คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7471/2556
#544519
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นห้างสรรพสินค้าขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภค ย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่น ๆ หรือไม่ แม้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8 (9), 34 บัญญัติให้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของอาคารต้องจัดให้มีพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร แต่จำเลยยังต้องคำนึงและมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเอง การที่จำเลยเคยจัดให้มีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้าที่เข้ามาในห้างซึ่งเป็นวิธีการที่ค่อนข้างรัดกุม เพราะหากไม่มีบัตรผ่าน กรณีจะนำรถยนต์ออกไปจะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของจำเลย แต่ขณะเกิดเหตุกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสียโดยใช้กล้องวรจรปิดแทน เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถเข้าออกลานจอดรถห้างฯ ของจำเลยและโจรกรรมรถได้โดยง่ายยิ่งขึ้น แม้จำเลยจะปิดประกาศว่าจะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ รวมทั้งการที่ลูกค้าก็ทราบถึงการยกเลิกการแจกบัตรจอดรถ แต่ยังนำรถเข้ามาจอดก็ตาม ก็เป็นเรื่องข้อกำหนดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียวไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการทำละเมิดของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 200,475 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 198,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกบริษัททีเคเอสเซฟตี้การ์ด จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วม ร่วมกันใช้เงินจำนวน 198,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,475 บาท กับให้จำเลยและจำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่รถยนต์ของ นายวินัยสูญหายเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าขายปลีกและขายส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคต่าง ๆ ดังนี้ ลูกค้าที่มาใช้บริการยังสาขาต่าง ๆ ของจำเลย รวมทั้งสาขาลำลูกกาที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นผู้ที่มาอุดหนุนสินค้าของจำเลย จำเลยย่อมต้องให้ความสำคัญด้านบริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้า ความปลอดภัย ความสะดวกสบายเพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้บริการและซื้อสินค้า อันจะส่งผลต่อรายได้ของจำเลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเกี่ยวกับสถานที่จอดรถนับเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าที่จะเข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่น ๆ หรือไม่ หากจำเลยจัดสถานที่จอดรถไว้กว้างขวางมีปริมาณเพียงพอสะดวกสบายย่อมดึงดูดลูกค้าให้เข้าไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ทั้งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 8 (9), 34 ยังได้บัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องมีพื้นที่จอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การจราจร จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ซึ่งจำเลยเองก็ยอมรับว่าการจัดสถานที่จอดรถของจำเลยเป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดีจำเลยยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกค้าทั้งในชีวิตและทรัพย์สินและมีหน้าที่ดูแลด้วยตามสมควร มิใช่ปล่อยให้ลูกค้าระมัดระวังหรือเสี่ยงภัยเอาเอง ได้ความจากนายชานุ หัวหน้าฝ่ายป้องกันการสูญหายของจำเลยสาขาลำลูกกาเบิกความว่า รถยนต์ของนายวินัยหายไปขณะจอดอยู่ในลานจอดรถของจำเลย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ จำเลยได้จัดให้มีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้าที่เข้ามาในห้างของจำเลย แต่ขณะเกิดเหตุยกเลิกไปแล้ว โดยใช้กล้องวงจรปิดแทน แสดงให้เห็นว่าเดิมจำเลยเคยใช้วิธีการแจกบัตรสำหรับรถของลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีที่มีการตรวจสอบการเข้าออกของรถยนต์ที่เข้ามาใช้บริการในห้างสรรพสินค้าของจำเลยโดยพนักงานและค่อนข้างรัดกุมเพราะหากไม่มีบัตรผ่านเข้าออก กรณีจะนำรถยนต์ออกไปจะต้องถูกตรวจสอบโดยพนักงานของจำเลย แต่จำเลยกลับยกเลิกวิธีการดังกล่าวเสีย เป็นเหตุให้คนร้ายสามารถเข้าออกจากลานจอดรถห้างสรรพสินค้าของจำเลยและโจรกรรมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น การที่รถยนต์ของนายวินัยสูญหายขณะที่จอดอยู่บริเวณลานจอดรถของจำเลยจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย และที่จำเลยปิดประกาศไว้ว่า จะไม่รับผิดชอบต่อการสูญหายหรือเสียหายใด ๆ ก็เป็นเรื่องข้อกำหนดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว ไม่มีผลเป็นการยกเว้นความรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลย และการที่นายวินัยหรือลูกค้าซึ่งทราบถึงการยกเลิกการแจกบัตรจอดรถ แต่ยังคงเข้ามาจอดรถเพื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการอื่นที่ห้างสรรพสินค้าของจำเลยจะถือว่าเป็นการเสี่ยงภัยเองของนายวินัยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการที่รถยนต์ของนายวินัยสูญหายไปเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 862 บัญญัติ คำว่า "ผู้รับประโยชน์" ท่านหมายความว่า บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทน หรือรับจำนวนเงินใช้ให้และบัญญัติในวรรคท้ายอีกว่า ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์จะเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ได้ ดังนี้ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แสดงว่าสาระสำคัญในสัญญาประกันภัยประกอบด้วยคู่สัญญาอย่างน้อยสองฝ่าย ได้แก่ ผู้รับประกันภัยและผู้เอาประกันภัย ส่วนผู้รับประโยชน์จะมีหรือไม่ก็ได้ ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ หากไม่ระบุผู้รับประโยชน์ไว้ ก็ต้องถือว่าผู้เอาประกันภัยในฐานะคู่สัญญาประกันภัยเป็นผู้รับประโยชน์ เมื่อกรมธรรม์ประกันภัย นายวินัยเป็นผู้เอาประกันภัย จึงเป็นผู้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น ดังนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของนายวินัยที่ถูกคนร้ายลักไป เมื่อได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทกรุงไทย ออโต้ลีส จำกัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่นายวินัยเช่าซื้อมาโดยความยินยอมของนายวินัย จึงรับช่วงสิทธิของนายวินัยผู้เอาประกันภัยในอันจะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนที่ตนได้ชดใช้จากจำเลยผู้ทำละเมิดได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมานั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า รถยนต์ของนายวินัยเป็นรถเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วไม่ใช่รถใหม่ป้ายแดง นายวินัยใช้รถมาแล้วประมาณ 3 ถึง 4 ปี ได้รับวงเงินประกันภัยไม่เกิน 200,000 บาท ผ่านการใช้งานหนักและเสื่อมสภาพ ค่าเสียหายจึงไม่เกิน 100,000 บาท โจทก์มิได้หักค่าเสื่อมราคาของรถจึงไม่ชอบนั้น ปรากฏว่าในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยกลับไม่นำสืบรายละเอียดให้ได้ความตามที่อ้างมาในคำให้การและในฎีกา เมื่อโจทก์มีหลักฐานว่าได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทกรุงไทย ออโต้ลีส จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์เป็นจำนวนเงินในวงเงินที่เอาประกันภัยไว้ จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชำระไปแล้วได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
จำเลยร่วม — บริษัททีเคเอสเซฟตี้การ์ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายชัยเทพ จันทนจุลกะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7411/2556
#555029
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไปและให้นำมาตรา 22 วรรคสี่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการมารับตัวผู้ต้องหาไปในทันทีที่สามารถกระทำได้ มาบังคับใช้โดยอนุโลม คดีนี้พนักงานสอบสวนนำตัวจำเลยไปศาลตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 ศาลมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด ต่อมาวันที่ 2 มีนาคม 2555 สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดน่านมีหนังสือรายงานผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและแจ้งคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดน่านว่า การฟื้นฟูดังกล่าวไม่น่าจะใช้ได้และไม่เป็นประโยชน์สำหรับจำเลย กรณีถือว่าการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ทั้งปรากฏจากรายงานการผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ 1 ซึ่งพันตำรวจโท ท. บันทึกว่า ในวันที่ 12 เมษายน 2555 จะนำตัวจำเลยมาศาลเพื่อผัดฟ้องต่อไป แสดงให้เห็นว่า ในระยะเวลาดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่นำตัวจำเลยมาศาล ดังนั้น เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2555 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยไม่มีตัวจำเลยมาศาล จึงขัดต่อบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 165 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 โดยโจทก์ไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลชั้นต้นพร้อมฟ้อง

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า ตามคำฟ้องจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2555 และโจทก์ไม่ได้ส่งตัวจำเลยพร้อมฟ้องและจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างฟื้นฟูถือว่าการฟื้นฟูยังไม่เสร็จสิ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าไม่ประทับฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 33 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดผู้ใดแม้จะได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว แต่ผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ ให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดรายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณีเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีผู้นั้นต่อไป และให้นำความในมาตรา 22 วรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อพิจารณาประกอบกับรายงานการผัดฟ้องจำเลยในคดีนี้ ลงวันที่ 30 มีนาคม 2555 โดยได้แนบสำเนาคำวินิจฉัยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดน่านที่ 253/2555 เรื่องผลการวินิจฉัยการตรวจพิสูจน์จำเลย โดยเห็นว่าการใช้วิธีการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจึงไม่น่าจะใช้ได้และไม่เป็นประโยชน์สำหรับจำเลยผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ จึงให้แจ้งพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการต่อไป ทั้งปรากฏจากรายงานการผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ 1 ซึ่งพันตำรวจโททนงศักดิ์ บันทึกว่าในวันที่ 12 เมษายน 2555 จะนำตัวจำเลยมาศาลเพื่อผัดฟ้องต่อไป แสดงให้เห็นว่า ในระยะเวลาดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยไม่นำตัวจำเลยมาศาล ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2555 โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยไม่มีตัวจำเลยมาศาล จึงขัดต่อบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ฟ้องคดีไม่มีตัวจำเลยมาศาล ศาลชอบที่จะมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องไว้พิจารณาอำนาจชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 165
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 33 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน
จำเลย — นางสาววลิดา บุญไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดน่าน — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7390/2556
#554766
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2537 จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจาร 2 กระทงในปี 2549 ดังนั้นจำเลยจึงมีอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 74 แต่ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการตาม ป.อ. มาตรา 74 (1) ถึง (5) ได้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของจำเลยผิดจากพยานหลักฐานในสำนวน และลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยในความผิดฐานดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 75 แล้วลงโทษจำเลยโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลล่างทั้งสองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247 และ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 277, 279, 317 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 694/2553 เข้ากับโทษในคดีนี้ ก่อนเริ่มสืบพยาน นางพัชรีย์ ผู้เสียหายที่ 3 ซึ่งเป็นมารดาผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ คดีส่วนแพ่งจำเลยไม่ขอให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 16 ปีเศษ รู้ผิดชอบแล้ว สมควรพิพากษาลงโทษโดยลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีกำหนด 6 ปี หากจำเลยอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์แล้ว ยังได้รับการฝึกและอบรมไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝึกและอบรมขั้นสูงเหลือระยะเวลาฝึกและอบรมอยู่เท่าใด ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกแทนตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 วรรคท้าย ยกคำขอให้บวกโทษจำคุก กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 3 (ผู้ร้อง) เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งไปควบคุมเพื่อฝึกอบรม มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 6 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารตามฟ้องรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2537 เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำอนาจารทั้ง 2 กระทงในปี 2549 ขณะที่จำเลยเป็นเด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 74 แต่ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) ถึง (5) ได้ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน และลดมาตราส่วนโทษในความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยโดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรม ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 142 (1) จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงของศาลล่างทั้งสองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบมาตรา 247 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมมีกำหนดระยะเวลาสูงเกินไปและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ และมีบุตรอายุเพียง 5 เดือนเศษ ที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อีกทั้งไม่เคยก่อเหตุร้ายใด ๆ มาก่อนดังที่อ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่การที่จำเลยพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 7 ปี เศษ อันเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกันนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดี การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลย โดยให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูง 6 ปี แทนโทษจำคุกมานั้น นับว่าเหมาะสมและเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่งว่า ศาลล่างกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในคดีส่วนแพ่งโดยอาศัยเหตุว่า อุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งในเรื่องค่าสินไหมทดแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ที่มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้กล่าวในฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร คงกล่าวอ้างเพียงว่าผู้เสียหายเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินไปและไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน ฎีกาในคดีส่วนแพ่งของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี รวม 2 กระทง จำเลยกระทำความผิดขณะที่ยังเป็นเด็กอายุกว่าสิบปีแต่ยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ต้องรับโทษ จึงให้ศาลชั้นต้นว่ากล่าวตักเตือนจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 (1) สำหรับความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น หากจำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์แต่ยังมิได้รับการฝึกและอบรม หรือได้รับการฝึกและอบรมยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำก็ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกต่อไปจนครบกำหนดระยะเวลาฝึกอบรมขั้นต่ำ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.อ. ม. 74
ป.วิ.พ. ม. 243 (3) (ก) ม. 247
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว
จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ร้อง — นางสาวพัชรีย์ อิ่นคำ
จำเลย — นายธวัชชัยหรือบอม โพธิ์แก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายยิ่งยศ ตันอรชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7385/2556
#544463
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อส่งหมายแจ้งการยึดและประกาศขายทอดตลาดให้แก่ ส. ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในที่ดิน เมื่อแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีข้อความระบุว่า ส. ถูกจำหน่ายชื่อจากทะเบียนบ้าน เนื่องจากตายเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2542 ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้ายวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 ย่อมแสดงว่า ในขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหมายแจ้งการยึดและประกาศขายทอดตลาดนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทราบแล้วว่า ส. ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่มีสภาพเป็นบุคคลที่จะส่งหมายแจ้งการยึดและประกาศขายทอดตลาดให้ทราบได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงส่งหมายดังกล่าวให้แก่ ส. โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งหมายแจ้งการยึดและประกาศขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งหมายดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ จึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวและให้ขายทอดตลาดใหม่ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7121 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางปะหัน (นครใน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา ซึ่งเป็นของจำเลยกับนายบรรจงและนายสุบินถือกรรมสิทธิ์รวมกันออกขายทอดตลาด โดยมีนายเสริมเป็นผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 470,000 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหมายแจ้งการยึดและหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้แก่นายสุบิน ผู้ตาย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้ โดยไม่ได้ส่งหมายให้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของนายสุบินนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความผู้ร้องว่า ในการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7121 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางปะหัน (นครใน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์หรือผู้แทนโจทก์ได้ส่งแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อส่งหมายแจ้งการยึดและหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้แก่นายสุบินซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินแปลงดังกล่าวด้วย เมื่อแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรมีตราประทับของกระทรวงยุติธรรมและมีลายมือชื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรับรอง มีข้อความระบุในเอกสาร "...นายสุบิน กิ่งแก้ว...บุคคลนี้ถูกจำหน่ายชื่อจากทะเบียนบ้านเนื่องจากตายเมื่อ 19 มกราคม 2542 ปรับปรุงข้อมูลครั้งสุดท้าย วันที่ 7 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 รับรองว่าเป็นรายการจากฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎร วันที่ 8 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550..." ย่อมแสดงว่า ในขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งหมายแจ้งการยึดและหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดนั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องทราบแล้วว่า นายสุบินเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินที่โจทก์นำยึดได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่มีสภาพเป็นบุคคลที่จะส่งหมายแจ้งการยึดและหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดให้ทราบได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียังคงส่งหมายดังกล่าวให้แก่ผู้ตายโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ตามที่ปรากฏจากแบบรายงานการตรวจสอบผลการส่งประกาศขายทอดตลาด เอกสารท้ายรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดีฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งหมายแจ้งการยึดและหมายแจ้งประกาศขายทอดตลาดโดยชอบแล้ว เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ส่งหมายดังกล่าวให้ผู้ร้องทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทราบ จึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ชอบที่ศาลจะต้องมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวและให้ขายทอดตลาดใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7121 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางปะหัน (นครใน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาดใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79 ม. 296 ม. 306 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนงค์ กรรณวิจิตร์
ผู้ร้อง — นายดอกรัก กิ่งแก้ว
จำเลย — นางสาวน้อม พืชผลหรือแสงศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายไชยรัตน์ บุตรแพ
ศาลอุทธรณ์ — นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2556
#540889
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 ใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี หาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์เช่นกัน การจำกัดสิทธิการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 หาได้เป็นบทบัญญัติยกเว้นให้ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 ไม่ การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย ซึ่งเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา และจำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้สืบพยานจำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกเลิกเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว การอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และกรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 137,003.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 129,752.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 129,752.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 7,251 บาท กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกอุทธรณ์ของจำเลย เพราะเหตุจำเลยไม่ได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วยบทบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับแก่การอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งในทุกกรณี หาได้ใช้บังคับเฉพาะการอุทธรณ์คำพิพากษาและคำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้นไม่ แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณา ผู้อุทธรณ์ก็อยู่ในบังคับต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์เช่นเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 เป็นเพียงบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิการอุทธรณ์คำสั่งในระหว่างพิจารณาว่าคู่ความจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณาไม่ได้ แต่ชอบที่จะโต้แย้งคำสั่งนั้น และอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้น หาได้เป็นบทบัญญัติยกเว้นให้ผู้อุทธรณ์ไม่ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามมาตรา 229 ดังที่จำเลยฎีกาไม่ การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลย ซึ่งเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา และจำเลยมีคำขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยอนุญาตให้สืบพยานจำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ถูกยกเลิกเพิกถอนไป ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว การอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที และกรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18วรรคสอง ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 วรรคสอง ม. 226 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชัย สุรพันธ์ไกวัล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นางสาวภัทรวรรณ ทรงกำพล
ศาลอุทธรณ์ — นายดุสิต ฉิมพลีย์
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7350/2556
#538013
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีเหตุบาดหมางกับจำเลยเกี่ยวกับแย่งผู้หญิงและเคยมีการเจรจาตกลงกัน ในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกมีอาวุธปืนและมีดตามผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้านเกิดเหตุ เมื่อพบก็เข้าทำร้ายทันที แสดงว่าจำเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับผู้หญิงและตั้งใจตามหาผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำร้าย มิใช่ว่าพบโดยบังเอิญแล้วเกิดทะเลาะวิวาทและทำร้ายทันทีในขณะนั้น จำเลยจึงมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิด แล้วจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านใช้มีดและปืนเป็นอาวุธฟันและยิงผู้เสียหายที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนแล้ว จำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 289, 295, 309, 310, 362, 364, 365, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 295, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 362, 364 (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทมาตรา 362),371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานร่วมกันบุกรุกเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (1) ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นและร่วมกันกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควร ปรับ 50 บาท รวมจำคุก 27 ปี 9 เดือน และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ลงโทษจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 5 ปี รวมโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก 2 ปี 9 เดือน ปรับ 50 บาท เป็นจำคุก 7 ปี 9 เดือน ปรับ 50 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 3 และผู้เสียหายที่ 4 อยู่ที่บ้านเช่าที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ในซอยจำเลยกับพวกอีก 6 คน บุกรุกเข้าไปในบ้าน พวกของจำเลยแต่ละคนมีอาวุธมีดสปาต้ายาวประมาณ 2 ศอก เป็นอาวุธ พวกของจำเลยคนหนึ่งใช้อาวุธมีดสปาต้าฟันผู้เสียหายที่ 3 ถูกบริเวณแขนขวาและแขนซ้ายได้รับบาดเจ็บ และยังฟันผู้เสียหายที่ 2 ประมาณ 6 ถึง 7 ครั้ง แต่ผู้เสียหายที่ 2 หลบหลีกทัน จำเลยเข้ามาแล้วใช้อาวุธปืนปากกายิงที่ศีรษะผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ยกมือสองข้างขึ้นบังหน้า กระสุนปืนถูกฝ่ามือขวาได้รับบาดเจ็บ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีเหตุบาดหมางกับจำเลยเกี่ยวกับแย่งผู้หญิงและเคยมีการเจรจาตกลงกัน พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกในวันเกิดเหตุที่ตระเตรียมอาวุธปืนและอาวุธมีดเพื่อใช้กระทำความผิดมาล่วงหน้าและตามผู้เสียหายที่ 2 เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 เช่าซึ่งอยู่ในซอยโดยปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุว่า ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 30 เมตร เป็นซอยแคบ เมื่อพบแล้วก็เข้าทำร้ายทันที แสดงว่าจำเลยยังขุ่นเคืองผู้เสียหายที่ 2 เกี่ยวกับผู้หญิงและตั้งใจตามหาผู้เสียหายที่ 2 เพื่อทำร้าย มิใช่ว่าพบโดยบังเอิญแล้วเกิดทะเลาะวิวาทและทำร้ายทันทีในขณะนั้น จำเลยจึงมีโอกาสคิดทบทวนล่วงหน้าก่อนจะกระทำความผิดแล้วจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในบ้านใช้มีดและปืนเป็นอาวุธฟันและยิงผู้เสียหายที่ 2 บ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้วางแผนและตระเตรียมการที่จะฆ่าผู้เสียหายที่ 2 มาก่อนแล้ว จำเลยจึงมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายที่ 2 ไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปากพนัง
จำเลย — นายทรงเกียรติหรือบังขุ๊ก หมุดชะรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปากพนัง — นายสุภักดิ์ จันทร์พุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปิยะรัตน์ ตัณฑศรี
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7324/2556
#540899
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ออกโดยส่วนจัดนิคมสหกรณ์ในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดินพิพาทดังกล่าวมีหนังสือแสดงการทำประโยชน์เป็นหลักฐาน จึงมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินอำเภอหรือจังหวัดในกรมที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เป็นหลักฐานจึงถือได้ว่าเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีหลักฐานอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) ใบไต่สวน หรือหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นหลักฐานแสดงสิทธิ ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 อีกทั้งคู่กรณีต่างก็กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทตกอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ของตน ทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและกรณีมิใช่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ภาระการพิสูจน์จึงยังคงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้สมตามที่กล่าวอ้างมาในฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานก็ไม่มีทางจะรับฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนที่จำเลยคัดค้านเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินและชำระค่าเสียหาย 40,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คู่ความแถลงไม่สืบพยานโดยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามแผนที่พิพาทที่ช่างวัดทำขึ้นตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ตามที่โจทก์นำชี้ในแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 6,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัด และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้แสดงการทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 525 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดแนวทางทิศเหนือจรดที่ดินซึ่งจำเลยมีชื่อเป็นผู้แสดงการทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 591 วันที่ 13 ธันวาคม 2549 โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินอำเภอพนม จำเลยคัดค้านว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่จำเลยครอบครองในส่วนที่ดินพิพาทตามรูปเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ซึ่งมีชื่อตนเป็นผู้แสดง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ออกโดยส่วนจัดนิคมสหกรณ์ในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นหลักฐานจึงมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินอำเภอหรือจังหวัด ในสังกัดกรมที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เป็นหลักฐานจึงถือได้ว่าเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีหลักฐานอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ใบไต่สวน หรือหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นหลักฐานแสดงสิทธิ ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อีกทั้งคู่กรณีต่างก็กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ของตน ดังนี้ ทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าเป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและกรณีมิใช่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ภาระการพิสูจน์จึงยังคงอยู่แก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้สมตามที่กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานก็ไม่มีทางจะรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.พ.พ. ม. 1373
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจรัญ กิจเจริญ
จำเลย — นายวินิจ พัฒนธิติกานต์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี — นายวสันต์ ศรีอันประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายประเสริฐ โกวิทยา
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
พศวัจณ์ กนกนาก
ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7294/2556
#554912
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุท้าชกต่อยขึ้นก่อน เมื่อ ว. เข้าร่วมในการท้าทายและเกิดชกต่อยต่อสู้กัน จึงเท่ากับทั้งสองฝ่ายยินยอมเข้าเสี่ยงภัยจากการทะเลาะวิวาทนั้น ซึ่งหากเหตุการณ์ดำเนินไปเพียงเท่านี้ การกระทำของทั้งสองฝ่ายย่อมไม่ก่อให้เกิดความรับผิดฐานละเมิด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบเป็นอาวุธทำร้ายโจทก์ที่ 1 กรณีจึงต้องถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกินเลยไปกว่าที่โจทก์ที่ 1 ได้สมัครใจเข้าเสี่ยงภัยกับ ว. เหตุนี้การที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ 1 ด้วยอาวุธมีดดาบให้ได้รับอันตรายแก่กาย จึงเป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย 276,368 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเป็นการละเมิดอันจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังเป็นยุติ เท่ากับวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน เมื่อนายวศินเข้าร่วมในการท้าทายและชกต่อยต่อสู้กัน จึงเท่ากับทั้งสองฝ่ายยินยอมเข้าเสี่ยงภัยจากการทะเลาะวิวาทนั้น ซึ่งหากเหตุการณ์ดำเนินไปเพียงเท่านี้ การกระทำของทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่ก่อให้เกิดความรับผิดฐานละเมิดดังความเห็นของศาลชั้นต้น แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้มีดดาบเป็นอาวุธทำร้ายโจทก์ที่ 1 กรณีจึงต้องถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกินเลยไปกว่าที่โจทก์ที่ 1 ได้สมัครใจเข้าเสี่ยงภัยกับนายวศิน เหตุนี้ การที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายร่างกายโจทก์ที่ 1 ด้วยอาวุธมีดดาบให้ได้รับอันตรายแก่กายจึงเป็นการกระทำต่อโจทก์ที่ 1 โดยผิดกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
นายคัมภีร์ ขันทอง โดยนางนวพร ขันทอง
โจทก์ — ผู้แทนโดยชอบธรรม กับพวก
จำเลย — นายวสันต์ ทับตุ้ม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายพัลลภ เลิศชนะเรืองฤทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
วัส ติงสมิตร
ธีระพงศ์ จิระภาค
ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2556
#544462
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิม คือฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาฉบับเดิมได้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นว่า ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับสิ้นไปเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ ย่อมเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 599,279.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 433,103.44 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ และหากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 599,279.69 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 433,103.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดเครื่องกลึง YAM รุ่น Cl 56125 AG หมายเลขเครื่อง B 92568 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ และหากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 599,279.69 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 433,103.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดเครื่องกลึง YAM รุ่น Cl 56125 AG หมายเลขเครื่อง B 92568 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้และหากยังได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 4,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดตามสัญญากู้ยืมเงิน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และขอให้บังคับจำนอง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์จริง แต่หนี้ดังกล่าวได้ระงับไปเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้กู้และจำนอง และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โดยฟังว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้มีการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 2 ยังคงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมด้วย จึงพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์และให้บังคับทรัพย์ที่จำนองรวมทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เลื่อนคดีไปนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 2 ในวันที่ 10 มีนาคม 2551 เวลา 9 นาฬิกา โดยมิได้แจ้งนัดให้จำเลยที่ 3 ทราบ และเมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นก็ดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานไปจนเสร็จสิ้นแล้วมีคำพิพากษาโดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้มาศาลในวันดังกล่าวเนื่องจากไม่ทราบวันนัด ย่อมเป็นการมิชอบ มีเหตุสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 โดยพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์และให้บังคับทรัพย์ที่จำนอง หากยังมีหนี้เหลือให้บังคับทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นฟังว่ามีการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 แต่ศาลชั้นต้นกลับดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาใหม่ทั้งคดี โดยยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2553 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 16 ธันวาคม 2552 ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 3 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เท่านั้น มิได้ให้พิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย คำพิพากษาเดิมของศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยังคงเป็นคำพิพากษาที่สมบูรณ์และมีผลบังคับอยู่ ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาใหม่ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาฉบับเดิมได้ ที่ศาลชั้นต้นทำคำพิพากษาใหม่และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการไม่ชอบ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้อง โดยฎีกาแต่เพียงว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ระงับสิ้นไปโดยการแปลงหนี้ใหม่ โดยมิได้ฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิมนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ดังนี้ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเดิมคือฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่อาจทำคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาฉบับเดิมได้ ในชั้นอุทธรณ์จึงมีประเด็นว่าศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ชอบหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ได้ระงับสิ้นไปเพราะมีการแปลงหนี้ใหม่ ย่อมเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ข้อที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้ตกเป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
จำเลย — นายชรินทร์ จันทร์อินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นางพนิดา อรรคเศรษฐัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชลิศร์ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7267/2556
#559071
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือสัญญาสำเร็จรูปเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำต้องพิจารณาว่าเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากนั้นได้เปรียบผู้บริโภคหรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่ เมื่อข้อตกลงตามข้อ 1.6 นั้นไม่มีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมหากจะชำระหนี้คืนก่อนกำหนดไว้ ทำให้ในกรณีที่โจทก์จะชำระหนี้คืนก่อนกำหนดตามสัญญาซึ่งมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินต้นที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ด้วยอันจะเป็นคุณแก่จำเลยผู้ให้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าและเป็นผู้กำหนดสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นสัญญาสำเร็จรูป โดยทำให้โจทก์ผู้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งและเป็นผู้บริโภคต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ อันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าจำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาว่าค่าธรรมเนียมเพียงใดจึงจะเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีนั้น เห็นว่าค่าธรรมเนียมนี้มีลักษณะทำนองเดียวกับเบี้ยปรับ ซึ่งพิเคราะห์ทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์และจำเลยประกอบกับระยะเวลาที่โจทก์นำเงินกู้มาชำระคืนจำเลยเป็นเวลา 3 ปี 10 เดือน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินกู้ไป จึงเห็นสมควรกำหนดค่าธรรมเนียมที่โจทก์จะต้องเสียให้แก่จำเลยตามข้อ 1.6 ของสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีแล้วเป็นเงิน 10,000 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 76,422.85 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 66,422.85 บาท ให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 76,422.85 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยาน ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 76,422.85 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2551) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สัญญากู้ยืมเงิน เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชำระหนี้คืนเกินกว่าเงื่อนไข เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูปหรือในสัญญาขายฝาก ที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น เช่นนี้ การพิจารณาว่าข้อตกลงในสัญญาหรือสัญญาสำเร็จรูปเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ จำต้องพิจารณาว่าเป็นผลให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากนั้นได้เปรียบผู้บริโภคหรือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่เมื่อข้อตกลงตามข้อ 1.6 นั้นไม่มีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมหากจะชำระหนี้คืนก่อนกำหนดไว้ ทำให้ในกรณีที่โจทก์จะชำระหนี้คืนก่อนกำหนดตามสัญญาซึ่งมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญากู้ โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินต้นที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ด้วยอันจะเป็นคุณแก่จำเลยผู้ให้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าและเป็นผู้กำหนดสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นสัญญาสำเร็จรูป โดยทำให้โจทก์ผู้กู้ยืมเงินซึ่งเป็นคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งและเป็นผู้บริโภคต้องปฏิบัติหรือรับภาระเกินกว่าที่วิญญูชนจะพึงคาดหมายได้ตามปกติ อันเป็นข้อตกลงที่อาจถือได้ว่าจำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เท่านั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าข้อตกลงนี้เป็นโมฆะไม่อาจบังคับได้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาว่าค่าธรรมเนียมเพียงใดจึงจะเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งคดีนี้ต้องห้ามมิให้ฎีกาก็ตาม แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยก่อน และเห็นว่าค่าธรรมเนียมนี้มีลักษณะทำนองเดียวกับเบี้ยปรับ ซึ่งพิเคราะห์ทางได้เสียทุกอย่างของโจทก์และจำเลยประกอบกับระยะเวลาที่โจทก์นำเงินกู้มาชำระคืนจำเลยเป็นเวลา 3 ปี 10 เดือน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินกู้ไป จึงเห็นสมควรกำหนดค่าธรรมเนียมที่โจทก์จะต้องเสียให้แก่จำเลยตามข้อ 1.6 ของสัญญากู้ยืมเงินซึ่งเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีแล้วเป็นเงิน 10,000 บาท เมื่อโจทก์เสียค่าธรรมเนียมส่วนนี้ให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 76,422.85 บาทจำเลยจึงต้องคืนเงินจำนวน 66,422.85 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยทั้งหมด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 66,422.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 4 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพงศ์ธร พิศาพิทักษ์กุล
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายปรีชา พันธไชย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิ์แสง
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7241/2556
#544557
เปิดฉบับเต็ม

องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 19 ต้องเป็นกรณีผู้ประกอบธุรกิจตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจโดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกผู้จำหน่ายอิสระซึ่งหาสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระเพิ่มและต้องซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 ผลประโยชน์ตอบแทนไม่ได้คำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่าย หากแต่คำนวณจากสินค้าที่จำหน่ายแก่สมาชิกที่หาได้เพิ่มเติม จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545มาตรา 3, 19, 46, 54

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 19, 46, 54 จำเลยที่ 1 ลงโทษปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 54 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง มาตรา 40 (5) ประกอบมาตรา 30

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ส่งความเห็นและข้อโต้แย้งของจำเลยที่ 2 ตามทางการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 12/2555 ว่า พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 54 เฉพาะในส่วนที่สันนิษฐานให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษทางอาญาร่วมกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลโดยไม่ปรากฏว่ามีการกระทำหรือเจตนาประการใด อันเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจขายตรงดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโดยสมัครเป็นสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระและซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนหากสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระผู้ใดหาสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระมาเพิ่มเพื่อซื้อสินค้าอีก และเงินผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระสามารถหาสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระเพิ่มขึ้นเป็นชั้น ๆ ไป ตามแผนการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน (แบบ BINA-M เอเชี่ยนเจมส์) อันเป็นการตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เป็นสมาชิกเข้าร่วมเป็นเครือข่ายดังกล่าว ซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น นายนพปฎล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา ทำหน้าที่หัวหน้ากลุ่มงานขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พยานโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแผนซึ่งมีหลักว่า สมาชิกที่ต้องการสร้างรายได้จะต้องไปสร้างเครือข่าย ซ้าย ขวา ภาษาธุรกิจทั่วไปเรียกว่า DOWNLINE และจะมีรายได้จากยอดสะสมในการซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 จำนวน 4,900 บาท เมื่อสร้างเครือข่ายและซื้อสินค้าเช่นเดียวกันเป็นชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 1 จะต้องจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกคนแรกเป็นเงิน 4,500 บาท ชั้นที่ 2 ก็จะไปสร้างสมาชิกเป็นเครือข่ายชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4 ซึ่งจะต้องมีจำนวนสมาชิกที่จำเลยที่ 1 กำหนดตามแผน สมาชิกคนแรกก็จะได้ผลประโยชน์ตามที่จำเลยที่ 1 กำหนด สมาชิกผู้จำหน่ายอิสระมีสิทธิ์ซื้อสินค้าไว้ใช้เองหรือจำหน่ายให้ผู้บริโภคคนอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งจะได้กำไรจากการขายปลีกเป็นรายได้ส่วนหนึ่ง สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคได้รับหนังสือจากสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ว่า จำเลยที่ 1 สร้างเครือข่ายในลักษณะปิรามิด โดยบังคับให้สมาชิกซื้อสินค้า พยานพิจารณาในเบื้องต้นแล้วการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามแผนที่ยื่นต่อนายทะเบียน ดังนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่าแผนการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน (แบบ BINA-M เอเชี่ยนเจมส์) ตามที่โจทก์ฟ้องชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจขายตรงดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวนให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจขายตรง โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย ซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 มาตรา 19 แต่ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกผู้จำหน่ายอิสระซึ่งหาสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระเพิ่มและต้องซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จดทะเบียนสำนักงานแห่งใหญ่ที่จังหวัดนนทบุรี คดีนี้เหตุเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากสมาชิกผู้จำหน่ายอิสระในจังหวัดบุรีรัมย์ไม่เข้าใจหรือไม่ปฏิบัติตามแผนการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 และต้องการผลประโยชน์ตอบแทนจากจำเลยที่ 1 รวบรัดโดยสมัครสมาชิกซ้ำหลายรหัส ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — บริษัทเอเชี่ยนเจมส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
จักร อุตตโม
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7223/2556
#554995
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 แจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินที่ตนเองมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับโจทก์ได้สูญหายไป แล้วนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน ทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น แม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งจะเป็นความเท็จ เพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่โจทก์ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อเจ้าพนักงาน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึงโจทก์ อันจะถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง สิทธิของโจทก์หากจะพึงมีพึงเป็นอย่างไรในที่ดินแปลงนั้นในฐานะหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ก็คงมีอยู่ตามเดิมมิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ยังคงมีสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินในฐานะหุ้นส่วนและมีสิทธิว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนได้เช่นเดิม โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยยกคำฟ้องของโจทก์ขึ้นกล่าวเพียงว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาท หลังจากนั้นก็กล่าวอ้างถึง ป.พ.พ. มาตรา 1012 และ มาตรา 1363 และทางนำสืบของโจทก์เท่านั้น โดยมิได้ฎีกาคัดค้านว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 อย่างไรฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

ฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันยักยอกรวมกันมาในข้อเดียวกันคือ ข้อ ค. โดยมิได้บรรยายฟ้องแยกแยะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ ค. ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานยักยอกเป็นสองกรรมเกินจากที่กล่าวในฟ้องหาได้ไม่ ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นสองกรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 352, 358 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 352 (ที่ถูก 352 วรรคแรก), 358 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งความเท็จ จำคุก 1 เดือน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ จำคุก 2 เดือน ฐานยักยอก จำคุก 1 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาทรัพย์จำนวน 72,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานยักยอก ให้ปรับกระทงละ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี กับให้จำเลยที่ 1 ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรมีกำหนด 10 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการหรือไม่ เห็นว่า ตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานและคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน (สูญหาย) จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นางสาวกัญญาพัชร แจ้งความว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 9165 ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สูญหายไป และขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 แจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ว่า โฉนดที่ดินเลขที่ 9165 ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ได้สูญหายไป แล้วนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 แม้ข้อความที่จำเลยที่ 1 แจ้งจะเป็นความเท็จเพราะความจริงโฉนดที่ดินอยู่ที่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อเจ้าพนักงาน มิได้กล่าวพาดพิงไปถึงโจทก์ อันจะถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง หลักฐานในใบแทนโฉนดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินออกให้แก่จำเลยที่ 1 คงมีรายการสาระสำคัญเช่นเดียวกับโฉนดที่ดินที่ถูกยกเลิกไป สิทธิของโจทก์หากจะพึงมีพึงเป็นอย่างไรในที่ดินแปลงนั้นในฐานะหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ก็คงมีอยู่ตามเดิมมิได้ถูกกระทบกระเทือนเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เพราะโจทก์ยังคงมีสิทธิเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินในฐานะหุ้นส่วนและมีสิทธิว่ากล่าวเอาแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วนได้เช่นเดิม โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จและแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นรับเฉพาะฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 รื้อถอนบ้านไม้เลขที่ 156/1 และนำไม้ที่ได้จากการรื้อถอนไปเป็นค่าแรงในการรื้อถอนนั้นเพราะจำเลยที่ 1 เชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่มีเจตนาทุจริต และการที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทเป็นการจัดการตามสิทธิที่จำเลยที่ 1 พึงมีในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่ถือเป็นการขัดต่อสิทธิโจทก์ที่มีในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 พัฒนาที่ดินพิพาทย่อมทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น สิ่งปลูกสร้างที่จำเลยที่ 1 สร้างในที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ย่อมมีสิทธิในที่ดินพิพาทและอาคารหลังใหม่ด้วย จึงเป็นการกระทำโดยสุจริต ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้เสียหายในทางอาญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ในการวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวหรือไม่ จำเลยที่ 1 มีเจตนาทุจริตหรือไม่ และจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของรวมมีสิทธิรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทและนำไปขายให้แก่ผู้อื่นหรือไม่ ซึ่งเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้าง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกและฐานทำให้เสียทรัพย์กระทงละ 1 เดือน ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินสองปี และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้ลงโทษปรับกระทงละ 4,000 บาทด้วย ซึ่งเป็นการลงโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทและรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ แม้จะเป็นการพิพากษาแก้ไขมาก แต่ก็ไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยยกคำฟ้องของโจทก์ขึ้นกล่าวเพียงว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อที่ดินพิพาท หลังจากนั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็กล่าวอ้างถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 และมาตรา 1363 และทางนำสืบของโจทก์เท่านั้น โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 อย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นปัญหาของกฎหมาย จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และฐานร่วมกันยักยอกรวมกันมาในข้อเดียวกันคือข้อ ค. โดยการกระทำที่บรรยายฟ้องในข้อดังกล่าว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องแยกแยะการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ให้ปรากฏชัดแจ้งพอที่จะเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้องข้อ ค. ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกัน ดังนี้ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานยักยอกเป็นสองกรรมเกินจากที่ได้กล่าวในฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และฐานยักยอกเป็นสองกรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานยักยอกและฐานทำให้เสียทรัพย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 158 ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.อ. ม. 137 ม. 267 ม. 352 วรรคแรก ม. 358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกษม หงษ์สุธร
จำเลย — นายอรรถกิจ ปัทมศิริกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นางดรุณี สุรีฉัตรไชยยันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายพิชัย นิลทองคำ
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7195/2556
#544496
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มี พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 โดยมาตรา 14 วรรคสี่ เดิม ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม (1) (2) (3) เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท" แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว กฎหมายใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ส่วนมาตรา 14 (2) (3) วรรคหนึ่ง เดิม และ มาตรา 14 (3) (4) วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีองค์ประกอบความผิดและอัตราโทษเหมือนกัน กฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 81 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 4, 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 4, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 137, 264, 265, 267, 268 ริบบัตรประจำตัวประชาชนปลอมของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาเข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, (ที่ถูก มาตรา 11, 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 ฐานเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และฐานเป็นคนต่างด้าวพักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน กับจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3), วรรคสี่ และจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยที่ 1 ลงโทษฐานเป็นบุคคลต่างด้าวใช้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 ลงโทษฐานกระทำเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อหรือรายการทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ (ที่ถูก ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี คำให้การในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาปลอมบัตรประจำตัวประชาชน (ที่ถูกข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น มีพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2554 มาตรา 11 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 โดยมาตรา 14 วรรคสี่เดิม ที่บัญญัติว่า "ถ้าผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม (1) (2) (3) เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปีและปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสามแสนบาท" แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าว กฎหมายใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ส่วนมาตรา 14 (2) (3) วรรคหนึ่ง เดิม และมาตรา 14 (3) (4) วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีองค์ประกอบความผิดและอัตราโทษเหมือนกัน กฎหมายใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน รวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายบางเขย ไชยคง หรือท้าวซิง วงสะหวัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายชาติชาย ปทุมมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายวิเชียร แสงเจริญถาวร
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7174/2556
#544455
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในครั้งแรกมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอไปแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นครั้งที่สองโดยบรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ ป.วิ.พ. มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา กำหนดไว้ จึงไม่เป็นการร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 หรือ มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสอง 25,604,589.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 17,250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบถ้วน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องไม่ได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และเหตุที่จำเลยขาดนัดพิจารณานั้นเป็นความบกพร่องของจำเลยเอง ไม่มีเหตุสมควร ให้ยกคำร้อง

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่อีก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ครั้งหนึ่งแล้วในวันที่ 24 กันยายน 2552 และศาลมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่อีก จึงเป็นการยื่นคำร้องซ้ำ ต้องห้ามตามกฎหมาย ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้รับคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สองเป็นการยื่นคำร้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า จำเลยผู้ขาดนัดพิจารณาได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ในครั้งแรก แต่มิได้กล่าวโดยชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลที่แสดงให้เห็นว่าหากศาลได้พิจารณาคดีนั้นใหม่ ตนอาจเป็นฝ่ายชนะ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอไปแล้ว แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่เป็นครั้งที่สอง ซึ่งครั้งนี้ จำเลยได้บรรยายข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 ประกอบมาตรา 199 จัตวา กำหนดไว้ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งยกคำร้องขอฉบับแรกไปแล้ว แต่การยกคำร้องขอดังกล่าว ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นตามคำร้องขอแต่อย่างใด เมื่อคำร้องขอฉบับที่สองได้บรรยายมาครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งยื่นเข้ามาภายในกำหนดเวลา คำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ฉบับที่สองของจำเลย จึงไม่เป็นการร้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือมาตรา 144 ตามลำดับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148 ม. 199 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรชาติ หวังศรีประเสริฐ กับพวก
จำเลย — นายสถิต หลำไหมหรือนายเรืองทรัพย์ ไพบูลย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายประหยัด มีมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7035/2556
#541505
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันขอลดค่าปรับและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้ประกัน เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ผู้ประกันไม่อาจจะฎีกาต่อมาอีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ตามพระราชบบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 188, 371 โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ประกันประกันตัวจำเลยที่ 3 ไปในระหว่างพิจารณา โดยทำสัญญาประกันไว้ต่อศาลในวงเงิน 700,000 บาท ต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ ผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 ตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญา วันที่ 16 ธันวาคม 2552 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ผู้ประกันยื่นคำร้องขอลดค่าปรับอีก ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553

ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่ผู้ประกันยื่นคำร้องขอให้ลดค่าปรับฉบับที่สองลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 โดยอ้างเหตุผลทำนองเดิมซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปตามคำร้องฉบับแรกแล้ว จึงถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งฉบับนี้ พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ประกัน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ประกันผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 3 ต่อศาลตามนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งปรับผู้ประกันตามสัญญาประกันเป็นเงิน 700,000 บาท ต่อมาผู้ประกันขอลดค่าปรับ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ผู้ประกันอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ประกัน ดังนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคหนึ่ง ผู้ประกันจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของผู้ประกันไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาผู้ประกัน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ประกัน — นางสาวพรวิภา ฮังนนท์
จำเลย — นางสมคิดหรือต๊ะ วงษ์ฉาย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายอดุลย์ ขันทอง
ศาลอุทธรณ์ — นายพิชัย เพ็งผ่อง
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2556
#541540
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมี จ. ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหายล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 277

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดี เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย ถูกจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำชำเรา ผู้เสียหายจึงเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดหรือบริสุทธิ์ เพราะเป็นผู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด และเป็นผู้ที่ประสบเหตุโดยตรง แต่โจทก์กลับไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความยืนยันต่อศาล จำเลยทั้งสามย่อมไม่มีโอกาสถามค้านเพื่อให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่ศาลได้ ทั้งเหตุที่โจทก์ไม่นำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลข้อเท็จจริงได้ความจากนาง ส. มารดาผู้เสียหายแถลงต่อศาลว่า ผู้เสียหายไม่ประสงค์ที่จะมาเบิกความต่อศาลเนื่องจากอายและไม่อยากเอาความกับผู้ใด โจทก์จึงแถลงหมดพยาน ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2547 ของศาลชั้นต้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าว เชื่อได้ว่าผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมีนายจันทร์เพ็ญ ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโทเสถียร พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหาย ล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคแรก (เดิม)
ป.วิ.อ. ม. 226/3 วรรคสอง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายสมัย ยาวศิริ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายทวีป ฟักเทพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6976/2556
#540901
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัท พ. และโจทก์บังคับคดีโดยขออายัดเงินฝากที่บริษัท พ. ฝากไว้กับจำเลย แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม โดยอ้างว่าบริษัท พ. เป็นลูกหนี้จำเลยกับโอนสิทธิในเงินฝากให้แก่จำเลยและจำนำเงินฝากไว้แก่จำเลยด้วย แต่การที่จำเลยปฏิเสธไม่ส่งเงินที่ศาลมีคำสั่งอายัดโดยให้เหตุผลว่า บริษัท พ. เป็นลูกหนี้จำเลยกับโอนสิทธิในเงินฝากให้แก่จำเลย ทั้งยังจำนำเงินฝากไว้แก่จำเลยด้วย เป็นการใช้สิทธิปฏิเสธหรือโต้แย้งคำสั่งอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคหนึ่ง การปฏิเสธของจำเลยจะฟังได้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นในคดีที่ได้มีคำสั่งอายัดเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัย หากการปฏิเสธของจำเลยฟังไม่ได้ ศาลในคดีดังกล่าวก็ต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่จำเลย และดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นขั้นตอนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 312 วรรคสอง แต่มิได้หมายความว่าหากศาลชั้นต้นไต่สวนและวินิจฉัยเป็นประการใดแล้วให้เป็นที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัด จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในคดีที่ศาลมีคำสั่งอายัดเงิน จำเลยวางหลักประกันจนเป็นที่พอใจแก่ศาลและศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่า การอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัดเป็นการอุทธรณ์เพื่อประวิงคดีไม่ให้โจทก์ได้รับเงินตามคำพิพากษา การที่จำเลยใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งอายัดของศาลโดยการปฏิเสธไม่ยอมส่งเงินที่ศาลมีคำสั่งอายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นการใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 8,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 8,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 400,000 บาท นับถัดจากเดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะนำเงิน 1,532,029 บาท ส่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของบริษัทพาสทิญ่าไทย จำกัด 2 คดี ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.616/2550 และ ย.1012/2550 ของศาลชั้นต้น ซึ่งได้ถึงที่สุดแล้ว แต่บริษัทดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงจำเลยเพื่ออายัดเงินของบริษัทพาสทิญ่าไทย จำกัด ที่ฝากไว้กับจำเลยและขอให้จำเลยส่งมอบเงินแก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 759,437.47 บาท และ 775,555.76 บาท ตามลำดับ แต่จำเลยไม่นำส่งเงินตามอายัดโดยมีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัดและส่งเงินที่อายัดแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามและยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ต่อมาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.616/2550 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ส่วนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.1012/2550 อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การปฏิเสธไม่ยอมส่งมอบเงินที่ศาลมีคำสั่งอายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีของจำเลยเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปฏิเสธไม่ยอมส่งมอบเงินที่ศาลมีคำสั่งอายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีของจำเลยนี้ จำเลยให้เหตุผลว่าบริษัทพาสทิญ่าไทย จำกัด เป็นลูกหนี้จำเลย และได้โอนสิทธิในเงินฝากของบริษัทดังกล่าวให้แก่จำเลย ทั้งยังได้จำนำเงินฝากดังกล่าวไว้แก่จำเลยด้วย อันเป็นการใช้สิทธิปฏิเสธหรือโต้แย้งคำสั่งอายัดดังกล่าวตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ การปฏิเสธของจำเลยจะฟังได้หรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นในคดีที่ได้มีคำสั่งอายัดเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัย หากการปฏิเสธของจำเลยฟังไม่ได้ ศาลในคดีดังกล่าวก็ต้องมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่จำเลย และดำเนินการไปเสมือนหนึ่งว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา อันเป็นขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 312 วรรคสอง บัญญัติไว้ แต่มิได้หมายความว่าหากศาลชั้นต้นไต่สวนและวินิจฉัยเป็นประการใดแล้วให้เป็นที่สุด ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัด จึงเป็นการใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาตามกฎหมาย ที่โจทก์อ้างว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้นก็เป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายของโจทก์ที่แตกต่างไปจากจำเลยเท่านั้น ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าในคดีที่ศาลมีคำสั่งอายัดเงินทั้งสองคดีที่เป็นเหตุพิพาทในคดีนี้บริษัทพาสทิญ่าไทย จำกัด จำเลยในคดีทั้งสองได้วางหลักประกันจนเป็นที่พอใจแก่ศาล และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าการอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งอายัดเป็นการอุทธรณ์เพื่อประวิงคดีไม่ให้โจทก์ได้รับเงินตามคำพิพากษา การที่จำเลยใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งอายัดของศาลโดยการปฏิเสธไม่ยอมส่งมอบเงินที่ศาลมีคำสั่งอายัดให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดี หรือการอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นก็ดี เป็นการใช้สิทธิดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือเป็นการใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะเกิดเสียหายแก่โจทก์ ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ คดีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบิลด์อิท จำกัด
จำเลย — ธนาคารอาร์ เอช บี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายวุฒิพงศ์ เถาวัฒนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรคพล เพชรกาฬ
ชื่อองค์คณะ
วรงค์พร จิระภาค
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2556
#544473
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินในลักษณะเจ้าของรวม แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์อ้างว่าต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับก็เป็นข้อที่คู่ความหยิบยกเอาข้อกฎหมายมาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงในคดีอันเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะ และหากศาลเห็นว่าข้อกฎหมายที่คู่ความอ้างมาไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะปรับบทกฎหมายไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเองได้ อุทธรณ์ในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวแล้วในศาลชั้นต้น

แม้ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์จะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่นก็ต้องถือว่าในส่วนที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะสินสมรสไม่จำต้องเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองเป็นฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หากแต่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาก็ย่อมมีผลให้เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) โดยไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส

การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินซึ่งส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสจึงมิใช่เป็นการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 หากแต่มีลักษณะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และเป็นการจัดการสินสมรส ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการทำนิติกรรมดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 เพราะการจำหน่ายตัวทรัพย์สินจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 จึงกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีไปกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะทรัพย์ส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันเพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 15212 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้พิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิทธิจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากภาระผูกพัน ให้จำเลยทั้งสามคืนที่ดินพิพาทโดยร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินพิพาท หากคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 1,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทฉบับเจ้าของที่ดินแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งโดยปลอดจากภาระติดพัน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถ้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 และประกอบธุรกิจค้าขายด้วยกันชื่อ ร้านพรประสาท 1999 ในระหว่างสมรสจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปซื้อที่ดินหลายแปลงจากนายวิกาล รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งซื้อเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาในปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกรากัน โดยทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันรวม 10 รายการ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ 2 ได้รับทรัพย์สินทั้งสิบรายการโดยจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้หนี้ 160,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 5 เมษายน 2553 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับในการแบ่งปันทรัพย์สิน เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปขายแก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 รับซื้อไว้โดยไม่สุจริต ขอบังคับให้เพิกถอนข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาท กับให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และนำเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปซื้อที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกกันจึงตกลงแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่กินด้วยกันรวมทั้งที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีสิทธิขายให้จำเลยที่ 3 ดังนี้ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าเป็นเรื่องการตกลงแบ่งทรัพย์สินในลักษณะเจ้าของรวมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและเป็นประเด็นที่ตั้งไว้ในคำให้การแล้ว แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันทั้งหมดเป็นเจ้าของรวม ต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับในการแบ่งปันทรัพย์สินก็เป็นข้อที่คู่ความหยิบยกเอาข้อกฎหมายมาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงในคดีซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ หากศาลเห็นว่าข้อกฎหมายที่คู่ความอ้างมาไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะปรับบทไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเองได้ ทั้งคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ด้วย ข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะปรับบทกฎหมายเองได้ว่าเป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในอุทธรณ์หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วพิพากษายกอุทธรณ์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปเสียทีเดียวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและมิให้คดีล่าช้าโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไปวินิจฉัยใหม่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นตามที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นก็ต้องถือว่าในส่วนที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะสินสมรสไม่จำต้องเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองเป็นฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หากแต่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาก็ย่อมมีผลให้เป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แล้ว ไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความรับข้อเท็จจริงกันว่าทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาหาได้ด้วยกันได้แก่รายการทรัพย์สินที่ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการแบ่งทรัพย์สินกับมีทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ให้จำเลยที่ 1 ได้รับตามข้อตกลงดังกล่าว ฉะนั้นทรัพย์สินทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นสินสมรสที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินให้ฝ่ายใดได้รับทรัพย์สินใดบ้างย่อมมีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 แต่ผู้เดียว มิใช่การแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 หากแต่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังจะเห็นได้จากข้อความเบื้องต้นที่ใช้คำว่า "เรื่องเจรจาแบ่งทรัพย์สินระหว่างนายประสาท กับนางปรีญา (สามี-ภรรยา)" โดยมีนายประคอง กำนันตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร กับนายเกษม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร เป็นพยานในบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน ย่อมแสดงว่าการตกลงแบ่งทรัพย์สินรวมถึงที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันที่มีอยู่โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสินสมรสย่อมเป็นจัดการสินสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการทำนิติกรรมดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ดังนี้จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 เพราะการจำหน่ายตัวทรัพย์สินจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ยินยอมในการขายที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยที่ 3 ก็ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีไปกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 1361 วรรคสอง ม. 1364 ม. 1474 (1) ม. 1476 (6) ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำราญ จิ่มอาษา
จำเลย — นายประสาท จิ่มอาษา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสกลนคร — นายเกรียงไกร นาคสิงห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6850/2556
#540932
เปิดฉบับเต็ม

เหตุอันสมควรที่แสดงได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27 นั้น มิใช่เหตุที่เกิดจากผู้ร้องฝ่ายเดียว หากมีเหตุอันสมควรเกิดจากความยุ่งยากและความซับซ้อนในการตรวจสอบทรัพย์สินของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็นับว่ามีเหตุอันสมควรเช่นกัน การที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่ไว้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2546 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้มีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2546 แต่เพิ่งมีหนังสือถึงผู้ร้องให้ยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ทั้ง ๆ ที่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ถูกตรวจสอบมีจำนวนไม่มาก ส่วนมากเป็นสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างมูลค่าไม่สูงมากหรือมีความซับซ้อนยากแก่การตรวจสอบและอยู่ในราชอาณาจักรสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย กระบวนการตรวจสอบนับตั้งแต่ที่มีการยึดทรัพย์จนถึงวันที่แจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลใช้เวลากว่าสองปี นับว่าเป็นเวลานานเกินสมควร จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุอันสมควรที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนด 7 ปี และปรับ 700,000 บาท ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 218/2548 ผู้ร้องได้รับสำนวนการตรวจสอบทรัพย์สินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 จึงไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 49 รายการ ของผู้คัดค้านทั้งสี่ได้ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ขอให้ริบทรัพย์สินทั้ง 49 รายการ ตามคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 355/2548 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2548 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลได้มีคำสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านทั้งสี่ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินแก่ผู้คัดค้านทั้งสี่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งริบทรัพย์สิน 49 รายการ ที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้ตามคำสั่งที่ 355/2548 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2548 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31

ผู้คัดค้านทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง คืนทรัพย์สิน 49 รายการ ที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดไว้ตามคำสั่งที่ 355/2548 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2548 ให้แก่ ผู้คัดค้านทั้งสี่ตามลำดับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีเหตุสมควรยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่จำนวน 49 รายการ ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านที่ 1 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอันเป็นมูลเหตุให้มีการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่หรือไม่ ผู้ร้องบรรยายคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับสำนวนการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุอันสมควรที่แสดงได้ว่าไม่สามารถยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27 นั้น มิใช่เหตุที่เกิดจากผู้ร้องฝ่ายเดียว หากมีเหตุอันสมควรเกิดจากความยุ่งยากและความซับซ้อนในการตรวจสอบทรัพย์สินของพนักงานเจ้าหน้าที่ก็นับว่ามีเหตุอันสมควรเช่นกัน สำหรับคดีนี้ได้ความว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่ไว้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2546 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดได้มีคำสั่งมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2546 แต่เพิ่งมีหนังสือถึงผู้ร้องให้ยื่นคำร้องขอริบทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ทั้งๆ ที่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสี่ที่ถูกตรวจสอบมีจำนวนไม่มาก ส่วนมากเป็นสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างมูลค่าไม่สูงมากหรือมีความซับซ้อนยากแก่การตรวจสอบและอยู่ในราชอาณาจักรสามารถตรวจสอบได้โดยง่าย กระบวนการตรวจสอบนับตั้งแต่ที่มีการยึดทรัพย์จนถึงวันที่แจ้งให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลใช้เวลากว่าสองปี นับว่าเป็นเวลานานเกินสมควร จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุอันสมควรที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาได้ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 27
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
ผู้คัดค้าน — นายสมบัติ ปัทมาสศนุพงศ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายดุสิต กองทรัพย์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุทิน อุ้ยตระกูล
ชื่อองค์คณะ
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
พิศิฎฐ์ สุดลาภา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6698/2556
#584774
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือ ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งหกจะต้องดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาอันสมควร เมื่อโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดตามสัญญา คงเหลือเงินเพียงงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้จำเลยทั้งหกในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยทั้งหกกลับให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานโดยมิได้ปฏิบัติการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จ ดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดิน และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยทั้งหกจึงมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 211 โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดนัดและถือว่าจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยทั้งหกจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันคืนเงินมัดจำและเงินค่างวด 1,350,000 บาท พร้อมค่าเสียหาย 750,000 บาท รวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป หากจำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือกรณีไม่อาจบังคับแก่จำเลยทั้งหกได้ ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าเสียหายเพิ่มขึ้น 1,500,000 บาทแก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถึงแก่ความตายโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และนายรัฐพงษ์ ทายาทโดยธรรมของจำเลยที่ 3 ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินตามแผนผังสังเขป เนื้อที่ 44 ตารางวา ในโฉนดเลขที่ 168719 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ และให้ติดตั้งมาตรวัดน้ำกับไฟฟ้าในบ้านดังกล่าว ทั้งจัดการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ได้แก่ ระบบไฟฟ้า ประปา ท่อน้ำเสียสำหรับโครงการดังกล่าวให้ครบถ้วนภายใน 3 เดือนนับแต่วันพิพากษา โดยให้ร่วมกันเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการโอนกึ่งหนึ่ง กับให้โจทก์ชำระเงินส่วนที่เหลือตามสัญญาจำนวน 3,150,000 บาท แก่ฝ่ายจำเลยในวันจดทะเบียนโอนหากจำเลยไม่ปฏิบัติหรือไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันคืนเงินมัดจำและเงินผ่อนค่างวดจำนวน 1,350,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาทสำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ในส่วนความรับผิดของนายรัฐพงษ์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 3 นั้น ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 3 ซึ่งตกได้แก่ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ 8,000 บาท โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 จึงไม่กำหนด ค่าทนายความให้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายฮิเดะโอะ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนศาลฎีกามีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งหกเข้าหุ้นกันจัดสรรที่ดินพร้อมสร้างบ้านแบบทาวน์เฮาส์ขายบนที่ดินโฉนดเลขที่ 15562 และเลขที่ 15563 ตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอจตุจักร (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ต่อมามีการรวมโฉนดและแบ่งแยกออกเป็นโฉนดเลขที่ 168719 โจทก์วางเงินมัดจำ 50,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมบ้าน และวันที่ 22 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยที่ 1 ในราคา 4,500,000 บาท แบ่งชำระ 10 งวด งวดละ130,000 บาท ชำระทุกวันที่ 25 ของเดือน ชำระงวดแรกวันที่ 25 สิงหาคม 2533 ส่วนที่เหลือ 3,150,000 บาท ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ตามสัญญาจะซื้อจะขาย โจทก์สั่งจ่ายเช็คผู้ถือ ชำระค่างวด งวดที่ 1 ถึงที่ 7 แล้ว ส่วนเช็คงวดที่ 8 ถึงที่ 10 ห้างหุ้นส่วนจำกัด กันย์ทิพย์พาณิชย์ เป็นผู้เรียกเก็บเงินตามใบแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัด ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด กันย์ทิพย์พาณิชย์มีนายกันย์ทัศ สามีจำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ นายกันย์ทัศและหรือจำเลยที่ 5 เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินจากบัญชีที่เรียกเก็บเงินของห้างหุ้นส่วนจำกัดกันย์ทิพย์พาณิชย์ ดังกล่าว จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงโจทก์ให้เตรียมเอกสารการรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่การก่อสร้างทาวน์เฮาส์ยังไม่แล้วเสร็จ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่รับโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือถึงโจทก์ให้เตรียมเอกสารเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งหกยังปลูกสร้างทาวน์เฮาส์ไม่แล้วเสร็จและไม่ได้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดิน ดังนี้ จำเลยทั้งหกมิได้อยู่ในฐานะที่จะสามารถชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 211 โจทก์จึงมิได้เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยทั้งหกย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยทั้งหกจึงมีหน้าที่จะต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ คือ ปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และแม้สัญญาจะไม่มีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยทั้งหกจะต้องดำเนินการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ในที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาให้แล้วเสร็จสมบูรณ์พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในเวลาอันสมควร เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดตามสัญญา คงเหลือเงินเพียงงวดสุดท้ายที่จะต้องชำระให้จำเลยทั้งหกในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย แต่จำเลยทั้งหกกลับให้เวลาผ่านไปเนิ่นนานโดยมิได้ปฏิบัติการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ให้แล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทาวน์เฮาส์ให้แก่โจทก์ตามสัญญา ซึ่งเมื่อนับจากวันทำสัญญาถึงวันที่จำเลยที่ 1 บอกกล่าวให้โจทก์เตรียมเอกสารเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์เป็นเวลา 2 ปีเศษ และจำเลยที่ 1 รับเงินที่โจทก์ชำระค่างวดตามสัญญานับแต่วันทำสัญญาถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 ปีเศษแล้ว แต่จำเลยทั้งหกไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาโดยยังก่อสร้างทาวน์เฮาส์ ตลอดจนดำเนินการแบ่งแยกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ไม่เสร็จ กรณีเช่นนี้ถือว่าจำเลยทั้งหกเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 6 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 211
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมใจ โฆษิตชูตระกูล
จำเลย — นางสาวชนันภรณ์ รุนสำราญ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุทธินันท์ เสียมสกุล
วีระวัฒน์ ปวราจารย์
ปิยกุล บุญเพิ่ม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา