คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17836/2556
#559178
เปิดฉบับเต็ม

แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะปรากฏว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยถือไม้ขนาดใหญ่กว่าแขนของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงจำต้องทำตามที่จำเลยบอกเพราะกลัว แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำฟ้อง การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง อ. และนางอารมย์ ผู้เสียหายทั้งสอง ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ถูกกระทำชำเรา เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ถูกละเมิดอำนาจปกครอง เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อีกทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะเพศเพียงเล็กน้อย ส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่ถูกละเมิดอำนาจปกครอง เป็นเงิน 200,000 บาท ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ หากศาลวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจำเลยก็ควรต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เกิน 10,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เกิน 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกประกอบวรรคสาม, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่จำเลยไม่ต้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ตามสำเนาสูติบัตร โจทก์ร่วมที่ 1 พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 10 ซอยเวียงสระ ตำบลสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของจำเลย ส่วนนายสมเพียร บิดาโจทก์ร่วมที่ 1 นั้นถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา จำเลยประกอบอาชีพซื้อขายน้ำยางพารา ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีสิทธิพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสะเดา โดยกล่าวหาว่า ในวันและเวลาดังกล่าวจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แล้วกระทำการล่วงละเมิดทางเพศโดยการใช้ลิ้นเลียและใช้ปากดูดอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของตนเอง พันตำรวจตรีสิทธิพลรับคำร้องทุกข์แล้วส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไปตรวจชันสูตรร่างกายที่โรงพยาบาลสะเดา ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ วันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยเข้ามอบตัว พันตำรวจตรีสิทธิพลสอบสวนจำเลยโดยแจ้งข้อหาว่า กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 พันตำรวจตรีสิทธิพลแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่า พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและใบต่อคำให้การ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีเพียงโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยาน ซึ่งย่อมจะต้องเบิกความเพื่อปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษ คำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหานั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำการตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น โดยแม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยถือไม้ขนาดใหญ่กว่าแขนของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงจำต้องทำตามที่จำเลยบอกเพราะกลัว แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำฟ้อง การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ลงโทษจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 279 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
โจทก์ร่วม — เด็กหญิง อ. กับพวก
จำเลย — นายทวีศักดิ์ หนูรุ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางวิไล นภานุเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17827/2556
#562620
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งซึ่งรวมเข้าเป็นบริษัทจำเลยที่ 1 ฐานะของจำเลยที่ 4 จึงต้องอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 1015 คือ แยกต่างหากจากนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ส่วนการที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ถูกพนักงานงานสอบสวนหมายเรียกให้ไปแก้ข้อกล่าวหาหรือถูกศาลหมายเรียกให้ไปต่อสู้คดีหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ก็เป็นเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้แทนนิติบุคคลตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง หาทำให้จำเลยที่ 4 ที่เป็นผู้แทนนิติบุคคลกลายเป็นบุคคลคนเดียวกับนิติบุคคลจำเลยที่ 1 อันเป็นการลบล้างหลักกฎหมายในมาตรา 1015 ไปได้ไม่ ดังนั้น แม้ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มีข้อเท็จจริงเดียวกันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แต่เมื่อจำเลยที่ 4 เป็นบุคคลแยกต่างหากจากนิติบุคคลจำเลยที่ 1 และไม่ใช่บุคคลที่ถูกโจทก์ฟ้องในคดีก่อน ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84,86, 90, 267

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เห็นว่า คดีไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 170/2549 หมายเลขแดงที่ 1962/2549 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) (ที่ถูก ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ) พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 4 ใหม่ตามรูปคดี (ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เป็นฟ้องซ้อนกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 170/2549 ของศาลชั้นต้น ด้วยหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลยที่ 1 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1ต้องถูกพนักงานสอบสวนหรือศาลหมายเรียกไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาลและต้องให้การแก้ข้อกล่าวหาหรือต่อสู้คดีในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 ดังนี้ จำเลยที่ 4 จึงไม่มีฐานะเป็นบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ฐานะของบุคคลผู้รวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 ที่ว่า "ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น" ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 4 เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งซึ่งรวมเข้ากันเป็นบริษัทธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 ฐานะของจำเลยที่ 4 จึงต้องอยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าว คือ แยกต่างหากจากนิติบุคคลจำเลยที่ 1 ส่วนการที่จำเลยที่ 4 ถูกพนักงานสอบสวนหมายเรียกให้ไปแก้ข้อกล่าวหาหรือถูกศาลหมายเรียกให้ไปต่อสู้คดีหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องเป็นคดีอาญา ตามที่จำเลยที่ 1 อ้างฎีกานั้น เป็นเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้แทนนิติบุคคล ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง ที่ว่า "ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล" ซึ่งหน้าที่และความรับผิดชอบดังกล่าวหาทำให้จำเลยที่ 4 ผู้แทนนิติบุคคลกลายเป็นบุคคลคนเดียวกับนิติบุคคลจำเลยที่ 1 อันเป็นการลบล้างหลักกฎหมายในมาตรา 1015 ไปได้ไม่ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 4 เป็นบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 และไม่ใช่บุคคลที่ถูกโจทก์ฟ้องในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 170/2549 ของศาลชั้นต้น จึงชอบแล้ว ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
ป.พ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 1015
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรรณรงค์ กูลเกื้อ
จำเลย — บริษัทธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวธัญญา จูฑะประชากุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17795/2556
#562516
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่มิได้กล่าวด้วยว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไปเป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,375,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงิน 1,382,444 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,357,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,520,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2550 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมหรือไม่ เป็นการไม่ชอบขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลจึงไม่มีอำนาจฟ้องคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดยังไม่ถึงที่สุด เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงไม่ได้ผิดสัญญาและจำเลยมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้ค่าเช่ากับเงินมัดจำที่ต้องคืนแก่โจทก์นั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันสมควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

อนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่มิได้กล่าวด้วยว่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้องเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้องได้

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับและนอกจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้แล้วคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเนียการ่า จำกัด
จำเลย — นางเรณู จำนงค์วารี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายจารุชัย สุขพันธุ์ถาวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนาคม ลิ้มภักดี
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17791/2556
#559319
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท จำเลยยืมรถยนต์พิพาทไปและหลอกลวงโจทก์ให้ส่งมอบสำเนาทะเบียนและสำเนาบัตรประชาชนของโจทก์ให้จำเลย แล้วจำเลยกรอกข้อความในแบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจและไปโอนรถยนต์พิพาททางทะเบียน ขอให้เพิกถอนการโอนและให้จำเลยส่งมอบรถยนต์พิพาทคืน จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาทและชำระราคา คดีนี้จึงมีประเด็นว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาท ส่วนคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยว่าปลอมแบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องและคดีถึงที่สุดแล้ว มีประเด็นว่า แบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ และสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาที่ว่าแบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจไม่ใช่เอกสารปลอมจึงไม่ใช่ประเด็นโดยตรงและชัดแจ้งที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 674 สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนโอนรถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 674 สุพรรณบุรี และส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทและส่งมอบรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระราคาแทนเป็นเงิน 1,200,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน กค 674 สุพรรณบุรี ระหว่างโจทก์กับจำเลย ให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คันดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยชำระราคาเป็นเงิน 1,123,000 บาท คำขออื่นให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยนำสืบไม่ขัดแย้งกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน กค 674 สุพรรณบุรี อันเป็นรถยนต์คันพิพาทเดิมมีชื่อโจทก์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2548 ได้มีการจดทะเบียนโอนเป็นชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น ก็ปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1769/2548 ที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานปลอมหนังสือมอบอำนาจและแบบคำขอโอนและรับโอนรถยนต์พิพาทและใช้เอกสารปลอมดังกล่าว ซึ่งศาลแขวงสุพรรณบุรีพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าการมอบอำนาจให้จำเลยไปดำเนินการโอนรถยนต์พิพาทเป็นชื่อของจำเลยเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม คดีถึงที่สุดแล้ว ซึ่งมีผลทำให้รายการจดทะเบียนโอนรถยนต์เป็นชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นเอกสารถูกต้องแท้จริงนั้น ก็เป็นการวินิจฉัยในประเด็นว่า หนังสือมอบอำนาจและแบบคำขอโอนและรับโอนรถยนต์เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท แต่เมื่อสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาที่ว่าหนังสือมอบอำนาจและแบบคำขอโอนและรับโอนรถไม่ใช่เอกสารปลอมจึงไม่ใช่ประเด็นโดยตรงและชัดแจ้งที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอุดม อ่ำทอง
จำเลย — นายทวี ชาติขุนพลหรือสุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอัคเดช มัชฌิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16966 -ที่ 17658/2556
#566220
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งข้อพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. และผู้แทนจำเลยเข้าร่วมไกล่เกลี่ยในวันที่ 22, 27 มีนาคม 2555 ในวันที่ 27 มีนาคม 2555 ผู้แทนจำเลยแจ้งให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. ทราบว่าจำเลยไม่ประสงค์ให้มีการเจรจาต่อไปคือไม่ประสงค์ให้มีการไกล่เกลี่ยต่อไป ข้อพิพาทแรงงานจึงเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 22 วรรคสาม

ผู้แทนจำเลยทำหนังสือแจ้งใช้สิทธิปิดงานมอบให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. ผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. ไม่ยอมรับหนังสือ ผู้แทนจำเลยจึงอ่านข้อความในหนังสือให้ผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. ฟัง เท่ากับจำเลยได้แจ้งการใช้สิทธิปิดงานเป็นหนังสือให้ผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. ทราบแล้วตามมาตรา 34 วรรคสอง

สหภาพแรงงาน บ. เป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้องแทนลูกจ้างผู้เป็นสมาชิก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง การที่ผู้แทนจำเลยแจ้งการปิดงานให้ผู้แทนสหภาพแรงงาน บ. ทราบ จึงเป็นการแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบตามมาตรา 34 วรรคสอง

มาตรา 34 วรรคสอง บัญญัติวิธีการแจ้งใช้สิทธิปิดงานไว้เป็นการเฉพาะแล้ว นำวิธีการปิดประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ตกลงกันได้แล้วตามมาตรา 18 วรรคสอง มาใช้กับการแจ้งสิทธิปิดงานไม่ได้

แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับเดิมยังไม่สิ้นสุดลง แต่เมื่อสหภาพแรงงาน บ. ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาการใช้บังคับไว้ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับหลังจึงมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่สหภาพแรงงาน บ. และจำเลยได้ตกลงกันเป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และครบกำหนด 1 ปี ในวันที่ 28 มีนาคม 2555 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/5 วรรคสอง ดังนั้นตั้งแต่เริ่มต้นของวันที่ 29 มีนาคม 2555 จึงไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใช้บังคับให้ฝ่ายสหภาพแรงงาน บ. และฝ่ายจำเลยต้องปฏิบัติตาม จำเลยจึงปิดงานในวันที่ 29 มีนาคม 2555 ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้ง 800 สำนวน เดิมศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 800 เรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์ 107 คน ขอถอนฟ้อง (รายละเอียดตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2) ศาลแรงงานภาค 2 อนุญาต เหลือโจทก์รวม 693 คน

โจทก์รวม 693 คน ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุดเฉพาะที่ขาด (ที่ไม่นำค่าเช่าบ้านมาเป็นฐานคำนวณ) กับให้จำเลยจ่ายเงินเดือน ค่าเช่าบ้าน โบนัสและสวัสดิการในระหว่างระยะเวลาที่มีการปิดงานพร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายจากการทำละเมิดเป็นจำนวนตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยาน โจทก์รวม 693 คน แถลงไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามฟ้องข้อ 8.2 และข้อ 8.3 ในส่วนที่ไม่นำค่าเช่าบ้านซึ่งโจทก์รวม 693 คน ถือว่าเป็นค่าจ้างมารวมเป็นฐานในการคำนวณ

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์รวม 693 คน อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์รวม 693 คน ประการแรกว่า การที่ผู้แทนจำเลยอ่านข้อความในหนังสือแจ้งใช้สิทธิปิดงานให้ผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์ฟังโดยไม่นำหนังสือดังกล่าวไปปิดประกาศไว้โดยเปิดเผย ณ สถานที่ที่ลูกจ้างทำงานดังเช่นพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 18 เป็นการขัดต่อมาตรา 34 วรรคสองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 34 วรรคสอง บัญญัติว่า "ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ห้ามมิให้นายจ้างปิดงานหรือลูกจ้างนัดหยุดงานโดยมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้ง" เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์แจ้งข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 โดยผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์และผู้แทนจำเลยเข้าร่วมไกล่เกลี่ยรวม 2 ครั้ง คือในวันที่ 22 และวันที่ 27 มีนาคม 2555 โดยในครั้งที่ 2 คือในวันที่ 27 มีนาคม 2555 ผู้แทนจำเลยแจ้งความประสงค์ต่อผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานแล้วว่า จำเลยไม่ประสงค์จะเจรจาคือไม่ประสงค์จะให้มีการไกล่เกลี่ยต่อไป กรณีจึงถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามมาตรา 22 วรรคสาม จำเลยย่อมใช้สิทธิปิดงานได้เท่าที่ไม่ขัดต่อมาตรา 34 การที่ผู้แทนจำเลยจัดทำหนังสือแจ้งใช้สิทธิปิดงานมามอบให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการใช้สิทธิตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์ปฏิเสธไม่ยอมรับหนังสือนั้นเอง ผู้แทนจำเลยจึงอ่านข้อความในหนังสือให้ผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์รับฟังเพื่อให้ทราบถึงการใช้สิทธิปิดงานตามกฎหมาย เท่ากับว่าจำเลยได้แจ้งการใช้สิทธิปิดงานเป็นหนังสือให้ผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์ทราบแล้ว เมื่อสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์เป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้องแทนลูกจ้างผู้เป็นสมาชิกตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ดังนั้นการที่ผู้แทนจำเลยแจ้งการปิดงานให้ผู้แทนสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์ทราบจึงเป็นการแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบตามมาตรา 34 วรรคสอง อีกทั้งมาตรา 34 วรรคสอง มิได้บัญญัติให้การแจ้งใช้สิทธิปิดงานต้องทำเป็นหนังสือนำไปปิดประกาศไว้ ณ สถานที่ที่ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานอยู่ดังเช่นการปิดประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามมาตรา 18 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่อาจนำวิธีการตามมาตรา 18 มาใช้กับการแจ้งใช้สิทธิปิดงานซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 34 วรรคสอง เป็นการเฉพาะแล้วได้ อุทธรณ์ของโจทก์รวม 693 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์รวม 693 คน ประการที่สองว่า จำเลยแจ้งปิดงานเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2555 โดยให้มีผลวันที่ 29 มีนาคม 2555 เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 34 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ให้ถือว่ามีผลใช้บังคับ 1 ปี นับแต่วันที่นายจ้างและลูกจ้างได้ตกลงกัน ดังนั้นแม้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างยังไม่สิ้นสุดลง แต่เมื่อสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างกับจำเลยลงวันที่ 29 มีนาคม 2554 โดยไม่ได้กำหนดระยะเวลาการใช้บังคับไว้ตามที่โจทก์รวม 693 คน บรรยายฟ้อง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2554 ซึ่งเป็นวันที่สหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์และจำเลยได้ตกลงกันเป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และครบกำหนด 1 ปี ในวันที่ 28 มีนาคม 2555 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5 วรรคสอง ดังนั้นตั้งแต่เริ่มต้นของวันที่ 29 มีนาคม 2555 จึงไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใช้บังคับให้ฝ่ายสหภาพแรงงานบริดจสโตนไทร์และฝ่ายจำเลยต้องปฏิบัติตาม จำเลยจึงปิดงานในวันที่ 29 มีนาคม 2555 ได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง (2) ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาว่าการปิดงานของจำเลยไม่ฝ่าฝืนมาตรา 34 วรรคหนึ่ง (2) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์รวม 693 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/5
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 12 ม. 15 ม. 18 ม. 22 ม. 34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเพชรรุ่ง ผลสุข กับพวก
บริษัทบริดจสโตนไทร์แมนูแฟคเจอริ่ง
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายอัศวิน ครุฑปราการ
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16434 -ที่ 16650/2556
#554942
เปิดฉบับเต็ม

กิจการของจำเลยที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้ใช้บริการท่าเรือ จำเลยไม่มีหน้าที่ขนสินค้าไปส่งให้ลูกค้า แต่กำหนดระเบียบให้ลูกค้ามารับสินค้าเองที่ท่าเรือ เมื่อเคลื่อนย้ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าแล้วจะนำไปเก็บไว้ที่โกดังหรือที่ลานกลางแจ้งในบริเวณพื้นที่ของจำเลยเพื่อรอให้เจ้าของสินค้ามารับไป งานที่โจทก์แต่ละคนทำอยู่ในส่วนงานปฏิบัติการเพื่อรองรับการให้บริการในกิจการท่าเรือกรุงเทพของจำเลย ลักษณะของกิจการและลักษณะการทำงานที่จำเลยที่ให้ลูกจ้างจำเลยรวมทั้งโจทก์รวม 217 คน ทำที่ท่าเรือกรุงเทพจึงเป็นเพียงการให้บริการการใช้ท่าเรือและขนถ่ายสินค้าจากเรือนำไปเก็บไว้เพื่อรอให้ผู้มีอำนาจรับสินค้ามารับไปจากท่าเรือของจำเลย โดยมิได้ทำให้สินค้าเคลื่อนที่พ้นจากบริเวณท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้า อันเป็นเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าเพื่อให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างเรือสินค้ากับการขนส่งด้วยยานพาหนะอื่นเท่านั้นไม่ใช่การทำงานขนส่ง จึงไม่ใช่งานขนส่งตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 40 (2)

เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่าการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยเหมาจ่ายเป็นภาคมิได้จ่ายให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ข้อ 37 และ 38 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยเหมาจ่ายเป็นภาคจะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีการปฏิบัติกันมานานแล้ว แต่ก็เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่อาจใช้บังคับได้ โจทก์แต่ละคนจึงมีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์หรือยื่นข้อเรียกร้องเป็นหนังสือต่อจำเลยตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 23 หรือมาตรา 25 ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ข้อ 7

การที่จำเลยถือมติคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยครั้งที่ 5/2526 ให้หน่วยงานของจำเลยคืองานของท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่ง แล้วไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ให้ลูกจ้างของจำเลยทุกคนที่ทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพนั้น ลูกจ้างอื่นของจำเลยจึงเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้คำพิพากษาผูกพันจำเลยและลูกจ้างอื่นของจำเลยด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้ง 310 สำนวน เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 310

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางโจทก์ที่ 116 และที่ 264 ถึงแก่ความตาย ศาลแรงงานกลางจึงมีคำสั่งแยกคดีของโจทก์ออกไปพิจารณาต่างหาก และโจทก์ที่ 7 ที่ 9 ที่ 12 ที่ 26 ที่ 27 ที่ 36 ที่ 44 ที่ 67 ที่ 73 ที่ 74 ที่ 78 ถึงที่ 80 ที่ 85 ที่ 88 ที่ 91 ที่ 92 ที่ 96 ที่ 98 ถึงที่ 107 ที่ 109 ถึงที่ 112 ที่ 114 ที่ 117 ที่ 119 ที่ 121 ที่ 126 ที่ 128 ที่ 130 ที่ 132 ที่ 142 ที่ 167 ที่ 175 ที่ 181 ที่ 183 ที่ 187 ที่ 192 ที่ 196 ที่ 197 ที่ 200 ที่ 201 ที่ 203 ที่ 204 ที่ 206 ที่ 219 ที่ 220 ที่ 224 ที่ 225 ที่ 228 ที่ 230 ถึงที่ 233 ที่ 239 ที่ 241 ที่ 242 ที่ 247 ที่ 253 ถึงที่ 261 ที่ 265 ถึงที่ 267 ที่ 275 ที่ 280 ที่ 284 ที่ 289 ถึงที่ 295 ที่ 297 และที่ 298 ขอถอนฟ้อง ศาลแรงงานกลางอนุญาต เหลือโจทก์รวม 217 คน

โจทก์รวม 217 คน ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่ต้องจ่ายเพิ่ม พร้อมดอกเบี้ยตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทุกสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 303 ถึงแก่ความตาย นางสาวชัชฎาภรณ์ ทายาทของโจทก์ที่ 303 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และค่าทำงานในวันหยุดพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์รวม 217 คน รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการท่าเรือเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน มีคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยเป็นผู้มีอำนาจวางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการของจำเลย จำเลยมีมติคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยครั้งที่ 5/2526 ให้แบ่งหน่วยงานของจำเลยเป็น 2 ลักษณะ คือ หน่วยงานที่ถือว่าเป็นงานขนส่ง ได้แก่ งานของท่าเรือกรุงเทพ งานของท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ เป็นต้น และหน่วยงานที่ไม่ถือว่าเป็นงานขนส่ง ได้แก่ งานของสำนักอำนวยการ งานของฝ่ายการบุคคลเป็นต้น พนักงานของจำเลยรวมทั้งโจทก์รวม 217 คน รับทราบแล้ว กำหนดเวลาทำงานปกติของพนักงานที่มีตำแหน่งหน้าที่ต้องปฏิบัติงานประจำหรือที่เกี่ยวเนื่องกับงานโรงพักสินค้า คลังสินค้า เครื่องมือยกขน โรงงาน ประจำเรือ และเกี่ยวกับบริการเรือเข้าเทียบท่า และพนักงานอื่น คือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 ถึง 12 นาฬิกา และ 13 ถึง 16.30 นาฬิกา เวลาพัก 12 ถึง 13 นาฬิกา โจทก์รวม 217 คน เป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาจ้างและเป็นพนักงานของจำเลยในตำแหน่งประจำท่าเรือกรุงเทพ โดยทำหน้าที่ตามที่ปรากฏรายละเอียดในฟ้องของโจทก์แต่ละคน อัตราค่าล่วงเวลาที่จำเลยกำหนดจ่ายให้พนักงานเป็นไปตามคำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ 11/2549 คำสั่งคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ 17/2552 และคำสั่งประธานกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ 1/2546 โดยกำหนดช่วงเวลาทำงานล่วงเวลาเป็นภาค รวม 4 ภาค คือ ภาคเล็ก 2 ภาค ทำงานในระหว่างเวลา 5 ถึง 17 นาฬิกา (ที่ถูก 5 ถึง 7 นาฬิกา) และ 16.30 ถึง 18 นาฬิกา และภาคใหญ่ 2 ภาค ทำงานในระหว่างเวลา 19 ถึง 24 นาฬิกา และ 1 ถึง 5 นาฬิกา ในช่วงพิพาทตำแหน่งหน้าที่ งานที่ทำ อัตราเงินเดือน วันเวลาที่ทำงาน จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน และเงินที่จำเลยเหมาจ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นภาคของโจทก์รวม 217 คน จำเลยกำหนดจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานปกติ ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดทุกวันที่ 16 ของเดือน และทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไป กิจการของจำเลยที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้ใช้บริการท่าเรือจะมีเรือสินค้าเข้ามาขอใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง จำเลยไม่มีหน้าที่ขนสินค้าไปส่งให้ลูกค้า แต่กำหนดระเบียบให้ลูกค้ามารับสินค้าเองที่ท่าเรือ เมื่อเคลื่อนย้ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าแล้วจะนำไปเก็บไว้ที่โกดังหรือที่ลานกลางแจ้งในบริเวณพื้นที่ของจำเลยเพื่อรอให้เจ้าของสินค้ามารับไป โดยไม่ได้ทำให้สินค้าเคลื่อนพ้นจากบริเวณของท่าเรือของจำเลยเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้า งานที่โจทก์แต่ละคนทำนั้นอยู่ในส่วนงานปฏิบัติการเพื่อรองรับการให้บริการในกิจการท่าเรือกรุงเทพของจำเลย แล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์รวม 217 คน ไม่เคลือบคลุม โจทก์รวม 217 คน อ้างว่าจำเลยไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ถูกต้องถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว โจทก์รวม 217 คน จึงมีอำนาจฟ้อง สิทธิเรียกร้องของโจทก์รวม 217 คน นับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน 2 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ลักษณะการทำงานของโจทก์รวม 217 คน ไม่ใช่งานขนส่ง จำเลยต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้โจทก์แต่ละคนตามบัญชีท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ลักษณะการทำงานของลูกจ้างจำเลยรวมทั้งโจทก์รวม 217 คน ที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่งตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจจึงอยู่ในบังคับพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ (ในระหว่างปี 2551 ถึงวันที่โจทก์แต่ละคนฟ้องซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์แต่ละคนยังไม่ขาดอายุความ 2 ปี) กิจการของจำเลยที่ท่าเรือกรุงเทพเป็นกิจการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการให้ใช้บริการท่าเรือ จำเลยไม่มีหน้าที่ขนสินค้าไปส่งให้ลูกค้า แต่กำหนดระเบียบให้ลูกค้ามารับสินค้าเองที่ท่าเรือ เมื่อเคลื่อนย้ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าแล้วจะนำไปเก็บไว้ที่โกดังหรือที่ลานกลางแจ้งในบริเวณพื้นที่ของจำเลยเพื่อรอให้เจ้าของสินค้ามารับไป งานที่โจทก์แต่ละคนทำนั้นอยู่ในส่วนงานปฏิบัติการเพื่อรองรับการให้บริการในกิจการท่าเรือกรุงเทพของจำเลย ดังนั้นลักษณะของกิจการและลักษณะการทำงานที่จำเลยให้ลูกจ้างจำเลยรวมทั้งโจทก์รวม 217 คน ทำที่ท่าเรือกรุงเทพจึงเป็นเพียงการให้บริการการใช้ท่าเรือและขนถ่ายสินค้าจากเรือนำไปเก็บไว้เพื่อรอให้ผู้มีอำนาจรับสินค้ามารับไปจากท่าเรือของจำเลย โดยมิได้ทำให้สินค้าเคลื่อนที่พ้นจากบริเวณท่าเรือเพื่อให้ถึงผู้รับหรือเจ้าของสินค้า อันเป็นเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือสินค้าขึ้นท่าเพื่อให้มีการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างเรือสินค้ากับการขนส่งด้วยยานพาหนะอื่นเท่านั้น ไม่ใช่การทำงานขนส่ง จึงไม่ใช่งานขนส่งตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 40 (2) อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สองว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยเหมาจ่ายเป็นภาคขัดต่อกฎหมายหรือไม่ และโจทก์แต่ละคนมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่โจทก์แต่ละคนตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 42 (1) และลักษณะการทำงานของลูกจ้างจำเลยรวมทั้งโจทก์รวม 217 คน ที่ท่าเรือกรุงเทพไม่ใช่งานขนส่งตามข้อ 40 (2) ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามข้อ 37 และข้อ 38 เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่าการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยเหมาจ่ายเป็นภาคนั้น มิได้จ่ายให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แม้ข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดที่จำเลยเหมาจ่ายเป็นภาค จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีการปฏิบัติกันมานานแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่อาจใช้บังคับได้ โจทก์แต่ละคนจึงมีอำนาจฟ้องโดยไม่จำต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์หรือยื่นข้อเรียกร้องเป็นหนังสือต่อจำเลยตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 23 หรือมาตรา 25 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สามว่า จำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ เห็นว่า ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดเป็นหนี้เงินที่จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 7 หาใช่เริ่มรับผิดชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องโจทก์แต่ละคนมิได้อุทธรณ์นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการที่สี่ว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่ใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้แสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนั้น จึงไม่ชอบด้วยมาตรา 51 เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยโดยให้เหตุผลแล้วว่า สำหรับโจทก์ที่มีคำขอให้จำเลยจ่ายเงินมาน้อยกว่าจำนวนที่ปรากฏตามสิทธิที่คำนวณได้ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุดและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด สมควรที่โจทก์ต้องได้รับเงินทั้งสามจำนวนตามจำนวนที่คำนวณได้ตามสิทธิแห่งกฎหมาย ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรม อาศัยอำนาจตามมาตรา 52 ให้จำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามบัญชีท้ายคำพิพากษา ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้อย่างครบถ้วน จึงเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยมาตรา 51 แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลแรงงานกลางคำนวณเงินตามบัญชีท้ายคำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในข้อนี้จำเลยอุทธรณ์อ้างว่า บัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลางมิได้แสดงรายละเอียดในการคิดคำนวณให้ชัดเจนว่า คำนวณจากวัน เดือน ปี และเวลาใดบ้าง การคำนวณยอดเงินแต่ละยอดคำนวณอย่างไร โจทก์รวม 217 คน เป็นลูกจ้างรายเดือนมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานปกติตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 42 แต่ศาลแรงงานกลางกลับพิพากษาให้จำเลยรับผิดในอัตราสองเท่า (คูณ 2) ของค่าจ้างในวันทำงานปกติ และจำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาในวันหยุดกลับมีมากกว่าจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดผิดไปจากความเป็นจริงมาก เช่น ในระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 โจทก์ที่ 1 ทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจำนวน 800 ชั่วโมง แต่กลับทำงานในวันหยุดเพียง 52 ชั่วโมง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เห็นว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์แต่ละคนทำงานที่พิพาทเป็นชั่วโมงหรือวันทำงาน ซึ่งระบุถึงวันเวลาที่โจทก์แต่ละคนทำงานล่วงเวลา ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ทำงานในวันหยุด และอัตราเงินเดือนในแต่ละช่วง โดยจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 คือค่าล่วงเวลาในวันทำงานตามข้อ 37 ในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามข้อ 38 ในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ และค่าทำงานในวันหยุดตามข้อ 42 (1) ในอัตราเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด เมื่อเวลาทำงานปกติ ได้แก่ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 8 ถึง 12 นาฬิกา และ 13 ถึง 16.30 นาฬิกา เวลาพัก 12 ถึง 13 นาฬิกา เท่ากับจำเลยให้โจทก์แต่ละคนทำงานในวันทำงานปกติวันละ 7.5 ชั่วโมงต่อวัน จึงให้คิดอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานโดยนำเงินเดือนของโจทก์แต่ละคนที่มีสิทธิได้รับในช่วงเวลาทำงานปกติหารด้วยจำนวน 30 วัน แล้วหารด้วย 7.5 ชั่วโมง จะได้ค่าจ้างต่อชั่วโมงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 68 (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/6 วรรคสาม) แล้วนำมาคูณกับจำนวนชั่วโมงที่โจทก์แต่ละคนทำ และคูณด้วยจำนวนอัตราในค่าทำงานของเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าว แล้วหักออกด้วยจำนวนเงินที่จำเลยจ่ายเป็นการเหมาจ่ายให้แล้ว ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วปรากฏว่าจำเลยยังจ่ายให้ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดในส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์แต่ละคน ซึ่งบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลางได้แสดงรายละเอียดในการคิดคำนวณไว้ชัดเจนแล้วถึงวันเวลาที่ทำงาน อัตราค่าจ้างต่อเดือน ต่อวัน และต่อชั่วโมง จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลาทั้งในวันทำงานและวันหยุด และจำนวนวันที่ทำงานในวันหยุด โดยจำนวนที่ระบุในช่องค่าทำงานในวันหยุดที่อยู่เหนือจำนวนเงินนั้นคือ จำนวนวันที่ทำงานในวันหยุด หาใช่จำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุดดังที่จำเลยอุทธรณ์ไม่ แต่ที่ศาลแรงงานกลางคำนวณค่าทำงานในวันหยุดตามบัญชีท้ายคำพิพากษา โดยนำอัตราค่าจ้างต่อวันมาคูณกับจำนวนวันที่ทำงานในวันหยุดแล้วคูณด้วย 2 นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากจะได้ผลลัพธ์เท่ากับอัตราสองเท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด ซึ่งไม่ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้เพียงในอัตราเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด การคำนวณค่าทำงานในวันหยุดตามบัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง การที่จำเลยถือมติคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5/2526 ให้หน่วยงานของจำเลยคืองานของท่าเรือกรุงเทพเป็นงานขนส่ง แล้วไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ให้ลูกจ้างของจำเลยทุกคนที่ทำงานอยู่ที่ท่าเรือกรุงเทพ ลูกจ้างอื่นของจำเลยจึงเป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้คำพิพากษาผูกพันจำเลยและลูกจ้างอื่นของจำเลยด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 53

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้บัญชีท้ายคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในช่อง "ค่าทำงานในวันหยุด (จำนวนชั่วโมง(วันละ)ทำงาน) / คูณ 2 (จำนวนเงินที่ได้รับตามสิทธิ),(บาท)" ที่ศาลแรงงานกลางคำนวณในอัตราสองเท่าของค่าจ้างในวันทำงาน (คูณ 2) โดยให้คำนวณใหม่เป็นในอัตราหนึ่งเท่าของค่าจ้างในวันทำงาน (คูณ 1) แล้วให้นำจำนวนเงินค่าทำงานในวันหยุดที่ศาลแรงงานกลางคำนวณเกินมาไปหักจากยอดเงินในช่อง "รวมจำนวนเงินทั้งสามจำนวนที่ต้องจ่ายตามคำพิพากษา (บาท)" และให้คำพิพากษาในส่วนที่วินิจฉัยว่าลักษณะการทำงานของลูกจ้างจำเลยรวมทั้งโจทก์รวม 217 คน ทำที่ท่าเรือกรุงเทพไม่ใช่งานขนส่งตามประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ข้อ 40 (2) ผูกพันจำเลยและลูกจ้างอื่นของจำเลยทุกคนที่ปฏิบัติงานที่ท่าเรือกรุงเทพ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52 ม. 53
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 23 ม. 25
ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอรรณพ ทัศนากร กับพวก
จำเลย — การท่าเรือแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16426/2556
#554871
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ประกันทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวก็เพราะเห็นว่าหากผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันหลักทรัพย์ของผู้ประกันทั้งสองรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนเพียงพอที่จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ตามสัญญา มิได้แยกให้ผู้ประกันทั้งสองแต่ละคนรับผิดภายในวงเงินที่ระบุราคาทรัพย์หรือราคาประกันเท่านั้น ทั้งสัญญาประกันดังกล่าวก็ระบุให้ศาลมีอำนาจบังคับผู้ประกันให้ใช้เบี้ยปรับเต็มตามจำนวนในสัญญา ดังนี้ ผู้ประกันที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญากับผู้ประกันที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อผู้ประกันทั้งสองยังชำระเบี้ยปรับไม่ครบถ้วน ผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลจังหวัดจันทบุรีในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง ก็มีอำนาจอายัดทรัพย์ของผู้ประกันที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาให้ครบถ้วนได้ ข้อสัญญาที่ให้อำนาจศาลในการบังคับตามสัญญาประกัน จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด

แม้มีการแก้ไข ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง ให้ถือเสมือนว่าผู้ประกันที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีดังที่บัญญัติไว้ในตอนต้นของมาตราดังกล่าวเท่านั้น มิได้ทำให้ความรับผิดของผู้ประกันที่ 1 ตามสัญญาประกันในฐานะลูกหนี้ร่วมหมดสิ้นไปแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ระหว่างพิจารณาผู้ประกันทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวศาลชั้นต้นอนุญาตโดยตีราคาประกัน 300,000 บาท ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นจึงสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองตามสัญญาประกันและออกหมายจับจำเลย ต่อมาจำเลยถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ประกันทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ลดค่าปรับ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของผู้ประกันที่ 1

ผู้ประกันที่ 1 ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีที่แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องตามหนังสือลงวันที่ 15 มิถุนายน2552 และงดการบังคับคดีของผู้ประกันที่ 1

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ประกันที่ 1 อุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันที่ 1 ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา223 ทวิ ประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ประกันที่ 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ประกันที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันที่ 1 ว่า ผู้ประกันที่ 1 ต้องร่วมรับผิดตามสัญญาประกันกับผู้ประกันที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ประกันทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราวก็เพราะเห็นว่าหากผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันหลักทรัพย์ของผู้ประกันทั้งสองรวมกันแล้วเป็นเงินจำนวนเพียงพอที่จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ตามสัญญาประกันมิได้แยกให้ผู้ประกันทั้งสองแต่ละคนรับผิดภายในวงเงินที่ระบุราคาทรัพย์หรือราคาประกันเท่านั้น เป็นกรณีที่ผู้ประกันทั้งสองร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว และศาลชั้นต้นตีราคาประกันของผู้ประกันทั้งสองรวมกันในวงเงิน 300,000 บาท ทั้งในสัญญาประกันข้อ 6 ก็มีข้อความระบุให้ศาลมีอำนาจบังคับผู้ประกันให้ใช้เบี้ยปรับเต็มตามจำนวนในสัญญาประกัน ดังนี้ ผู้ประกันที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดตามสัญญาประกันกับผู้ประกันที่ 2 อย่างลูกหนี้ร่วมด้วย และเมื่อผู้ประกันทั้งสองยังคงชำระเบี้ยปรับไม่ครบถ้วนผู้อำนวยการสำนักงานประจำศาลจังหวัดจันทบุรีในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ก็มีอำนาจอายัดทรัพย์ของผู้ประกันที่ 1 เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาประกันให้ครบถ้วนได้ ทั้งสัญญาประกันข้อ 6 ก็เป็นข้อสัญญาที่ให้อำนาจศาลในการบังคับตามสัญญาประกัน จึงมิใช่ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด แม้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ให้ถือเสมือนว่าผู้ประกันที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีดังที่บัญญัติไว้ในตอนต้นของมาตราดังกล่าวเท่านั้น มิได้ทำให้ความรับผิดของผู้ประกันที่ 1 ตามสัญญาประกันในฐานะลูกหนี้ร่วมหมดสิ้นไปแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ประกันที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
ผู้ประกัน — นายสมบูรณ์ ผลาผล กับพวก
จำเลย — นายอภิชาติ ป้อมแจ่มศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายกฤษณพล ณ ถลาง
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายวันชัย ธำรงพิริยะพันธ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16397/2556
#562605
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6 ถอนอุทธรณ์เฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 เท่านั้น แล้วพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต่อไป แต่ศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคหนึ่ง, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 6 ถอนอุทธรณ์ได้ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ แจ้งให้โจทก์ทราบ

โจทก์ฎีกาคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 6 จะถอนอุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ของโจทก์ยังคงอยู่ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 ต่อไปนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 6 อุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6 ถอนอุทธรณ์เฉพาะอุทธรณ์ของจำเลยที่ 6 เท่านั้น แล้วพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่อุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันต่อไป แต่ศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ ถือว่าศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษา คำสั่งศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง, 186 (6) (8) อย่างไรก็ตามศาลฎีกาได้ตรวจคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ที่ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2556 แล้ว ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีสำหรับจำเลยที่ 6 เปลี่ยนแปลง

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคสอง ม. 186 (6) ม. 186 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทซีวัน นูเทรี้ยน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ศิริแสงทอง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16263/2556
#562616
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2539 มาตรา 42 กำหนดผู้รับผิดไว้คือ บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานซึ่งหมายความรวมถึงบุคคลผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในกิจการงานที่ตนต้องรับผิดชอบ มิได้หมายถึงเฉพาะเพียงแต่ผู้แทนของนิติบุคคล ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนของนิติบุคคลนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายยานยนต์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการบำรุงรักษาซ่อมแซมรถยนต์ จัดเตรียมสัญญาซื้อขาย จัดทำสัญญาเช่าพร้อมเอกสารประกอบ รวมทั้งทำหลักฐานการตรวจสภาพและการรับมอบรถ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงเป็นงานส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่จะต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้เสียหายตามบทกฎหมายดังกล่าว

การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันอาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ หากลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาแตกต่างกัน ต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน การที่จำเลยที่ 2 ลงแบบฟอร์มกับบันทึกข้อมูลรถยนต์ใหม่ลงในแฟ้มข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และการทำสัญญาเช่า เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (2) ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 10 กระทง จำคุกคนละ 10 ปี

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 กำหนดผู้รับผิดไว้คือ บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานซึ่งหมายความรวมถึงบุคคลผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในกิจการงานที่ตนต้องรับผิดชอบ มิได้หมายถึงเฉพาะเพียงแต่ผู้แทนของนิติบุคคล ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองการจดทะเบียนของนิติบุคคลเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการฝ่ายยานยนต์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการบำรุงรักษาซ่อมแซมรถยนต์ จัดเตรียมสัญญาซื้อขาย จัดทำสัญญาเช่าพร้อมเอกสารประกอบ รวมทั้งทำหลักฐานการตรวจสภาพและการรับมอบรถ งานในหน้าที่ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 2 จึงเป็นงานส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่จะต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของบริษัท จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้เสียหายตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อต่อไปว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาเป็นกรณีที่นายฮันส์ ปีเตอร์ เนล และนางสาวปวีณ์สุดา ฉ้อโกงผู้เสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วย จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ต่างกับฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดรวมถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำผิด โดยขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจะรับฟังได้ว่า นายฮันส์ ปีเตอร์ เนล และนางสาวปวีณ์สุดา ฉ้อโกงผู้เสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมรู้เห็นด้วย ก็เป็นกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดของบุคคลภายนอกคดี ทั้งเป็นความผิดที่มิได้กล่าวในฟ้องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จึงมิใช่กรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องอันจะเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในปัญหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยที่ 2 ฎีกาในข้อต่อไปอีกว่า การที่จำเลยที่ 2 ลงแบบฟอร์มรับรถยนต์ใหม่กับบันทึกข้อมูลรถยนต์ใหม่ลงในแฟ้มข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ และทำสัญญาเช่าในวันเดียวกัน เป็นการกระทำติดต่อกันไปด้วยเจตนาเดียวกัน ดังนั้น การกระทำในแต่ละวันจึงเป็นกรรมเดียว เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในวาระเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ หากลักษณะของความผิดเป็นการกระทำที่มีเจตนาแตกต่างกัน ต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน เมื่อการลงแบบฟอร์มรับกับบันทึกข้อมูลรถยนต์ใหม่ลงในแฟ้มข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และการทำสัญญาเช่า เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ และเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์ให้มีผลต่างกรรมกัน การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 10 กระทง จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอลัน ลินเซ เดวิดสัน หรืออลัน เดวิดสัน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16243/2556
#559136
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค และบุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คจะปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 901

การที่เช็คพิพาทมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสามเป็นผู้สั่งจ่ายโดยมีชื่อกองทุนสวัสดิการฯ ไว้ แต่ไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำการแทนกองทุนสวัสดิการฯ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามสั่งจ่ายเช็คพิพาทแทนกองทุนสวัสดิการฯ จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 70,991.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 70,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 6,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสามไว้พิจารณาเฉพาะข้อกฎหมายศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 แม้ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยมารับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ในฐานะตัวแทนของกองทุนสวัสดิการเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ดังที่จำเลยทั้งสามอ้างก็ตาม แต่ในเรื่องตั๋วเงิน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค และบุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คจะปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 901 การที่เช็คพิพาทมีลายมือชื่อของจำเลยทั้งสามเป็นผู้สั่งจ่าย โดยมีชื่อกองทุนสวัสดิการฯ ไว้ แต่ไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามกระทำการแทนกองทุนสวัสดิการฯ เช่นนี้ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามสั่งจ่ายเช็คพิพาทแทนกองทุนสวัสดิการฯ ตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 901
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสีมาลา ฤทธิ์ประดับ
จำเลย — นายปิยะ เจนสมุทร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุพรรณบุรี — นายจรัสพงศ์ จักขุทิพย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
ประทีป เฉลิมภัทรกุล
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16195/2556
#562552
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ และความปรากฏว่าจำเลยถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยเพิ่ม จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ดำเนินการบังคับคดีเอาจากกองมรดกของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 271 ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินการดังกล่าวภายในระยะเวลา 10 ปี มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องคดีมรดกซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ดังที่ผู้ร้องอ้าง ผู้ร้องทั้งสามจึงไม่อาจยกเหตุนี้ขึ้นอ้างเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,202,630.01 บาท หนี้เงินกู้ 9,543,138.20 บาท และหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 1,454,307.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ มิฉะนั้นให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 954 ตำบลกลอนโด อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง น.ส. 3 ก. เลขที่ 1993, 1995 ตำบลกลอนโด กิ่งอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างกับที่ดินโฉนดเลขที่ 22131 ถึง 22133 ตำบลหลักชัย (ลาดบัวหลวง) อำเภอลาดบัวหลวง (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 45381 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด แต่ยังไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาโจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24835 ตำบลบางขุนศรี (บางขุนนนท์) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24835 เพราะเมื่อจำเลยถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี 2545 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของทายาท โจทก์ต้องยื่นฟ้องกองมรดกของจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่รู้ถึงแก่ความตายของจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความ การยึดที่ดินพิพาทไม่ชอบ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เพราะการขายทอดตลาดที่ดินจำนองโฉนดเลขที่ 45381 ตำบลฉิมพลี (บางระมาด) อำเภอตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาท ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี เพิกถอนการบังคับคดีและเพิกถอนการยึดที่ดินพิพาท

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การยึดที่ดินพิพาทเป็นการบังคับคดีภายใน 10 ปี แม้จำเลยถึงแก่ความตายก็ไม่กระทบสิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ ผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาผู้ร้องทั้งสามว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 24835 ตำบลบางขุนศรี (บางขุนนนท์) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หรือไม่ โดยผู้ร้องทั้งสามอ้างว่า เมื่อโจทก์ไม่ใช้สิทธิฟ้องคดีกองมรดกของจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ทราบถึงเหตุแห่งความตาย คดีจึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทได้นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ และความปรากฏว่าจำเลยถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของจำเลยเพิ่ม จึงเป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ดำเนินการบังคับคดีเอาจากกองมรดกของจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะดำเนินการดังกล่าวภายในระยะเวลา 10 ปี มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องคดีมรดกซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่เมื่อโจทก์เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ดังที่ผู้ร้องอ้าง ผู้ร้องทั้งสามจึงไม่อาจยกเหตุนี้ขึ้นอ้างเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 ได้ ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องทั้งสามนั้นไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296
ป.พ.พ. ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นายจรูญพงศ์ อินทจาร ในฐานะทายาท และในฐานะ
ผู้ร้อง — ผู้จัดการมรดกของนางสุรัสวดี จูฑะศรี กับพวก
จำเลย — นางสุรัสวดี จูฑะศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16150/2556
#562517
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจตาม พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ทำงานประจำอยู่ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดระนอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดระนอง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกฝ่ายก่อสร้างและบำรุงรักษา จำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบริหารพัสดุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 สูญหายและตรวจพบว่าที่ร้านของโจทก์มีทรัพย์สินลักษณะเดียวกับของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวโดยมีหมายค้นของศาล ทั้งมิได้กระทำเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัว ย่อมเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว แม้โจทก์อ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 มีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เพื่อมิให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็นการบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ อันเป็นบทยกเว้นหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีไม่อาจนำหลักความรับผิดของผู้กระทำละเมิดและเรื่องความรับผิดของนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 425 มาใช้บังคับกับคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 586,214.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ดำเนินการยึดทรัพย์สินของโจทก์โดยพลการเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมรับผิดกับการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 และมาตรา 426 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 420 มิใช่ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรงตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์บรรยายฟ้องต่อไปว่าเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ทำงานประจำอยู่ที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดระนอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดระนอง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกฝ่ายก่อสร้างและบำรุงรักษา จำเลยที่ 4 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกบริหารพัสดุ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อมเป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 สูญหายและตรวจพบว่าที่ร้านของโจทก์มีทรัพย์สินลักษณะเดียวกับของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 นำเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวโดยมีหมายค้นของศาล ทั้งมิได้กระทำเพื่อประโยชน์อันเป็นการเฉพาะตัว ย่อมเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แล้ว แม้โจทก์อ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 มีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ เพื่อมิให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่และยังเป็นการบั่นทอนขวัญและกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ อันเป็นบทยกเว้นหลักกฎหมายเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีไม่อาจนำหลักความรับผิดของผู้กระทำละเมิดและเรื่องความรับผิดของนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และมาตรา 425 มาใช้บังคับกับคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 425
พ.ร.บ.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 ม. 4
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางโฉมยา นันทาภิรมย์
จำเลย — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นายสุนทร ศันติวิชยะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมเลข สุวรรณนิมิตร
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16139/2556
#559304
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงการรับบริการชำระเงินเพื่อการสั่งสินค้าและ/หรือขอใช้บริการของร้านค้าผ่านสื่อต่าง ๆ ที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ จึงมิใช่กรณีผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปอันมีกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) ทั้งไม่ใช่การฟ้องให้ชำระหนี้เงินตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต การฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ตามบันทึกข้อตกลง ข้อ 12 มีข้อความจำกัดความรับผิดของโจทก์ในกรณีที่โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อตาม ข้อ 5 และจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า (จำเลย) หรือนำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวใน ข้อ 9 แล้ว ปรากฏในภายหลังว่า มีกรณีอื่นใดอันเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินดังกล่าวได้ไม่ว่าประการใด ๆ ก็ตาม จำเลยจะคืนเงินเท่ากับจำนวนที่ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บได้นั้นให้กับโจทก์พร้อมยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่โจทก์ได้จ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวในข้อ 9 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากโจทก์นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย จำนวน 303,885.18 บาท ตามใบสั่งซื้อและ/หรือขอใช้บริการผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรือสิ่งอื่น จำนวน 4 รายการ ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตผ่านระบบวีซ่าปฏิเสธการใช้รายการและปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดนับแต่โจทก์ได้จ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีจำเลยจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาหรือข้อตกลงการรับบัตรชำระเงินเพื่อการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือขอให้บริการของร้านค้าผ่านสื่อต่าง ๆ หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 397,112.63 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 303,885,18 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 397,112.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 303,885,18 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2545 จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดทำบันทึกข้อตกลงการรับบัตรชำระเงินเพื่อการสั่งซื้อสินค้า และ/หรือขอใช้บริการของร้านค้าผ่านสื่อต่าง ๆ กับโจทก์ โดยจำเลยเป็นร้านค้าสมาชิกของโจทก์ประสงค์จะเสนอขายสินค้าและ/หรือบริการให้แก่ผู้ถือบัตรเครดิตที่โจทก์เป็นสมาชิก พร้อมทั้ง ตัวแทนในการจ่ายเงินให้แก่บรรดาสมาชิก และร่วมกับบริษัทอื่นหรือสถาบันอื่นที่ออกบัตรเครดิตภายใต้ข้อตกลงร่วมกันโดยวิธีการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือบริการผ่านทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต หรือสิ่งอื่นใดที่โจทก์จะได้กำหนดต่อไป โดยจำเลยตกลงขายสินค้าและ/หรือบริการให้ผู้ถือบัตรเครดิตสามารถสั่งซื้อสินค้าและ/หรือขอใช้บริการของจำเลย จำเลยจะไม่เรียกเก็บเงินสดทันที แต่จะเรียกเก็บเงินค่าสินค้าและ/หรือบริการที่ลูกค้าสั่งซื้อหรือใช้บริการดังกล่าวผ่านโจทก์ทั้งจำนวนและ/หรือเป็นรายงวดตามที่โจทก์จะเห็นสมควร จำเลยตกลงเป็นผู้รับคำสั่งซื้อและส่งสินค้าและ/หรือให้บริการตามคำสั่งซื้อและ/หรือขอใช้บริการของผู้ถือบัตรให้แก่ผู้ถือบัตรโดยตรงทั้งนี้มีข้อตกลง ข้อ 12 ว่า ร้านค้า (จำเลย) รับทราบว่าในกรณีที่ธนาคาร (โจทก์) ได้รับคำสั่งซื้อตามข้อ 5 แล้ว เห็นว่า มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้และ/หรือความสมบูรณ์ของคำสั่งซื้อ ร้านค้าตกลงยินยอมให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากที่กล่าวในข้อ 9 หรือในกรณีที่ธนาคารได้รับคำสั่งซื้อตามข้อ 5 และจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า หรือนำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวในข้อ 9 แล้ว ปรากฏในภายหลังว่า ร้านค้าปฏิบัติผิดไปจากข้อตกลงที่ระบุไว้ในข้อตกลงฉบับนี้ หรือมีกรณีอื่นใดอันเป็นผลให้ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บเงินดังกล่าวได้ไม่ว่าประการใด ๆ ก็ตาม ร้านค้าจะคืนเงินเท่ากับจำนวนที่ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บได้นั้นให้กับธนาคารพร้อมทั้งยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่ธนาคารได้จ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวในข้อ 9 จนกว่าจะชำระให้ธนาคารเสร็จสิ้น ปรากฏว่ามีรายการสั่งซื้อและ/หรือขอใช้บริการผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต และสื่ออื่น จำนวน 4 รายการ จำนวนเงิน 303,885.18 บาท ตามใบอนุมัติวงเงินและสรุปยอดรายการขายสินค้าและบริการ/ผ่านบริการ Mail Oder โจทก์นำเงินเข้าบัญชีให้กับจำเลยตามบัญชีเงินฝากร้านค้าแสดงการเข้าบัญชีของธนาคาร ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตผ่านระบบวีซ่าปฏิเสธการใช้รายการ และปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์บอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้แล้ว จำเลยไม่ชำระ

มีปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาจำเลยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยโดยอาศัยสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากบันทึกข้อตกลงการรับบริการชำระเงินเพื่อการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือขอใช้บริการของร้านค้าผ่านสื่อต่าง ๆ ที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ จึงมิใช่กรณีผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไปอันมี กำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) ทั้งไม่ใช่การฟ้องให้ชำระหนี้เงินตามสัญญาที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังที่จำเลยฎีกา การฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาจำเลยมีว่า จำเลยต้องรับผิดคืนเงิน 397,112.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยรับในฎีกาว่า จำเลยได้เข้าทำบันทึกข้อตกลงในการรับชำระเงินเพื่อการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือขอใช้บริการของร้านค้าผ่านสื่อต่าง ๆ จริง เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงข้อ 12 มีข้อความจำกัดความรับผิดของโจทก์ในกรณีที่โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อตามข้อ 5 และจ่ายเงินให้แก่ร้านค้า (จำเลย) หรือนำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวในข้อ 9 แล้ว ปรากฏในภายหลังว่า มีกรณีอื่นใดอันเป็นผลให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินดังกล่าวได้ไม่ว่าประการใด ๆ ก็ตามจำเลยจะคืนเงินเท่ากับจำนวนที่ธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บได้นั้นให้กับโจทก์พร้อมยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของจำนวนเงินดังกล่าวนับแต่โจทก์ได้จ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีดังกล่าวในข้อ 9 จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากโจทก์นำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย จำนวน 303,885.18 บาท ตามใบสั่งซื้อและ/หรือขอใช้บริการผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตหรือสิ่งอื่น จำนวน 4 รายการ ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตผ่านระบบวีซ่าปฏิเสธการใช้รายการและปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดนับแต่โจทก์ได้จ่ายเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีจำเลยจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น โดยไม่ต้องคำนึงว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาหรือข้อตกลงการรับบัตรชำระเงินเพื่อการสั่งซื้อสินค้าและ/หรือขอให้บริการของร้านค้าผ่านสื่อต่าง ๆ หรือไม่ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (7) ม. 194/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอลเมต้า จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ศุภชัย สมเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16134/2556
#554839
เปิดฉบับเต็ม

การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษานั้น เป็นการกระทำเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยมุ่งประสงค์ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามารับไป ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้โจทก์ทราบ หากโจทก์ทราบแล้วไม่มารับเงินภายในห้าปีนับแต่มีการวางเงิน เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่คดีนี้หลังจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบ เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ และให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันร่วมรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน 2547 จำเลยที่ 1 นำเงินมาวางศาลจำนวน 420,416 บาท โจทก์ได้มาขอรับเงินดังกล่าวในวันที่ 5 เมษายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องว่าโจทก์มาขอรับเงินเกินกว่า 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับเพื่อบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำบังคับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลชั้นต้นออกคำบังคับโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ในปัญหานี้เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า เงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 มุ่งประสงค์เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาหรือไม่ และโจทก์หมดสิทธิรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวาง เนื่องจากเกินกำหนดระยะเวลาห้าปีนับแต่วันวางเงินหรือไม่ นั้น เมื่อพิจารณารายงานเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 14 กันยายน 2547 มีข้อความระบุว่า จำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นค่าชำระหนี้จำนวน 420,416 บาท โดยมีใบเสร็จรับเงินแนบท้ายรายงานว่า เป็นเงินค่าชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่ได้รับมาจากจำเลยที่ 1 ดังนี้ การวางเงินดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และเพื่อให้โจทก์รับไป ซึ่งศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบโดยมีหมายนัดแจ้งแก่โจทก์ หากโจทก์ทราบและไม่มารับเงินไปภายในห้าปีนับแต่วันที่วางเงิน เงินดังกล่าวจึงจะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายและทำให้ตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 แต่คดีนี้ปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 นำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทราบว่ามีเงินที่จำเลยที่ 1 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ เงินดังกล่าวจึงยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายอยู่ที่ศาลชั้นต้นที่ผู้มีสิทธิต้องเรียกเอาเสียภายในห้าปีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 และยังไม่ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งมิใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเรียบร้อยแล้ว ดังนี้ การที่โจทก์ขอออกคำบังคับและศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้นั้น จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในลักษณะ 2 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำบังคับของศาลชั้นต้น และให้โจทก์รับเงินจำนวน 420,416 บาท ที่จำเลยที่ 1 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปกาสิต ธนะแพทย์
จำเลย — นางกรุณาภรณ์ เพิ่มทองอินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายเสกสรร วิทยารุ่งเรืองศรี
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16132/2556
#562528
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 แต่ได้ความว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินแล้วตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2549 ตามคำสั่งศาลแพ่งซึ่งโจทก์เองก็ทราบดี เพราะเข้าเป็นคู่ความในคดีนั้นด้วยในฐานะผู้คัดค้าน แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุด แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งนั้นย่อมมีผลอยู่ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินที่มิใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นการไม่ชอบ ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1307 เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านจนคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุด โจทก์จึงเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดพิพาทมาแล้วไม่มีการขาย ต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. บทบัญญัติในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี จึงสมควรให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

ส่วนที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมิได้เพิกถอนการยึด โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดตามคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้นำยึดทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดตามขั้นตอนแล้ว แต่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นย่อมเท่ากับทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดมาไม่มีการขาย ความรับผิดของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมจึงเกิดขึ้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน1,466,133.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ภายใน 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากผิดนัดจำเลยยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 270558 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ของนายธวัชชัย ผู้ตาย พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระหนี้ วันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 270558 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา และในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวโดยปลอดจำนอง มีนางพลอยนิสา และนางสุกมล เป็นผู้ประมูลซื้อได้ แต่ผู้ซื้อไม่อาจจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ เนื่องจากศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินแล้วตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2549 ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.22/2549 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 26 สิงหาคม 2553 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเนื่องจากที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นทรัพย์ที่ต้องห้ามมิให้ยึดตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาท ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 แจ้งให้โจทก์ในฐานะผู้นำยึดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย 102,342.52 บาท ภายใน 15 วัน

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย 102,342.52 บาท

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมนายธวัชชัย ผู้ตาย ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 2,000,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 270558 ตำบลบางเมือง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มาจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายให้ชำระหนี้ และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2547 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้องภายใน 6 เดือน หากผิดนัดให้บังคับจำนองจากทรัพย์พิพาทและทรัพย์สินอื่นอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วน ครั้นวันที่ 22 มิถุนายน 2552 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ตามขอในวันเดียวกัน จากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทและนำออกขายทอดตลาดได้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 มีนางพลอยนิสา และนางสุกมล เป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทนี้ศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2549 ให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปรามปรามการฟอกเงิน ตามคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 22/2549 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่อาจจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์มาได้ ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2553 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเนื่องจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินที่ไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นทรัพย์สินที่ต้องห้ามการยึดตามกฎหมาย การบังคับคดีดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 หลังจากนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือเรียกให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายและค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีรวม 102,342.52 บาท ภายใน 15 วัน ตามหนังสือลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมไม่ชอบเพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทเท่านั้น มิได้ให้เพิกถอนการยึด และโจทก์นำยึดที่ดินดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาโดยสุจริต โจทก์จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ประกอบกับในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.22/2549 ของศาลแพ่ง ที่พนักงานอัยการร้องขอให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของแผ่นดินยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อาจกำหนดเงื่อนไขในการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 53 ก็ได้ กรณีจึงยังไม่สมควรถอนการยึดทรัพย์และให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 โดยอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ได้ความว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินแล้วตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2549 ตามคำสั่งศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.22/2549 ซึ่งโจทก์เองก็ทราบดีมาแต่ต้นเพราะโจทก์เข้าเป็นคู่ความในคดีนั้นด้วยในฐานะผู้คัดค้านที่ 11 แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่ถึงที่สุด แต่ตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คำสั่งนั้นย่อมมีผลอยู่ และเมื่อที่ดินพิพาทตกเป็นของแผ่นดินแล้ว การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินที่มิใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นการไม่ชอบ ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใด ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 และต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านจนคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว เช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทมาแล้วไม่มีการขาย โจทก์จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และแม้จะมีบทบัญญัติในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี แต่เมื่อพิจารณาว่าขณะโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทมาเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์นั้น โจทก์ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินแล้ว จึงสมควรให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย ส่วนที่โจทก์อ้างว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดมิได้เพิกถอนการยึด โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดตามคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นเห็นว่า ค่าธรรมเนียมที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกให้โจทก์ชำระเป็นค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย เมื่อโจทก์เป็นผู้นำยึดทรัพย์สินและเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดตามขั้นตอนแล้ว แต่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดนั้นย่อมเท่ากับทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดมาไม่มีการขาย ความรับผิดของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมจึงเกิดขึ้นแล้ว ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 22/2549 ของศาลแพ่งนั้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์จะใช้สิทธิตามที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ต่อไป แต่มิได้มีผลต่อคดีนี้ เนื่องจากคดีนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า โจทก์นำยึดทรัพย์สินที่มิใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาจนศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดไปแล้ว ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดมาจึงเป็นทรัพย์สินที่ยึดแล้วไม่มีการขายซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมดังวินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1307
ป.วิ.พ. ม. 149 วรรคหนึ่ง ม. 161 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
นางสาวหรือนางขนิษฐา ม่วงมิ่งสุข ในฐานะ
จำเลย — ผู้จัดการมรดกของนายธวัชชัย รติพรพิพัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางพรรณนภา กาศโอสถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
ชื่อองค์คณะ
เมทินี ชโลธร
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16121/2556
#554921
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยให้โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่างตอบแทนกัน โจทก์จำเลยต่างฝ่ายต่างจึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา หาใช่บังคับให้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายอีกต่อไปไม่ การบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดดังกล่าวนั้น เมื่อโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าที่ดินมาวางศาลภายในกำหนดเพื่อชำระให้แก่จำเลยเสียก่อน ส่วนคำบังคับที่ให้โจทก์ชำระค่าที่ดินให้จำเลยภายใน 30 วันนั้น เป็นเพียงกำหนดเวลาที่ให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้เองเท่านั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดตามคำบังคับ จำเลยย่อมร้องขอให้ใช้วิธีการบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 การที่โจทก์ยังไม่ชำระหนี้จนพ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ จึงหาตัดสิทธิโจทก์ที่จะยอมชำระหนี้ด้วยความสมัครใจในระหว่างถูกบังคับคดีไม่ โจทก์จึงชอบที่จะวางเงินค่าที่ดินชำระหนี้แก่จำเลยแม้จะเกินกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับได้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ทำให้จำเลยไม่จำต้องบังคับคดีแก่โจทก์ต่อไปเท่านั้น และหาเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนด้วยไม่ จำเลยจึงไม่อาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีห้ามโจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11789 ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ให้โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินที่ยังเหลืออีกจำนวน 1,599,503 บาท ให้จำเลย ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามสัญญาแก่โจทก์ 50,000 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการทำนิติกรรมโอนขายให้โจทก์และจำเลยชำระคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลล่างได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว และไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลล่าง ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ได้รับคำบังคับเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2553 ครบกำหนดชำระหนี้ตามคำบังคับ 30 วัน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 แต่โจทก์มิได้นำเงินค่าที่ดินมาชำระแก่จำเลยภายในกำหนดเวลาตามคำบังคับ จำเลยจึงไม่จำต้องโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และมีสิทธิริบเงินมัดจำกับเรียกค่าเสียหายตามหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2553 ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อห้ามโจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ และให้โจทก์ชำระค่าที่ดินให้จำเลย เป็นกรณีที่ศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยต่างมีหน้าที่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่กัน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้นำเงินค่าที่ดินมาชำระแล้ว จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กรณีไม่มีเหตุให้ศาลออกหมายบังคับคดีตามคำร้อง ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จำเลยยื่นคำร้องฉบับวันที่ 20 ธันวาคม 2553 และฉบับวันที่ 12 มกราคม 2554 ว่า โจทก์นำเงินมาวางศาลเมื่อล่วงพ้นกำหนดตามคำบังคับและมิได้วางทรัพย์ ณ สำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ จึงไม่มีเหตุที่จะบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษา ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำบังคับฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ออกคำบังคับจำเลยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 ศาลชั้นต้นส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาสั่งพร้อมคำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน และยกคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2553 และวันที่ 12 มกราคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังว่า โจทก์กับจำเลยพิพาทกันตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว บังคับให้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 11789 ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ให้โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินค่าที่ดินที่ยังเหลือจำนวน 1,599,503 บาท ให้จำเลย ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามสัญญาแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการทำนิติกรรมโอนขายให้โจทก์และจำเลยชำระคนละกึ่งหนึ่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับเงินค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท นั้น จำเลยได้นำมาวางศาลเพื่อชำระแก่โจทก์แล้ว ส่วนเงินค่าที่ดินจำนวน 1,599,503 บาท นั้น โจทก์ได้นำมาวางศาลเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์มิได้นำเงินมาวางศาล เพื่อชำระหนี้จำเลยภายในกำหนดเวลาตามคำบังคับ จะเป็นเหตุให้จำเลยขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ห้ามโจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์จำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ต่างตอบแทนกันตามสัญญาจะซื้อจะขายซึ่งยังมีผลบังคับคู่สัญญาให้ปฏิบัติต่อกัน การที่โจทก์ไม่ชำระเงินค่าที่ดินให้จำเลยภายในกำหนดเวลาตามคำบังคับ จำเลยจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ริบเงินมัดจำ และเรียกค่าเสียหายอันเป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีจำเลยได้ต่อไป จำเลยจึงมีสิทธิขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีห้ามโจทก์ตามคำร้องนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยให้โจทก์จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่างตอบแทนกันโจทก์จำเลยต่างฝ่ายต่างจึงต้องบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา หาใช่บังคับให้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขายอีกต่อไปไม่ การบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดดังกล่าวนั้น เมื่อโจทก์จะรับโอนที่ดินพิพาทโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โจทก์มีหน้าที่ต้องนำเงินค่าที่ดินมาวางศาลภายในกำหนดเพื่อชำระให้แก่จำเลยเสียก่อน ส่วนคำบังคับที่ให้โจทก์ชำระค่าที่ดินให้จำเลยภายใน 30 วันนั้น เป็นเพียงกำหนดเวลาที่ให้โจทก์เป็นผู้ชำระหนี้เองเท่านั้น ซึ่งหากโจทก์ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดตามคำบังคับ จำเลยย่อมร้องขอให้ใช้วิธีการบังคับคดียึดทรัพย์ของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 การที่โจทก์ยังไม่ชำระหนี้จนพ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ จึงหาตัดสิทธิโจทก์ที่จะยอมชำระหนี้ด้วยความสมัครใจในระหว่างถูกบังคับคดีไม่ โจทก์จึงชอบที่จะวางเงินค่าที่ดินชำระหนี้แก่จำเลย แม้จะเกินกำหนดระยะเวลาตามคำบังคับได้ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ทำให้จำเลยไม่จำต้องบังคับคดีแก่โจทก์ต่อไปเท่านั้น และหาเป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะร้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์เป็นการตอบแทนด้วยไม่ จำเลยจึงไม่อาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีห้ามโจทก์ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามคำร้อง และไม่มีเหตุเพิกถอนคำบังคับจำเลยตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 20 ธันวาคม 2553 และวันที่ 12 มกราคม 2554 โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นของจำเลยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 275
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สิบตำรวจเอกประเสริฐ จอมบัญชา
จำเลย — นางพจนรรถ เบญจกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นางสาวชาริณี โค้วธนพานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชนะ ภาสกานนท์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16107 -ที่ 16108/2556
#562695
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ป.อ. มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ป.อ. มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยวางโทษจำเลยทั้งสองคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้จากความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มาเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และยังคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 กับจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนไตร่ตรองที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่งด้วย และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288,80 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้จำคุกตลอดชีวิต รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 เพียงสถานเดียว และลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายภูรีหรือตู่ ผู้ตาย เปิดร้านจำหน่ายสุราหนีภาษีทั้งขายปลีกและขายส่ง มีร้านตั้งอยู่ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้ตายบอกนายตวงสิทธิ์ ลูกจ้างว่า มีจ่าศักดิ์โทรศัพท์มาสั่งซื้อสุราและไวน์ 21 ลัง แต่เนื่องจากจ่าศักดิ์เป็นลูกค้าใหม่และสั่งซื้อจำนวนมาก ผู้ตายจึงตกลงที่จะไปส่งของกับนายตวงสิทธิ์ ผู้ตายโทรศัพท์สั่งของจากนายพรภวิชย์ ผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง ผู้ตายขายสุราและไวน์หนีภาษีโดยเอากำไรจากส่วนต่างที่สั่งซื้อจากผู้เสียหาย โดยมีการนัดส่งมอบสุราและไวน์ที่บริเวณหน้าร้านบาโรย หลังจากนั้นผู้ตายซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายตวงสิทธิ์เดินทางไปยังบริเวณหน้าร้านบาโรย ต่อมามีรถยนต์กระบะสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าร้าน มีคนขับและคนนั่งคู่คนขับมากัน 2 คน คนร้ายได้พูดกับผู้ตายว่าชื่อจ่าศักดิ์และสอบถามว่าสุราอยู่ที่ไหน ผู้ตายจึงโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายเพื่อให้นำสุรามาส่ง หลังจากนั้นคนร้ายได้ขับรถเลื่อนเข้าไปจอดลึกจากปากซอยเข้าอีกโดยอ้างว่ากลัวคนอื่นจะเห็น ต่อมาผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งเข้ามาจอดระหว่างรถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์ รถยนต์กระบะของคนร้ายและรถยนต์ของผู้เสียหายยังติดเครื่องยนต์และเปิดไฟหน้าอยู่ทั้งสองคัน นายตวงสิทธิ์ยกสุราจากรถยนต์ของผู้เสียหายไปวางไว้บนกระบะของรถคนร้ายได้ 3 เที่ยว หลังจากนั้นคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพกขนาด .45 (11 มม.) และอาวุธปืนกลขนาด .223 (5.56 มม.) ยิงผู้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณสะบัก ก้น และต้นขาทะลุเข้าไปทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายที่บริเวณต้นขาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งหลบหนีออกไปได้ หลังเกิดเหตุคนร้ายขับรถยนต์กระบะเพื่อหลบหนี แต่รถยนต์กระบะเสียหลักล้อหลังตกลงไปในคูระบายน้ำทำให้ไม่สามารถขับรถต่อไปได้ คนร้ายทั้งสองจึงเดินหลบหนีไป ส่วนนายตวงสิทธิ์ขับรถจักรยานยนต์นำผู้ตายนั่งซ้อนท้ายไปที่โรงพยาบาล ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พันตำรวจโทศักดา สารวัตรสืบสวนสอบสวนเดินทางมาที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีแดงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนตกอยู่ที่คูระบายน้ำ สภาพล้อหน้าและล้อหลังขวาตกอยู่ในร่องคูระบายน้ำ ที่กระบะหลังมีลังสุราและไวน์รวม 7 ลัง พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 ปลอก เมื่อตรวจสอบภายในรถพบแม็กกาซีนอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 อัน พันด้วยสก็อตเทปสีเขียวติดกัน ในแม็กกาซีนบรรจุกระสุนปืนไว้ 50 นัด และยังพบซองปืนพกอีก 1 ซอง ที่บริเวณเบาะนั่งด้านหน้า นอกจากนั้นเมื่อเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพบกองเลือดและพบสุราต่างประเทศ 2 ลัง ปลอกกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 1 ปลอก และปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 อีก 1 ปลอก

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยวางโทษจำเลยทั้งสองคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้จากความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มาเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และยังคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 กับจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนไตร่ตรองที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 218 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — จ่าสิบเอกธีรวัจน์หรือจ่าหวิน เมฆสุวรรณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายกวินทร์ ศิริกรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16104/2556
#554837
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีส่วนอาญา พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ก. และจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อ. มาตรา 291 และข้อหาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 โจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทของ ก. เพียงฝ่ายเดียว จึงลงโทษ ก. และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์และโจทก์ร่วมในคดีอาญาอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ส่วน ก. อุทธรณ์ว่าตนไม่มีความผิด ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแต่อุทธรณ์ของ ก. แล้ววินิจฉัยว่า ก. เป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเพราะความประมาทของ ก. เพียงฝ่ายเดียว แต่โจทก์และโจทก์ร่วมในคดีอาญายังอุทธรณ์อยู่ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาพิพากษาจึงยังไม่ยุติ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลชั้นต้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาก็เป็นการพิพากษาในส่วนของ ก. เท่านั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือร่วมกับ ก. ทำละเมิด แม้ ก. ขับรถโดยประมาทเลินเล่อก็ไม่ทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะสืบพยานให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,030,968 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าในปี 2549 ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการฟ้องนายกรัญและจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โจทก์คดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการด้วย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีชั่วคราวคดีนี้เพื่อรอฟังผลคดีอาญา ต่อมาคดีอาญา ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของนายกรัญเพียงฝ่ายเดียว นายกรัญจึงมีความผิดและลงโทษนายกรัญ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 คดีนี้ถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่จำหน่ายชื่อจากทะเบียนบ้านเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 โจทก์และโจทก์ร่วมในคดีอาญาอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนนายกรัญอุทธรณ์ว่าตนไม่มีความผิด ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลจังหวัดสมุทรปราการทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องรวมทั้งสิทธิในการอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีอาญาย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงคงพิจารณาแต่อุทธรณ์ของนายกรัญ และวินิจฉัยว่าการที่นายกรัญขับรถเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนบางนา - ตราด ซึ่งเป็นทางเอกทันที โดยมิได้หยุดรถรอให้รถที่แล่นมาตามทางเอกผ่านไปก่อนเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ และเป็นเหตุโดยตรงทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นายกรัญจึงเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย อุทธรณ์ของนายกรัญฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกคดีแพ่งนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป และขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นนัดพร้อม ถึงวันนัดศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จากสารบบความ โจทก์แถลงขอสืบพยานโจทก์โดยมีประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายประมาท ซึ่งคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญา จึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะให้โจทก์สืบพยาน มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 แถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานโจทก์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทของนายกรัญเพียงฝ่ายเดียวอันมีความหมายว่าจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถโดยประมาทด้วยก็ตาม แต่โจทก์และโจทก์ร่วมในคดีอาญายังอุทธรณ์อยู่ จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทด้วยหรือไม่ ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือศาลฎีกาอาจพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทด้วยก็ได้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการพิพากษาดังกล่าวจึงยังไม่ยุติหรือยังไม่ถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลจึงไม่จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลจังหวัดสมุทรปราการ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่านายกรัญเป็นฝ่ายขับรถโดยประมาท ก็เป็นการพิพากษาในส่วนของนายกรัญเท่านั้น ไม่มีประเด็นให้พิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทด้วยหรือไม่แต่อย่างใด เพราะจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายไปก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแล้ว นอกจากนี้ คดีนี้โจทก์เป็นมารดานางขนิษฐาผู้ซ้อนท้ายรถนายกรัญ เป็นผู้ถูกทำละเมิด ไม่ใช่เป็นผู้ทำละเมิดหรือร่วมกับนายกรัญทำละเมิดด้วย แม้นายกรัญขับรถโดยประมาทเลินเล่อก็ไม่ทำให้โจทก์หมดสิทธิที่จะสืบพยานให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ก็มีส่วนประมาทเลินเล่อ เพราะหากข้อเท็จจริงจากการที่โจทก์สืบพยานฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อด้วย แม้จะฟังว่าประมาทเลินเล่อน้อยกว่านายกรัญ จำเลยที่ 1 ก็ยังต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่นั่นเอง และหากจำเลยที่ 1 ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็อาจต้องร่วมรับผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 1 จึงจำต้องให้โจทก์สืบพยานเพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไป ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์และดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 47
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 424 ม. 432
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอำภา ผึ้งทอง
จำเลย — นายเจริญศักดิ์ ปัญญาไว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16078/2556
#562542
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดในโครงการอาคารชุดของจำเลยที่ 1 และสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งในการพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายโครงการก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดประกอบสัญญาจะซื้อจะขายเฟอร์นิเจอร์ร่วมด้วย ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนขายสัญญาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 3 โดยในสัญญาโอนขายมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดต่อลูกค้าเดิมของจำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์ และจำเลยที่ 2 ตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้มีการเปลี่ยนตัวผู้รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 เป็นผลให้มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายโครงการดังกล่าวทั้งหมดกันใหม่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 กรณีถือว่าการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนขายสิทธิตามสัญญาดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 และมีการเปลี่ยนตัวผู้รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดจากจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 ก็ตกลงยินยอมด้วย เมื่อข้อตกลงในสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มีข้อสัญญาให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อลูกค้าทุกราย และสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ก็มีข้อตกลงที่จำเลยที่ 3 ต้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของคู่สัญญาที่เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ผู้จะขายทุกรายมาด้วยและเมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งสองสัญญาแล้วถือว่า สัญญาที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จะชำระหนี้ให้แก่ลูกค้าทุกรายรวมทั้งโจทก์ จึงเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือว่าจะถือประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 รวมทั้งจำเลยที่ 1 คู่สัญญาเดิมร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่าง ๆ แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 374 วรรคสอง

ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่โจทก์นั้น เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 3 ผู้เดียวเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดทั้งโครงการมาจากจำเลยที่ 1 แล้ว และเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดพิพาทเพียงผู้เดียว สภาพแห่งหนี้จึงเปิดช่องให้เฉพาะจำเลยที่ 3 เท่านั้น ที่มีหน้าที่ต้องทำนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้โจทก์

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจีน เหรียญมณี
จำเลย — บริษัทปาล์ม บีช รีสอร์ท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประชา จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ — นางนภาพร จันทกุล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
เอกชัย ชินณพงศ์
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16037/2556
#559307
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรคสอง เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาสำหรับร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้ การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องเพราะคำร้องบกพร่อง ผู้ร้องก็ชอบที่จะแก้ไขข้อบกพร่องและยื่นคำร้องเสียใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว หรือหากผู้ร้องเห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย แต่เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการดังกล่าวมาจนล่วงเลยระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมขาดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2551 ให้ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง โดยแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาด เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8066/2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ตามคำร้องมิได้ระบุถึงเหตุผลที่ศาลนี้มีอำนาจในการเพิกถอนคำชี้ขาดและมิได้ระบุวันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 อันจะทำให้ศาลพิจารณาในเรื่องอำนาจฟ้องของผู้ร้องได้ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง คืนค่าขึ้นศาล" ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว แต่ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2551 ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องต้องยื่นต่อศาลภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด คดีนี้ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดในวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ผู้ร้องมายื่นคำร้องในวันที่ 5 กันยายน 2551 จึงยื่นเกินกำหนด ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้องในคดีนี้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 (ที่ถูก มาตรา 45) บัญญัติให้อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา จึงให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งศาลฎีกาต่อ่ไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบหรือไม่ ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม2551 และยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2551 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 8066/2551 จึงเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในระยะเวลา 90 วัน ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 แล้ว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอันเนื่องจากผู้ร้องมิได้ระบุเหตุผลและวันที่ผู้ร้องรับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าว โดยการยื่นคำร้องมีผลเช่นเดียวกับการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (5) อายุความจึงสะดุดหยุดลง ซึ่งตามมาตรา 193/18 ให้นำมาตรา 193/17 มาใช้บังคับแก่กรณีที่อายุความสะดุดหยุดลงเพราะเหตุตามมาตรา 193/14 (3) (4) และ (5) โดยอนุโลม มีผลทำให้เมื่อผู้ร้องแก้ไขคำร้องโดยบริบูรณ์และยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นอีกครั้งในวันที่ 5 กันยายน 2551 จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความดังกล่าวแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง บัญญัติว่า คู่พิพาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดได้โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด...บทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นบทบังคับเรื่องกำหนดเวลาสำหรับร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่เรื่องอายุความ จึงไม่อาจนำเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงมาใช้บังคับได้การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องเพราะคำร้องบกพร่องผู้ร้องก็ชอบที่จะแก้ไขข้อบกพร่องและยื่นคำร้องเสียใหม่ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวหรือหากผู้ร้องเห็นว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องเป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคท้าย แต่เมื่อผู้ร้องมิได้ดำเนินการดังกล่าวมาจนล่วงเลยระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ผู้ร้องได้รับสำเนาคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ผู้ร้องย่อมขาดสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางกรรณิการ์ ตั้งปัญญาสกุล
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา