คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14804/2556
#562691
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเขตชลประทานประเภท 2 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 23, 37 วรรคหนึ่ง และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำออกจากเขตชลประทานชานคลอง 17 มิใช่กรณีที่พนักงานอัยการขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43, 44, 50 ผู้ร้องซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเขตชลประทานชานคลอง จึงมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากที่โจทก์สามารถร้องขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พ.ศ.2485 มาตรา 23, 37 และให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากเขตชลประทานชานคลอง 17

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดีจำเลย ผู้ร้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศเพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างแล้ว จำเลยยื่นคำร้องว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีผิดระเบียบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีอำนาจขอเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดี โดยการยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขตชลประทานชานคลอง 17 ตามคำพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเขตชลประทานซึ่งเป็นทางน้ำชลประทานประเภท 2 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 มาตรา 23, 37 วรรคหนึ่ง และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ 3 หลัง ออกจากเขตชลประทานชานคลอง 17 คดีถึงที่สุดไปแล้ว ความผิดฐานดังกล่าวนี้เป็นความผิดฐานปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำเขตชลประทาน กรมชลประทานผู้ร้องย่อมได้รับความเสียหาย ทั้งกรมชลประทานได้แจ้งความร้องทุกข์แก่พนักงานสอบสวน การฟ้องคดีของพนักงานอัยการเป็นไปตามอำนาจที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำเลยและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากเขตชลประทาน ตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง จึงไม่ใช่กรณีที่พนักงานอัยการขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43, 44, 50 ดังที่จำเลยฎีกา กรมชลประทานซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเขตชลประทานชานคลองจึงมีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาได้อีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากที่โจทก์สามารถร้องขอได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2549 ที่จำเลยอ้าง มีข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ เพราะคดีดังกล่าวมีประเด็นแต่เพียงว่า ผู้ร้องมีอำนาจเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 50 หรือไม่ ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาออกหมายบังคับคดีของผู้ร้องจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จึงเป็นกระบวนการบังคับคดีที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ป.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ร้อง — กรมชลประทาน
จำเลย — นางวาสนา อารีราษฎร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายปณัฐ สมบูรณสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนาคม ลิ้มภักดี
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
พันวะสา บัวทอง
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14689/2556
#571567
เปิดฉบับเต็ม

การนับอายุความให้เริ่มนับตั้งแต่วันกระทำความผิด การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินแล้วสรุปข้อเท็จจริงผลการตรวจพิสูจน์เป็นเท็จว่าที่ดินไม่ได้อยู่ในเขตป่าพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอ หากเป็นการสรุปความเห็นที่เกิดจากการกระทำปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยราชการ หรือเกิดจากการกระทำโดยทุจริตก็เป็นความผิดทันทีที่เสนอความเห็นต่อนายอำเภอ ส่วนนายอำเภอจะลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อใดเป็นแต่เพียงผลที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวก มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า หากนายอำเภอไม่เห็นด้วยกับความเห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกโดยไม่ลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็จะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 กับพวกไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157 ให้นับโทษจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยทั้งสี่ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4548/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 159 (ที่ถูก มาตรา 157), 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสี่รับราชการจนเกษียณอายุราชการนับว่ามีคุณงามความดีมาก่อนเห็นควรให้จำเลยทั้งสี่กลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยทั้งสี่ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4548/2545 และหมายเลขแดงที่ 3889/2548 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าว ศาลมิได้ลงโทษจำคุก ไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ระหว่างศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา บุตรของจำเลยที่ 2 แถลงว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2555 และญาติของจำเลยที่ 3 แถลงว่า จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2553 ตามสำเนาใบมรณบัตรและโจทก์รับว่าเป็นความจริง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า บุตรของจำเลยที่ 2 และญาติของจำเลยที่ 3 แจ้งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย โดยมีสำเนาใบมรณบัตรมาแสดงและโจทก์รับว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายจริง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียจากสารบบความ คงมีคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีข้อวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินของนายสยามแล้วสรุปข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอยังไม่เป็นความผิดสำเร็จ ความผิดดังกล่าวยังเป็นผลต่อเนื่องจนกระทั่งนายอำเภอรับรู้และลงนามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพราะกระทำเพื่อให้นายอำเภอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่นายสยาม อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่นายอำเภอลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 บัญญัติว่า ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ...(2) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี จากบทบัญญัติดังกล่าว การนับอายุความให้เริ่มนับตั้งแต่วันกระทำความผิด การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 สรุปความเห็นเสนอนายอำเภอ หากเป็นการสรุปความเห็นที่เกิดจากการกระทำปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยราชการหรือเกิดจากการกระทำโดยทุจริต ก็เป็นความผิดทันทีที่เสนอความเห็นแก่นายอำเภอ ส่วนนายอำเภอจะลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เมื่อใดเป็นแต่เพียงผลที่เกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 4 มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นว่า หากนายอำเภอไม่เห็นด้วยกับความเห็นของจำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยไม่ลงนามในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ก็จะทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นความผิดไป ทั้ง ๆ ที่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ครบองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แล้ว การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 สรุปข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นเสนอนายอำเภอวันที่ 16 ตุลาคม 2530 จึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีอายุความสิบห้าปี โจทก์จะต้องฟ้องภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2545 แต่โจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 7 พฤศจิกายน 2545 เป็นการยื่นฟ้องเกินกำหนดจึงขาดอายุความ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (6)
ป.อ. ม. 95 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายภิญโญ เพ็ชรรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายอธิคม จำปา
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไกรรัตน์ วีรพัฒนาสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14670/2556
#559321
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กรณีจึงเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาแล้ว การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามมาตรา 45 วรรคท้าย การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของผู้ร้อง แต่การที่สำนวนคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องมายังศาลฎีกาอีก

การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ นั้นต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 45 (1) ถึง (5) การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์อ้างข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาอยู่กินโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับ ป. และ ป. ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุให้ผู้ร้องขอสินเชื่อเช่าซื้อและทำประกันภัย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัยนั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการ และศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 45

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และให้ผู้คัดค้านร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นผู้คัดค้านร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน ถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน

ผู้คัดค้านร่วมยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยและแจ้งเหตุรถหายล่าช้าผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ การชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านร่วมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ทางไต่สวนผู้ร้องอ้างตนเองและนายปกรณ์ศักย์ เป็นพยานประกอบ ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภรรยากับนายปกรณ์ศักย์ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2547 นายปกรณ์ศักย์ซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน บน 4199 ราชบุรี ต่อมาเปลี่ยนเป็น ณร 3522 กรุงเทพมหานคร จากนางประภัสสร และนำไปจอดไว้ที่เต้นท์ขายรถมือสองของนายปกรณ์ศักย์ที่ร่วมทำกิจการกับเพื่อน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้ร้องได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปขอสินเชื่อเช่าซื้อกับบริษัท สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการร้านหนังสือที่ผู้ร้องกับนายปกรณ์ศักย์เปิดร่วมกัน โดยผู้ร้องเป็นผู้ดูแลร้านและต้องใช้รถยนต์คันดังกล่าวในกิจการของร้านหนังสือ นายปกรณ์ศักย์มีอาชีพซื้อขายรถมือสองได้ให้รถยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้องไปทำสัญญาเช่าซื้อในนามของผู้ร้อง เนื่องจากเกรงว่าหากนายปกรณ์ศักย์ไปขอทำสัญญาเช่าซื้อเอง บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจะไม่อนุมัติเพราะนายปกรณ์ศักย์มีภาระสินเชื่ออื่นอยู่ ผู้คัดค้านร่วมเป็นผู้รับประกันภัยประเภทหนึ่งในรถยนต์คันดังกล่าว ตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ โดยผู้ให้เช่าซื้อเป็นผู้ดำเนินการเรื่องบริษัทประกันภัยให้ผู้ร้อง หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548 นายปกรณ์ศักย์ให้นางประภัสสรเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวส่งมอบรถให้นางประภัสสรครอบครอง ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 นายไพโรจน์ สามีของนางประภัสสรนำรถคันดังกล่าวไปจอดบริเวณปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ถนนบางกรวย - ไทรน้อย ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี แล้วถูกคนร้ายลักไป ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านร่วมผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหาย แต่ผู้คัดค้านร่วมปฏิเสธว่าผู้ร้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถที่เอาประกันภัยและแจ้งเหตุล่าช้าผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ ผู้ร้องจึงได้ดำเนินการตามลำดับ จนเสนอเรื่องต่ออนุญาโตตุลาการ แต่อนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถที่เอาประกันภัย ยกคำร้องผู้ร้อง

ผู้คัดค้านร่วมไม่สืบพยาน

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ กรณีจึงเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาแล้ว การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 45 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาหรือศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์และส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบ และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับอุทธรณ์ดังกล่าวแล้วพิจารณาพิพากษาจึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ผู้ร้องยื่นฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ศาลฎีการับฎีกาไว้พิจารณา กรณีจึงต้องยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของผู้ร้อง แต่การที่สำนวนคดีนี้มาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งอุทธรณ์ของผู้ร้องมายังศาลฎีกาอีก และเห็นว่า การจะอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการได้นั้น ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ (1) การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (2) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (3) คำสั่งหรือคำพิพากษานั้นไม่ตรงกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ (4) ผู้พิพากษาหรือตุลาการซึ่งพิจารณาคดีนั้นได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษา หรือ (5) เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยการใช้วิธีการชั่วคราวเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาทตามมาตรา 16 การที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์อ้างข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาอยู่กินโดยมิได้จดทะเบียนสมรสกับนายปกรณ์ศักย์ นายปกรณ์ศักย์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุให้ผู้ร้องไปขอสินเชื่อเช่าซื้อและทำประกันภัยจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญาประกันภัย นั้น ล้วนเป็นการโต้แย้งการวิเคราะห์พยานหลักฐานและดุลพินิจในการวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนของอนุญาโตตุลาการ และศาลชั้นต้น โดยไม่ปรากฏว่ามีการวินิจฉัยผิดจากวิธีพิจารณาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 กับยกอุทธรณ์และฎีกาของผู้ร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 247 ม. 249
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวศศิกัญชนา ภิรมย์เณร
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม
ผู้คัดค้าน — การประกอบธุรกิจประกันภัย
ผู้คัดค้านร่วม — บริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวพรทิพย์ ถนอมรอด
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14667/2556
#559156
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จะใช้คำว่า ผู้ใดออกเช็ค แต่มิได้หมายความว่า ผู้ที่จะมีความผิดตามมาตราดังกล่าวคือผู้ที่ออกเช็คเท่านั้น ส่วนผู้ที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คไม่มีความผิด การออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ออกเช็คในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น อาจจะมีผู้ที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับผู้ออกเช็ค และถือว่าผู้ที่ร่วมกระทำผิดด้วยกันกับผู้ออกเช็คเป็นตัวการเช่นเดียวกันตาม ป.อ. มาตรา 83

การที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมาทำสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาท ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้สลักหลัง ย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่าย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในเช็คพิพาท เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการออกเช็คพิพาท แล้ว ทั้งไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการออกเช็คพิพาท จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิด แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพ ศาลก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณาคดี จำเลยที่ 1 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1), (2), (3), (4) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปรวม17 กรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 20 วัน รวมจำคุก340 วัน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 170 วัน

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จะใช้คำว่า ผู้ใดออกเช็ค แต่มิได้หมายความว่า ผู้ที่จะมีความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวคือผู้ที่ออกเช็คเท่านั้น ส่วนผู้ที่ร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คไม่มีความผิด การออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ออกเช็คในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น อาจจะมีผู้ที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับผู้ออกเช็ค และถือว่าผู้ที่ร่วมกระทำผิดด้วยกันกับผู้ออกเช็คเป็นตัวการเช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปัญหาว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพจะถือว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการออกเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็ค 17 ฉบับ ตามฟ้องมอบให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ค่าเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลัก ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเช็คทั้ง 17 ฉบับ ดังกล่าวมาทำสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักให้แก่จำเลยที่ 2 ในขณะออกเช็คจำเลยที่ 2 จึงมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ ในขณะออกเช็คเป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ยังมิได้มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการออกเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ ตามฟ้อง การที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ ดังกล่าวมาทำสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เพียงแต่ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คดังกล่าว ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้สลักหลัง ย่อมเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และการลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 ในเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการออกเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ แล้ว ทั้งไม่มีพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการออกเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะยืนยันว่า เช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับ สามารถเรียกเก็บเงินได้ หากเรียกเก็บเงินไม่ได้จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมในการออกเช็คพิพาททั้ง 17 ฉบับแล้ว จึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง ศาลก็ย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 สามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปราณี วรรณตุง
จำเลย — นางสุทธิณี ตุ้มอินมร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายกฤษณ์ เจริญธุระกิจ
ชื่อองค์คณะ
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14640/2556
#559310
เปิดฉบับเต็ม

ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ออกตามความในมาตรา 32 (เดิม) แห่งพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ที่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในขณะจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 อันมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และในมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนรวม เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันและที่เกิดจากเครื่องมือ ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปใช้จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมทุกคน เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในข้อ 17 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับรายการแจ้งจากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดฯ ณ สำนักงานนิติบุคคลฯ ในกรณีชำระหลังจากที่กำหนดหรือนิติบุคคลอาคารชุดฯ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามเช็ค เจ้าของห้องชุดจะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนที่ค้างชำระ และหากค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน นิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจงดการให้บริการสาธารณูปโภคในห้องชุดได้นั้น เมื่อไม่ปรากฏว่า พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 (เดิม) ได้กำหนดอัตราของค่าปรับไว้แต่อย่างใด จึงยังถือไม่ได้ว่าข้อบังคับข้อ 17 ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ข้อบังคับข้อ 17 ที่กำหนดอัตราค่าปรับไว้ด้วย จึงมิได้เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

ค่าปรับอันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บได้ต่อเมื่อเจ้าของร่วมมิได้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379

ที่โจทก์ชำระค่าปรับเพราะต้องการใบปลอดหนี้ไปใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดแม้ค่าปรับดังกล่าวจะเป็นหนี้ที่เจ้าของห้องชุดเดิมต้องรับผิดก็ตาม แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกซื้อห้องชุดได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับห้องชุดดังกล่าวโดยตรงยินยอมเข้าชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุดเดิมลูกหนี้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการชำระหนี้โดยขืนใจลูกหนี้จึงถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าปรับที่ชำระไปคืนจากจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย 200,000 บาท และร่วมกันคืนเงินค่าปรับ 72,751.28 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 52,000 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องคืนเงินค่าปรับจำนวน 72,751.28 บาท แก่โจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองเรียกค่าปรับในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 72,751.28 บาท สูงเกินส่วน และไม่ตรงตามข้อบังคับข้อ 17 ของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับ จำเลยทั้งสองต้องคืนแก่โจทก์ โจทก์และเจ้าของเดิมยังไม่ได้ผิดนัดจึงไม่ต้องชำระค่าปรับนั้น เห็นว่า ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ออกตามความในมาตรา 32 (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในขณะจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 อันมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง และให้มีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และในมาตรา 18 วรรคหนึ่ง (เดิม) เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากบริการส่วนรวม เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันและที่เกิดจากเครื่องมือ ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของร่วมที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำไปใช้จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์แก่เจ้าของร่วมทุกคน เมื่อตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในข้อ 17 กำหนดให้เจ้าของร่วมต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับรายการแจ้งจากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดฯ ณ สำนักงานนิติบุคคลฯ ในกรณีชำระหลังจากที่กำหนดหรือนิติบุคคลอาคารชุดฯ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ตามเช็ค เจ้าของห้องชุดจะต้องชำระค่าปรับในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของจำนวนที่ค้างชำระ และหากค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน นิติบุคคลอาคารชุดมีอำนาจงดการให้บริการสาธารณูปโภคในห้องชุดได้นั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 (เดิม) ได้กำหนดอัตราของค่าปรับไว้แต่อย่างใด จึงยังถือไม่ได้ว่าข้อบังคับข้อ 17 ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ข้อบังคับข้อ 17 ที่กำหนดอัตราค่าปรับไว้ด้วย จึงมิได้เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ย่อมมีผลใช้บังคับแก่เจ้าของร่วมทุกคนตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 18 วรรคสอง แต่ค่าปรับอันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางดังกล่าวเป็นหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 จะเรียกเก็บได้ต่อเมื่อเจ้าของร่วมมิได้ชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ อันมีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าและเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ดังนั้น แม้ตามข้อบังคับข้อ 17 จะกำหนดค่าปรับไว้ในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน แต่จำเลยที่ 1 ก็มิได้เรียกเก็บเต็มอัตราตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับดังกล่าวและคงเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น เป็นเงิน 72,751.28 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน ซึ่งอาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ลดค่าปรับลงให้เป็นคุณแก่โจทก์และถือได้ว่าเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว เมื่อได้ความจากโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในการชำระค่าปรับนั้น โจทก์ไม่ได้ถูกจำเลยทั้งสองขู่เข็ญบังคับหรือประทุษร้ายให้ชำระเงิน แต่ที่โจทก์ยินยอมจ่ายเพราะต้องการใบปลอดหนี้ไปใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพื่อให้โจทก์สามารถโอนขายห้องชุดต่อให้บุคคลภายนอกที่มาขอซื้อได้ ดังนั้น แม้ค่าปรับดังกล่าวจะเป็นหนี้ที่เจ้าของห้องชุดเดิมต้องรับผิดก็ตาม แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกซื้อห้องชุดได้จากการขายทอดตลาดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับห้องชุดดังกล่าวโดยตรงยินยอมเข้าชำระหนี้ดังกล่าวแทนเจ้าของห้องชุดเดิมลูกหนี้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการชำระหนี้โดยขืนใจลูกหนี้แต่อย่างใด จึงถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยสมบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 314 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าปรับจำนวน 72,751.28 บาท คืนจากจำเลยทั้งสอง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์และเจ้าของเดิมยังไม่ได้ผิดนัดค่าใช้จ่ายส่วนกลางจึงไม่จำต้องชำระค่าปรับนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยที่มิได้เข้าไปดูห้องชุดก่อน ย่อมเป็นการยอมรับเสี่ยงภัยกับสภาพของห้องชุดดังที่เป็นอยู่ในขณะที่ทำการซื้อขายนั้นไม่ว่าจะมีสภาพอย่างไรโจทก์ก็จะซื้อตามสภาพที่เป็นอยู่นั้น เมื่อการรั่วซึมของสระว่ายน้ำมีมาก่อนที่โจทก์จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุด การที่จำเลยทั้งสองไม่ดูแลรักษาตามหน้าที่ย่อมเป็นการละเมิดต่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ห้องชุดเดิม ซึ่งสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแต่มูลละเมิดมิใช่ทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์จึงไม่อาจโอนไปยังโจทก์ผู้รับโอน ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ซ่อมแซมให้แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 314 ม. 379
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 18 (เดิม) ม. 18 (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอารีย์ สนองกุล
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุด ดิแอร์พอร์ต เรสซิเดนซ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวภัทรวรรณ ทรงกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
วิรุฬห์ แสงเทียน
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14621/2556
#554823
เปิดฉบับเต็ม

การนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถทั้งสองคันแทนโจทก์ เป็นการนำสืบข้อเท็จจริงระหว่างตัวการกับตัวแทน ไม่เกี่ยวกับการนำสืบเพื่อให้มีการบังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด โจทก์ย่อมนำสืบพยานบุคคลได้ และไม่ต้องห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บฉ 9566 กำแพงเพชร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กค 5174 กำแพงเพชร คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนรถดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ครอบครอง หากไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยคืนรถแก่โจทก์ไม่ได้ ก็ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝาก กับเงินที่ลูกค้าค้างจ่ายและจำเลยเก็บเอาไป 190,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยส่งมอบใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักร และใบอนุญาตค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน บฉ 9566 กำแพงเพชร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กค 5174 กำแพงเพชร คืนแก่โจทก์ และให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนรถดังกล่าวเป็นชื่อโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากจำเลยคืนรถให้โจทก์ไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนสำหรับรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันเป็นเงิน 200,000 บาท และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าเป็นเงิน 400,000 บาท รวม 600,000 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์

แทนโจทก์ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝาก กับเงินที่ลูกค้าค้างจ่ายและจำเลยเก็บเอาไป 190,000 บาท และที่ขอให้จำเลยส่งมอบใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักร กับใบอนุญาตค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามคืนแก่โจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ คำขอดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ในชั้นฎีกามีปัญหาเกี่ยวกับรถทั้งสองคันตามฟ้องเท่านั้น โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ในการประกอบกิจการร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ โจทก์จัดหารถมาใช้ในการประกอบกิจการและใช้เป็นยานพาหนะสองคันโดยโจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาเช่าซื้อรถทั้งสองคันแทนโจทก์ ชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบพยานบุคคลว่ารถทั้งสองคันนี้โจทก์เช่าซื้อมาจากผู้ให้เช่าซื้อ จำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อในฐานะผู้เช่าซื้อแทนโจทก์ ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบ แล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ในการประกอบกิจการร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ และจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคลว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถทั้งสองคันแทนโจทก์ เป็นการรับฟังพยานที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์เป็นการนำสืบข้อความเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาเช่าซื้อที่ไม่มีข้อความว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ อันเป็นการต้องห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) นั้น เห็นว่า การนำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถทั้งสองคันแทนโจทก์ เป็นการนำสืบข้อเท็จจริงระหว่างตัวการกับตัวแทน ไม่เกี่ยวกับการนำสืบเพื่อให้มีการบังคับหรือไม่บังคับตามสัญญาเช่าซื้อแต่อย่างใด โจทก์ย่อมนำสืบพยานบุคคลได้ และไม่ต้องห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังพยานบุคคลที่โจทก์นำสืบ แล้วรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาเช่าซื้อรถทั้งสองคันตามฟ้องแทนโจทก์ เป็นการรับฟังพยานที่ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทุม บัวสอน
จำเลย — นางสาวมาลิณี เย็นใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางสาวเติมสิริ ปัญญาวัฒนชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางภคมณฑน์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14480/2556
#559338
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นอั้งยี่ จำเลยกระทำความผิดโดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้ายนั้น จำเลยกระทำความผิดด้วยการรับฝึกการก่อการร้าย สะสมกำลังพลและอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืน และตระเตรียมการใช้อาวุธฆ่าเจ้าพนักงานและประชาชน โดยมีเจตนาที่จะขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและเพื่อสร้างความปั่นป่วน โดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนเพื่อก่อการร้าย และความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุมนั้น จำเลยกระทำความผิดเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดให้พ้นจากการจับกุม การกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว แม้จำเลยจะได้กระทำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่การกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่กับฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้ายและฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุมนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการเป็นอั้งยี่กับการสมคบกันเพื่อการก่อการร้ายและช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุมก็เป็นคนละอย่างต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่กับฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อการก่อการร้ายและฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันมิใช่ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 135/2, 189, 209, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และริบอาวุธปืนและซองพกปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก, 371 ประกอบมาตรา 83 (ที่ถูก และมาตรา 189) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 189 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 ปี ความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ จำคุก 3 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำรับชั้นซักถามและคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 24 เดือน ของกลางคืนเจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 และ 72 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 189 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2) ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี 12 เดือน ริบอาวุธปืนและซองอาวุธปืน ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้าย ฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุม ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่กับฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้ายและฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเป็นอั้งยี่จำเลยกระทำความผิดโดยเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนความผิดฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้ายนั้น จำเลยกระทำความผิดด้วยการรับการฝึกการก่อการร้าย สะสมกำลังพลและอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืน และตระเตรียมการใช้อาวุธฆ่าเจ้าพนักงานและประชาชน โดยมีเจตนาที่จะขู่เข็ญ หรือบังคับรัฐบาลไทย อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน เพื่อก่อการร้าย และความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุมนั้น จำเลยกระทำความผิดเพื่อช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดให้พ้นจากการจับกุม การกระทำความผิดทั้งสามฐานดังกล่าว แม้จำเลยจะได้กระทำในช่วงเวลาเดียวกัน แต่การกระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ กับฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้ายและฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุมนั้นเป็นการกระทำคนละอย่างแตกต่างกันและต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเจตนาและความมุ่งหมายในการเป็นอั้งยี่กับการสมคบกันเพื่อการก่อการร้ายและช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุมก็เป็นคนละอย่างต่างกัน การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่กับฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อการก่อการร้ายและฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุม จึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกันมิใช่ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ กับฐานร่วมกันสมคบกันเพื่อก่อการร้ายและฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งเป็นผู้ต้องหาให้พ้นจากการจับกุม เป็นความผิดต่างกรรมกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 2 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายซูลัยมาน บินแฉะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายธีรวัฒน์ แก่นเมือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางอารยา วิชิตชลชัย
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14273/2556
#554856
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการครูในพื้นที่ ให้คำรับรองอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียนในการที่ ก. ซึ่งเป็นคนต่างด้าวขอมีบัตรประจำตัวประชาชนว่า ก. คือ พ. ซึ่งความจริงแล้ว ก. มิใช่บุคคลคนเดียวกับ พ. โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการที่จำเลยที่ 1 และ ก. แจ้งให้แจ้งหน้าที่ดังกล่าวจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของ ก. อย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ยกฟ้องข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางกู่ซึ่งต่อมาตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการ (บัตรประจำตัวประชาชน) ปลอม เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตมายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันตำบลม่อนจอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นครูโรงเรียนบ้านห้วยน้ำขาว อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ให้คำรับรองต่อนายรังษี ปลัดอำเภอฝ่ายทะเบียน อำเภออมก๋อย และนายสุภัทร เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภออมก๋อย ซึ่งเป็นผู้รับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนางกู่ว่า นางกู่คือนางสาวไพวรรณ์อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วนางกู่มิใช่บุคคลคนเดียวกับนางสาวไพวรรณ์ สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎรฯ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางกู่ กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีนายรังษีและนายสุภัทรมาเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุนางกู่มายื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน นายรังษีเห็นว่านางกู่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเมื่ออายุเกินกว่ากฎหมายกำหนด จึงทำการเปรียบเทียบปรับ นางกู่นำเพียงสำเนาทะเบียนบ้านมาแสดง นายรังษีขอตรวจสอบสูติบัตรของนางกู่ แต่นางกู่ไม่มีหลักฐาน นายรังษีจึงบอกให้นางกู่ไปนำตัวบิดา มารดา หรือเจ้าบ้านหรือบุคคลที่เป็นที่น่านับถือทำการรับรองว่านางกู่คือนางสาวไพวรรณ์จริง นางกู่ได้นำจำเลยทั้งสองมาให้คำรับรอง นายรังษีและนายสุภัทรร่วมกันสอบถามจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองรับรองว่านางกู่คือนางสาวไพวรรณ์ซึ่งเป็นบุตรของนายมอนกับนางแสงหล้า หลังจากตรวจสอบหลักฐานเสร็จ นายรังษีออกบัตรประจำตัวประชาชนให้นางกู่ไปในวันเดียวกัน และมีนายมอนกับนางแสงหล้าเบิกความยืนยันว่า พยานทั้งสองรู้จักกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นครูที่โรงเรียนห้วยน้ำขาว ดังนี้ นายรังษีและนายสุภัทรต่างเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความไปตามข้อเท็จจริงที่ได้พบเห็นมา ส่วนนายมอน จำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า นายมอนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกับตนเท่ากับยอมรับว่ารู้จักกับพยานโจทก์ดังกล่าวด้วย เมื่อนางกู่ไปนำจำเลยที่ 2 มาให้คำรับรองต่อนายรังษีและนายสุภัทร จำเลยที่ 2 ย่อมสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้โดยง่ายว่านางกู่คือนางสาวไพวรรณ์ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของตนและเป็นบุตรของนายมอนกับนางแสงหล้าจริงหรือไม่ โดยการสอบถามประวัติส่วนตัวจากนางกู่เอง หรือสอบถามไปยังนายมอนอีกทางหนึ่งด้วย พฤติการณ์จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้คำรับรองอันเป็นเท็จต่อนายรังษีและนายสุภัทรโดยรู้อยู่แล้วว่านางกู่มิใช่นางสาวไพวรรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนากระทำความผิด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันมาขอร้องให้จำเลยที่ 2 รับรองลูกศิษย์ของจำเลยที่ 2 ชื่อนางสาวไพวรรณ์ โดยจำเลยที่ 1 ยืนยันว่านางกู่คือนางสาวไพวรรณ์ และมีทะเบียนบ้านฉบับจริงมาแสดงด้วย จำเลยที่ 2 ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดโดยเข้าใจว่านางกู่ที่จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 รับรองคือนางสาวรำไพ น้องสาวของนางสาวไพวรรณ์ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของตนนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการครูในพื้นที่ที่มีบุคคลต่างด้าวจำนวนมาก ย่อมทราบดีว่าการรับรองบุคคลในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติเพียงใด และต้องทราบด้วยว่าการรับรองบุคคลในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเท็จมีความผิดซึ่งมีโทษถึงจำคุก โดยพฤติการณ์และวิสัยของจำเลยที่ 2 ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะยอมรับรองบุคคลให้เพียงเพราะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันมาพูดขอร้องเท่านั้น นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ก็มิได้นำจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยที่ 2 อ้างจริงหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อศาลแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงว่าจะซัดทอดความผิดให้จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางกู่แจ้งให้นายรังษีและนายสุภัทรซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและร่วมแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนายรังษีและนายสุภัทรในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนางกู่อย่างไร ทั้งนายสุภัทรเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า เมื่อจำเลยที่ 2 อ่านข้อความในคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว จำเลยที่ 2 เชื่อว่าเป็นลูกศิษย์จึงให้การรับรอง เมื่อให้การรับรองดังกล่าวแล้วจึงออกจากที่ว่าการอำเภอแล้วกลับบ้านไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น และปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 86 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตร ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 วรรคหนึ่ง (2) (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายเสนาะ ฟ้ากำธร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชัยวุฒิ ต่อปัญญาเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14102/2556
#559335
เปิดฉบับเต็ม

การที่ระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่แล้ว ทั้งฎีกาของจำเลยก็อ้างเหตุที่จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุหนึ่งที่ขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ขอวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและศาลฎีกานำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่การวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น เมื่อต่อมาปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบตะกั่ว (ลูกกระสุนปืน) และปลอกกระสุนปืนของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยยื่นฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยพร้อมยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและนัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว วันที่ 18 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งผู้เสียหายให้มารับเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 20 กันยายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงิน 20,000 บาท ที่วางศาลเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย อ้างว่าศาลฎีกาไม่ได้ยกข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเพื่อเป็นคุณแก่จำเลย การวางเงินดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และผู้เสียหายยังมิได้รับเงินไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เรื่องนี้ปรากฏในฎีกาของจำเลยและศาลฎีกาได้พิจารณาข้ออ้างของจำเลยแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยเจตนามอบเงินให้ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะมารับไป แม้ผลคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไม่เป็นคุณแก่จำเลย ก็หามีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย การที่ระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่แล้ว ทั้งฎีกาของจำเลยก็อ้างเหตุที่จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุหนึ่งที่ขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ขอวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและศาลฎีกานำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่การวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น เมื่อต่อมาปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 ว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.อ. ม. 56 ม. 78
ป.วิ.พ. ม. 323
ป.พ.พ. ม. 334 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายธเนศ ทองมณโฑ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอาทิตย์ สารทวาทา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกมล คำเพ็ญ
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13999/2556
#562723
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ได้มาก็เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มิได้มุ่งหมายให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินทั่วไปที่มีสิทธิใช้สอย จำหน่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ดังนั้น เมื่อที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน แม้ถูกเพิกถอนสภาพจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเนื่องจากการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 26 (4) ก็ตาม ก็ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่เพียงแต่เปลี่ยนประเภทของที่ดินวัตถุประสงค์และการใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานของรัฐที่จะเป็นผู้จัดให้ใช้ประโยชน์เท่านั้น

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และเป็นที่ดินของรัฐแล้วย่อมต้องห้ามมิให้บุคคลทั่วไปยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1306 หากการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเป็นการออกทับที่ดินที่บิดาจำเลยและจำเลยมีสิทธิครอบครองจริง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปดำเนินการขอเพิกถอนหรือแก้ไขตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง พ.ศ.2529 และฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเท่านั้น หาใช่ฝ่าฝืนที่จะอยู่ในที่ดินของรัฐต่อไปได้ไม่

การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินของรัฐแต่ไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกันหรือที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 108 ทวิ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ทั้งการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทก็เป็นการครอบครองต่อเนื่องจากบิดาของจำเลยที่ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนนานแล้ว จึงมีสาเหตุที่ทำให้จำเลยอาจเข้าใจไปได้ว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมาก่อน และการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเมื่อปี 2535 เป็นการออกทับที่ดินของจำเลย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงไม่ร้ายแรงนัก กรณีจึงมีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1306 ม. 1336
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 26 (4) ม. 36 ทวิ วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นายบุญช่วย มีสะอาด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายสัมฤทธิ์ ทินบุตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
พิศล พิรุณ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13990/2556
#559161
เปิดฉบับเต็ม

เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดบังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือติดยาเสพติดเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตรวจวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตาม ป.วิ.อ.

การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนมาก่อนและย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. 120 ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังจำเลยและศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฝากขังแล้ว ต่อมาพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยโดยขอให้ศาลเบิกตัวจำเลยตามหมายขังมาพิจารณาดำเนินคดี หากศาลชั้นต้นเห็นว่าหมายขังไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนหมายขังเสียก่อนแล้วมีคำสั่งไม่รับประทับฟ้อง เพื่อที่โจทก์จะได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนรับตัวจำเลยกลับไปยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อให้จำเลยมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การที่ศาลชั้นต้นไม่ดำเนินการเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลย ทำให้จำเลยไม่ได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายขังที่มิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลชั้นต้นจึงยังไม่อาจวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ พระราชบัญญัตินี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ก่อนที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวน เสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนผู้กระทำความผิดอาญาอื่น ๆ ซึ่งในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่า ต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้บังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหา ซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ตรวจวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังเช่นผู้กระทำความผิดทางอาญาอื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีน น้ำหนัก 0.03 กรัม อันเป็นยาเสพติด ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวจำเลยไปศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด แทนการถูกดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ทั้งกรณีดังกล่าวมิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นออกหมายขังจำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ดังวินิจฉัยข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวีรภัทรหรือวีรภัทร์ สร้อยทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายทานนท์ สันติพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13989/2556
#554963
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจค้นพบกัญชาอัดแท่งของกลางแล้วจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสอบถามเกี่ยวกับของกลาง ในระหว่างนั้น ด. ได้โทรศัพท์มาที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 บอกเปลี่ยนสถานที่ส่งกัญชาอัดแท่ง โดยให้ส่งแก่ ก. เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมพาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางไปเพื่อติดต่อส่งกัญชาอัดแท่งให้แก่ ก. ตามที่ ด. สั่ง แล้วให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนัดพบ ก. เมื่อพบ ก. กับพวกแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวทำการจับจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นแต่เพียงการสืบสวนขยายผลติดตามจับผู้กระทำผิดตามกฎหมายไปตามปกติของเจ้าพนักงานตำรวจ ซึ่งกระทำอยู่แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4, 6, 7, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลางทั้งหมด และเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีนี้ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคสอง, (ที่ถูก มาตรา 26 วรรคสอง), 76/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6, 7, 8 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 8 วรรคสอง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 1,200,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี และปรับ 600,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 การกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่าหนึ่งปีแต่ไม่เกินสองปี ริบกัญชา โทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ภายหลังจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมตรวจยึดกัญชาอัดแท่งของกลางได้เจ้าพนักงานตำรวจทำการสอบสวนเบื้องต้นแล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีโดยลักษณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเป็นผู้ใช้ให้ติดต่อเพื่อล่อให้ผู้ค้ามารับกัญชาอัดแท่งตามจุดนัดหมาย มีเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงจุดนัดหมายก่อนเวลานัดโดยได้ทราบตำหนิรูปพรรณ การแต่งกายจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่จะมารับกัญชาอัดแท่งจนเป็นเหตุให้จับกุมจำเลยที่ 4 ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ศาลจะลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนที่ว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบกัญชาอัดแท่งของกลางแล้วจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสอบถามเกี่ยวกับของกลาง ในระหว่างนั้น นายดำได้โทรศัพท์มาที่เครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 บอกเปลี่ยนสถานที่ส่งกัญชาอัดแท่งไปที่คลอง 2 จังหวัดปทุมธานีแทน โดยให้ส่งแก่นายก๊อฟ เจ้าพนักงานตำรวจจึงควบคุมตัวพาตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินทางไปคลอง 2 จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดต่อส่งกัญชาอัดแท่งให้แก่นายก๊อฟตามที่นายดำสั่ง แล้วให้จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนัดพบนายก๊อฟ เมื่อพยานพบนายก๊อฟกับพวกแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงแสดงตัวทำการจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น เป็นแต่เพียงการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไปตามปกติของเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งต้องกระทำเช่นนั้นอยู่แล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง และมาตรา 100/2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 26 ม. 76/1 ม. 100/2
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 4 ม. 6 ม. 7 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายณัฐวุฒิหรือตุ้ม ใจเที่ยง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายธนทัต แท่งทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ
ชื่อองค์คณะ
วิจิตร วิสุชาติ
พินิจ สายสอาด
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13985/2556
#562589
เปิดฉบับเต็ม

แม้อุทธรณ์ของจำเลยจะไม่ปรากฏว่าจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ด มาส่งมอบให้แก่ ศ. หรือไม่ จึงยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ดดังกล่าว กับข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ดดังกล่าว จึงเป็นข้อเท็จจริงเดียวที่เกี่ยวเนื่องกัน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ และในเรื่องนี้ร้อยตำรวจเอก ณ. เบิกความว่า ขณะพยานกับพวกเข้าจับกุมจำเลย จำเลยไม่ยอมให้จับกุมและใช้มือทั้งสองข้างชกต่อย โดยพยานถูกชกต่อยที่บริเวณหน้าอก และจ่าสิบตำรวจ ช. เบิกความว่าถูกชกต่อยที่บริเวณใบหน้า แต่ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานใด ๆ ว่าพยานทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ซึ่งถ้าถูกจำเลยชกต่อยจริง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าน่าจะมีร่องรอยผิวหนังถลอกหรือฟกช้ำบ้าง ตรงกันข้ามกับจำเลยที่มีบาดแผลฟกช้ำทั่วไปตามร่างกาย พูดไม่ได้ มีลักษณะปากแข็งเกร็งและมีรอยฟกช้ำบริเวณแขนและขา จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมาจึงมีความสงสัยตามสมควรเช่นเดียวกันว่า จำเลยได้กระทำความผิดข้อหานี้หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 138

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก, 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1,991 เม็ด ซึ่งเป็นชนิดและปริมาณเดียวกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 แต่เพียงบทเดียว จำคุก 7 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กับฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 202 เม็ด ซึ่งเป็นชนิดและปริมาณเดียวกัน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ซึ่งรับโทษเท่าความผิดสำเร็จแต่เพียงบทเดียว จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 11 ปี 1 เดือน และปรับ 900,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2550 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายศิริศักดิ์หรือต๊อกได้ที่บริเวณหน้าห้องพักเลขที่ 104/102 คอนโดมิเนียมรินทร์ทอง ถนนศรีนครินทร์ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน 1,961 เม็ด ขณะนำไปส่งให้ลูกค้าที่ห้องพักดังกล่าว และต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2550 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมกับยึดเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ด เป็นของกลาง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2,163 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1,961 เม็ด และฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ด โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาตามคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและสอบสวนซึ่งต่างก็มิได้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่มีการรับมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวระหว่างนายศิริศักดิ์กับจำเลย คงรับทราบเรื่องราวดังกล่าวจากนายศิริศักดิ์เป็นผู้แจ้งให้ทราบเท่านั้น คำเบิกความของพยานโจทก์จึงเป็นพยานที่ได้รับการบอกเล่าจากนายศิริศักดิ์ รวมทั้งคำให้การของนายศิริศักดิ์ที่เกี่ยวข้องกับจำเลยก็เป็นเพียงพยานบอกเล่าที่เป็นคำให้การซัดทอดของผู้ที่ร่วมกระทำผิดด้วยกันที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษไปแล้วในความผิดข้อหาเดียวกัน แม้คำให้การซัดทอดดังกล่าวจะมิได้เป็นเรื่องบอกปัดความรับผิดของผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดแต่เฉพาะจำเลยก็ตาม ก็เป็นพยานบอกเล่าที่อาจนำมาฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เท่านั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังโดยลำพังตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 ที่บัญญัติไว้ว่า ในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสนับสนุน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธมาตลอดว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน 1,961 เม็ด ที่ยึดได้จากนายศิริศักดิ์ ดังนั้นเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โจทก์ย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานประกอบอื่นมาสืบสนับสนุนให้มีน้ำหนักมั่นคง เพื่อให้เห็นว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่โจทก์กลับไม่มีพยานดังกล่าวมาสืบ โดยคงมีเพียงเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม พนักงานสอบสวนและรายงานบันทึกรายการการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างจำเลยกับนายศิริศักดิ์ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าจะเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับนายศิริศักดิ์มีเมทแอมเฟตามีน 1,961 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่าย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ด ดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองปากเบิกความได้ความในทำนองเดียวกันว่า หลังจากจับกุมนายศิริศักดิ์ได้จากการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,961 เม็ด ที่นายศิริศักดิ์นำมาส่งให้นายสมควรหรือควนที่ห้องพักเลขที่ 104/102 คอนโดมิเนียมรินทร์ทองแล้วมีการขยายผลการจับกุมจำเลย โดยนายศิริศักดิ์ยอมรับว่ารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาจำหน่ายแล้วหลายครั้งจึงวางแผนให้นายศิริศักดิ์โทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยมารับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนล่วงหน้า 100,000 บาท ที่บ้านของนายศิริศักดิ์พร้อมกับให้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งอีก 200 เม็ด จำเลยมาตามนัดโดยขับรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุมาจากที่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อจำเลยลงจากรถ นายศิริศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่กับพยานโจทก์ทั้งสองแจ้งว่าเป็นจำเลย โดยจำเลยถือกล่องไม้ด้วยมือขวา เมื่อเดินมาได้ประมาณ 5 เมตร จำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจชุดที่ซุ่มอยู่หลังบ้านที่เดินออกมา จำเลยจึงทิ้งกล่องไม้วิ่งหลบหนีเพื่อจะไปที่รถ แต่พยานโจทก์ทั้งสองจับกุมจำเลยไว้ได้ เมื่อตรวจดูกล่องไม้ที่จำเลยโยนทิ้งพบเมทแอมเฟตามีน 1 ถุง จำนวน 202 เม็ด ชั้นจับกุมจำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวนำมาส่งมอบให้นายศิริศักดิ์ เห็นว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมทั้งสองมีพิรุธหลายประการ นับแต่สถานที่ที่อ้างว่ามีการประชุมแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนเพื่อจับกุมจำเลย โดยร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์เบิกความว่า หลังจากเดินทางไปถึงบ้านของนายศิริศักดิ์และนายศิริศักดิ์ได้โทรศัพท์ไปหาจำเลยแล้ว จึงมีการประชุมวางแผนแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนเพื่อจับกุมจำเลย แต่จ่าสิบตำรวจเชาวลิตกลับเบิกความว่า หลังจากที่ให้นายศิริศักดิ์โทรศัพท์ติดต่อจำเลยให้มารับเงินล่วงหน้าแล้ว ได้นำตัวนายศิริศักดิ์มาควบคุมที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนแล้วประชุมวางแผนกันโดยแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 3 ชุด และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ขณะเข้าจับกุมจำเลยที่อ้างว่าจับกุมจำเลยได้ขณะที่จำเลยลงจากรถนั้น จ่าสิบตำรวจเชาวลิตเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยจอดรถที่หน้าบ้านของนายศิริศักดิ์ห่างจากจุดที่พยานนั่งอยู่ประมาณ 20 เมตร แล้วลงจากรถถือกล่องไม้ด้วยมือขวา ในช่วงนั้นเจ้าพนักงานตำรวจชุดที่ 2 ที่อยู่หลังบ้านได้เดินออกมาทำให้จำเลยตกใจและวิ่งหลบหนี พยานกับพวกจึงตามจับจำเลยไว้ได้นั้น เห็นว่า หากมีกรณีของการจับกุมจำเลยได้ขณะที่จำเลยนำรถมาจอดที่หน้าบ้านนายศิริศักดิ์จริงแล้ว เมื่อจำเลยลงจากรถเดินจะเข้าบ้านและเห็นคนเดินออกมาจากหลังบ้านซึ่งจ่าสิบตำรวจเชาวลิตอ้างว่าจำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจที่เดินออกมาทั้ง ๆ ที่เจ้าพนักงานตำรวจคนดังกล่าวก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบว่าแต่งเครื่องแบบหรือไม่อย่างไร ทำไมจำเลยจะต้องวิ่งหนี เพราะหากมีบุคคลดังกล่าวจริงบุคคลนั้นอาจเป็นเพื่อนหรือญาติกับนายศิริศักดิ์ก็ได้ ไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องวิ่งหนี รวมทั้งไม่มีการนำเจ้าพนักงานตำรวจคนดังกล่าวมาเบิกความถึงเหตุการณ์ในช่วงดังกล่าวว่ามีกรณีดังเช่นที่พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมเบิกความหรือไม่ นอกจากนี้ในการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสุเนตย์ก็ไม่ปรากฏว่ามีการไปตรวจสถานที่เกิดเหตุบริเวณที่อ้างว่ามีการจับกุมจำเลยที่บริเวณหน้าบ้านของนายศิริศักดิ์ รวมทั้งไม่มีการทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเพื่อให้ทราบถึงจุดหรือบริเวณที่มีการกล่าวอ้างตลอดจนสภาพแวดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อประกอบคดี ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธทั้งเรื่องการมีเมทแอมเฟตามีน 202 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวและสถานที่ที่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมว่าจุดที่จำเลยถูกจับกุมไม่ใช่บริเวณหน้าบ้านของนายศิริศักดิ์ แต่ถูกจับกุมในขณะที่จำเลยขับรถยนต์ไปขายลำไยในตำบลแหลมประดู่ มีรถยนต์กระบะสีบรอนซ์ขับปาดหน้าให้จอดแล้วมีผู้ชาย 4 คน ไม่ได้แต่งเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจบังคับให้จำเลยลงจากรถแล้วจับกุมจำเลย นอกจากนี้ยังได้ความจากร้อยตำรวจเอกสุเนตย์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านถึงสภาพร่างกายของจำเลยในวันที่พยานไปรับตัวจำเลยออกจากโรงพยาบาลเพื่อสอบสวนว่า จำเลยมีบาดแผลฟกช้ำทั่วไปตามร่างกาย พูดไม่ได้ มีลักษณะปากแข็งเกร็งและมีรอยฟกช้ำบริเวณแขนและขาทั้งสองข้าง หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ จึงได้สอบปากคำจำเลยที่เรือนจำ โดยจำเลยแจ้งว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมทำร้าย ทั้งให้รายละเอียดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ผู้จับกุมกล่าวหา ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยถึงสภาพบาดแผลถูกทำร้ายทุบตีรวมทั้งมีการนำไฟมาช็อตบริเวณหู ต้นคอ แขนบริเวณข้อมือและที่ขาบริเวณข้อเท้า รวมทั้งตามลำตัวพยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้เท่าที่นำสืบมาจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 202 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215 ม. 225 ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวินัยหรือนัย แก้วสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายตรัสร์ บวรวัฒนานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายเถกิงศักดิ์ คำสุระ
ชื่อองค์คณะ
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13974/2556
#562618
เปิดฉบับเต็ม

แม้ทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 3 ที่ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งริบ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจะเคยมีคำสั่งให้ตรวจสอบตามคำสั่งที่ 1036/2546 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2546 ซึ่งเป็นการตรวจสอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1255/2547 ของศาลชั้นต้น รวมทั้งมีบันทึกของเจ้าพนักงานตำรวจ เรื่องการตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสองรายการไว้แล้วก็ตาม แต่บันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินของเจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งยึดทรัพย์ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา 22 จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการดังกล่าวได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ทั้งสองรายการไว้แล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1255/2547 แต่เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำสั่งที่ 346/2549 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2549 ให้ยึดทรัพย์ทั้งสองรายการไว้ในคดีที่ผู้คัดค้านทั้งสองถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดครั้งใหม่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2547 จนผู้คัดค้านทั้งสองถูกฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1975/2547 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 แต่สำหรับผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้การปฏิเสธได้ถูกแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 4053/2547 ระยะเวลา 1 ปี ในกรณีของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2547 และในกรณีของผู้คัดค้านที่ 2 เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2549 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1975/2547 มีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะร้องขอให้ริบทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 คงมีอำนาจร้องขอให้ริบทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ธรต กรุงเทพมหานคร 467 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ลฮ 4652 กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 19974 เลขที่ดิน 100 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ประมาณ 46 ตารางวา ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 19, 20, 21, 22, 23, 27, 28, 29, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ธรต กรุงเทพมหานคร 467 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ลฮ 4652 กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 19974 เลขที่ดิน 100 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองว่า ผู้ร้องมีอำนาจร้องขอให้ริบทรัพย์ของผู้คัดค้านทั้งสองหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์รายการที่ 2 และที่ 3 เกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1255/2547 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2547 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้อง และทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดตามมาตรา 22 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินนั้น โดยจะยื่นคำร้องไปพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ แต่ถ้ามีเหตุอันสมควรแสดงได้ว่าไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จะยื่นคำร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ได้ เว้นแต่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง" และมาตรา 22 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการตรวจสอบทรัพย์สิน ถ้าผู้ถูกตรวจสอบหรือผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินไม่สามารถแสดงหลักฐานได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกตรวจสอบไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณ ให้คณะกรรมการสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีซึ่งต้องไม่ช้ากว่าหนึ่งปีนับแต่วันยึดหรืออายัดหรือจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องในคดีที่ต้องหานั้น" ดังนั้น แม้ทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินจะเคยมีคำสั่งให้ตรวจสอบตามคำสั่งที่ 1036/2546 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2546 ซึ่งเป็นการตรวจสอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1255/2547 ของศาลชั้นต้น รวมทั้งมีบันทึกของเจ้าพนักงานตำรวจ เรื่องการตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 ว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินทั้งสามรายการไว้แล้วก็ตาม แต่บันทึกการตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งยึดทรัพย์ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินตามมาตรา 22 เหตุนี้จึงถือไม่ได้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำสั่งยึดทรัพย์ทั้งสองรายการไว้แล้วในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1255/2547 แต่เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้มีคำสั่งที่ 346/2549 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2549 ให้ยึดทรัพย์ทั้งสองรายการไว้ในคดีที่ผู้คัดค้านทั้งสองถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดครั้งใหม่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2547 จนผู้คัดค้านทั้งสองถูกฟ้องต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ที่ให้การรับสารภาพเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1975/2547 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 แต่สำหรับผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้การปฏิเสธได้ถูกแยกฟ้องเป็นคดีใหม่ และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 ในคดีหมายเลขแดงที่ 4053/2547 ระยะเวลา 1 ปี ในกรณีของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2547 และในกรณีของผู้คัดค้านที่ 2 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2549 จึงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 1975/2547 มีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจที่จะร้องขอให้ริบทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ส่วนคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 4053/2547 มีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 2 ผู้ร้องจึงยังมีอำนาจร้องขอให้ริบทรัพย์สินในส่วนที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น ส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องที่ขอให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 2 และที่ 3 ในส่วนที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 22 ม. 27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้คัดค้าน — นายสุวรรณ แซ่แต้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายเอกรัฐ กะการดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
รังสรรค์ ดวงพัตรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13972/2556
#559135
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมีหนังสือบอกเลิกสัญญากู้ยืมเงินและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่โจทก์ทั้งสองแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยจนครบจำนวนให้เสร็จสิ้น จำเลยย่อมมีสิทธิหักเงินเดือนและเงินโบนัสของโจทก์ที่ 2 ภายหลังจากเลิกสัญญาจำนวน 79,194.50 บาท เพื่อชำระหนี้ตามข้อตกลงที่โจทก์ที่ 2 ให้ไว้แก่จำเลยแต่เดิมได้เพราะเป็นสิทธิโดยชอบและโจทก์ที่ 2 ยังค้างชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อโจทก์ที่ 2 และจำเลยต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน จำเลยย่อมมีสิทธิหักกลบลบหนี้ระหว่างกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 ได้ด้วย การหักเงินของจำเลยจึงเป็นไปโดยสุจริตไม่ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวน 79,194.50 บาท คืนจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 223,156.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,666.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองห้ามจำเลยคิดดอกเบี้ยหรือเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัดจากต้นเงิน 771,226.61 บาท นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป หรือกำหนดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่ำตามที่ศาลเห็นสมควรจะอนุญาตให้จำเลยคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 48,963.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 128,158.29 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 12 มกราคม2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 3,452.50 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกานี้ฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นพนักงานของจำเลย วันที่ 8 ตุลาคม 2536 โจทก์ทั้งสองทำสัญญากู้เงินสวัสดิการพนักงานจากจำเลย 1,560,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 8,800 บาท รวม 174 เดือน และหักโบนัสชำระหนี้เพิ่มอีกงวดละ 50 เปอร์เซ็นต์ของโบนัสที่ได้รับในแต่ละงวด โจทก์ทั้งสองจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 73275 ตำบลบางรักพัฒนา (บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองเป็นประกันหนี้และจำเลยอนุมัติให้โจทก์ที่ 1 มีวงเงินบัตรเครดิต 100,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 มีวงเงินบัตรวีซ่า 30,000 บาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลย แต่โจทก์ที่ 2 ยังคงเป็นพนักงานของจำเลยอยู่ จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อจำเลยว่า โจทก์ทั้งสองมียอดหนี้เงินกู้คงเหลือ 1,334,111.39 บาท และเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้เป็นการหักบัญชีเงินเดือนของโจทก์ที่ 2 เพื่อชำระหนี้เดือนละ 10,000 บาท หักโบนัสชำระหนี้เพิ่มอีกงวดละ 50 เปอร์เซ็นต์ ของโบนัสที่ได้รับในแต่ละงวด และคิดดอกเบี้ยภายในวงเงิน 500,000 บาทอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ภายในวงเงิน 700,000 บาท อัตราร้อยละ 7 ต่อปี ส่วนที่เกินวงเงิน 700,000 บาท อัตราร้อยละ 8 ต่อปี ต่อมาต้นปี 2548 โจทก์ทั้งสองถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นของศาลจังหวัดนนทบุรีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด จำเลยจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญากู้เงินและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่โจทก์ทั้งสอง หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นต่อศาลจังหวัดนนทบุรี โดยคำนวณยอดหนี้เงินกู้ที่โจทก์ทั้งสองค้างชำระจนถึงวันที่ 29 มกราคม 2549 เป็นเงิน 645,144.94 บาท ยอดหนี้การใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ทั้งสองค้างชำระถึงวันที่ 11 กันยายน 2549 เป็นเงิน 74,343.80 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 719,488.74 บาท ศาลจังหวัดนนทบุรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองตามคำร้องก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ และเมื่อระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2550 จำเลยหักบัญชีเงินเดือนและโบนัสของโจทก์ที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ตลอดมา กับหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ชำระหนี้การใช้บัตรเครดิตของโจทก์ทั้งสอง รวมเป็นเงินที่หักชำระไว้ทั้งสิ้น 252,666.86 บาท แต่จำเลยคืนเงินเดือนและโบนัสที่หักชำระไว้บางส่วนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 45,000 บาท แล้วคงเหลือเงินที่หักชำระไว้ 207,666.86 บาท ตามตารางสรุปการหักบัญชีเงินเดือนและโบนัสชำระหนี้ ใบเสร็จรับเงิน กับหนังสือเรื่องการชำระหนี้บัตรเครดิตและตารางสรุปการคืนเงินเข้าบัญชีเงินเดือน ซึ่งปรากฏว่าจำเลยหักบัญชีเงินเดือนและโบนัสของโจทก์ที่ 2 ระหว่างวันที่ 13 มีนาคม 2549 ถึงวันที่ 25 สิงหาคม2549 ชำระหนี้เงินกู้รวม 12 ครั้ง เป็นเงิน 79,194.50 บาท สำหรับในส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 48,963.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จำเลยไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนเงินจำนวนดังกล่าวจึงยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิหักเงินเดือนและเงินโบนัสจำนวน 79,194.50 บาท ของโจทก์ที่ 2 เพื่อชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่ค้างชำระหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีหนังสือบอกเลิกสัญญากู้ยืมเงินและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่โจทก์ทั้งสองแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยจนครบจำนวนให้เสร็จสิ้น จำเลยย่อมมีสิทธิหักเงินเดือนและเงินโบนัสของโจทก์ที่ 2 ภายหลังจากเลิกสัญญาจำนวน 79,194.50 บาท เพื่อชำระหนี้ตามข้อตกลงที่โจทก์ที่ 2 ให้ไว้แก่จำเลยแต่เดิมได้เพราะเป็นสิทธิโดยชอบและโจทก์ที่ 2 ยังค้างชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเมื่อโจทก์ที่ 2 และจำเลยต่างเป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ซึ่งกันและกัน จำเลยย่อมมีสิทธิหักกลบลบหนี้ระหว่างกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ได้ด้วย การหักเงินของจำเลยจึงเป็นไปโดยสุจริต ไม่ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวน 79,194.50 บาท คืนจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประภาส วังกานนท์ กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายธรรมศาสตร์ ระดมกิจ
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ประยูร ณ ระนอง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13936/2556
#554966
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพกัญชา เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมกัญชาดังกล่าว และรถยนต์กระบะที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 มาจำหน่าย ซึ่งเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นใดที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 76/1, 92, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 57, 76/1 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 92 วรรคหนึ่ง), 102 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี ฐานเสพกัญชา จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 15 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งต้องริบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเสพกัญชา เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมกัญชาดังกล่าว และรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ภ - 5116 สงขลา ที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 มาจำหน่าย และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ที่จำเลยใช้ในการติดต่อเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 แก่สายลับ ซึ่งเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นใดที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งศาลมีอำนาจริบได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลางนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
จำเลย — นายสมนึกหรืออูด ชูเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นางราณี สุวรรณบุบผา
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13933/2556
#554859
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2554 ย่อมเป็นการไม่ชอบ ทั้งอุทธรณ์ของจำเลยมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่รับอุทธรณ์จำเลย และส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เพราะเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและพิพากษาให้ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จึงเป็นอันถึงที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 65, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ปรับ 2,000 บาท ฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพฐานเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท ฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ทั้งทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต รวมจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 4 มกราคม 2553 อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2553 ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่อย่างใดดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 3 มีนาคม 2554 ย่อมเป็นการไม่ชอบ ประกอบกับอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างเพียงว่า พยานโจทก์เบิกความมีพิรุธ ไม่สมเหตุสมผล พยานโจทก์ที่ว่าเป็นพยานปากใด เบิกความมีพิรุธไม่ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงอย่างไร จำเลยมิได้กล่าวไว้โดยละเอียด อุทธรณ์ของจำเลยจึงมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยแจ้งชัดเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ชอบที่ศาลชั้นต้นจะไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยและส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เพราะเป็นคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยและพิพากษาให้ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ข้อที่ว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่จึงเป็นอันถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง จำเลยจะฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยและยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 193 วรรคสอง ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมุกดาหาร
จำเลย — นางชวน นาชัยดูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมุกดาหาร — นายนรเทพ สอนเผือก
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13926/2556
#559167
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว คดีของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง คงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด (ไม่กล่าวถึงอีก 1/2 เม็ด) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้อนุญาต แต่คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอีกกรรมหนึ่ง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียและยี่ห้อเวลล์คอม จำนวน 2 เครื่อง ตลับใส่ของลายขาว - ดำ และตลับใส่ของติดสติกเกอร์พร้อมอุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่ามียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองจำนวนครึ่งเม็ด ส่วนข้อหาร่วมกันจำหน่ายและร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เนื่องจากจำนนต่อหลักฐาน อีกทั้งกระทำผิดในขณะอยู่ในสมณเพศภิกษุ จึงไม่สมควรลดโทษให้ คงจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เนื่องจากจำนนต่อหลักฐาน จึงไม่สมควรลดโทษให้ ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ในข้อหาร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 1 ปี ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยที่ 2 รับสารภาพเป็นเหตุบรรเทาโทษเห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุกกำหนด 3 เดือน ภายในเวลา 1 ปี ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกประเภท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว คดีของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอม- เฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งแยกต่างหากจากความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอีกกรรมหนึ่ง จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องของกลางนั้น เห็นว่า ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องของกลางจำเลยที่ 1 ได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอม- เฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ใช่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานดังกล่าว จึงไม่อาจริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 นอกจากนั้นการที่ศาลชั้นต้นไม่ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ลดโทษจำคุกให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงแก้ไขให้ถูกต้องไปพร้อมกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1/2 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนี้ไม่ได้ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพียงกรรมเดียว จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 เดือน รวมแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และปรับ 400,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 2 ปี ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่องของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 83 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 4 ม. 7 ม. 8 ม. 15 ม. 57 ม. 66 ม. 91 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบัวใหญ่
นายพิบูลย์หรือนิตหรือนิดหรือพระนิด เขียนศรี
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายสมชัย ชัยวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13881/2556
#554816
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า คดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา หมายเรียกจำเลยทั้งสามมาให้การในวันเดียวกับวันนัดพร้อม และให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 7 วัน โจทก์ได้ทราบคำสั่งดังกล่าวตามที่โจทก์ได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณานั้นแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลานั้น ถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) อันเป็นการทิ้งฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความจึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 27, 28, 29, 30, 31, 61, 70, 73, 74, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 90, 91 ให้จำเลยทั้งสามหยุดการใช้และเผยแพร่ภาพถ่ายงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามจ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งว่า คดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา หมายเรียกจำเลยทั้งสามมาให้การในวันเดียวกับวันนัดพร้อม ให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 7 วัน การส่งหมายหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย โดยให้นัดพร้อมในวันที่ 17 ธันวาคม 2555 เวลา 9.30 นาฬิกา โจทก์รับทราบคำสั่งศาลดังกล่าวนี้แล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 ตุลาคม 2555

ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2555 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า ตามที่ศาลได้มีคำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกแก่จำเลยทั้งสามภายใน 7 วัน นั้น บัดนี้ล่วงเลยระยะเวลาที่ศาลมีคำสั่งแล้ว โจทก์มิได้นำส่งหมายแต่อย่างใด ขอให้ศาลมีคำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีของโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ทนายจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบวันนัดพร้อมตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแล้วก็ตาม แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 ตุลาคม 2555 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า คดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหมายเรียกจำเลยทั้งสามมาให้การในวันเดียวกับวันนัดพร้อม และให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 7 วัน นั้น โจทก์ได้ทราบคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวตามที่โจทก์ได้ลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณานั้นแล้ว ซึ่งการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้ออกหมายเรียกจำเลยทั้งสามมานั้น นอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 169 แล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ด้วย และการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยทั้งสามก็เป็นการสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความปฏิบัติหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง บัญญัติไว้ โจทก์จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวที่จะต้องดำเนินคดีต่อไปภายในกำหนดเวลาที่ศาลกำหนดไว้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ทราบคำสั่งศาลที่กำหนดเวลาให้โจทก์นำส่งหมายให้จำเลยทั้งสามดังกล่าวแล้ว โจทก์ไม่ดำเนินคดีภายในกำหนดเวลานั้น กรณีก็ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนดไว้เพื่อการนั้นโดยชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) อันเป็นการทิ้งฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เสียจากสารบบความ จึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1)

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 วรรคสอง ม. 132 (1) ม. 174 (2)
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 169
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล อภิสุทธิสาร
จำเลย — บริษัทเลซี่บีช จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอุไรรัตน์ น้อยสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13878/2556
#554815
เปิดฉบับเต็ม

การตีความการแสดงเจตนาในการทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงระหว่าง ฉ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของ พ. ผู้แต่งทำนองและคำร้องเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับโจทก์ลงวันที่ 5 มกราคม 2516 และการตีความการแสดงเจตนาในการทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงระหว่าง ฉ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของ พ. ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 17 เมษายน 2518 ว่าเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์เพลงหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรที่ปรากฏในสัญญาดังกล่าว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 171 การค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ต่างๆ ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันภายหลังจากทำสัญญานั้น ไม่อาจถือตามชื่อสัญญาได้เพราะข้อความในสัญญาและพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันภายหลังจากทำสัญญาอาจไม่เป็นไปตามชื่อสัญญานั้นก็เป็นได้ สำหรับสัญญาระหว่าง ฉ. ในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของ พ. ผู้แต่งทำนองและคำร้องเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับโจทก์ แม้ข้อความในสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 จะระบุว่า ฉ. ผู้จัดการมรดกของ พ. ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดของ พ.ให้แก่โจทก์เพื่อทำแผ่นเสียง-เทปและประโยชน์อื่นๆ โดย ฉ. ได้รับค่าตอบแทนไปแล้วจำนวน 200,000 บาท ก็ตาม แต่ปรากฏต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 ว่า ฉ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. ได้ทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์ในคำร้องและหรือทำนองเพลงทั้งหมดจากบทประพันธ์ของ พ. ให้แก่บริษัท ม. ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจ โดย ฉ. ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 300,000 บาท จากบริษัทดังกล่าวอีก ดังนี้ หากสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 เป็นสัญญาที่ ฉ. โอนลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดที่ พ. แต่งให้แก่โจทก์ก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ม. จะต้องทำสัญญาลงวันที่ 24 เมษายน 2538 ซื้อลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดที่ พ. แต่งจาก ฉ. โดยจ่ายค่าแห่งลิขสิทธิ์จำนวน 300,000 บาท ให้แก่ ฉ. อีก เพราะลิขสิทธิ์ในเพลงที่ พ. แต่งทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 แล้ว แสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าวมิได้ตกเป็นของโจทก์แต่ยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของ ฉ. ทายาท พ. แต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ เจตนาในการทำสัญญาระหว่าง ฉ. กับโจทก์จึงเป็นเพียงเจตนาที่ ฉ. อนุญาตให้โจทก์ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงที่ พ. แต่งเท่านั้น ไม่ได้เจตนาโอนลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัท ม. เข้าทำสัญญารับโอนลิขสิทธิ์เพลงที่ พ. แต่งตามสัญญาลงวันที่ 24 เมษายน 2538 จาก ฉ. แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบดีในขณะทำสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 ว่าโจทก์เป็นเพียงผู้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงที่ พ. แต่งเท่านั้น ส่วนสัญญาที่ ฉ. ขายลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดที่ พ. แต่งให้แก่จำเลยที่ 1 ลงวันที่ 17 เมษายน 2518 นั้น ก็ปรากฏต่อมาว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2521 ฉ. ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงที่ พ. แต่งจำนวน 12 เพลง และจำนวน 6 เพลง ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผ. ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอีก ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนลิขสิทธิ์เพลงของ พ. ทั้งหมดมาแล้วตามสัญญาลงวันที่ 17 เมษายน 2518 ที่ระบุไว้ในข้อ 1 ว่า ฉ. ผู้ขายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับมรดกของ พ. แต่เพียงผู้เดียวตกลงโอนขายสิทธิเพลงทั้งหมดของ พ. ตลอดอายุลิขสิทธิ์จริง จำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ผ. ก็หาจำต้องซื้อลิขสิทธิ์เพลงของ พ. จาก ฉ. อีก จำเลยที่ 1 สามารถอนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ผ. ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงนั้นได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นว่าในขณะทำสัญญาลงวันที่ 17 เมษายน 2518 ทั้ง ฉ. และจำเลยที่ 1 มีเจตนาตรงกัน กล่าวคือจำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่ พ. แต่งจาก ฉ. ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวในฐานะทายาทของ พ. เท่านั้น มิได้มีเจตนาซื้อลิขสิทธิ์เพลงจาก ฉ. แต่อย่างใด ลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดที่ พ. แต่งในขณะทำสัญญาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2518 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2521 จึงยังคงเป็นของ ฉ. ดังนี้ สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์เพลงลงวันที่ 17 เมษายน 2518 จึงเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์เพลงแต่เพียงชื่อ แต่ที่แท้จริงสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่ พ. แต่งเท่านั้น เมื่อลิขสิทธิ์ในเพลงที่ พ. แต่งทั้งหมดยังคงเป็นของ ฉ. ในขณะทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงลงวันที่ 5 มกราคม 2516 และสัญญาขายลิขสิทธิ์เพลงลงวันที่ 17 เมษายน 2518 เป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์ โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดดังกล่าวมาตามสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมที่ พ. แต่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองยุติการบันทึกเสียง จำหน่ายและเผยแพร่ซึ่งบทประพันธ์เพลงของนายไพบูลย์ตามคำฟ้องกับส่งมอบสินค้าอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์คืนให้แก่โจทก์ทั้งหมด ให้จำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งเวียนไปยังลูกค้า ผู้ประกอบการร้านค้า และผู้เกี่ยวข้องในงานเพลงของนายไพบูลย์ซึ่งได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ทราบถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 700,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และของจำเลยทั้งสองว่าสัญญาที่นายฉกาจในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไพบูลย์และผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวของนายไพบูลย์ขายลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์เป็นผู้แต่งทำนองและคำร้องให้แก่โจทก์ ลงวันที่ 5 มกราคม 2516 และสัญญาที่นายฉกาจในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไพบูลย์และผู้รับมรดกแต่เพียงผู้เดียวของนายไพบูลย์ขายลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์เป็นผู้แต่งทำนองและคำร้องให้แก่จำเลยที่ 1 ลงวันที่ 17 เมษายน 2518 เป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์อันเป็นผลทำให้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์เป็นผู้แต่งทำนองและคำร้องโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าวดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ในการตีความการแสดงเจตนาในการทำสัญญาระหว่างนายฉกาจในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของนายไพบูลย์ผู้แต่งทำนองและคำร้องเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับโจทก์ และการตีความการแสดงเจตนาในการทำสัญญาระหว่างนายฉกาจในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของนายไพบูลย์ดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ว่าเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์เพลงหรือสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงต้องเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงของคู่สัญญายิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรที่ปรากฏในสัญญาดังกล่าว ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 171 การค้นหาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ต่าง ๆ ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันภายหลังจากทำสัญญานั้น ไม่อาจถือตามชื่อสัญญาได้เพราะข้อความในสัญญาและพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันภายหลังจากทำสัญญาอาจไม่เป็นไปตามชื่อสัญญานั้นก็เป็นได้ สำหรับสัญญาระหว่างนายฉกาจในฐานะผู้จัดการมรดกและผู้รับมรดกของนายไพบูลย์ผู้แต่งทำนองและคำร้องเพลงซึ่งเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์กับโจทก์ แม้ข้อความในสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 จะระบุว่านายฉกาจผู้จัดการมรดกของนายไพบูลย์ได้ขายลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดของนายไพบูลย์ให้แก่โจทก์เพื่อทำแผ่นเสียง - เทปและประโยชน์อื่น ๆ โดยนายฉกาจได้รับค่าตอบแทนไปแล้วจำนวน 200,000 บาท ก็ตาม แต่ปรากฏต่อมาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2538 ว่า นายฉกาจในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไพบูลย์ได้ทำสัญญา โอนลิขสิทธิ์ในคำร้องและหรือทำนองเพลงทั้งหมดจากบทประพันธ์ของนายไพบูลย์ให้แก่บริษัทโมโทรแผ่นเสียง - เทป(1981) จำกัด ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจ โดยนายฉกาจได้รับค่าตอบแทนจำนวน 300,000 บาท จากบริษัทดังกล่าวอีก ดังนี้ หากสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 เป็นสัญญาที่นายฉกาจโอนลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์แต่งให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้องก็ไม่มีเหตุผลใดที่โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทเมโทรแผ่นเสียง - เทป (1981) จำกัด จะต้องทำสัญญาลงวันที่ 24 เมษายน 2538ซื้อลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์แต่งจากนายฉกาจโดยจ่ายค่าแห่งลิขสิทธิ์จำนวน 300,000 บาท ให้แก่นายฉกาจอีก เพราะลิขสิทธิ์ในเพลงที่นายไพบูลย์แต่งทั้งหมดตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 แล้วแสดงให้เห็นว่าลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าวมิได้ตกเป็นของโจทก์แต่ยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของนายฉกาจทายาทนายไพบูลย์แต่เพียงผู้เดียว ดังนี้ เจตนาในการทำสัญญา ระหว่างนายฉกาจกับโจทก์จึงเป็นเพียงเจตนาที่นายฉกาจอนุญาตให้โจทก์ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงที่นายไพบูลย์แต่งเท่านั้น ไม่ได้เจตนาโอนลิขสิทธิ์ในเพลงดังกล่าวให้แก่โจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนบริษัทเมโทรแผ่นเสียง - เทป (1981) จำกัด เข้าทำสัญญารับโอนลิขสิทธิ์เพลงที่นายไพบูลย์แต่งตามสัญญาลงวันที่ 24 เมษายน 2538 จากนายฉกาจแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบดีในขณะทำสัญญา ว่า โจทก์เป็นเพียงผู้รับอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงที่นายไพบูลย์แต่งเท่านั้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเหตุที่โจทก์ขอให้นายฉกาจทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์ให้แก่บริษัทเมโทรแผ่นเสียง - เทป (1981) จำกัด ตามสัญญาลงวันที่ 24 เมษายน 2538 นั้น โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เนื่องจากมีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ออกมาใหม่ทำให้โจทก์ทำงานไม่คล่องตัวและมีเหตุผลด้านภาษีหากถือตามสัญญา โจทก์จะต้องทำสัญญาอนุญาตเป็นส่วนตัวซึ่งยุ่งยาก โจทก์จ่ายค่าตอบแทนตามสัญญา ให้นายฉกาจจำนวน 100,000 บาท เนื่องจากถือได้ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าตอบแทนจำนวน 200,000 บาท ตามสัญญาให้นายฉกาจแล้วนั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ที่ว่าโจทก์จะต้องทำสัญญาอนุญาตเป็นส่วนตัวซึ่งยุ่งยาก พระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ทำให้โจทก์ทำงานไม่คล่องตัวและมีเหตุผลด้านภาษีหากถือตามสัญญานั้น ไม่ปรากฏว่าการทำสัญญาอนุญาตให้บริษัทเมโทรแผ่นเสียง - เทป(1981) จำกัด ใช้ลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ที่ได้มาตามสัญญานั้น ยุ่งยากอย่างไรทำให้โจทก์ทำงานไม่คล่องตัวและมีเหตุผลด้านภาษีอย่างไร เพราะสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ก็มิได้กำหนดให้สัญญานั้นต้องทำตามแบบ โจทก์ในฐานะกรรมการบริษัทเมโทรแผ่นเสียง - เทป (1981) จำกัด สามารถอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวใช้ลิขสิทธิ์เพลงของโจทก์ด้วยวาจาได้อยู่แล้วมิได้มีข้อยุ่งยากแต่อย่างใด และหากสัญญาเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์ดังที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็หาจำต้องจ่ายค่าแห่งลิขสิทธิ์เพิ่มให้แก่นายฉกาจอีกจำนวน 100,000 บาท ไม่ ข้ออุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอให้รับฟังได้ ส่วนสัญญาที่นายฉกาจขายลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์แต่งให้แก่จำเลยที่ 1 ลงวันที่ 17 เมษายน 2518 นั้น ก็ปรากฏต่อมาว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2521 นายฉกาจได้ขายลิขสิทธิ์เพลงที่นายไพบูลย์แต่งจำนวน 12 เพลง และจำนวน 6 เพลง ให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดแผ่นเสียงกรุงไทย ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือสัญญาซื้อขายลิขสิทธิ์เนื้อร้องทำนองเพลง ซึ่งหากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนลิขสิทธิ์เพลงของนายไพบูลย์ทั้งหมดมาแล้วตามสัญญา ที่ระบุไว้ในข้อ 1 ว่า นายฉกาจผู้ขายซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นผู้รับมรดกของนายไพบูลย์แต่เพียงผู้เดียวตกลงโอนขายสิทธิเพลงทั้งหมดของนายไพบูลย์ตลอดอายุลิขสิทธิ์จริง จำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดแผ่นเสียงกรุงไทยก็หาจำต้องซื้อลิขสิทธิ์เพลงของนายไพบูลย์จากนายฉกาจตามสัญญา จำเลยที่ 1 สามารถอนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดแผ่นเสียงกรุงไทยใช้ลิขสิทธิ์ในเพลงนั้นได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นว่าในขณะทำสัญญาเอกสารหมาย ล.3 ทั้งนายฉกาจและจำเลยที่ 1 มีเจตนาตรงกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 มีเจตนาเพียงขออนุญาตใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่นายไพบูลย์แต่งจากนายฉกาจผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวในฐานะทายาทของนายไพบูลย์เท่านั้น มิได้มีเจตนาซื้อลิขสิทธิ์เพลงจากนายฉกาจแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์เพลงทั้งหมดที่นายไพบูลย์แต่งในขณะทำสัญญา จึงยังคงเป็นของนายฉกาจ ดังนี้ สัญญาโอนขายลิขสิทธิ์เพลง จึงเป็นสัญญาโอนลิขสิทธิ์เพลงแต่เพียงชื่อ แต่ที่แท้จริงสัญญาเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์เพลงที่นายไพบูลย์แต่งเท่านั้น เมื่อลิขสิทธิ์ในเพลงที่นายไพบูลย์แต่งทั้งหมดยังคงเป็นของนายฉกาจในขณะทำสัญญาเป็นเพียงสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ไม่ใช่สัญญาโอนลิขสิทธิ์ โจทก์จึงไม่ได้ลิขสิทธิ์ในเพลงทั้งหมดดังกล่าวมาตามสัญญาลงวันที่ 5 มกราคม 2516 โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมที่นายไพบูลย์แต่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 15 (5) ม. 16 ม. 17
ป.พ.พ. ม. 171
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรชัย ธรรมสังคีติ
จำเลย — นายประเสริฐ หวังสันติพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา