คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8402/2556
#541478
เปิดฉบับเต็ม

การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งเนื่องจากจำเลยได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด อ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา-วังน้อยได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้อง จึงรับฟังได้ว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยทั้งสองละเมิดปลูกสิ่งปลูกสร้างปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากบริเวณหน้าที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางด้านทิศเหนือ โฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่สาธารณะคลองชลประทาน และติดถนนสายอยุธยา-วังน้อย พร้อมให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้คุ้มครองชั่วคราวโดยให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออก และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างให้พ้นแนวเขตที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ตรงจุดพิพาทมีความกว้าง 6 เมตร ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยให้โจทก์ทั้งสองวางเงินประกันค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพเดิมหากจำเลยทั้งสองชนะคดีในชั้นที่สุด เป็นจำนวนเงินและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จะสั่งใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้โดยโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 11840 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 13789 ตำบลคานหาม อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนรั้วและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากบริเวณที่ดินซึ่งอยู่ระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสองทางทิศเหนือกับทางสาธารณะ คลองชลประทาน และถนนสายอยุธยา - วังน้อย ที่จำเลยทั้งสองได้สร้างสิ่งปลูกสร้างปิดทางเข้าออกที่ดินของโจทก์ทั้งสองดังกล่าว เห็นว่า ตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองและบริวารเปิดทางเข้าออกและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากแนวเขตที่ดินพิพาทเป็นการขอคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่บัญญัติว่า "ในคดีอื่นๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้อง หรือในเวลาใดๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว... เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใดๆ ดังต่อไปนี้...(2) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย...หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น" เห็นได้ว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษาตามมาตรา 254 (2) ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองโจทก์ทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองได้กระทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายและเดือดร้อนระหว่างการพิจารณาคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองกล่าวหาว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิด โดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยทั้งสองใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เสียหายและเดือดร้อนเกินสมควร เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่สาธารณะนั้นเพื่อเป็นทางเชื่อมออกสู่ถนนสายอยุธยา - วังน้อย ได้ตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตแล้ว ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 ดังนั้น ตราบใดที่ไม้เสาเข็มที่จำเลยทั้งสองนำมาปลูกเป็นเพิงพักบนที่ดินพิพาทยังคงมีอยู่ย่อมถือได้ว่ายังมีการกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องร้องนั้น จึงรับฟังว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่โจทก์ทั้งสองจะร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายฐานิต สมาธิ กับพวก
จำเลย — นางประไพ สมพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายภิทเวทย์ ดลอารมย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายรังสรรค์ ดวงพัตรา
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8360/2556
#562630
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยฎีกาว่าจำเลยขออ้างอุทธรณ์จำเลยเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลย เท่ากับฎีกาของจำเลยที่อ้างอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบอย่างไร และจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณา นายโกวิทย์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 106,597 บาท และค่าขาดรายได้จากการทำงาน (รับจ้าง) ที่บริษัทเอ็ม เอ็ม ซี ทูลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเวลา 2 เดือน เป็นเงิน 28,000 บาท รวมเป็นเงิน 134,597 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,692 บาท และดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวของต้นเงิน 134,597 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ริบมีดของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 134,597 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กรกฎาคม 2551) ต้องไม่เกิน 2,692 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะคดีส่วนแพ่งและให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาและพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ โดยให้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่ง (ถ้ามี) ด้วย แล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนพร้อมอุทธรณ์ของจำเลยในคดีส่วนอาญาและอุทธรณ์ของคู่ความในคดีส่วนแพ่ง (ถ้ามี) ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำการพิจารณาและพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีส่วนแพ่งใหม่

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมมิได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแก่โรงพยาบาลแต่อย่างใด เนื่องจากโจทก์ร่วมใช้สิทธิประกันสังคม และขณะที่โจทก์ร่วมพักรักษาตัวนั้น บริษัทของโจทก์ร่วมได้จ่ายเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกคำร้องของโจทก์ร่วม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 129,397.80 บาท แก่ผู้ร้อง (ที่ถูก โจทก์ร่วม) พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กรกฎาคม 2551) ต้องไม่เกิน 2,692 บาท ตามขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท

คู่ความไม่อุทธรณ์คดีในส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญา

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษจำคุกแก่จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุก 6 ปี 8 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายโกวิทย์ ผู้ร้อง เป็นเงิน 22,800 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราและระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด กับให้ศาลชั้นต้นคืนค่าขึ้นศาลในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นทั้งหมดแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความไม่อุทธรณ์สำหรับคดีส่วนแพ่ง จึงไม่จำต้องสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยขออ้างอุทธรณ์จำเลยเป็นส่วนหนึ่งของฎีกาจำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยอ้างอุทธรณ์เป็นส่วนหนึ่งของฎีกาเท่ากับฎีกาของจำเลยที่อ้างอุทธรณ์เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ชอบอย่างไร และจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โจทก์ร่วม — นายโกวิทย์ เอี่ยมละออ
จำเลย — นางสาวอริสสา ส่งกลิ่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายวินัย พวงดอกไม้
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรชาติ บุญศิริพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8342/2556
#544546
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควร หรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง ซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 297 และริบของกลาง

จำเลยให้การว่า ใช้อาวุธมีดของกลางฟันทำร้ายผู้เสียหายทั้งสองจริง แต่มิได้มีเจตนาฆ่า

ระหว่างพิจารณา นายเมธี ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวกิติยา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยเรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 39,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 400,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 939,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ชำระไปและต่อไปในอนาคตจำนวน 500,000 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานได้ เป็นเงินจำนวน 105,000 บาท และค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินจำนวน 500,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมสองกระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี เป็นจำคุก 6 ปี คำรับและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี และริบมีดของกลาง กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงินจำนวน 359,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงินจำนวน 329,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยให้คิดนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเฉพาะคดีในส่วนแพ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยได้นำเงินจำนวน 300,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท ซึ่งโจทก์ร่วมทั้งสองได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองด้วย และตามคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีนี้ มีบทบัญญัติกฎหมายมิให้เรียกค่าธรรมเนียม เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นว่าผู้เสียหายเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนสูงเกินสมควรหรือดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้เสียหายชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดหรือแต่เฉพาะบางส่วนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดก็ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาจากโจทก์ร่วมทั้งสอง จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 159,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 229,376 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ศาลชั้นต้นคืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกาให้โจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 253 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์ร่วม — นายเมธี สาลี กับพวก
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ สีเล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นายณัฐปกรณ์ พิชญปัญญาธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวสันต์ ตรีสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8340/2556
#554787
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน โจทก์ร่วมจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ย่อมไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 30 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้กำหนดโทษจำเลยสูงขึ้น จึงต้องบังคับโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 295

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางลำจวน ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต กับยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอันตนต้องเสียไป และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงาน รวมทั้งเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 994,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 288 ประกอบมาตรา 80 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 2 เดือน ฐานพยายามฆ่า จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพบางส่วนในชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานทำร้ายร่างกาย 1 เดือน ฐานพยายามฆ่า จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 5 ปี 1 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม เป็นเงิน 208,454 บาท

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า จำคุก 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี รวมกับโทษจำคุกฐานทำร้ายร่างกายอีก 1 เดือน เป็นจำคุก 8 ปี 1 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม เป็นเงิน 417,454 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยตั้งแต่ปี 2549 ก่อนหน้านั้นจำเลยมีภริยาอยู่แล้วคนหนึ่ง คือนางอ้วน ไม่ปรากฏชื่อจริงและนามสกุล โจทก์ร่วมอยู่กินกับจำเลยและร่วมกันประกอบอาชีพขายของชำที่บ้านที่เกิดเหตุ ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมไปร่วมงานฉลองพิธีสมรสของเพื่อนบ้าน ต่อมาจำเลยตามไปดูพฤติกรรมของโจทก์ร่วมพบว่ากำลังคุยอยู่กับชายอื่นก็เกิดความหึงหวงจึงเข้าไปทำร้าย โดยการใช้มือตบแก้มและกกหูซ้าย และใช้เท้าถีบหลัง จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นโจทก์ร่วมและจำเลยต่างเดินทางกลับบ้านที่เกิดเหตุโดยจำเลยเดินทางถึงก่อน เมื่อโจทก์ร่วมเดินทางถึงบ้าน จำเลยใช้มีดปลายตัด ใบมีดยาว 16 นิ้ว ส่วนปลายกว้าง 2.5 นิ้ว เป็นอาวุธฟันโจทก์ร่วมหลายครั้ง ถูกที่ศีรษะ แก้มขวา ต้นคอ ข้อศอกขวา ข้อมือขวา หลังมือขวาและซ้าย พลเมืองดีพาผู้เสียหายส่งโรงพยาบาลบางกระทุ่ม เจ้าพนักงานแพทย์ตรวจรักษาในเบื้องต้นแล้วส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพุทธชินราช เจ้าพนักงานแพทย์ทั้งสองโรงพยาบาลทำรายงานการตรวจชันสูตรไว้ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางกระทุ่ม เจ้าพนักงานตำรวจส่งจำเลยไปตรวจชันสูตรร่างกายที่โรงพยาบาลบางกระทุ่มเนื่องจากจำเลยให้การว่าถูกโจทก์ร่วมใช้ไม้ตี เจ้าพนักงานแพทย์ทำรายงานการตรวจชันสูตรไว้ตามใบรับรองแพทย์ ความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียง หรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้" เมื่อคดีได้ความว่า ขณะเกิดเหตุในความผิดฐานพยายามฆ่าตามที่โจทก์ฟ้องนั้นโจทก์ร่วมกับจำเลยสมัครใจวิวาทต่อสู้กัน โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดฐานพยามยามฆ่าได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าให้แก่โจทก์ร่วมจึงไม่ถูกต้อง ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

เมื่อคดีได้ความว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วโจทก์ร่วมย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมไม่มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ขอให้กำหนดโทษจำเลยสูงขึ้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีก

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ให้บังคับโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 30 ม. 193 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์ร่วม — นางลำจวน ทองจุ้ย
จำเลย — นายจรูญ เพ็งสลุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางสาวบังเอิญ เนียมศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายธรรมนูญ สิงห์สาย
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
สมควร วิเชียรวรรณ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8337/2556
#554957
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น. มีส่วนประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 291 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของ น. ย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทน น. ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ด้วย

ป.วิ.อ. มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ให้หมายรวมถึงกรณีจำเลยยื่นฎีกาด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางดวงใจ ภริยานายน้อย ผู้ตายและนายยนต์ บิดานายเด่น ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291) โดยเรียกนางดวงใจว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เรียกนายยนต์ว่า โจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของโจทก์ร่วมที่ 1 และเด็กชาย อ. บุตรผู้ตาย เป็นเงิน 2,080,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำความผิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1

โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 1,040,000 บาท

จำเลยยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับมอบเช็คจำนวนเงิน 150,000 บาท จากบริษัทคูเนียร์ประกันภัย จำกัด ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยขับ โจทก์ร่วมที่ 2 แถลงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี กำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและห้ามดื่มสิ่งมึนเมาทุกชนิด ให้จำเลยทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายในกำหนด 1 ปี (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง

โจทก์ร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คดีส่วนอาญาโทษปรับ 5,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในคดีส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดไร้อุปการะ และค่าปลงศพ รวมเป็นเงิน 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีนับแต่วันกระทำละเมิดคือ วันที่ 3 มีนาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า นายน้อย ผู้ตาย สามีของโจทก์ร่วมที่ 1 มีส่วนประมาทด้วย เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า นายน้อยมีส่วนประมาทด้วย นายน้อยจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายน้อยย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนนายน้อยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นางดวงใจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...คำขอของผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมิให้เรียกค่าธรรมเนียม" ที่ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนางดวงใจ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลต่างให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 44/1 ม. 253 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
โจทก์ร่วม — นางดวงใจ เหล่าพ่วง กับพวก
จำเลย — นายจีระวัฒน์ จิวรรจนะโรดม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางประไพ เอื้อไพจิตร คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายภิญโญ แสงภู่
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2556
#544540
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดลง แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าศาลเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าศาลไม่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหมายความว่าในกรณีที่ลูกหนี้ยังอยู่ในสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย และศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่หากลูกหนี้พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วหรืออาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

คดีนี้ได้ความจากรายงานเจ้าหน้าที่ส่วนจัดกิจการทรัพย์สินและกำกับดูแลการฟื้นฟู สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สรุปได้ว่า ผู้บริหารแผนไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามแผน สำหรับผลการดำเนินงานทางการเงิน ลูกหนี้มีรายได้ไม่เพียงพอ มีการลดจำนวนพนักงานซึ่งมีผลให้ผลิตสินค้าไม่ได้ตามเป้าหมายทั้งด้านคุณภาพและจำนวน ประกอบกับไม่มีสถาบันการเงินใดอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกหนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการจนลูกหนี้ขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนได้ ลูกหนี้มีผลการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าลูกหนี้ยังไม่พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว กิจการขาดทุนและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หากยังคงดำเนินกิจการต่อไปลูกหนี้ก็ไม่อาจฟื้นฟูกิจการจนพ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ เมื่อระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุด แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน กรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทสยามยูนิโซล จำกัด ลูกหนี้ ตั้งบริษัทเอส.ยู.แอล.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2543 และเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีบริษัทเอส. ยู.แอล.แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2544 ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งมีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนได้สิ้นสุดลงในวันที่ 27 เมษายน 2549 ปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จตามแผน ตามรายงานเจ้าหน้าที่ส่วนจัดกิจการทรัพย์สินและกำกับดูแลการฟื้นฟู สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549ขอให้มีคำสั่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง

เจ้าหนี้รายที่ 100 ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

ลูกหนี้ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และให้ผู้บริหารเดิมของลูกหนี้เข้าไปจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง

ลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้ว่า มีเหตุสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุดลง แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลพิจารณาตามพยานหลักฐานในสำนวน และฟังคำชี้แจงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้และคำคัดค้านของลูกหนี้ และใช้ดุลพินิจมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าศาลเห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าศาลไม่เห็นสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายก็ให้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหมายความว่าในกรณีที่ลูกหนี้ยังอยู่ในสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ และไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย และศาลชอบที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่หากลูกหนี้พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วหรืออาจชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ศาลชอบที่จะมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ คดีนี้ได้ความจากรายงานเจ้าหน้าที่ส่วนจัดกิจการทรัพย์สินและกำกับดูแลการฟื้นฟู สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ว่า ได้รับแจ้งจากผู้ร้องขอที่ 2 ว่าลูกหนี้หยุดดำเนินกิจการแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 จากการตรวจสอบแผนและการปฏิบัติงานของผู้บริหารแผนทุกรอบ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ปรากฏว่าลูกหนี้มีการลดทุนและเพิ่มทุนเพื่อรองรับการใช้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ตามแผนเสร็จเรียบร้อยแล้ว แผนจัดกลุ่มเจ้าหนี้ออกเป็น 10 กลุ่ม รวมเป็นหนี้ 3,600,789,375.48 บาท หนี้สินเชื่อใหม่ตามแผนส่วนที่ 1 และที่ 2 รวม 77,311,892.90 บาท เป็นหนี้ตามแผนรวมทั้งสิ้น 3,678,101,268.38 บาท คิดเป็นร้อยละ 100 แต่ผู้บริหารแผนชำระหนี้ได้เพียง97,311,892.90 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.01 มีการปลดหนี้รวม 605,374,765.36 บาท คิดเป็นร้อยละ 16.46 ยังคงเหลือหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2548 รวมทั้งสิ้น 2,975,414,610.12 บาท คิดเป็นร้อยละ 80.90 ซึ่งผู้บริหารแผนไม่สามารถชำระหนี้ตามแผนได้ ส่วนความสำเร็จตามแผนมี 3 ประการ ได้แก่ 1. เจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตกลงแก้ไขสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับแผน 2. เจ้าหนี้การค้ากลุ่มที่ 9 ได้รับชำระหนี้หรือตกลงปลดหนี้ตามแผนทั้งหมดให้แก่ลูกหนี้ และ 3. ลูกหนี้สามารถชำระคืนต้นเงินตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน ติดต่อกันภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เว้นแต่มีมติเสียงข้างมากของเจ้าหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กำหนดเป็นอย่างอื่น แต่ผู้บริหารแผนไม่ได้ส่งสำเนาสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่แก้ไขให้สอดคล้องกับแผนต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และผู้บริหารแผนไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้การค้ากลุ่มที่ 9 จำนวน 124,058,027.53 บาท ซึ่งพ้นกำหนดชำระไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 และยังไม่ได้รับรายงานว่าเจ้าหนี้รายใดตกลงปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ จึงสรุปได้ว่าผู้บริหารแผนไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จตามแผน สำหรับผลการดำเนินงานทางการเงินของลูกหนี้ได้ความว่า ลูกหนี้เป็นผู้ผลิตพื้นรองเท้าและรองเท้ากีฬา โดยผลิตพื้นรองเท้าให้แก่บริษัทวงศ์ไพฑูรย์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผลิตพื้นรองเท้าภายใต้เครื่องหมายการค้าไนกี้ (Nike) หลังจากเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ผลิตให้แก่กลุ่มบริษัทแพน แต่มีรายได้ไม่เพียงพอ จึงมีการลดจำนวนพนักงานซึ่งมีผลให้ผลิตไม่ได้ตามเป้าหมายทั้งด้านคุณภาพและจำนวน ประกอบกับไม่มีสถาบันการเงินใดอนุมัติสินเชื่อแก่ลูกหนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ จนลูกหนี้ขาดสภาพคล่องทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนได้ ผลการดำเนินงานที่ปรากฏตามรายงานของผู้บริหารแผนสรุปได้ว่า สินทรัพย์ในปี 2545 จำนวน 346,291,292 บาท แต่ในปี 2548 ลดลงเหลือจำนวน 232,480,744 บาท ขณะที่หนี้สินในปี 2545 จำนวน 3,554,856,781 บาท แต่ในปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 3,584,149,413 บาท ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2548 ลูกหนี้มีรายได้จากการขายและรับจ้างผลิตลดลงตลอดจากปี 2546 จำนวน 77,260,000 บาท แต่ในปี 2548 จำนวน 66,950,000 บาท ซึ่งลดลงเป็นจำนวน 10,310,000 บาท และระยะเวลาตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2548 ลูกหนี้มีผลการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ในปี 2546 ขาดทุนจำนวน 56,261,961 บาท ในปี 2547 ขาดทุนจำนวน 49,762,880 บาท และในปี 2548 ขาดทุนจำนวน 38,730,000 บาท จากรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าว แสดงว่าลูกหนี้ยังไม่พ้นจากสภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว กิจการขาดทุนและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ หากยังคงดำเนินกิจการต่อไปลูกหนี้ก็ไม่อาจฟื้นฟูกิจการจนพ้นจากภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ กรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย จึงสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง ข้อที่ลูกหนี้อุทธรณ์ว่า ผู้บริหารแผนเลิกจ้างพนักงานของลูกหนี้ทั้งหมดและมีคำสั่งปิดกิจการของลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2548 ก่อนที่การฟื้นฟูกิจการจะครบกำหนดเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามแผน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายและลูกหนี้ ผู้บริหารแผนจงใจไม่ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้การค้ากลุ่มที่ 9 จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จ เพราะต้องการให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด และนำทรัพย์สินของลูกหนี้อันเป็นหลักประกันออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่ผู้ร้องขอที่ 2 เพียงผู้เดียว เห็นว่า ข้ออุทธรณ์ของลูกหนี้ไม่อาจรับฟังได้ว่าลูกหนี้พ้นจากภาวะมีหนี้สินล้นพ้นตัว และสามารถที่จะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามแผนหรือเจ้าหนี้อื่นในระหว่างการฟื้นฟูกิจการได้ เมื่อระยะเวลาดำเนินการตามแผนสิ้นสุด แต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน ศาลต้องมีดุลพินิจมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 90/70 วรรคสอง หากมีกรณีดังที่จำเลยกล่าวอ้างจริง ก็ชอบที่จะไปดำเนินการต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรให้ลูกหนี้ล้มละลายและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดชอบแล้ว อุทธรณ์ของลูกหนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/70
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทสยามยูนิโซล จำกัด กับพวก
เจ้าหนี้ — บริษัทสยามเวเยอร์ จำกัด
ลูกหนี้ — บริษัทสยามยูนิโซล จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8229/2556
#544513
เปิดฉบับเต็ม

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการมีมติว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ และเสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งหรือดำเนินการให้มีการสั่งลงโทษไล่ออกจากการราชการ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินก่อนผู้คัดค้านเกษียณอายุราชการ ผู้ร้องย่อมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปได้เสมือนว่าผู้คัดค้านยังมิได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 21 จัตวา แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติชอบในวงการ พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 มาตรา 21 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีมติว่าเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติตามมาตรา 21 ทวิ ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลโดยไม่ชักช้าเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นจะสามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นตนได้มาโดยชอบ ในกรณีนี้ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" จากผลของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นมาตรการในทางแพ่งเพื่อบังคับให้ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน มิใช่เป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดทางอาญาอันจะสามารถบังคับได้ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติและกำหนดโทษไว้ตาม ป.อ มาตรา 2 แม้ในขณะยื่นคำร้องเพื่อดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวมีการยักย้ายทรัพย์สินไปก่อน และบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 มาตรา 21 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราบการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 มิได้กล่าวถึงวิธีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นตามที่ผู้คัดค้านฎีกา แต่เมื่อต่อมาได้มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 83 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 บัญญัติวิธีการบังคับคดีในกรณีไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาไม่เกินมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน จึงชอบที่จะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับให้มีผลย้อนหลังแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ต้องตกเป็นของแผ่นดินนั้นได้ด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ผู้คัดค้านชดใช้เงิน 73,525,436.09 บาท จึงเป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติตามคำพิพากษาในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้คัดค้านแทนทรัพย์สินที่ศาลมีคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือเพื่อให้มีการขอให้เพิกถอนการโอนหรือการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ได้กระทำหลังจากผู้คัดค้านแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 82 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน ในนามกระทรวงการคลัง 19 อันดับ แต่เนื่องจากผู้คัดค้านยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอันดับที่ 4 ถึง 6 และ 13 ถึง 19 ไปเสียแล้ว จึงขอให้บังคับผู้คัดค้านชดใช้เงิน 73,525,436.09 บาท คืนแก่แผ่นดินในนามกระทรวงการคลัง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 44339 ตำบลคลองแสนแสบ (คลองสี่ตก) อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1032 ตำบลเกาะพงัน อำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เฉพาะส่วนของผู้คัดค้าน รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 6 ธ 8883 กรุงเทพมหานคร รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 2 ช 8844 กรุงเทพมหานคร หุ้นบริษัทวิเศษคอนกรีต จำกัด 2,500 หุ้น บริษัทปันนา จำกัด 1,000 หุ้น เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ เลขที่ 033-2-43431-4 และเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่ 070-2-7110-0 ตกเป็นของแผ่นดิน ให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน รถยนต์ หุ้น และเงินฝากในธนาคารตามหลักฐานที่มีชื่อผู้คัดค้านอยู่แก่กระทรวงการคลัง หากไม่โอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้าน และให้ผู้คัดค้านชดใช้เงิน 73,525,436.09 บาท แทนทรัพย์สินอันดับที่ 4 ถึง 6 และ 13 ถึง 19 คืนแก่แผ่นดินโดยชำระให้แก่กระทรวงการคลัง และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับทรัพย์สินอันดับที่ 7 รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 6 ธ 8883 กรุงเทพมหานคร ให้แก้ไขมูลค่าที่ต้องใช้แทนเป็นเงิน 720,000 บาท ทรัพย์สินอันดับที่ 8 รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 2 ช 8844 กรุงเทพมหานคร ให้แก้ไขมูลค่าที่ต้องใช้แทนเป็นเงิน 624,000 บาท ให้ยกคำร้องส่วนที่ขอให้ทรัพย์สินอันดับที่ 11 เงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลขที่ 033-2-43431-4 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางโพ และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 มีเจตนารมณ์ให้ผู้ร้องยื่นคำร้องได้เฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติยังมิได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงใช้บังคับแก่ผู้ที่พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพราะเกษียณอายุราชการแล้วดังเช่นผู้คัดค้านมิได้ เห็นว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบในวงราชการ มีมติว่าผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ และเสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งหรือดำเนินการให้มีการสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2537 ก่อนผู้คัดค้านเกษียณอายุราชการ ตามสำเนามติการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ดังนั้น ผู้ร้องย่อมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปได้เสมือนว่าผู้คัดค้านยังมิได้พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 21 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อสุดท้ายมีว่า ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่กระทรวงการคลังแทนทรัพย์สินอันดับที่ 4 ถึง 6 และ 13 ถึง 19 หรือไม่ ผู้คัดค้านฎีกาว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 มีเจตนารมณ์ให้ใช้บังคับแก่ทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาโดยมิชอบและยังคงมีอยู่ในครอบครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น หรือมีบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน แต่ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องทรัพย์สินอันดับที่ 4 ถึง 6 และ 13 ถึง 19 มิได้มีอยู่ และผู้คัดค้านก็มิใช่ลูกหนี้แผ่นดินผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านรับผิดชดใช้เงินให้แก่กระทรวงการคลังแทนทรัพย์สินอันดับที่ 4 ถึง 6 และ 13 ถึง 19 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 มาตรา 21 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บรรดาทรัพย์สินที่คณะกรรมการมีมติว่าเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติตามมาตรา 21 ทวิ ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลโดยไม่ชักช้าเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นจะสามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นตนได้มาโดยชอบ ในกรณีนี้ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" จากผลของบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการดำเนินการในทางแพ่งเพื่อบังคับให้ทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านร่ำรวยผิดปกติหรือมีเพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน มิใช่เป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดทางอาญาอันจะสามารถบังคับได้ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติและกำหนดโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 แม้ในขณะยื่นคำร้องเพื่อดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวมีการยักย้ายทรัพย์สินไปก่อน และบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 มาตรา 21 ตรี วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติ มิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2530 มิได้กล่าวถึงวิธีการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นตามที่ผู้คัดค้านฎีกา แต่เมื่อต่อมาได้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 83 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 บัญญัติวิธีการบังคับคดีในกรณีไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาไม่เกินมูลค่าของทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดิน จึงชอบที่จะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับให้มีผลย้อนหลังแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ต้องตกเป็นของแผ่นดินนั้นได้ด้วย เมื่อได้ความว่ามีการยักย้ายทรัพย์สินอันดับที่ 4 ถึงที่ 6 และอันดับที่ 13 ถึง 19 ไปก่อนผู้ร้องยื่นคำร้อง การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ผู้คัดค้านชดใช้เงิน 73,525,436.09 บาท จึงเป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติตาม คำพิพากษาในการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้คัดค้านแทนทรัพย์สินที่ศาลมีคำพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดิน หรือเพื่อให้มีการขอให้เพิกถอนการโอนหรือการกระทำใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ได้กระทำหลังจากผู้คัดค้านแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 82 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

อนึ่ง ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า หากผู้คัดค้านจะต้องชดใช้ราคารถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าหมายเลขทะเบียน 6 ธ 8883 กรุงเทพมหานคร และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 2 ช 8844 กรุงเทพมหานคร ก็จะต้องชดใช้ราคาตามสภาพปัจจุบัน มิใช่ตามสภาพในขณะที่ซื้อนั้น เป็นข้อที่ผู้คัดค้านมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ.2518 ม. 21 ทวิ ม. 21 ตรี ม. 21 จัตวา
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.2530
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ม. 83
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นายสมภพ อุณหวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
พินิจ สายสอาด
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8089/2556
#544532
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและใส่รหัสส่วนตัวเปรียบได้กับการลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการเบิกถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 7,8 และมาตรา 9 ประกอบกับคดีนี้จำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งโจทก์มีเอกสารซึ่งมีข้อความชัดว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ขอขยายเวลาชำระหนี้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อมาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมอีกโสดหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 318,933.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 249,337.76 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 261,024.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.82 ต่อปี ของต้นเงิน 249,337.76 บาท นับถัดจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การเบิกเงินสดจากเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยเป็นการกู้ยืมที่ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมอันจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยนำบัตรกดเงินสดดังกล่าวไปใช้เบิกถอนเงินสดรวม 8 ครั้ง ซึ่งการถอนเงินสดดังกล่าวจำเลยจะต้องทำตามขั้นตอนที่ระบุในคู่มือการใช้บริการ ต้องใส่รหัสผ่าน 4 หลัก เลือกรายการถอนเงินจากบัญชีสินเชื่อเงินสด เลือกระยะเวลาการผ่อนชำระ 6 ถึง 36 เดือน ระบุจำนวนเงินที่ต้องการ (5,000 ถึง 20,000 บาท ต่อรายการ) และรับเงินสดพร้อมสลิปไว้เป็นหลักฐานซึ่งในสลิปจะปรากฏอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินในแต่ละครั้งอยู่ด้วย แสดงว่า จำเลยสมัครใจกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนด กรณีดังกล่าวถือเป็นธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ดำเนินการโดยใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 มาตรา 4 มีผลใช้บังคับตามมาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับมาตรา 8 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว และมาตรา 9 บัญญัติว่า ในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีการลงลายมือชื่อแล้ว ถ้า (1) ใช้วิธีการที่สามารถระบุตัวเจ้าของลายมือชื่อ และสามารถแสดงได้ว่าเจ้าของลายมือชื่อรับรองข้อความในข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นว่าเป็นของตน... เมื่อโจทก์มีมาแสดงประกอบใบคู่มือการใช้บริการ อันเป็นหลักฐานที่รับฟังได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 การที่จำเลยนำบัตรกดเงินสดควิกแคชไปถอนเงินและส่งรหัสส่วนตัวเสมือนลงลายมือชื่อตนเอง ทำรายการถอนเงินตามที่จำเลยประสงค์ และกดยืนยันทำรายการพร้อมรับเงินสดและสลิป การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินจากโจทก์ ประกอบทั้งจำเลยมีการขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้สินเชื่อเงินสดควิกแคชที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ รวม 11 รายการ โจทก์มีเอกสารซึ่งมีข้อความชัดว่าจำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ขอขยายเวลาชำระหนี้ โดยจำเลยลงลายมือชื่อท้ายเอกสารมาแสดง จึงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้อีกโสดหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า จำเลยต้องรับผิดเพียงใด เห็นว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิคิดค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมอื่นใดตามสัญญาจากจำเลยอีก โจทก์คงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น แม้โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน ที่ให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ (ร้อยละ 15 ต่อปี) แต่ก่อนสัญญาเลิกกัน โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 13.82 ต่อปี เท่านั้นโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินค้างชำระจำนวน 244,337.76 บาท ได้ในอัตราร้อยละ 13.82 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่อ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 7 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจีอี แคปปิตอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายนพดล มโนรถพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายศักดิ์เสถียร สวนสุข
ศาลอุทธรณ์ — นายทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
พิศล พิรุณ
พิสิฐ ฐิติภัค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8081/2556
#554919
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีโดยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธว่า การเช่าห้องพักมีข้อตกลงตามสัญญาเช่าว่า ผู้ให้เช่าจะไม่รับผิดชอบในความสูญหายแก่ทรัพย์สินของผู้เช่า จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

การที่จำเลยยินยอมออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีในนามจำเลยให้แก่ผู้มาพักอาศัยห้องพักย่อมเป็นที่แสดงให้ผู้มาใช้บริการห้องพักเข้าใจว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันกับบริษัท ช. เมื่อพนักงานเป็นทั้งพนักงานของบริษัท ช. และพนักงานของจำเลย ส่วนพนักงานที่รับแจ้งเหตุรถยนต์สูญหายในวันเกิดเหตุเป็นพนักงานของจำเลย ทั้งจำเลยก็ไม่นำสืบหลักฐานความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของห้องพักว่าเป็นของบริษัท ช. แยกต่างหากไม่ใช่ของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของที่พักที่เกิดเหตุ อันมีลักษณะทำนองเดียวกับโรงแรม จำเลยจึงเป็นเจ้าสำนักสถานที่พักดังกล่าวทำนองเดียวกับโรงแรม ต้องรับผิดในการที่รถยนต์ของ พ. สูญหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 674

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 มกราคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บม 5335 นครศรีธรรมราช จากนางพิทยาภรณ์ อายุคุ้มครองนับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2549 มีธนาคารธนชาติ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 นางพิทยาภรณ์เข้าพักที่ห้องพักของบริษัทชาลีน่า ปริ้นเซส โดยนำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดที่ลานจอดรถของที่พัก ต่อมาวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 รถยนต์คันดังกล่าวสูญหายไป โจทก์ตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้นแล้วได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 480,000 บาท ให้แก่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) แล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะการเช่าห้องพักมีข้อตกลงตามสัญญาเช่าว่า ผู้ให้เช่าจะไม่รับผิดชอบในความสูญหายแก่ทรัพย์สินของผู้เช่านั้น ชอบหรือไม่ จำเลยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธว่า โจทก์ยังไม่ได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์จึงยังไม่ได้รับช่วงสิทธิมาฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และนางพิทยาภรณ์ไม่ได้เข้าพักที่โรงแรมของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีโดยแสดงเหตุแห่งการปฏิเสธว่า การเช่าห้องพักมีข้อตกลงตามสัญญาเช่า ผู้ให้เช่าจะไม่รับผิดชอบในความสูญหายแก่ทรัพย์สินของผู้เช่า จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีได้ความตามที่นายบุญโชติ พนักงานของบริษัทชาลีน่า ปริ๊นเซส จำกัด เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าลูกค้าที่เข้าพักในห้องพักของบริษัทชาลีน่า ปริ้นเซส จำกัด หากขอออกใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี ลูกค้าจะได้รับใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีที่ออกในนามจำเลย สอดคล้องกับที่โจทก์นำสืบมาว่า ในการเข้าพักของนางพิทยาภรณ์มีหลักฐานใบเสร็จรับเงินและบิลเงินสด/ใบกำกับภาษี ที่ออกให้ในนามจำเลย การที่จำเลยยินยอมออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีในนามจำเลยให้แก่ผู้มาพักอาศัยห้องพักที่เกิดเหตุย่อมเป็นที่แสดงให้ผู้มาใช้บริการห้องพักเข้าใจว่าจำเลยเป็นเจ้าของหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันกับบริษัทชาลีน่า ปริ้นเซส จำกัด นอกจากนี้นายบุญโชติยังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า พยานเป็นทั้งพนักงานของบริษัทชาลีน่า ปริ้นเซส จำกัด และพนักงานของจำเลย นางสายฝน พนักงานที่รับแจ้งเหตุรถยนต์สูญหายจากนางพิทยาภรณ์ในวันเกิดเหตุก็เป็นพนักงานของจำเลย ทั้งจำเลยก็ไม่ได้นำสืบหลักฐานความเป็นเจ้าของที่แท้จริงของที่พักที่เกิดเหตุว่าเป็นของบริษัทชาลีน่า ปริ้นเซส จำกัด แยกต่างหากไม่ใช่ของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของที่พักที่เกิดเหตุ อันมีลักษณะทำนองเดียวกับโรงแรม จำเลยจึงเป็นเจ้าสำนักสถานที่พักดังกล่าวทำนองเดียวกับโรงแรมที่นางพิทยาภรณ์เข้าพักอาศัย ต้องรับผิดในการที่รถยนต์ของนางพิทยาภรณ์สูญหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 674 โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง แต่ศาลล่างทั้งสองให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเกินคำขอจึงเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน เว้นแต่ดอกเบี้ยให้คิดนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 25 มกราคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 674
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงแรมชาลีนา ปริ้นเซส เวิลด์กรุ๊ป จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสถาพร วิสาพรหม
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8069/2556
#554984
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลย อันเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 10 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 กันยายน 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์และยกคำร้องของผู้ร้อง ริบของกลาง

โจทก์และผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายพีระพัฒน์ ผู้เสียหาย 1 นัด กระสุนปืนถูกแขนขวา หน้าอกขวาได้รับบาดเจ็บหลายแผล เจ้าพนักงานตำรวจพบแว่นกระดาษหมอนรองกระสุนปืนทรงกลมในที่เกิดเหตุจึงยึดเป็นของกลาง พันตำรวจโทอิศราพงษ์ พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วน่าเชื่อว่า จำเลยเป็นคนลอบยิงผู้เสียหายจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับ ศาลชั้นต้นอนุมัติออกหมายจับ ต่อมาจำเลยเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่า พยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้จำเลยทราบ จำเลยให้การปฏิเสธ ในชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน จำเลยให้การปฏิเสธ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ที่ขนำและหน้าบ้านมีหลอดไฟย่อมมีแสงสว่างมองเห็นบริเวณโดยรอบได้ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายถูกยิง ผู้เสียหายอยู่ตรงหมายเลข 2 ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายมองเห็นจำเลยยืนถืออาวุธปืนตรงหมายเลข 3 เป็นระยะเพียง 13 เมตร เชื่อว่าที่เกิดเหตุมีแสงสว่างพอมองเห็นกันได้ในระยะ 13 เมตร โดยเฉพาะคนที่เคยเห็นหน้าและรู้จักกันมาก่อน แม้จะเห็นหน้ากันเพียงแวบเดียวก็จำได้แล้วว่าเป็นใคร ซึ่งได้ความจากผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายกับจำเลยเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เช่นนี้ แม้ในที่เกิดเหตุมีแสงสว่างไม่มากนัก แต่ก็เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นจำเลยและจำได้ว่าเป็นจำเลยไม่ผิดตัว นอกจากนี้ยังได้ความจากพยานโจทก์ปากนายจักรีและนายชินภัทรเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากผู้เสียหายออกจากขนำไปไม่ถึง 1 นาที ก็ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด และได้ยินเสียงผู้เสียหายร้องว่า ช่วยด้วยถูกยิง พยานทั้งสองวิ่งไปดูที่หน้าบ้าน เห็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจอดอยู่แต่ไม่พบผู้เสียหายจึงร้องเรียก ผู้เสียหายตอบรับอยู่หลังบ้านจึงไปช่วยยกผู้เสียหายเข้าบ้าน ผู้เสียหายบอกว่าถูกไอ้น้อยยิงซึ่งหมายถึงจำเลย จากนั้นจึงนำผู้เสียหายส่งโรงพยาบาล เห็นว่า เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายถูกยิงเพิ่งเกิดขึ้นและผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บแต่ยังมีสติอยู่ได้กล่าวกับพยานทั้งสองในขณะนั้นว่าจำเลยเป็นคนยิง น่าจะกล่าวตามความจริงที่เกิดขึ้น คงไม่มีเวลาคิดบิดเบือนข้อเท็จจริงให้ร้ายจำเลย หลังเกิดเหตุผู้เสียหายและพยานทั้งสองได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ได้สาระสำคัญตรงกับที่เบิกความต่อศาล จะแตกต่างกันบ้างก็เพียงรายละเอียด ไม่ถึงกับเป็นพิรุธ ส่วนมูลเหตุที่จำเลยลอบยิงผู้เสียหายก็ได้ความจากผู้เสียหายว่า เมื่อประมาณต้นปี 2548 จำเลยมีเรื่องชกต่อยกับนายพิเชษฐ์ในงานศพ ผู้เสียหายห้ามปรามในฐานะเป็นเพื่อนกัน แต่จำเลยกลับเข้าใจว่า ผู้เสียหายเข้าข้างนายพิเชษฐ์และโกรธเคืองผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายกับมารดาเคยไปบ้านป้าจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจกันแต่ไม่พบจำเลย หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรจนกระทั่งมาเกิดเหตุคดีนี้ พยานโจทก์ปากนายจักรีกับนายชินภัทรเบิกความว่า ทราบเรื่องที่ผู้เสียหายกับจำเลยมีเรื่องบาดหมางกัน น่าเชื่อว่ากรณีดังกล่าวเป็นเหตุจูงใจให้จำเลยลอบยิงผู้เสียหาย ในทางกลับกันผู้เสียหายและพยานทั้งสองต่างก็เป็นเพื่อนกับจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงน่าสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย ในคืนเกิดเหตุพันตำรวจโทอิศราพงศ์ ดาบตำรวจสหชัยกับพวกได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุปรากฏตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุและถ่ายรูปที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุ ต่อมาได้ทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุได้ความจากดาบตำรวจสหชัย พยานโจทก์ว่า ในคืนที่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุได้ตามไปที่บ้านจำเลยแต่ไม่พบ เห็นว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยไม่อยู่ที่บ้านกลับเป็นข้อพิรุธ หากจำเลยมิได้ก่อเหตุลอบยิงผู้เสียหายจริงก็ควรอยู่ที่บ้านเพราะเพิ่งแยกตัวจากขนำบ้านนายจักรีไม่นานและยังได้ความต่อไปว่า ภายหลังดาบตำรวจสหชัยสืบทราบจากนายเขต ผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยไปอยู่ที่อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ดาบตำรวจสหชัยได้ไปติดตามแต่ไม่พบ แสดงให้เห็นว่าหลังจากจำเลยลอบยิงผู้เสียหายแล้วได้หลบหนีไปอยู่อำเภอบางขัน ส่วนที่จำเลยนำสืบปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ว่า ในวันเกิดเหตุคดีนี้จำเลยได้ไปรับจ้างกรีดยางพารากับนางละมุล ซึ่งเป็นป้าจำเลย ระหว่างนั้นพักที่บ้านนางละมุลตลอด โดยมีนางละมุลเบิกความสนับสนุนคำของจำเลยนั้น ไม่น่าเชื่อเพราะนางละมุลอาจเบิกความช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นหลานก็ได้ ทั้งน่าเชื่อว่า หลังจากจำเลยก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วจึงหลบหนีไปรับจ้างกรีดยางพารากับนางละมุลมากกว่า ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักควรแก่การรับฟัง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนลูกซองยาวยิงผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จึงเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 18 กันยายน 2550 คดีของโจทก์ในความผิดดังกล่าว จึงเป็นอันขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ชอบที่ศาลจะต้องยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน เมื่อฟังว่าจำเลยกระทำความผิด จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้องซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าว อันเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้นนับว่าเหมาะสมแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 10 เดือน ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ข้อหาอื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
ผู้ร้อง — นายพีระพัฒน์ อ่อนชาติ
จำเลย — นายพีรพันธ์หรือน้อย วิจารณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นางเจิดจันทร์ แก้วอำไพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจิรพงษ์ ทัศน์เอี่ยม
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
พิศล พิรุณ
ปิ่น ศรีเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8064/2556
#540941
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายมีอาชีพทำฟาร์มโค ฟางอัดแท่งที่เก็บอยู่ในโรงเก็บฟาง ไม่ใช่สินค้าที่มีไว้เพื่อการค้าของผู้เสียหาย แต่น่าจะมีไว้เลี้ยงโคผู้เสียหายเองมากกว่า โรงเก็บฟางที่จำเลยวางเพลิงจึงมิใช่โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าตามความหมายของมาตรา 218 (2) แต่เป็นทรัพย์ทั่วไปของผู้อื่นตามมาตรา 217

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217, 218

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 (2) จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยคือผู้วางเพลิงเผาโรงเก็บฟางอัดแท่งของผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความยืนยันมั่นคงว่าเห็นจำเลยกระโดดลงจากโรงเก็บฟางอัดแท่งแล้วมีควันไฟและไฟไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากเห็นตอนกระโดดแล้ว ผู้เสียหายยังเห็นจำเลยวิ่งไปทางบ้านจำเลยอีก ซึ่งจากการที่จำเลยกับผู้เสียหายเป็นญาติและรู้จักกันอย่างดีนั้น เชื่อว่าผู้เสียหายจำจำเลยได้ไม่ผิด เพราะขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและบริเวณที่เกิดเหตุเป็นฟาร์มเลี้ยงโคที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ทั้งทิศทางที่เห็นคนร้ายวิ่งไปก็ไปทางบ้านจำเลย ก่อนเกิดเหตุจำเลยก็มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้เสียหายเรื่องสุนัขของผู้เสียหายไปกินไก่และไข่ไก่ของจำเลย ถึงขั้นจำเลยลักลอบเบื่อสุนัขของผู้เสียหายตายไปหนึ่งตัวซึ่งเหตุดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอให้จำเลยคิดกระทำความผิดเช่นนั้นได้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายก็แจ้งแก่ผู้ใหญ่บ้านและพนักงานสอบสวนทันทีว่าจำเลยเป็นคนร้าย อันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้เสียหายว่าได้เห็นจำเลยกระโดดลงมาจากโรงเก็บฟางอัดแท่งก่อนจะเกิดเพลิงไหม้จริง พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ ที่จำเลยอ้างฐานที่อยู่ว่าจำเลยไปอยู่บ้านกำนันขณะไฟกำลังลุกไหม้นั้นไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อสงสัยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยวางเพลิงเผาโรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าของผู้เสียหายและขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 จากทางนำสืบของโจทก์ที่ว่าผู้เสียหายมีอาชีพทำฟาร์มโคนั้น ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ว่าฟางอัดแท่งที่เก็บอยู่ในโรงเก็บดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่มีไว้เพื่อการค้าของผู้เสียหาย แต่น่าจะมีไว้เลี้ยงโคผู้เสียหายเองมากกว่า โรงเก็บฟางที่จำเลยวางเพลิงจึงไม่ใช่โรงเรือนอันเป็นที่เก็บสินค้าตามความหมายของมาตรา 218 (2) แต่เป็นทรัพย์ทั่วไปของผู้อื่นตามมาตรา 217 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 แต่มีความผิดตามมาตรา 217

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 217 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายอนุชาหรือชา มากสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายขจร ยิ่งดำนุ่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8058/2556
#554742
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ได้มีการยื่นฟ้องจำเลยก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง อายุความคดีนี้จึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง ซึ่งมีความหมายว่า อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีนั้น เป็นอันสะดุดหยุดลง เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงแล้ว จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ซึ่งในกรณีนี้อายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี แต่ทั้งวรรคสามและวรรคสี่ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาเด็ดขาดไปก่อนที่จะมีการฟ้องคดีแพ่ง ดังนั้น ในกรณีของคดีนี้ จึงต้องเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง เท่านั้น ไม่ใช่กรณีของวรรคสี่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ในคดีอาญาดังกล่าวศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เป็นที่แน่นอนสำหรับให้คดีนี้จำต้องถือตาม ดังนั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้กันต่อไปให้เป็นที่ยุติ ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้ง

แม้จะเห็นได้ในตัวว่าแก๊ปวงและดอกไม้เพลิงที่จำเลยมีอยู่ในครอบครองในขณะนั้น เป็นทรัพย์อันอาจเกิดอันตรายได้โดยสภาพตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 437 ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเหตุการณ์ทุกกรณีจะต้องเกิดจากสภาพหรือลักษณะของตัวทรัพย์นั้นเองเป็นเหตุเสมอไป เพราะการกระทำของบุคคลต่อทรัพย์ที่มีลักษณะเช่นนี้ ก็อาจสามารถเป็นเหตุก่อให้เกิดผลเช่นที่เกิดในคดีนี้ได้ เหตุนี้ ความรับผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องจึงต้องปรับบทตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 2,416,908 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,067,943 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,722,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับจากวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ค้าดอกไม้เพลิง มีแผงลอยสำหรับทำการค้าดังกล่าวอยู่บริเวณหน้าที่ทำการไปรษณีย์ของโจทก์บนถนนสุคนธวิท ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เกิดการระเบิดและเพลิงลุกไหม้เป็นเหตุให้ที่ทำการของโจทก์ได้รับความเสียหายและศาลชั้นต้นได้กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ได้รับชดใช้ 1,722,200 บาท หลังเกิดเหตุจำเลยถูกพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในข้อหากระทำการโดยเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้และบุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย ต่อศาลชั้นต้นในมูลกรณีเดียวกันกับคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2548 คดีถึงที่สุดตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7878/2548 ของศาลชั้นต้น ทั้งนี้ หลังจากมีการฟ้องคดีอาญาดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ในคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว อายุความฟ้องคดีของโจทก์จึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ คือ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ถ้าโจทก์ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" จึงเห็นได้ว่า กรณีจะเป็นดังที่จำเลยฎีกาต้องหมายความว่า ศาลในคดีอาญาพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีเด็ดขาดแล้วก่อนที่จะมีการยื่นฟ้องคดีแพ่ง แต่คดีนี้ได้มีการยื่นฟ้องจำเลยก่อนที่ศาลชั้นต้นในคดีอาญาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง อายุความคดีนี้จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 51 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลด้วยแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา" ซึ่งมีความหมายว่า อายุความฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งมาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้มีกำหนดเวลาดังที่บัญญัติไว้ในเรื่องอายุความฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (1) ถึง (5) แล้วแต่กรณีนั้น เป็นอันสะดุดหยุดลง กล่าวคือ ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลงแล้วจึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ซึ่งในกรณีนี้อายุความจะเริ่มนับใหม่เมื่อศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี แต่ทั้งวรรคสามและวรรคสี่ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีที่ศาลในคดีอาญามีคำพิพากษาเด็ดขาดไปก่อนที่จะมีการฟ้องคดีแพ่ง ดังนั้น ในกรณีของคดีนี้ จึงต้องเป็นไปตามมาตรา 51 วรรคสอง เท่านั้นไม่ใช่กรณีของวรรคสี่ คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า ในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า บริเวณแผงลอยของจำเลยเป็นจุดที่ดอกไม้เพลิงเกิดการระเบิดและลุกไหม้ขึ้นอย่างรุนแรง แต่ข้อเท็จจริงไม่อาจเชื่อไปในทางใดทางหนึ่งได้ว่าจำเลยเป็นคนเทแก๊ปวงออกจากถุงพลาสติกอย่างแรงจนเกิดการเสียดสีลุกเป็นไฟ แล้วจำเลยสลัดแก๊ปวงที่ติดไฟตกลงบนแผงลอยจำหน่ายดอกไม้เพลิงของจำเลยด้วยความประมาทเลินเล่อหรือไม่ ทั้งตามพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่าบริเวณใกล้เคียงกับแผงลอยของจำเลยมีร้านมาร์แตงวางขายดอกไม้เพลิงอยู่บนฟุตบาธหน้าร้านห่างจากแผงลอยของจำเลยเพียงเล็กน้อย และดอกไม้เพลิงที่ร้านมาร์แตงก็ลุกไหม้เสียหายเช่นเดียวกัน จึงชวนให้สงสัยว่าจุดที่เริ่มเกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้นก่อนที่พลุจะระเบิดนั้นเกิดที่ใดแน่ ศาลชั้นต้นจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย เช่นนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ในคดีอาญาดังกล่าวศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงให้เป็นที่แน่นอนสำหรับให้คดีนี้จำต้องถือตาม ดังนั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้กันต่อไปให้เป็นที่ยุติ ยังไม่สามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้ง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาจึงมีต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ซึ่งควรวินิจฉัยก่อนว่า ความรับผิดของจำเลยในคดีนี้จะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หรือมาตรา 437 เนื่องจากจำเลยได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่า ความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามมาตรา 437 โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยได้กระทำโดยประมาทหรือไม่ แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้และการระเบิด ศาลฎีกาได้ตรวจคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์แล้วเห็นได้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์ยืนยันว่าเหตุครั้งนี้เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยที่เทแก๊ปวงออกจากภาชนะอย่างรุนแรงและรวดเร็วโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าแก๊ปวงเป็นวัตถุไวไฟหากเสียดสีหรือกระทบกันอาจเกิดประกายไฟและลุกไหม้ได้ และจำเลยไม่ควรโยนแก๊ปวงที่ติดไฟลงไปยังแผงจำหน่ายดอกไม้เพลิงของจำเลย สอดคล้องกับคำฟ้องในคดีอาญาที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวโดยประมาท ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะเห็นได้ในตัวว่าแก๊ปวงและดอกไม้เพลิงที่จำเลยมีอยู่ในครอบครองในขณะนั้นจะเป็นทรัพย์อันอาจเกิดอันตรายได้โดยสภาพตามความหมายของมาตรา 437 ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าเหตุการณ์ทุกกรณีจะต้องเกิดจากสภาพหรือลักษณะของตัวทรัพย์นั้นเองเป็นเหตุเสมอไป เพราะการกระทำของบุคคลต่อทรัพย์ที่มีลักษณะเช่นนี้ก็อาจสามารถเป็นเหตุก่อให้เกิดผลเช่นที่เกิดในคดีนี้ได้ เหตุนี้ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ความรับผิดของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องต้องวินิจฉัยปรับบทตามมาตรา 420 และโจทก์มีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่บรรยายฟ้องดังกล่าว ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่า จำเลยกระทำการโดยประมาทในการหยิบแก๊ปวงออกจากกล่องเป็นเหตุให้เกิดประกายไฟร่วงหล่นจากมือไปกระทบกับดอกไม้เพลิงบนแผงจนเกิดไฟลุกไหม้และเกิดการระเบิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หลายประการตามฟ้อง จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 437
ป.วิ.อ. ม. 46 ม. 51
ชื่อคู่ความ
การสื่อสารแห่งประเทศไทย
โดยบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายปฏิพานหรือเปี๊ยก ทองประยูร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายสวัสดิ์ คงใหม่
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายวิทยา จิญกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8055/2556
#540895
เปิดฉบับเต็ม

ทรัพย์มรดกที่ ด. ได้รับจากกองมรดกของ ธ. เป็นที่ดิน ซึ่งผู้จัดการมรดกของ ธ. ได้ดำเนินการขายที่ดินทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งเงินแก่ทายาทของ ธ. เป็นคราว ๆ และ ด. ได้รับเงินส่วนแบ่งมรดกดังกล่าวด้วย เมื่อ ด. ได้รับเงินส่วนแบ่งมรดกของ ธ. แล้ว ก็หาได้ระบุกันเงินส่วนดังกล่าวไว้ต่างหากเป็นพิเศษไม่ เงินที่ ด. ได้รับจากกองมรดกของ ธ. จึงระคนกับเงินส่วนอื่นที่ ด. มีอยู่ ไม่อาจถือเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างได้ การที่ ด. ทำพินัยกรรมฉบับก่อนยกเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงหาเป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1651 (2) ไม่ เมื่อต่อมา ด. ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกเงินจำนวนเดียวกันให้จำเลยอีก ข้อความของพินัยกรรมทั้งสองฉบับที่ระบุให้เงินของ ด. ตกแก่ทายาทต่างคนกันจึงขัดกัน และ ด. ผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 1697 ที่ให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรมฉบับหลัง โจทก์จึงหามีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์มรดกของ ด. ไม่ เพราะสิทธิของโจทก์ถูกยกเลิกไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,509,816 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,415,035 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 733,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไป จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่า การที่จำเลยส่งสำเนาพินัยกรรมในวันที่ 30 เมษายน 2552 โดยส่งสำเนาที่ต้องให้โจทก์ต่อศาล มิได้นำส่งสำเนาให้โจทก์ตามที่กฎหมายกำหนด และโจทก์ซึ่งได้รับสำเนาพินัยกรรมในวันสืบพยานโจทก์วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 ทำให้ไม่ควรรับพินัยกรรม ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายในการนำส่งสำเนาพินัยกรรมให้โจทก์ คงส่งสำเนาไว้ต่อศาลเท่านั้นก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้พินัยกรรมเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ที่ศาลชั้นต้นอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) รับพินัยกรรมเพื่อฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า พินัยกรรมเป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทรัพย์มรดกในส่วนที่พระดำได้รับจากกองมรดกของนายธงชัย ซึ่งมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน และผู้จัดการมรดกของนายธงชัยได้ดำเนินการขายที่ดินทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งเงินให้แก่ทายาทของนายธงชัยเป็นคราว ๆ พระดำได้รับเงินส่วนแบ่งมรดกดังกล่าวด้วย การที่พระดำทำพินัยกรรมยกเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จึงหาเป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะไม่ เพราะการจะเป็นพินัยกรรมลักษณะเฉพาะจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 1651 (2) ว่า "เมื่อตามข้อกำหนดพินัยกรรม บุคคลใดมีสิทธิที่จะได้รับทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่าง ซึ่งเจาะจงไว้โดยเฉพาะ หรือแยกไว้ต่างหากเป็นพิเศษจากกองมรดก บุคคลนั้นเรียกว่า ผู้รับพินัยกรรมลักษณะเฉพาะ และมีสิทธิและความรับผิดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น" เมื่อพระดำได้รับเงินส่วนแบ่งมรดกของนายธงชัย พระดำก็หาได้ระบุกันเงินส่วนดังกล่าวไว้ให้ต่างหากเป็นพิเศษไม่ เงินที่พระดำได้รับจากกองมรดกของนายธงชัย จึงระคนกับเงินส่วนอื่นที่พระดำมีอยู่ เงินดังกล่าวจึงไม่อาจถือเป็นทรัพย์สินเฉพาะสิ่งเฉพาะอย่างได้ ดังนั้น เมื่อพินัยกรรมมิใช่พินัยกรรมลักษณะเฉพาะ เมื่อต่อมาพระดำได้ทำพินัยกรรมแม้ขณะที่พระดำทำพินัยกรรมฉบับดังกล่าว พระดำจะมีอายุมาก แต่จำเลยมีนายแพทย์ระพี และนางสาวสุพัตรา เบิกความยืนยันว่า พยานจำเลยทั้งสองเป็นพยานในพินัยกรรม เห็นพระดำมีสติและมีความสามารถในการทำพินัยกรรมได้โดยสมบูรณ์ พินัยกรรมซึ่งจัดทำขึ้นภายหลังพินัยกรรม จึงมีผลสมบูรณ์ นอกจากนี้ ได้ความตามทางนำสืบของตัวโจทก์และพระบุญเสริม ว่าพระดำมีเงินที่ได้จากการแบ่งมรดกของนายธงชัย ไม่มีบัญชีเงินฝากอื่น ส่วนรถยนต์กระบะของพระดำ ได้ความว่าให้วัดใช้สอย แสดงว่ารถยนต์ดังกล่าวพระดำได้ยกให้วัดแล้ว จึงมิใช่มรดกของพระดำ โจทก์ฎีการะบุว่า พระดำมีทรัพย์สินเป็นเงินที่ได้จากกองมรดกของนายธงชัย กับทรัพย์อื่นคือรถยนต์กระบะ แต่เมื่อได้ความว่ารถยนต์กระบะมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะพระดำยกให้วัดไปแล้ว ทรัพย์ของพระดำที่จะเป็นมรดกจึงมีเพียงเงินที่ได้รับแบ่งจากกองมรดกของนายธงชัยเท่านั้น การที่พระดำทำพินัยกรรมยกทรัพย์ส่วนนี้เป็นมรดกให้โจทก์ แล้วยังทำพินัยกรรม ยกทรัพย์มรดกซึ่งหมายถึงเงินจำนวนเดียวกันให้จำเลยอีก ฉบับที่ระบุให้เงินของพระดำตกแก่ทายาทต่างคนกัน ขัดกัน และพระดำผู้ทำพินัยกรรมมิได้แสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1697 ที่ให้ถือว่าพินัยกรรมซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับก่อนเป็นอันเพิกถอนโดยพินัยกรรม ซึ่งเป็นพินัยกรรมฉบับหลัง ดังนั้น โจทก์จึงหามีสิทธิใด ๆ ในทรัพย์มรดกของพระดำไม่ เพราะสิทธิของโจทก์กับพวกตามพินัยกรรมถูกยกเลิกไปแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1651 (2) ม. 1697
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสุทธิ์ สุนทรวิภาต ในฐานะผู้จัดการของพระประชัด
หรือประชัชหรือประชัฎหรือทองดำหรือดำ สุนทรวิภาต
จำเลย — นางดารณี สุนทรวิภาต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายอดิศร บุปผเวส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชูเกียรติ ดิลกแพทย์
ชื่อองค์คณะ
นพพร โพธิรังสิยากร
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8049/2556
#554765
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหน้าที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2555 การส่งหมายมีผลเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 วรรคสอง ต้องถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยต้องยื่นคำให้การภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถือว่าได้รับหมาย

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ประธานศาลฎีกาชี้ขาดและให้รอการพิจารณาพิพากษาไว้ชั่วคราว ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่มีบทบัญญัตินิยามคำว่า "การพิจารณา" และ "กระบวนพิจารณา" จึงต้องนำบทนิยามตาม มาตรา 1 (4) และ 1 (7) แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลม ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ดังนั้น การยื่นคำให้การของจำเลยซึ่งเป็น "กระบวนพิจารณา" อย่างหนึ่ง จึงจำต้องรอไว้ก่อน มีผลให้ระยะเวลานับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของประธานศาลฎีกาดังกล่าวย่อมไม่นับรวมในกำหนดเวลาที่จะต้องยื่นคำให้การภายในสิบห้าวัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่าโดยความยินยอม แต่จำเลยทำผิดข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและการใช้อำนาจปกครองบุตรขอให้บังคับจำเลยคืนทรัพย์ของโจทก์ที่จำเลยลักไปจากบ้านซึ่งเป็นสินสมรสที่ตกลงให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์รวม 27 รายการ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีแก่โจทก์พร้อมทั้งจัดให้เข้าที่เรียบร้อยดังเดิม หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 748,100 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยที่มีต่อเด็กชาย อ. โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และส่งมอบบุตรคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยชดใช้เงินค่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 5,398,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้อง หมายส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลย เจ้าหน้าที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2555 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดต่อไปและให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 สำเนาให้อีกฝ่าย ต่อมาประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและให้ไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อน ส่วนวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่กำหนดไว้ให้งด

วันที่ 6 สิงหาคม 2555 จำเลยยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วเนื่องจากไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดจึงไม่รับคำให้การจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำให้การของจำเลยชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าหน้าที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2555 การส่งหมายมีผลเมื่อพ้นกำหนดสิบห้าวันล่วงพ้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 79 วรรคสอง ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยต้องยื่นคำให้การภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ถือว่าได้รับหมาย

เมื่อวันที่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งถ้อยคำสำนวนให้ประธานศาลฎีกาชี้ขาดต่อไปและให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวซึ่งกรณีต้องตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีจะอยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น...ให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาให้เป็นที่สุด" และวรรคสองบัญญัติว่า "การขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาด...และในกรณีเช่นว่านี้ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว" แต่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 ไม่มีบทบัญญัตินิยามคำว่า "การพิจารณา" และ "กระบวนพิจารณา" จึงต้องนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม ทั้งนี้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 1 (4) บัญญัติว่า "คำให้การ หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกขึ้นต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง..." (7) "กระบวนพิจารณา หมายความว่า การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาลหรือตามคำสั่งของศาล...และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้" (8) "การพิจารณา หมายความว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่ง ก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง" ดังนั้น การยื่นคำให้การของจำเลยซึ่งเป็น "กระบวนพิจารณา" อย่างหนึ่งตามบทนิยามข้างต้นจึงจำต้องงด "การพิจารณา" ตามบทบัญญัติมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2553 บังคับว่าให้รอการพิจารณาพิพากษาชั่วคราวเช่นนี้ การยื่นคำให้การของจำเลยจึงต้องรอไว้ก่อน ฉะนั้นระยะเวลานับแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 อันเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของประธานศาลฎีกาที่วินิจฉัยชี้ขาดว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นย่อมไม่นับรวมในกำหนดเวลาที่จะต้องยื่นคำให้การภายในสิบห้าวัน เมื่อถือว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555 การที่จำเลยยื่นคำให้การวันที่ 6 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการยื่นคำให้การภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง (ไม่นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555) การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามคำขอของโจทก์ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2555 ทั้งที่จำเลยไม่ได้ขาดนัดยื่นคำให้การดังวินิจฉัยมาแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไขเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

พิพากษากลับให้รับคำให้การจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (4) ม. 1 (7) ม. 79 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุลริช เอเชลมันน์
จำเลย — นางสาวดุริยา หวานน้อย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ — นายกิตติ ตรีขจรเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญากร
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8046/2556
#554940
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 บัญญัติว่า "ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้..." คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นเหตุหย่าของจำเลยหลายประการ ได้แก่ การด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การให้การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การทำร้ายร่างกาย และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้โจทก์ยังบรรยายฟ้องต่อไปว่า ก่อนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือเนื่องจากสามีคนเดิมเสียชีวิตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 36,000 บาท ในฐานะเป็นหม้าย จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ เมื่อโจทก์สมรสกับจำเลย โจทก์จึงหมดสิทธิรับเงินดังกล่าว และขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดรายได้จากจำเลย เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แสดงว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และต้องยากจนลง แม้โจทก์ใช้ถ้อยคำว่า "จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู" แต่มีคำว่า "ค่าขาดรายได้" เมื่อพิจารณาถึงคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้โจทก์ได้รับนับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงถึงเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้เงินค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นสิทธิที่ได้รับเมื่อหย่าแล้ว คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งครบองค์ประกอบดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ข้างต้นแล้ว เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย และปรากฏว่าโจทก์ยากจนลง จึงชอบที่จะให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ระหว่างอยู่กินเป็นสามีภริยา จำเลยปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โดยจำเลยทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจ หมิ่นประมาท เหยียดหยามให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง และเปรียบเทียบโจทก์เป็นทาส ขอทาน สุนัขข้างถนน เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2552 จำเลยคบหากับนางสาวบังอร ฉันชู้สาวจนถึงปัจจุบัน และจำเลยไม่ให้เงินเลี้ยงดูโจทก์ โดยก่อนโจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในฐานะที่เป็นหม้าย เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,000 บาท จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือแต่งงานใหม่ เมื่อโจทก์แต่งงานกับจำเลย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจึงระงับการจ่ายเงินดังกล่าว ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 1,500 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยเดือนละ 50,000 บาท จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน กับให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันมีคำพิพากษาจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ นับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรส ก่อนสมรสโจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปี 2547 ต่อมาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย โจทก์กับจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 48 ถนนโชคชัย 4 ซอย 32 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุหย่าหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ไม่เคยทำร้ายร่างกาย ทรมานจิตใจหรือหมิ่นประมาท เหยียดหยามโจทก์เป็นขอทาน หรือสุนัขข้างถนน เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำในวาระต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า "Street Dog" แปลว่า "หมาข้างถนน" ด่าว่า "อีบ้า โรคจิต ขี้อิจฉาริษยา อีเลว อีตอแหล อีหน้าผี อีสมองกลวง อีขอทาน อีหมาข้างถนน อีสติแตก" ด่าว่าโจทก์ต่อหน้าเพื่อนว่า "Beggar" แปลว่า "ขอทาน" อันเป็นถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามโจทก์และเป็นการทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) แต่ตามฎีกาของจำเลยมิได้แสดงเหตุผลโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยชัดแจ้งว่า จำเลยได้ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดังกล่าวหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้กล่าวถ้อยคำเหยียดหยามโจทก์ อันเป็นการร้ายแรงและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (6) แล้ว แม้จำเลยจะฎีกาโต้แย้งในข้ออื่นเกี่ยวกับจำเลยได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูโจทก์หรือไม่ จำเลยยกย่องอุปการะหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ ก็ไม่มีผลทำให้เหตุหย่าหมดไป หรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาส่วนนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการที่สองว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์ มิใช่ค่าเลี้ยงชีพ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีหย่าถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้...." ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำอันเป็นเหตุหย่าของจำเลยหลายประการ ได้แก่ การด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การให้การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา การทำร้ายร่างกาย และการไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลยทั้งสิ้น นอกจากนี้ โจทก์ยังบรรยายฟ้องต่อไปว่า ก่อนสมรสกับจำเลย โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือเนื่องจากสามีคนเดิมเสียชีวิตจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,032.66 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,000 บาท ในฐานะเป็นหม้าย จนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ เมื่อโจทก์สมรสกับจำเลย โจทก์จึงหมดสิทธิรับเงินดังกล่าว และขอให้จำเลยจ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าขาดรายได้จากจำเลย เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้อง เห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้แสดงว่า โจทก์ไม่ได้รับสิทธิในการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และต้องยากจนลง แม้โจทก์ใช้ถ้อยคำว่า "จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู" แต่มีคำว่า ค่าขาดรายได้ เมื่อพิจารณาถึงคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้โจทก์ได้รับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิต ย่อมแสดงถึงเจตนาของโจทก์ว่าประสงค์จะได้รับเงินค่าเลี้ยงชีพ อันเป็นสิทธิที่จะได้รับเมื่อหย่าแล้ว คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งครบองค์ประกอบดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง ข้างต้นแล้ว เมื่อศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน ด้วยเหตุหย่าอันเป็นความผิดของจำเลย และปรากฏว่าโจทก์ยากจนลง จึงชอบที่จะให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ได้ ส่วนปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพเพียงใดนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ..." ในข้อนี้โจทก์เบิกความประกอบพยานเอกสารว่า จำเลยได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 1,451 ดอลล่าร์สหรัฐ และมีเงินได้จากเงินปันผลในเงินลงทุนกับบริษัทออพเพนฮายม์รจำนวน 273,061.68 ดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนจำเลยมีนายธนพล ผู้รับมอบอำนาจเบิกความว่า จำเลยมีรายได้จากเงินช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เดือนละ 2,000 ดอลล่าร์สหรัฐ เท่านั้น โดยมิได้โต้แย้งพยานหลักฐานของโจทก์ให้ฟังเป็นอย่างอื่น แม้จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยังได้รับเงินช่วยเหลือให้การอุปการะเลี้ยงดูจากบุตร และจำเลยต้องเช่าบ้านเพื่อพักอาศัยเองก็ตาม แต่มิได้ระบุถึงจำนวนค่าเช่าพร้อมแสดงพยานหลักฐานมาประกอบเช่นนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจ่ายเงินค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ เดือนละ 10,000 บาท เหมาะสมแก่ฐานานุรูปของโจทก์และจำเลยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ปัจจุบันจำเลยมีอายุ 75 ปี (เกิดวันที่ 30 เมษายน 2481) เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาที่โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันในฐานะสามีภริยา ภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของจำเลยในอนาคตที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากจำเลยอยู่ในวัยชรา ย่อมมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล ส่วนโจทก์มีบุตรที่เกิดจากสามีคนก่อนซึ่งประกอบอาชีพแล้ว ย่อมอยู่ในฐานะที่จะอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้อีกทางหนึ่ง หากให้จำเลยรับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าโจทก์จะเสียชีวิตหรือสมรสใหม่ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของจำเลย เห็นสมควรให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเวลา 5 ปี เว้นแต่โจทก์สมรสใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ มีกำหนด 5 ปี เว้นแต่โจทก์สมรสใหม่ภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1526 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวีนัส พลายภู่ ลาร์สัน
จำเลย — นายโรเบิร์ต โฮเวิร์ด ลาร์สัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง — นายจำลอง สุขศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2556
#554939
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงเนื่องจากความตายของโจทก์ ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องพิจารณาพิพากษาฎีกาของจำเลยอีกต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้หรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลของการสมรสเปลี่ยนแปลงไป ส่วนค่าทดแทนที่ศาลล่างกำหนดให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์นั้น เมื่อศาลไม่ได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้เพราะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1525 ระบุว่า การเรียกค่าทดแทนจากอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะในกรณีศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น และการแบ่งสินสมรสหลังการสมรสสิ้นสุดเพราะการตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดไปด้วยเหตุความตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1625 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์อีกต่อไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากนี้ในระหว่างอยู่กินด้วยกันโจทก์จำเลยมีสินสมรส 3 รายการ คือ รถยนต์หมายเลขทะเบียน ก - 8538 แพร่ ราคา 150,000 บาท รถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน แพร่ ฌ 7162 ราคา 5,000 บาท และสินค้าในร้านราคา 200,000 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 177,500 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทดแทน 40,000 บาท แก่โจทก์ ให้แบ่งสินสมรสตามฟ้องให้โจทก์จำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งไม่อาจกระทำได้หรือจะเสียหายมากนักให้ขายโดยการประมูลราคาระหว่างโจทก์จำเลยหรือขายทอดตลาด คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางคำ มารดาของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ระบุว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่าหรือศาลพิพากษาให้เพิกถอน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 ระบุว่า การหย่านั้นจะทำได้แต่โดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหรือโดยคำพิพากษาของศาล คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ซึ่งไม่สามารถประกอบการงานและช่วยเหลือตนเองได้อย่างปกติ แต่จำเลยในฐานะภริยากลับไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูโจทก์ จึงเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) และกำหนดให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท จำเลยฎีกาทำนองว่าบิดามารดาโจทก์ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับโจทก์เกินสมควร ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจำเลยในการดูแลรักษาและเลี้ยงดูโจทก์ เป็นการบีบบังคับไม่ให้จำเลยดูแลโจทก์โดยปริยายซึ่งไม่ใช่ความสมัครใจของจำเลยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย แต่ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลฎีกา โจทก์ได้ถึงแก่ความตายทำให้การสมรสสิ้นสุดลงเนื่องจากความตายของโจทก์แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องพิจารณาพิพากษาตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของการสมรสเปลี่ยนแปลงไป ส่วนค่าทดแทนที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์จำนวน 40,000 บาท นั้น เห็นว่า เมื่อศาลไม่ได้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1524 ระบุว่าการเรียกค่าทดแทนจากอีกฝ่ายหนึ่งจะมีได้เฉพาะในกรณีศาลพิพากษาให้หย่ากันเท่านั้น และการแบ่งสินสมรสหลังการสมรสสิ้นสุดเพราะการตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดไปด้วยเหตุความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 ด้วย ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3)

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1524 ม. 1625
ป.วิ.พ. ม. 132 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอุดมพร เพชรหาญ
จำเลย — นางเพ็ญศิริ เพชรหาญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายวิชา เหล่าเทิดพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
วันทนี กีรติพิบูล
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชาติชาย อัครวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8032/2556
#544536
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ให้รื้อถอนและต่อเติมโครงหลังคาเหล็กโรงสีข้าวของจำเลยที่ 1 โดยจ้างเหมาค่าแรงต่อตารางเมตร โจทก์เป็นฝ่ายจัดหาเครื่องมือสำหรับใช้ในการทำงาน ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดหาสัมภาระ การทำงานของโจทก์จึงเป็นการรับเหมาก่อสร้างเป็นลักษณะของการรับจ้างทำของชนิดหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 แม้โจทก์ลงมือทำงานด้วยก็หาทำให้โจทก์เป็นช่างฝีมือตามมาตรา 193/34 (1) ไม่ ความรับผิดของผู้ว่าจ้างจึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับจากการนั้น ต้องเรียกร้องเอาภายใน 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/34 (7)

โจทก์ส่งมอบงานก่อสร้างประมาณเดือนมีนาคม 2545 และจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างครั้งสุดท้ายวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 อายุความจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามมาตรา 193/14 (1) ประกอบมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 เกิน 2 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 862,744.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 740,106 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดเป็นเงินไม่เกิน 75,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นช่างฝีมือหรือไม่ แต่ได้วินิจฉัยว่าการงานที่โจทก์ทำไม่ใช่การที่ได้ทำเพื่อกิจการของลูกหนี้จึงมีอายุความ 2 ปี ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ก่อนว่า โจทก์เป็นช่างฝีมือหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่แก้ฎีกาว่าโจทก์เป็นช่างก่อสร้าง รับจ้างก่อสร้าง ซึ่งไม่ใช่งานวิศวกรรม การฟ้องเรียกค่าจ้างจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) สำหรับปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ว่าจ้างโจทก์ให้รื้อถอนและต่อเติมโครงหลังคาเหล็กโรงสีข้าวของจำเลยที่ 1 โดยจ้างเหมาค่าแรงต่อตารางเมตร โจทก์เป็นฝ่ายจัดหาเครื่องมือสำหรับใช้ในการทำงาน ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายจัดหาสัมภาระสำหรับการทำงาน ดังนั้น การทำงานของโจทก์เป็นการรับเหมาก่อสร้างเป็นลักษณะของการรับจ้างทำของชนิดหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 แม้โจทก์ลงมือทำงานด้วยก็หาทำให้โจทก์เป็นช่างฝีมือตามมาตรา 193/34 (1) ไม่ ความรับผิดของผู้ว่าจ้างจึงไม่อยู่ในบังคับอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (5) โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากผู้ว่าจ้าง จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับจากการนั้น ต้องเรียกร้องเอาภายใน 2 ปี นับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/34 (7) ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ส่งมอบงานก่อสร้างประมาณเดือนมีนาคม 2545 และจำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างครั้งสุดท้ายวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 อายุความจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายดังกล่าวตามมาตรา 193/14 (1) ประกอบมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 เกิน 2 ปี แล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความเมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์มิใช่ช่างฝีมือ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไปว่าเป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเองหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1) ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอัฐพร เลิศวิไลนริศ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีข้าวสมหมายร้อยเอ็ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพล โพธิ์กิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8029/2556
#544560
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพนักงานบัญชีระดับ 5 ประจำแผนกบัญชีและการเงินของสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นหน่วยงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา คงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 เมื่อจำเลยเป็นพนักงานเบียดบังตัวทรัพย์ที่อยู่ในหน้าที่คือเอาทรัพย์นั้นเองเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 4, 11 และไม่ผิดมาตรา 8 เพราะไม่เป็นการที่จำเลยใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตหาประโยชน์อื่นนอกเหนือจากตัวทรัพย์นั้น โดยมิได้เอาทรัพย์นั้นไป ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้เสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 147, 157 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,222,024.86 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ มาตรา 4, 8 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทระวางโทษเท่ากัน จึงลงโทษฐานเป็นพนักงานเบียดบังทรัพย์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐฯ มาตรา 4 จำคุก 6 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ และไม่ปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐตำแหน่งพนักงานบัญชีระดับ 5 ประจำแผนกบัญชีและการเงิน ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนและตามที่กฎหมายกำหนด แต่จำเลยได้อาศัยโอกาสที่มีตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวร่วมกับพวกที่ทำงานคู่กันเบียดบังเอาทรัพย์ที่รับไว้ตามภาระหน้าที่เพื่อนำส่งให้แก่ผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ กรณีจึงถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่างพนักงานที่มีภาระหน้าที่อย่างเช่นจำเลยจะได้ไม่กระทำความผิดอีก ดังนั้น แม้จะไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จำเลยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายจนพอใจแล้วและมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูบุตร หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกาก็ตาม กรณีก็ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 8 และ 11 นั้น ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ.2503 มาตรา 15 บัญญัติให้ประธานกรรมการ กรรมการ และพนักงานผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามมาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ หรือมาตรา 38 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 เมื่อจำเลยเป็นพนักงานเบียดบังตัวทรัพย์ที่อยู่ในหน้าที่คือเอาทรัพย์นั้นเองเป็นประโยชน์ของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดตามมาตรา 4, 11 และไม่ผิดมาตรา 8 เพราะไม่เป็นการที่จำเลยใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตหาประโยชน์อื่นนอกเหนือจากตัวทรัพย์นั้น โดยมิได้เอาทรัพย์นั้นไป ปัญหาเรื่องการปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้เสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4, 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 4 ม. 8 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสมศักดิ์ ทรงสกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — ผชาญ วชิรประดิษฐพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — คมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
สมควร วิเชียรวรรณ
ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8020/2556
#540909
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายภานุพัฒน์ หลิววัฒนกุล
จำเลย — นายขจรศักดิ์ หลักทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลกาญจนบุรี — นายประชานาถ ทาบรรหาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8016/2556
#544484
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า "ตำรวจแม่ง...ใช้ไม่ได้" เพราะรู้สึกว่าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ให้ความสำคัญต่อคำชี้แจงของตน ทำให้จำเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงกล่าวตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ อันเป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้น แต่ไม่ถึงขั้นมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียบหยามหรือสบประมาทเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 136

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 คือ "ดูหมิ่น" ซึ่งหมายถึงการด่า ดูถูกเหยียดหยาม หรือสบประมาทให้อับอาย และการที่บุคคลกล่าวถ้อยคำใด จะมีความหมายอย่างใดนั้นต้องแล้วแต่พฤติการณ์แวดล้อมประกอบด้วยว่ามุ่งหมายให้เข้าใจไปในทางใด ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวนี้ จำเลยได้กล่าวภายหลังจากที่ร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกเรียกรถยนต์ที่จำเลยขับเพื่อขอตรวจ เมื่อพบว่ารถยนต์ดังกล่าวขาดต่อภาษีประจำปี จำเลยได้แจ้งให้ร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกทราบว่าได้เคยถูกจับและเสียค่าปรับในข้อหาเดียวกันมาแล้วก่อนหน้าถูกจับ 1 วัน ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากนั้นจำเลยแจ้งให้บิดาเสียภาษีประจำปีรถยนต์ดังกล่าวแล้วยังไม่ได้รับเอกสารมาจากบิดา แต่ร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกยังคงออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยโดยไม่ปรากฏว่าร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้จำเลยทราบถึงเหตุที่ต้องออกใบสั่งแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่าเป็นเพราะจำเลยไม่มีหลักฐานการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีมาแสดงในขณะนั้นหรือเปิดโอกาสให้จำเลยนำหลักฐานการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีมาแสดง จะเห็นได้ว่าจำเลยในภาวะเช่นนั้นย่อมรู้สึกว่าร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกไม่ได้ให้ความสำคัญสนใจกับคำชี้แจงของจำเลยเท่าที่ควร อาจทำให้จำเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและเกิดความน้อยใจ จึงกล่าวในเชิงเป็นการตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร อันเป็นเพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้นยังไม่ถึงขั้นที่พอจะให้เข้าใจว่าจำเลยมีความมุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียดหยามหรือสบประมาทให้ร้อยตำรวจโทสุรชัยกับพวกอับอายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงชลบุรี
จำเลย — นายชัยวัฒน์ ใฉ่เจียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงชลบุรี — นายกิจจา สมะวรรธนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายยอน พลาบดีวัฒน
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา