คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11428 -ที่ 11429/2556
#554741
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินเลขที่ดิน 106 และ 107 มีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารบนที่ดินจนเต็มพื้นที่ โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้ หากจะใช้ทางดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ขณะที่ใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับเป็นการสะดวกมากกว่า เพราะที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นที่ดินว่างเปล่า และมีระยะทางออกสู่ทางสาธารณะใกล้ที่สุด ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายน้อยที่สุด โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องขอผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ และเนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคท้าย บัญญัติให้ผู้มีสิทธิจะผ่านทางจำเป็นต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 3 ในคราวเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ด้วย แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้ให้การและฟ้องแย้งในเรื่องค่าทดแทนไว้ก็ตาม มิฉะนั้นจำเลยที่ 3 ก็คงต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ และโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 3 ก็จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงซ้ำในเรื่องที่เคยนำสืบมาแล้ว ซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามเปิดทางจำเป็นตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องมีความกว้าง 4 เมตร ยาวประมาณ 45 เมตร ตลอดแนวที่ดินทางด้านตะวันออกของที่ดินจำเลยทั้งสาม เพื่อให้โจทก์ทั้งสองถมที่ดินทำถนนเป็นทางให้รถยนต์เข้าออกถนนรัตนาธิเบศร์อันเป็นทางสาธารณะ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ที่กีดขวางตลอดแนวทางจำเป็น ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนรั้วลวดหนามที่สร้างกีดขวางตลอดแนวทางจำเป็น ห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการใด ๆ อันเป็นการกีดขวางทางจำเป็น หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอน ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลสั่งให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจรื้อถอนได้เอง ให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนทางจำเป็นให้แก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามเพื่อจดทะเบียนทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยทั้งสาม

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่า หากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าทดแทนตารางวาละ 500,000 บาท และชดใช้ค่าขาดประโยชน์ปีละ 500,000 บาท

จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ว่า ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เปิดทางด้านทิศตะวันออกกว้าง 3.5 เมตร ผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 2000 เลขที่ดิน 99 ตำบลบางรักใหญ่ (บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 24803 เลขที่ดิน 163 ตำบลบางรักใหญ่ (บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ของจำเลยที่ 3 ตั้งแต่แนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 3 ด้านทิศเหนือไปยังที่ดินของจำเลยที่ 2 ด้านทิศใต้ติดกับถนนรัตนาธิเบศร์ เพื่อให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2002 เลขที่ดิน 97 ตำบลบางรักใหญ่ (บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ทั้งสองเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนรั้วลวดหนามในที่ดินของจำเลยที่ 2 ที่ปิดกั้นทางจำเป็น ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ที่กีดขวางทางจำเป็น ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนความเสียหายให้แก่จำเลยที่ 2 ปีละ 50,000 บาท นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าโจทก์ทั้งสองจะหมดความจำเป็นใช้ทาง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ตกเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ไม่ขัดแย้งกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 2002 เนื้อที่ 2 ไร่ 96 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2000 เนื้อที่ 2 งาน 18 ตารางวา จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 24803 เลขที่ดิน 163 ตำบลบางรักใหญ่ (บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน ที่ดินของโจทก์ทั้งสองติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ 3 ทางทิศใต้ และที่ดินของจำเลยที่ 3 ติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ทางทิศใต้ต่อเนื่องกันไป โดยที่ดินของจำเลยที่ 2 ติดกับถนนรัตนาธิเบศร์ และข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่า เดิมที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินเลขที่ดิน 106 และเลขที่ดิน 107 ซึ่งถูกแบ่งแยกไป

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะที่จะต้องเรียกร้องเอาทางเดินได้เฉพาะบนที่ดินแปลงที่ได้แบ่งแยกเท่านั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาแผนที่สังเขป ที่ดินเลขที่ดิน 107 ติดต่อกับที่ดินของศาลเจ้าและที่ดินเลขที่ดิน 111 โดยไม่ได้ติดต่อกับทางสาธารณะ ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ทั้งสองว่า ที่ดินที่หมายเลข 106 และ 107 ในแผนที่สังเขปไม่ติดกับทางสาธารณะ จะมีที่ดินของศาลเจ้ากั้นอยู่ ที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า ที่ดินที่มีหมายเลข 111 ตามแผนที่สังเขปถูกแบ่งออกเป็นถนนซอยป่าไม้อุทิศ ยังเหลือเนื้อที่ห่างจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 แปลงหมายเลข 110 ประมาณ 3 เมตร ก็ดี หรือเบิกความต่อไปว่า ที่ดินที่มีหมายเลข 107 ตามแผนที่สังเขปนั้น เดิมเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ดินหมายเลข 106 ต่อมาได้มีการแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกไป ที่ดินที่มีหมายเลข 107 นั้น ติดกับที่ดินของศาลเจ้า ถนนซอยป่าไม้อุทิศนั้นจะติดกับที่ดินของศาลเจ้าก็ดี หรือเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 3 ว่า ถนนซอยป่าไม้อุทิศนั้นได้ก่อสร้างเข้าไปในที่ดินแปลงที่มีหมายเลข 111 ซอยดังกล่าวจะผ่านหน้าศาลเจ้า แต่จะผ่านที่ดินแปลงที่มีหมายเลข 107 หรือไม่อย่างไร ไม่ทราบ ก็ดีนั้น ก็ไม่ปรากฏข้อความใดในคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวที่ยอมรับว่าที่ดินเลขที่ดิน 107 ติดกับถนนซอยป่าไม้อุทิศ อีกทั้งไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ที่ดินเลขที่ดิน 111 ถูกแบ่งแยกเป็นถนนซอยป่าไม้อุทิศเมื่อใด อันจะถือว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองขณะยังเป็นที่ดินแปลงใหญ่ก่อนถูกแบ่งแยกนั้นเป็นที่ดินที่ติดกับทางสาธารณะ ที่ดินของโจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่จะต้องเรียกร้องเอาทางเดินจำเป็นได้เฉพาะของที่ดินเลขที่ดิน 106 และ 107 ที่ได้แบ่งแยกเท่านั้น เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ โจทก์ทั้งสองจะเรียกร้องขอผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง โดยโจทก์ทั้งสองจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามมาตรา 1349 วรรคสาม นั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินเลขที่ดิน 106 และ 107 ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารปลูกบนที่ดินจนเต็มพื้นที่ โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้ หากจะใช้ทางดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ขณะที่ใช้ทางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับเป็นการสะดวกมากกว่า เพราะที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นที่ดินว่างเปล่า และมีระยะทางออกสู่ทางสาธารณะที่ใกล้ที่สุด จึงสะดวกและเหมาะสมที่จะทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เสียหายน้อยที่สุด โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องขอทางผ่านที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า มีเหตุสมควรให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 2 ปีละเท่าใด เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดทางจำเป็นกว้าง 3.5 เมตร ตลอดแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทางทิศตะวันออกจนถึงถนนรัตนาธิเบศร์ตามแผนที่สังเขป ซึ่งเป็นทางผ่านสู่ทางสาธารณะที่ใกล้และสะดวกแก่โจทก์ทั้งสอง ถือว่าโจทก์ทั้งสองได้รับประโยชน์เป็นอย่างมากแล้ว เมื่อคำนึงถึงว่าถนนรัตนาธิเบศร์เป็นถนนขนาดใหญ่ เดินทางได้โดยสะดวก เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ ย่อมทำให้ที่ดินที่ติดกับถนนสายนี้มีราคาสูง แต่ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทน แก่จำเลยที่ 2 เป็นเงินปีละ 50,000 บาท นั้นเป็นค่าทดแทนที่สูงเกินสมควร ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน และเนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคท้าย บัญญัติให้ผู้มีสิทธิจะผ่านทางจำเป็น ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 3 ในคราวเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 3 จะไม่ได้ให้การและฟ้องแย้งในเรื่องค่าทดแทนไว้ก็ตาม มิฉะนั้นจำเลยที่ 3 ก็คงต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 3 ก็จะต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงซ้ำในเรื่องที่เคยนำสืบมาแล้วซึ่งหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าทดแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 30,000 บาท ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองใช้ทางจำเป็นไปจนกว่าจะหมดความจำเป็นในการใช้ทาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1349 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนิตยา นิลเพ็ชร์หรือคงคำ กับพวก
จำเลย — นายเปรื่อง แย้มฉิม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายประพันธ์ ดลนิมิตสกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11414/2556
#554955
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นเทศบาลอันมีฐานะเป็นนิติบุคคล และตาม พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 48 เตรส กำหนดให้นายกเทศมนตรีรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายกเทศมนตรีเป็นผู้แทนของเทศบาลจำเลยที่ 1 ความประสงค์ของเทศบาลจำเลยที่ 1 ย่อมแสดงออกโดยผ่านจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อเทศบาลจำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยเกิดจากการแสดงออกของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าการกระทำอันเป็นความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วยและไม่อาจปัดความผิดไปให้ผู้อื่นได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117, 118 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และปรับจำเลยทั้งสองโดยคำนวณตามพื้นที่ของสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลงในคลองระแหง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง, 118 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ปรับคนละ 113,400 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับคนละ 75,600 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีสมาชิกสภาเทศบาลประกอบเป็นเทศบาลและมีฐานะเป็นนิติบุคคล การลงมติเพื่อกระทำการใดได้กระทำโดยสมาชิกสภาเทศบาล จำเลยที่ 2 ลงนามตามมติของสมาชิกสภาเทศบาล หากการกระทำดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายก็เป็นเรื่องของมติของสมาชิกสภาเทศบาลและตัวสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมลงมติเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย หาใช่จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนนิติบุคคลไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเทศบาลอันมีฐานะเป็นนิติบุคคล และตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 48 เตรส กำหนดให้นายกเทศมนตรีรับผิดชอบในการบริหารราชการของเทศบาลให้เป็นไปตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ในฐานะนายกเทศมนตรีเป็นผู้แทนของเทศบาลจำเลยที่ 1 ความประสงค์ของเทศบาลจำเลยที่ 1 ย่อมแสดงออกโดยผ่านจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อเทศบาลจำเลยที่ 1 กระทำผิดโดยเกิดจากการแสดงออกของจำเลยที่ 2 จึงต้องถือว่าการกระทำอันเป็นความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย และไม่อาจปัดความผิดไปให้ผู้อื่นได้ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ส่วนสมาชิกสภาเทศบาลที่เข้าร่วมประชุมและมีมติให้กระทำการอันเป็นความผิดจะมีความผิดดังที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นหรือไม่นั้น เมื่อสมาชิกสภาเทศบาลดังกล่าวมิได้ถูกดำเนินคดีในคดีนี้ด้วย ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปพิจารณาว่ากล่าวแยกต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องด้วยนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ม. 117 วรรคหนึ่ง ม. 118
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 ม. 48 เตรส
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
จำเลย — เทศบาลตำบลระแหง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสุรชัย พิริยชนานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
พันวะสา บัวทอง
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11408/2556
#554930
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันมีข้อความระบุว่า โจทก์ตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริงของสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2539 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 460,000 บาท การค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวหากผู้กู้เบิกใช้ไม่เต็มวงเงินตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ไม่มีสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกัน หรือสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง ให้ถือว่าหนังสือค้ำประกันนี้เป็นอันสิ้นผลโดยทันที หรือให้ถือว่าวงเงินค้ำประกันตามวรรคแรกลดลงตามส่วนตามแต่กรณีไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันไว้จำนวน 540,000 บาท ชำระต้นเงินไปแล้วจำนวน 350,000 บาท คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมลดลงตามส่วนจากยอดต้นเงินคงเหลือจำนวน 650,000 บาท โดยนำหลักประกันที่จดทะเบียนจำนองไว้จำนวน 540,000 บาท มาหักออกจากยอดต้นเงินคงเหลือตามที่สัญญาค้ำประกันระบุไว้เป็นหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 110,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามจำนวนหนี้ที่สัญญาค้ำประกันกำหนดไว้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 514,128.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 497,071.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,071.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548) ต้องไม่เกิน 17,057.05 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 350,000 บาทให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปแล้ว คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ แต่โจทก์กลับชำระต้นเงินจำนวน 325,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำขอรับค่าประกันชดเชยจำนวน 172,071.92 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 497,071.92 บาทให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งควบรวมกิจการกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแทนจำเลยที่ 1 โดยทางพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาเป็นไปเลยว่าเหตุใดโจทก์จึงต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัญญาค้ำประกันแล้วมีข้อความระบุว่าโจทก์ตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริงของสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2539 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 460,000 บาท การค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวหากผู้กู้เบิกใช้ไม่เต็มวงเงินตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ไม่มีสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกัน หรือสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง ให้ถือว่าหนังสือค้ำประกันนี้เป็นอันสิ้นผลโดยทันที หรือให้ถือว่าวงเงินค้ำประกันตามวรรคแรกลดลงตามส่วนตามแต่กรณีไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 1,000,000 บาทและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันไว้จำนวน 540,000 บาท ชำระต้นเงินไปแล้วจำนวน 350,000 บาท คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมลดลงตามส่วนจากยอดต้นเงินคงเหลือจำนวน 650,000 บาท โดยนำหลักประกันที่จดทะเบียนจำนองไว้จำนวน 540,000 บาทมาหักออกจากยอดต้นเงินคงเหลือตามที่สัญญาค้ำประกันระบุไว้เป็นหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 110,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามจำนวนหนี้ที่สัญญาค้ำประกันกำหนดไว้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม
จำเลย — นายทิวา ไชยวงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายพัฒนพงษ์ นวลศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11407/2556
#554836
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้แก่จำเลยโดยผิดหลง ทำให้จำเลยได้รับเงินเกินไปโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และทำให้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้แบ่งให้แก่เจ้าหนี้ และผู้มีส่วนได้เสียเสียเปรียบ โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีสิทธิเรียกเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยเพื่อนำไปจ่ายแก่ผู้มีสิทธิต่อไป เป็นการเรียกเงินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลตามกฎหมายในการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อเจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียได้รับการชดใช้จากลูกหนี้ตามขั้นตอนของการบังคับคดีแพ่ง เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 295,379.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยยื่นฟ้องนายจรูญพงษ์หรือฐาปกรณ์ ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งศาลดังกล่าวได้พิพากษาให้นายจรูญพงษ์หรือฐาปกรณ์แบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้จำเลยครึ่งหนึ่ง นายจรูญพงษ์หรือฐาปกรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลดังกล่าวจึงได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกขายทอดตลาด จำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 640,000 บาท โดยมีเจ้าหนี้บุริมสิทธิซึ่งจะได้รับชำระหนี้ก่อนเป็นเงิน 590,554 บาท และจำเลยจะได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายทอดตลาดในคดีและเงินวางค่าใช้จ่ายเพียง 5,599.09 บาท แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงิน 300,979 บาท ให้แก่จำเลยโดยผิดหลง ทำให้จำเลยได้รับเงินเกินไปจำนวน 295,379.91 บาท โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายและทำให้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้แบ่งให้แก่เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียเสียเปรียบ โจทก์ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายจึงมีสิทธิเรียกเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยเพื่อนำไปจ่ายแก่ผู้มีสิทธิต่อไป ดังนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์กระทำการตามอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบังคับคดีแพ่งในการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้ออกจำหน่ายเพื่อให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียได้รับการชดใช้จากลูกหนี้อย่างเป็นธรรม และได้จ่ายเงินส่วนแบ่งจากการขายทอดตลาดในคดีและเงินวางค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 เรื่อง การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่เนื่องจากมีการทำบัญชีที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ทำให้จำเลยได้รับเงินเกินไป กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยได้มาซึ่งเงินเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ หรือด้วยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นลาภมิควรได้ ซึ่งโจทก์จะต้องฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากจำเลยภายในอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 หากแต่เป็นการเรียกเงินอันเนื่องมาจากการที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ตามคำพิพากษาของศาลและตามกฎหมายในการรวบรวมและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียได้รับการชดใช้จากลูกหนี้ตามขั้นตอนของการบังคับคดีแพ่ง เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อคำบรรยายฟ้องของโจทก์ซึ่งจำเลยไม่ได้โต้แย้งได้ความว่า โจทก์จ่ายเงินให้จำเลยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ต่อมาวันที่ 27 เมษายน 2552 ได้มีการแจ้งให้จำเลยนำส่งคืนเงินภายหลังจึงได้มีการรายงานข้อเท็จจริงให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 แล้วโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 คดีนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ 10 ปี ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการจัดการในฐานะผู้แทนของโจทก์หรือได้รับมอบหมายจากโจทก์หรือไม่ต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง อนึ่ง คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธเพียงว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โดยไม่ได้ให้การปฏิเสธในประเด็นอื่น ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ดังนั้นต้องถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องของโจทก์ จึงไม่มีประเด็นอื่นที่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลฎีกาเห็นควรพิพากษาคดีไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีอีก

พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 295,379.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมบังคับคดี
จำเลย — นางธนัญญา สุวีรพรหรืออนันตวุฒิกุลหรือบุญจูง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงอุบลราชธานี — นายศุภชัย ประไพนพ
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สมควร วิเชียรวรรณ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11401/2556
#559341
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 อยู่ที่วันออกเช็ค คือ วันที่สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คนั้น ถ้าเช็ครายใดผู้ออกเช็คไม่ได้ลงวันที่ออกเช็ค ก็ไม่มีทางที่จะให้ผู้ออกเช็คทราบได้ว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นในวันใด ซึ่งวันนั้นผู้ออกเช็คจะได้เตรียมเงินไว้ในบัญชีธนาคารอันจะพึงจ่ายตามเช็คนั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เช็คที่ไม่มีวันออกเช็คถือได้ว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คกระทำความผิด

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเช็คพิพาททั้งเจ็ดฉบับลงวันที่ไว้แล้วในขณะที่ผู้เสียหายได้รับมาจากจำเลยทั้งสอง จึงถือไม่ได้ว่ามีวันที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 3,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ1 เดือน รวม 7 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 21,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2เป็นเวลา 7 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความยืนยันเพียงว่าเช็คพิพาททั้งเจ็ดฉบับที่พยานรับมานั้นมีจำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่าย แต่พยานโจทก์มิได้ยืนยันว่าเช็คเหล่านั้นลงวันที่ไว้แล้วในขณะที่พยานได้รับมาจากจำเลยทั้งสอง อีกทั้งพยานโจทก์ปากอื่นคือนายทำนอง ลูกจ้างของผู้เสียหาย ก็เบิกความว่า ได้รับมอบหมายจากผู้เสียหายให้ไปรับเช็คพิพาทจากจำเลยทั้งสองมาให้ผู้เสียหาย แต่พยานก็ไม่ได้เบิกความว่าเช็คเหล่านั้นลงวันที่ไว้แล้วในขณะที่ได้รับมาจากจำเลยทั้งสอง พยานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าขณะที่ผู้เสียหายรับเช็คพิพาทมามีการลงวันที่ในเช็คไว้แล้ว แม้เช็คพิพาทที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลในชั้นพิจารณาจะมีการลงวันที่ครบทุกฉบับก็ตาม แต่ปรากฏว่าวันที่ที่ลงในเช็คมีสีหมึกคนละสีกับสีหมึกของลายมือชื่อที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ ส่อพิรุธให้เห็นว่าเป็นการลงวันที่ภายหลัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าเช็คทั้งเจ็ดฉบับมีการระบุวันที่ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ส่วนการเขียนด้วยหมึกจะเป็นสีคนละสี ใครเป็นคนเขียนก็ยืนยันไม่ได้ว่าผู้เสียหายเป็นคนเขียนนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นผู้เขียนวันที่ในเช็คหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญของความผิดอยู่ที่วันออกเช็ค คือวันที่สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คนั้น ถ้าเช็ครายใดผู้ออกเช็คไม่ได้ลงวันที่ออกเช็ค ก็ไม่มีทางที่จะให้ผู้ออกเช็คทราบได้ว่าจะให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้นในวันใด ซึ่งวันนั้นผู้ออกเช็คจะได้เตรียมเงินไว้ในบัญชีธนาคารอันจะพึงจ่ายเงินตามเช็คนั้นหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เช็คที่ไม่มีวันออกเช็คถือได้ว่าไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คกระทำความผิด เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบมาฟังไม่ได้ว่าเช็คพิพาททั้งเจ็ดฉบับลงวันที่ไว้แล้วในขณะที่ผู้เสียหายได้รับมาจากจำเลยทั้งสอง การที่เช็คทุกฉบับไม่ได้ลงวันที่จึงถือไม่ได้ว่ามีวันที่ที่จำเลยทั้งสองกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 และให้ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — บริษัทไซเคิล ซัคเซส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายยอดชาย ชอบทางศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
พศวัจน์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11379/2556
#559119
เปิดฉบับเต็ม

เงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีลักษณะบังคับจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามไว้ล่วงหน้า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าธรรมเนียมจากจำเลยที่ 2 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจและเป็นเบี้ยปรับ หากกำหนดกันไว้สูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หาเป็นข้อสัญญาหรือข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด อันจะถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินตามสัญญาให้การสนับสนุนปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญาถึงวันฟ้อง และชำระเงินค่าปรับกรณีที่ซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่ำกว่าเกณฑ์พร้อมค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ถึงวันฟ้องรวมทั้งสิ้นจำนวน 5,105,024.14 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงิน 1,185,507.40 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,480,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,288,183.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,480,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ฟ้องวันที่ 25 ตุลาคม 2550) กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่าปัญหาแรกที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ที่จำเลยทั้งสองโต้แย้งคือ หนังสือมอบอำนาจช่วง ระบุชื่อผู้ถูกฟ้องว่า บริษัทกาญจนลักษณ์ปิโตรเลียม จำกัด ซึ่งมิใช่ชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจนลักษณ์ปิโตรเลียม จำเลยที่ 1 ในคดีนี้ แต่ในปัญหานี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งว่า เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยและจำเลยทั้งสองก็รับว่าได้เข้าทำสัญญากับโจทก์จริง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ซึ่งมีความหมายว่า คดีไม่มีการฟ้องผิดตัว ดังนั้น ข้อที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นในอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองยอมรับว่าทำสัญญากับโจทก์จริงแต่มิได้ยอมรับในหนังสือมอบอำนาจช่วง จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาต่อไปที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ได้แสดงรายละเอียดหนี้ค่าปรับและแสดงการคิดคำนวณเงินค่าปรับมาให้ตามเอกสารใบสรุปค่าปรับต่ำกว่ายอดรับรองและเอกสารการคิดเงินคืนและค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยเงินสนับสนุนปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการ เมื่อไม่ปรากฏว่าระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งว่าไม่เข้าใจฟ้องโจทก์อย่างไร ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ข้อที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นในอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าโจทก์คิดคำนวณเงินอีกส่วนหนึ่งจากเงินในส่วนใดที่เมื่อคิดคำนวณรวมแล้วได้เป็นยอดเงินตามคำฟ้องคือ 5,185,437 บาท จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดร่วมกันคืนเงินตามสัญญาให้การสนับสนุนปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการพร้อมดอกเบี้ย กับชำระเงินค่าปรับกรณีที่ซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่ำกว่าเกณฑ์แก่โจทก์หรือไม่และเพียงใด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า สัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2537 สัญญาให้การสนับสนุนการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 และสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2547 รวม 3 ฉบับ เป็นสัญญาสำเร็จรูปและเงื่อนไขเรื่องค่าปรับตามสัญญาเป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองเห็นด้วย แต่เมื่อความสมบูรณ์ของสัญญาไม่มีอยู่แล้ว โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 อย่างสิ้นเชิงนั้น เห็นว่า ตามสำเนาใบแจ้งหนี้ 1 ชุด รายละเอียดหนี้ค่าปรับต่ำกว่ายอดรับรองของสัญญาพร้อมค่าธรรมเนียมในการผิดนัดชำระหนี้ และเอกสารการคิดเงินและค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยเงินสนับสนุนปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการ เป็นการคำนวณยอดหนี้การผิดสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2543 ถึง 2548 จึงเป็นกรณีการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาตามสัญญาให้การสนับสนุนการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2543 และสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมฉบับลงวันที่ 23 มิถุนายน 2547 เท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2537 แต่อย่างใด จึงคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนแต่เพียงว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีลักษณะบังคับจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามไว้ล่วงหน้า เป็นข้อตกลงที่ทำให้ผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูปได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ที่มีลักษณะบังคับจำเลยที่ 1 ให้ปฏิบัติตามไว้ล่วงหน้า หากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกค่าปรับและค่าธรรมเนียมจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนนั้น เงื่อนไขดังกล่าวโจทก์จำเลยที่ 1 ตกลงกันด้วยความสมัครใจและยังเป็นเบี้ยปรับ หากกำหนดกันไว้สูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง จึงหาเป็นข้อสัญญาหรือข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดหรือรับภาระมากกว่าที่กฎหมายกำหนด อันจะถือว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อสัญญาข้อ 9 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากชำระเงินคืนแก่โจทก์ล่าช้า และข้อ 6.3 ที่กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับและค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน หากชำระค่าปรับแก่โจทก์ล่าช้าตามสัญญาให้การสนับสนุนการปรับปรุงรูปแบบสถานีบริการ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 สัญญาแก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า ดอกเบี้ย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ดังกล่าวนั้นสูงเกินส่วนและเป็นการซ้ำซ้อนกับดอกเบี้ยผิดนัดตามที่ศาลมีอำนาจพิพากษาให้แก่โจทก์ได้กรณีเป็นหนี้เงิน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อันเป็นการลดค่าปรับลงกึ่งหนึ่ง และไม่ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนเสียทั้งหมดนั้น มีเหตุอันสมควรและเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นแต่อย่างใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กาญจนลักษณ์ปิโตรเลียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายโกเมน อินทรกำแหง
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11344/2556
#554928
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ว. ฝากเงินเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่ ว. ยืมเงินโจทก์ไป ถือว่าโจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องในการที่ ว. กระทำความผิดแสดงว่าโจทก์รับเงินดังกล่าวมาโดยสุจริต ซึ่งสิทธิของโจทก์ผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไปถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเงินนั้นมิใช่ของบุคคลซึ่งได้โอนให้มาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1331 โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการยกเว้นหลักกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,004,244 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 979,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์คืนเงิน 215,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 979,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 มีนาคม 2554) ต้องมิให้เกิน 24,494 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 7,500 บาท

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกและรับฝากเงินจากสมาชิก จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับแนะนำการบริการกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินในกิจการทั้งหลายของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2511 และเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบัญชีว่านางเกื้อกูล ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของโจทก์ นางวรรณนิภา พนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแจ้งให้โจทก์ทราบว่านางวรรณนิภาได้โอนเงินจำนวน 1,179,750 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่นางวรรณนิภากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ โจทก์จึงนำสมุดบัญชีคู่ฝากไปปรับยอดเงิน ต่อมานางพรภินันท์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อจำเลยที่ 1 ว่า นางวรรณนิภาปลอมลายมือชื่อของนางพรภินันท์เป็นผู้ขอกู้เงินในคำขอกู้เงิน จำเลยที่ 1 จึงตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนพบว่า มีการปลอมเอกสาร

คำขอกู้เงินจริงและเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้นางพรภินันท์กู้ 3,492,303.75 บาท ได้โอนเข้าบัญชีเงินฝากของบุคคล 4 คน คือโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางพรภินันท์ นางบุญสุข นางวรรณนิภาและโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการที่นางวรรณนิภาปลอมเอกสาร จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 1,179,750 บาท ที่มีการนำฝากโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์และโจทก์มีหนังสือตอบกลับว่า เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์ได้รับชำระหนี้กู้ยืมมาจากนางวรรณนิภาและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้อายัดเงินฝากจำนวนดังกล่าวไว้ ต่อมานางพรภินันท์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 นางวรรณนิภาและพนักงานของจำเลยที่ 1 อีก 4 คน ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญา ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3511/2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ส่วนนางวรรณนิภาซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 และพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีอาญา จำเลยที่ 2 อนุมัติให้โจทก์ถอนเงินฝากดังกล่าวไป 200,000 บาท ต่อมานางวรรณนิภาให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 จึงอนุมัติให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อมาชำระหนี้แก่นางพรภินันท์ เมื่อนางพรภินันท์ได้รับชำระหนี้แล้วจึงถอนฟ้องพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ในคดีดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า ยังไม่มีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้คือ เงินซึ่งโอนจากบัญชีคนหนึ่งไปยังบัญชีอีกคนหนึ่ง แต่ก็โอนอยู่ภายในบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่ได้โอนออกไปข้างนอกหรือโอนฝากจากข้างนอกเข้ามาในบัญชีของจำเลยที่ 1 กรณีจึงเป็นเงินที่ยังอยู่ในบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าเงินที่เข้าบัญชีของโจทก์จากการกระทำความผิดคือ โอนเข้ามาโดยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะปรับโอนเงินคืนให้ถูกต้องนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ไว้ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังให้การว่าอนุญาตให้โจทก์ถอนเงินที่มีการนำฝากโอนเข้าบัญชีของโจทก์ไปจำนวน 200,000 บาท จึงเป็นการยอมรับว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นเงินฝากในบัญชีของโจทก์แล้ว กรณีจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิในเงินจำนวน 1,179,750 บาท หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เงินที่นางวรรณนิภาโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากอยู่กับจำเลยที่ 1 นั้น นางวรรณนิภาได้มาจากการกระทำความผิดของตนที่กระทำต่อจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในเงินดังกล่าว "ตามหลักกฎหมายลาภมิควรได้ และผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" เห็นว่า การที่นางวรรณนิภานำฝากโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นการชำระหนี้ที่นางวรรณนิภากู้ยืมเงินโจทก์ไป จึงถือได้ว่าโจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่รับไว้ในฐานะลาภมิควรได้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องในการที่นางวรรณนิภากระทำความผิด แสดงว่าโจทก์รับโอนเงินดังกล่าวมาโดยสุจริต ซึ่งสิทธิของโจทก์ผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเงินนั้นมิใช่ของบุคคลซึ่งได้โอนให้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1331 โจทก์จึงได้รับการคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการยกเว้นหลักกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" และเมื่อนางวรรณนิภาโอนเงินจำนวน 1,179,750 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์จึงเป็นการฝากเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิในเงินฝากจำนวน 1,179,750 บาท โจทก์ได้ถอนเงินไปแล้วจำนวน 200,000 บาท จึงยังเหลือเงินในส่วนนี้จำนวน 979,750 บาท เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินแก่โจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1331
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเกื้อกูล วงษ์ปลั่ง
จำเลย — สหกรณ์ออมทรัพย์ครูศรีสะเกษ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นางสรินทิพย ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11339/2556
#554775
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า เวลา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) หมายความถึง วันเดือนปีด้วย ไม่ใช่หมายความเฉพาะเวลากลางวันหรือกลางคืน ฟ้องที่ไม่ได้กล่าวถึงเวลากลางวันหรือกลางคืนจะไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าฟ้องนั้นกล่าวถึงเวลาพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเครื่องปรับอากาศยี่ห้อมิตซูบิชิ พร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 59 ชุด รวมราคา 1,482,119.83 บาท ไปจากคลังสินค้าเอกมัยของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 แสร้งขออนุมัติการขายต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุมัติ ณ บริษัทโจทก์ ด้วยการขอเปิดสำเนาใบส่งของ/ใบกำกับภาษี 5 ชุด อ้างว่าลูกค้ารายห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. และห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ประสงค์จะซื้อสินค้า 59 ชุด ข้างต้น ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะลูกค้าโจทก์ทั้งห้ารายดังกล่าวไม่ได้สั่งซื้อสินค้าข้างต้นแต่อย่างใด ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ขอให้จำเลยที่ 2 เปิดบิลขออนุมัติขายสินค้าเครื่องปรับอากาศ 59 ชุดข้างต้น เพื่อประสงค์หักล้างสต๊อกสินค้าในคลังสินค้าเอกมัยที่ขาดจำนวน เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ในช่วงเวลาใด

ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ขออนุมัติการขายเครื่องปรับอากาศ 59 ชุด ต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุมัติเพื่อหักล้างสต็อกสินค้าในคลังสินค้าเอกมัยที่ขาดจำนวนนั้น ก็เป็นเพียงการบรรยายฟ้องให้เห็นการปกปิดการกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้ฟ้องมีความขัดแย้งกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11), 83 และ 91 และให้ใช้ราคาสินค้าจำนวน 1,482,119.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเวลาในการกระทำความผิดเป็นสาระสำคัญ ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าเหตุลักทรัพย์เกิดขึ้นเวลาใดเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืน เวลากี่นาฬิกา ทั้งมิใช่กรณีที่จะคาดหมายหรือเข้าใจเอาเองว่าเหตุเกิดในช่วงเวลาใด ทำให้จำเลยทั้งสองหลงต่อสู้ และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ทราบข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่าเครื่องปรับอากาศตามฟ้องโจทก์สูญหายจากคลังสินค้าโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 2 ขออนุมัติและโจทก์อนุมัติการขาย ดังนั้น ในช่วงระหว่างวันที่ 10 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อีกทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอร้องให้จำเลยที่ 2 แจ้งขอให้โจทก์อนุมัติการขายเครื่องปรับอากาศจำนวนดังกล่าว เพื่อเป็นหลักฐานในการหักล้างสต๊อกสินค้าที่ขาดหายไป ฟ้องของโจทก์จึงขัดแย้งกันเองนั้น เห็นว่า คำว่า เวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หมายความถึง วันเดือนปีด้วย ไม่ใช่หมายความเฉพาะเวลากลางวันหรือกลางคืน ฟ้องที่ไม่ได้กล่าวถึงเวลากลางวันหรือกลางคืนจะไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าฟ้องนั้นกล่าวถึงเวลาพอให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดีหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 10 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2551 จำเลยทั้งสองร่วมกันลักเครื่องปรับอากาศยี่ห้อมิตซูบิชิ พร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง จำนวน 59 ชุด รวมเป็นราคาทั้งสิ้น 1,482,119.83 บาท ไปจากคลังสินค้าเอกมัยของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ได้แสร้งขออนุมัติการขายต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุมัติ ณ บริษัทโจทก์ที่ถนนพญาไท กรุงเทพมหานคร โดยการขอเปิดสำเนาใบส่งของ/ใบกำกับภาษี 5 ชุด อ้างว่าลูกค้ารายห้างหุ้นส่วนจำกัดป่าตองอีเล็กทริค (จังหวัดภูเก็ต) ห้างหุ้นส่วนจำกัดพัทลุงการไฟฟ้า (1994) (จังหวัดพัทลุง) ห้างหุ้นส่วนจำกัดสิริเครื่องเย็นแอนด์เซอร์วิส (จังหวัดนครศรีธรรมราช) ห้างหุ้นส่วนจำกัดสตูลอีเล็คทรอนิกส์ (จังหวัดสตูล) และห้างหุ้นส่วนจำกัดเอกสิทธิ์ตรัง (จังหวัดตรัง) ประสงค์จะซื้อสินค้า 59 ชุด ข้างต้น ซึ่งไม่เป็นความจริงเพราะลูกค้าโจทก์ทั้งห้ารายดังกล่าวไม่ได้สั่งซื้อสินค้าข้างต้นแต่อย่างใด ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ขอให้จำเลยที่ 2 เปิดบิลขออนุมัติขายสินค้าเครื่องปรับอากาศ 59 ชุดข้างต้น เพื่อประสงค์หักล้างสต๊อกสินค้าในคลังสินค้าเอกมัยที่ขาดจำนวน เมื่ออ่านฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโดยตลอดแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ในช่วงเวลาใด ทั้งจำเลยทั้งสองนำสืบต่อสู้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำหลักฐานการขออนุมัติการขายตามที่โจทก์อ้าง ถือว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้หลงต่อสู้ในข้อที่มิได้กล่าวไว้นั้นและเข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกระทำผิดในเวลากลางวันหรือกลางคืน ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ขออนุมัติการขายเครื่องปรับอากาศ 59 ชุด ต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุมัติเพื่อหักล้างสต๊อกสินค้าในคลังสินค้าเอกมัยที่ขาดจำนวนนั้น ก็เป็นเพียงการบรรยายฟ้องให้เห็นการปกปิดการกระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเท่านั้น ไม่ถึงกับทำให้ฟ้องมีความขัดแย้งกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนี้ ฟ้องโจทก์จึงระบุข้อเท็จจริงรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาที่เกิดการกระทำความผิดและการกระทำความผิดพอสมควรที่จะให้จำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 335 (7) ม. 335 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกันยง จำกัด
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ นันทกิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายอนุสิทธิ์ ไตรรงค์ทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ วชิรเดชวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11337/2556
#579709
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเบิกความเท็จสองครั้งในคดีเดียวกันคือชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งหนึ่งกับชั้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเป็นเพียงการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกันมูลเหตุเดียวกันมากล่าวซ้ำตามครรลองของเรื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวคือให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาในคดีนั้นเท่านั้น แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวคนละวาระกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 175, 177 วรรคแรก, 177 วรรคสอง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4189/2548 ของศาลชั้นต้น และ 3935/2549 ของศาลอาญาธนบุรี

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จว่ากระทำความผิดอาญา จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับ 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท รวมเป็นจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 26,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฟ้องเท็จว่ากระทำความผิดอาญาจำคุก 6 เดือน ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในข้อ 2.1 และสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อ 2.2 ซึ่งโจทก์อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงแรก 4 เดือน และกระทงที่สอง 8 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุก แม้เป็นการแก้ไขมาก แต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 โจทก์ฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ไม่ลดโทษให้จำเลย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์และเมื่อฎีกาของโจทก์ดังกล่าวต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด และคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานฟ้องเท็จว่ากระทำความผิดอาญา และฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โดยวินิจฉัยว่า จำเลยซึ่งเป็นนายทะเบียนของบริษัทธุรกิจเพื่อการเกษตร จำกัด มีหน้าที่เก็บรักษาสรรพเอกสารต่าง ๆ ของบริษัทรวมทั้งรายงานการประชุมของบริษัท รู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเรื่องการลาออกของนายรุ่งเรือง แล้วจะเป็นการประชุมครั้งที่เท่าใดไม่ใช่สาระสำคัญ แต่กลับนำความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์และนายรุ่งเรืองต่อศาลเป็นคดีอาญาว่า โจทก์และนายรุ่งเรืองร่วมกันยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 4/2543 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 เป็นเท็จ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 บริษัทมิได้จัดให้มีการประชุม ทั้งกรรมการบริษัทก็ไม่เคยเรียกประชุม และเบิกความอันเป็นเท็จดังกล่าวต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาในคดีอาญา จำเลยมิได้อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทธุรกิจเพื่อการเกษตร จำกัด และที่ประชุมได้พูดถึงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทของนายรุ่งเรืองแล้ว แต่จำเลยเจตนานำความเท็จมาฟ้องและเบิกความต่อศาล ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยฟ้องคดีโดยสุจริต มิได้เจตนานำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ผู้ใดต้องได้รับโทษ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2543 เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 ยังมิได้พิจารณาเรื่องของนายรุ่งเรืองนั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนมูลฟ้องกับชั้นพิจารณาเป็นความผิดสองกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จุดประสงค์ของกฎหมายอาญามุ่งหมายลงโทษผู้กระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แม้จะมีเจตนาเดียวกันก็ตาม จำเลยเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ต่อมาจำเลยเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาในชั้นสืบพยานอีกครั้งหนึ่ง แต่ละกรรมเป็นความผิดสำเร็จแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยเบิกความเท็จสองครั้งในคดีเดียวกันคือชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งหนึ่งกับชั้นพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเป็นเพียงการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุอันเดียวกันมากล่าวซ้ำตามครรลองของเรื่องโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลอย่างเดียวคือให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญาในคดีนั้นเท่านั้น แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวคนละวาระกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น มิเพียงทำให้โจทก์อาจต้องรับโทษทางอาญา แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความจริงมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลยุติธรรมมากด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในบริษัท จำเลยมิได้รับผลประโยชน์ในการกระทำดังกล่าวและไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลภายนอกดังที่จำเลยฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่ามีข้อเท็จจริงใหม่ที่ศาลฎีกาสมควรนำมาประกอบการพิจารณาพิพากษา และศาลชั้นต้นรับรวมพร้อมทั้งส่งสำนวนคืนศาลฎีกา โดยไม่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังนั้น ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ไม่เป็นสาระแห่งคดีที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปริญญา บุษราวุธานุสรณ์
จำเลย — นายศักดิ์ชัยหรือเขม นิธิภัทรารัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรี — นายพงศ์ธร บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11321/2556
#559176
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีผู้กระทำผิดฐานเสพยาเสพติดโดยไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาของศาล ศาลต้องส่งตัวผู้กระทำผิดไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ติดยาเสพติด จนมีการจัดทำแผนฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้กระทำผิดจะถูกส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวนหรือดำเนินคดีผู้กระทำผิดที่เข้ารับการฟื้นฟู มีได้ 2 กรณี โดยเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 24 เมื่อความปรากฏแก่ศาลภายหลังจากศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ก็ให้เป็นอำนาจของศาลที่จะมีคำสั่งส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกรณีหนึ่งและตามมาตรา 33 วรรคสอง เมื่อปรากฏผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็มีอำนาจส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีอีกกรณีหนึ่ง

การที่จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามแผนการฟื้นฟู แล้วต่อมาไปกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน และทำให้เสียทรัพย์ซึ่งมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ อันเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก ย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดกำหนด และเป็นเหตุให้ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไม่เป็นที่พอใจ หรือแม้หากได้รับการฟื้นฟูจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาก็ยังคงสามารถส่งตัวบุคคลดังกล่าวเพื่อดำเนินคดีได้ หากผลการฟื้นฟูยังไม่เป็นที่พอใจ ดังนั้น เมื่อปรากฏแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดระหว่างการเข้ารับการฟื้นฟูของจำเลยว่าจำเลยไปกระทำความผิดและถูกดำเนินคดีในความผิดที่มีโทษจำคุกคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงมีอำนาจยกเลิกแผนการฟื้นฟูและรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีจำเลยตามบัญญัติดังกล่าวได้ตามมาตรา 33 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1287/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 ลงโทษจำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1289/2548 หมายเลขแดงที่ 1233/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้ารับการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดหรือเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะต้องเป็นบุคคลที่ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่าย ตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญว่าบุคคลดังกล่าวไม่ต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล และผลการตรวจพิสูจน์ต้องเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จึงจะมีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้ หากข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตามมาตรา 19 ว่าผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์หรือผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดนั้นต้องหาหรือถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษาให้จำคุก ให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 24 หรือถ้าผลการตรวจพิสูจน์ไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินคดีต่อไปตามมาตรา 22 วรรคสาม หรือในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาคดีผู้นั้นต่อไปตามมาตรา 33 วรรคสอง จากบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการกำหนดคุณสมบัติของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด รวมทั้งการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีหากบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติ หรือแม้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดแล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ โดยให้อำนาจคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการหรือให้ศาลเป็นผู้พิจารณามีคำสั่งแล้วแต่ข้อเท็จจริงจะปรากฏในขั้นตอนใด ดังนั้น เมื่อปรากฏแก่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกว่า จำเลยไปกระทำความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ซึ่งมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกจึงเป็นการขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและย่อมส่งผลกระทบต่อการเข้ารับการฟื้นฟูตามแผนการฟื้นฟูที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกได้กำหนดไว้ ดังนั้น ที่คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดพิษณุโลกมีมติให้ยกเลิกแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพและรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีแก่จำเลยจึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินต่อไปโดยไม่ชักช้า โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาอีก สมควรวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามฟ้องมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ศาลชั้นต้นลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วจำคุก 3 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่ขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า หลังจากจำเลยกระทำความผิดคดีนี้แล้ว ยังกระทำความผิดฐานอื่นอีก จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษแก่จำเลย และที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1233/2548 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลฎีการอการลงโทษ จึงไม่มีโทษจำคุกที่จะนับโทษต่อได้

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ยกคำขอให้นับโทษต่อ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 24 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพิษณุโลก
จำเลย — นายวรวิทย์ สุทธิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายเจตน์พัฒน์ วารีเจริญชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สนอง เล่าศรีวรกต
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11320/2556
#559350
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกันโดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้อยู่แล้วว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี แม้สัญญาซื้อขายที่ดินจะกำหนดไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองกันในวันพ้นระยะเวลาห้ามโอนก็ตาม ก็เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะ การยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นการครอบครองไว้แทนโจทก์ที่ 1

การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ที่ 1 ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ไว้ขณะที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อปลอมชื่อโจทก์ทั้งสองในการรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาบัตรข้าราชการของโจทก์ทั้งสองแล้วนำเอกสารดังกล่าวพร้อมกับหนังสือให้ความยินยอมของโจทก์ที่ 2 ในการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายจากชื่อของโจทก์ที่ 1 มาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 นั้นก็เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันในสัญญาซื้อขายไว้แต่เดิม เป็นกระทำภายในขอบอำนาจที่โจทก์ที่ 1 มอบให้ไว้แต่เดิม และเอกสารที่รับรองก็เป็นเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 264, 267, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลง โทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจและลงลายมือชื่อปลอมชื่อโจทก์ทั้งสองในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับเพื่อดำเนินการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทตามสัญญาที่เป็นโมฆะนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง อันเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทกันโดยทั้งสองฝ่ายต่างรู้อยู่แล้วว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี แม้สัญญาซื้อขายที่ดินจะกำหนดไปจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองกันในวันพ้นระยะเวลาห้ามโอนก็ตาม ก็เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะ การยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงถือว่าเป็นการครอบครองไว้แทนโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจ ตลอดจนลงลายมือชื่อปลอมชื่อโจทก์ทั้งสองในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาบัตรข้าราชการของโจทก์ทั้งสองเพื่อดำเนินการทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินตามสัญญาที่เป็นโมฆะ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมดังที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จะเป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมาจนล่วงเลยระยะเวลาห้ามโอนเป็นเวลาหลายปีจนปัจจุบันที่ดินดังกล่าวได้มีการออกโฉนดที่ดินแล้วถือว่าโจทก์ที่ 1 สละเจตนาครอบครองที่ดินนับแต่วันที่ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนการครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตน ย่อมได้สิทธิครอบครองถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินแทนโจทก์ที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 นำเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์ที่ 1 สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของโจทก์ที่ 2 และหนังสือมอบอำนาจไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทจากชื่อของโจทก์ที่ 1 มาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคู่สัญญาที่ตกลงกันไว้แต่เดิม ซึ่งโจทก์ที่ 2 สามีโจทก์ที่ 1 ก็ได้ยินยอมและรับทราบการซื้อขายที่ดินมาตั้งแต่ต้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่า การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อมอบอำนาจให้ไว้ขณะที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อปลอมชื่อโจทก์ทั้งสองในการรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาบัตรข้าราชการของโจทก์ทั้งสองแล้วนำเอกสารดังกล่าวพร้อมกับหนังสือให้ความยินยอมของโจทก์ที่ 2 ในการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายจากชื่อของโจทก์ที่ 1 มาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 นั้นก็เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ที่ตกลงกันในสัญญาซื้อขายไว้แต่เดิม โดยได้ความว่าในวันที่ทำสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1 ได้ชำระราคาที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ครบถ้วนแล้วโจทก์ที่ 1 จึงลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจพร้อมกับมอบเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวข้าราชการของโจทก์ทั้งสองกับหนังสือให้ความยินยอมในการซื้อขายที่ดินของโจทก์ที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1 ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ไปดำเนินการโอนที่ดินแปลงดังกล่าวด้วยตนเองเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนแล้ว แม้การทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 จะเป็นโมฆะก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 รวมทั้งได้ลงลายมือชื่อรับรองสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาบัตรข้าราชการของโจทก์ทั้งสองนั้น ก็ได้กระทำภายในขอบอำนาจที่โจทก์ที่ 1 มอบให้ไว้แต่เดิม และเอกสารที่รับรองก็เป็นเอกสารที่แท้จริง ทั้งนี้เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ที่ให้ไว้ ซึ่งโจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายในขณะนั้น จำเลยที่ 1 หาได้กรอกข้อความผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยกเลิกหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแต่อย่างใดด้วย ประกอบกับเอกสารที่ลงลายมือชื่อรับรองก็เป็นเอกสารที่ถูกต้องแท้จริง ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ก็หาทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 264 ม. 268
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1367 ม. 1402
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพูนสุข ตรงสวัสดิ์ กับพวก
จำเลย — นางจิตฤทัยหรือณทัยหรือหทัย โชติชัยสถิตย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายเกรียงไกร จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11319/2556
#575254
เปิดฉบับเต็ม

ทางนำสืบของโจทก์นอกจากคดีนี้แล้ว จำเลยยังถูกดำเนินคดีในข้อหาลักษณะเดียวกันกับในคดีนี้อีกหลายคดี ซึ่งลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลยมีลักษณะเช่นเดียวกับคดีนี้ คือการที่มีผู้นำรถยนต์มาขอสินเชื่อ จำเลยทำการประเมินขอสินเชื่อจากผู้เสียหายแล้วมีการปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ซึ่งสามารถนำมาฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 190,000 บาท แก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาดังกล่าวและคดีอาญาหมายเลขดำที่ 569 - 571/2552 และ 573/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 83 ความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ให้จำเลยคืนเงิน 190,000 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1843/2553, 1733/2553 และ 1965/2553 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และยกคำขอให้นับโทษต่อในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 569/2552, 571/2552 และ 573/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นายกิตติพงศ์นำรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 8835 ศรีสะเกษ พร้อมใบคู่มือจดทะเบียนมาขอสินเชื่อจากผู้เสียหาย โดยติดต่อผ่านจำเลยซึ่งเป็นพนักงานการตลาด จำเลยตรวจสอบรถ ใบคู่มือจดทะเบียน บัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายกิตติพงศ์แล้วพบว่า รถคันดังกล่าวมีชื่อนายกิตติพงศ์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เลขตัวรถกับเครื่องยนต์ตรงกับที่ระบุในใบคู่มือจดทะเบียน จึงทำใบคำขอสินเชื่อ ใบประเมินคำขอสินเชื่อ ถ่ายรูปจำเลยคู่กับรถลอกเลขตัวรถลงในใบยืนยันรูปรถและลูกค้ากับเลขโครงรถ เสนอผู้เสียหายพร้อมเอกสารที่ตรวจสอบแล้ว ตามขั้นตอนการให้สินเชื่อของผู้เสียหายหลังจากผู้เสียหายพิจารณาแล้วอนุมัติสินเชื่อให้นายกิตติพงศ์ 195,000 บาท จำเลยมิได้ไปโอนทะเบียนรถด้วยตนเอง โดยมอบชุดโอนลอยซึ่งเป็นแบบคำขอโอนและรับโอนที่ยังไม่ได้กรอกข้อความพร้อมหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของผู้มีอำนาจของผู้เสียหายในช่องผู้รับโอนให้นายกิตติพงศ์ไปโอนที่สำนักงานขนส่งเอง แล้วนายกิตติพงศ์นำใบคู่มือจดทะเบียนที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนเป็นชื่อผู้เสียหายแล้วมอบให้จำเลย จำเลยแจ้งให้ผู้เสียหายทราบ ผู้เสียหายโอนเงิน 190,000 บาท เข้าบัญชีของนายกิตติพงศ์ โดยหักค่าโอน ค่าประกันอุบัติเหตุและค่าดำเนินการรวม 5,000 บาท จำเลยให้นายกิตติพงศ์ทำสัญญาเช่าซื้อและนางสาวนุชจรีกับนางนิภา ทำสัญญาค้ำประกันและส่งใบคู่มือจดทะเบียนกับเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไปที่สำนักงานสาขา ซึ่งได้ส่งต่อไปยังสำนักงานภาคและสำนักงานใหญ่ หลังจากนั้นนายกิตติพงศ์ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดแรกแล้ว ไม่ชำระอีก ผู้เสียหายตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดศรีสะเกษพบว่า รถที่นำมาขอสินเชื่อไม่ใช่รถของนายกิตติพงศ์ ในสารบบไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนไปเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายและใบคู่มือจดทะเบียนเป็นเอกสารปลอม สำหรับความผิดในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมและร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีนายประภาส ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหาย ปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งพนักงานการตลาด ทางสำนักงานสาขาจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งใบประเมินคำขอสินเชื่อพร้อมเอกสารต่าง ๆ ซึ่งจัดทำโดยจำเลยมาที่สำนักงานภาค โดยระบุชื่อลูกค้าว่าชื่อนายกิตติพงศ์ ประกอบอาชีพค้าขายของเก่าและเปิดสำนักงานหมอลำ แบบฟอร์มขอสินเชื่อจะมีชื่อของผู้ค้ำประกันและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยเป็นผู้กรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์ม มีการประเมินวงเงินสินเชื่อ 195,000 บาท ภาพรถยนต์ที่ถ่ายคู่กับจำเลย จำเลยส่งสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ที่ปรากฏชื่อของนายกิตติพงศ์และหมายเลขทะเบียนรถยนต์มาที่สำนักงานภาค พร้อมกับเอกสารตามระเบียบของบริษัทผู้เสียหาย ถ้าหากวงเงินขอสินเชื่อตั้งแต่ 200,000 บาท ขึ้นไปนั้น ทางผู้จัดการสาขาจะต้องไปดูและตรวจสอบรถด้วยตัวเองและถ้าหากวงเงินขอสินเชื่อตั้งแต่ 300,000 บาท ขึ้นไป ผู้จัดการภาคจะต้องไปตรวจสอบรถด้วยตนเอง แต่คดีนี้มีการขออนุมัติวงเงินสินเชื่อเป็นเงินจำนวน 195,000 บาท ดังนั้น ผู้จัดการสาขาจึงไม่ต้องไปตรวจสอบรถด้วยตัวเอง รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข 8835 ศรีสะเกษ ที่ปรากฏในรูปถ่าย ถ้าหากประเมินตามเกณฑ์ที่บริษัทผู้เสียหายอนุมัตินั้นจะได้วงเงินสินเชื่อถึง 300,000 บาท แต่มีการขอวงเงินสินเชื่อมาเป็นเงินจำนวน 195,000 บาท ทางผู้จัดการสาขาจึงพิจารณาอนุมัติโดยไม่ได้ตรวจสอบรถยนต์ จำเลยมีหน้าที่ในการตรวจสอบรายละเอียดเลขตัวรถและเลขเครื่องยนต์ที่ปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และที่รถยนต์ว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ ภายหลังที่พยานพิจารณาอนุมัติปล่อยสินเชื่อให้แก่นายกิตติพงศ์แล้ว พยานโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยและลูกค้าทราบว่า ทางบริษัทพิจารณาอนุมัติวงเงินตามที่ขอมาแล้วและจะแจ้งให้จำเลยนำรถยนต์ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดศรีสะเกษเป็นชื่อนางสาวกนกรัตน์ หลักฐานที่ต้องใช้ในการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ได้แก่ คำขอโอนรถ หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวคือ หนังสือมอบอำนาจที่นางสาวกนกรัตน์มอบอำนาจให้จำเลยไปโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นชื่อของนางสาวกนกรัตน์ และเมื่อไปถึงสำนักงานขนส่งก็จะต้องนำรถพร้อมเอกสารต่าง ๆ ไปตรวจสภาพรถ และทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งก็จะตรวจสภาพและตรวจเลขตัวรถและเลขเครื่องยนต์ที่ติดอยู่ที่ตัวรถว่าตรงกับหมายเลขตัวรถและเลขเครื่องยนต์ตามที่ปรากฏในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์หรือไม่ หากตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้องทางเจ้าหน้าที่ก็จะอนุมัติและอนุมัติว่าผ่านการตรวจสภาพแล้ว จากนั้นทางเจ้าหน้าที่จะส่งเอกสารให้จำเลยเพื่อจะนำไปยื่นที่ฝ่ายทะเบียน เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนได้รับคำขอโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานขนส่งจังหวัดศรีสะเกษจะต้องตรวจสอบว่าข้อมูลของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข - 8835 ศรีสะเกษ ว่ามีเลขตัวรถและเลขเครื่องยนต์ตรงกันหรือไม่ ต่อมาภายหลังจำเลยแจ้งไปยังผู้จัดการบริษัทผู้เสียหายสาขากาฬสินธุ์ว่า ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข - 8835 ศรีสะเกษ เป็นของนางสาวกนกรัตน์แล้ว หลังจากที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นชื่อของนางสาวกนกรัตน์แล้ว จำเลยก็จะส่งใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และใบเสร็จรับเงินโดยทางโทรสารให้กับผู้จัดการสาขากาฬสินธุ์ จากนั้นผู้จัดการสาขากาฬสินธุ์ก็จะส่งเอกสารแจ้งมายังสำนักงานภาค ก่อนที่พยานจะส่งเอกสารไปยังสำนักงานใหญ่ พยานโทรศัพท์สอบถามจำเลยว่า ได้โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข - 8835 ศรีสะเกษ เป็นของนางสาวกนกรัตน์แล้วหรือไม่ จำเลยแจ้งว่าได้ดำเนินการแล้ว จากนั้นพยานจึงส่งเอกสารไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อให้สำนักงานใหญ่ดำเนินการโอนเงินให้แก่ลูกค้า วันที่จำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นชื่อของนางสาวกนกรัตน์นั้น คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2550 ส่วนวันที่ทางบริษัทผู้เสียหายโอนเงินให้แก่ลูกค้านั้น คือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัทผู้เสียหายโอนเงินให้แก่นายกิตติพงศ์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนอัษฎางค์ ไปเข้าบัญชีของนายกิตติพงศ์ที่สาขาศรีขรภูมิ โดยทางบริษัทได้โอนเงินให้แก่นายกิตติพงศ์เป็นเงินจำนวน 190,000 บาท ทางบริษัทผู้เสียหายหักค่าโอน ค่าประกันอุบัติเหตุและค่าดำเนินการให้แก่จำเลยเป็นเงิน 5,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวนั้นรวมค่าโอนกรรมสิทธิ์รถด้วย หลังจากที่บริษัทผู้เสียหายโอนเงินให้แก่นายกิตติพงศ์แล้ว พยานเป็นคนแจ้งให้จำเลยไปทำสัญญาเช่าซื้อกับนายกิตติพงศ์ สัญญาเช่าซื้อที่จำเลยทำแทนบริษัทผู้เสียหายกับนายกิตติพงศ์ จำนวน 334,200 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ระยะเวลาในการผ่อนชำระนั้นรวมทั้งสิ้น 60 เดือน งวดละ 5,570 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) ตามสัญญาเช่าซื้อนั้นมีนางสาวนุชจรีและนางนิภา เป็นผู้ค้ำประกัน รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน กข - 8835 ศรีสะเกษ ไม่ใช่เป็นรถยนต์ของนายกิตติพงศ์ โดยรถยนต์คันดังกล่าวมีเลขตัวรถ CHGD 22000037 หมายเลขเครื่องยนต์ TD 27 - T132248 ส่วนหมายเลขตัวรถที่ปรากฏในเอกสารนั้น คือ CHGD 22 - 000037 หมายเลขเครื่องยนต์ TD 27T - 132248 เห็นว่า จำเลยนำสืบยอมรับว่า จำเลยเป็นพนักงานของผู้เสียหายและได้ส่งเอกสารขอสินเชื่อตามที่นายประภาสเบิกความ รวมทั้งเป็นผู้นำส่งต้นฉบับใบคู่มือจดทะเบียนไปให้ผู้เสียหายจริง แต่นำสืบต่อสู้ว่าไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม จึงต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ที่จำเลยปฏิบัติว่าจริงหรือไม่ โดยจากการนำสืบของโจทก์ ก่อนที่จำเลยจะนำใบประเมินคำขอสินเชื่อให้นายกิตติพงศ์ จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของต้นฉบับใบคู่มือจดทะเบียน ว่าชื่อเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์และข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ว่าถูกต้องหรือไม่ และส่งข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารไปให้ผู้จัดการสาขาจังหวัดกาฬสินธุ์และผู้จัดการสำนักงานภาคพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากข้อมูลที่จำเลยจัดส่งเอกสารไปให้ จำเลยมีโอกาสพบกับนายกิตติพงศ์และตรวจสอบต้นฉบับในคู่มือจดทะเบียนรถ โจทก์นำสืบว่าจำเลยมีหน้าที่ดำเนินการให้นายกิตติพงศ์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้นางสาวกนกรัตน์ ซึ่งไม่ว่าการจดทะเบียนโอนการครอบครองรถยนต์จะดำเนินการโดยจำเลยหรือนายกิตติพงศ์ หากดำเนินการถูกต้องจะต้องมีใบเสร็จรับเงินของทางราชการมาแสดง จำเลยไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยเฉพาะจำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองรถยนต์ก่อนจะส่งเอกสารให้บริษัทผู้เสียหาย จำเลยนำสืบเพียงว่านายกิตติพงศ์ส่งมอบเอกสารทั้งหมด ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และกุญแจสำรองไปให้ผู้จัดการสาขากาฬสินธุ์ ข้อต่อสู้ของจำเลยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยไม่ทราบว่าใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์เป็นเอกสารปลอม ทางนำสืบของโจทก์นอกจากคดีนี้แล้ว จำเลยยังถูกดำเนินคดีในข้อหาลักษณะเดียวกันกับในคดีนี้อีก ปรากฏตามคำพิพากษาศาลจังหวัดศรีสะเกษและสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งลักษณะ วิธี หรือรูปแบบเฉพาะในการกระทำความผิดของจำเลย มีลักษณะเช่นเดียวกับคดีนี้คือ การที่มีผู้นำรถยนต์มาขอสินเชื่อ จำเลยทำการประเมินขอสินเชื่อจากผู้เสียหายแล้วมีการปลอมใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ซึ่งสามารถนำมาฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/2 วรรคหนึ่ง (2) พฤติการณ์ของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยรู้ว่าใบคู่มือจดทะเบียนเป็นเอกสารราชการปลอม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมมือกับนายกิตติพงศ์ใช้เอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงผู้เสียหาย โดยหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายจ่ายเงินให้นายกิตติพงศ์กับพวกจำนวน 190,000 บาท ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 190,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1843/2553, 1733/2553 และ 1965/2553 ของศาลชั้นต้น ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ยกคำขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 569/2552, 571/2552 และ 573/2552 ของศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226/2 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
นายฉัตรชัยหรือรัฐธนินท์ สีดอกไม้
จำเลย — หรือรฐาสินธัญญโชติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายธวัช ชุนเคลือบทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางสาววรมน ธนกนก
ชื่อองค์คณะ
ปกรณ์ วงศาโรจน์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11308/2556
#559109
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนของพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาของศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี มาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง คดีนี้พนักงานสอบสวนเบิกความว่าได้ส่งหมายเรียกไปยังพยานตามภูมิลำเนาที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ส่งไม่ได้เพราะพยานไปทำงานที่ต่างจังหวัด ต่อมาทราบว่าทำงานที่ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร แต่ไม่สามารถสืบทราบได้ว่าทำงานที่ใด ปัจจุบันจึงไม่สามารถติดต่อพยานมาเบิกความได้ เมื่อพนักงานสอบสวนทราบว่าพยานทำงานที่ตำบลคลองมะเดื่อ แสดงว่าพยานยังมีชีวิตอยู่ การสืบหาที่อยู่ของพยานน่าจะทำได้โดยไม่ยาก การที่โจทก์ไม่นำพยานมาเบิกความจึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่อาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การชั้นสอบสวนของพยานเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 319

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุกคนละ 2 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาตน โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 20 ปี รวมจำคุกคนละ 22 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้าย 3 คน ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีอายุ 16 ปีเศษ และเป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีผู้เสียหายที่ 2 หรือประจักษ์พยานอื่นมาเบิกความยืนยันว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 คงมีแต่ดาบตำรวจติณณ์ เบิกความว่า พยานให้ผู้เสียหายที่ 2 นำไปดูบ้านที่เกิดเหตุ บ้านจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร และพยานนำภาพถ่ายจำเลยทั้งสองไปให้ผู้เสียหายที่ 2 ดู ผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่าเป็นภาพถ่ายคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายที่ 2 ให้การว่าจำเลยทั้งสองกับนายฮ้อร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และพนักงานสอบสวนอีกคนหนึ่งเบิกความว่า พยานได้สอบปากคำเพิ่มเติมผู้เสียหายที่ 2 โดยให้ผู้เสียหายที่ 2 ดูภาพถ่ายจำเลยทั้งสองแล้วผู้เสียหายที่ 2 ให้การยืนยันว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ประกอบกับพันตำรวจโทชำนาญ พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนคดีนี้ต่อจากร้อยตำรวจโทเชิดศักดิ์ เบิกความว่า เมื่อจับจำเลยทั้งสองได้พยานได้จัดให้ผู้เสียหายที่ 2 ชี้ตัวจำเลยทั้งสองโดยผ่านห้องกระจก ผู้เสียหายที่ 2 บอกแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองมีลักษณะคล้ายกับคนร้ายในวันเกิดเหตุและตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ดูจำเลยทั้งสองผ่านห้องกระจกแล้วเห็นว่ามีลักษณะคล้ายคนในภาพถ่าย แต่เมื่อดูจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวจริงแล้วปรากฏว่ามีลักษณะแตกต่างไปจากบุคคลในวันเกิดเหตุ ตามคำเบิกความของพันตำรวจโทชำนาญแสดงว่า ผู้เสียหายที่ 2 มิได้จำคนร้ายได้แน่นอนและจำเลยทั้งสองเพียงแต่คล้ายคลึงกับคนร้ายเท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย ที่โจทก์ฎีกาว่า บันทึกคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนกระทำต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์จึงสามารถรับฟังได้เสมือนคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย นั้น เห็นว่า การที่จะรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนตามมาตรา 133 ทวิ เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง และศาลต้องรับฟังประกอบพยานอื่นของโจทก์ คดีนี้พันตำรวจโทชำนาญเบิกความว่า มีการส่งหมายเรียกไปยังผู้เสียหายทั้งสองตามภูมิลำเนาที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ส่งไม่ได้เพราะผู้เสียหายทั้งสองเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด ต่อมาทราบว่าทำงานที่ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร แต่ไม่สามารถสืบทราบว่าทำงานที่ใด ปัจจุบันไม่สามารถติดตามผู้เสียหายทั้งสองมาเบิกความได้ เห็นว่า เมื่อพนักงานสอบสวนทราบว่าผู้เสียหายทั้งสองทำงานที่ตำบลคลองมะเดื่อ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร แสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ การสืบหาที่อยู่ของผู้เสียหายที่ 2 น่าจะทำได้โดยไม่ยาก การที่โจทก์ไม่นำผู้เสียหายที่ 2 มาเบิกความจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง กรณีจึงไม่อาจรับฟังสื่อภาพและเสียงคำให้การของผู้เสียหายที่ 2 ในชั้นสอบสวนเป็นพยานเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 172 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรัชตะหรือเปียง รุ่งกิตติอาภรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายเสกสันติ์ เทพหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
ปดารณี ลัดพลี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11294/2556
#559143
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับจำเลยต่างอยู่ในฐานะผู้ประกอบเกษตรกรรมตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (2) แต่เนื่องจากลักษณะการดำเนินการระหว่างกันเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ส่งมอบต้นตอยางพาราและวัสดุแก่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ เพื่อให้จำเลยนำไปเพาะเลี้ยงให้เป็นต้นกล้ายางพาราชำถุงแล้วนำมาขายคืนแก่โจทก์ โดยหักราคาค่าต้นตอยางพารากับค่าวัสดุที่รับไปก่อนนั้นกับต้นกล้ายางพาราที่นำมาส่งมอบ ต้นตอยางพาราที่จำเลยรับไปจากโจทก์เพื่อให้จำเลยเพาะเลี้ยงแล้วนำมาขายคืนแก่โจทก์นั้นเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ตกอยู่ในบังคับอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 534,524.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 395,242 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 395,242 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วดังกล่าวเห็นได้ว่า โจทก์กับจำเลยต่างอยู่ในฐานะผู้ประกอบเกษตรกรรมตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (2) แต่เนื่องจากลักษณะการดำเนินการระหว่างกันเป็นเรื่องที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ส่งมอบต้นตอยางพาราและวัสดุแก่จำเลยผู้เป็นลูกหนี้ เพื่อให้จำเลยนำไปเพาะเลี้ยงให้เป็นต้นกล้ายางพาราชำถุงแล้วนำมาขายคืนแก่โจทก์ โดยหักราคาค่าต้นตอยางพารากับค่าวัสดุที่รับไปก่อนนั้นกับต้นกล้ายางพาราที่นำมาส่งมอบ ต้นตอยางพาราที่จำเลยรับไปจากโจทก์เพื่อให้จำเลยเพาะเลี้ยงแล้วนำมาขายคืนแก่โจทก์นั้นเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ตกอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ตกอยู่ในบังคับอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) ส่วนที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าตกอยู่ในบังคับอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 นั้นก็ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาดังเหตุผลดังที่กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อโจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2547 เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 ประกอบมาตรา 203 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2552 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญหลวย สุขเกษม
จำเลย — นายยึด อินต๊ะเทพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นายพลจักร์ คงน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอำนวย เต้พันธ์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11249/2556
#559299
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการย่อมมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้เท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ นั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนั้น การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวย่อมขัดต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงตามที่กำหนดตามแผนดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวน แต่ก็เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้โจทก์ได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้น้อยลงและจะเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากลูกหนี้อีกไม่ได้ แต่ในส่วนจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังไม่ระงับทั้งหมดอยู่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,445,354.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 11,979,741.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้ หนี้เกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิต ทรัสต์รีซีท และหนี้อื่น ๆ ของบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ไว้ต่อโจทก์ และบริษัทเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท นอกจากนี้บริษัทยังมีหนี้อื่นและมีเจ้าหนี้รายอื่นอีกหลายราย ต่อมาบริษัทได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับโจทก์และเจ้าหนี้รายอื่นที่เป็นสถาบันการเงินรวม 15 ราย แต่ยังชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน ยังมีหนี้ค้างชำระคิดถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นต้นเงิน 11,979,741.05 บาท และดอกเบี้ย 3,465,613.26 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 15,445,354.31 บาท และบริษัทยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่งในที่สุดศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) แล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 970/2546 ของศาลล้มละลายกลาง โดยตามแผนฟื้นฟูกิจการมีข้อความเป็นทำนองให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดได้ และในระหว่างที่บริษัทยังปฏิบัติตามแผน เจ้าหนี้จะไม่บังคับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกัน ซึ่งก็ปรากฏว่าบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามแผนฟื้นฟูกิจการโดยมิได้ผิดนัดแต่อย่างใด

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ต่อโจทก์ ทั้งที่โจทก์ยังคงได้รับชำระหนี้จากบริษัทตามแผนฟื้นฟูกิจการมาโดยตลอด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "แผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้ว ผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้และเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ตามมาตรา 90/27" และในวรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และไม่มีผลให้บุคคลเช่นว่านั้นต้องรับผิดในหนี้ที่ก่อขึ้นตามแผนตั้งแต่วันดังกล่าว เว้นแต่บุคคลเช่นว่านั้นจะยินยอมโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย" ดังนั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนนั้น ย่อมมีผลเฉพาะตัวลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการ ส่วนบุคคลภายนอกซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง อันได้แก่ บุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกันหรือผู้อยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ นั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดชอบบุคคลเหล่านั้นที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ความรับผิดของบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดอีกเช่นไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ดังนั้น จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันบริษัทจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็ต่อเมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ซึ่งหากโจทก์ได้รับชำระหนี้จากบริษัทลูกหนี้ดังกล่าวเพียงบางส่วน หนี้ส่วนของจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันก็ย่อมระงับเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนกรณีที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวนั้น เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงตามที่กำหนดตามแผนดังกล่าว จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงไม่หลุดพ้นจากหนี้ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันบริษัทได้ ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายนี้ไว้เช่นเดียวกันนี้แล้ว นอกจากนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังวินิจฉัยด้วยว่า ในส่วนกรณีที่ตามแผนฟื้นฟูกิจการบริษัทลูกหนี้ข้อ 2.4 ระบุว่า ในระหว่างที่บริษัทลูกหนี้สามารถดำเนินการตามแผนนี้เจ้าหนี้จะไม่บังคับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกันตามสัญญา ก็มีลักษณะเพียงการขอร้องเจ้าหนี้ มิได้มีสภาพบังคับ สิทธิของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ที่มีอยู่ต่อจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งมิได้ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดในแผนดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ที่ศาลดังกล่าววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตก็โดยเหตุผลที่เห็นว่า พยานโจทก์คือ นายปรีชาและนางรัตยาเบิกความว่า โจทก์ได้ขอยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อศาลล้มละลายกลางเต็มจำนวนแล้ว และขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้บริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ที่ฟื้นฟูกิจการนี้ยังปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงยังคงได้รับชำระหนี้จากบริษัทลูกหนี้ดังกล่าวมาโดยตลอด แต่กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเท่านั้น ซึ่งในข้อนี้เห็นว่า แม้โจทก์จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวน แต่ก็เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวไว้ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2546 และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนในภายหลังและปรากฏตามแผนฟื้นฟูกิจการว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 คือ เจ้าหนี้สถาบันการเงินไม่มีประกันจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ต้นเงินจำนวนร้อยละ 26.10 ของต้นเงินหนี้ไม่มีประกันจากกระแสเงินสดภายในระยะเวลา 120 เดือน และแปลงหนี้เป็นทุนโดยหุ้นของบริษัทบางส่วน โดยมีหนี้ต้นเงินส่วนที่ให้ถือเป็นส่วนที่ได้รับการยกเว้นการชำระทั้งจำนวนทันทีที่ศาลเห็นชอบด้วยแผน ดังนี้ จำนวนหนี้ที่บริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) เป็นหนี้ต่อโจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 166,298,975.40 บาท ซึ่งโจทก์ขอรับชำระหนี้ไว้นั้น จากแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้นี้ โจทก์จะมีสิทธิได้รับการชำระหนี้ต้นเงินจากกระแสเงินสดเพียง 43,407,358.56 บาท กับการแปลงหนี้เป็นทุนในมูลค่าหุ้นเป็นเงิน 4,236,915.63 บาท เท่านั้น จะเรียกร้องหนี้ส่วนที่เหลือจากลูกหนี้อีกไม่ได้ โดยบริษัทลูกหนี้ดังกล่าวได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายในเรื่องการฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนจำเลยทั้งสองผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่ยังไม่ระงับทั้งหมดอยู่ ดังนั้น โจทก์จึงยังคงมีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งสองได้เป็นคดีนี้ได้โดยชอบ ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนที่จำเลยทั้งสองแก้อุทธรณ์เป็นทำนองเดียวกันว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการข้อ 2.4 เจ้าหนี้ตกลงจะไม่บังคับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกันและหากลูกหนี้ชำระหนี้และปฏิบัติตามแผนฟื้นฟูกิจการเสร็จสิ้น เจ้าหนี้ตกลงให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด โดยโจทก์ลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนี้ ย่อมเป็นการแสดงเจตนาตกลงรับข้อกำหนดตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวนี้ด้วย การที่โจทก์ยังมาฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เป็นการอ้างถึงเหตุที่ว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตคนละเหตุกันกับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้เป็นเหตุผลในการวินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนี้โดยไม่สุจริต และยังกลับเป็นการกล่าวอ้างโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว อันต้องทำเป็นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยทั้งสองเพียงแต่แก้อุทธรณ์มาจึงไม่ชอบ และไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 15,445,354.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,979,741.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้โดยหากโจทก์ได้รับชำระหนี้ส่วนดังกล่าวจากบริษัทไทยไวร์ โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) แล้วเป็นจำนวนเท่าใดให้นำมาหักออก และบังคับได้เฉพาะส่วนที่ยังค้างชำระเท่านั้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศิระ งานทวี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายณัฐพล จุลละเกศ
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11248/2556
#559063
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ความรับผิดของผู้ร้องในฐานะผู้จำนองมีต่อโจทก์เดิมเพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือปลดภาระการจำนองและให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันตามสัญญาทุกฉบับ ย่อมเป็นการขัดต่อบทกฎหมายดังกล่าวอันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ผู้ร้องในฐานะผู้จำนองจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท 23 ฉบับ แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ ถ้าไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบถ้วน และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จำนองร่วมรับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าต้นเงินตามวงเงินในสัญญาจำนอง 80,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 6266, 6283, 6422, 8249, 10595, 10703, 16658 และ 17143 ตำบลสองคลอง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระจนครบจำนวนหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเท่าที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เพื่อนำออกขายทอดตลาด

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยบริษัทแอล พี เอ็น แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนและบริหารแผนและโจทก์เดิมในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเจ้าหนี้ลำดับที่ 2 ตามแผนของจำเลยที่ 1 กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือปลดภาระการค้ำประกันโดยมีเงื่อนไขการปลดภาระการค้ำประกันในส่วนผู้จำนองว่า เมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนทุกฉบับของจำเลยที่ 1 เจ้าหนี้ยินยอมปลดภาระการจำนองที่ผู้จำนองมีต่อเจ้าหนี้และให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันตามสัญญาทุกฉบับที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้ทันที หลังจากนั้นเจ้าหนี้จะต้องคืนหลักฐานการจำนองทั้งหมดให้แก่ผู้จำนองหรือผู้บริหารแผนภายใน 10 วัน นับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผน การที่จำเลยที่ 1 ยังคงผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผน โจทก์เดิมยังไม่สามารถยึดและขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้ตามมาตรา 90/60 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมต้องรับสิทธิและหน้าที่ตามที่โจทก์เดิมมีต่อผู้ร้อง การที่ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการยึดและงดการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว

ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการมีสาระสำคัญให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ หากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามแผน เจ้าหนี้ยินยอมปลดภาระหนี้การค้ำประกัน จำนอง และจำนำทั้งหมดให้แก่ผู้ค้ำประกันและ/หรือผู้จำนอง และ/หรือผู้จำนำ ตามสัญญาทุกฉบับที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้ทันที และต้องไถ่ถอนจำนองให้แก่ผู้จำนอง ผู้บริหารแผนให้โจทก์เดิมจัดทำหนังสือปลดภาระหนี้ค้ำประกัน เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติเห็นชอบด้วยแผนโดยไม่มีเจ้าหนี้รายใดคัดค้าน และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผนของจำเลยที่ 1 ย่อมผูกพันเจ้าหนี้ทุกรายที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมทั้งโจทก์เดิม อย่างไรก็ตามคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ต้องชำระหนี้ตามที่กำหนดในแผนเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่น ๆ ซึ่งต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ เช่น ลูกหนี้ร่วม ผู้ค้ำประกัน หรือบุคคลที่อยู่ในลักษณะเดียวกับผู้ค้ำประกัน ความผิดของบุคคลดังกล่าวมีอยู่เพียงใด ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง คำสั่งศาลล้มละลายกลางที่เห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 ดังนั้น หนี้ในส่วนที่ผู้ร้องต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการหนี้ในส่วนที่ขาดอยู่จำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง เมื่อปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้แก่ผู้บริหารแผนยังไม่ครบถ้วนและการดำเนินการตามแผนเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่แน่นอนว่าผู้บริหารแผนจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่ และแม้ว่าในอนาคตโจทก์เดิมอาจจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผน โจทก์เดิมก็ยังมีสิทธิเรียกร้องหนี้ส่วนที่ขาดจากผู้ร้องอยู่ ที่ผู้ร้องอ้างว่าแผนกำหนดให้โจทก์เดิมปลดภาระการประกันจากผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 นั้น เป็นข้อกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหรือลูกหนี้ร่วมหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว โดยไม่คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์เดิมและผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องชำระหนี้ได้และมีสิทธิบังคับคดีทรัพย์จำนองของผู้ร้องโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า มีเหตุจะต้องเพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องตามคำร้องหรือไม่ เห็นว่า คำสั่งศาลซึ่งเห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน หรืออยู่ในลักษณะอย่างผู้ค้ำประกันของลูกหนี้ในหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จำนองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์เดิม สำหรับความรับผิดของผู้ร้องมีต่อโจทก์เดิมเพียงใด ย่อมเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง แม้ได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องว่า การตกลงว่าจะให้มีการปลดภาระหนี้ของผู้ค้ำประกันนั้น เจ้าหนี้ผู้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันได้ประชุมหารือกันจนได้ข้อยุติว่าให้ปลดภาระค้ำประกันของผู้ค้ำประกันได้ และเจ้าหนี้ที่มีภาระหนี้ค้ำประกันร่วมพิจารณาเห็นชอบในเนื้อหาหนังสือปลดภาระค้ำประกันแล้วก็ตาม แต่ผลของคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมีผลเฉพาะตัวจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) ในคดีฟื้นฟูกิจการเท่านั้นที่จะหลุดพ้นจากหนี้ที่มีอยู่ก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วมาผูกพันตามหนี้ที่กำหนดไว้ในแผน ส่วนบุคคลอื่นซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) จะต้องรับผิดเช่นไรต้องเป็นไปตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งว่าด้วยความรับผิดของบุคคลทางแพ่ง ดังนี้ ในส่วนตัวจำเลยที่ 1 (ลูกหนี้) ย่อมได้รับการปลดเปลื้องความรับผิดในส่วนที่ขาดโดยผลของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ แต่ในส่วนผู้ร้องผู้จำนองจะหลุดพ้นความรับผิดก็ต่อเมื่อหนี้นั้นได้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 การที่แผนฟื้นฟูกิจการในคดีดังกล่าวกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องทำหนังสือปลดภาระการจำนองว่า เมื่อเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในแผนแล้ว เจ้าหนี้ยินยอมปลดภาระจำนองที่ผู้จำนองมีต่อเจ้าหนี้และให้ผู้จำนองสิ้นความผูกพันตามสัญญาทุกฉบับที่ได้ทำไว้กับเจ้าหนี้นั้น ย่อมเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง ดังกล่าว อันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ผู้ร้องในฐานะผู้จำนองจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ส่วนที่ขาด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ย่อมมีสิทธินำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของผู้ร้องได้ กรณีไม่มีเหตุจะเพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องตามคำร้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัทแอล พี เอ็น กรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัทแอล พี เอ็น เพลทมิล จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสุรพล คงลาภ
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11246/2556
#559297
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบสินค้าได้ต้องเวนคืนใบตราส่งนั้นแก่จำเลยผู้ขนส่งหรือตัวแทนจำเลย เมื่อใบตราส่งที่จำเลยออกให้แก่โจทก์กับใบตราส่งฉบับที่ผู้รับสินค้ามอบให้แก่ตัวแทนจำเลยเพื่อรับสินค้าไปมีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนหลายประการ โดยเฉพาะชื่อเรือเป็นชื่อเรือคนละลำ ทั้งจำเลยส่งสินค้าผ่านตัวแทนจำเลยดังกล่าวเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว ตัวแทนจำเลยควรที่จะตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบจนเห็นข้อแตกต่างในใบตราส่งที่ผู้รับสินค้านำมามอบให้กับใบตราส่งที่จำเลยออกให้จริงได้ ข้อผิดพลาดในการตรวจใบตราส่งนี้จึงเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของตัวแทนจำเลย ยิ่งไปกว่านี้หน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยผู้รับขนของทางทะเลและตัวแทนจำเลยที่ทำหน้าที่ส่งมอบสินค้าแทนจำเลยในกรณีนี้ คือต้องส่งมอบสินค้าแก่ผู้มีใบตราส่งฉบับแท้จริงมามอบเวนคืนให้ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 28 หากมีการมอบเวนคืนใบตราส่งปลอมอันมิใช่ฉบับที่แท้จริง แต่ตัวแทนจำเลยส่งมอบสินค้าไป ถือได้ว่าเป็นการส่งมอบสินค้าไปโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่งอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้รับขนของทางทะเลที่ไม่ถูกต้อง ความรับผิดชอบจึงตกอยู่แก่ผู้ขนส่งทางทะเลและต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้ที่นำใบตราส่งปลอมมาเวนคืนต่อไป หาใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ส่งตามสัญญารับขนของทางทะเล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 409,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 409,630 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17 กันยายน 2551) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นประการแรกว่า หนังสือมอบอำนาจให้นางสมใจ ดำเนินคดีแทนโจทก์ ประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์โดยชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้พยานดำเนินคดีนี้แทน โดยบริษัทโจทก์จดทะเบียนตราสำคัญไว้ 2 รูปแบบ ตามที่ปรากฏในรายการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อพิจารณาตราประทับในหนังสือมอบอำนาจ ก็เห็นได้ว่าตรงกับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ดังกล่าว ส่วนที่นายธีระพล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยเบิกความว่า ตราประทับในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นตราประทับปลอม มิใช่ตราประทับที่ให้ไว้แก่นายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์นั้น เป็นคำเบิกความลอย ๆ ขัดต่อรายการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมที่มีนายทะเบียนลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้ว่า หนังสือมอบอำนาจฉบับนี้ประทับตราสำคัญของโจทก์โดยชอบแล้ว นางสมใจจึงมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยอีกประการหนึ่งว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดหรือไม่ จากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ยุติว่า จำเลยเป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลจากท่าเรือในประเทศไทยไปยังท่าเรือในประเทศอิสราเอล ตามใบตราส่งเอกสารท้ายคำฟ้อง อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และจำเลยให้การรับว่าเป็นผู้ขนส่งสินค้าข้าวสารครั้งที่ 2 ตามฟ้องจริง จำเลยจึงเป็นผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลที่ได้ออกใบตราส่งให้แก่โจทก์ผู้ส่ง ดังนั้น ผู้ซื้อสินค้าจากโจทก์จะใช้สิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบสินค้าได้ก็ต้องเวนคืนใบตราส่งนั้นแก่จำเลยหรือตัวแทนจำเลยตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 28 และตามคำเบิกความของนายธีระพลพยานจำเลยซึ่งเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ก็ได้ความว่า ใบตราส่งที่จำเลยออกให้แก่โจทก์มีฉบับสำเนาในการออกใบตราส่ง ส่วนใบตราส่งฉบับที่ผู้รับสินค้ามอบให้แก่ตัวแทนจำเลยในประเทศอิสราเอลเพื่อรับสินค้าไป คือใบตราส่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกันแล้วมีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจน คือในใบตราส่งที่แท้จริงที่จำเลยออกให้ซึ่งมีข้อความ ในช่องผู้รับตราส่งระบุชื่อว่า ROSHDI HAMADA & BROS CO., LTD ช่องชื่อเรือ E.R. FELIXSTOWE V.0712 ช่องท่าเรือที่บรรทุกของลงเรือ LAEM CHABANG PORT ช่องท่าเรือปลายทางที่ขนของขึ้น ASHDOD PORT, ISRAEL และช่องสถานที่ส่งมอบ ASHDOD PORT, ISRAEL แต่ในใบตราส่งที่ผู้รับสินค้ามอบแก่ตัวแทนจำเลย ในช่องผู้รับตราส่งระบุชื่อว่า TRADE & MARKETING CO. ROSHDI HAMADA & BROS. GEM. ช่องชื่อเรือ SA HELDERBERG V. 0722 ในช่องท่าเรือที่บรรทุกของลงเรือ LAEM CHABANG, THAILAND ในช่องท่าเรือปลายทางที่ขนของขึ้น ASHDOD, ISRAEL และช่องสถานที่ส่งมอบ ASHDOD, ISRAEL เห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันให้เห็นได้หลายประการ โดยเฉพาะชื่อเรือที่แตกต่างให้เห็นเป็นชื่อเรือคนละลำกัน และตามคำเบิกความของนางสาวยุวราช พยานจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านยังได้ความว่า จำเลยส่งสินค้ามูลค่าสูงผ่านตัวแทนจำเลยดังกล่าวเป็นเวลากว่า 10 ปี ไม่เคยมีปัญหา แสดงว่าตัวแทนจำเลยเคยเห็นและสามารถตรวจสอบรายละเอียดใบตราส่งของจำเลยได้ดี ย่อมควรที่จะตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบจนเห็นข้อแตกต่างในใบตราส่งที่ผู้รับสินค้านำมามอบให้กับใบตราส่งที่จำเลยออกให้จริงได้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ข้อผิดพลาดในการตรวจใบตราส่งนี้เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของตัวแทนจำเลยดังกล่าว และที่สำคัญไปกว่านี้ได้แก่ หน้าที่และความรับผิดชอบของจำเลยผู้รับขนของทางทะเลและตัวแทนจำเลยที่ทำหน้าที่ส่งมอบสินค้าแทนจำเลยในกรณีนี้ที่ต้องส่งมอบสินค้าแก่ผู้มีใบตราส่งฉบับแท้จริงมามอบเวนคืนให้ตามมาตรา 28 ดังกล่าวข้างต้น หากมีการมอบเวนคืนใบตราส่งปลอมอันมิใช่ฉบับที่แท้จริง แต่ตัวแทนจำเลยส่งมอบสินค้าไปก็ย่อมถือว่าเป็นการส่งมอบสินค้าไปโดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่งอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้รับขนของทางทะเลที่ไม่ถูกต้องตามมาตรา 28 ที่ความรับผิดชอบตกอยู่แก่ผู้ขนส่งทางทะเล แม้ต้นเหตุจะเกิดจากผู้ที่นำใบตราส่งปลอมมาใช้เวนคืนเพื่อรับสินค้าจนได้รับสินค้าไปก็ตาม ผู้ขนส่งทางทะเลก็ต้องรับผิดชอบในการส่งมอบสินค้าไม่ถูกต้อง และต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้ที่นำใบตราส่งปลอมมาเวนคืนนั้นต่างหากต่อไป หาใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นปฏิเสธความรับผิดต่อผู้ส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลได้ ดังนี้จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญารับขนของทางทะเล เนื่องจากตัวแทนจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในการส่งมอบของไม่ถูกต้องตามหน้าที่ของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 28 ดังกล่าว อันเป็นบทกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ขนส่งในการส่งมอบของที่ต้องเวนคืนใบตราส่ง เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการชำระค่าสินค้า และการปฏิบัติหน้าที่ผู้ขนส่งไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับจำเลยต้องเสียหายจากการที่ผู้ซื้อไม่ยอมชำระค่าสินค้า ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่า โจทก์ตกลงยอมรับชำระค่าสินค้าจากผู้ซื้อที่นำใบตราส่งปลอมมารับมอบสินค้าตามข้อเสนอของผู้ซื้อเป็นเงินเพียง 777,953.02 บาท ซึ่งต่อมามีการชำระค่าสินค้ากันนั้น ข้อความ เกี่ยวกับการติดต่อเรียกร้องให้ผู้ซื้อชำระค่าสินค้าแก่โจทก์ดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ได้ความว่าโจทก์ตกลงยินยอมรับชำระหนี้เพียงจำนวนเงินดังกล่าว และมีการชำระเป็นจำนวนนี้เสร็จสิ้นกันแต่อย่างใด ดังนั้นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบุญส่งสยามแลนด์ จำกัด
จำเลย — บริษัทโอเชี่ยนแอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11242/2556
#554808
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่อ้างและนำเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องในคดีนี้เป็นพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโดยอ้างส่งเช็คที่เตรียมไว้ในคดีอื่นเป็นพยานในคดีนี้แทน ต่อมาได้มีการนำเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องมาเปลี่ยนและแนบไว้ในสำนวนหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูลแล้ว เห็นว่า แม้เช็คและใบคืนเช็คเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่โจทก์ไม่ได้นำเช็คทั้งสองฉบับเข้าสืบและอ้างส่งเป็นพยานต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และต่อมามีการแก้ไขคำเบิกความของพยาน และนำเช็คทั้งสองฉบับมาเปลี่ยนและแนบไว้ในสำนวนซึ่งจำเลยฎีกาว่าเป็นการกระทำโดยไม่ชอบก็ตาม ก็ต้องถือว่าคดีนี้ได้มีการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ไม่ใช่คดีที่ยังไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องตามที่จำเลยฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีมีมูลและให้ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 ส่วนการที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยหรือพิพากษายกฟ้อง เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ซึ่งโจทก์สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพิ่มเติม รวมทั้งอ้างเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องซึ่งโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้วนอกเหนือจากที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโดยไม่ให้โอกาสโจทก์นำสืบพยานหลักฐานจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากสำนวนและจากคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว ได้ความว่า เช็คที่โจทก์นำสืบอ้างเป็นพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องไม่ตรงตามเช็คที่ระบุในคำฟ้อง โจทก์จึงนำเช็คตามคำฟ้องมาขอเปลี่ยนและรวมไว้ในสำนวนในภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจนสิ้นกระแสความแล้วมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ไม่ได้อ้างและนำเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องในคดีนี้เป็นพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยอ้างส่งเช็คที่เตรียมไว้ในคดีหมายเลขดำที่ 4226/2551 ของศาลชั้นต้นเป็นพยานในคดีนี้แทน ต่อมาได้มีการนำเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องมาเปลี่ยนและแนบไว้ในสำนวนหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูลแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้เช็คและใบคืนเช็คเป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดี ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แต่โจทก์ไม่ได้นำเช็คทั้งสองฉบับเข้าสืบและอ้างส่งเป็นพยานต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และต่อมามีการแก้ไขคำเบิกความของพยาน และนำเช็คทั้งสองฉบับมาเปลี่ยนและแนบไว้ในสำนวนซึ่งจำเลยฎีกาว่าเป็นการกระทำโดยไม่ชอบก็ตาม ก็ต้องถือว่าคดีนี้ได้มีการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ไม่ใช่คดีที่ยังไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องตามที่จำเลยฎีกา เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูล และให้ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 ส่วนการที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยหรือพิพากษายกฟ้อง เป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ซึ่งโจทก์สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพิ่มเติม รวมทั้งอ้างเช็คทั้งสองฉบับตามฟ้องซึ่งโจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานไว้แล้วนอกเหนือจากที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพิพากษายกฟ้องโดยไม่ให้โอกาสโจทก์นำสืบพยานหลักฐานจึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 170
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอินเตอร์เทรดพาร์ท จำกัด
จำเลย — นางณัฐชมัย เอมใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายประยูร กิ่งไทร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11236/2556
#559302
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำยืนยันรับรองข้อมูลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เกมเป็นคำรับรองยืนยันของกรรมการบริษัท ก. ว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ซึ่งได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น มิใช่คำรับรองยืนยันของบริษัทโจทก์ร่วมในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนในสำเนาหนังสือมอบอำนาจก็ปรากฏว่า ประธานบริษัทโจทก์ร่วมยืนยันเพียงว่าบริษัทโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของและหรือผู้อนุญาตซึ่งเกมวิดีโอเครื่องเล่นอาร์เคดและซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาร์เคดภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" เท่านั้น โจทก์ร่วมมิได้ยืนยันความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าวที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง ในข้อนี้กลับปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยตามสำเนาหนังสือของบริษัท ซ. ว่า บริษัท ซ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผ่นซีดีเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ซึ่งได้โฆษณางานครั้งแรกที่ประเทศสหราชอาณาจักร พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงรับฟังไม่ได้ว่า บริษัทโจทก์ร่วมประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามฟ้อง โจทก์ร่วมจึงไม่อาจมอบอำนาจให้บริษัท ก. ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดอันยอมความได้ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนจำเลยในความผิดฐานนี้ และโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 30, 31, 61, 70, 75 และ 76 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 ให้แผ่นดีวีดีเกมจำนวน 1 แผ่น ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทแกแล็คซี่เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเซก้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 108 ให้ระวางโทษตามมาตรา 110 (ที่ถูก มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108) ซึ่งปกเกมที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย (ที่ถูก ซึ่งปกเกมที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร) นั้นจำเลยได้ขายพร้อมกับแผ่นดีวีดีเกมในคราวเดียวกัน และโจทก์ก็ได้บรรยายคำฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ของกลางมีจำนวนแผ่นเดียว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยให้รอการกำหนดโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้แผ่นดีวีดีเกมจำนวน 1 แผ่น ของกลางที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ตามฟ้อง และเป็นผู้เสียหายซึ่งอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดต่อส่วนตัวฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) หรือไม่ เห็นว่า ตามคำยืนยันรับรองข้อมูลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เกมเป็นคำรับรองยืนยันของนายสุพลและนายธนา ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทแกแล็คซี่เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด ตามสำเนาหนังสือรับรอง ว่าโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ซึ่งได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 มิใช่คำรับรองยืนยันของบริษัทโจทก์ร่วมในความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 แต่อย่างใด ส่วนในสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ก็ปรากฏว่านายฮิซาโอะ (Hisao )ประธานบริษัทโจทก์ร่วมยืนยันเพียงว่าบริษัทโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของและหรือผู้อนุญาตซึ่งเกมวิดีโอเครื่องเล่นอาร์เคด (arcade machines) และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อาร์เคดภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" เท่านั้น โจทก์ร่วมมิได้ยืนยันความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าวดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้องเช่นกัน นอกจากนี้นายอภิชาติ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทแกแล็คซี่เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ที่แผ่นปกเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของกลาง มีข้อความว่า "ไม่ต้องใช้ Crack ลงทะเบียนเหมือนของแท้ด้วย PhoneActivate" ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบภาพแผ่นปกเกมดังกล่าวของแท้ แล้วปรากฏว่าแผ่นปกเกมของแท้จะไม่มีข้อความดังกล่าว เมื่อตรวจดูภาพปกเกมของแท้ที่มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ แล้วไม่ปรากฏว่ามีข้อความแสดงถึงชื่อบริษัทโจทก์ร่วมเป็นภาษาอังกฤษว่า "Sega Corporation" เป็นผู้ผลิตสินค้าเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009แต่อย่างใด รวมทั้งในภาพแผ่นปกเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" แผ่นที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมีลิขสิทธิ์ถูกต้องและจัดจำหน่ายในประเทศไทยโดยนิวอีร่าตามภาพถ่ายแผ่นปกเกม ที่ทนายโจทก์ร่วมใช้ประกอบการถามค้านตัวจำเลยก็ไม่ปรากฏชื่อบริษัทโจทก์ร่วมเป็นภาษาอังกฤษว่า "Sega Corporation" เป็นผู้ผลิตสินค้าเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 เช่นกัน ในข้อนี้กลับปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยตามสำเนาหนังสือของบริษัทเซก้ายุโรปจำกัด (SEGA Europe Limited) ในประเทศสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2551 ว่า บริษัทเซก้ายุโรป จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแผ่นซีดีเกมฟุตบอลเมเนเจอร์ 2009 ซึ่งได้โฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกที่ประเทศสหราชอาณาจักร ดังนี้ จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังได้วินิจฉัยมาดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ว่า บริษัทโจทก์ร่วม (Sega Corporation) ประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกม "FOOTBALL MANAGER 2009" ดังที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เกม "FOOTBALL MANAGER 2009" โจทก์ร่วมจึงไม่อาจมอบอำนาจให้บริษัทแกแล็คซี่เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด ร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดอันยอมความได้ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนจำเลยในความผิดฐานนี้ และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 และ 121 กรณีจึงต้องพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดฐานนี้ ส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายซึ่งสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" ของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วสำหรับสินค้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ในปัญหานี้นายสุพล กรรมการบริษัทแกแล็คซี่เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมและนายอภิชาติ ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทแกแล็คซี่เอ็ดดูเทนเม้นท์ จำกัด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้เบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่า บริษัทโจทก์ร่วมที่ประเทศญี่ปุ่นผลิตสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" ออกจำหน่ายตั้งแต่เมื่อใดและส่งสินค้าดังกล่าวมาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อใด และโจทก์กับโจทก์ร่วมก็ไม่ได้ส่งแผ่นดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009"ของแท้ที่บริษัทโจทก์ร่วมเป็นผู้ผลิตเป็นวัตถุพยานในคดีนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมอ้างส่งเพียงภาพปกสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" เป็นภาษาอังกฤษตามภาพถ่ายใน และภาพถ่ายปกสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" แผ่นที่ 3 และ 4 ที่เป็นของแท้เท่านั้น ซึ่งภาพถ่ายปกสินค้าแผ่นดีวีดีดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีชื่อบริษัทโจทก์ร่วมเป็นภาษาอังกฤษว่า "Sega Corporation"เป็นผู้ผลิตสินค้าดีวีดีเกมดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพถ่ายปกสินค้าดีวีดีเกม"FOOTBALL MANAGER 2009" ระบุว่า เป็นดีวีดีเกมที่ไม่มีจำหน่ายนอกประเทศไทย (NOT FOR SALE OUTSIDE THAILAND) หรือเป็นดีวีดีเกมที่ให้จำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น และเป็นการจัดจำหน่ายโดยนิวอีร่า ซึ่งข้อเท็จจริงนี้เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยตามสำเนาหนังสือของบริษัทเซก้ายุโรป จำกัด ซึ่งระบุว่าบริษัทเซก้ายุโรป จำกัด ที่ประเทศสหราชอาณาจักรเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" และบริษัทเซก้ายุโรป จำกัดได้มอบอำนาจให้บริษัทนิวอีร่าอินเตอร์แอกทีฟ จำกัด (New Era Interactive Media Co.,Ltd.) เป็นผู้ควบคุมบริษัทเอ็มพีโอเอเชีย จำกัด (MPO Asia Co.,Ltd.) ในการผลิตซีดีเกม "Football Manager 2009 PC" ออกจำหน่าย ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า บริษัทโจทก์ร่วมได้ผลิตสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" ออกจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อใด ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทโจทก์ร่วมเป็นผู้ผลิตสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" ออกจำหน่ายในประเทศไทย และเมื่อไม่มีสินค้าดีวีดีเกมดังกล่าวของโจทก์ร่วมที่แท้จริงวางจำหน่ายในประเทศไทย ประกอบกับข้อเท็จจริงยังได้ความว่ามีสินค้าที่บริษัทเซก้ายุโรป จำกัด ในประเทศสหราชอาณาจักรผลิตโดยใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "SEGA" เช่นเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ร่วมออกจำหน่ายในต่างประเทศ ย่อมเป็นไปได้ว่าจำเลยอาจมีสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" โดยชอบดังกล่าวมาจากต่างประเทศ ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้แน่ชัดว่าแผ่นดีวีดีเกม"FOOTBALL MANAGER 2009" ของกลางที่ยึดจากจำเลยเป็นสินค้าดีวีดีเกม "FOOTBALL MANAGER 2009" ปลอมและเป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" ปลอมเครื่องหมายการค้าคำว่า "SEGA" ของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 110 (1) ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเซก้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด
จำเลย — นายทศพล ธรรมประศาสน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนัชพันธ์ วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11235/2556
#554736
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยไม่นำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาที่ตกลงกัน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมายให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 แต่ได้ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุดังกล่าว และแม้คำให้การจำเลยที่ 1 จะปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องอื่น ๆ ด้วยและขอให้ยกฟ้อง ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 สละข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,300,000 บาท คืนแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไป คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 80,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาอนุญาตให้โจทก์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ECONS ของจำเลยทั้งสอง ราคา 6,300,000 บาท เพื่อที่โจทก์จะนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาใช้กับระบบการทำงานของโจทก์ จำเลยทั้งสองติดตั้งโปรแกรมดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ชำระเงินจำนวน 4 งวด แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยที่ยังมิได้มีการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนแต่อย่างใด คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ยังต้องดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องคดีเกี่ยวกับข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมิได้เสนอข้อพิพาทนั้นต่อคณะอนุญาโตตุลาการตามสัญญา คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการ และเมื่อศาลทำการไต่สวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ ก็ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสีย คดีนี้ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมิได้นำข้อพิพาทเสนอต่ออนุญาโตตุลาการให้วินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนตามสัญญาอนุญาตให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การระงับข้อพิพาทที่กำหนดว่า "ในกรณีที่มีข้อพิพาท ข้อขัดแย้ง หรือข้อเรียกร้องใด ๆ เกิดขึ้นจากสัญญานี้ หรือเกี่ยวเนื่องจากสัญญานี้ รวมทั้งปัญหาการผิดสัญญา การเลิกสัญญา หรือความสมบูรณ์แห่งสัญญา ให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายดำเนินการเจรจาตกลงกันเพื่อระงับข้อพิพาทภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คู่สัญญาฝ่ายที่กล่าวอ้างว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นได้แจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร หากคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงกันภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมอบข้อพิพาทดังกล่าวให้อนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดภายใน 30 วัน นับถัดจากวันที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงกันได้" เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงมอบข้อพิพาทที่เกิดขึ้นให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาอนุญาโตตุลาการ การฟ้องคดีของโจทก์โดยไม่นำข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนจึงเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาฉบับนี้ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจไม่ช้ากว่าวันยื่นคำให้การหรือภายในระยะเวลาที่มีสิทธิยื่นคำให้การตามกฎหมาย ให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี เพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ทำคำร้องยื่นต่อศาลให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามความในมาตรา 14 ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้แล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยไม่ดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่โจทก์ไม่ได้เสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดตามสัญญา แม้ในคำให้การจำเลยที่ 1 จะได้ปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในเรื่องอื่น ๆ มาด้วยและขอให้ยกฟ้องก็ตาม กรณีไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้สละข้อตกลงเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามที่ระบุไว้ในสัญญา การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ทำการไต่สวนในปัญหาเรื่องข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยตรงตามมาตรา 14 ดังกล่าวก็ตาม แต่ศาลก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ในชั้นชี้สองสถาน และในชั้นพิจารณา พยานหลักฐานก็เพียงพอรับฟังได้แล้วว่า สัญญาอนุญาตให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบุเรื่องการระงับข้อพิพาทไว้ ซึ่งการที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ECONS ของจำเลยทั้งสองผิดพลาดไม่อาจใช้งานได้ตามที่ตกลงไว้ในสัญญา และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของจำเลยทั้งสองได้แก้ไขปรับปรุงระบบจนเป็นที่พอใจของโจทก์แล้ว อันเป็นการโต้เถียงว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของจำเลยทั้งสองไม่บกพร่องและพร้อมใช้งาน จึงเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามสัญญาที่จะต้องบังคับให้ระงับข้อพิพาทโดยใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาเพียงพอที่ศาลจะไม่ต้องทำการไต่สวนตามมาตรา 14 ต่อไป และกรณีไม่ปรากฏว่ามีเหตุที่ทำให้สัญญาอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นโมฆะ หรือใช้บังคับไม่ได้ หรือมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญานั้นได้ คู่ความจึงต้องผูกพันตามเงื่อนไขในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพื่อให้คู่สัญญาไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการต่อไปจึงเป็นการชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 14 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเดอเบล จำกัด
จำเลย — บริษัทบิสซิเนส บูลเลทีน เซอร์วิส จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา