คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8929/2556
#541531
เปิดฉบับเต็ม

นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์มีฐานะเพียงเจ้าหนี้สามัญของจำเลย การที่จำเลยมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงินแม้ทำให้โจทก์มีสิทธิในอันที่จะยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยสิ้นเชิง แต่มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่ที่ดินหรือบังคับอย่างใด ๆ ต่อโฉนดที่ดินที่จำเลยวางเป็นประกันได้เลยไม่ว่าในทางใด โจทก์คงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างเจ้าหนี้สามัญเท่านั้น ดังนี้การที่จำเลยไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินสูญหายไปเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ ย่อมมิได้กระทบต่อสิทธิอย่างใด ๆ ของโจทก์ในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญมีอยู่อย่างไรคงมีอยู่เพียงนั้น มิได้ลดน้อยถอยลง ทั้งในการแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับโจทก์เพราะจำเลยไม่ได้กล่าวพาดพิงเจาะจงถึงโจทก์ ในอันจะถือว่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ให้จำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 58366 ตำบลหนองดินแดง อำเภอเมืองนครปฐม (พระปฐมเจดีย์) จังหวัดนครปฐม (นครชัยศรี) ให้แก่โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน วันที่ 11 กันยายน 2550 จำเลยแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมว่า โฉนดที่ดินสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุและมีความประสงค์ขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ตามบันทึกถ้อยคำ เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการออกใบแทนโฉนดที่ดินให้วันที่ 23 พฤศจิกายน 2550 จากนั้นวันที่ 25 สิงหาคม 2551 จำเลยจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่บุคคลอื่น ตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์มีฐานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญของจำเลย การที่จำเลยมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์เพื่อยึดถือไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้ทำให้โจทก์มีสิทธิในอันที่จะยึดโฉนดที่ดินไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยสิ้นเชิง แต่มิได้ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับเอาแก่ที่ดินหรือบังคับอย่างใดๆ ต่อโฉนดที่ดินที่จำเลยวางเป็นประกันได้เลยไม่ว่าในทางใด โจทก์คงมีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยได้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินอย่างเจ้าหนี้สามัญเท่านั้น ดังนี้ การที่จำเลยไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมว่าโฉนดที่ดินสูญหายไปเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ ย่อมมิได้กระทบต่อสิทธิอย่างใดๆ ของโจทก์ในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน สิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญมีอยู่อย่างไรคงมีอยู่เพียงนั้น มิได้ลดน้อยถอยลงไป ทั้งในการแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับโจทก์ เพราะจำเลยมิได้กล่าวพาดพิงเจาะจงถึงโจทก์ ในอันจะถือว่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลย โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีกเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวันเพ็ญ จันทร์สุ
จำเลย — นายเนียน คันงาม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายสมศักดิ์ ศรีเทียมทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพีรศักดิ์ ไวกาสี
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรชัย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8928/2556
#544562
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีที่บริษัท อ. ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหมิ่นประมาท บริษัท อ. บรรยายฟ้องว่า โจทก์กล่าวหา บริษัท อ. ยื่นเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อให้คณะกรรมการฯ เข้าใจเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ที่เสนอมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการฯ ตัดสินว่า ครุภัณฑ์ที่นำเสนอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ประการใด คณะกรรมการฯ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้สั่งการเช่นนั้น และไม่เคยมีคณะกรรมการทั้งของเขตการศึกษาและผู้อำนวยการโรงเรียน ศ. เรียกโจทก์หรือตัวแทนโจทก์เข้าไปชี้แจงรายละเอียดแต่ประการใด การกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นการเต้าข่าวเป็นเท็จประสงค์ต่อผลทำให้บริษัท อ. ได้รับความเสียหายโดยตรง เป็นการใส่ร้ายใส่ความบริษัท อ. ต่อบุคคลที่ 3 อันมีเจตนาทุจริตจงใจทำให้บุคคลภายนอกเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัท อ. ไม่มีคุณภาพ ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ดังนั้น ข้อสำคัญในคดีจึงมีว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือคณะกรรมการสอบราคาของโรงเรียนบางเขตพื้นที่การศึกษาได้ตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารและผลิตภัณฑ์ที่บริษัท อ. เสนอ และได้มีการเชิญตัวแทนของบริษัทดังกล่าวมาชี้แจงให้ถ้อยคำจนเป็นที่ประจักษ์ว่าบริษัท อ. ยื่นเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อให้คณะกรรมการฯ เข้าใจเป็นเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ที่เสนอมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติอันเป็นเหตุให้บริษัท อ. เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือไม่ การที่จำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท อ. และในฐานะทนายความโจทก์ เบิกความแต่เพียงว่า บริษัท อ. มีคุณลักษณะครบถ้วนตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด จึงได้ซื้อซองประกวดราคา จึงเป็นการเบิกความในภาพรวม ๆ มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับซอพต์แวร์หรือผลิตภัณฑ์ตามที่ระบุในเกณฑ์คุณลักษณะซอพต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ข้อที่ 9 และข้อที่ 10 แต่ประการใด ทั้งยังเป็นการเบิกความถึงขั้นตอนของการซื้อซองประกวดราคาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นมูลแห่งคดีและแตกต่างจากผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเท่านั้น คำเบิกความของจำเลยจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี แม้คำเบิกความของจำเลยจะเป็นเท็จก็ไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีอาญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จโดยการกล่าวข้อความว่า "ผู้ซื้อซองประกวดราคาจะต้องมีคุณลักษณะครบถ้วน บริษัทโจทก์มีคุณลักษณะครบถ้วนตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด จึงได้ซื้อซองประกวดราคา" และ "ข้าฯ ไม่ทราบว่าบริษัทจำเลยจะได้ยื่นซองประกวดราคาที่โรงเรียนศรีตระกูลวิทยาและโรงเรียนบ้านน้ำเกลี้ยงหรือไม่ แต่บริษัทจำเลยได้รับการคัดเลือกในการประกวดราคาประมาณ 30 ถึง 40 โรงเรียน ในจำนวนทั้งหมด 175 โรงเรียน" สำหรับข้อความหลัง ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่ใช่ข้อสำคัญในคดีหมิ่นประมาทที่บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด ฟ้องบริษัทชูธนาไฮเทค จำกัด โจทก์จำเลยไม่อุทธรณ์จึงเป็นที่ยุติ

คดีจึงมีปัญหาในชั้นฎีกาเฉพาะคำเบิกความของจำเลยในข้อความแรกว่าเป็นการเบิกความเท็จในคดีอาญาดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อปี 2550 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดสรรงบประมาณให้แก่โรงเรียนในสังกัดจัดซื้อซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีคุณลักษณะเฉพาะตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด หลังจากโรงเรียนต่าง ๆ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศสอบราคาซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดังกล่าว ผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์หลายรายยื่นซองสอบราคาซึ่งรวมทั้งบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด และโจทก์ วันที่ 27 สิงหาคม 2550 โจทก์มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ที่โรงเรียนในสังกัดกำลังจัดซื้อซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดังกล่าวว่าคณะกรรมการสอบราคาของโรงเรียนบางเขตพื้นที่การศึกษาได้ตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารและผลิตภัณฑ์ที่บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด เสนอ อีกทั้งได้เชิญตัวแทนของบริษัทดังกล่าวมาชี้แจงให้ถ้อยคำจนเป็นที่ประจักษ์ว่าบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด ได้ยื่นเอกสารอันเป็นเท็จจริงเพื่อให้คณะกรรมการฯ เข้าใจเป็นเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ที่เสนอมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศทั้งที่ขาดคุณสมบัติและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อ จัดหาครุภัณฑ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการฯ ตัดสินว่าครุภัณฑ์ที่นำเสนอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ (1) ไม่สามารถสำแดงเอกสาร/หลักฐาน/ข้อมูล อันทำให้คณะกรรมการฯ เห็นประจักษ์ได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่เสนอได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ (Certify) จากองค์การ ADL...อันเป็นข้อกำหนดที่ระบุไว้ในคุณสมบัติทั่วไป ข้อที่ 9 (2) ผู้เสนอราคาไม่สามารถแสดงและ/หรือส่งมอบโครงสร้างของเนื้อหา/ข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดในรูปแบบของไฟล์พิเศษที่สามารถนำไปใช้ร่วมกับ Learning Management System (LMS) อื่นที่เป็น Open Source อันเป็นประโยชน์สำหรับในการจัดทำ/สร้างบทเรียนใหม่ได้โดยอิสระโดยไม่ต้องเปิดใช้โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่นำเสนอได้โดยสมบูรณ์อันเป็นข้อกำหนดที่ระบุไว้ในคุณสมบัติทั่วไปข้อที่ 10...จึงขอให้ตรวจสอบ-พิจารณาผล ยกเลิกผลการสอบราคาซื้อครุภัณฑ์ซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ วันที่ 25 ตุลาคม 2550 บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด ฟ้องโจทก์และนางอัญชัญ กรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ต่อศาลชั้นต้นข้อหาหมิ่นประมาท โดยกล่าวหาว่าหนังสือที่โจทก์มีถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดังกล่าวเป็นเท็จและเป็นการใส่ความบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัดต่อบุคคลที่สามให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ศาลชั้นต้นรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2994/2550 วันที่ 20 ธันวาคม 2550 จำเลยในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด และในฐานะทนายความโจทก์ในคดีดังกล่าวเบิกความเป็นพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า ผู้ซื้อซองประกวดราคาจะต้องมีคุณลักษณะครบถ้วนตามเอกสารหมาย จ.6 บริษัทไอที เอ็ดดูซอฟต์ จำกัด มีคุณลักษณะครบถ้วนตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดจึงได้ซื้อซองประกวดราคา สำหรับเอกสารหมาย จ.6 ที่จำเลยเบิกความถึงในคดีหมิ่นประมาทคือเกณฑ์คุณลักษณะเฉพาะซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดไว้ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ป.จ.1 ศาลจังหวัดธัญบุรี ในคดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา สำหรับคุณลักษณะเฉพาะของซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดมีหลายประการ โดยคุณลักษณะข้อ 9 กำหนดว่า เนื้อหาบทเรียนต้องสอดคล้องตามมาตรฐาน SCORM 1.2 เป็นอย่างน้อย โดยต้องได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากองค์กร ADL

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีอาญาดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีที่บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัดฟ้องโจทก์ในความผิดฐานหมิ่นประมาท บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด บรรยายฟ้องว่า โจทก์กล่าวหาบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด ยื่นเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อให้คณะกรรมการฯ เข้าใจเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ที่เสนอมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการฯ ตัดสินว่าครุภัณฑ์ที่นำเสนอมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนด ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ประการใด คณะกรรมการฯ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้มีการสั่งการเช่นนั้นและไม่เคยมีคณะกรรมการทั้งของเขตการศึกษาและผู้อำนวยการของโรงเรียนศรีตระกูลเรียกให้โจทก์หรือตัวแทนโจทก์เข้าไปชี้แจงรายละเอียด แต่ประการใด...การกระทำดังกล่าวของโจทก์ถือเป็นการเต้าข่าวที่เป็นเท็จประสงค์ต่อผลหรือเล็งเห็นผลทำให้บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัดได้รับความเสียหายโดยตรง...เป็นการใส่ร้ายใส่ความบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัดต่อบุคคลที่สามอันมีเจตนาทุจริตจงใจทำให้บุคคลภายนอกเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัดไม่มีคุณภาพ ซึ่งไม่เป็นความจริงทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ดังนั้น ข้อสำคัญในคดีจึงมีว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือคณะกรรมการสอบราคาของโรงเรียนบางเขตพื้นที่การศึกษาได้ตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารและผลิตภัณฑ์ที่บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด เสนอ และได้มีการเชิญตัวแทนของบริษัทดังกล่าวมาชี้แจงให้ถ้อยคำจนเป็นที่ประจักษ์ว่า บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด ยื่นเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อให้คณะกรรมการฯ เข้าใจเป็นเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์ที่เสนอมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศ ทั้งที่ขาดคุณสมบัติอันเป็นเหตุให้บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือไม่ ส่วนข้อความในหนังสือเอกสารหมาย ป.จ.1 ตอนต่อมาเป็นรายละเอียดที่โจทก์แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ซึ่งเห็นว่า ซอฟต์แวร์หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด ขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์คุณลักษณะเฉพาะซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ข้อที่ 9 และข้อที่ 10 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด การที่จำเลยเบิกความแต่เพียงว่า บริษัทโจทก์ (บริษัทไอทีเอ็ดดูซอฟต์ จำกัด) มีคุณลักษณะครบถ้วนตามที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดจึงได้ซื้อซองประกวดราคา จึงเป็นการเบิกความในภาพรวม ๆ มิได้ระบุเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับซอฟต์แวร์หรือผลิตภัณฑ์ตามที่ระบุในเกณฑ์คุณลักษณะเฉพาะซอฟต์แวร์สื่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษข้อที่ 9 และข้อที่ 10 แต่ประการใด ทั้งยังเป็นการเบิกความถึงขั้นตอนของการซื้อซองประกวดราคาเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นมูลเหตุแห่งคดีและแตกต่างจากผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเท่านั้น คำเบิกความของจำเลยจึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี แม้คำเบิกความของจำเลยจะเป็นเท็จจำเลยก็ไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีอาญา เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วฎีกาของจำเลยข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีอาญา นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชูธนาไฮเทค จำกัด
จำเลย — นายมนต์ชัย จงไกรรัตนกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายยุทธนา รังสีกาญจน์ส่อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปัญญา ถนอมรอด
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8824/2556
#541500
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อนายจ้างลงโทษลูกจ้างในการกระทำความผิดเรื่องนั้นไปแล้ว ไม่สามารถนำมากล่าวอ้างว่าลูกจ้างทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิมได้อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ 55/2550

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 พิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า นายพรชัย เป็นลูกจ้างโจทก์ เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2542 ระหว่างทำงานนายพรชัยได้ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานหลายครั้งซึ่งโจทก์ได้ตักเตือนเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.16 วันที่ 22 พฤษภาคม 2550 โจทก์เลิกจ้างนายพรชัยโดยไม่จ่ายค่าชดเชย นายพรชัยได้ไปยื่นคำร้องต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาจำเลยมีคำสั่งที่ 55/2550 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 51,760 บาท แล้ววินิจฉัยว่า หนังสือเตือนของโจทก์นับย้อนหลังไปไม่เกินหนึ่งปีเป็นการเตือนเรื่องขาดงาน การนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบริษัทโดยไม่ได้แสดงบัตรจอดรถ หยุดงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และออกนอกพื้นที่การทำงานโดยไม่ได้ขออนุญาตตามลำดับ ส่วนหนังสือเตือนเป็นการเตือนในเรื่องไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ให้ไปรอคำสั่งการเปลี่ยนหน้าที่ในการทำงานใหม่ แต่การไม่เชื่อฟังคำสั่งของบังคับบัญชาที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเลิกจ้างนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเกิดจากการที่นายพรชัยไม่ทำความเคารพกรรมการผู้จัดการโจทก์ที่นำลูกค้าชาวต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมกิจการของโจทก์ ทำตัวไม่เหมาะสมและไม่ทำงาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายพรชัยยอมทำงานในหน้าที่ใหม่แล้ว ดังนั้นการกระทำดังกล่าวของนายพรชัยจึงมิใช่กรณีเดียวกับเรื่องที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนและไม่ใช่กรณีร้ายแรง จึงมิใช่เหตุยกเว้นที่โจทก์จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามฟ้อง ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การปลดนายพรชัยออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ไม่ได้เกิดจากการที่นายพรชัยไม่ทำความเคารพกรรมการผู้จัดการของโจทก์เพียงอย่างเดียว ยังประกอบด้วยความผิดฐานไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติงานและฐานไม่เชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้างานซึ่งโจทก์ได้เตือนเป็นหนังสือแล้ว เมื่อโจทก์เลิกจ้างนายพรชัยโดยรวมความผิดอื่นๆ ประกอบไปด้วยย่อมสามารถเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้น เห็นว่า หนังสือเตือนตามเอกสารหมาย จ.13 จะมีข้อความว่าหัวหน้างานมีการติดตามผลการปฏิบัติงานของพนักงานพบว่าพนักงานไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติงาน ไม่มีการรายงานปัญหาในการผลิต ไม่มีความเอาใจใส่ในงานที่ได้รับมอบหมายและไม่เชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้างานซึ่งทางหัวหน้ามีการแจ้งเพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานที่ได้รับมอบหมายเพื่อหยุดปัญหาที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการผลิตจึงได้มีการปรับเปลี่ยนมารอคำสั่งในสำนักงานก่อนแต่ทางพนักงานไม่เชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตาม จึงพิจารณาเห็นสมควรลงโทษเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรหนังสือเตือนดังกล่าวแม้จะมีการกล่าวถึงการไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติงาน ไม่เชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้างานแต่เป็นการกล่าวอ้างเพื่อเปลี่ยนหน้าที่ในการทำงานแล้วมีคำสั่งให้นายพรชัยมารอคำสั่งในสำนักงานในวันที่ 10 และ 11 พฤษภาคม 2550 เมื่อนายพรชัยไม่ปฏิบัติตามจึงมีการออกหนังสือเตือนฉบับนี้ ส่วนหนังสือเตือนเอกสารหมาย จ.14 ก็เป็นกรณีนายพรชัยไม่ไปรอคำสั่งการเปลี่ยนหน้าที่ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2550 สำหรับเอกสารหมาย จ.15 เป็นกรณีที่นายพรชัยยังมิได้ไปรอคำสั่งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 จึงถูกลงโทษโดยการพักงาน 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 17 พฤษภาคม 2550 โดยไม่จ่ายค่าจ้าง เมื่อนายจ้างลงโทษลูกจ้างในเรื่องกระทำความผิดในเรื่องนั้นไปแล้วย่อมไม่สามารถนำมากล่าวอ้างว่าลูกจ้างทำผิดซ้ำ คำเตือนในเรื่องเดิมได้อีกส่วนเหตุในการเลิกจ้างนายพรชัยเกิดจากการที่นายพรชัยไม่ทำความเคารพกรรมการผู้จัดการโจทก์ในขณะที่นำลูกค้าชาวต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมกิจการของโจทก์ ทำตัวไม่เหมาะสมและไม่ทำงาน ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์แต่ก็มิใช่กรณีร้ายแรงที่โจทก์ไม่จำต้องตักเตือน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอฟ ที เอ็น จำกัด
จำเลย — นางรัชนี บุญรอด ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 1 — นายศรศักดิ์ กุลจิตติบวร
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8819/2556
#580034
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน ให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและแบ่งสินสมรส จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเรื่องเหตุหย่าเพียงประการเดียว จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท และให้ออกค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของบุตรทั้งสอง เช่น ค่าศึกษาเล่าเรียน ค่าเรียนพิเศษร่วมกับโจทก์คนละครึ่ง นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะเรียนจบชั้นปริญญาตรี ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงผู้เดียว แต่ให้จำเลยมีสิทธิไปเยี่ยมบุตรทั้งสองหรือรับบุตรทั้งสองไปอยู่กับจำเลยได้ตามความเหมาะสมด้วยความสมัครใจของบุตรทั้งสอง ให้จำเลยแบ่งสินสมรสตามบัญชีทรัพย์สินสมรสท้ายรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 กันยายน 2551 (หรือเอกสารหมาย จ. 8) รวมทั้งหุ้นกู้บริษัทปูนซีเมนต์ไทยจำกัด (มหาชน) จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่า 10,000,000 บาท กับพันธบัตรออมทรัพย์ช่วยชาติมูลค่า 20,550,000 บาท ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากทรัพย์สินอันใดไม่สามารถแบ่งได้ ให้นำออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลย หรือนำออกขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมศาลตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่ากัน ให้บุตรทั้งสองอยู่ในอำนาจปกครองของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองและแบ่งสินสมรส คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้กับคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (3) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับในขณะยื่นฟ้อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และให้จำเลยแบ่งสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง แต่จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเรื่องเหตุหย่าเพียงประการเดียวซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ส่วนประเด็นในเรื่องการแบ่งสินสมรส ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยจึงต้องชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149
ป.พ.พ. ม. 1516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจุฬารัตน์ กรพินธุ์สุวรรณ
จำเลย — นายเกษมศักดิ์ กรพินธุ์สุวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ — นายโสภณ พรหมสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
ชัยยุทธ์ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8811/2556
#541471
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับ ส. ไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงิน และเมื่อ ส. ถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ทวงถามก็ไม่อาจใช้อายุความทั่วไปตามที่โจทก์ฎีกาเพราะสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกซึ่งยังไม่ถึงกำหนดเวลาบังคับเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนถึงกำหนดนั้น เจ้าหนี้ก็ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้น ภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์เบิกความรับว่า ส. ถึงแก่ความตายในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และโจทก์อยู่ช่วยงานศพด้วย แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการตายของ ส. ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะทายาทของ ส. ให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 พ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการตายของ ส. ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน และคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจาก 200 บาท แก่โจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุวิชา นายสุวิชาถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม เนื่องจากสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับนายสุวิชาไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ก่อนที่นายสุวิชาถึงแก่ความตายโจทก์ยังไม่ได้ทวงถามให้นายสุวิชาชำระหนี้ ดังนั้น จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดอายุความ 1 ปี ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวแต่ต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับนายสุวิชาไม่ได้กำหนดเวลาชำระต้นเงินคืนไว้ โจทก์ย่อมเรียกให้จำเลยชำระหนี้ได้โดยพลันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดจากวันทำสัญญากู้เงิน และเมื่อนายสุวิชาถึงแก่ความตายก่อนที่โจทก์ทวงถามก็ไม่อาจใช้อายุความทั่วไปตามที่โจทก์ฎีกา เพราะสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกซึ่งยังไม่ถึงกำหนดเวลาบังคับเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายก่อนถึงกำหนดนั้น เจ้าหนี้ก็ต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์เบิกความรับว่า นายสุวิชาถึงแก่ความตายในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 และโจทก์อยู่ช่วยงานศพด้วย แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการตายของนายสุวิชาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะทายาทของนายสุวิชาให้ชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 พ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการตายของนายสุวิชา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 203 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนทัต บุญสุข
นางชุติมา อบน้ำ ในฐานะทายาท
จำเลย — โดยธรรมของนายสุวิชา อบน้ำ ผู้ตาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายเลื่องศักดิ์ คงเดช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสมพงษ์ เหมวิมล
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ประยูร ณระนอง
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8794/2556
#541536
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันตกไป กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวเอากับจำเลยเป็นคดีแพ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางทศพร ภริยานายธีระวัฒน์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมเป็นเงิน 3,966,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3) (4) (6), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 4 เดือน กับให้จำเลยชำระเงิน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 27 พฤศจิกายน 2553) (ที่ถูก วันที่ 27 พฤษภาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 5,000 บาท และฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติไว้ 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินอื่นของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร ทั้งไม่แสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายให้จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 5,000 บาท และฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดและให้ความช่วยเหลือตามสมควร เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 5,000 บาท รวมปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ให้คุมความประพฤติ 1 ปี ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละฐานความผิดไม่เกิน 2 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยประมาทฝ่ายเดียว ผู้ตายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาจึงมีอำนาจจัดการแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตา 5 (2) พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ล้วนแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดโทษ จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า ผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ในคดีนี้ย่อมเป็นอันตกไป กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมต้องว่ากล่าวเอากับจำเลยเป็นคดีแพ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางทศพร สุรินทราบูรณ์
จำเลย — นายอรุณ ชุมพลวงค์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายศิริวัตน์ นาคเจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายนรินทร์ ตงศิริ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8793/2556
#554967
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงว่าผู้ตายมีส่วนประมาทยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ รวมทั้งมีผลให้คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ตกไปด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยฟังว่า จำเลยมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม อันเป็นการวินิจฉัยคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม ก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน และไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาแก่โจทก์ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางประภาวดี บุตรของนายประเสริฐ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นางประภาวดีซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย 225,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอในส่วนที่สั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นางประภาวดีทายาทของผู้ตายเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุเกิดจากความประมาทของทั้งจำเลยและผู้ตาย ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาท และวินิจฉัยว่าผู้ตายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุตรย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ มีเพียงจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีส่วนประมาท แต่เหตุเกิดจากความประมาทของผู้ตายฝ่ายเดียว ข้อเท็จจริงที่ว่าเหตุรถชนกันคดีนี้เกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ รวมทั้งมีผลให้คำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ตกไปด้วย ที่ศาลชั้นต้นมิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยโดยฟังว่าจำเลยมีส่วนประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ตาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมอันเป็นการวินิจฉัยคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมด้วย ก็เป็นการไม่ชอบเช่นกัน และไม่ก่อให้เกิดสิทธิฎีกาแก่โจทก์ร่วม ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วม ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางประภาวดี และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในคดีส่วนแพ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
โจทก์ร่วม — นางประภาวดี สิ้นภัย
จำเลย — นายสมนึก บุญใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายเกียรติชัย พิษณุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายประเวศ สุธรรมชัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8784/2556
#554996
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 และค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิตดังกล่าว มิใช่ทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดในคดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอกหรือรับของโจร ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาวสุพรรณี บุตรสาวของนายสุนทร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยเรียกค่าฌาปนกิจศพเป็นเงิน100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะ 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 150,000 บาท

จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานหลบหนีไม่หยุดช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้เคียงทราบเหตุในทันที จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 2 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน 45 วัน และให้จำเลยจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 70,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องของผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ขณะที่จำเลยขับรถแล่นทับผู้ตาย ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีเพียงนายธีระวัฒน์มาเบิกความว่าก่อนที่จำเลยจะขับรถมาทับร่างของผู้ตาย เห็นผู้ตายยังคงหายใจ แต่นายธีระวัฒน์เบิกความว่าเมื่อรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายแล้วหลบหนีไปพยานจึงจอดรถจักรยานยนต์แล้วเข้าไปดูเพื่อช่วยเหลือผู้ตายเห็นที่ศีรษะของผู้ตายแตกและผู้ตายยังคงหายใจแรง ๆ ขณะที่นายธีระวัฒน์เห็นผู้ตายหายใจจึงเป็นเวลาภายหลังเกิดเหตุใหม่ ๆ ซึ่งต่อมาได้มีผู้เข้ามาช่วยเหลือจัดการป้องกันสถานที่เกิดเหตุอย่างน้อยสองคน โดยมีการนำกิ่งไม้ไปวางและโบกมือห้ามรถมิให้แล่นไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายนอนอยู่ ซึ่งตามคำเบิกความของนายสุนทวีพยานโจทก์ต้องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบนาที โดยในระยะเวลาดังกล่าว โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้เห็นว่าผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ก่อนที่จำเลยจะขับรถเข้ามาทับร่างของผู้ตาย ผู้ตายถูกรถยนต์กระบะแล่นมาเฉี่ยวชนจนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายล้ม ส่วนผู้ตายตกจากรถนอนคว่ำศีรษะแตก แสดงว่าผู้ตายถูกชนแล้วตกจากรถศีรษะกระแทกพื้นถนนโดยแรง บาดแผลที่ได้รับดังกล่าวถือว่าเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แม้ผู้ตายจะไม่ถึงแก่ความตายในทันที แต่ก็อาจถึงแก่ความตายต่อมาในเวลาไม่กี่นาทีก่อนที่จำเลยจะขับรถแล่นมาทับก็ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบยังไม่อาจรับฟังโดยปราศจากสงสัยว่า ขณะที่ถูกจำเลยขับรถทับนั้นผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการที่สองว่า จำเลยขับรถโดยประมาทอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) หรือไม่ เห็นว่า แม้ถนนที่เกิดเหตุเป็นทางตรงและแบ่งช่องเดินรถเป็นฝั่งละ 2 ช่องก็ตาม แต่ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาค่ำ และมีผู้นำกิ่งไม้ไปวางที่ถนนเพื่อเป็นสัญญาณให้คนขับรถเห็น โดยมีนายสุนทวีไปยืนร้องตะโกนและโบกมือให้สัญญาณให้รถที่แล่นผ่านมาชะลอความเร็ว การที่จำเลยขับรถมาด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุไม่ห้ามล้อแต่อย่างใด กลับหักหลบไปทางขวา แล้วทับร่างของผู้ตาย เป็นการขับรถด้วยความเร็วสูง จึงเป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยหลบหนีโดยไม่หยุดช่วยเหลือผู้ตายหรือแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทราบเหตุทันทีหรือไม่ เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 3 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 ลงโทษปรับ 1,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 44/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
ผู้ร้อง — นางสาวสุพรรณี เพียรดี
จำเลย — นายสมพงษ์ แม้นพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายณรงค์ศักดิ์ จันทรสูตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8780/2556
#554959
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธปืนและมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ และเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตน จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำละเมิด จึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว จึงเห็นสมควรให้บังคับไปตามนั้น ปัญหาดังกล่าวแม้ผู้เสียหายมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 276, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

ระหว่างพิจารณา นางสาวนกยูงทอง ผู้เสียหาย โดยนางละออง มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อผู้เสียหายจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธคดีส่วนอาญา และให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกคนละ 20 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี 12 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 150,000 บาท แก่ผู้ร้อง พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ (ที่ถูก พิพากษาแก้) ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของผู้ร้องเสีย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเป็นบุตรของนายวันนี และนางละออง ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 18 ปีเศษ ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ผู้เสียหายพักอาศัยอยู่กับนายแป และนางคำเบ็ง ซึ่งเป็นตาและยาย ส่วนบ้านของบิดามารดาอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 เส้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา หญิงซึ่งไม่ใช่ภริยา โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยมีอาวุธปืนและมีลักษณะโทรมหญิง ร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่อ้างฐานที่อยู่นั้นไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนและมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน การที่จำเลยทั้งสองถืออาวุธปืนแก๊ปไปในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นหมู่บ้าน จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร แต่เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนมาเป็นของกลาง จึงต้องฟังเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองว่าอาวุธปืนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีและพาไปในที่เกิดเหตุเป็นอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 276 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงให้ใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

สำหรับคดีในส่วนแพ่ง การที่จำเลยทั้งสองได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืนและมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ย่อมเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ และเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของตน จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำละเมิดจึงต้องร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งศาลชั้นต้นได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนในส่วนนี้เป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย นับว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วจึงเห็นสมควรให้บังคับไปตามนั้น ปัญหาดังกล่าวแม้ผู้เสียหายมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 438 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ
นางสาวนกยูงทอง ชิดประทุม โดยนางละออง ชิดประทุม
ผู้ร้อง — มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายกรุง กองโฮม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายไกรสร อ่อนคำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎี
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8760/2556
#541482
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินส่วนต่างของราคาที่เกินไป อันสืบเนื่องมาจากที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายมิได้ส่งมอบรถให้ตรงตามรุ่นตามความประสงค์ของผู้ซื้อโดยมีผลต่างราคากันอยู่เป็นเงิน 94,000 บาท กรณีดังกล่าวย่อมไม่ถือว่าเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยได้มาเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันจะถือได้ว่าเป็นลาภมิควรได้ที่ตกแก่จำเลยซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยเสียภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 และกรณีดังกล่าวไม่มีกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 94,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 94,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 5 พฤศจิกายน 2553) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้น ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงมาว่า โจทก์ประสงค์ซื้อรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด รุ่น RANGER RAS 2.5 L 4 ? 2 WLC XLS MT HR ซึ่งมีราคาขายปลีกตามใบราคายี่ห้อฟอร์ด คันละ 633,000 บาท กับจำเลยตามที่ผู้เช่าซื้อแสดงเจตนาขอเช่าซื้อรถรุ่นดังกล่าวไว้ การที่จำเลยส่งมอบรถกระบะยี่ห้อฟอร์ด รุ่น RANGER หมายเลขตัวรถ MNBBS 2 D 108 W 717165 เลขเครื่องยนต์ WLAT 895574 อันเป็นรถรุ่น RANGER RAS 2.5 L 4? 2 WLC XL MT ซึ่งมีราคาขายปลีกตามใบราคารถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด คันละ 539,000 บาท ให้แก่ผู้เช่าซื้อ จึงเป็นการส่งมอบรถไม่ตรงรุ่นตามที่ตกลงซื้อขายกับโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินส่วนต่างของราคารถที่เกินไปจำนวน 94,000 บาท อันสืบเนื่องมาจากที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขายมิได้ส่งมอบรถให้ตรงตามรุ่นตามความประสงค์ของผู้ซื้อโดยมีผลต่างราคากันอยู่เป็นเงิน 94,000 บาท โดยในทางปฏิบัติโจทก์ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจำเลยส่งมอบรถตรงตามข้อตกลงหรือไม่ เนื่องจากการส่งมอบรถเป็นการส่งมอบแก่ลูกค้าของโจทก์โดยตรง กรณีดังกล่าวย่อมไม่ถือว่าเงินส่วนที่โจทก์ชำระเกินไปดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยได้มาเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันจะถือได้ว่าเป็นลาภมิควรได้ที่ตกแก่จำเลยซึ่งโจทก์จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยเสียภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 แต่อย่างใด และกรณีดังกล่าวเป็นการฟ้องเรียกเอาเงินส่วนต่างของราคารถที่โจทก์ชำระเกินไปคืน อันเนื่องมาจากการที่จำเลยส่งมอบรถไม่ตรงกับรุ่นที่ตกลงซื้อขาย ซึ่งไม่มีกฎหมายว่าด้วยอายุความบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เมื่อปรากฏตามใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2551 มีการระบุรุ่นรถกระบะที่จำเลยส่งมอบแก่ลูกค้าผู้เช่าซื้อของโจทก์ไว้ด้วย กรณีถือได้ว่าโจทก์ทราบถึงการที่จำเลยส่งมอบรถไปไม่ตรงกับรุ่นที่ตกลงซื้อขายกันในวันดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงินส่วนต่างของราคารถได้ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2553 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาประการอื่นของจำเลยไม่เป็นสาระอันควรวินิจฉัยเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 2,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคทีบี ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทมหานคร ออโตโมบิล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนนทบุรี — นายยศวัฒน์ กะระโสภณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางรัชนี สุขใจ
ชื่อองค์คณะ
รังสรรค์ ดวงพัตรา
บูรณ์ ฐาปนดุลย์
ภาติยะ ดวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2556
#544520
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 516 เป็นเพียงการกำหนดความรับผิดชอบชดใช้เงินส่วนที่ขาดไปหากนำทรัพย์สินนั้นออกขายซ้ำอีกครั้งหนึ่งแล้วได้เงินไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมเท่านั้น มิได้บังคับว่าจะต้องทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินใหม่อีกครั้งหนึ่งเสมอไป เพราะเมื่อพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 510 ประกอบด้วยแล้วจะเห็นว่า ผู้ทอดตลาดสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ในคำโฆษณาบอกขายและตามความข้ออื่น ๆ ก็ได้ โดยโจทก์ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ให้จำเลยและบุคคลอื่นที่เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินของโจทก์ทราบก่อนแล้ว และจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อกำหนดดังกล่าวของโจทก์และจำเลยจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของโจทก์ทุกประการตามใบเสนอราคาทรัพย์สินของจำเลย เมื่อจำเลยในฐานะผู้ชนะการประมูลราคาทรัพย์สินของโจทก์เพราะจำเลยเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด แต่จำเลยไม่ชำระราคาทรัพย์สินภายในเวลาที่กำหนดจึงถือว่าจำเลยสละสิทธิในการประมูลดังกล่าวและโจทก์มีสิทธิริบเงินมัดจำซองกับมีสิทธิให้ ช. ผู้ให้ราคาประมูลสูงสุดเป็นอันดับที่สอง เป็นผู้ชนะการประมูลทรัพย์สินของโจทก์ต่อไปและโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินส่วนต่างที่โจทก์ควรจะได้รับจากจำเลยอีกด้วย เพราะการที่โจทก์ประกาศข้อกำหนดการประมูลราคาทรัพย์สินโดยไม่ได้ประกาศอีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นข้อสัญญาเฉพาะรายที่กำหนดขึ้นไว้เพื่อประโยชน์แก่การประมูลขายทรัพย์สินเท่านั้น ข้อกำหนดดังกล่าวไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 516 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤศจิกายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเป็นค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ประกาศองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ เรื่อง ขายเครื่องมือช่างและอะไหล่ชนิดต่าง ๆ ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 4 เมษายน 2550 ข้อ 4 และข้อ 5 ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์ออกประกาศข้อ 4 กำหนดว่า "ผู้ชนะการประมูลราคาจะต้องทำการชำระเงินตามจำนวนที่เสนอให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 7 วัน ทำการนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าสละสิทธิ์ และโจทก์จะยึดเงินมัดจำซองทันที ในกรณีดังกล่าวนี้ โจทก์จะพิจารณาขายให้กับผู้ที่ยื่นซองประมูลราคาที่เสนอราคาเป็นอันดับสองต่อไป" และประกาศข้อ 5 กำหนดว่า "ผู้เสนอราคาสูงสุดของกลุ่มนั้น ๆ จะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินส่วนต่างของราคาที่เสนอกับราคาของผู้เสนอเป็นอันดับสองลบด้วยเงินมัดจำซองที่โจทก์ยึดไว้" โดยโจทก์มิได้นำทรัพย์สินออกประมูลขายอีกครั้งหนึ่งตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินส่วนต่างที่ขาดหายไปได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตรา 516 เป็นเพียงการกำหนดความรับผิดของผู้สู้ราคาสูงสุดที่จะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินส่วนที่ขาดไปหากนำทรัพย์สินนั้นออกขายซ้ำอีกครั้งหนึ่งแล้วได้เงินไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมเท่านั้น มิได้บังคับว่าจะต้องทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินใหม่อีกครั้งหนึ่งเสมอไป เพราะเมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 510 ประกอบด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ทอดตลาดสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ในคำโฆษณาบอกขายและตามความข้ออื่น ๆ ก็ได้ โดยโจทก์ได้ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ให้จำเลยและบุคคลอื่นที่เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินของโจทก์ทราบก่อนแล้ว และจำเลยก็ได้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อกำหนดดังกล่าวของโจทก์และจำเลยจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของโจทก์ทุกประการตามใบเสนอราคาประมูลทรัพย์สินของจำเลย เมื่อจำเลยในฐานะผู้ชนะการประมูลราคาทรัพย์สินของโจทก์เพราะจำเลยเป็นผู้ให้ราคาสูงสุด แต่จำเลยไม่ชำระราคาทรัพย์สินภายในเวลาที่กำหนด จึงถือว่าจำเลยสละสิทธิในการประมูลดังกล่าวและโจทก์มีสิทธิริบเงินมัดจำซองกับมีสิทธิให้นายชัยยงค์ ผู้ให้ราคาประมูลสูงเป็นอันดับที่สองเป็นผู้ชนะการประมูลทรัพย์สินของโจทก์ต่อไปและโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินส่วนต่างที่โจทก์ควรจะได้รับจากจำเลยอีกด้วย เพราะการที่โจทก์ประกาศข้อกำหนดการประมูลราคาทรัพย์สินโดยไม่ได้ประกาศอีกครั้งหนึ่งนั้นเป็นข้อสัญญาเฉพาะรายที่กำหนดขึ้นไว้เพื่อประโยชน์แก่การประมูลขายทรัพย์สินเท่านั้น ข้อกำหนดดังกล่าวหาขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ไม่ และไม่ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระราคาเงินส่วนต่างที่โจทก์ได้รับน้อยกว่าที่จำเลยประมูลราคาทรัพย์สินไว้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 516
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.)
จำเลย — บริษัทท็อปไฟว์ เครน จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายธนวัฒน์ ตันฉ้อง
ศาลอุทธรณ์ — นายพรชัย พุ่มกำพล
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8753/2556
#544526
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีโดยเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องหรือเป็นจำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) ซึ่งบัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ" และคำว่า บุคคล นั้น ตาม ป.พ.พ. ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้า ที่เป็นโจทก์นั้นมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โจทก์เป็นเพียงคณะบุคคลมิใช่บุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ และการรวมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันโดยไม่ปรากฏจากการนำสืบของโจทก์ว่ามีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันผลกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำจึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 อีกทั้งการรวมกลุ่มโจทก์มิได้มีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้ ส. ก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะบุคคลธรรมดา หรือได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งกลุ่มของกลุ่มออมทรัพย์โจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บุคคลตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 156,337.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 116,354 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยจำนวน 682 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า กลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านหมู่ที่ 8 ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายสุนทรเป็นประธานกลุ่ม ส่วนจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่ม การดำเนินกิจการของโจทก์กระทำโดยสมาชิกนำเงินมาลงหุ้นเพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกในราคาถูก และจะเก็บเงินหลังจากมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีโดยเป็นโจทก์ยื่นคำฟ้องหรือเป็นจำเลยที่ถูกฟ้องต่อศาลได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (11) ซึ่งบัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล ฯลฯ" และคำว่า บุคคล นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่ บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล สำหรับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าที่เป็นโจทก์นั้นมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล โจทก์เป็นเพียงคณะบุคคลไม่ใช่บุคคลตามกฎหมายจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าโจทก์เป็นการรวมตัวกันและมีวัตถุประสงค์นำเงินลงหุ้นกันสั่งซื้อสินค้าประเภทปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาจำหน่ายให้แก่สมาชิกและเก็บเงินภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว เข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1025 การที่หุ้นส่วนโดยเสียงข้างมากต่างตกลงให้นายสุนทรเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายสุนทรจึงมีอำนาจจัดการแทนหุ้นส่วนทั้งหมด เมื่อถูกจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนของห้างโต้แย้งสิทธิและทำผิดวัตถุประสงค์ของห้าง นายสุนทรจึงมีอำนาจฟ้องแทนกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้าได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การร่วมกันก่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์โจทก์เป็นการตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน โดยไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำ จึงไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา1025 อีกทั้งการรวมกลุ่มออมทรัพย์โจทก์มิได้มีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 โจทก์จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย นอกจากนี้นายสุนทรก็มิได้ฟ้องคดีในฐานะบุคคลธรรมดา หรือได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกทั้งหมดของกลุ่มออมทรัพย์โจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ เมื่อโจทก์ไม่ใช่บุคคลตามกฎหมายย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1012 ม. 1015 ม. 1025
ป.วิ.พ. ม. 1 (11)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหัวเขาสมอคร้า
จำเลย — นายสมศักดิ์ บุญเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายพิทักษ์ ท้วมใจดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสมเกียรติ เต็งสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8752/2556
#554922
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ตายมอบใบจอง (น.ส.2) ให้จำเลยยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน แม้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิยึดหน่วงแก่จำเลยเพราะหนี้ที่จำเลยมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่จำเลยจะได้รับชำระหนี้คืนจากผู้ตายเท่านั้น หาได้มีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวด้วยที่ดินใบจอง (น.ส.2) ซึ่งครอบครองไว้นั้นจึงไม่เป็นสิทธิยึดหน่วงดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีเมื่อผู้ตายมอบใบจอง (น.ส.2) ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งจำเลยมีสิทธิฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ดังนั้นตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนจนเสร็จสิ้นเชิง จำเลยย่อมมีสิทธิยึดถือใบจอง (น.ส.2) ดังกล่าวไว้

โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องเรียกใบจอง (น.ส.2) ที่พิพาทซึ่งมีชื่อผู้ตายเป็นผู้ขอเข้าครอบครองที่ดินคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือ หาใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลย แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่พิพาทเนื่องจากผู้ตายขายที่พิพาทให้จำเลยแล้ว ก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับใบจอง (น.ส.2) เท่านั้น ทั้งผลของคดีไม่ทำให้สิทธิครอบครองในที่ดินเปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใดจึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ศาลชั้นต้นให้คู่ความตีราคาที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) ที่พิพาทไว้ด้วย ก็ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเพียง 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นต้นเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 8,600 บาท จึงไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา 8,600 บาทให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบใบจอง (น.ส. 2) สารบบเลขที่ 57 หมู่ 3 ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนรับโอนมรดก

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเอกสารดังกล่าวคืนจากจำเลย และฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายและให้โจทก์ในฐานะทายาทของนายบุญมีจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือสิทธิครอบครองเป็นจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบใบจอง (น.ส. 2) สารบบเลขที่ 57 หมู่ 3 ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก คืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญ ผู้ตาย ซึ่งผู้ตายมีชื่อเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง (น.ส. 2) สารบบเลขที่ 57 หมู่ 3 ตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ตามสำเนาใบจอง ผู้ตายทำหนังสือสัญญากู้เงิน 26,000บาท ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 กับจำเลย ต่อมาผู้ตายขอกู้เงินจำเลยเพิ่มอีกห้าครั้งรวมเป็นเงินกู้ทั้งสิ้น 51,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ผู้ตายมอบใบจอง (น.ส. 2) ให้จำเลยยึดถือไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องคืนต้นฉบับใบจอง (น.ส. 2) สารบบเลขที่ 57 ให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยจะยึดถือทรัพย์บุคคลอื่นไว้ต้องเป็นการยึดถือตัวทรัพย์พิพาทเท่านั้น แต่หนี้เงินกู้ไม่เกี่ยวกับทรัพย์พิพาทโดยตรง และตามสัญญากู้เงินมิได้ระบุให้จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงใบจอง (น.ส. 2) จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงนั้น เห็นว่า สิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 หมายถึง การที่ผู้ครอบครองได้ครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้ครอบครองเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองนั้น แต่การที่ผู้ตายมอบใบจอง (น.ส. 2) ให้จำเลยยึดถือไว้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน แม้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิยึดหน่วงแก่จำเลยเพราะหนี้ที่จำเลยมีเป็นเพียงหนี้เงินกู้ที่จำเลยจะได้รับชำระหนี้คืนจากผู้ตายเท่านั้น หาได้มีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่จำเลยเกี่ยวด้วยที่ดินใบจอง (น.ส. 2) ซึ่งครอบครองไว้นั้นจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วง ดังที่โจทก์ฎีกากล่าวอ้างก็ตาม แต่อย่างไรก็ดีเมื่อผู้ตายมอบใบจอง (น.ส. 2) ให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งจำเลยมีสิทธิฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ดังนั้น ตราบใดที่จำเลยยังไม่ได้รับชำระหนี้คืนจนเสร็จสิ้นเชิง จำเลยย่อมมีสิทธิยึดถือใบจอง (น.ส. 2) ดังกล่าวไว้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายและโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลยตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงิน ให้เสร็จสิ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยคืนใบจอง (น.ส. 2) แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายบุญมี ผู้ตาย ฟ้องเรียกใบจอง (น.ส. 2) ที่พิพาทซึ่งมีชื่อผู้ตายเป็นผู้ขอเข้าครอบครองที่ดินคืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้เท่านั้น หาใช่ฟ้องเรียกที่ดินคืนจากจำเลยไม่ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ว่าจำเลยได้สิทธิครอบครองที่พิพาทเนื่องจากผู้ตายขายที่พิพาทให้จำเลยแล้ว ก็ถือว่าจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องคืนต้นฉบับใบจอง (น.ส. 2) เท่านั้น ทั้งผลของคดีไม่ทำให้สิทธิครอบครองในที่ดินเปลี่ยนแปลงไปแต่ประการใด จึงเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้ศาลชั้นต้นให้คู่ความตีราคาที่ดินตามใบจอง (น.ส. 2) ที่พิพาทไว้ด้วย ก็ไม่ทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเพียง 200 บาท ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเพิ่มอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 8,600 บาท จึงไม่ถูกต้อง ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมา 8,600 บาท ให้แก่โจทก์

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่โจทก์เสียเกินมา 8,600 บาทแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกียรติศักดิ์ แสนใจ
จำเลย — นายอดุลย์ สิทธิเวช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่สอด — นายเอกลักษณ์ ลิ้มศิริลักษณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8712/2556
#554744
เปิดฉบับเต็ม

มูลหนี้ที่บริษัท ง. ฟ้อง ป. กับมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของ ป. โดยจำเลยตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้น เป็นมูลหนี้อันเดียวกันและไม่อาจแบ่งแยกกันได้ การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยระบุยอดหนี้ชัดเจนและแน่นอน โดยคิดถึงวันฟ้องตามมูลหนี้ที่แท้จริงที่ ป. ลูกหนี้ชั้นต้นจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการถูกต้องแล้ว แม้หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยแล้วโจทก์จะได้รับการชำระหนี้จากหลักประกันของ ป. ผู้กู้อันเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือไม่และเป็นจำนวนเท่าใด ก็ไม่มีผลทำให้ยอดหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด จึงเป็นคำฟ้องที่ชอบแล้ว เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้าง จึงต้องฟังว่าจำเลยยังค้างชำระหนี้ตามฟ้องจริง โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องนำสืบถึงจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้หลังจากฟ้องเป็นคดีนี้แล้ว เพราะเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี การบังคับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นในคดีที่ ป. ผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นถูกฟ้อง และในคดีที่จำเลยถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นนี้เป็นขั้นตอนการปฏิบัติในการบังคับคดี

ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ป. ผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยตามสัญญากู้เพียงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน จึงหาต้องรับผิดต่อโจทก์ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงไปกว่าที่ลูกหนี้ชั้นต้นจะต้องชำระ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 11,139,205.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้วหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อได้เงินจากการขายทอดตลาดทรัพย์แล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำเงินนั้นชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เข้าสวมสิทธิแทนบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ทำให้ยอดหนี้ที่นายประเสริฐและจำเลยติดค้างอยู่ลดจำนวนลง มิใช่ยอดหนี้ที่ติดค้างทั้งหมดตามที่โจทก์อุทธรณ์ เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่าเหลือยอดหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์จำนวนเท่าใด จึงไม่มีหนี้ที่แท้จริงอันเป็นฐานที่จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ได้นั้น ในเรื่องนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในหนี้สินที่นายประเสริฐผู้กู้ได้กู้เงินไปตามสัญญากู้ ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันและจากการนำสืบโจทก์ก็มีนางนิรัติศัย ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า หลังจากที่โจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) โจทก์ได้ดำเนินการตรวจสอบสินเชื่อที่นายประเสริฐผู้กู้ทำไว้กับบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ปรากฏว่าในขณะที่นายประเสริฐขอกู้เงินนั้น จำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้ด้วยตามสัญญาค้ำประกัน หลังจากที่โจทก์ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ของนายประเสริฐแล้ว ต่อมาได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายประเสริฐ ซึ่งในการขายทอดตลาดดังกล่าวนั้นได้มีขึ้นหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วมูลหนี้ในคดีนี้หลังจากที่มีการขายทอดตลาดทรัพย์แล้วจะเหลือเท่าไร นางนิรัติศัยจึงไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าหากจำเลยจะต้องรับผิดในมูลหนี้ในคดีนี้นั้น จะต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาหักออกจากหนี้ในคดีนี้ก่อน เหลือส่วนต่างเท่าใดจึงบังคับให้จำเลยชำระหนี้ในคดีนี้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางสาวพัศศรณ์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุน ไทยธนากร จำกัด (มหาชน) มาเบิกความยืนยันว่าในคดีที่นายประเสริฐผู้กู้ถูกฟ้องบังคับชำระหนี้นั้น ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไทยธนากร จำกัด (มหาชน) โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทวงหนี้กับจำเลยเป็นหนังสือแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของนางนิรัติศัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าคดีนี้โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยให้ชำระหนี้แล้ว แต่ไม่สามารถส่งให้ได้ดังปรากฏหลักฐานตามหนังสือทวงถามพร้อมใบตอบรับ สำหรับหนี้ของนายประเสริฐอันเป็นหนี้ประธานที่ติดค้างชำระอยู่กับโจทก์นั้นคิดเป็นต้นเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 8,139,205.47 บาท ซึ่งจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมจะต้องรับผิดชอบในหนี้จำนวนดังกล่าวด้วยดังปรากฏรายละเอียดตามตารางการคิดคำนวณยอดเงินพร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เห็นว่า มูลหนี้ที่บริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายประเสริฐตามสัญญากู้เงินกับมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในฐานะที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของนายประเสริฐดังกล่าวโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้น เป็นมูลหนี้อันเดียวกันและไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ แม้นางนิรัติศัยพยานโจทก์เบิกความว่ายังไม่ทราบว่าการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายประเสริฐอันเป็นหนี้ประธานนั้นได้เงินเท่าใด และเจ้าพนักงานบังคับคดียังมิได้นำเงินไปชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้เข้าสวมสิทธิแทนบริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ก็ตาม แต่นางนิรัติศัยก็ได้เบิกความยืนยันว่าได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายประเสริฐผู้กู้หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ฉะนั้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้โดยระบุยอดหนี้ชัดเจนและแน่นอนโดยคิดถึงวันฟ้องตามมูลหนี้ที่แท้จริงที่นายประเสริฐลูกหนี้ชั้นต้นจะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงเป็นการถูกต้องแล้ว แม้หลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยแล้วโจทก์จะได้รับการชำระหนี้จากหลักประกันของนายประเสริฐผู้กู้อันเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือไม่และเป็นจำนวนเท่าใด ก็ไม่มีผลที่ทำให้ยอดหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์จนถึงวันฟ้องเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด การบังคับชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นในคดีที่นายประเสริฐผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นถูกฟ้องและในคดีที่จำเลยถูกฟ้องในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเช่นนี้ เป็นขั้นตอนการปฏิบัติในการบังคับคดี ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สามารถที่จะบังคับเอาจากทรัพย์สินของผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมทั้งสองฝ่ายหรือจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากน้อยเพียงใดก็ได้ แต่จะบังคับเอาชำระหนี้จนเกินกว่าที่ผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นจะต้องรับผิดชอบหาได้ไม่ เกี่ยวกับมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้นั้น หลังจากที่มีการขายทอดตลาดทรัพย์ของนายประเสริฐซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะต้องนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าวมาหักออกจากหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นคดีนี้เสียก่อน เหลือส่วนต่างที่ยังคงค้างอีกเท่าใดจึงจะสามารถบังคับชำระหนี้จากจำเลยในคดีนี้ได้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้การที่โจทก์ฟ้องโดยระบุยอดหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระแก่โจทก์เต็มตามจำนวนมูลหนี้ที่นายประเสริฐผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นจะต้องรับผิดชอบโดยคิดยอดหนี้ถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจึงเป็นคำฟ้องที่ชอบแล้ว เมื่อตามทางพิจารณาจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ในชั้นนี้จึงต้องฟังว่าจำเลยยังต้องค้างชำระหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องจริง โดยโจทก์ไม่มีความจำเป็นจะต้องนำสืบในส่วนของจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นมาหลังจากฟ้องเป็นคดีนี้แล้วแต่ประการใดทั้งสิ้นเพราะเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มาโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่าเหลือยอดหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อโจทก์จำนวนเท่าใด จึงไม่มีจำนวนหนี้ที่แท้จริงอันเป็นฐานที่จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้นั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาในอัตราร้อยละ 24 ต่อปีนั้น เห็นว่า นายประเสริฐผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นต้องรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญากู้เงิน จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกัน จึงหาต้องรับผิดต่อโจทก์ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงไปกว่าที่ลูกหนี้ชั้นต้นจะต้องชำระแต่อย่างใดไม่

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระหนี้ร่วมที่เป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่บริษัทเงินทุนไทยธนากร จำกัด (มหาชน) ฟ้องนายประเสริฐ เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5675/2538 ของศาลชั้นต้นเป็นเงินจำนวน 11,139,205.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
จำเลย — นายกำพล เฉกแสงรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชัย ลีลาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชื่อองค์คณะ
หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8520/2556
#559104
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายไปนั้น โรงงานของผู้เสียหายยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ซึ่ง ว. พนักงานของผู้เสียหายพยานโจทก์เบิกความว่า ท่อนเหล็กมีราคาท่อนละ 8,000 บาท รวม 2 ท่อน เป็นเงิน 16,000 บาท และเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ท่อนเหล็กยังสามารถนำมาใช้งานต่อได้ ไม่ใช่วัสดุเหลือใช้จึงเห็นได้ว่าท่อนเหล็กยังมีประโยชน์ในการใช้สอยและมีมูลค่า เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ราคาตามมูลค่าของท่อนเหล็กที่ผู้เสียหายได้รับความเสียหายตามความเป็นจริงในขณะเกิดเหตุ หาใช่รับผิดตามราคาที่จำเลยทั้งสองนำไปขายไม่ เพราะขณะที่จำเลยทั้งสองขายนั้นเป็นการขายอย่างเศษวัสดุสิ่งของเหลือใช้ที่ไม่มีมูลค่าตามความเป็นจริง ทั้งเป็นการขายในขณะที่จำเลยทั้งสองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่พึงใช้ความระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเฉกเช่นวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ และเมื่อพิจารณาท่อนเหล็กวางเครื่องจักรซึ่งมีรูปร่างลักษณะเหมือนที่ปรากฏในภาพถ่ายประกอบราคาที่ ว. พยานโจทก์เบิกความแล้ว เห็นว่า เป็นราคาที่มีมูลค่าเหมาะสมตามสภาพและประโยชน์ใช้สอยในขณะเกิดเหตุแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 16,000 บาท จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335, 336 ทวิ, 357 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงินจำนวน 16,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 16,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังยุติว่า ก่อนวันเกิดเหตุตามฟ้องบริษัทที.ที.เซรามิค จำกัด ผู้เสียหายทำสัญญาจ้างบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ก่อสร้างโรงงานผลิตกระเบื้องเซรามิค จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ตำแหน่งพนักงานขับรถเครน ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ลักท่อนเหล็กวางเครื่องจักร 2 ท่อน ของผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองของบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด แล้วขับรถเครนบรรทุกไปขายให้แก่นางสาวนาตยา ผู้ประกอบกิจการจำหน่ายและรับซื้อของเก่าในนามร้านกิจสวัสดิ์การค้า ตั้งอยู่ในตำบลเดียวกันกับพื้นที่ก่อสร้างโรงงานของผู้เสียหาย โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ด้วย ผู้เสียหายแจ้งเหตุแก่ร้อยตำรวจเอกศุภชัย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองแค ร้อยตำรวจเอกศุภชัยเรียกจำเลยทั้งสองไปพบ จากนั้นยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับ แล้วจึงจับกุมจำเลยทั้งสองโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันลักทรัพย์ซึ่งเป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ในการก่อสร้างโรงงานของผู้เสียหาย บริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ทำสัญญาจ้างนายสิทธิชัย ให้ใช้รถตักเข้าไปทำงานในพื้นที่ก่อสร้างในลักษณะจ้างเหมาพร้อมทั้งคนขับ จำเลยเป็นลูกจ้างนายสิทธิชัย มีหน้าที่ขับรถตักดังกล่าวนั้น เห็นว่า นางสาววรลักษณ์ พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด โดยบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ทำรายชื่อลูกจ้างส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายด้วย นางสาววรลักษณ์เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งนักกฎหมาย มีหน้าที่ดูแลเรื่องสัญญาและงานธุรการ ย่อมรู้เห็นรายละเอียดที่ผู้เสียหายว่าจ้างให้บริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ก่อสร้างโรงงานซึ่งรวมทั้งรู้เกี่ยวกับรายชื่อลูกจ้างของบริษัทนั้นด้วย ทั้งโจทก์ยังมีบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาที่จำเลยที่ 2 ให้การต่อร้อยตำรวจเอกศุภชัย พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ตอนหนึ่งว่า จำเลยที่ 2 ทำงานรับจ้างสร้างโรงงานกับบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ซึ่งหากจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างนายสิทธิชัยจริงแล้วก็ไม่น่าจะให้การเช่นนั้น ไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจเอกศุภชัยพนักงานสอบสวนบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 โดยไม่ถูกต้อง แต่เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยไม่มีส่วนได้เสียในคดี ทั้งนางสาววรลักษณ์และร้อยตำรวจเอกศุภชัยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า จะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยเบิกความหรือจัดทำบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาให้ผิดไปจากความจริงหรือจากที่จำเลยที่ 2 ให้การประกอบกับในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 เพียงอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความลอย ๆ ว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างนายสิทธิชัย ซึ่งแม้จะนำสืบโดยอ้างสำเนาใบสั่งซื้อซึ่งมีข้อความทำนองว่า บริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ทำสัญญาจ้างนายสิทธิชัยให้ใช้รถตักเข้าไปทำงานในพื้นที่ก่อสร้างก็ตาม แต่ก็มิได้มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของนายสิทธิชัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังวินิจฉัยมีน้ำหนักฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด ตามที่โจทก์ฟ้องจริง ที่จำเลยที่ 2 อ้างสำเนาใบบันทึกลงเวลาปฏิบัติงานแนบท้ายฎีกาซึ่งมีข้อความทำนองว่า จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานคุมเครื่องจักรกลที่บริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด เช่าจากนายสิทธิชัยนั้น ก็มิได้มีข้อความใดที่บ่งชี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของนายสิทธิชัยเช่นเดียวกับสำเนาใบสั่งซื้อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของบริษัทเหลียนเซิ่น จำกัด นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อที่สองว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ช่วยยกท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายขึ้นรถเครนตามคำสั่งของหัวหน้าผู้ควบคุมงาน โดยไม่ทราบว่าหัวหน้าผู้ควบคุมงานสั่งให้จำเลยที่ 1 นำไปขาย ส่วนเหตุที่เดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ด้วยก็เพราะจำเลยที่ 2 ขับรถตักทับหัวเสาเข็มจนยางรั่ว จึงขอให้จำเลยที่ 1 ใช้รถเครนบรรทุกยางรถตักไปซ่อมที่ร้านรับปะยาง เมื่อซ่อมเสร็จจำเลยที่ 1 จึงขับรถเครนบรรทุกท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายไปขายนั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 เพียงแต่ช่วยยกท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายขึ้นรถเครนตามคำสั่งของหัวหน้าผู้ควบคุมงานโดยไม่ทราบว่าหัวหน้าผู้ควบคุมงานสั่งให้จำเลยที่ 1 นำไปขายจริง ก็ควรจะให้การถึงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวนเพื่อจะได้เป็นพยานหลักฐานเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นถึงความสุจริตของจำเลยและเป็นประโยชน์แก่แนวทางการต่อสู้คดีในชั้นพิจารณา แต่บันทึกคำให้การของผู้ต้องหา กลับปรากฏข้อความว่า จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่ขอให้การในรายละเอียดเพราะมีทนายความแนะนำให้ปฏิเสธไว้ก่อน อีกทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกศุภชัยถามว่า เหตุใดจึงทำบันทึกคำรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักเอาท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายแล้วนำไปขาย จำเลยที่ 2 ก็ตอบว่าจะไม่ขอให้การในประเด็นนี้ ข้อความในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาบ่งชี้ว่า เบื้องต้นจำเลยที่ 2 ทำบันทึกคำรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักเอาท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหาย แต่ในเวลาต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับคำแนะนำจากทนายความว่าให้ปฏิเสธไว้ก่อน เมื่อร้อยตำรวจเอกศุภชัยถามคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 จึงเพียงแต่ให้การปฏิเสธลอยๆ โดยไม่ทันคิดหาเหตุผลในการปฏิเสธ ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเหตุที่เดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ด้วยก็เพราะจำเลยที่ 2 ขับรถตักทับหัวเสาเข็มจนยางรั่ว จึงขอให้จำเลยที่ 1 ใช้รถเครนบรรทุกยางรถตักไปซ่อมที่ร้านรับปะยาง เมื่อซ่อมเสร็จจำเลยที่ 1 จึงขับรถเครนบรรทุกท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายไปขายนั้น ก็คงมีเพียงจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวอย่างลอย ๆ โดยมีจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนปากเดียว ลำพังคำเบิกความของจำเลยทั้งสองนั้นไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ว่าข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ในเรื่องนี้เป็นความจริง สำหรับที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยทั้งสองช่วยกันยกท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายขึ้นรถเครนมาเบิกความ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้ไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องจริงนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อสุดท้ายว่า ท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายมีราคาซื้อขายในขณะเกิดเหตุเพียง 2,055 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 16,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักท่อนเหล็กวางเครื่องจักรของผู้เสียหายไปนั้น โรงงานของผู้เสียหายยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ซึ่งนางสาววรลักษณ์พนักงานของผู้เสียหายพยานโจทก์เบิกความว่า ท่อนเหล็กมีราคาท่อนละ 8,000 บาท รวม 2 ท่อน เป็นเงิน 16,000 บาท ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไม่ได้คืนเอกสารและเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า ท่อนเหล็กดังกล่าวยังสามารถนำมาใช้งานต่อได้ ไม่ใช่วัสดุเหลือใช้ จึงเห็นได้ว่าท่อนเหล็กยังมีประโยชน์ในการใช้สอยและมีมูลค่า เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปย่อมทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ราคาตามมูลค่าของท่อนเหล็กที่ผู้เสียหายได้รับความเสียหายตามความเป็นจริงในขณะเกิดเหตุ หาใช่รับผิดตามราคาที่จำเลยทั้งสองนำไปขายไม่ เนื่องเพราะขณะที่จำเลยทั้งสองขายนั้นเป็นการขายอย่างเศษวัสดุสิ่งของเหลือใช้ที่ไม่มีมูลค่าตามความเป็นจริง ทั้งเป็นการขายในขณะที่จำเลยทั้งสองไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่พึงใช้ความระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของตนเฉกเช่นวิญญูชนทั่วไปพึงกระทำ และเมื่อพิจารณาท่อนเหล็กวางเครื่องจักรดังกล่าวซึ่งมีรูปร่างลักษณะเหมือนที่ปรากฏในภาพถ่ายประกอบราคาที่นางสาววรลักษณ์พยานโจทก์เบิกความแล้ว เห็นว่า เป็นราคาที่มีมูลค่าเหมาะสมตามสภาพและประโยชน์ใช้สอยในขณะเกิดเหตุแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 16,000 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (7) ม. 335 (11) ม. 335 วรรคสอง ม. 336 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายสะอาด ศรีรักษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางสาวมาลีรัตน์ เอื้อเพิ่มเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสายันต์ สุรสมภพ
ชื่อองค์คณะ
ณัฏฐชัย ไวยภาษจีรกุล
นิพนธ์ ใจสำราญ
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2556
#544541
เปิดฉบับเต็ม

ในการจดทะเบียนเพิ่มโจทก์เป็นกรรมการคนใหม่ของบริษัทตามคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด มิได้มีการจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติตามข้อบังคับของบริษัทแต่อย่างใด ดังนี้ การเป็นกรรมการของโจทก์จึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า เดิมบริษัทลาเพิร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทลาพอร์ท (ประเทศไทย) จำกัด มีผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหารเป็นชาวต่างประเทศ จำเลยเป็นพนักงานของบริษัทโดยมิได้เป็นผู้ถือหุ้น ต่อมาจำเลยได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ครั้นปี 2539 ผู้บริหารบริษัทซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตั้งอยู่ที่สหราชอาณจักรประสงค์จะขายกิจการของบริษัทที่ประเทศไทย จำเลยกับผู้มีชื่อหลายคนจึงร่วมกันลงทุนซื้อกิจการบริษัท แล้วเปลี่ยนชื่อบริษัทมาเป็นชื่อในปัจจุบัน โดยจำเลยและเพื่อนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 55 ส่วนพันตำรวจตรีวิเชียรกับพวกถือหุ้นร้อยละ 45 จำเลยเป็นกรรมการคนหนึ่งของบริษัท โดยกรรมการ 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัททำการผูกพันบริษัทได้ตามหนังสือรับรอง มีการจดทะเบียนเพิ่มโจทก์เป็นกรรมการเข้าใหม่ โดยกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัทยังคงเดิม มีการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท โดยจำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ส่วนโจทก์กับกรรมการผู้มีชื่ออีก 3 คน โดย 2 ใน 4 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันประทับตราสำคัญของบริษัท ต่อมาวันเกิดเหตุจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจและประทับตราสำคัญของบริษัท มอบอำนาจให้นางวัชรี พนักงานของบริษัทไปดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเข้าใหม่ 4 คน และกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทต่อนายทะเบียน โดยในส่วนกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทไม่มีชื่อโจทก์ โดยตามคำขอมีจำเลยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญบริษัทเป็นผู้ยื่นคำขอนี้ระบุว่า ข้าพเจ้ากรรมการผู้ขอจดทะเบียนขอรับรองว่า การจดทะเบียนครั้งนี้ได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท โดยมีหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2547 และมีมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2547 ณ สำนักงานแห่งใหญ่ของบริษัท มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุม 4 คน นับจำนวนหุ้นได้ 369,582 หุ้น โดยจำเลยเป็นประธานที่ประชุม และมีข้อความตอนท้ายว่า รายการที่ระบุในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบถูกต้องตรงความจริงทุกประการ แต่ปรากฏว่าจำนวนหุ้นที่นับได้ไม่ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับของบริษัท ข้อ 26 ซึ่งกำหนดว่าการประชุมใหญ่สามัญหรือวิสามัญของผู้ถือหุ้นย่อมมิอาจกระทำการใดได้ นอกจากผู้ถือหุ้นที่ได้จดทะเบียนไว้ซึ่งรวมกันเป็นจำนวนอย่างน้อยร้อยละ 75 ของหุ้นที่บริษัทได้ออกไป ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วเป็นจำนวน 513,307.5 หุ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตอบทนายจำเลยว่า โจทก์เข้าไปเป็นกรรมการบริษัทลาเพิร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด เอกสารนี้จำเลยรับรองว่าเป็นไปตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ซึ่งได้ดำเนินการถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท แต่โจทก์ไม่ทราบว่าจะมีการประชุมจริงหรือไม่ ส่วนเรื่องที่บริษัทแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท ซึ่งมีรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นแนบประกอบคำขอไปด้วยนั้น โจทก์ก็ไม่ทราบว่าจะมีการประชุมจริงหรือไม่ เพราะโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น และเบิกความต่อไปว่าตามหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งบริษัทมอบอำนาจให้พนักงานบริษัทไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท นั้น โจทก์ไม่ทราบว่าจะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2542 ตามรายงานการประชุมที่แนบประกอบคำขอจริงหรือไม่ สำหรับรายงานการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2545 เอกสารประกอบหนังสือมอบอำนาจ โจทก์ไม่ทราบว่ามีการประชุมจริงหรือไม่ และสุดท้ายโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยในลักษณะเดียวกันว่าตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยมอบอำนาจให้พนักงานบริษัทไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท โดยถอนชื่อโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท โจทก์ก็ไม่ทราบว่าจะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2547 หรือไม่ เท่ากับโจทก์เบิกความในการแก้ไขเพิ่มเติมรายการทางทะเบียนของบริษัทลาเพิร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ตามเรื่องราวที่โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยมาข้างต้น โจทก์ไม่ทราบว่าจะมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติในแต่ละครั้งหรือไม่ แต่จำเลยเบิกความยืนยันว่า นับแต่จำเลยเข้าบริหารกิจการต่อจากบริษัทลาพอร์ท (ประเทศไทย) จำกัด และจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท จำเลยได้บริหารกิจการเพียงคนเดียวในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ไม่ได้มีการประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทจะมีพนักงานฝ่ายบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัททำเอกสารหลักฐานขึ้น โดยมิได้จัดประชุมผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับโจทก์เป็นบุคคลที่พลตำรวจตรีวิเชียร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัทขอให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัทเพิ่มขึ้น 1 คน ในส่วนของพลตำรวจตรีวิเชียรและพวก และจำเลยเบิกความต่อไปว่า สำหรับการให้โจทก์เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทนั้น จำเลยมอบอำนาจให้ไปยื่นคำขอเพิ่มโจทก์เป็นกรรมการคนใหม่โดยมิได้มีการประชุมผู้ถือหุ้น เพียงแต่ทำเอกสารขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งความข้อนี้นางวัชรี ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและเป็นกรรมการบริษัทกับเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทด้วยเบิกความเป็นพยานจำเลยตอบทนายโจทก์ว่า ตั้งแต่พยานทำงานเป็นพนักงานบริษัทลาเพิร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ยังไม่พบว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท เพียงแต่มีการทำรายงานการประชุมเท่านั้น จำเลยก็ทราบว่าไม่มีการประชุมจริงเพราะมีการปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด เท่ากับจำเลยนำสืบว่านับแต่จำเลยและผู้มีชื่อซื้อกิจการบริษัทลาพอร์ท (ประเทศไทย) จำกัด จากผู้ถือหุ้นใหญ่ชาวต่างชาติและจำเลยเข้ามาบริหารในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว ในการดำเนินกิจการของบริษัทในส่วนแก้ไขเพิ่มเติมรายการจดทะเบียนรวมทั้งการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท มิได้มีการจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท เห็นว่า ตามรูปคดีเชื่อได้ว่าโจทก์เป็นผู้ที่พลตำรวจตรีวิเชียร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งขอให้เข้าไปเป็นกรรมการผู้มีอำนาจคนหนึ่งของบริษัท เพื่อดูแลส่วนได้เสียฝ่ายตน โดยโจทก์เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการผู้มีอำนาจอีกคนหนึ่งกระทำการแทนบริษัทได้เป็นเวลาร่วม 6 ปี และหลังจากนั้นจนถึงปัจจุบันโจทก์ก็ยังมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท โดยตำแหน่งหน้าที่โจทก์ถือเป็นผู้บริหารบริษัทคนหนึ่งย่อมต้องทราบถึงข้อบังคับของบริษัทเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้นซึ่งกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งข้อ 23 ระบุว่า บริษัทจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ประจำปี สำหรับกิจการของบริษัทที่ระบุในข้อ 23 อย่างน้อย 1 ครั้ง เรียกว่าการประชุมใหญ่สามัญ ส่วนการประชุมใหญ่อื่น ๆ ของผู้ถือหุ้นทั้งหมดเรียกว่าการประชุมใหญ่วิสามัญ ดังนี้ เรื่องที่จะต้องประชุมหรือได้ประชุมมีมติแล้ว ถือเป็นส่วนได้เสียที่โจทก์จะต้องทราบและรายงานให้พลตำรวจตรีวิเชียรทราบเพื่อรักษาผลประโยชน์ในส่วนของตน ซึ่งโจทก์จะต้องเอาการเอางานในส่วนนี้ให้สมแก่ที่พลตำรวจตรีวิเชียรไว้วางใจเชิญมาเป็นกรรมการ จึงเป็นไปไม่ได้ที่โจทก์จะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่ามีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจริงหรือไม่ การที่โจทก์เบิกความทำนองไม่รู้ไม่เห็นในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนทุกครั้งของบริษัทว่าจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นจริงหรือไม่นั้น จึงเป็นคำเบิกความตัดบทที่ไม่สมแก่เหตุผล ผิดกับคำเบิกความจำเลยที่ลงลึกในรายละเอียดและกล้าเบิกความยืนยันการบริหารงานของจำเลย อันเป็นผลร้ายแก่ตนเองที่ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท เชื่อว่าในการจดทะเบียนเพิ่มโจทก์เป็นกรรมการคนใหม่ของบริษัทตามคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด มิได้มีการจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติตามข้อบังคับของบริษัทแต่อย่างใด ดังนี้ การเป็นกรรมการของโจทก์จึงไม่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัท โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยงยุทธ์ อัจฉริยวงศ์เมธี
จำเลย — นายทรงศักดิ์ จิตเจือจุน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8452/2556
#559113
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายทดแทนแก่ตนก็ได้" การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีในส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีในส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย กรณีจึงไม่ต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง และโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นก็ตาม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 22, 43, 78, 152, 157, 160

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาววราภรณ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ และค่าเสียหายที่ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนไม่สามารถประกอบกรณียกิจตามปกติได้ รวมเป็นเงิน 499,734 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 22 (2), 43 (4) (8), 78 วรรคหนึ่ง, 152, 157, 160 วรรคท้าย (ที่ถูก มาตรา 160 วรรคหนึ่งและวรรคท้าย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ฐานขับรถโดยประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น และฐานขับรถฝ่าฝืนสัญญาณจราจรไฟสีแดง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 (ที่ถูก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินแล้วไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือและไม่ไปแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือนและปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 2 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 3 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์จำนวน 12 ชั่วโมง ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 233,234 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 11 พฤษภาคม 2553) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนอาญาและจำเลยอุทธรณ์เฉพาะคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ร่วมที่จะยื่นคำฟ้องคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจต่อไปภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย และเนื่องจากจำเลยไม่ได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งตามคำร้องของโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้"การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีในส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีในส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นกรณีที่พนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย กรณีจึงไม่ต้องคำนึงว่าศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้ แม้คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง และโจทก์ร่วมขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นก็ตาม ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า หากศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในคดีส่วนแพ่งแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 2 (1)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4) ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
โจทก์ร่วม — นางสาววราภรณ์ ประจักษ์ชูตระกูล
จำเลย — นายวินัย ทองสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายประทีป ชูคลี่
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุภกิจ กิตสัมบันท์
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8437/2556
#559095
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมสามารถยื่นอุทธรณ์ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ขาดได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง จึงให้คืนค่าธรรมเนียมที่โจทก์ร่วมเสียมาในชั้นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 970,193.96 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทสยามนิสสัน เพชรบูรณ์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอบังคับให้จำเลยรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,017,920.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 957,855.05 บาท นับถัดจากวันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 4 ปี และให้จำเลยคืนทรัพย์ รวม 256 รายการ หรือใช้ราคาเป็นเงิน 528,215.05 บาท แก่โจทก์ร่วม กับให้จำเลยคืนเงินที่ลักไป 59,367.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 กันยายน 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนทรัพย์ตามใบกำกับภาษีแก่โจทก์ร่วมด้วย หากคืนไม่ได้ให้ชดใช้ราคา 59,367.46 บาท ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยคืนเงินที่ลักไปพร้อมดอกเบี้ย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ต่อมาวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในหน้า 18 ย่อหน้าสุดท้ายจนถึงหน้า 24 ซึ่งเป็นข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ของนายจ้าง แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายก็ตาม แต่เมื่ออ่านฎีกาของจำเลยโดยตลอดแล้วเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 6 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยและเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์ร่วมแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยให้ข้อหาลักทรัพย์นายจ้างหลายครั้ง แต่ไม่อาจยืนยันว่าเป็นครั้งใด ไม่อาจลงโทษจำเลยได้นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมต่างวันเวลากัน และทรัพย์ที่ลักไปเป็นคนละชนิดกันอันเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดการกระทำของจำเลยให้ปรากฏพอที่จะให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรมดังที่ได้ความตามทางพิจารณา ดังนี้ คงลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์นายจ้างเพียงกรรมเดียว จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งในส่วนนี้ว่า ในกรณีความผิดต่างกรรมต่างวาระกรณีนี้โจทก์ร่วมแจ้งความดำเนินคดีเอากับจำเลยว่าทำผิดลักทรัพย์นายจ้างหลายครั้ง แต่ไม่อาจยืนยันว่าเป็นครั้งใด ครั้งไหนไม่อาจยืนยันได้ จึงเป็นข้อกฎหมายที่จำเลยเห็นว่าแม้เป็นเพียงกรรมเดียวดังดุลพินิจของศาลชั้นต้น แต่เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบได้สมฟ้องดังฟ้องโจทก์ กรณีจึงไม่น่ารับฟังลงโทษจำเลยแม้ดุลพินิจจะลงโทษจำเลยเพียงกรรมเดียว ดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ได้คัดค้านว่าที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปหลายกรรมต่างวาระกันแล้วลงโทษจำเลยตามฟ้องโจทก์เพียงกรรมเดียวนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จำเลยเพียงแต่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างลอย ๆ ประกอบความเห็นของจำเลยเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

โจทก์ร่วมสามารถยื่นอุทธรณ์ขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนส่วนที่ขาดได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง จึงให้คืนค่าธรรมเนียมที่โจทก์ร่วมเสียมาในชั้นอุทธรณ์

พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 253 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
โจทก์ร่วม — บริษัทสยามนิสสัน เพชรบูรณ์ จำกัด
จำเลย — นายจำรัส เหล็กกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางปราณี รุ่งอภิญญา พรรคสุพรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายนพเรศ พันธุ์นรา
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8413/2556
#554799
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีตำแหน่งเป็นเสมียนตรามีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงิน เมื่อใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกไปมีข้อความหรือจำนวนเงินผิดพลาด จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้อง การแก้ไขดังกล่าวมิใช่การกระทำในขณะจำเลยหมดอำนาจที่จะแก้ไข จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จแต่การทำเอกสารอันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อให้สมเหตุผลในการยักยอกทรัพย์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวคือเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 161, 162

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 162 (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จำนวน 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง และหลังจากเกิดเหตุจำเลยได้ชำระเงินคืนอำเภอไทยเจริญเพื่อนำส่งจังหวัดยโสธรจนครบถ้วนแล้ว มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 9 ปี 12 เดือน ฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จคงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 9 ปี 20 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (3) ความผิดฐานนี้ให้ยก สำหรับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ให้ลงโทษปรับกระทงละ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี 18 เดือน และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้กำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 4 รักษาการในตำแหน่งเสมียนตราอำเภอไทยเจริญ มีหน้าที่เกี่ยวกับงานการเงินและบัญชี รวมทั้งการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งห้าแห่งในเขตอำเภอไทยเจริญ ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้นำส่งและจัดเก็บสำเนาใบเสร็จรับเงินไว้ เงินที่จำเลยจัดเก็บดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่นำส่งจังหวัดยโสธรเป็นรายได้แผ่นดิน หากยังไม่นำส่งจำเลยต้องนำรายการที่รับไว้ดังกล่าวลงในรายงานคงเหลือประจำวัน แล้วนำเงินส่งมอบแก่คณะกรรมการเก็บรักษาเงินเพื่อนำเข้าเก็บในตู้นิรภัย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 จำเลยรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ 2,845.03 บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลคำไผ่ วันที่ 18 กรกฎาคม 2546 จำเลยรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ 4,129.99 บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลคำเตย วันที่ 1 สิงหาคม 2546 จำเลยรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ 3,839.77 บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำคำ วันที่ 30 กันยายน 2546 จำเลยรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ 3,322.52 บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลส้มผ่อ และวันที่ 15 ตุลาคม 2546 จำเลยรับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ 1,870.18 บาท จากองค์การบริหารส่วนตำบลไทยเจริญ และจำเลยออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้นำส่งดังกล่าวตามลำดับ แต่จำเลยไม่ได้นำส่งเงินดังกล่าวแก่จังหวัดยโสธรเป็นรายได้ของแผ่นดินตามระเบียบการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของส่วนราชการ พ.ศ.2520 และจำเลยนำสำเนาใบเสร็จรับเงินฉบับต้นขั้ว ซึ่งต้นฉบับออกให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลไทยเจริญเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2546 มาแก้ไขข้อความจากเดิมที่มีข้อความว่า ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตำบลไทยเจริญเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่จำนวน 1,870.18 บาท เป็นข้อความว่า ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตำบลคำไผ่เป็นค่าธรรมเนียมการพนันเพิ่มจำนวน 40 บาท ต่อมาปลายปี 2546 จังหวัดยโสธรมีหนังสือสอบถามอำเภอไทยเจริญที่ไม่ส่งเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่แก่จังหวัด นายอำเภอไทยเจริญแต่งตั้งนายศราวุฒิ ปลัดอำเภอไทยเจริญ และนางบัวลอง เสมียนตราอำเภอไทยเจริญที่มารับตำแหน่งแทนจำเลย ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยไม่จัดส่งเงินค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ที่รับมาจากองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งห้าแห่งดังกล่าวแก่จังหวัดยโสธร เมื่อสอบถามจำเลย จำเลยนำเงิน 16,007.49 บาท ที่รับมาจากองค์การบริหารส่วนตำบลทั้งห้าแห่งมาส่งคืนแก่อำเภอไทยเจริญ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยแก้ไขต้นขั้วใบเสร็จรับเงิน จากข้อความเดิมที่ว่า ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตำบลไทยเจริญเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่จำนวน 1,870.18 บาท เป็นข้อความว่า ได้รับเงินจากองค์การบริหารส่วนตำบลคำไผ่เป็นค่าธรรมเนียมการพนันเพิ่มจำนวน 40 บาท นั้น เป็นการกระทำในขณะที่จำเลยมีตำแหน่งเป็นเสมียนตราอำเภอไทยเจริญ มีหน้าที่รับเงินและออกใบเสร็จรับเงิน ซึ่งหากใบเสร็จรับเงินที่จำเลยออกไปในหน้าที่มีข้อความหรือจำนวนเงินผิดพลาด จำเลยย่อมมีอำนาจหน้าที่แก้ไขให้ถูกต้องได้ การแก้ไขดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นการกระทำในขณะที่จำเลยหมดอำนาจที่จะแก้ไขเอกสารแล้วดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จ แต่การทำเอกสารอันเป็นเท็จดังกล่าวเพื่อให้สมเหตุผลในการยักยอกทรัพย์ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวคือเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ จึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ กระทงที่ 3 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานทำเอกสารอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (3) ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ กระทงที่สาม ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ทั้ง 3 กระทงนั้น เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้วให้จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 18 เดือน ไม่ปรับ ไม่รอการลงโทษ และไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 162 (3) ม. 147
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยโสธร
จำเลย — นางยุคลธร ศรศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยโสธร — นายศิริชัย สุวรรณแสน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8404/2556
#554914
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่ความแต่งตั้งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ทนายจำเลยที่ 1 ยังมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปจนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 1 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โดยการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42

จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2550 ขณะคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ผู้มรณะซึ่งอาจร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ในการดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 มรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 แต่ไม่มีการร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว จนศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดี โดยอ่านคำสั่งให้ทนายจำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 และคดีถึงที่สุดไปแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายจำเลยที่ 1 จะจัดการตาม ป.พ.พ. มาตรา 828 ทนายจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกแถวเลขที่ 640, 642 และ 644 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเฉพาะตามจำนวนทุนทรัพย์ของค่าเสียหายก่อนฟ้อง มิได้ชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ของที่ดินและตึกแถวพิพาทมาด้วย ศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกโจทก์และจำเลยทั้งสองมาตีราคาที่ดินและตึกแถวพิพาท และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ดินและตึกแถวพิพาทรวมกับค่าเสียหายก่อนฟ้อง อันเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาให้ครบถ้วน จำเลยทั้งสองมิได้ชำระค่าขึ้นศาลตามคำสั่งของศาลฎีกา ศาลฎีกา ถือว่าจำเลยทั้งสองทิ้งฎีกา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกาโดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 และศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตามคำขอของโจทก์แล้ว

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลง (ที่ถูก คำร้อง) ฉบับลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2550 แล้ว ขอให้ศาลสั่งยกเลิกการบังคับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 หรือสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำแถลง (ที่ถูก ยกคำร้อง)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทนายจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ต่อไป และพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ทนายจำเลยที่ 1 ยังไม่หมดสภาพจากการเป็นทนายของจำเลยที่ 1 เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดเวลาไว้ว่ากี่ปีทนายจำเลยที่ 1 จะหมดสภาพเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ตราบใดที่ทายาทยังไม่เข้ามาปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจที่จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อปกป้องประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ได้นั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 จะระบุว่า เมื่อสัญญาตัวแทนระงับสิ้นไปเพราะตัวการตาย ตัวแทนต้องจัดการอันสมควรทุกอย่างเพื่อจะปกปักรักษาประโยชน์อันเขาได้มอบหมายแก่ตนไป จนกว่าทายาทหรือผู้แทนของตัวการจะอาจเข้าปกปักรักษาประโยชน์นั้น ๆ ได้ โดยมิได้ระบุระยะเวลาไว้โดยชัดแจ้ง การที่คู่ความแต่งตั้งทนายความให้ว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาแทนตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 เป็นการตั้งตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 15 ว่าด้วยตัวแทน อันต้องปรับด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ทนายจำเลยที่ 1 ยังมีอำนาจและหน้าที่จัดการดำเนินคดีเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ต่อไปจนกว่าทายาทหรือผู้แทนของจำเลยที่ 1 จะอาจเข้ามาปกปักรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โดยการเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ก็ตาม แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความจากคำแถลงขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและจำหน่ายคดีของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2550 ขณะคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 1 ผู้มรณะซึ่งอาจร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะเพื่อปกปักรักษาประโยชน์ในการดำเนินคดีของจำเลยที่ 1 ได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 มรณะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 แต่ไม่มีการร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 1 ผู้มรณะตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จนศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยอ่านคำสั่งให้ทนายจำเลยทั้งสองฟังเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 และคดีถึงที่สุดไปแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการล่วงพ้นระยะเวลาที่ตัวแทนหรือทนายจำเลยที่ 1 จะจัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 828 ทนายจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มานั้นจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 60
ป.พ.พ. ม. 828
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศรไชย สาริกะวณิช
จำเลย — นายสันติ จงนันทนาวนิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวนิรมล แก้วเกิด
ศาลอุทธรณ์ — นายจุมพล กล้าประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
พิศล พิรุณ
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา