเงินจำนวน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ด้วย ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13683 และที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 13684 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด หากจำเลยและจำเลยร่วมไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 330,000 บาท ให้แก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 36183 และเลขที่ 36184 ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยรับว่าในวันนัดโอนที่ดินตามสัญญา โฉนดที่ดินเลขที่ 36183 ของจำเลยยังติดจำนองธนาคารอยู่ ก่อนหรือในวันนัดโอนที่ดินจำเลยหาได้ไถ่ถอนจำนองให้เรียบร้อยไม่ กลับไถ่ถอนวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังกำหนดนัด 1 วัน ตามสารบัญสำเนาโฉนดที่ดิน แสดงว่าในวันนัดจำเลยไม่พร้อมที่จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าหากโจทก์มาตามนัด จำเลยจะไถ่ถอนจำนองแล้วโอนที่ดินให้โจทก์ได้ในวันเดียวกัน หรือที่อ้างว่าโจทก์ขอขยายเวลาการโอนที่ดินเป็นวันที่ 3 มกราคม 2551 และวางมัดจำเพิ่ม เป็นข้ออ้างลอย ๆ ดังนั้นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยขอเลื่อนการโอนที่ดินเป็นกลางเดือนมกราคม 2551 จึงมีความน่าเชื่อถือ แต่ถึงกำหนดจำเลยก็ผิดนัดอีก ต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2551 โจทก์กลัวว่าจำเลยจะโอนที่ดินให้บุคคลภายนอกซึ่งโจทก์จะได้รับความเสียหาย จึงขออายัดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน และให้ทนายความโจทก์มีหนังสือแจ้งว่าจำเลยผิดสัญญา กับให้จำเลยโอนที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ ตามหนังสือและใบตอบรับ แต่จำเลยเพิกเฉย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้งสองแปลง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยข้อต่อไปที่ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีหรือไม่ เห็นว่า จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ เพราะเป็นเรื่องของจำเลยร่วม ไม่เกี่ยวกับจำเลย อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้โจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ และรับเงินส่วนที่เหลือ หากโอนไม่ได้ให้ใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ และไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญา คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยผิดสัญญาไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ การที่โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยอ้างว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ให้แก่จำเลยร่วมนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยและจำเลยร่วมโต้แย้งสิทธิของโจทก์ขึ้นมาใหม่ภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทดังกล่าว โดยคำร้องของโจทก์ได้แสดงเหตุเพียงว่า จำเลยมีทางแพ้คดี ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน อันเป็นการยื่นคำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) แต่การที่จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยร่วมนั้น หาได้ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยหรือให้จำเลยร่วมใช้ค่าทดแทนตามความหมายแห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่ และแม้การกระทำของจำเลยและจำเลยร่วมอาจทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ได้ก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้กล่าวในคำร้องไว้ด้วยว่า จำเลยและจำเลยร่วมสมคบกันโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยไม่สุจริตทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ และไม่ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง อีกทั้งมิใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้บุคคลภายนอกต้องเข้ามาในคดี หรือศาลเห็นจำเป็นให้เรียกบุคคลภายนอกคดีเข้ามาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่อาจแปลความว่าคำร้องของโจทก์ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีได้ ชอบที่โจทก์จะต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นควรที่จะสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์เสียตั้งแต่ต้น การที่ศาลชั้นต้นหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีและศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี และการที่จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยร่วมทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ จึงให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง กับให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วยนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้

อนึ่ง เนื่องจากในระหว่างพิจารณาได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยร่วมไปแล้ว สภาพแห่งหนี้จึงอาจไม่เปิดช่องให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ จึงต้องกำหนดในคำพิพากษาไว้ด้วยว่า หากจำเลยไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ก็ให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ทั้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้องโจทก์เพราะโจทก์ได้มีคำขอบังคับในส่วนนี้มาท้ายคำฟ้องด้วยแล้ว ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยรับผิดในส่วนนี้มาด้วยนั้น เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหาทั้งสามกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์ได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ก็ให้จำเลยคืนเงิน 510,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่ให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมทั้งหมด แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะไปฟ้องเป็นคดีใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย ฤกษ์สมสุนัย
จำเลย — นางติ๋ม ธงยศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายสรายุทธ อุดมพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุรพล สนธยานนท์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15083/2556
#562507
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่เข้าทำสัญญาขนส่งกับโจทก์แทนจำเลยที่ 2 ตัวการ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้ตัวแทนต้องรับผิดตามสัญญา แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ใช่ผู้ขนส่งอื่น โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ก็ตาม ก็หาได้เป็นข้อยกเว้นความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 824 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้งที่โจทก์ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,446.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 173,446.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 8,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนทำสัญญาขนส่งแทนจำเลยที่ 2 ตัวการที่อยู่ในต่างประเทศจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจัดการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ เนื่องจากโจทก์ไม่มีเรือเป็นของตนเอง จึงได้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลในต่างประเทศให้ทำการขนส่งสินค้าพิพาท จำเลยที่ 2 แต่งตั้งมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย เป็นตัวแทนทำสัญญาขนส่งกับโจทก์ ตามใบแจ้งหนี้ค่าระวางเรือ ซึ่งมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงนามในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ที่เข้าทำสัญญาขนส่งกับโจทก์แทนจำเลยที่ 2 ตัวการ ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์แต่ลำพังตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้ตัวแทนต้องรับผิดตามสัญญา แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ใช่ผู้ขนส่งอื่น โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการดำเนินงานอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยก็ตามก็หาได้เป็นข้อยกเว้นความรับผิดของตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในความเสียหายต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้อง ทั้ง ๆ ที่โจทก์ชนะคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงไม่ถูกต้อง ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินให้โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 173,446.90 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในชั้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิค อินเตอร์เนชั่นแนล ฟอร์เวิร์ดดิ้ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเอฟพี ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15081/2556
#559298
เปิดฉบับเต็ม

สำเนาใบตราส่งระบุข้อความตอนบนว่า ใบตราส่งสำหรับการขนส่งในมหาสมุทรหรือขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (BILL OF LADING FOR OCEAN TRANSPORT OR MULTIMODAL TRANSPORT) จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขนส่งสินค้าจากสถานีตรวจปล่อยสินค้าลาดกระบังทางรถยนต์ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และขนส่งสินค้าจากท่าเรือดังกล่าวไปยังท่าเรืออะปาปา ประเทศไนจีเรีย ซึ่งตามใบจองระวางเรือระบุให้ขนส่งสินค้าจากลาดกระบังไปท่าเรือแหลมฉบัง และจากท่าเรือดังกล่าวไปจนถึงท่าเรือปลายทาง การขนส่งในคดีนี้เป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งทางบกกับการขนส่งทางทะเล โดยในส่วนของการขนส่งทางบกนั้นเป็นการขนส่งข้ามจังหวัด มิใช่เพียงการขนส่งกันภายในท่าเรือซึ่งมีระยะทางไม่มาก อันเป็นรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันสองรูปแบบในสัญญาขนส่งเดียวกันจากสถานที่รับของในประเทศไทยไปยังสถานที่ส่งมอบของในประเทศไนจีเรียเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ การใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของผู้เอาประกันภัยต่อจำเลยจึงมีอายุความ 9 เดือน นับแต่วันที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานสำรวจความเสียหายว่า สินค้าถูกขนส่งถึงปลายทางที่ท่าเรืออะปาปาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 และมีการเรียกร้องความเสียหายแก่ผู้ขนส่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 จึงฟังได้ว่า ผู้ประกอบการขนส่งน่าจะส่งมอบของในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว และเมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้ในวันที่ 12 มกราคม 2552 ย่อมเกินกว่า 9 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ย่อมยกเอาเหตุสิทธิเรียกร้องขาดอายุความขึ้นปฏิเสธการชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/10

ที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนประกอบกิจการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในประเทศไทยจึงไม่สามารถอ้าง พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้นั้น เห็นว่า การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น หาได้มีผลเปลี่ยนแปลงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามความหมายในบทนิยาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 4 ให้เป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 2,674,841.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,651,954.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,674,841.09 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,651,954.36 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อประมาณวันที่ 10 ธันวาคม 2550 บริษัทเอซ อินชัวรันส์ จำกัด ได้รับประกันภัยสินค้าประเภทยารักษาโรคไว้จากบริษัทเมก้า ไลฟไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด ผู้เอาประกันภัย วงเงินประกันภัย 78,365.13 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้เอาประกันภัยได้ขายสินค้าแก่บริษัทเมก้า ไลฟไซแอ็นซ์ ไนจีเรีย จำกัด และผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยทั้งห้าขนส่งสินค้าโดยเรือเดินทะเล เมอส์ก เกาลูน เที่ยวที่ 0802 จากประเทศไทยไปยังเมืองอะปาปา ประเทศไนจีเรีย สัญญาประกันภัยคุ้มครองความเสียหายหรือสูญหายการขนไม่ว่าช่วงใดของการขนส่งสินค้า ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2551 เมื่อสินค้าได้ถูกขนส่งไปถึงปลายทางปรากฏว่า สินค้าซึ่งเป็นยารักษาโรคได้รับความเสียหายตามรายงานการสำรวจ ผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าแล้วแต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย จึงได้เรียกร้องมายังโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยซึ่งรับโอนกิจการจากบริษัทเอซ อินชัวรันส์ จำกัด โจทก์ได้ชำระค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยจึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายกับจำเลยทั้งห้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องขาดอายุความตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาใบตราส่งระบุข้อความตอนบนว่า ใบตราส่งสำหรับการขนส่งในมหาสมุทรหรือขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (BILL OF LADING FOR OCEAN TRANSPORT OR MULTIMODAL TRANSPORT) นายฐิระพล และนายประมวล พยานจำเลยที่ 1 ทั้งสองปาก ต่างให้การสอดคล้องต้องกันว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขนส่งสินค้าจากสถานีตรวจปล่อยสินค้าลาดกระบังทางรถยนต์ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และขนส่งสินค้าจากท่าเรือดังกล่าวไปยังท่าเรืออะปาปา ประเทศไนจีเรีย โดยเรือเมอส์ก เกาลูน ซึ่งตามใบจองระวางเรือ ระบุให้ขนส่งสินค้าจากลาดกระบังไปท่าเรือแหลมฉบัง และจากท่าเรือดังกล่าวไปจนถึงท่าเรือปลายทาง และโจทก์ไม่ถามค้านหรือนำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่า การขนส่งในคดีนี้เป็นการรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งทางรถยนต์หรือทางบกกับการขนส่งทางเรือหรือทางทะเล โดยในส่วนของการขนส่งทางบกนั้น เป็นการขนส่งข้ามจังหวัด มิใช่เพียงการขนส่งกันภายในท่าเรือ ซึ่งมีระยะทางไม่มากอันเป็นรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันสองรูปแบบในสัญญาขนส่งเดียวกัน จากสถานที่รับของในประเทศไทยไปยังสถานที่ส่งมอบของในประเทศไนจีเรีย จึงเป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ตามความหมายในบทนิยาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 เมื่อปรากฏหลักฐานตามใบจองระวางเรือว่า มีการจองระวางเรือเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันหลังจากพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ใช้บังคับแล้ว ดังนี้ การใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบของผู้เอาประกันภัยต่อฝ่ายจำเลยจึงมีอายุความ 9 เดือน นับแต่วันที่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของตามมาตรา 38 วรรคหนึ่ง ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานสำรวจความเสียหายว่า สินค้าได้ถูกขนส่งถึงปลายทางที่ท่าเรืออะปาปาเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2551 และมีการเรียกร้องความเสียหายแก่ผู้ขนส่งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 จึงฟังได้ว่า ผู้ประกอบการขนส่งน่าจะส่งมอบของในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว และเมื่อนับถึงวันฟ้องคดีนี้ในวันที่ 12 มกราคม 2552 ย่อมเกินกว่า 9 เดือน คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมยกเอาเหตุสิทธิเรียกร้องขาดอายุความขึ้นปฏิเสธการชำระหนี้แก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 สำหรับข้อที่โจทก์แก้อุทธรณ์ว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนประกอบกิจการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบในประเทศไทย จึงไม่สามารถอ้างพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ เห็นว่า การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น หาได้มีผลเปลี่ยนแปลงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามความหมายในบทนิยาม มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เป็นอย่างอื่นแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/10
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 4 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอซ ไอเอ็นเอ โอเวอร์ซีส์ อินชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — บริษัทเมอส์ก ไลน์ (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายบัว แก้วจิตร
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15080/2556
#559118
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 บัญญัติถึงอายุความสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายของสินค้าที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเล ในกรณีที่มีการส่งมอบ ถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ และมาตรา 40 บัญญัติว่า ในกรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่า ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว... (3) ผู้ขนส่งได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว จำเลยที่ 1 ให้การยกอายุความนี้ขึ้นต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าแก่ท่าเรือปลายทางแล้วเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2550 ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล ฯ มาตรา 40 (3) และโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันส่งมอบดังกล่าว โดยปรากฏตามรายงานการสำรวจสินค้าของผู้ประกอบการท่าเรือปลายทางว่า เจ้าหน้าที่ท่าเรือได้ตรวจสินค้าตามฟ้องที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2550 เมื่อท่าเรือปลายทางนี้มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ใช้ปฏิบัติว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งต้องส่งมอบสินค้าตามฟ้องที่ขนส่งมากับเรือแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือปลายทางจึงจะถือเป็นการส่งมอบของตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล ฯ มาตรา 40 (3) ดังนั้น ที่โจทก์มารับสินค้าภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือ ทำให้โจทก์ทราบถึงความเสียหายของสินค้าในภายหลัง โจทก์ยังคงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรืออันถือเป็นการส่งมอบของตามมาตรานี้ ซึ่งเป็นวันเริ่มนับอายุความ 1 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือเสร็จสิ้นวันที่ 14 มกราคม 2550 แต่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 21 มกราคม 2551 อันเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 42,543,619.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 39,575,460.19 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความร่วมกับโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 742,403 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 342,466 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และในกรณีที่จำเลยที่ 1 จะชำระเงินสกุลบาทให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ลูกค้าในวันที่มีการใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งให้ทราบถึงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง)ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ ทั้งนี้อัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวต้องไม่เกิน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 35.39 บาท ตามที่โจทก์และโจทก์ร่วมขอ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และโจทก์ร่วม โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ 20,000 บาท ค่าทนายความให้โจทก์ร่วม 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์และโจทก์ร่วมชนะคดี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ได้สั่งซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวางระบบโรงกลั่นน้ำมันในโครงการอะโรเมติกส์คอมเพล็กซ์ 2 ของโจทก์จากผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี อันได้แก่สินค้าเครื่องจักร STEEL PIPE & AIR COOLED HEAT EXCHANGER จำนวน 125 ชุด และ 690 เมตร ในเงื่อนไขเทอม C&F BANGKOK เป็นเงิน 5,594,424.68 ดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าบรรจุในหีบห่อจำนวน 335 หีบห่อ ผู้ขายว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้ามายังประเทศไทยและโจทก์ได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวโดยคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด (ALL RISKS) ไว้กับโจทก์ร่วม เมื่อเรือบรรทุกสินค้าเดินทางมาถึงท่าเรือทีพีทีของบริษัทไทยพรอสเพอริตีเทอมินอล จำกัด จำเลยที่ 1 ได้ขนถ่ายสินค้าทั้งหมดเข้าเก็บไว้ที่ท่าเรือ โดยเริ่มขนถ่ายวันที่ 13 มกราคม 2550 และขนถ่ายเสร็จสิ้นวันที่ 14 มกราคม 2550 ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2550 โจทก์ติดต่อขอรับสินค้าจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือจึงทราบว่าสินค้าได้รับความเสียหาย ตัวเครื่องจักรคดงอและบิดเบี้ยวจนเสียรูปทรง บางส่วนมีสภาพหีบห่อแตกหักโดยเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 เป็นยุติ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์และโจทก์ร่วมที่มีต่อจำเลยที่ 1 ตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 46 บัญญัติถึงอายุความสิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายเพื่อการเสียหายของสินค้าที่รับขนตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้น ในกรณีที่มีการส่งมอบ ถ้าไม่ได้ฟ้องคดีต่อศาลหรือเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของให้เป็นอันขาดอายุความ และมาตรา 40 บัญญัติว่าในกรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่า ผู้ขนส่งได้ส่งมอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว ... (3) ผู้ขนส่งได้มอบของไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งกฎหมายหรือกฎข้อบังคับที่ใช้อยู่ ณ ท่าปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งต้องมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1ก็ให้การยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้ส่งมอบสินค้าแก่ท่าเรือปลายทางแล้วเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2550 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 40 (3) และโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันส่งมอบดังกล่าว โดยปรากฏตามรายงานการสำรวจสินค้าของบริษัทไทยพรอสเพอริตี เทอมินอล จำกัด ผู้ประกอบการท่าเรือทีพีทีอันเป็นท่าเรือปลายทาง เอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ท่าเรือดังกล่าวได้ตรวจสินค้าตามฟ้องที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2550 ทั้งตามพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่นำสืบตรงกันรับฟังได้ยุติว่า จำเลยที่ 1 ขนถ่ายสินค้าจากเรือวันที่ 13 มกราคม 2550 และขนถ่ายเสร็จวันที่ 14 มกราคม 2550 ทั้งนายภาณุ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการประจำสำนักงานท่าเรือมาบตาพุดของบริษัทไทยพรอสเพอริตี เทอมินอล จำกัด เบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเรือเข้าเทียบท่าเรือดังกล่าวว่า เมื่อเรือเทียบท่าแล้ว พนักงานเรือจะขนถ่ายสินค้าขึ้นมาที่ท่าเรือ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ท่าเรือรับมอบสินค้า ขณะเจ้าหน้าที่รับมอบสินค้าก็จะบันทึกรายละเอียดสินค้า โดยหากพบความเสียหายก็จะบันทึกรายละเอียดความเสียหายและให้พนักงานเรือรับทราบกับลงชื่อไว้ด้วย โดยกรณีสินค้าตามฟ้องมีการทำบันทึกการตรวจนับสินค้าและความเสียหายของสินค้าดังกล่าวไว้ ตามรายการขนสินค้าจากเรือและรายการสินค้าชำรุด จากนั้นทางท่าเรือจะเก็บสินค้าไว้ในโรงพักสินค้าเพื่อรอผู้รับตราส่งมารับ โดยจะต้องมีเอกสารใบขนสินค้าขาเข้าที่แสดงว่าชำระค่าภาษีศุลกากรขาเข้าแล้ว ใบตราส่ง และใบสั่งปล่อยสินค้า โดยสินค้าตามฟ้องตัวแทนผู้รับตราส่งได้นำเอกสารทั้ง 3 ฉบับ นี้มาแสดงในการขอรับสินค้าตามพยานหลักฐานดังกล่าวก็ส่อแสดงถึงกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ใช้ปฏิบัติของท่าเรือปลายทางดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งต้องส่งมอบสินค้าตามฟ้องที่ขนส่งมากับเรือแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือปลายทาง อันถือเป็นการส่งมอบของตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา 40 (3) ดังกล่าวมาข้างต้น และแม้โจทก์จะมารับสินค้าภายหลังจากวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือ ทำให้โจทก์ทราบถึงความเสียหายของสินค้าในภายหลัง โจทก์ยังคงต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรืออันถือเป็นการส่งมอบของตามมาตรา 40 (3) ซึ่งเป็นวันเริ่มนับอายุความ 1 ปี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 และเมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ท่าเรือดังกล่าวเสร็จสิ้นวันที่ 14 มกราคม 2550 แต่โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 21 มกราคม 2551 อันเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ค่าเสียหายตามฟ้องได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่ขาดอายุความและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์และโจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 40 (3) ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน)
โจทก์ร่วม — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโอเชียน อีเลฟเว่น ชิปปิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15078/2556
#562508
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ขายติดต่อจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนประกอบกิจการในประเทศไทยของจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าไปยังเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ โดยจำเลยที่ 1 ออกและลงชื่อในใบตราส่งฉบับแรกให้ ซึ่งใบตราส่งดังกล่าวระบุไว้ด้านขวาของหัวกระดาษว่า Combined Transport Bill of Lading อันเป็นใบตราส่งที่ใช้กับการขนส่งหลายรูปแบบ ระบุสถานที่รับสินค้าและสถานที่บรรทุกลงเรือคือ กรุงเทพมหานคร สถานที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือคือ เมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และสถานที่ส่งมอบสินค้าคือเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ และได้ความว่าต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกจากเมืองโกเทนเบิร์กเพื่อไปยังสถานที่ส่งมอบสินค้าดังกล่าว การขนส่งสินค้าดังกล่าวเป็นการขนส่งทางเรือและทางบกต่อเนื่องกันจนถึงปลายทางอันเป็นการทำสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 7 และมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อสัญญาขนส่งสินค้าระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ แม้ใบตราส่งฉบับหลัง จะเป็นใบตราส่งสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลก็เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีผลกระทบถึงสัญญาขนส่งสินค้าระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด

การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไป โดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่ไม่พบชื่อจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ขึ้นทะเบียนไว้ หาได้มีผลตามกฎหมายที่จะต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด คดีนี้จึงมีอายุความฟ้องร้อง 9 เดือน นับแต่วันที่ได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของตามนัย พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคแรก ประกอบมาตรา 37

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้บริการของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำกับผู้ขาย และความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากการวางสินค้าไว้ในที่เปิดโล่งขณะที่เกิดฝนตกหนักในระหว่างการขนส่งช่วงใดช่วงหนึ่งก่อนที่ผู้ขนส่งทางบกได้รับมอบสินค้าบรรทุกขึ้นรถที่เมืองโกเทนเบิร์ก เมื่อมีเพียงจำเลยที่ 3 เท่านั้นที่เป็นผู้ขนส่งในช่วงทางเรือจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองโกเทนเบิร์ก จึงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 อย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมการที่จำเลยที่ 3 ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกอายุความ 9 เดือน ตาม พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคแรก ขึ้นต่อสู้ในคำให้การจะมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/29 ฝ่ายลูกหนี้จะต้องยกเรื่องอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อถูกฝ่ายเจ้าหนี้ดำเนินคดีฟ้องร้องให้ชำระหนี้ ศาลจึงจะยกฟ้องในเหตุนี้ได้ แต่การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของลูกหนี้นั้น แม้ตามปกติลูกหนี้ผู้นั้นซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีจะต้องยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ด้วยตนเองจึงจะถือว่ามีผลตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล เมื่อลูกหนี้หลายคนถูกฟ้องร้องให้รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในลักษณะที่ลูกหนี้หลายคนเป็นลูกหนี้ร่วมและเป็นจำเลยร่วมกันนั้น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) บัญญัติว่าในกรณีที่ลูกหนี้ร่วมหลายคนซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมให้ชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ การที่ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกอายุความขึ้นต่อสู้จะมีผลเท่ากับว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่นยกอายุความขึ้นต่อสู้ด้วย และเป็นกรณีที่ถือได้ว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่นยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/29 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่จำเลยที่ 3 ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงมีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมยกอายุความขึ้นต่อสู้ด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์จำนวน 327,180 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ 9 เดือน ตามมาตรา 38 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ใน การขนส่งสินค้าพิพาทนั้น บริษัทโปรเพ็น จำกัด ผู้ขายได้ติดต่อจำเลยที่ 2 ผ่านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนประกอบกิจการในประเทศไทยของจำเลยที่ 2 ให้ส่งสินค้าไปยังเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกและลงชื่อในใบตราส่งให้ ซึ่งใบตราส่งดังกล่าวเป็นแบบพิมพ์ที่ระบุไว้ที่ด้านขวาของหัวกระดาษว่า Combined Transport Bill of Lading อันเป็นใบตราส่งที่ใช้กับการขนส่งหลายรูปแบบ โดยมีการระบุไว้ในใบตราส่งฉบับนี้ด้วยว่า สถานที่รับสินค้าและสถานที่บรรทุกลงเรือคือ กรุงเทพมหานคร สถานที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือคือ เมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และสถานที่ส่งมอบสินค้าคือเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ และได้ความว่าจะต้องมีการขนส่งด้วยรถบรรทุกจากเมืองโกเทนเบิร์กเพื่อไปที่สถานที่ส่งมอบสินค้าดังกล่าว โดยต้องขนส่งผ่านเมือง Turku, Vantaa และ Valko จนถึงเมือง Kotka ดังกล่าว นอกจากนี้สัญญาประกันภัย Commercial Invoice และ Packing List ก็ระบุเมือง Kotka เป็นสถานที่ปลายทางสำหรับการขนส่งในความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสี่ และได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า ในการขนส่งทางเรือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีเรือของตนเอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงติดต่อให้จำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนประกอบกิจการในประเทศไทยของจำเลยที่ 4 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทให้ ซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ออกใบตราส่งให้โดยจำเลยที่ 3 ได้ลงชื่อไว้ในใบตราส่ง ดังนี้ ตามพระราชบัญญติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ให้ความหมายการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบไว้ว่า หมายความว่า การรับขนของโดยมีรูปแบบการขนส่งที่แตกต่างกันตั้งแต่สองรูปแบบขึ้นไป ภายใต้สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบฉบับเดียว โดยขนส่งจากสถานที่ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องได้รับมอบของในประเทศหนึ่งไปยังสถานที่ ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ส่งมอบของในอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งตามมาตรา 7 บัญญัติว่า สัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบคือ สัญญาซึ่งผู้ตราส่งตกลงให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องดำเนินการหรือจัดให้มีการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบและผู้ตราส่งตกลงที่จะชำระค่าระวางให้แก่ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง และตามมาตรา 10 วรรคแรก บัญญัติว่า ในการทำสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องจะต้องออกใบตราส่งต่อเนื่องให้แก่ผู้ตราส่งเมื่อได้รับมอบของ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติดังกล่าวข้างต้นฟังได้ว่า บริษัทโปรเพ็น จำกัด ผู้ขายได้ตกลงกับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าพิพาทไปยังเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ โดยการขนส่งสินค้าดังกล่าวเป็นการขนส่งทางเรือและทางบกต่อเนื่องกันจนถึงปลายทางอันเป็นการทำสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 แล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าใบตราส่งสินค้าของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ใช่ใบตราส่งสำหรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบแต่อย่างใด แต่เป็นใบตราส่งสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเล จึงต้องอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาขนส่งสินค้าระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แม้ใบตราส่งจะเป็นใบตราส่งสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเล ก็เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่มีผลกระทบถึงสัญญาขนส่งสินค้าระหว่างผู้ขายกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548 มีการบังคับให้ผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจดทะเบียนด้วย แต่ไม่พบชื่อจำเลยทั้งสี่ขึ้นทะเบียนไว้เป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลนั้น เห็นว่า การจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องเป็นเพียงวิธีการควบคุมการประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบให้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพเท่านั้น การที่ไม่พบชื่อจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ขึ้นทะเบียนไว้ว่าเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่อง หาได้มีผลตามกฎหมายที่จะต้องถือว่าจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางทะเลดังที่โจทก์อุทธรณ์แต่อย่างใด คดีนี้จึงมีอายุความฟ้องร้อง 9 เดือน นับแต่วันที่ได้ส่งมอบของหรือควรจะส่งมอบของตามนัยแห่งมาตรา 38 วรรคแรก ประกอบมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 เท่านั้นที่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ด้วย หากศาลฟังว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 9 เดือน ตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ก็ย่อมมีผลเฉพาะจำเลยที่ 3 เท่านั้น การที่ศาลวินิจฉัยว่ากรณีมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบนั้น พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้บริการของจำเลยที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติตามสัญญาขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำกับ บริษัทโปรเพ็น จำกัด ผู้ขาย และความเสียหายของสินค้าพิพาทเกิดจากการวางสินค้าไว้ในที่เปิดโล่งขณะที่เกิดฝนตกหนักในระหว่างการขนส่งช่วงใดช่วงหนึ่งก่อนที่ผู้ขนส่งทางบกได้รับมอบสินค้าบรรทุกขึ้นรถที่เมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน เมื่อมีเพียงจำเลยที่ 3 เท่านั้นที่เป็นผู้ขนส่งในช่วงทางเรือจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองโกเทนเบิร์ก ประเทศสวีเดน จึงฟังได้ว่าสินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 3 อย่างลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม การที่จำเลยที่ 3 ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกอายุความ 9 เดือน ตามพระราชบัญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคแรก ขึ้นต่อสู้ในคำให้การจะมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 บัญญัติว่า เมื่อไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะอ้างเอาอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ บทบัญญัตินี้แสดงว่า ฝ่ายลูกหนี้จะต้องยกเรื่องอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อถูกฝ่ายเจ้าหนี้ดำเนินคดีฟ้องร้องให้ชำระหนี้ ศาลจึงจะยกขึ้นฟ้องในเหตุนี้ได้ แต่การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของลูกหนี้นั้น แม้ตามปกติลูกหนี้ผู้นั้นจะต้องยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ด้วยตนเองจึงจะถือว่ามีผลตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ในการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล เมื่อลูกหนี้หลายคนถูกฟ้องร้องให้รับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในลักษณะที่ลูกหนี้หลายคนเป็นลูกหนี้ร่วมและเป็นจำเลยร่วมกันนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) บัญญัติว่า "บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปอาจเป็นคู่ความในคดีเดียวกันได้โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ หรือได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ดั่งนั้นโดยชัดแจ้ง ในกรณีเช่นนี้ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้ (1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย เว้นแต่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น ๆ ..." ตามบทกฎหมายนี้หมายความว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ร่วมหลายคนซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยร่วมให้ชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ การที่ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกอายุความขึ้นต่อสู้จะมีผลเท่ากับว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่นยกอายุความขึ้นต่อสู้ด้วย และเป็นกรณีที่ถือได้ว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่นยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว การที่จำเลยที่ 3 ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงมีผลเท่ากับว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมยกอายุความขึ้นต่อสู้ด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม คดีย่อมมีประเด็นว่าฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความ 9 เดือน ตามพระราชบัญญัติการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 มาตรา 38 วรรคแรก หรือไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความ 9 เดือน ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/29
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ พ.ศ.2548 ม. 7 ม. 10 ม. 37 ม. 38
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
บริษัทจี แอนด์ ยู โลจิสติกส์ (ประเทศไทย)
จำเลย — จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14977/2556
#559138
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ในคดีดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคล การซื้อขายสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจจากองค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้อ้างว่า จำเลยที่ 1 (โจทก์ในคดีก่อน) ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การซื้อขายสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจจากองค์กรเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่ไม่อาจถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำสำหรับจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ได้กระทำการสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองให้ร่วมกันจดทะเบียนปลอดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6656 เลขที่ดิน 33 และโฉนดเลขที่ 6386 เลขที่ 34 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นว่า การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์คัดค้าน

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 เอกสารในสำนวนสารบัญอันดับที่ 13 ทนายโจทก์ได้แถลงยอมรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้นและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ดังปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้น ท้ายคำร้อง ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมาย ลงวันที่ 21 มกราคม 2551 เอกสารในสำนวนสารบัญอันดับที่ 10/8 เมื่อตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติข้อห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งข้อห้ามดังกล่าวห้ามทั้งคู่ความในคดีทุกฝ่ายและศาลเองมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอีกอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีที่ศาลใดได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เว้นแต่ข้อสำคัญที่ว่าหากคดีก่อนคู่ความฝ่ายใดมิได้เป็นคู่ความในคดี ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ในคดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้นคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ส่วนโจทก์และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ ต่างเป็นคู่ความในคดีก่อนคือ คดีหมายเลขแดงที่ 15029/2551 ของศาลชั้นต้น จึงต้องพิจารณาต่อไปถึงความหมายของ "กระบวนพิจารณา" อันมีนิยามในมาตรา 1 (7) ให้ความหมายว่า "การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาล หรือตามคำสั่งของศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้" ถ้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็น ซึ่งศาลนั้นได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว ย่อมเป็นการซ้ำกัน ดังนี้เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้น ที่วินิจฉัยชี้ขาดไว้ว่า จำเลยที่ 1 คดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวมีฐานะเป็นนิติบุคคล การซื้อขายสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และในคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนฟ้องคดีนี้อ้างว่า จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ (ซึ่งคือโจทก์ในคดีดังกล่าว) ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การซื้อขายสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเห็นได้ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองในคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ของศาลชั้นต้น และคำฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลตามคำนิยามในมาตรา 1 (7) ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และมีประเด็นแห่งคดีเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 15029/2545 ท้ายคำร้องลงวันที่ 21 มกราคม 2551 ว่า ศาลชั้นต้นในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นดังกล่าวแล้ว ดังนั้นคำฟ้องโจทก์ในคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ในประการนี้เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนข้อฎีกาของโจทก์ที่ว่า คดีเดิมศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยรายละเอียดการจดทะเบียนนิติบุคคลประเภทกองทุนรวมของจำเลยที่ 1 ไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีอำนาจจัดการกองทุนรวมจำเลยที่ 1 หรือไม่ และประเด็นเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร จำกัด (มหาชน) ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ศาลชั้นต้นในคดีก่อนวินิจฉัยเพียงผิวเผินว่า โจทก์รับซื้อและรับโอนสินทรัพย์สินเชื่อมาโดยมิได้วินิจฉัยรายละเอียดเกี่ยวกับการโอนนั้น จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเด็นในคดีก่อน เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลในคดีก่อน โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในคดีเดิม การนำประเด็นในคดีเดิมที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

สำหรับคดีของจำเลยที่ 2 ซึ่งหาใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำดังได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วนั้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาพิพากษา ปรากฏว่าโจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 เพียงว่า "คดีนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวม..." เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการสิ่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนปลอดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6656 และ 6386 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ และไม่มีกรณีที่จะพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะกรณีตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจดทะเบียนปลอดจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 6656 และ 6386 และคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรืองเพชร เพชรวรกุล
จำเลย — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพรเทพ ชาญกิจการยนต์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุนทร นาเนกรังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14973/2556
#559317
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาและเจตนารมณ์ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและข้อบังคับของโจทก์ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานั้น ไม่ได้มีเพียงในเรื่องสิทธิคู่สัญญาที่จะได้รับการจ่ายไฟฟ้าให้ถูกต้องและการได้รับชำระเงินค่าไฟฟ้าที่ครบถ้วนเท่านั้น แต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยังมีหน้าที่และความรับผิดเรื่องอื่นอีก โดยโจทก์ยังมีหน้าที่และความรับผิดด้านการดูแลการจ่ายไฟให้ถูกต้องและปลอดภัยตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ประกอบการ ให้บริการสาธารณะด้านการจ่ายไฟฟ้า ส่วนจำเลยก็ยังมีหน้าที่และความรับผิดในฐานะผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ดูแลสถานที่ใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นฝ่ายที่รู้เห็นเพียงฝ่ายเดียวเกี่ยวกับพฤติการณ์การใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในฐานะความเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง หรือผู้ดูแลบ้านที่ใช้ไฟฟ้าตามสัญญาที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ในข้อบังคับของโจทก์ข้อ 36 จึงตกลงกันไว้ชัดเจนว่า ถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้บอกเลิกการใช้ไฟฟ้า แต่มีผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า ให้ถือว่าผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการชำระค่าไฟฟ้า เมื่อจำเลยซึ่งรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายบ้านของตนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยตามสภาพปกติแล้วโจทก์ไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้ จำเลยจึงต้องอยู่ในฐานะคู่สัญญาที่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาให้ครบถ้วน การที่จำเลยไม่ดำเนินการบอกเลิกใช้ไฟฟ้าตามสัญญา แล้วต่อมามีผู้ใช้วิธีการตัดสายเช็คศูนย์ทางด้านไฟฟ้าเข้าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่บริเวณหัวเสาหน้าบ้าน และมีการนำไฟฟ้าเข้าไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านใช้ไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 64,108 หน่วย แต่เครื่องวัดไฟฟ้าของจำเลยอ่านได้เพียง 29,660 หน่วย ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระค่าไฟฟ้าตามที่ควรได้รับตามปกติ จำเลยจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขแห่งสัญญาดังกล่าว

การฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าไฟฟ้าที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริง เป็นการฟ้องให้ชำระหนี้ให้ถูกต้องโดยโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนอันมีลักษณะเป็นกิจการสาธารณูปโภค ไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาให้ครบถ้วนเป็นเหตุให้มีผู้อื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับค่าไฟฟ้าส่วนที่ขาดที่พึงได้ตามปกติ ซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 124,111.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2549 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 124,111.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินค่าเสียหายให้โจทก์ 124,111.56 บาท จากการที่มีการตัดสายเช็คศูนย์ทางด้านไฟฟ้าเข้าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่บริเวณหัวเสาหน้าบ้าน และมีการนำไฟฟ้าเข้าไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเลขที่ 23/48 ทำให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2548 บ้านเลขที่ 23/48 ใช้ไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 64,108 หน่วย แต่เครื่องวัดไฟฟ้าของจำเลยอ่านได้เพียง 29,660 หน่วย หรือไม่ เห็นว่า เนื้อหาและเจตนารมณ์ของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและข้อบังคับของโจทก์ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญานั้น ไม่ได้มีเพียงในเรื่องสิทธิคู่สัญญาที่จะได้รับการจ่ายไฟฟ้าให้ถูกต้องและการได้รับชำระเงินค่าไฟฟ้าที่ครบถ้วนเท่านั้น แต่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยังมีหน้าที่และความรับผิดเรื่องอื่นอีก โดยโจทก์ยังมีหน้าที่และความรับผิดด้านการดูแลการจ่ายไฟให้ถูกต้องและปลอดภัยตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ประกอบการ ให้บริการสาธารณะด้านการจ่ายไฟฟ้า ส่วนจำเลยก็ยังมีหน้าที่และความรับผิดในฐานะผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ดูแลสถานที่ใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นฝ่ายที่รู้เห็นเพียงฝ่ายเดียวเกี่ยวกับพฤติการณ์การใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในฐานะความเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง หรือผู้ดูแลบ้านที่ใช้ไฟฟ้า การเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองหรือผู้ดูแลบ้านที่ใช้ไฟฟ้าตามสัญญาที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ในข้อบังคับของโจทก์ข้อ 36 จึงตกลงกันไว้ชัดเจนว่า ถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้บอกเลิกการใช้ไฟฟ้า แต่มีผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้า ให้ถือว่าผู้ใช้ไฟฟ้าและผู้ครอบครองสถานที่ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกันในการชำระค่าไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อให้สัญญาให้บริการไฟฟ้าอันเป็นทั้งสัญญาที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่คู่สัญญาและสัญญาที่ต้องคำนึงถึงสาธารณะชนโดยรวม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อจำเลยซึ่งรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขายบ้านของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยตามสภาพปกติแล้วโจทก์ไม่อาจรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้ จำเลยจึงต้องอยู่ในฐานะคู่สัญญาที่ต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาให้ครบถ้วน การที่จำเลยไม่ดำเนินการบอกเลิกใช้ไฟฟ้าตามสัญญา แล้วต่อมามีผู้ใช้วิธีการตัดสายเช็คศูนย์ทางด้านไฟฟ้าเข้าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าที่บริเวณหัวเสาหน้าบ้าน และมีการนำไฟฟ้าเข้าไปใช้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเลขที่ 23/48 ทำให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2544 ถึงเดือนมิถุนายน 2548 บ้านเลขที่ 23/48 ใช้ไฟฟ้าไปทั้งสิ้น 64,108 หน่วย แต่เครื่องวัดไฟฟ้าของจำเลยอ่านได้เพียง 29,660 หน่วย ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับชำระค่าไฟฟ้าตามที่ควรได้รับตามปกติ จำเลยจึงต้องรับผิดตามเงื่อนไขแห่งสัญญาดังกล่าว ซึ่งการฟ้องขอให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าไฟฟ้าที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงหน่วยน้อยกว่าความเป็นจริง เป็นการฟ้องให้ชำระหนี้ให้ถูกต้องโดยโจทก์ซึ่งมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจมีวัตถุประสงค์จัดให้ได้มาและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชนอันมีลักษณะเป็นกิจการสาธารณูปโภค ไม่ใช่ผู้ประกอบการค้าที่จะต้องฟ้องคดีภายใน 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้วไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาให้ครบถ้วนเป็นเหตุให้มีผู้อื่นทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับค่าไฟฟ้าส่วนที่ขาดที่พึงได้ตามปกติ ซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยรับผิดชำระค่าเสียหายเท่ากับค่าไฟฟ้าที่โจทก์พึงได้รับตามเงื่อนไขของสัญญานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมอย่างไร และจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้วอย่างไร ฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะหักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรต้องวินิจฉัยซ้ำในชั้นนี้อีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้านครหลวง
จำเลย — นายสุพจน์ นฤภัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายกุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14954/2556
#562551
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ผู้ต้องเสียหายมีสิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามมาตรา 448 วรรคสอง นั้น หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำความผิดโดยเฉพาะ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งมิได้ร่วมกระทำความผิดอาญา แต่กฎหมายบัญญัติให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งกรณีปัญหาในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดทางแพ่งต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเท่านั้น หาได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของตนซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจนำอายุความตาม ป.พ.พ.มาตรา 448 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.239 มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 132,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 ตุลาคม 2544) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด ผู้ต้องเสียหายมีสิทธิเรียกร้องภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนการฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งให้นับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามมาตรา 448 วรรคสอง นั้น หมายความเฉพาะการเรียกร้องจากตัวผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมในการกระทำความผิดโดยเฉพาะ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งมิได้ร่วมกระทำความผิดอาญา แต่กฎหมายบัญญัติให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งกรณีปัญหาในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดทางแพ่งต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเท่านั้น หาได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดร่วมกับเจ้าหน้าที่ของตนซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดดังเช่นในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ จึงไม่อาจนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ แต่เนื่องจากตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มิได้บัญญัติอายุความฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันทำละเมิด คือ วันที่ 10 เมษายน 2543 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2544 ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเนื่องจากศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้ออื่น ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามลำดับชั้นศาลประกอบกับการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจมีผลทำให้คดีต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นในอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 448
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
เด็กชาย ธ. โดยนายผิน วิทยศักดิ์พันธุ์
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายสุชาติ พันชี
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14941/2556
#562601
เปิดฉบับเต็ม

การโอนสิทธิเรียกร้องจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้โอนมีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือบุคคลที่สาม และไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวด้วยตนเอง จึงขอโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอนสิทธิ แต่ตามบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ได้โอนภาระการชำระหนี้ของตนที่มีต่อโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระแทน ส่วนการโอนกิจการและที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ให้แก่จำเลยที่ 1 ก็หาใช่สิทธิอันจะพึงเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกิจการและที่ดินในโครงการจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. จึงหามีสิทธิอันใดที่จะเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ทำการค้ำประกันค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในกิจการที่รับโอนมาได้ กรณีตามบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่เห็นได้ว่าเป็นการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้เท่านั้น หาใช่การโอนสิทธิเรียกร้องแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงหามีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและโจทก์ร่วมในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

สำนวนหลังโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนแรกแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัด อลินทอง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในสำนวนที่สอง ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 10 เดือน (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ตามสัญญาจ้างระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนากับโจทก์ที่ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างงานสาธารณูปโภคในโครงการหมู่บ้านสุขนิรันดร์ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 หลังจากครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 ห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ที่ 1 ว่า ยังค้างชำระหนี้ค่าก่อสร้างงานสาธารณูปโภคเป็นเงิน 9,553,900 บาท จึงแสดงให้เห็นว่าโจทก์ที่ 1 ได้ก่อสร้างงานสาธารณูปโภคตามสัญญาจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญาแล้ว หากโจทก์ที่ 1 ยังทำงานไม่เสร็จตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาย่อมต้องโต้แย้งและไม่ยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ดังกล่าว นอกจากนี้หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้แล้ว เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ระหว่างโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนา ก็ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนายังค้างชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเงิน 8,553,900 บาท จึงเป็นข้อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า โจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบงานก่อสร้างสาธารณูปโภคให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาเรียบร้อยแล้ว แต่ห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาไม่สามารถชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ที่ 1 ได้ จึงได้ตกลงแปลงหนี้ใหม่โดยให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระหนี้แทน และเพื่อเป็นการตอบแทนการกระทำดังกล่าว จึงตกลงโอนกิจการและที่ดินในโครงการหมู่บ้านสุขนิรันดร์ให้แก่จำเลยที่ 1 ในการนี้จำเลยที่ 1 จึงสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ ชำระหนี้ ความข้อนี้ปรากฏจากคำเบิกความของนายอภิรักษ์ หุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 ว่า หลังจากนั้นเช็คฉบับแรกจำนวนเงิน 2,000,000 บาท เรียกเก็บเงินได้ ส่วนเช็คอีกสองฉบับธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงนำเช็คพิพาท มามอบให้โดยยืนยันว่า เช็คทั้งสองฉบับสามารถเรียกเก็บเงินได้เมื่อถึงกำหนดสั่งจ่าย แต่เช็คพิพาททั้งสองฉบับก็ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเช่นเดิม การสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงเป็นการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ยังก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคไม่เสร็จ โดยอ้างสำเนาภาพถ่ายระบบสาธารณูปโภคในโครงการบ้านสุขนิรันดร์ในวันทำบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ เป็นหลักฐานก็ขัดกับเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว อีกทั้งตามสำเนาภาพถ่ายก็ปรากฏว่ามีการทำระบบสาธารณูปโภคเสร็จแล้ว แต่มีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นภายหลัง ซึ่งสัญญาจ้างก็ระบุไว้แล้วว่า หากมีความชำรุดบกพร่องจากงานจ้างภายในกำหนด 12 เดือน โจทก์ที่ 1 จะต้องทำการแก้ไขให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแจ้งให้โจทก์ที่ 1 แก้ไขแต่อย่างใด หนี้ดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมาย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 2 ต่อไปว่า บันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือเป็นการโอนสิทธิเรียกร้อง เห็นว่าการโอนสิทธิเรียกร้องจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้โอนมีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือบุคคลที่สาม และไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวด้วยตนเอง จึงขอโอนสิทธิดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอนสิทธิ แต่ตามบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่ปรากฏว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาได้โอนภาระการชำระหนี้ของตนที่มีต่อโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระแทน ส่วนการโอนกิจการและที่ดินของห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาให้แก่จำเลยที่ 1 ก็หาใช่สิทธิอันจะพึงเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ต้องปฏิบัติตามแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าเหตุที่ไม่ชำระเงินตามเช็คเนื่องจากรอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินและหนังสือค้ำประกันค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคจากโจทก์ที่ 1 นั้น เมื่อตรวจดูสัญญาจ้างก่อสร้างสาธารณูปโภคระหว่างโจทก์ที่ 1 และห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนา ไม่ปรากฏข้อตกลงว่า โจทก์ที่ 1 ต้องทำหนังสือค้ำประกันค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในโครงการ แม้จะปรากฏจากคำเบิกความของนายอภิรักษ์ โจทก์ที่ 1 เคยค้ำประกันค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นเวลา 1 ปี ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 กระทำไปเพียงช่วยเหลือให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาสามารถออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินได้เท่านั้น หาใช่เป็นการกระทำไปตามข้อผูกพันตามสัญญาจ้างแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับโอนกิจการและที่ดินในโครงการหมู่บ้านสุขนิรันดร์จากห้างหุ้นส่วนจำกัด กุลวัชพัฒนาจึงหามีสิทธิอันใดที่จะเรียกร้องให้โจทก์ที่ 1 ทำการค้ำประกันค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคในกิจการที่รับโอนมาได้ กรณีตามบันทึกข้อตกลงแปลงหนี้ใหม่เห็นได้ว่าเป็นการแปลงหนี้โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้เท่านั้น หาใช่การโอนสิทธิเรียกร้องแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงหามีสิทธิปฏิเสธไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อลินทอง
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิริวรรณ ซัพพลาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายเดชา คำสิทธิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางศุภลักษณ์ พิชญเวคิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
พิศล พิรุณ
สิริรัตน์ จันทรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14839/2556
#562594
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ บ. ทำสัญญาเช่าซื้อทองคำในราคา 16,500 บาท แล้ว ในวันเดียวกัน บ. นำสร้อยคอทองคำไปขายที่ร้าน ว. ได้เงิน 11,437 บาท ส่วน ส. ทำสัญญาเช่าซื้อทองคำในราคา 16,603 บาท แล้วนำไปขายที่ร้าน ว. ได้เงิน 10,000 บาท การที่ บ. และ ส. ขายทองคำที่ได้รับมาไปในทันที โดย บ. และ ส. ต้องผ่อนชำระวันละ 95 บาท เป็นเวลา 174 วัน และ 175 วัน ตามลำดับ เชื่อได้ว่า บ. และ ส. ต้องการเงินจากบริษัท จ. เท่านั้น ไม่มีเจตนาเช่าซื้อทองคำไว้เป็นของตน ดังนั้น นิติสัมพันธ์ที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินมิใช่การเช่าซื้อ แม้มีการทำสัญญาเช่าซื้อก็เป็นเพียงนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินที่แท้จริง โดยการกู้ยืมเงินดังกล่าวคิดผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 80 ต่อปี เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมสองกระทง จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของบริษัทเจเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด สาขามหาสารคาม วันที่ 9 มกราคม 2547 นางบุญหนา ได้รับทองรูปพรรณ 2 เส้น น้ำหนักรวม 1 บาท 50 สตางค์ จากจำเลยทั้งสองโดยให้นางบุญหนาทำสัญญาเช่าซื้อให้ไว้แก่บริษัทเจเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด เป็นเงิน 16,500 บาท ซึ่งต้องผ่อนชำระวันละ 95 บาท รวม 174 วัน ตามสัญญาเช่าซื้อ วันที่ 14 มกราคม 2547 นางสีใคร ได้รับทองรูปพรรณ น้ำหนัก 1 บาท 50 สตางค์ 1 เส้น จากจำเลยทั้งสองโดยให้นางสีใครทำสัญญาเช่าซื้อให้ไว้แก่บริษัทเจเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด เป็นเงิน 16,274 บาท ซึ่งต้องผ่อนชำระวันละ 95 บาท รวม 175 วัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ การที่คนทั้งสองต้องชำระเงินแก่บริษัทเจนเนอรัล เซอร์วิส อิเล็คทริค (2003) จำกัด ถึง 16,500 บาท และ 16,603 บาท ตามสัญญาเช่าซื้อตามลำดับ ที่ต้องผ่อนชำระรายวันรวม 174 วัน และ 175 วัน ซึ่งไม่ถึง 6 เดือน เป็นราคาที่สูงกว่าราคาทองที่แท้จริงประมาณร้อยละ 40 หรือหากจะคิดเทียบกับดอกเบี้ยรายปีก็จะเป็นอัตราประมาณร้อยละ 80 ต่อปี ย่อมไม่น่าเชื่อว่านางบุญหนาและนางสีใครต้องการซื้อทองรูปพรรณในราคาสูงผิดปกติมากถึงร้อยละ 40 เช่นนี้ หรือต้องการจะเช่าซื้อโดยต้องเสียค่าเช่าซื้อที่รวมดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 80 ดังกล่าว และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่นางบุญหนาและนางสีใครขายทองคำที่ได้รับมาไปทันทีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่านางบุญหนาและนางสีใครต้องการเงินจากบริษัทดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีเจตนาเช่าซื้อทองคำไว้เป็นของตนแต่อย่างใด ดังนั้น นิติสัมพันธ์ที่แท้จริงในกรณีนี้จึงเป็นเรื่องการกู้ยืมเงินมิใช่การเช่าซื้อ แม้มีการทำเป็นสัญญาเช่าซื้อไว้ดังกล่าวก็เป็นเพียงนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงินที่แท้จริงเท่านั้น โดยการกู้ยืมเงินดังกล่าวคิดผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 80 ต่อปี จึงเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกับพวกให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 1,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง กับให้คุมความประพฤติของจำเลยทั้งสองไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งสองเห็นสมควร เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสุริยา ทองวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายพรสิทธิ์ อาศิรพงศ์พิศิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14806/2556
#562543
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ยืมและบังคับจำนอง เมื่อตามสัญญาจำนองมิได้ตกลงยกเว้นความใน ป.พ.พ. มาตรา 733 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในเงินส่วนที่ขาดหลังจากการบังคับจำนอง และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามมาตรา 698 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,021,845.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 828,943.6 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,021,845.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 828,943.56 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กันยายน 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2375 ตำบลสามขา อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องร่วมกันรับผิดในมูลหนี้การกู้เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน 6,000 บาท กับจำเลยที่ 1 แต่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 900,911.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงิน 822,943.56 บาท ในอัตราร้อยละ 8.25 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2544 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ร้อยละ 7.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ยืมและหนี้ตามสัญญาจำนอง และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หากไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำหนี้แก่โจทก์ เป็นการฟ้องร้องบังคับจำนอง เมื่อสัญญาจำนองตามฟ้องไม่มีข้อความว่าหากโจทก์บังคับชำระหนี้เอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ ก็ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในส่วนที่ขาดด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในเงินส่วนที่ขาดจำนวนอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา 698 ไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดในส่วนนี้จึงไม่ถูกต้อง แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 นอกจากนี้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,021,845.09 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามอุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดจำนวนหนี้ไม่เกิน 88,000 บาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจึงมีเพียง 933,845.09 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จากทุนทรัพย์ 1,021,845.09 บาท จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษาแก้เป็นว่า ถ้าขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดในเงินส่วนที่ขาดนั้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูร้อยเอ็ด จำกัด
จำเลย — นายวัฒนา วรรณโสภา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นางณัฐวดี ตันอมาตยรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา