คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6245/2556
#541497
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้าง การตีความข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาหรือมีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางหรือนัยให้ความคุ้มครองหรือให้ประโยชน์แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

กระดูกปลายแขนช่วงล่างนับแต่ข้อศอกประกอบด้วยกระดูก 2 ชิ้น คือกระดูกเรเดียส (กระดูกชิ้นใหญ่) และกระดูกอัลนา (กระดูกชิ้นเล็ก) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ขนาด และชื่อเรียกทางการแพทย์ต่างกัน น.ลูกจ้างของโจทก์ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานกระดูกแขนขวาหัก โดยกระดูกเรเดียสหักเป็น 3 ท่อน แพทย์ต้องผ่าตัดใช้โลหะยาวดามกระดูกที่หักเป็น 3 ท่อน ให้เป็นชิ้นเดียวกัน กระดูกอัลนาหักเป็น 2 ท่อน แพทย์ต้องผ่าตัดใช้โลหะ ที่สั้นกว่าดามกระดูกที่หักเป็น 2 ท่อน ให้เป็นชิ้นเดียวกัน จึงเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ข้อ 2 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินทดแทนจำนวน 20,568 บาท และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 213/2548

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 213/2548 ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ลงวันที่ 9 กันยายน 2548 เฉพาะส่วนที่ปฏิเสธการจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาท แก่กรณีประสบอันตรายของนางสมพร ลูกจ้างโจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนค่ารักษาพยาบาลจำนวน 20,568 บาท ที่โจทก์ได้ทดรองจ่ายไปคืนแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นางสมพรเป็นลูกจ้างของโจทก์ โจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนสำหรับลูกจ้างทุกเดือน ขณะปฏิบัติงานจับชิ้นไม้เพื่อขัดแต่งงานที่เครื่องขัดหุ่น นางสมพรเกิดเสียหลักมือขวากระแทกกับเครื่องขัดหุ่น กระดูกแขนขวาหัก เข้ารักษาที่โรงพยาบาลนวนคร แพทย์รับไว้รักษาพยาบาล ปรากฏว่ากระดูกเรเดียส (กระดูกชิ้นใหญ่) และกระดูกอัลนา (กระดูกชิ้นเล็ก) หักทั้ง 2 ชิ้น กระดูกเรเดียสหักเป็น 3 ท่อน ส่วนกระดูกอัลนาหักเป็น 2 ท่อน แพทย์ผ่าตัดโดยใช้โลหะ 2 แท่ง ดามกระดูกทั้ง 2 ชิ้น ที่หัก ค่ารักษาพยาบาล 55,568 บาท โรงพยาบาลนวนครเรียกเก็บเงินค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยได้เพียง 35,000 บาท ส่วนที่เหลือ 20,568 บาท โจทก์ในฐานะนายจ้างจ่ายให้โรงพยาบาลแล้วจึงยื่นคำร้องขอเบิกจากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี สำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานีปฏิเสธ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาอุทธรณ์ครั้งที่ 15/2548 และครั้งที่ 16/2548 แล้วมีคำวินิจฉัยที่ 213/2548 มีความเห็นยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดปทุมธานี โดยให้เหตุผลว่าการประสบอันตรายไม่เข้าข่ายบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่ง และต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ข้อ 2 (2) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 35,000 บาท ตามข้อ 1 โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แล้ววินิจฉัยว่า ปลายแขนขวามีกระดูกอยู่ 2 ชิ้น กระดูกเรเดียสแตกหักเป็น 3 ท่อน แพทย์ต้องใช้โลหะยาวดามกระดูกที่หักเป็น 3 ท่อน ให้เป็นชิ้นเดียวกันตามเดิม ส่วนกระดูกอัลนาแตกหักเป็น 2 ท่อน แพทย์ต้องใช้โลหะที่สั้นกว่าดามกระดูกที่หักเป็น 2 ท่อน ให้เป็นชิ้นเดียวกันตามเดิม แพทย์ต้องใช้โลหะ 2 แท่ง และใช้วิชาศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดเพื่อต่อเชื่อมกระดูกแขนทั้ง 2 ชิ้น จึงเป็นการผ่าตัดเพื่อต่อเชื่อมกระดูกแขนเกินกว่าหนึ่งแห่งหรือหลายแห่ง ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ข้อ 2

มีปัญหาวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประสบอันตรายของนางสมพร ลูกจ้างโจทก์เป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นได้อีกจำนวนไม่เกิน 50,000 บาท นอกเหนือจากจำนวน 35,000 บาท ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ข้อ 2 (2) หรือไม่ พิจารณาจากกฎกระทรวงดังกล่าวและพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ปรากฏว่าไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า "กระดูกหลายแห่ง" เอาไว้แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถานพุทธศักราช 2542 ว่า "แห่ง" แปลว่า "ที่" ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นคำนามและลักษณะนาม กล่าวคือกระดูกหลายแห่งหมายถึงกระดูกหลายที่ แต่ถ้อยคำดังกล่าวไม่ชัดเจน ทำให้ตีความข้อกฎหมายได้หลายนัย กล่าวคือกระดูกหักหลายชิ้นที่บริเวณแขนข้างหนึ่งเป็นกระดูกหักแห่งเดียวคือดูที่อวัยวะเป็นสำคัญ หรือพิจารณาว่าเป็นกระดูกคนละชิ้นเมื่อมีการแตกหักหรือบาดเจ็บหลายชิ้นเป็นการบาดเจ็บของกระดูกหลายแห่ง เมื่อกฎหมายเงินทดแทนเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกจ้าง แม้จำเลยจะอ้างว่าวินิจฉัยถ้อยคำกฎหมายข้างต้นตามหลักวิชาการแพทย์ดั่งปรากฏตามคำอธิบายความหมายที่ให้ไว้ในเอกสารก็ตาม แต่การตีความในข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาหรือมีข้อสงสัยให้ตีความข้อกฎหมายไปในทางหรือนัยที่จะให้ความคุ้มครองหรือให้ประโยชน์แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนั้น เมื่อปรากฏว่ากระดูกแขนช่วงล่างนับแต่ข้อศอกประกอบด้วยกระดูก 2 ชิ้น คือกระดูกเรเดียสและกระดูกอัลนา กระดูกทั้ง 2 ชิ้น มีลักษณะเฉพาะและขนาดต่างกันรวมทั้งชื่อเรียกทางการแพทย์ต่างกัน การประสบอันตรายของลูกจ้างโจทก์เนื่องจากการทำงานทำให้ทั้งกระดูกเรเดียสและกระดูกอัลนาของแขนขวาหัก โดยกระดูกเรเดียสหักเป็น 3 ท่อน ส่วนกระดูกอัลนาหักเป็น 2 ท่อน แพทย์ทำการผ่าตัดดามกระดูกทั้ง 2 แห่ง โดยใช้โลหะ 2 แท่ง เพื่อเชื่อมกระดูกแขนทั้ง 2 ชิ้น เข้าด้วยกัน จึงเป็นการบาดเจ็บอย่างรุนแรงของกระดูกหลายแห่งและต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไข คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 213/2548 ที่ปฏิเสธไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เกิน 35,000 บาท ไม่ชอบด้วยกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ข้อ 2 (2) ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยในส่วนดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 6 ม. 13
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2539) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซันแคบิเนท จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6244/2556
#540894
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องบรรยายในคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 1738 ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่โจทก์นำยึด ซึ่งจำเลยที่ 1 และ ก. เจ้าของรวมได้นำที่ดินดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินของ น. เมื่อ น. ไม่ชำระหนี้ผู้ร้องจึงบอกกล่าวบังคับจำนองจำเลยที่ 1 และ ป. ทายาทโดยธรรมของ ก. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้อง เนื้อหาตามคำร้องจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดส่วนที่เป็นของ ก. ออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 เพื่อขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งสิทธิของผู้ร้องถือว่าเป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามมาตรา 287 ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาตามมาตรา 289 วรรคสอง ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องก่อนเอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน จำนวน 166,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1738 ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม (ซึ่งปัจจุบันคือที่ดินโฉนดเลขที่ 10707 ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม) ของจำเลยที่ 1 และนางกาศออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินส่วนของนางกาศชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองก่อนหนี้เจ้าหนี้อื่นด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินส่วนของนางกาศมาชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นเป็นการยื่นคำร้องขอเกินกำหนดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายในคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 1738 ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่โจทก์นำยึด ซึ่งจำเลยที่ 1 และนางกาศเจ้าของรวมได้นำที่ดินดังกล่าวมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้กู้ยืมของนายนิรักษ์ เมื่อนายนิรักษ์ไม่ชำระหนี้ผู้ร้องจึงบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 1 และนายปาน ทายาทโดยธรรมของนางกาศ ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องด้วย เนื้อหาตามคำร้องขอจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ส่วนที่เป็นของนางกาศออกจากเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เพื่อขอรับชำระหนี้จำนอง ซึ่งสิทธิของผู้ร้องเช่นว่านี้ถือได้ว่าเป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 287 ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 289 วรรคสอง ที่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์จำนองนั้นออกขายทอดตลาด และเมื่อได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องโดยไม่มีฝ่ายใดคัดค้านว่า ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นผู้รับจำนองที่ดินที่โจทก์นำยึดแทนธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลยที่ 1 และนางกาศ เมื่อโจทก์นำยึดที่ดินทรัพย์จำนองซึ่งจำเลยที่ 1 และนางกาศเป็นเจ้าของร่วมกันออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง และผู้ร้องประมูลซื้อได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นรวมทั้งโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1738 ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในส่วนของนางกาศก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวิญญา ธงยศ
ผู้ร้อง — บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
จำเลย — นายลำเพ็ชร จักรคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นางพิมพ์นภา นัยโกวิท เลาหะพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสมยศ ใจสำราญ
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6231/2556
#540891
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์มีภูมิลำเนาที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ส่วนจำเลยมีภูมิลำเนาที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ในการติดต่อสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น จำเลยจะส่งใบสั่งซื้อสินค้าทางโทรสารไปยังที่ทำการโจทก์ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นโจทก์จะจัดส่งสินค้าให้จำเลย ณ ที่ทำการบริษัทจำเลยที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เห็นว่า การที่จำเลยทำคำเสนอส่งให้แก่โจทก์ทางโทรสารเป็นเพียงการแสดงเจตนาต่อโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์บอกกล่าวสนองรับไปถึงจำเลย ณ ที่นั้นเวลานั้นแต่อย่างใด ทั้งจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาโดยให้ถือว่าการดำเนินการจัดส่งสินค้าเป็นการสนองรับหรือปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยมีประเพณีปฏิบัติในการค้าต่อกัน โดยไม่จำต้องมีคำสนองรับที่จะก่อให้เกิดสัญญาจนทำให้เกิดมูลหนี้ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น การที่โจทก์จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้จำเลย ณ ที่ทำการบริษัทจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และจำเลยได้ยอมรับมอบสินค้าไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับ จึงถือว่าสถานที่รับมอบสินค้าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาและมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันในอันที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องได้ทั้งสองศาล โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฎีกาว่า การแสดงเจตนาของจำเลยมีผลนับแต่เวลาที่โจทก์ได้ทราบการแสดงเจตนา สัญญาซื้อขายจึงเสร็จสมบูรณ์ ณ ที่ทำการโจทก์นั้นเป็นเรื่องผลของการแสดงเจตนา เมื่อไม่มีการสนองรับในขณะนั้น จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ ณ สถานที่และในเวลาเดียวกันกับที่มีคำเสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 168 และ 356

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 366,162.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 344,628.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 366,162.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 344,628.51 บาท นับถัดจากวันที่ 9 มีนาคม 2552 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) แต่ตามคำฟ้องและข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันได้ความว่า โจทก์มีภูมิลำเนาที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ส่วนจำเลยมีภูมิลำเนาที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ในการติดต่อสั่งซื้อสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยนั้น จำเลยจะส่งใบสั่งซื้อสินค้าทางโทรสารไปยังที่ทำการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นโจทก์จะจัดส่งสินค้าให้จำเลย ณ ที่ทำการบริษัทจำเลยที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เห็นว่า การที่จำเลยทำคำเสนอส่งให้แก่โจทก์ทางโทรสารเป็นเพียงการแสดงเจตนาต่อโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์บอกกล่าวสนองรับไปถึงจำเลย ณ ที่นั้นเวลานั้นแต่อย่างใด ทั้งจำเลยไม่ได้แสดงเจตนาโดยถือว่าการดำเนินการจัดส่งสินค้าเป็นการสนองรับหรือปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยมีประเพณีปฏิบัติในการค้าต่อกัน โดยไม่จำต้องมีคำสนองรับที่จะก่อให้เกิดสัญญาจนทำให้เกิดมูลหนี้ ณ ภูมิลำเนาของโจทก์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น การที่โจทก์จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปให้จำเลย ณ ที่ทำการบริษัทจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และจำเลยได้ยอมรับมอบสินค้าไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับ จึงถือว่าสถานที่รับมอบสินค้าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้น โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาและมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ทั้งกรณีไม่ใช่เรื่องมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันในอันที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องได้ทั้งสองศาล โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฎีกาว่า การแสดงเจตนาของจำเลยมีผลนับแต่เวลาที่โจทก์ได้ทราบการแสดงเจตนา สัญญาซื้อขายจึงเสร็จสมบูรณ์ ณ ที่ทำการห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์นั้นเป็นเรื่องผลของการแสดงเจตนา เมื่อไม่มีการสนองรับในขณะนั้น จึงถือไม่ได้ว่าสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ ณ สถานที่และในเวลาเดียวกันกับที่มีคำเสนอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 และ 356 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ป.พ.พ. ม. 168 ม. 356
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.ภัทรกิจ
จำเลย — บริษัทฟูจิเอเซีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเกียรติชัย พิษณุวงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6223/2556
#544469
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดร้อยละ 14.50 ต่อปี กับจำเลยในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) บวกส่วนต่าง (MARGIN) สูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศ ซึ่งขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์คิดดอกเบี้ย MRR ร้อยละ 6.50 ต่อปี ส่วนต่างสูงสุดร้อยละ 4.00 ต่อปี เท่ากับร้อยละ 10.50 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยของโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 51,401,380.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 45,675,709.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 56132, 56390, 56088, 56089, 56092 และ 56137 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ กับที่ดินโฉนดเลขที่ 195879, 148991, 195880, 195881, 132181 และ 132182 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วนับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน (วันที่ 19 ธันวาคม 2545) จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2548 ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 50,000,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 เมษายน 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จนครบถ้วนหากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 56132, 56390, 56088, 56089, 56092 และ 56137 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 195879, 148991, 195880, 195881, 132181 และ 132182 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งห้าชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,000,000 บาท แก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์มาแล้วนับแต่วันทำสัญญากู้ยืมเงิน (วันที่ 19 ธันวาคม 2545) จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 50,000,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใดให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2548 จำนวน 380,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2548 จำนวน 1,000,000 บาท วันที่ 31 ตุลาคม 2548 จำนวน 350,000 บาท วันที่ 3 มกราคม 2549 จำนวน 321.78 บาท และวันที่ 5 เมษายน 2549 จำนวน 1,000,000 บาท ไปหักชำระดอกเบี้ยก่อนหากมีเงินเหลือจึงหักชำระต้นเงินต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อพร้อมประทับตราสำคัญกระทำการแทนจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงิน (ประจำ) จากโจทก์ ที่สำนักงานธุรกิจสวนมะลิ จำนวน 50,000,000 บาท ตกลงเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป และตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนทุกเดือน เริ่มผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมกราคม 2546 และจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2554 มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 56132 และ 56390 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 17,000,000 บาท จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 56088, 56089, 56092 และ 56132 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 28,500,000 บาท จำเลยที่ 3 และที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 195879 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 500,000 บาท จำเลยที่ 4 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 148991, 195880 และ 195881 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำนวน 2,500,000 บาท และจำเลยที่ 5 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 132181 และ 132182 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,500,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ภายหลังทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2549

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินกัน โดยจำเลยที่ 1 ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 โดยตามประกาศดังกล่าวกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) รายย่อยชั้นดี (MRR) ส่วนต่าง (MARGIN) สูงสุด ที่ธนาคารพาณิชย์จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข โดยให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) บวกส่วนต่าง (MARGIN) สูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศ และต่อมาโจทก์ได้ออกประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมและส่วนลด ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2545 โดยประกาศของโจทก์ดังกล่าวกำหนดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) และลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ร้อยละ 6.50 ต่อปี ส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกกับอัตรา MRR ร้อยละ 4.00 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุด ร้อยละ 14.50 ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยและส่วนลด กรณีลูกค้าผิดนัดชำระหนี้หรือผิดเงื่อนไขตามสัญญา ร้อยละ 14.50 ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของโจทก์จึงไม่ขัดกับประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวแต่การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดสูงสุดร้อยละ 14.50 ต่อปี กับจำเลยในวันทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นการคิดดอกเบี้ยที่เกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์คิดดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) บวกส่วนต่าง (MARGIN) สูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศ ซึ่งขณะที่จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์คิดดอกเบี้ย MRR ร้อยละ 6.50 ต่อปี ส่วนต่างสูงสุดร้อยละ 4.00 ต่อปี เท่ากับร้อยละ 10.50 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยของโจทก์กับจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวปัทมา ตั้งเด่นไชยหรือแซ่ตั้ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอภิวัฒน์ เจริญไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
นิพนธ์ ใจสำราญ
ณัฎฐชัย ไวยภาษจีรกุล
สุรทิน สาเรือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6215/2556
#554807
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะขับรถจักรยานยนต์พาไปส่ง แล้วกลับให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของ จ. พวกของจำเลยที่ 1 พาไปพักที่โรงแรม เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เดินออกจากโรงแรม จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 1 กลับเข้าไปในห้องพักภายในโรงแรมโดยมี จ. ซึ่งไปด้วยรออยู่แล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับพวกที่ไปด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกพวกของจำเลยที่ 1 ที่ไปด้วยกันกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้พวกของตนกระทำชำเรา จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฟ้องไม่

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ต้องเป็นกรณีที่เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ถ้าเป็นกรณีที่กระทำไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำนั้นเอง หรือร่วมกันกระทำเพื่อผู้ใดในบรรดาผู้ร่วมกระทำด้วยกันแล้ว ก็หาเป็นความผิดตามมาตรานี้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 และ จ. กับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อสนองความใคร่ของ จ. ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 283

แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ. (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 283, 283 ทวิ, 279, 277, 86, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 มาตรา 283 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหาล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 8 เดือน คำให้การและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 15 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุ ส. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสุนีย์ ผู้เสียหายที่ 2 ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 2 นางราตรีหรือเขียว นายจิรศักดิ์หรือโจ๊คและนายวิสาหรือปาน ไปร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของบุตรจำเลยที่ 1 ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 จำเลยทั้งสอง นางเขียว นายโจ๊คและนายปานได้ไปเข้าพักนอนที่โรงแรมสายลม หมู่ที่ 1 ตำบลสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้วผู้เสียหายที่ 1 ถูกกระทำชำเรา หลังจากนั้นนายโจ๊คจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้าน คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความว่า วันเกิดเหตุ นางเขียวไปหาผู้เสียหายที่ 1 ชวนให้ไปร่วมงานวันเกิดที่บ้านจำเลยที่ 1 โดยบอกว่าหากไม่ไปจะถูกตบ ผู้เสียหายจึงยอมไป ขณะที่อยู่ที่บ้านจำเลยที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 บอกนางเขียวให้ไปส่งที่บ้าน แต่จำเลยที่ 1 บอกว่าจะไปส่งเอง หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายและมีรถจักรยานยนต์อีกสองคันแล่นตามหลังคือรถของจำเลยที่ 2 และนางเขียว กับรถจักรยานยนต์คันที่นายปานขับมีนายโจ๊คนั่งซ้อนท้าย จำเลยที่ 1 ขับรถไปหยุดรถจักรยานยนต์อีกสองคันดังกล่าวที่สามแยกหน้าโรงพยาบาลสิชล เมื่อรถจักรยานยนต์อีกสองคันแล่นตามมาหยุดข้างรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายโจ๊คนั่งโดยบอกว่านายโจ๊คจะเป็นผู้ไปส่งผู้เสียหายที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 บอกนายโจ๊คให้รีบขับรถตามไป ระหว่างนั้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 กับรถจักรยานยนต์ของนางเขียวแล่นนำหน้า ส่วนรถของผู้เสียหายที่ 1 แล่นตามหลัง แต่จำเลยที่ 1 กับนางเขียวขับรถไปที่โรงแรมสายลมแล้วจำเลยที่ 1 กับนางเขียวไปเปิดห้องพักผู้เสียหายที่ 1 จึงเดินออกจากโรงแรม แต่จำเลยที่ 1 และนางเขียวได้จับมือผู้เสียหายที่ 1 พาเข้าไปในโรงแรมซึ่งเปิดห้องพักไว้ 2 ห้อง จำเลยที่ 1 พาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้อง ซึ่งมีนางเขียว จำเลยที่ 2 และนายโจ๊ครออยู่แล้วปิดประตู ส่วนจำเลยที่ 1 กับนายตาล (ที่ถูกนายปาน) พักอยู่อีกห้องหนึ่ง ขณะเข้าไปในห้อง จำเลยที่ 2 กับนางเขียวนอนอยู่บนเตียง เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้อง นายโจ๊คพาผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นนอนบนเตียงแล้วปิดไฟ หลังจากนั้นนายโจ๊คถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 แล้วข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปสวมเสื้อผ้าในห้องน้ำแล้วขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้าน ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลา 1.30 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งไปทำงานที่ร้านคาราโอเกะเป็นคืนแรกยังไม่กลับบ้าน ผู้เสียหายที่ 2 ให้นายบุญธรรม ซึ่งเป็นสามีขับรถจักรยานยนต์พาไปที่ร้านคาราโอเกะ พบว่าร้านปิดแล้ว และตามไปที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นก็ไม่พบผู้เสียหายที่ 1 จึงกลับบ้าน แล้วผู้เสียหายที่ 2 กับนางราตรี พี่ของนางเขียวขับรถจักรยานยนต์ไปที่บ้านนางชม้ายมารดาของจำเลยที่ 1 นางชม้ายบอกว่าผู้เสียหายที่ 1 กลับไปแล้ว ผู้เสียหายที่ 2 ขับรถตามหาผู้เสียหายที่ 1 แต่ไม่พบจึงกลับบ้าน พบผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้าน ผู้เสียหายที่ 2 สอบถามแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่บอก ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 เล่าให้นางราตรีฟัง ผู้เสียหายที่ 2 จึงให้ผู้เสียหายที่ 1 เล่าความจริงทั้งหมด ผู้เสียหายที่ 1 จึงเล่าว่าเมื่อออกไปถึงสามแยกจำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโจ๊คเพื่อกลับบ้าน แต่นายโจ๊คไม่ได้พากลับบ้านและพาไปที่โรงแรมสายลม ที่โรงแรมจำเลยที่ 1 กับนางเขียวเปิดห้องพัก ผู้เสียหายที่ 1 เดินออกจากโรงแรม แต่จำเลยที่ 1 มาดึงมือไว้และพาเข้าไปในห้อง หลังจากนั้นนายโจ๊คจับมือไว้ไม่ให้ออกนอกห้องแล้วกระทำชำเรา ผู้เสียหายที่ 2 จึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปร้องทุกข์ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเบิกความสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายที่ 1 เบิกความตรงกับที่เคยให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งเป็นการให้การต่อพนักงานสอบสวนต่อหน้าพนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เยาว์ ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความใส่ร้ายปรักปรำจำเลยที่ 1 เชื่อว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความไปตามความเป็นจริง คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จึงน่าเชื่อถือ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบโดยจำเลยที่ 1 เบิกความว่า นางราตรีหรือเขียวเป็นผู้บอกให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายโจ๊ค และนายปานบอกให้จำเลยที่ 1 ไปนั่งซ้อนท้ายรถของนายปาน และจำเลยที่ 1 ถูกนายปานลากมือพาเข้าไปในห้องแล้วข่มขืนกระทำชำเราด้วยนั้น ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 1 เคยให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การไว้ว่า วันเกิดเหตุหลังจากเลิกงานวันเกิดที่บ้านจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 กับนายปานไปเปิดห้องพักนอนด้วยกันที่โรงแรมสายลม ส่วนนางราตรีหรือเขียว นายโจ๊ค นายเล่ และผู้เสียหายที่ 1 ไปไหนกัน จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อถือไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหายที่ 1 มาก่อน วันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ไปร่วมงานที่บ้านจำเลยที่ 1 โดยไปกับนางราตรีหรือเขียว มิใช่จำเลยที่ 1 เชื้อเชิญให้ไป จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปส่งผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่าต้องไปส่งเพราะเป็นเจ้าภาพไม่มีเหตุผลให้รับฟัง การที่จำเลยที่ 1 บอกผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะขับรถจักรยานยนต์พาไปส่ง แล้วกลับให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ของนายโจ๊คพวกของจำเลยที่ 1 พาไปพักที่โรงแรมสายลม เมื่อผู้เสียหายที่ 1 เดินออกจากโรงแรม จำเลยที่ 1 พากลับเข้าไปในห้องภายในโรงแรมโดยมีนายโจ๊คซึ่งไปด้วยรออยู่แล้ว แสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจกับพวกที่ไปด้วยกัน เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ถูกข่มขืนกระทำชำเราโดยพวกของจำเลยที่ 1 ที่ไปด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารนั้น จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายที่ 1 ไปให้พวกของตนข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฟ้องไม่ ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 นั้น เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 283 ต้องเป็นกรณีที่เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ถ้าเป็นกรณีที่กระทำไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำนั้นเอง หรือร่วมกันกระทำเพื่อผู้ใดในบรรดาผู้ร่วมกระทำด้วยกันแล้ว ก็หาเป็นความผิดตามมาตรานี้ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 และนายโจ๊คกับพวกร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อสนองความใคร่ของนายโจ๊คซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 283 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 เดิม และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม), 279 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86 ม. 91 ม. 277 วรรคแรก (เดิม) ม. 279 วรรคสอง ม. 283 ม. 283 ทวิ วรรคสอง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นางสุมาลีหรือสา ขุนทองแก้ว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสุริยา คชเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6151/2556
#559101
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 เพียงแต่ใช้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ส. จับตัวผู้ตายมาเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับรถของจำเลยที่ 3 ที่หายไปเท่านั้น การที่ ส. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากผู้ตายต่อสู้ไม่ยอมให้จับตัวนั้น เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยจำเลยที่ 3 ไม่อาจคาดหมายได้ว่า ส. จะกระทำเช่นนั้น เป็นการกระทำเกินขอบเขตที่ใช้ พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ส. ฆ่าผู้ตาย แต่การที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ส. ไปจับตัวผู้ตายมารีดเค้นหาความจริงดังกล่าว จำเลยที่ 3 ย่อมคาดหมายได้ว่าผู้ตายอาจขัดขืนและในการรีดเค้นความจริงจากผู้ตาย อาจมีการต่อสู้ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ถือว่าจำเลยที่ 3 ใช้ให้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ ส. ทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 แล้วผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใช้ให้กระทำความผิดจึงต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 84, 91, 199, 288, 289, 371 ริบชิ้นส่วนกระสุนปืน 5 ชิ้น ชิ้นส่วนหัวกระสุนปืน 3 ชิ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 0 1892 8644 พร้อมซิมการ์ด และโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 9868 4851 กับซิมการ์ดของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุดาพร เด็กหญิงกัญญาวีร์ และเด็กหญิงสิริยากร ภริยาและบุตรจ่าสิบเอกกำพลหรือปุ๊ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ที่ถูก ข้อหาใช้ให้ผู้อื่นร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนด้วย)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 288, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพ จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละตลอดชีวิต รวมทุกกระทงแล้วให้จำคุกคนละตลอดชีวิตสถานเดียว จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 (ที่ถูก มาตรา 290 วรรคสอง, 84) ประกอบมาตรา 87 (ที่ถูก มาตรา 87 วรรคสอง) จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 25 ปี ฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพ จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืน จำคุกคนละ 3 เดือน รวมจำคุกคนละ 25 ปี 12 เดือน แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 25 ปี และโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจึงเพิ่มเติมโทษอีกไม่ได้ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 25 ปี ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2545 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา จ่าสิบเอกกำพลหรือปุ๊ ผู้ตาย จ่าสิบเอกเอนกสิน และจำเลยที่ 3 กับพวก พากันไปนั่งดื่มสุราและรับประทานอาหารที่ร้านชงโค จนกระทั่งเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ได้พากันไปรับประทานอาหารและดื่มสุราต่อที่ร้านมายาคาราโอเกะ โดยขับรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้าแอคคอร์ดของจำเลยที่ 3 จอดไว้ที่บริเวณลานจอดรถของร้านอาหารดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้ตายเดินลงไปที่ลานจอดรถ มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้วช่วยกันจับตัวผู้ตายโยนใส่รถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิสีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถคันดังกล่าวหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาที่เกิดเหตุได้ยึดชิ้นส่วนกระสุนปืนหลายชิ้น รองเท้าหนังของผู้ตาย 1 คู่ ซึ่งตกอยู่ที่เกิดเหตุและยึดรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าของจำเลยที่ 3 เป็นของกลาง หลังจากนั้นได้พาจำเลยที่ 3 ไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจ จากการค้นตัวจำเลยที่ 3 พบโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 0 1892 8644 ในถุงเท้าด้านขวาและพบซิมการ์ดของโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวในถุงเท้าด้านซ้ายของจำเลยที่ 3 จึงยึดเป็นของกลาง ในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 9 นาฬิกา พบศพของผู้ตายถูกทิ้งอยู่ใต้สะพานคลองมะขามเตี้ย แพทย์ได้ทำรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ระหว่างพิจารณา นางสุดาพร ภริยาของผู้ตาย เด็กหญิงกัญญาวีร์และเด็กหญิงสิริยากร บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ส่วนจำเลยที่ 3 ความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืน มีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและพาอาวุธปืน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและใช้ให้ผู้อื่นฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามทุกปากเบิกความสอดคล้องลำดับเหตุการณ์สมเหตุผล ไม่มีพิรุธ และเมื่อพิจารณาประกอบกับที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสุชาติจับตัวผู้ตายมาเพื่อรีดเค้นความจริงเกี่ยวกับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 ที่หายไป ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า แม้รับฟังว่าจำเลยที่ 3 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสุชาติไปจับตัวผู้ตายมาก็ตาม จำเลยที่ 3 ไม่อาจคาดหมายได้ว่าผู้ตายจะต่อสู้ และจำเลยที่ 3 ไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่านายสุชาติจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เพียงแต่ใช้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสุชาติจับตัวผู้ตายมาเพื่อเค้นหาความจริงเกี่ยวกับรถของจำเลยที่ 3 ที่หายไปเท่านั้น การที่นายสุชาติใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนผู้ตายถึงแก่ความตายเนื่องจากผู้ตายต่อสู้ไม่ยอมให้จับตัวนั้น เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยจำเลยที่ 3 ไม่อาจคาดหมายได้ว่านายสุชาติจะกระทำเช่นนั้น เป็นการกระทำเกินขอบเขตที่ใช้ พฤติการณ์แห่งคดียังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสุชาติฆ่าผู้ตาย แต่การที่จำเลยที่ 3 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสุชาติไปจับตัวผู้ตายมารีดเค้นหาความจริงดังกล่าว จำเลยที่ 3 ย่อมคาดหมายได้ว่าผู้ตายอาจขัดขืนและในการรีดเค้นความจริงจากผู้ตายอาจมีการต่อสู้ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น ถือว่าจำเลยที่ 3 ใช้ให้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายสุชาติทำตามคำสั่งของจำเลยที่ 3 แล้วผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ใช้ให้กระทำความผิดจึงต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 3 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 84 ม. 87 วรรคสอง ม. 288 ม. 289 (4) ม. 290
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โจทก์ร่วม — นางสุดาพร ก้อนคำใหญ่ กับพวก
จำเลย — นายสุชาติหรือชาติ อุดมศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายชาญชัย ณ พิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6132/2556
#548344
เปิดฉบับเต็ม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นาย มนตรีหรือเล็ก ทองแท่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี -
ชื่อองค์คณะ
นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2556
#544527
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีอาญาศาลจะยกฟ้อง พ. ระบุว่า พ. มิได้กระทำโดยประมาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า พ. เป็นคนขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นข้ามเกาะกลางถนนพุ่งชนรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยสารมาด้วยเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจาก พ. และโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก พ. และโจทก์ โจทก์ยอมชำระค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสี่ เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินที่จำเลยทั้งสี่รับมาโดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่เงินที่จำเลยทั้งสี่รับมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายที่จะเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคหนึ่ง ส่วนสาเหตุที่รถที่ พ. ขับเสียหลักเป็นเพราะความประมาทของผู้ใดก็เป็นเรื่องที่ พ. จะไปว่ากล่าวกับบุคคลนั้น ไม่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 702,732 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ตกลงกันให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดคดีในประเด็นพิพาทข้อเดียวว่า เงินที่โจทก์จ่ายแก่จำเลยทั้งสี่รวม 700,000 บาท ตามคำฟ้องเป็นลาภมิควรได้หรือไม่ สละประเด็นข้อพิพาทอื่น ๆ และส่งเอกสารประกอบการวินิจฉัยโดยต่างรับว่าเอกสารที่แต่ละฝ่ายส่งถูกต้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 700,000 บาท คืนโจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กรกฎาคม 2549) สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 และนับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2549 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ภฉ - 6192 กรุงเทพมหานคร นางพรฉัตรขับรถยนต์คันดังกล่าวเสียหลักแล่นข้ามเกาะกลางถนนชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน วฬ 6758 กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับสวนทางมาในช่องเดินรถฝั่งตรงข้ามทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ที่นั่งมาด้วยบาดเจ็บสาหัส พนักงานอัยการฟ้องนางพรฉัตรและนางศิริพรเป็นจำเลยต่อศาลแขวงนนทบุรี ข้อหาขับรถโดยประมาท และความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกโดยนางศิริพรขับรถยนต์กระบะบรรทุกสิ่งของโต๊ะ เก้าอี้ เต็มคันรถไม่จัดให้มีสิ่งป้องกันเป็นเหตุให้เก้าอี้เหล็กหรือโต๊ะปลิวลงมาตกกระแทกรถคันอื่นแล้วกระเด็นมาถูกรถของนางพรฉัตรที่ขับรถมาด้วยเร็วไม่ระมัดระวังเป็นเหตุให้รถยนต์ที่นางพรฉัตรขับเสียหลักข้ามเกาะกลางถนนไปชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับ ทำให้จำเลยทั้งสี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ระหว่างที่คดีอาญาดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณา จำเลยทั้งสี่ฟ้องนางพรฉัตรและโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ข้อหาละเมิดเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหายจากการที่นางพรฉัตรขับรถพุ่งเข้าชนรถของจำเลยที่ 1 แล้วโจทก์กับจำเลยทั้งสี่ตกลงกันได้โดยโจทก์ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยทั้งสี่ 700,000 บาท จำเลยทั้งสี่ได้รับเงินและขอถอนฟ้องคดีไปแล้ว ต่อมาศาลแขวงนนทบุรีมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้ยกฟ้องนางพรฉัตรโดยวินิจฉัยว่านางพรฉัตรไม่ได้เป็นผู้กระทำโดยประมาทแต่นางศิริพรเป็นผู้ประมาทขับรถยนต์กระบะบรรทุกสิ่งของไม่ระมัดระวังโต๊ะเก้าอี้ตกหล่นกระแทกรถผู้อื่น แล้วกระเด็นถูกรถของนางพรฉัตรทำให้รถนางพรฉัตรเสียหลักข้ามเกาะกลางถนนไปเฉี่ยวชนรถอื่นตามคำพิพากษาศาลแขวงนนทบุรี คดีอาญาดังกล่าวในส่วนของนางพรฉัตรถึงที่สุดไปแล้วไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา โจทก์จึงฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่คืนเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เพราะนางพรฉัตรไม่ใช่ผู้กระทำโดยประมาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าเงิน 700,000 บาท ที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับมาจากโจทก์เป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยทั้งสี่ต้องคืนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้คดีอาญาศาลแขวงนนทบุรีจะพิพากษายกฟ้องนางพรฉัตรระบุว่านางพรฉัตรมิได้กระทำโดยประมาทก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่านางพรฉัตรเป็นคนขับรถคันที่โจทก์รับประกันภัยไว้แล่นข้ามเกาะกลางถนนพุ่งเข้าชนรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 โดยสารมาด้วยเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสี่ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเลยทั้งสี่จึงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากนางพรฉัตรและโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนางพรฉัตรและโจทก์ โจทก์ยอมชำระค่าเสียหายให้จำเลยทั้งสี่รวม 700,000 บาท เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินที่จำเลยทั้งสี่รับมาโดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่เงินที่จำเลยทั้งสี่รับมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายที่จะเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ส่วนสาเหตุที่รถที่นางพรฉัตรขับเสียหลักเป็นเพราะความประมาทของผู้ใดก็เป็นเรื่องที่นางพรฉัตรจะไปว่ากล่าวกับบุคคลนั้นไม่เกี่ยวกับจำเลยทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาว่าเป็นลาภมิควรได้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวีระชัย ตันติตรีญาณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ไชยยงค์ คงจันทร์
สมยศ เข็มทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6110/2556
#544480
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาค้ำประกันและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่า "นายสิทธิชัย เจริญวัฒนวิญญู" แต่คำฟ้องระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่า "นายสิทธิชัย เจริญรัตนวิญญู" อันเป็นการพิมพ์คำฟ้องผิด มีผลทำให้คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 พิมพ์ชื่อจำเลยที่ 2 ผิดไปด้วย โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ในส่วนชื่อของจำเลยที่ 2 เป็นการร้องขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่ไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงมีเหตุสมควรแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นเสียให้ถูกต้อง

พิพากษากลับ ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ในส่วนชื่อจำเลยที่ 2 เป็นว่า "นายสิทธิชัย เจริญรัตนวิญญูหรือเจริญวัฒนวิญญู"

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 74,230 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดี ต่อมาโจทก์มายื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาในส่วนชื่อจำเลยที่ 2 จาก "นายสิทธิชัย เจริญรัตนวิญญู" เป็น "นายสิทธิชัย เจริญวัฒนวิญญู"

ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามคำฟ้องและคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ระบุชื่อของจำเลยที่ 2 ว่า นายสิทธิชัย เจริญรัตนวิญญู แต่ตามสัญญาค้ำประกันและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรแนบท้ายคำแถลงขอให้ขอปิดหมายแก่จำเลยที่ 2 ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่า นายสิทธิชัย เจริญวัฒนวิญญู

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่ามีเหตุสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาค้ำประกันและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรระบุชื่อของจำเลยที่ 2 ว่า "นายสิทธิชัย เจริญวัฒนวิญญู" การที่คำฟ้องของโจทก์ระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่า "นายสิทธิชัย เจริญรัตนวิญญู" จึงเป็นการพิมพ์ผิด และมีผลทำให้คำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 พิมพ์ชื่อจำเลยที่ 2 ผิดไปด้วย ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้แก้ไขคำพิพากษาในส่วนชื่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นการร้องขอให้แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย และการขอแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวก็ไม่เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงมีเหตุสมควรแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้ยกคำร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้แก้ไขคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 ในส่วนชื่อจำเลยที่ 2 เป็นว่า นายสิทธิชัย เจริญรัตนวิญญูหรือเจริญวัฒนวิญญู
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายกฤษกนก สีแดง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานภาค 2 — นายธวัชชัย ถาวรสุจริตกุล
ชื่อองค์คณะ
สุนันท์ ชัยชูสอน
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วาสนา หงส์เจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6087/2556
#554813
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยดัดแปลงระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้า (โช้กอัพ) ของรถจักรยานยนต์ ให้ต่ำลงและถอดนอตที่บริเวณโช้กอัพออกข้างละ 1 ตัว ทำให้ระบบรองรับน้ำหนักที่สามารถลดแรงสั่นสะเทือนและรองรับน้ำหนักขณะที่มีน้ำหนักเต็มอัตราบรรทุกไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย เป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนหนึ่งส่วนใดของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ เมื่อไม่นำไปให้นายทะเบียนตรวจสภาพก่อนและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 60

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 7, 14, 60

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 60 ปรับ 800 บาท จำเลยให้การรับข้อเท็จจริงบางส่วนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 600 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยดัดแปลงระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้า (โช้กอัพ) ของรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขพพ ลำปาง 382 ให้ต่ำลงประมาณ 1 นิ้วถึง 1 นิ้วครึ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้รายการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขพพ ลำปาง 382 ไม่ปรากฏว่าได้มีการระบุระบบรองรับน้ำหนัก (โช้กอัพ) ของรถจักรยานยนต์ไว้ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 7 (1) บัญญัติว่า "รถที่จะขอจดทะเบียนได้ต้องเป็นรถที่มีส่วนควบและมีเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถครบถ้วนถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ซึ่งตามกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ.2551 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 (2) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 และมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ข้อ 5 กำหนดว่า รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องมีและใช้ส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ตามข้อ 3 (7) คือ ระบบรองรับน้ำหนัก ที่สามารถลดแรงสั่นสะเทือน และรองรับน้ำหนักขณะที่มีน้ำหนักเต็มอัตราบรรทุกได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย เช่นนี้ รถจักรยานยนต์ที่จะจดทะเบียนได้จึงต้องเป็นรถจักรยานยนต์ที่มีระบบรองรับน้ำหนัก ที่สามารถลดแรงสั่นสะเทือน และรองรับน้ำหนักขณะที่มีน้ำหนักเต็มอัตราบรรทุกได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยตามที่บัญญัติไว้ในบทบัญญัติและกฎกระทรวงดังกล่าวด้วย ดังนี้ รายการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 14 จึงมิได้หมายความเฉพาะรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในรายการจดทะเบียนเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงส่วนควบและอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์ตามกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ.2551 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 (1) ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจะตีความรายการที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา 14 หมายความรวมถึงส่วนควบหรือเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถตามกฎกระทรวง ซึ่งมีระบบรองรับน้ำหนักรวมอยู่ด้วยไม่อาจทำได้นั้น เห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนก็คงมีรายการจดทะเบียนเฉพาะประเภทรถ ลักษณะรถ ยี่ห้อรถ แบบ รุ่น สีรถ เลขตัวรถ ยี่ห้อเครื่องยนต์ เลขเครื่องยนต์ เชื้อเพลิง จำนวนสูบ แรงม้า/กิโลวัตต์ น้ำหนักรถ น้ำหนักบรรทุก/น้ำหนักลงเพลา น้ำหนักรวม ที่นั่งตามรายการจดทะเบียนเท่านั้น ซึ่งย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ที่ต้องการคุ้มครองผู้ใช้รถให้ได้รับความปลอดภัย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยดัดแปลงระบบรองรับน้ำหนักด้านหน้า (โช้กอัพ) ของรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขพพ ลำปาง 382 ให้ต่ำลงประมาณ 1 นิ้วถึง 1 นิ้วครึ่ง และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการตรวจรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าทุกรุ่นว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขโช้กอัพหน้าอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้เนื่องจากระยะการยุบตัวของโช้กอัพเหลือน้อยลง ทำให้การซัพแรงกระแทกระหว่างล้อกับแกนโช้กอัพลดน้อยลง หากตกหลุมอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ขับได้ และพยานโจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งนายช่างตรวจสภาพรถชำนาญงาน สำนักงานขนส่งจังหวัดลำปาง เบิกความและเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลางพบว่ามีการโหลดโช้กอัพให้ต่ำลงจากเดิมประมาณ 1 นิ้ว และมีการถอดนอตที่บริเวณโช้กอัพออกข้างละ 1 ตัว ซึ่งอาจเกิดการเลื่อนขึ้นเลื่อนลงไม่ปลอดภัยเช่นเดียวกับกรณีมีนอต 2 ตัว ยึดไว้ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยทำให้ระบบรองรับน้ำหนัก ที่สามารถลดแรงสั่นสะเทือน และรองรับน้ำหนักขณะที่มีน้ำหนักเต็มอัตราบรรทุกไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถ พ.ศ.2551 อันเป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้และใช้รถ เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ไม่ได้นำรถจักรยานยนต์ไปให้นายทะเบียนตรวจสภาพก่อนและได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนรถ จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 60 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ม. 14 วรรคหนึ่ง ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงลำปาง
จำเลย — นายมาชิตะ โยชิมาสึ อินทร์เขียว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง — นายมณฑล ชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกัมปนาท วงษ์นรา
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5998/2556
#540914
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของผู้ขนส่งน้ำมันไว้ว่า คือผู้ที่รับจ้างทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมิใช่เป็นของตนเองโดยใช้ยานพาหนะสำหรับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ ทั้งมาตรา 12, 14 และ 15 ยังบัญญัติให้ผู้ขนส่งน้ำมันมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อส่วนราชการอีกหลายประการ แสดงให้เห็นว่าผู้ขนส่งน้ำมันตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายถึงผู้ที่ประกอบกิจการขนส่งน้ำมันเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นเพียงพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันของบริษัท ต. ผู้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ใช่ผู้ขนส่งน้ำมันตามความหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ต้องรับโทษหนักขึ้นในฐานเป็นผู้ขนส่งน้ำมันกระทำการปลอมปนตาม มาตรา 49 วรรคสอง คงมีความผิดตาม มาตรา 49 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 4, 12, 25, 49

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 12, 25, 49 วรรคสอง จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอนนท์ นายสุพลกับ นายอำพล พนักงานของผู้เสียหายซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวเบิกความตรงกันว่าบ่อพักที่ 2 สำหรับการขายส่งน้ำมันซึ่งแยกหัวจ่ายออกจากหัวจ่ายการขายปลีกสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหาย และการขายส่งน้ำมันจะมีเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน นายอนนท์ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยด้วยว่า หัวจ่ายน้ำมันจะระบุปริมาณของน้ำมันที่ขาย แต่ปรากฏว่าหัวจ่ายน้ำมันที่จ่ายจากบ่อพักที่ 2 ยังมีตัวเลขคงเดิม แสดงว่าไม่มีการจ่ายน้ำมันออกจากหัวจ่ายน้ำมันดังกล่าวภายหลังเติมน้ำมัน 7,000 ลิตรไปแล้ว จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าหลังจากจำเลยได้นำน้ำมันเชื้อเพลิงมาถ่ายลงในบ่อพักที่ 2 แล้วไม่มีการจ่ายน้ำมันจากหัวจ่ายดังกล่าวแต่อย่างใด คำเบิกความของผู้เสียหายเจือสมกับคำเบิกความของนายจักรพันธ์และนายจตุพงษ์พยานจำเลย โดยนายจักรพันธ์เบิกความรับข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 24 มีนาคม 2549 เวลาช่วงบ่าย ผู้เสียหายได้โทรศัพท์แจ้งว่าน้ำมันที่ส่งให้แก่ผู้เสียหายมีน้ำเจือปนอยู่ และนายจตุพงษ์เบิกความรับข้อเท็จจริงว่า พยานได้ไปดูสถานที่เกิดเหตุและได้มีการทาครีมตรวจสอบน้ำมัน เมื่อจุ่มลงในบ่อน้ำมันปรากฏว่าครีมดังกล่าวเปลี่ยนเป็นสีแดง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าผู้เสียหายได้แจ้งให้นายจักรพันธ์ทราบในทันทีหลังจากทราบว่ามีน้ำปนอยู่กับน้ำมันในบ่อพักที่ 2 คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวนี้เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า นายจตุพงษ์ได้เรียกจำเลยเข้าไปพบต่อหน้าผู้เสียหายและยังถามจำเลยว่าทำอะไรกับน้ำมัน จำเลยตอบว่าไม่ได้ทำ จำเลยได้บอกผู้เสียหายว่าได้พักกินข้าวที่ปั๊มหลอดที่อำเภอปักธงชัยและได้พาผู้เสียหายไปดูปั๊มหลอดดังกล่าว แม้จำเลยจะมิได้เบิกความถึงข้อที่ได้บอกผู้เสียหายว่าจำเลยได้เติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันดังกล่าว แต่พฤติการณ์ของจำเลยเช่นนี้เมื่อฟังประกอบกับที่นายอนนท์เบิกความถึงการที่จำเลยใช้เท้าเตะซีลปิดฝาถังน้ำมันถึง 4 ช่อง แล้วได้ถ่ายน้ำมันจากถังช่องที่ 3 และที่ 4 ลงในบ่อพักที่ 2 อันเป็นถังเดียวกับที่จำเลยเปิดซีลฝาถังน้ำมัน ย่อมแสดงถึงข้อพิรุธของจำเลยที่จะกลบเกลื่อนมิให้นายอนนท์ได้ทราบว่าซีลปิดฝาถังน้ำมันอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยหรือไม่ การที่นายอนนท์เปิดฝาถังน้ำมันเพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันว่าอยู่ตรงตามปริมาณ จากความไว้วางใจกัน และในวันเดียวกันนั้นผู้เสียหายก็ได้ชำระเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแก่บริษัทต้องบุญปิโตรเลียม จำกัด ด้วยเงินสดในทันที ประกอบกับหากน้ำมันในบ่อพักที่ 2 จะพร่องลงเพราะมีการจ่ายน้ำมันก็จะปรากฏความเคลื่อนไหวของตัวเลขที่หัวจ่ายน้ำมัน แต่เลขวัดปริมาณน้ำมันที่จำหน่ายยังคงเป็นเลขเดิมมิได้มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่มีการจ่ายน้ำมันจากบ่อพักที่ 2 ดังกล่าว ดังนั้น จึงเชื่อว่าน้ำมันที่มีการตรวจสอบในบ่อพักที่ 2 เป็นน้ำมันที่ผู้เสียหายได้รับจากจำเลย ซึ่งจำเลยเป็นผู้ครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงที่นำมาส่งแก่ผู้เสียหายมาโดยตลอดจนกระทั่งนำส่งให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องควบคุมมิให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือปลอมปนสภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตนดูแลอยู่ แต่จำเลยกลับแวะพักที่บริเวณปั๊มน้ำมันลอยขนาดเล็กและได้เปิดซีลฝาถังน้ำมันอีก 4 ซีล ก่อนที่จะถ่ายน้ำมันลงในบ่อพักที่ 2 และที่ 3 ย่อมเป็นข้อพิรุธควรแก่การสงสัยว่าจำเลยได้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันจากปั๊มน้ำมันลอยดังกล่าวหรือไม่ ทั้งไม่มีเหตุผลที่ผู้เสียหายซึ่งชำระค่าน้ำมันด้วยเงินสดแล้วจะแกล้งปลอมปนน้ำมันขึ้นเองเพื่อเรียกค่าเสียหายจากบริษัทต้องบุญปิโตรเลียม จำกัด แม้พนักงานของผู้เสียหายจะไม่ได้ตรวจวัดน้ำมันโดยใช้ยาวัดน้ำตรวจสอบและตักน้ำมันจากด้านบนของถังไปวัดค่าเอ.พี.ไอ เพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมันตามที่นายจตุพงษ์กล่าวอ้าง ก็เป็นข้อพิพาทระหว่างผู้เสียหายกับบริษัทต้องบุญปิโตรเลียม จำกัด ในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งเท่านั้น หาเป็นเหตุแก้ตัวให้จำเลยพ้นจากความรับผิดในการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ เมื่อประมวลถึงพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบ ประกอบกับพยานโจทก์ทุกปากไม่เคยรู้จักและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน และไม่มีเหตุอันควรแก่การที่จะปรักปรำจำเลยเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการเรียกค่าเสียหายจากบริษัทต้องบุญปิโตรเลียม จำกัด จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อจำหน่าย แต่ที่โจทก์ฟ้องและฎีกาว่าจำเลยผู้กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้ขนส่งน้ำมันตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2534 มาตรา 12 ซึ่งต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 49 วรรคสองนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติความหมายของผู้ขนส่งน้ำมันไว้ว่า คือผู้ที่รับจ้างขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมิใช่เป็นของตนเอง โดยใช้ยานพาหนะสำหรับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ ทั้งมาตรา 12, 14 และ 15 ยังบัญญัติให้ผู้ขนส่งน้ำมันมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อส่วนราชการอีกหลายประการ แสดงให้เห็นว่าผู้ขนส่งน้ำมันตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ หมายถึงผู้ที่ประกอบกิจการขนส่งน้ำมันเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นเพียงพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมันของบริษัทต้องบุญปิโตรเลียม จำกัด ผู้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ใช่ผู้ขนส่งน้ำมันตามความหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวที่ต้องรับโทษหนักขึ้นในฐานเป็นผู้ขนส่งน้ำมันกระทำการปลอมปนตามมาตรา 49 วรรคสอง ตามฟ้องและฎีกาของโจทก์ จำเลยคงมีความผิดตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2534 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง, 49 วรรคหนึ่ง โทษจำคุกให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ม. 4 ม. 12 ม. 14 ม. 15 ม. 25 วรรคหนึ่ง ม. 49 วรรคหนึ่ง ม. 49 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้ว
จำเลย — นายชำนาญ จันทมนตรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นางพรชญา ภักดีโต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายพีรพล จันทร์สว่าง
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2556
#544460
เปิดฉบับเต็ม

การร้องขอให้บังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โดยขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 278 ดังนั้น การที่ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอีกจนพ้นกำหนดเวลาสิบปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษา แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองได้ระงับสิ้นไป การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลาห้าปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 เท่านั้น ผู้ร้องจะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่าห้าปีไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 559,675.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 247,501.53 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 มีนาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแล้วนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 32108 ถึง 32113 ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 2 ซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้องเพื่อนำออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินทั้งหกแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้เสนอราคาสูงสุด 7,380,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งกันส่วนหนี้จำนองในเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2550 ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทายาทโดยชอบแล้ว แต่จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนโจทก์และเจ้าหนี้สามัญรายอื่นเป็นเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้อง (วันที่ 9 ตุลาคม 2550) ย้อนหลังไป 5 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษามีสิทธิได้รับชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 5 ปี หรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และขั้นต่อไปต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่า ศาลได้ออกหมายบังคับคดี ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 278 ดังนั้น การที่ผู้ร้องเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอีกจนพ้นกำหนดเวลา 10 ปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษา แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองได้ระงับสิ้นไป การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ดังนั้น ผู้ร้องจึงยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมายกับดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเป็นเวลา 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 เท่านั้น ส่วนที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกาว่า มิได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนอง เพราะเหตุที่ได้มีการเจรจาทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่เป็นสาระที่จะทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องได้รับชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องย้อนหลังไป 5 ปี จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 275 ม. 278
ป.พ.พ. ม. 745
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวปัทมรังษี มาลากุล ณ อยุธยา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมพล โพธิ์กิ่ง
ศาลอุทธรณ์ — นายสุทิน นาคพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พินิจ สายสอาด
วิจิตร วิสุชาติ
สุรศักดิ์ วิมลรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5988/2556
#544524
เปิดฉบับเต็ม

การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2549 ต่อมามีผู้ร้องคัดค้านและคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยสั่งการ ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ซึ่งช่วงระยะเวลาดังกล่าว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ แม้ต่อมาจะมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ออกมาใช้บังคับ ซึ่งได้กำหนดสัดส่วนองค์ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งในมาตรา 8 แตกต่างไปจากกฎหมายฉบับเดิมก็ตาม ศาลจะหยิบยกกฎหมายฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้

ข้อความตามมาตรา 8 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 บัญญัติว่า การประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมีกรรมการการเลือกตั้งมาประชุมไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชุม หมายถึงจำนวนคนไม่ใช่สัดส่วนที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น เมื่อขณะลงมติมีคณะกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน และกรรมการการเลือกตั้งทั้งสามคนได้ลงมติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นการลงคะแนนไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการตามนัยแห่งกฎหมายข้างต้นแล้ว

การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวด้วยก็ตาม กรณีมิใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ที่ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เพียงแต่ว่าเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดว่าไม่เคยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและมีการเลือกตั้งใหม่ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามคำให้การได้ และมีสิทธิอ้างคำพิพากษาในคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ และศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบได้ แต่พยานหลักฐานดังกล่าวจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้ประการใดหรือไม่เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน

มาตรา 99 วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 56 หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง...ผู้กระทำการฝ่าฝืน มาตรา 56 หรือผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีความหมายอยู่ในตัวว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต้องชำระ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีอำนาจในการยื่นฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่ง

ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองโดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง จึงต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 336,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2549 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 336,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์และจำเลยตามลำดับจะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอปง ในวันที่ 22 มกราคม 2549 จำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 2 ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุด ต่อมามีผู้ร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพะเยาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 และมาตรา 60 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพะเยาได้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว มีหลักฐานเชื่อว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายการเลือกตั้งดังกล่าวจริง จึงรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการ ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยสั่งการให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดหนึ่งปี และสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งที่ 2 ใหม่ กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดซึ่งต้องไม่เกินค่าใช้จ่ายในการให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในเวลาต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาใหม่ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2549 และใช้งบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่เป็นเงินจำนวน 336,922 บาท และของโจทก์เป็นเงินจำนวน 9,600 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกปัญหาเรื่ององค์ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา 8 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ขึ้นมาวินิจฉัยในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาจัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2549 ต่อมามีผู้ร้องคัดค้าน คณะกรรมการการเลือกตั้งให้สืบสวนสอบสวนแล้วได้ทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยสั่งการที่ 812/2549 ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 ซึ่งช่วงระยะเวลาดังกล่าวพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ แม้ต่อมาจะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ออกมาใช้บังคับ ซึ่งได้กำหนดสัดส่วนองค์ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งในมาตรา 8 แตกต่างไปจากกฎหมายฉบับเดิมก็ตาม ศาลจะหยิบยกกฎหมายฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้ คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อมาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามมาตรา 8 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ที่บัญญัติว่า การประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมีกรรมการการเลือกตั้งมาประชุมไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการการเลือกตั้งทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าในขณะที่ลงมติถ้ามีกรรมการการเลือกตั้งเหลืออยู่จำนวนเท่าใด องค์ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ในขณะนั้น คดีนี้ได้ความว่าขณะลงมติมีกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน ได้มาร่วมประชุมและกรรมการการเลือกตั้งทั้งสามคน ได้ลงมติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยและให้มีการเลือกตั้งใหม่ จึงเป็นการลงคะแนนไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการตามนัยแห่งกฎหมายข้างต้นแล้ว ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า การที่จำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 885/2551 หมายเลขแดงที่ 2288/2552 ของศาลชั้นต้น ในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เมื่อจำเลยถูกฟ้องให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่มีการเลือกตั้งใหม่ การฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลจะต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้รับผิดค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 99 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นการฟ้องให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับผิดในทางแพ่งที่มีเหตุมาจากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและให้เลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวด้วยก็ตาม กรณีมิใช่เป็นเรื่องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ที่ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังที่จำเลยอ้าง เพียงแต่ว่าเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธความรับผิดว่าไม่เคยกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 57 จนเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและมีการเลือกตั้งใหม่ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบปฏิเสธความรับผิดตามคำให้การได้ และมีสิทธิอ้างคำพิพากษาในคดีอาญาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ และศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบได้ แต่พยานหลักฐานดังกล่าวจะมีน้ำหนักให้รับฟังได้ประการใดหรือไม่เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเรื่องภาระการพิสูจน์และการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการพิจารณาคดีนี้เพื่อฟังผลคดีอาญาดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้จำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลในทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง โดยได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ดังนั้น จึงต้องคืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 336,922 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 มกราคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ม. 8 วรรคแรก ม. 21
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 56 ม. 96 ม. 97 ม. 99
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — คณะกรรมการการเลือกตั้ง
จำเลย — นายเจริญชัย วิชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพะเยา — นายอุชาติ เธียรพรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
พิทักษ์ คงจันทร์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ภาภูมิ สรอัฑฒ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5948/2556
#540893
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทให้แก่ ช. ผู้ซื้อทรัพย์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2553 ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีที่ดินพิพาท เมื่อการงดการบังคับคดีจะดำเนินการได้เฉพาะกรณีที่การบังคับคดียังไม่ได้กระทำหรือที่จะกระทำต่อไปเท่านั้น จะงดการบังคับคดีที่ปฏิบัติมาแล้วหาได้ไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จสิ้นแล้ว ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้งดการบังคับคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงิน 10,100,000 บาท แก่โจทก์ หากผิดนัดให้บังคับคดีกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ทันทีรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 10887 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดในวันที่ 3 มิถุนายน 2553 นายโชติพัฒน์ เป็นผู้ประมูลซื้อได้

ผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2553 ว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 55 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต กับนายหมาด โดยมีข้อตกลงว่านายหมาดจะดำเนินการออกโฉนดที่ดินแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้อง เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินดังกล่าวให้เป็นโฉนดเลขที่ 10887 นายหมาดไม่ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้อง แต่นายหมาดกลับนำที่ดินไปจดทะเบียนขายให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2550 และในวันดังกล่าว จำเลยได้จดทะเบียนขายฝากที่ดินไว้แก่โจทก์เป็นเงิน 8,000,000 บาท มีกำหนด 6 เดือน หลังจากนั้นวันที่ 19 ตุลาคม 2550 ผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์และจำเลยคดีนี้กับพวกต่อศาลจังหวัดภูเก็ตในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2537/2550 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินและการขายฝากที่ดิน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ตและผู้ร้องยังเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ จำเลยและนายโชติพัฒน์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 823/2553 ขอเพิกถอนข้อตกลงและสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย และการซื้อขายที่ดินระหว่างนายโชติพัฒน์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 823/2553 ของศาลชั้นต้นจะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อความปรากฏว่าคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10887 ตำบลกมลา อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้แก่นายโชติพัฒน์ ผู้ซื้อทรัพย์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2553 ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีที่ดินพิพาท เมื่อการงดการบังคับคดีจะดำเนินการได้แต่เฉพาะกรณีที่การบังคับคดียังไม่ได้กระทำหรือที่จะกระทำต่อไปเท่านั้น จะงดการบังคับคดีที่ปฏิบัติกันมาแล้วหาได้ไม่ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลจึงไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้งดการบังคับคดีได้ กรณีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องที่ขอให้งดการบังคับคดีนี้ไว้จนกว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 823/2553 ของศาลชั้นต้นที่ผู้ร้องได้ฟ้องโจทก์ จำเลยและนายโชติพัฒน์เป็นจำเลยจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดอีก

ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปกรณ์ โอฬารรักษ์
ผู้ร้อง — นางสาวยุพเรศ นิมกาญจน์
จำเลย — นายอดุลย์ สวัสดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายอรรถพล แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5946/2556
#540890
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้เสร็จสิ้น ภายในกำหนด 10 ปีไม่ ปรากฏว่าภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งนายจ้างได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเดือนละ 2,000 บาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดมา แต่ยังไม่ครบหนี้ตามหมายบังคับ เมื่อโจทก์ดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอดดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนกว่าการบังคับคดีดังกล่าวจะแล้วเสร็จ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยทั้งสามยินยอมร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 823,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 810,000 บาท ตกลงผ่อนชำระรายเดือน เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 5 มกราคม 2541 และงวดต่อ ๆ ไปทุกวันที่ 5 ของเดือนจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งมีสิทธิได้รับจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ต่อมาเป็นบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน)) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัด ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนการอายัดแต่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธคำร้องดังกล่าว

ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี แห่งการบังคับคดีแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 10 ปีไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินเดือนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเดือนละ 2,000 บาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตลอดมา แต่ยังไม่ครบหนี้ตามหมายบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โจทก์ก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้จนกว่าการบังคับคดีดังกล่าวจะแล้วเสร็จ คำสั่งของศาลชั้นต้นในคดีที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้าง ไม่ผูกพันคดีนี้ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกเพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษานี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ถูกต้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวโบ้บ่วย แซ่ลิ้ม
จำเลย — นายไพโรจน์ เชาว์ไว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรรพวิทย์ ตูวิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5924/2556
#540924
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินในบัญชีอันจะพึงจ่ายให้ได้นั้น สาระสำคัญอยู่ที่วันที่สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าเช็คพิพาทที่จำเลยออกไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในขณะที่ออกเช็ค ย่อมถือว่าไม่มีวันที่จำเลยกระทำความผิด แม้ ป.พ.พ. มาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 จะให้สิทธิผู้ทรงเช็คไว้ว่า ถ้าเช็ครายการใดมิได้ลงวันออกเช็ค ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคนใดทำการโดยสุจริตจะจดวันที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้นั้น กฎหมายเพียงแต่ให้เช็คฉบับนั้นเป็นเช็คที่มีรายการสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 แม้โจทก์จะอ้าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 คลาดเคลื่อนไปเป็น พ.ศ.2497 ก็ตาม แต่มิใช่ข้อสำคัญที่จะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3327/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 12 เดือน และให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3327/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นางจันทนา และนายมานพ ซึ่งเป็นบุตรผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยและนายธนพล สามีจำเลยมาพบผู้เสียหายที่บ้าน เพื่อขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหาย จำนวน 5,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระเงินคืนในวันที่ 10 มิถุนายน 2547 มีการทำหลักฐานสัญญากู้ไว้ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ มีนายธนพล สามีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินในวันที่ 10 มิถุนายน 2547 จำเลยและนายธนพลมาที่บ้านของผู้เสียหายอีก แล้วจำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนเป็นเช็ค 1 ฉบับ โดยจำเลยเขียนข้อความและลงลายมือชื่อในเช็คต่อหน้าผู้เสียหาย บุตรผู้เสียหายและนางสุภาพ ภริยาผู้เสียหาย แล้วมอบเช็คให้แก่ผู้เสียหายไว้ ต่อมาวันที่ 17 มิถุนายน 2547 ผู้เสียหายมอบหมายให้นางจันทนานำเช็คไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขา บ้านกรวด ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "โปรดติดต่อผู้สั่งจ่าย" นางจันทนาจึงแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ผู้เสียหายทราบ ผู้เสียหายติดต่อจำเลย จำเลยขอเวลา 2 ถึง 3 วัน แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยก็ไม่ได้ชำระเงินแก่ผู้เสียหาย ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ผู้เสียหาย จำเลยและนายธนพลไปเจรจากันที่สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านบัว จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ข้อตกลงว่า จำเลยยอมรับสภาพหนี้โดยจำเลยยอมชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายจำนวน 9,200,000 บาท เนื่องจากเมื่อจำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 5,500,000 บาท ไปแล้วจำเลยได้มาขอกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายเพิ่มอีกหลายครั้ง รวมเป็นหนี้ 15,000,000 บาท สำหรับเงินจำนวน 9,200,000 บาท นั้น จำเลยตกลงชำระคืนให้แก่ผู้เสียหายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2547 แต่เมื่อถึงกำหนด จำเลยไม่ชำระ เห็นว่า ในตอนที่มีการออกเช็คพิพาทจำเลยไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายเช็คไว้ แต่มีการมาจดวันที่ลงในเช็คพิพาทในภายหลัง จำเลยนำสืบความข้อนี้ว่า ผู้เสียหายให้จำเลยเขียนเช็ค 1 ฉบับ สั่งจ่ายเงินจำนวน 5,500,000 บาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้ให้แก่ผู้เสียหายจริง แต่มิได้ระบุวันที่สั่งจ่ายไว้ ลายมือชื่อของจำเลยด้านบนของวันที่ที่อยู่ในเช็คพิพาทนั้น ขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ยังไม่มีการระบุวันที่ โดยจำเลยอ้างว่าวันที่ที่ลงในเช็คพิพาทนั้น จำเลยไม่ได้เป็นผู้เขียนด้วยตนเอง ส่วนจำนวนเงินและลายมือชื่อของจำเลยนั้นเขียนด้วยตนเองโดยไม่สมัครใจ พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธอยู่หลายประการ และไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้ลงวันที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทในขณะที่ออกเช็คนั้น ที่โจทก์ฎีกาว่าทางนำสืบของโจทก์ ผู้เสียหายและพยานโจทก์ต่างเบิกความยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ลงข้อความทั้งหมดในเช็คพิพาทรวมถึงวันที่ลงในเช็คด้วยนั้น เห็นว่า ผู้เสียหายและพยานโจทก์ต่างมีความสัมพันธ์เป็นบิดากับบุตร อาจเบิกความเข้าข้างหรือช่วยเหลือกันได้ ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คหรือฐานออกเช็คโดยไม่มีเงินในบัญชีอันจะพึงจ่ายให้ได้นั้น สาระสำคัญอยู่ที่วันที่สั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าเช็คพิพาทที่จำเลยออกไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในขณะที่ออกเช็ค ย่อมถือว่าไม่มีวันที่จำเลยกระทำความผิด แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 910 ประกอบมาตรา 989 จะให้สิทธิผู้ทรงเช็คไว้ว่า ถ้าเช็ครายการใดมิได้ลงวันออกเช็ค ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคนใดทำการโดยสุจริตจะจดวันที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้นั้น กฎหมายเพียงแต่ให้เช็คฉบับนั้นเป็นเช็คที่มีรายการสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ในทางแพ่งเท่านั้น แต่หามีผลที่จะลงโทษผู้ออกเช็คในทางอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ที่โจทก์ฎีกาประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยยกฟ้องโดยเอาบทกฎหมายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 4 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วมาวินิจฉัยจึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 ประกอบมาตรา 214, 215 นั้น เห็นว่า สาระสำคัญของความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คที่จำเลยออกเช็คโดยไม่ลงวันที่สั่งจ่ายไว้ในขณะที่ออกเช็คนั้น ย่อมถือว่าไม่มีวันที่จำเลยกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว แม้จะอ้างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 คลาดเคลื่อนไปเป็น พ.ศ.2497 ก็ตาม แต่มิใช่ข้อสำคัญที่จะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นางเสาวนีย์ อรุณเวชพิพัฒ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายผดุงศักดิ์ เทศดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5916 -ที่ 5917/2556
#559064
เปิดฉบับเต็ม

ที่ผู้ร้องสอดโต้แย้งโจทก์เกี่ยวกับสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นกรณีมีปัญหาตีความข้อความในสัญญา และตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดก็ไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องนำสืบพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงใด เมื่อข้อความในสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความชัดเจนเพียงพอที่จะวินิจฉัยตีความข้อสัญญาได้ ย่อมไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอีกต่อไป ส่วนในปัญหาว่าเครื่องหมายบริการคำว่า "METALEX" ของโจทก์กับเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการหรือไม่ ตามรูปคดีและลักษณะของเครื่องหมายบริการดังกล่าวก็สามารถวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความคล้ายกันหรือไม่ได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอีกต่อไปเช่นกัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานได้โดยชอบตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง

ข้อความในสัญญายุติข้อพิพาท ข้อ 2 (b) ไม่มีข้อความเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ และในส่วนข้อความเกี่ยวกับการใช้คำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดที่ตกลงกันเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นที่คล้ายกับคำว่า "METALEX" น้อยลง ล้วนเป็นข้อตกลงในเรื่องการกระทำหรืองดเว้นกระทำการซึ่งแตกต่างจากการแสดงเจตนาสละประเด็นข้อพิพาท จึงไม่อาจแปลข้อความสัญญายุติข้อพิพาทถึงขนาดว่าโจทก์และผู้ร้องสอดตกลงสละประเด็นเกี่ยวกับข้อพิพาทในการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

เครื่องหมายบริการ ของโจทก์และเครื่องหมายบริการ "METALTECH" ของผู้ร้องสอดมีการใช้คำในส่วนภาคสำคัญคล้ายกัน ประกอบกับโจทก์ยังเป็นผู้มีสิทธิห้ามผู้ร้องสอดใช้เครื่องหมายบริการตามสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความ และการที่ผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่ใช้คำว่า METALTECH ก็เพื่อให้เป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายบริการนี้สำหรับบริการประเภทเดียวกับโจทก์ตามที่ผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนไว้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 ซึ่งการใช้เครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH เช่นนี้ย่อมเป็นการปฏิบัติผิดสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวต่อโจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิในเครื่องหมายบริการดีกว่าผู้ร้องสอด จึงมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67 และแม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นจำเลยในคดีนี้โดยตรง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องสอดได้ทำสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีผลให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าและมีสิทธิห้ามผู้ร้องสอด ทั้งมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดด้วย และเมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้รับจดทะเบียนให้แล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอด จึงร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดโดยสมัครใจเองเพื่อยังให้ผู้ร้องสอดได้รับความรับรองและคุ้มครองอันมีผลให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) และมาตรา 58 วรรคหนึ่ง ถือเสมือนหนึ่งว่าคดีในส่วนระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเพื่อร้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67 ซึ่งเมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายบริการดีกว่าผู้ร้องสอด ก็ชอบที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดได้

ในชั้นพิจารณาคำคัดค้านของโจทก์โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์โดยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมเป็นผู้ทำหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดีกว่า ซึ่งย่อมต้องนำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในการที่โจทก์กับผู้ร้องสอดทำสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้นมาใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวที่มีผลผูกพันคู่สัญญาและแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่า มิใช่จะถือเพียงว่าสัญญาดังกล่าวรวมทั้งคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า

ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเนื่องจากนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยคำคัดค้านการขอจดทะเบียนของผู้ร้องสอดไม่ถูกต้อง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 36/2548 กับบังคับให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ15270 (คำขอเลขที่ 422927) ให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 228/2547 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1712/2548 กับให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอเลขที่ 422928

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทซีเอ็มพี มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า บริษัทมิลเลอร์ ฟรีแมน (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความทั้งสองสำนวนโดยขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความของผู้ร้องสอดดังกล่าว

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทซีเอ็มพี มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) (ที่ถูก อนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1)) ทั้งสองสำนวน

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งงดสืบพยานหลักฐานคู่ความทุกฝ่าย และพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเลขที่ 36/2548 และเลขที่ 1712/2548 กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ บ15270 (คำขอเลขที่ 422927) และคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเลขที่ 422928 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลย และผู้ร้องสอดไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า "THAI METALEX" ประกอบกับรูปประดิษฐ์คือเครื่องหมาย ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ การจัดนิทรรศการทางการค้าและโฆษณา ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 โจทก์และบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด ร่วมกันยื่นฟ้องผู้ร้องสอดเป็นจำเลยในข้อหาละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการดังกล่าวของโจทก์ ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเรียกค่าเสียหายเป็นคดีหมายเลขดำที่ ทป.43/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่ใช้อักษรโรมันคำว่า "METALTECH" ซึ่งมีลักษณะเป็นอักษรประดิษฐ์ 2 เครื่องหมาย เพื่อใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการ การจัดนิทรรศการทางการค้าและการโฆษณา แยกเป็น 2 คำขอ โดยเครื่องหมาย ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 422927 และเครื่องหมาย ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 422928 ซึ่งในที่สุดนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 422927 แล้วเป็นทะเบียนเลขที่ บ15270 ครั้นวันที่ 1 สิงหาคม 2543 โจทก์และบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กับผู้ร้องสอดซึ่งเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ทป.43/2543 ดังกล่าวได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับสัญญายุติข้อพิพาท (SETTLEMENT AGREEMENT) โดยถือเอาข้อตกลงในสัญญายุติข้อพิพาทซึ่งแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างกัน และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ส่วนตามที่ผู้ร้องสอดยื่นคำขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 422928 นั้น เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนแล้ว ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอด และผู้ร้องสอดยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านของโจทก์ ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์และให้ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 422928 ของผู้ร้องสอดต่อไป ตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 228/2547 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวตามขั้นตอนต่อไป ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1712/2548 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 โจทก์ยื่นคำขอให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่ผู้ร้องสอดขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 422927 และได้รับการจดทะเบียนเป็นทะเบียนเลขที่ บ15270 ด้วย โดยอ้างว่าเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดดังกล่าวเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว และการที่ผู้ร้องสอดดำเนินการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวเป็นการจงใจปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ระหว่างโจทก์กับพวกและผู้ร้องสอด ซึ่งศาลมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้วอันเป็นการแสดงถึงความไม่สุจริตอย่างยิ่ง ผู้ร้องสอดยื่นคำชี้แจงต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ15270 (คำขอเลขที่ 422927) โดยให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 36/2548

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาประการแรกว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ และมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ จำเลย และผู้ร้องสอดชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความของผู้ร้องสอดนั้น ผู้ร้องสอดรับว่า ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 422927 และ 422928 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการตามคำขอเลขที่ 422927 ให้แล้ว และรับว่าโจทก์กับผู้ร้องสอดเป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งคดีดังกล่าว โจทก์และผู้ร้องสอดทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยมีสัญญายุติข้อพิพาท (SETTLEMENT AGREEMENT) จริง ซึ่งก็ปรากฏตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญายุติข้อพิพาทดังกล่าวที่ทำเป็นภาษาอังกฤษโดยถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความท้ายคำฟ้องของโจทก์ และในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ดังกล่าวซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาปัญหาในการบังคับคดีของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีนี้ก็อุทธรณ์จนคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศด้วยกันกับคดีสองสำนวนนี้ โดยข้ออ้างของโจทก์ในคดีทั้งสองสำนวนนี้มาจากการดำเนินคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ดังกล่าวจนมีการทำสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งเมื่อสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพร้อมกับคดีสองสำนวนนี้แล้ว จึงให้นำมาใช้ประกอบการพิจารณาคดีสองสำนวนนี้ด้วย และเห็นว่าตามที่ผู้ร้องสอดโต้แย้งโจทก์เกี่ยวกับสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวนั้นเป็นกรณีมีปัญหาตีความข้อความในสัญญา และตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอดก็ไม่ปรากฏว่ามีความจำเป็นที่ผู้ร้องสอดต้องนำสืบพยานหลักฐานในข้อเท็จจริงใด ดังนั้น เมื่อข้อความในสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความชัดเจนเพียงพอที่จะวินิจฉัยตีความข้อสัญญาได้ ก็ย่อมไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอีกต่อไป ส่วนในปัญหาว่าเครื่องหมายบริการคำว่า "METALEX" ของโจทก์กับเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการหรือไม่นั้น ตามรูปคดีและลักษณะของเครื่องหมายบริการดังกล่าวก็สามารถวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความคล้ายกันหรือไม่ได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานหลักฐานอีกต่อไปเช่นกัน ทั้งนี้โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมมีอำนาจสั่งงดสืบพยานได้โดยชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า ตามสัญญายุติข้อพิพาท (SETTLEMENT AGREEMENT) ข้อ 2 (b) ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์และผู้ร้องสอดสละประเด็นข้อพิพาททั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่ติดใจให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยในประเด็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์และของผู้ร้องสอดเหมือนหรือคล้ายกันหรือไม่อีกต่อไป ซึ่งมีผลให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไม่ชอบดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อตกลงในสัญญายุติข้อพิพาท (SETTLEMENT AGREEMENT) แนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 อันเป็นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ 2 ระบุว่า "Notwithstanding the final wording to be drafted and agreed,

a) both parties agree today that (Metaltech or its new name) shall not be held less than 55 days prior to or 45 days after Metalex by Reed Tradex.

b) both parties agree today that Metaltech will be changed to something less similar and which will not cause confusion to Metalex from the year 2001 onwards.

และตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 ถึงศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ดังกล่าว เพื่อรายงานข้อเท็จจริงในการบังคับคดีที่มีข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์และจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีนี้เกี่ยวกับการตีความสัญญาโดยทั้งสองฝ่ายต่างเสนอคำแปลสัญญาเป็นภาษาไทย ตามที่แนบมาท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับดังกล่าวซึ่งปรากฏว่า โจทก์แปลข้อความในสัญญาข้อ 2 (b) ว่า "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันในวันนี้ว่า เมททอลเทคจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นให้มีความคล้ายกับเมททอลเลคน้อยที่สุด และชื่อที่ตั้งใหม่จะต้องไม่เป็นสาเหตุให้เกิดความสับสนกับงานเมททอลเลคนับตั้งแต่ปี (พ.ศ.) 2544 เป็นต้นไป" ส่วนจำเลยในคดีดังกล่าวหรือผู้ร้องสอดคดีนี้แปลข้อความว่า "คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ชื่องาน "METALTECH" จะถูกเปลี่ยนไปเป็นชื่ออื่น ๆ ซึ่งเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายบริการ "MATALEX" น้อยลง และชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่จะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่งาน METALEX นับตั้งแต่ปี (ค.ศ.) 2001 เป็นต้นไป" เห็นได้ว่า ข้อความในสัญญาข้อ 2 (b) ดังกล่าว ไม่ว่าตามฉบับภาษาอังกฤษหรือคำแปลของทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีข้อความเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการแต่อย่างใด และในส่วนข้อความเกี่ยวกับการใช้คำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดที่ตกลงกันเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นที่คล้ายกับคำว่า "METALEX" น้อยลงนั้น เห็นได้ว่าตามข้อสัญญานี้ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในการเปลี่ยนการใช้ชื่อหรือการกระทำการโดยงดเว้นไม่ใช้ชื่อ MATALTECH ก็ตาม ก็ล้วนเป็นข้อตกลงในเรื่องการกระทำหรืองดเว้นกระทำการซึ่งแตกต่างจากการแสดงเจตนาสละประเด็นข้อพิพาทที่พิพาทกันในชั้นพิจารณาของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ดังนี้ย่อมไม่อาจแปลข้อความสัญญายุติข้อพิพาทดังกล่าวถึงขนาดว่า โจทก์และผู้ร้องสอดตกลงสละประเด็นเกี่ยวกับข้อพิพาทในการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการในชั้นพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมาดังกล่าวได้ อุทธรณ์ของจำเลยและผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาปลีกย่อยตามอุทธรณ์ของจำเลยและผู้ร้องสอดเกี่ยวกับปัญหาข้อนี้อีกต่อไปเพราะไม่มีเหตุที่จะทำให้ผลคำวินิจฉัยปัญหานี้เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตามเมื่อได้วินิจฉัยว่า โจทก์และผู้ร้องสอดไม่ได้ตกลงสละประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการดังกล่าวแล้ว คดีจึงยังเหลือประเด็นอันเนื่องมาจากข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่อ้างเหตุว่าเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ที่ผู้ร้องสอดขอจดทะเบียน 2 คำขอ ไม่ควรได้รับการจดทะเบียน เนื่องจากเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายบริการคำว่า "THAI METALEX" ของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อนสำหรับใช้กับบริการจำพวกที่ 35 เช่นเดียวกัน และสัญญายุติข้อพิพาทกับสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดมีผลต่อการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดอย่างไรหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายบริการของโจทก์ประกอบด้วยรูปนอตกับคำเป็นอักษรโรมัน 2 คำ คือ THAI ซึ่งมีขนาดเล็กและ METALEX ซึ่งมีขนาดใหญ่ ส่วนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดตามทะเบียนเลขที่ บ15270 (คำขอเลขที่ 422927) และคำขอเลขที่ 422928 เป็นเครื่องหมายที่ใช้คำเป็นอักษรโรมันว่า "METALTECH" เพียงคำเดียวซึ่งมีลักษณะเป็นอักษรประดิษฐ์และไม่มีรูปประกอบ ดังนั้น เครื่องหมายบริการของแต่ละฝ่ายดังกล่าวมีส่วนที่เหมือนกันคือส่วนที่เป็นอักษรโรมันว่า "METAL" และมีส่วนอักษรต่อท้าย โดยเครื่องหมายบริการของโจทก์ต่อท้ายด้วยอักษรโรมัน EX ส่วนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดต่อท้ายด้วยอักษรโรมัน TECH ทำให้เครื่องหมายบริการของโจทก์อ่านหรือเรียกขานได้ว่า ไทย เมททัลเลกซ์ หรือ เมททัล เลกซ์ ส่วนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดอ่านหรือเรียกขานได้ว่า เมททัลเทค ดังนี้ในเบื้องต้นย่อมเห็นได้ว่าเครื่องหมายบริการของทั้งสองฝ่ายนั้นในภาคส่วนสำคัญมีคำที่คล้ายกันอยู่ นอกจากนี้ ในส่วนสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ซึ่งมีสัญญายุติข้อพิพาท (SETTLEMENT AGREEMENT) เป็นส่วนหนึ่งอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ในคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่ศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว โดยตามสัญญายุติข้อพิพาทดังกล่าว ผู้ร้องสอดตกลงว่าจะไม่ใช้คำว่า METALTECH แล้ว แต่ผู้ร้องสอดโต้แย้งว่า สัญญาตามที่โจทก์กล่าวอ้างนี้เป็นเพียงสัญญาตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับชื่องานแสดงสินค้าเท่านั้น ผู้ร้องสอดไม่ได้ตกลงว่าจะไม่ใช้คำว่า METALTECH เป็นเครื่องหมายบริการแต่อย่างใด ซึ่งในข้อนี้เห็นว่า ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพร้อมกับคดีนี้ปรากฏว่า ในคดีดังกล่าวโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ที่ 1 ร่วมกับบริษัทรี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด โจทก์ที่ 2 ฟ้องผู้ร้องสอดในคดีนี้เป็นจำเลย โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการเป็นรูปกับคำว่า THAI METALEX ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วสำหรับใช้กับบริการจำพวกที่ 35 รายการบริการการจัดนิทรรศการทางการค้าและการโฆษณา และโจทก์ที่ 1 อนุญาตให้โจทก์ที่ 2 ใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2533 โจทก์ที่ 2 โฆษณาการจัดงานแสดงสินค้าโดยใช้ชื่อว่า "METALEX 2000" ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งกำหนดจัดงานวันที่ 16 ถึง 19 พฤศจิกายน 2543 ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค ถนนบางนา - ตราด แต่ระหว่างนั้นจำเลยก็โฆษณาการจัดงานแสดงสินค้าเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีสำหรับแปรรูปโลหะต่าง ๆ โดยใช้ชื่องานว่า "METALTECH" ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 ถึง 19 พฤศจิกายน 2543 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเจตนาให้สาธารณชนสับสนหลงผิดโดยไม่สุจริตและละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหาย ขอให้บังคับห้ามจำเลยใช้ชื่อเครื่องหมายบริการ "METALTECH" อีกต่อไป ให้จำเลยกำหนดการจัดงานไม่ให้ตรงกับงานแสดงสินค้าของโจทก์ที่ 2 กับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง อันเป็นคำฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการจดทะเบียนของโจทก์ที่ 1 และแม้จำเลยจะให้การปฏิเสธความรับผิดตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าว แต่ต่อมาในที่สุดจำเลยก็ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ทั้งสองในคดีดังกล่าว โดยตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 1 สิงหาคม 2543 มีข้อความสรุปได้ว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยต่างยอมรับว่า โจทก์ทั้งสองจะจัดนิทรรศการแสดงสินค้านานาชาติชื่อว่า "THAI METALEX 2000" ที่ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค ถนนบางนา - ตราด เป็นงานแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและโลหะ ส่วนจำเลยจะจัดงานแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรกลและโลหะเช่นเดียวกันใช้ชื่อว่า METALTECH ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และตกลงทำสัญญายุติข้อพิพาท (SETTLEMENT AGREEMENT) กันโดยนำมาแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความและให้ถือเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ซึ่งในสัญญายุติข้อพิพาทในสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ทป.37/2543 ดังกล่าวที่ทำเป็นภาษาอังกฤษและปรากฏคำแปลเป็นภาษาไทยของฝ่ายโจทก์ที่ 1 ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้และคำแปลของจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นผู้ร้องสอดในคดีนี้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งกันในชั้นการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีและคำแปลของทั้งสองฝ่ายนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แนบมาท้ายหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ส่งไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ปรากฏว่าสัญญายุติข้อพิพาทนั้นแบ่งหัวข้อเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่ หัวข้อสำหรับปี ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544 และปีต่อ ๆ ไป ซึ่งมีข้อสัญญาในส่วนนี้เป็นข้อ 1 ถึงข้อ 3 และหัวข้อสำหรับปี ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543 เป็นข้อ 4 ถึงข้อ 10 โดยข้อ 4 ถึงข้อ 10 ดังกล่าวมีสาระสำคัญตามคำแปลของทั้งสองฝ่ายคล้ายกันโดยสรุปได้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะจัดงานแสดงสินค้ากันต่อไป แต่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าของทั้งสองฝ่ายทราบ จะระงับการโฆษณาต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความสับสน ส่วนข้อความในข้อ 1 ถึงข้อ 3 ภายใต้หัวข้อสำหรับปี ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544 และปีต่อ ๆ ไป ในข้อที่คู่ความไม่โต้แย้งกันและคำแปลของแต่ละฝ่ายคล้ายกันได้ความว่า ในข้อ 1 คู่สัญญาตกลงจะจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีด้วยความสุจริต เพื่อใช้แก้ปัญหาความสับสนหลงผิดของลูกค้า ข้อ 2 (a) มีเนื้อหาว่าคู่สัญญาจะกำหนดจัดงานให้มีระยะเวลาห่างกัน เห็นได้ว่า ตามข้อสัญญาต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ล้วนแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาคือโจทก์และผู้ร้องสอดว่า ต่างมีเจตนาที่จะดำเนินการในลักษณะที่จะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดความสับสนของลูกค้าจากการใช้คำว่า METALTECH ของผู้ร้องสอดกับคำว่า METALEX ของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมายบริการที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ส่วนสัญญายุติข้อพิพาท ข้อ 2 (b) ที่โจทก์กับผู้ร้องสอดยังมีความเห็นในการตีความต่างกันนั้น ปรากฏว่าข้อสัญญาข้อ 2 (b) มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า "both parties agree today that Metaltech will be changed to something less similar and which will not cause confusion to Metalex from the year 2001 onwards" ซึ่งโจทก์มีคำแปลไว้ว่า "คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันในวันนี้ว่า เมททอลเทคจะเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นให้มีความคล้ายกับเมททอลเลคน้อยที่สุด และชื่อที่ตั้งใหม่จะต้องไม่เป็นสาเหตุให้เกิดความสับสนกับงานเมททอลเลคนับแต่ปี (พ.ศ.) 2544 เป็นต้นไป" ส่วนผู้ร้องสอดมีคำแปลว่า "คู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ชื่องาน "METALTECH" จะถูกเปลี่ยนไปเป็นชื่ออื่น ๆ ซึ่งเหมือนคล้ายกับเครื่องหมายบริการ "METALEX" น้อยลง และชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่จะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่งาน METALEX นับแต่ปี (ค.ศ.) 2001 เป็นต้นไป เห็นได้ว่า นอกจากตามคำฟ้องของโจทก์ในคดีที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญายุติข้อพิพาทดังกล่าว ที่โจทก์จะกล่าวอ้างถึงความเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า METALEX ของโจทก์และการที่จำเลยในคดีดังกล่าวใช้ชื่อ METALTECH เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์แล้ว ตามคำแปลข้อสัญญายุติข้อพิพาท ข้อ 2 (b) ของผู้ร้องสอดก็ยังยอมรับถึงสภาพที่คำว่า METALEX ที่โจทก์นำมาใช้นั้นเป็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ และก่อนที่จะมีการตกลงทำสัญญายุติข้อพิพาทนี้ผู้ร้องสอดก็ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการโดยใช้คำว่า METALTECH ไว้ 2 คำขอ ดังกล่าวแล้ว อันแสดงว่าก่อนทำสัญญากันนั้นต่างฝ่ายต่างประสงค์จะใช้ชื่องานตามคำที่เป็นเครื่องหมายบริการของตนซึ่งก็ย่อมมีผลให้ลูกค้าของแต่ละฝ่ายคิดถึงการใช้เครื่องหมายบริการของแต่ละฝ่ายไปด้วยในตัว แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าโจทก์และผู้ร้องสอดมิได้ทำสัญญายุติข้อพิพาทนี้เพื่อยุติปัญหาเฉพาะชื่องานแสดงสินค้าเท่านั้น แต่ได้คำนึงถึงปัญหาในเรื่องเครื่องหมายบริการด้วย โดยในความคิดเห็นของฝ่ายโจทก์และผู้ร้องสอดในขณะทำสัญญายุติข้อพิพาทดังกล่าวยังเห็นว่าควรที่จะมีการใช้คำให้มีความคล้ายกันน้อยลงอีก ทั้งการที่จำเลยตกลงจะเปลี่ยนคำว่า METALTECH ให้คล้ายกับเครื่องหมายบริการคำว่า METALEX ของโจทก์น้อยลง โดยชื่อใหม่จะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 หรือ พ.ศ. 2544 เป็นต้นไปนี้ หากคำนึงถึงความประสงค์ในทางสุจริตของคู่สัญญาเพื่อการตีความสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 แล้ว ก็เห็นได้ว่าเมื่อทั้งโจทก์และผู้ร้องสอดต่างฝ่ายต่างพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาความเข้าใจผิดของลูกค้าจากการใช้คำว่า MATALTECH ของผู้ร้องสอด ถึงขนาดที่ผู้ร้องสอดยอมจะเปลี่ยนคำว่า METALTECH ให้คล้ายกับคำว่า METALEX น้อยลงไป โดยที่ทั้งโจทก์และผู้ร้องสอดต่างก็ต้องการใช้ชื่องานตามคำที่เป็นเครื่องหมายบริการของตนด้วย โดยขณะทำสัญญายุติข้อพิพาทในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 นั้น ผู้ร้องสอดยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการ จึงน่าจะปรับปรุงเครื่องหมายบริการของตนเป็นคำอื่นที่คล้ายกับคำว่า METALEX น้อยลงได้ อันจะทำให้ผู้ร้องสอดสามารถใช้เครื่องหมายบริการคำที่ปรับปรุงแล้วเป็นชื่องานแสดงสินค้าของตนได้ดังเช่นที่เคยกระทำมาแต่ต้น ทั้งยังจะทำให้ผู้ร้องสอดไม่ต้องกังวลว่าการใช้เครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH ของผู้ร้องสอดกับการใช้ชื่องานหรือใช้เครื่องหมายบริการคำว่า METALEX ของโจทก์จะทำให้ลูกค้าบางรายเข้าใจผิดดังที่ทั้งผู้ร้องสอดและโจทก์ต่างคิดเห็นกันเองว่ามีข้อน่ากังวลเช่นนี้มาก่อน ที่จะทำสัญญายุติข้อพิพาทจนมีการทำสัญญายุติข้อพิพาทกันเพื่อแก้ปัญหาข้อกังวลดังกล่าวดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้โดยการใช้เครื่องหมายบริการเป็นการแสดงถึงความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของบริการด้วยก็ควรเป็นเรื่องที่อยู่ในความกังวลของทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกับการใช้ชื่องานเช่นกัน และย่อมเป็นเหตุผลที่แสดงว่าทั้งสองฝ่ายทำสัญญายุติข้อพิพาทเช่นว่านี้โดยเจตนาให้มีผลถึงการเปลี่ยนแปลงคำที่เป็นเครื่องหมายบริการด้วย มิใช่ต้องการเพียงเปลี่ยนแปลงเฉพาะคำที่เป็นชื่องานแสดงสินค้าอย่างเดียวเท่านั้นแต่อย่างใด ดังนี้โดยผลของสัญญายุติข้อพิพาทอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมาแล้วนี้ ผู้ร้องสอดย่อมต้องตกอยู่ภายใต้ความผูกพันต่อโจทก์ในอันที่จะงดเว้นไม่ใช้คำว่า METALTECH เป็นเครื่องหมายบริการ หากผู้ร้องสอดใช้คำดังกล่าวเป็นเครื่องหมายบริการย่อมเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเหนือผู้ร้องสอดที่จะห้ามผู้ร้องสอดใช้เครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH ตามข้อสัญญาดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดทะเบียนเลขที่ บ15270 (คำขอเลขที่ 422927) และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดคำขอเลขที่ 422928 นั้น จากการที่ได้วินิจฉัยปัญหาตามข้อกล่าวอ้างของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นมาตามลำดับแล้วนั้น เห็นได้ว่า เครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH กับเครื่องหมายบริการรูปประกอบกับคำว่า THAI METALEX ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีการใช้คำในส่วนภาคสำคัญคล้ายกัน ประกอบกับโจทก์ยังเป็นผู้มีสิทธิห้ามผู้ร้องสอดใช้เครื่องหมายบริการตามสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว และการที่ผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่ใช้คำว่า METALTECH ก็เพื่อให้เป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายบริการนี้สำหรับบริการประเภทเดียวกับโจทก์ตามที่ผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนไว้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 44 ซึ่งการใช้เครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH เช่นนี้ย่อมเป็นการปฏิบัติผิดสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวต่อโจทก์ ดังนั้นโจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิในเครื่องหมายบริการนี้ดีกว่าผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67 และแม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องผู้ร้องสอดเป็นจำเลยในคดีนี้โดยตรงก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ก็บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องสอดได้ทำสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ดังกล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีผลให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าและมีสิทธิห้ามผู้ร้องสอด ทั้งมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดทะเบียนเลขที่ บ15270 (คำขอเลขที่ 422927) ด้วย และเมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้ โดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของเครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้รับจดทะเบียนให้แล้ว การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอด จึงร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความเพื่อให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) อันเป็นกรณีที่ผู้ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดโดยสมัครใจเองเพื่อยังให้ผู้ร้องสอดได้รับความรับรองและคุ้มครองอันมีผลให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงถือได้เสมือนหนึ่งว่าคดีในส่วนระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเพื่อร้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 67 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งเมื่อปรากฏว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายบริการนี้ดีกว่าผู้ร้องสอด ก็ชอบที่ศาลจะพิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ของผู้ร้องสอดตามทะเบียนเลขที่ บ15270 ได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ15270 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนกรณีตามที่ผู้ร้องสอดยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH อีกคำขอหนึ่งคือเลขที่ 422928 ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ายังไม่ได้รับจดทะเบียนให้โดยในชั้นที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนนั้น โจทก์ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 35 โดยอ้างถึงเหตุผลกรณีที่โจทก์กับผู้ร้องสอดทำสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกันอันเป็นข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าและมีสิทธิห้ามผู้ร้องสอดใช้เครื่องหมายบริการคำว่า METALTECH ดังกล่าวแล้ว และเมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยกคำคัดค้านของโจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าก็วินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องเป็นคดีนี้ และคดีได้ความดังวินิจฉัยมาแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าผู้ร้องสอดทั้งมีสิทธิห้ามผู้ร้องสอดใช้เครื่องหมายบริการตามสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้ไม่มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า "METALTECH" ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 422928 ส่วนที่จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์ด้วยว่าสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกับคำพิพากษาตามยอมของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาคำคัดค้านของโจทก์โดยนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์โดยคณะกรรมการเครื่องหมายการค้านั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าย่อมเป็นผู้ทำหน้าที่พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาข้อโต้แย้งระหว่างโจทก์กับผู้ร้องสอดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิดีกว่า ซึ่งย่อมต้องนำข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในการที่โจทก์กับผู้ร้องสอดทำสัญญายุติข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้นมาใช้ประกอบการพิจารณาวินิจฉัยถึงสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวที่มีผลผูกพันคู่สัญญาและแสดงให้เห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่า มิใช่จะถือเพียงว่าสัญญาดังกล่าวรวมทั้งคำพิพากษาตามยอมนั้นไม่มีผลผูกพันนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเท่านั้นดังที่จำเลยและผู้ร้องสอดอุทธรณ์แต่อย่างใด คำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าในกรณีที่โจทก์คัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำขอเลขที่ 422928 ที่ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์นั้นไม่ต้องด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนของผู้ร้องสอดเลขที่ 422928 เป็นคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1712/2548 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเพิกถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการของผู้ร้องสอดเลขที่ 422928 แทนที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 288/2547 ตามที่โจทก์มีคำขอบังคับซึ่งเป็นคำขอบังคับอันเนื่องมาจากโจทก์เห็นว่านายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยคำคัดค้านการขอจดทะเบียนของผู้ร้องสอดไม่ถูกต้อง และคดีนี้โจทก์ไม่ได้ขอให้เพิกถอนคำขอจดทะเบียนของผู้ร้องสอดดังกล่าวแต่อย่างใด คำพิพากษาในส่วนนี้จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 45 ประกอบมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะในส่วนที่มีคำขอบังคับให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าเลขที่ 36/2548 แต่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายบริการที่ผู้ร้องสอดได้รับการจดทะเบียนและที่ผู้ร้องสอดขอจดทะเบียนดีกว่าผู้ร้องสอด จึงให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายบริการทะเบียนเลขที่ บ15270 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 228/2547 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 1712/2548 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 35 ม. 44 ม. 60 ม. 67 ม. 80
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 58 วรรคหนึ่ง ม. 86 วรรคสอง ม. 104 วรรคหนึ่ง ม. 142 (5)
ป.พ.พ. ม. 142 ม. 368
ชื่อคู่ความ
บริษัทเทรด เอ็กซ์ฮิบิชชั่น
โจทก์ — แอนด์ คอนเฟอเรนซ์ จำกัด
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้ร้องสอด — บริษัทซีเอ็มพี มีเดีย (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปรานี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
อร่าม เสนามนตรี
ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5791/2556
#540885
เปิดฉบับเต็ม

ขณะรังวัดแบ่งแยกที่ดินและทำพินัยกรรม ท. มีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะสำหรับที่ดินอีก 3 แปลง และตามพฤติการณ์ที่ ท. พักรักษาตัวอยู่กับจำเลยก่อนถึงแก่ความตายและจำเลยอยู่ด้วยในขณะรังวัดแบ่งแยกที่ดินตลอดจนในขณะทำพินัยกรรมทั้งได้รับทราบเจตนาดังกล่าวของ ท. แล้ว ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งการใช้ที่ดินพิพาทของโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องแถวมาโดยตลอด ย่อมเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายว่า ท. กับจำเลยได้มีข้อตกลงกันก่อนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยตามพินัยกรรมว่าให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอีก 3 แปลง อันเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 60977 ตามพินัยกรรมและเข้าใช้ทางพิพาทอันเป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดมีขึ้นนับแต่นั้น อันเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทต้องยอมรับกรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงบังคับกันได้เป็นบุคคลสิทธิในระหว่างจำเลยซึ่งต้องผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกกับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ โจทก์ย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ กรณีหาใช่เป็นการได้ภาระจำยอมโดยอายุความอันเป็นการได้ทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 แม้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทไม่ถึงสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ก็ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำพิพากษาว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 147 เลขที่ดิน 285 ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของจำเลย และให้จำเลยจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากจำเลยไม่ดำเนินการ ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและรั้วกำแพงเปิดทางภาระจำยอมกว้าง 3 เมตร ยาวตลอดแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 60975, 60976 และ 60977 ในที่ดินแปลงดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายเอง หากจำเลยเพิกเฉย ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 147 เลขที่ดิน 285 ตำบลราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของจำเลยตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 60977 เลขที่ดิน 739 ตำบลราษฎร์บูรณะ อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ และให้จำเลยไปจดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 147 ของจำเลย ซึ่งเป็นทางตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 60977 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ได้ภาระจำยอมในที่ดินพิพาทเนื่องจากมีข้อตกลงระหว่างนางสาวทองปลิวกับจำเลยอันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกก่อนจะยกที่ดินพิพาทให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การแสดงเจตนาเพื่อถือเอาประโยชน์ของบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 นั้น เป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบ อาจเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ และหาจำต้องระบุตัวบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ว่าเป็นตัวบุคคลใดโดยเฉพาะเจาะจง ดังนั้น การที่นางสาวทองปลิวขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 147 เป็นแปลงย่อย 3 แปลง และคงเหลือที่ดินพิพาทไว้เป็นแปลงคงในโฉนดเลขที่ 147 โดยในการรังวัดแบ่งแยกนางสาวทองปลิวยอมขยายความกว้างของทางจาก 1.5 เมตร เป็น 3 เมตร ตามที่นายทองหล่อขอขยาย และปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 60976 ไม่มีทางออกต้องใช้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นแปลงคงในโฉนดเลขที่ 147 ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างที่นางสาวทองปลิวยังมีชีวิตอยู่ได้สร้างตึกสามชั้น ซึ่งไม่สามารถออกสู่ถนนประชาอุทิศได้โดยตรง แต่ต้องผ่านที่ดินพิพาท ประกอบกับจำเลยและนางสุมาลี พยานจำเลยได้เบิกความยอมรับว่า พยานทั้งสองอยู่ร่วมกับนางสาวทองปลิวในการรังวัดแบ่งแยกที่ดินและทำพินัยกรรมดังกล่าว ขณะที่มีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินนั้นนางสาวทองปลิวมีเจตนาให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นถนนเพื่อประโยชน์ของเจ้าของที่ดินที่เหลืออีก 3 แปลง จึงเจือสมกับนางนำสืบของโจทก์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ขณะรังวัดแบ่งแยกที่ดินและทำพินัยกรรมดังกล่าว นางสาวทองปลิวมีเจตนาให้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะสำหรับที่ดินอีก 3 แปลง และตามพฤติการณ์ที่นางสาวทองปลิวพักรักษาตัวอยู่กับจำเลยก่อนถึงแก่ความตายและจำเลยอยู่ด้วยในขณะรังวัดแบ่งแยกที่ดินตลอดจนในขณะทำพินัยกรรม ทั้งได้รับทราบเจตนาดังกล่าวของนางสาวทองปลิวแล้ว ซึ่งต่อมาจำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งการใช้ที่ดินพิพาทของโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ในห้องแถวมาโดยตลอด ย่อมเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายว่านางสาวทองปลิวกับจำเลยได้มีข้อตกลงกันก่อนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยตามพินัยกรรมว่าให้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นทางเข้าออกเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินอีก 3 แปลง อันเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 60977 ตามพินัยกรรมและเข้าใช้ทางพิพาทอันเป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากข้อตกลงดังกล่าวแล้ว สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ย่อมเกิดมีขึ้นนับแต่นั้น อันเป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทต้องยอมรับกรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการก่อตั้งภาระจำยอม แม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็นเพียงทำให้การได้มาซึ่งภาระจำยอมนั้นไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าแต่อย่างใด ยังคงบังคับกันได้เป็นบุคคลสิทธิในระหว่างจำเลยซึ่งต้องผูกพันชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกกับโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับประโยชน์ โจทก์ย่อมบังคับให้จำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ กรณีหาใช่เป็นการได้ภาระจำยอมโดยอายุความอันเป็นการได้ทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 แม้โจทก์ใช้ที่ดินพิพาทไม่ถึงสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ก็ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374 ม. 1299 วรรคหนึ่ง ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เด็กชายพนัสรุจน์ ขวัญบัว โดย
นางคนึงนิจ ขวัญบัว ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นางพูนศรี ป้านสวาสดิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวรจิต แสงสุก
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
วิรุฬห์ แสงเทียน
ประยูร ณ ระนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5729/2556
#544483
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 นั้น จำเลยที่ 1 ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอก คือ (1) ผู้ใด (2) ฆ่า (3) ผู้อื่น กล่าวคือ รู้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการฆ่า และรู้ด้วยว่า วัตถุแห่งการกระทำคือผู้อื่นนั้นยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งปัญหาว่าจำเลยที่ 1 รู้หรือไม่ว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วนั้น โจทก์ไม่ได้ฎีกา และฎีกาโจทก์รับว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลล่างว่าจำเลยที่ 1 พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำโดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดว่าผู้ตายยังไม่ถึงแก่ความตาย จะถือว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงขาดองค์ประกอบความผิดตามความใน ป.อ. มาตรา 59 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 276, 288, 289 (7) และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดหรือหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนได้กระทำไว้ ส่วนข้อหาข่มขืนกระทำชำเราให้การปฏิเสธว่ากระทำความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเท่านั้น

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80, 288 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ลงโทษประหารชีวิต ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา ลงโทษจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แต่ละกระทงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรา คงจำคุก 4 ปี เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในความผิดกระทงแรกแล้วไม่อาจนำโทษจำคุกในกระทงหลังมารวมได้อีก คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตสถานเดียว ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แต่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ลงโทษจำคุก 10 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 5 ปี รวมกับโทษจำคุก 4 ปี ในความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 9 ปี นอกจากนี้แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า นางสาวเครือวัณ ผู้ตาย เป็นภริยาของนายเงิน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2552 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา ผู้ตายไปร่วมวงดื่มสุราที่บ้านนายบุญสม มีผู้ร่วมดื่มสุรา คือ จำเลยทั้งสอง นางออน ภริยาของนายบุญสม ซึ่งเป็นมารดาของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากสามีเก่า นายดวงจันทร์และนางเหรียญ โดยนายบุญสมมาร่วมดื่มภายหลังจากกลับจากเลิกงานเพียง 2 แก้ว จนกระทั่งเวลาประมาณ 18 นาฬิกา ก็เลิกดื่มแยกย้ายกันไป จำเลยที่ 1 และผู้ตายพากันไปดื่มสุราที่บ้านนายสิงห์คำ มีนายดวงจันทร์ นางดวงจันทร์ นางสาวทิพวัลย์ และนางสอางค์ศรี พี่สาวของจำเลยที่ 2 ร่วมดื่มในวงสุราจนถึงเวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา จึงเลิกดื่ม นายสิงห์คำบอกจำเลยที่ 1 ให้ไปส่งผู้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 และผู้ตายออกจากบ้านไปด้วยกัน คืนนั้นผู้ตายไม่ได้กลับบ้าน รุ่งขึ้นนายเงินตามหาไม่พบและเข้าใจว่าผู้ตายไปหามารดา วันที่ 5 ตุลาคม 2552 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา มีผู้พบศพผู้ตายในอ่างเก็บน้ำภายในรีสอร์ทเชียงใหม่ไฮแลนด์ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร พันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รับแจ้งเหตุแล้วได้แจ้งนายแพทย์อนุพงษ์ไปร่วมชันสูตรพลิกศพ นายแพทย์อนุพงษ์เห็นสภาพศพแล้วเชื่อว่าผู้ตายถูกทำร้ายร่างกายก่อนตาย ได้ทำรายงานไว้ตามรายงานชันสูตรพลิกศพ พันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์ส่งศพผู้ตายไปที่แผนกนิติเวช โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เพื่อตรวจพิสูจน์หาร่องรอยและสาเหตุการตาย นายแพทย์จาตุรงค์ได้ทำการตรวจพิสูจน์และลงความเห็นว่าผู้ตายถูกทำร้ายศีรษะด้านขวามีรอยช้ำ คอด้านขวามีรอยช้ำของกล้ามเนื้อ หน้าอกมีรอยช้ำ กระดูกซี่โครงขวาหักตั้งแต่ซี่ที่ 3 ถึงซี่ที่ 7 กระดูกซี่โครงซ้ายหักตั้งแต่ซี่ที่ 6 ถึงซี่ที่ 9 ตับมีรอยฉีกขาด พบโลหิตตกในช่องท้องประมาณ 1,300 มิลลิเมตร สันนิษฐานว่าโลหิตออกเพราะตับอักเสบ และตรวจพบสิ่งแปลกปลอมในถุงลมปอด เชื่อว่าผู้ตายสำลักน้ำ แสดงว่าขณะจมน้ำยังมีชีวิตและสำลักเอาสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด รอยฟกช้ำตามร่างกายเกิดจากการถูกกระแทกด้วยของแข็งมีคม ซี่โครงหักเนื่องจากถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างรุนแรง รอยฟกช้ำที่คอเป็นรอยจุดเป็นจ้ำสันนิษฐานว่าเกิดจากการกดด้วยนิ้วมือ ตับฉีกขาดจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรงที่บริเวณหน้าท้อง ไม่พบเชื้ออสุจิในช่องคลอดและไม่พบรอยฉีกขาดใหม่ของช่องคลอด ตายเนื่องจากการจมน้ำ วันที่ 6 ตุลาคม 2552 ดาบตำรวจเหรียญทองติดตามตัวจำเลยที่ 1 มาสอบถาม จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิด พันตำรวจโทพงษ์ศักดิ์ได้ขอศาลชั้นต้นให้ออกหมายจับจำเลยทั้งสองและติดตามจับจำเลยที่ 2 ได้ในคืนนั้น ชั้นจับกุมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 กลับให้การรับสารภาพว่าร่วมกระทำกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำร้ายและกระทำชำเรา ส่วนจำเลยที่ 1 ช่วยจับขาแต่ไม่ได้กระทำชำเรา ส่วนจำเลยที่ 2 คงให้การปฏิเสธเช่นเดิม คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ยกฟ้อง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรายุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เจตนาฆ่านางสาวเครือวัณ ผู้ตาย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติว่า "การกระทำโดยเจตนา ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น" วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้" ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าได้นั้น จำเลยที่ 1 ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 คือ (1) ผู้ใด (2) ฆ่า และ (3) ผู้อื่น กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการ "ฆ่า" และรู้ด้วยว่าวัตถุแห่งการกระทำเป็น "ผู้อื่น" (หมายความว่าผู้อื่นนั้นยังมีชีวิตอยู่) หากจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย (เป็นศพ) แล้วก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้อื่น คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ซึ่งโจทก์ก็ฎีกายอมรับว่าขณะที่จำเลยที่ 1 นำผู้ตายไปทิ้งอ่างเก็บน้ำนั้นจำเลยที่ 1 สำคัญผิดว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงถือว่ามีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่เพราะจำเลยที่ 1 มิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดอันจะถือว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 59 วรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 แต่กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา 291 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายชำนาญ มาดะมูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายปริญญา เจียรนัยกุลวานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอำนวย เต้พันธ์
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
นิพนธ์ ใจสำราญ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5612/2556
#544556
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายนำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และพวกเล่นการพนันเพื่อเอาเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีเงินเป็นจำนวนมาก ผู้เสียหายถูกหลอกนำเงิน 3,000,000 บาท มาร่วมลงทุนเล่นการพนันโดยจำเลยทั้งสองกับพวกมิได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน แต่การพนันเป็นเพียงแผนการที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเอาเงินของผู้เสียหายให้แนบเนียน ทั้งผู้เสียหายก็ไม่มีเจตนาที่จะร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้เสียหายมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกเพื่อเล่นการพนันดังกล่าวเป็นการตกหลุมพรางที่วางไว้ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเข้าร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยทั้งสอง ทั้งถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายร่วมเล่นการพนันกับจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกระทำผิด ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันหลอกลวงนางสิราวัลย์ ผู้เสียหาย ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยจำเลยที่ 1 กับพวกชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมเล่นการพนันเพื่อเอาเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีเงินเป็นจำนวนมากอันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพวกของจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมากดังที่หลอกลวงและร่วมกับจำเลยที่ 1 หลอกลวงผู้เสียหาย โดยไม่มีเจตนาเล่นการพนันอย่างแท้จริง เป็นเพียงวิธีการที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงินมาร่วมลงทุนแล้วจะเอาเงินของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว ด้วยการหลอกลวงทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อนำเงิน 3,000,000 บาท มาร่วมลงทุน แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว เหตุเกิดที่จังหวัดระยอง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้ จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3367/2547 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกับพวกซึ่งต่างรู้จักกันมาก่อนสมคบกันวางแผนเพื่อตบตาผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้นในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำนำเรื่องเล่นการพนันมาอ้าง โดยจำเลยทั้งสองกับพวกมิได้มีเจตนาเล่นกันจริง ๆ เพียงแต่เป็นแผนการที่นำมาใช้เพื่อหลอกลวงเอาเงินผู้เสียหายให้แยบยลขึ้นเท่านั้น รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีมีข้อความที่ถือได้ว่า ผู้เสียหายมีเจตนาจะให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้รับโทษจึงเป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3367/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายสมัครใจนำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 กับพวกเพื่อเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานนำคดีขึ้นว่ากล่าวในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงนางสิราวัลย์ ผู้เสียหาย ให้ผู้เสียหายนำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 และพวกเล่นการพนันเพื่อเอาเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีเงินเป็นจำนวนมาก ผู้เสียหายถูกหลอกนำเงิน 3,000,000 บาท มาร่วมลงทุนเล่นการพนันโดยจำเลยทั้งสองกับพวกมิได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกัน แต่การพนันเป็นเพียงแผนการที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกเอาเงินของผู้เสียหายให้แนบเนียน ทั้งผู้เสียหายก็ไม่มีเจตนาที่จะร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้น การที่ผู้เสียหายมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองกับพวกเพื่อเล่นการพนันเป็นการตกหลุมพรางที่วางไว้ ถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายเข้าร่วมเล่นการพนันกับพวกจำเลยทั้งสอง ทั้งถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายร่วมเล่นการพนันกับจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันจะเป็นการร่วมกับจำเลยทั้งสองกระทำผิด ผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และพนักงานอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า นางสิราวัลย์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในปัญหาดังกล่าว

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
ป.อ. ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นางช่อลดา สุทธาเนตร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายอาทิตย์ พนาจันทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
วันทนี กีรติพิบูล
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา