คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18806/2556
#559121
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานนำภาพยนตร์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดีทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ในครอบครองเพื่อที่จะใช้ขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า และเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไปเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาอนุญาต การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 ได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด อันเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 25 และ 78 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 75, 76 และ 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 ให้แผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองจำนวน 20 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบของกลางที่เหลือจำนวน 900 แผ่น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์จำนวน 20 แผ่น ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คืนแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 900 แผ่น แก่เจ้าของ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยมีความผิดฐานนำภาพยนตร์ออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายโดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้ว และขอให้ริบแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 900 แผ่น นั้น โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับข้อหาความผิดฐานนี้ในข้อ 2 (ข.) ว่า จำเลยมีแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และไม่ปรากฏหมายเลขรหัสและประทับตราเครื่องหมายการอนุญาตประเภทของภาพยนตร์และหมายเลขรหัสลงบนภาพยนตร์จำนวน 900 แผ่น ไว้ในครอบครองเพื่อที่จะใช้ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย เสนอให้เช่า เผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า เห็นว่า พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 บัญญัติว่า "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท" และมาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรต้องผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์" ดังนั้น การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้กระทำความผิดต้องมีหน้าที่นำภาพยนตร์ที่จะนำออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรไปผ่านการตรวจพิจารณาอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก่อน แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ดังกล่าว คงบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยมีวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 900 แผ่น ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไว้ในครอบครองเพื่อที่จะใช้ขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า เผยแพร่แก่บุคคลทั่วไปเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้มีหน้าที่ต้องนำวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 900 แผ่น ดังกล่าวไปผ่านการตรวจพิจารณาอนุญาตจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องย่อมไม่อาจเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 อันจะเป็นความผิดตามมาตรา 78 ได้ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงเป็นฟ้องที่มิได้บรรยายข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว อันเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานนี้ได้ และแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 900 แผ่น ของกลาง นอกจากแผ่นวีซีดีและดีวีดีของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 20 แผ่น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เป็นความผิด ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง สำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 78 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง และให้คืนแผ่นวีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์และวีดิทัศน์จำนวน 900 แผ่น ของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 78
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นางสาวเบญจมาศ ภูขำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18803 -ที่ 18804/2556
#562511
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" ไม่ถึงกับแสดงว่ามีการดัดแปลงมาจากนิยายผีของ ห. การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์จากนิยายผีของ ห. นั้น การได้แรงบันดาลใจนั้นอาจเป็นเพียงความคิดเท่านั้น ซึ่งลำพังแนวความคิดไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคสอง งานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองต้องมีการนำความคิดมาแสดงออกเป็นงานแล้ว เมื่อมีแต่บางส่วนที่มีแนวความคิดคล้ายกันหรือใช้แนวความคิดของ ห. ที่ได้เป็นแรงบันดาลใจ ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงงานวรรณกรรมนิยายผีที่ ห. เป็นผู้สร้างสรรค์มาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี"

ภาพผีไต่ลงจากเสาห้อยหัวลงปรากฏว่าเคยมีคนใช้แนวคิดลักษณะเช่นนี้มาแล้ว จึงมีลักษณะเป็นแนวคิดจินตนาการลักษณะอาการของผีให้น่ากลัว หาใช่ว่าบุคคลใดใช้แนวความคิดวาดภาพเช่นนี้แล้วจะหวงกันให้ผู้อื่นไม่มีสิทธิใช้แนวคิดนี้ไปสร้างงานของตนได้

แม้การโฆษณาอาจทำให้เข้าใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากงานวรรณกรรมของ ห. แต่โฆษณามีรายละเอียดต่อมาอีกมาก เมื่ออ่านโดยรวมแล้วเข้าใจได้ว่าเป็นการยกย่องผลงานของ ห. และจำเลยที่ 1 ได้แรงบันดาลใจจากผลงานดังกล่าว นอกจากนี้ ในฉากจบยังมีข้อความว่า "ความดีของภาพยนตร์เรื่องนี้ขออุทิศแด่ ห. บรมครูศิลปินผู้เป็นแรงบันดาลใจ" ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 เกรงว่าคนจะเข้าใจผิด ก็ได้รีบเชิญสื่อมวลชนมารับทราบว่าภาพยนตร์ดังกล่าวไม่ได้สร้างจากนิยายผีของ ห. แสดงถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ต้องการยกย่องและแสดงถึงการสร้างภาพยนตร์โดยได้แรงบันดาลใจจากงานของ ห. จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้โจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 ต้องเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยทั้งสามทั้งสองสำนวนคงเรียกเป็นจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ตามลำดับ

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสามลงโฆษณาประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีชื่อเสียงจำนวน 10 ฉบับ อาทิ ไทยรัฐ มติชน คมชัดลึก เดลินิวส์ เป็นเวลา 10 วัน ติดต่อกัน เพื่อขอโทษที่ใช้ลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตและชี้แจงเพื่อไม่ให้ประชาชนหลงผิดเข้าใจว่าฉากที่มีการประกอบกิจกรรมทางเพศในภาพยนตร์มีอยู่ในบทประพันธ์ของนายเหม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ที่ 1 นำคำพิพากษาลงประกาศหนังสือพิมพ์รายวันที่มีชื่อเสียงจำนวน 10 ฉบับ เป็นเวลา 10 วัน ติดต่อกัน โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยทั้งสามงดการนำภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนทั้งการฉายภาพยนตร์ทั่วประเทศ เผยแพร่ทั้งหมดหรือบางส่วนในรูปแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทั้งในโทรทัศน์และสื่อต่าง ๆ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 1

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สองโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าตอบแทนในการใช้ชื่อและผลงานของนายเหมที่นำไปโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" เพื่อผลประโยชน์ของจำเลยทั้งสาม ให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ให้จำเลยทั้งสามงดการนำภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนทั้งการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งการเผยแพร่ทั้งหมดหรือบางส่วนในรูปแบบภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทั้งในโทรทัศน์และสื่อต่าง ๆ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสามลงโฆษณาประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีชื่อเสียงจำนวน 10 ฉบับ เป็นเวลา 10 วัน อาทิ ไทยรัฐ มติชน คมชัดลึก เดลินิวส์ เพื่อลงโฆษณาขอโทษที่ใช้ชื่อและชื่อผลงานของนายเหมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 2 และชี้แจงเพื่อไม่ให้ประชาชนหลงผิดเข้าใจฉากที่มีการประกอบกิจกรรมทางเพศในภาพยนตร์ว่ามีอยู่ในบทประพันธ์ของนายเหม ให้กรรมการของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 จุดธูปขอขมาต่ออัฐิของนายเหม โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของนายเหม ที่นำชื่อและชื่อผลงานของนายเหมไปใช้ในภาพยนตร์จนทำให้ชื่อเสียงของนายเหมเสียหาย ณ สถานที่บรรจุอัฐิของนายเหม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์ที่ 2 นำคำพิพากษามาตีพิมพ์ต่อหนังสือพิมพ์รายวันที่มีชื่อเสียงจำนวน 10 ฉบับ เป็นเวลา 10 วัน โดยคิดค่าใช้จ่ายจากจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา มูลนิธิบรมครู ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีตามสำนวนแรก ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ต่อมาโจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต หลังจากนั้น โจทก์ทั้งสองและโจทก์ร่วมขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 โดจำเลยที่ 2 ไม่ค้าน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นายเหม เป็นผู้สร้างสรรค์ประพันธ์งานวรรณกรรมนิยายเรื่องผีหลายเรื่อง และต่อมามีการนำนิยายหลายเรื่องดังกล่าวมารวมพิมพ์เป็นหนังสือชุดปีศาจไทย นอกจากนี้นายเหมยังเป็นผู้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมภาพวาดประกอบนิยายผีเรื่อง "นั่งหวย" มีลักษณะเป็นภาพผีผู้ชายไม่สวมเสื้อนุ่งโจงกระเบนห้อยหัวไต่ลงจากเสาเรือน นายเหมถึงแก่กรรมเมื่อปี 2512 โจทก์ที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมและจิตรกรรมของนายเหมในขณะยื่นฟ้องคดีสำนวนแรก โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรมของนายเหมกับนางแช่ม และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมและจิตรกรรมของนายเหมในขณะฟ้องคดีสำนวนที่สอง โจทก์ร่วมเป็นมูลนิธิซึ่งดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ของนายเหม จำเลยที่ 1 เป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำกับ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ ภาพยนตร์ดังกล่าวมีฉากตอนหนึ่งเป็นภาพผีผู้ชายไม่สวมเสื้อนุ่งโจงกระเบนห้อยหัวไต่ลงจากเสาเรือน ก่อนนำภาพยนตร์ดังกล่าวออกฉายตามโรงภาพยนตร์ จำเลยที่ 1 โฆษณาทางสื่อสารมวลชนต่าง ๆ โดยมีข้อความว่า "จากงานเขียนชุดปีศาจไทยของครูเหม เวชกร สู่...ความสยองใน "เปนชู้กับผี"" และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 เคยให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวว่า เคยอ่านนิยายผีของนายเหม การสร้างภาพยนตร์ดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากนายเหม หลังจากมีปัญหาเรื่องการอ้างอิงชื่อนายเหม จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้สื่อสารมวลชนหยุดการอ้างอิงชื่อนายเหมในการโฆษณาภาพยนตร์ดังกล่าว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันดัดแปลงอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนิยายเรื่องผีของนายเหม โดยนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" หรือไม่ ประเด็นข้อนี้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ร่วมเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงนี้ จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันดัดแปลงอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมนิยายเรื่องผีของนายเหม แต่โจทก์ทั้งสองและโจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานโดยมีนายไพศาล ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 และที่ 2 และเป็นเลขาธิการมูลนิธิโจทก์ร่วมเบิกความเป็นทำนองว่า ภาพยนตร์ของจำเลยที่ 1 เรื่องดังกล่าวดัดแปลงมาจากนิยายผีหลายเรื่องของนายเหม เช่น มีฉากตอนแรกที่นางเอกพบแม่บ้าน และฉากตอนจบที่นางเอกทราบว่าคนในบ้านทุกคนเป็นผีซึ่งคล้ายกับนิยายเรื่อง "เลขานุการผี" ของนายเหมที่มีการดำเนินเรื่องตอนแรกโดยพระเอกพบแม่บ้าน และตอนท้ายที่พระเอกทราบว่าคนในบ้านทุกคนเป็นผี และโครงเรื่องเหมือนกัน จึงเห็นว่าเป็นการดัดแปลงงานวรรณกรรมของนายเหม แต่นายไพศาลก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า บทประพันธ์นิยายเรื่อง "เลขานุการผี" ของนายเหมนั้นในรายละเอียดของเรื่องทั้งหมดไม่ตรงกับภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 เบิกความเป็นทำนองว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตคนไทยในยุคโบราณ การแต่งกายและวิถีการดำรงชีวิตก็เป็นเรื่องตามยุคสมัยนั้น โดยมีการค้นคว้าโดยเฉพาะจากผลงานนวนิยายและภาพวาดของนายเหม จนได้แรงบันดาลใจมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้ แสดงถึงการนำแนวความคิดมาใช้มากกว่าที่จะเป็นการลอกเลียนดัดแปลง และเมื่อพิจารณาเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ตามดีวีดี เปรียบเทียบกับเนื้อหาในนิยายเรื่อง "เลขานุการผี" ของนายเหมตามหนังสือแล้ว ก็เห็นได้ว่าแม้ในฉากแรกของภาพยนตร์เป็นฉากที่นางเอกไปพบกับนางช้อยแม่บ้านเหมือนการดำเนินเรื่องตอนแรกของนิยายเรื่อง "เลขานุการผี" ก็ตาม แต่การที่พระเอกหรือนางเอกไปพบกับแม่บ้านในฉากแรกของภาพยนตร์หรือนิยายก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ประพันธ์นวนิยายหรือบทภาพยนตร์อาจนำมาเป็นแนวคิดและใช้แสดงในภาพยนตร์ และในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" นั้น เนื้อเรื่องที่นางเอกไปพบแม่บ้านที่บ้านหลังหนึ่งก็เป็นไปเพื่อตามหาพระเอก ส่วนในนิยายเรื่อง "เลขานุการผี" เป็นกรณีที่พระเอกไปบ้านหลังหนึ่งเพื่อของานทำจากเจ้าของบ้าน อันเป็นการแสดงออกซึ่งแนวความคิดในการดำเนินเรื่องที่แตกต่างกัน ส่วนตอนท้ายของภาพยนตร์ที่มีบทนางเอกทราบว่าคนในบ้านล้วนแต่ตายไปแล้วทั้งหมดนั้น แม้จะมีแนวความคิดเหตุการณ์นี้คล้ายกับนิยายเรื่อง "เลขานุการผี" ที่พระเอกทราบภายหลังว่าคนในบ้านตายทั้งหมดอยู่บ้างก็ตาม แต่การแสดงในบทภาพยนตร์นั้น ฉากตอนท้ายเป็นการเปิดเผยว่าตัวนางเอกก็ได้ตายไปด้วยจากการผูกคอตาย แต่ยังคงวนเวียนกลับไปบ้านหลังดังกล่าว ส่วนในนิยายผีเรื่อง "เลขานุการผี" นั้นตัวพระเอกไม่ตาย แต่หนีออกจากบ้านไปได้ และไม่มีการกลับไปบ้านดังกล่าวอีกซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่ามีการแสดงออกซึ่งความคิดออกมาเป็นเนื้อเรื่องที่แตกต่างกัน โดยในส่วนการเปิดเผยปมของเรื่องราวที่ดำเนินมาทั้งหมดให้ผู้ชมเข้าใจไว้ในตอนท้ายเรื่องก็เป็นเรื่องปกติในบทภาพยนตร์ที่อาจใช้แนวทางเช่นเดียวกันนี้ เห็นได้ว่าเนื้อหาตามบทภาพยนตร์ที่แสดงออกให้ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" ไม่ถึงกับแสดงว่ามีการดัดแปลงมาจากนิยายผีเรื่องดังกล่าวของนายเหม ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เคยให้สัมภาษณ์ตามนิตยสารว่า ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" จากนิยายผีของนายเหมซึ่งส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำนิยายผีของนายเหมมาดัดแปลงนั้น ก็เห็นได้ว่า การได้แรงบันดาลใจนั้นอาจเป็นเพียงแนวความคิดเท่านั้น ซึ่งลำพังความคิดนั้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 6 วรรคสอง โดยงานอันมีลิขสิทธิ์ที่จะได้รับความคุ้มครองต้องมีการนำความคิดมาแสดงออกเป็นงานแล้ว ดังนั้น เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระสำคัญของงานที่แสดงออกมาให้ปรากฏไม่ถึงขนาดที่จะแสดงว่ามีการนำงานนิยายอันมีลิขสิทธิ์มาใช้ดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ดังกล่าวมาข้างต้น คงมีแต่บางส่วนที่มีแนวความคิดคล้ายกันหรือแม้แต่ใช้แนวความคิดของนายเหมที่ได้เป็นแรงบันดาลใจ ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงงานวรรณกรรมนิยายผีที่นายเหมเป็นผู้สร้างสรรค์มาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และโจทก์ร่วมประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์งานจิตรกรรมของนายเหมโดยนำภาพผีผู้ชายไม่ใส่เสื้อ นุ่งโจงกระเบนห้อยหัวไต่ลงจากเสาเรือน ซึ่งเป็นภาพประกอบนิยายผีเรื่อง "นั่งหวย" มาดัดแปลงเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" หรือไม่ ในข้อนี้โจทก์ทั้งสองและโจทก์ร่วมนำสืบพยานหลักฐานเป็นทำนองว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้นำภาพจิตรกรรมดังกล่าวตามสำเนาภาพผีไต่เสา ไปดัดแปลงทำเป็นฉากตอนท้ายในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" ตามดีวีดี ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 นำสืบพยานหลักฐานโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความเป็นทำนองว่าต้องการให้มีภาพผีจำนวนมากปรากฏในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ และจำเลยที่ 2 อยากให้มีผีอยู่ในภาพทุกมุมมอง โดยไม่ได้นำภาพวาดมาดัดแปลงเป็นฉากสุดท้ายนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้โดยลักษณะผียืนกลับหัวนั้นก็เคยมีปรากฏในภาพยนตร์ผีหรือภาพวาดผีมาก่อนตามตัวอย่างภาพผีแดรกคิวลาไต่กำแพงห้อยหัวลงและภาพผีญี่ปุ่นคลานลงบันได เห็นว่า ภาพวาดผีไต่เสาเรือนของนายเหมตามภาพวาด มีลักษณะเป็นภาพผู้ชาย 2 คน มองไปยังผีผู้ชาย 1 ตน ไม่สวมเสื้อนุ่งโจงกระเบนไต่เสาลงมาโดยส่วนหัวอยู่ด้านล่าง โดยเห็นภาพผีด้านหลังเงยหน้ามองลงพื้น ที่โคนเสามีที่ตั้งธูปกับเทียนที่จุดติดไฟไว้ และฉากหลังเป็นต้นไม้ค่อนข้างทึบ ส่วนในภาพยนตร์ตามดีวีดีฉากตอนท้าย ๆ เป็นฉากที่นางเอกเดินอยู่นอกบ้านอยู่ท่ามกลางผีหลายตนเดินไปทางใดก็พบแต่ผีทุกด้าน ส่วนใหญ่เป็นผีผู้ชายกำลังเดินอยู่เป็นจำนวนมากเต็มไปหมด เมื่อมองไปทางบ้านก็ยังมีผี 2 ตน ไต่เสาบ้านห้อยหัวลงโดยเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวแสดงการไต่เสาดังกล่าวในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นช่วง ๆ สลับกับฉากที่มีผีหลายตนเดินอยู่และยังมีฉากที่เป็นผีห้อยหัวลงโดยไม่มีเสาให้เห็น ผีดังกล่าวเห็นด้านหลังเพียงครึ่งตัว ตั้งแต่เอวถึงหัวที่ห้อยลงและแขนทั้งสองข้างห้อยลงเช่นกัน ซึ่งทำให้เกิดความน่ากลัวน่าตกใจ ทั้งนี้โดยฉากต่าง ๆ ที่เป็นภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องในภาพยนตร์ดังกล่าวมีลักษณะที่ต้องการสื่อให้ผู้ชมเห็นถึงความน่ากลัวน่าตกใจในเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับผีจำนวนมากเต็มไปหมด ไม่ว่าจะมองทางใดเดินไปทางใดก็ต้องพบกับผีต่าง ๆ มากมาย ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกับภาพวาดที่เป็นเพียงชาย 2 คนมองไปยังผีที่ไต่เสาลงมาเพียงตนเดียว และแม้ในภาพยนตร์จะมีภาพช่วงหนึ่งในเวลาสั้นมากจากภาพต่อเนื่องในช่วงสลับฉากมีผีตนเดียวก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยอันมีผลมาจากมุมกล้องที่ถ่ายออกมาดังปรากฏตามภาพก็ตาม แต่ในภาพนี้ก็มีลักษณะที่ผีไต่เสาเรือนแตกต่างจากภาพผีในภาพวาด ทั้งในส่วนการเหยียดหรืองอขาและลักษณะหัวห้อยลงมาแต่เอียงคอมองขนานกับพื้นมิได้มองลงพื้นอย่างภาพวาด ทั้งยังมีองค์ประกอบภาพที่เห็นเสาถึง 5 ต้น และผีที่เดินอยู่ทั้งในบ้านและนอกบ้านซึ่งแตกต่างกันมาก คงมีส่วนที่คล้ายกันเพียงผีไต่เสาลงมาเท่านั้น ซึ่งก็ปรากฏว่า เคยมีคนใช้แนวคิดลักษณะผีไต่ลงห้อยหัวลงเช่นนี้มาแล้วดังกล่าวข้างต้น จึงมีลักษณะเป็นแนวคิดจินตนาการลักษณะอาการของผีให้น่ากลัว หาใช่ว่าบุคคลใดได้ใช้แนวความคิดวาดภาพลักษณะของผีในลักษณะเช่นนี้แล้วจะหวงกันให้ผู้อื่นไม่มีสิทธิใช้แนวคิดนี้ไปสร้างงานของตนได้ จึงเห็นได้ว่า งานภาพยนตร์ที่มีฉากผีไต่เสาห้อยหัวลงนี้มีการแสดงออกในส่วนต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบหลายอย่างแตกต่างจากภาพวาดโดยสิ้นเชิง และแม้เครื่องแต่งกายอาจคล้ายกันก็เป็นไปตามความนิยมในการแต่งกายในยุคสมัยนั้น ๆ อันเป็นยุคสมัยเดียวกัน ก็มิใช่เหตุที่จะถือว่าเป็นการดัดแปลงจากงานภาพวาด โดยฉากต่าง ๆ ในภาพยนตร์ที่มีองค์ประกอบแตกต่างไปจากภาพวาดหลายประการ และมีจินตนาการเพื่อแสดงออกทางภาพยนตร์ให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างไปเช่นนี้ย่อมเห็นได้ว่า การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างงานขึ้นใหม่มิใช่การดัดแปลงงานภาพวาดแต่อย่างใด ส่วนที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์อีกว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความแตกต่างกัน และแตกต่างจากที่เคยให้สัมภาษณ์ลงข่าวทางหนังสือพิมพ์นั้น เมื่อภาพในภาพยนตร์กับภาพวาดมีสาระสำคัญที่วินิจฉัยได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิใช่การดัดแปลงงานภาพวาดแล้ว ในส่วนรายละเอียดคำเบิกความพยานบุคคลดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องปลีกย่อย ไม่มีนัยสำคัญให้ฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอีก ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ละเมิดลิขสิทธิ์โดยดัดแปลงภาพวาดผีไต่เสาเรือนซึ่งเป็นงานจิตรกรรมของนายเหมมาเป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมประการนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 เป็นประการสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 1 อ้างอิงถึงชื่อนายเหม ในการโฆษณาภาพยนตร์มีข้อความส่วนหนึ่งว่า "จากงานเขียนชุดปีศาจไทยของครูเหม สู่...ความสยองใน "เปนชู้กับผี" "นั้น เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 เสียหายอย่างใดหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อความดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากงานวรรณกรรมนิยายผีชุดปีศาจไทยของนายเหมก็ตาม แต่นอกจากข้อความดังกล่าวข้างต้นแล้วในโฆษณายังมีข้อความในรายละเอียดต่อมาอีกมาก โดยกล่าวถึงจำเลยที่ 3 ในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า "จากการที่ (จำเลยที่ 3) ได้คุยกับผู้กำกับ (จำเลยที่ 2) เขาอยากได้หนังผีที่มีความลึก ไม่ใช่แค่น่ากลัวหรือสยองขวัญแบบแหวะ ๆ แต่มันเป็นความน่ากลัวแบบไทย ๆ ที่ชวนขนหัวลุก โดยที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากชิ้นงานของครูเหม เจ้าของสมญานาม "จิตรกรห้าแผ่นดิน" โดยที่เราได้ศึกษางานของครูเหม ซึ่งผลงานของท่านมีทั้งภาพวาดและงานเขียนที่ส่วนมากจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย วิถีชีวิตและแนวคิดของสังคมไทย โดยเฉพาะงานเขียนของท่านถูกนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือชุดปีศาจไทยในสมัยก่อนจนโด่งดัง งานของครูเหมมีสไตล์ที่โดดเด่น ถ้าเป็นเรื่องผีของครูเหมจะมีแบบฉบับเฉพาะคือการเห็นวิญญาณจะเห็นคลุมเครือ เห็นแบบราง ๆ ผีก็จะเห็นผ่านมุ้งไม่ชัด เพราะคนไทยสมัยก่อนจะนอนมุ้งกัน บรรยากาศจะเงียบ ๆ วังเวง บางครั้งก็จะมืด ๆ แสงที่เกิด แหล่งของแสงก็จะมาจากตะเกียง เราก็จะรู้สึกว่าอันนี้คือรูปแบบของผีบ้านเรา ซึ่งจะแตกต่างจากหนังผีสมัยนี้ที่จะชอบทำให้คนดูตกใจตลอดเวลา มันเป็นบรรยากาศเฉพาะของหนังผีไทยที่ประเทศอื่นไม่มี..." อีกตอนก็มีข้อความว่า "เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นจากภาพวาดของครูเหม คือเรื่องผีของครูเหมส่วนมากจะเป็นเรื่องความผูกพันระหว่างคนกับผี การพบการจาก" และอีกตอนมีข้อความว่า "โดยที่เราได้ไปศึกษางานของครูเหม ซึ่งผลงานของท่านมีทั้งภาพวาด และงานเขียนที่ส่วนมากจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย วิถีชีวิต และแนวคิดของสังคมไทย" ซึ่งจากข้อความดังกล่าวทั้งหมดเมื่ออ่านรวมกันแล้วย่อมเข้าใจได้ชัดเจนว่า เป็นข้อความที่มีรายละเอียดยกย่องผลงานภาพวาดและนิยายเรื่องผีของนายเหม และในการสร้างภาพยนตร์ของจำเลยที่ 1 นี้ ก็ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของนายเหมดังกล่าว โดยมีการศึกษางานของนายเหม แล้วนำแนวคิดจากงานของนายเหมมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง "เปนชู้กับผี" มิใช่การนำผลงานที่นายเหมเป็นผู้สร้างสรรค์แล้วมาใช้สร้างเป็นภาพยนตร์โดยตรง นอกจากนี้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ฉากตอนจบของเรื่องยังมีข้อความว่า "ความดีของภาพยนตร์เรื่องนี้ขออุทิศแด่ครูเหม บรมครูศิลปินผู้เป็นแรงบันดาลใจ" อันเป็นการย้ำถึงเจตนายกย่องนายเหม นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ทราบปัญหาที่โจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 ที่เกรงว่าคนจะเข้าใจผิดดังกล่าวแล้วก็ได้รีบแก้ไขโดยเชิญสื่อมวลชนมารับทราบว่าภาพยนตร์ดังกล่าวไม่ได้สร้างจากนิยายผีของนายเหม จากพยานหลักฐานดังกล่าว แสดงถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ต้องการยกย่องและแสดงถึงการสร้างภาพยนตร์โดยได้แรงบันดาลใจจากงานของนายเหม มิใช่กระทำให้ประชาชนหลงผิดคิดว่าภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างจากนิยายของนายเหม จึงย่อมไม่มีเหตุที่จะทำให้โจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 ต้องเสียหายแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ประการอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสำนักพิมพ์คำไทย จำกัด กับพวก
โจทก์ร่วม — มูลนิธิบรมครู
จำเลย — บริษัทไฟว์สตาร์โปรดักชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางจันทร์กระพ้อ ต่อสุวรรณ สินวถาวร
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18606/2556
#559123
เปิดฉบับเต็ม

แม้การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 เป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1299 จะห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วก็ตาม แต่โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและนำยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาด มิใช่ผู้ที่ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จึงไม่เป็นบุคคลภายนอกที่จะมีสิทธิดีกว่าผู้ร้อง และแม้ขณะโจทก์ยึดที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ถือว่าเป็นการยึดโดยชอบก็ตาม แต่เมื่อต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 การที่โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทเป็นการบังคับคดีที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องชอบจะขอให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,767,260.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 ตุลาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 และ 24688 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 และ 24688 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่โจทก์นำยึดโดยผู้ร้องซื้อที่ดินทั้งสองแปลงจากจำเลย จำเลยส่งมอบการครอบครองและมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลา 11 ปี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงโดยการครอบครองปรปักษ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 614/2550 เมื่อผู้ร้องนำคำสั่งของศาลชั้นต้นไปจดทะเบียนขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสูงเนิน จึงทราบว่าที่ดินดังกล่าวโจทก์ได้นำยึดไว้แล้วตั้งแต่ปี 2548 ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินทั้งสองแปลงขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 และ 24688 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลย ไม่ใช่ของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่เคยเข้าไปครอบครองทำประโยชน์ การซื้อขายทรัพย์ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยทำขึ้นโดยสมยอมกัน คู่สัญญาไม่มีเจตนาผูกพันกันตามกฎหมาย ทรัพย์พิพาทจึงยังเป็นของจำเลย นอกจากนี้โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 และโฉนดเลขที่ 24688 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลง หลังโจทก์นำยึดที่ดินทั้งสองแปลงแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24688 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี โดยโจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 และนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 24688 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลง โดยการครอบครองปรปักษ์ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาคำสั่งศาล โดยผู้ร้องยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 24688 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ถอนการยึด โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องชอบที่จะขอให้ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 อันเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 จะบัญญัติว่า สิทธิของผู้ที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมและยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิ ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและนำยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์เท่านั้น โจทก์มิได้เป็นผู้ที่ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์จึงมิใช่เป็นบุคคลภายนอกที่จะมีสิทธิดีกว่าผู้ร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ขณะที่โจทก์ยึดที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งถือว่าได้นำยึดที่ดินพิพาทไว้โดยชอบก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้ว ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 การที่โจทก์นำยึดที่ดินพิพาทจึงเป็นการบังคับคดีที่กระทบถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจำนวน 7,450 บาท ตามราคาที่ดินทั้งสองแปลง แต่โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ถอนการยึดเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 5158 ตำบลบุ่งขี้เหล็ก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพียงแปลงเดียวซึ่งมีราคา 213,840 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 5,346 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวน 2,104 บาท แก่โจทก์

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมาจำนวน 2,104 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 288
ป.พ.พ. ม. 1300 ม. 1382
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนเรศ จันทร์เจริญ
ผู้ร้อง — นายชัชวาล สุพรรณนพ
จำเลย — นายไปล่ โยสูงเนิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวิโรจน์ บัวมี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางปิยนุช จรูญรัตนา
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18527/2556
#559164
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 บัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น แล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และวรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ดังนี้ ผู้ขับขี่ที่จะได้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 160 วรรคสอง หมายถึงกรณีที่ขับขี่รถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง และการไม่ปฏิบัติตามนี้เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าภายหลังจากจำเลยขับรถในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินแล้ว จำเลยได้หลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที มิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่าการที่จำเลยไม่อยู่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีโดยจำเลยได้หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 78, 157, 160 วรรคสอง, 160 ตรี วรรคสอง และวรรคท้าย กับขอให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางบุลากร ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นภริยาของนายปรโชต ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ 390 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง 160 ตรี วรรคสอง และวรรคท้าย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 (ที่ถูก มาตรา 160 ตรี วรรคท้าย) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 1 ปี 7 เดือน ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามใบอนุญาตขับรถยนต์ ชนิดรถยนต์ส่วนบุคคล ฉบับที่ 55005476 จังหวัดนครราชสีมา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจิฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลแล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกา คำฟ้องข้อ 1 (ก) โจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งว่า การกระทำโดยประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้รถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน กฉ 1805 นครราชสีมา ได้รับความเสียหาย และนายปรโชตถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 บัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควรและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" และวรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ดังนี้ ผู้ขับขี่ที่จะได้รับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 160 วรรคสอง หมายถึงกรณีที่ขับขี่รถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง และการไม่ปฏิบัติตามนี้เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย มิใช่หมายถึงการขับขี่รถในทางก่อให้เกิดความเสียหายเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1 ก แล้วผู้ขับขี่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล แล้วไม่หยุดรถช่วยเหลือพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ภายหลังจากจำเลยขับรถในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินแล้ว จำเลยได้หลบหนีไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที มิได้บรรยายฟ้องอ้างเหตุว่าการที่จำเลยไม่อยู่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันทีโดยจำเลยได้หลบหนีไปจากที่เกิดเหตุอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย คดีจึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 วรรคสอง ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 78 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นางบุลากร ชัยสิทธิ์ปรุ
จำเลย — นายคำแสง ยะทุ่งตัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสุรเดช ยิ้มเกิด
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
โสฬส สุวรรณเนตร์
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556
#559129
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1646 บัญญัติว่า บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้ จากบทบัญญัติดังกล่าวผู้ที่จะทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินได้นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น จะกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ได้ การที่ผู้ตายฝากเงินกับธนาคารจำเลยที่ 1 โดยเปิดบัญชีเงินฝากใช้ชื่อ ผู้ตายเพื่อผู้เยาว์ แสดงว่าผู้เยาว์เป็นเจ้าของเงินฝากในบัญชี เช่นนี้ กรรมสิทธิ์ในเงินย่อมตกเป็นของผู้เยาว์ในทันทีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 รับเงินเข้าบัญชีเงินฝาก ผู้ตายจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกเงินฝากดังกล่าวให้แก่ผู้ใด ข้อกำหนดในพินัยกรรมส่วนนี้ไม่มีผลบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงิน 256,910.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 255,859.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะได้รับชำระเงินครบถ้วน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองแถลงไม่ติดใจสืบพยาน

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้รวมสั่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง โดยให้ชำระเงิน 256,910.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 255,859.02 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 เมษายน 2550) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้คู่ความแถลงไม่สืบพยาน โดยยอมรับข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองฟ้องและจำเลยทั้งสองให้การ ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ดังนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังว่า พลโทจรูญหรือจิรโชติ เปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาประชาชื่น ระบุผู้ฝากคือ นายจิรโชติ เพื่อผู้เยาว์ ชื่อเด็กชายวรรณธร ตามเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 โดยสมุดบัญชีก็ใช้ชื่อบัญชีว่า นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร หลังจากนั้นมีการนำเงินเข้าฝากและเบิกถอนเงินจากบัญชีหลายครั้ง ตามสำเนาสมุดคู่ฝากเอกสารท้ายฟ้อง ซึ่งตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ก็ระบุว่า บิดามารดาของจำเลยที่ 2 เคยมาขอรับเงินจากพลโทจรูญหลายครั้งเพื่อการศึกษาของจำเลยที่ 2 ต่อมาพลโทจรูญทำพินัยกรรมระบุว่า บัญชีธนาคารออมสิน สาขาประชาชื่น ซึ่งใส่ชื่อบุตรของพันตรีสุนทร ให้เด็กชายสมนึกทั้งหมด ตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารเพิ่มเติมพินัยกรรมท้ายฟ้อง พลโทจรูญถึงแก่ความตาย มีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก ตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่งเอกสารท้ายฟ้อง

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า เงินฝากในบัญชีที่พิพาทเป็นทรัพย์มรดกของพลโทจรูญหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 บัญญัติว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" จากบทบัญญัติดังกล่าวผู้ที่จะทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินได้นั้นจะต้องเป็นทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น จะกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลอื่นไม่ได้ การที่พลโทจรูญขอเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารจำเลยที่ 1 โดยใช้ชื่อบัญชีว่า นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร เช่นเดียวกับในสมุดคู่ฝากเงิน แสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเงินฝากในบัญชีเงินฝาก เช่นนี้กรรมสิทธิ์ในเงินย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 2 ในทันทีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 รับเงินเข้าบัญชีเงินฝาก แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความต่อมามีการนำเงินเข้าฝากและมีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากหลายครั้ง การเบิกถอนเงินก็เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างธนาคารจำเลยที่ 1 กับพลโทจรูญว่า ใครเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีอำนาจจัดการเองได้ตามเงื่อนไข หรือระเบียบ และวิธีการของธนาคารจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ความตามคำให้การจำเลยที่ 2 ว่า บิดามารดาของจำเลยที่ 2 ได้มาขอรับเงินจากพลโทจรูญหลายครั้งเพื่อการศึกษาของจำเลยที่ 2 ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่า การถอนเงินของพลโทจรูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 และเงินในบัญชีเป็นของจำเลยที่ 2 เมื่อกรรมสิทธิ์ในเงินฝากตกเป็นของจำเลยที่ 2 ทันทีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 รับเงินเข้าบัญชี พลโทจรูญจึงไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีเงินฝากที่พิพาทแก่ผู้ใด ดังนั้น ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกเงินฝากในบัญชีดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามสำเนาบันทึกข้อความ ลงวันที่ 9 เมษายน 2537 เอกสารเพิ่มเติมพินัยกรรมท้ายฟ้องหมายเลข 3 จึงไม่มีผลบังคับเนื่องจากไม่ใช่ทรัพย์สินของพลโทจรูญอันจะกำหนดการเผื่อตายได้ โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวนดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล่างทั้งสองมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1646
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณัฐพลหรือหนึ่งหรือสมนึก จุลลัษเฐียร กับพวก
จำเลย — ธนาคารออมสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ศาลอุทธรณ์ — นายวรนันท์ ประถมปัทมะ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18462/2556
#559146
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 8186 เพชรบุรี และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน อ่างทอง ง - 5190 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธความรับผิดในส่วนนี้ไว้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่ อ. เป็นเจ้าของ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 จึงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองระบุในฟ้องและเป็นประเด็นพิพาท คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 347,000 บาท และ 528,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 65,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 , 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 65,000 บาทแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง(วันที่ 28 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 3 ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ โดยโจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 3 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง และได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาของนายสมบุญหรือสมพร และเป็นผู้ปกครองของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของนายสมบุญ ตามคำสั่งศาล เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2542 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา นายสมบุญขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน อ่างทอง ง - 5190 ของนายอุบล โดยมีนางสาวจันลา นั่งซ้อนท้ายแล่นไปตามถนนสายโพธิ์พระยา - ท่าเรือ มุ่งหน้าไปทางถนนสายเอเชีย เมื่อไปถึงบริเวณโค้งโลงศพที่เกิดเหตุมีรถบรรทุกหกล้อหมายเลขทะเบียน 80 - 8186 เพชรบุรี ของจำเลยที่ 1 แล่นตามหลังมาในช่องทางเดียวกันเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายสมบุญขับเป็นเหตุให้นายสมบุญถึงแก่ความตายและนางสาวจันลาได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย รถบรรทุกหกล้อและรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 3 ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำเลยที่ 2 เป็นบิดาของจำเลยที่ 1 หลังเกิดเหตุโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเสียหายเบื้องต้น15,000 บาท นายอุบลให้ผู้ตายยืมรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปใช้ เนื่องจากทำกิจการรับจ้างร่วมกับผู้ตาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกข้อกำหนดในกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แล้ววินิจฉัยว่า นายอุบล มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดด้วย เป็นการไม่ชอบ เพราะจำเลยที่ 3 มิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และมิได้ยกขึ้นกล่าวไว้ในอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถบรรทุก หมายเลขทะเบียน 80 - 8186 เพชรบุรี และรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน อ่างทอง ง - 5190 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 มิได้ให้การปฏิเสธความรับผิดในส่วนนี้ไว้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ที่นายอุบลเป็นเจ้าของ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 เป็นเงิน 65,000 บาท จึงเป็นไปตามที่โจทก์ทั้งสองระบุในฟ้องและเป็นประเด็นพิพาท คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่านายอุบลผู้เอาประกันภัยไม่ได้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบานเย็น ศรีสวาท กับพวก
จำเลย — นายสมบูรณ์ อินทะนิล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นายสมนึก ลิ้มเทียมเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18431/2556
#554814
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเพียงผู้รับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่บริษัท ว. โดยโจทก์ได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าให้บริษัท ว. จำเลยได้รับขนส่งสินค้าโดยออกใบตราส่งระบุว่าบริษัท ว. เป็นผู้ส่งของบริษัท ม. เป็นผู้รับตราส่ง แสดงว่าจำเลยในฐานะผู้ขนส่งทำสัญญารับขนของทางทะเลกับบริษัท ว. ผู้ส่งของ โดยโจทก์เป็นตัวแทนเข้าจัดการว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ขนส่ง อันเป็นการทำสัญญาในฐานะตัวแทนของบริษัท ว. ผู้เป็นตัวการ บริษัท ว. ในฐานะผู้ส่งของย่อมเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยโดยตรง โจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาและไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับสินค้า ส่วนตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 28 ที่บัญญัติให้ผู้รับตราส่งจะเรียกให้ส่งมอบของได้ต่อเมื่อเวนคืนใบตราส่งแก่ผู้ขนส่งนั้น หากผู้ขนส่งมอบสินค้าไปโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง แม้จะเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้ขนส่งก็เป็นกรณีที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดตามสัญญาขนส่ง เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ส่งของและมิใช่ผู้รับตราส่งหรือผู้มีสิทธิรับสินค้าจากผู้ขนส่ง โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาต่อโจทก์ ส่วนกรณีที่หากบริษัท ว. ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ก็เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับจัดการขนส่งและเป็นตัวแทนตามหลักกฎหมายตัวแทนต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 218,273.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 211,241.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ในชั้นแรกจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังยุติว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2551 บริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด ตกลงว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้จัดการขนส่งสินค้าประเภทชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำส่งมอบให้ผู้รับที่ประเทศคาซัคสถาน โดยโจทก์มีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าจากคลังสินค้าไปยังท่าเรือดำเนินการติดต่อผู้ขนส่ง ดำเนินพิธีการทางศุลกากร โดยบริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด มีหน้าที่ชำระเงินค่าระวางเรือ รวมทั้งค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ออกใบแจ้งหนี้เรียกเก็บเงิน โจทก์ตกลงมอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าให้แก่บริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด โดยจำเลยได้รับมอบสินค้าจากโจทก์เพื่อทำการขนส่งไปยังประเทศปลายทางแล้ว และจำเลยได้ออกใบตราส่งให้ ต่อมาโจทก์ได้เรียกเก็บค่าบริการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน จำนวน 211,241.80 บาท จากบริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว แต่บริษัทไม่ชำระเงินแก่โจทก์ และต่อมาจำเลยได้ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งแก่ผู้รับที่ท่าเรือปลายทางแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ยุติดังกล่าว โจทก์เป็นเพียงผู้รับจัดการขนส่งสินค้าให้แก่บริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด โดยโจทก์ได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าให้บริษัท ซึ่งจำเลยได้รับขนส่งสินค้าโดยออกใบตราส่ง โดยระบุว่าบริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ส่งของ บริษัทเมอร์เคียว ออโต จำกัด เป็นผู้รับตราส่งอันแสดงว่า จำเลยในฐานะผู้ขนส่งทำสัญญารับขนของทางทะเลกับบริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งของ โดยโจทก์เป็นตัวแทนเข้าจัดการว่าจ้างจำเลยเป็นผู้ขนส่ง อันเป็นการทำสัญญาในฐานะตัวแทนของบริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เป็นตัวการ บริษัทในฐานะผู้ส่งของย่อมเป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยโดยตรง โดยโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาดังกล่าวด้วย และไม่ใช่ผู้มีสิทธิรับสินค้าแต่อย่างใด ส่วนตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 28 ที่บัญญัติให้ผู้รับตราส่งจะเรียกให้ส่งมอบของได้ต่อเมื่อเวนคืนใบตราส่งแก่ผู้ขนส่งนั้น หากผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าไปโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง แม้จะเป็นการปฏิบัติผิดหน้าที่ผู้ขนส่ง เป็นกรณีที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเล โดยอาจต้องรับผิดต่อผู้ส่งของผู้เป็นคู่สัญญาหรือต้องรับผิดต่อผู้รับตราส่งผู้มีสิทธิรับสินค้าตามข้อกำหนดในใบตราส่งตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 26 เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ส่งของผู้เป็นคู่สัญญารับขนของทางทะเลและไม่ใช่ผู้รับตราส่งหรือผู้มีสิทธิรับสินค้าจากผู้ขนส่ง โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ ตามสัญญารับขนของทางทะเลในอันที่จะขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามสัญญาต่อโจทก์ ส่วนกรณีที่หากบริษัทเวิลด์ ออฟ ไฟเบอร์เทค (ประเทศไทย) จำกัด ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างให้โจทก์เป็นผู้รับจัดการขนส่งและเป็นตัวแทน ตามหลักกฎหมายตัวแทนต่างหาก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์และพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป เพราะถึงวินิจฉัยไปก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคอรี่ เฟรท (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอส เอฟ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18407/2556
#562640
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 มาตรา 44 และมาตรา 45 นั้น ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหายโดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่ของนั้นอยู่ในความดูแลของตน จึงไม่ใช่ต้องรับผิดเพียงเฉพาะมูลค่าสินค้าที่เสียหาย แต่ยังต้องรับผิดถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้รับตราส่งได้รับจากผลแห่งความเสียหายของสินค้าด้วย ค่าภาษีศุลกากรและค่าใช้จ่ายในการขนส่ง เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จำเป็นต้องจ่ายในการนำเข้าสินค้า เมื่อสินค้าเสียหายทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ โจทก์ไม่อาจนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาคิดเป็นต้นทุนในการขายสินค้าเพื่อให้ได้ทุนคืน และโจทก์เสียโอกาสในการขายให้ได้กำไร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดกำไรย่อมเป็นความเสียหายที่เป็นผลจากความเสียหายของสินค้าที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,619,702.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,510,453 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 10,250 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยทั้งสองจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้ลูกค้าในวันที่ใช้เงินจริง หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ใช้เงินจริง ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศแจ้งอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ (อัตราอ้างอิง) ก็ให้ถืออัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์คำนวณ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ซื้อสินค้าเนื้อมะพร้าวอบแห้งจากผู้ขายในประเทศอินโดนีเซีย 88,000 กิโลกรัม ในราคา 154,000 ริงกิตมาเลเซีย ผู้ขายได้บรรจุสินค้าในกระสอบพลาสติกแล้วนำเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์มอบให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าจากประเทศอินโดนีเซียนำมาส่งมอบแก่โจทก์ในประเทศไทยที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 1 บรรทุกสินค้าลงเรือลินตัส มาฮาคาม เที่ยวเรือ 029 ออกเดินทางจากท่าเรือในประเทศอินโดนีเซียไปยังท่าเรือในประเทศสิงคโปร์ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขนส่งต่อโดยขนถ่ายสินค้าลงเรือวันไห่ 162 เพื่อขนส่งต่อมายังท่าเรือกรุงเทพ และเรือมาถึงท่าเรือกรุงเทพวันที่ 31 สิงหาคม 2552 ต่อมาโจทก์ไปดำเนินพิธีการทางศุลกากรแล้วรับสินค้าออกจากท่าเรือกรุงเทพ แต่เมื่อนำมาตรวจดูพบว่าสินค้าเนื้อมะพร้าวอบแห้งมีราขึ้นเสียหายทั้งหมด

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยรวมกันไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า หรือไม่ต้องรับผิดโดยความเสียหายไม่ได้เกิดจากความผิดของจำเลยทั้งสองหรือไม่ได้เกิดจากความผิดในการหีบห่อสินค้าของผู้ส่งหรือไม่ รวมทั้งจำเลยทั้งสองต้องรับผิดในการส่งมอบล่าช้าเพียงใดหรือไม่ จากการพิจารณา พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง จึงฟังไม่ได้ว่า เหตุที่สินค้าเสียหายมีราขึ้นนี้เกิดจากความผิดของผู้ส่งในการบรรจุหีบห่อสินค้า และฟังได้ว่าสินค้าเสียหายในระหว่างสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยทั้งสองโดยความผิดของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแม้ลักษณะความผิดของจำเลยทั้งสองเป็นกรณีขนส่งล่าช้ากว่าที่ควรก็ตาม แต่เมื่อความล่าช้านี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้สินค้ามีราขึ้นเสียหาย จำเลยทั้งสองย่อมต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้าต่อโจทก์ผู้รับตราส่งไม่ใช่กรณีที่ต้องรับผิดเพียงเพราะการส่งมอบล่าช้าดังเช่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ทั้งเมื่อสินค้ามีน้ำหนัก 88,000 กิโลกรัม ซึ่งหากคิดจำกัดความรับผิดตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 ก็มีจำนวนจำกัดความรับผิดสามสิบบาทต่อกิโลกรัม เป็นเงิน 2,640,000 บาท แต่เมื่อจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องมาตามคำฟ้องเป็นต้นเงินเพียง 1,510,453 บาท น้อยกว่าจำนวนเงินที่จำกัดความรับผิดอยู่แล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาเกี่ยวกับการจำกัดความรับผิดของจำเลยทั้งสองผู้ขนส่งแต่อย่างใด เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายในความเสียหายของสินค้าตามที่กล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงใดหรือไม่นั้น เป็นปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ เนื่องจากศาลดังกล่าววินิจฉัยในเรื่องการส่งมอบล่าช้าเท่านั้น แต่เมื่อคู่ความนำสืบพยานหลักฐานมาเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลดังกล่าวพิพากษาใหม่ โดยเห็นว่าความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 มาตรา 44 และมาตรา 45 นั้น ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันเป็นผลจากการที่ของซึ่งได้รับมอบจากผู้ส่งของเสียหายโดยเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่ของนั้นอยู่ในความดูแลของตน จึงไม่ใช่ต้องรับผิดเพียงเฉพาะมูลค่าสินค้าที่เสียหาย แต่ยังต้องรับผิดถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้รับตราส่งได้รับจากผลแห่งความเสียหายของสินค้าด้วย โดยค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องเสียภาษีศุลกากรก็ดีและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็ดี เป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์จำเป็นต้องจ่ายในการนำเข้าสินค้า เมื่อสินค้าเสียหายทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ ไม่อาจนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาคิดเป็นต้นทุนในการขายสินค้าเพื่อให้ได้ทุนคืน และเสียโอกาสในการขายให้ได้กำไร ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมทั้งค่าขาดกำไรย่อมเป็นความเสียหายที่เป็นผลจากความเสียหายของสินค้าที่จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ มิใช่เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ และเมื่อโจทก์นำสืบโดยตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและคำเบิกความของนายภูมิลาภประกอบเอกสารใบเสร็จรับเงินค่าภาษีจำนวน 57,200 บาท ใบวางบิลและใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายในการขนส่งจำนวนรวม 59,133 บาท และค่าขาดกำไรที่โจทก์ขอคิดเพียงกิโลกรัมละ 1 บาท รวม 88,000 กิโลกรัม เป็นเงิน 88,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาสินค้า 1,475,320 บาท นับว่าต่ำอยู่แล้ว เชื่อได้ว่าโจทก์เสียหายไม่น้อยกว่าจำนวนที่เรียกร้องค่าขาดกำไรดังกล่าวจริง ส่วนราคาสินค้าซึ่งจำเลยทั้งสองไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง แต่อ้างและนำสืบเพียงว่าสินค้าไม่ได้เสียหายโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ซึ่งในข้อนี้นายภูมิลาภพยานโจทก์ยืนยันว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด 88,000 กิโลกรัม โดยแสดงภาพถ่ายสินค้าที่มีราขึ้นประกอบ ส่วนนายปกรณ์พยานจำเลยทั้งสองอ้างว่าสินค้าเสียหายเพียงบางส่วน เมื่อพิจารณาคำเบิกความของนายภูมิลาภประกอบภาพถ่ายดังกล่าวแล้วมีเหตุผลให้น่าเชื่อมากกว่าพยานจำเลยทั้งสอง ฟังได้ว่าสินค้าเสียหายทั้งหมด จึงคิดเป็นเงิน 1,475,320 บาท และโจทก์ยังขายซากได้เป็นเงินจำนวน 169,200 บาท คงเหลือค่าสินค้าเสียหาย 1,306,120 บาท ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าเสียหายตามคำฟ้องรวมเป็นเงิน 1,510,453 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2552 ถึงวันฟ้องอีกจำนวน 109,249.20 บาท รวมเป็นเงิน 1,619,702.20 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,619,702.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,510,453 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ชำระทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสองศาลรวม 10,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จตุรงค์นราโยธา
จำเลย — บริษัทวันไฮไลนส์ (สิงคโปร์) พีทีอี จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18346/2556
#554835
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่ ห. กับ ส. สมคบกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ และขอให้เพิกถอนสัญญาระหว่าง ห. กับ ส. และจำเลยเสีย คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เพราะโจทก์มีคำขอ ให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย หาใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใดที่ทำขึ้นอันเป็นการให้โจทก์เสียเปรียบไม่ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องขอเรียกทรัพย์คืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินระหว่างนายเหลือบและนายสมนึกกับจำเลย และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ สารบบเลขที่ 109 เล่มที่ 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 82 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยหรือสำนักงานที่ดินจังหวัดอุดรธานี สาขาอำเภอกุมภวาปี ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินต่อไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 109 เล่ม 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 82 ตารางวา ระหว่างนายเหลือบ นายสำนึก โดยนายอ้อม ผู้ทำการแทนกับจำเลย ให้จำเลยจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ดังกล่าวเนื้อที่ 82 ตารางวา ให้แก่โจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่ม (7) 43 หน้า 134 (ส.ค. 1 หน้า 109) หมู่ที่ 25 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นของนายเหลือบกับนายสมนึก เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2517 นายเหลือบกับนายสมนึกขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 4,000 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าการที่นายเหลือบกับนายสมนึกสมคบกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์และขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างนายเหลือบกับนายสมนึกและจำเลยเสีย คำฟ้องของโจทก์ก็ไม่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย เพราะโจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย หาใช่เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมใดที่ทำขึ้นอันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบไม่ คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องขอเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่า คดีขาดอายุความไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นส่งผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นสิ้นผลบังคับไปทั้งหมด แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงพิพากษาแต่เฉพาะค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น โดยไม่ได้พิพากษาไปถึงค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นด้วยอันเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246, 247

พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เว้นแต่ข้อความใดระบุถึงโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ให้หมายถึงโจทก์ แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) สารบบเลขที่ 109 เล่ม 7 หน้า 134 ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ให้แก่โจทก์นั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่บังคับให้ ให้ยกคำขอข้อนี้เสียให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความให้รวม 9,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 240 ม. 1336
ชื่อคู่ความ
นายพล วงศ์จันลา ในฐานะทายาทโดยธรรม
โจทก์ — ของนางทองจันทร์หรือจันทร์ วงศ์จันลา กับพวก
จำเลย — เทศบาลตำบลห้วยเกิ้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุดรธานี — นายประยงค์ ศรีมันตะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายองอาจ แน่นหนา
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18343/2556
#554828
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค เมื่อจำเลยรับว่าเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท แต่ยกข้อต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดอ้างว่าไม่มีมูลหนี้ ภาระการพิสูจน์ว่าเช็คพิพาทไม่มีมูลหนี้ต่อโจทก์จึงตกแก่จำเลยผู้สั่งจ่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 203,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2553 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่ให้เกินกว่า 3,500 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยคงมีแต่คำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยว่า จำเลยออกเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อนำไปแลกเงินสดให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ได้รับเงินจากโจทก์เช็คพิพาทจึงไม่มีมูลหนี้และโจทก์ไม่ยอมคืนเช็คแก่จำเลย แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อให้ได้รับเช็คพิพาทกลับคืนมาจากโจทก์ เช่น แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจไว้เป็นหลักฐาน หรือแจ้งธนาคารให้ระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท หรือมีหนังสือทวงถามไปยังโจทก์ เพื่อจะใช้เป็นพยานหลักฐานอ้างอิงในภายหลัง อีกทั้งเช็คพิพาทมีจำนวนเงินถึง 200,000 บาท หากยังไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขณะรับเช็ค จำเลยก็น่าจะทำบันทึกการรับเช็คให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมอบให้แก่โจทก์ไปโดยที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกัน เชื่อได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่ได้ลงวันที่ในเช็คพิพาทนั้น ในข้อนี้โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้กรอกข้อความทุกอย่างในเช็คพิพาท ซึ่งไม่มีเหตุผลอันใดที่โจทก์จะเบิกความเท็จในข้อนี้เพราะแม้เช็คพิพาทไม่ลงวันที่ออกเช็ค ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 วรรคห้า ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้สิทธิโจทก์ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายกระทำการโดยสุจริตสามารถจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงได้เองอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริงก็น่าจะมีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือมาแสดงนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาท ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค มิได้ฟ้องให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน จึงไม่จำต้องมีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ดังนั้น เมื่อภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลย แต่พยานหลักฐานของจำเลยรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 900 วรรคหนึ่ง ม. 914 ม. 989 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโช วิภวพรรุจี
จำเลย — นายอุทิศ เสริฐศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายชาญ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ชื่อองค์คณะ
ภาติยะ ดวงมณี
ประยูร ณ ระนอง
อุดม สิทธิวิรัชธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18325/2556
#559131
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในคราวเดียวกัน จำเลยจะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกามายังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 ด้วย ทั้งต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 จำเลยจะเลือกอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลไปยังศาลอุทธรณ์เพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ กรณีต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,159,392.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาพร้อมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไป 30 วัน ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2550 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2550 ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไปอีก 30 วัน ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ และต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้เป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2550" ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไปอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2550 ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในวันเดียวกันนั้น

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา จำเลยยื่นฎีกาพร้อมยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2550 ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอ และต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้เป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2550" ครั้นวันที่ 21 สิงหาคม 2550 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาออกไปอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2550 ให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในวันเดียวกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยยื่นฎีกาและยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในคราวเดียวกัน จำเลยจะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกามายังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ด้วย ทั้งต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 จำเลยจะเลือกอุทธรณ์เฉพาะคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมศาลไปยังศาลอุทธรณ์เพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ กรณีต้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ดังกล่าว ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 247 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทหลักทรัพย์ เอบีเอ็น แอมโร เอเซีย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวารุณี ชัยกุลเสรีวงศ์หรือชัยกุลเสรีวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนุรักษ์ บุญนิธี
ศาลอุทธรณ์ — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พันวะสา บัวทอง
นวลน้อย ผลทวี
พิศล พิรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18324/2556
#562527
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์ทำกับจำเลยนั้น จำเลยมีหน้าที่บริหารจัดการกองทุนและดำเนินการต่าง ๆ แทนโจทก์ ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการกับตัวแทน หาใช่เป็นความผูกพันในฐานะผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างทำของไม่ ซึ่งในเรื่องตัวการตัวแทนนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยตกลงกันไว้ว่า หากจำเลยบริหารจัดการกองทุนโจทก์ได้รับผลประโยชน์ในอัตราเฉลี่ยต่อปีของผลประโยชน์รวมทั้งหมดของกองทุนก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยไม่รวมเงินบริจาคต่ำกว่าอัตราผลประโยชน์ที่จำเลยรับประกัน จำเลยจะชดเชยเงินที่ขาดนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 379 นั่นเอง เมื่อถือว่าเป็นเบี้ยปรับแล้ว ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 198,561,414.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 180,095,464.56 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 40,000 บาท

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มีคณะกรรมการ 11 คน ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของกองทุน และเป็นผู้แทนของกองทุนในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ส่วนจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2532 จำเลยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการจัดการลงทุน และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538 โจทก์ทำสัญญาแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยจำเลยจะได้รับค่าตอบแทนจากการจัดการกองทุนปีละ 1 ครั้ง ในอัตราร้อยละ 0.50 ของผลประโยชน์ของกองทุน และจำเลยมีหน้าที่จัดการกองทุนและนำเงินกองทุนไปแสวงหาประโยชน์ตามที่จำเลยเห็นสมควรภายใต้ข้อบังคับของกองทุนและตามกฎหมาย คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับใด ๆ เกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยจำเลยตกลงรับประกันต่อโจทก์ว่า เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 3 ปี นับแต่วันทำสัญญา กองทุนจะมีอัตราผลประโยชน์เฉลี่ยต่อปีของผลประโยชน์รวมทั้งหมดของกองทุนไม่ต่ำกว่าอัตราผลประโยชน์ที่รับประกัน คือ ไม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี อัตราหนึ่ง หรือไม่ต่ำกว่าอัตราร้อยละ 3.5 บวกด้วยอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ประกาศกำหนดในระยะเวลา 3 ปี อีกอัตราหนึ่ง แล้วแต่อัตราใดจะสูงกว่ากัน หากจัดการได้ผลประโยชน์เฉลี่ยดังกล่าวต่ำกว่าผลประโยชน์ที่รับประกัน จำเลยต้องจ่ายชดเชยจำนวนเงินส่วนต่างของจำนวนเงินผลประโยชน์รวมทั้งหมดของกองทุนกับจำนวนเงินผลประโยชน์ที่รับประกันให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ในการคำนวณผลประโยชน์ของกองทุนให้คิดคำนวณโดยตีราคาหลักทรัพย์ต่าง ๆ ของกองทุนตามราคาตลาดของหลักทรัพย์นั้นในวันที่ครบกำหนด 3 ปี นับแต่วันทำสัญญา จำนวนเงินผลประโยชน์ที่รับประกันดังกล่าวจำเลยตกลงให้คำนวณจากเงินกองทุน (ซึ่งได้กำหนดให้เงินกองทุน หมายถึง "เงินที่สมาชิกจ่ายสะสมและเงินที่ธนาคารจ่ายสมทบ รวมทั้งเงินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีผู้อุทิศให้ และผลประโยชน์จากเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าว") อัตราผลประโยชน์ที่รับประกันและระยะเวลา ทั้งนี้เป็นไปตามตัวอย่างวิธีการคำนวณที่จัดทำบันทึกไว้ท้ายสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จำเลยเริ่มจัดการกองทุนตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2538 เป็นต้นมา ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2541 โจทก์ส่งมอบเงินกองทุนเก่าเป็นเงินสดจำนวน 2,660,868,730.78 บาท (คู่ความรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544) ให้จำเลยเพื่อนำไปลงทุนหาผลประโยชน์เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2538 และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่งเงินสะสมส่วนของสมาชิกและเงินสมทบส่วนของธนาคารเข้ากองทุนตามกำหนดระยะเวลาทุกเดือนตามสัญญาและข้อบังคับกองทุน โดยได้เริ่มต้นจ่ายเงินเข้ากองทุนงวดแรกตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2538 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายก่อนครบกำหนดระยะเวลาจัดการกองทุนตามสัญญา รวมเป็นเงินที่จ่ายสะสมและจ่ายสมทบจำนวน 1,294,879,135.11 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ส่งให้จำเลยนำไปจัดการหาผลประโยชน์ตลอดระยะเวลา 3 ปี ทั้งสิ้น 3,955,747,865.89 บาท จำเลยนำเงินกองทุนไปลงทุนในกิจการหลายอย่างได้แก่ การลงทุนเป็นเงินฝาก ตั๋วเงิน หุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น และพันธบัตรรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 3 ปี ตามสัญญา เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตามสัญญาแล้ว ปรากฏว่าอัตราผลประโยชน์ที่ได้รับประกันที่คำนวณได้จากอัตราร้อยละ 3.5 บวกด้วยอัตราเฉลี่ยของดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 12 เดือน ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ประกาศกำหนดในระหว่างเวลา 3 ปี ดังกล่าว เมื่อคำนวณตามวิธีการตามบันทึกท้ายสัญญามีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 13.61 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราผลประโยชน์ที่รับประกันอีกอัตราหนึ่งที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 12.75 ต่อปี จึงต้องใช้อัตราผลประโยชน์ที่รับประกันที่อัตราร้อยละ 13.61 ต่อปี เป็นเกณฑ์ในการคำนวณผลประโยชน์ที่รับประกัน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2541 จำเลยจัดแสดงรายงานการจัดการกองทุนว่า เงินกองทุนของโจทก์รวมทั้งสินทรัพย์ทั้งหมดมีมูลค่าจำนวน 4,568,041,945.70 บาท และปรากฏว่าผลประโยชน์เฉลี่ยต่อปีของผลประโยชน์รวมของกองทุนต่ำกว่าผลประโยชน์ที่จำเลยรับประกัน จำเลยคำนวณผลประโยชน์ที่รับประกันตามสัญญาแล้วอ้างว่า จำเลยต้องจ่ายเงินชดเชยผลประโยชน์ให้โจทก์อีกเป็นเงิน 126,048,479.18 บาท จำเลยได้หักเงินค่าจัดการกองทุนเป็นจำนวน 1,517,476.72 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจำนวน 118,710 บาท คงเหลือเงินที่ชดเชยให้โจทก์จำนวน 124,412,292.46 บาท และจำเลยจ่ายเงินผลประโยชน์จำนวน 124,412,292.46 บาท ให้แก่โจทก์ และในวันที่ 26 มิถุนายน 2541 ได้จ่ายเงินให้โจทก์อีกจำนวน 8,455,921.83 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 132,868,214.29 บาท

ก่อนจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยก่อนว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์ทำกับจำเลยนั้น จำเลยมีหน้าที่บริหารจัดการกองทุนและดำเนินการต่าง ๆ แทนโจทก์ ความผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการกับตัวแทน หาใช่เป็นความผูกพันในฐานะผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างทำของไม่ ซึ่งในเรื่องตัวการตัวแทนนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหายได้ภายในอายุความ 10 ปี ซึ่งเมื่อนับจากวันที่สัญญาสิ้นสุดจนถึงวันฟ้องยังไม่เกินกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นประการต่อไปว่า ข้อตกลงที่กำหนดให้จำเลยรับผิดในส่วนต่างระหว่างผลประโยชน์ของกองทุนกับจำนวนเงินผลประโยชน์ที่รับประกันเป็นข้อตกลงกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้าตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยตกลงกันไว้ว่า หากจำเลยบริหารจัดการกองทุนโจทก์ได้รับผลประโยชน์ในอัตราเฉลี่ยต่อปีของผลประโยชน์รวมทั้งหมดของกองทุนก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยไม่รวมเงินบริจาคต่ำกว่าอัตราผลประโยชน์ที่จำเลยรับประกัน จำเลยจะชดเชยเงินที่ขาดนั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่จะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 นั่นเอง เมื่อถือว่าเป็นเบี้ยปรับแล้ว ถ้าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามมาตรา 383 ที่ศาลอุทธรณ์ลดเบี้ยปรับลงโดยคำนึงถึงทางได้เสียของคู่ความ และสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์และของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส จี สินเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ
ศาลอุทธรณ์ — นายปกรณ์ วงศาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18303/2556
#559334
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 โดยขอให้ลงโทษสถานเบาและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 371 ริบของกลาง และให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 360/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย แต่ปฏิเสธข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 371 การกระทำของจำเลยทั้งสาม (ที่ถูก เฉพาะจำเลยที่ 3) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเป็นความผิดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสามและลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ มาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน จนถึงชั้นพิจารณาก็เป็นเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ขณะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้และมาเบิกความยืนยันความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยตนเอง ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 120,000 เม็ด หนัก 10,752.770 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,867.407 กรัม ซึ่งตามสภาพและลักษณะแห่งความผิดย่อมเป็นภัยร้ายแรงต่อประชาชนโดยทั่วไป อาจก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมและเกิดอาชญากรรมเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้เสพ รัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการป้องกันผลร้ายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมต่อไป เห็นสมควรลงโทษสถานหนัก คดีจึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สำหรับจำเลยที่ 3 เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกฐานมีและพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนมาเรียงกระทงลงโทษได้อีก คงให้ลงโทษประหารชีวิตแต่เพียงสถานเดียว ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองพะเยาร่วมกันวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสาม แล้วจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเงินสด 3,300,000 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ และจับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 120,000 เม็ด น้ำหนัก 10,752.770 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2,867.407 กรัม เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหานี้จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และมีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่ พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 โดยขอให้ลงโทษสถานเบาและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 245 วรรคสอง มิได้วินิจฉัยเพราะจำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน และยกฎีกาของจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายบรรยา แซ่ย่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายประสาทพร เสริมศิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18297 -ที่ 18298/2556
#562510
เปิดฉบับเต็ม

กระบวนการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเป็นกระบวนการทางเลือก หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียเลือกที่จะใช้สิทธิยื่นขอให้มีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ แล้ว ย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่ตนเลือกใช้สิทธิและไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดและนำคดีขึ้นสู่ศาลตามมาตรา 72 และ 74 และไม่อาจนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้อีก เพราะหากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องร้องได้อีกก็จะมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มีการพิสูจน์สิทธิในเรื่องเดียวกันซ้ำซ้อน

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์โจทก์ที่ 1 แสดงว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 อาจเป็นการประดิษฐ์ที่มีข้อถือสิทธิและรูปลักษณะของสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันที่อาจทำให้แต่ละฝ่ายเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากอีกบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรโดยตรง ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ที่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ฉ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์ที่ 1 ต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบพิสูจน์การประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรว่ามีลักษณะตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ตามที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิเลือกให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงจะนำคดีฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้พิจารณาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 72 และ 74 เมื่อปรากฏว่าในขณะยื่นฟ้องยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งผลการตรวจสอบของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้โจทก์ที่ 1 ทราบ และโจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่ 1 ที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ได้อีก โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องโดยไม่ปรากฏรายละเอียดพอที่จะแสดงให้เห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 มีอยู่โดยตรง และเป็นการโต้แย้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 อ้างในคำฟ้อง หากจะฟังว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ที่ 2 จะอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 เนื่องจากขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ และกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 ละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 2 ถูกยึดและขัดขวางการจำหน่าย ผลิตซึ่งเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 2 มาด้วยก็ตาม หากเป็นจริงก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะบุคคลใด ๆ ที่จะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ขึ้นอ้างในกรณีที่จะถูกบังคับใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเท่านั้น ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่คำฟ้องของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 65 นว วรรคสอง แต่เป็นการที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสำคัญ โดยอ้างเหตุการจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ทั้งหมดหรือบางส่วนและให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ทันทีเมื่อคดีถึงที่สุด หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

สำนวนหลังโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ 35/2522 และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930

จำเลยทั้งสองทั้งสองสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ที่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ 35/2552 แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้จำเลยที่ 2 โดยยังไม่มีการตรวจสอบความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์ก่อนตามเงื่อนไขของกฎหมายสากล ย่อมเป็นการไม่ชอบ นอกจากนั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว ให้สิทธิแก่บุคคลใดก็ได้ที่เห็นว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์ สามารถฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้ โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องและที่โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่ผู้ยื่นคำขอให้ตรวจสอบ จึงไม่ถือว่าคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 นั้น ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องว่า อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามมาตรา 65 ทวิ ซึ่งความไม่สมบูรณ์ดังกล่าวบุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้น หรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้ การที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องที่มุ่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเป็นสำคัญ หาใช่เป็นปัญหาตามมาตรา 65 ฉ มาตรา 72 และมาตรา 74 ไม่ โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 65 นว นั้น เห็นว่า การขอรับอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้กำหนดเงื่อนไขในวิธีการได้มาและการสิ้นสุดด้วยการปฏิเสธคำขอหรือการให้เพิกถอนซึ่งอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ไว้ในหมวด 3 ทวิ ซึ่งมีเงื่อนไขในกระบวนการพิจารณาคำขอรับอนุสิทธิบัตรแยกต่างหากจากการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการประดิษฐ์และสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ซึ่งบัญญัติไว้ในหมวด 2 โดยมีข้อกำหนดในกระบวนการพิจารณาและการตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตรโดยฝ่ายพนักงานเจ้าหน้าที่น้อยกว่ากระบวนการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และให้ความคุ้มครองในสิทธิตามอนุสิทธิบัตรซึ่งมีระยะเวลาที่สั้นกว่าการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ด้วยการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความใหม่ของการประดิษฐ์ที่สามารถใช้ประยุกต์ได้ในทางอุตสาหกรรมตามมาตรา 65 ทวิ แล้วเสนอให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 เบญจ โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อคัดค้านในคำขอเสียก่อนดังเช่นคำขอรับสิทธิบัตรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 และให้ความคุ้มครองสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเพียง 6 ปี นับแต่วันขอรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 สัตต ทั้งนี้เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์ในเครื่องใช้ไม้สอยใหม่ ๆ (Utility Model) ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทางอุตสาหกรรมออกเปิดเผยสู่สังคมอันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป แต่กฎหมายก็ได้สร้างกลไกกำหนดวิธีการตรวจสอบอนุสิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ภายหลัง โดยในช่วงระยะเวลาภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนและการออกอนุสิทธิบัตร ให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ในสิ่งประดิษฐ์อันเนื่องมาจากที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้นโดยตรง อาจร้องขอให้มีการตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ฉ อันเป็นการสร้างสมดุลในกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการได้รับอนุสิทธิบัตรวิธีทางหนึ่งโดยกระบวนการภาครัฐ ซึ่งจะมีกลไกการตรวจสอบความใหม่ของการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตร การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและของคณะกรรมการสิทธิบัตรและการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดแจ้ง ตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 72 และมาตรา 74 หรืออีกวิธีทางหนึ่งได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการสามารถฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ หากอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์เพราะขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ รวมถึงคำขอรับอนุสิทธิบัตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 14 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 นว ซึ่งกระบวนการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรทั้งสองวิธีดังกล่าวเป็นกระบวนการทางเลือก หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียเลือกที่จะใช้สิทธิยื่นขอให้มีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ แล้ว ย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่ตนเลือกใช้สิทธิและไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดและนำคดีขึ้นสู่ศาลตามมาตรา 72 และมาตรา 74 และไม่อาจนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้อีก เพราะหากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องร้องได้อีกก็จะมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มีการพิสูจน์สิทธิในเรื่องเดียวกันซ้ำซ้อน คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 0503000579 ชื่อแสดงการประดิษฐ์ เครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นคำขอที่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 และมาตรา 17 มาตรา 77 เบญจ และมาตรา 77 ฉ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 จำเลยที่ 1 จึงรับจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 0603000750 ชื่อแสดงการประดิษฐ์ ตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นว่า เป็นคำขอที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำขอของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงรับจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์โจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกัน แสดงว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 อาจเป็นการประดิษฐ์ที่มีข้อถือสิทธิและรูปลักษณะของสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันที่อาจทำให้แต่ละฝ่ายเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากอีกบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรโดยตรง ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้ร้องขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ที่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ฉ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ได้ โดยโจทก์ที่ 1 ต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบพิสูจน์การประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรว่ามีลักษณะตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ตามที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิเลือกให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงจะนำคดีฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้พิจารณาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 72 และมาตรา 74 เมื่อปรากฏว่าในขณะยื่นฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้โจทก์ที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 และโจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร อันเป็นขั้นตอนลำดับถัดไป คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่ 1 ที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930ของจำเลยที่ 2 ได้อีก โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2547 นายณัฐวัฒน์ ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำมันอัตโนมัติ โดยได้ต้นแบบแนวคิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นเอเชีย ต่อมาในปี 2550 จึงก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 2 เพื่อผลิตจำหน่ายหรือมีไว้ซึ่งสินค้าที่มีรูปลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับสินค้าของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏรายละเอียดอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการประดิษฐ์ของโจทก์ที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิ หรือการอ้างอิงถึงชื่อแสดงสิ่งประดิษฐ์ประเภทใด หรือการมีข้อถือสิทธิหรือองค์ประกอบหรือรูปแบบลักษณะของการประดิษฐ์เช่นไร พอที่จะแสดงให้เห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 มีอยู่เนื่องจากการที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้นโดยตรง และเป็นการโต้แย้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 อ้างในคำฟ้องทั้งทางนำสืบของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้ก็ได้ความเพียงเท่าที่โจทก์ที่ 2 ได้บรรยายฟ้องไว้นั้นในกรณีเช่นนี้ หากจะฟังว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามที่โจทก์ที่ 2 อ้างในอุทธรณ์ ก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 ดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 65 นว แม้โจทก์ที่ 2 จะอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 เนื่องจากขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ และกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 ละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 2 ถูกยึดและขัดขวางการจำหน่ายผลิตซึ่งเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 2 มาด้วยก็ตาม หากเป็นจริงก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะบุคคลใด ๆ ที่จะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ขึ้นอ้างในกรณีที่จะถูกบังคับใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเท่านั้น ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 2 แล้ว เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่คำฟ้องของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 ตาม มาตรา 65 นว วรรคสอง แต่เป็นการที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสำคัญ โดยอ้างเหตุแห่งการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 ไม่มีความใหม่เนื่องจากเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ได้เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 65 ทวิ ม. 65 เบญจ ม. 65 ฉ ม. 65 สัตต ม. 65 นว ม. 65 ทศ ม. 72 ม. 74
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสินี สุวรรณสิทธิ์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18292/2556
#562641
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะทราบว่าโจทก์ประกอบกิจการซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายแก่ลูกค้าของโจทก์ต่อไปก็ตาม แต่ก็ไม่แน่ว่าโจทก์จะตกลงขายสินค้าแก่ลูกค้าไว้ก่อน หรือมีข้อผูกพันที่จะต้องชำระค่าปรับแก่ลูกค้าของโจทก์แล้วหรือไม่ การที่จำเลยไม่ส่งสินค้าแก่โจทก์ตามสัญญาซื้อขาย จนเป็นเหตุให้โจทก์ต้องชำระค่าปรับแก่ลูกค้าของโจทก์ จึงมิใช่ค่าเสียหายที่คาดหมายไว้ว่าจะต้องเกิดขึ้นเสมอไปอันถือได้ว่าเป็นค่าเสียหายในพฤติการณ์พิเศษซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดต่อเมื่อได้คาดหมายหรือควรคาดหมายถึงพฤติการณ์เช่นนั้นก่อนแล้ว ทั้งตามพยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ทราบหรือคาดคิดหรือควรคาดคิดมาก่อนแล้วว่าหากจำเลยไม่ส่งสินค้าให้โจทก์แล้ว โจทก์ต้องเสียค่าปรับแก่ลูกค้า จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายส่วนนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 222 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 438,222.60 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,220,780.22 ปอนด์อียิปต์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 410,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,142,159 ปอนด์อียิปต์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 21,869 ปอนด์อียิปต์ และ 410,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 มีนาคม 2552) ต้องไม่เกิน 78,621.22 ปอนด์อียิปต์ และ 28,222.60 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2551 จำเลยออกใบเสนอราคาสินค้าสารโซเดียม ไตร โพลี ฟอสเฟต 1,000 เมตริกตัน ราคาเมตริกตันละ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 1,300,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ โจทก์ตกลงสั่งซื้อสินค้าจากจำเลยตามใบเสนอราคาดังกล่าว กำหนดส่งสินค้า 500 เมตริกตันแรก ในกลางเดือนเมษายน 2551 และอีก 500 เมตริกตัน ในต้นเดือนพฤษภาคม 2551 และต่อมามีการตกลงแก้ไขกำหนดส่งสินค้าเป็นส่ง 1,000 เมตริกตัน ภายในวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 แต่จำเลยปฏิบัติผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าแก่โจทก์ตามกำหนดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย โดยโจทก์ตกลงขายสินค้าแก่ลูกค้ารายหนึ่งไว้ในราคาเมตริกตันละ 1,515.14 ดอลลาร์สหรัฐ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ต้องขาดกำไรอันควรได้จากการขายสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายเพียงเฉพาะกรณีที่โจทก์ตกลงขายสินค้าแก่ลูกค้ารายบริษัทอาฟฟิโก เทรดดิ้ง ฟอร์ ฟรี โซน 500 เมตริกตัน ในราคาเมตริกตันละ 1,515.14 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาที่ตกลงซื้อจากจำเลยไว้ในราคาเมตริกตันละ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นค่าขาดกำไรเมตริกตันละ 215.14 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินรวม 107,570 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้โดยระบุชัดว่าเป็นค่าขาดกำไร อันหมายถึงค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ควรได้รับหากจำเลยไม่ผิดสัญญา จึงไม่ใช่ค่าเสียหายอันเกิดจากการที่โจทก์ต้องซื้อสินค้าใหม่แพงขึ้น ดังนี้ จึงต้องพิจารณาความเสียหายตามข้อเท็จจริงว่าโจทก์ควรขายสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยได้เท่าใด สูงกว่าราคาที่ตกลงซื้อจากจำเลยเพียงใดเป็นสำคัญ ซึ่งตามพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏเพียงว่าโจทก์ตกลงขายสินค้าแก่บริษัทอาฟิโก เทรดดิ้ง ฟอร์ ฟรี โซน ในราคาที่คิดต่อเมตริกตันได้ เมตริกตันละ 1,515.14 ดอลลาร์สหรัฐ ดังกล่าวแล้วเท่านั้น จึงน่าจะพอแสดงให้เห็นได้ เพียงว่าโจทก์มีโอกาสขายสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยได้ไปในราคาดังกล่าว เท่านั้น ดังนี้จึงเชื่อว่าโจทก์ขาดกำไรจากสินค้าที่สั่งซื้อจากจำเลยอีก 500 เมตริกตัน เป็นจำนวนเท่า ๆ กัน กับที่ขาดกำไรจากการที่โจทก์ตกลงขายสินค้า 500 เมตริกตันแรก ให้แก่บริษัทอาฟิโก เทรดดิ้งฟอร์ ฟรี โซน เป็นเงิน 107,570 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นค่าขาดกำไรสำหรับสินค้า 1,000 เมตริกตัน จำนวน 215,140 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 410,000 ดอลลาร์สหรัฐ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินในส่วนค่าขาดกำไรแก่โจทก์จำนวน 215,140 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเงินที่ต้องชำระเป็นค่าใช้จ่ายในการขอให้ธนาคารออกเลตเตอร์ออฟเครดิต จำนวน 21,869 ปอนด์อียิปต์ รวมทั้งดอกเบี้ยของเงินต้นทั้งหมดที่ต้องชำระ การคิดอัตราแลกเปลี่ยนหากชำระเป็นเงินไทยและค่าฤชาธรรมเนียมในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทลูน่า ฟอร์ อินดัสเตรียล อินเวสเมนต์ส เอส.เอ.อี.
จำเลย — บริษัทอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18180/2556
#554872
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) เป็นความผิดเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วตั้งแต่ผู้ให้กู้ให้กู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การชำระดอกเบี้ยต่อเนื่องกันมาเป็นผลของการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2541 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 95 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 83 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอัศฐาพร ผู้เสียหาย ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกับพวกให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกับพวกปลอมเอกสารสิทธิจำคุก 1 ปี รวมลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ความผิดฐานร่วมกันให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2541 นายกุศล กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้เงิน 40,000 บาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อเดือน และโจทก์ร่วมมอบบัตรเอ.ที.เอ็ม. ให้ไว้ นายกุศลได้ใช้บัตรเอ.ที.เอ็ม. ของโจทก์ร่วมถอนเงินจากธนาคารชำระเป็นค่าดอกเบี้ยตลอดมาจนถึงวันที่ 23 กันยายน 2546 เห็นว่า พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 (ก) บัญญัติว่า "บุคคลใดให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ท่านว่าบุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา...." ดังนี้ ความผิดฐานให้บุคคลอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดสาระสำคัญจึงอยู่ที่ผู้ให้กู้ให้กู้เงินโดยเรียกหรือคิดเอาดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามที่กฎหมายกำหนด การกระทำความผิดดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและสำเร็จแล้วในทันทีที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วนที่นายกุศลพวกของจำเลยที่ 1 ใช้บัตรเอ.ที.เอ็ม. ของโจทก์ร่วมถอนเงินจากธนาคารชำระเป็นค่าดอกเบี้ยตลอดมาจนถึงวันที่ 23 กันยายน 2546 เป็นเพียงผลของการที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ใช่เป็นความผิดต่อเนื่องตราบเท่าที่จำเลยที่ 1 กับพวกยังคงเรียกเก็บเงินค่าดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดจากโจทก์ร่วมแต่อย่างใด และความผิดฐานนี้มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันให้โจทก์ร่วมกู้เงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จึงเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีจึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 95 (4)
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางอัศฐาพร แสวงรู้หรือกงเหิน
จำเลย — นายจิรพันธ์ ยมจินดา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสมศักดิ์ ประกอบแสงสวย
ศาลอุทธรณ์ — นายนพพร โพธิรังสิยากร
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักด์ ทองภักดี
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18103/2556
#559126
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท ค. ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและเป็นลูกค้าโจทก์ซึ่งประกอบอาชีพขายเครื่องวัสดุก่อสร้าง ได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างมานานถึง 10 ปี เมื่อปี 2550 บริษัท ว. ได้ว่าจ้างบริษัท ค. ก่อสร้างโรงแรมเซ็นเตอร์พ้อยซ์ เรสสิเด้นท์ หลังสวน โดยบริษัท ค. ได้รับเงินสนับสนุนจากจำเลยในรูปของสินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น โดยทำตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นหลักฐานตามบันทึกข้อตกลงกับสัญญารับชำระหนี้ และจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันค่าวัสดุก่อสร้างที่บริษัท ค. สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ในวงเงิน 5,000,000 บาท บริษัท ค. ได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์หลายครั้ง และชำระเงินด้วยตนเองต่อมาบริษัท ค. ประสบภาวะขาดทุน ไม่มีเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย จนกระทั่งกลางปี 2551 โจทก์งดขายวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัท ค. ขณะนั้นมีหนี้ค้างชำระโจทก์ 10,000,000 บาท หลังจากโจทก์งดสั่งวัสดุก่อสร้าง โจทก์โดย ธ. จำเลยโดย อ. ตัวแทน บริษัท ค. และบริษัท ว. ประชุมร่วมกันเพื่อให้การก่อสร้างดำเนินต่อไป จำเลย โดย อ. ทำหนังสือสนับสนุนการเงินแก่บริษัท ค. จากนั้น โจทก์ได้ส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัท ค. และโจทก์ได้รับค่าวัสดุก่อสร้างเป็นแคชเชียร์เช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายรวม 12 ฉบับ ต่อมาระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2553 โจทก์ส่งวัสดุก่อสร้างให้บริษัท ค. เป็นเงิน 1,139,520 บาท แต่ไม่ได้รับชำระโจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของบริษัท ค. และโจทก์ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายกลางมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ค.

การที่บริษัท ค. สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างโดยตรงไม่ผ่านจำเลย แต่จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันไว้และการชำระสินค้าบริษัท ค. ก็ชำระค่าสินค้าโดยตรงแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์งดส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัท ค. เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนไม่มีเงินหมุนเวียนจนต้องมีการประชุมระหว่างฝ่ายโจทก์ จำเลย บริษัท ค. และบริษัท ว. เพื่อให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปและฝ่ายจำเลยได้ออกหนังสือยืนยันสนับสนุนทางการเงิน นอกจากนี้วิธีการสั่งซื้อสินค้าและชำระค่าสินค้าก็เปลี่ยนไป ดังจะเห็นได้จากแคชเชียร์เช็ค 12 ฉบับ เป็นแคชเชียร์เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ซึ่งก็เป็นภายหลังที่มีการตกลงดังกล่าวหาก อ. ตัวแทนของจำเลยไม่รับรองต่อ ธ. ตัวแทนโจทก์และที่ประชุม ทั้งยังมีเอกสารยืนยันสนับสนุนทางการเงินแล้วโจทก์คงไม่ส่งวัสดุก่อสร้างให้บริษัท ค. ซึ่งปรากฏว่าจำเลยได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์เป็นแคชเชียร์เช็คถึง 12 ฉบับ อันเป็นการชำระหนี้ตามข้อตกลงในที่ประชุมนั่นเอง อ. พยานจำเลยเบิกความยอมรับว่า การสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจำเลยกำหนดขั้นตอนการสั่งซื้อโดยบริษัท ค. ต้องแจ้งให้จำเลยทราบโดยตัวแทนของจำเลยจะลงลายมือชื่อในช่อง ACKNOWLEDGE ก่อนที่บริษัท ค. จะส่งใบสั่งซื้อสินค้าให้แก่โจทก์ อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของ ธ. ยิ่งกว่านั้นใบสั่งซื้อสินค้า ใบส่งของ ใบวางบิล และใบรับใบวางบิลระหว่างวันที่ 16 พ.ค. 2552 ถึงวันที่ 26 ม.ค. 2553 ก็มีลายมือชื่อของตัวแทนจำเลยในช่อง ACKNOWLEDGE ตรงมุมบนของเอกสารดังที่ ธ. และ อ. เบิกความ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยโดย อ. ตกลงชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแก่โจทก์แทนบริษัท ค. จริง

การที่จำเลยตกลงชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแทนบริษัท ค. และใบสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ตัวแทนของจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่ออนุมัติให้บริษัท ค. สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์และโจทก์ได้ส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัท ค. กับมีการขอรับชำระค่าสินค้าโดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เช่นนี้ จึงเป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของบริษัท ค. ที่มีต่อโจทก์ จึงเป็นสัญญาประเภทหนึ่งระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่งเป็นคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ จำเลยต้องรับผิดชำระค่าวัสดุก่อสร้างตามฟ้อง อย่างไรก็ตามปรากฏว่าโจทก์ได้ไปขอรับชำระค่าวัสดุก่อสร้างในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัท ค. ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุมัติให้โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ซึ่งเป็นมูลหนี้ค่าวัสดุรายเดียวกัน ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดเงื่อนไขให้ชำระหนี้คดีนี้ไว้เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,239,736 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,139,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 1,139,520 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างและเป็นลูกค้าของโจทก์ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายเครื่องวัสดุก่อสร้าง ได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างมานานประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดกรณีพิพาทคดีนี้เมื่อต้นปี 2550 บริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ว่าจ้างบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างโรงแรมเซ็นเตอร์พ้อยซ์ แอนด์ เรสสิเด้นท์ หลังสวนโดยบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากจำเลยในรูปของสินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น โดยทำตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นหลักฐาน ตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2550 และวันที่ 29 ตุลาคม 2551 วงเงิน 30,000,000 บาท และ 50,000,000 บาท กับสัญญารับชำระหนี้ ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 วันที่ 18 มิถุนายน 2552 วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และวันที่ 26 สิงหาคม 2552 วงเงิน 30,000,000 บาท 10,000,000 บาท 10,000,000 บาท และ 15,000,000 บาท และจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันค่าวัสดุก่อสร้างที่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) สั่งซื้อจากโจทก์ในวงเงิน 5,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 26 มกราคม 2549 และบันทึกต่ออายุสัญญาค้ำประกันลงวันที่ 18 มกราคม 2550 และวันที่ 30 มกราคม 2551 บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์หลายครั้ง และชำระเงินด้วยตนเอง ต่อมาบริษัทเทค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ประสบภาวะขาดทุนไม่มีเงินชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายจนกระทั่งกลางปี 2551 โจทก์งดขายวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยขณะนั้นค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงินกว่า 10,000,000 บาท หลังจากโจทก์งดส่งวัสดุก่อสร้างแล้วฝ่ายโจทก์โดยนายธงชัย ฝ่ายจำเลยโดยนายอรรถสิทธิ์ บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้ประชุมร่วมกันเพื่อให้การก่อสร้างดำเนินต่อไป โดยจำเลยยังสนับสนุนการเงินอยู่ แล้วจำเลยโดยนายอรรถสิทธิ์ได้มีหนังสือถึงโจทก์ว่ายังสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)ตามหนังสือสนับสนุนทางการเงิน ลงวันที่ 11 กันยายน 2551 หลังจากนั้นโจทก์ได้ส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และได้รับชำระค่าวัสดุก่อสร้างเป็นแคชเชียร์เช็คที่จำเลยเป็นผู้สั่งจำเลยรวม 12 ฉบับ ตามแคชเชียร์เช็ค (12 ฉบับ) ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2553 โจทก์ส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) คิดเป็นเงิน 1,139,520 บาท แต่ไม่ได้รับชำระค่าสินค้า โจทก์มีหนังสือทวงถามจากจำเลยตามหนังสือทวงถาม (ฉบับที่ 1) จำเลยได้มีหนังสือโต้แย้ง วันที่ 7 มิถุนายน 2553 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ตามคดีหมายเลขดำที่ ฟ. 29/2552 หมายเลขแดงที่ ฟ. 15/2553 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 19,287,087.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,586,782.95 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งศาลล้มละลายกลาง และหมายแจ้งคำสั่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยโดยนายอรรถสิทธิ์ ตกลงชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแก่โจทก์แทนบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไม่ โจทก์มีนายธงชัย เบิกความว่า เมื่อโจทก์งดส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้มีการประชุมเมื่อประมาณปี 2551 ระหว่างฝ่ายโจทก์ จำเลย บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการเซ็นเตอร์พ้อยส์ แอนด์เรสสิเด้นท์หลังสวน ที่ว่าจ้างให้บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) สร้างโรงแรมในโครงการดังกล่าว นายอรรถสิทธิ์ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยได้พูดรับรองในที่ประชุมว่าจำเลยยังคงสนับสนุนการเงินแก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อไป โดยจำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าวัสดุก่อสร้างแก่โจทก์ จากนั้นบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างต่อ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2551 จำเลยโดยนายอรรถสิทธิ์ได้มีหนังสือลงวันที่ 11 กันยายน 2551 ถึงโจทก์ยืนยันสนับสนุนเงินทุนทางการเงินแก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปจนเสร็จ แต่ในการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างและชำระค่าวัสดุก่อสร้างนั้น บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะต้องส่งใบสั่งซื้อแต่ละฉบับไปให้จำเลยทำการตรวจสอบรายการก่อนเมื่อตัวแทนของจำเลยอนุมัติจะลงลายมือชื่อ หลังจากนั้น บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะส่งใบสั่งซื้อทางโทรสารแก่โจทก์ เมื่อโจทก์ส่งวัสดุก่อสร้างแล้ว บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะทำหลักฐานการรับสินค้าและให้โจทก์ออกใบวางบิล (ใบแจ้งหนี้) ให้ชำระภายใน 30 วัน แล้วบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะรวบรวมใบวางบิลโดยออกหลักฐานการรับใบวางบิลเพื่อให้โจทก์นำไปยื่นขอรับเงินจากจำเลยซึ่งจำเลยได้ชำระค่าสินค้าเป็นแคชเชียร์เช็คระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน ตามสำเนาแคชเชียร์เช็ค (12 ฉบับ) เห็นว่า คำเบิกความของนายธงชัยเป็นไปตามลำดับขั้นตอน มีเหตุมีผลและมีเอกสารสนับสนุนมีน้ำหนักให้รับฟัง กล่าวคือ บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์โดยตรงไม่ผ่านจำเลย แต่จำเลยจะทำสัญญาค้ำประกันไว้ และการชำระค่าสินค้า บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ก็ชำระค่าสินค้าโดยตรงแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์งดส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เนื่องจากประสบภาวะขาดทุนไม่มีเงินหมุนเวียนจนต้องมีการประชุมระหว่างฝ่ายโจทก์ จำเลย บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไปและฝ่ายจำเลยได้ออกหนังสือยืนยันสนับสนุนทางการเงิน นอกจากนี้วิธีการสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าก็เปลี่ยนไป ดังจะเห็นได้จากแคชเชียร์เช็คตามสำเนาแคชเชียร์เช็ค (12 ฉบับ) ก็เป็นแคชเชียร์เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นภายหลังจากที่มีการตกลงดังกล่าว หากนายอรรถสิทธิ์ไม่รับรองต่อนายธงชัยและที่ประชุม ทั้งยังมีเอกสารยืนยันสนับสนุนทางการเงินแล้วโจทก์คงไม่ส่งวัสดุก่อสร้างให้บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็ปรากฏว่าจำเลยได้ชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์เป็นแคชเชียร์เช็คถึง 12 ฉบับ อันเป็นการชำระหนี้ตามข้อตกลงในที่ประชุมนั่นเอง นายอรรถสิทธิ์พยานจำเลยก็เบิกความยอมรับว่า การสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจำเลยกำหนดขั้นตอนการสั่งซื้อโดยบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ต้องแจ้งให้จำเลยทราบโดยตัวแทนของจำเลยจะลงลายมือชื่อในช่อง ACKNOWLEDGE ก่อนที่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะส่งใบสั่งซื้อสินค้าให้แก่โจทก์ อันเป็นการเจือสมกับคำเบิกความของนายธงชัย ยิ่งกว่านั้นใบสั่งซื้อสินค้า ใบส่งของ ใบวางบิล และใบรับใบวางบิล ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2553 ก็มีลายมือชื่อของตัวแทนจำเลยในช่อง ACKNOWLEDGE ตรงมุมบนเอกสารดังที่นายธงชัยและนายอรรถสิทธิ์เบิกความ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยโดยนายอรรถสิทธิ์ตกลงชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแก่โจทก์แทนบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จริง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยตกลงชำระค่าวัสดุก่อสร้างแทนบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และใบสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ตัวแทนของจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่ออนุมัติให้บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) สั่งซื้อวัสดุก่อสร้างจากโจทก์และโจทก์ได้ส่งวัสดุก่อสร้างให้แก่บริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) กับมีการขอรับชำระค่าสินค้าโดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังวินิจฉัยมาแล้ว เช่นนี้ จึงเป็นการที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผูกพันตนเข้าชำระหนี้ของบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีต่อโจทก์ จึงเป็นสัญญาประเภทหนึ่งระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งคู่สัญญากระทำด้วยความสมัครใจ เมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่าโจทก์ได้ไปขอรับชำระค่าวัสดุก่อสร้างในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุมัติให้โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ซึ่งเป็นมูลหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างรายเดียวกัน จึงเห็นควรกำหนดเงื่อนไขให้ชำระหนี้คดีนี้ไว้เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี

พิพากษายืน แต่ถ้าโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทเค - เทค คอนสตรัคชั่นจำกัด (มหาชน) แล้ว จำนวนเท่าใด ก็ให้ภาระหนี้ของจำเลยในคดีนี้ลดลงจำนวนเท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท พี. โอเวอร์ซีส์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายคมกริช วรรณไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18055/2556
#562633
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นที่บริษัทผู้เสียหายซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางโปรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมามีการนำเช็คที่ถูกลักไปเข้าบัญชีของ ป. ที่ธนาคาร ก. สาขาสมุทรปราการ ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ เพื่อเรียกเก็บเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัทผู้เสียหายที่ธนาคาร ก. สาขาปู่เจ้าสมิงพราย ตั้งอยู่ที่ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป รวมทั้งเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (3) (4) ซึ่งพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้เป็นผู้รับคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้จึงมีอำนาจสอบสวนและโอนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนต่อไป เมื่อจับจำเลยได้ตามหมายจับ การสอบสวนดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 266, 268, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเช็ค 1 ฉบับ ราคา 15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 226 (4), 268 วรรคแรก, 335 (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 5 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาเช็คเป็นเงิน 15 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า คดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงไม่ลดโทษให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนที่จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า นายสมภพ เป็นพนักงานส่งเอกสารของบริษัทฮีดากาโยโก เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้เสียหายซึ่งดูแลระบบการเงินและบัญชีของบริษัทฮีดากา รีไซเคิล อ๊อฟ เอเชีย จำกัด และบริษัทในเครือ นายสมภพลักแบบพิมพ์เช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปู่เจ้าสมิงพราย เลขที่ 3200341 ของบริษัทฮีดากา รีไซเคิล อ๊อฟ เอเชีย จำกัด ซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เสียหายและต่อมามีผู้นำเช็คฉบับดังกล่าวซึ่งระบุจำนวนเงิน 850,035 บาท ลงวันที่สั่งจ่ายและปลอมลายมือชื่อนายยาซูโอะ ผู้มีอำนาจลงนามในเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่นายประดิษฐ์พงษ์ ฝากเข้าบัญชีของนายประดิษฐ์พงษ์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ เพื่อเรียกเก็บเงินแทนและธนาคารตามเช็คหลงเชื่อว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงจึงโอนเงินตามเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของนายประดิษฐ์พงษ์และมีการถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากในเวลาต่อมา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่คัดค้านว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนและบริษัทผู้เสียหายไม่มีอำนาจร้องทุกข์ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้นอ้างว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ ที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้รับคำร้องทุกข์และต่อมาได้โอนการสอบสวนไปให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการสอบสวน จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งทนายจำเลยยังได้ถามค้านพนักงานสอบสวนพยานโจทก์เกี่ยวกับขั้นตอนการสอบสวนดังกล่าว และจำเลยยังยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อคัดค้านของจำเลยทั้งสองข้อดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยโดยเหตุผลว่า เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นและศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาทั้งสองข้อดังกล่าวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษา สำหรับปัญหาข้อแรกเรื่องเขตอำนาจสอบสวนนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่า ความผิดฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นที่บริษัทผู้เสียหายซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางโปรง อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมามีการนำเช็คฉบับดังกล่าวไปเข้าบัญชีของนายประดิษฐ์พงษ์ ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสมุทรปราการ ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการ เพื่อเรียกเก็บเงินจากบัญชีเงินฝากของบริษัทผู้เสียหายที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาปู่เจ้าสมิงพราย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้ กรณีจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป รวมทั้งเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (3) (4) ซึ่งพนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ เมื่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้เป็นผู้รับคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสำโรงใต้จึงมีอำนาจสอบสวนและโอนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรปราการเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนต่อไป เมื่อจับจำเลยได้ตามหมายจับ การสอบสวนดังกล่าวมาข้างต้นจึงเป็นการสอบสวนที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบรับฟังว่า การที่นายสมภพลักเช็คของบริษัทฮีดากา รีไซเคิล อ๊อฟ เอเชีย จำกัด ซึ่งอยู่ในครอบครองของบริษัทฮีดากาโยโก เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้เสียหาย เกิดจากการที่จำเลยบอกนายสมภพให้นำเช็คไปให้จำเลยเพื่อปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายนำไปเรียกเก็บเงิน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมในขณะที่นายสมภพกระทำความผิดหรือแบ่งแยกหน้าที่อย่างใดในการลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยใช้ให้นายสมภพกระทำความผิด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ จึงลงโทษจำเลยได้เพียงฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เท่านั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อนึ่ง เมื่อจำเลยเป็นผู้สนับสนุนนายสมภพในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว จำเลยเป็นผู้ปลอมเช็คโดยกรอกข้อความและจำนวนเงินในเช็คกับปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค แล้วนำเช็คดังกล่าวไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็ค แล้วได้รับเงิน 850,035 บาท ไป เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อจะได้เงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของบริษัทฮีดากา รีไซเคิล อ๊อฟ เอเชีย จำกัด เป็นหลัก การกระทำต่าง ๆ เป็นเพียงวิธีการเพื่อจะให้ได้เงินไปเท่านั้น แม้การกระทำแต่ละอย่างจะเป็นความผิดแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 334 ประกอบมาตรา 86 เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมจึงให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 19 (3) ม. 19 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
นายสุทธิโชคหรือสิทธิโชค
จำเลย — หรือหนึ่ง สมจิตรไตรรัตน์ หรือศรีชัยรัชต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17872/2556
#562520
เปิดฉบับเต็ม

ภ. ได้นำหนังสือเดินทางและสมุดบัญชีคู่ฝากเงินของโจทก์ กับใบมอบฉันทะให้เบิกถอนเงินซึ่งมีการปลอมลายมือชื่อโจทก์มายื่นถอนเงิน ณ. พนักงานของจำเลยตรวจสอบเอกสารแล้วลงลายมือชื่อในช่องผู้รับ ผู้บันทึกรายการเป็นคนแรก แล้วนำเอกสารดังกล่าวให้ ส. ตรวจสอบอีกครั้ง แต่ ส. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบอำนาจในใบถอนเงิน จึงน่าสงสัยว่า ส. ได้ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินแล้วจริงหรือไม่ กรณีชาวต่างชาติมอบฉันทะให้ถอนเงินในบัญชีจนหมดหรือเกือบหมด พนักงานจำเลยจะโทรศัพท์สอบถามเจ้าของบัญชีก่อน ส. เบิกความว่า โทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในคำขอเปิดบัญชีแต่ติดต่อไม่ได้ ญ. เบิกความว่า โทรศัพท์ติดต่อกับโจทก์แต่ติดต่อไม่ได้ เห็นว่า พยานจำเลยมีแต่พนักงานจำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ มีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พนักงานจำเลยผู้รับฝากเงินมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้ และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าของจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ ปัญหาต่อไปว่าโจทก์มีส่วนผิดด้วยหรือไม่ โจทก์เก็บสมุดคู่ฝากและหนังสือเดินทางกับบัตรเอทีเอ็มไว้ในกระเป๋าเดินทางซึ่งเก็บอยู่ในห้องพัก เอกสารดังกล่าวถูกลักไปจากห้องพักโดยการงัดกระเป๋าเดินทาง เห็นว่า โจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังโดยการเก็บเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ส่วนกุญแจห้องพักสำรองนั้น ภ. ไปยืมกุญแจจากพี่ชายไปไขเข้าห้องพักของโจทก์และลักเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว หาใช่โจทก์มอบกุญแจสำรองให้ ภ. กรณียังถือไม่ได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เช่นกัน ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินที่ถูกถอนไปแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 393,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 393,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 มิถุนายน 2553) ต้องไม่เกิน 46,668.75 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นชาวต่างชาติ โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์กับจำเลย สาขาสวนพลู ต่อมานายภูริภัตน์ น้องภริยาโจทก์นำหนังสือเดินทางของโจทก์และสมุดคู่ฝากไปถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ โดยปลอมลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินและใบมอบฉันทะ พนักงานของจำเลยดำเนินการเบิกถอนเงิน 393,000 บาท จากบัญชีของโจทก์ ให้แก่นายภูริภัตน์ไป ครั้นโจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อขอทำสมุดคู่ฝากเล่มใหม่อ้างว่า สมุดคู่ฝากเล่มเดิมสูญหาย โจทก์จึงทราบว่า เงินในบัญชีของโจทก์เหลืออยู่เพียง 336.20 บาท โจทก์ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่นายภูริภัตน์ เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโจทก์ตรงช่อง "เจ้าของบัญชี" และ "เจ้าของบัญชีผู้มอบฉันทะ" ในใบถอนเงินของกลาง เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ในคำขอเปิดบัญชีเงินฝาก ขอใช้บริการบัตรอิเล็กทรอนิกส์และตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ที่เขียนต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้วปรากฏว่ามีคุณสมบัติของการเขียน รูปลักษณะของลายมือชื่อแตกต่างกัน ผู้เชี่ยวชาญจึงลงความเห็นว่า ไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันตามรายงานการตรวจพิสูจน์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยมีนางสาวณัชญ์ ผู้รับเอกสารจากนายภูริภัตน์และนางสุดารัตน์ พนักงานอำนวยการอาวุโส ทำหน้าที่บริการลูกค้ามาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า นายภูริภัตน์ได้นำหนังสือเดินทางโจทก์ บัตรประจำตัวประชาชนของนายภูริภัตน์ สมุดคู่ฝาก ใบมอบฉันทะให้เบิกถอนเงินซึ่งได้มีการกรอกข้อความมาครบถ้วนมายื่น นางสาวณัชญ์ได้ตรวจสอบเอกสารแล้วได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับ ผู้บันทึกรายการเป็นคนแรกในการรับลูกค้า แล้วนางสาวณัชญ์ได้นำเอกสารดังกล่าวให้นางสุดารัตน์ตรวจสอบอีกครั้ง นางสุดารัตน์ได้ตรวจสอบลายมือชื่อที่ลงไว้ด้านหลังในสมุดคู่ฝากว่า เหมือนกับลายมือชื่อในใบถอนเงินหรือไม่ เมื่อพบว่าลายมือชื่อเหมือนกัน นางสุดารัตน์จะต้องลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบอำนาจ แต่นางสุดารัตน์ได้เบิกความตอบคำถามค้านว่า พยานไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับมอบอำนาจในใบถอนเงิน จึงน่าสงสัยว่า นางสุดารัตน์ได้ตรวจสอบลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินแล้วจริงหรือไม่ และเกี่ยวกับเรื่องการมอบฉันทะให้ไปถอนเงินนี้ นางสาวนัทธมน ผู้จัดการจำเลย สาขาสวนพลู ได้เบิกความตอบคำถามค้านว่า ในกรณีชาวต่างชาติมอบฉันทะให้ถอนเงินในบัญชีจนหมด พนักงานจำเลยจะโทรศัพท์สอบถามเจ้าของบัญชีก่อน ในกรณีของโจทก์ที่เบิกถอนเงินจากบัญชีเกือบหมด พนักงานจำเลยจะต้องสอบถามเจ้าของบัญชีเช่นเดียวกัน นางสุดารัตน์เบิกความว่า พยานได้โทรศัพท์ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ให้ไว้ในคำขอเปิดบัญชีของโจทก์แล้วแต่ติดต่อไม่ได้ ส่วนนางสาวณัชญ์ได้เบิกความตอบคำถามค้านว่า พยานได้สอบถามหมายเลขโทรศัพท์ของโจทก์จากนายภูริภัตน์ และโทรศัพท์ติดต่อกับโจทก์ตามหมายเลขที่ได้รับแต่ติดต่อไม่ได้ แต่โจทก์ได้เบิกความตอบคำถามติงว่า พนักงานจำเลยไม่ได้โทรศัพท์สอบถามโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ไว้กับจำเลย แต่ผู้ที่แนะนำโจทก์ไปเปิดบัญชีได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ของผู้นั้นไว้ โจทก์สอบถามผู้ที่แนะนำโจทก์ไปเปิดบัญชีแล้วได้รับแจ้งว่า พนักงานจำเลยไม่ได้โทรศัพท์ไปบอก เห็นว่า พยานจำเลยคงมีแต่พนักงานจำเลยมาเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนซึ่งมีน้ำหนักน้อยรับฟังไม่ได้ และข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของนางสุดารัตน์ว่า พยานเคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการตรวจสอบลายมือชื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พนักงานจำเลยผู้รับฝากเงินมิได้ใช้ความระมัดระวังและใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้ และสมควรจะต้องใช้ในกิจการค้าของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 659 วรรคสาม จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินให้แก่โจทก์ ปัญหามีว่าโจทก์มีส่วนผิดด้วยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ประมาทเลินเล่อ ไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาสมุดคู่ฝากและหนังสือเดินทางของโจทก์ ทั้งยังให้กุญแจสำรองแก่นายภูริภัตน์ โจทก์จึงมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์เก็บสมุดคู่ฝากและหนังสือเดินทางกับบัตรเอทีเอ็มไว้ในกระเป๋าเดินทางซึ่งเก็บอยู่ในห้องพัก เอกสารดังกล่าวถูกลักไปจากห้องพักโดยการงัดกระเป๋าเดินทาง โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า เหตุที่โจทก์มิได้นำหนังสือเดินทางติดตัวตลอดเนื่องจากโจทก์เป็นคนหลงลืม จึงถือสำเนาเอกสารติดตัวแทน เห็นว่า โจทก์ได้ใช้ความระมัดระวังโดยการเก็บเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว ส่วนกุญแจห้องพักสำรองนั้น โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า กุญแจห้องพักมี 3 ชุด อยู่ที่โจทก์ 1 ชุด ภริยาโจทก์ 1 ชุด และภริยาโจทก์ได้ทำกุญแจสำรองให้พี่ชายอีก 1 ชุด นายภูริภัตน์ไปยืมกุญแจจากพี่ชายไปไขเข้าห้องพักของโจทก์และลักเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าว หาใช่โจทก์มอบกุญแจสำรองให้นายภูริภัตน์ ดังที่จำเลยฎีกา กรณียังถือไม่ได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์เช่นกัน ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่า โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดคืนเงินที่ถูกถอนไปแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 659 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคิม ปิง แมน
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายธนกฤต กมลวัทท์
ชื่อองค์คณะ
สมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
สิงห์พล ละอองมณี
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17868/2556
#559316
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการขับรถของทั้งสองฝ่ายว่าฝ่ายใดประมาทยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังตามสมควรย่อมต้องมองเห็นรถจักรยานยนต์ที่ ก. ขับมาและต้องชะลอความเร็วไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน ขณะเดียวกัน ก. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ย้อนเส้นทางเดินรถออกจากซอยก็จะต้องหยุดรถดูว่ามีรถแล่นมาทางด้านขวาหรือไม่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับออกไป แต่ทั้งจำเลยที่ 1 และ ก. หาได้กระทำไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และ ก. ประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 2,300,032 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นมารดาของนายกฤษณ์ ผู้ตาย จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธ - 6542 กรุงเทพมหานคร (ป้ายแดง) ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ 2 มาตามถนนในซอยสุขุมวิท 26 แล้วเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ยขว กรุงเทพมหานคร 96 ซึ่งมีนายกฤษณ์ เป็นผู้ขับ และนางสาวหนูกรานต์กับนางสาวอนุศยา นั่งซ้อนท้ายที่บริเวณปากซอยย่อยที่เชื่อมระหว่างถนนพละพงศ์พานิชกับถนนซอยสุขุมวิท 26 เป็นเหตุให้นายกฤษณ์ถึงแก่ความตาย และนางสาวหนูกรานต์กับนางสาวอนุศยาได้รับบาดเจ็บ และรถจักรยานยนต์ที่นายกฤษณ์ยืมมาจากนางประชุม ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้นายกฤษณ์ถึงแก่ความตาย และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์มีนางสาวอนุศยาเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ถนนซอยที่นายกฤษณ์ขับรถจักรยานยนต์เพื่อลัดออกสู่ซอยสุขุมวิท 26 เป็นถนนรถแล่นทางเดียว แต่นายกฤษณ์ขับรถจักรยานยนต์ย้อนศร และเมื่อนายกฤษณ์ขับรถจักรยานยนต์มาถึงปากซอยได้เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกเข้าถนนซอยสุขุมวิท 26 พยานเห็นแสงไฟหน้ารถยนต์ที่แล่นมาด้านขวาจึงบอกให้นายกฤษณ์ระวัง นายกฤษณ์บอกว่าเห็นแล้ว ทันใดนั้นรถยนต์ก็ชนรถจักรยานยนต์ที่ด้านท้ายข้างขวาบริเวณท่อไอเสียและชนถูกบริเวณขาขวาของพยานด้วย ซึ่งจากคำเบิกความของพยานดังกล่าวขณะเกิดเหตุนั้น รถจักรยานยนต์ได้เลี้ยวซ้ายออกจากซอยแล้ว และมีนายปิยะพงศ์ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้ง เบิกความสนับสนุนว่า วันเกิดเหตุหลังรับแจ้งเหตุรถชนกันพยานได้เดินทางไปที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ที่นายกฤษณ์ขับได้รับความเสียหายที่ล้อหลังค่อนข้างมาก แม้ล้อหลังยังติดอยู่กับตัวรถ แต่มีลักษณะห้อยเกือบจะหลุดออกจากตัวรถ และพบผู้บาดเจ็บ 3 คน อยู่ห่างจากทางแยกพอสมควร ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุมาตามถนนซอยสุขุมวิท 26 ด้วยความเร็วประมาณ 40 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เมื่อขับมาถึงหน้าปากซอยย่อยที่เชื่อมระหว่างถนนพละพงศ์พานิชกับถนนซอยสุขุมวิท 26 นายกฤษณ์ขับรถจักรยานยนต์ย้อนศรออกมาจากปากซอยที่ตัดกับถนนซอยสุขุมวิท 26 ด้วยความเร็วและพุ่งชนรถยนต์ของจำเลยที่ 1 โดยล้อด้านหน้าชนที่บริเวณบังโคลนหน้าซ้าย แต่เมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแล้ว ไม่ปรากฏว่ารถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายที่ด้านหน้า และเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับตามภาพถ่ายแล้ว เห็นว่ารถยนต์ได้รับความเสียหายที่บริเวณกันชนหน้าด้านซ้ายใกล้กับดวงไฟหน้าซ้าย โดยมีรอยบุบซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับท่อไอเสียของรถจักรยานยนต์ที่นายกฤษณ์ขับ ซึ่งก็ปรากฏรอยบุบยุบที่บริเวณใกล้ปลายท่อไอเสียด้วย เป็นการเจือสมกับคำเบิกความของนางสาวอนุศยา พยานโจทก์ซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ท้ายสุดที่เบิกความว่า พยานถูกเฉี่ยวชนที่ขาขวา และเจือสมกับคำเบิกความของนายปิยะพงศ์ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ้งพยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานคนกลางที่ไปถึงที่เกิดเหตุหลังเกิดเหตุไม่นานที่ว่า เห็นรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหายที่ล้อหลังค่อนข้างมาก ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ภาพถ่ายรถจักรยานยนต์แล้วเห็นได้ว่ารถจักรยานยนต์ถูกชนทางด้านขวาค่อนไปด้านหลัง โดยโช้กอัพรถจักรยานยนต์ในภาพมีเพียงข้างเดียวเท่านั้น จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่นายกฤษณ์ขับที่บริเวณด้านท้ายข้างขวาใกล้ปลายท่อไอเสียจริง แต่โดยเหตุที่นายกฤษณ์เป็นฝ่ายขับรถจักรยานยนต์ย้อนเส้นทางเดินรถออกจากซอยแยกย่อยเพื่อลัดเข้าสู่ถนนซอยสุขุมวิท 26 อันเป็นการกระทำโดยประมาทด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ในการขับรถของทั้งสองฝ่ายว่า ฝ่ายใดประมาทยิ่งหย่อนกว่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าหากจำเลยที่ 1 ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ย่อมต้องมองเห็นรถจักรยานยนต์ที่นายกฤษณ์ขับมาและต้องชะลอความเร็วไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน ขณะเดียวกันนายกฤษณ์ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ย้อนเส้นทางเดินรถออกจากซอยก็จะต้องหยุดรถดูว่า มีรถแล่นมาทางด้านขวาหรือไม่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับออกไป แต่ทั้งจำเลยที่ 1 และนายกฤษณ์หาได้กระทำไม่ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และนายกฤษณ์ประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรุ่ง เกียรติประทุม
จำเลย — นายอมัน กุลกุฎาธาร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอดิศักดิ์ เทียนกริม
ศาลอุทธรณ์ — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
ไมตรี สุเทพากุล
กิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา