คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4976/2556
#544506
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เมื่อตามฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดว่าเหตุเกิดที่ใด ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจำต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นอีก และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 317

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เมื่อตามฟ้องของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องระบุสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำความผิดว่าเหตุเกิดที่ใด ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แต่การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง นั้น ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจำต้องยกฟ้องโดยไม่จำต้องพิจารณาปัญหาอื่นอีก และปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 161 ม. 195 ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายอธิคมหรือวัต บุญรัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวศรินยา เหลืองวรารัตน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4968/2556
#541468
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำอันเป็นความผิดฐานดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น ต้องเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ คำว่า ดัดแปลง หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมหรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วนคำว่า ทำซ้ำ หมายความรวมถึงการคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ดังนั้น การกระทำที่เป็นความผิดฐานดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น จึงเป็นการคัดลอกงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยเปลี่ยนรูปใหม่หรือปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ข้อแตกต่างระหว่างหนังสือเล่มจริงกับเล่มที่จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์ขึ้นเกิดจากการพิมพ์ที่ไม่เรียบร้อย พิมพ์ผิดพลาด พิมพ์ซ้ำ หรือจัดหน้ากระดาษผิด มิใช่เป็นการคัดลอกโดยเปลี่ยนรูปใหม่ หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญแต่อย่างใด ไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในหนังสือของโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31, 64, 65, 69, 70, 75, 76 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1), 31 (1), 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 100,000 บาท ฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยการดัดแปลงงานที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้วนำออกขาย เสนอขาย เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 150,000 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ริบหนังสือ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานดัดแปลงหนังสืออันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันเป็นความผิดฐานดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) นั้นต้องเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 15 (5) คำว่า ดัดแปลง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 หมายความว่า ทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมหรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ส่วนคำว่า ทำซ้ำ หมายความรวมถึงการคัดลอกไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ดังนั้นการกระทำที่เป็นความผิดฐานดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น จึงเป็นการคัดลอกงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยเปลี่ยนรูปใหม่หรือปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือจำลองงานต้นฉบับในส่วนที่เป็นสาระสำคัญโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยที่ 1 พิมพ์หนังสือข้อแนะนำ นักกฎหมาย และตัวอย่างคำฟ้อง คำร้อง คำแถลงการณ์ อุทธรณ์ ฎีกา โดยสุริยา ทนายความภาคปฏิบัติในศาล จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 3,000 เล่ม แต่โจทก์มิได้มีพยานหลักฐานมาสืบว่า หนังสือที่จำเลยที่ 1 พิมพ์ตามฟ้องเป็นหนังสือที่จำเลยที่ 1 พิมพ์เกินกว่าจำนวนที่โจทก์อนุญาตหรือไม่ จึงต้องรับฟังเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า เป็นหนังสือที่พิมพ์ตามที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ สำหรับส่วนที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 พิมพ์หนังสือผิดไปจากต้นฉบับ 60 จุด โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์นั้น โจทก์มีนางสาววนิดาผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มาเบิกความประกอบ ซึ่งเป็นรายละเอียดข้อแตกต่างระหว่างหนังสือเล่มจริงกับเล่มที่จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์ขึ้น ซึ่งปรากฏว่าข้อแตกต่าง ดังกล่าวได้แก่ การที่หนังสือที่จำเลยที่ 1 จัดพิมพ์ขึ้นมีรอยเลอะหมึก 6 หน้า ส่วนหนังสือเล่มจริงไม่มีหรือพิมพ์เป็นรูปวงกลมหรือตัวอย่างการเขียนคำบอกกล่าวเอกสารท้ายฟ้อง ตัวอย่างคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้อง ส่วนเล่มจริงเป็นบทความหรือรูปวงกลมหรือเป็นตัวอย่างคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้องที่สลับกัน หรือเป็นการพิมพ์ซ้ำหน้าถึงประมาณ 38 หน้า ข้อแตกต่างดังกล่าวมีลักษณะที่เห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจากการพิมพ์ที่ไม่เรียบร้อย พิมพ์ผิดพลาด พิมพ์ซ้ำ หรือจัดหน้ากระดาษผิด มิใช่เป็นการคัดลอกโดยเปลี่ยนรูปใหม่ หรือปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะทำให้อ่านไม่เข้าใจและไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของหนังสือของโจทก์แต่อย่างใด น่าเชื่อว่าการผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากแม่พิมพ์ชำรุดและผิดพลาดในขั้นตอนการทำเพลทใหม่ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบการกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27 (1) ประกอบมาตรา 15 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดดังกล่าวมาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และลงโทษจำเลยที่ 1 หนักขึ้น กับอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 15 (5) ม. 27 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุริยา พงษ์สุริยา
จำเลย — นายวิสูตร ธนชัยวิวัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายนคร มิ่งมงคล
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
อร่าม เสนามนตรี
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4958/2556
#540942
เปิดฉบับเต็ม

อาคารที่พักสายตรวจตำบลดอนมนต์สร้างจากเงินบริจาคของประชาชนบนที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลดอนมนต์ แม้โจทก์จะร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้างด้วย แต่วัตถุประสงค์ที่ก่อสร้างก็เพื่อใช้เป็นที่พักของเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นสายตรวจและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มาแจ้งความร้องทุกข์ ย่อมแสดงว่าประชาชนประสงค์ให้ใช้เป็นสถานที่ราชการที่สามารถเข้ามาติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ ทั้งอาคารดังกล่าวได้ขอเลขที่บ้านโดยระบุว่าเป็นที่ทำการสถานีตำรวจชุมชน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากหัวหน้าสถานีตำรวจชุมชนตำบลดอนมนต์ จึงบ่งชี้ว่าประชาชนที่ร่วมกันก่อสร้างได้มอบอาคารดังกล่าวให้เป็นสถานที่ราชการตำรวจโดยปริยายแล้ว อาคารดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่รโหฐานอันเป็นที่ส่วนตัวของโจทก์ที่จะมีอำนาจจัดการหวงห้ามได้ สำหรับห้องพักที่เกิดเหตุที่โจทก์กั้นเป็นสัดส่วนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่พักสายตรวจตำบลดอนมนต์ นอกจากโจทก์จะใช้เป็นที่พักอาศัยแล้วเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์จากห้องดังกล่าวได้ แม้โจทก์จะเก็บสิ่งของส่วนตัวไว้และใส่กุญแจก็ไม่ใช่ห้องพักส่วนตัวที่โจทก์จะมีสิทธิหวงกันไว้ผู้เดียวได้ ห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ที่รโหฐาน ประกอบกับจำเลยเข้าไปในห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อค้นหาอาวุธปืนตามที่ผู้ใช้กระทำความผิดแจ้งว่านำมาไว้ในอาคารที่พักสายตรวจดอนมนต์ จึงมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่ามีสิ่งของที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิดซ่อนไว้ในห้องพักที่เกิดเหตุ เช่นนี้ จำเลยย่อมมีอำนาจค้นห้องพักที่เกิดเหตุได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 83, 90

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธแต่รูปคดีในชั้นพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท และเมื่อคำนึงถึงเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งอายุ ประวัติ อาชีพ และสภาพความผิดแล้ว เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการและเป็นพลเมืองดี ดำรงตนอยู่ในกรอบของงานในหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความยอมรับว่าอาคารที่พักสายตรวจตำบลดอนมนต์สร้างจากเงินบริจาคของประชาชนและสร้างบนที่ดินขององค์การบริหารส่วนตำบลดอนมนต์ เพื่อใช้เป็นสถานที่พักของเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นสายตรวจและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาแจ้งความร้องทุกข์ แม้โจทก์จะร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้างด้วย แต่วัตถุประสงค์การก่อสร้างที่ใช้เป็นที่พักสายตรวจและให้ประชาชนมาแจ้งความร้องทุกข์ได้ ย่อมแสดงว่าประชาชนประสงค์ให้ใช้เป็นสถานที่ราชการที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ อาคารดังกล่าวได้ขอบ้านเลขที่โดยระบุว่าเป็นที่ทำการสถานีตำรวจชุมชน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เรียกเก็บค่ากระแสไฟฟ้าจากหัวหน้าสถานีตำรวจชุมชนตำบลดอนมนต์ จึงบ่งชี้ได้ว่าประชาชนที่ร่วมกันก่อสร้างอาคารที่พักสายตรวจตำบลดอนมนต์ได้มอบอาคารดังกล่าวให้เป็นสถานที่ราชการตำรวจโดยปริยายแล้ว เมื่อประชาชนสามารถเข้ามาติดต่อใช้อาคารในการติดต่อกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ อาคารดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่รโหฐานอันเป็นที่ส่วนตัวของโจทก์ที่จะมีอำนาจจัดการหวงห้ามได้ สำหรับห้องนอนของโจทก์ที่กั้นเป็นสัดส่วนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่พักสายตรวจตำบลดอนมนต์ และโจทก์ยังตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ห้องพักของโจทก์เป็นห้องพักของตำรวจสายตรวจตำบลดอนมนต์และจ่าสิบตำรวจชาญณรงค์ผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ใช้เป็นที่เปลี่ยนเสื้อผ้า แสดงว่านอกจากโจทก์จะใช้เป็นที่พักอาศัยแล้วเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจอื่นก็สามารถใช้ประโยชน์จากห้องดังกล่าวได้ เห็นว่า การใช้ห้องพักที่เกิดเหตุแม้โจทก์จะเก็บสิ่งของส่วนตัวไว้และใส่กุญแจก็ไม่ใช่ห้องพักส่วนตัวที่โจทก์จะมีสิทธิหวงกันไว้ผู้เดียวได้ แต่เป็นห้องพักอันเป็นสถานที่ราชการที่เจ้าพนักงานตำรวจอื่นก็เข้าพักอาศัยได้เช่นกัน ดังนี้จากลักษณะการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ห้องพักที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่ที่รโหฐานดังที่โจทก์ฎีกา ประกอบกับจำเลยเข้าไปในห้องพักโจทก์เพื่อค้นหาอาวุธปืนตามที่ผู้ใช้กระทำความผิดแจ้งว่านำมาไว้ในอาคารที่พักสายตรวจตำบลดอนมนต์ จึงมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่ามีสิ่งของที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นความผิดซ่อนไว้ในห้องพักของโจทก์เช่นนี้ จำเลยย่อมมีอำนาจค้นห้องพักของโจทก์ได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังที่โจทก์ฎีกา การกระทำของจำเลยเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 2 (13) ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ดาบตำรวจอัครเดช เพชรสังข์
จำเลย — พันตำรวจโทจตพงษ์ พุ่มจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายธีระเดช กิ่งแก้วจิรกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเพรา โพอุทัย
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
เฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4951/2556
#540929
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยและผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนกันลงทุนซื้อเหล็กในแต่ละครั้ง เมื่อขายเหล็กได้ จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คตามยอดเงินที่ขายได้ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งจะมียอดเงินในเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเปรียบเทียบกับรายการซื้อขายเหล็ก ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับแก่ผู้เสียหายตามมูลค่าการขายเหล็กซึ่งยังไม่ได้แบ่งเงินตามข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนกันเป็นยอดเงินสุทธิว่ามีจำนวนเท่าใด ทำให้ขณะนั้นจำเลยยังไม่มีหนี้ที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับโดยยังไม่มีมูลหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้เรียงกระทงลงโทษ รวม 22 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 66 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานว่าเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับ จำเลยสั่งจ่ายให้ผู้เสียหายในกรณีที่ขายเหล็กมาได้และจ่ายเงินผู้เสียหายคืนเงินทุนและกำไร โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยกับผู้เสียหายร่วมลงทุนค้าขายกันจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยแต่แบ่งผลกำไรกันตามรายการซื้อขายเหล็กเอกสารหมาย จ.1 รายละเอียดในรายการไม่ใช่เป็นการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยแต่เป็นการแบ่งผลกำไรกันเท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นแรก มีระบุว่าทุนเท่าไร หักดอกเบี้ยเท่าไร แล้วจึงมาเขียนรายละเอียดในภายหลัง เอกสารหมาย จ.1 บางฉบับเกี่ยวกับรายการมีการคิดดอกเบี้ยด้วยเป็นเพราะบางครั้งที่จำเลยไปซื้อเหล็กร่วมกับผู้เสียหายแต่จำเลยไม่มีเงินทุนจึงยืมเงินผู้เสียหายและจะให้ดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยจะต้องสั่งจ่ายเช็คที่ขายเหล็กให้ผู้เสียหายก่อน แล้วผู้เสียหายนำเรียกเก็บเงินภายหลังจึงแบ่งผลกำไรให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ตามรายการเอกสารหมาย จ.1 เป็นรายการที่จำเลยทำให้ผู้เสียหายก่อนซื้อเหล็กเพื่อร่วมลงทุนกัน ส่วนเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเมื่อขายเหล็กได้แล้วรวมต้นทุนและกำไรให้ผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเรียกเก็บเงินได้แล้วจะนำกำไรมาแบ่งให้จำเลยคนละครึ่ง ข้อเท็จจริงสรุปฟังได้ว่า จำเลยและผู้เสียหายเป็นหุ้นส่วนกันลงทุนซื้อเหล็กในแต่ละครั้ง เมื่อขายเหล็กได้ จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คตามยอดเงินที่ขายได้ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งจะมียอดเงินในเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับเปรียบเทียบกับรายการซื้อขายเหล็กตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า ขณะที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับแก่ผู้เสียหายตามมูลค่าการขายเหล็กซึ่งยังไม่ได้แบ่งเงินตามข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนกันเป็นยอดเงินสุทธิว่ามีจำนวนเท่าใด ทำให้ขณะนั้นจำเลยยังไม่มีหนี้ที่ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งยี่สิบสองฉบับโดยยังไม่มีมูลหนี้ซึ่งอาจบังคับได้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวสมนึก สมอยู่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายวุฒิพงษ์ แจ่มกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ ตันติภิรมย์
พิศล พิรุณ
เสรี เพศประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4937 -ที่ 4938/2556
#544509
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างผู้เสียหายทำงานในตำแหน่งพนักงานอาวุโส ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ได้จากลูกค้าแทนผู้เสียหาย เช่นเดียวกับพนักงานขายบัตรโดยสารเครื่องบินที่ผู้เสียหายมอบหมายหน้าที่ให้รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินแทนลูกค้าด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการหรือชำระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเครื่องบินนั้น จึงเป็นของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ต้องนำไปส่งมอบหรือชำระตามวิธีการให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 เอาเงินค่าโดยสารเครื่องบินดังกล่าวไว้เป็นของจำเลยที่ 2 เสียเอง จึงเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มิใช่ความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือใช้เงิน 21,250 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนที่สองต่อจากโทษจำเลยทั้งสองสำนวนแรก

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก 335 (11) วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 335, (11) วรรคแรก) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและฐานใช้เอกสารปลอมเป็นการกระทำโดยมุ่งหวังที่จะลักเอาทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างไปเท่านั้น จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างสองกระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 9,550 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องคืนเงิน 9,550 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาคัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างบริษัทโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ จำกัด ผู้เสียหาย ประจำที่สถานีสนามบินหาดใหญ่ โดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม 2549 นางยุพเยาว์ มอบเงิน 3,700 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินจากผู้เสียหายแทนนางยุพเยาว์และนางสาวเยี่ยมพร บุตรของนางยุพเยาว์เพื่อเดินทางไปกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 ใช้รหัสประจำตัวของจำเลยที่ 1 เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย ขายบัตรโดยสารเครื่องบินให้แก่นางยุพเยาว์และนางสาวเยี่ยมพร แต่ไม่ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายตามสรุปรายงานการขายภายในประเทศและรายงานการขายประจำวัน ต่อมา นางยุพเยาวย์และนางสาวเยี่ยมพรใช้บัตรโดยสารเครื่องบินที่จำเลยที่ 2 นำไปมอบให้เดินทาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ตามรายชื่อผู้โดยสาร และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 เวลาเช้า นางสาวนิธิภรณ์ นางสาวสุวดีย์ และนางสาวจณิตา มอบเงินรวม 5,850 บาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินจากผู้เสียหายแทนนางสาวนิธิภรณ์ นางสาวสุวดี และนางสาวจณิตาเพื่อใช้เดินทางไปกรุงเทพมหานคร ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 2 ใช้รหัสประจำตัวของ จำเลยที่ 1 เข้าสู่ระบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายขายบัตรโดยสารเครื่องบินรวม 3 ฉบับ ได้แก่ 5789920004001 ถึง 5789920004003 ซึ่งเป็นบัตรโดยสารเครื่องบินที่ตัวแทนของผู้เสียหายได้จำหน่ายไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 และผู้โดยสารใช้บัตรโดยสารเครื่องบินเหล่านั้นเดินทางเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ตามสรุปรายงานการขายภายในประเทศไปมอบให้แก่นางสาวนิธิภรณ์ นางสาวสุวดีย์ และนางสาวจณิตาได้ใช้บัตรโดยสารเครื่องบินดังกล่าวเดินทาง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบินทั้งสามฉบับให้แก่ผู้เสียหาย ตามสรุปรายงานการขายภายในประเทศ และรายงานการขายประจำวัน คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาเป็นความผิดฐานยักยอกมิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แม้ไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่ก็สามารถขายบัตรโดยสารเครื่องบินของผู้เสียหายได้ จำเลยที่ 2 ขายบัตรโดยสารเครื่องบินของผู้เสียหายได้เงินจากลูกค้า แต่ไม่นำเงินไปชำระแก่ผู้เสียหาย จึงเป็นการเบียดบังเงินของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยที่ 2 ครอบครองเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบินของผู้เสียหายและเบียดบังเงินของผู้เสียหายไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานยักยอกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของผู้เสียหายทำงานในตำแหน่งพนักงานอาวุโส ซึ่งได้ความว่า ในขณะเกิดเหตุเดือนพฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ได้จากลูกค้าแทนผู้เสียหาย เช่นเดียวกันกับพนักงานขายบัตรโดยสารเครื่องบินที่ผู้เสียหายมอบหมายหน้าที่ให้รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินจากลูกค้าแทนด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการหรือชำระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเครื่องบินนั้นจึงเป็นของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ต้องนำไปส่งมอบหรือชำระตามวิธีการให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 เอาเงินค่าโดยสารเครื่องบินดังกล่าวตามฟ้องไว้เป็นของจำเลยที่ 2 เสียเอง จึงเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มิใช่เป็นความผิดฐานยักยอก ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยอาศัยโอกาสที่ล่วงรู้รหัสประจำตัวผู้ร่วมงาน แล้วเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายในการกระทำความผิด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมงานและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย พฤติการณ์แห่งความผิดนับว่าร้ายแรง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่มีหน้าที่การงานและจบการศึกษาระดับสูงอยู่ในวิสัยที่จะใช้สติปัญญาพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจที่จะกระทำความผิดได้ คดีไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 11,100 บาท แล้ว และผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ จึงเห็นสมควรลงโทษในสถานเบา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (11) ม. 335 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางจุรีพร บุญเทียม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายชูศักดิ์ ด้วงหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4913/2556
#571915
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนรายการประเภทการจำนองและการไถ่ถอนจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกถอนการขายฝากและการไถ่ถอนขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 และเพิกถอนการซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ฝ่ายจำเลยให้การว่านิติกรรมทั้งหมดดังกล่าวกระทำโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ซึ่งหากโจทก์ชนะคดีย่อมได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาเป็นของตน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสัญญาจำนองและการไถ่ถอนจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกถอนการขายฝาก และการไถ่ถอนขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 เพิกถอนหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10640 ตำบลสี่แยกมหานาค (ดุสิต) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครขีดฆ่ารายการจดทะเบียนทั้งหมด หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณานางจินฐิฏา ผู้พิทักษ์ของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตาย นางจินฐิฏา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนรายการประเภทการจำนองและการไถ่ถอนจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกถอนการขายฝากและการไถ่ถอนขายฝากระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 4 และเพิกถอนการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10640 ตำบลสี่แยกมหานาค (ดุสิต) อำเภอดุสิต กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 หากจำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวทั้งหมดกระทำโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียกร้องให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนมาเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง ซึ่งหากโจทก์ชนะคดีย่อมได้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมาเป็นของตน จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมทั้งหมด โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามราคาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 2,400,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์เรียกร้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาท้ายฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
นางศรีนิตย์ สุวัติพานิช โดยนางจินฐิฏา ม้าวิเชียร
โจทก์ — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายธศม คงทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายอุทิศ สุภาพ
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช คงแสงชู
ชื่อองค์คณะ
พศวัจณ์ กนกนาก
อภิรัตน์ ลัดพลี
ธงชัย เสนามนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4827/2556
#571566
เปิดฉบับเต็ม

ขั้นตอนในการขออนุญาตฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อ. จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา แต่จำเลยยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาซึ่งครบกำหนดวันที่ 27 ธันวาคม 2554 การยื่นคำร้องดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. อันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100/2, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถจักรยานยนต์ของกลาง และลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งนี้ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 7 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และรถจักรยานยนต์ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ขอให้ลงโทษในสถานเบาและน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด กับขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการขออนุญาตฎีกาตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา แต่คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาซึ่งครบกำหนดวันที่ 27 ธันวาคม 2554 การยื่นคำร้องดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ชอบ ไม่มีผลทำให้ฎีกาของจำเลยขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอันว่าด้วยฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม
จำเลย — นางสาวนฤมลหรือหญิง อุตสาห์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายเลอภพอักขรา พรชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบุญไชย ธนาพันธ์สิน
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2556
#541495
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ตามบันทึกข้อตกลงในสำเนารายงานประจำวัน ระบุว่า โจทก์จะไม่เรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยอีกนั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสละสิทธิที่จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1598/41 ข้อตกลงในส่วนนี้จึงใช้บังคับมิได้ จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ จึงต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กหญิง น. และเด็กชาย น. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่เด็กหญิง น.และเด็กชาย น. ยังเป็นเงินจำนวน 1,360,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง น. นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ สำหรับปี 2552 ถึง 2548 เดือนละ 40,000 บาท บาท ปี 2549 ถึง 2564 เดือนละ 50,000 บาท ปี 2565 ถึง 2566 เดือนละ 60,000 บาท และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย น. ยังนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ สำหรับปี 2552 ถึง 2560 เดือนละ 40,000 บาท ปี 2561 ถึง 2566 เดือนละ 50,000 บาท ปี 2567 ถึง 2568 เดือนละ 60,000 บาท

จำเลยให้การขอให้พิพากษาว่าบุตรทั้งสองเป็นบุตรของจำเลย คำขออื่นให้ยก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง น. และเด็กชาย น. ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลย คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์คนละ 5,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในส่วนที่พิพากษาว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยถึงที่สุดจนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่โจทก์เพิ่มอีกหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันไว้ ตามบันทึกข้อตกลงในสำเนารายงานประจำวัน ระบุว่า โจทก์จะไม่เรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยอีกนั้น ข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการสละสิทธิที่จะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/41 ข้อตกลงในส่วนนี้จึงใช้บังคับมิได้ จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง จึงต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง เมื่อพิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายในการศึกษาบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจนกว่าจะจบชั้นปริญญาตรีเป็นเวลาอีกสิบกว่าปี ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นตามวัย และโจทก์ทำงานมีรายได้พอที่จะเลี้ยงตนเองได้เท่านั้น ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองได้ ประกอบกับได้ความตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีครอบครัวของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร (มีนบุรี) ว่า ปัจจุบันจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ซี.ที.เอ็น.ชิปปิ้ง จำกัด ได้รับเงินเดือน เดือนละ 15,000 บาท ในช่วงเศรษฐกิจดี บริษัทมีรายได้ปีละ 2,000,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับเงินปันผลปีละเท่าใด นอกจากนี้จำเลยฎีกาว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองควรเป็นเงิน 190,000 บาทต่อปี เมื่อคำนวณระยะเวลา 10 ปี เป็นเงิน 1,900,000 บาท แต่บุตรคนเล็กอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น กว่าจะเรียนจบชั้นปริญญาตรี ค่าอุปการะเลี้ยงดู 2,000,000 บาท ที่จำเลยมอบให้แก่โจทก์ ย่อมไม่เพียงพอแน่นอน ฉะนั้น เมื่อพฤติการณ์ รายได้หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจึงสมควรที่จะแก้ไขให้เพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง แต่ได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า ปัจจุบันจำเลยมีภริยาใหม่และมีบุตรที่เกิดกับภริยาใหม่อีกหนึ่งคน จำเลยจึงมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาและบุตรคนใหม่ด้วย มิใช่มีหน้าที่เพียงอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเท่านั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้ของจำเลยกับรายจ่ายในครอบครัวของจำเลย ตลอดจนความจำเป็นทางด้านการเงินของผู้เยาว์ทั้งสอง อายุและระดับการศึกษาของผู้เยาว์ทั้งสองแล้ว เห็นสมควรกำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเพิ่มอีกคนละ 4,000 บาทต่อเดือน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแก่บุตรทั้งสอง คนละ 4,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่พิพากษาว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจำเลยถึงที่สุด จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1598/41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมนฤดี มีนบุญเลิศ
นายรักษิตหรือธันฐกรณ์
จำเลย — พจนาวิสุทธิ์หรือโชคดีรุ่งโรจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) — นายสุพจน์ กาวชู
ศาลอุทธรณ์ — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ชื่อองค์คณะ
วิทยา วีระประจักษ์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4788/2556
#544563
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยทั้งสามไม่จัดทำบัญชีงบดุลและเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติภายในกำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1196, 1197 ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 18, 25 แต่ได้ความว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเชิญพิจารณารับรองงบดุล - งบการเงินแล้วแจ้งเหตุขัดข้องปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมกรรมการ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่สามารถจัดทำบัญชีงบดุลและเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติตามที่กฎหมายกำหนดได้ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ถือหุ้นจึงมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดการกระทำความผิด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 18, 25

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการโดยโจทก์ที่ 1 หรือโจทก์ที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 รวมเป็นสองคน และประทับตราสำคัญของบริษัท มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ดำเนินการจัดทำบัญชีงบดุล - งบการเงินปี 2552 โดยมีหนังสือเชิญโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 พิจารณารับรองงบดุล - งบการเงินปี 2552 แต่โจทก์ทั้งสองแจ้งเหตุขัดข้องปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานะที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1196 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันบัญชีงบดุลนั้น ท่านว่าต้องทำอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน คือ เมื่อเวลาสุดรอบสิบสองเดือนอันจัดว่า เป็นขวบปีในทางบัญชีเงินของบริษัทนั้น" มาตรา 1197 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "งบดุลนั้นต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนตรวจสอบแล้วนำเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายในสี่เดือนนับแต่วันที่ลงในงบดุลนั้น" วรรคสอง บัญญัติว่า "อนึ่ง ให้ส่งสำเนางบดุลไปยังบุคคลทุกคนบรรดาที่มีชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่ก่อนวันนัดประชุมใหญ่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน" มาตรา 1198 บัญญัติว่า "ในเมื่อเสนองบดุล กรรมการต้องเสนอรายงานต่อที่ประชุมใหญ่แสดงว่าภายในรอบปีซึ่งพิจารณากันอยู่นั้นการงานของบริษัทได้จัดทำเป็นประการใด" และมาตรา 1199 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้เป็นหน้าที่ของกรรมการที่จะส่งสำเนางบดุลทุกฉบับไปยังนายทะเบียนไม่ช้ากว่าเดือนหนึ่งนับแต่วันซึ่งงบดุลนั้นได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่" จากบทบัญญัติดังกล่าวกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ร่วมกันจัดทำงบดุลตามที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติโดยต้องส่งสำเนางบดุลไปยังผู้ถือหุ้นของบริษัทก่อนวันนัดประชุมใหญ่ไม่น้อยกว่าสามสิบวันและยังมีหน้าที่ร่วมกันเสนอรายงานต่อที่ประชุมใหญ่และส่งสำเนางบดุลทุกฉบับไปยังนายทะเบียนไม่ช้ากว่าเดือนหนึ่งนับแต่วันซึ่งงบดุลนั้นได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ดำเนินการจัดทำบัญชีงบดุล - งบการเงินปี 2552 โดยมีหนังสือเชิญโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 พิจารณารับรองงบดุล - งบการเงินปี 2552 แล้ว แต่โจทก์ทั้งสองแจ้งเหตุขัดข้องปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมกรรมการ เช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถจัดทำงบดุลเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติและส่งสำเนางบดุลให้แก่ผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้ถือหุ้นจึงมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดการกระทำความผิดตามฟ้องด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1196 ม. 1197 ม. 1198 ม. 1199
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเอมอร นาวิกผล กับพวก
จำเลย — บริษัทเอเอ็มอาร์ แอนด์ อาร์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครใต้ — นายเบญจพล อัศวัฒน์วิไกร
ศาลอุทธรณ์ — นายแก้ว เวศอุไร
ชื่อองค์คณะ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ปดารณี ลัดพลี
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4756/2556
#554852
เปิดฉบับเต็ม

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพพนักงานในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย เจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยและจะถอนไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคสอง การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออกของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปีทุกระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 45,000 บาท พร้อดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายเนื่องจากบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2542 ในตำแหน่งนิติกร สังกัดสายงานนิติการ โจทก์ยื่นหนังสือลาออกถึงนายสมชาย รักษาการกรรมการผู้จัดการของจำเลย แจ้งความประสงค์ในการลาออกจากงานเพื่อไปปฏิบัติงานที่บริษัทอื่นและโจทก์มีความจำเป็นต้องไปเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 จึงยื่นหนังสือลาออกน้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันที่ลาออก โดยขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษให้มีผลเป็นการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออก จำเลยรับทราบหนังสือลาออกของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่ยื่นหนังสือ ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 มีการประชุมคณะกรรมการของจำเลยครั้งที่ 14/2548 (114) มีมติให้ยุบสายงานนิติการของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป กับให้มีการปรับองค์กรใหม่ตามรายงานการประชุมและต่อมาวันที่ 25 พฤศจิกายน 2548 มีการประชุมคณะกรรมการพนักงานครั้งที่ 16/2548 พิจารณาหนังสือลาออกของโจทก์แล้วมีมติอนุมัติการลาออกตามความประสงค์ของโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปตามรายงานการประชุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเกี่ยวกับการมีมติยุบสายงานนิติการถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนที่โจทก์จะลาออกจากงานหรือไม่ เห็นว่า แม้การเลิกจ้างจะมีความหมายรวมถึงกรณีที่รัฐวิสาหกิจไม่ยอมให้พนักงานทำงานเกินเจ็ดวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่จ่ายเงินเดือนค่าจ้างให้และมีเจตนาจะไม่จ้างพนักงานนั้นทำงานต่อไปหรือกลั่นแกล้งพนักงาน ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 95 วรรคหนึ่ง ประกอบระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสากิจ พ.ศ.2534 ข้อ 45 วรรคสอง แต่การที่จำเลยยุบสายงานนิติการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่โจทก์ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากงานย่อมไม่ใช่กรณีที่จำเลยไม่ยอมให้โจทก์ทำงาน หากเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ทำงานให้จำเลยเพราะไปทำงานที่อื่นเอง และแม้ตามรายงานการประชุม จะปรากฏสาเหตุที่ต้องยุบสายงานนิติการและปรับองค์กรใหม่เพราะไม่มีงานด้านนิติการที่จำเลยจะดำเนินการให้บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อีกต่อไป ก็ไม่อาจแปลความไปว่าจำเลยมีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทำงานต่อไป พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ นอกจากนี้เมื่อโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 โดยระบุให้มีผลเป็นการพ้นสภาพการเป็นพนักงานของจำเลยวันที่ 1 ธันวาคม 2548 อันเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย การแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์มีผลตามกฎหมายแล้วนับแต่วันยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลยและจะถอนไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสอง การอนุมัติให้ลาออกเป็นขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติภายในของจำเลย ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการแสดงเจตนาเลิกสัญญาของโจทก์ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ธันวาคม 2548 ตามหนังสือลาออกของโจทก์ ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามฟ้อง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอรวรรณ ธาราดล
จำเลย — บริษัทกฎหมายกรุงไทย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิสิทธวงศ์
ชื่อองค์คณะ
วาสนา หงส์เจริญ
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
สุนันท์ ชัยชูสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2556
#554771
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้องตำแหน่งซ่อมงาน แผนกบรรจุหีบห่อ และเป็นกรรมการลูกจ้าง ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ร้องที่ให้ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์และตรวจคุณภาพของผ้า แม้งานที่ผู้ร้องสั่งให้ทำไม่ใช่งานในหน้าที่ของผู้คัดค้านโดยตรง แต่เป็นงานที่ผู้ร้องซึ่งเป็นนายจ้างอาจมอบหมายให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นลูกจ้างทำได้เป็นการพิเศษ การที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งจึงเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่ผู้ร้องไม่ได้กำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยร้ายแรง

โทษทางวินัยของผู้ร้องมี 4 ขั้น คือภาคทัณฑ์ พักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ปลดออก และเลิกสัญญาจ้าง เมื่อความผิดทางวินัยของผู้คัดค้านไม่ถึงกับเป็นความผิดร้ายแรง จึงยังไม่มีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านอันเป็นโทษขั้นสูงสุด แต่เห็นสมควรให้ผู้ร้องลงโทษภาคทัณฑ์ผู้คัดค้าน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านโดยไม่จ่ายค่าชดเชยนับแต่วันยื่นคำร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าคำสั่งลงโทษโดยมีหนังสือตักเตือนและหักค่าจ้างเบี้ยขยันเป็นคำสั่งไม่ชอบจึงได้ฟ้องผู้ร้องต่อศาลแรงงานกลาง ต่อมาศาลแรงงานกลางได้ไกล่เกลี่ยจนคดียุติแล้ว การที่ผู้ร้องนำกรณีเดิมมาร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีคำสั่งให้ผู้คัดค้าน และพนักงานชายในแผนกบรรจุหีบห่อขนย้ายวัสดุอุปกรณ์โดยวันที่ 19 กันยายน 2548 ขนย้ายที่อาคารห้าชั้น วันที่ 22 กันยายน 2548 ขนย้ายสิ่งของจากแผนกไปเก็บที่ชั้นลอย และให้ไปตรวจสอบคุณภาพของผ้า ณ แผนกพัสดุ การที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง โดยอ้างว่าป่วยและไม่ใช่หน้าที่ของตน หากผู้คัดค้านป่วยก็มีสิทธิลาป่วยได้ แต่ผู้คัดค้านยังคงทำงานย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านทำงานได้ การที่ผู้คัดค้านอ้างว่าทำงานไม่ได้ ทำไม่ไหวและไม่ใช่หน้าที่ย่อมแสดงว่าผู้คัดค้านเกี่ยงเลือกงานไม่นำพาต่อคำสั่ง ทั้งการที่ได้รับคำสั่งให้ขนของแต่กลับมาทำงานซ่อมที่แผนกบรรจุหีบห่อ จึงเป็นการทำงานตามอำเภอใจตนเอง ย่อมทำให้ระบบการทำงาน ระบบการปกครองของผู้ร้องเสียหายได้ มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านกรรมการลูกจ้างได้ ส่วนคำขออื่นให้ยก

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่าผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้ร้องที่ให้ช่วยขนย้ายวัสดุอุปกรณ์และตรวจคุณภาพของผ้า ซึ่งแม้การทำงานดังกล่าวจะไม่ใช่งานในหน้าที่โดยตรงของผู้คัดค้าน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นงานที่นายจ้างอาจมอบหมายให้ลูกจ้างทำได้เป็นการพิเศษ การที่ผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ร้องจึงเป็นการกระทำผิดวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวดที่ 9 วินัยและโทษทางวินัย ข้อ 19 แต่การกระทำผิดวินัยดังกล่าวผู้ร้องก็มิได้กำหนดให้เป็นความผิดร้ายแรง โทษทางวินัยของผู้ร้องได้ระบุไว้ 4 ขั้น คือภาคทัณฑ์พักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ปลดออก และเลิกสัญญาจ้าง การที่ผู้ร้องขอลงโทษผู้คัดค้านโดยขอเลิกจ้างหรือเลิกสัญญาจ้างอันเป็นโทษขั้นสูงสุดโดยที่ความผิดวินัยของผู้คัดค้านยังไม่ถึงกับเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกสัญญาจ้างนั้น จึงยังไม่มีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เห็นสมควรให้ผู้ร้องจัดทำหนังสือระบุถึงความผิดและการลงโทษโดยภาคทัณฑ์ในความผิดที่เกิดขึ้น โดยมีเงื่อนไขระยะเวลาภาคทัณฑ์ไว้ 1 ปี ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องลงโทษภาคทัณฑ์ผู้คัดค้านตามนัยข้างต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 52
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเฟิร์สโมเดอร์น จำกัด
ผู้คัดค้าน — นายนีวัฒน สมศรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2556
#554785
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบโดยชัดแจ้งว่า บ. อยู่กินฉันสามีภริยากับ ว. ผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน คือ ค. ผู้เยาว์ ดังนั้น ค. บุตรของ ว. ผู้ที่ถูกทำร้ายถึงตายถือเป็นผู้สืบสันดาน เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้ตายได้ ไม่ว่าบิดามารดาจะได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม และเห็นว่า คดีนี้ ค. ผู้เยาว์ เป็นผู้มีมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมตามกฎหมาย บ. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมจึงมีอำนาจจัดการแทน ค. ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ดังนั้น บ. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของ ค. ผู้เยาว์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) บัญญัติให้ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาจัดการแทนผู้เสียหายได้เฉพาะแต่ในความผิดอาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ จากฟ้องของโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบโดยแจ้งชัดว่านางบุญเทียมอยู่กินฉันสามีภริยากับนายวิชัย ผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน คือ นาย ค. ผู้เยาว์ ดังนั้น นาย ค. บุตรของนายวิชัย ผู้ที่ถูกทำร้ายถึงตายถือเป็นผู้สืบสันดาน เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้ตายได้ ไม่ว่าบิดามารดาจะได้จดทะเบียนสมรสหรือไม่ก็ตาม และเห็นว่า คดีนี้นาย ค. ผู้เยาว์ เป็นผู้มีมารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมตามกฎหมาย นางบุญเทียมมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมจึงมีอำนาจจัดการแทนนาย ค. ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น นางบุญเทียม ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของนาย ค. ผู้เยาว์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยและพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
ป.วิ.พ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
นางบุญเทียม มานะดี ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม
โจทก์ — ของนายคมกริช เตไธสง ผู้เยาว์
จำเลย — นายจริยุทธหรือจิรยุทธ ทุมพิลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศุภศักดิ์ เยาว์วิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4701/2556
#554812
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับ บ. ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีให้ บ. แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 แต่การที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ บ. เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายก่อนที่จะส่งมอบ จึงลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายบุญยู้ และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด จึงยึดเป็นของกลางโดยกล่าวหาว่าร่วมกับจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาจึงจับกุมจำเลยได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจศักดาและดาบตำรวจวีรชน เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมนายบุญยู้เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันสรุปว่า หลังจากได้รับแจ้งจากประชาชนว่า มีการลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในที่เกิดเหตุ พยานทั้งสองจึงไปดูในที่เกิดเหตุเห็นนายบุญยู้ส่งธนบัตรให้แก่จำเลยและเห็นจำเลยส่งห่อพลาสติกให้แก่นายบุญยู้ พยานทั้งสองจึงเข้าจับกุมนายบุญยู้ไว้ได้และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในกระเป๋ากางเกงของนายบุญยู้ ส่วนจำเลยหลบหนีไปได้จึงออกหมายจับไว้ เห็นว่า พยานทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันตั้งแต่ซุ่มดูเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุและเห็นจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายบุญยู้จึงแสดงตัวเข้าจับกุม เมื่อค้นกระเป๋ากางเกงนายบุญยู้พบเมทแอมเฟตามีน 10 เม็ด ของกลาง นายบุญยู้ก็ให้การรับว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย แม้คำให้การของนายบุญยู้มีลักษณะเป็นคำซัดทอด ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 บัญญัติให้ศาลต้องใช้ความระมัดระวังในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานและไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลยก็ตาม แต่คำซัดทอดของนายบุญยู้ก็มิใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดเพราะมีรายละเอียดของการกระทำความผิดทั้งของนายบุญยู้และของจำเลย โดยให้การวันรุ่งขึ้นหลังจากถูกจับกุมทันที นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล จ่าสิบตำรวจศักดาและดาบตำรวจวีรชนเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ข้อระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยให้ต้องโทษจึงไม่มี เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้นายบุญยู้ แต่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 215, 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่อย่างไรก็ดีการที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่นายบุญยู้ เป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้เพื่อจำหน่ายก่อนที่จะส่งมอบ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์
จำเลย — นายปัญญาหรือหลอด ขันมณี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ — นายเจตน์ รอดอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยพร สมบุญวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ อเนกพุฒิ
พิศาล อัยยะวรากูล
ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4578/2556
#541483
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าเช่าซื้อที่ ส. มีอยู่ต่อบริษัท ม. ต่อมาโจทก์ได้ชำระหนี้ที่ ส. มีอยู่แก่บริษัท ม. หลังจากที่ ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของการเป็นเจ้าหนี้แทนบริษัท ม. ที่จะฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ผู้ตาย สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นในวันที่โจทก์ชำระหนี้แก่บริษัท ม. อันเป็นเวลาหลังจากที่ ส. ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมิใช่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยอยู่ในขณะที่ ส. ถึงแก่ความตาย เพราะสิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เกิดขึ้นหลังจากการตายของ ส. ผ่านพ้นไปแล้ว อายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ดังกล่าวไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งเป็นอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกมาใช้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 216,275.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะเสร็จสิ้น และให้จำเลยใช้ค่าติดตามกับค่าดำเนินคดี 50,000 บาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้บังคับโจทก์ชำระหนี้แก่จำเลย 201,115 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามฟ้อง และฟ้องแย้งให้เป็นพับ)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนฟ้องแล้วให้พิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ว่า จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไสว ผู้ตาย จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้โจทก์ทั้งหมด ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า นายไสว ผู้ตายทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทรกเตอร์จากบริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด มีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย และศาลจังหวัดมหาสารคามมีคำสั่งตั้งจำเลยซึ่งเป็นภรรยาของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดก บริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องผู้ตายและโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำพิพากษาให้ผู้ตายและโจทก์รับผิดต่อบริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด ต่อมาบริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด ขอหมายบังคับคดียึดทรัพย์โจทก์ และโจทก์ชำระหนี้ให้บริษัทเมืองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด ไปแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายในคดีนี้

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า นายไสวเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย นั้น เห็นว่า สิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยเกิดจากการที่โจทก์ได้ชำระหนี้ที่นายไสวมีอยู่ต่อบริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด ในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ค่าเช่าซื้อที่นายไสวมีอยู่ต่อบริษัท โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิของการเป็นเจ้าหนี้แทนบริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด ที่ฟ้องไล่เบี้ยเอาแก่จำเลย สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์เพิ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 และวันที่ 28 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้จำนวน 216,275.25 บาท ให้แก่บริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด อันเป็นเวลาหลังจากที่นายไสวเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โจทก์จึงมิใช่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในอันที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยอยู่ในขณะที่นายไสวถึงแก่ความตาย โดยในขณะเกิดสิทธิไล่เบี้ยการตายของนายไสวได้ผ่านพ้นไปแล้ว อายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1754 วรรคสาม ซึ่งเป็นอายุความสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกมาใช้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1754 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมาน เพียพยัคฆ์
นางสนิท เพียพยัตฆ์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
จำเลย — ของนายไสว เพียพยัคฆ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายวีรวัฒน์ เพ็ชรสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายพินิจ เพชรรุ่ง
ชื่อองค์คณะ
อธิป จิตต์สำเริง
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4573 -ที่ 4574/2556
#541491
เปิดฉบับเต็ม

ในการถอนคำฟ้องคดีแพ่งนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 176 บัญญัติไว้มีใจความว่า การถอนคำฟ้องนั้น ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม เสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย และตามมาตรา 145 บัญญัติไว้มีใจความว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง คดีนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว การถอนคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกานั้น ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกา และทำให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาเลย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องซึ่งเป็นของจำเลยที่ 4 กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 ย่อมหมายความถึงว่าโจทก์ไม่สามารถขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การไถ่ถอนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การขายที่ดินและการขึ้นวงเงินจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้จำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้ ถึงแม้โจทก์จะมิได้ถอนคำฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วยก็ตาม การถอนคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ย่อมมีผลผูกพันคู่ความทุกฝ่ายในกระบวนพิจารณา โจทก์จึงไม่อาจที่จะฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 แต่เพียงฝ่ายเดียวตามลำพังได้ เพราะโจทก์ได้ถอนคำฟ้องอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 และถอนคำฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 3 ไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนคดีหลังว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ในสำนวนแรก และโจทก์ในสำนวนคดีหลังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 38217 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ดิน 72 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 51/923 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นสามีภริยากัน ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในหนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดิน (ท.ด.21) ในช่องผู้มอบอำนาจและร่วมกันกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่จำเลยที่ 2 ในวงเงิน 1,500,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี แล้วดำเนินการจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีนางวลัยพรรณ เป็นผู้รับมอบอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 2 กำหนดไถ่ถอนคืนภายใน 6 เดือน ทั้งนี้จำเลยที่ 2 กับนางวลัยพรรณ ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจ โจทก์มิได้รู้เห็นหรือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมจำนองและไม่มีการชำระเงินจำนองกันจริง ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจของกรมที่ดิน (ท.ด.21) และร่วมกันกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 มีอำนาจไถ่ถอนจำนองตามที่จดทะเบียนจำนองไว้เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2545 และมีอำนาจขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคา 1,700,000 บาท เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินและจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจดทะเบียนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 ในราคา 1,700,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 ในราคา 3,000,000 บาท กำหนดไถ่ถอนคืนภายใน 6 เดือน เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนขึ้นวงเงินจำนองแก่จำเลยที่ 4 จำนวน 300,000 บาท เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2545 จำเลยที่ 4 เพิ่มเงินจำนองให้แก่จำเลยที่ 3 อีกจำนวน 50,000 บาท ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 3 มอบอำนาจให้นางวลัยพรรณมีอำนาจจัดการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้จำนองให้แก่จำเลยที่ 4 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2546 นางวลัยพรรณนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปทำนิติกรรมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 4 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจดทะเบียนนิติกรรมทั้งหมดดังกล่าวเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 38217 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ลงวันที่ 30 มกราคม 2545 นิติกรรมไถ่ถอนจำนอง นิติกรรมขาย และนิติกรรมจำนอง ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2545 นิติกรรมขึ้นเงินจำนอง ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 และนิติกรรมโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างชำระหนี้จำนอง ลงวันที่ 13 มกราคม 2546 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง จำเลยที่ 4 เป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 38217 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 72 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างคือบ้านเลขที่ 51/923 บ้านหลังดังกล่าวมีโจทก์พักอาศัยอยู่ ต่อมาจำเลยที่ 4 แจ้งให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านดังกล่าว โจทก์เพิกเฉย การกระทำของโจทก์เป็นการละเมิดต่อจำเลยที่ 4 ทำให้จำเลยที่ 4 ได้รับความเสียหาย หากนำที่ดินและบ้านออกให้บุคคลภายนอกเช่าจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่จำเลยที่ 4 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2546 เป็นต้นไป ค่าเสียหายคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 40,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์พร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 4 ให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 4 กับชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าโจทก์และบริวารจะออกไปจากที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 4

โจทก์ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์พร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 38217 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ 51/923 หมู่ที่ 5 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นที่ดินและบ้านของจำเลยที่ 4 ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 เป็นเงิน 40,000 บาท และค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2546 จนกว่าโจทก์กับบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านดังกล่าว กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยที่ 2 จำนวน 1,000 บาท และให้จำเลยที่ 4 จำนวน 15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 4 จากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ต่อไป ขอถอนฟ้อง แปลความหมายได้ว่า โจทก์ประสงค์ขอถอนฟ้องฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 จากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 เพียงว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 กระทำกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจะมิได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาไว้โดยเฉพาะ แต่ตามมาตรา 246 และ 247 ของลักษณะ 1 และลักษณะ 2 ว่าด้วยอุทธรณ์และฎีกาให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มาใช้บังคับแก่การพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโดยอนุโลม ซึ่งในการถอนคำฟ้องคดีแพ่งนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 บัญญัติไว้มีใจความว่า การถอนคำฟ้องนั้น ย่อมลบล้างผลแห่งการยี่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีมาต่อภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิม เสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลย และตาม มาตรา 145 บัญญัติไว้มีใจความว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้ถือว่าผูกพันคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่ง นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง คดีนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว การถอนคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกานั้น ย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกา และทำให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กลับคืนเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาเลย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องซึ่งเป็นของจำเลยที่ 4 กับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 4 ย่อมหมายความถึงว่าโจทก์ไม่สามารถขอให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การไถ่ถอนจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 การขายที่ดินและการขึ้นวงเงินจำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้จำนองระหว่างจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ได้ ถึงแม้โจทก์จะมิได้ถอนคำฟ้องจำเลยที่ 3 ด้วยก็ตาม การถอนคำฟ้องอุทธรณ์และคำฟ้องฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ย่อมมีผลผูกพันคู่ความทุกฝ่ายในกระบวนพิจารณา โจทก์จึงไม่อาจที่จะฎีกาขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 แต่เพียงฝ่ายเดียวตามลำพังได้ เพราะโจทก์ได้ถอนคำฟ้องอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 และถอนคำฟ้องฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้กระทำนิติกรรมกับจำเลยที่ 3 ไปแล้ว กรณีจึงไม่อาจที่จะบังคับตามคำฟ้องฎีกาของโจทก์ได้อีกต่อไป ฎีกาของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่นไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมยุรี สุขผ่อง
จำเลย — นายกันตสิทธิ์หรือกรวิชญ์ เพชรรุ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวปทุมาวดี พิชชาโชติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4571/2556
#544466
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีเดิมอันเป็นมูลเหตุของคดีนี้คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1027/2552 ของศาลชั้นต้น มีโจทก์คดีนี้เป็นผู้เสียหาย ศาลในคดีดังกล่าวยังได้อนุญาตให้โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ร่วมด้วย จึงฟังได้ว่าโจทก์คดีนี้เป็นผู้เสียหาย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า จำเลยถืออาวุธปืนติดตัวออกมาบริเวณทางเดินเท้าสาธารณะซึ่งอยู่ติดกับถนนสาธารณะหลังจากมีปากเสียงกับโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังรับข้อเท็จจริงในคดีนี้อีกว่า จำเลยได้พูดขู่เข็ญโจทก์ว่า "มึงอยากตายหรือ" การกระทำดังกล่าวนับว่าเป็นการกระทำโดยจงใจทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

แม้ว่าจำเลยจะมิได้ยิงอาวุธปืนดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่โจทก์เช่นนี้เป็นการทำให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของโจทก์แล้ว เพราะเป็นการทำให้โจทก์ตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีดังกล่าวนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินเป็นจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นพิจารณาจำเลยรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้พูดจาขู่เข็ญโจทก์ว่า "มึงอยากตายเหรอ" และเป็นเหตุให้โจทก์และบุตรอีก 2 คนเกิดความกลัวและตกใจ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 3,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เห็นว่า ในคดีเดิมอันเป็นมูลเหตุของคดีนี้คือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1027/2552 ของศาลจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีโจทก์คดีนี้เป็นผู้เสียหาย ศาลในคดีดังกล่าวยังได้อนุญาตให้โจทก์ในคดีนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์คดีนี้มิใช่ผู้เสียหายแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคดีดังกล่าวว่า โจทก์คดีนี้เป็นผู้เสียหาย และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคดีอาญาหมายเลขแดงดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าจำเลยถืออาวุธปืนติดตัวออกมาบริเวณทางเดินเท้าสาธารณะซึ่งอยู่ติดกับถนนสาธารณะหลังจากมีปากเสียงกับโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังรับข้อเท็จจริงในคดีนี้อีกว่า จำเลยได้พูดขู่เข็ญโจทก์ว่า "มึงอยากตายหรือ" การกระทำดังกล่าวนับว่าเป็นการกระทำโดยจงใจทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และแม้ว่าจำเลยจะมิได้ยิงอาวุธปืนดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่โจทก์เช่นนี้ เป็นการทำให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกายและอนามัยของโจทก์แล้ว เพราะเป็นการทำให้โจทก์ตกใจกลัวเป็นความเสียหายเกี่ยวกับความรู้สึกทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 โจทก์มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในกรณีดังกล่าวนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในกรณีนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 446
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสริมศักดิ์ ดีศรีศักดิ์
จำเลย — นายสมชาย ซีประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นายสมศักดิ์ ศรีเทียมทอง
ชื่อองค์คณะ
อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4532/2556
#554848
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะมีได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง การหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลให้การสมรสสิ้นสุดนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยชดใช้ค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 14,500 บาท นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้หย่าเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่หรือสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพให้โจทก์เดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะช่วยเหลือตนเองได้หรือจดทะเบียนสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2552 โดยอยู่กินด้วยกันที่รังสิตแกรนด์คอนโด ห้องเลขที่ 550A ซอยคลองหลวง 11 ตำบลคลองหลวง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อปี 2535 เป็นต้นมา จำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสาวกัลยา ที่หมู่บ้านวังทองริเวอร์ปาร์ค บ้านเลขที่ 802/300 หมู่ที่ 12 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายกชกรและนางสาวปริยากร อายุ 18 ปี และ 16 ปี ตามลำดับ (ขณะฟ้อง) ต่อมาปลายเดือนธันวาคม 2553 นางสาวกัลยาพาบุตรทั้งสองไปหาจำเลยกับโจทก์ที่ห้องพัก จากนั้นในเดือนมกราคม 2554 โจทก์ออกจากที่ทำงานเดิมคือบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง เพื่อไปทำงานที่บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) สาขานครสวรรค์ แล้วแยกกันอยู่กับจำเลยตลอดมา

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาเพียงว่าเหตุฟ้องหย่ามิใช่ความผิดของจำเลยฝ่ายเดียว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามข้อวินิจฉัยข้างต้นแล้วย่อมแสดงว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว เมื่อจำเลยมิได้คัดค้านในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าโจทก์ต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรสอย่างไร และค่าเลี้ยงชีพสูงเกินไปหรือไม่ ย่อมไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย จำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง สิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจะมีได้เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง คดีนี้เป็นการหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลนับแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เมื่อคดีนี้มีการฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้มีผลนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยเช่นกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1526 ม. 1531 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวปรียาภัสสร์ ปิยะไทยเสรี
จำเลย — นายเฉลิมเกียรติ ไผ่แก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี — นายวิวัฒน์ ณ พัทลุง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางปิยนันท์ พันธนวณิช
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4526/2556
#554849
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ซื้อบ้านและที่ดินพิพาท โดยใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์แทนเนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ เป็นการกระทำที่ขัดต่อ ป.ที่ดิน มาตรา 86 และมาตรา 96 ซึ่งโจทก์จะต้องจัดการจำหน่ายที่ดินนั้นภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยให้จำหน่ายที่ดินแทนโจทก์โดยพลการหาได้ไม่ เนื่องจากเจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะให้อธิบดีกรมที่ดินรับทราบและกำหนดเวลาให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายที่ดินเสียก่อน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดจึงให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจำหน่ายที่ดินพิพาทแทนโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์ได้รับเงินที่ได้จากการจำหน่ายอันเป็นวิธีการนอกเหนือไปจากบทบัญญัติดังกล่าวซึ่งให้อธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้กำหนดวิธีการจำหน่าย จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและให้จำเลยนำที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการขายคืนแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์จำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะจดทะเบียนหย่าภายใน 1 เดือน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้คดีในส่วนการหย่าเป็นอันเสร็จเด็ดขาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยลงวันที่ 4 ธันวาคม 2550 และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 17436 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่พิพาทภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดโดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์จดทะเบียนโอนจำหน่าย หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนากับให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินที่ได้จากการจำหน่าย หากโจทก์ไม่จำหน่ายที่ดินพิพาทภายในเวลาดังกล่าวให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายได้ตามประมวลกฎหมายที่ดินกำหนด ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า บ้านพร้อมที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ โจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันว่า โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นจำเลยนำเงินที่ได้รับจากโจทก์ไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาท โดยจำเลยอ้างว่าก่อนจดทะเบียนสมรสกันบิดามารดาของจำเลยแนะนำให้จำเลยขอเงินก้อนหนึ่งจากโจทก์แทนสินสอดที่จะต้องให้แก่บิดามารดาของจำเลย จำเลยจึงขอเงินจากโจทก์ 1,000,000 บาท โจทก์ตกลงจะให้เงิน 800,000 บาท จำเลยจึงยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ต่อมาจำเลยต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง จึงตกลงซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาทในราคา 800,000 บาท โดยวางมัดจำไว้ 50,000 บาท เมื่อโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยแล้วจำเลยจึงชำระราคาส่วนที่เหลือแก่ผู้ขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545 โจทก์และจำเลยเคยทำกิจการบาร์เบียร์ด้วยกันโดยเช่าที่จากผู้อื่น แต่กิจการไม่ดี โจทก์แนะนำให้จำเลยนำบ้านพร้อมที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยไปจำนองนำเงินมาหมุนเวียนโดยโจทก์จะกลับไปทำงานต่างประเทศแล้วส่งเงินมาช่วยเหลือ แต่โจทก์ไม่ได้ทำตามที่พูดไว้ เมื่อเจ้าหนี้เร่งรัดให้ชำระหนี้ จำเลยจึงยืมเงินผู้อื่นมาเพื่อไถ่ถอนจำนอง และนำบ้านพร้อมที่ดินพิพาทออกให้เช่า ในที่สุดต้องเลิกกิจการไป ส่วนโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่เคยตกลงให้เงิน 800,000 บาท แก่จำเลย เหตุที่โจทก์ให้เงินจำเลยไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาท เนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ เห็นว่า โจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวประกอบอาชีพอยู่ต่างประเทศ หากจำเลยต้องการเงินจากโจทก์ก่อนจดทะเบียนสมรสกัน และโจทก์ตกลงให้เงินแก่จำเลย 800,000 บาท จำเลยก็ชอบที่จะให้โจทก์มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้ก่อน เพราะเมื่อจำเลยเห็นว่าเงินที่เรียกร้องจากโจทก์เป็นเรื่องสำคัญกว่าความผูกพันทางใจ ถึงขนาดเสนอเงื่อนไขต่อโจทก์เช่นนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะให้รับฟังว่าจำเลยเชื่อใจโจทก์จึงยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ก่อน ส่วนโจทก์รับว่ารู้สึกชอบจำเลยตั้งแต่แรกที่พบกัน และเป็นผู้ชวนจำเลยไปดูบ้านด้วยกัน ทั้งยังได้ถอนเงินจากบัญชีไปชำระให้แก่ผู้ขายบ้านเอง แต่เหตุที่ใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อ เนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าวและหลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้วโจทก์ยังเคยผ่อนชำระหนี้ค่ารถยนต์ 600,000 บาท แทนจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงในส่วนนี้และยังรับว่าโจทก์ถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ไปมอบให้ผู้ขายบ้าน ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากโจทก์จึงน่าเชื่อถือ อันฟังได้ว่าโจทก์นำเงินของโจทก์ไปซื้อบ้านพร้อมที่ดินพิพาททรัพย์สินดังกล่าว จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ หาใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยไม่ ที่ใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์แทนเนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าวไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ ในการดำเนินการดังกล่าวโจทก์ย่อมต้องให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยมิฉะนั้นเจ้าพนักงานที่ดินคงไม่ดำเนินการให้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 และมาตรา 96 ซึ่งโจทก์จะต้องจัดการจำหน่ายที่ดินนั้นภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดตามมาตรา 94 จะฟ้องบังคับจำเลยให้จำหน่ายที่ดินแทนโจทก์โดยพลการหาได้ไม่ เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ที่จะให้อธิบดีกรมที่ดินรับทราบและกำหนดเวลาให้คนต่างด้าวนั้นจัดการจำหน่ายที่ดินเสียก่อน หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวด 3 ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยจำหน่ายที่ดินพิพาทแทนโจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์ได้รับเงินที่ได้จากการจำหน่ายอันเป็นวิธีการนอกเหนือไปจากบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งให้อำนาจอธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้กำหนดวิธีการจำหน่าย จึงเป็นการไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 17436 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยให้จำเลยซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ดำเนินการแทนโจทก์ โดยให้ดำเนินการภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ให้มีหนังสือแจ้งผลคำพิพากษานี้ให้อธิบดีกรมที่ดินทราบเพื่อดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ที่ดิน ม. 86 ม. 94 ม. 96
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกาซูโมโต โตกิ
จำเลย — นางกษมน โตกิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายองอาจ งามมีศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประกอบ ลีนะเปสนันท์
ชื่อองค์คณะ
พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
วิทยา วีระประจักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4525/2556
#538024
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายกับความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ จะต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนความผิดสองฐานนี้ โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ตรี และศาลอุทธรณ์รับพิจารณาพิพากษาต่อมาอันเป็นการไม่ชอบก็ตาม แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนครอบคลุมถึงข้อเท็จจริงในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว โดยเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายในคดีนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องไปถึงความผิดดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 295, 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 371, 392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งทุกกระทงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญจำคุก 10 วัน ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 เดือน 10 วัน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ 1 ปี 6 เดือน และขั้นสูงไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยให้ฝึกวิชาชีพอย่างน้อย 2 วิชาชีพ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เวลาประมาณ 21 นาฬิกา นางสาวเพชรทิวา ผู้เสียหาย ไปนั่งรับประทานไอศกรีมที่ตลาดริมแม่น้ำเจ้าพระยากับนางสาวศจีและนางสาวพรทิพย์ จากนั้นผู้เสียหาย นางสาวศจีและนางสาวพรทิพย์ ขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่ริมถนนบริเวณตลาดร้านขายเสื้อผ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ไกลจากร้านขายไอศกรีมแล้วพากันเดินในตลาดดังกล่าว ระหว่างที่เดินอยู่นั้นมีชายคนร้ายซึ่งใส่เสื้อสีชมพูเข้ามาต่อยผู้เสียหายที่แก้มซ้ายทางด้านหลัง 1 ที เมื่อผู้เสียหายหันไปดูก็ถูกคนร้ายนั้นต่อยที่ใบหน้าด้านซ้ายและปากอีก 2 ถึง 3 ที นางสาวศจีถามคนร้ายว่า "ต่อยเพื่อนหนูทำไม" คนร้ายก็ล้วงอาวุธปืนพก 1 กระบอก ออกจากขอบกางเกงด้านหน้าออกมาเล็งผู้เสียหายกับพวกในลักษณะส่ายไปมาพร้อมพูดว่า "หรือมึงจะเอา" ผู้เสียหายกับพวกจึงยืนนิ่งเฉยด้วยความกลัว ต่อจากนั้นคนร้ายก็เดินย้อนกลับไปทางเดิม ผู้เสียหายกับพวกเดินตามไปดูแต่คนร้ายหันกลับมาเห็นจึงเดินเข้ามาต่อยผู้เสียหายอีก 1 ที แล้วคนร้ายชักอาวุธปืนพกชี้ผู้เสียหายกับพวกและพูดว่า "พวกมึงจำหน้ากูไว้" หลังจากนั้นคนร้ายเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ด้านหลังสุดซึ่งมีชาย 2 คน นั่งคร่อมรถรออยู่ขับออกไป วันดังกล่าวนางลัดดา มารดาของผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกธีรวุฒิ สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ร้อยตำรวจเอกธีรวุฒิถ่ายรูปใบหน้าผู้เสียหายไว้ แล้วส่งผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ แพทย์ทำรายการที่ตรวจและมีความเห็นว่าบาดแผลฟกช้ำที่ริมฝีปากกับโหนกแก้มด้านซ้ายของผู้เสียหายน่าจะหายภายในเวลา 7 ถึง 10 วัน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ในวันเดียวกันร้อยตำรวจเอกธีรวุฒิไปตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้วทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุกับทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาเป็นหลักฐานไว้ ต่อมาวันที่ 16 สิงหาคม 2553 จำเลยถูกจับกุมตามหมายจับในเหตุคดีนี้ เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่า ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ชั้นสอบสวนพันตำรวจโทประสาร ผู้รับมอบสำนวนสอบสวนต่อจากร้อยตำรวจเอกธีรวุฒิ แจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุมแก่จำเลย จำเลยให้การปฏิเสธ จำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมาก่อน สำหรับความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิด 2 ฐานดังกล่าวศาลชั้นต้นเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นการส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมยังศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนความผิด 2 ฐานนี้ โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาตามมาตรา 193 ตรี และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาต่อมาจึงเป็นการไม่ชอบ ซึ่งต้องถือว่าผลคดีในความผิด 2 ฐานที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เพียงไร เห็นว่า ในเหตุที่ผู้เสียหายเคยเห็นจำเลยมาก่อนเกิดเหตุ และบริเวณที่ผู้เสียหายเห็นจำเลยในวันเกิดเหตุอยู่ในบริเวณตลาดซึ่งมีแสงสว่างจากไฟฟ้าที่ร้านค้าริมถนน ทั้งหลังเกิดเหตุผู้เสียหายก็ยืนยันต่อนางลัดดาและพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันว่าจำหน้าจำเลยได้ กรณีจึงน่าเชื่อว่าผู้เสียหายเห็นจำเลยในบริเวณที่เกิดเหตุจริงตามเหตุผลที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยไว้ค่อนข้างละเอียดแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดจากพยานโจทก์ว่าจำเลยคบคิดกับคนร้ายจะมาทำร้ายและใช้อาวุธปืนขู่เข็ญผู้เสียหายในที่เกิดเหตุ การที่คนร้ายยืนอยู่ข้างรถจักรยานยนต์คันที่จำเลยกับชายผู้ขับนั่งอยู่ห่างจากร้านขายไอศกรีมประมาณ 5 เมตร ก็ไม่อาจอนุมานได้แน่นอนว่าจำเลยกับคนร้ายมาด้วยกันเพราะคนร้ายอาจมาหาจำเลยที่บริเวณนั้นโดยบังเอิญก็เป็นไปได้ ซึ่งผู้เสียหายเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่ถูกคนร้ายต่อยและชักอาวุธปืนพกออกขู่เนื่องจากไม่เคยรู้จักคนร้ายมาก่อน ส่วนจำเลยนั้นไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกันโดยปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายตอบที่ปรึกษากฎหมายจำเลยถามค้านว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายเคยเห็นจำเลยที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนมาเพียงครั้งเดียว พฤติการณ์ที่คนร้ายชักอาวุธปืนพกออกจากขอบกางเกงด้านหน้าในครั้งแรกมาถือส่ายไปมาพร้อมพูดว่า "หรือมึงจะเอา" นั้น เป็นเพราะนางสาวศจีถามคนร้ายว่าต่อยผู้เสียหายด้วยเรื่องอะไร และที่คนร้ายชักอาวุธปืนพกมาชี้ผู้เสียหายกับพวกในครั้งหลังพร้อมพูดว่า "พวกมึงจำหน้ากูไว้" ก็เป็นเพราะเมื่อผู้เสียหายถูกทำร้ายในครั้งแรกแล้วผู้เสียหายกับพวกยังเดินติดตามคนร้ายไป ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่คนร้ายมิได้มุ่งประสงค์จะใช้อาวุธปืนดังกล่าวมาขู่เข็ญผู้เสียหายตั้งแต่แรก ฉะนั้นก่อนเกิดเหตุจำเลยอาจมิได้ล่วงรู้ว่าคนร้ายมีอาวุธปืนพกติดตัวมาด้วยก็เป็นไปได้ อีกทั้งตามคำเบิกความของผู้เสียหายและนางสาวพรทิพย์ตลอดจนข้อความตามบันทึกคำให้การของผู้ร้อง ผู้กล่าวโทษหรือพยานเอกสารก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ารถจักรยานยนต์ที่จำเลยนั่งซ้อนท้ายชายผู้ขับซึ่งจอดอยู่ห่างจากจุดที่ผู้เสียหายถูกคนร้ายต่อยในครั้งแรกประมาณ 8 เมตร นั้น ได้ติดเครื่องอยู่ในลักษณะพร้อมจะเข้าช่วยเหลือคนร้ายหรือพาคนร้ายหนีทุกเมื่อมีเหตุขัดข้องในการกระทำผิดแก่ผู้เสียหาย ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นพิจารณา ดังนี้ลำพังข้อเท็จจริงที่จำเลยเป็นผู้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ตรงกลางระหว่างคนขับกับคนร้ายขับออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไปหลังจากคนร้ายกระทำผิดแก่ผู้เสียหายยังถือไม่ได้ว่าจำเลยกับคนร้ายรู้การกระทำซึ่งกันและกันโดยประสงค์จะถือเอาการกระทำของแต่ละคนเป็นการกระทำของตนด้วย ข้อเท็จจริงที่ปรากฏมิใช่เรื่องตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกันโดยแบ่งหน้าที่กันทำตามที่โจทก์อ้างในฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยถึงพยานจำเลย จำเลยไม่มีความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับใบอนุญาต อนึ่ง แม้กระทงความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายกับกระทงความผิดฐานร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญจะต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลอุทธรณ์ภาค 6 รับพิจารณาพิพากษาต่อมาอันเป็นการไม่ชอบ ดังที่วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาครอบคลุมถึงข้อเท็จจริงในความผิดทั้ง 2 ฐาน ดังกล่าวด้วย โดยเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับคนร้ายในเหตุคดีนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องไปถึงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 193 ทวิ ม. 215 ม. 225
ป.อ. ม. 295 ม. 392
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการคดีเยาวชน
โจทก์ — และครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายวัชรากรณ์ หรือไอซ์ บุญเฟื่อง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ — นายธเนตร อินทปัตย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นางภคมณฑน์ ศักดิ์ศรีมณีกูล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดา พูนคำ
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4353/2556
#554806
เปิดฉบับเต็ม

พ. ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 ช่วยเก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนไว้ให้ เป็นเงิน 2,000,000 บาท หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน พ. โทรศัพท์หาจำเลยที่ 3 บอกว่า มีเมทแอมเฟตามีนอีก 1 ล็อต ช่วยเก็บรักษาไว้ให้ด้วย โดย พ. จะจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้อีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท กรณีจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 รับฝากเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจาก พ. ต่างกรรมต่างวาระกัน โดยจำเลยที่ 3 ได้รับค่าตอบแทนการรับฝากเพิ่มจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้สถานที่ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนก็ต่างสถานที่กัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 มีเจตนาในการมีไว้ในครอบครองเมทแอมเฟตามีนสองจำนวนดังกล่าวแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระตาม ป.อ. มาตรา 91 จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายรวมสองกรรม

การลงโทษผู้กระทำความผิดให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เป็นการให้อำนาจแก่ศาลในการใช้ดุลพินิจลงโทษมิใช่บทบังคับแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและถังใส่น้ำแข็งจำนวน 3 ใบ ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 52 (2) ประกอบมาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 ไว้ตลอดชีวิต สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง ริบเมทแอมเฟตามีนและถังใส่น้ำแข็งจำนวน 3 ใบ ของกลาง

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่จำเลยที่ 3 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จึงให้จำคุกจำเลยที่ 3 รวม 2 กระทง กระทงละตลอดชีวิต และปรับกระทงละ 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกกระทงละ 25 ปี และปรับกระทงละ 2,500,000 บาท รวมจำคุก 50 ปี และปรับ 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจตรีสรกฤช จ่าสิบตำรวจอนนท์ กับพวกเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 ได้ร่วมกันตรวจค้นบ้านเลขที่ 512/272 และบ้านเลขที่ 512/281 หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พบเงินสดจำนวน 3,000,000 บาท ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้าสีดำมีหูหิ้วและพบสัญญากู้ยืมเงินกับโฉนดที่ดินจำนวนมากบรรจุอยู่ในกระเป๋าเอกสารเก็บอยู่ภายในห้องเก็บของบ้านเลขที่ 512/272 ตรวจยึดบัญชีรายการเอกสารและทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในห้องเก็บของบ้านเลขที่ 512/281 ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 512/281 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าเงินสด เอกสารต่าง ๆ และเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามจับกุมจำเลยที่ 3 ได้ จากนั้นได้นำตัวจำเลยที่ 3 ไป ตรวจค้นบ้านเลขที่ 202/43 หมู่บ้านผาสุข แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ภายในห้องเก็บของจำนวน 1,300,000 เม็ด และเมทแอมเฟตามีนที่แตกหักอีก 1 ถุง ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ อ้างว่าเป็นเพียงผู้พักอาศัยในบ้านเลขที่ 512/281 มีหน้าที่ดูแลบ้านหลังดังกล่าวและหลังอื่น ๆ ให้จำเลยที่ 3 โดยได้รับค่าตอบแทน ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ผลการตรวจพิสูจน์ยาเสพติดให้โทษพบว่าเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ ซึ่งเป็นเกลือของเมทแอมเฟตามีนและเป็นอนุพันธ์แอมเฟตามีน โดยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 50,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 983.175 กรัม เมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,300,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 24,583.845 กรัม และเมทแอมเฟตามีนที่แตกหัก 1 ถุง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 110.603 กรัม

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประเด็นแรกว่า การที่จำเลยที่ 3 มีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันค้นพบได้ในบ้านเลขที่ 512/281 จำนวน 50,000 เม็ด จำนวนหนึ่งและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันค้นพบได้ในบ้านเลขที่ 202/43 จำนวน 1,300,000 เม็ด กับส่วนที่แตกหักอีก 1 ถุง อีกจำนวนหนึ่ง เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือสองกรรม เห็นว่า แม้ว่าผู้ฝากเมทแอมเฟตามีนและผู้รับฝากเป็นรายเดียวกัน บ้านที่เก็บเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 หลัง จะเป็นเจ้าของเดียวกัน และเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนดังกล่าวจะมีสภาพและบรรจุหีบห่อที่เหมือนกันไม่ปรากฏข้อแตกต่างตามที่จำเลยที่ 3 ได้ฎีกามาก็ตาม แต่ยังปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ว่า เมื่อต้นปี 2546 นางพิมไม่ทราบนามสกุลขอร้องให้จำเลยที่ 3 ช่วยเก็บรักษาเมทแอมเฟตามีนไว้ให้ โดยนางพิมได้ว่าจ้างเป็นเงิน 2,000,000 บาท หลังจากนั้น 2 ถึง 3 วัน นางพิมได้โทรศัพท์หาจำเลยที่ 3 บอกว่า มีเมทแอมเฟตามีนอีก 1 ล็อต ช่วยเก็บรักษาไว้ให้ด้วย โดยนางพิมจะจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้อีก 1,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,000,000 บาท ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 รับฝากเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจากนางพิมต่างกรรมต่างวาระกัน โดยจำเลยที่ 3 ได้รับค่าตอบแทนการรับฝากเพิ่มจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้สถานที่ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนก็ต่างสถานที่กัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 มีเจตนาในการมีไว้ในครอบครองเมทแอมเฟตามีนสองจำนวนดังกล่าวแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด จึงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายรวมสองกรรม ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 น้อยกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ 3 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 รวม 2 กระทง กระทงละตลอดชีวิต และปรับกระทงละ 5,000,000 บาท โทษดังกล่าวนี้ต่ำกว่าประหารชีวิตตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม อยู่แล้ว การที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขึ้นมาอีกเพื่อขอให้ศาลฎีกาพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 3 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำความผิดของจำเลยที่ 3 ย่อมมีความหมายว่า จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ต่ำกว่าที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษามา กล่าวคือ ให้ศาลฎีกาพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 3 ต่ำกว่าโทษจำคุกกระทงละตลอดชีวิต และปรับกระทงละ 5,000,000 บาท นั่นเอง เห็นว่า การลงโทษผู้กระทำผิดให้น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 เป็นการให้อำนาจแก่ศาลในการใช้ดุลพินิจลงโทษมิใช่บทบังคับแต่อย่างใด ศาลฎีกาได้พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ก่อนถูกจับกุมในปี 2547 จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษมาตั้งแต่ปี 2544 แล้ว อีกทั้งจำเลยที่ 3 ได้รับฝากเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากจากนางพิมจำนวน 2 คราว เพื่อค่าตอบแทน จำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจจนมีฐานะร่ำรวยรายได้ปีละประมาณ 40 ถึง 50 ล้านบาท จำเลยที่ 3 ย่อมรู้ดีว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอาจได้รับการลงโทษหนักตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งจำเลยที่ 3 มิได้ยากจนหรืออยู่ในภาวะลำบากแห่งชีวิตอันไม่มีทางออก จำเลยที่ 3 สามารถเลือกที่จะดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้องได้ แต่จำเลยที่ 3 กลับเลือกที่จะมาเกี่ยวข้องช่วยเหลือผู้ค้ายาเสพติดให้โทษไม่ว่าซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษหรือช่วยเหลือทางคดี เมื่อจำเลยที่ 3 ถูกจับกุมและถูกฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมทราบลู่ทางการต่อสู้คดีเป็นอย่างดี ศาลฎีกาเห็นว่า การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามมาตรา 100/2 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 นั้น จะต้องใช้เพื่อให้เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดที่สำนึกผิดและกลับใจช่วยเหลือราชการเพื่อปราบปรามภัยอันเนื่องมาจากยาเสพติดให้โทษโดยแท้อันเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม มิใช่เฉพาะเพื่อประโยชน์ของการได้รับลดหย่อนผ่อนโทษแก่ผู้กระทำผิดเพียงฝ่ายเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษและลดหย่อนผ่อนโทษแก่จำเลยที่ 3 จนเหลือโทษสุทธิที่จะได้รับเพียงจำคุกรวม 50 ปี และปรับรวม 5,000,000 บาท เป็นคุณแก่จำเลยที่ 3 อย่างมากแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นควรลงโทษจำเลยที่ 3 ให้น้อยไปกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้อีก ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอรนุชหรือติ๋ม ธีราทรง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายดุสิต ผดุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายอนุวัตร มุทิกากร
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
อร่าม แย้มสอาด
กษิดิ์เดช จีนสลุต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา