คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10449/2556
#554796
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายทั้งสามเป็นคนต่างด้าวเบิกความโดยไม่ปรากฏว่าล่ามได้สาบานหรือปฏิญาณตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อในคำให้การพยานในฐานะล่ามนั้นเป็นใคร การสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งสามจึงเป็นการฝ่าฝืน ป.วิ.อ. มาตรา 13 ชอบที่จะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว และย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามและพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 12

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี จำคุกคนละ 10 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า นางสาวซัน ดารี ผู้เสียหายที่ 1 นางสาวซัน มม ผู้เสียหายที่ 2 และนางสาวซัน นา ผู้เสียหายที่ 3 เป็นคนต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาในวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้องทหารเรือตรวจสอบบริเวณท่าเทียบเรือประมงสถานที่เกิดเหตุพบว่ามีคนต่างด้าวถูกบังคับให้ค้าประเวณี และนำตัวผู้เสียหายทั้งสามส่งมอบให้เจ้าพนักงานตำรวจ แล้วพนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามเป็นการเบิกความผ่านล่าม แต่ล่ามมิได้สาบานตน จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง (ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น) เห็นว่า ในคำให้การพยานของผู้เสียหายทั้งสามที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้เสียหายแต่ละคนลงไว้ตอนท้ายนั้น มีลายมือชื่อของบุคคลอื่นลงไว้พร้อมระบุฐานะว่าเป็นล่ามต่อท้ายลายมือชื่อดังกล่าวด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าผู้เสียหายทั้งสามซึ่งเป็นคนต่างด้าวไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย เพราะหากผู้เสียหายทั้งสามพูดหรือเข้าใจภาษาไทยได้ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีการจัดหาล่ามแปล ดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามจึงต้องตกอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น แต่ไม่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ ณ ที่ใดว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อเป็นล่ามผู้แปลนี้เป็นใคร และได้สาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะแปลถ้อยคำของผู้เสียหายทั้งสามให้ถูกต้องและทำหน้าที่โดยสุจริตใจ ไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล ดังนั้นการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในการสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งสามนี้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว ย่อมไม่ชอบ เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในการสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามไม่ชอบเช่นนี้ ชอบที่ศาลจะต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย แม้ผู้เสียหายทั้งสามจะเป็นคนต่างด้าวและเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่าล่วงเลยระยะเวลาที่จะแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้ได้ เมื่อพยานปากผู้เสียหายทั้งสามเป็นพยานสำคัญในคดี ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหายทั้งสามและพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้สั่งให้แก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนี้โดยเห็นว่าผู้เสียหายทั้งสามเป็นคนต่างด้าวและเดินทางออกนอกราชอาณาจักรแล้วและวินิจฉัยว่าไม่อาจใช้คำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมารับฟังเป็นพยานหลักฐานยันจำเลยทั้งสองได้แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปากผู้เสียหายทั้งสามใหม่ โดยให้ล่ามปฏิบัติให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 13 ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นางมาลี สิงหพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตราด — นางสาวจิรารส พร้อมปริศนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10444/2556
#554929
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 50 วรรคห้า บัญญัติให้เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือนเพียงเพื่อไม่ให้นำเงินประจำตำแหน่งมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเฉกเช่นเงินเดือนเท่านั้น เงินประจำตำแหน่งเป็นเงินที่หน่วยงานราชการจ่ายให้แก่บุคคลนั้นขณะดำรงตำแหน่ง จึงถือเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับคดีเอาจากเงินประจำตำแหน่งของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 420,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 พฤศจิกายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลย ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือรายงานศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ เงินประจำตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพของจำเลยไม่อยู่ในข่ายความรับผิดแห่งการบังคับคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดและให้โจทก์คืนเงินที่ได้รับไปแล้ว

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลยและให้โจทก์คืนเงินที่ได้รับไปแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา ถือว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินประจำตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพของจำเลยอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น เงินหรือสิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปนี้ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี...(2) เงินเดือน ค่าจ้าง...หรือรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างในหน่วยราชการ..." แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 50 วรรคห้า จะบัญญัติให้เงินประจำตำแหน่งไม่ถือเป็นเงินเดือน ก็เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ไม่ให้นำเงินประจำตำแหน่งมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการเฉกเช่นเงินเดือนเท่านั้น แต่เงินประจำตำแหน่งเป็นเงินที่หน่วยงานราชการได้จ่ายให้แก่บุคคลนั้นขณะที่ดำรงตำแหน่งตามประเภท สายงานและระดับนั้น ๆ ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญที่กำหนดในกฎ ก.พ. จึงถือว่าเงินประจำตำแหน่งเป็นรายได้อื่นในลักษณะเดียวกันกับเงินเดือนของข้าราชการที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286 (2) ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยประกอบอาชีพรับราชการในตำแหน่งและสายงานพยาบาลวิชาชีพ สังกัดโรงพยาบาลพังงา โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับคดีเอาจากเงินประจำตำแหน่งของจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินประจำตำแหน่งของจำเลย และให้โจทก์คืนเงินส่วนที่ได้รับไปแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 286 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฑามาศหรือจุฑามาศศ์ สุขประเสริฐ
จำเลย — นางวัฒนี ทองญวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพังงา — ธวัช เรนเรือง
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10424/2556
#554739
เปิดฉบับเต็ม

การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทั้ง 66 ฉบับ ดำเนินการโดยผู้ครอบครองที่ดินมิได้ยื่นคำขอพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์จริง ไม่ทราบตำแหน่งที่ดิน ไม่มีการรังวัดสอบสวนการทำประโยชน์ระบุตำแหน่งที่ดินในระวางแผนที่ ออกทับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยจำเลยร่วมทำเอกสารปลอมและเอกสารอันเป็นเท็จเสนอต่อนายอำเภอ เพื่อขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะราย ไม่มีการจัดทำตามขั้นตอนรายละเอียดดังที่ระบุในเอกสารประกอบเรื่องราวขึ้นจริง เลขต่อในทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 8) บางส่วนถูกฉีกขาดหายไป ไม่พบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฉบับสำนักงานที่ดินทั้ง 66 ฉบับ ที่ถูกเพิกถอน โดยจำเลยร่วมดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทั้ง 66 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการสามารถใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อจำหน่าย จ่าย โอน รวมทั้งใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อในการประกอบธุรกิจ บ่งบอกว่าการกระทำทั้งปวงมิได้มุ่งหมายให้ได้ที่ดินเพื่อใช้เป็นประโยชน์ตามสภาพของทรัพย์สิน แต่มุ่งหมายเพียงเพื่อให้ได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เพื่อเป็นสินทรัพย์จำนองเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเท่านั้น ทั้งโจทก์เคยไปดูที่ดินพบว่ามีการทำนาปลูกต้นยูคาลิปตัสและมันสำปะหลัง ไม่เคยถามผู้ที่ทำนาเหล่านั้นว่าขายที่ดินหรือไม่ ทราบเพียงว่าเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงตกลงซื้อภายหลังซื้อที่ดินทั้งหมดประมาณ 18,000 ไร่ จึงวางแผนพัฒนาที่ดินเสนอต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เพื่อให้ได้เงินไปขยายธุรกิจขนส่งทางทะเลโดยไม่เคยทำประโยชน์ตามแผนพัฒนาที่ดินที่เสนอต่อผู้ให้กู้ สัญญาซื้อขายที่อ้างจำนวนมากถึง 92 ฉบับ มีเพียงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฉบับเดียวที่ตรงกับที่ดิน 66 ฉบับ ที่ถูกเพิกถอน วันที่ตามสัญญาซื้อขายแตกต่างกับวันที่ซึ่งลงในสารบัญรายการจดทะเบียน จึงเป็นพิรุธว่ามีการจดทะเบียนซื้อขายโดยชอบหรือไม่ เชื่อว่าโจทก์ได้ที่ดินมาโดยไม่ชอบ ไม่อาจอ้างสิทธิได้ตามฟ้อง เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้ร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิด กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบ มาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 200,488,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 168,740,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกนายพิสุทธิ์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนายพิสุทธิ์ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3)

จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 105,827,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 105,827,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ในต้นเงินจำนวน 35,275,733.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 70,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย เป็นหน่วยงานทางปกครอง สังกัดกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ออกโฉนดที่ดินและเอกสารสิทธิต่าง ๆ ตลอดจนรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน เมื่อปี 2535 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคายภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและในปี 2537 จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย แจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ทราบและถือปฏิบัติสรุปได้ว่า ถ้าราษฎรรายใดไม่ได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 หรือมิได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน (ส.ค. 2) ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไว้ก่อนมีการกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในท้องที่ใดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเข้าไปดำเนินการแล้วหรือยังไม่ได้ดำเนินการก็ตาม พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้แก่ราษฎรที่ครอบครองและทำประโยชน์รายนั้น ๆ อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับไม่ได้ หลังจากนั้นระหว่างในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2537 นายสัญชัย ปลัดอำเภอพรเจริญ ปฏิบัติราชการแทนนายอำเภอพรเจริญ และนายเมตต์ นายอำเภอพรเจริญ ได้ลงนามออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 504, 511 และเลขที่ 457, 467, 505, 507 ถึง 510, 512 ถึง 522, 524, 525, 528, 529, 531 ถึง 536, 538 ถึง 545, 547 ถึง 549, 552, 553, 555 ถึง 562, 564 ถึง 566, 568, 569, 572 ถึง 580, 582 ตำบลหนองหัวช้าง อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย ให้แก่ราษฎรจำนวน 2 ฉบับ และ 64 ฉบับ ตามลำดับทั้ง 66 ฉบับ เนื้อที่รวม 5,291 ไร่ 1 งาน 44 ตารางวา สืบเนื่องจากจำเลยร่วมซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอพรเจริญ เป็นผู้รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องเสนอนายเมตต์ให้ลงนามในหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายเพื่อขออนุมัติออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เหล่านั้นผ่านสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย โดยมีนายมนูญ หัวหน้างานควบคุมและประสานงานฝ่ายอำนวยการ สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย เป็นผู้ตรวจสอบพิจารณาเรื่องราวการขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เสนอนายบรรเทิง เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 รักษาการในตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ลงลายมือชื่อในหนังสือถึงนายอนันต์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายเพื่อขออนุมัติออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) และนายอนันต์พิจารณาอนุมัติให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ตามที่เสนอ จำเลยร่วม นายมนูญ และนายบรรเทิง ต่างเป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 1 นายสัญชัยและนายเมตต์เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 2 ส่วนนายอนันต์เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 3 ในปี 2538 โจทก์ได้ซื้อที่ดินรวมทั้งที่ดินแปลงอื่นจากจำเลยที่ 4 ในราคาไร่ละ 20,000 บาท จดทะเบียนซื้อขายที่สำนักงานที่ดินอำเภอพรเจริญ หลังจากนั้นโจทก์นำที่ดินทั้งหมดไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของโจทก์ที่มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ต่อมาอีกราว 4 ปีเศษ จำเลยที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 66 ฉบับ ตามสำเนาคำสั่งจังหวัดหนองคาย กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง แล้วสรุปผลการสอบสวนว่า จำเลยร่วมและนายมนูญมีความผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของทางราชการ และรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง สมควรลงโทษไล่ออกจากราชการ นายสัญชัยและนายเมตต์มีความผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการและฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ สมควรลงโทษภาคทัณฑ์ นายอนันต์มีความผิดวินัยฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ แต่นายอนันต์เกษียณอายุราชการไปแล้วจึงสมควรงดโทษ ส่วนนายบรรเทิงไม่ได้ถูกสอบสวนวินัยเนื่องเพราะเกษียณอายุราชการไปก่อน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ กรณีได้ความตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทั้ง 66 ฉบับ ดำเนินการโดยผู้ครอบครองที่ดินที่มิได้ยื่นคำขอพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์จริง ไม่ทราบตำแหน่งที่ดิน ไม่มีการรังวัดพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ระบุตำแหน่งที่ดินในระวางแผนที่ รวมทั้งยังออกทับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยร่วมได้ทำเอกสารปลอมและเอกสารอันเป็นเท็จเสนอต่อนายอำเภอพรเจริญและผู้รักษาราชการแทน เพื่อลงนามในหนังสือขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ในการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เฉพาะราย ทั้งไม่มีการจัดทำตามขั้นตอนรายละเอียดดังที่ระบุในเอกสารประกอบเรื่องราวขึ้นจริง จากการตรวจสอบยังพบว่าการต่อเลขในทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.8) ตั้งแต่เลขที่ 430 ถึง 681 ตำบลหนองหัวช้าง ถูกฉีกขาดหายไป ไม่พบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฉบับสำนักงานที่ดินทั้ง 66 ฉบับ ที่ถูกเพิกถอน โดยจำเลยร่วมอาศัยโอกาสที่ทราบระเบียบและหลักเกณฑ์วิธีดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทั้ง 66 ฉบับ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการสามารถใช้เป็นสินทรัพย์เพื่อจำหน่าย จ่าย โอน รวมทั้งใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อในการประกอบธุรกิจ และจากข้อเท็จจริงที่มิได้มีการกำหนดตำแหน่งที่ดินลงในระวางแผนที่ รวมทั้งไม่พบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ฉบับสำนักงานที่ดินทั้ง 66 ฉบับ อันจะพิสูจน์สิทธิครอบครองจากเอกสารราชการซึ่งเจ้าพนักงานได้จัดทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ บ่งบอกว่าการกระทำทั้งปวงมิได้มุ่งหมายให้ได้ที่ดินเพื่อใช้เป็นประโยชน์ตามสภาพของทรัพย์สิน แต่มุ่งหมายเพียงเพื่อให้ได้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ใช้เป็นสินทรัพย์จำนองเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเท่านั้น สอดรับกับที่โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ก่อนการซื้อที่ดินโจทก์เคยไปดูที่ดิน พบว่ามีการทำนาปลูกต้นยูคาลิปตัสและมันสำปะหลัง ไม่เคยถามผู้ที่ทำนาเหล่านั้นว่าขายที่ดินให้โจทก์หรือไม่ ทราบเพียงว่าเป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จึงตกลงซื้อโดยมอบเงินค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 4 นำไปมอบแก่ประชาชนเจ้าของที่ดิน ภายหลังที่ซื้อที่ดินทั้งหมดประมาณ 18,000 ไร่ ก็ได้วางแผนพัฒนาที่ดินทั้งหมดเสนอต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม จำกัด (มหาชน) ประกอบคำขอสินเชื่อเพื่อนำเงินที่ได้จากการกู้ยืมและจำนองไปขยายธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล เนื่องจากโจทก์เป็นผู้บริหารบริษัทประมาณ 20 บริษัท รวมทั้งบริษัทเอสวี มารีน จำกัด โดยไม่เคยทำประโยชน์อย่างใดตามแผนพัฒนาที่ดินซึ่งเสนอต่อผู้ให้กู้ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) 66 แปลง ที่ถูกเพิกถอนทั้งที่อ้างว่าซื้อที่ดินเพื่อทำประโยชน์เกี่ยวกับกสิกรรม ที่สำคัญการซื้อขายที่ดินดังที่โจทก์เสนอแสดงหนังสือสัญญาขายที่ดินฉบับที่เจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้ทำขึ้นประกอบการจดทะเบียนซื้อขายต่อศาลจำนวนมากถึง 92 ฉบับ เป็นพยานหลักฐาน ก็กลับปรากฏว่ามีเพียงหนังสือสัญญาขายที่ดินแผ่นที่ 51 เป็นหลักฐานการซื้อขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 467 ฉบับเดียวที่ตรงกันกับสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในบรรดา 66 ฉบับ ซึ่งถูกเพิกถอน โดยเฉพาะตามสารบัญรายการจดทะเบียนท้ายสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทุกฉบับ กลับระบุวันทำสัญญาซื้อขายเป็นวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 แตกต่างกับข้อความในหนังสือสัญญาขายที่ดินตามที่ระบุว่าโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวนี้และที่ดินทั้งหมดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2538 ก่อนวันที่ลงในสารบัญจดทะเบียนและมีชื่อจำเลยร่วมเป็นเจ้าพนักงานผู้รับจดทะเบียนด้วย ดังนี้ การที่โจทก์เบิกความยืนยันว่า เป็นผู้ไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินด้วยตนเองที่สำนักงานที่ดินทั้งที่รายการจดทะเบียนระบุวันทำสัญญาแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว เป็นพิรุธว่าเป็นจริงดังที่โจทก์เบิกความหรือไม่ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโดยชอบ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าโจทก์ได้ชื่อว่ามีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทั้ง 66 ฉบับ มาโดยไม่ชอบ ไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ได้ ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้ร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิด กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 4 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 เสียด้วย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 120,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชัย ตั้งใจตรง
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
จำเลยร่วม — นายพิสุทธิ์ อิศดุลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยวัฒน์ ไกรวิชญพงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10327/2556
#554945
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องเพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบเอ็ด (คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์) ที่สั่งให้โจทก์รับผู้ร้องซึ่งเป็นลูกจ้างที่โจทก์เลิกจ้างกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสิบเอ็ดต่อไปโดยไม่รอว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมของผู้ร้องก่อน แล้วมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา หากศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมก็ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ทั้งหมดซึ่งจะทำให้คดีต้องล่าช้าออกไป ไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไป จึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่านายสมทัต ลูกจ้างโจทก์ตำแหน่ง ผู้จัดการห้องอาหาร กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ก่อความเสียหายหลายครั้งอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งเตือนเพื่อลงโทษทางวินัย แต่นายสมทัตยังคงกระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและก่อความเสียหายแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 22 มกราคม 2552 เลิกจ้างนายสมทัต ต่อมาวันที่ 27 มกราคม 2552 นายสมทัตยื่นคำร้องกล่าวหาโจทก์ต่อจำเลยทั้งสิบเอ็ดว่า การที่โจทก์เลิกจ้างนายสมทัตเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสิบเอ็ดพิจารณาแล้วมีคำสั่งที่ 87/2552 ลงวันที่ 23 เมษายน 2552 ให้โจทก์รับนายสมทัตกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหายเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายนับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันรับกลับเข้าทำงานอันเป็นคำสั่งไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสิบเอ็ด จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การว่าคำสั่งที่ 87/2552 ลงวันที่ 23 เมษายน 2552 เป็นคำสั่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา นายสมทัต ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วม

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วม ยกคำร้องแล้ว และผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาเป็นคดีนี้ ศาลแรงงานกลางได้พิจารณาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบเอ็ดต่อไปโดยไม่ได้รอว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเป็นจำเลยร่วมอย่างไรก่อน จนศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นหากศาลฎีกาจะมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นจำเลยร่วมก็ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้คดีดังกล่าวต้องล่าช้าไป เช่นนี้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ร้องต่อไป

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบุญสมก่อสร้าง จำกัด
ผู้ร้อง — นายสมทัต บุญมี
จำเลย — นายจิรธร ปุญญฤทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิทยา ทาระ
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10325/2556
#554769
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมกำหนดว่า จำเลยผู้เป็นนายจ้างกับลูกจ้างนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม ลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม การที่จำเลยจัดตั้งกองทุนสะสมจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยกับลูกจ้าง โจทก์ฟ้องให้จำเลยจ่ายเงินสะสมโดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสมไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 1 และเงินกองทุนเงินสะสมประเภท 2 ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,410,912.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 133,752 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อ พ.ศ.2518 จำเลยจัดตั้งกองทุนเงินสะสมและจัดทำระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม โจทก์เป็นพนักงานจำเลยวันที่ 5 มกราคม 2525 ทำงานในตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าส่วนธุรการฝ่ายไร่ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,410 บาท และสมัครเป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2537 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย กับเงินช่วยเหลือให้แก่โจทก์โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย รวมเป็นเงินจำนวน 196,585 บาท แล้ววินิจฉัยว่ากองทุนเงินสะสมกำหนดว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามที่ระเบียบกองทุนเงินสะสมได้กำหนดไว้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์ก็โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป สิทธิในการเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เมื่อนับระยะเวลาตั้งแต่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจนถึงวันฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องคดีเกิน 10 ปี แล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเงินสะสมเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่พนักงาน เมื่อพนักงานพ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยแล้ว เงินกองทุนเงินสะสมทั้งสองประเภทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพนักงาน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนได้โดยไม่มีอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 นั้น เห็นว่า ระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสมที่จำเลยจัดตั้งขึ้น กำหนดไว้ว่านายจ้างกับลูกจ้างแต่ละฝ่ายจะนำเงินในส่วนของตนเข้าสมทบในกองทุนเงินสะสม และลูกจ้างจะได้รับเงินจากกองทุนเงินสะสมก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการเบิกจ่ายเงินกองทุนเงินสะสม ดังนี้ การจัดตั้งกองทุนเงินสะสมของจำเลยจึงเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์โดยอาศัยสิทธิที่โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสม กรณีมิใช่การใช้สิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ซึ่งอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลเลิกจ้างวันที่ 26 มิถุนายน 2537 โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องเงินกองทุนเงินสะสมจากจำเลยได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไป แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 เกินกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพิภพ แสงจันทร์
จำเลย — บริษัทอาหารสยาม จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10317/2556
#554743
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 (เดิม) วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ วรรคสอง บัญญัติว่า เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษา และการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14 และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิ ดังนี้ (1) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตาม มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 259 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนั้นนำมาไว้ในห้องชุดของตน (2) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่ง ป.พ.พ. และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด วรรคสอง บัญญัติว่า บุริมสิทธิตาม (2) ถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง เห็นได้ว่า เฉพาะบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตาม มาตรา 18 วรรคสอง เท่านั้นที่มีอยู่เหนือห้องชุดของลูกหนี้ และบุริมสิทธิค่าใช้จ่ายส่วนนี้ หากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนเจ้าหนี้จำนอง สำหรับบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เป็นสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุดที่มีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนำมาไว้ในห้องชุดของตน ดังนี้ในกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุดจะบังคับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เอาจากอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นห้องชุดของลูกหนี้ นิติบุคคลอาคารชุดมีฐานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญ ไม่มีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของลูกหนี้ แม้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจะได้ส่งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทำให้เกิดสิทธิได้รับชำระหนี้จากห้องชุดนั้นก่อนเจ้าหนี้จำนอง

รายการหนี้ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ส่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นยอดหนี้รวมของค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยไม่ได้แยกให้เห็นว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง จำนวนเท่าใด อันจะก่อให้เกิดบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของจำเลยก่อนหนี้จำนอง แต่เมื่อเป็นค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นในทุกเดือน และโดยสภาพประมาณได้ว่าไม่น่าจะน้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด แม้โจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความชัดแจ้งถึงจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้เพียงกึ่งหนึ่งของหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้บุริมสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนหนี้จำนองของผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 173,655.45 บาท พร้อมค่าปรับอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน ของต้นเงิน 126,908 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 173,655.45 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์บังคับคดียึดห้องชุดเลขที่ 225/253, 225/254 และ 225/255 ชั้น 20 อาคารเลขที่ 225 ชื่ออาคารชุดเบญจศรีวิภาวดี ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้รับจำนองห้องชุดเลขที่ 225/253, 225/254 และ 225/255 ชั้น 20 อาคารเลขที่ 225 ชื่ออาคารชุดเบญจศรีวิภาวดี ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยนำห้องชุดทั้งสามห้องมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ที่มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า "เอ็มซีซี" ภายหลังทำสัญญาแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ "เอ็มซีซี" ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 13018/2539 ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,874,954.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 3,649,490.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ "เอ็มซีซี" เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลการขายทรัพย์สินและหรือสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ดังกล่าวของ "เอ็มซีซี" ที่มีต่อจำเลย ผู้ร้องเข้าทำสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และชำระราคาครบถ้วน ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ที่ "เอ็มซีซี" มีต่อจำเลยทั้งหมดและศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทน "เอ็มซีซี" แล้ว ผู้ร้องในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้รับจำนองจึงชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่โจทก์ยึดไว้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาและสิทธิแห่งจำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ๆ และหากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี ขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าดำเนินการบังคับคดีแทนด้วย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าหนี้จำนองห้องชุดทั้งสามห้องของจำเลย สัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องเป็นสัญญาซึ่งไม่ได้โอนสิทธิจำนองของห้องชุดทั้งสามห้องที่จำเลยนำไปจดทะเบียนจำนองต่อ "เอ็มซีซี" ผู้ร้องจึงไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นผู้สวมสิทธิผู้รับจำนอง ผู้ร้องจึงไม่มีบุริมสิทธิและไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินจำนองของจำเลยก่อนเจ้าหนี้รายอื่นและโจทก์เป็นเจ้าหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุด ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 41 โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางได้ก่อนเจ้าหนี้จำนองรวมทั้งเจ้าหนี้อื่น ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า "เอ็มซีซี" โดยนำห้องชุดเลขที่ 225/253, 225/254 และ 225/255 ชั้น 20 อาคารเลขที่ 225 ชื่ออาคารชุดเบญจศรีวิภาวดี ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองพร้อมสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ "เอ็มซีซี" จึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นและศาลมีคำพิพากษา "เอ็มซีซี" เป็นสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศาลมีคำพิพากษาให้ "เอ็มซีซี" ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องของ "เอ็มซีซี" ออกประมูลขายโดยวิธีอื่นตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้ร้องเป็นผู้ชนะการประมูลตามรายงานการประชุมเจ้าหนี้ หนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้องพร้อมใบเสร็จรับเงิน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทน "เอ็มซีซี" ตามคำสั่ง โจทก์นำยึดห้องชุดทั้งสามห้องเพราะจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเป็นผู้รับจำนองห้องชุดทั้งสามห้องของจำเลยชอบที่จะได้รับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่โจทก์นำยึดไว้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ เห็นว่า บุริมสิทธิในค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งมีอยู่เหนือห้องชุดของลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในการที่จะได้รับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายที่ลูกหนี้ค้างชำระเอาจากห้องชุดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเจ้าหนี้จำนองหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาหลักกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 18 และมาตรา 41 ซึ่งใช้บังคับในขณะโจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกัน โดยมาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบริการส่วนรวมและที่เกิดจากเครื่องมือ เครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่อห้องชุด ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ" วรรคสองบัญญัติว่า "เจ้าของร่วมต้องร่วมกันออกค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษาและการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 14" และมาตรา 41 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์ในการบังคับชำระหนี้อันเกิดจากค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 ให้นิติบุคคลอาคารชุดมีบุริมสิทธิ ดังนี้ (1) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 259 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนั้นนำมาไว้ในห้องชุดของตน (2) บุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นบุริมสิทธิในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีอยู่เหนือทรัพย์ส่วนบุคคลของแต่ละเจ้าของห้องชุด" วรรคสองบัญญัติว่า "บุริมสิทธิตาม (2) ถ้าผู้จัดการได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนจำนอง" เห็นได้ว่า เฉพาะบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง เท่านั้นที่มีอยู่เหนือห้องชุดของลูกหนี้และบุริมสิทธิค่าใช้จ่ายส่วนนี้ หากผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้ส่งรายการหนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วให้ถือว่าอยู่ในลำดับก่อนเจ้าหนี้จำนอง สำหรับบุริมสิทธิเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เป็นสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุดที่มีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ที่เจ้าของห้องชุดนำมาไว้ในห้องชุดของตน ดังนี้ ในกรณีที่นิติบุคคลอาคารชุดจะบังคับชำระหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง เอาจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นห้องชุดของลูกหนี้ นิติบุคคลอาคารชุดก็มีฐานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญของลูกหนี้ หามีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของลูกหนี้แต่อย่างใด และแม้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดจะได้ส่งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไปด้วย ก็ไม่มีผลให้เกิดสิทธิในการได้รับการชำระหนี้จากห้องชุดของลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้จำนอง นายพงศกรหรือพงศธร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า หนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เกิดจากการดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง รวมทั้งการบริการส่วนรวมและเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เท่ากับเบิกความว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งก็สมแก่เหตุผลแล้ว เพราะเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามปกติของนิติบุคคลอาคารชุด เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเก็บขยะ ค่ายามรักษาความปลอดภัย ค่าโต๊ะ เก้าอี้ เครื่องรับโทรทัศน์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่ง ส่วนค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง เช่น ค่าดูแลรักษาซ่อมแซมทรัพย์ส่วนกลางทั้งหมด เงินเดือนหรือค่าจ้างผู้จัดการและลูกจ้างของนิติบุคคลอาคารชุด รวมทั้งค่าวัสดุอุปกรณ์ประจำสำนักงานในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลาง เป็นต้น แต่เฉพาะหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง เท่านั้น ที่มีบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของจำเลยและหากโจทก์ส่งรายการหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย โจทก์ก็จะอยู่ในฐานะได้รับชำระหนี้ส่วนนี้ก่อนเจ้าหนี้จำนองตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 41 วรรคสองและในทางบัญชีค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปีของโจทก์สามารถคำนวณแยกค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ออกจากกันเป็นอัตราส่วนร้อยละของค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ เพื่อกำหนดสัดส่วนหนี้ค่าใช้จ่ายแต่ละประเภทดังกล่าวจากเงินส่วนกลางที่จำเลยหรือเจ้าของห้องชุดอื่นจะต้องรับผิดต่อโจทก์ รวมทั้งเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ในการใช้บุริมสิทธิในหนี้ค่าใช้จ่ายของแต่ละประเภทเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยหรือเจ้าของห้องชุดได้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่นายพงศกรเบิกความตอบทนายผู้ร้องว่า หนี้ค่าใช้จ่ายของจำเลยที่โจทก์แจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินเป็นหนี้ค่าส่วนกลางโดยไม่ได้ระบุแยกว่า เป็นค่าส่วนกลางประเภทใดบ้าง แสดงว่า รายการหนี้ค่าใช้จ่ายของจำเลยที่โจทก์ส่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเป็นยอดหนี้รวมของค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยไม่ได้แยกแยะให้เห็นว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง จำนวนเท่าใด กรณีจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์สำหรับค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง อยู่จำนวนเท่าใด อันจะก่อให้เกิดบุริมสิทธิเหนือห้องชุดของจำเลยในลำดับก่อนหนี้จำนอง แต่อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่ายตามมาตรา 18 วรรคสอง เป็นค่าใช้จ่ายปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนและโดยสภาพค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณได้ว่าไม่น่าจะน้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ได้ความชัดแจ้งแน่นอนเกี่ยวกับจำนวนหนี้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดรายการหนี้จำเลยในส่วนนี้ให้เพียงกึ่งหนึ่งของหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ก่อนหนี้จำนองของผู้ร้อง ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้หนี้ตามคำพิพากษาทั้งหมดเป็นหนี้บุริมสิทธิที่โจทก์มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนหนี้จำนองของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากห้องชุดตามคำพิพากษาก่อนโจทก์เฉพาะส่วนที่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นพร้อมค่าปรับและดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 259 (1) ม. 273 (1)
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 14 ม. 18 ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดเบญจศรีวิภาวดี
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอินทิราหรือนางสาวธนทิพกา อินทรเสนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอรอุษา กฤษณะโลม จรัญรัตนศรี
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10260/2556
#559133
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. ลักษณะ 2 หมวด 1 วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ไม่นำวิธีพิจารณาคดีสามัญมาใช้บังคับ จำเลยได้ยื่นคำให้การฉบับแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ก่อนวันกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน จึงยังมีเวลาที่จำเลยจะยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การได้อีกจนกว่าจะถึงวันนัด ครั้นถึงวันนัด คู่ความประสงค์จะเจรจาตกลงกันศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปเป็นวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ดังนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้อีกจนถึงวันดังกล่าว แม้ตาม ป.วิ.พ มาตรา 193 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสาม ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ก็ตาม แต่กรณีนี้ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำให้การไว้ภายในกำหนดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้จำเลยเลื่อนยื่นคำให้การได้ซึ่งหมายรวมถึงการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การได้ด้วย ทั้งปรากฏว่าในวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน ที่เลื่อนมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลชั้นต้นได้จ่ายสำเนาให้ พ. ทนายโจทก์รับสำเนาแล้ว ทนายโจทก์ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การตามคำร้องดังกล่าว คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยชอบ หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบ โจทก์ต้องโต้แย้ง แต่โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคำสั่งศาลดังกล่าวแต่อย่างใด ซึ่งคำสั่งให้รับคำให้การอันเป็นคำคู่ความเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกจากที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227 และมาตรา 228 เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงในรายงานหรือยื่นคำแถลงโต้แย้งเป็นหนังสือ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 226 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ทราบการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยดังกล่าวเพราะทนายโจทก์ฉ้อฉลไม่แจ้งให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้แต่งตั้ง พ. เป็นทนายความของโจทก์มีอำนาจในการว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ รวมทั้งการจำหน่ายสิทธิของโจทก์ได้ด้วย โจทก์ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันและรับผิดชอบในสิ่งที่ พ. ตัวแทนของโจทก์กระทำไปภายในขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายด้วย ข้ออ้างของโจทก์ที่ปฏิเสธไม่รับรู้การปฏิบัติหน้าที่ของ พ. จึงไม่มีเหตุผลรับฟัง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยไว้โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,137,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 650,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 6,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้รับคำให้การเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งซึ่งศาลชั้นต้นรับไว้พิจารณาเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก จึงนัดพิจารณาโดยเร็ว โดยนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานในวันเดียวกันคือในวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ลักษณะ 2 หมวด 1 วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ ไม่นำวิธีพิจารณาคดีสามัญมาใช้บังคับ ซึ่งจำเลยได้ยื่นคำให้การฉบับแรกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ก่อนวันกำหนดนัด จึงยังมีเวลาที่จำเลยจะยื่นคำร้องแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำให้การได้อีกจนกว่าจะถึงวันนัด ครั้นถึงวันนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน คู่ความประสงค์จะเจรจาตกลงกัน ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปเป็นวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ดังนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไข หรือเพิ่มเติมคำให้การได้อีกจนถึงวันดังกล่าว แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 วรรคสี่ บัญญัติว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคสาม ให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่ยอมเลื่อนเวลาให้จำเลยยื่นคำให้การ โดยให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ก็ตาม แต่กรณีนี้ปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นคำให้การไว้ภายในกำหนดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้จำเลยเลื่อนยื่นคำให้การได้ซึ่งหมายรวมถึงการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การได้ด้วย ทั้งปรากฏว่าในวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานที่เลื่อนมาจำเลยได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นได้จ่ายสำเนาให้นายพีระ ทนายโจทก์รับสำเนาแล้ว ทนายโจทก์ไม่ค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องดังกล่าว คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการสั่งโดยชอบ หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบ โจทก์ต้องโต้แย้ง แต่โจทก์ก็มิได้โต้แย้งคำสั่งศาลดังกล่าวต่อศาลแต่อย่างใด ซึ่งคำสั่งให้รับคำให้การอันเป็นคำคู่ความเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณานอกจากที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 และมาตรา 228 เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงในรายงานหรือยื่นคำแถลงโต้แย้งเป็นหนังสือ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งศาลดังกล่าวตามมาตรา 226 ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ทราบการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยดังกล่าวเพราะทนายโจทก์ฉ้อฉลไม่แจ้งให้โจทก์ทราบนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นผู้แต่งตั้งนายพีระเป็นทนายความของโจทก์ มีอำนาจในการว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ รวมทั้งการจำหน่ายสิทธิของโจทก์ได้ด้วย ตามใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 โจทก์ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันและรับผิดชอบในสิ่งที่นายพีระตัวแทนของโจทก์กระทำไปภายในขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายด้วย ข้ออ้างของโจทก์ที่ปฏิเสธไม่รับรู้การปฏิบัติหน้าที่ของนายพีระในฐานะทนายโจทก์จึงไม่มีเหตุผลรับฟัง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยไว้โดยชอบ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แทนจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 วรรคสี่ ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอุนีนา ธนผลผดุงกุล
จำเลย — นายศุภชัย กิตติอมรพงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสกลนคร — นายเอนก เวชศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพิชัยวัฒน์ อุตะเดช
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10256/2556
#544517
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกับโจทก์ โดยไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด โจทก์ให้จำเลยทำนาในที่ดินพิพาทต่อมา ภายหลังโจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินแก่ บ. จำเลยไม่รู้จักโจทก์และไม่มีเจตนาขายฝากที่ดินให้แก่โจทก์ การขายฝากเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลถึงขนาดต่อจำเลย ทำให้นิติกรรมการขายฝากเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมาย ดังนี้ คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยขายฝากที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่าการขายฝากเป็นการกระทำโดยการฉ้อฉลต่อจำเลย อันจะทำให้การขายฝากตกเป็นโมฆะทั้งหมด จำเลยมิได้ให้การว่า ใครเป็นคนทำการฉ้อฉลและจำเลยถูกกลฉ้อฉลอย่างไร จึงทำให้การขายฝากตกเป็นโมฆะ คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าการขายฝากเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลต่อจำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าการขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยกรณีไม่มีการฉ้อฉลต่อจำเลย การขายฝากจึงเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่มีสิทธิจึงต้องเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายปีละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2550) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ และฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาเพิกถอนหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งยืนยันข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง และขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3567 ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ปีละ 25,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3567 ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และในวันเดียวกันจำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาประการเดียวว่า สำหรับประเด็นเรื่องการขายฝากเป็นการฉ้อฉลต่อจำเลยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ไม่อาจนำสืบพยานหลักฐานหักล้างพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด โจทก์ให้จำเลยทำนาในที่ดินพิพาทต่อมา ภายหลังโจทก์แจ้งให้จำเลยออกไปแต่จำเลยเพิกเฉย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินแก่นางสาวบุษบา จำเลยไม่รู้จักโจทก์และไม่มีเจตนาขายฝากที่ดินให้แก่โจทก์ การขายฝากเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลถึงขนาดต่อจำเลย ทำให้นิติกรรมการขายฝากเป็นโมฆะทั้งหมด โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมาย ดังนี้ ตามคำฟ้องกับคำให้การและฟ้องแย้ง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยขายฝากที่ดินแปลงพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ส่วนประเด็นที่ว่าการขายฝากเป็นการกระทำโดยการฉ้อฉลต่อจำเลย อันจะทำให้การขายฝากตกเป็นโมฆะทั้งหมด ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยนั้น จำเลยมิได้ให้การว่า ใครเป็นคนทำการฉ้อฉลและจำเลยถูกกลฉ้อฉลอย่างไรจึงทำให้การขายฝากตกเป็นโมฆะ คำให้การของจำเลยจึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่า การขายฝากเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลต่อจำเลยหรือไม่ เมื่อคดีรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากกับโจทก์จริงตามฟ้อง จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่า การขายฝากเป็นการฉ้อฉลต่อจำเลยดังที่จำเลยฎีกานั้นหรือไม่ แม้ศาลล่างทั้งสองจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวมาก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าการขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยกรณีไม่มีการฉ้อฉลต่อจำเลย การขายฝากจึงเป็นนิติกรรมที่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่มีสิทธิจึงต้องเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 420 ม. 491
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประยูร ทองวิเศษ
จำเลย — นางใจ ชินวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายวิศณุกร แทนรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชูดิษฐ์ ตันทวีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10242/2556
#559309
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องขอให้ศาลบังคับตามสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงที่เป็นประเด็นสำคัญและศาลต้องฟังยุติมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มิใช่ประเด็นปลีกย่อย

คดีแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาเพียงว่า จำเลยได้บุกรุกที่ดินพิพาทจริง ส่วนปัญหาว่าจำเลยบุกรุกเป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นข้อปลีกย่อยที่จะต้องนำสืบรายละเอียดกันในชั้นพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 250,096.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 204,569 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 140,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551) ต้องไม่เกิน 45,527.53 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 77,194 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี 2548 วันและเดือนใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2548 จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ด้วยการแผ้วถางป่าและก่นสร้างทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินบริเวณป่าเขาปลาดุกโคน ท้องที่ตำบลสระตะเคียน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและเขตป่าสงวนแห่งชาติครบุรี ที่อยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ตามพระราชกฤษฎีกาโอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2546 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นายยุทธนากับพวกพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมจับกุมจำเลยได้ ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2549 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมาเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาฐานก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือและครอบครองที่ดิน ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือเสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษาลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 3,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำฟ้องและคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 203/2549 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา การที่จำเลยบุกรุกที่ดินพิพาททำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินไร่ละ 38,597 บาท

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองทำประโยชน์ด้วยการแผ้วถางป่าและก่นสร้างทำประโยชน์ปลูกมันสำปะหลังในที่ดินบริเวณป่าเขาปลาดุกโคน ท้องที่ตำบลสระตะเคียน อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นป่าต้นน้ำลำธารอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและเขตป่าสงวนแห่งชาติครบุรี ที่อยู่ในความดูแลรักษาของโจทก์ การกระทำของจำเลยดังกล่าวพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเป็นคดีอาญาและศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 203/2549 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา คำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นการฟ้องขอให้ศาลบังคับตามสิทธิเรียกร้องในทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งหมายถึงข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงที่เป็นประเด็นสำคัญและศาลต้องฟังยุติมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มิใช่ประเด็นปลีกย่อย สำหรับคดีแพ่งคดีนี้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเพียงว่า จำเลยได้บุกรุกที่ดินพิพาทจริง ส่วนปัญหาว่าจำเลยบุกรุกเป็นเนื้อที่เท่าใด เป็นข้อปลีกย่อยที่ต้องนำสืบรายละเอียดกันอีกในชั้นพิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ฟังข้อเท็จจริงโดยถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยบุกรุกที่ดินพิพาทเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ โดยไม่รับฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในคดีนี้เป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นผิดต่อกฎหมาย เมื่อคดีนี้คู่ความฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ศาลฎีกาจึงชอบที่จะฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247 เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การตรวจสอบพื้นที่พิพาทของโจทก์มีการคำนวณตามหลักวิชาการโดยอ้างอิงพิกัดแผนที่ซึ่งสามารถตรวจสอบได้แน่นอน จำเลยก็มิได้ให้การและนำสืบโต้แย้งให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา เมื่อได้ความว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินไร่ละ 38,597 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 204,569 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551) ต้องไม่เกิน 45,527.53 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
จำเลย — นายสมศักดิ์ หรือน้อย ทองสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายรุ่งโรจน์ ดีพร้อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายจรัส วงศ์ตระกูล
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10238/2556
#554747
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้ถอนการบังคับคดีต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 295 แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 6 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นทำนองขอให้ศาลชั้นต้นถอนการบังคับคดีนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้อ้างเหตุตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 จำเลยที่ 6 จึงไม่อาจร้องขอให้ถอนการบังคับคดีได้ ส่วนที่จำเลยที่ 6 อ้างว่า ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์กับจำเลยที่ 6 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระหนี้ และจำเลยที่ 6 ได้ชำระหนี้ตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจมาบังคับคดีแก่จำเลยที่ 6 ได้อีกนั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงยินยอมชำระหนี้ทำขึ้นนอกศาลโดยศาลมิได้รับรู้ด้วย โจทก์เองก็ยื่นคำคัดค้านว่า บันทึกดังกล่าว ทนายโจทก์คนเดิมทำขึ้นโดยไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์ และทนายมีพฤติการณ์ร่วมมือกับฝ่ายจำเลยฉ้อฉลโจทก์ บันทึกดังกล่าวหากสามารถบังคับกันได้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 จะต้องว่ากล่าวแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง กรณีจึงไม่ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 5 และ ที่ 6 ร่วมกันชำระเงินให้โจทก์ 4,623,532 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5254 ถึงเลขที่ 5259 เลขที่ 1075 เลขที่ 6131 และเลขที่ 10477 ตำบลกระบี่ใหญ่ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ของจำเลยที่ 6 เพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา

จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง กับให้โจทก์บังคับคดีต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5254 ถึงเลขที่ 5259 เลขที่ 1075 เลขที่ 6131 และเลขที่ 10477 ตำบลกระบี่ใหญ่ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยที่ 6 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 4,623,532 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 5 และที่ 6 และได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 6 จำนวน 9 แปลง เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ 6 จึงมายื่นคำร้องฉบับซึ่งมีเนื้อหาในทำนองขอให้ถอนการบังคับคดี

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 6 ว่า กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จะถอนการบังคับคดีให้แก่จำเลยที่ 6 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 4,623,532 บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และเมื่อโจทก์ดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 6 เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ การร้องขอให้ถอนการบังคับคดีจึงต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 แต่ตามคำร้องของจำเลยที่ 6 ซึ่งมีเนื้อหาเป็นทำนองขอให้ศาลชั้นต้นถอนการบังคับคดีนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้อ้างเหตุตามมาตรา 295 แต่อย่างใด จำเลยที่ 6 จึงไม่อาจร้องขอให้ถอนการบังคับคดีได้ ส่วนที่จำเลยที่ 6 อ้างมาในคำร้องและในฎีกาว่า ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา โจทก์กับจำเลยที่ 6 ได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระหนี้ และจำเลยที่ 6 ได้ชำระหนี้ตามบันทึกดังกล่าวให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจมาบังคับคดีแก่จำเลยที่ 6 ได้อีกนั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงยินยอมชำระหนี้ทำขึ้นนอกศาลโดยศาลมิได้รับรู้ด้วย โจทก์เองก็ยื่นคำคัดค้านว่า บันทึกข้อตกลงยินยอมชำระหนี้ทนายโจทก์คนเดิมทำขึ้นโดยไม่ตรงตามความประสงค์ของโจทก์และทนายมีพฤติการณ์ร่วมมือกับฝ่ายจำเลยฉ้อฉลโจทก์ กรณีจึงไม่ถือเป็นเหตุตามกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างได้ ส่วนบันทึกข้อตกลงยินยอมชำระหนี้ หากสามารถบังคับกันได้ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 6 จะต้องว่ากล่าวแก่โจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบรูโน คาติ
จำเลย — บริษัทส่งเสริมทราเวลเซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
วิรุฬห์ แสงเทียน
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10234/2556
#554895
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดหรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตาม ป.วิ.อ. ดังเช่นการกระทำความผิดทางอาญาอื่นๆ ซึ่งในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป และเมื่อผู้เสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และผลการการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แต่ถ้ายังไม่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 0.08 กรัม และเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวจำเลยไปศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนมาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ทั้งกรณีมิใช่ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่จะส่งจำเลยไปศาลเพื่อการตรวจพิสูจน์การเสพ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาใช้บังคับแก่จำเลยได้ แต่เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พนักงานสอบสวนมิได้นำตัวจำเลยขณะเป็นผู้ต้องหาไปศาล เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเสียก่อนเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวระบุว่า ผู้เสพยาเสพติดมีสภาพเป็นผู้ป่วยอย่างหนึ่ง มิใช่อาชญากรปกติ พระราชบัญญัตินี้จึงกำหนดให้มีกระบวนการคัดแยกผู้เสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงไปดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก่อนที่จะให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนสรุปสำนวนเสนอพนักงานอัยการฟ้องศาลเพื่อลงโทษผู้นั้นเหมือนผู้กระทำความผิดอาญาอื่น ๆ ซึ่งในระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พนักงานสอบสวนยังคงดำเนินการสอบสวนคดีต่อไป และเมื่อผู้เสพยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเป็นที่พอใจของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว มาตรา 33 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 19 และให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีคำสั่งให้ปล่อยตัวผู้นั้นไป แต่ถ้าผลของการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดยังไม่พอใจ มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป โดยมาตรา 19 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ซึ่งจะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าต้องเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง และไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้บังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ตรวจวินิจฉัยว่า ผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังเช่นผู้กระทำความผิดทางอาญาอื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยไม่มีสิทธิเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 1 ถุง (หน่วยการใช้) น้ำหนักสุทธิ 0.08 กรัม และเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ. 2546 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวจำเลยไปศาลภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ทั้งกรณีมิใช่ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่จะส่งตัวจำเลยไปศาลเพื่อการตรวจพิสูจน์การเสพ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาใช้บังคับแก่จำเลยได้ดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ดังวินิจฉัยข้างต้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 ม. 22 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรเดชหรือกบ บุญเพ็ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางนัดดา โชคบุญธิยานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายโสรัตน์ เพียรอนุกูล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10215/2556
#554777
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องด้วยวาจาที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ แม้จะระบุว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 ก็ตาม แต่บันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ระบุว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดของกลางปรากฏตามบัญชีของกลางท้ายฟ้อง ซึ่งบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ระบุวันเดือนปีที่ยึดของกลางว่า ยึดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 จึงเห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นการพิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดผิดพลาดไป มิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุเกิดวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 และมีการยึดของกลางในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 มิได้หลงต่อสู้ จึงให้การรับสารภาพ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ภายในกำหนดเวลา 48 ชั่งโมง นับแต่เวลาที่จำเลยทั้งสามถูกจับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (2), 15 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในห้า ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จ่ายเงินสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จะปรากฏหลักฐานว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 ซึ่งเป็นข้อแตกต่างเกี่ยวกับเวลาที่กระทำความผิดอันเป็นเพียงรายละเอียดถือไม่ได้ว่าแตกต่างกันในสาระสำคัญ เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยมิได้ยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับเวลาที่โจทก์ฟ้อง แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดีและมิได้หลงต่อสู้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 19 ให้ศาลบันทึกใจความแห่งฟ้องไว้เป็นหลักฐานหาจำต้องบันทึกโดยละเอียดไม่ และก่อนบันทึกฟ้อง ศาลอาจจะสอบถามโจทก์เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ที่จำเลยกระทำความผิดได้ แต่ก็บันทึกไว้เฉพาะข้อความสำคัญ และบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ด้วย เมื่อพิเคราะห์บันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์และคำฟ้องด้วยวาจาที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ แม้จะระบุว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 ก็ตาม แต่บันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ระบุว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดของกลางปรากฏตามบัญชีของกลางท้ายฟ้อง ซึ่งบัญชีของกลางคดีอาญาท้ายบันทึกการฟ้องด้วยวาจาของโจทก์ระบุวันเดือนปีที่ยึดของกลางว่า ยึดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 จึงเห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นการพิมพ์รายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาซึ่งเกิดการกระทำผิดผิดพลาดไป มิใช่ข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุเกิดวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 และมีการยึดของกลางในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 มิได้หลงต่อสู้ จึงให้การรับสารภาพ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2555 ภายในกำหนดเวลา 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่จำเลยทั้งสามถูกจับ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2487 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 (2) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 เดือน ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน 15 วัน ปรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางตามบัญชีของกลางคดีอาญา อันดับที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 17 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 7 ม. 9 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — นายวรากร ง่อยจันทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายอนุชา ทองวงศ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายไพบูลย์ ชูโชติ
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10197/2556
#554779
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

ระหว่างพิจารณา นายนิคม ผู้เสียหายที่ 1 นางอรทัย ผู้เสียหายที่ 2 เด็กหญิง ณ. ผู้เสียหายที่ 3 และเด็กชาย พ. ผู้เสียหายที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 31,020 บาท 64,082 บาท 36,775 บาท และ 862,330.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสียหายทั้งสี่ตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 4 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ส่วนความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

จำเลยให้การรับสารภาพและให้การคดีในส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมที่ 4 ไม่มีสิทธิเรียกค่ารักษาพยาบาลจำนวน 62,330.40 บาท จากจำเลย เพราะโจทก์ร่วมที่ 1 รับราชการจึงมีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของบุตรได้ ทั้งยังได้รับสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อีกทั้งโจทก์ร่วมที่ 4 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการได้รับความทุกข์ทรมานใจ 100,000 บาท และความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อระบบประสาทจนเป็นเหตุให้สูญเสียความสามารถทางสมองถึง 700,000 บาท หากได้รับความเสียหายในส่วนนี้ก็ไม่เกิน 50,000 บาท ขอให้ยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมที่ 4

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย และฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นผู้ขับรถไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 6,020 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 6,032 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 11,775 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระเงินจำนวน 312,330.40 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 4 โดยนำเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นจำนวน 170,000 บาท มาหักออกจากเงินจำนวนดังกล่าว คงให้จำเลยชำระเงินจำนวน 142,330.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งแทนโจทก์ร่วมทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมที่ 4 และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในคดีส่วนอาญา คดีส่วนแพ่งพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 4 จำนวน 412,330.40 บาท (142,330.40 บวก 300,000 บาท) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะคดีส่วนอาญา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งส่วนอาญาและส่วนแพ่งหรือไม่ เห็นว่า คดีส่วนอาญา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราดังกล่าวแล้วไม่ได้ คดีนี้ความผิดที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 390 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กับพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 มีอัตราโทษปรับตั้งแต่สี่ร้อยบาทถึงหนึ่งพันบาท และมาตรา 160 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส จำคุก 3 เดือน และฐานไม่หยุดช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ใกล้เคียงทันที จำคุก 1 เดือน ดังนี้ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญา และผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเพียงคนเดียวจึงชอบแล้ว สำหรับคดีส่วนแพ่ง แม้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาทก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีในส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีในส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย กรณีจึงไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาและพิพากษาให้จำเลยชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 4 เป็นค่าเสียหายเกินกว่าทางนำสืบของโจทก์ร่วมที่ 4 และเกินคำขอตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 4 เพิ่มนั้น เป็นค่าเสียหายอันเกิดจากการได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงต่อระบบประสาทจนเป็นเหตุให้สูญเสียความสามารถทางสมอง ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้โจทก์ร่วมที่ 4 มีคำร้องขอให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 700,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ โดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 มารดาเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 4 ไม่เคยมีปัญหาทางการเรียน มีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาตลอด แต่ภายหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 4 กลับมีพฤติกรรมก้าวร้าว และผลการเรียนตกต่ำไปมาก โจทก์ร่วมที่ 4 จึงขอเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ 700,000 บาท และมีครูประจำชั้นของโจทก์ร่วมที่ 4 มาเบิกความสนับสนุนว่า หลังจากโจทก์ร่วมที่ 4 ประสบอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว พบว่ามีอาการทางสมองเชื่องช้า ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนไม่ได้ ต้องมีเพื่อนในห้องคอยช่วยเหลือและผลการเรียนตกต่ำ รวมถึงยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบประสาทศัลยกรรม เบิกความเพิ่มเติมด้วยว่า พยานวัดไอคิวโจทก์ร่วมที่ 4 หลังเกิดเหตุประมาณ 3 เดือน พบว่ามีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ซึ่งทำให้โจทก์ร่วมที่ 4 สูญเสียโอกาสทางการศึกษา มีอาการสูญเสียความทรงจำไป และสมองส่วนที่เสียหายนั้นเป็นส่วนที่ใช้ในการยับยั้งชั่งใจจึงมีผลสัมพันธ์ให้โจทก์ร่วมที่ 4 มีอาการก้าวร้าว โดยโจทก์ร่วมที่ 4 ยังต้องรับการรักษาเป็นระยะๆ ในช่วงเวลา 1 ถึง 2 ปี นอกจากต้องใช้แพทย์ทางสมองแล้วยังต้องใช้แพทย์ทางด้านจิตเวชควบคู่ไปด้วย ดังที่กล่าวมานั้น โจทก์ร่วมที่ 4 นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ร่วมที่ 4 อันเป็นผลมาจากการกระทำของจำเลยแล้ว โดยศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ 200,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 4 อุทธรณ์ขอให้เพิ่มเฉพาะค่าเสียหายในส่วนนี้อีก 300,000 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เพิ่มตามที่โจทก์ร่วมที่ 4 ขอ ดังนั้นศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาเกินทางนำสืบของโจทก์ร่วมที่ 4 หรือเกินคำขอตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 4 แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นายนิคม มูลธร กับพวก
จำเลย — นายสุรเชษฐ ทานตะวิรยะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายอรรณพ เขาแก้วผลึก
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชาญ กาญจนะ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10111/2556
#554751
เปิดฉบับเต็ม

คำบรรยายฟ้องของโจทก์ได้แสดงถึงมูลหนี้จากสิทธิเรียกร้องตามข้อตกลงโอนหุ้น และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้นประกอบกับรายละเอียดแห่งหนี้ค่าภาษีอากรค้างที่จำเลยทั้งยี่สิบหกต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าวแต่ไม่ชำระ อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์เพียงพอที่ฝ่ายจำเลยจะให้การต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นเพียงรายละเอียดที่อาจนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณาได้ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์เช่นนี้ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างซึ่งใช้เป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับโดยชัดเจนพอเข้าใจได้ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง

คู่สัญญามีเจตนาให้ฝ่ายผู้โอนชำระแทนบริษัทโจทก์หรือชำระให้บริษัทโจทก์ เพื่อการชำระหนี้ของบริษัทโจทก์ที่มีนอกเหนือบัญชีท้ายนั่นเอง ดังนี้ แม้โจทก์ไม่ได้เป็นคู่สัญญา แต่โจทก์ก็เป็นผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้ก็มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยตรงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 374 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการวินิจฉัยตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ใช่นิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงไม่มีเหตุใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่ง ป.วิ.พ.

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 ซึ่งมีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดและขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้อยู่ในตัวด้วย และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2538 ซึ่งมีผลเป็นการส่งได้ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2538 แล้วจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการผิดนัดอันจะต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกรับผิดโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเกี่ยวกับการโอนหุ้นและกิจการของบริษัทโจทก์ อันเป็นคดีที่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดตามสัญญาเป็นสำคัญ เพียงแต่ที่มาแห่งคดีหรือมูลคดีตามสัญญานี้มาจากหนี้ภาษีอากรเท่านั้น การที่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะมีผลให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาหรือไม่ก็ตาม แต่ปัญหานี้แม้หากจะถือว่าเป็นดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็เป็นเพียงปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางหรือศาลแพ่งกรุงเทพใต้ซึ่งฝ่ายจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528

การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 แม้ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจผิดและทำให้ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนมากตามคำฟ้องก็ตาม แต่ก็จะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์โดยสิ้นเชิงหาได้ไม่ เพราะต้นเหตุแห่งการที่เสียภาษีไว้ไม่ครบถ้วนจนถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มดังกล่าวนั้นล้วนเกิดจากการกระทำของกรรมการบริษัทชุดเดิม ทั้งยังไม่เปิดเผยความจริงเพื่อให้โจทก์ตัดสินใจใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชกำหนดดังกล่าวอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และกรรมการบริษัทชุดเดิมมีส่วนผิดในการทำให้เกิดหนี้ภาษีอากรตามที่โจทก์ถูกประเมินเรียกเก็บตามฟ้องด้วย กรณีเช่นนี้ก็จะถือว่าเป็นความผิดของกรรมการบริษัทชุดเดิมเต็มที่ก็ไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากโจทก์โดยกรรมการชุดใหม่ก็ตัดสินใจผิดพลาดในการไม่ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้ต้องเสียภาษีน้อยกว่าจำนวนที่ถูกประเมินเรียกเก็บตามฟ้อง ซึ่งควรเป็นเรื่องที่โจทก์โดยกรรมการชุดใหม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน หนี้ค่าภาษีอากรตามจำนวนที่ถูกเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บทั้งหมดนี้เกิดจากความผิดของฝ่ายกรรมการบริษัทโจทก์ชุดเดิมเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งและกรรมการชุดใหม่ก็มีส่วนผิดพลาดในการตัดสินใจที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน โดยยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดมีส่วนผิดพลาดมากกว่ากัน จึงเห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีส่วนผิดพลาดไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เช่นนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องนั้นฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ก่อหนี้หรือเกิดจากความรับผิดของฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อันจะต้องรับผิดชดใช้แทนโจทก์เต็มจำนวนทั้งหมด และคงฟังได้เพียงว่า ฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีส่วนผิดพลาดอันมีผลให้เป็นหนี้จำนวนนี้เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งยี่สิบหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 19,250,314.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 12,899,474.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 152,375,787.17 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินภาษี เงินเพิ่มและเบี้ยปรับ จำนวน 64,023,440.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 14 และ 15 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 9 และโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 12 ที่ 20 กับที่ 23 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 12 ที่ 20 และที่ 23 ส่วนจำเลยที่ 26 ถึงแก่ความตายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาวมาลีวรรณ นางสาวกรรณิการ์ และนางสาวลัดดาวัลย์ ทายาทของจำเลยที่ 26 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมชำระเงิน 74,433,841.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 16,332,261.56 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2541 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,601,579.87 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2542 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2543 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2544 เป็นต้นไป และของต้นเงิน 14,500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมกันชำระเงิน 12,899,474.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 14 และที่ 15 ในฐานะทายาทของนายพิชัยผู้ตายไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายพิชัยที่ตกทอดแก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 จำเลยที่ 10 ที่ 11 ที่ 13 ที่ 14 ในฐานะส่วนตัว ที่ 15 ในฐานะส่วนตัว จำเลยที่ 16 ที่ 17 ที่ 18 ที่ 19 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 24 ที่ 25 และที่ 26 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวเป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 14 และที่ 15 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 14 และที่ 15 ด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 14 และที่ 15 ให้เป็นพับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 25,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เดิมบริษัทโจทก์มีนายวิชัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย นายพิชัยและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 26 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัท ต่อมานายอารีย์ นายสุพล นายเส่วปู และกลุ่มบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด ได้เจรจาขอซื้อหุ้นบริษัทโจทก์จากนายพิชัยและจำเลยทั้งยี่สิบหก บริษัทโจทก์ได้ประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2527 มีมติให้ขายหุ้นโดยมอบอำนาจให้นายพิชัยและจำเลยที่ 2 เป็นผู้เจรจาแทนผู้ถือหุ้น และให้มีอำนาจทำสัญญาในนามผู้ถือหุ้นทั้งหมดได้ ครั้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 นายพิชัยและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะตัวแทนและในฐานะส่วนตัวได้ทำข้อตกลงโอนหุ้นกับนายอารีย์ นายสุพลและนายเส่วปู ต่อมาวันที่ 18 กันยายน 2528 มีการทำสัญญาโอนหุ้นของจำเลยทั้งยี่สิบหกในบริษัทโจทก์ให้แก่นายอารีย์กับพวก โดยในวันเดียวกันนั้นนายพิชัยกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้น ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ดังกล่าวกับนายอารีย์ นายสุพล นายเส่วปู และกลุ่มบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด และบริษัทโจทก์ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นนายอารีย์กับพวกตั้งแต่ วันที่ 20 กันยายน 2528 เป็นต้นไป ต่อมาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2530 เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรได้ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่น เดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2521 เดือนภาษีกรกฎาคมถึงเดือนภาษีตุลาคม และเดือนภาษีธันวาคม 2524 จากโจทก์ รวมเป็นเงิน 37,113,660.13 บาท ประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519, 2520, 2522, 2523, และ 2524 รวมเป็นเงิน 56,201,216.54 บาท และมีหนังสือให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่ายพร้อมเงินเพิ่มประจำปีภาษี 2520 ถึงปีภาษี 2524 จากโจทก์รวมเป็นเงิน 207,582.69 บาท รวมภาษีทุกประเภทเป็นเงินทั้งสิ้น 93,522,459.36 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ลดเบี้ยปรับบางส่วน คงเหลือหนี้ภาษีอากรที่โจทก์จะต้องชำระ 76,922,914.83 บาท โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ต่อมากรมสรรพากรได้นำเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับภาษีคืนจากกรมสรรพากรจำนวน 12,899,474.66 บาท ไปหักชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าว และยังคงเหลือหนี้ภาษีอากรทั้งสิ้น 64,023,440.17 บาท โจทก์ได้รับผ่อนผันให้ผ่อนชำระค่าภาษีให้แก่กรมสรรพากรเป็น 5 งวด แต่ละงวดห่างกัน 1 ปี งวดแรกต้องชำระภายในวันที่ 22 เมษายน 2541 จำนวน 16,332,261.56 บาท งวดที่สองต้องชำระภายในวันที่ 22 เมษายน 2542 จำนวน 14,601,579.89 บาท งวดที่สามต้องชำระภายในวันที่ 22 เมษายน 2543 จำนวน 14,500,000 บาท งวดที่สี่ต้องชำระภายในวันที่ 22 เมษายน 2544 จำนวน 14,500,000 บาท และงวดที่ห้าต้องชำระภายในวันที่ 22 เมษายน 2545 จำนวน 14,500,000 บาท โจทก์ได้ผ่อนชำระแล้ว 3 งวด นายพิชัยถึงแก่กรรมเมื่อปี 2531 โดยมีจำเลยที่ 14 และ 15 เป็นทายาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ให้การและอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไว้ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นนี้ให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่ โดยในปัญหานี้เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงที่นายพิชัยกับจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นเดิมในบริษัทโจทก์ได้ทำสัญญาโอนหุ้นให้แก่นายอารีย์ นายสุพล นายเส่วปู และกลุ่มบริษัทน้ำตาลวังขนาย จำกัด โดยมีข้อสัญญาว่า หากปรากฏภายหลังว่าโจทก์ถูกทางราชการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมย้อนหลัง โดยหนี้ภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมดังกล่าวเกิดจากการกระทำของฝ่ายจำเลย จำเลยทั้งยี่สิบหกจะร่วมกันรับผิดชอบ ตามข้อตกลงโอนหุ้นและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้นเอกสารท้ายคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ถูกเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2521 กับเดือนภาษีกรกฎาคมและภาษีธันวาคม 2524 เป็นเงิน 27,113,660.13 บาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519, 2520, 2522, 2523 และ 2524 รวมเป็นเงิน 56,201,216.54 บาท และมีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเงินเพิ่ม ปีภาษี 2520 ถึงปีภาษี 2524 เป็นเงิน 207,582.69 บาท โดยมีรายละเอียดตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีต่าง ๆ ดังกล่าวและหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาลดเบี้ยปรับบางส่วนคงเหลือเป็นหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงิน 76,922,914.83 บาท หักด้วยจำนวนเงินค่าภาษีที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน 12,899,474.83 บาท แล้วคงเหลือเป็นหนี้ที่ต้องชำระ 64,023,440.17 บาท กับเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 88,352,347 บาท รวมเป็นเงิน 152,375,787.17 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ คำบรรยายฟ้องดังกล่าวได้แสดงถึงมูลหนี้จากสิทธิเรียกร้องตามข้อตกลงโอนหุ้น และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้นประกอบกับรายละเอียดแห่งหนี้ค่าภาษีอากรค้างที่จำเลยทั้งยี่สิบหกต้องรับผิดตามสัญญาดังกล่าวแต่ไม่ชำระ อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์เพียงพอที่ฝ่ายจำเลยจะให้การต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นเพียงรายละเอียดที่อาจนำสืบกันต่อไปในชั้นพิจารณาได้ ถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์เช่นนี้ได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างซึ่งใช้เป็นหลักแห่งข้อหาตลอดจนคำขอบังคับโดยชัดเจนพอเข้าใจได้ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่ ปัญหานี้ที่จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 3 ฎีกาว่า บริษัทโจทก์ไม่ใช่คู่สัญญาโอนหุ้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และจำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทโจทก์ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการบริษัท จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้ภาษีอากรตามฟ้องที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามข้อตกลงโอนหุ้น ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ข้อ 7 มีสาระสำคัญว่า ภายหลังจากที่นายพิชัยกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้น (เดิม) บริษัทโจทก์ผู้ให้สัญญาได้โอนหุ้นให้แก่นายอารีย์กับพวกผู้รับสัญญาเรียบร้อยแล้ว หากมีหนี้สินอื่น ๆ เกิดขึ้นอีกอันมีหลักฐานเชื่อได้ว่าเกิดจากผู้ให้สัญญาไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด ผู้ให้สัญญาจะเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ให้ทั้งสิ้น และข้อ 8 มีสาระสำคัญอีกว่าหากปรากฏภายหลังว่ามีหนี้ภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมใดๆ ที่ทางราชการประเมินเรียกเก็บย้อนหลัง และภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นเกิดจากการกระทำของฝ่ายผู้ให้สัญญา ผู้ให้สัญญาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบและชดใช้เงินดังกล่าวแทนผู้รับสัญญา นอกจากนี้ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้น ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2528 ระบุว่า ตามบัญชีรายรับรายจ่าย สินทรัพย์และหนี้สิน ตามงบดุลและงบการเงินของบริษัทโจทก์ที่ฝ่ายผู้โอนส่งมอบให้แก่ผู้ถือหุ้นใหม่ของบริษัทโจทก์ ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2528 มีหนี้สินที่บริษัทโจทก์จะต้องชำระที่ปรากฏตามบัญชีท้ายนี้ ถ้าหากภายหลังปรากฏว่ามีเจ้าหนี้นอกเหนือจากบัญชีดังกล่าวที่ฝ่ายผู้โอนได้แจ้งแล้ว ผู้โอนหุ้นและกรรมการของบริษัทโจทก์ฝ่ายผู้โอนเป็นผู้ชำระแทนทั้งสิ้น การชำระหนี้แทน ผู้โอนและกรรมการผู้โอนยินยอมตกลงรับผิดชอบตามข้อ 6 ข้อความเช่นนี้แสดงถึงการยอมรับผิดชอบของฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายพิชัยในหนี้สินของบริษัทโจทก์ที่มีนอกเหนือจากบัญชีดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้ของบริษัทไม่ใช่หนี้ของฝ่ายผู้รับโอนที่ฝ่ายผู้โอนดังกล่าวจะต้องชำระแก่ผู้รับโอน ย่อมเห็นได้ว่าคู่สัญญามีเจตนาให้ฝ่ายผู้โอนชำระแทนบริษัทโจทก์หรือชำระให้บริษัทโจทก์เพื่อการชำระหนี้ของบริษัทโจทก์ที่มีนอกเหนือบัญชีท้ายนั่นเอง ดังนี้ แม้โจทก์ไม่ได้เป็นคู่สัญญา แต่โจทก์ก็เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาดังกล่าว เมื่อโจทก์แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้เป็นลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้ก็มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยตรงได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และการวินิจฉัยตามข้อสัญญาดังกล่าว ไม่ใช่นิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงไม่มีเหตุใด ๆ ให้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงการเจรจาเพื่อตกลงโอนหุ้นบริษัทโจทก์ของผู้ถือหุ้นเดิมให้แก่นายอารีย์กับพวกนั้น ผู้ถือหุ้นเดิมได้ตกลงมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 กับนายพิชัยเป็นตัวแทนการเจรจาตกลงทำสัญญากับฝ่ายผู้รับโอนและเมื่อมีการทำข้อตกลงโอนหุ้น ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ก็ปรากฏว่า มีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายพิชัยเข้าทำสัญญานี้กับฝ่ายนายอารีย์อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายพิชัยทำสัญญาในฐานะตัวแทนและฐานะส่วนตัวด้วยทั้งนี้โดยตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์ ปรากฏว่าในช่วงก่อนที่จะมีการทำสัญญาโอนหุ้นนั้น มีผู้ถือหุ้นสูงเกินกว่า 500 หุ้น เพียง 6 คน ซึ่งเป็นบุคคลผู้อยู่ที่จังหวัดชลบุรี 3 คน คงมีเฉพาะจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และนายพิชัยรวม 3 คน เป็นผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนมากที่อยู่กรุงเทพมหานครและประกอบอาชีพค้าขายโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายพิชัยถือหุ้นคนละ 513 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 3 ถือหุ้น 585 หุ้น ส่วนผู้ถือหุ้นที่เหลือจะถือหุ้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะถือหุ้นเพียง 1 ถึง 40 หุ้น เท่านั้น จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายพิชัยเป็นผู้ที่จะมีส่วนได้รับประโยชน์จากการขายหุ้นสูง ย่อมมีส่วนได้เสียในการเจรจาซื้อขายหุ้นนี้อย่างมาก ทั้งการที่ฝ่ายนายอารีย์กับพวกเจรจากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายพิชัยในเงื่อนไขต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องทรัพย์สินและหนี้สินที่มีความสำคัญต่อการเจรจาตกลงราคาซื้อขายหุ้นอย่างมากก็ย่อมต้องให้ความสำคัญและเชื่อถือต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายพิชัย และมีเหตุผลที่จะให้บุคคลทั้งสี่นี้รับผิดชอบมากที่สุดด้วยโดยเฉพาะในเรื่องหนี้สินที่อาจปรากฏภายหลังจากการตรวจสอบแล้ว โดยในสัญญาโอนหุ้นไม่ว่าจะเป็นข้อตกลง ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้นลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 ก็ล้วนมีข้อสัญญากล่าวถึงหนี้สินของบริษัทที่หากปรากฏภายหลังซึ่งต้องให้ฝ่ายผู้โอนรับผิดชอบ ยิ่งไปกว่านั้นตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาการโอนหุ้นเอกสาร ที่ระบุว่า ถ้าปรากฏภายหลังว่ามีเจ้าหนี้นอกเหนือจากบัญชีดังกล่าวที่ฝ่ายผู้โอนได้แจ้งแล้ว ผู้โอนและกรรมการบริษัทโจทก์ฝ่ายผู้โอนเป็นผู้ชำระหนี้แทนทั้งสิ้น การชำระหนี้แทนผู้โอนและกรรมการผู้โอนยินยอมตกลงตามข้อ 6 นั้น ในข้อ 6 มีข้อสรุปชัดว่า บรรดาความรับผิดชอบตามข้อ 1 ข้อ 2 หรือหนี้ที่ทางฝ่ายผู้โอนจะต้องชำระคืนตามสัญญานี้ ผู้มีรายชื่อดังนี้ นายพิชัย นายพิเชฐ (จำเลยที่ 1) นายดุสิต (จำเลยที่ 2) และนายชินคัวะ (ชื่อจำเลยที่ 3 ในขณะนั้น) ทั้งสี่นายซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทชุดเดิมและเป็นตัวแทนของผู้โอนขายหุ้นจะร่วมเป็นผู้รับชดใช้หนี้แทนทั้งสิ้น ซึ่งหนี้ดังกล่าวฝ่ายผู้รับโอนจะต้องมีหลักฐานว่าฝ่ายผู้โอนเป็นผู้ก่อหนี้สินไว้ เห็นได้ว่าตามข้อสัญญาข้อที่ 6 ระบุชัดให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องเป็นผู้ร่วมกันรับชดใช้หนี้แทนผู้โอนหุ้นทั้งสิ้น ส่วนที่ว่าจะต้องมีหลักฐานว่าฝ่ายผู้โอนหุ้นเป็นผู้ก่อหนี้ไว้ก็เพื่อแสดงว่าลักษณะของหนี้ที่บุคคลทั้งสี่จะต้องรับผิดชำระหนี้แทนเท่านั้น มิใช่ว่าบุคคลทั้งสี่คนใดคนหนึ่งจะรับผิดเฉพาะส่วนที่ตนมีส่วนก่อหนี้แต่อย่างใด เพราะเป็นข้อตกลงในอันที่จะให้บุคคลทั้งสี่นี้รับผิดแทน ดังนั้น หากมีหนี้ของบริษัทที่ฝ่ายผู้โอนหุ้นก่อหนี้ไว้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายพิชัยก็ต้องร่วมกันชำระ โดยแม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจบริหารจัดการบริษัทโจทก์มาก่อน จำเลยที่ 3 ก็ยังต้องผูกพันรับผิดระบุไว้ในข้อ 6 ตามข้อตกลงดังกล่าว และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอีกว่า โจทก์ไม่ได้บอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 3 ก่อนฟ้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 คดีนี้ ซึ่งมีการส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงเหตุที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดและขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยอื่นชำระหนี้แก่โจทก์นั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการทวงถามให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้อยู่ในตัวด้วย และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการปิดหมายเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2538 ซึ่งมีผลเป็นการส่งได้ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2538 แล้วจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ย่อมถือได้ว่าเป็นการผิดนัดอันจะต้องเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 นับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป และไม่มีผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 แต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยที่ 1 กับที่ 2 และจำเลยที่ 3 ฎีกาต่อไปอีกว่า ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 บริหารบริษัทโจทก์ได้ชำระหนี้ค่าภาษีอากรครบถ้วน จึงไม่มีภาระภาษีต้องชำระหนี้ค่าภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มเดือนภาษีมกราคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2521 เดือนภาษีกรกฎาคมถึงเดือนภาษีตุลาคม และเดือนภาษีธันวาคม 2524 ภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเบี้ยปรับกับเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะบัญชีปี 2519, 2520, 2522, 2523 และ 2524 และไม่มีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มประจำปี 2520 ถึง 2524 นั้น ในเบื้องต้นเห็นว่า หนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุที่บริษัทโจทก์ชำระภาษีหรือนำส่งไม่ถูกต้องครบถ้วนในช่วงระยะเวลาก่อนที่จะโอนหุ้นแก่นายอารีย์กับพวก ซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารและสอดส่องดูแลกิจการบริษัทโจทก์ ทั้งหนี้ค่าภาษีอากรดังกล่าวนี้ไม่ได้ระบุไว้ในบัญชีแสดงหนี้สินของบริษัท ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2528 ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายพิชัยทำสัญญารับรองแก่นายอารีย์กับพวกผู้รับโอนหุ้นว่า ถ้าหากปรากฏภายหลังว่ามีเจ้าหนี้นอกเหนือจากบัญชีดังกล่าวที่ฝ่ายผู้โอนได้แจ้งแล้ว ผู้โอนหุ้นและกรรมการของโจทก์ฝ่ายผู้โอนเป็นผู้ชำระหนี้แทนทั้งสิ้น จึงอยู่ในเงื่อนไขแห่งสัญญาที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นแล้ว ส่วนการที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินเรียกให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรดังกล่าวนั้น โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยลดเบี้ยปรับบางส่วน และให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรรวมเป็นเงิน 76,922,914.83 บาท โดยโจทก์ยังมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวด้วยการอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากร แต่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง และแม้โจทก์จะยื่นอุทธรณ์ต่อไปยังศาลฎีกา ศาลฎีกาก็พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง เนื่องจากโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลเกินกำหนดเช่นนี้ทำให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นที่สุด โจทก์จึงต้องชำระหนี้ค่าภาษีอากรตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยกเหตุที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเกินกำหนดนี้ขึ้นให้การต่อสู้กับฎีกาโดยอ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์เอง ในข้อนี้เห็นว่า แม้การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเกินกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์จะเป็นเหตุให้เสียโอกาสอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ตาม แต่จะถือเป็นความผิดของโจทก์โดยแท้จริงก็ต่อเมื่อปรากฏว่าหากโจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอาการกลางภายในกำหนดแล้วก็จะชนะคดีด้วย แต่ถ้าแม้จะอุทธรณ์ภายในกำหนดก็ยังคงแพ้คดีอยู่ก็ไม่อาจถือเป็นความผิดของโจทก์ จึงต้องพิจารณาคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่เรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามฟ้องชอบหรือไม่ด้วย ซึ่งแม้ปัญหานี้จำเลยที่ 3 ฎีกาด้วยว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องภาษีอากรที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรเท่านั้นก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกรับผิดโดยอ้างสิทธิตามสัญญาเกี่ยวกับการโอนหุ้นและกิจการของบริษัทโจทก์ อันเป็นคดีที่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยถึงความรับผิดตามสัญญาเป็นสำคัญ เพียงแต่ที่มาแห่งคดีหรือมูลคดีตามสัญญานี้มาจากหนี้ภาษีอากรเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยคดีนี้ได้ให้การปฏิเสธความรับผิดว่า บริษัทโจทก์เมื่อครั้งที่มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเดิมอยู่นั้นได้ชำระหนี้ไว้ถูกต้องครบถ้วน จึงเป็นเหตุให้มีประเด็นข้อพิพาทว่า มีการชำระภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ให้ต้องวินิจฉัยด้วย ซึ่งการที่มีประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวนี้ไม่ว่าจะมีผลให้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาหรือไม่ก็ตาม แต่ปัญหานี้แม้หากจะถือว่าเป็นดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาก็เป็นเพียงปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรกลางหรือศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ซึ่งฝ่ายจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้นั้นฝ่ายจำเลยไม่ได้โต้แย้งและกลับยอมรับดำเนินกระบวนการพิจารณาสืบพยานหลักฐานมาโดยตลอดจนเสร็จสิ้นการพิจารณา อันถือได้ล่วงเลยเวลาที่จะขอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวแล้ว และย่อมไม่มีสิทธิที่จะฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ในเรื่องอำนาจศาลนี้ ส่วนปัญหาหนี้ที่มาจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ให้เรียกเก็บภาษีจากโจทก์ตามฟ้องนั้น โจทก์มีนางสาวลี่เตียง เจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรเบิกความประกอบเอกสารหนังสือแจ้งการประเมินภาษีและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งแสดงถึงข้อเท็จจริงโดยละเอียด พร้อมเหตุผลซึ่งสรุปได้ว่า เดิมปี 2519 โจทก์ขอคืนภาษี เจ้าพนักงานจึงออกหมายเรียกโจทก์เพื่อตรวจสอบ และได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งให้โอกาสโจทก์ส่งตัวแทนเข้าชี้แจงและสอบปากคำไว้ ใช้เวลาตรวจสอบเป็นเวลานานหลายปี ในที่สุดก็เห็นว่าสำหรับภาษีการค้าเดือนภาษีมกราคมถึงภาษีธันวาคม 2521 เดือนภาษีกรกฎาคมถึงภาษีตุลาคมและภาษีธันวาคม 2524 โจทก์ชำระภาษีไม่ครบถ้วน เนื่องจากโจทก์แสดงจำนวนรายรับจากการจำหน่ายน้ำตาลเพื่อการคิดคำนวณภาษีไม่ครบถ้วน ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2519, 2520, 2522, 2523 และ 2524 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยแสดงรายรับต่ำไป นำรายจ่ายต้องห้ามมาคิดคำนวณ แสดงราคาต้นทุนสินค้าสูงเกินไป และมีการแสดงราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดสูงเกินไป สำหรับกรณีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายปี 2520 ถึง 2524 โจทก์ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในกรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินแก่ผู้อื่นที่โจทก์มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเพื่อนำส่งกรมสรรพากร รายละเอียดปรากฏตามบันทึกข้อความชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลการประเมินภาษีโจทก์หนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โดยตามบันทึกข้อความแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลการประเมินภาษีดังกล่าวได้ความด้วยว่า กองภาษีเงินได้นิติบุคคลออกหมายเรียกตรวจสอบลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2521 กองภาษีการค้าออกหมายเรียกตรวจสอบลงวันที่ 20 มิถุนายน 2523 มีการตรวจสอบอัตราการผลิตของเครื่องจักรผลิตน้ำตาลจากอ้อย โดยมีคำให้การของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้แก่นายประวิทย์ และนายวิชัย เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2525 นายชุน เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2527 และนายวิชัย อีกครั้ง เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2527 ประกอบกับรายงานการผลิตน้ำตาลของโรงงานน้ำตาล มีการตรวจยอดสินค้าคงเหลือปลายงวดจากรายงานผลการควบคุมโรงงานผลิตน้ำตาล โดยมีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโจทก์ในขณะนั้น และเป็นผู้จัดการโรงงานลงนามรับทราบการตรวจสอบสินค้าและเจ้าพนักงานประเมินยังตรวจสอบรายละเอียดอื่น ๆ อีกหลายประการ ซึ่งเห็นว่าโจทก์ชำระภาษีไม่ครบถ้วน และได้ประเมินเรียกเก็บภาษีที่ขาด เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม โดยแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีเมื่อปี 2530 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ถูกเรียกตรวจสอบภาษีในช่วงตั้งแต่ปี 2521 และ 2523 ก่อนที่จะมีการทำสัญญาโอนหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นเดิมโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายพิชัยในฐานะตัวแทนและฐานะส่วนตัวกับฝ่ายนายอารีย์กับพวกเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2528 หลายปี โดยมีการส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำและชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ตั้งแต่ช่วงปี 2525 และ 2527 หลายครั้งตั้งแต่ก่อนมีการโอนหุ้นดังกล่าว ซึ่งระยะเวลาที่เริ่มถูกเรียกตรวจสอบและโจทก์ส่งตัวแทนไปชี้แจงดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์ที่ต้องคอยดูแลการบริหารดำเนินกิจการของบริษัทโจทก์จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบและมีโอกาสชี้แจงแสดงข้อเท็จจริงพยานหลักฐานและเหตุผลเพื่อให้โต้แย้งเจ้าพนักงานสรรพากรได้เต็มที่อยู่แล้ว ส่วนพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นั้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต่างเบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่า บริษัทโจทก์ผลิตน้ำตาลดิบและน้ำตาลทรายขาวเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศด้วยกิจการผลิตน้ำตาลนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของทางราชการอย่างเข้มงวด โดยมีการกำหนดปริมาณน้ำตาลที่ให้ซื้อขายกันได้ (โควต้า) มีเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในควบคุมการผลิต รวมทั้งจะมีตัวแทนสมาคมชาวไร่อ้อย เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่สำนักคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่ธนาคารที่รับจำนำสินค้าน้ำตาลคอยสอดส่องดูแล จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะผลิตเกินจากที่กำหนดกันไว้ ทั้งเครื่องจักรผลิตน้ำตาลของโจทก์ก็เป็นเครื่องจักรที่ผลิตภายในประเทศ ใช้งานมานานหลายปี จึงมีประสิทธิภาพและกำลังการผลิตน้ำตาลต่ำ แต่พยานจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้แสดงรายละเอียดและพยานหลักฐานอื่นโต้แย้งตัวเลขต่าง ๆ ในการประเมินตามที่ปรากฏในบันทึกข้อความข้อเท็จจริงและเหตุผลการประเมินภาษี หนังสือแจ้งการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในชุดดังกล่าว นอกจากนี้ตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 103/2538 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเป็นสำนวนที่โจทก์เคยอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินอันเป็นมูลกรณีพิพาทคดีนี้ โดยในที่สุดศาลภาษีอาการกลางพิพากษายกฟ้อง ตามสำนวนคดีดังกล่าวนี้ก็มีบันทึกคำเบิกความของนางสาวลี่เตียง พยานฝ่ายกรมสรรพากรจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งปรากฏรายละเอียดคำเบิกความพยานปากนี้ว่า การตรวจสอบปริมาณอ้อยและราคาอ้อยที่โจทก์ซื้อจะตรวจจากบิลซื้อและรายงานการซื้อของโจทก์เปรียบเทียบกับรายงานการควบคุมโรงงานน้ำตาลของกระทรวงอุตสาหกรรมกับรายงานของกองภาษีการค้าและสรรพากรจังหวัดโดยปรากฏว่า ปริมาณอ้อยตามบิลซื้อและรายงานซื้อไม่ตรงกับรายงานการควบคุมโรงงานน้ำตาล และรายงานของกองภาษีการค้ากับสรรพากรจังหวัด โดยปี 2519 พบว่าปริมาณอ้อยที่ซื้อตามรายงานการควบคุมโรงงานน้ำตาลกับรายงานกองภาษีการค้าและสรรพากรจังหวัดมีปริมาณสูงกว่าบิลซื้อและรายงานการซื้ออ้อยจากโจทก์ ส่วนปี 2520, 2521, 2523 และ 2524 ปริมาณอ้อยตามบิลซื้อและรายงานซื้อกลับมีปริมาณสูงกว่า และเฉพาะในปี 2522 เท่านั้น ที่ปริมาณเท่ากัน แสดงให้เห็นว่าเอกสารบิลซื้อและรายงานการซื้ออ้อยของโจทก์ยังมีการแสดงรายละเอียดที่คลาดเคลื่อนเป็นพิรุธ และขาดความน่าเชื่อถือในความถูกต้อง แม้นางสาวลี่เตียงจะเบิกความถึงการที่นางสาวลี่เตียงถือว่าราคาอ้อยตามราคาควบคุมของกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นราคาที่โจทก์รับซื้ออาจจะต่ำกว่าราคาที่โจทก์แสดงราคาซื้ออ้อยไว้ อันจะมีผลให้จำนวนเงินรายจ่ายที่เป็นต้นทุนการผลิตสินค้าออกจำหน่ายของโจทก์ต่ำลง ซึ่งจะทำให้เมื่อคำนวณกับรายรับออกมาเป็นรายได้แล้วอาจมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นหรือจากการที่ขาดทุนกลายเป็นมีกำไรที่จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่าที่โจทก์แสดงแบบรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ก็ตาม แต่เมื่อเอกสารของโจทก์มีพิรุธดังกล่าว จึงยังไม่อาจจะฟังได้ว่า การคิดคำนวณภาษีในการประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลของเจ้าพนักงานประเมินดังกล่าวไม่ถูกต้อง นอกจากนี้นางสาวลี่เตี่ยงยังเบิกความถึงรายละเอียดการตรวจสอบกำลังการผลิตเครื่องจักรโรงงานน้ำตาลของโจทก์เปรียบเทียบกับปริมาณอ้อยที่เข้าสู่โรงงานเพื่อคำนวณหาผลผลิตสินค้าของโจทก์แล้วนำผลลัพธ์มาเปรียบเทียบกับรายงานการควบคุมโรงงานโจทก์และบัญชีสินค้าของโจทก์ ตรวจสอบปริมาณการขายสินค้าเปรียบเทียบกับสินค้าคงเหลือซึ่งทำบัญชีไว้โดยให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับทราบไว้ นอกจากนี้ยังตรวจสอบรายจ่ายต้นทุนทั้งราคาอ้อย ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายการผลิตได้แก่ ค่าไฟฟ้า สารเคมี กระสอบ เชือก และค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักร รวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ อีกหลายประการซึ่งทำให้เห็นถึงข้อเท็จจริงและเหตุผลในการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ดี นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เบิกความอ้างว่าเครื่องจักรโรงงานมีคุณภาพต่ำ ใช้มานาน ประสิทธิภาพหรือกำลังการผลิตจึงต่ำนั้น ก็ปรากฏว่านายจำรูญ พยานจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งรับราชการสำนักคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลมาเบิกความว่า พยานมีหน้าที่ควบคุมดูแลด้านเทคนิคและวิชาการเกี่ยวกับประสิทธิภาพการผลิต พยานเคยให้คำแนะนำโจทก์ในการติดตั้งเครื่องจักรและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลในโรงงานของโจทก์ หลังจากนั้นประสิทธิภาพการผลิตเริ่มดีขึ้นในช่วงปี 2519 ถึง 2520 แต่ก็มีข้อที่ต้องปรับปรุงอีก และเห็นว่าในช่วงปี 2520 ถึง 2521 โรงงานของโจทก์มีประสิทธิภาพดีกว่าโรงงานอื่น ซึ่งคำเบิกความนี้นอกจากจะขัดแย้งกับพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวแล้ว ยังกลับเป็นการสนับสนุนรายละเอียดการพิจารณากำลังการผลิตตามคำเบิกความของนางสาวลี่เตียงและการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกับการวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อีกด้วย และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่นำสืบกรณีหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ไม่ถูกต้อง จากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประกอบกับเหตุผลดังวินิจฉัยมาข้างต้นนี้เห็นได้ว่า พยานหลักฐานตามข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ว่า เมื่อครั้งที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์นั้น โจทก์ได้ชำระภาษีต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว จึงไม่ควรต้องเสียภาษีเพิ่มเติม รวมทั้งไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้นมีน้ำหนักน้อย จึงไม่มีรายละเอียดและเหตุผลอันจะแสดงให้เห็นและเชื่อได้ว่า ถ้าโจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายรัษฎากรแล้วโจทก์จะชนะคดีจนไม่ต้องเสียภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจาณาอุทธรณ์ดังกล่าว ดังนี้ จึงยังไม่อาจฟังได้ว่า ลำพังการที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางเกินกำหนดระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นและศาลภาษีอาการกลางพิพากษายกฟ้องนี้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้โจทก์ต้องเป็นหนี้ค่าภาษีอากรรวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนตามฟ้องหรือการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดตามสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวมาข้างต้น ทั้งที่ไม่ควรต้องมีหนี้ดังกล่าว อันถือเป็นความผิดของโจทก์จนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด นอกจากนี้ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอีกว่า ในปี 2529 มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 ออกมาใช้บังคับ โดยในมาตรา 30 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากรหรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2529 และได้ชำระภาษีตามจำนวนที่ต้องเสียตามมาตรานี้ ภายในระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันยื่นคำขอ ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายรัษฎากรสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ.2527 หรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม 2527..." ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ตามพระราชกำหนดฉบับนี้ในอันที่จะขอชำระภาษีเป็นจำนวนน้อยกว่าที่ถูกเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีต่าง ๆ ตามฟ้อง แต่โจทก์กลับไม่ใช้สิทธิดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นความผิดของโจทก์เอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 3 ปัญหานี้เห็นว่า แม้หนี้ภาษีอากรของโจทก์ตามคำฟ้องนั้นเป็นกรณีที่มีอยู่ก่อนปีภาษี 2527 ซึ่งโจทก์อยู่ในข่ายใช้สิทธิให้ได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติ พระราชกำหนดฉบับนี้ได้ก็ตาม แต่การคำนวณภาษีอากรตามพระราชกำหนดฉบับนี้ ในมาตรา 30 วรรคสอง บัญญัติถึงการคำนวณภาษีตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นว่า "...ให้คำนวณดังนี้ (1) ในอัตราร้อยละ 3.0 ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วยมูลค่าหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 หรือ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2527 (2) ในอัตราร้อยละของยอดเงินได้ดังต่อไปนี้ยอดเงินได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท ร้อยละ 1.5 ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ร้อยละ 1.0 ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาท ร้อยละ 0.5 ยอดเงินได้หมายความถึงยอดเงินได้พึงประเมินหรือยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ถัวเฉลี่ยตามจำนวนปีที่มีเงินได้หรือรายได้ แต่ไม่เกินห้าปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม 2527... ภาษีอากรที่คำนวณได้ตาม (1) หรือ (2) ถ้าจำนวนใดสูงกว่า ให้เสียตามจำนวนนั้น" ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การอ้างว่า หากโจทก์ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามพระราชกำหนดดังกล่าวนี้ก็จะเสียภาษีเพียง 3,000,000 บาท เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงถึงมูลค่าทรัพย์สินและหนี้สินของโจทก์ทั้งหมดที่มีอยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 หรือยอดเงินได้ของโจทก์ที่เป็นเงินได้พึงประเมินหรือรายได้ก่อนหักรายจ่ายใดที่จะนำมาถัวเฉลี่ยเพื่อคิดคำนวณเป็นภาษีที่จะขอชำระตามกฎหมายดังกล่าว แล้วจะต้องเสียภาษีเพียง 3,000,000 บาท แต่อย่างใด นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงการตัดสินใจของโจทก์ในปี 2529 เมื่อมีพระราชกำหนดฉบับนี้ออกมาใช้บังคับ ซึ่งโจทก์ต้องตัดสินใจว่าควรที่จะใช้สิทธิตามพระราชกำหนดฉบับนี้หรือไม่ โดยต้องพิจารณาว่าการเสียภาษีของโจทก์ในช่วงที่มีกรรมการและผู้ถือหุ้นเดิมอยู่นั้นถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือไม่ ซึ่งหากมีการชำระภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน และการใช้สิทธิตามพระราชกำหนดนี้จะทำให้ต้องชำระเงินน้อยก็น่าจะใช้สิทธิไป แต่ถ้าเดิมมีการเสียภาษีไว้ถูกต้องครบถ้วนแล้วโจทก์ก็ไม่ต้องชำระภาษีเพิ่มอีก หากใช้สิทธิตามพระราชกำหนดนี้ไปก็อาจจะกลับกลายเป็นความผิดของโจทก์เองอันมีผลให้ไม่สามารถเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชดใช้เงินแทนตามสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวมาข้างต้นได้ ทั้งข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับการเสียภาษี ที่มีทั้งการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีการค้าหลายปีและยังมีภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายหลายรายการดังกล่าวมาข้างต้น มีรายละเอียดข้อเท็จจริงและหลักฐานต่าง ๆ เป็นจำนวนมากทั้งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนกรรมการโจทก์ชุดใหม่เข้าเป็นกรรมการจึงเป็นเหตุให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ด้วยว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทโจทก์ในปี 2519 ถึง 2528 และระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ดูแลด้านการเงิน รายรับ รายจ่าย และภาษีด้วยจึงควรรู้เรื่องนี้ดี ดังนี้ย่อมมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าการแสดงรายได้รายจ่ายในการคิดคำนวณภาษีมีข้อบกพร่องดังที่ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวลี่เตียงพยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งการกระทำที่แสดงรายรับและรายจ่ายไม่ถูกต้องครบถ้วนเช่นนี้ก็น่าจะทำให้ผู้บริหารชุดเดิมได้ประโยชน์ ทั้งเมื่อมีการทำสัญญาโอนหุ้นโดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายพิชัยตกลงจะรับผิดชอบหนี้ภาษีอากรแทนหากโจทก์ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ดังนี้ เมื่อพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวออกมาใช้บังคับในปี 2529 อันจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกาแล้ว ก็เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จำเลยที่ 2 จะแจ้งให้โจทก์ใช้สิทธิตามพระราชกำหนดนี้เสียเอง เพราะนอกจากจะเป็นผู้รู้เรื่องดีแล้วยังมีผลเป็นส่วนได้ส่วนเสียแก่ตนมากกว่าที่จะรอให้โจทก์สอบถามจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เอง ตามพฤติการณ์และเหตุผลดังกล่าวมาเช่นนี้ จึงเห็นว่า การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามพระราชกำหนดดังกล่าวนี้ แม้ถือได้ว่าเป็นการตัดสินใจผิดและทำให้ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนมากตามคำฟ้องก็ตาม แต่ก็จะถือว่าเป็นความผิดของโจทก์โดยสิ้นเชิงหาได้ไม่ เพราะต้นเหตุแห่งการที่เสียภาษีไว้ไม่ครบถ้วนจนถูกประเมินเรียกเก็บภาษีเพิ่มดังกล่าวนั้นล้วนเกิดจากการกระทำของกรรมการบริษัทชุดเดิม ทั้งยังไม่เปิดเผยความจริงเพื่อให้โจทก์ตัดสินใจใช้สิทธิประโยชน์ตามพระราชกำหนดดังกล่าวอันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และกรรมการบริษัทชุดเดิมมีส่วนผิดในการทำให้เกิดหนี้ภาษีอากรตามที่โจทก์ถูกประเมินเรียกเก็บตามฟ้องด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีเช่นนี้ก็จะถือว่าเป็นความผิดของกรรมการบริษัทชุดเดิมเต็มที่ก็ไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากโจทก์โดยกรรมการชุดใหม่ก็ตัดสินใจผิดพลาดในการไม่ใช้สิทธิยื่นขอเสียภาษีตามพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งน่าจะทำให้ต้องเสียภาษีน้อยกว่าจำนวนที่ถูกประเมินเรียกเก็บตามฟ้อง ซึ่งควรเป็นเรื่องที่โจทก์โดยกรรมการชุดใหม่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการตัดสินใจด้วยเช่นกันและโดยที่ตามข้อตกลงโอนหุ้น ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2528 และข้อตกลงต่อท้ายเอกสารมีข้อสัญญาที่จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชดใช้หนี้แทนต่อเมื่อเป็นหนี้ที่ฝ่ายกรรมการซึ่งรวมทั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายพิชัย หรือผู้ถือหุ้นเดิมเป็นผู้ก่อหนี้ แต่ตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์และเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นเห็นได้ว่า หนี้ค่าภาษีอากรตามจำนวนที่ถูกเจ้าพนักงานประเมินกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บทั้งหมดนี้เกิดจากความผิดของฝ่ายกรรมการบริษัทโจทก์ชุดเดิมเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งและกรรมการชุดใหม่ก็มีส่วนผิดพลาดในการตัดสินใจที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน โดยยังไม่แน่ชัดว่าฝ่ายใดมีส่วนผิดพลาดมากกว่ากัน จึงเห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีส่วนผิดพลาดไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเช่นนี้ย่อมฟังไม่ได้ว่าหนี้ค่าภาษีอากรตามฟ้องนั้นฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้ก่อหนี้หรือเกิดจากความรับผิดของฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อันจะต้องรับผิดชดใช้แทนโจทก์เต็มจำนวนทั้งหมด และคงฟังได้เพียงว่า ฝ่ายจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีส่วนผิดพลาดอันมีผลให้เป็นหนี้จำนวนนี้เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น เมื่อหนี้ภาษีอากรทั้งจำนวนตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้เรียกเก็บจากโจทก์เป็นเงินรวม 76,922,914.83 บาท จำเลยที่ 3 ซึ่งต้องรับผิดชำระแทนกึ่งหนึ่งจึงคิดเป็นเงินจำนวน 38,461,457.41 บาท เท่านั้น และเมื่อกรมสรรพากรนำเงินภาษีที่โจทก์มีสิทธิได้คืนจำนวน 12,899,474.66 บาท ไปหักชำระค่าภาษีอากรที่โจทก์ต้องชำระเพิ่ม โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยชำระเงินจำนวนนี้คืนแก่โจทก์ด้วย คู่ความไม่อุทธรณ์ในเงินส่วนนี้จนยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่เงินจำนวนนี้เป็นเงินที่โจทก์จะได้คืนจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพราะเหตุที่ถูกนำเงินจำนวนนี้ไปหักชำระหนี้ภาษีอากรทั้งจำนวนเป็นเงิน 76,922,914.83 บาท ที่ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีและตามคำฟ้องของโจทก์นั้น โจท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 374
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมอ่างเวียน จำกัด
จำเลย — นายพิเชฐ ชินธรรมรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10045/2556
#554943
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากโจทก์ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จ. ลูกจ้างของโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานขับรถและได้รับค่าจ้างอัตราเดิมต่อเนื่องตลอดมาโดยเป็นลูกจ้างของ อ. ซึ่งเคยเป็นกรรมการของโจทก์ กรณีเป็นการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมาเป็น อ. ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่โจทก์เลิกจ้าง จ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 50/2548

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 50/2548 ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมนางจิตภรณ์ทัศน์ เป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขับรถให้ครอบครัวของนายจอห์น ต่อมาได้เป็นพนักงานขับรถของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่มีนายจอห์นเป็นกรรมการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2546 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 โจทก์หยุดกิจการชั่วคราวเนื่องจากประสบภาวะขาดทุน ภายหลังจากนั้นนายจอห์นว่าจ้างให้นางจิตภรณ์ทัศน์เป็นพนักงานขับรถของครอบครัวต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 จำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์เลิกจ้างนางจิตภรณ์ทัศน์ลูกจ้างแล้ว จึงมีคำสั่งที่ 50/2548 ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 ให้โจทก์นายจ้างจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 36,000 บาท และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 12,000 บาท ให้แก่นางจิตภรณ์ทัศน์ลูกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มิได้ห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างระหว่างนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดาตามที่จำเลยได้วินิจฉัยไว้ในคำสั่งเมื่อตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2548 ที่โจทก์หยุดกิจการชั่วคราวเนื่องจากประสบภาวะขาดทุนจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548 นางจิตภรณ์ทัศน์ก็ได้รับค่าจ้างและทำงานในตำแหน่งเดิมอย่างต่อเนื่องโดยเป็นลูกจ้างของนายจอห์นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาอันเป็นการจ้างงานส่วนตัว หาใช่มีการเลิกจ้างดังที่จำเลยได้วินิจฉัยไว้ในคำสั่งไม่ ดังนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2548 ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างของนางจิตภรณ์ทัศน์เนื่องด้วยการโอนจากโจทก์ไปเป็นนายจอห์นแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะนายจ้างที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นางจิตภรณ์ทัศน์ คำสั่งที่ 50/2548 ของจำเลยย่อมมิชอบด้วยกฎหมาย

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าคำสั่งที่ 50/2548 ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 ของจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ปิดกิจการชั่วคราวจนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และโจทก์ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ จึงถือว่าโจทก์เลิกจ้างนางจิตภรณ์ทัศน์ลูกจ้าง แม้ว่าต่อมานายจอห์นจะจ่ายเงินค่าจ้างให้นางจิตภรณ์ทัศน์ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ก็ตาม กรณีหาเป็นการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 13 ไม่ เห็นว่า แม้ว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง จะได้บัญญัติไว้ว่าการเลิกจ้างให้หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าภายหลังจากที่โจทก์หยุดกิจการชั่วคราวจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ นางจิตภรณ์ทัศน์ลูกจ้างโจทก์ก็ยังคงปฏิบัติงานในตำแหน่งเดิมคือพนักงานขับรถและได้รับค่าจ้างอัตราคงเดิม คือเดือนละ 12,000 บาท ต่อเนื่องตลอดมา โดยเป็นลูกจ้างของนายจอห์นซึ่งเคยเป็นกรรมการโจทก์ กรณีจึงเป็นการโอนสิทธิการเป็นนายจ้างจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลมาเป็นนายจอห์นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 วรรคหนึ่ง กรณีจึงหาใช่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้าง คำสั่งของจำเลยที่วินิจฉัยว่า โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างแล้วมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลแรงงานกลางให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 577 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 13 ม. 118 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบล์โฮมีเดีย จำกัด
นายโชคชัย ด่านวิริยะกุล
จำเลย — ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10020/2556
#562519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ด้วย โดยจำเลยที่ 1 ต้องเอาประกันภัยทรัพย์จำนอง โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายเบี้ยประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาจำนอง จึงไม่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดเนื่องจากหนี้ดังกล่าวขาดอายุความ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้ค่าเบี้ยประกันภัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,390,540.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,351,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินที่พิพาทขาดอายุความ คงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งยังบังคับได้ 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืมเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวขาดอายุความแล้ว กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 30,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ เพราะทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปคืนแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันคือหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญานี้และให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 แต่หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นเนื่องจากสัญญาจำนองตามหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 10 และโจทก์ได้ทดรองจ่ายไปสำหรับการประกันภัยทรัพย์จำนองระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 จึงไม่เกี่ยวกับหนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้วดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้เงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะในเรื่องขอให้บังคับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชัยพร อรัณยกานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุรพล เจริญผล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9939/2556
#559303
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งเพื่อบรรเทาความเสียหายและให้ถือเป็นการชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งส่วนหนึ่ง เมื่อศาลพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ก็ต้องพิพากษาให้จ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 61, 69, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 3, 4, 25, 47, 78, 81, 91 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขอให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 28 แผ่น และแผ่นดีวีดีภาพยนตร์จำนวน 8 แผ่น ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ปรับ 50,000 บาท ฐานประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 20,000 บาท รวมเป็นปรับ 70,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 35,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้องให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้สั่งจ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 76 บัญญัติว่า "ค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษา ให้จ่ายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการกระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งสำหรับส่วนที่เกินจำนวนเงินค่าปรับที่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงได้รับแล้วนั้น" บทกฎหมายนี้เป็นบทบัญญัติให้สิทธิแก่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเงินค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งเพื่อบรรเทาความเสียหายและให้ถือเป็นการชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งส่วนหนึ่ง ดังนั้น เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ก็ต้องพิพากษาให้จ่ายเงินค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับที่จำเลยได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้พิพากษาสั่งให้จ่ายค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 70 วรรคสอง ม. 76
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายศรายุทธ มูลหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวมัสฤณ วานิชวัฒนรำลึก
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9937/2556
#559062
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 609 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การขนส่งไปรษณียภัณฑ์ในหน้าที่กรมไปรษณีย์โทรเลขอยู่ในบังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้น ๆ การฝากส่งสิ่งของพัสดุไปรษณีย์กับจำเลย จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตาม พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2549 โดยอนุวัติตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ประกอบ พ.ร.ฎ. กำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการฝากส่งสิ่งของนั้น

เมื่อสิ่งของที่ฝากส่งเป็นสินค้าประเภทอัญมณีเครื่องประดับมีมูลค่าสูง แต่ผู้ฝากส่งสิ่งของใช้วิธีการส่งประเภทไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ โดยระบุที่หีบห่อพัสดุว่า "STONE" และมิได้ระบุราคาสินค้าหรือแจ้งราคาสินค้าหรือได้ทำไปรษณีย์รับประกันระหว่างประเทศไว้กับจำเลย ซึ่งตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 43 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2525 หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์และหลักการข้อ 8 และระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 43 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 พ.ศ.2530 ข้อ 8 กำหนดชนิดของสิ่งของที่จะส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศไว้ อันแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการออกระเบียบดังกล่าวว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการควบคุมการส่งสิ่งของทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นสากล ไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้วิธีการทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศฝากส่งสิ่งของต้องห้ามหรือต้องจำกัดการส่งออกไปยังปลายทางโดยปราศจากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนที่สิ่งของนั้นได้ถูกส่งถึงผู้รับยังปลายทางในต่างประเทศ ดังนั้น เมื่อผู้ฝากส่งส่งอัญมณีที่มิได้ระบุไว้ว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามฝากส่ง แต่มีมูลค่าสูงเกินกว่าที่จะส่งได้ด้วยวิธีการส่งประเภทไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศโดยไม่ต้องปฏิบัติตามพิธีการทางศุลกากรก่อน ทั้งไม่ได้แจ้งราคาสิ่งของที่ฝากส่งด้วย จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ถือเป็นความเสี่ยงภัยของผู้ฝากส่งเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 833,401 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 830,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการด้านไปรษณีย์และโทรคมนาคมทุกประเภททั้งในประเทศ ระหว่างประเทศและนอกประเทศ ตามหนังสือรับรอง พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 การดำเนินการของจำเลยจึงต้องดำเนินการตามข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หนังสือสั่งการและประกาศของการสื่อสารแห่งประเทศไทย นายอนุชา โดยนายอุ้มยศ ฝากส่งสิ่งของเป็นสินค้าประเภทเครื่องประดับอัญมณี ทับทิมและพลอยเจียรนัย น้ำหนักรวม 1,616 กรัม จำนวน 8,080 กะรัต เป็นเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามใบกำกับสินค้า โดยทางไปรษณีย์กับจำเลย ณ ที่ทำการไปรษณีย์ของจำเลย โดยใช้บริการขนส่งทางอากาศ ประเภทบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศเพื่อส่งให้แก่นายเอเจย์ ผู้รับปลายทางที่เมืองไจเปอร์ ประเทศอินเดีย โดยระบุสิ่งของที่ฝากส่งว่า "STONES" ซึ่งเป็นสินค้า (Merchandise) จำนวน 1 หีบห่อ น้ำหนัก 2,012 กรัม จำเลยรับฝากเป็นไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศหมายเลข EE063445244TH โดยนายอนุชามิได้ระบุราคาในใบรับส่งพัสดุภัณฑ์ แต่สินค้าดังกล่าวนายอนุชาได้ทำสัญญาประกันภัยไว้กับโจทก์ในวงเงิน 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 898,000 บาท ต่อมาถุงหีบห่อพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศที่จำเลยส่งได้มาถึงสำนักงานไปรษณีย์ระหว่างประเทศ เมืองไจเปอร์ ประเทศอินเดียแล้ว ปรากฏว่าสินค้าที่นายอนุชาส่งได้สูญหายไม่ถึงผู้รับปลายทางที่ประเทศอินเดีย นายอนุชาได้เรียกร้องให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแล้วเป็นเงิน 830,500 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสินค้าที่นายอนุชาส่งกับจำเลย เป็นอัญมณีซึ่งไม่ได้ระบุเป็นเงื่อนไขในการฝากส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศว่า เป็นสิ่งของที่ต้องห้ามฝากส่ง ข้อ 2.1 ถึง 2.12 จึงไม่ต้องผ่านพิธีการทางศุลกากร ทั้งสินค้าที่ส่งดังกล่าวยังส่งไปไม่ถึงผู้รับสินค้าที่ปลายทาง จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยจะไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฝากส่งตามประกาศของการสื่อสารแห่งประเทศไทย จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิด นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การขนส่งไปรษณียภัณฑ์ในหน้าที่กรมไปรษณีย์โทรเลขอยู่ในบังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับทบวงการนั้น ๆ ดังนั้น การที่นายอนุชาฝากส่งสิ่งของพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวกับจำเลย จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 และไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2549 โดยอนุวัติตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัทไปรษณีย์ไทย พ.ศ.2546 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการฝากส่งสิ่งของ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่า สิ่งของที่นายอนุชาฝากส่งกับจำเลยเป็นสินค้าประเภทอัญมณี เครื่องประดับ มีมูลค่ารวม 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 830,500 บาท แต่นายอนุชาฝากส่งสิ่งของกับจำเลยในรูปของพัสดุไปรษณีย์โดยวิธีการส่งประเภทไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ โดยระบุที่หีบห่อพัสดุว่า "STONE" และมิได้ระบุราคาสินค้าหรือแจ้งราคาสินค้าหรือได้ทำไปรษณีย์รับประกันระหว่างประเทศไว้กับจำเลย โดยปรากฏตามระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 43 ว่าด้วยบริการไปรษณีย์ระหว่างประเทศ พ.ศ.2525 หมวดที่ 2 วัตถุประสงค์และหลักการข้อ 8 กำหนดไว้ว่า ไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ ได้แก่ สิ่งของที่มีลักษณะเป็นข่าวสารทั่วไป เอกสารธุรกิจการค้า เอกสารหรือข้อมูลสำหรับเครื่องจักรสมองกล สิ่งพิมพ์ ตัวอย่างสินค้า สินค้าซึ่งมีราคาไม่เกิน 3,000 บาท ทั้งนี้ สิ่งของดังกล่าวตามวรรคหนึ่งจะต้องไม่มีลักษณะเป็นข่าวสารส่วนตัว จดหมายส่วนบุคคล หรือไม่เป็นของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์ หรือต้องจำกัดในการส่งออกหรือไม่เป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าของประเทศปลายทาง และระเบียบการสื่อสารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 43 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 พ.ศ.2530 ข้อ 8 กำหนดไว้ว่า ไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศ ได้แก่ สิ่งของทุกชนิดที่สามารถฝากส่งเข้าสู่ทางไปรษณีย์ตามปกติได้ เว้นแต่สิ่งของที่มีข้อกำหนดว่าจะต้องฝากส่งทางบริการใดบริการหนึ่งโดยเฉพาะ หรือเป็นของต้องห้ามนำเข้าประเทศปลายทาง นอกจากนั้น สิ่งของที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้สามารถฝากส่งทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบของพนักงานศุลกากรก่อน คือ

8.1 ไม่เป็นของต้องห้ามในการส่งออก

8.2 ไม่เป็นของต้องจำกัดในการส่งออก (การส่งออกต้องได้รับอนุญาตก่อน)

8.3 ไม่เป็นของต้องเสียอากรขาออกหรือค่าภาคหลวงหรือค่าภาษีการค้าในการส่งออก

8.4 การฝากส่งจากผู้ฝากรายหนึ่งไปยังผู้รับรายเดียวกันไม่ว่าจะมีจำนวนกี่ห่อ มีราคาคราวหนึ่งไม่เกิน 10,000 บาท

8.5 ไม่เป็นการส่งออกที่ขอคืนอากรหรือขอรับเงินชดเชยค่าภาษี

8.6 ไม่เป็นการส่งออกที่ขอใบสุทธิสำหรับนำกลับเข้ามาส่งของที่มิได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขข้อ 8.1 - 8.4 หากจะฝากส่งทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศก็สามารถกระทำได้ แต่จะต้องปฏิบัติพิธีการทางศุลกากรก่อน เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการออกระเบียบดังกล่าวได้ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการควบคุมการส่งสิ่งของทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและเป็นสากล ไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้วิธีการทางบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศฝากส่งสิ่งของต้องห้ามตามกฎหมายหรือต้องจำกัดการส่งออกไปยังปลายทางโดยปราศจากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนที่สิ่งของนั้นได้ถูกส่งถึงผู้รับยังปลายทางในต่างประเทศ ดังนั้น แม้ว่าสิ่งของที่นายอนุชาฝากส่งจะเป็นอัญมณีที่มิได้ระบุไว้ว่า เป็นสิ่งของต้องห้ามฝากส่งของ แต่สิ่งของที่ฝากส่งก็มีมูลค่าสูงเกินกว่าสิ่งของที่จะส่งได้ด้วย วิธีการส่งประเภทไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศโดยไม่ต้องปฏิบัติตามพิธีการทางศุลกากรก่อน การที่นายอนุชาส่งสิ่งของที่มีมูลค่าสูงไว้ในพัสดุไปรษณีย์ด้วยวิธีการส่งประเภทไปรษณีย์ด่วนพิเศษระหว่างประเทศโดยไม่ได้แจ้งราคาและดำเนินพิธีการทางศุลกากร จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบดังกล่าวโดยชัดแจ้ง ถือเป็นความเสี่ยงภัยของผู้ฝากส่งเอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 609 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519
พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ้าพระยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9912/2556
#544558
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกของขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนผู้ตายเป็นผู้หาข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการดังกล่าวให้แก่ทางราชการ ในวันเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์กลับจากทำละหมาดจะไปยังบ้านพัก จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ตามสะกดรอยไปจนถึงบ้านพักของผู้ตาย แล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เมื่อภริยาของผู้ตายได้ยินเสียงปืนได้ออกมาดูแลถามจำเลยที่ 2 ว่าเหตุใดจึงยิงผู้ตาย จำเลยที่ 2 ขู่ภริยาของผู้ตายให้อยู่เฉย ๆ พร้อมกับจ้องปืนเล็งไปที่ภริยาของผู้ตาย โดยไม่ได้แสดงพฤติการณ์ให้เห็นว่าเป็นการสร้างความวุ่นวายและความไม่สงบให้เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตาม ป.อ. มาตรา 135/1 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 135/1, 135/2, 135/3, 288, 289, 340, 340 ตรี, 371, 83, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาอาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองกับพวกปล้นไปเป็นเงิน 45,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (1) วรรคแรก, 289 (4), 335 (7) วรรคแรก, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยมีอาวุธปืน (ที่ถูก โดยมีอาวุธ) จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันก่อการร้าย จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ลดโทษให้หนึ่งในสาม ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 8 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อลงโทษประหารชีวิตในความผิดกระทงแรกแล้ว ก็ไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นของจำเลยที่ 2 มารวมอีกได้ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน นม 6/12698 จำนวน 1 กระบอก เป็นเงิน 45,000 บาท แก่ทายาทของผู้ตาย ส่วนข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายด้วยเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมุ่งหมายให้เกิดความไม่สงบและความวุ่นวายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความปั่นป่วนและเกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และลักอาวุธปืนพกของผู้ตายไปโดยมีหรือใช้อาวุธตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ได้ความจากพันตำรวจโทกัมพล พนักงานสอบสวนว่า ภายหลังเกิดเหตุพยานเดินทางไปยังที่เกิดเหตุพบศพของผู้ตายอยู่ห่างจากบ้านของผู้ตายเพียง 5 เมตร เท่านั้น ขณะเกิดเหตุนางสาวเจะมีเนาะภริยาของผู้ตายอยู่ในบ้าน แม้จะได้ความว่าขณะที่เสียงปืนดังขึ้นนางสาวเจะมีเนาะกำลังซักผ้าอยู่ในห้องน้ำไม่เห็นว่าคนร้ายอยู่ที่ใดก็ตาม แต่นางสาวเจะมีเนาะเบิกความว่า เมื่อได้ยินเสียงปืนสองนัดแรกดังขึ้นพยานได้ออกไปที่หน้าบ้านทันทีและเห็นจำเลยที่ 2 ใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตายซ้ำอีกสองนัด ขณะนั้นจำเลยที่ 2 อยู่ห่างจากพยานเพียง 5 เมตร อันเป็นระยะใกล้ชิด ส่วนจำเลยที่ 1 นั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ไม่ห่างจากจำเลยที่ 2 มากนัก พยานร้องถามจำเลยที่ 2 ว่าเหตุใดจึงยิงผู้ตาย จำเลยที่ 2 ยกอาวุธปืนพกจ้องเล็งมาทางพยานและขู่ให้อยู่เฉย ๆ ต่อจากนั้นจำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนพกแบบลูกโม่ของผู้ตายแล้วเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 แล่นหลบหนีไป ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า นางสาวเจะมีเนาะอาจจดจำคนร้ายไม่ได้ ก็ได้ความว่านางสาวเจะมีเนาะเห็นจำเลยทั้งสองในระยะใกล้ชิด รวมทั้งได้สอบถามจำเลยที่ 2 ถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 2 ยิงผู้ตาย จำเลยที่ 2 พูดจาข่มขู่นางสาวเจะมีเนาะและสำทับให้นางสาวเจะมีเนาะอยู่เฉย ๆ แล้วหยิบเอาอาวุธปืนพกแบบลูกโม่ของผู้ตายติดตัวไปด้วย ซึ่งเป็นเวลานานพอที่นางสาวเจะมีเนาะจะจดจำจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 มีบ้านพักอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับบ้านพักของผู้ตาย ทั้งได้ความว่านางสาวเจะมีเนาะรู้จักจำเลยที่ 1 อยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านางสาวเจะมีเนาะจะจำจำเลยทั้งสองไม่ได้ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสอบถามนางสาวเจะมีเนาะถึงคนร้าย นางสาวเจะมีเนาะบอกว่าไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใครก็ไม่เป็นข้อพิรุธตามที่จำเลยทั้งสองฎีกา เพราะได้ความว่าหลังจากเกิดเหตุแล้วนางสาวเจะมีเนาะมีความเกรงกลัวคนร้ายจนไม่สามารถพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังที่เกิดเหตุได้ต้องอพยพไปพักอาศัยอยู่กับผู้อื่น ดังนั้น การที่นางสาวเจะมีเนาะไม่แจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายและไม่บอกรูปพรรณสัณฐานของจำเลยที่ 2 ให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบไม่เป็นเหตุผลให้ระแวงว่านางสาวเจะมีเนาะจำคนร้ายไม่ได้ ส่วนสาเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ตัวจำเลยทั้งสองมาดำเนินคดี ข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากเกิดเหตุประมาณสามเดือนพันตำรวจโทกัมพลกับข้าราชการทหารฝ่ายการข่าวหน่วยเฉพาะกิจยะลาสืบสวนได้ความว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันฆ่าผู้ตาย เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกของขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนผู้ตายเป็นผู้หาข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการดังกล่าวให้แก่ทางราชการ พันตำรวจโทกัมพลจึงให้นางสาวเจะมีเนาะดูรูปถ่ายของจำเลยทั้งสองซึ่งปะปนกับรูปถ่ายของผู้อื่น นางสาวเจะมีเนาะชี้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ไปดำเนินคดี ส่วนจำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อสู้คดี ในชั้นสอบสวนนางสาวเจะมีเนาะยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปให้ร้อยเอกพิศาล นายทหารฝ่ายการข่าวหน่วยเฉพาะกิจยะลาซักถาม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 ฆ่าผู้ตายจริงและยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กับพวกซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้องเคยก่อเหตุวางระเบิดทหารเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2550 เป็นเหตุให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 8 คน ต่อจากนั้นพันตำรวจโทกัมพลรับตัวจำเลยที่ 1 ไปสอบสวนในข้อหาร่วมกับจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนติดตัว ร่วมกันปล้นทรัพย์และฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและร่วมกันก่อการร้าย โดยมีนายกรจักร ทนายความร่วมฟังการสอบสวนด้วย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ โดยกล่าวถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดรวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งได้นำชี้ที่เกิดเหตุแสดงลักษณะแห่งการกระทำความผิดประกอบคำให้การรับสารภาพ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 เองทั้งสิ้น หากจำเลยที่ 1 ไม่ให้การต่อพนักงานสอบสวนเองแล้ว ย่อมเป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นเองได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ถูกทำร้ายร่างกายและถูกบังคับขู่เข็ญให้ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงได้ความจากนายกรจักรทนายความที่ร่วมรับฟังการสอบสวนว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือให้สัญญาใด ๆ แก่จำเลยที่ 1 เลย คำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4 (1) เมื่อนำมารับฟังประกอบกับคำเบิกความของนางสาวเจะมีเนาะที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังแต่คำเบิกความของนางสาวเจะมีเนาะ แต่ไม่รับฟังคำเบิกความของพยานจำเลยที่ 1 เลยเป็นการไม่ชอบด้วยเหตุผลนั้น เห็นว่า การรับฟังคำเบิกความของพยานปากใดย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลในคำเบิกความของพยานเป็นสำคัญ หาได้คำนึงว่าต้องเป็นพยานบุคคลของฝ่ายใดดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังคำเบิกความของนางสาวเจะมีเนาะจึงชอบแล้ว ส่วนความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนนั้น เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้อาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ทั้งทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวเป็นอาวุธปืนไม่มีหมายเลขทะเบียน ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนมีหมายเลขทะเบียนของผู้อื่นไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เมื่อพิเคราะห์ว่า การที่จำเลยทั้งสองนั่งรถจักรยานยนต์ตามสะกดรอยผู้ตายไปจนถึงบ้านพักแล้วร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองคบคิดและเตรียมการที่จะฆ่าผู้ตายไว้ก่อนแล้ว เมื่อสบโอกาสเหมาะจำเลยที่ 2 จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วหยิบฉวยเอาอาวุธปืนพกแบบลูกโม่ของผู้ตายไปเป็นประโยชน์ส่วนตน การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและลักทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โดยมุ่งหมายให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากนางสาวเจะมีเนาะว่า หลังจากที่จำเลยที่ 2 ยิงผู้ตายแล้ว พยานถามจำเลยที่ 2 ว่าเหตุใดจึงยิงผู้ตาย จำเลยที่ 2 ขู่พยานว่า อยู่เฉย ๆ พร้อมกับเล็งปากกระบอกปืนไปที่พยาน โดยไม่ได้แสดงพฤติการณ์ให้เห็นว่าเป็นการสร้างความวุ่นวายและความไม่สงบให้เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันก่อการร้ายตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น อนึ่ง การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุถ้อยคำที่จำเลยที่ 2 กล่าวเป็นภาษายาวี ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยมีความหมายเป็นการข่มขู่ คุกคามให้ประชาชนหวาดกลัว โดยมุ่งหมายให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 กล่าวข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาไม่ได้ความตามที่โจทก์ฟ้อง ไม่เป็นเหตุให้ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจต่อสู้คดี ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยมีอาวุธ จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 135/1 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายรอมลี สีเย๊าะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นายสมควร จารุธำรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางวราภรณ์ สหัสโพธิ์
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9829/2556
#544552
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่เป็นการพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล ตาม ป.อ. มาตรา 317 นั้น ไม่ถึงขนาดต้องควบคุมตัวเด็กนั้นไว้ เพระการกระทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดต่อเสรีภาพอีกต่างหาก คำว่า "พราก" มีความหมายว่า จากไปหรือแยกออกจากกัน สาระสำคัญจึงอยู่ที่การพาไปหรือการแยกเด็กไปนั้น ได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ไปกับบุคคลที่พาไปหรือไม่ หรือมิฉะนั้นบุคคลที่พาเด็กนั้นไปจะต้องมีเหตุอันสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสิริพร ผู้เสียหายที่ 1 โดยนางมนต์ ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 70,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การในส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 20 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 16 ปี รวมจำคุก 36 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 14 มีนาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 2 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 12 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 34 ปี และในส่วนแพ่ง ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 3 กรกฎาคม 2551)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารกับฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำเมื่อวันที่ 14 และ 16 ธันวาคม 2550 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา ความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปข่มขืนกระทำชำเราในระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน 2550 รวม 3 ครั้ง ซึ่งในขณะนั้นผู้เสียหายที่ 1 มีอายุ 13 ปีเศษ ไม่ว่าผู้เสียหายที่ 1 จะยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราหรือไม่ ก็เป็นความผิดแล้ว ส่วนการกระทำของจำเลยในครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2550 นั้น จำเลยเพียงแต่ใช้นิ้วแหย่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นการกระทำอนาจารผู้เสียหายที่ 1 เท่านั้น และขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในความดูแลของนางไข ยายของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่บริเวณฝายในครั้งแรกแล้วกระทำอนาจาร และข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในครั้งต่อมาโดยพาไปที่กระท่อมบริเวณทุ่งนา และบริเวณลำห้วย การกระทำของจำเลยทั้งสามครั้งจึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร แต่การกระทำของจำเลยในวันที่ 14 มิถุนายน 2550 ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า หลังจากที่ออกไปจับกบกับจำเลยและ นางสมพานแล้วได้เดินกลับมาที่บ้านของจำเลย ขณะที่อยู่ที่หลังบ้านจำเลยเดินมาทางด้านหลังใช้มือโอบและผลักผู้เสียหายที่ 1 ให้นอนลง จากนั้นผู้เสียหายที่ 1 ถูกจำเลยกระทำชำเรา โดยจำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปที่ใด จากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ได้ความว่า นางสมพานจะเป็นผู้ชวนผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจับกบ การกระทำของจำเลยในครั้งนี้เป็นเพียงการฉวยโอกาสข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะผู้เสียหายที่ 1 อยู่บริเวณหลังบ้านของจำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารด้วย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาซึ่งเป็นข้อกฎหมายว่า การกระทำอันเป็นการพรากเด็กนั้น ผู้กระทำต้องมีเจตนาที่จะไม่ให้เด็กนั้นมีอิสระในการเคลื่อนไหวด้วยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่เป็นการพรากเด็กไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 นั้น ไม่ถึงขนาดต้องควบคุมเด็กนั้นไว้ เพราะการกระทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดต่อเสรีภาพอีกต่างหาก คำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมมีความหมายว่า จากไปหรือแยกออกจากกัน ดังนั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่าการพาไปหรือแยกเด็กไปนั้นได้รับความยินยอมจากบุคคลดังกล่าวให้ไปกับบุคคลที่พาไปหรือไม่ หรือมิฉะนั้นบุคคลที่พาเด็กนั้นไปจะต้องมีเหตุอันสมควร โดยบทกฎหมายดังกล่าวประสงค์ที่จะลงโทษผู้ที่ละเมิดอำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าว อันเป็นการคุ้มครองเด็กมิให้ถูกล่อลวงไปในทางเสียหาย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยยกขึ้นอ้างมีข้อเท็จจริงต่างจากคดีนี้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อมาว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กและฐานข่มขืนกระทำชำเราในอัตราขั้นต่ำแล้ว ส่วนโทษจำคุกในความผิดฐานกระทำอนาจารที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชดใช้แก่ผู้เสียหายที่ 1 มีเพียงใด เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าสินไหมทดแทนโดยคำนึงถึงความเสียหายที่ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับจากการกระทำของจำเลย และให้คิดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องตามคำร้องของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เหมาะสมและถูกต้องแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้วจำคุก 29 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
นางสาวสิริพร สมัครสมาน โดยนางมนต์ หงษ์ยนต์
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายปราโมท สุขดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายยศวริศ ศรีไพบูลย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอนันต์ ยมจินดา
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา