คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11234/2556
#559300
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันทำให้หนี้เดิมระงับไปและเปลี่ยนมาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าปรับของยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าเป็นค่าเสียหายอันจำเลยยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นมูลหนี้เกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแจ้งชัดแล้ว มิใช่ค่าเสียหายที่คู่ความตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการไม่ชำระหนี้จึงมิใช่เบี้ยปรับ จำเลยต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้

แต่ในส่วนที่เป็นเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมค้างชำระ โจทก์และจำเลยมิได้ตกลงหรือกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าวไว้เป็นจำนวนที่แน่นอนแจ้งชัดในขณะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ยอมรับว่าเป็นหนี้เบี้ยปรับ

ส่วนค่าเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงินที่ยังไม่ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมนั้น เป็นการที่จำเลยสัญญาแก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าปรับกรณีจำหน่ายหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่ำกว่าคำรับรองจำนวน 1,302,672.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 ซึ่งเป็นวันผิดนัดชำระหนี้จนถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 292,667.13 บาท รวมเป็นเงิน 1,595,339.83 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,302,672.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ค้างชำระจำนวน 1,052,801.57 บาท ให้จำเลยชำระค่าปรับในกรณีผิดนัดชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้จนถึงวันชำระหนี้บางส่วน, วันชำระหนี้ครบถ้วนในเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,548,125.65 บาท ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,052,801.57 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันจำเลยชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าปรับกรณีซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่ำกว่าคำรับรองที่ต้องชำระจำนวน 651,336.35 บาท และให้จำเลยชำระหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมค้างชำระจำนวน1,052,801.57 บาท กับให้จำเลยชำระหนี้ค่าปรับกรณีผิดนัดชำระค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดชำระ (วันที่ลงในเช็คแต่ละฉบับ) จนถึงวันชำระหนี้บางส่วน วันชำระหนี้ครบถ้วนในเช็คแต่ละฉบับจนถึงวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินเงินจำนวน 1,548,125.65 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า หนี้ค่าปรับยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญา นับแต่งวดเดือนมกราคม 2539 ถึงงวดเดือนมกราคม 2545 จำนวน 1,302,672.70 บาท ตามข้อ 1.2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 หรือไม่ เห็นว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนมกราคม 2545 จำเลยไม่สามารถซื้อหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ตามจำนวนที่ได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาดำเนินการสถานีบริการและสัญญาผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 สิงหาคม2551 โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จึงทำให้หนี้เดิมระงับไปและเปลี่ยนมาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน ซึ่งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 1.2 จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าปรับของยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ดังรายละเอียดที่ปรากฏและหนังสือรับสภาพความผิด จำนวนเงินดังกล่าวถือว่าเป็นค่าเสียหายอันจำเลยยอมรับผิดชดใช้แก่โจทก์ ถือว่าเป็นมูลหนี้เกี่ยวกับค่าเสียหายตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแจ้งชัดแล้ว มิใช่ค่าเสียหายที่คู่ความตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะมีการไม่ชำระหนี้ จึงมิใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 จำเลยจึงต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ตามจำนวน 1,302,672.70 บาท ที่ตกลงกันไว้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาในข้อนี้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ยต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อโจทก์หรือไม่และเพียงใด เห็นว่า ดังที่ได้วินิจฉัยมาในประเด็นข้างต้นแล้วว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จึงทำให้หนี้เดิมระงับไป และเปลี่ยนมาเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทน ซึ่งโจทก์จำเลยได้ตกลงกันไว้ชัดแจ้งในจำนวนหนี้ค่าปรับของยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ตามหนังสือรับสภาพความผิด แต่ในส่วนที่เป็นเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของหนี้ค่าซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมค้างชำระจำนวน 1,052,801.57 บาท ตามความในตอนท้ายของข้อ 1.1 ของสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงหรือกำหนดเบี้ยปรับดังกล่าวไว้เป็นจำนวนที่แน่นอนแจ้งชัด ในขณะที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเหมือนเช่นเบี้ยปรับกรณีตามข้อ 1.2 ของสัญญาประนีประนอมยอมความจึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยได้ยอมรับเอาเบี้ยปรับจำนวน 1,548,125.65 บาท ตามตารางคำนวณเบี้ยปรับ อันเป็นการคำนวณเบี้ยปรับนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องว่าเป็นหนี้เบี้ยปรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อโจทก์ไม่นำสืบเบี้ยปรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนนี้ให้แจ้งชัด จึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ สำหรับในส่วนที่เป็นค่าเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของต้นเงินที่ยังไม่ชำระตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 นั้น เห็นว่า หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คือ หนี้ค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 1,052,801.57 บาท ตามสัญญาข้อ 1.1 และหนี้ค่าปรับยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ตามสัญญาข้อ 1.2 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลงของสัญญาข้อ 3 ที่จำเลยตกลงชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน จึงเป็นการที่จำเลยสัญญาแก่โจทก์ไว้ล่วงหน้าว่า จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับอันศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นว่า เบี้ยปรับอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ดังกล่าวนั้นสูงเกินส่วนและเป็นการซ้ำซ้อนกับดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลมีอำนาจพิพากษาให้แก่โจทก์ได้กรณีเป็นหนี้เงิน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดเบี้ยปรับกรณีผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของหนี้ค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม 1,052,801.57 บาท และเบี้ยปรับผิดนัดอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของหนี้ค่าปรับยอดซื้อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่อเดือนต่ำกว่าจำนวนที่จำเลยได้ให้คำรับรองไว้ในสัญญาจำนวน 1,302,672.70 บาท ด้วย สำหรับเบี้ยปรับในส่วนอื่นนอกจากนี้เป็นการซ้ำซ้อนกับที่กำหนดมาแล้วจึงไม่กำหนดให้อีก อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,302,672.70 บาท พร้อมเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 และให้จำเลยชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 1,052,801.57 บาทนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชาญวุธ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11233/2556
#559301
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ระหว่างจำเลยทั้งสองและถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ขอให้จำเลยที่ 2 ถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ของจำเลยที่ 2 และขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" อ้างว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดข้อตกลงตามสัญญาให้ใช้สิทธิ โดยมิได้อ้างว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ดีกว่าจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 67 แต่อย่างใด ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์หรือไม่

การที่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อโจทก์ให้โจทก์และผู้เกี่ยวข้องระงับการใช้ แสดง จำหน่าย สั่งเข้า มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเพิกเฉยจะดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้ใช้ ผู้ละเมิดสิทธิ ผู้เลียน ผู้ปลอม ผู้ลวงขายสินค้าดังกล่าวโดยมิชอบจนถึงที่สุด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ หรือโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใด ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะฟ้องโจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และไม่อาจขอบังคับให้ห้ามกระทำการใดที่ยังไม่เกิดขึ้นได้

การที่จำเลยที่ 1 คัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้า ไม่อาจถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือขัดขวางหรือกระทำการอันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจขอบังคับให้ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามทะเบียนเลขที่ ค 82431, ค 82430, ค 79806 และ ค 81274 และให้จำเลยทั้งสองถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 ถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 661084, 661085, 661538 และ 661539 หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยทั้งสองใช้และยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "เทวินทร์" หรือ "TAWIN" ไม่ว่ากับสินค้าหรือบริการใด ๆ ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE"

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาห้ามมิให้จำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" ตามคำขอจดทะเบียน เลขที่ 651674 และ 651675 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ดีกว่าโจทก์ นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ระหว่างจำเลยทั้งสองและถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว กับขอให้จำเลยที่ 2 ถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ของจำเลยที่ 2 และขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" โดยอาศัยข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดข้อตกลงตามสัญญาให้ใช้สิทธิ ฉบับลงวันที่ 23 ตุลาคม 2533 โดยโจทก์มิได้ฟ้องขอเพิกถอนเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" โดยอาศัยข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ดีกว่าจำเลยทั้งสองตามมาตรา 67 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 แต่อย่างใด กับทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ฟ้องแย้งว่าจำเลยทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์หรือไม่ กับทั้งการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรรับจดทะเบียนตามมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น เป็นอำนาจของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ซึ่งผู้ขอจดทะเบียนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ภายใน 90 วัน โดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้ถือเป็นที่สุด และขณะฟ้องคดีนี้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาในประเด็นข้อพิพาทที่ว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ และเป็นกรณีต่างฝ่ายต่างใช้เครื่องหมายโดยสุจริตตามมาตรา 27 คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้วนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นย่อมเป็นการมิชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อที่ว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ดีกว่าโจทก์หรือไม่นั้น จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 651674 และ 651675 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการสมคบกันโอนเครื่องหมายการค้าโดยฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาให้ใช้สิทธิเพื่อให้จำเลยที่ 2 อาศัยทะเบียนการค้ามาดำเนินคดีอาญากับโจทก์และร้านค้าของโจทก์อันเป็นการทำลายชื่อเสียงและธุรกิจของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ขัดขวางการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 นั้น เมื่อคดีรับฟังได้เป็นที่ยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิตามกฎหมายที่จะโอนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ การโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงไม่เป็นการกระทำละเมิด ส่วนการที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 2 อ้างสิทธิทางทะเบียนดังกล่าวเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์อันเป็นการขัดขวางการดำเนินธุรกิจของโจทก์และทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ตามหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิยืนยันการบอกเลิกสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ขอให้กระทำการและงดเว้นกระทำการ นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อโจทก์ให้โจทก์และผู้เกี่ยวข้องระงับการใช้ แสดง จำหน่าย สั่งเข้า มีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "เทวินทร์" และ "TAYWIN" ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากเพิกเฉยจะดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้ใช้ ผู้ละเมิดสิทธิ ผู้เลียน ผู้ปลอม ผู้ลวงขายสินค้าดังกล่าวโดยมิชอบจนถึงที่สุดต่อไป โดยไม่ปรากฏตามทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์อันเป็นการขัดขวางการดำเนินธุรกิจของโจทก์และทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียงแต่ประการใด หรือโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใด ข้ออ้างของโจทก์จึงเป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะฟ้องโจทก์จึงยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิและไม่อาจขอบังคับให้ห้ามกระทำการใดที่ยังไม่เกิดขึ้นได้

ส่วนการที่จำเลยที่ 1 คัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 651674 และ 651675 และอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้น เห็นว่า เป็นการที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนตามขั้นตอนและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามบทบัญญัติมาตรา 27 ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือขัดขวางหรือกระทำการอันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้า คำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่อาจขอบังคับให้ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนปัญหาอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเนื่องจากไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนโจทก์และธุรกิจของโจทก์ในการใช้เครื่องหมายคำว่า "TAYWIN ORIGINAL STYLE" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 27 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนพพงษ์ พงษ์ทวีวิรัตน์
จำเลย — นายสุรศักดิ์ พงษ์ทวีวิรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายธนารักษ์ เนาวรัตน์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
อร่าม เสนามนตรี
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11231/2556
#559154
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม และเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวจำเลยไปศาลภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับพิจารณาเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนมาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 1 ปี 24 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้บังคับให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ไปศาลภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 22 โดยให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้ตรวจวินิจฉัยว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดหรือไม่ เพื่อจะได้คัดแยกว่าผู้ต้องหานั้นเป็นผู้มีสิทธิเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด หรือต้องถูกดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังเช่นผู้กระทำความผิดทางอาญาอื่น ๆ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม และเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แต่พนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวจำเลยไปศาลภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดเพื่อให้จำเลยได้รับประโยชน์ในการที่จะได้รับการพิจารณาเข้าสู่ระบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแทนการถูกดำเนินคดีตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 แต่อย่างใด ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนจำเลยโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เท่ากับว่าไม่มีการสอบสวนคดีนี้มาก่อน และย่อมส่งผลให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ทั้งกรณีมิใช่ล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่จะส่งตัวจำเลยไปศาลเพื่อการตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาใช้บังคับแก่จำเลยได้ดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ดังวินิจฉัยข้างต้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายณัฐพล มุทุสิทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายชาตรี ศิริรักษ์
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11195/2556
#559100
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 7 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ของกฎหมายเดิมบัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง คนหนึ่งคนใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบกันไปแล้ว ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วยนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติประกอบการลงโทษบุคคลที่ร่วมสมคบกันกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งแล้ว มิใช่ฐานความผิดหรือบทกำหนดความผิดและกำหนดโทษในตัวเองที่จะใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดโดยตรง และการที่มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดให้ลงโทษผู้ร่วมสมคบตามวรรคหนึ่งทุกคนตามฐานความผิดที่มีการกระทำลงอีกกระทงหนึ่งด้วย แสดงอยู่ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ลงโทษฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานที่ได้มีการกระทำลงแยกต่างหากจากกันเป็นคนละกระทงกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวกัน

ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดดังกล่าวร่วมกันมาในข้อเดียว ย่อมเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในทุกฐานความผิดดังกล่าวเพียงกรรมเดียว หาได้มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 จึงลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับความผิดในฟ้องข้อนี้ได้เพียงกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1984/2551 และ 1985/2551 แต่คดีสองสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 83, 91 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พะราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่, 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีซึ่งมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีทำการค้าประเวณีอยู่ด้วย ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา พาไปหรือรับตัวหญิงเพื่อให้สำเร็จความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปี และฐานร่วมกันสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวการค้าหญิงหรือเด็ก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานร่วมกันให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 25,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกรวม 2 ปี 15 เดือน และปรับ 62,500 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ให้ปรับบทลงโทษตามมาตรา 5 และมาตรา 7 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีในส่วนของจำเลยที่ 3 คู่ความไม่ฎีกา คดีจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานให้ที่พักอาศัยแก่คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พ้นจากการจับกุมซึ่งตามอุทธรณ์ของโจทก์โต้เถียงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันจัดให้นางสาวสอนกับพวกรวม 6 คน หญิงชาวลาวดังกล่าวซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย พักอาศัยและค้าประเวณีที่ร้านคุณปู่ที่เกิดเหตุ โดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหากับมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ด้วย ถือว่าโจทก์อุทธรณ์ในความผิดข้อหานี้ด้วยแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดดังกล่าวและเห็นว่าความผิดดังกล่าวเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เป็นการไม่ชอบ เมื่อโจทก์ยังคงฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกข้อหาตามฟ้อง ถือว่าโจทก์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในความผิดนี้แล้ว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และพวกตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ก่อนเกิดเหตุมีผู้แจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุดรธานีทราบว่ามีผู้นำเด็กหญิงและหญิงชาวลาวมาบังคับค้าประเวณีที่ร้านอาหารชื่อ บ้านคุณปู่ ที่เกิดเหตุ ต่อมาในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา นางดุจฤดี นักสังคมสงเคราะห์ของสำนักงานดังกล่าว กับเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุดรธานีพร้อมด้วยเจ้าพนักงานตำรวจ ร่วมกันไปตรวจสอบที่บ้านเกิดเหตุ พบเด็กหญิงและหญิงชาวลาวซึ่งรับว่าพักอาศัยและค้าประเวณีอยู่ที่บ้านเกิดเหตุรวม 17 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุต่ำกว่าสิบแปดปี 6 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่แยกไปคุมตัวไว้ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี และมิได้ดำเนินคดีเพราะถือว่าเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ซึ่งในจำนวนนี้มีนางสาวลาตีหรือน้อยหรือฟ้า อายุ 15 ปีเศษ นางสาวจิตหรือสั้นหรือเปิ้ล อายุ 17 ปี นางสาวสุพันษาหรือสุพรรษาหรือแมวหรือปุ้ย หรือคุณพิมพ์ดี อายุ 16 ปี และนางสาวแจสอนหรือสอนหรือแตง อายุ 17 ปี รวมอยู่ด้วย ส่วนอีก 11 คน ซึ่งมีอายุสิบแปดปีขึ้นไป เป็นผู้เข้าเมืองโดยมีหนังสือเดินทางเพียง 3 คน จึงส่งตัวกลับประเทศ ส่วนอีก 8 คน ที่ไม่มีหนังสือเดินทางและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ซึ่งในจำนวนนี้มีนางสาวบุญทันหรือต่อ อายุ 19 ปี และนางสาวสุลิตาหรือสุริต้า อายุ 19 ปี รวมอยู่ด้วย บ้านเกิดเหตุเป็นสถานการค้าประเวณี มีสภาพเป็นตึกสองชั้นหลังใหญ่ มีห้องพักหลายห้อง ใช้เป็นห้องพักอาศัยของหญิงขายบริการและเป็นห้องสำหรับให้ลูกค้าร่วมประเวณีกับหญิงขายบริการด้วย ชั้นล่างมีห้องอาหารสำหรับลูกค้านั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มกับหญิงขายบริการตลอดจนติดต่อดูตัวและเลือกหญิงที่จะให้บริการ โดยมีจำเลยที่ 3 นายยอหรือดำหรือป๋าดำ นายเสมียรหรือเหมียน จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1984/2551 ของศาลชั้นต้นและนายมนต์ชัยหรือเอก จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1985/2551 ของศาลชั้นต้นร่วมกันเป็นผู้จัดการและควบคุมดูแลการค้าประเวณี และมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ทำสัญญาเช่าบ้านเกิดเหตุกับเจ้าของบ้าน แต่ในวันเกิดเหตุมิได้จับกุมจำเลยทั้งสามกับพวก ภายหลังเมื่อปรากฏจากการสอบสวนเชื่อว่าจำเลยทั้งสามกับพวกอีก 3 คน เป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมหญิงที่ค้าประเวณีจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสามกับพวกเป็นคดีนี้สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กับพวกดังกล่าว เป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีที่เกิดเหตุ ร่วมเป็นธุระจัดหา ชักพาและรับตัวเด็กหญิงและหญิงชาวลาวดังกล่าวให้เข้าพักอาศัยและค้าประเวณีที่บ้านเกิดเหตุหรือไม่นั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสถานการค้าประเวณีที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับตัวเด็กหญิงและหญิงชาวลาวพยานโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นคนต่างด้าวชาวลาวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้พักอาศัยและจัดให้เด็กหญิงและหญิงดังกล่าวกระทำการค้าประเวณีที่บ้านเกิดเหตุอันเป็นสถานการค้าประเวณี จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ทุกข้อหา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ภายหลังการกระทำความผิด พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 จะถูกยกเลิกไปโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 แต่ความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงหรือเด็กตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ฯ ก็ยังคงเป็นความผิดอยู่ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะการค้าหญิงและเด็กดังเช่นกฎหมายเดิม ทั้งกำหนดให้ระวางโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ซึ่งโทษกึ่งหนึ่งของความผิดตามมาตรา 9 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 สูงกว่า 5 ปี หรือปรับสูงกว่า 10,000 บาท อันเป็นโทษสูงสุดตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็กฯ เห็นได้ว่า มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นภายหลังการกระทำความผิด ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องบังคับตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็กฯอันเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด ส่วนที่มาตรา 7 วรรคสอง ของกฎหมายเดิมบัญญัติว่า ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งคนหนึ่งคนใดได้ลงมือกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกันไปแล้ว ผู้ร่วมสมคบด้วยกันทุกคนต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นอีกกระทงหนึ่งด้วยนั้น เป็นเพียงบทบัญญัติประกอบการลงโทษบุคคลที่ร่วมสมคบกันกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งแล้ว บุคคลผู้นั้นมิได้เป็นผู้ลงมือกระทำความผิดตามที่สมคบกันด้วยตนเอง แต่มีพวกของตนที่ร่วมสมคบคนหนึ่งลงมือกระทำความผิด กฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะในกรณีนี้ว่าให้ลงโทษผู้ที่มิได้ลงมือกระทำความผิดนั้นเสมือนเป็นผู้ลงมือกระทำความผิดเองดุจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกัน โดยให้ลงโทษตามความผิดที่ได้กระทำลงนั้น บทบัญญัติมาตรา 7 วรรคสอง จึงมิใช่ฐานความผิดหรือบทกำหนดความผิดและกำหนดโทษในตัวเองที่จะใช้ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดได้โดยตรง เป็นเพียงบทบัญญัติใช้อ้างเพื่อประกอบการลงโทษตามบทมาตราที่เป็นฐานความผิดและกำหนดโทษสำหรับความผิดที่มีการกระทำลงเท่านั้น ทั้งตามคำฟ้องโจทก์กล่าวว่า จำเลยทั้งสามกับพวกสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก และบรรยายฟ้องต่อมาว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันกระทำความผิดตามที่สมคบด้วยกันทุกคนอยู่แล้ว จึงมิใช่การฟ้องขอให้ลงโทษผู้สมคบที่มิได้เป็นผู้ลงมือกระทำความผิดด้วยตนเองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า บทมาตรา 7 วรรคสอง เป็นบทกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษ และพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 7 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้องและการที่มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดให้ลงโทษผู้ร่วมสมคบตามวรรคหนึ่งทุกคนตามฐานความผิดที่มีการกระทำลงอีกกระทงหนึ่งด้วย แสดงอยู่ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ลงโทษฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานที่ได้มีการกระทำลงแยกต่างหากจากกันเป็นคนละกระทงกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน มิใช่ความผิดกรรมเดียวกัน นอกจากนี้ความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณี กับฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสอง เป็นความผิดที่อาศัยเจตนาต่างกันและมีองค์ประกอบความผิดที่ต่างกัน จึงเป็นความผิดต่างกรรมกันเช่นกัน อย่างไรก็ดี แม้คดีนี้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและคำขอท้ายฟ้องก็ระบุอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาด้วยก็ตาม แต่โจทก์ฟ้อง โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 ก. ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกบังอาจให้ความช่วยเหลือแก่หญิงและเด็กหญิงชาวลาวจำนวน 6 คน โดยจัดให้คนต่างด้าว ซ่อนเร้น พักอาศัยเพื่อให้พ้นจากการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ อันเป็นการกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และบรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า จำเลยทั้งสามกับพวกได้บังอาจร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี สถานการค้าประเวณีเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันเป็นธุระจัดหา รับตัว หรือชักพาไปซึ่งหญิงและเด็กหญิงชาวลาวรวม 6 คน ตามฟ้องข้อ 1 ก. เพื่อให้หญิงและเด็กหญิงดังกล่าวกระทำการค้าประเวณี ซึ่งลักษณะการบรรยายฟ้องของโจทก์เช่นนี้ เมื่อพิจารณาประกอบหลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 160 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ความผิดหลายกระทงจะรวมในฟ้องเดียวกันก็ได้ แต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไป ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในทุกฐานความผิดตามฟ้องข้อ 1 ข. ดังกล่าวเพียงกรรมเดียว หาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เหมือนดังเช่นความผิดตามที่บรรยายไว้ในคำฟ้องข้อ 1 ก. ไม่ จึงลงโทษจำเลยทั้งสามสำหรับความผิดในฟ้องข้อนี้ได้เพียงกรรมเดียว และคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันเป็นธุระจัดหา รับตัวหรือชักพาไป ซึ่งหญิงและเด็กหญิงชาวลาว ซึ่งมีอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้หญิงและเด็กหญิงกระทำการค้าประเวณี อันเป็นการบรรยายตามองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยทั้งสามเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น รับตัวบุคคลซึ่งมีผู้จัดหา ล่อไป หรือพาไป เพื่อการอนาจาร หรือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าว อันเป็นองค์ประกอบในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสี่ รวมมาด้วย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษในฐานนี้เป็นมาตรา 282 วรรคสี่ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งชายหรือหญิงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยกระทำแก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของ ผู้ดูแลหรือผู้จัดการสถานการค้าประเวณีโดยมีบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีอยู่ด้วย ฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เพียงกรรมเดียวตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคสอง จำคุก 5 ปี และฐานร่วมกันช่วยคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 6 เดือน ส่วนโทษของจำเลยที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 160 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 4
พ.ร.บ.มาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 ม. 7 วรรคสอง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 9 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9 ม. 9 วรรคสอง ม. 11 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
นางธัญพิมลหรือรุ่งณภาหรือรุ่ง บุญผาชื่น
จำเลย — หรือศรียาคะบุตรหรืออิ่นอ้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายวัฒนา พานนนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมชัย วิชญไพศิฐสกุล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
สมควร วิเชียรวรรณ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11193/2556
#554774
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันชักชวนให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 29 นั้น ต้องเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการโดยวิธีใด ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ก. ว่า เมื่อระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2541 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ในนามชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ร่วมมิตร อำเภอนาเชือก โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมาย และบรรยายฟ้องในข้อ ข. ว่า เมื่อระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2542 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวง บ. ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกรวม 59 คน และประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองได้จัดตั้งชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ร่วมมิตร อำเภอนาเชือก ซึ่งได้จดทะเบียนให้ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ได้ตามกฎหมาย หากผู้เสียหายทั้ง 59 คน และประชาชนโดยทั่วไปประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกสมาคมจะต้องเสียเงินเป็นค่าสมัครเริ่มต้น 100 บาท ค่าบำรุงสมาคม จำนวน 400 บาท และค่าสงเคราะห์ศพของสมาชิกล่วงหน้าศพละ 20 บาท เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตายหลังเข้าเป็นสมาชิกแล้ว 180 วัน ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินผลประโยชน์รายละ 100,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์เมื่อสมาชิกถึงแก่ความตายแต่อย่างใด ข้อความในฟ้องข้อ ก. จึงเป็นการบรรยายตามองค์ประกอบความผิดฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 เพราะการดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์อาจเป็นการดำเนินการอื่นที่มิใช่การชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิก อันเป็นองค์ประกอบความผิดของความผิดฐานร่วมกันชักชวนให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียน ส่วนข้อความในฟ้องข้อ ข. โจทก์บรรยายฟ้องรวมการกระทำของจำเลยทั้งสองตั้งแต่ก่อนการจดทะเบียนสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ร่วมมิตร อำเภอนาเชือก และหลังจากจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์แล้วโดยมุ่งถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดว่าเป็นการหลอกลวงว่าจะจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์หากผู้เป็นสมาชิกถึงแก่ความตายอันเป็นความเท็จ จึงมิได้แบ่งแยกว่าเป็นการกระทำก่อนหรือหลังการจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือไม่ เห็นได้ว่าเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 341 เป็นข้อสำคัญ เพราะการกระทำความผิดฐานร่วมกันชักชวนให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนต้องเป็นการกระทำก่อนการจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เท่านั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยรวมการกระทำทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ จึงมิได้แสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องความผิดตาม พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 29 มาด้วยดังที่โจทก์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 343 พระราชบัญญัติฌาปนกิจสงเคราะห์ (ที่ถูก พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์) พ.ศ.2517 มาตรา 29, 50 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าเสียหายซึ่งผู้เสียหายทั้ง 59 คน เสียไปแก่ผู้เสียหายทั้ง 59 คนด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 29, 50 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานชักชวนให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังมิได้จดทะเบียน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ จำคุกคนละ 1 ปี รวมจำคุกคนละ 1 ปี 2 เดือน ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์เสียด้วย และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันชักชวนให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังมิได้จดทะเบียน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยมิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนการฌาปนกิจสงเคราะห์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีผู้เสียหาย มาเป็นพยานเบิกความถึงเรื่องที่มีผู้ชักชวนให้พยานแต่ละคนสมัครเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ร่วมมิตร อำเภอนาเชือก และชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนางเชือก ก็ตาม แต่ในบรรดาพยานโจทก์ดังกล่าวมีเพียงนางอรุณี นางบุญ นายขยาย นางนภาพร นางจันทร์ นายนาย นางทองใบ นางคูณ นางสมร และนางชลดาที่สมัครเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุมวลชนอำเภอนาเชือก เพราะได้ความว่าสมัครเป็นสมาชิกตั้งแต่ก่อนการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ร่วมมิตร อำเภอนาเชือก อย่างไรก็ตามเมื่อพิเคราะห์คำเบิกความของพยานดังกล่าวที่เบิกความถึงความเกี่ยวข้องของจำเลยทั้งสอง คงมีแต่เฉพาะนายขยาย นางทองใบ นางคูณ นางอรุณี และนางสมร เท่านั้น โดยนายขยายอ้างว่า จำเลยที่ 2 ไปชักชวนและแจ้งว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก่อตั้งสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งจดทะเบียนแล้ว นางทองใบ และนางคูณอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนไปชักชวนด้วยตนเอง ส่วนนางอรุณีกับนางสมรอ้างว่าพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นรองประธานกรรมการแต่นายขยายซึ่งเคยไปติดต่อที่สำนักงานของชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก กลับไม่เคยพบกับจำเลยทั้งสอง คงพบเห็นแต่พนักงานของชมรมเท่านั้น ส่วนนางทองใบและนางคูณนั้นมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงใด ๆ นอกเหนือไปจากการชักชวนให้ไปสมัครสมาชิก แต่เรื่องดังกล่าวก็ปรากฏจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากอื่นว่ายังมีบุคคลอีกหลายคนไปชักชวนผู้เสียหายอื่นด้วย มิได้มีแต่จำเลยทั้งสองเท่านั้น ลำพังพฤติการณ์ที่ว่าจำเลยทั้งสองเคยไปชักชวนผู้เสียหายบางคนให้สมัครเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก จึงไม่ใช่ข้อยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์แต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวอาจเป็นเพียงการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก ก็เป็นได้ ทั้งหากจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์ของชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือกก็น่าจะปรากฏลายมือชื่อของจำเลยทั้งสองในเอกสารที่เกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการเบิกถอนเงินจากธนาคาร เพราะได้ความว่ามีการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ของสมาชิกที่ถึงแก่ความตายจำนวนหลายราย แต่โจทก์คงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของนายภานุซึ่งให้การไว้ว่า มีการเปิดบัญชีเงินฝากของชมรมผู้สูงอายุมวลชนอำเภอนาเชือก ไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอำเภอนาเชือก โดยจำเลยทั้งสองมีอำนาจเบิกเงินจากบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นได้ แต่โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่นเอกสารในการเปิดบัญชีธนาคาร ตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยทั้งสอง หรือหลักฐานการเบิกจ่ายเงินจากธนาคาร ซึ่งหากมีอยู่จริงก็น่าจะตรวจสอบได้ไม่ยาก ลำพังคำให้การชั้นสอบสวนของนายภานุซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าย่อมมีน้ำหนักน้อยในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองส่วนเรื่องการรับโอนสมาชิกจากชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก มาเป็นสมาชิกของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ร่วมมิตร อำเภอนาเชือก นั้น จำเลยทั้งสองนำสืบปฏิเสธอยู่ว่าจำเลยทั้งสองรับโอนสมาชิกเมื่อจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์แล้วเนื่องจากเคยเป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุมวลชน อำเภอนาเชือก และนายเบญจฤทธิ์ขอร้อง การกระทำเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจสันนิษฐานว่าเป็นเพราะจำเลยทั้งสองเป็นผู้ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ต้นจึงได้รับโอนมาดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินกิจการฌาปนกิจสงเคราะห์โดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หรือขึ้นทะเบียนฌาปนกิจสงเคราะห์ตามกฎหมายหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันชักชวนให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนหรือไม่ เห็นได้ว่าเป็นการบรรยายข้อเท็จจริงซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 341 เป็นข้อสำคัญ ส่วนความผิดฐานร่วมกันชักชวนผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 29 นั้น ต้องเป็นการชักชวน ชี้ช่อง หรือจัดการโดยวิธีใด ๆ ที่คล้ายคลึงกัน ให้ผู้ใดเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย การกระทำความผิดในฐานนี้จะต้องเป็นการกระทำก่อนการจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เท่านั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องโดยรวมการกระทำทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ จึงมิได้แสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 มาตรา 29 มาด้วยดังที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับข้อหาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2517 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายสิงห์ทอง ศิลป์ประกอบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายจิรวัฒน์ จันทร์แรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายไชยผล สุรวงษ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อธิป จิตต์สำเริง
สิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11100/2556
#562685
เปิดฉบับเต็ม

โรงงานยาสูบเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง (จำเลยที่ 1) ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง มีระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ต่อมาปี 2538 โรงงานยาสูบจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยาสูบซึ่งจดทะเบียนแล้ว (จำเลยที่ 2) ขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ทำให้พนักงานยาสูบซึ่งเป็นพนักงานอยู่ก่อนการจัดตั้งจำเลยที่ 2 มีสิทธิเลือกรับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 หรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แล้วจะไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ระบุให้มีการโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 นำมาเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนของจำเลยที่ 2

โจทก์เป็นลูกจ้างของโรงงานยาสูบก่อนการจัดตั้งจำเลยที่ 2 โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เท่ากับโจทก์ยินยอมให้โรงงานยาสูบผู้เป็นนายจ้างโอนเงินกองทุนบำเหน็จของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจและหน้าที่จัดการเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีอำนาจออกข้อบังคับใช้ในการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยมีข้อบังคับในเรื่องนี้ใช้บังคับมาก่อน ไม่ใช่กรณีการออกข้อบังคับเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 29 วรรคสอง นั้นหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ตามมาตรา 25 ถึงมาตรา 27 และต้องเป็นกรณีการทำสัญญาจ้างกับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 29 วรรคสอง ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 จึงมีผลผูกพันสมาชิกของจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ จำนวน 909,976.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2548 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นพนักงานของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ตั้งแต่ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2520 โรงงานยาสูบมีระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ว่าพนักงานยาสูบที่ถูกไล่ออกเพราะละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 5 วัน ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จและเงินชดเชย และในกรณีถูกปลดออก ผู้อำนวยการยาสูบมีอำนาจที่จะสั่งตัดทอนเงินบำเหน็จของผู้ถูกปลดออกลงได้ตามแต่จะเห็นสมควร แต่เมื่อตัดทอนแล้วบำเหน็จที่จะได้รับต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน ต่อมาปี 2538 โรงงานยาสูบตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยาสูบซึ่งจดทะเบียนแล้ว คือจำเลยที่ 2 ขึ้นมามีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ตามข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานยาสูบซึ่งจดทะเบียนแล้ว พ.ศ.2538 ทำให้พนักงานยาสูบซึ่งเป็นพนักงานอยู่ก่อนที่กองทุนจะจัดตั้งขึ้นมามีสิทธิเลือกที่จะรับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 หรือสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แต่เมื่อสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แล้ว ตามระเบียบโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 ข้อ 10 จะทำให้พนักงานยาสูบที่เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและตามข้อบังคับกองทุนจำเลยที่ 2 ระบุให้มีการโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบของพนักงานที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 รวมทั้งของโจทก์ด้วยนำมาเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนของจำเลยที่ 2 โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 และได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เท่ากับว่าโจทก์ยินยอมให้โรงงานยาสูบนายจ้างโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการ ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 จึงไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกัน จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 (ที่ถูกเป็นมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543) ต่อมาวันที่ 10 ถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์ขาดงานรวม 5 วันทำงาน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ผู้อำนวยการยาสูบตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์แล้วลงโทษปลดโจทก์ออกจากงานฐานละทิ้งหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มขาดงานเป็นต้นไปตามคำสั่งที่ 14/2548 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2548 คำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงมีผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 ในวันที่ 20 เมษายน 2548 โจทก์ยื่นหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอรับเงินในส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จำเลยที่ 2 โอนเฉพาะเงินสะสมและผลประโยชน์ซึ่งเป็นส่วนของโจทก์จำนวน 94,201.35 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2548 แต่เงินสมทบและผลประโยชน์ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 นายจ้าง จำนวน 909,976.67 บาท ที่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมจ่ายให้โจทก์อ้างว่าตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อที่ 44.2.1 จำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินดังกล่าวแก่สมาชิกในกรณีถูกลงโทษปลดออกจึงชอบแล้ว

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 2 หาได้เป็นการเข้าทำสัญญาโดยสมัครใจดังศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ เนื่องจากโจทก์ไม่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ และหากทราบว่าสิทธิประโยชน์ที่ได้ลดลงโจทก์ย่อมไม่เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 2 ดังนั้นข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 เป็นข้อบังคับเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยพลการ เป็นข้อบังคับขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะนั้น เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังข้อเท็จจริงว่าพนักงานยาสูบมีสิทธิเลือกที่จะรับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายบำเหน็จแก่พนักงานยาสูบ พ.ศ.2500 หรือสมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีความหมายว่าโจทก์เลือกสมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ด้วยความสมัครใจเอง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 ที่ว่าจำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินให้แก่สมาชิกที่ถูกปลดออกหรือไล่ออก ซึ่งแต่เดิมแม้ถูกปลดออกก็จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานยาสูบโดยจะจ่ายเท่าใดอยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการยาสูบ การที่จำเลยที่ 2 ดำเนินการเปลี่ยนแปลงโดยพลการทำให้ลูกจ้างของโรงงานยาสูบขาดสิทธิประโยชน์ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ (ที่ถูกเป็นกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์)นั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าหลังจากจัดตั้งจำเลยที่ 2 ขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินกองทุนบำเหน็จของพนักงานที่สมัครเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 รวมทั้งโจทก์ด้วยไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการต่อไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 30.2 และโจทก์ยินยอมสมัครใจเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงเท่ากับโจทก์ยินยอมให้โรงงานยาสูบนายจ้างโอนเงินจากกองทุนบำเหน็จของโจทก์ไปให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการนั่นเอง โรงงานยาสูบนายจ้างจึงหมดความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการเงินของโจทก์ที่โอนจากกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบไปให้จำเลยที่ 2 อีกต่อไป หลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับโอนเงินกองทุนบำเหน็จพนักงานยาสูบของโจทก์จากโรงงานยาสูบนายจ้างแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจและหน้าที่จัดการเงินกองทุนของจำเลยที่ 2 ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย การที่จำเลยที่ 2 ออกข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งจดทะเบียนแล้วใช้บังคับในการจัดการกองทุนของจำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจทำได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยมีข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวใช้บังคับมาก่อน มิใช่เป็นกรณีการออกข้อบังคับอันเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" ที่ห้ามนายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 29 วรรคสอง นั้น เป็นบทบัญญัติต่อเนื่องมาจากมาตรา 25 ถึง 27 ซึ่งเกี่ยวกับการยื่นข้อเรียกร้อง การเจรจาต่อรองจนตกลงกันได้ การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และการที่นายจ้างนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียน ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แล้วต่อด้วยมาตรา 29 วรรคสอง ดังนั้น "ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง" ตามมาตรา 29 วรรคสอง จึงหมายถึงเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ตามมาตรา 25 ถึงมาตรา 27 และต้องเป็นกรณีการทำสัญญากับลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องและตกลงกันได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 29 วรรคสอง ข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันสมาชิกของจำเลยที่ 2 โจทก์ยินยอมเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงต้องผูกพันตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์ถูกลงโทษปลดออกจากงานฐานละทิ้งหน้าที่ ตามคำสั่งที่ 14/2548 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2548 และคำสั่งถึงที่สุด โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ข้อ 44.2.1 ที่กำหนดว่าจำเลยที่ 2 จะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบให้แก่สมาชิกเนื่องจากกระทำผิดระเบียบว่าด้วยวินัยพนักงานยาสูบและถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 หรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 29 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุณยรัตน์ บุญยรัตพันธุ์หรือสุขเจริญ
จำเลย — กระทรวงการคลัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11097/2556
#554768
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจ้างโจทก์เป็นลูกจ้าง จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้าง จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเรียกร้องเงินตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลแรงงานภาค 5 คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นการยกข้อต่อสู้เพื่อให้ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองกับโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน โจทก์ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินจากจำเลยทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 5 คำให้การของจำเลยทั้งสองไม่ใช่การอ้างเหตุหรือโต้แย้งอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง ค่าจ้างค้างจ่าย 140,000 บาท ค่าชดเชย 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 5 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชย 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 พฤศจิกายน 2549) ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าสัญญาเอกสารหมาย ล. 3 และ จ. 1 มิใช่สัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงานและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลแรงงานภาค 5 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ในการดำเนินกระบวนพิจารณาจะต้องส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มิใช่การจ้างแรงงาน โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีจำเลยเพื่อเรียกร้องเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อศาลนี้ได้นั้น คำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นการยกข้อต่อสู้เพื่อให้ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีว่าจำเลยทั้งสองกับโจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์เป็นนายจ้างลูกจ้างกัน โจทก์ซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินจากจำเลยทั้งสองต่อศาลแรงงานภาค 5 คำให้การของจำเลยทั้งสองจึงมิใช่การอ้างเหตุหรือโต้แย้งอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 ไม่จำต้องส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวรเทพ คานีเยาว์
บริษัทนิฮอนเซลฟ์เมดิคอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 5 — นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11096/2556
#554948
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การขาย และลูกค้าสัมพันธ์ ในเวลาเดียวกันโจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท อ. ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันและมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการแข่งขันกับจำเลยที่ 1 บริษัท อ. ย่อมต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับจำเลยที่ 1 ย่อมมีผลกระทบต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย โจทก์กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นนายจ้าง และจงใจทำให้นายจ้างเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ส่งเสริมการค้าขายของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) โจทก์กระทำการไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

จำเลยที่ 2 ให้การว่า กรณีพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 (ค่าผ่อนบ้านและที่ดินกับค่าเช่าซื้อรถ) ไม่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ได้คัดค้าน จึงไม่มีปัญหาว่าคดีในส่วนนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่ การที่โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าเสียหาย 11,080,000 บาท ค่าจ้าง 240,000 บาท ค่าชดเชย 720,000 บาท ให้แก่โจทก์ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินที่จำเลยทั้งสองได้หักเงินเดือนเดือนละ 19,100 บาท เป็นค่าผ่อนชำระบ้านและที่ดินคืนแก่โจทก์หรือตัวแทนโจทก์ที่โจทก์มอบหมาย ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชำระเงิน 10 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันโดยจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวจ่ายค่าจ้างค้างแก่โจทก์ 128,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ โดยมีนายโรล์ฟ บิดาโจทก์ถือหุ้นจำนวน 49 เปอร์เซ็นต์ โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 โจทก์มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป มีหน้าที่ดูแลด้านการตลาด การขาย และลูกค้าสัมพันธ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 120,000 บาท จ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าว การทำงานกับจำเลยที่ 1 ต้องมีใบอนุญาตการทำงาน ใบอนุญาตการทำงานของโจทก์หมดอายุและโจทก์จะต้องขอใบอนุญาตอยู่ในประเทศไทยซึ่งครบกำหนดตรงกับใบอนุญาตการทำงาน บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรุ๊ท (บีเคเค) จำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนายโรล์ฟ บิดาโจทก์และโจทก์เป็นกรรมการร่วมกับกรรมการอื่นอีก 2 คน กรรมการ 2 ใน 4 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทน บริษัทประกอบกิจการเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งการเลิกจ้างต่อโจทก์ โดยระบุว่าโจทก์เอาเวลาของจำเลยที่ 1 ไปก่อตั้งบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรุ๊ท (บีเคเค) จำกัด โดยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจผู้หนึ่ง ประกอบธุรกรรมอันเป็นธุรกิจอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 เป็นการแข่งขันกับจำเลยที่ 1 นำเอาข้อมูลของจำเลยที่ 1 หาประโยชน์ให้โจทก์และบริษัทคู่แข่งอื่นเป็นการผิดระเบียบอย่างร้ายแรงและจงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย และใช้ชื่อบริษัทประกอบธุรกรรมอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต โจทก์ไม่ไปทำงานตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2548 จนถึงปัจจุบัน เป็นการละทิ้งหน้าที่เกินกว่า 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่า การต่อใบอนุญาตการทำงานของโจทก์เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองต้องดำเนินการให้แก่โจทก์ พฤติกรรมที่จำเลยที่ 1 ไม่ต่อใบอนุญาตการทำงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 3 กรกฏาคม 2548 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดต่อใบอนุญาตการทำงานของโจทก์ ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2548 โจทก์ผิดสัญญาจ้างโดยประกอบกิจการลักษณะเดียวกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการแข่งขันกับจำเลยที่ 1 โจทก์และบิดาโจทก์ย่อมจะไม่ส่งเสริมการค้าของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป โดยจะต้องส่งเสริมบริษัทที่โจทก์และบิดาโจทก์ร่วมกันจัดตั้งขึ้น การกระทำของโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้าง จำเลยที่ 1 จึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อฟังว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว ถือได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนการตกลงกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ซื้อบ้านและที่ดินแทนโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวนั้น มิใช่เรื่องเกี่ยวกับสัญญาจ้างหรือเกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพื่อเรียกร้องต่อศาลแรงงานกลาง แม้การกระทำของโจทก์จะเป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เสียโอกาสในด้านการค้าและลูกค้าหลงเข้าใจผิดไปสั่งซื้อสินค้าบริษัทที่โจทก์เป็นกรรมการหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว จึงไม่คำนวณค่าเสียหายในส่วนนี้ให้จำเลยที่ 1

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ตามข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อห้ามทำงานหรือประกอบกิจการอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์ถือไม่ได้ว่าเป็นการจงใจทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ดูแลในด้านการตลาดการขาย และลูกค้าสัมพันธ์ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรุ๊ท (บีเคเค) จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการแข่งขัน กับจำเลยที่ 1 ซึ่งบริษัทย่อมต้องดำเนินกิจการให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับลูกค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมกระทบต่อรายได้ของจำเลยที่ 1 และทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แม้ข้อบังคับการทำงานของจำเลยที่ 1 และสัญญาว่าจ้างจะไม่ระบุห้ามโจทก์กระทำการดังกล่าว แต่การกระทำของโจทก์ถือได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อทางการค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างและจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ส่งเสริมการค้าขายของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (2) และการกระทำของโจทก์เป็นการกระทำไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ทั้งการเลิกจ้างเพราะเหตุดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุสมควรและเป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินแก่โจทก์ต่อศาลแรงงานกลางได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ตกลงในสัญญาจ้างว่าโจทก์จะได้รับค่าจ้างจำนวน 120,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 จ่ายเงินเดือนให้โจทก์เพียง 80,000 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยที่ 1 นำไปผ่อนชำระค่าบ้านและที่ดินกับรถยนต์ของโจทก์ บ้านและที่ดินกับรถยนต์จึงเป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้าง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแรงงานกลางนั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 หักค่าจ้างโจทก์ผ่อนชำระค่าบ้านและที่ดินที่โจทก์ซื้อไว้โดยจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ซื้อบ้านและที่ดินแทนโจทก์ซึ่งเป็นคนต่างด้าวไม่มีสิทธิซื้อบ้านและที่ดิน เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การว่ากรณีค่าผ่อนบ้านและที่ดินกับค่าเช่าซื้อรถระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มิใช่กรณีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแรงงานกลาง แต่ศาลแรงงานกลางมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้คัดค้าน จึงไม่มีปัญหาว่าคดีในส่วนนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานกลางหรือไม่ การที่โจทก์ยกปัญหานี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
ป.วิ.พ. ม. 226 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (2)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 39 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสเวน ปีเตอร์เซ่น
บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลฟรูทส์ (กรุงเทพ) จำกัด
จำเลย — กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ชื่อองค์คณะ
ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11092/2556
#562582
เปิดฉบับเต็ม

อาวุธปืนของกลางสามารถใช้ยิงได้กับกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) แสดงให้เห็นว่าอาวุธปืนของกลางถูกดัดแปลงแก้ไขจนสามารถใช้ยิงกับกระสุนปืนเล็กกลของกลางได้ เจตนาในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางของจำเลย จึงมีความประสงค์เดียวกันเพื่อที่จะใช้กระสุนปืนเล็กกลของกลางเข้ากับอาวุธปืนของกลาง ทั้งอาวุธปืนและกระสุนปืนมีไว้ในครอบครองด้วยกัน โดยกระสุนปืนนั้นเป็นกระสุนปืนที่ใช้ยิงได้กับอาวุธปืน ซึ่งถือว่าเป็นกรรมเดียว เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ,55, 72, 72 ทวิ, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376, 91, 32, 33 ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมือง จำคุก 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่ง และให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 2 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้นเป็นจำคุก 1 ปี 9 เดือน 5 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนี้และลงโทษมา จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษากลับกัน จำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติใด ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีภาระที่ต้องดูแลบิดามารดาดังที่อ้างมาในฎีกาก็ตามแต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดมหาสารคามที่จำเลยไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยได้อาวุธปืนของกลางมาโดยการซื้อในระหว่างเป็นนักศึกษา ทั้งยังขวนขวายหากระสุนปืนของกลางมาใช้กับอาวุธปืนของกลางอีกด้วยผิดปกติวิสัยของนักเรียนนักศึกษาที่ต้องทุ่มเทความสนใจไปกับการศึกษาเล่าเรียนเพื่ออนาคตที่ก้าวหน้าต่อไป ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมายอันจะบั่นทอนอนาคตของตนลง ใช่แต่เพียงนี้ลำพังแต่เพียงมีปากเสียงกับพี่เขย จำเลยถึงกับไปเอาอาวุธปืนของกลางมาจากหอพักไปใช้ยิงข่มขู่ที่หน้าร้านค้า เป็นการประพฤติตนดุจนักเลงอันธพาล คดีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบานั้นก็ปรากฏว่าโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วางมาก่อนที่จะลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุดอยู่แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจวางโทษให้เบาไปกว่านี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษมาและไม่รอการลงโทษนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ดี อาวุธปืนของกลางสามารถใช้ยิงได้กับกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร) ดังที่โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้องข้อ 1 (ง) และกล่าวมาในข้อ 2 ว่า เจ้าพนักงานยึดได้ปลอกกระสุนขนาด .22 (ที่ถูก .223) (5.56 มิลลิเมตร) จำนวน 1 ปลอก ตามฟ้องข้อ 1 (ข) ซึ่งก็คือปลอกกระสุนของกระสุนปืนเล็กกลอันเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอาวุธปืนของกลางถูกดัดแปลงแก้ไขจนสามารถใช้ยิงกับกระสุนปืนเล็กกลของกลางได้ เจตนาในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางของจำเลยจึงมีความประสงค์เดียวกันเพื่อที่จะใช้กระสุนปืนเล็กกลของกลางเข้ากับอาวุธปืนของกลางไม่ต่างจากกรณีการมีอาวุธปืนและกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ทั้งอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองด้วยกัน โดยกระสุนปืนนั้นเป็นกระสุนปืนที่ใช้ยิงได้กับอาวุธปืน ซึ่งถือว่าเป็นกรรมเดียว เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในการมีอาวุธปืนของกลางและกระสุนปืนเล็กกลของกลางจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนกระทงหนึ่ง และฐานมีกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้อีกกระทงหนึ่งดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามา ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่งและมาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 2 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานพาอาวุธปืนและยิงปืนโดยใช่เหตุแล้ว รวมเป็นจำคุก 1 ปี 3 เดือน 5 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 55 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นายชัยรัตน์ โพธิ์สัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายกิตตภัฎ โหรชัยยะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ชื่อองค์คณะ
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10908/2556
#554861
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฆ่า ส. ผู้ตายโดยบันดาลโทสะ ส. จึงเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ส. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ว. มารดาของ ส. ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 รวมทั้งไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กับไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษและขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ ว. เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 72, 33 ริบอาวุธปืนลูกซองยาว ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปรายของกระสุนปืนลูกซองและหมอนรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางวุ่น มารดาของพระภิกษุสนม จิตวิโรหรือนายสนม ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและยื่นคำร้อง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 625,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ริบอาวุธปืนลูกซองยาว ปลอกกระสุนปืน ลูกกระสุนปืนปรายของกระสุนปืนลูกซอง และหมอนรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 2 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และจำเลยไม่ต้องชำระเงิน 100,000 บาทแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้องว่า จำเลยฆ่าพระภิกษุสนม จิตวิโรหรือนายสนม ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ดังนี้ ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) นางวุ่น ซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 รวมทั้งไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 กับไม่มีสิทธิฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษและขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางวุ่น เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยคำร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางวุ่น และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางวุ่น ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่จำเลยไม่ต้องชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ยกฎีกาของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 288 ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม — นางวุ่น สิงห์ท้าย
จำเลย — นายประเทือง พุทธรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายธีระวัฒน์ สินธุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธงชัย วรชาติเดชา
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10879/2556
#554865
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้เสียหายเข้าไปภายในบริเวณบ้านจำเลย และ ส. เพื่อปรับความเข้าใจเรื่องที่ผู้เสียหายมีปากเสียงกับจำเลย แต่เมื่อ ส. ไล่ให้ผู้เสียหายกลับไป และจำเลยปิดประตูบ้าน จึงเป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมของจำเลย และ ส. ในฐานะเจ้าของบ้านที่จะไล่ให้ผู้เสียหายออกไปจากบริเวณบ้านของตนได้ เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากบริเวณบ้าน ถือเป็นการบุกรุกบ้านของจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้อาวุธใดจะทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้มีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตาม ป.อ. มาตรา 69

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำโดยเจตนาทำร้ายด้วยซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัว เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายรับอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215, 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวจันท์ทา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 200,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานในปัจจุบันและในอนาคต 300,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทนทั้งสิ้น 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำร้องของผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายและจำเลยต่างเป็นบุคคลรักร่วมเพศ มีจิตใจและความรู้สึกเหมือนผู้ชาย รักใคร่ชอบพอเพศเดียวกัน เดิมผู้เสียหายกับนางสาวสมานเป็นคนรักกันและเคยอยู่กินด้วยกัน แต่ต่อมานางสาวสมานเลิกร้างกับผู้เสียหายและไปอยู่กินกับจำเลยที่บ้านเกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่คอด้านซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะยาว 5 เซนติเมตร บริเวณหลังซ้ายยาว 4 เซนติเมตร ที่มือซ้ายเส้นเอ็นกับเส้นประสาทฉีกขาด และที่มือขวาเส้นเอ็นฉีกขาด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเข้าไปภายในบริเวณบ้านของจำเลยและนางสาวสมานเพื่อจะปรับความเข้าใจเรื่องที่ผู้เสียหายมีปากเสียงกับจำเลยเมื่อตอนเช้า แต่ต่อมาเมื่อนางสาวสมานไล่ให้ผู้เสียหายกลับไป และจำเลยปิดประตูบ้านบริเวณห้องครัวกับปิดไฟภายในบ้านและบริเวณบ้านเกิดเหตุทั้งหมด ย่อมเป็นที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยและนางสาวสมานไม่ประสงค์จะให้ผู้เสียหายอยู่ในบริเวณบ้านเกิดเหตุอีกต่อไป ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของจำเลยและนางสาวสมานในฐานะเจ้าของบ้านที่จะไล่ให้จำเลยออกไปจากบริเวณบ้านของตนได้ แต่ผู้เสียหายไม่ยอมออกไปจากบริเวณบ้านเกิดเหตุ และยังร้องตะโกนด่าและท้าทายจำเลย พร้อมทั้งใช้ไม้เคาะประตูบ้าน หน้าต่าง และรอบ ๆ บ้าน อยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมง ถือเป็นการบุกรุกบ้านของจำเลย แต่ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อจำเลยเปิดประตูหน้าบ้านออกมา จำเลยยังถามผู้เสียหายก่อนว่า "มึงมาบ้านกูทำไม" แสดงว่าจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายในทันที นอกจากนี้ผู้เสียหายยังทำท่าจะชกจำเลยอีก เชื่อว่าจำเลยไม่ได้สมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้เสียหาย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย แต่ผู้เสียหายไม่ได้ใช้อาวุธใดจะทำร้ายจำเลย การที่จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายรับอันตรายสาหัส จึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับ ปรากฏว่าผู้เสียหายมีบาดแผลฉีกขาดที่คอด้านซ้ายยาว 2 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะยาว 5 เซนติเมตร และบริเวณหลังซ้ายยาว 4 เซนติเมตร เห็นได้ว่าเป็นบาดแผลที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าใดนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีความลึกเพียงใด ส่วนบาดแผลที่มือซ้ายของผู้เสียหายแม้ได้ความว่าเส้นเอ็นและเส้นประสาทฉีกขาด ส่วนที่มือขวาเส้นเอ็นฉีกขาด แต่ก็ไม่ได้ลึกถึงกระดูก เชื่อว่าจำเลยไม่ได้ฟันผู้เสียหายโดยแรง และแม้จำเลยใช้อาวุธมีดโต้ฟันผู้เสียหายหลายครั้ง แต่เมื่อนางสาวสมานตะโกนห้ามปราม จำเลยก็หยุดฟันผู้เสียหายทันที กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8)

แม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น แต่ความผิดดังกล่าวรวมการกระทำโดยเจตนาทำร้ายด้วยซึ่งเป็นความผิดอยู่ในตัว เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในฐานความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเหตุที่จำเลยใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายก็สืบเนื่องจากที่ผู้เสียหายเข้าไปในบริเวณบ้านของจำเลยในยามวิกาลและด่าท้าทายจำเลย พร้อมทั้งใช้ไม้เคาะบ้านของจำเลยอยู่เป็นเวลานานพอสมควรและยังจะทำร้ายจำเลยอีก นับว่าผู้เสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย ที่ทำให้เกิดเหตุในคดีนี้ขึ้นและจำเลยอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดแล้ว ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองของจำเลย เห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 69 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 69 ม. 288 ม. 297 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนางรอง
ผู้ร้อง — นางสาวจันท์ทา สากำสด
จำเลย — นางสาวสมร เผือกแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายกฤษฎาพัฒน์ ศิรจตุพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
เกษม เกษมปัญญา
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10834/2556
#544531
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันในเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่าง อ. กับจำเลยโดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน และให้โฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากไม่ แม้การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในการทำนิติกรรมอำพรางตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสองนั้น คู่กรณีจะต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรมคือ นิติกรรมหนึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาโดยเปิดเผย คู่กรณีไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับอย่างใดตามกฎหมาย ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่เปิดเผยเรียกว่านิติกรรมที่ถูกอำพรางปกปิดไว้ โดยคู่กรณีประสงค์จะให้นิติกรรมที่ถูกอำพรางปกปิดไว้นั้นใช้บังคับระหว่างกันเองได้ แม้คู่กรณีในเรื่องนิติกรรมอำพรางจะต้องมีเพียงคู่เดียวก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์เป็นสามีของ อ. ผู้กู้ ทั้งยังเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญากู้เงิน โดยโจทก์มีความประสงค์ต้องการใช้เงิน แสดงว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในเงินกู้ดังกล่าวด้วย การที่โจทก์และ อ. ทำนิติกรรมดังกล่าวจึงมีผลประโยชน์ร่วมกัน และถือได้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน ดังนี้ แม้คู่กรณีในนิติกรรมขายฝากจะเป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลย ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเป็นนิติกรรมระหว่าง อ. กับจำเลย ก็ถือได้ว่าคู่กรณีในนิติกรรมทั้งสองนิติกรรมนั้นเป็นคู่กรณีเดียวกัน ฟังได้ว่านิติกรรมขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืม จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคสอง โดยจำเลยยังมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันได้

เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีการชำระหนี้ตามสัญญากู้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากกับขอให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินพิพาทได้ และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นโมฆะดังกล่าว ศาลฎีกาก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสีย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น และรับเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมทั้งส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนโจทก์ หากไม่ดำเนินการ ขอให้ศาลเพิกถอนโฉนดที่ดินและให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สาขาพล ออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์แทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับเงินจำนวน 300,000 บาท ให้ไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น พร้อมสิ่งปลูกสร้างและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2545 นางอัมพร ภริยาโจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจำนวน 300,000 บาท จากจำเลย โดยระบุในสัญญาว่าผู้กู้ได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 2103 ให้เป็นประกันหนี้และให้โจทก์เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินค้ำประกันหนี้ โดยจดทะเบียนขายฝากที่ดินแปลงข้างต้นแก่จำเลย กับโจทก์ได้ทำสัญญาค้ำประกันนางอัมพรในการทำสัญญากู้เงินดังกล่าว และในวันดังกล่าวโจทก์ได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นเงิน 300,000 บาท มีกำหนด 2 ปี เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวมีการจดทะเบียนขยายระยะเวลาขายฝากออกไปอีก 5 ครั้ง ครบกำหนดครั้งสุดท้ายวันที่ 17 ธันวาคม 2553 ครั้นครบกำหนดไถ่ถอน โจทก์นำเงินจำนวน 300,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทเป็นนิติกรรมอำพรางนิติกรรมการกู้ยืมเงินหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยมีเจตนาที่แท้จริงคือรับซื้อฝากที่ดินจากโจทก์มิใช่การกู้เงินนั้น ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำเลยมีอาชีพปล่อยเงินกู้ สำหรับเงินจำนวน 25,000 บาท เป็นเงินที่ภริยาโจทก์ฝากให้แก่จำเลยเป็นค่าดอกเบี้ยก่อนที่จะขยายระยะเวลาขายฝากครั้งที่ 5 ทั้งตามเอกสารทั้งหมดโจทก์ก็ระบุว่าเป็นใบเสร็จรับเงินหรือใบโอนเงินให้จำเลยเพื่อชำระดอกเบี้ยแต่ละเดือนมิได้ระบุว่าเป็นค่าตอบแทนที่จำเลยขยายเวลาไถ่ถอนให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเชื่อว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการกู้เงิน ซึ่งในข้อนี้จำเลยก็เบิกความว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2545 นางอัมพร และโจทก์มาขอกู้เงินจากจำเลย 300,000 บาท โดยจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน แต่เมื่อจำเลยพิจารณาจำนวนเงินที่จะขอกู้แล้วเห็นว่าควรจะมีหลักทรัพย์เป็นประกันหนี้ จึงให้โจทก์เป็นผู้ทำสัญญาขายฝากด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงตามสัญญากู้ดังกล่าวก็ระบุว่าผู้กู้มอบต้นฉบับที่ดินพิพาทให้เป็นประกันหนี้ และให้โจทก์เจ้าของกรรมสิทธ์ที่ดินค้ำประกันหนี้ ทั้งการขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายฝากย่อมตกเป็นของผู้ซื้อฝากตั้งแต่เมื่อทำสัญญาขายฝาก การที่จำเลยยอมรับเอาโฉนดที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันด้วยเท่ากับจำเลยยอมรับว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาจะผูกพันในเรื่องการกู้ยืมเงินระหว่างนางอัมพรกับจำเลยโดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและให้โฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันหนี้ หาได้มีเจตนาที่จะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากไม่ แม้การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งในการทำนิติกรรมอำพรางตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสองนั้น คู่กรณีจะต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรมคือนิติกรรมหนึ่งแสดงให้ปรากฏออกมาโดยเปิดเผยคู่กรณีไม่ประสงค์จะให้มีผลบังคับอย่างใดตามกฎหมาย ส่วนอีกนิติกรรมหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่เปิดเผยเรียกว่านิติกรรมที่ถูกอำพรางปกปิดไว้ โดยคู่กรณีประสงค์จะให้นิติกรรมที่ถูกอำพรางปกปิดไว้นั้นใช้บังคับระหว่างกันเองได้ไม่ต้องการผลบังคับจากนิติกรรมที่แสดงให้ปรากฏออกมา แม้คู่กรณีในเรื่องนิติกรรมอำพรางจะต้องมีเพียงคู่เดียวก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์เป็นสามีของนางอัมพร ผู้กู้ ทั้งยังเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญากู้เงิน ซึ่งนางอัมพรก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า โจทก์มีความประสงค์ต้องการใช้เงิน แสดงว่าโจทก์มีส่วนได้เสียในเงินกู้ดังกล่าวด้วย การที่โจทก์และนางอัมพรทำนิติกรรมดังกล่าวจึงมีผลประโยชน์ร่วมกันและถือได้ว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน ดังนี้ แม้คู่กรณีในนิติกรรมขายฝากจะเป็นนิติกรรมระหว่างโจทก์กับจำเลย ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเป็นนิติกรรมระหว่างนางอัมพรกับจำเลย ก็ถือได้ว่าคู่กรณีในนิติกรรมทั้งสองนิติกรรมนั้นเป็นคู่กรณีเดียวกัน ฟังได้ว่านิติกรรมขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืม จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ต้องบังคับตามสัญญากู้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง โดยจำเลยยังมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินพิพาทเป็นประกันได้ และเมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่ามีการชำระหนี้ตามสัญญากู้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากกับขอให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินพิพาทได้ และเมื่อการขายฝากที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นโมฆะดังกล่าว ศาลฎีกาก็ชอบที่จะพิพากษาให้เพิกถอนเสีย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ทั้งนี้ ให้จำเลยยังคงมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าโจทก์จะชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยให้แก่จำเลยจนครบถ้วน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุธี ภาษิต
จำเลย — นายทวีศักดิ์ ตุลยเดชาภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายรุ่งอรุณ ชนะวีรวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุชิน ต่างงาม
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10821/2556
#559124
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการเลิกบริษัทจำกัดและผู้ชำระบัญชีได้ยื่นขอจดทะเบียนต่อทางการภายใน 14 วัน นับแต่วันเลิกบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1254 แล้ว ย่อมทำให้สภาพความเป็นนิติบุคคลของบริษัทสิ้นสุดลง รวมทั้งกรรมการบริษัทย่อมไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้อีกต่อไป เว้นแต่กรรมการบริษัทนั้นเป็นผู้ชำระบัญชีด้วย จึงจะมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต่อไปในฐานะผู้ชำระบัญชี ตามมาตรา 1252 ดังนั้น เมื่อบริษัท ส. เลิกกันและมีการตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อำนาจของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทย่อมหมดไป และอำนาจจัดการแทนบริษัทย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้ชำระบัญชี การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอีกต่อไป ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่างานก่อสร้างซึ่งบริษัทจะได้รับจากจำเลยที่ 3 ในนามของบริษัทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าบริษัทได้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 3 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้

จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ชำระบัญชีของบริษัท มีหน้าที่ตามมาตรา 1250 คือชำระสะสางงานของบริษัทให้เสร็จไปกับจัดการใช้หนี้เงินและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติใดโดยตรงให้ผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในหนี้สินของบริษัทที่ตนเป็นผู้ชำระบัญชีค้างชำระบุคคลภายนอกอยู่ไม่ ประกอบกับเมื่อบริษัท ส. ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะขณะที่ทำสัญญาบริษัทได้จดทะเบียนเลิกบริษัทไปก่อนแล้ว จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอีกต่อไป สัญญาจึงไม่มีผลผูกพันบริษัท ส. และโจทก์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีอีกด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 1,763,312.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,716,061.91 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 718,089.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 682,687.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 718,089.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ของต้นเงิน 682,687.14 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์จำนวน 10,000 บาท แทนจำเลยที่ 3

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการรับซื้อรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยมีค่าตอบแทน บริษัทสรรพ์พัฒน์ จำกัด (บริษัท) เดิมมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 บริษัทได้จดทะเบียนเลิกบริษัทโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชีและได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2545 โจทก์และบริษัทโดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้และรับบริการวงเงินเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้อง โดยตกลงกันว่าโจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทที่มีต่อลูกหนี้ภายในวงเงินไม่เกิน 4,000,000 บาท โดยตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12 ต่อปี ตามจำนวนเงินที่รับไปแต่ละครั้ง ตามสัญญาให้และรับบริการวงเงินเพื่อรับโอนสิทธิเรียกร้องโดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของบริษัทกับโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2546 บริษัทโดยจำเลยที่ 2 ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่างานก่อสร้างงวดที่ 4 โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยบางสมัคร จำนวน 1,785,331.25 บาท และค่างานก่อสร้างงวดที่ 5 โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยบางปะหัน จำนวน 1,716,061.91 บาท รวมเป็นเงิน 3,501,393.16 บาท ที่จะได้รับจากจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์ โจทก์จ่ายเงินให้บริษัท จำนวน 2,723,157.69 บาท โดยออกเป็นเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาโจทก์บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้วจำเลยที่ 3 จ่ายเงินค่างานก่อสร้างงวดที่ 4 โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยบางสมัครให้โจทก์แล้ว ส่วนค่างานก่อสร้างงวดที่ 5 โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยบางปะหัน จำเลยที่ 3 ไม่ชำระให้แก่โจทก์ อ้างว่าบริษัททำงานก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ไม่แล้วเสร็จตามสัญญา

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระเงินค่างานก่อสร้างงวดที่ 5 โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยบางปะหันให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อมีการเลิกบริษัทจำกัดและผู้ชำระบัญชีได้ยื่นขอจดทะเบียนต่อทางการภายใน 14 วัน นับแต่วันเลิกบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1254 แล้ว ย่อมทำให้สภาพความเป็นนิติบุคคลของบริษัทสิ้นสุดลง รวมทั้งกรรมการบริษัทย่อมไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทได้อีกต่อไป เว้นแต่กรรมการบริษัทนั้นเป็นผู้ชำระบัญชีด้วย จึงจะมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทต่อไปในฐานะผู้ชำระบัญชี ตามมาตรา 1252 ดังนั้น เมื่อบริษัทสรรพ์พัฒน์ จำกัด (บริษัท) เลิกกันและมีการตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อำนาจของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทย่อมหมดไป และอำนาจจัดการแทนบริษัทย่อมตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้ชำระบัญชีตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอีกต่อไป ได้ทำหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่างานก่อสร้างงวดที่ 5 โครงการสถานีไฟฟ้าย่อยบางปะหัน จำนวน 1,716,061.91 บาท ซึ่งบริษัทจะได้รับจากจำเลยที่ 3 ในนามของบริษัทให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทหาได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จำเลยที่ 2 โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงไม่มีผลผูกพันบริษัท ถือไม่ได้ว่าบริษัทได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่ได้รับโอนไปซึ่งสิทธิเรียกร้อง ถึงแม้จำเลยที่ 3 จะเคยจ่ายเงินค่าก่อสร้างงวดที่ 4 โครงการไฟฟ้าย่อยบางสมัครที่จำเลยที่ 3 ค้างชำระหนี้บริษัทให้แก่โจทก์ ก็คงเป็นเพราะจำเลยที่ 3 ไม่ทราบข้อเท็จจริงเรื่องการสิ้นสภาพนิติบุคคลของบริษัท เนื่องจากจำเลยที่ 2 ปกปิดข้อเท็จจริงไว้ไม่แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 3 ทราบความจริงและไม่ยอมจ่ายเงินให้โจทก์ไม่ว่าจำเลยที่ 3 จะยังมีหนี้ค้างชำระต่อบริษัทหรือไม่ เมื่อการโอนสิทธิเรียกร้องไม่มีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 3 ให้รับผิดต่อโจทก์ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ชำระบัญชีของบริษัท มีหน้าที่ตามมาตรา 1250 คือชำระสะสางงานของบริษัทให้เสร็จไปกับจัดการใช้หนี้เงินและจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติใดโดยตรงให้ผู้ชำระบัญชีต้องรับผิดเป็นส่วนตัวในหนี้สินของบริษัทที่ตนเป็นผู้ชำระบัญชีค้างชำระบุคคลภายนอกอยู่ไม่ ประกอบกับเมื่อบริษัทสรรพ์พัฒน์ จำกัด (บริษัท) ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระบัญชีไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ เพราะขณะที่ทำสัญญาบริษัทได้จดทะเบียนเลิกบริษัทไปก่อนแล้ว จึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลอีกต่อไป สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันบริษัทและโจทก์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีของบริษัทจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ในฐานะผู้ชำระบัญชีอีกด้วย ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1250 ม. 1252 ม. 1254
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน)
นายสำเภา ภิรมย์ม่วง ในฐานะผู้ชำระบัญชี
จำเลย — ของบริษัทสรรพ์พัฒน์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายปิยะวัฒน์ วัฒนแสงประเสิรฐ
ศาลอุทธรณ์ — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
สมชาย สินเกษม
ปริญญา ดีผดุง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10758/2556
#562596
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 196 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย โดยมิได้บัญญัติให้คู่ความต้องโต้แย้งไว้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 226 ฉะนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้แม้จะมิได้โต้แย้งไว้ก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และไม่รับวินิจฉัยนั้นไม่ชอบ

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตามคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์อ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ผิดพลาดในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยในการพิมพ์ ขอแก้คำฟ้องจาก ร่วมกันลักเอารถจักรยานยนต์ เป็น ร่วมกันลักเอารถยนต์ ดังนี้ เหตุที่โจทก์อ้างมานั้นถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เนื่องจากเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด และการที่โจทก์ขอแก้ฟ้องดังกล่าวเป็นการแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำความผิดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 ฉะนั้นจึงไม่ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 164 และมิใช่เป็นการแก้ฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สมบูรณ์ให้เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือสมบูรณ์ดังที่จำเลยฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหารับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 มิได้บังคับให้จำเลยต้องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งเสียก่อนจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งได้ กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาใช้บังคับนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 196 บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งในประเด็นสำคัญและมีอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย โดยมิได้บัญญัติให้คู่ความต้องโต้แย้งไว้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ฉะนั้น เมื่อจำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้แม้จะมิได้โต้แย้งไว้ก็ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ข้อนี้พร้อมทั้งฎีกาของจำเลยเสียเลยว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรและอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ขัดแย้งกับฟ้องโจทก์ในข้อหารับของโจรรถยนต์ เพราะเป็นทรัพย์คนละอย่างกัน เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สมบูรณ์ไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจแก้ฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันควร โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอแก้หรือเพิ่มเติมฟ้องก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปรากฏตามคำร้องขอแก้ฟ้องโจทก์ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2555 อ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ผิดพลาดในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยในการพิมพ์ ขอแก้ไขคำฟ้องแผ่นที่ 1 หน้าที่ 1 ข้อที่ 1. บรรทัดที่สาม จาก ร่วมกันลักเอารถจักรยานยนต์ เป็น ร่วมกันลักเอารถยนต์ ดังนี้ เหตุที่โจทก์อ้างมานั้นถือได้ว่าเป็นเหตุอันควรอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องได้เนื่องจากเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด และการที่โจทก์ขอแก้ฟ้องดังกล่าวเป็นการแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำความผิดซึ่งต้องแถลงในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ฉะนั้นจึงไม่ถือว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 164 และมิใช่เป็นการแก้ฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่สมบูรณ์ให้เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือสมบูรณ์ดังที่จำเลยฎีกา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158 ม. 163 วรรคหนึ่ง ม. 164 ม. 176 ม. 196 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นายมาโนช วรประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายปิติ แย้มชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสถาพร ดาโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10648/2556
#554819
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งมหาวิทยาลัย ส. ในเรื่องที่โจทก์ถูกกล่าวหา จึงเป็นกรณีที่จำเลยในฐานะข้าราชการของมหาวิทยาลัย ส. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพยานผู้กล่าวหา ไม่ใช่การกระทำในฐานะส่วนตัว หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยโจทก์ต้องฟ้องมหาวิทยาลัย ส. ที่จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัด จะฟ้องจำเลยโดยตรงไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,000,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชซึ่งเป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นกรม สังกัดทบวงมหาวิทยาลัยตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ.2521 มาตรา 5 วรรคสอง จำเลยจึงเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอันเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามบทวิเคราะห์ศัพท์ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 การที่จำเลยไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในเรื่องที่โจทก์ถูกกล่าวหานั้น เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพยานผู้กล่าวหาเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งดังกล่าว หาใช่กระทำในฐานะส่วนตัวไม่ หากโจทก์เห็นว่าถ้อยคำที่จำเลยให้ไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่เป็นความจริงก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อันเป็นการกระทำละเมิด โจทก์ก็ต้องฟ้องมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชอันเป็นหน่วยงานของรัฐที่จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดจะฟ้องจำเลยโดยตรงหาได้ไม่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุภาสินี ตันติศรีสุข
จำเลย — นางสิริวรรณ ศรีพหล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายไพบูลย์ ทองน่วม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10542/2556
#554975
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) บริเวณที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แต่ปรากฏว่าระหว่างที่ดินพิพาทและที่ดินของผู้เสียหายมีถนนสาธารณะกั้นตลอดแนว ทำให้ที่ดินพิพาทไม่ติดกับที่ดินของผู้เสียหายเนื่องจากมีทางสาธารณะคั่น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่งอกริมตลิ่งไม่ตกเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1308 ที่ดินพิพาทจึงเป็นชายตลิ่งอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 ซึ่งมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ที่เอกชนเป็นเจ้าของเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยเข้าไปปลูกต้นไม้ในที่เกิดเหตุ เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีผู้เสียหายและนางอำพร เป็นพยานเบิกความได้ความว่า ผู้เสียหายเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1256 ตำบลน้ำทรง อำเภอพระยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และบริเวณที่ดินพิพาทเป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1256 ดังกล่าว แต่ตามภาพถ่ายปรากฏว่าระหว่างที่ดินพิพาทและที่ดินของผู้เสียหายมีถนนสาธารณะกั้นตลอดแนวซึ่งตรงกับระวางรูปถ่ายของรูปที่ดินและเขตติดต่อตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทำให้ที่ดินพิพาทไม่ติดกับที่ดินของผู้เสียหายเนื่องจากมีทางสาธารณะคั่น ที่ดินพิพาทจึงมิใช่ที่งอกริมตลิ่งไม่ตกเป็นทรัพย์สินของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่จำเลยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 ซึ่งมุ่งประสงค์จะลงโทษผู้บุกรุกอสังหาริมทรัพย์ที่เอกชนเป็นเจ้าของเท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 365
ป.พ.พ. ม. 1308
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายเชาว์ สวัสดิ์รักษาหรือสวัสดิรักษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ — นางทรรศนีย์ ลีลาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธีรวัฒน์ วิสุทธิภักดี
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
สุนทร ทรงฤกษ์
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10511/2556
#544538
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนรวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาย่อมต้องถือว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับข้ออ้างตามฟ้องแล้ว ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ในคำให้การมิได้เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ กลับเป็นข้อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์และเป็นปฏิปักษ์กับคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ต้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีต่างหาก เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ คำให้การของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ฉะนั้นที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยอ้างเหตุตามคำฟ้องของโจทก์ จึงเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์แทนโจทก์โดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบเพราะมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การได้รับวินิจฉัย ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นายอัศวิน และนางสาวกนกวรรณ หรืออลิสา และคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1174/2539 หมายเลขแดงที่ 1112/2539 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นโมฆะ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราจึงโอนคดีมายังศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องแทนนายอัศวินต่อจำเลยทั้งสองเพื่อขอให้พิพากษาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวกับจำเลยที่ 2 นายอัศวินและนางสาวกนกวรรณ (จำเลยในคดีดังกล่าว) ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1112/2539 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของบุตรทั้งสองแล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้บุตรทั้งสองไปจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงแก่จำเลยทั้งสองโดยศาลมิได้มีคำสั่งอนุญาตเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) และมาตรา 1575 ต่อมาบุตรทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้วจึงได้บอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 พูดจาขู่เข็ญให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความโดยจำเลยที่ 2 ไม่รู้ว่าข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นอย่างไร ส่วนบุตรทั้งสองลงลายมือชื่อยินยอมตามที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาบอกและขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ เห็นได้ว่า คำให้การของจำเลยที่ 2 มิได้ยกข้อต่อสู้ใด ๆ เป็นข้อแก้คำฟ้องของโจทก์ นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น" เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราได้อนุญาตให้บุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำฟ้องหรือไม่ ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับข้ออ้างตามฟ้องแล้ว ส่วนข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ในคำให้การมิได้เป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ กลับเป็นข้อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ และเป็นปฏิปักษ์กับคำให้การของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ต้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีต่างหาก เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้อยู่ในฐานะเป็นโจทก์ที่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ คำให้การในส่วนนี้ของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทขึ้นระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ ฉะนั้นที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1112/2539 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทราไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอ้างเหตุตามคำฟ้องของโจทก์ว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 และมาตรา 1575 คำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นข้อที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์แทนโจทก์โดยปราศจากอำนาจ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ เพราะมิใช่เป็นการอุทธรณ์ในประเด็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ส่วนอุทธรณ์ในข้อที่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือบุตรทั้งสองลงลายมือชื่อตามคำบอกของจำเลยที่ 1 ก็มิใช่ประเด็นข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การได้รับวินิจฉัยย่อมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่ทำให้ผลตามคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
จำเลย — นายดำรง ลิขิตทรัพย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดฉะเชิงเทรา — นายธนิตย์ พนาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10507/2556
#554764
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ ส. คนไร้ความสามารถถึงแก่ความตาย ความเป็นผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถย่อมสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1598/11 ผู้อนุบาลจะต้องรีบส่งมอบทรัพย์สินที่จัดการแก่ทายาทของ ส. และทำบัญชีในการจัดการทรัพย์สินส่งมอบภายในหกเดือนและถ้ามีเอกสารเกี่ยวกับเรื่องจัดการทรัพย์สินก็ให้ส่งมอบพร้อมกับบัญชี แต่ถ้าผู้อนุบาลหรือทายาทร้องขอศาลจะสั่งให้ยืดเวลาก็ได้ทั้งนี้ตามมาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1598/11 เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายกองมรดกของ ส. ได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่งและมาตรา 1600 ดังนั้น หากระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อนุบาลก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ส. อย่างไร ความเสียหายที่ ส. ได้รับย่อมเป็นมรดกของ ส. ที่ตกได้แก่ทายาทที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้อนุบาล เมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้อนุบาลหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นโดยปริยาย หาผูกพันว่าผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติผิดหน้าที่ไม่

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์สั่งจำหน่ายคดีโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคสามและมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางสุจิตรา เป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ในความอนุบาลร่วมกันของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านทั้งสองเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอดถอนผู้คัดค้านทั้งสองออกจากการเป็นผู้อนุบาลร่วมและให้ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้อนุบาลนางสุจิตรา คนไร้ความสามารถแต่เพียงผู้เดียว

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 1

ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองที่ขอถอดถอนผู้ร้องที่ 1 จากการเป็นผู้อนุบาลร่วม

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนายทวีศักดิ์ ผู้ร้องที่ 2 และนางศรีสอางค์ ผู้ร้องที่ 3 ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ถอดถอนผู้คัดค้านทั้งสองออกจากการเป็นผู้อนุบาลและตั้งผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้อนุบาลร่วมกับผู้ร้องที่ 1

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3 ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 2 และที่ 3

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 นางวงเดือน ผู้ร้องที่ 4 ยื่นคำร้องขอว่าเป็นบุตรของผู้คัดค้านที่ 1 ได้ช่วยเหลือผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 4 เป็นผู้อนุบาลร่วม

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องที่ 4 ต่อมาแถลงว่าไม่ติดใจคัดค้าน

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางพยุงศักดิ์ ผู้ร้องที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องที่ 5 เป็นผู้อนุบาลร่วม

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านคำร้องของผู้ร้องที่ 5 ขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องที่ 5

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางจารุวดี ผู้ร้องที่ 6 ยื่นคำร้องขอว่าเป็นบุตรของนางสุจิตรา คนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลที่เหลือมีอายุมากแล้ว ไม่สมควรที่จะปฏิบัติหน้าที่ ผู้ร้องที่ 1 ไม่ให้ความร่วมมือในการรวบรวมทรัพย์สิน ขอให้ศาลตั้งผู้ร้องที่ 6 เป็นผู้อนุบาลร่วม

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ถอดถอนนายสมศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากการเป็นผู้อนุบาลของนางสุจิตรา คนไร้ความสามารถ และให้นายทวีศักดิ์ ผู้ร้องที่ 2 นางศรีสอางค์ ผู้ร้องที่ 3 นางพยุงศักดิ์ ผู้ร้องที่ 5 และนางจารุวดี ผู้ร้องที่ 6 เป็นผู้อนุบาลนางสุจิตรา คนไร้ความสามารถร่วมกับนางสาวศรีศักดิ์ ผู้ร้องที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรเป็นพับ ให้ส่งคำสั่งไปโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา

ผู้ร้องที่ 4 และผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นางสุจิตรา คนไร้ความสามารถถึงแก่ความตาย

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางสุจิตรา คนไร้ความสามารถถึงแก่ความตาย ความเป็นผู้อนุบาลของคนไร้ความสามารถสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 วรรคสองและมาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1598/11 ผู้อนุบาลจะต้องรีบส่งมอบทรัพย์สินที่จัดการแก่ทายาทของนางสุจิตรา และทำบัญชีในการจัดการทรัพย์สินส่งมอบภายในหกเดือนและถ้ามีเอกสารเกี่ยวกับเรื่องจัดการทรัพย์สินนั้นก็ให้ส่งมอบพร้อมกับบัญชีแต่ถ้าผู้อนุบาลหรือทายาทร้องขอศาลจะสั่งให้ยืดเวลาก็ได้ ทั้งนี้ตามมาตรา 1598/18 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1598/11 นอกจากนี้ เมื่อนางสุจิตราถึงแก่ความตายกองมรดกของนางสุจิตราอันได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ย่อมตกแก่ทายาทตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่งและมาตรา 1600 ดังนั้นหากระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อนุบาลก่อให้เกิดความเสียหายแก่นางสุจิตราอย่างไร ความเสียหายที่นางสุจิตราได้รับย่อมเป็นมรดกของนางสุจิตราที่ตกได้แก่ทายาทที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้อนุบาลถ้าหากมี ดังนั้น เมื่อนางสุจิตราถึงแก่ความตายแล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาว่าสมควรถอนผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากเป็นผู้อนุบาลหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะจำหน่ายคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 138 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ.2553 มาตรา 6 การที่ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นโดยปริยายหาผูกพันว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติผิดหน้าที่ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์จำหน่ายคดีมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งศาลอุทธรณ์สั่งจำหน่ายคดีโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคสามและมาตรา 167 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 28 วรรคสอง ม. 1598/11 ม. 1598/18 ม. 1599 ม. 1600
ป.วิ.พ. ม. 132 ม. 151 วรรคสาม ม. 167 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวศรีศักดิ์ เสสะเวช กับพวก
ผู้คัดค้าน — นายชัยวัฒน์ เสสะเวช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นางปารณี มงคลศิริภัทรา
ศาลอุทธรณ์ — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10471/2556
#554776
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ทั้งสองมิได้ลงชื่อในคำฟ้องคดีอาญา แต่ให้ทนายโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ลงชื่อในฐานะโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง" ซึ่งคำว่า "โจทก์" มีบทวิเคราะห์ศัพท์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (14) ว่า หมายความถึงพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายซึ่งฟ้องคดีอาญาต่อศาล หรือทั้งคู่ในเมื่อพนักงานอัยการและผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วมกัน คดีนี้นางสาวรัชนู และนายปราโมทย์ เป็นโจทก์ แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ลงชื่อในฟ้อง โดยนายธนกร ทนายความของโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ลงชื่อในฐานะโจทก์ทั้งสอง ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 ที่ศาลล่างทั้งสองจะพึงรับไว้พิจารณา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (14) ม. 158 (7)
ป.อ. ม. 83 ม. 91 ม. 341
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัชนู ป้องเหรือบ กับพวก
จำเลย — นายพันธ์ ศรีจันทร์ผ่อง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นายพิสิฐ เลิศธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมควร ศิริยุทธ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10469/2556
#554997
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ดังนั้นโจทก์ร่วมไม่อาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ในคดีนี้ ชอบที่จะไปว่ากล่าวในคดีส่วนแพ่งต่างหาก ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายสมศรี บิดาของนายจุมพล ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพเป็นเงิน 100,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดู เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ร่วม 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีในส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่ง และยกคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมของนายสมศรี คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งหมด

โจทก์ร่วมฎีกาเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายสมศรี โจทก์ร่วมไม่ฎีกาในปัญหานี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายและไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เข้ามาในคดีอาญานี้ได้ ชอบที่จะไปว่ากล่าวคดีส่วนแพ่งต่างหากจากคดีนี้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนายสมศรีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมอีก

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 (2) ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
โจทก์ร่วม — นายสมศรี เกตุมณี
จำเลย — นางสาวจุฬาลักษณ์ สุขกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายพูนพล ชมศร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา