คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2556
#559174
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 1ฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ และเมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ

แม้ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 222 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า ป. เป็นผู้เสียหายคดีนี้ก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ชักชวน ป. กรรมการผู้จัดการบริษัท ป. ให้ลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ กองการบินทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยบอกว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่นำไปลงทุน ต่อมา ป. สั่งจ่ายเช็คของบริษัท ป. ให้แก่จำเลยที่ 1 ไป 16 ฉบับ รวมเป็นเงิน 11,537,000 บาท และได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 คืนมารวม 3,132,000 บาท ดังนี้การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า ป. เป็นผู้เสียหาย จึงขัดกับข้อเท็จจริงเรื่องพฤติการณ์ในการกระทำความผิดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังเป็นยุติอันเป็นการผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลฎีกาสามารถฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ได้ความจากคำเบิกความของ ป. ว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 จำเลยทั้งสองไปหา ป. ที่สถานีบริการน้ำมันของบริษัทโจทก์ร่วม ชักชวนให้เอาเงินไปลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ ที่กองการบินทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่นำไปลงทุน หลังจากนั้น ป. ได้สั่งจ่ายเช็คซึ่งเป็นเช็คของโจทก์ร่วมให้จำเลยทั้งสองรวม 16 ฉบับ เพื่อนำไปร่วมลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ โดยมีการหักค่าตอบแทนไว้ก่อน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมว่า ได้ชักชวน ป. ให้ลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ โดย ป. สั่งจ่ายเช็คของโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินลงทุน เมื่อได้รับเช็คดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะนำไปเรียกเก็บเงิน เห็นว่า ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 ไปหลอกลวง ป. จน ป. หลงเชื่อและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 1 ไป เท่ากับเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยเพราะการไปหลอกลวงนิติบุคคลย่อมต้องหลอกลวงผู้แทนนิติบุคคล ทั้งจำเลยที่ 1 ย่อมไม่สนใจว่าจะหลอกลวง ป. ในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้ทำการแทนโจทก์ร่วม ขอให้ได้รับเงินมาจากการหลอกลวงเท่านั้น และจำเลยที่ 1 ได้เงินมาจากการนำเช็คของโจทก์ร่วมทุกฉบับไปเรียกเก็บเงิน เงินที่จำเลยที่ 1 รับไปย่อมเป็นเงินของโจทก์ร่วมทั้งสิ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรี ต. พนักงานสอบสวน ประกอบรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.5 ว่า ป. กรรมการผู้จัดการของบริษัท ป. มาแจ้งความร้องทุกข์และมอบคดีให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าบุคคลทั้งสองร่วมกันฉ้อโกง โดย ป. ได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของบริษัท ป. ไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ดังนี้ ป. จึงร้องทุกข์ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ป. อันเป็นการกระทำแทนบริษัท ป. การร้องทุกข์จึงชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม และยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 8,405,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 8,405,000 บาท แก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2672/2547 2903/2547 3505/2547 471/2548 1897/2548 และ 2410/2548 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา บริษัทปกฉัตร จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 จำคุกคนละ 3 ปี และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 8,405,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนคำขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อเนื่องจากยังไม่ได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อได้ ให้ยกคำขอโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 8,405,000 บาท แก่นางปิยฉัตร ผู้เสียหาย และให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทปกฉัตร จำกัด เข้าร่วมเป็นโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ภริยาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายจริง ตามใบมรณะบัตรแนบท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนของจำเลยที่ 2 ย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 แม้ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ และเมื่อฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ทราบ

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การร้องทุกข์คดีนี้ชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่า นางปิยฉัตรเป็นผู้เสียหายคดีนี้ก็ตาม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยังฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 ชักชวนนางปิยฉัตร กรรมการผู้จัดการบริษัทปกฉัตร จำกัด ให้ลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ กองการบินทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยบอกว่าจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่นำไปลงทุน ต่อมานางปิยฉัตรสั่งจ่ายเช็คของบริษัทปกฉัตร จำกัด ให้แก่จำเลยที่ 1 ไป 16 ฉบับ รวมเป็นเงิน 11,537,000 บาท และได้รับเงินจากจำเลยที่ 1 คืนมารวม 3,132,000 บาท ดังนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่านางปิยฉัตรเป็นผู้เสียหาย จึงขัดกับข้อเท็จจริงเรื่องพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังเป็นยุติอันเป็นการผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลฎีกาสามารถฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับฟังมาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ก) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้ความจากคำเบิกความของนางปิยฉัตรว่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2546 จำเลยทั้งสองไปหานางปิยฉัตรที่สถานีบริการน้ำมันของบริษัทโจทก์ร่วม ชักชวนให้เอาเงินไปลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ ที่กองการบินทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของเงินที่นำไปลงทุน หลังจากนั้นนางปิยฉัตรได้สั่งจ่ายเช็คซึ่งเป็นเช็คของโจทก์ร่วมให้จำเลยทั้งสองรวม 16 ฉบับ เพื่อนำไปร่วมลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือโดยมีการหักค่าตอบแทนไว้ก่อน ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความเจือสมว่า ได้ชักชวนนางปิยฉัตรให้ลงทุนซื้อเบี้ยเลี้ยงทหารเรือ โดยนางปิยฉัตรสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 1 เป็นเงินลงทุน เมื่อได้รับเช็คดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ก็จะนำไปเรียกเก็บเงิน เห็นว่า นางปิยฉัตรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วม การที่จำเลยที่ 1 ไปหลอกลวงนางปิยฉัตร จนนางปิยฉัตรหลงเชื่อและสั่งจ่ายเช็คของโจทก์ร่วมให้จำเลยที่ 1 ไป เท่ากับเป็นการหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยเพราะการไปหลอกลวงนิติบุคคลย่อมต้องหลอกลวงผู้แทนนิติบุคคล ทั้งจำเลยที่ 1 ย่อมไม่สนใจว่าจะหลอกลวงนางปิยฉัตรในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้ทำการแทนโจทก์ร่วม ขอให้ได้รับเงินมาจากการหลอกลวงเท่านั้น และจำเลยที่ 1 ได้เงินมาจากการนำเช็คของโจทก์ร่วมทุกฉบับไปเรียกเก็บเงิน เงินที่จำเลยที่ 1 รับไปย่อมเป็นเงินของโจทก์ร่วมทั้งสิ้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหาย เมื่อได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีต่อศักดิ์ พนักงานสอบสวน ประกอบรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า นางปิยฉัตร กรรมการผู้จัดการของบริษัทปกฉัตร จำกัด มาแจ้งความร้องทุกข์และมอบคดีให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โดยกล่าวหาว่าบุคคลทั้งสองร่วมกันฉ้อโกง โดยนางปิยฉัตรได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราของบริษัทปกฉัตร จำกัด ไว้ในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าว ดังนี้ นางปิยฉัตรจึงร้องทุกข์ในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทปกฉัตร จำกัด อันเป็นการกระทำแทนบริษัทปกฉัตร จำกัด การร้องทุกข์จึงชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม และยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 8,405,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทปกฉัตร จำกัด เข้าร่วมเป็นโจทก์ และที่ให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 8,405,000 บาท แก่นางปิยฉัตร เป็นให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 8,405,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงขอนแก่น
โจทก์ร่วม — บริษัทปกฉัตร จำกัด
จำเลย — นางสาวอาภัสรี ด่านกระโทก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงขอนแก่น — นายชาติชาย กิตติสารศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5553 -ที่ 5554/2556
#554792
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กับพวกได้รวมกลุ่มคัดค้านด้วยความสงบโดยปราศจากอาวุธและมิได้ใช้กำลังประทุศร้ายใด ๆ ได้พยายามที่จะขจัดความเดือนร้อนด้วยการยื่นข้อเรียกร้องในทางรัฐบาลและผู้เสียหายลงไปแก้ปัญหาแล้ว โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวก็สมเหตุสมผลและเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีอยู่จริง แต่ไม่เป็นผลและไม่เคยได้รับคำตอบจากรัฐบาลจำเลยและผู้เสียหาย ทั้งตามพฤติการณ์ในขณะนั้นก็ไม่มีวิธีการอื่นใดเลยที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะพึงกระทำได้โดยชอบเพราะการสร้างเขื่อนขวางกั้นแม่น้ำและระเบิดหินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรงกำลังดำเนินอยู่อย่างชัดแจ้ง หากกระทำไปแล้วย่อมยากแก่การแก้ไขให้กลับสู่สภาพเดิมได้ จึงถือเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 2 และพวกแม้เป็นการมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานบอกให้เลิกไม่ยอมเลิกตาม ป.อ. มาตรา 215, 216 และร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 362, 365 ก็เป็นการกระทำด้วยความจำเป็นที่ต้องรวมกลุ่มกันและเข้ายึดพื้นที่ที่มีการสร้างเขื่อน จึงจะสามารถระงับยับยั้งภยันตรายดังกล่าวได้ และการกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกปราศจากอาวุธและมิได้ใช้ความรุนแรงใด ๆ ก็เป็นการพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับโทษตาม ป.อ. มาตรา 67

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 136, 215, 216, 326, 328, 362, 365

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 697/2537 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 897/2537 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ในระหว่างที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนและอาคารสถานที่ตามโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูลในเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่ครอบคลุมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูล บริเวณหมู่บ้านหัวเหว่ หมู่ที่ 4 ตำบลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ โดยว่าจ้างบริษัทเวียนินี่ไทย จำกัด ดำเนินการก่อสร้าง จำเลยที่ 2 เข้าร่วมกับกลุ่มผู้คัดค้านประมาณ 300 คน ถึง 500 คน เข้าไปในเขตพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนและอาคารของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายมิได้ยินยอมและกล่าวโจมตีการสร้างเขื่อนของผู้เสียหาย ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 มีนาคม 2551 ว่า ผู้เสียหายประสงค์ขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหาหมิ่นประมาทและไม่ติดใจเอาความข้อหาอื่นอีกต่อไปแล้ว เช่นนี้ สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทที่เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองเมื่อเจ้าพนักงานบอกให้เลิกไม่ยอมเลิก ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนและร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 กับพวกพาประชาชนมากถึงประมาณ 500 คน เข้าไปยึดเต็นท์ สะพานและไม่ยอมออกไป เป็นการประสงค์ต่อผลและเล็งเห็นผลเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขและทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และการกล่าวโจมตีร้อยตำรวจตรีสยุมภู และร้อยตำรวจตรีสุรศักดิ์ว่า ตำรวจเป็นขอทานข้างถนน ตำรวจอยู่ใต้อำนาจเงินและตำรวจเก่งแต่พูด จึงเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มิใช่เป็นการกระทำไปโดยไม่มีเจตนากระทำความผิดนั้น เห็นว่า ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานที่เป็นการกระทำต่อร้อยตำรวจตรีสยุมภูและร้อยตำรวจตรีสุรศักดิ์นั้น คงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ระหว่างการชุมนุมคัดค้านผู้ที่เป็นแกนนำได้กล่าวโจมตีผู้เสียหายและเจ้าพนักงานตำรวจผ่านเครื่องขยายเสียง แต่ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ได้กล่าวถ้อยคำหรือร่วมกับพวกคนใดกล่าวถ้อยคำอย่างไรที่เป็นการดูหมิ่นร้อยตำรวจตรีสยุมภูและร้อยตำรวจตรีสุรศักดิ์ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานร่วมกับพวกดูหมิ่นร้อยตำรวจตรีสยุมภูและร้อยตำรวจตรีสุรศักดิ์ เจ้าพนักงานตามฟ้อง

ส่วนความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองเมื่อเจ้าพนักงานบอกให้เลิกไม่ยอมเลิกและร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ครอบครองบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อการสร้างเขื่อนปากมูล โดยได้สร้างรั้วเป็นแนวเขตชัดเจน แม้การสร้างเขื่อนของผู้เสียหายส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน แต่การที่จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกประมาณ 500 คน ฝ่าแนวตั้งรับของเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานรักษาความปลอดภัยของผู้เสียหายเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวแล้วยึดพื้นที่บางส่วนไว้ ดังปรากฏตามภาพถ่ายจนมีผลทำให้ผู้เสียหายและบริษัทเวียนินี่ไทย จำกัด ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างและระเบิดหินในช่วงนั้นได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำไปโดยรู้สำนึกในการกระทำและประสงค์ต่อผลเพื่อขัดขวางการสร้างเขื่อนของผู้เสียหายโดยตรง ทั้งจำเลยที่ 2 ย่อมต้องรู้ดีว่าการกระทำของคนจำนวนมากเช่นนี้เป็นการทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและยังเป็นการละเมิดต่อสิทธิในการครอบครองพื้นที่ของผู้เสียหาย จึงหาใช่ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะกระทำความผิดดังศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยไม่ แต่อย่างไรก็ตาม แม่น้ำมูลเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนจำนวนมากได้ใช้สอยเพื่อการเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านมาเป็นเวลาช้านาน และยังคงเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนในพื้นที่จะใช้สอยและหาประโยชน์จากแม่น้ำมูลเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีพเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองสืบต่อไปได้ มิใช่เป็นสิทธิของบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดโดยเฉพาะ การที่ผู้เสียหายจะเข้าไปดำเนินการก่อสร้างเขื่อนตามโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูลซึ่งต้องมีการปิดกั้นทางเดินของน้ำในแม่น้ำมูลและระเบิดหินในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะเพื่อขยายร่องน้ำ อันทำให้ธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายนั้น ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่และตลอดลำแม่น้ำมูลในหลาย ๆ ด้านอย่างมากด้วยเช่นกัน จึงควรที่ต้องมีการศึกษาผลได้ผลเสียอย่างละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจดำเนินการ มิใช่มุ่งประโยชน์ด้านพลังงานไฟฟ้าเพียงด้านเดียว โดยไม่นำพาต่อความเดือนร้อนของประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่จากทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้ศึกษามาเป็นอย่างดีแล้วว่าการสร้างเขื่อนจะไม่ส่งผลกระทบเสียหายต่อวิถีชีวิตประชาชนแต่ประการใด โดยการเคลื่อนไหวของจำเลยที่ 2 กับพวกดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าวันเกิดเหตุนานพอสมควร โดยนายเสนีย์ นายอำเภอโขงเจียมเบิกความว่า พยานรับรายงานและเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้คัดค้านตั้งแต่ที่มีการรวมกลุ่มกันที่อำเภอพิบูลมังสาหาร วันแรกที่กลุ่มผู้คัดค้านเข้าไปที่หมู่บ้านหัวเหว่ พยานกับผู้ใต้บังคับบัญชาได้เข้าเจรจากับจำเลยที่ 2 และพวกซึ่งเป็นแกนนำ ทำให้พยานทราบว่ากลุ่มผู้คัดค้านมีเจตนาหลักเรื่องค่าทดแทนทรัพย์สินที่ถูกน้ำท่วมและค่าชดเชยผลกระทบจากการประกอบอาชีพมากกว่าต่อต้านการสร้างเขื่อน และนายเสนีย์ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านอีกว่า ก่อนที่จะมีการรวมตัวกันที่แก่งสะพือชาวบ้านได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อทางราชการก่อนแล้วแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถแก้ไขให้ได้เพราะไม่มีอำนาจ รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบและผู้ว่าการของผู้เสียหายก็ไม่ลงไปแก้ไขปัญหา พยานเห็นว่ากลุ่มผู้คัดค้านเข้าไปยึดเขื่อนก็เพื่อการต่อรองให้ผู้มีอำนาจลงไปแก้ไขปัญหาตามที่เรียกร้องโดยตรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่ลงไปเจรจากับกลุ่มผู้คัดค้านเสียแต่ต้น สอดคล้องกับที่ได้ความจากนายนภ ซึ่งรับมอบหมายจากผู้เสียหายให้ไปดูแลเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดว่า การชุมนุมในครั้งนี้เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้เสียหายลงไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนของกลุ่มผู้คัดค้าน แต่นายสาวิตต์ รัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแลผู้เสียหายในขณะนั้นไม่เคยไปเข้าร่วมเจรจาและก่อนการชุมนุมในเดือนธันวาคม 2536 กลุ่มชาวบ้านเคยร้องเรียนผู้เสียหายว่าบริเวณหัวงานที่มีการก่อสร้างยังมีที่ดินและบ้านของชาวบ้านที่ยังไม่ได้เวนคืนและได้รับผลกระทบจากการระเบิดหินทั้งเสียงรบกวนและเศษหินตกใส่บ้านเรือน หลังจากกลุ่มผู้คัดค้านเข้ายึดพื้นที่ ได้ความจากนายเสนีย์ว่า ร้อยตรีไมตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และนายสุทัศน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเข้าเจรจากับกลุ่มผู้คัดค้านก็ยังคงเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้คัดค้าน อันแสดงว่ารัฐบาลและผู้เสียหายมุ่งแต่จะสร้างเขื่อนโดยปกปิดความจริงและมิได้ใส่ใจต่อความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งรวมกลุ่มกันคัดค้านด้วยความสงบโดยปราศจากอาวุธและมิได้ใช้กำลังประทุษร้ายใด ๆ ได้พยายามที่จะขจัดความเดือดร้อนด้วยการยื่นข้อเรียกร้องให้ทางรัฐบาลและผู้เสียหายลงไปแก้ไขปัญหาแล้ว ดังปรากฏตามใบปลิวโดยข้อเรียกร้องดังกล่าวก็สมเหตุสมผลและเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีอยู่จริง แต่ไม่เป็นผลและไม่เคยได้รับคำตอบจากรัฐบาลและผู้เสียหาย ทั้งตามพฤติการณ์ในขณะนั้นก็ไม่มีวิธีการอื่นใดเลยที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะพึงกระทำได้โดยชอบเพราะการสร้างเขื่อนขวางกั้นแม่น้ำและระเบิดหินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นการทำลายระบบนิเวศน์สายน้ำโดยเฉพาะพันธุ์ปลาหลากหลายชนิดที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่โดยตรงกำลังดำเนินอยู่อย่างชัดแจ้ง หากกระทำไปแล้วย่อมยากแก่การแก้ไขให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ จึงถือเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง การกระทำของจำเลยที่ 2 และพวกแม้เป็นการมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง เมื่อเจ้าพนักงานบอกให้เลิกไม่ยอมเลิกและร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืนก็เป็นการกระทำด้วยความจำเป็นที่ต้องรวมกลุ่มกันและเข้ายึดพื้นที่ที่มีการสร้างเขื่อน จึงจะสามารถระงับยับยั้งภยันตรายดังกล่าวได้ และการกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกที่ปราศจากอาวุธและมิได้ใช้ความรุนแรงใด ๆ ก็เป็นการพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 215 ม. 216 ม. 362 ม. 365
ป.วิ.อ. ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางสาววนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายชาญวิทย์ ทรงสว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5522/2556
#540931
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด แล้วเสพไปครึ่งเม็ด และที่เหลืออีกครึ่งเม็ดจำหน่ายให้แก่ ส. เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณห้าหน่วยการใช้และมีน้ำหนักไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัมจึงไม่เกินที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 ข้อ 1 (1) (ข) และ ข้อ 2 (1) (ข) ดังนั้น เมื่อในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด และจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวอีก เป็นการขัดต่อ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกันกับคดีเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำร้องที่ ฟ.87/2549 ของศาลชั้นต้น และฐานความผิดตามคดีนี้เข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 ที่จำเลยควรได้รับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติดังกล่าวในคราวเดียวกันกับคดีเสพเมทแอมเฟตามีน แต่พนักงานสอบสวนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยแยกดำเนินคดีนี้แก่จำเลยเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดตามลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่ปรากฏว่าต้องหาหรืออยู่ในระหว่างถูกดำเนินคดีในความผิดฐานอื่น ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกหรืออยู่ในระหว่างรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล ให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหานั้นมาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน เพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งให้ส่งตัวผู้นั้นไปตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่เกิดจากตัวผู้ต้องหานั้นเอง หรือจากพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งทำให้ไม่อาจนำตัวผู้ต้องหาไปศาลภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้" และกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 บัญญัติว่า "ข้อ 1 ลักษณะ ชนิดและประเภทของยาเสพติด สำหรับความผิดฐานเสพยาเสพติดตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง มีดังต่อไปนี้

(1) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มี 6 ชนิด ได้แก่

(ก) เฮโรอีน

(ข) เมทแอมเฟตามีน

(ค) ...

ข้อ 2 ยาเสพติดตามข้อ 1 สำหรับความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองความผิดฐานเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานเสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ต้องมีปริมาณดังต่อไปนี้

(1) ยาเสพติดให้โทษในประเภท 1

(ก) เฮโรอีนมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม

(ข) เมทแอมเฟตามีนมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม

(ค) ..."

เห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้ต้องการให้พนักงานสอบสวนนำตัวผู้ต้องหาที่กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด เสพและมีไว้ในครอบครอง เสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หรือเสพและจำหน่ายยาเสพติดนั้นไปส่งศาลเพื่อให้ศาลพิจารณามีคำสั่งไปในคราวเดียว เมื่อปรากฏว่าจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนครึ่งเม็ดและที่เหลืออีกครึ่งเม็ดจำหน่ายให้แก่นายสมบัติ มีปริมาณหน่วยการใช้ครึ่งเม็ด ซึ่งไม่เกินห้าหน่วยการใช้และมีปริมาณน้ำหนักสุทธิไม่ปรากฏชัด ซึ่งไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยเสพและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายดังกล่าว มีลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณไม่เกินที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ.2546 ข้อ 1 (1) (ข) และข้อ 2 (1) (ข) ดังนั้น เมื่อในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติดและจำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นคดีนี้อีก เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้แม้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 57 ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายมนต์ชัย คำมูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางศิริพร ลีฬหะบำรุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอิสสระ นิ่มละมัย
ชื่อองค์คณะ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5452/2556
#538002
เปิดฉบับเต็ม

การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 นั้น เป็นกรณีที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นที่คู่ความยังคงโต้แย้งกันอยู่และเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลในคดีส่วนอาญาจะต้องวินิจฉัย ทั้งนี้เพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเป็นไปในทางเดียวกัน เมื่อคดีในส่วนอาญาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีส่วนกระทำการโดยประมาท คดีส่วนแพ่งจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายตามสัดส่วนแห่งความประมาทของตน การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหาย โดยมิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้มีส่วนประมาทด้วยแต่อย่างใด แม้ต่อมาความจะปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจจะฎีกาได้ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ทั้งเป็นการต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาททำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 18,715 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และใช้เงิน 104,324 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และตัดทอนค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 ลงมาด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 12,476.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 69,549.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 49,549.33 บาท แก่โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ชำระเกินมา 821 บาท แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2551 โจทก์ที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กลธ พิษณุโลก 68 ของโจทก์ที่ 1 โดยมีโจทก์ที่ 1 นั่งซ้อนท้ายด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ชิดขอบทางเดินรถด้านซ้ายและขับคร่อมหรือทับเส้นแบ่งช่องเดินรถเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน บธ 175 พิษณุโลก ซึ่งจำเลยขับแซงรถคันอื่นบริเวณทางโค้งขณะที่มีรถแล่นสวนทางมา เป็นเหตุให้รถจักรยานยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย และโจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการศาลแขวงพิษณุโลกเป็นโจทก์ยื่นฟ้องโจทก์ที่ 2 และจำเลยเป็นคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษโจทก์ที่ 2 และจำเลย โจทก์ที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดทางแพ่งตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ เห็นว่า การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เป็นกรณีที่ศาลในคดีส่วนแพ่งจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในประเด็นที่คู่ความยังคงโต้แย้งกันอยู่และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นเดียวกันกับที่ศาลในคดีส่วนอาญาจะต้องวินิจฉัย กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ทั้งนี้เพื่อให้การรับฟังข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเป็นไปในทางเดียวกัน คดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญาวินิจฉัยชี้ขาดว่า โจทก์ที่ 2 และจำเลยต่างคนต่างประมาท แต่จำเลยกระทำโดยประมาทเลินเล่อมากกว่าโจทก์ที่ 2 ศาลชั้นต้นในคดีนี้รับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาดังกล่าวและพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยกำหนดให้จำเลยรับผิด 2 ใน 3 ของค่าเสียหายที่กำหนดให้แก่โจทก์แต่ละคน จำเลยยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้โดยกล่าวในอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในส่วนคดีอาญาถึงที่สุดแล้วจึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคดีส่วนอาญาว่าจำเลยกับโจทก์ที่ 2 ต่างประมาท ต้องร่วมกันรับผิดในค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดตามสัดส่วนแห่งความประมาทของตน โดยจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งเฉพาะดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการกำหนดค่าเสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่งก็ได้วินิจฉัยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายตามที่จำเลยอุทธรณ์ โดยจำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นว่าจำเลยมิได้มีส่วนประมาทด้วยแต่อย่างใดไม่ แม้ต่อมาความจะมาปรากฏภายหลังว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาได้วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อและพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลย แต่เมื่อศาลชั้นต้นในคดีนี้วินิจฉัยว่าจำเลยประมาทเลินเล่อโดยรับฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีส่วนอาญา จำเลยก็ไม่ได้อุทธรณ์ในประเด็นว่าจำเลยประมาทเลินเล่อหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญาได้มีคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อ ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งคดีนี้ต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนอาญา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองนั้น จึงเท่ากับเป็นการฎีกาในประเด็นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันอยู่หรือเป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้ อีกทั้งข้อฎีกาของจำเลยดังกล่าวก็มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในคดีส่วนแพ่ง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งปัญหาดังกล่าวก็มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่จำเลยจะมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ เพราะปัญหาว่าจำเลยกระทำโดยประมาทหรือไม่คงมีผลเฉพาะต่อความรับผิดของจำเลย มิได้มีผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อจำเลยยอมรับว่าตนเองมีส่วนประมาทและไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงยุติไปตามนั้น จำเลยจึงไม่อาจฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นได้อีก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมณี ชัยวัง กับพวก
จำเลย — นายทองสุข เสนาพิทักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายพิทักษ์ ท้วมใจดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5420/2556
#562513
เปิดฉบับเต็ม

พยานโจทก์และโจทก์ร่วม 2 ปาก กับจำเลยที่ 1 มีความคุ้นเคยกันอย่างดี แม้มีเหตุอันควรเชื่อว่าพยานดังกล่าวย่อมต้องเบิกความในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบมาจะไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากทางนำสืบมีความสมเหตุผลและสอดคล้องต้องกัน เมื่อไม่ปรากฏข้อพิรุธในคำเบิกความของพยานดังกล่าวเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ต้องนำสืบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่อ้างถึงที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าพยานเพื่อสนับสนุนข้ออ้าง หรือนำสืบพยานหลักฐานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ลำพังคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยที่ 2 ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้

ในส่วนที่จำเลยที่ 2 นำสืบเอกสารคำให้การของพยาน แต่ข้อเท็จจริงในเอกสารคำให้การดังกล่าวจะเป็นจริงเพียงใด จำเลยที่ 2 ผู้อ้างอิงเอกสารชอบที่จะนำพยานซึ่งได้ให้การไว้มาเบิกความต่อศาล ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ถามค้านข้อเท็จจริงที่ได้ให้การดังกล่าวมา เมื่อผู้ที่ให้การนั้นไม่มาเบิกความต่อศาล ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่อาจรับฟังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 70, 75, 76, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ให้หนังสือพจนานุกรมจำนวน 44 เล่ม ของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางมยุรา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31, 70 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 5 เดือน และปรับ 100,000 บาท การดำเนินกระบวนพิจารณาของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในห้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้ที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานสร้างสรรค์ประเภทงานวรรณกรรม คือ หนังสือพจนานุกรม "ไทย - สเวนสกะ" กับหนังสือพจนานุกรม "สเวนสกะ - ไทย" ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้ขณะกำลังเสนอขายหนังสือพจนานุกรมซึ่งเป็นงานอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม พร้อมกับยึดหนังสือพจนานุกรม "สเวนสกะ - ไทย" จำนวน 26 เล่ม กับหนังสือพจนานุกรม "ไทย - สเวนสกะ" จำนวน 18 เล่ม อันเป็นงานที่ได้มีผู้ทำซ้ำดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าวของโจทก์ร่วมรวม 44 เล่ม เป็นของกลาง เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเพียงอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ขาย เสนอขายหนังสือพจนานุกรมจำนวน 44 เล่ม ตามบัญชีของกลางคดีอาญาซึ่งตนรู้อยู่แล้วว่าเป็นงานซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำ ดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสองและนายวันชนะเป็นพยานต่างเบิกความทำนองเดียวกันว่า เดิมจำเลยที่ 2 มีพนักงานขายหนังสือในสถานที่เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยบางครั้ง ในภายหลังจำเลยที่ 2 นำหนังสือลักษณะเช่นเดียวกับหนังสือพจนานุกรมของกลางมาให้จำเลยที่ 1 ขาย ซึ่งทางนำสืบดังกล่าวสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 1 เบิกความมาว่า เดิมจำเลยที่ 1 ขายอาหารในที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยที่ 2 ติดต่อให้ขายหนังสือของกลาง ที่จำเลยที่ 2 นำสืบโต้แย้งว่า คำเบิกความของนายสองกับนายวันชนะไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากนายสองกับนายวันชนะมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 โดยบุคคลทั้งสองเคยนำหนังสืองานอันมีลิขสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ไปพิมพ์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ จำเลยที่ 2 แจ้งโรงพิมพ์ห้ามดำเนินการ บุคคลทั้งสองจึงถูกริบเงินมัดจำ ทั้งกล่าวอ้างว่านายสองกับนายวันชนะเบิกความในทางที่กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้านั้น แม้นายวันชนะเคยอยู่กินฉันท์สามีภริยากับจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 ปี ปัจจุบันได้แยกทางกันแล้วแต่ยังไปมาหาสู่กัน ส่วนนายสองประกอบอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างอยู่วินรถจักรยานยนต์ในสถานที่เกิดเหตุที่เดียวกับนายวันชนะ ทำให้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองปากกับจำเลยที่ 1 มีความคุ้นเคยกันอย่างดี กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าพยานดังกล่าวนี้ย่อมจะต้องเบิกความในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวมีความคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อเท็จจริงที่นำสืบมาจะไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากทางนำสืบมีความสมเหตุผลและสอดคล้องต้องกัน อีกทั้งไม่ปรากฏข้อพิรุธในคำเบิกความ นอกจากนี้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่านายสองกับนายวันชนะเบิกความปรักปรำว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 อาจต้องนำสืบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่อ้างถึง หรือนำสืบพยานหลักฐานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว ลำพังคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยที่ 2 ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาจึงน่าเชื่อถือ ดังนั้น ข้อเท็จจริงในเอกสารอันเป็นคำให้การของนางสาวมัทนาจะเป็นจริงเพียงใด จำเลยที่ 2 ผู้อ้างอิงเอกสารชอบที่จะนำผู้ที่ให้การดังกล่าวมาเบิกความต่อศาล ทั้งนี้เพื่อให้โอกาสคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้ถามค้านข้อเท็จจริงที่ได้ให้การดังกล่าวมา เมื่อนางสาวมัทนาไม่มาเบิกความต่อศาล ข้อเท็จจริงตามคำให้การดังกล่าวจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่าไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขายหนังสือพจนานุกรมของกลางจริง เมื่อหนังสือพจนานุกรมของกลางเป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นจากการถ่ายสำเนาเอกสารและเข้าเล่มตัดขอบทำนองเดียวกับรายงานของนักศึกษา ลักษณะเช่นนี้สามารถผลิตขึ้นได้โดยง่ายในร้านรับถ่ายเอกสารและเข้าเล่มรายงานทั่วไป งานดังกล่าวไม่จำเป็นต้องจัดทำในโรงพิมพ์ การที่จำเลยที่ 2 เคยเขียนหนังสือมาก่อน จำเลยที่ 2 ย่อมมีความรู้ดีว่าการคัดลอกหนังสือผู้อื่นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรมหรือไม่ เมื่อดูจากลักษณะของหนังสือพจนานุกรมของกลางแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้ว่าหนังสือพจนานุกรมของกลางเป็นงานซึ่งทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — นางมยุรา ศะศิวาณิช
จำเลย — นางสาวมาลัย แซ่ฮึง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนทดล กิติกัมรา
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5401/2556
#544510
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ถือว่าคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาจึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องพิจารณาอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบถ่านหินพิพาทแก่โจทก์ หากส่งมอบไม่ได้ให้ชำระเงิน 739,139.02 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 25,500,296.19 บาท และใช้ค่าเสียหาย 121,677.79 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,197,883.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินทั้งหมดดังกล่าว นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาล ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย 7,635,366.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในถ่านหินพิพาทและมีสิทธินำถ่านหินพิพาทและ/หรือนำเงินที่ได้จากการขายถ่านหินพิพาทไปใช้ได้ทันทีหรือไม่

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกวิธีการข้อ (2) ที่ให้อายัดเงินค่าขายถ่านหินพิพาท ซึ่งศาลกำหนดไว้ในคำสั่งชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2552

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า การที่ศาลฎีกาจะพิจารณาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งชั่วคราวก่อนพิพากษา ฉบับลงวันที่ 20 มกราคม 2552 ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีนี้แล้ว เนื่องจากคดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขอให้งดการพิจารณา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าคดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ถือว่าคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางถึงที่สุดแล้ว ทำให้ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องพิจารณาอีกต่อไป

อนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งโดยมิได้กำหนดในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยแลนด์ แอนทราไซท์ จำกัด
จำเลย — บริษัทคาเธย์ ชิปปิ้ง แอนด์ เฟรท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมควร วิเชียรวรรณ
อร่าม เสนามนตรี
อร่าม แย้มสอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5388/2556
#541538
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจงใจเขียนเช็คทั้งสองฉบับด้วยการลงลายมือชื่อในเช็คไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้แก่ธนาคารและจงใจเขียนตัวเลขอารบิกให้แตกต่างกันอีก พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เนื่องจากจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงินในบัญชีของธนาคารดังกล่าวการกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต 7 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1))อันเป็นการกระทำความผิดสองกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 10 เดือน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทให้แก่ผู้เสียหาย 2 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับแรก สั่งจ่ายเงิน 500,000 บาท ฉบับที่สองสั่งจ่ายเงิน 550,000 บาท เช็คทั้งสองฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 เมื่อถึงวันดังกล่าวผู้เสียหายนำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเบิกความยอมรับว่าเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยลงลายมือชื่อมอบให้ผู้เสียหายเพื่อชำระหนี้ค่าแชร์และเป็นหนี้เงินกู้ยืมผู้เสียหายรวมเป็น 1,050,000 บาท และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจริง สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2547 กำหนดชำระเงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยคืนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 แต่เบิกความปฏิเสธว่า เช็คพิพาทที่จำเลยมอบให้โจทก์นั้น จำเลยไม่ได้ลงวันที่ในเช็ค โจทก์มีผู้เสียหายและสิบตำรวจเอกศิริ เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า เมื่อถึงกำหนดเวลาชำระหนี้วันที่15 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยไม่มีเงินชำระ แต่ได้ออกเช็คพิพาท 2 ฉบับ ให้แก่ผู้เสียหายไว้เป็นการชำระหนี้ จำเลยลงลายมือชื่อ จำนวนเงินแต่ยังไม่ได้ลงวันที่ออกเช็ค ต่อมาจำเลยพูดคุยตกลงกับผู้เสียหาย จำเลยจึงได้ลงวันที่เช็คทั้งสองฉบับ เป็นวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 ต่อหน้าตน เท่ากับว่าผู้เสียหายยอมให้จำเลยเลื่อนวันชำระหนี้ แต่เมื่อเช็คทั้งสองฉบับถึงกำหนดผู้เสียหายนำไปขึ้นเงินที่ธนาคารปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โดยให้เหตุผลว่า ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้ ผู้เสียหายและสิบตำรวจเอกศิริไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่น่าระแวงว่าเบิกความปรักปรำจำเลย คำเบิกความมีน้ำหนักให้รับฟัง เมื่อพิจารณาประกอบกับวันที่ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยเขียนเลขอารบิก วันที่ 20 กับเดือน 2 ก็ยังเขียนต่างกัน แม้จำเลยมีพันตำรวจเอกสมชาย เบิกความเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญได้ความว่า ตัวเลขอารบิกในช่องวันสั่งจ่ายรูปลักษณะแตกต่างกัน ลายเส้นแตกต่างกัน เป็นลายมือชื่อของคนละคน แต่พยานได้ตอบโจทก์ถามค้านว่า โดยปกติบุคคลสามารถดัดแปลงการเขียนแต่ละครั้งได้เหมือนกัน จึงเป็นไปได้ว่าจำเลยจงใจเขียนเช็คทั้งสองฉบับด้วยการลงลายมือชื่อในเช็คไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้ไว้แก่ธนาคารและจงใจเขียนตัวเลขอารบิก เลข 2 ให้แตกต่างกันอีก พฤติการณ์ดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เนื่องจากจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงินในบัญชีของธนาคารดังกล่าวการกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับสั่งจ่ายจำนวนเงิน 500,000 บาท และจำนวนเงิน 550,000 บาท เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — นางปรองอุไร เขียวอำไพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายสฤษดิ์ ศรีแฉล้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สุนทร ทรงฤกษ์
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5372/2556
#554784
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง แต่เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงกำหนดโทษตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังนี้ การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้นำโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวมากำหนดโทษจำเลยเท่านั้น เมื่อคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 และคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ศาลจึงมีอำนาจที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91, 97 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157/1 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 10 เดือน 20 วัน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จะเพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง แต่เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทจึงกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังนี้ การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 เพียงแต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้นำโทษตามบทบัญญัติดังกล่าวมากำหนดโทษจำเลยเท่านั้น เมื่อคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 และคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษจำเลยเป็นการกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ศาลจึงมีอำนาจที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 157/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยบาดาล
จำเลย — นายประสิทธิ์ ลอยสายออ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยบาดาล — นายสุเนตร สาทา
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2556
#554750
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว อำนาจในการสั่งคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ย่อมเป็นของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาสั่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองประโยชน์นั้น จึงไม่ชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้การที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นจะไม่ชอบก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยทั้งสองเพราะเหตุที่ยื่นล่วงพ้นกำหนดเวลาโดยมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาตามคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น จึงไม่ถูกต้อง

การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีนี้ได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ได้ฟ้องและมีคำขอให้ใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์มิได้รับประโยชน์ในที่ดินพิพาท ฉะนั้น การที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองนำรายได้จากที่ดินพิพาทหลังหักค่าใช้จ่ายมาวางศาลชั้นต้นจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะมีคำพิพากษา ย่อมเป็นการนอกฟ้องและเกินคำขอ และแม้โจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็ยังไม่อาจขอให้ศาลบังคับตามคำขอคุ้มครองประโยชน์นั้นได้ กรณีจึงไม่อยู่ในกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว คำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้คุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2846, 1980, 2724 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ระหว่างนายฮู้ กับจำเลยที่ 1 เพิกถอนนิตกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2724 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เพิกถอนนิติกรรมการโอนรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2832 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2846, 1980, 2724 ให้แก่โจทก์แปลงละครึ่งหนึ่งและที่ดินโฉนดเลขที่ 2832 ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 16 ไร่ 93 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่จดทะเบียนให้โจทก์ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2846, 1980, 2724 และเลขที่ 2832 ออกขายทอดตลาด นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวแบ่งให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 869,399.50 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าของที่ดินพิพาทตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 869,399.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้โจทก์หรือขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้นนั้น เป็นคำขอให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ที่ซ้ำซ้อนกับคำขอแบ่งที่ดิน จึงไม่อาจกำหนดให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำขอในส่วนนี้ได้ เพราะจะทำให้โจทก์ได้ประโยชน์เกินกว่าส่วนที่โจทก์ควรจะได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ กับยกคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนรับมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 2854 ตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์เกี่ยวกับผลประโยชน์ดอกผลในที่ดินพิพาทจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2832 ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาท ซึ่งประกอบกิจการสวนยางและมีการเก็บผลประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว ให้นำวิธีการคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ระหว่างพิจารณามาใช้เกี่ยวกับรายได้ในกิจการสวนยาง ตั้งนายประชา เป็นผู้จัดการทรัพย์พิพาท ให้นำเงินที่ได้จากกิจการดังกล่าวหลังหักค่าใช้จ่ายกึ่งหนึ่งมาวางศาลทุกเดือน

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา และคำสั่งแต่งตั้งนายประชา เป็นผู้จัดการทรัพย์พิพาท รวมทั้งสั่งคืนเงินทั้งหมดที่ได้จากที่ดินพิพาทดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองได้นำส่งศาลไว้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2551 จำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2551 ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ และในวันที่ 22 กันยายน 2551 โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว อำนาจในการสั่งคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ ตามมาตรา 264 ก็ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่จะพิจารณาสั่ง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้คุ้มครองประโยชน์นั้นจึงไม่ชอบ เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นจะไม่ชอบก็ตาม แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) และมาตรา 27 ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยทั้งสองเพราะเหตุที่ยื่นล่วงพ้นกำหนดเวลาโดยมิได้วินิจฉัยในเนื้อหาตามคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น จึงไม่ถูกต้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อมาว่า ตามคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์มีเหตุสมควรที่จะให้คุ้มครองประโยชน์ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ แม้อำนาจในการสั่งคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาจะอยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อมิให้เป็นการล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาวินิจฉัยเสียก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า การร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาหรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 นั้น จะต้องเป็นการร้องขอให้คุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ หรือประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดีได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษา คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยโจทก์ไม่ได้ฟ้องและมีคำขอให้ใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์มิได้รับประโยชน์ในที่ดินพิพาท ฉะนั้น การที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองนำรายได้จากที่ดินพิพาทหลังหักค่าใช้จ่ายมาวางศาลชั้นต้นจนกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะมีคำพิพากษา ย่อมเป็นการนอกฟ้องและเกินคำขอ และแม้โจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดีนี้ก็ยังไม่อาจขอให้ศาลบังคับตามคำขอคุ้มครองประโยชน์นั้นได้ กรณีจึงไม่อยู่ในกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว คำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะให้คุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งคุ้มครองประโยชน์ตามคำร้องของโจทก์ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ยกคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของจำเลยทั้งสอง และยกคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ของโจทก์เสีย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 243 (1) ม. 247 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนาบ พรหมพัฒน์หรือพรหมพัด
จำเลย — นายก้องเกียรติ ตันบี่ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระนอง — นางสาวนภา พัชรโกมล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายปัญญา ช่อมณี
ชื่อองค์คณะ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วันทนี กีรติพิบูล
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5232/2556
#544492
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ร่วมเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยด่าว่ามารดาจำเลยด้วยถ้อยคำรุนแรงและพูดท้าทายจำเลยเป็นทำนองให้ไปต่อสู้กันในที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพราะถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม อันเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ดังนี้โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ม. ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนโจทก์ร่วมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการกับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 และ มาตรา 44/1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานายมนัส โดยนายมานพ ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนข้อหามีและพาอาวุธปืนโจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาตและยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล 150,000 บาท ค่าเจ็บปวดทนทุกข์ทรมาน 150,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการที่ผู้เสียหายช่วยบิดามารดาทำงาน 117,000 บาท และค่าขาดรายได้จากการที่บิดามารดาต้องหยุดทำงานเพื่อดูแลผู้เสียหายเป็นเวลา 3 เดือน คิดเป็นเงิน 100,000 บาท รวมเป็นค่าสินไหมทดแทน 517,000 บาท

จำเลยให้การคดีในส่วนแพ่ง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืน(ที่ถูก มีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น) และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 16 เดือน กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 90,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 72 ลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกของจำเลยในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วม นายศักดา นายสำราญ นายคหบดี และนายนัทพงศ์ เป็นประจักษ์พยาน ส่วนจำเลยมีจำเลยและนายคณิต เป็นพยานเห็นว่า แม้นประจักษ์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมต่างเป็นเพื่อนของโจทก์ร่วม และให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนหลังเกิดเหตุนาน 1 เดือนเศษก็ตาม แต่พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้ง 4 ปากดังกล่าวต่างรู้จักจำเลย ทั้งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความเพื่อช่วยเหลือโจทก์ร่วมและปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวได้ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความยืนยันว่า จำเลยยิงปืนในที่เกิดเหตุ 2 นัด นัดแรกยิงขึ้นฟ้า นัดที่สองยิงโจทก์ร่วม มิได้ให้การถึงข้อเท็จจริงดังที่จำเลยอ้าง สำหรับนายคณิต พยานจำเลยเพิ่งมาเบิกความว่า จำเลยตบหน้าโจทก์ร่วม 1 ครั้ง หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เป็นเสียงปืนของโจทก์ร่วม แล้วโจทก์ร่วมวิ่งไปทางทิศตะวันตก ส่วนจำเลยรีบลงหมอบและใช้ปืนยิงไปทางทิศตะวันตก โดยจำเลยมิได้อ้างนายคณิตเป็นพยานในชั้นสอบสวนตั้งแต่แรก ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าไม่อยากให้การพาดพิงถึงนายคณิตจึงเป็นข้อพิรุธ ทั้งจำเลยเบิกความเพียงว่า ขณะเดินกลับไปขับรถจักรยานยนต์ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด โดยไม่ได้ระบุว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้ยิง ซึ่งแตกต่างจากคำเบิกความของนายคณิต นอกจากนี้หากในขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมหรือพวกของโจทก์ร่วมมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย โจทก์ร่วมคงไม่ยินยอมให้จำเลยใช้อาวุธปืนจี้ที่หน้าผากเพื่อข่มขู่และตบหน้า ทั้งยังต้องวิ่งหลบหนีไปจากที่เกิดเหตุ และพวกของโจทก์ร่วมซึ่งมีอาวุธปืนติดตัวไปคงไม่เพียงเข้าไปห้ามปรามเท่านั้น แต่อาจจะใช้อาวุธปืนข่มขู่ให้จำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุด้วย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้รับบาดแผลกระสุนปืนที่ไหล่ซ้ายด้านหลัง จึงน่าเชื่อว่าเป็นบาดแผลที่ถูกยิงขณะจำเลยวิ่งไล่ติดตามโจทก์ร่วม หาใช่จำเลยยิงปืนขณะโจทก์ร่วมกำลังหันหลังวิ่งหนีตามฎีกาของจำเลยไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องต้องกัน จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมขณะจำเลยวิ่งไล่ติดตามโจทก์ร่วมไป พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จึงมิใช่เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่โจทก์ร่วมตะโกนด่ามารดาจำเลย ซึ่งเป็นผู้บังเกิดเกล้าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายแล้วยังพูดท้าทายจำเลยเป็นทำนองให้ไปต่อสู้กันในที่เกิดเหตุเมื่อจำเลยไปถึง โจทก์ร่วมยังด่ามารดาจำเลยด้วยถ้อยคำที่หยาบคายอีก ถือได้ว่าเป็นการข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายก่อเหตุโดยด่าว่ามารดาจำเลยด้วยถ้อยคำรุนแรงและพูดท้าทายจำเลยเป็นทำนองให้ไปต่อสู้กันในที่เกิดเหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำเพราะถูกโจทก์ร่วมข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และ 72 โจทก์ร่วมไม่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ก่อให้จำเลยกระทำความผิด ดังนี้ โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) นายมานพ ผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนโจทก์ร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 กับยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายมนัส โดยนายมานพ ผู้แทนโดยชอบธรรมเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม 90,000 บาท สูงเกินส่วน จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของนายมนัส โดยนายมานพ ผู้แทนโดยชอบธรรม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 30 ม. 44/1
ป.อ. ม. 72 ม. 80 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
นายมนัส หนูแก้ว โดยนายมานพ หนูแก้ว
โจทก์ร่วม — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — นายอำมร นะระโต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสุระสิทธิ์ พันธุ์อุดม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายอรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
สบโชค สุขารมณ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2556
#562725
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ประกันจะนำตัวจำเลยมายังศาลชั้นต้นตามกำหนดนัดที่ศาลชั้นต้นระบุไว้ในใบนัดให้ส่งตัวจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ศาลว่าในวันดังกล่าวจำเลยและผู้ประกันมาศาลเพื่อยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อเจ้าพนักงานศาลตรวจสอบแล้วปรากฏว่าล่วงเลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และสอบถามจำเลยแล้วประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ จำเลยและผู้ประกันจึงให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนคำร้องเพื่อขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนคำร้องให้จำเลยและผู้ประกันแล้วได้แจ้งให้จำเลยและผู้ประกันรอฟังคำสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วจำเลยและผู้ประกันไม่มาฟังคำสั่ง พฤติการณ์ของจำเลยและผู้ประกันดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยและผู้ประกันมาศาลตามกำหนดนัดในใบนัดของศาลชั้นต้นเพื่อยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ประกันจึงผิดสัญญาประกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 12 โดยอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2555 จำเลยและผู้ประกันมาศาลพร้อมนำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นต่อศาลชั้นต้น เมื่อเจ้าพนักงานศาลตรวจสอบแล้วปรากฏว่าล่วงเลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้วและจำเลยยังประสงค์ที่จะอุทธรณ์ จำเลยและผู้ประกันจึงให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนคำร้องเพื่อขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนคำร้องให้จำเลยและผู้ประกันแล้วเสนอต่อศาลชั้นต้น พร้อมแจ้งให้จำเลยและผู้ประกันรอฟังคำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ถึง 14.30 นาฬิกา เจ้าพนักงานศาลประกาศเรียกจำเลยและผู้ประกัน แต่จำเลยและผู้ประกันไม่มาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ของจำเลยและผู้ประกันตามรายงานเจ้าหน้าที่ส่อแสดงให้เห็นว่าผู้ประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามสัญญาประกัน ให้ปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญาประกัน

ผู้ประกันอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ประกันฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ประกันว่า ผู้ประกันผิดสัญญาประกันหรือไม่ โดยผู้ประกันฎีกาว่า ผู้ประกันได้นำตัวจำเลยมาส่งต่อศาลชั้นต้นตามกำหนดนัดที่ศาลชั้นต้นได้ระบุไว้ในใบนัดให้ส่งตัวจำเลยในวันที่ 19 มีนาคม 2555 เวลา 9 นาฬิกา แล้ว ผู้ประกันจึงหมดหน้าที่ในฐานะผู้ประกันนั้น เห็นว่า แม้ผู้ประกันจะนำตัวจำเลยมายังศาลชั้นต้นตามกำหนดนัดที่ศาลชั้นต้นระบุไว้ในใบนัดให้ส่งตัวจำเลยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ศาลว่าในวันดังกล่าวจำเลยและผู้ประกันมาศาลเพื่อยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อเจ้าพนักงานศาลตรวจสอบแล้วปรากฏว่าล่วงเลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และสอบถามจำเลยแล้วประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ จำเลยและผู้ประกันจึงให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนคำร้องเพื่อขอให้ศาลพิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขียนคำร้องให้จำเลยและผู้ประกันแล้วได้แจ้งให้จำเลยและผู้ประกันรอฟังคำสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้วจำเลยและผู้ประกันไม่มาฟังคำสั่ง พฤติการณ์ของจำเลยและผู้ประกันดังกล่าวเห็นได้ว่า จำเลยและผู้ประกันมาศาลตามกำหนดนัดในใบนัดของศาลชั้นต้นเพื่อยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าผู้ประกันได้ส่งมอบตัวจำเลยต่อศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ประกันจึงผิดสัญญาประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ประกันฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 112
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
ผู้ประกัน — นางยาวาเฮ ดาโอะ
จำเลย — นายอับดุลกานี ผดุงรักษ์ศาสตร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสนธนัชชัย จันทร์พานิช
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายกีรติ เชียงปวน
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5217/2556
#583715
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ นั้นเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาจะอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถือเจตนารมณ์ของผู้อนุญาตและความยุติธรรมที่คู่ความพึงจะได้รับเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำแต่ละคำในตัวบท มิฉะนั้นแล้วผลจะกลายเป็นว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นเห็นควรนำปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ตามที่คู่ความร้องขอ แต่ใช้ข้อความคลาดเคลื่อนไปจากตัวบท กลับเป็นผลร้ายแก่คู่ความซึ่งประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า กรณีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อนุญาตให้อุทธรณ์ได้ แม้ไม่ปรากฏว่ามีข้อใดที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ได้ กรณีย่อมถือได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 341, 352, 353

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ให้ประทับฟ้อง ส่วนข้อหาอื่นและจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องว่า กรณีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อนุญาตให้อุทธรณ์ และมีคำสั่งในอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า กรณีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อนุญาตให้อุทธรณ์ได้ ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาจะอนุญาตให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถือเจตนารมณ์ของผู้อนุญาตและความยุติธรรมที่คู่ความพึงจะได้รับเป็นสำคัญยิ่งกว่าถ้อยคำแต่ละคำในตัวบท มิฉะนั้นแล้วผลจะกลายเป็นว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นเห็นควรนำปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาสำคัญสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ตามที่คู่ความร้องขอ แต่ใช้ข้อความคลาดเคลื่อนไปจากตัวบท กลับเป็นผลร้ายแก่คู่ความซึ่งประสงค์จะให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นปัญหาสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของโจทก์ที่ขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่า กรณีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ อนุญาตให้อุทธรณ์ได้ แม้ไม่ปรากฏว่ามีข้อใดที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ได้ กรณีย่อมถือได้ว่ามีการอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 22 ทวิ ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แล้ว โจทก์จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 22 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มูลนิธิความหวังของชาวไทย
จำเลย — มูลนิธิสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายถิรายุ สุวรรณรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรศักดิ์ บุญเกษม
ชื่อองค์คณะ
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5216/2556
#541521
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก มีกำหนด 1 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ที่ถูก มาตรา 3 (ก)) ประกอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า กักขังจำเลยแทนโทษจำคุก มีกำหนด 1 เดือน ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยภายหลังลดโทษให้กึ่งหนึ่งเพราะเหตุให้การรับสารภาพแล้วมีกำหนด 1 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้เปลี่ยนโทษจำคุก 1 เดือน เป็นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุก มีกำหนด 1 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย คดีจึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นายสมศักดิ์ คณะวงษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายรัตตัญญู จิรทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายธนาคม ลิ้มภักดี
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
สบโชค สุขารมณ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5197/2556
#559114
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง และ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 ซึ่งบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวบัญญัติในทำนองเดียวกันว่า ผู้กระทำความผิดจะต้องเป็นผู้ที่ขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อย หรือเลี้ยงสัตว์บนทางหรือทางจราจร โดยไม่มีบทสันนิษฐานให้ถือว่าเจ้าของสัตว์เป็นผู้กระทำความผิด หรือบัญญัติให้เจ้าของสัตว์จะต้องรับผิดตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว แม้จะมิได้เป็นผู้ขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อยหรือเลี้ยงสัตว์ด้วยตนเองก็ตาม ดังนี้ นอกจากโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นเจ้าของโคตัวที่ก่อเหตุแล้ว โจทก์ยังต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแลโคตัวดังกล่าวและปล่อยให้วิ่งขึ้นไปบนทางจราจรหรือจำเลยปล่อยให้โคเดินไปตามลำพังและวิ่งขึ้นไปบนทางจราจรโดยจำเลยมิได้ควบคุมดูแลหรือมอบหมายให้บุคคลใดช่วยควบคุมดูแล แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลโคในขณะเกิดเหตุอย่างไร และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า มีบุคคลอื่นควบคุมดูแลโคแทนจำเลยหรือจำเลยมิได้ควบคุมดูแลโคของตนเองแต่ปล่อยให้โคเดินไปตามลำพังไปรวมกับฝูงโคของบุคคลอื่น พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอให้รับฟังว่า จำเลยเป็นผู้ที่ขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อย หรือเลี้ยงสัตว์ บนทางหรือทางจราจรอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111, 148 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 46, 73/1

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111, 148 (เดิม) พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง, 73/1 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทางหลวง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามและจำเลยต่างนำสืบข้อเท็จจริงเจือสมกันในข้อสาระสำคัญ คงแตกต่างเฉพาะเรื่องถ้อยคำที่จำเลยพูดกับสิบตำรวจโทณรงค์และนางสาวนิภาพรว่า จำเลยยอมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือยอมรับแบบมีเงื่อนไขโดยพูดทำนองว่า หากโคตัวที่วิ่งชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์เป็นของจำเลยจริง จำเลยจึงจะยอมซ่อมรถให้ ในข้อนี้เห็นว่า แม้โจทก์จะมีเพียงสิบตำรวจโทณรงค์และนางสาวนิภาพรซึ่งเป็นคู่กรณีกับจำเลยมาเบิกความ แต่การที่จะรับฟังพยานหลักฐานโจทก์ว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่เพียงใด หาได้ขึ้นอยู่จำนวนพยานไม่ แต่ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือในคำเบิกความของพยานที่นำมาสืบเป็นสำคัญ หากพยานโจทก์ที่นำมาสืบรับฟังได้ว่าเบิกความไปตามที่รู้เห็นเหตุการณ์จริงแล้ว แม้โจทก์จะมิได้นำพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมาเบิกความ ก็ไม่มีผลทำให้น้ำหนักคำเบิกความของพยานที่รับฟังได้ดังกล่าวเสียไปหรือลดความน่าเชื่อถือลงแต่ประการใด พยานโจทก์ทั้งสองปากเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ต่างเบิกความเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์เป็นลำดับขั้นตอนสอดคล้องต้องกันอย่างสมเหตุสมผล ทั้งยังอ้างถึงบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งมีตัวตนอยู่จริง โดยเฉพาะที่อ้างถึงนายเนียนกับนายบุญนาคซึ่งเป็นน้องชายและพี่ชายของจำเลยเอง หากพยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความไม่ตรงตามความจริง จำเลยย่อมสามารถนำบุคคลทั้งสองมานำสืบหักล้างคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากได้โดยง่าย เมื่อจำเลยมิได้นำมาสืบหักล้าง จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะให้สงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองปากอาจมิได้เบิกความตามความจริงทั้งหมด ส่วนที่นายอนุสรณ์มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยมาที่อู่ซ่อมรถของบิดานายอนุสรณ์ และพูดว่าหากโคที่มาชนรถเป็นของจำเลย จำเลยก็ยอมซ่อมรถให้นั้น นายอนุสรณ์เบิกความรับว่าเคยให้การในชั้นสอบสวน ตามบันทึกคำให้การในวันเกิดเหตุจำเลยยอมรับว่าโคที่ชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์เป็นโคของจำเลยและยอมรับผิดโดยตกลงจะซ่อมรถให้ ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีข้อโต้แย้งหรือเงื่อนไขในการยอมรับผิดดังที่นายอนุสรณ์เบิกความแต่อย่างใด คำเบิกความของนายอนุสรณ์จึงมีลักษณะเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลยผู้เป็นอา คำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์จึงรับฟังเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความ เมื่อพิจารณาคำเบิกความของสิบตำรวจโทณรงค์และนางสาวนิภาพรประกอบคำให้การชั้นสอบสวนของนายอนุสรณ์แล้วเชื่อว่า จำเลยยอมรับผิดกับสิบตำรวจโทณรงค์และนางสาวนิภาพรโดยไม่มีข้อโต้แย้งหรือเงื่อนไข ส่วนที่จำเลยอ้างทำนองว่า เหตุที่ยอมรับผิดในวันเกิดเหตุ เนื่องจากภายหลังจากพาสิบตำรวจโทณรงค์และนางสาวนิภาพรไปที่อู่ซ่อมรถของนายอนุสรณ์แล้วจำเลยกลับไปดูที่คอกโคของจำเลยและเห็นว่าโคของจำเลยยังอยู่ครบ ทำให้ทราบว่าโคตัวที่วิ่งชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์ไม่ใช่โคของจำเลยนั้น เห็นว่า ก่อนที่สิบตำรวจโทณรงค์จะไปตามจำเลยมาที่เกิดเหตุ นายเนียนน้องชายจำเลยยืนยันก่อนหน้านั้นแล้ว โคตัวดังกล่าวเป็นของจำเลย สิบตำรวจโทณรงค์จึงไปตามจำเลยมาสอบถามเพื่อยืนยันอีกครั้งว่าเป็นโคของจำเลยจริงหรือไม่ เมื่อจำเลยมาถึงที่เกิดเหตุ สิบตำรวจโทณรงค์ชี้ไปที่โคตัวที่วิ่งชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์ให้บุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุดูและถามจำเลย จำเลยก็รับว่าเป็นโคของจำเลยโดยไม่ลังเล พฤติการณ์ชี้ชัดว่าจำเลยจำโคของตนเองได้แน่นอน เพราะหากจำเลยไม่แน่ใจว่าโคตัวดังกล่าวเป็นของตนเองจริง จำเลยน่าจะขอกลับไปตรวจสอบที่คอกโคของตนเองให้แน่ใจเสียก่อนว่าโคตัวที่สิบตำรวจโทณรงค์ชี้ให้ดูนั้นเป็นโคของจำเลยหรือไม่ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าคอกโคของจำเลยอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 300 เมตร เท่านั้น และไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดขวางมิให้จำเลยทำการตรวจสอบโคของตนที่คอกโคก่อนแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยอ้างทำนองว่า จำเลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโคของจำเลย เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวมีชาวบ้านหลายคนเลี้ยงโคนั้น เห็นว่า ในวันที่สิบตำรวจโทณรงค์นำรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์ไปที่อู่ซ่อมรถตามที่จำเลยนัด จำเลยก็มิได้มาบอกแก่สิบตำรวจโทณรงค์ว่าไปตรวจสอบที่คอกโคของตนแล้ว จึงทราบว่าโคของตนมิได้หลุดออกไปจากคอกโควิ่งไปชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์ ทั้งมิได้พาสิบตำรวจโทณรงค์และนางสาวนิภาพรไปดูที่คอกโคของจำเลยเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าเป็นการเข้าใจผิดดังที่จำเลยอ้าง แต่กลับบอกว่าไม่มีเงินไม่อยากซ่อมรถให้ นอกจากนี้ จำเลยก็มิได้บอกว่าโคตัวที่จำเลยยอมรับว่าเป็นของจำเลยในวันเกิดเหตุนั้นเป็นโคของใคร และมิได้นำนายเนียนมายืนยันว่านายเนียนก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโคของจำเลยเช่นกัน ข้ออ้างของจำเลยจึงเป็นพิรุธ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า โคตัวที่วิ่งชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์เป็นโคของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีข้อสงสัยในปัญหาดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111 และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ซึ่งบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวบัญญัติทำนองเดียวกันว่า ผู้กระทำความผิดจะต้องเป็นผู้ที่ขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อย หรือเลี้ยงสัตว์บนทางหรือทางจราจร โดยไม่มีบทสันนิษฐานให้ถือว่าเจ้าของสัตว์เป็นผู้กระทำความผิด หรือบัญญัติให้เจ้าของสัตว์จะต้องรับผิดตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว แม้จะมิได้เป็นผู้ขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อยหรือเลี้ยงสัตว์ด้วยตนเองก็ตาม ดังนี้ นอกจากโจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยเป็นเจ้าของโคตัวที่ก่อเหตุแล้ว โจทก์ยังต้องนำสืบให้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ควบคุมดูแลโคตัวดังกล่าวและปล่อยให้วิ่งขึ้นไปบนทางจราจร หรือจำเลยปล่อยให้โคเดินไปตามลำพังและวิ่งขึ้นไปบนทางจราจรโดยจำเลยมิได้ควบคุมดูแลหรือมอบหมายให้บุคคลใดช่วยควบคุมดูแล แต่ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าก่อนเกิดเหตุ โคของจำเลยเดินอยู่ตรงบริเวณป่าละเมาะข้างทางรวมกับฝูงโคประมาณ 10 ตัว โดยมีชายคนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแล เมื่อโคของจำเลยวิ่งชนรถยนต์กระบะของสิบตำรวจโทณรงค์แล้ว ก็กลับเข้าไปอยู่ในฝูงโคที่ชายคนดังกล่าวเป็นผู้ควบคุมดูแลเช่นเดิม ส่วนจำเลยอยู่ที่บ้านของจำเลย แม้บ้านจำเลยจะอยู่ห่างจากจุดที่ชายคนดังกล่าวเลี้ยงโคประมาณ 50 เมตร แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลโคของชายคนดังกล่าวในขณะเกิดเหตุอย่างไร และโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ชายคนดังกล่าวมิได้เป็นควบคุมดูแลโคแทนจำเลยหรือจำเลยมิได้ควบคุมดูแลโคของตนเองแต่ปล่อยให้โคเดินไปตามลำพังไปรวมกับฝูงโคของชายคนดังกล่าว นอกจากนี้ไม่มีพยานโจทก์ หรือเจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุคนใดถามจำเลยและชายที่เลี้ยงโคว่าใครเป็นผู้ควบคุมดูแลโคตัวที่ก่อเหตุในขณะเกิดเหตุ เพียงแต่ถามว่าโคเป็นของใครเท่านั้น พนักงานสอบสวนก็มิได้เรียกชายที่เลี้ยงโคมาสอบถาม พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่พอให้รับฟังว่า จำเลยเป็นผู้ที่ขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อย หรือเลี้ยงสัตว์บนทางจราจรอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 ม. 46 ม. 73/1
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 111 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม
จำเลย — นายกบวน วงษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครพนม — นายรุ่งสง่า นวลนุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางอภิรดี โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5185/2556
#538055
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยกับพวกร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าว โดยให้ที่พำนักพักพิงที่หลบซ่อน ก่อนนำขึ้นรถยนต์กระบะเพื่อขนพาคนต่างด้าวจากบ้านทุ่งมะกอก ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปส่งที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่า จำเลยขับรถยนต์โดยสารพาคนต่างด้าวจำนวน 7 คน ไปส่งที่สวนมะม่วงของ ป. เพื่อรอส่งต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ก็ถือเป็นการกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใด ๆ ตามองค์ประกอบบทบัญญัติดังกล่าว หาใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ อันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้ามือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 (ที่ถูก 64 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า วันที่ 7 มิถุนายน 2548 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์รับจ้างส่งผู้โดยสารจากท่ารถตลาดสดเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนไปบ้านกลาง ระหว่างทางผ่านบ้านทุ่งมะกอก มีผู้โดยสารเป็นคนต่างด้าวลงจากรถ ต่อมาเวลา 23.30 นาฬิกา จ่าเอกกมล ปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนกับพวกจับกุมนายธรรมและนายสมจิตรได้ที่กระท่อมในสวนมะม่วงของนายประกอบที่บ้านทุ่งมะกอก และจับกุมคนต่างด้าวจำนวน 10 คน ได้ในสวนดังกล่าว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์นำสืบ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้อง และไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ หรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า จำเลยกับพวกร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าว โดยให้ที่พำนักพักพิง ที่หลบซ่อน ก่อนนำขึ้นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บธ 9277 เชียงใหม่ เพื่อขนพาคนต่างด้าวจากบ้านทุ่งมะกอก ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปส่งที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้คนต่างด้าวดังกล่าวพ้นจากการจับกุม เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความว่า จำเลยขับรถยนต์โดยสารพาคนต่างด้าว จำนวน 7 คน ไปส่งที่สวนมะม่วงของนายประกอบเพื่อรอส่งต่อไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ก็ถือเป็นการกระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใด ๆ ตามองค์ประกอบของบทบัญญัติดังกล่าว หาใช่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ อันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
จำเลย — นายอานัน แก้วศรีศักดา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นายป้อมเพชร ไชยญาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายราเชนทร์ วัชรพงศ์
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ชาติชาย อัครวิบูลย์
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5181/2556
#554821
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำใบเสนอราคาคอนกรีตเทรองพื้นและคอนกรีตโครงสร้างต่อโจทก์มีการระบุถึงรายละเอียดของรายการสินค้าประเภทคอนกรีตเทรองพื้นและคอนกรีตโครงสร้างพร้อมราคาไว้ และจำเลยยังระบุเงื่อนไขเพื่อประกอบการพิจารณาของโจทก์ไว้รวม 9 ข้อ ในใบเสนอราคาดังกล่าว โดยข้อ 4 ระบุถึงการติดตั้งเครื่องผสมคอนกรีต ณ หน้างานก่อสร้าง กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จ 30 วัน นับจากวันทำสัญญา และในข้อ 9 ระบุถึงการที่ผู้ซื้อมีเหตุจำเป็นต้องซื้อคอนกรีตจากผู้ขายรายอื่นเนื่องจากเหตุที่ผู้ขายไม่สามารถให้บริการได้ ผู้ขายยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ซื้อในอัตราค่าเสียหายตามความเป็นจริง ซึ่งในข้อ 4 และข้อ 9 นี้เท่านั้นที่ได้กล่าวถึงสัญญาและสัญญาซื้อขายไว้ แม้จะมิได้ระบุว่าสัญญาและสัญญาซื้อขายจะต้องทำเป็นหนังสือกันในภายหลังดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาใบเสนอราคาดังกล่าวในข้อ 7 ที่ระบุให้ผู้ซื้อซึ่งหมายถึงโจทก์ต้องออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารเท่ากับมูลค่า 2,000,000 บาท โดยผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมธนาคารที่เกิดขึ้นด้วย แต่โจทก์กลับมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามใบเสนอราคาในข้อ 7 นี้ โดยขอออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามวงเงินประกันแต่อย่างใดและแสดงให้เห็นว่า โจทก์เองก็มิได้ตกลงโดยยินยอมที่จะผูกพันและปฏิบัติตามใบเสนอราคาดังกล่าวทั้งหมดทุกข้อ ที่โจทก์ให้จำเลยปฏิบัติตามใบเสนอราคาเฉพาะในข้อ 9 ซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ แต่กลับไม่ยอมปฏิบัติตามใบเสนอราคาในข้อ 7 ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญที่จำเลยได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์จะต้องตกลงด้วยในข้อนี้ การที่โจทก์ยังมิได้ขอออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามใบเสนอราคาข้อ 7 นี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงตามใบเสนอราคากันทั้งหมดทุกข้อแล้ว ใบเสนอราคาที่จำเลยทำถึงโจทก์เป็นเพียงการทำความเข้าใจกันกับโจทก์ไว้เฉพาะบางสิ่งบางอย่างในเบื้องต้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะได้ระบุไว้ก็หาเป็นการผูกพันจำเลยไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การที่โจทก์ซื้อคอนกรีตจากจำเลยเรื่อยมา ก็เป็นเพียงการซื้อขายสินค้าเฉพาะสิ่งตามรายการที่มีการส่งมอบให้แก่กันเป็นคราว ๆ ไปเท่านั้น มิได้เป็นคำสนองเข้ารับทำสัญญาตามใบเสนอราคาดังกล่าว

โจทก์ว่าจ้าง ส. เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและปรับพื้นที่ในส่วนที่จำเลยก่อสร้างขึ้นเพื่อผลิตคอนกรีตส่งให้แก่โจทก์เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 70,000 บาท เมื่อตามใบเสนอราคาข้อ 4 ระบุถึงการติดตั้งเครื่องผสมคอนกรีต ณ หน้างานก่อสร้าง กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จ 30 วัน นับจากวันทำสัญญา แสดงให้เห็นว่าจำเลยก่อสร้างหรือติดตั้งเครื่องผสมคอนกรีตขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ได้ยินยอมให้จำเลยอยู่บนพื้นที่ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่และต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป แต่โจทก์กลับว่าจ้าง ส. รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป โดยจำเลยมิได้ตกลงว่าจะเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่มีความรับผิดตามสัญญาที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ เมื่อคดีโจทก์ไม่มีมูลให้รับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญา ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคาร 600,000 บาท ที่จำเลยยึดถือไว้คืนแก่โจทก์ ก็ไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยได้ยึดถือไว้เกี่ยวด้วยกับใบเสนอราคาหรือไม่อย่างไร จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 446,056 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 435,176.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำใบเสนอราคาคอนกรีตเทรองพื้น และคอนกรีตโครงสร้างต่อโจทก์ เพื่อนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างหลังคาคลุมลานกองถ่าน และงานก่อสร้างฐานรองเครื่องจักรบริเวณเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ที่โจทก์ประมูลงานมาจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และโจทก์ซื้อคอนกรีตเทรองพื้นและคอนกรีตโครงสร้างจากจำเลยเรื่อยมา ต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งคอนกรีตให้แก่โจทก์ได้ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องซื้อคอนกรีตจากบริษัทผลิตภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง จำกัด ในราคาที่สูงกว่าซื้อจากจำเลยเป็นเงิน 544,840.20 บาท และโจทก์ว่าจ้างนายสุรพันธ์ เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและปรับพื้นที่ในส่วนที่จำเลยก่อสร้างขึ้นเพื่อผลิตคอนกรีตส่งให้แก่โจทก์ เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 70,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า ใบเสนอราคาเป็นสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่ต้องทำเป็นหนังสืออีก คำเสนอของจำเลยและคำสนองของโจทก์มีผลผูกพันคู่สัญญาที่จะต้องปฏิบัติตาม จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ที่จำเลยทำใบเสนอราคาคอนกรีตเทรองพื้นและคอนกรีตโครงสร้างต่อโจทก์ มีการระบุถึงรายละเอียดของรายการสินค้าประเภทคอนกรีตเทรองพื้นและคอนกรีตโครงสร้างพร้อมราคาไว้ และจำเลยยังระบุเงื่อนไขเพื่อประกอบการพิจารณาของโจทก์ไว้รวม 9 ข้อ ในใบเสนอราคา โดยในข้อ 4 ระบุถึงการติดตั้งเครื่องผสมคอนกรีต ณ หน้างานก่อสร้าง กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จ 30 วัน นับจากวันทำสัญญา และในข้อ 9 ระบุถึงการที่ผู้ซื้อมีเหตุจำเป็นต้องซื้อคอนกรีตจากผู้ขายรายอื่นเนื่องจากเหตุที่ผู้ขายไม่สามารถให้บริการได้ตามข้อตกลงในสัญญาซื้อขาย ผู้ขายยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ซื้อในอัตราค่าเสียหายตามความเป็นจริง ซึ่งในข้อ 4 และข้อ 9 นี้เท่านั้นที่ได้กล่าวถึงสัญญาและสัญญาซื้อขายไว้ แม้จะมิได้ระบุว่าสัญญาและสัญญาซื้อขายนั้นจะต้องทำเป็นหนังสือกันในภายหลังดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาใบเสนอราคาในข้อ 7 ที่ระบุให้ผู้ซื้อซึ่งหมายถึงโจทก์ต้องออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารเท่ากับมูลค่า 2,000,000 บาท โดยผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมธนาคารที่เกิดขึ้นด้วย แต่โจทก์กลับมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามใบเสนอราคาในข้อ 7 นี้ โดยขอออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามวงเงินประกันดังกล่าวแต่อย่างใดและแสดงให้เห็นว่า โจทก์เองก็มิได้ตกลงโดยยินยอมที่จะผูกพันและปฏิบัติตามใบเสนอราคาทั้งหมดทุกข้อ ที่โจทก์ให้จำเลยปฏิบัติตามใบเสนอราคาเฉพาะในข้อ 9 ซึ่งเป็นประโยชน์แก่โจทก์ แต่กลับไม่ยอมปฏิบัติตามใบเสนอราคาในข้อ 7 ซึ่งเป็นข้อสาระสำคัญที่จำเลยได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งว่า โจทก์จะต้องตกลงด้วยในข้อนี้ การที่โจทก์ยังมิได้ขอออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามใบเสนอราคาข้อ 7 นี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงตามใบเสนอราคากันทั้งหมดทุกข้อแล้ว ใบเสนอราคาที่จำเลยทำถึงโจทก์เป็นเพียงการทำความเข้าใจกันกับโจทก์ไว้เฉพาะบางสิ่งบางอย่างในเบื้องต้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะได้ระบุไว้ก็หาเป็นการผูกพันจำเลยไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่งและวรรคสอง การที่โจทก์ซื้อคอนกรีตจากจำเลยเรื่อยมา ก็เป็นเพียงการซื้อขายสินค้าเฉพาะสิ่งตามรายการที่มีการส่งมอบให้แก่กันเป็นคราวๆ ไปเท่านั้น มิได้เป็นคำสนองเข้ารับทำสัญญาตามใบเสนอราคา ส่วนการที่โจทก์ว่าจ้างนายสุรพันธ์ เป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนและปรับพื้นที่ในส่วนที่จำเลยก่อสร้างขึ้นเพื่อผลิตคอนกรีตส่งให้แก่โจทก์เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นเงิน 70,000 บาท นั้น เมื่อตามใบเสนอราคาข้อ 4 ระบุถึงการติดตั้งเครื่องผสมคอนกรีต ณ หน้างานก่อสร้าง กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จ 30 วัน นับจากวันทำสัญญา แสดงให้เห็นว่าจำเลยก่อสร้างหรือติดตั้งเครื่องผสมคอนกรีตขึ้นโดยได้รับความยินยอมจากโจทก์ ต่อมาโจทก์ไม่ได้ยินยอมให้จำเลยอยู่บนพื้นที่ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่และต้องรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป แต่โจทก์กลับว่าจ้างนายสุรพันธ์รื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป โดยจำเลยมิได้ตกลงว่าจะเป็นฝ่ายเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่มีความรับผิดตามสัญญาที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลจะมีคำพิพากษาชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้ เมื่อคดีโจทก์ไม่มีมูลให้รับฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญา ซึ่งปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยคืนหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 600,000 บาท ที่จำเลยยึดถือไว้คืนแก่โจทก์นั้น ก็ไม่ปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นหนังสือสัญญาค้ำประกันที่จำเลยได้ยึดถือไว้เกี่ยวด้วยกับใบเสนอราคาหรือไม่อย่างไร จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 198 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. ม. 366 วรรคหนึ่ง ม. 366 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
บริษัทโฟคัส ดีเวลลอปเม้นท์
โจทก์ — แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)
บริษัทรุ่งเรืองแอ็ดมินนิสเตรชั่น
จำเลย — แอนด์ แมนเนจเม้น จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายสุมาศ อุดมจินดาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5095/2556
#559072
เปิดฉบับเต็ม

ร้อยเอก อ. รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาคือผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ ให้ร้อยเอก อ. ในฐานะนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนเท่านั้น โดยร้อยเอก อ. ไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจโดยตรงจากผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นผู้แทนสูงสุดของโจทก์ และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ร้อยเอก อ. ได้เสนอผลการเจรจาค่าเสียหายต่อผู้บัญชาการทหารบก ร้อยเอก อ. ก็ไม่ได้เบิกความเช่นนั้น โดยร้อยเอก อ. เบิกความแต่เพียงว่า ไม่สามารถตัดสินใจได้ต้องเสนอผู้บังคับบัญชาทราบก่อน ซึ่งในที่นี้หมายความถึง ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของร้อยเอก อ. และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า อย่างช้าโจทก์ย่อมรู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2540 ที่กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งหนังสือทั้งดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ไปยังกรมพระธรรมนูญ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่พลตรี ส. รองแม่ทัพภาคที่ 1 ทำการแทนแม่ทัพภาคที่ 1 ทำบันทึกถึงกรมสารบรรณทหารบก เสนอแนวทางให้นำเสนอเรื่องต่อผู้บัญชาการทหารบก ดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเป็นการนำเสนอตามขั้นตอนเป็นลำดับขั้นจนถึงผู้บัญชาการทหารบก จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้บัญชาการทหารบกได้ทราบแล้ว กรณีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้แทนและเป็นผู้แสดงเจตนาอันเป็นความประสงค์ของนิติบุคคล อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้บัญชาการทหารบกซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จะถือเอาการที่ข้าราชการของโจทก์คนใดคนหนึ่งรู้มาเป็นวันเริ่มนับอายุความไม่ได้ กรณีนี้พลตรี ป. เจ้ากรมสารบรรณทหารบกมีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก ผ่านผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เสนอให้ดำเนินการฟ้องดำเนินคดีแก่ผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบกให้เป็นผู้แทนดำเนินคดีในทางแพ่ง และรับคำสั่งผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ยังไม่พ้นระยะเวลา 1 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 4,064,675 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,698,539.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ทั้งนี้จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงบันทึกการเจรจาค่าเสียหายระหว่างร้อยเอกอรรถพล กับนายสมเกียรติเจ้าของรถบรรทุกสิบล้อซึ่งเป็นคู่กรณี แม้ข้อความในเอกสารจะมีข้อความว่าผู้รับมอบอำนาจ แต่ก็เป็นกรณีที่ร้อยเอกอรรถพล รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาคือผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ ให้ร้อยเอกอรรถพล ในฐานะนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนเท่านั้น โดยร้อยเอกอรรถพลไม่ใช่ผู้รับมอบอำนาจโดยตรงจากผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นผู้แทนสูงสุดของโจทก์ และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ร้อยเอกอรรถพลได้เสนอผลการเจรจาค่าเสียหายต่อผู้บัญชาการทหารบก ร้อยเอกอรรถพล ก็ไม่ได้เบิกความเช่นนั้น โดยร้อยเอกอรรถพลเบิกความแต่เพียงว่า ไม่สามารถตัดสินใจได้ต้องเสนอผู้บังคับบัญชาทราบก่อน ซึ่งในที่นี้หมายความถึง ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของร้อยเอกอรรถพล และที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า อย่างช้าโจทก์ย่อมรู้เหตุละเมิดและรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2540 ที่กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งหนังสือทั้งดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ไปยังกรมพระธรรมนูญ นั้น แต่เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารที่พลตรีสมภพ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ทำการแทนแม่ทัพภาคที่ 1 ทำบันทึกถึงกรมสารบรรณทหารบก เสนอแนวทางให้นำเสนอเรื่องต่อผู้บัญชาการทหารบก ดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหาย อันเป็นการนำเสนอตามขั้นตอนเป็นลำดับขั้นจนถึงผู้บัญชาการทหารบก จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้บัญชาการทหารบกได้ทราบแล้ว กรณีนี้โจทก์เป็นนิติบุคคลมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้แทนและเป็นผู้แสดงเจตนาอันเป็นความประสงค์ของนิติบุคคล อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้บัญชาการทหารบกซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน จะถือเอาการที่ข้าราชการของโจทก์คนใดคนหนึ่งรู้มาเป็นวันเริ่มนับอายุความไม่ได้ กรณีนี้พลตรีปราโมทย์ เจ้ากรมสารบรรณทหารบกมีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก ผ่านผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เสนอให้ดำเนินการฟ้องดำเนินคดีแก่ผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนและผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บัญชาการทหารบกให้เป็นผู้แทนดำเนินคดีในทางแพ่ง และรับคำสั่งผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 ยังไม่พ้นระยะเวลา 1 ปี คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ และค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด ได้ความจากพันโทกิตติศักดิ์ ว่ารถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายบริเวณด้านท้ายรถต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ ไม่สามารถนำชิ้นส่วนเก่ามาใช้ได้ต้องสั่งซื้ออะไหล่จากประเทศออสเตรียเนื่องจากไม่มีภายในประเทศ และไม่สามารถนำอะไหล่ยี่ห้ออื่นมาใช้แทนได้ ค่าอะไหล่ที่บริษัทจากประเทศออสเตรียประเมินราคาเป็นเงิน 3,654,865.50 บาท ตามใบเสนอราคาพร้อมคำแปล จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้าง เพียงแต่อ้างรายการอะไหล่รถยนต์เปรียบเทียบกับใบเสนอราคาของโจทก์ ซึ่งเป็นรายการเดียวกันแต่มีราคาต่างกัน 1,000,000 บาทเศษ แต่กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ปรับลดค่าเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ที่ต้องชดใช้แก่โจทก์เหลือเพียง 2,000,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว และเนื่องจากคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อได้ความว่า จำเลยที่ 1 มิได้จดทะเบียนสมรสกับนายสมเกียรติ จำเลยที่ 1 จึงรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายของรถยนต์เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนายสมเกียรติ อันตกทอดแก่ทายาท โดยจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และ 1600 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว และรับผิดไม่เกินไปกว่าทรัพย์มรดกของนายสมเกียรติที่ตกทอดแก่ทายาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพบก
จำเลย — นางนิดา จินตามฤทธิ์หรือบุญประเสริฐวัฒนา
ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายสมเกียรติ บุญประเสริฐวัฒนา
กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางสาวศิริพร วัชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5093/2556
#554844
เปิดฉบับเต็ม

กรณีโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดทางละเมิดต่อผู้เสียหายซึ่งโจทก์ให้การปฏิเสธ เมื่อคดีถึงที่สุดให้โจทก์รับผิดต่อผู้เสียหายและโจทก์วางเงินชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามคำพิพากษาแล้ว โจทก์จึงอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจำเลยผู้ทำละเมิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์วางเงินดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องยังไม่พ้น 1 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 9

ในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน แม้คำพิพากษาจะกำหนดให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหาย แต่ก็เป็นความรับผิดในฐานะนิติบุคคลเพื่อเยียวยาแก่ผู้เสียหายไปก่อนแล้วจึงให้โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้แทนนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีสิทธิไล่เบี้ยได้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่มีผลใช้บังคับก่อนเกิดเหตุคดีนี้จึงต้องบังคับตาม มาตรา 8 วรรคสี่ ที่มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสามผู้ทำละเมิดต่อผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ จำเลยทั้งสามแต่ละคนจึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เฉพาะส่วนของตนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,519,524 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นจำนวน 2,344,192.50 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1, ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 2,344,192.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 กรกฎาคม 2542)ต้องไม่เกิน 175,331.52 บาท ตามที่ขอ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2534 มีผู้แอบอ้างว่าเป็นนายแดง นำโฉนดที่ดินเลขที่ 6615 ตำบลเมืองใหม่ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นโฉนดปลอมมาจดทะเบียนทำนิติกรรมขายที่ดินให้แก่นายนำชัย กับพวกรวม 8 คน ในราคา1,500,000 บาท ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางคล้า หน่วยงานของโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสามรับราชการอยู่ แต่ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางคล้า ทราบว่าเป็นการรับจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดปลอม จึงรายงานให้จังหวัดฉะเชิงเทราทราบ จังหวัดฉะเชิงเทรามีคำสั่งที่ 1714/2536 เพิกถอนนิติกรรมโอนขายที่ดินดังกล่าว นายนำชัยกับพวกจึงฟ้องจำเลยที่ 1 กับโจทก์ในคดีนี้ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนเงินค่าซื้อที่ดินที่ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่ 8181/2540 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและค่าฤชาธรรมเนียมแก่นายนำชัยกับพวก ตามสำเนาคำพิพากษา โจทก์นำเงินจำนวนตามหนี้ในคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยวางต่อศาลชั้นต้นแล้ว และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อหาผู้รับผิดในทางแพ่ง คณะกรรมการมีความเห็นว่าจำเลยทั้งสามประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจเอกสารต่าง ๆ ซึ่งมีข้อพิรุธอยู่แล้วให้ละเอียดถี่ถ้วนแต่เชื่อว่าผู้แอบอ้างนั้นคือนายแดงและโฉนดที่ดินซึ่งนำมาจดทะเบียนขายให้แก่นายนำชัยกับพวกเป็นโฉนดที่แท้จริง จึงรับจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้นายนำชัยกับพวก เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงรายงานต่ออธิบดีกรมโจทก์ให้ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวโดยคู่ความไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 5 ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายทะเบียน มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน 4 ฝ่ายอำนวยการ เป็นผู้รับคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเพื่อขายที่ดินไว้จากผู้แอบอ้างว่าเป็นนายแดง โดยตรวจสอบพบว่าอายุของนายแดงตามที่ปรากฏในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านแตกต่างจากอายุที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายที่ดิน ในครั้งที่นายแดงซื้อที่ดินแปลงนี้มาอยู่ถึง 22 ปี จำเลยที่ 2 จึงแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบโดยผู้แอบอ้างว่าเป็นนายแดงนั้นอ้างว่าเจ้าพนักงานพิมพ์ผิด จำเลยที่ 1 สั่งให้ตรวจสอบอายุของนายแดงจากเอกสารอื่นในสารบบแต่หาไม่พบจึงไม่อาจตรวจสอบได้ จำเลยที่ 1 ตรวจสอบจากสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ผู้ซึ่งแอบอ้างว่าเป็นนายแดงนำมายื่นตามด้วยแล้วเชื่อว่ามีการพิมพ์อายุนายแดงผิดพลาดจริง จึงสั่งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขเรื่องอายุของนายแดง จำเลยที่ 2 จึงจัดทำคำขอแก้อายุตามสัญญาซื้อขายที่ดิน โดยลงลายมือชื่อในคำขอแก้อายุในฐานะพยาน จำเลยที่ 3 ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ที่ดิน 3 ขณะเกิดเหตุมีหน้าที่ด้านการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (ทด. 1) ในฐานะผู้สอบสวน และลงลายมือชื่อในคำขอแก้อายุ (ทด. 9) ในฐานะพยานด้วย จากนั้นจึงมีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดดังกล่าวให้นายนำชัยกับพวกไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ให้ถูกต้อง แต่กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงไม่ตรวจตราให้แน่ชัดเสียก่อน เป็นเหตุให้ผู้แอบอ้างว่าเป็นนายแดงใช้โฉนดปลอมโอนขายที่ดินให้นายนำชัยกับพวกจนต้องมีการเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินในเวลาต่อมา จำเลยที่ 1 ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้ง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำหรือละเว้นกระทำการโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น แม้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีจำเลยที่ 2 ร่ำรวยผิดปกติ และมีคำสั่งของสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางคล้า ห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ตามสำเนาคำสั่งก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เข้ามาช่วยตรวจสอบเอกสารของผู้ที่อ้างว่าเป็นนายแดงในการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินกรณีซื้อขาย โดยจำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาให้ช่วยปฏิบัติงานรับคำขอเพื่อสอบสวนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินร่วมกับจำเลยที่ 3 โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้บังคับบัญชานั้น แม้เป็นการสั่งการด้วยวาจา ไม่ใช่คำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ถือว่าเป็นคำสั่งโดยชอบตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดหน้าที่แก่จำเลยที่ 2 เสมือนว่ามีอำนาจหน้าที่ดังเช่นพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางคล้า ผู้มีหน้าที่ดังกล่าวนั้นแล้ว เมื่อตรวจสอบพบว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 6615 ฉบับเจ้าของที่ดินเป็นเอกสารปลอมเพราะเห็นได้ชัดว่าใช้แบบพิมพ์ไม่ตรงกับฉบับของสำนักงานที่ดิน หรือพบว่าอายุของนายแดงที่ระบุไว้ในบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของนายแดงแตกต่างกับที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายที่ดินครั้งที่นายแดงเป็นผู้ซื้อที่ดินในปี 2510 โดยวิสัยของจำเลยที่ 2 ซึ่งเคยทำหน้าที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินมาก่อน ย่อมไม่ควรรับเรื่องไว้เพื่อดำเนินการต่อไปหรือกระทำเพียงปรึกษาจำเลยที่ 1 เพื่อหาหลักฐานมายืนยันเกี่ยวกับอายุที่แท้จริงของนายแดงเท่านั้น สำหรับจำเลยที่ 3 ก็เช่นเดียวกันจากข้อพิรุธอย่างชัดแจ้งหลายจุดของโฉนดปลอมจำเลยที่ 3 ควรจะตรวจพบได้ด้วยตนเอง จึงไม่ควรลงลายมือชื่อเป็นผู้สอบสวนและเป็นพยานในคำขอแก้ไขอายุของบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นนายแดง การที่จำเลยที่ 3 ยอมดำเนินการให้ แสดงว่าจำเลยที่ 3 มิได้ตรวจสอบโฉนดที่ดินที่นำมาจดทะเบียนอย่างรอบคอบถี่ถ้วน ผิดวิสัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความคุ้นเคยเกี่ยวกับเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินเป็นอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นการกระทำหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องพิจารณาต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 น้อยกว่าความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด และควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ให้น้อยลงหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 สามารถตรวจพบข้อพิรุธของโฉนดปลอมได้โดยง่ายเพราะเป็นข้อพิรุธที่เห็นประจักษ์ ซึ่งโดยวิสัยของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วควรตรวจสอบโฉนดที่ดินฉบับซึ่งนำมาจดทะเบียนโอนตามสัญญาซื้อขาย เปรียบเทียบกับฉบับของสำนักงานที่ดิน ซึ่งหากตรวจสอบลายมือชื่อผู้เขียนในโฉนดที่ดินฉบับดังกล่าวกับฉบับเจ้าของที่ดินจะเห็นว่าเป็นลายมือชื่อของผู้เขียนต่างคนกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งเรื่องอายุของนายแดงผู้ขายที่ดินซึ่งมีข้อสงสัย ก็ต้องตรวจสอบอย่างพิถีพิถันและใช้ความระมัดระวังยิ่งขึ้น แต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบเอกสารเช่นนั้นไม่ กลับเสนอคำขอจดทะเบียนและทำนิติกรรมซื้อขายที่ดิน ให้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้มีการจดทะเบียนโอนขายที่ดินได้ แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคนต่างขั้นตอนกัน แต่ผลแห่งละเมิดก็เกิดจากมูลเหตุแห่งการกระทำเดียวกัน พฤติการณ์แห่งละเมิดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 เมื่อคำนึงถึงความร้ายแรงของการกระทำและความเป็นธรรมแห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 2 ควรรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนเท่ากันกับจำเลยที่ 1 และการที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐวางเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8181/2540 จำนวน 2,344,192.40 บาท นั้น แม้คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจะกำหนดให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหาย แต่ก็เป็นความรับผิดในฐานะนิติบุคคลเพื่อเยียวยาแก่ผู้เสียหายไปก่อนแล้วจึงใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้แทนของนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีสิทธิไล่เบี้ยได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ก่อนเกิดเหตุคดีนี้จึงต้องบังคับตามมาตรา 8 วรรคสี่ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติมิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับและเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าเหตุละเมิดเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของโจทก์หรือระบบการดำเนินงานส่วนรวมของโจทก์ จึงไม่มีเหตุให้หักส่วนแห่งความรับผิดดังกล่าวออกกึ่งหนึ่งก่อนดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา และเมื่อจำเลยทั้งสามต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้จำนวนเดียวกันแยกต่างหากจากกัน จึงต้องพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินคนละ 1,022,096.25 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมที่ดิน
จำเลย — นายนเรศ พงษ์ณรินทร์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายรัฐการ พ่วงทิพากร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
พิศล พิรุณ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5010/2556
#554964
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักสำคัญในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยแสดงข้อคัดค้านด้วยการคัดลอกข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นกล่าวไว้ในทางนำสืบโจทก์มาลำดับให้สั้นลง จากนั้นโจทก์นำมาเชื่อมต่อกับข้อความที่โจทก์ได้คัดลอกและตัดต่อข้อเท็จจริงรวมตลอดถึงเหตุผลอันเป็นคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น มาหักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แล้วสรุปว่า ทางนำสืบโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกานั้น ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นฟ้องด้วย โดยศาลอุทธรณ์ได้แสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยต่างไปจากที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยหลายประการ อันเป็นการหักล้างการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เท่ากับโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านโดยตรงต่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า มีข้อเท็จจริงใดที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานโจทก์ที่ควรรับฟังในข้อใด และข้อวินิจฉัยใดที่ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลไม่สมแก่ข้อเท็จจริงหรือไม่ถูกต้องในหลักกฎหมายใด ฎีกาของโจทก์จึงมีผลไม่ต่างไปจากการขอถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นข้อฎีกาของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อการวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 4 ปี ยกคำขอริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง วางหลักสำคัญในการฎีกาว่า ฎีกาจะต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ คดีนี้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้ แล้วพิพากษากลับให้ยกฟ้อง เท่ากับศาลอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับการฟังข้อเท็จจริงและเหตุผลในการตัดสินของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยแสดงข้อคัดค้านด้วยการคัดลอกข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นกล่าวไว้ในทางนำสืบโจทก์มาลำดับให้สั้นลง จากนั้นโจทก์นำมาเชื่อมต่อกับข้อความที่โจทก์ได้คัดลอกและตัดต่อข้อเท็จจริงรวมตลอดถึงเหตุผลอันเป็นคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นล้วน ๆ มาหักล้างข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ แล้วสรุปว่า ทางนำสืบโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งข้อเท็จจริงและเหตุผลที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกานั้น ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นพ้องด้วย โดยศาลอุทธรณ์ได้แสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยต่างไปจากที่ศาลชั้นต้นยกขึ้นวินิจฉัยหลายประการ อันเป็นการหักล้างการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เท่ากับโจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านโดยตรงต่อคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า มีข้อเท็จจริงใดที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปจากพยานหลักฐานโจทก์ที่ควรรับฟังในข้อใด และข้อวินิจฉัยใดที่ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลไม่สมแก่ข้อเท็จจริงหรือไม่ถูกต้องในหลักกฎหมายใด ฎีกาของโจทก์จึงมีผลไม่ต่างไปจากการขอถือเอาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นข้อฎีกาของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อการวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของโจทก์มา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวแคทรีน เมฆลอย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นางจิตรภาณี นราวีรวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์ สุธรรมโกศล
ชื่อองค์คณะ
อิสสระ นิ่มละมัย
กรองเกียรติ คมสัน
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2556
#544551
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจับนมผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้อนุญาตยินยอมนั้น เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสองแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าการจับนมเป็นเพียงวิธีการทำอนาจารผู้เสียหายเท่านั้น ไม่เป็นการกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 279 และนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4136/2547 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 30 เดือน ส่วนคำขอให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4136/2547 นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงไม่อาจนับโทษต่อได้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก 5 กระทง มีความผิดตามมาตรา 279 วรรคสอง 1 กระทง ความผิดฐานกระทำอนาจารตามมาตรา 279 วรรคแรก ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 5 กระทง ปรับ 10,000 บาท ฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามมาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท รวมจำคุก 19 เดือน และปรับ 13,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดในสี่กรรมหลังนี้หรือไม่ เห็นว่า สำหรับครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นั้นได้ความจากผู้เสียหายว่า ผู้เสียหาย พี่สาว น้องสาว และจำเลยเล่นจั๊กจี้กันซึ่งตามคำให้การของผู้เสียหายในชั้นสอบสวน ก็ได้ความว่า ในการเล่นนั้น พี่สาวของผู้เสียหายก็จับแขนผู้เสียหายไว้ให้จำเลยจับนม เมื่อผู้เสียหายจั๊กจี้มาก ทั้งสองคนก็ปล่อยตัว ดังนี้ย่อมแสดงว่าขณะเกิดเหตุพี่สาวของผู้เสียหายอยู่ด้วยในห้องและเหตุการณ์เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากเล่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วการกระทำอนาจารจำเลยจะต้องไม่กระทำต่อหน้าผู้อื่น โดยเฉพาะต่อหน้าพี่สาวของผู้เสียหายเองและเป็นภริยาจำเลยด้วย จึงเป็นการผิดวิสัยของผู้กระทำความผิด และการเล่นเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้ถูกแกล้งจะต้องดิ้นรนหลบหนีเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็วให้พ้นจากการถูกจั๊กจี้ และผู้แกล้งก็จะต้องเคลื่อนไหวร่างกายไล่ติดตามเพื่อแกล้งต่อเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ โดยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย กรณีจึงน่าเชื่อว่า เมื่อจำเลย ผู้เสียหาย พี่สาวและน้องสาวเข้าร่วมชุลมุนเล่นจั๊กจี้กัน ขณะที่จำเลยเอื้อมมือไปจั๊กจี้ผู้เสียหายนั้น มือของจำเลยพลาดไปถูกนมของผู้เสียหายโดยไม่ได้ตั้งใจ ที่โจทก์ฎีกาว่าการเล่นดังกล่าวจำเลยจำกัดอยู่ที่เฉพาะบริเวณซี่โครงเท่านั้นไม่ควรขยายไปถึงบริเวณนมของผู้เสียหายด้วยนั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้เสียหายไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายใด ๆ แต่อยู่นิ่งแล้วกระทำ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนครั้งที่ 5 นั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยเข้ามาคุยระหว่างคุยกันจำเลยปัดมือถูกนม แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายกลับให้การแตกต่างไปว่า ขณะที่อยู่ในบ้านกันสองคนจำเลยใช้มือทั้งสองข้างจับนมทั้งสองข้าง ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงและปัดป้องแล้วลุกเดินหนีไป ดังนี้พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้ไม่สอดคล้องและแตกต่างกันไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยปัดมือถูกนมของผู้เสียหายหรือเข้าไปใช้มือทั้งสองข้างจับนมทั้งสองข้างของผู้เสียหายกันแน่ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดครั้งนี้ และครั้งที่ 8 ผู้เสียหายเบิกความว่า จำเลยซักเสื้อผ้าอยู่ผู้เสียหายไปดื่มน้ำ จำเลยเข้ามาพูดคุยและยื่นฝ่ามือปาดนมผู้เสียหาย 1 ครั้ง แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายกลับให้การว่า ขณะที่พี่สาวและจำเลยอยู่หลังบ้านจำเลยกำลังเอาผ้าใส่เครื่องซักผ้าอยู่ ผู้เสียหายเดินผ่านจะไปดื่มน้ำ จำเลยก็เอามือมาจับนม 1 ครั้ง ต่อหน้าพี่สาวแล้วพี่สาวก็เข้าไปจับผู้เสียหายกับเอานิ้วมือเขี่ยหัวนมผู้เสียหายเล่นจนจั๊กจี้อีก ดังนี้ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า จำเลยยื่นฝ่ามือปาดนมผู้เสียหายอันเป็นการเล่นจั๊กจี้กันอีกหรือเจตนาใช้มือจับนมผู้เสียหายกันแน่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งการที่จำเลยจับนมผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายได้อนุญาตยินยอมนั้นเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสองแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า การกระทำความผิดของจำเลยในครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ครั้งที่ 6 ครั้งที่ 7 และครั้งที่ 9 ไม่ปรากฏว่ามีการฉุดกระชากผู้เสียหายแต่อย่างใด การจับนมเป็นเพียงวิธีการทำอนาจารผู้เสียหายเท่านั้น ไม่เป็นการกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง รวม 6 กระทง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 279 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายจิตวีร์หรือต้อย เที่ยงศักดิ์อนุกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางนิภา ชูกิจทรัพย์ไพศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
ชื่อองค์คณะ
ทวีป ตันสวัสดิ์
พิศล พิรุณ
พศวัจณ์ กนกนาก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา