คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9822/2556
#559068
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทุกประเภทแก่บุคคลทั่วไป ส. นำรถยนต์ของกลางมาทำสัญญาเช่าซื้อไว้กับผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมไม่อาจจะรู้ว่าจำเลยที่ 2 พี่สาวของผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีจะนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด และตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ก็ระบุความโดยสรุปว่า หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใด เป็นเหตุให้รถถูกริบ ยึด อายัด ตกเป็นของรัฐ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที และผู้เช่าซื้อจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ตามสัญญาข้อ 5 วรรคสอง และเมื่อผู้ร้องมีหนังสือยืนยันการเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว การที่ในช่วงเวลาต่อเนื่องกันมาผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ก็เป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ซึ่งเป็นช่องทางการเยียวยาและบรรเทาความเสียหายของผู้ร้องทางหนึ่ง ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องเพิกเฉยไม่ติดตามรถยนต์ของกลางทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามีการนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือยื่นคำร้องเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ.2509 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 49 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 50 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 8432 ปทุมธานี ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 8432 ปทุมธานี นายเสกสรรได้นำรถยนต์คันดังกล่าวมาทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ร้องในราคา 102,674 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปกระทำความผิด ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 8432 ปทุมธานี นายเสกสรรได้นำรถยนต์คันดังกล่าวมาทำสัญญาเช่าซื้อกับผู้ร้องในราคา 102,674 บาท ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2553 จำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปกระทำความผิด เนื่องจากในวันดังกล่าวเจ้าพนักงานสรรพสามิตตรวจพบยาสูบที่ผิดกฎหมายรวม 59 ซอง ซุกซ่อนอยู่ใต้เบาะคนขับและภายในกระเป๋าถือของจำเลยที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทุกประเภทแก่บุคคลทั่วไป เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 นายเสกสรร นำรถยนต์คันพิพาทมาทำสัญญาเช่าซื้อไว้กับผู้ร้องตามคำขอเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อรถ ผู้ร้องย่อมไม่อาจจะรู้ว่า จำเลยที่ 2 พี่สาวของผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีจะนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด นอกจากนี้แล้วตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ก็ระบุความโดยสรุปว่า หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใด เป็นเหตุให้รถถูกริบ ยึด อายัด ตกเป็นของรัฐ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าซื้อจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ตามสัญญาข้อ 5 วรรค 2 และเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ผู้ร้องมีหนังสือยืนยันการเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว การที่ในช่วงเวลาต่อเนื่องกันมา กล่าวคือ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ก็เป็นการที่ผู้ร้องใช้สิทธิดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งเป็นช่องทางการเยียวยาและบรรเทาความเสียหายของผู้ร้องทางหนึ่ง ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องเพิกเฉยไม่ติดตามรถยนต์คันพิพาททั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ามีการนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือยื่นคำร้องเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นอันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 8432 ปทุมธานีของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
ผู้ร้อง — บริษัทซีเอฟจี เซอร์วิส จำกัด
จำเลย — นายสมัย ช่วยไธสง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9784/2556
#554910
เปิดฉบับเต็ม

ใบตราส่งถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งได้ออกให้แก่โจทก์ผู้ส่ง อันแสดงว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว และรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 3 และเมื่อออกใบตราส่งให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 จะส่งมอบของให้ได้ก็ต่อเมื่อผู้รับตราส่งเวนคืนใบตราส่งนั้นแก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่ผู้รับตราส่งขอรับของโดยไม่มีใบตราส่งก็จะต้องมีประกันตามสมควรตามมาตรา 28

เมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อโดยผู้ซื้อไม่ได้นำต้นฉบับใบตราส่งไปเป็นหลักฐานในการขอให้ปล่อยสินค้าและเวนคืนต้นฉบับหรือคู่ฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 โดยพยานของจำเลยที่ 1 รับว่าสินค้าถูกปล่อยไปตามสำเนาใบตราส่ง ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าใบตราส่งดังกล่าวเป็นชนิดไม่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ แต่ใบตราส่งดังกล่าวก็มีข้อความระบุให้ต้องมีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่ง และแม้การซื้อขายสินค้าพิพาทอาจมีข้อโต้แย้งกันตามที่ปรากฏในจดหมายโต้ตอบของโจทก์ก็เป็นเรื่องของคู่สัญญาซื้อขาย ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดของผู้ขนส่งที่มีต่อผู้ส่ง จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตามที่ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 บัญญัติไว้ การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยมิได้รับเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งย่อมเป็นการไม่ชอบและเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลต่อโจทก์ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์

แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิเลือกชำระเป็นเงินไทยตามเงื่อนไขใน ป.พ.พ. มาตรา 196 ได้ โดยหากจำเลยที่ 1 ชำระเป็นเงินไทย ให้คิดอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สถานที่และในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 99,513.27 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 96,250 ดอลลาร์สหรัฐ นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 96,250 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2552 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 มิถุนายน 2553) ต้องไม่เกิน 3,263.27 ดอลลาร์สหรัฐ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ตกลงขายสินค้าข้าวหอมมะลิให้แก่บริษัทบาเซล เค.เอ.ฟายูมิ จำกัด ผู้ซื้อในประเทศอิสราเอล 125 ตัน ในราคาตันละ 770 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 96,250 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเป็นตัวแทนเรียกเก็บเงินค่าสินค้าผ่านธนาคาร BANK OF PALESTINE P.L.C. GENERAL MANAGEMENT และโจทก์ตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ขนส่งสินค้าทางทะเลไปส่งให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศอิสราเอล โดยบรรทุกสินค้าลงเรือ OOCL CHINA V.26 E.45 ที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ท่าเรือปลายทางประเทศอิสราเอล โดยจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 มอบให้แก่โจทก์เป็นหลักฐาน 3 ชุด และสำเนา 2 ชุด ต่อมาเมื่อสินค้าไปถึงที่ท่าเรือปลายทาง จำเลยที่ 1 ออกใบปล่อยสินค้าให้แก่บริษัทบาเซล เค.เอ.ฟายูมิ จำกัด ผู้ซื้อซึ่งมีชื่อเป็นผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าไป โดยผู้ซื้อยังไม่ได้ไปรับใบตราส่งจากธนาคาร BANK OF PALESTINE P.L.C. GENERAL MANAGEMENT และโจทก์ยังไม่ได้รับชำระราคาค่าสินค้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับขนของทางทะเลและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ใบตราส่งถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเล ซึ่งจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขนส่งได้ออกให้แก่โจทก์ผู้ส่ง อันแสดงว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้รับของตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งไว้ในความดูแลหรือได้บรรทุกของลงเรือแล้ว และรับที่จะส่งมอบของดังกล่าวให้แก่ผู้มีสิทธิรับของนั้นเมื่อได้รับเวนคืนใบตราส่ง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 และเมื่อได้มีการออกใบตราส่งให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งจะส่งมอบของให้ได้ก็ต่อเมื่อเวนคืนใบตราส่งนั้นแก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ในกรณีที่ผู้รับตราส่งขอรับของโดยไม่มีใบตราส่งก็จะต้องมีประกันตามสมควรตามบทบัญญัติในมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 คดีนี้ได้ความจากนายประพันธ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า โจทก์มอบเอกสารเป็นตั๋วแลกเงิน ใบกำกับสินค้า ใบตราส่ง ใบแจ้งหนี้ และใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าให้แก่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยส่งเอกสารดังกล่าวให้แก่ธนาคาร BANK OF PALESTINE P.L.C. GENERAL MANAGEMENT ธนาคารตัวแทนของผู้ซื้อพร้อมทั้งแจ้งเงื่อนไขการชำระเงินตามข้อตกลงการซื้อขายว่า ให้ธนาคารตัวแทนของผู้ซื้อส่งมอบเอกสารดังกล่าวเมื่อผู้ซื้อได้ชำระเงิน (D/P) ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ในการซื้อขาย ทั้งนี้เพื่อรอส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ ซึ่งต้องนำใบตราส่งไปขอรับสินค้าจากจำเลยที่ 1 ต่อไป แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อยังไม่ได้ชำระเงินค่าสินค้าผ่านธนาคารตัวแทนของผู้ซื้อ และยังไม่ได้รับสลักหลังใบตราส่งจากธนาคารตัวแทนผู้ซื้อ และรับต้นฉบับใบตราส่งที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ไปใช้เป็นหลักฐานรับสินค้าตามวิธีปฏิบัติในการชำระราคาสินค้าในการซื้อขายระหว่างประเทศตาม Tracing by Booking ต่อมาธนาคารตัวแทนของผู้ซื้อได้นำใบตราส่งพร้อมเอกสารประกอบการส่งออกต่าง ๆ กลับคืนมาให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย แสดงว่าโจทก์และผู้ซื้อมีข้อตกลงเป็นเงื่อนไขในการส่งมอบสินค้าในระบบ D/P (DOCUMENT AGAINST PAYMENT) โดยให้ผู้ซื้อต้องชำระเงินค่าสินค้าผ่านธนาคารตัวแทนของผู้ซื้อก่อนเป็นสาระสำคัญ จึงจะรับใบตราส่งจากธนาคารตัวแทนของผู้ซื้อไปขอรับสินค้าจากผู้ขนส่งได้ อันเป็นวิธีปฏิบัติในการชำระราคาสินค้าในการซื้อขายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อได้ว่าต้นฉบับเอกสารใบตราส่งที่ผู้ทรงใบตราส่งจะนำไปขอรับสินค้านั้นต้องนำไปไว้ที่ธนาคารจนกว่าผู้ซื้อจะไปชำระเงินแล้ว เมื่อปรากฏว่าผู้ซื้อยังไม่ได้ชำระเงินผ่านธนาคารตามที่ตกลงจนท้ายที่สุดธนาคารส่งเอกสารทั้งหมดกลับคืนไปให้แก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อโดยผู้ซื้อไม่ได้นำต้นฉบับใบตราส่งไปเป็นหลักฐานในการขอให้ปล่อยสินค้าและเวนคืนต้นฉบับหรือคู่ฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ ย่อมทราบดีถึงแนวทางปฏิบัติการชำระราคาสินค้าในการซื้อขายระหว่างประเทศดังกล่าวและควรใช้ความระมัดระวังในวิธีและแนวทางปฏิบัติโดยเคร่งครัด แม้สำเนาใบตราส่งจะมีข้อความว่าเป็นต้นฉบับ มีคำว่า ORIGINAL จำเลยที่ 1 สามารถปล่อยสินค้าให้แก่ผู้มีชื่อตามใบตราส่งที่มีคำว่า ORIGINAL ได้ ซึ่งในการขนส่งทางทะเลอาจมีการขอให้ออกใบตราส่งชนิดที่ไม่สามารถเปลี่ยนมือได้หรือเรียกว่า "Straight Bill of Lading" กรณีนี้ไม่ต้องมีการชำระราคาสินค้าหรือไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารประกอบการชำระเงินตาม L/C เช่น เป็นการส่งของกันระหว่างบริษัทในเครือ เป็นต้น และใบตราส่งชนิดนี้จะเปลี่ยนมือไม่ได้ ซึ่งใบตราส่งและสำเนาใบตราส่งตามเอกสารดังกล่าวก็เป็นใบตราส่งชนิดไม่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้ และได้ระบุชื่อบริษัทบาเซล เค.เอ. ฟายูมิ จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง ซึ่งในการรับมอบสินค้านั้นผู้รับตราส่งมีหน้าที่แสดงตนและพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลที่ระบุไว้ในใบตราส่งจริง ผู้ขนส่งจึงจะส่งมอบสินค้าให้โดยไม่ต้องเวนคืนใบตราส่ง แต่ลักษณะของการส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อในคดีนี้ไม่ใช่เป็นการส่งมอบกันระหว่างบริษัทในเครือ นอกจากนี้ตัวอย่างใบตราส่งชนิดไม่สามารถโอนเปลี่ยนมือได้นั้น คำว่า Straight Bill of Lading (B/L) เป็นกรณีซึ่งใช้สำหรับสินค้าที่ชำระราคาแล้วหรือไม่จำต้องชำระราคา เช่น การให้บริการหรือของขวัญ ซึ่งไม่ใช่การขนส่งสินค้าพิพาทที่ต้องมีการชำระราคาสินค้าที่ซื้อขายกัน ทั้งใบตราส่งในคดีนี้ก็มีข้อความระบุด้านล่างว่า "...One original Bill of Lading, duly endorsed, must be surrendered by the Merchant to the Carrier in exchange for The Goods or a delivery order..." อันสรุปสาระสำคัญได้ว่า ในการส่งมอบสินค้าต้องมีการเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งก่อน ซึ่งหากในการขนส่งครั้งนี้ไม่จำต้องเวนคืนใบตราส่งดังที่ฝ่ายจำเลยอ้าง จำเลยที่ 1 ก็คงไม่จำต้องเวนคืนใบตราส่งมาตามสำเนาใบตราส่งแต่อย่างใด และแม้ว่าการซื้อขายสินค้าพิพาทอาจมีข้อโต้แย้งกันตามที่ปรากฏในจดหมายโต้ตอบของโจทก์ก็เป็นเรื่องของคู่สัญญาซื้อขาย ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดของผู้ขนส่งที่มีต่อผู้ส่ง ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 จึงฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งจึงมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ตามที่พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 บัญญัติไว้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อโดยมิได้รับเวนคืนต้นฉบับใบตราส่ง ย่อมเป็นการไม่ชอบและเป็นการผิดสัญญารับขนของทางทะเลต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ส่งและต้องรับผิดชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างอีกว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อในการมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งชนิดเปลี่ยนมือไม่ได้ในการขนส่งสินค้าซึ่งไม่เหมาะสมกับการขนส่งสินค้าพิพาทครั้งนี้ ถือว่าโจทก์มีส่วนผิดและต้องรับผิดชอบในความเสียหายด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาการรับขนของทางทะเล โดยส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งโดยไม่เวนคืนต้นฉบับใบตราส่งตามกฎหมาย ทำให้โจทก์เสียหาย ไม่ได้รับชำระราคาสินค้าพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งชนิดโอนเปลี่ยนมือไม่ได้ระบุชื่อผู้ซื้อเป็นผู้รับตราส่งมอบให้แก่โจทก์ไว้เป็นหลักฐานแล้วโจทก์นำต้นฉบับใบตราส่งดังกล่าวไปดำเนินการทางธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเพื่อให้ผู้ซื้อสินค้ามาชำระราคาที่ธนาคารตัวแทนผู้ซื้อดังกล่าวก่อน จึงจะมอบต้นฉบับใบตราส่งให้ผู้ซื้อรับไปขอออกใบปล่อยสินค้าจากจำเลยที่ 1 ได้ อันเป็นการดำเนินการตามวิธีปฏิบัติการชำระราคาสินค้าในการซื้อขายระหว่างประเทศทั่วไปซึ่งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนั้น และควรใช้ความระมัดระวังตามสมควรตามวิสัยของผู้ประกอบอาชีพการรับขนของทางทะเล แม้ใบตราส่งดังกล่าวจะเป็นชนิดระบุชื่อโอนเปลี่ยนมือได้หรือไม่ก็ตาม หาได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน้าที่ตามสัญญาการรับขนของทางทะเลของจำเลยที่ 1 ในการรับเวนคืนต้นฉบับใบตราส่งตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับขนของทางทะเลและใช้ดุลยพินิจกำหนดค่าเสียหายเท่าราคาสินค้าพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐตามที่โจทก์ขอ แต่จำเลยที่ 1 ยังมีสิทธิเลือกชำระเป็นเงินไทยตามเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 จะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สถานที่และในวันที่มีการใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่มีการใช้เงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอเซียทรอปิคอลเทรดดิ้ง จำกัด
จำเลย — ฮาแพค-ลอยด์ เอจี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9769/2556
#554809
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลกำหนดให้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานก่อนวันที่จะมีการสืบพยานกันจริง ๆ เป็นกระบวนการเพื่อให้การดำเนินคดีมีความพร้อมมิได้มีผลถึงกับทำให้กระบวนพิจารณารับฟังไม่ได้ ส่วนเอกสารที่จำเลยอ้างว่าโจทก์นำเสนอต่อศาลโดยไม่ปรากฏชื่อ ที่อยู่ของพยานนั้น โจทก์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของพยานบางคน และสถานที่ที่พยานบางคนรับราชการอยู่ซึ่งมีความละเอียดเพียงพอให้รู้ว่าเป็นบุคคลใดบ้าง และพยานบางอันดับก็เป็นบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งโจทก์ไม่จำต้องให้จำเลยตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารก่อนสืบพยาน ทั้งการไม่ได้ปฏิบัติดังกล่าวของโจทก์ก็มิได้ทำให้จำเลยเสียโอกาสในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด นอกจากนี้ศาลชั้นต้นก็ได้อนุญาตให้จำเลยคัดสำเนาเอกสารได้ตามที่ขอโดยตลอด ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวของโจทก์ได้ เมื่อจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลซึ่งมิได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนมาเบิกความเป็นพยาน พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 135/2, 209, 210, 213, 289, 371 ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายหามิด บิดานายมะยูโสะ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/2 (2), 209 วรรคแรก, 210 วรรคสอง, 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 3 ปี ฐานเป็นซ่องโจร จำคุก 6 ปี ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุก 6 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร จำคุก 4 เดือน ฐานเป็นอั้งยี่ จำคุก 2 ปี ฐานเป็นซ่องโจร จำคุก 4 ปี ฐานสมคบกันเพื่อก่อการร้าย จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว คงให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบของกลาง กับให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่ผู้ร้องพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 11 เมษายน 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า นายมะยูโสะ ผู้ตาย เป็นบุตรของนายหามิด ผู้ร้อง จำเลยและนายสุรีประกอบอาชีพครูสอนศาสนา ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 5 ปลอก กระสุนปืนขนาด 9 มม. 3 นัด หัวกระสุนปืนขนาด 9 มม. 2 ลูก ฝาปิดถังน้ำมันรถจักรยานยนต์ 1 ฝา ถังน้ำพลาสติกสีดำ 1 ถัง ขวดเครื่องดื่มยี่ห้อแฟนต้าภายในบรรจุน้ำมันเบนซิน 1 ขวด ตะปูดัดแปลงเป็นเรือใบ 1 กิโลกรัม จึงยึดเป็นของกลาง ปลอกกระสุนปืน กระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนตามข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานซึ่งโจทก์จะต้องส่งเอกสารต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 15 วัน ได้แก่ เอกสารหมาย จ.12 ถึง จ.14 จ.16 ถึง จ.18 และ จ.22 ถึง จ.25 แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติ ทั้งเอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏชื่อที่อยู่ของพยาน จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับโจทก์ไม่มีอาวุธปืนของกลาง ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายขณะเกิดเหตุ ไม่มีพยานเอกสารหรือวัตถุพยานทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ จึงไม่อาจรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแก่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า การที่ศาลกำหนดให้มีการนัดตรวจพยานหลักฐานก่อนวันที่จะมีการสืบพยานกันจริง ๆ เป็นกระบวนการเพื่อให้การดำเนินคดีมีความพร้อมมิได้มีผลถึงกับทำให้กระบวนพิจารณารับฟังไม่ได้ ส่วนเอกสารที่จำเลยอ้างว่าโจทก์นำเสนอต่อศาลโดยไม่ปรากฏชื่อ ที่อยู่ของพยานนั้น โจทก์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อและที่อยู่ของพยานบางคน และสถานที่ที่พยานบางคนรับราชการอยู่ซึ่งมีความละเอียดเพียงพอให้รู้ว่าเป็นบุคคลใดบ้าง และพยานบางอันดับก็เป็นบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งโจทก์ไม่จำต้องให้จำเลยตรวจหรือคัดสำเนาเอกสารก่อนสืบพยาน ทั้งการไม่ได้ปฏิบัติดังกล่าวของโจทก์ก็มิได้ทำให้จำเลยเสียโอกาสในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด นอกจากนี้ศาลชั้นต้นก็ได้อนุญาตให้จำเลยคัดสำเนาเอกสารได้ตามที่ขอโดยตลอด ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจในการรับฟังพยานเอกสารดังกล่าวของโจทก์ได้ เมื่อจำเลยนำสืบปฏิเสธโดยอ้างฐานที่อยู่ลอย ๆ โดยไม่มีพยานบุคคลซึ่งมิได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนมาเบิกความเป็นพยาน พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยและให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี
ผู้ร้อง — นายหามิด เจะสือมัน
จำเลย — นายมาลีกีหรืออุสตาสมะลีกีหรือฆูลีกี ใบสะหนิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นายสินาด ตะนังสูงเนิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางพนมวัน ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9743/2556
#554804
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.110 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ศาลจะลงโทษบทใดบทหนึ่งก็ได้ จึงถือได้ว่าจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง เมื่อขณะจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดดังกล่าวไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล พนักงานสอบสวนต้องนำตัวจำเลยขณะเป็นผู้ต้องหาไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่จำเลยมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการฝากขังตลอดมาและพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 5 ปี คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.110 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับ ซึ่งตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด..." และกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ข้อ 1 และข้อ 2 ได้กำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติดสำหรับความผิดฐานเสพยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ให้รวมถึงเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ด้วย ตามข้อ 1 (1) (ข) ส่วนความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครอง ความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติดตาม มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ต้องมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนไม่เกิน 5 หน่วยการใช้ ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ตามข้อ 2 (1) (ข) ดังนั้น เมื่อจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 0.110 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปซึ่งการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ศาลจะลงโทษบทใดบทหนึ่งก็ได้ จึงถือได้ว่าจำเลยต้องหากระทำความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามกฎกระทรวงข้อ 1 (1) (ข) และข้อ 2 (1) (ข) ทั้งขณะจำเลยต้องหาว่ากระทำความผิดดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุก หรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล รวมทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุยกฟ้องตามกฎหมายประการอื่นซึ่งจะทำให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด การกระทำความผิดของจำเลยถือได้ว่าต้องเงื่อนไขของมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 พนักงานสอบสวนต้องนำตัวจำเลยขณะเป็นผู้ต้องหาไปศาลภายในเวลาที่กำหนด เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด การที่พนักงานสอบสวนดำเนินการฝากขังตลอดมาและพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล โดยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการมิชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาต่อมาและพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงมิชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายสมพงษ์ คุณธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นายไพฑูรย์ อุ้ยมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9729/2556
#554795
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 กำหนดวิธีการเยียวยาแก้ไขด้วยกระบวนการบังคับบำบัด กล่าวคือ หากเป็นผู้ต้องหาในความผิดยาเสพติดที่กำหนด พนักงานสอบสวนต้องนำตัวไปศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ควบคุมตัวที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือผัดฟ้อง ในระหว่างการตรวจพิสูจน์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งสำนวนสอบสวนไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งผู้ต้องหาไปด้วย และแจ้งให้พนักงานอัยการทราบว่าผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะเป็นผู้วินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานอัยการทราบ ในกรณีเช่นว่านี้ให้พนักงานอัยการมีคำสั่งชะลอการฟ้องไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ถ้าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเห็นว่าผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจนครบถ้วนตามแผนการฟื้นฟูและผลการฟื้นฟูเป็นที่พอใจแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหา คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็จะมีคำสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไปแล้วแจ้งให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องดำเนินคดี หากเห็นว่าผู้ต้องหาซึ่งได้รับแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้รับรายงานความเห็นจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โดยคงปรากฏเพียงคำร้องขอฝากขัง ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตลอดมาและพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนจนเสร็จก่อนส่งสำนวนให้โจทก์ฟ้องก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ผ่านกระบวนการบังคับบำบัดตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะคดีมีการสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 แล้วนั้น เป็นกระบวนการฟ้องคดีตามกฎหมายทั่วไป ไม่อาจนำมาใช้กับคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 วางหลักการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้ว่า กรณีผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่ มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ บทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้กำหนดวิธีการเยียวยาแก้ไขด้วยกระบวนการบังคับบำบัด กล่าวคือ หากเป็นผู้ต้องหาในความผิดยาเสพติดที่กำหนด พนักงานสอบสวนต้องนำตัวไปศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ควบคุมตัวที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดโดยไม่ต้องดำเนินการฝากขังหรือผัดฟ้อง ในระหว่างการตรวจพิสูจน์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ แล้วส่งสำนวนสอบสวนไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องส่งผู้ต้องหาไปด้วย และแจ้งให้พนักงานอัยการทราบว่าผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจะเป็นผู้วินิจฉัยว่า ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์เป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติด จัดให้มีแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด และแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ให้พนักงานอัยการทราบ ในกรณีเช่นว่านี้ให้พนักงานอัยการมีคำสั่งชะลอการฟ้องไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ถ้าคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเห็นว่า ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพจนครบถ้วนตามแผนการฟื้นฟูและผลการฟื้นฟูเป็นที่พอใจแล้วให้ถือว่าผู้นั้นพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหา คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดก็จะมีคำสั่งปล่อยตัวผู้นั้นไปแล้วแจ้งให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจะมีอำนาจฟ้องดำเนินคดี หากเห็นว่าผู้ต้องหาซึ่งได้รับแจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไม่มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัตินี้หรือได้รับรายงานความเห็นจากคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดว่าผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจเท่านั้น เมื่อในสำนวนคดีนี้ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังที่โจทก์อ้างในฎีกา โดยคงปรากฏเพียงคำร้องขอฝากขัง ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตตลอดมาและพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนจนเสร็จก่อนส่งสำนวนให้โจทก์ฟ้องก็ตาม โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ผ่านกระบวนการบังคับบำบัดตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะคดีมีการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้วนั้น เป็นกระบวนการฟ้องคดีตามกฎหมายทั่วไป ไม่อาจนำมาใช้กับคดีนี้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 120
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายเสรีหรือหวีด อร่ามศักดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายไพบูลย์ อินทร์รักษา
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวอารีรัตน์ วงศ์ศักดิ์มณี
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9727/2556
#554789
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยรับจ้างจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมให้แก่สายลับ โดยรับภาพถ่ายไปจากสายลับนัดหมายกับสายลับเพื่อส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมที่รับจ้าง แล้วจำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนของกลางมาส่งมอบให้แก่สายลับ และถูกจับกุมได้พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนของกลาง จึงถือได้ว่าเป็นการนำออกใช้ซึ่งเอกสารปลอมแล้ว เมื่อบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 (2) (3) และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) วรรคแรก และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ส่วนของกลางเป็นทรัพย์สินที่ผู้ใดทำเป็นความผิดจึงให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกสยุมภู ร้อยตำรวจเอกเศรษฐวัฒน์ พันตำรวจโทวสันต์ นายวีระชาติ และพันตำรวจตรีเพชรชุมพร เบิกความเป็นพยาน จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสยุมภูและร้อยตำรวจเอกเศรษฐวัฒน์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ร้อยตำรวจเอกเศรษฐวัฒน์เห็นการติดต่อทำบัตรประจำตัวประชาชนระหว่างสายลับกับจำเลย โดยมีการส่งมอบภาพถ่ายและเงินให้แก่จำเลย และยังมีการนัดหมายส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมกันซึ่งต่อมาเมื่อถึงกำหนดวันนัด ร้อยตำรวจเอกสยุมภูกับพวกและสายลับเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน โดยร้อยตำรวจเอกสยุมภูและร้อยตำรวจเอกเศรษฐวัฒน์เข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารภายในศูนย์อาหาร ห่างจากโต๊ะที่สายลับนั่งอยู่ประมาณ 3 ถึง 5 เมตร หลังจากนั้นจำเลยเข้ามาที่โต๊ะของสายลับ และส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่สายลับและสายลับส่งมอบเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่จำเลย เมื่อสายลับนำบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวมามอบให้ร้อยตำรวจเอกเศรษฐวัฒน์แล้ว ร้อยตำรวจเอกสยุมภูจึงเข้าทำการจับกุมจำเลยได้พร้อมธนบัตรจำนวน 30,000 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งจำเลยส่งมอบให้แก่สายลับ จะเห็นได้ว่า ภาพถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเป็นภาพถ่ายเดียวกันกับที่ร้อยตำรวจเอกสยุมภูถ่ายเอกสารและลงบันทึกประจำวันไว้ และเป็นภาพถ่ายที่สายลับมอบให้แก่จำเลยในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 ณ สถานที่นัดหมาย ภายในซอยสุขุมวิท 23 จึงเชื่อได้ว่า สายลับได้ไปพบจำเลยยังสถานที่นัดหมาย ซอยสุขุมวิท 23 ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2548 และส่งมอบภาพถ่าย ให้แก่จำเลยเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมจริง อันเป็นผลให้บัตรประจำตัวประชาชน มีภาพถ่ายตรงกับภาพถ่ายที่สายลับส่งมอบให้แก่จำเลย ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่า บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าว จำเลยรับจ้างจัดทำและนำมาส่งมอบให้แก่สายลับ อีกทั้งเมื่อส่งบัตรประจำตัวประชาชน ไปทำการตรวจพิสูจน์ พันตำรวจโทวสันต์และนายวีระชาติ ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์บัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวเบิกความว่า บัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวมีรูปร่างลักษณะของตัวอักษร ตัวเลขและลักษณะตำหนิพิเศษ แตกต่างจากบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริง เมื่อตรวจสอบคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน 5713-3-008547 ที่ปรากฏใต้ภาพในบัตรประจำตัวประชาชน เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรปรากฏว่าหมายเลขคำขอมีบัตรดังกล่าวเป็นของนางสาวณัฐวรรณ และเมื่อตรวจสอบเลขรหัสกำกับบัตร ง 0336507 8 ที่อยู่ด้านหลังบัตร ก็ปรากฏว่าวัสดุที่ใช้ทำบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวถูกแจกจ่ายให้เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มิใช่จังหวัดเชียงรายตามที่อยู่ที่ระบุในบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่าบัตรประจำตัวประชาชนตามเอกสารหมาย จ. 15 เป็นบัตรประจำตัวประชาชนปลอมประกอบกับร้อยตำรวจเอกสยุมภูกับพวกเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ เมื่อได้รับแจ้งว่า จำเลยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับการปลอมบัตรประจำตัวประชาชน ก็ทำการไปตามอำนาจหน้าที่และเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของการสืบสวน ตรวจค้นและจับกุม จึงไม่มีเหตุอันใดที่จะกระทำการกลั่นแกล้งจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยรับจ้างจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมให้แก่สายลับ โดยจำเลยรับภาพถ่ายและเงินจำนวนหนึ่งไปจากสายลับและนัดหมายกับสายลับเพื่อส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมตามที่รับจ้าง แล้วจำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนตามเอกสารหมาย จ. 15 มาส่งมอบให้แก่สายลับและถูกร้อยตำรวจเอกสยุมภูกับพวกทำการจับกุมได้พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าว จึงถือได้ว่า เป็นการนำออกใช้ซึ่งเอกสารปลอมแล้ว เมื่อบัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารราชการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอม ที่จำเลยนำสืบต่อสู้คดีในทำนองว่าในระหว่างที่จำเลยและนางทิพย์ทินันท์ รับประทานอาหารอยู่ที่บริเวณศูนย์อาหารที่เกิดเหตุนางดาไม่ทราบนามสกุลมาพบจำเลยและขอร้องให้จำเลยนำบัตรประจำตัวประชาชนของนางดาไปมอบให้แก่มารดาของนางดาที่โรงพยาบาลราชวิถีเนื่องจากนางดาติดธุระ โดยจะให้เงินจำเลยจำนวน 500 บาท เมื่อจำเลยหยิบบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวขึ้นดู ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุมจำเลยนั้น เห็นว่า โรงพยาบาลราชวิถีตั้งอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิใกล้เคียงกับห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน ซึ่งจำเลยนั่งรับประทานอาหารอยู่ในขณะเกิดเหตุ หากนางดาจะนำบัตรประจำตัวประชาชนไปมอบให้แก่มารดาของตนย่อมกระทำได้โดยง่าย โดยไม่จำเป็นต้องขอร้องให้จำเลยดำเนินการให้เพราะจำเลยก็ไม่รู้จักมารดาของนางดามาก่อน ข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงไม่สมเหตุสมผลและไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและเรียกร้องเงินจำนวน 50,000 บาท จากจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยมิได้แจ้งความร้องทุกข์หรือร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานตำรวจที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้กระทำการดังกล่าวต่อจำเลยแต่อย่างใด จึงเป็นการง่ายที่จะกล่าวอ้างเช่นนั้น ข้อต่อสู้ในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกันส่วนข้อต่อสู้อื่นๆ ของจำเลยเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อยและไม่ทำให้ผลของคำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 268 วรรคแรก
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (3) ม. 14 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางจุฑามาศหรือนีหรือนิด อรุณรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายประธาน ทัศนปริชญานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
วีระพล ตั้งสุวรรณ
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9697/2556
#590212
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งถูกฟ้องเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จะถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แต่คดีนี้ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่าหมายเลข 0 9736 2023 เป็นของผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และศาลชั้นต้นไต่สวนจนเสร็จสิ้นกระแสความ กับวินิจฉัยในประเด็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่แล้ว จนกระทั่งคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา จึงมิใช่กรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยถึงแก่ความตาย ย่อมไม่อาจนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง มาใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถยนต์ 3 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 30, 31

ศาลชั้นต้นได้สั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งคืนรถยนต์และโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ริบรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 รุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และคืนรถยนต์ ยี่ห้อนิสสันเซฟิโร่หมายเลขทะเบียน ฉจ 626 กรุงเทพมหานคร แก่ผู้คัดค้านที่ 1 คืนรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 2222 กรุงเทพมหานคร แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับนายมะสักรี และนายมะสุกรี ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่งพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร ดำเนินคดีพร้อมของกลางคือเมทแอมเฟตามีน 40,000 เม็ด รถยนต์ ยี่ห้อนิสสันเซฟิโร่ หมายเลขทะเบียน ฉจ 626 กรุงเทพมหานคร รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 2222 กรุงเทพมหานครรวม 3 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 รวม 3 เครื่องต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับพวกดังกล่าว ต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เป็นคดีหลัก ขณะคดีหลักอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถยนต์ 3 คัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลางดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านทั้งห้ายื่นคำคัดค้าน ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหลักว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับพวก กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับพวก อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนคดีขอให้ริบทรัพย์สินคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 และรุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นอกจากนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย.9475/2545 หมายเลขแดงที่ ย.2347/2548 ของศาลชั้นต้นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนได้ถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลฎีกา และศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4718/2556 ของศาลฎีกา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีสำหรับผู้คัดค้านที่ 3 ต่อไปหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 30 ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่าหมายเลข 0 9736 2023 เป็นของผู้คัดค้านที่ 3 ไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และศาลชั้นต้นไต่สวนจนเสร็จสิ้นกระแสความ กับวินิจฉัยในประเด็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่แล้ว จนกระทั่งคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา จึงมิใช่กรณีที่ไม่อาจดำเนินคดีต่อไปได้เพราะเหตุที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยถึงแก่ความตาย ย่อมไม่อาจนำพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 วรรคสอง มาใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ต่อไปได้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 มีว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 รุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชอบหรือไม่ เห็นว่าในข้อที่ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่นั้น ผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับนายมะสักรี และนายมะสุกรีเป็นคดีหลัก โดยผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 2 ตามลำดับ กล่าวหาว่าจำเลยทั้งห้ากับพวกที่หลบหนีอีก 1 คน ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ดน้ำหนัก 3,837.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 656.954 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 1,600,000 บาท คดีหลักดังกล่าวศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4718/2556 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายรี ที่ 1 นายดอรอแม ที่ 2 นายมะยูโซ๊ะ ที่ 3 นายมะสักรี ที่ 4 นายมะสุกรี ที่ 5 จำเลย โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งห้าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องโดยแบ่งหน้าที่กันทำ ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 จึงอ้างไม่ได้ว่ามิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนข้อที่ว่ารถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 รุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้วว่า ผู้ร้องมีจ่าสิบตำรวจรณยุทธ จ่าสิบตำรวจสุเมธ จ่าสิบตำรวจธำรงศักดิ์ และร้อยตำรวจโทปพน ผู้ร่วมจับกุมมาเป็นพยาน โดยได้ความจากพยานทั้งสี่ปากของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี เป็นพาหนะในการเดินทางไปติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนในวันที่ 6 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 9 พฤษภาคม 2545 และใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 ติดต่อกับผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ต่างใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 และรุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 ตามลำดับ ติดต่อกับผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน โดยเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ดังกล่าวได้จากผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ ตามบันทึกการจับกุม นอกจากนี้ผู้ร้องยังมีพันตำรวจโทพงศกร พนักงานสอบสวน มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานได้ขอข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญาจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 เครื่อง โดยกลุ่มงานวิเคราะห์ข่าวสรุปว่า ในช่วงระยะเวลาเกิดเหตุระหว่างวันที่ 6 ถึง 9 พฤษภาคม 2545 ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง ดังกล่าวติดต่อซึ่งกันและกัน ตามสำเนารายการใช้โทรศัพท์และแผนภูมิ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน โดยช่วงระยะเวลาการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันสัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับพวกเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนตรวจนับเงินที่ได้ในการล่อซื้อ พาสายลับกับจ่าสิบตำรวจสุเมธไปตรวจรับมอบเมทแอมเฟตามีนจากการล่อซื้อรวมถึงช่วงเวลาก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าจับกุมผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 กับนายมะสักรี และนายมะสุกรี จากพยานหลักฐานของผู้ร้องดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ได้ใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บก 9142 ปัตตานี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโมโตโรล่า รุ่นทอล์คอะเบาท์ หมายเลข 0 9736 2023 โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 3350 หมายเลข 0 9524 7283 และรุ่น 3310 หมายเลข 0 9878 9666 เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ยังฎีกาต่อมาอีกว่า ไม่ได้ใช้โทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่องในการติดต่อซื้อขายยาเสพติด แผนผังการใช้โทรศัพท์ของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 เป็นการติดต่อในธุรกิจอื่นไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายยาเสพติดรายนี้ด้วยนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 พร้อมกับยึดได้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 เครื่อง ไว้เป็นของกลางด้วย ซึ่งตามแผนผังการใช้โทรศัพท์ก็ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาเกิดเหตุระหว่างวันที่ 6 ถึง 9 พฤษภาคม 2545 มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 เครื่องดังกล่าวติดต่อซึ่งกันและกัน ผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 มิได้แสดงให้เห็นว่าในการติดต่อระหว่างกันเกี่ยวกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรายนี้ได้กระทำอย่างไร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทรัพย์ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้อย่างไร กลับมุ่งเน้นว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะหักล้างข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานหลักฐานของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินทั้ง 4 รายการดังกล่าวตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 5 ล้วนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30 ม. 32 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — บริษัทเอเซียเสริมกิจลิซซิ่ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายนพดล คชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายแรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9677/2556
#559093
เปิดฉบับเต็ม

ใบหุ้นเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อและข้อบังคับของบริษัท ม. ระบุว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานสองคนลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทดังกล่าว เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำการโอนให้ถูกต้องตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ม. ดังนั้น โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 100,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30 หากจะต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเป็นระยะเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางหรรษา ภริยา ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์อนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อระหว่างปี 2539 ถึงปี 2550 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด จำเลยที่ 1 ขายหุ้นของบริษัทจำนวน 600 หุ้น ให้โจทก์ตามหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้น ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2550 จำเลยที่ 1 ลาออกจากกรรมการผู้จัดการบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการแทน จำเลยทั้งสองไม่ลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นบริษัทว่าโจทก์ถือหุ้นอีก 600 หุ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด นั้น เห็นว่า ใบหุ้นเป็นหุ้นชนิดระบุชื่อลงในใบหุ้น และข้อบังคับของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ข้อ 4 ระบุว่า การโอนหุ้นจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน โดยมีพยานสองคนลงชื่อรับรอง และจะนำมาใช้แก่บริษัทหรือบุคคลภายนอกได้ ต่อเมื่อบริษัทจดแจ้งการโอนนั้นลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว แม้โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นก็ตาม แต่เมื่อข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดเกี่ยวกับการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น โจทก์และจำเลยที่ 1 จึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง และข้อบังคับของบริษัทดังกล่าว ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานสองคนลงชื่อรับรองลายมือนั้น ๆ ด้วยแล้ว ท่านว่าเป็นโมฆะ เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังมิได้ทำการโอนให้ถูกต้องตามบทบัญญัติและข้อบังคับดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ดังนั้น โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเมลโรส พลาซ่า จำกัด ที่ไม่แก้ไขชื่อโจทก์ในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีก เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1129
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 42
ชื่อคู่ความ
นายสำนวน เลาหบุตร โดยนางหรรษา เลาหบุตร
โจทก์ — ผู้ดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นายกิจสุวัชร์หรือณัฐฎ์วัฒน์ อาชานิวณิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายสมเกียรติ ฑีฆาอุตมากร
ศาลอุทธรณ์ — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9592/2556
#562545
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายภายหลังจากที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ตามคำขอให้บังคับคดีของโจทก์ในคดีนี้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 1 จำนองไว้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ผู้นำยึดแล้ว การที่โจทก์เจ้าหนี้สามัญผู้นำยึดมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายมีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น มิได้ทำให้การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ที่ดำเนินการมาโดยชอบสิ้นผลไป และการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันมิได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลาย แต่เลือกใช้สิทธิที่จะบังคับแก่หลักประกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องต่อไปในคดีนี้ได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 จากล้มละลาย ก็มิได้ทำให้อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการบังคับคดีหมดไปไม่ ส่วนเมื่อได้มีการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันแล้วจะมีเงินเหลือเป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลาย เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนปลดจากการล้มละลาย ก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนเข้ามาในคดีล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 112 กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนให้โจทก์ในสภาพที่ใช้การได้ดี ถ้าไม่ส่งมอบคืนให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 388,530 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์รวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง และค่าเสียหายรายเดือนนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์หรือใช้ราคาแทน กับค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2540 จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 152098 ตำบลสายไหม (ออเงินใหญ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยที่ 1 ซึ่งติดจำนองอยู่แก่ผู้ร้อง เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตเมื่อ วันที่ 1 ธันวาคม 2542

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 3878/2547 และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ จึงไม่มีอำนาจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนการบังคับคดี อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินตลอดจนต่อสู้คดีใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ตกอยู่กับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของผู้ร้องและจำเลยที่ 1 ในวันเดียวกันว่า ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองแล้ว คดีไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของผู้ร้อง และคดีไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับและยกคำร้องของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ทั้งสองคำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หรือไม่ และผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามเอกสารท้ายคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 3878/2547 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2548 แต่เมื่อเป็นเวลาภายหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ตามคำขอให้บังคับคดีของโจทก์ในคดีนี้ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยที่ 1 จำนองไว้แก่ผู้ร้องก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้นำยึดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542 แล้ว การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญผู้นำยึดมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายที่จำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ก็ย่อมมีผลเพียงทำให้โจทก์หมดสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น มิได้ทำให้การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ที่ดำเนินการมาโดยชอบสิ้นผลไป การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันและไม่ว่าผู้ร้องจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ มิได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 96 ประกอบมาตรา 91 แต่เลือกใช้สิทธิที่จะบังคับแก่หลักประกันโดยไม่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 95 แสดงว่าผู้ร้องประสงค์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเอาแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันต่อไปในคดีแพ่ง ซึ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 110 วรรคสาม ก็บัญญัติให้คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่หลักประกันของผู้ร้องต่อไปในคดีนี้ได้ แม้ต่อมาภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 จากล้มละลาย ก็มิได้ทำให้อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการบังคับคดีหมดไปไม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีอำนาจที่จะบังคับคดีต่อไปได้ ส่วนเมื่อได้มีการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันของจำเลยที่ 1 แล้วจะมีเงินเหลือเป็นประโยชน์แก่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลาย เนื่องจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นหลักประกันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ก่อนปลดจากการล้มละลายดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง ก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ชอบที่จะขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนเข้ามาในคดีล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 112 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ผู้ร้องมีสิทธิบังคับคดีในฐานะเจ้าหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลา 5 ปี และหมดสิทธิในมูลหนี้ตามคำพิพากษานั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นนี้ ทั้งจำเลยที่ 1 สามารถยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นบังคับคดีแก่ทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแล้ว ประกอบกับในชั้นนี้มีประเด็นเพียงว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้หรือไม่ และผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีแก่ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างต่อไปหรือไม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 โดยมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม และศาลอุทธรณ์มิได้มีคำสั่งเสียให้ถูกต้องด้วย ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีตามคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91 ม. 95 ม. 96 ม. 110 วรรคสาม ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทดี.เจ.คอมเมอร์เชียล แอนด์ ลิสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายชาตรี นาคพงษ์ กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาววิภาพร พารักษา
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
จิรนิติ หะวานนท์
พรเทพ อัมพรกลิ่นแก้ว
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9500/2556
#554755
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และฟ้องแย้งห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนทุนทรัพย์เป็นเงิน 240,000 บาท จึงเป็นคดีมโนสาเร่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189 ประกอบ พ.ร.ฎ.กำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ.ศ.2546 มาตรา 3 (1) ซึ่งเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามมาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) และตาราง 1 (2) (ก) ท้าย ป.วิ.พ. (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจากโจทก์ และจำเลยในส่วนของฟ้องแย้งเกินกว่า 200 บาท จึงไม่ถูกต้อง และต้องคืนเงินส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์และจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนต้นมันสำปะหลังทั้งหมดออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากไม่รื้อถอนหรือรื้อถอนไม่ได้ให้จำเลยชำระราคาค่าเช่าไร่ละ 500 บาท ต่อปีแก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้พิพากษาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองดีกว่าโจทก์ห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาทอีก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนต้นมันสำปะหลังทั้งหมดออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลโคคลาน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ตามรูปแผนที่ หากไม่ปฏิบัติให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500 บาท ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 สิงหาคม 2549) จนกว่าจำเลยจะรื้อถอนออกไปจากที่ดินพิพาท และส่งมอบการครอบครองคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก ยกฟ้องแย้ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องของโจทก์ และฟ้องแย้งของจำเลยแทนโจทก์) โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานั้นสอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญอย่างแจ้งชัดและต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองของโจทก์ในที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานบุคคลที่สนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหรือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นบุคคลที่อยู่อาศัยในท้องที่ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ทั้งไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุและหรือมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องในคดีนี้ ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบในทำนองว่า จำเลยซื้อที่ดินซึ่งรวมถึงที่ดินพิพาทด้วยประมาณ 40 ไร่ มาตั้งแต่ปี 2519 มาจากนายเฉลยแล้วสร้างบ้านเรือนและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมานั้น นอกจากคำเบิกความของจำเลยแล้ว จำเลยมีนางสุภาพ บุตรสาวและนายสิน บุตรเขย มาเบิกความสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตามจำเลยก็มิได้นำผู้ขายและหรือทายาทผู้ขายที่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการขายที่ดินให้จำเลยมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์เปรียบเทียบพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบเกี่ยวกับประเด็นพิพาทแล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย และเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยเข้าไปปลูกมันสำปะหลังในที่ดินพิพาท จึงเป็นการรบกวนการครอบครองอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่ จำเลยต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และฟ้องแย้งห้ามมิให้โจทก์และบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนทุนทรัพย์เป็นเงิน 240,000 บาท จึงเป็นคดีมโนสาเร่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 189 ประกอบพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินในคดีมโนสาเร่ พ.ศ.2546 มาตรา 3 (1) ซึ่งเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ตามมาตรา 190 จัตวา วรรคหนึ่ง (เดิม) และตาราง 1 (2) (ก) ท้ายระมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจากโจทก์และจำเลยเป็นเงินคนละ 6,000 บาทจึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้ศาลชั้นต้นคืนเงินส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์และจำเลย

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น ส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์และจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ตาราง 1 ม. 189 ม. 190 จัตวา วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจันทร์ จันทร์สว่าง
จำเลย — นางบัวศรี ศรีผาโคตร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายเมฆินทร์ วงศ์พระลับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายเสถียร ศรีทองชัย
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
วัส ติงสมิตร
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9499/2556
#544522
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทอันทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง แต่ฝ่ายจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ก็ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเช่นกันจึงไม่อาจนำข้อสันนิษฐานของกฎหมายมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 840 ด้านทิศใต้เนื้อที่ 2 งาน 65 ตารางวาเศษ ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามจำเลยทั้งสองพร้อมบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามที่โจทก์ขอให้โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ด้านทิศใต้ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 840 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เนื้อที่ 2 งาน 37 ตารางวา ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 840 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ด้านทิศใต้เนื้อที่ 2 งาน 37 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทข้างต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ภายใน 15 วัน หากไม่ไปถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ยกเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องดำเนินการเช่นนั้นกับโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้โจทก์ออกไปจากที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 840 ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ห้ามโจทก์กับบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสอง ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความศาลชั้นต้น 3,000 บาท ศาลอุทธรณ์ 1,500 บาท ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ร่วมกับนายเคนซื้อที่ดินพิพาททั้งแปลงจากนายพลอยและโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ครอบครองที่ดินส่วนที่พิพาทอันจะทำให้โจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามที่โจทก์ฎีกา แต่ฝ่ายจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ก็ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเช่นกัน จึงไม่อาจนำข้อสันนิษฐานของกฎหมายมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดในกรณีนี้ได้ คดีนี้โจทก์มีตัวโจทก์เป็นพยานเพียงปากเดียวที่เบิกความยืนยันว่า เมื่อปี 2514 ได้ร่วมกับนายเคนบิดาของจำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาททั้งแปลงตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน จากนายพลอยในราคา 1,500 บาท โดยโจทก์กับนายเคนจ่ายเงินคนละครึ่งคือคนละ 750 บาท เมื่อนายพลอยสละการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์และนายเคนแล้ว โจทก์และนายเคนจึงตกลงแบ่งที่ดินดังกล่าวเข้าครอบครองใช้ประโยชน์คนละครึ่ง โดยที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ทางด้านทิศใต้ตามแนวเขตเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท ส่วนที่ดินส่วนของนายเคนอยู่ทางด้านทิศเหนือ โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานการซื้อขายเป็นหนังสือมาแสดงแต่อย่างใด แม้โจทก์จะมีนายทวีศิลป์ นายประมวลศิลป์ นางสมบัติ นางหนูจวน พยานที่อาศัยอยู่ข้างเดียวกับที่ดินพิพาทและนายสว่าง กับนายอุดม ซึ่งเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลในท้องที่ทรัพย์พิพาทตั้งอยู่มาเบิกความเป็นพยานฝ่ายโจทก์ก็ตาม แต่พยานเหล่านี้ก็มิได้มีผู้ใดที่รู้เห็นการซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์และนายเคนกับนายพลอยด้วยตนเองแต่อย่างใด คงเป็นเพียงพยานที่ได้รับการบอกเล่ามาจากผู้อื่นอีกทอดหนึ่งเท่านั้น และแม้พยานโจทก์เหล่านี้จะเบิกความสนับสนุนโจทก์ว่า เห็นโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้มาโดยตลอดจนกระทั่งมีเรื่องทะเลาะกันเพราะมีการรื้อรั้วลวดหนามในปี 2548 ก็ตาม แต่พยานโจทก์ก็มิได้เบิกความให้ชัดเจนว่า โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยฐานะใด โดยเฉพาะนายสว่าง นายอุดม ซึ่งเคยเป็นผู้ปกครองในท้องที่ที่ทรัพย์พิพาทตั้งอยู่และนายประมวลศิลป์พยานโจทก์ซึ่งขณะเบิกความมีอายุมากถึง 64 ปี นับเป็นคนเก่าแก่ในท้องที่ก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านทำนองเดียวกันว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าโจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะอะไร ทั้งไม่เคยสอบถามโจทก์ด้วย ส่วนพยานฝ่ายจำเลยทั้งสอง นอกจากตัวจำเลยทั้งสองจะมาเบิกความว่า นายเคนบิดาของจำเลยทั้งสองเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาททั้งแปลงจากนายพลอยเพียงคนเดียวในราคา 1,500 บาท ตั้งแต่ปี 2501 โดยจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นผู้อยู่รู้เห็นด้วย เพราะมีการชำระเงินค่าที่ดินกันที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่กับบิดาแล้ว จำเลยทั้งสองยังมีนายทองสุข ซึ่งเป็นคนเฒ่าคนแก่ในท้องที่อีกคนหนึ่งและมีตำแหน่งในการปกครองหมู่บ้านโดยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในช่วงปี 2501 ถึงปี 2518 หลังจากนั้นได้เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 จนถึงปี 2539 มาเบิกความยืนยันด้วยว่ารู้ถึงความเป็นมาของที่ดินพิพาทเป็นอย่างดีเพราะตนจะเห็นที่ดินพิพาททุกครั้งที่ผ่านไปทำนา เดิมที่ดินพิพาทเป็นของนายพลอย ต่อมาในปี 2501 นายพลอยขายที่ดินพิพาทให้นายเคนในราคา 1,500 บาท มีการชำระเงินที่บ้านของนายเคนซึ่งขณะนั้นตนก็อยู่ที่บ้านของนายเคนและรู้เห็นการซื้อขายด้วย หลังจากนายเคนมอบเงินค่าที่ดินให้นายพลอยแล้ว นายพลอยก็ส่งมอบหนังสือ ส.ค. 1 ให้แก่นายเคน ในวันดังกล่าว โจทก์ไม่ได้อยู่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอันสอดคล้องตรงกันกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานจำเลยปากนี้ต่อมาอีกว่า ในปี 2515 ทางราชการมีนโยบายที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้แก่ราษฎรที่ครอบครองที่ดินซึ่งตนก็ได้แจ้งให้ราษฎรที่ครอบครองที่ดินทราบและได้ร่วมกับนายเคน ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นนำราษฎรออกสำรวจที่ดินแปลงต่าง ๆ ภายในหมู่บ้าน ซึ่งนายเคนเองก็ได้นำเจ้าหน้าที่ออกเดินสำรวจเพื่อออก น.ส. 3 ก. ในที่ดินพิพาทโดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมแต่อย่างใด อันเจือสมกับคำของนายธวัชชัย เจ้าหน้าที่รังวัด สำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาโกสุมพิสัย ที่เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ในช่วงปี 2516 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาโกสุมพิสัย ได้ทำการเดินสำรวจและออก น.ส. 3 ก. ให้แก่ชาวบ้านซึ่งในทางปฏิบัติภายหลังจากที่มีการสอบสวนสิทธิแล้ว สำนักงานที่ดินก็จะทำการประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียไปทำการคัดค้านการออก น.ส. 3 ก. ดังกล่าว หากไม่มีผู้คัดค้านภายใน 30 วัน จึงจะดำเนินการออก น.ส. 3 ก. ให้แก่ผู้ครอบครองที่ดินต่อไป แต่ในการขอออก น.ส. 3 ก. ในที่ดินพิพาทของนายเคนในครั้งนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ไปทำการคัดค้านว่า โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่งเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินแบ่งแยก น.ส. 3 ก. ให้โจทก์ด้วยแต่อย่างใด ที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องและนำสืบว่า ในการเดินสำรวจเพื่อออก น.ส. 3 ก. ครั้งดังกล่าว โจทก์ได้มอบให้นายเคนเป็นผู้นำเจ้าพนักงานที่ดินเดินสำรวจและให้ใส่ชื่อนายเคนใน น.ส. 3 ก. แทนโจทก์ เพื่อจะมาจดทะเบียนแบ่งแยกกันในภายหลังนั้น คงมีเพียงคำเบิกความของโจทก์เองปากเดียวลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งข้ออ้างดังกล่าวก็ขัดต่อเหตุผล เพราะการจดทะเบียนเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์นั้นย่อมเป็นหลักฐานสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองของผู้ที่มีชื่อในหนังสือนั้น ซึ่งหากโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจริง ก็น่าจะรีบฉวยโอกาสดังกล่าวนำเจ้าหน้าที่ที่ดินออกเดินสำรวจเพื่อขอออก น.ส. 3 ก. ในชื่อของตนเองเสียทีเดียว หรือหากโจทก์ไม่สามารถนำสำรวจเองได้ก็น่าจะทำหนังสือมอบอำนาจให้นายเคนเป็นผู้นำสำรวจแทนให้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วรีบขวนขวายดำเนินการให้ตนมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเสียโดยเร็วเท่าที่จะทำได้ แต่โจทก์หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ กลับปล่อยปละละเลยให้เวลาผ่านไปถึง 32 ปี แล้วจึงมาฟ้องร้องเรียกคืนอันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยและถือเป็นพิรุธของพยานโจทก์ นอกจากนี้เมื่อนายเคนถึงแก่ความตายและจำเลยทั้งสองไปดำเนินการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทจากนายเคนเมื่อปี 2526 ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวทางสำนักงานที่ดินจังหวัดมหาสารคาม สาขาโกสุมพิสัย ย่อมจะต้องมีการปิดประกาศแจ้งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไปดำเนินการคัดค้านแต่ในครั้งนั้นก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ไปดำเนินการโต้แย้งคัดค้านไว้ทั้ง ๆ ที่โจทก์ก็อ้างว่า ได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ในที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ที่โจทก์เบิกความอ้างว่า หลังจากนายเคนถึงแก่ความตาย โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยทั้งสองได้โอนที่ดินพิพาทเป็นชื่อของจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายเคนนั้นไม่มีเหตุผลให้รับฟัง อีกทั้งข้อเท็จจริงปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนด้านหลังสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ภายหลังจากจดทะเบียนรับโอนมรดกแล้วจำเลยทั้งสองได้นำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 16 สิงหาคม 2526 และมีการขึ้นเงินจำนองอีก 1 ครั้ง ในวันที่ 31 มกราคม 2527 ซึ่งก่อนจดทะเบียนจำนองก็ย่อมจะต้องมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารออกไปตรวจดูหลักทรัพย์คือที่ดินพิพาทเพื่อประเมินราคาด้วย แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทำการโต้แย้งคัดค้านอีกเช่นกัน ประกอบกับได้ความว่า บิดามารดาจำเลยทั้งสองรวมทั้งจำเลยทั้งสองได้เป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่ในที่ดินแปลงพิพาทตลอดมาโดยโจทก์ไม่เคยเสีย ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์มิได้ร่วมกับนายเคนซื้อที่ดินพิพาทและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของ แต่โจทก์ได้รับอนุญาตจากนางน้อยมารดาของจำเลยทั้งสองให้เข้าไปปลูกหม่อนในที่ดินพิพาทเมื่อปี 2537 เป็นต้นมา โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองและให้ยกฟ้องของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1370 ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองดำ นามโยธา
จำเลย — นายหนู สีมาพุฒ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายพรสิทธิ์ อาศิรพงศ์พิศิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
พิสิฐ ฐิติภัค
ศิริชัย วัฒนโยธิน
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9488/2556
#544537
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอาหารและมีเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลในปีภาษีพิพาท แต่โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลเท่านั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยถือเอาเงินได้จากการขายอาหารเป็นเงินได้จากการรับเดินโพยพนันทั้งหมด แม้จะเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ก็ตาม แต่หาได้เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไว้ไม่ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่ถือว่าเงินได้จากการขายอาหารเป็นเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลทั้งหมดจึงไม่ชอบ

โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินในประเด็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอล คงอุทธรณ์เฉพาะจำนวนเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลเท่านั้น จึงถือว่าโจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์การประเมินในประเด็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกประเด็นที่ถือว่าโจทก์ได้สละแล้วมาฟ้องต่อศาลได้อีก ปัญหานี้แม้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอากรกลางโดยชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1/8/1550 ถึงเลขที่ สภ.2/อธ.3/1.6/8/2550 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์เสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2545 ถึง 2547 จำนวน 6 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงินสำหรับปีภาษี 2545 (ครึ่งปี) จำนวน 383,393.78 บาท สำหรับปีภาษี 2545 จำนวน 145,753.44 บาท สำหรับปีภาษี 2546 (ครึ่งปี) จำนวน 16,934.80 บาท สำหรับปีภาษี 2546 จำนวน 52,106.40 บาท สำหรับปีภาษี 2547 (ครึ่งปี) จำนวน 25,521.73 บาท และสำหรับปีภาษี 2547 จำนวน 13,024.50 บาท ตามลำดับ เนื่องจากโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งโจทก์มีเงินได้จากการขายอาหารและเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอล โจทก์อุทธรณ์การประเมินว่า โจทก์เป็นนายหน้ารับเดินโพยพนันบอลให้นายขาว ซึ่งโจทก์ได้รับผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ของยอดเงินที่ฝากเข้าบัญชีทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นเงินได้ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้จึงไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินได้จากการขายข้าวหมูแดงตามที่กล่าวอ้าง เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลทั้งหมด จึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทอื่นตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (8) และโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรเท่าใด เงินได้จึงหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ กรณีเบี้ยปรับลดให้กึ่งหนึ่งแล้วไม่ลดให้อีกและให้ปรับปรุงคำนวณภาษีใหม่ โจทก์ไม่เห็นด้วย

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีนอกเหนือจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประเมินนอกเหนือจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลรัษฎากรได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานประเมินกับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้แตกต่างกัน หากเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้แสดงรายการตามแบบที่ยื่นไว้ไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่บริบูรณ์ ก็มีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้น มาไต่สวนและออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนำบัญชีเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องมาแสดงได้ แล้วมีอำนาจแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิม โดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏ และแจ้งจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระหรือต้องชำระเพิ่มไปยังผู้ที่ต้องเสียภาษีอากร สำหรับคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มิได้เป็นเจ้าพนักงานประเมินคงมีอำนาจหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรเฉพาะประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้และผู้ต้องเสียภาษีอากรอุทธรณ์การประเมินเท่านั้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะไปตั้งประเด็นใหม่นอกเหนือจากประเด็นเดิมที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินและผู้ต้องเสียภาษีอากรมิได้อุทธรณ์การประเมินไว้หาได้ไม่ ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจทำการไต่สวนและหมายเรียกพยานมาตรวจสอบเพิ่มเติมตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 32 และมีอำนาจทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ผู้เสียภาษีอากรเสียภาษีอากรเพิ่มขึ้นได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 31 วรรคสองได้ก็ตาม แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะมีอำนาจดำเนินการได้ต้องเป็นการดำเนินการในประเด็นเดียวกับที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้และผู้ต้องเสียภาษีได้อุทธรณ์การประเมินไว้ด้วยเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอาหารและมีเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลในปีภาษีพิพาท แต่โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลเท่านั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยให้ถือเอาเงินได้จากการขายอาหารเป็นเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลทั้งหมด แม้จะเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินไว้ก็ตาม แต่หาได้เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินไว้ไม่ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนที่ถือว่าเงินได้จากการขายอาหารเป็นเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลทั้งหมดจึงไม่ชอบ ที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอล เห็นว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินในประเด็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอล คงอุทธรณ์การประเมินเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับจำนวนเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เท่านั้น เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์การประเมินในประเด็นนี้ไว้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะอุทธรณ์การประเมินในประเด็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลตามจำนวนที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นที่ถือว่าโจทก์ได้สละแล้วมาฟ้องต่อศาลได้อีก ปัญหานี้แม้ศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ว่ากันมาแล้วในศาลภาษีอาการกลางโดยชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1/8/1550 ถึงเลขที่ สภ.2/อธ.3/1.6/8/2550 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2550 เฉพาะส่วนที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม นอกเหนือไปจากที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.รัษฎากร ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสราวุธ บุญพอจิต
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสุพัตรา สืบสม อนันตพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ไมตรี ศรีอรุณ
สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9463/2556
#554778
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ให้แก่ ช. และ 8 เม็ด ให้แก่สายลับ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยด้วยกันเอง ไม่เกี่ยวกับ ช. และสายลับ ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องในความผิดฐานจำหน่ายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 83 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2722/2543, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 733/2550 และ 734/2550 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2722/2543 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนีศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป โดยจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่), 15 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 4 ปี 3 เดือน ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 734/2550 หมายเลขแดงที่ 1206/2550 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2722/2543 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 733/2550 ของศาลชั้นต้น นั้น ปรากฏว่าโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2722/2543 ที่รอการลงโทษไว้นั้น ศาลได้นำมาบวกกับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1206/2550 แล้ว ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 733/2550 นั้น ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อในคดีทั้งสองได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสมศักดิ์ เป็นประจักษ์พยานซึ่งเห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 โดยซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ห่างจากบ้านจำเลยที่ 2 ประมาณ 30 เมตร จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านของจำเลยที่ 2 เข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 2 ที่หน้าบ้านแล้วมีการส่งมอบสิ่งของให้แก่กัน ต่อมาภายหลังเมื่อจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ ค้นตัวจำเลยที่ 2 ก็พบธนบัตรฉบับละ 20 บาท จำนวน 6 ฉบับ ซึ่งเป็นธนบัตรส่วนหนึ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจมอบให้สายลับไปทำการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากตัวจำเลยที่ 2 ที่กระเป๋ากางเกง แม้จะไม่ได้พบธนบัตรที่มอบให้สายลับไปใช้ล่อซื้อทั้งหมด แต่ก็ปรากฏว่าก่อนที่จำเลยที่ 2 จะส่งมอบสิ่งของให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของให้นายชูศักดิ์นั้น จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านไปทางตลาดนานประมาณ 10 นาที จึงขับกลับมาพบจำเลยที่ 1 ซึ่งรอจำเลยที่ 2 อยู่ที่บ้านจำเลยที่ 2 โดยขณะนั้นนายชูศักดิ์ก็อยู่บ้านจำเลยที่ 2 ด้วย จึงเป็นไปได้ที่จำเลยที่ 2 จะนำเงินที่ได้จากจำเลยที่ 1 ไปใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจำหน่ายแก่จำเลยที่ 1 ทำให้เหลือเงินซึ่งเป็นธนบัตรที่สายลับใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ไม่ครบจำนวน 600บาท แต่การค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อที่กระเป๋ากางเกงของจำเลยที่ 2 จำนวน 120 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธนบัตรที่เจ้าพนักงานตำรวจมอบให้สายลับไปใช้ล่อซื้อก็เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่มีน้ำหนักให้รับฟังหรือบ่งชี้ได้แล้วว่า จำเลยที่ 2 ได้รับธนบัตร 120 บาท ที่ใช้ล่อซื้อจากจำเลยที่ 1 ซึ่งได้มาจากสายลับอีกทีหนึ่งแล้ว การที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์พยานโจทก์แอบซุ่มอยู่บริเวณวัดกุฎิการาม หลังกำแพงรั้ววัดสูงท่วมศีรษะและมีต้นกล้วยขึ้นอยู่ กอต้นกล้วยและใบต้นกล้วยหากแม้อาจจะบังสายตาพยานโจทก์ได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องปิดบังตลอดเวลา เพราะพยานย่อมสามารถจับหรือหลีกไม่ให้กอต้นกล้วยและใบต้นกล้วยบังสายตาได้ ที่จ่าสิบตำรวจสมศักดิ์เห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนจึงน่าเชื่อ ไม่มีพิรุธหรือข้อสงสัยและการที่ค้นพบธนบัตรที่มอบให้สายลับไปใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ย่อมยืนยันได้แล้วว่า จำเลยที่ 2 ได้รับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจากจำเลยที่ 1 เพื่อชำระราคาเมทแอมเฟตามีน เพราะสายลับมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยที่ 1 ส่วนที่ว่าบ้านจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากบ้านของจำเลยที่ 2 ประมาณ 600 เมตร จากบ้านของจำเลยที่ 1 สามารถเดินทางไปบ้านของนางสำเนา โดยใช้เส้นทางผ่านบ้านของจำเลยที่ 2 และนางสำเนามีประวัติเป็นผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ทั้งนายชูศักดิ์พยานโจทก์ซึ่งซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ก็เบิกความว่า ทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากนางสำเนานั้น เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์นำสืบฟังได้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 จำนวน 10 เม็ด และขายต่อให้นายชูศักดิ์ 2 เม็ด ส่วนที่เหลืออีก 8 เม็ด จะนำไปขายให้แก่สายลับซึ่งทำการล่อซื้อโดยชำระราคาแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 10 เม็ด และจำหน่ายให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 10 เม็ด ไม่มีเหตุสงสัยว่านางสำเนาเป็นผู้กระทำความผิด แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 2 เม็ด ให้แก่นายชูศักดิ์ และ 8 เม็ด ให้แก่สายลับ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยทั้งสองด้วยกันเอง ไม่เกี่ยวกับนายชูศักดิ์และสายลับ ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาจึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลต้องยกฟ้องในความผิดฐานจำหน่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง จำเลยที่ 2 คงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่เพียงกระทงเดียว ที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่าไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยธนบัตรฉบับละ 20 บาท จำนวน 6 ฉบับ จำเลยที่ 2 ได้รับจากจำเลยที่ 1 ซึ่งนำมาชำระหนี้คืนให้ เป็นคำเบิกความลอยๆ ที่ง่ายต่อการกล่าวอ้างไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามจำเลยที่ 2 ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 734/2550 ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 3 เดือน ให้ยกคำขอในส่วนที่เกี่ยวกับนับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายนเรศ เกตุวงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นางวีนา ชินตาปัญญากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายเผด็จ ชมพานิชย์
ชื่อองค์คณะ
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชาติชาย อัครวิบูลย์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9317/2556
#559070
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่งอ้างเหตุเพียงประการเดียวว่า ผู้ร้องไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในเวลาอันสมควร ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1732 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีและแบ่งปันมรดกให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา 1728" แสดงว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการแบ่งปันมรดกให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี หากไม่ดำเนินการในเวลาดังกล่าวอาจถูกศาลถอดถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันมรดกให้แก่ทายาทให้เสร็จภายในหนึ่งปี การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกก่อนที่จะครบกำหนดเวลาหนึ่งปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1732 ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องกระทำผิดหน้าที่ไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอันจะเป็นเหตุให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 และจะถือว่าผู้ร้องไม่มีความสามารถตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 (2) อันจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ในวันที่ผู้คัดค้านยื่นร้องขอ จึงยังไม่มีเหตุตามคำร้องขอ ที่จะถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือจำต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แม้ต่อมาระหว่างการพิจารณาผู้ร้องยังไม่แบ่งทรัพย์มรดกก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังอันจะถือว่าเป็นเหตุตามคำร้องขอหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวปนิษฎี ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนางคีรยาหรือวันดี ผู้ตายกับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางคีรยาหรือวันดี ผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งถอนนางสาวปนิษฎี ผู้ร้อง ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและมีคำสั่งให้นายมานะ ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนางคีรยาหรือวันดี โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ถอนนางสาวปนิษฎี ผู้ร้อง จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางคีรยาหรือวันดี ผู้ตาย ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนายมานะ ผู้คัดค้าน โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประสพ และนางคีรยาหรือวันดี ผู้ตาย ตามสำเนาทะเบียนบ้าน มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ ผู้ร้อง นายประธาน และนางสาวปณิตอร ตามบัญชีเครือญาติ ผู้คัดค้านเป็นบุตรของนายสง่า และนางทรงศรี ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน คือ ผู้ตาย ผู้คัดค้านนางทรงจำ นายวิริยะ นางจันทร์แรม และนายทรงธรรม ตามบัญชีเครือญาติ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ผู้ตายถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตรโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน ห้องชุดริมหาดจอมเทียนและเงินฝากในสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยมหิดล สำเนาหนังสือสัญญาขายห้องชุดและหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด กับสำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ โดยที่ดินดังกล่าวเดิมเป็นสินส่วนตัวของนายประสพ ต่อมาให้ผู้ตายและนายประธานถือกรรมสิทธิ์รวมภายหลังนายประธานและนายประสพจดทะเบียนยกให้แก่ผู้ตาย ขณะถึงแก่ความตายมีทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกคือ ผู้ร้อง นายประธาน นางสาวปณิตอร และนางทรงศรี รวม 4 คน เนื่องจากนายประสพได้จดทะเบียนหย่ากับผู้ตายไปแล้วตามสำเนาใบสำคัญการหย่า ส่วนนายสง่าซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนวันที่ 15 สิงหาคม 2550 นางทรงศรีถึงแก่ความตายตามสำเนามรณบัตร วันที่ 28 ตุลาคม 2551 ศาลจังหวัดชัยนาทมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางทรงศรีตามสำเนาคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1322/2551หมายเลขแดงที่ 1434/2551 ผู้ร้องเคยไปร้องคัดค้านเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ผู้ร้องยังจัดการมรดกของผู้ตายไม่เสร็จแต่ผู้ร้องได้ชี้แจงรายการทรัพย์สินที่จะแบ่งให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับ 4 คน คิดเป็นเงินคนละ 947,786.19 บาท ตามคำแถลงที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ซึ่งผู้คัดค้านไม่คัดค้าน ผู้ร้องและผู้คัดค้านมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลชั้นต้นสืบพยานผู้คัดค้านไปฝ่ายเดียวโดยงดสืบพยานผู้ร้องเพราะไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเลื่อนคดีไปสืบพยานผู้ร้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางคีรยาหรือวันดี ผู้ตาย และตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่านางทรงศรี เป็นมารดาของผู้ตายจึงเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (2) มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง นายประธานและนางสาวปณิตอรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) โดยนางทรงศรีได้รับส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าเป็นทายาทชั้นบุตรตามมาตรา 1630 วรรคสอง แต่นางทรงศรีถึงแก่ความตายก่อน โดยผู้ร้องยังไม่ได้แบ่งปันมรดกให้ทายาท ดังนั้นสิทธิในการรับมรดกของนางทรงศรีจึงเป็นมรดกของนางทรงศรีตามมาตรา 1600 ที่จะตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้แก่ผู้คัดค้านกับพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่อีก 4 คน ตามมาตรา 1629 (1) กับผู้ร้องและน้อง 2 คน ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่ผู้ตายที่ถึงแก่ความตายก่อนนางทรงศรีตามมาตรา 1630 ประกอบมาตรา 1639 ฉะนั้นผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายในฐานะผู้สืบสิทธิของนางทรงศรีตามมาตรา 1727 ที่จะยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกหากมีเหตุตามมาตรา 1727 วรรคหนึ่ง และผู้คัดค้านถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ที่จะร้องขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก หากมีเหตุตามมาตรา 1713 (1) ถึง (3) คดีนี้ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขออ้างเหตุถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727วรรคหนึ่ง เพียงประการเดียวว่าผู้ร้องไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายในเวลาอันสมควรส่วนเหตุที่จะขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1713 (1) ถึง (3) นั้น ไม่ได้ระบุเหตุโดยตรง แต่การที่อ้างว่าผู้ร้องไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกในเวลาอันควรพอแปลได้ว่า เป็นเหตุตามมาตรา 1713 (2) คือ ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกไม่สามารถที่จะจัดการมรดกเห็นว่า ตามมาตรา 1732 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกต้องจัดการตามหน้าที่และทำรายงานแสดงบัญชีการจัดการและแบ่งปันมรดกให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระบุไว้ในมาตรา 1728" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการแบ่งปันมรดกให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี หากไม่ดำเนินการในเวลาดังกล่าวอาจถูกศาลถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 หน้าที่ผู้จัดการมรดกเริ่มแต่วันดังกล่าว ตามมาตรา 1728 (2) ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันมรดกให้แก่ทายาทให้เสร็จภายในหนึ่งปี คือ ภายในวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ตามมาตรา 1732 ดังกล่าว การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกในเวลาอันควรจึงเป็นการด่วนยื่นคำร้องขอก่อนที่จะครบกำหนดเวลาหนึ่งปี ตามมาตรา 1732 ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าผู้ร้องกระทำผิดหน้าที่ไม่แบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดอันจะเป็นเหตุให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1727 หาได้ไม่ และจะถือว่าผู้ร้องไม่มีความสามารถตามมาตรา 1713 (2) อันจะตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกได้เช่นกัน ดังนั้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 จึงยังไม่มีเหตุตามคำร้องขอดังวินิจฉัยข้างต้นอันจะถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิหรือจำต้องใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ผู้คัดค้านจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แม้ต่อมาระหว่างการพิจารณาผู้ร้องยังไม่แบ่งทรัพย์มรดกก็เป็นเหตุการณ์ภายหลังอันจะถือว่าเป็นเหตุตามคำร้องขอหาได้ไม่ ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องประการอื่นและฎีกาของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางคีรยาหรือวันดี ผู้ตาย และไม่ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องคัดค้านได้ทันที การที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องคัดค้านไว้พิจารณาและพิพากษาต่อมาเป็นการไม่ชอบ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่ผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713 (1) ม. 1713 (2) ม. 1713 (3) ม. 1727 ม. 1728 (2) ม. 1732
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวปนิษฎี อวิรุทธิ์นันท์
ผู้คัดค้าน — นายมานะ ภู่ประดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายศุภัคชัย เอมอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจรัญ เนาวพนานนท์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9285/2556
#571931
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายพ้นวัยผู้เยาว์ โดยเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุเกินกว่า 18 ปี แล้ว จึงเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคแรก การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนากระทำความผิดฐานดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 318, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 8 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 14 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า นางสาวหนึ่งฤทัย ผู้เสียหาย เป็นบุตรของนายโพธิวิชัยและนางผ่องศรี บิดามารดาผู้เสียหายพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมาช่วยนายจรูญและนางกิ้ม ซึ่งเป็นน้าและป้าขายของชำที่จังหวัดภูเก็ต นอกจากนางกิ้มจะเปิดร้านขายของชำแล้วยังเปิดร้านคาราโอเกะอยู่ติดกับร้านขายของชำ เมื่อลูกค้าเข้ามาในร้านคาราโอเกะ ผู้เสียหายจะเข้าไปช่วยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มด้วย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง หลังจากจำเลยกับพวกได้เข้ามาดื่มเบียร์ที่ร้านคาราโอเกะของป้าผู้เสียหาย โดยมีผู้เสียหายและนางสาวนุสราเป็นผู้เสิร์ฟเบียร์ให้และได้นั่งร่วมโต๊ะพูดคุยกับจำเลยแล้ว จำเลยได้พานางสาวนุสราและผู้เสียหายไปรับประทานข้าวต้มแถวหาดป่าตอง ต่อมาจำเลยได้พานางสาวนุสราและผู้เสียหายไปที่ห้องพักของจำเลย ซึ่งอยู่ภายในโรงแรมภูเก็ตเมอริเดียนที่เกิดเหตุ ระหว่างนั้นนางสาวนุสราได้เหยียบถูกแก้วที่แตกภายในห้องพักมีบาดแผลที่เท้า นางสาวนุสราจึงขับรถจักรยานยนต์ของจำเลยไปซื้อผ้าปิดแผล โดยผู้เสียหายยังคงอยู่ภายในห้องพักกับจำเลยเพียงสองคน หลังจากนางสาวนุสรากลับมาที่ห้องพักแล้ว ผู้เสียหายได้ออกจากห้องพักเพื่อกลับบ้านและต่อมาได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้ส่งตัวผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต แพทย์ได้ทำรายงานการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายไว้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานพรากผู้เยาว์โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้นำสืบโดยชัดเจนแล้วว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 16 ปีเศษ ตามที่ผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติง ซึ่งคำเบิกความของผู้เสียหายเป็นสาระสำคัญยิ่งกว่าหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ จึงฟังได้ว่าจำเลยพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้เยาว์แล้วนั้น เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะเบิกความว่าขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 16 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของนางกิ้ม ซึ่งเป็นป้าและเป็นเจ้าของร้านคาราโอเกะก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ร้านของป้าผู้เสียหายใช้ชื่อว่าน้องใหม่คาราโอเกะ มีพนักงานเสิร์ฟอยู่แล้วประมาณ 3 ถึง 4 คน พนักงานเสิร์ฟทุกคนอายุกว่า 18 ปีขึ้นไป โดยที่ร้านคาราโอเกะของป้าผู้เสียหายจะมีข้อความติดว่าห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าไปใช้บริการ ในหนึ่งเดือนผู้เสียหายจะไปช่วยที่ร้านคาราโอเกะของป้า 10 วัน วันเกิดเหตุผู้เสียหายเข้าไปนั่งโต๊ะอาหารร่วมกับจำเลยเพราะนางสาวนุสราชักชวน ผู้เสียหายมีรูปร่างสูงกว่าและอวบกว่านางสาวนุสรา การพูดคุยกันที่โต๊ะอาหารส่วนใหญ่จำเลยจะพูดคุยกับนางสาวนุสรา บุคคลภายนอกซึ่งไม่ทราบความจริงจะเข้าใจว่าผู้เสียหายเป็นพนักงานเสิร์ฟ อันสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยว่า วันเกิดเหตุ จำเลยกับพวกได้ไปดื่มเบียร์ที่ร้านน้องใหม่คาราโอเกะโดยมีผู้เสียหายและนางสาวนุสราพนักงานเสิร์ฟเข้ามาดูแล ผู้เสียหายมีรูปร่างสูงกว่านางสาวนุสราและรูปร่างอวบกว่า น่าจะมีอายุใกล้เคียงกับนางสาวนุสรา ระหว่างนั่งดื่ม ผู้เสียหายและนางสวนุสราได้เข้ามาพูดจาหยอกล้อกับจำเลย เท่าที่สังเกตดูทั้งสองคน ผู้เสียหายและนางสาวนุสราน่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้าน ดังนี้ เมื่อที่ร้านคาราโอเกะของป้าผู้เสียหายมีข้อความติดว่า ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าไปใช้บริการ อีกทั้งพนักงานเสิร์ฟทุกคนก็มีอายุกว่า 18 ปี ขึ้นไป ประกอบกับจำเลยมีรูปร่างสูงกว่าและอวบกว่านางสาวนุสราซึ่งนางสาวนุสรามีอายุ 24 ปี การที่ผู้เสียหายเข้าไปทำหน้าที่พนักงานเสิร์ฟร่วมกับนางสาวนุสรา ตลอดจนได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับจำเลยย่อมทำให้จำเลยเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายมีอายุใกล้เคียงกับนางสาวนุสราซึ่งมีอายุกว่า 18 ปีแล้วได้ แม้ทางนำสืบของโจทก์จะฟังได้ว่าการที่จำเลยพาผู้เสียหายเข้าไปที่ห้องพักภายในโรงแรมที่เกิดเหตุ อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของป้าผู้เสียหายโดยปราศจากเหตุอันสมควรก็ตาม แต่ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเมื่อจำเลยสำคัญผิดว่าผู้เสียหายพ้นวัยผู้เยาว์โดยเข้าใจว่าผู้เสียหายมีอายุเกินกว่า 18 ปี แล้วจึงเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเรื่องอายุอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนากระทำความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก (เดิม) ลงโทษจำคุก 4 ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสาม ม. 62 วรรคแรก ม. 318 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายปัญญา ก่ออินทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายหัสนัย น้อมสุวรรณศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ศุภชัย สมเจริญ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9275/2556
#544530
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 รายงานต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยังที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินการบังคับคดี เมื่อไปถึงพบจำเลยยินยอมยกต้นกล้วยทั้งหมดในที่ดินพิพาทให้ตกเป็นของโจทก์ และโจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนต้นกล้วยพร้อมปรับที่ดินเอง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เข้าครอบครองแล้วในวันดังกล่าว ดังนั้น การบังคับคดีจึงเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้ทันทีนับแต่วันรับมอบที่ดินพิพาท การที่จำเลยนำไม้กระดานไปกองอยู่บนแคร่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่รบกวนสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลังที่การบังคับคดีได้สิ้นสุดแล้ว โจทก์ชอบที่จะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนต้นกล้วยออกจากที่ดินพิพาทและปรับที่ดินพิพาทให้เหมือนเดิม ห้ามจำเลยและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์อีกต่อไป โจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยังที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินการบังคับคดี เมื่อไปถึงพบจำเลยยินยอมยกต้นกล้วยทั้งหมดในที่ดินพิพาทให้ตกเป็นของโจทก์ และโจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนต้นกล้วยพร้อมปรับที่ดินเอง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เข้าครอบครองในวันดังกล่าว ตามรายงานผลการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542

วันที่ 5 ตุลาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานแล้ว จึงไม่อาจมีคำสั่งซ้ำอีก และเป็นเรื่องที่โจทก์ต้องแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาต่อไป ยกคำร้อง

วันที่ 13 ธันวาคม 2554 โจทก์ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีหนังสือยืนยันและแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถูกต้อง การบังคับคดีจึงยังไม่สิ้นสุดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการต่อ หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ศาลมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 10 ปี แต่เมื่อจำเลยยังมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษา โจทก์จึงสามารถบังคับคดีต่อไปได้ ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี ฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2542 รายงานต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยังที่ดินพิพาทเพื่อดำเนินการบังคับคดี เมื่อไปถึงพบจำเลยยินยอมยกต้นกล้วยทั้งหมดในที่ดินพิพาทให้ตกเป็นของโจทก์ และโจทก์จะเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนต้นกล้วยพร้อมปรับที่ดินเอง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เข้าครอบครองแล้วในวันดังกล่าว ดังนั้น การบังคับคดีจึงเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเข้าครอบครองที่ดินพิพาทได้ทันทีนับแต่วันรับมอบที่ดินพิพาท การที่จำเลยนำไม้กระดานไปกองอยู่บนแคร่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินบางส่วนของโจทก์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่รบกวนสิทธิของโจทก์ที่เกิดขึ้นใหม่ในภายหลังที่การบังคับคดีได้สิ้นสุดแล้ว โจทก์ชอบที่จะดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทองแดง เพชรดี
จำเลย — นางนาง วงษ์มีบุญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายปัญจพล เสน่ห์สังคม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสุวิชา นาควัชระ
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9230/2556
#554961
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงาน จึงมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2552 มาตรา 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 138, 371 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 และริบรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน คขง เชียงราย 879 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน คขง เชียงราย 879 ของกลาง แก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลางสืบเนื่องจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงาน จึงมิใช่คดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่จะพิจารณาพิพากษาคดี การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นส่งถ้อยคำสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
ผู้ร้อง — บริษัทกรีนวิง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นายณัฎฐกฤษฎิ์ เกตน์นิภาพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายบันดาล ดังขุนทด
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9164/2556
#554994
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและประสงค์จะดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนมีสิทธิดำเนินคดีในส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว กรณีจึงไม่ต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นทุนทรัพย์เพียงใด ดังนี้แม้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงและโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งทุนทรัพย์ที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งของศาลแขวงก็ตาม ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งของผู้เสียหายที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานายวรทัศน์ ผู้เสียหายที่ 1 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้สืบสันดานผู้มีอำนาจจัดการแทนนางทรรนีย์หรือทรรศนีย์ ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390) และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นค่ารักษาพยาบาล 47,159 บาท ค่าเสียหายในอนาคต 80,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 177,159 บาท และผู้เสียหายที่ 3 เป็นค่ารักษาพยาบาล 724,086 บาท ค่าเตียงผู้ป่วยและรถเข็น 25,500 บาท ค่าจ้างผู้ดูแล 52,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายวัน 15,402 บาท ค่าเสียหายในอนาคต 1,950,575 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจ 300,000 บาท ค่าพาหนะ 5,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,072,562 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,249,721 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยชำระให้แล้ว 37,251 บาท จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 3,212,470 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ร่วมขอนั้นสูงเกินไป ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 เป็นความผิดกรรมเดียว ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งใน 1 ปี กับให้ทำงานบริการสังคมด้านการจราจร 24 ชั่วโมง ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,722,163.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีในส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 495,004.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยฎีกาเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้บัญญัติเขตอำนาจของศาลแขวงกับศาลจังหวัดไว้อย่างชัดเจนว่า ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาโดยผู้พิพากษานายเดียวในคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนคดีแพ่งจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท คดีนี้โจทก์ร่วมเรียกร้องในคดีส่วนแพ่งจำนวน 3,212,470 บาท จึงเกินอำนาจศาลชั้นต้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/1 ผู้เสียหายจะร้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งได้จำนวนทุนทรัพย์ต้องไม่เกินขอบเขตอำนาจศาลที่จะพิจารณาพิพากษานั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและประสงค์จะดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนมีสิทธิดำเนินคดีในส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว กรณีจึงไม่ต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นทุนทรัพย์เพียงใด ดังนี้แม้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงและโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งทุนทรัพย์ที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งของศาลแขวงก็ตาม ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งของผู้เสียหายที่ 3 ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าสินไหมทดแทนสำหรับผู้เสียหายที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นสูงเกินสมควรหรือไม่ เห็นว่า ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งอันเกิดขึ้นจากการกระทำความผิดของจำเลยจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 3 ดังนั้น แม้ผู้เสียหายที่ 3 มีสิทธิเบิกจากทางราชการโดยโจทก์ร่วมไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โรงพยาบาลก็เป็นสิทธิที่รัฐกำหนดให้แก่ข้าราชการ ส่วนที่ผู้เสียหายได้รับชดเชยจากบริษัทประกันภัยทางรถยนต์นั้น ก็เป็นสิทธิของผู้เสียหายที่ 3 ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยทางรถยนต์ กรณีจึงไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลย ทั้งไม่อาจบรรเทาความรับผิดของจำเลยลงได้แต่อย่างใด โจทก์ร่วมจึงยังมีสิทธิเรียกร้องเอาค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้เสียหายที่ 3 จากจำเลยผู้กระทำความผิดได้

แม้โจทก์ร่วมจะไม่นำสืบชัดแจ้งว่า ผู้เสียหายที่ 3 จะมีสภาพที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เช่นนี้ตลอดไป แต่เมื่อได้ความว่าผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัสจนสมองและก้านสมองซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก มีโลหิตออกและคั่งภายในสมอง ซึ่งอาการบาดเจ็บดังกล่าวย่อมไม่อาจรักษาให้หายเป็นปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังไม่อาจคาดหมายต่อไปได้ว่า ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งอายุมากแล้วจะสามารถกลับฟื้นคืนตัวเป็นปกติได้หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดค่ารักษาพยาบาลในอนาคตสำหรับผู้เสียหายที่ 3 ตามศาลชั้นต้นจึงเหมาะสมแล้ว

การที่บริษัทคิวบีอีประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 3 เป็นเรื่องของความรับผิดเฉพาะตัวที่ได้ทำสัญญารับประกันภัยรถยนต์ที่จำเลยขับขณะเกิดเหตุไว้ มูลหนี้ความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงหาเป็นมูลหนี้ที่บริษัทคิวบีอีประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยในฐานะลูกหนี้ร่วมไม่ จำเลยจึงมิอาจอ้างข้อสัญญาข้อ 3 ของสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดต่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 3 ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นหักค่าเสียหายที่จำเลยชำระให้โจทก์ร่วมแล้วบางส่วนไม่ถูกต้อง เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 ระหว่างที่มีการตกลงกันในคดีอาญา จำเลยนำเงินมาชำระให้โจทก์ร่วมบางส่วนเป็นเงิน 21,500 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมเบิกความภายหลังยืนยันว่าจำเลยชำระให้อีก 25,000 บาท การที่ศาลชั้นต้นไม่นำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกก่อนจึงไม่ถูกต้อง ดังนี้ย่อมคงเหลือค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องรับผิดเพียง 470,004.61 บาท นอกจากนี้คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง มิให้เรียกค่าธรรมเนียมการที่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 12,375 บาท จึงไม่ถูกต้องเช่นกัน เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 470,004.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 12,375 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4) ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงชลบุรี
โจทก์ร่วม — นายวรทัศน์ สภานนท์
จำเลย — นายกิตติ ทวีธรากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นางอัจฉรา จรรยามั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8996/2556
#562632
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และมีผลให้คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ตกไปด้วย แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธและอ้างเหตุป้องกันในข้อหาพยายามฆ่า

ระหว่างพิจารณา นายวีรเดช ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่วันเกิดเหตุถึงวันฟ้อง 300,000 บาท และค่าเสียหายต่อร่างกาย เนื่องจากเส้นประสาทแขนซ้ายขาดพิการตลอดชีวิต และโจทก์ร่วมไม่สามารถประกอบการงานตามปกติเป็นเงิน 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 10 เดือน ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550) ตามคำขอของโจทก์ร่วมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยไม่มีความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายวีรเดช โจทก์ร่วม 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณไหล่ซ้ายของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส อาวุธปืนดังกล่าวจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คู่ความไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จากข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า ขณะที่โจทก์ร่วมจอดรถจักรยานยนต์เพื่อซื้อของแต่กีดขวางทางเดินรถของจำเลย จำเลยจึงพูดขอให้โจทก์ร่วมขยับรถ โดยจำเลยอ้างว่าโจทก์ร่วมไม่ขยับรถให้ จำเลยจึงขับรถยนต์หลีกรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปจอดห่างประมาณ 3 เมตร แต่โจทก์ร่วมอ้างว่าจำเลยพูดว่าจอดรถขวางทำไมและนายวีระชัยที่มากับโจทก์ร่วมเบิกความว่า จำเลยด่าเย็ดแม่ ขวางทำบ้าอะไร ไอ้เปรต โจทก์ร่วมจึงด่าจำเลยว่า ไอ้เปรตนี้ จากนั้นเมื่อโจทก์ร่วมซื้อของเสร็จแล้ว โจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์เลยไปจอดท้ายรถยนต์ของจำเลย แล้วลงจากรถจักรยานยนต์ตรงไปที่จำเลย แม้โจทก์ร่วมอ้างว่าเพื่อไปสอบถามจำเลยว่า ทำไมโจทก์ร่วมขยับรถจักรยานยนต์หลีกทางให้แล้วจึงมาจอดรถยนต์อยู่อีก แต่ตามพฤติการณ์ตั้งแต่จำเลยพูดขอให้โจทก์ร่วมขยับรถจักรยานยนต์จนกระทั่งจำเลยขับรถยนต์หลบรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม น่าจะมีการพูดตอบโต้กระทบกระทั่งกันจนทำให้โจทก์ร่วมเกิดความไม่พอใจ จึงลงจากรถจักรยานยนต์เดินไปหาจำเลย ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อสอบถามดังที่โจทก์ร่วมอ้าง แต่น่าจะเป็นการเข้าไปหาเรื่องกับจำเลยมากกว่า เนื่องจากโจทก์ร่วมหนุ่มกว่าจำเลยและมีเพื่อนมาด้วยกัน เพราะเมื่อโจทก์ร่วมซื้อของเสร็จแล้วและจำเลยสามารถขับรถยนต์หลบรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้แล้ว ก็ไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใดที่โจทก์ร่วมจะต้องไปพูดคุยกับจำเลยอีกเพราะอาจเกิดการทะเลาะวิวาทกันได้ ตามพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมถือได้ว่าโจทก์ร่วมสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลย ส่วนกรณีของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ร่วมกับเพื่อนได้ถีบประตูรถของจำเลยและชกต่อยนางหนูกลิ่น ภริยาจำเลยหลายครั้ง โดยมีนางปานิต นางหนูแจ่มและนางดวงใจ พยานจำเลยเบิกความสนับสนุนนั้น ก็ไม่ปรากฏว่านางหนูกลิ่นได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมกับพวกในทันที แต่เพิ่งมาแจ้งความภายหลังจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและเป็นเวลาหลังเกิดเหตุถึงเดือนเศษ โดยขณะแจ้งความไม่ได้ระบุพยานผู้รู้เห็นฝ่ายตนคือ นางปานิต นางหนูแจ่มและนางดวงใจต่อพนักงานสอบสวน แต่เพิ่งนำมาสืบพยานในชั้นพิจารณาและเกี่ยวกับบาดแผลของนางหนูกลิ่นก็ไม่ได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวน ในการแจ้งความครั้งแรกว่ามีบาดแผลฟกช้ำที่หน้าอก แต่เพิ่งมาแจ้งภายหลัง พยานหลักฐานจำเลยจึงมีพิรุธและไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือให้รับฟังว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ลงมือก่อเหตุก่อน อันเป็นเหตุให้จำเลยต้องป้องกันตนเอง และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ร่วมเดินไปหาจำเลยซึ่งโจทก์ร่วมและนายวีระชัยอ้างว่าเมื่อโจทก์ร่วมเดินไปถึงหน้ารถของจำเลย จำเลยได้ลงจากรถยนต์แล้วยืนอยู่ข้างรถ จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม 1 นัด แม้จำเลยและนางหนูกลิ่นนำสืบว่า จำเลยนั่งอยู่ในรถยนต์โดยไม่ได้ลงจากรถแล้วจำเลยใช้อาวุธปืนยิงขู่ แต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยเปิดประตูรถและเท้าข้างหนึ่งอยู่บนรถ ส่วนเท้าอีกข้างหนึ่งอยู่บนถนน ซึ่งคำให้การของจำเลยนี้ได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนในวันเกิดเหตุนั้นเอง ยังไม่ทันที่จำเลยจะคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเพื่อให้ตนเองพ้นผิด มีเหตุผลน่ารับฟังยิ่งกว่าคำเบิกความของจำเลยในชั้นพิจารณา จากพฤติการณ์ของจำเลยเมื่อเห็นโจทก์ร่วมลงจากรถจักรยานยนต์เดินมาที่จำเลย จำเลยก็ลงจากรถยนต์แล้วใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ขณะที่โจทก์ร่วมเดินมายังไม่ถึงตัวจำเลย ยังไม่ถือว่ามีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลยอันจำเลยจะใช้สิทธิป้องกันตนเองได้ เพราะหากจำเลยเพียงแต่ใช้อาวุธปืนยิงขู่ขึ้นท้องฟ้า โจทก์ร่วมกับพวกก็น่าจะหลบหนีไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว

อนึ่ง เมื่อวินิจฉัยเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์ร่วมไว้ข้างต้นแล้วว่า โจทก์ร่วมสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลย โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ทั้งมีผลให้คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ตกไปด้วย แม้จำเลยไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นศาลล่างทั้งสองให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
โจทก์ร่วม — นายวีรเดช เดชดี
จำเลย — นายสงวน ฤกษ์สโมสร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสุรสิทธ์ พันธ์อุดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสมบูรณ์ วัฒนพรมงคล
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
ศิริชัย วัฒนโยธิน
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8957/2556
#559077
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 140 (3) กำหนดหลักเกณฑ์การอ่านคำพิพากษาว่าให้อ่านโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความ ไม่หมายความรวมถึงต้องเปิดซองคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความด้วย เพราะซองคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นเรื่องการปฏิบัติภายในศาลเพื่อรักษาความลับของทางราชการไม่ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอกก่อนกำหนดเวลาอ่านให้คู่ความฟัง หากมีการทุจริต หรือปล่อยปละละเลยให้คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งเป็นความลับของทางราชการถูกเปิดเผย ย่อมต้องรับผิดชอบเป็นอีกกรณีหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทำให้การอ่านคำพิพากษาซึ่งดำเนินการตามบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยชอบแล้วกลับเป็นไม่ชอบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายเจริญศักดิ์ ผู้ตาย ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นตัดซองคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก่อนเข้าห้องพิจารณาคดีแล้วจึงนำมาอ่านให้คู่ความฟัง โดยทนายผู้คัดค้านได้โต้แย้งไว้ในห้องพิจารณาคดีแล้ว ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า มีเหตุต้องเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านฎีกาว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 (3) ที่บัญญัติเรื่องการอ่านคำพิพากษาไว้ว่า "การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้อ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผย ตามเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายนี้ ต่อหน้าคู่ความทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลจดลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่ง หรือในรายงานซึ่งการอ่านนั้น และให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ" มีความหมายรวมถึงการเปิดซองคำพิพากษาเพื่ออ่านต่อหน้าคู่ความ มิใช่เปิดซองลับหลังคู่ความ เพราะวิธีการอ่านคำพิพากษาศาลสูงจะต้องโปร่งใสเป็นธรรม และเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของศาลที่ต้องตัดซองคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความที่มาศาล การที่ศาลชั้นต้นตัดซองคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลับหลังคู่ความที่มาศาล ย่อมทำให้คำพิพากษาดังกล่าวไม่เป็นความลับ อาจเกิดการทุจริตเปลี่ยนคำพิพากษาได้ การกระทำของศาลชั้นต้นจึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 (3) ประกอบมาตรา 27 นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 (3) ได้กำหนดหลักเกณฑ์การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลไว้ชัดเจนแล้วว่าให้ศาลอ่านข้อความทั้งหมดในศาลโดยเปิดเผยต่อหน้าคู่ความที่มาศาล และให้ศาลจดรายงานการอ่านไว้ แล้วให้คู่ความที่มาศาลลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงต้องเปิดซองคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อหน้าคู่ความด้วย เพราะซองคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นเรื่องการปฏิบัติภายในศาลเพื่อการรักษาความลับของทางราชการไม่ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอกก่อนกำหนดเวลาอ่านให้คู่ความฟัง ซึ่งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องต้องรักษาความลับของทางราชการตามอำนาจหน้าที่ หากมีเจตนาทุจริต หรือปล่อยปละละเลยให้คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งเป็นความลับของทางราชการถูกเปิดเผย ย่อมต้องรับผิดชอบเป็นอีกกรณีหนึ่งต่างหาก ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยชอบแล้วกลับเป็นไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาต่อท้ายคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงวันที่ 30 กันยายน 2552 ว่า ในวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ผู้ร้อง ทนายผู้ร้องและทนายผู้คัดค้านมาศาลพร้อมแล้ว ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาต่อหน้าคู่ความที่มาศาลดังกล่าวพร้อมกับให้ลงลายมือชื่อไว้เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 140 (3) แล้ว จึงไม่มีเหตุต้องเพิกถอนการอ่านดังที่ผู้คัดค้านฎีกา คำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่ให้ยกคำร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 140 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศิริมาหรือเย็นฤดี กุลวานิชหรือกุลวานิชย์
ผู้คัดค้าน — นายเสริมศักดิ์ กุลวานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตะกั่วป่า — นายอภิชาติ เอ่งฉ้วน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสราวุฒิ ศิริภาณุรักษ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา