คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1336/2556
#538039
เปิดฉบับเต็ม

การนำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/32 ให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ในการนับอายุความนั้น มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 กำหนดให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นงวด งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 12 ตกลงผ่อนชำระงวดละไม่น้อยกว่า 20,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่การชำระหนี้งวดแรกเช่นนี้การเริ่มนับอายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2542 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ดังนั้น การที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงพ้นไปก่อนนั้นย่อมไม่นับเข้ามาในอายุความตามมาตรา 193/15 การที่โจทก์นำมูลตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 จึงยังไม่ล่วงพ้นอายุความตามมาตรา 193/32 โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแพ่ง คดีหมายเลขแดงที่ 10281/2542 ซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,836,968.27 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 1,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้แล้วเสร็จและยินยอมชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,834 บาท ทุก 3 ปีต่อครั้ง นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ในการชำระหนี้เงินกู้จำเลยทั้งสองตกลงผ่อนชำระให้แก่โจทก์เป็นงวดรายเดือน โดยงวดที่ 1 ถึงที่ 12 ตกลงผ่อนชำระงวดละไม่น้อยกว่า 20,000 บาท งวดที่ 13 เป็นต้นไปไม่น้อยกว่า 32,450 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 และงวดต่อไปทุกวันที่ 30 ของเดือน โดยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 15 ปี นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์งวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีหนี้ส่วนที่ค้างชำระโดยยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 25068 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน กับจำเลยทั้งสองยินยอมชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์และค่าทนายความเป็นเงิน 6,600 บาท ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้งโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 คำนวณหนี้ถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองคงค้างชำระหนี้โจทก์ 3,212,295.92 บาท และโจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธินำมูลหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การนำมูลหนี้ตามคำพิพากษามาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นโดยสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 ให้มีกำหนดอายุความ 10 ปี ในการนับอายุความนั้น มาตรา 193/12 บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป คดีนี้ศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 กำหนดให้จำเลยผ่อนชำระหนี้เป็นงวด งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 12 ตกลงผ่อนชำระงวดละไม่น้อยกว่า 20,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่การชำระหนี้งวดแรกเช่นนี้การเริ่มนับอายุความจึงเริ่มนับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2542 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายครั้ง โดยครั้งสุดท้ายได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2545 ดังนั้น การที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้วระยะเวลาที่ล่วงพ้นไปก่อนนั้นย่อมไม่นับเข้ามาในอายุความตามมาตรา 193/15 การที่โจทก์นำมูลตามคำพิพากษาตามยอมมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 จึงยังไม่ล่วงพ้นอายุความตามมาตรา 193/32 โจทก์จึงมีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลายได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวและมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลายหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้ว่าศาลล้มละลายกลางยังไม่ได้วินิจฉัยแต่ เห็นว่า การพิจารณาคดีล้มละลายนั้นจะต้องดำเนินการเป็นการด่วน ประกอบกับศาลล้มละลายกลางได้ดำเนินการสืบพยานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียว เมื่อพิจารณาแล้วข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดี กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่า จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว จำเลยทั้งสองมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การแต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์เพียงพอชำระหนี้ โดยไม่ได้ระบุว่ามีทรัพย์สินอะไรบ้าง ส่วนในชั้นสืบพยานจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินอะไรบ้าง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งเมื่อพิจารณาจำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองชำระให้แก่โจทก์ก็เป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับหนี้ที่ยังค้างชำระอยู่ กรณีจึงยังไม่อาจถือว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/14 (1) ม. 193/15 ม. 193/32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางศุภลักษณ์ มีศักดิ์หรือสิวะสุธรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายปัณณธร ไหวพริบ
ชื่อองค์คณะ
วีระพล ตั้งสุวรรณ
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
สมควร วิเชียรวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2556
#554937
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 14 ให้โจทก์มีอำนาจกำหนด ค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนค่าบริการในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมในด้านธุรกิจ โจทก์จึงประกาศกำหนดค่าบริการบำบัดน้ำเสียได้ โดยประกาศนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ 60/2538 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคิดปริมาณน้ำเสีย ให้คำนวณจากร้อยละ 80 ของน้ำใช้ในแต่ละเดือน และแม้ผู้ใช้น้ำจะมิได้ปล่อยน้ำใช้ลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ผู้ใช้น้ำก็ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยคำนวณจากน้ำใช้ตามประกาศฉบับนี้ และประกาศของโจทก์ที่ 61/2538 เรื่อง ค่าบริการบำบัดน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร กำหนดวิธีคำนวณอัตราค่าบริการในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรมไว้โดยชัดแจ้ง ประกาศดังกล่าวใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครทุกราย มิได้ใช้บังคับเฉพาะรายของจำเลยอันจะทำให้เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงมิได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่จำเลยดังที่ให้การ จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้ที่ดินตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครและใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อการประกอบกิจการอุตสาหกรรม จึงต้องผูกพันเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียตามอัตราที่โจทก์ประกาศกำหนด ไม่ว่ากระบวนการผลิตของจำเลยจะก่อให้เกิดน้ำเสียขึ้นถึงร้อยละ 80 หรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,187,015.25 บาท และชำระเงินเพิ่มค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครและค่าบำบัดน้ำเสียที่ค้างชำระอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นค่าบำรุงรักษา 487,329.36 บาท ค่าบริการบำบัดน้ำเสีย 1,200,703.63 บาท เบี้ยปรับเป็นเงิน 166,327.42 บาท และให้ชำระเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 1,688,032.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าบริการบำบัดน้ำเสียและเบี้ยปรับรวม 1,043,726.61 บาท และชำระเบี้ยปรับอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือน ของต้นเงิน 1,447,892.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่า ให้เช่าซื้อ และขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ในนิคมอุตสาหกรรม จำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมผลิตไอศกรีมโยเกิร์ต โยเกิร์ตแช่แข็ง และโยเกิร์ตพร้อมดื่ม เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2538 จำเลยทำสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมกับโจทก์เพื่อใช้ที่ดินแปลงที่ 51 และ 52 เนื้อที่ 9 ไร่ 2 งาน 21 ตารางวา และที่ดินแปลงเลขที่ 50 และ 53 ถึง 55 เนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 23 ตารางวา รวมเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ 44 ตารางวา เพื่อการผลิตสินค้าดังกล่าว ตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร และบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ในการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าบำรุงรักษาการนิคมอุตสาหกรรมและค่าบำบัดน้ำเสียให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องชำระเงินค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร 487,329.36 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยค้างชำระเงินค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2542 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 เป็นเงิน 487,329.36 บาท แต่มิได้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวจำเลยมิได้แก้ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยค้างชำระค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครแก่โจทก์ตั้งแต่งวดเดือนมีนาคม 2542 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 เป็นเงิน 487,329.36 บาท จำเลยจึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยมิได้ให้จำเลยชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องชำระค่าบริการบำบัดน้ำเสียให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 14 โจทก์มีอำนาจกำหนดค่าบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนค่าบริการในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมในด้านธุรกิจ โจทก์จึงมีอำนาจตามกฎหมายที่จะประกาศกำหนดค่าบริการการบำบัดน้ำเสียได้ โดยตามประกาศการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ 60/2538 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการคิดปริมาณน้ำเสีย มีใจความสำคัญว่า น้ำเสีย ได้แก่ น้ำที่ผ่านการใช้แล้วทุกชนิด เช่น จากกระบวนการผลิต จากการชะล้างต่าง ๆ จากห้องทดลอง รวมทั้งน้ำใช้แล้วจากห้องน้ำ ห้องส้วม และโรงอาหาร การคิดปริมาณน้ำเสียให้คำนวณจากร้อยละ 80 ของน้ำใช้ในแต่ละเดือน และแม้ผู้ใช้น้ำจะมิได้ปล่อยน้ำใช้ลงสู่ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ผู้ใช้น้ำก็ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยคำนวณจากน้ำใช้ตามประกาศฉบับนี้ และประกาศของโจทก์ที่ 61/2538 เรื่อง ค่าบริการบำบัดน้ำเสียในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร กำหนดวิธีการคำนวณอัตราค่าบริการในการบำบัดน้ำเสียในโรงงานอุตสาหกรรมไว้โดยชัดแจ้ง ประกาศดังกล่าวใช้บังคับเป็นการทั่วไปแก่ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครทุกราย มิได้ใช้บังคับเฉพาะรายของจำเลยอันจะทำให้เห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงมิได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่จำเลยดังที่ให้การ จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้ที่ดินตามสัญญาการใช้ที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครและใบอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อการประกอบกิจการอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร จึงต้องผูกพันเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียตามอัตราที่โจทก์ประกาศกำหนด ไม่ว่ากระบวนการผลิตของจำเลยจะก่อให้เกิดน้ำเสียขึ้นถึงร้อยละ 80 หรือไม่ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งว่าโจทก์คำนวณค่าบำบัดน้ำเสียไม่ถูกต้องตามประกาศดังกล่าว จำเลยจึงต้องชำระค่าบริการบำบัดน้ำเสียตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงงวดเดือนมกราคม 2544 เป็นเงิน 1,200,703.63 บาท ให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ให้ลดเงินค่าบริการบำบัดน้ำเสียลงร้อยละ 20 เพราะเห็นว่ากระบวนการผลิตของจำเลยปล่อยน้ำเสียไม่ถึงร้อยละ 80 ของน้ำดีที่จำเลยใช้นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าบำรุงรักษานิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร 487,329.36 บาท ค่าบริการบำบัดน้ำเสีย 1,200,703.63 บาท เงินเพิ่ม(เบี้ยปรับ) 166,327.42 บาท และเงินที่เพิ่ม (เบี้ยปรับ) ในอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือนของต้นเงิน 1,688,032.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จำเลย — บริษัทคีย์อินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายไชยพงศ์ มุกดาเพชรรัตน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
สบโชค สุขารมณ์
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1307/2556
#537994
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างที่โจทก์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขอซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจนกระทั่งมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทนั้น ยังมิได้มีการประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ในราชกิจจานุเบกษา แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในวันที่ 13 ธันวาคม 2544 ก็ตาม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้หรือควรจะรู้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จนกระทั่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 12 มีนาคม 2545 ซึ่งให้ถือว่าบุคคลทั่วไปต้องทราบคำสั่งเช่นนั้นแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะทำสัญญาขายนั้น โจทก์มีหน้าที่นำสืบในประเด็นดังกล่าวเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างไร และจำเลยที่ 2 ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะทราบได้ว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ตามคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 2,165,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 มกราคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี (ที่ถูก ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี) โดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้จำเลยที่ 2 ประเภทกู้เพื่ออยู่อาศัย โดยนำที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2109 ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้ จำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ ตามสัญญากู้เงินและสำเนาหนังสือสัญญาจำนองเป็นประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 เพื่อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทในราคา 1,100,000 บาท ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท ซึ่งเป็นบ้าน 1 หลังปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในราคา 1,100,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านพิพาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายและสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ วันที่ 22 ตุลาคม 2547 สำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ในวันที่ 13 ธันวาคม 2544 โดยประกาศคำสั่งดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 มีนาคม 2545 จะต้องมีการเพิกถอนการโอนที่ดินและบ้านพิพาท ตามสำเนาหนังสือ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้เริ่มตรวจสอบที่ดินและบ้านพิพาทจนทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ให้พนักงานของจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายไปเสนอขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ก่อนแต่อย่างใด วันที่ 18 มกราคม 2545 จำเลยที่ 1 ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจำเลยที่ 2 ซึ่งคำขอระบุว่าลูกหนี้พาผู้สนใจซื้อหลักประกันมาเจรจาตกลงจะซื้อ ตามสำเนาหนังสือขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 2 อนุมัติให้ขายที่ดินและบ้านพิพาทในราคา 1,100,000 บาท ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ซื้อในหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่น ดังนั้น โจทก์จึงทราบขั้นตอนดังกล่าวเป็นอย่างดี และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาท โดยจำเลยที่ 2 รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีหนี้ค้างชำระจำเลยที่ 2 จำนวน 1,280,286.64 บาท ตามหนังสือรับรองการโอนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้สถาบันการเงินให้แก่ผู้อื่น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ จึงเชื่อว่าโจทก์เจรจาตกลงขอซื้อที่ดินและบ้านพิพาทกับจำเลยที่ 1 ก่อนแล้วจึงพากันมาเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 ขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของจำเลยที่ 1 เพื่อดำเนินการโอนขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ ในระหว่างที่โจทก์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อขอซื้อที่ดินและบ้านพิพาทจนกระทั่งมีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของจำเลยที่ 1 และทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทนั้น ยังมิได้มีการประกาศคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 ในราชกิจจานุเบกษา แม้ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ในวันที่ 13 ธันวาคม 2544 ก็ตาม แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ได้รู้หรือควรจะรู้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จนกระทั่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 12 มีนาคม 2545 ซึ่งให้ถือว่าบุคคลทั่วไปต้องทราบคำสั่งเช่นนั้นแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดีเสียก่อนว่าจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะมีการทำสัญญาขายนั้น โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบในประเด็นดังกล่าวเพื่อให้ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่ออย่างไร และจำเลยที่ 2 จะต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ทราบว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ทั้งข้อเท็จจริงในคดีปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าตนถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ประมาทเลินเล่อ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 2 จึงมิได้เป็นฝ่ายกระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววริศรา ปัญญาโส
จำเลย — นายวีระศักดิ์ ช่วยประสิทธิ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางกาญจนา สิงห์ไฝแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายปานทอง สุ่มมาตย์
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
อร่าม แย้มสอาด
ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2556
#549017
เปิดฉบับเต็ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1230/2556
#538082
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยก่อนวันเลือกตั้งเพียง 1 วัน พร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 933,000 บาท และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกับรายชื่อหัวคะแนนบรรจุในห่อใหญ่ 9 ห่อ ซึ่งมีบัญชีรายชื่อภายในแต่ละห่อมีห่อย่อย 37 ห่อ แต่ละห่อย่อยมีซองจดหมายบรรจุธนบัตร 2 ซอง แต่ละซองระบุเลขรหัสและชื่อบุคคลกำกับไว้อยู่ภายในกระเป๋าผ้าร่ม แม้ไม่ปรากฏว่าผู้ที่ไปพบบรรดาหัวคะแนนและแกนนำชาวบ้านเพื่อให้สนับสนุนโดยหาคนมาช่วยลงคะแนนให้ อ. ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหมายเลข 9 มีการให้สิ่งตอบแทนแก่คนเหล่านั้นแล้ว แต่ขณะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ มีการจัดทำธนบัตรของกลางไว้พร้อมโดยแยกเป็นห่อและเป็นซองย่อยพร้อมที่จะนำไปแจกจ่ายให้แก่หัวคะแนนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อในตำบลขุนยวมและตำบลเมืองปอน โดยลักษณะของการกระทำดังกล่าวถือว่าจำเลยจัดเตรียมเพื่อจะให้ธนบัตรของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใดหรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แม้จำเลยจะยังไม่ได้แจกจ่ายหรือให้ธนบัตรนั้นแก่บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย จำเลยก็กระทำความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 4, 6, 7, 44, 101 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี ริบเงินจำนวน 933,000 บาท และกระเป๋าผ้าร่มของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบเงินจำนวน 933,000 บาท และกระเป๋าผ้าร่มของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1), 101 จำคุก 3 ปี และปรับ 50,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ร้อยตรีประวิทย์รับแจ้งเหตุเพียงว่าจะมีการทุจริตการเลือกตั้งด้วยการขนเงินโดยใช้รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บล 6276 เชียงใหม่ จากตัวจังหวัดแม่ฮ่องสอนไปให้หัวคะแนนตามอำเภอต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแจ้งรายละเอียดของเส้นทาง การที่ร้อยตรีประวิทย์ ทำการตั้งด่านบนถนนสายแม่ฮ่องสอน - ปาย แต่ไม่พบการกระทำความผิดจึงย้ายมาตั้งด่านที่จุดตรวจค้น จับกุมจำเลยก็ไม่เป็นพิรุธแต่อย่างใด และการที่ผู้รับแจ้งเหตุไม่ได้ระบุชื่อและนามสกุลผู้ขับรถก็เป็นเพียงรายละเอียดที่อาจตรวจสอบได้ภายหลัง อีกทั้งการที่ไม่มีบันทึกรับแจ้งเหตุก็ไม่มีกฎหรือข้อบังคับที่จะต้องปฏิบัติอันจะทำให้พยานโจทก์ขาดความน่าเชื่อถือ พยานโจทก์นอกจากมีร้อยตรีประวิทย์เบิกความยืนยันว่า ขณะตั้งด่านตรวจพบรถยนต์แล่นมาจึงส่งสัญญาณให้หยุด พบจำเลยเป็นผู้ขับรถโดยจำเลยแสดงบัตรประจำตัวข้าราชการเจ้าหน้าที่ป่าไม้และบอกว่าเป็นลูกศิษย์ของร้อยตรีประวิทย์ที่สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ขอไม่ให้ตรวจค้น นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกถวิลหรืออานันท์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนประจำสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งทำหน้าที่อยู่ที่จุดตรวจค้นด้วยเบิกความว่า ระหว่างอยู่ที่ตั้งจุดตรวจ ร้อยตำรวจเอกสง่า หัวหน้าชุดตรวจ ส่งสัญญาณให้รถยนต์กระบะที่แล่นมาจอด ร้อยตำรวจเอกถวิลกับพวกขอตรวจค้นแต่คนขับไม่ยอม โดยพยายามขับรถเคลื่อนตัวออกไป แต่ยังไม่พ้นจุดตรวจได้มีเจ้าพนักงานตำรวจตระเวนชายแดนสกัดไว้ จำเลยเปิดกระจกพร้อมกับแจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้และไม่ให้ตรวจค้น แต่ร้อยตำรวจเอกถวิลกับพวกไม่ยอม จำเลยจึงเปิดประตูยอมให้ตรวจค้นและเมื่อร้อยตำรวจเอกถวิลพบกระเป๋าผ้า จำเลยอ้างว่าเป็นกระเป๋าเสื้อผ้าส่วนตัวอย่าตรวจค้น และยื้อแย่งกับร้อยตำรวจเอกถวิล จนร้อยตำรวจเอกถวิลแจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานกำลังปฏิบัติหน้าที่ จำเลยจึงยินยอม จากพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยแสดงให้เห็นเด่นชัดว่าจำเลยย่อมทราบดีว่าภายในกระเป๋าผ้ามีสิ่งของผิดกฎหมายที่จำเลยพยายามปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้น ที่จำเลยอ้างว่ากระเป๋าผ้าเป็นของชายที่ขออาศัยรถมาด้วยก็ไม่ตรงกับที่แจ้งแก่ร้อยตำรวจเอกถวิลและร้อยตรีประวิทย์ว่ามีคนฝากกระเป๋าให้นำไปลงที่อำเภอขุนยวม ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เพราะเป็นการง่ายต่อการกล่าวอ้างและเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ที่จำเลยฎีกาว่า ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างเรื่องของกลุ่มบุคคลผู้ไม่หวังดีหรือบุคคลฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่พยายามสร้างพยานหลักฐานเท็จแล้วให้มีการจับกุมของกลางคดีนี้ ซึ่งจำเลยไม่รู้เห็นหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ นั้น ล้วนเป็นข้อแก้ตัวของจำเลยที่ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากการตรวจค้นจับกุมจำเลยกระทำต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจหลายคน รวมทั้งมีสื่อมวลชนติดตามมาทำข่าวด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนมาเป็นสักขีพยาน หากเป็นเรื่องไม่จริงหรือมีการกลั่นแกล้งดังที่จำเลยอ้าง จำเลยก็น่าจะชี้แจงและร้องเรียนต่อสื่อมวลชนและผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งฟ้องร้องดำเนินคดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่จำเลยก็ไม่ได้ดำเนินการ ส่วนที่จำเลยอ้างว่ากระเป๋าผ้าเป็นของชายซึ่งขออาศัยรถมาที่เคยเห็นหน้ามาก่อนและมีบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงานของจำเลยก็ไม่น่าเชื่อที่ชายตามที่อ้างจะฝากเงินจำนวนมากร่วมหนึ่งล้านบาทให้แก่จำเลยที่ไม่รู้จักสนิทสนมกันมาก่อนและเพิ่งพบเห็นในคืนเกิดเหตุอีกทั้งเป็นเวลาดึกมากแล้วเช่นนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงจำนวนเงินกับรายชื่อบุคคล สถานที่และเลขรหัสล้วนสอดคล้องเชื่อมโยงกันกับบุคคลผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหมู่บ้านตำบลขุนยวมและตำบลเมืองปอน ที่พนักงานสอบสวนตรวจสอบบุคคลล้วนมีชื่อตรงกับบัญชีรายชื่อที่พบพร้อมกับธนบัตรของกลางที่อยู่ในกระเป๋าผ้าที่ยึดได้จากจำเลย ซึ่งเป็นการยากที่เจ้าพนักงานหรือผู้ใดจะตระเตรียมมาเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยอีกทั้งร้อยตรีประวิทย์ก็เป็นอาจารย์ของจำเลย ส่วนเจ้าพนักงานอื่นล้วนปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งจำเลย เชื่อว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับกระเป๋าผ้าซึ่งภายในบรรจุธนบัตรและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่จำเลยต่อสู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่เก็บลายนิ้วมือแฝงจึงทำให้ขาดพยานหลักฐานเพราะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ปรากฏว่าจำเลยไม่มีความเกี่ยวข้องกับกระเป๋าผ้าที่บรรจุเงินนั้น เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นเรื่อง ๆ ไป ซึ่งกรณีนี้พนักงานสอบสวนอาจพิจารณาแล้วเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยแล้ว จึงไม่ทำให้พยานโจทก์มีข้อพิรุธสงสัยแต่ประการใด การที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยก่อนวันเลือกตั้งเพียง 1 วัน พร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 500 บาทและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งกับรายชื่อหัวคะแนนดังที่กล่าวมา แม้ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าผู้ที่ไปพบบรรดาหัวคะแนนและแกนนำชาวบ้านเพื่อให้สนับสนุนโดยหาคนมาช่วยลงคะแนนให้นายอัครเดช ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหมายเลข 9 มีการให้สิ่งตอบแทนแก่คนเหล่านั้นแล้ว แต่การที่ขณะจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ มีการจัดทำธนบัตรของกลางไว้พร้อมโดยแยกเป็นห่อและเป็นซองย่อยพร้อมที่จะนำไปแจกจ่ายให้แก่หัวคะแนนหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อในตำบลขุนยวมและตำบลเมืองปอน โดยลักษณะของการกระทำดังกล่าวถือว่าจำเลยจัดเตรียมเพื่อจะให้ธนบัตรของกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์สินเพื่อจูงใจให้บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใดหรือให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แม้จำเลยจะยังไม่ได้แจกจ่ายหรือให้ธนบัตรนั้นแก่บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลาย จำเลยก็กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 44 (1) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 จะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีฐานะเป็นพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่มีการประกาศใช้แยกมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 การที่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลง หามีผลทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 สิ้นสุดลงตามไปด้วยไม่ อีกทั้งประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับดังกล่าว ข้อ 4 ยังได้บัญญัติว่า "ศาลทั้งหลายนอกจากศาลรัฐธรรมนูญคงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" อันเป็นการรับรองให้กฎหมายทั้งปวงที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนการปฏิรูปการปกครองยังมีผลบังคับใช้ต่อไปด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขฉบับใดออกมาบัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไป

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 44 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
จำเลย — นายวัชระ วทัญญูคุณากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน — นายจำเริญศักดิ์ สารธิมา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชนินทร์ ใช้ปัญญา
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
อนันต์ ชุมวิสูตร
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1199/2556
#541477
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 103 ให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" หมายความว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษและลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย..." การระบุวัน เดือน ปี พร้อมขีดฆ่าอากรแสตมป์ ก็เพียงมุ่งหมายให้ทราบว่าได้มีการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์เมื่อใดเท่านั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์มิให้นำไปใช้ได้อีก เมื่อหนังสือมอบอำนาจได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว แม้จะไม่ได้ลงวันที่ เดือน ปี กำกับด้วย ก็ถือว่าหนังสือมอบอำนาจรับฟังพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118

โจทก์เป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของโจทก์ในกิจการทั่วไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 แม้กฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 จะมิได้กำหนดวิธีจัดการศาสนสมบัติของวัดเกี่ยวกับการฟ้องคดีไว้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบแล้วว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับลงโดยโจทก์แจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 40 วรรคสาม ว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงในเรื่องการเช่าแล้ว และเมื่อสัญญาเช่าที่ดินเลิกกัน โจทก์ในฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของโจทก์ในกิจการทั่วไป ผู้แทนของโจทก์ย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการใด ๆ อันเกี่ยวกับการจัดการศาสนสมบัติของวัดแทนโจทก์ได้ การจัดการทรัพย์สินของวัดซึ่งรวมทั้งการฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นอำนาจของเจ้าอาวาสวัดโจทก์ที่จะดำเนินการได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 566 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 566 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร พร้อมกับขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มีพระธรรมเจดีย์เป็นเจ้าอาวาส โจทก์มอบอำนาจให้นายสันติ ฟ้องคดี โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 13898 ตำบลวัดกัลยาณ์ (บางกอกใหญ่ฝั่งใต้) อำเภอธนบุรี (บางกอกใหญ่) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัด จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์ โดยทำสัญญาเช่าปีต่อปี โจทก์ขยายเวลาเช่าให้ครบกำหนด แต่จำเลยไม่ยอมรื้อถอนบ้านเลขที่ 566 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ไม่ได้ลงวัน เดือน ปี กำกับบนอากรแสตมป์หลังจากขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ จึงไม่อาจรับฟังหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 103 ให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" หมายความว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษและลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย..." ดังนั้น การระบุวัน เดือน ปี พร้อมขีดฆ่าอากรแสตมป์ ก็เพียงมุ่งหมายให้ทราบว่าได้มีการปิดและขีดฆ่าอากรแสตมป์เมื่อใดเท่านั้น สาระสำคัญจึงอยู่ที่มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์มิให้นำไปใช้ได้อีก เมื่อหนังสือมอบอำนาจได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ครบถ้วนแล้ว แม้จะไม่ได้ลงวันที่ เดือน ปี กำกับด้วย ก็ถือว่าหนังสือมอบอำนาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ไม่มีกฎกระทรวงฉบับใด ให้เจ้าอาวาสมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับศาสนสมบัติของวัด ดังนั้น การฟ้องขับไล่คดีนี้ จึงต้องดำเนินการโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมิใช่โจทก์ เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของโจทก์ในกิจการทั่วไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 31 แม้กฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 จะมิได้กำหนดวิธีจัดการศาสนสมบัติของวัดเกี่ยวกับการฟ้องคดีไว้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏตามทางนำสืบแล้วว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยระงับลงโดยโจทก์แจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทกับจำเลย อันเป็นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 40 วรรคสาม ว่าด้วยการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงในเรื่องการเช่าแล้ว และเมื่อสัญญาเช่าที่ดินเลิกกัน โจทก์ในฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของโจทก์ในกิจการทั่วไป ผู้แทนของโจทก์ย่อมมีอำนาจดำเนินกิจการใดๆ อันเกี่ยวกับการจัดการศาสนสมบัติของวัดแทนโจทก์ได้ ดังนั้น การจัดการทรัพย์สินของวัดซึ่งรวมทั้งการฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นอำนาจของเจ้าอาวาสวัดโจทก์ที่จะดำเนินการได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ม. 31 ม. 40 วรรคสาม
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — วัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร
จำเลย — นางสมร แช่มช้าง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางอัญญรัตน์ รัตกิจนากร
ศาลอุทธรณ์ — นายอนันต์ เสนคุ้ม
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย เสนามนตรี
อภิรัตน์ ลัดพลี
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1153/2556
#541544
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 27 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 7 มิได้กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการดำเนินการใดๆ โดยการใช้เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ โดยไม่ปรากฏว่ามีผู้ร้องเรียนต่อผู้เสียหายหรือมีราษฎรในหมู่บ้านของผู้เสียหายได้รับความเดือนร้อนจากมติของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ดังกล่าว มิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 จำคุก 1 ปี และปรับ 2,000 บาท การกระทำของจำเลยไม่ถึงกับก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ที่ประชุมสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท องค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์โอนเงินจำนวน 300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ นางวันทนา ผู้เสียหาย ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ทราบเรื่องดังกล่าวจึงโทรศัพท์แจ้งให้นายบุญส่ง ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ นำสมุดบัญชีเงินฝากไปมอบให้ ครั้นถึงวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านของตน โดยมีการประชุมเกี่ยวกับโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขและโครงการเอสเอ็มแอล หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงชี้แจงเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ แต่จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ได้กล่าววาจาห้ามผู้เสียหายดำเนินการประชุม นอกจากนี้ยังบอกให้นายบุญส่งไปเอาสมุดบัญชีเงินฝากคืนจากผู้เสียหายด้วย จนผู้เสียหายเลิกการประชุม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อแรกว่า การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 27 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา 7 จะกำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่ช่วยเหลือนายอำเภอในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นหัวหน้าราษฎรในหมู่บ้านของตน และให้มีอำนาจหน้าที่อื่นอีกหลายประการ รวมทั้งการจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้งก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดให้ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการดำเนินกิจกรรมใดๆ โดยการใช้เงินที่ได้รับการอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น การที่ผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านและตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำการนอกอำนาจหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกำลังจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านโดยกำลังรับฟังและตรวจสอบการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ตามที่มีผู้ร้องเรียนอันเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านตามกฎหมายนั้น เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงจากการนำสืบของโจทก์แล้ว ไม่ปรากฏว่ามีผู้ร้องเรียนต่อผู้เสียหายหรือมีราษฎรในหมู่บ้านของผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจากกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ แต่คดีกลับได้ความจากพยานโจทก์ปากนางสุณี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ เลขานุการผู้ทำรายงานการประชุมครั้งเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ภายหลังเกิดเหตุสามีผู้เสียหายสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ และเหตุที่ผู้เสียหายต้องการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ ก็เพราะเกรงว่าสามีจะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง อีกทั้งคดียังได้ความจากพยานโจทก์ปากนายกรุย และนายสันติ ราษฎรผู้เข้าร่วมประชุมครั้งเกิดเหตุ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านตรงกันว่า ผู้เสียหายกล่าวหาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ชุดที่มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ กลางที่ประชุมว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกัน นางสุณี นายกรุย และนายสันติ ล้วนเป็นคนกลาง จึงไม่มีเหตุอันควรระแวงสงสัยว่าจะเบิกความบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือจำเลย คำเบิกความของพยานทั้งสามตามที่กล่าวมานั้นมีน้ำหนักบ่งชี้ว่าผู้เสียหายจัดให้มีการประชุมราษฎรและคณะกรรมการหมู่บ้านของตนในวาระการตรวจสอบกรณีสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์มีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมอุดหนุนกิจการการเกษตรให้แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ โดยหวังจะใช้โอกาสดังกล่าวกล่าวหาสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์ชุดดังกล่าวกลางที่ประชุมว่ามีเจตนาโอนเงินให้พวกพ้องทุจริตโกงกินกันเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ เพราะเกรงว่าสามีผู้เสียหายซึ่งกำลังจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลดอนเจดีย์จะเสียเปรียบในการเลือกตั้ง มิใช่เป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้านในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรในหมู่บ้านซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดั่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นๆ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 139
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายธำรงค์ สาธุพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายสมศักดิ์ ฎาราณุท
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายรัฐพลี ตั้งใจตรง
ชื่อองค์คณะ
อาวุธ ปั้นปรีชา
วิรุฬห์ แสงเทียน
ปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1152/2556
#541518
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 43 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีไม่จำต้องอาศัยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่บัญญัติว่า หากมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 8 ปี 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ให้คืนธนบัตรที่ใช้ในการล่อซื้อของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลย นายมานัสหรือโอ๋และนางสาวสรญาหรือโบว์ กับยึดได้เมทแอมเฟตามีน 43 เม็ด น้ำหนักสุทธิ 4.276 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.358 กรัม เป็นของกลาง คดีสำหรับนายมานัสและนางสาวสรญาฟังเป็นยุติตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อย.3684/2549 ของศาลชั้นต้นว่า ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยร่วมกับนางสาวสรญามีเมทแอมเฟตามีน 43 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตั้งแต่แรก โดยมีนายมานัสร่วมกับจำเลยและนางสาวสรญามีเมทแอมเฟตามีน 23 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมาจำเลย นางสาวสรญาและนายมานัสร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 20 เม็ด ในจำนวน 23 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอีกกระทงหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับพวกมีเมทแอมเฟตามีน 43 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีไม่จำต้องอาศัยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่บัญญัติว่า หากมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นปรับบทตามมาตรา 15 วรรคสาม จึงไม่ถูกต้อง

พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี คำรับในชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 4 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสนธยาหรืออาร์ท นิเวศธนาวรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายกิตติศักดิ์ ธรรม์ญาณเนตร์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปชาบดี คำปาน
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2556
#537996
เปิดฉบับเต็ม

การพักงานที่เป็นโทษทางวินัยตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยต้องเป็นการพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง การที่จำเลยพักงานโจทก์ 7 วัน และหักค่าจ้างโจทก์ไว้ร้อยละ 50 โดยให้เหตุผลว่าเพื่อรอการสอบสวนหาข้อเท็จจริงการกระทำผิดของโจทก์จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัย

ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระบุว่าพนักงานต้องไม่ทำการทะเลาะวิวาทหรือใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งกันและกันในบริเวณบริษัท เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าโจทก์ทำร้ายร่างกาย พ. ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยชกที่ใบหน้า ปาก และศีรษะ แสดงว่าโจทก์ไม่มีความยำเกรงต่อผู้บังคับบัญชา ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม อัตราค่าจ้างและสวัสดิการเท่าเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม พร้อมทั้งนับอายุงานต่อเนื่อง หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมได้ ก็ให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 3 เดือน เป็นเงิน 19,770 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,884 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 766 บาท และค่าชดเชย 39,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างค้างจ่ายและค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง 766 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤษภาคม 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา โจทก์ทำร้ายร่างกายนายพรศักดิ์ ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในขณะกำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยชกที่ใบหน้า บริเวณปากและศีรษะ ทั้งหลังเกิดเหตุ นายพรศักดิ์ก็ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่โจทก์ทันที ซึ่งโจทก์ให้การรับสารภาพทั้งชั้นสอบสวนและชั้นศาล การกระทำของโจทก์แสดงว่าโจทก์มิได้มีความยำเกรงต่อผู้บังคับบัญชา ทั้งมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหมวด 7 ข้อ 2.1.22 ซึ่งเป็นกรณีร้ายแรง จำเลยจึงชอบที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหมวด 7 ข้อ 4.4 และหมวด 9 ข้อ 5.3 รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคห้า ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างหรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ แต่เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยไม่ได้ให้จำเลยมีอำนาจพักงานลูกจ้างเพื่อทำการสอบสวนความผิด การที่จำเลยพักงานโจทก์เพื่อทำการสอบสวนความผิด 7 วัน โดยจ่ายค่าจ้างให้ร้อยละ 50 ของค่าจ้างปกติจึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 116 ถือว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างเดือนมีนาคม 2549 ต่อโจทก์อยู่ 766 บาท เมื่อไม่จ่ายภายในวันที่ 25 มีนาคม 2549 ตามกำหนดจ่ายค่าจ้าง โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 โดยคิดให้นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ

พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยพักงานโจทก์แล้ว 7 วัน ด้วยเหตุที่ว่าโจทก์ชกต่อยนายพรศักดิ์ ซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยถือว่าเป็นการลงโทษ เมื่อจำเลยนำเหตุเดียวกันนี้มาเลิกจ้างโจทก์อีกจึงเป็นการลงโทษที่ซ้ำซ้อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การพักงานที่เป็นโทษทางวินัยนั้นต้องเป็นการพักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างทั้งคำฟ้องโจทก์ก็บรรยายไว้อย่างแจ้งชัดว่าจำเลยสั่งพักงานโจทก์เป็นเวลา 7 วัน และหักค่าจ้างโจทก์ไว้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง รวมเป็นเงิน 766 บาทโดยให้เหตุผลว่าเพื่อรอการสอบสวนหาข้อเท็จจริงของการกระทำความผิด ดังนั้นการพักงานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำเพื่อรอการสอบสวนหาข้อเท็จจริงและมีการจ่ายค่าจ้างให้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง กรณีจึงหาใช่เป็นการลงโทษทางวินัยแต่อย่างใดไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าตามหนังสือเลิกจ้าง ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างว่าโจทก์ได้ยินคำพูดจากเพื่อนร่วมงานว่านายพรศักดิ์ต้องการปลดนายพลวัต (โจทก์) ดังนั้นนายพลวัต (โจทก์) จึงไม่พอใจ แต่จำเลยยื่นคำให้การและศาลแรงงานกลางหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ชกต่อยนายพรศักดิ์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจในสถานที่ทำงาน จำเลยจึงชอบที่จะเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) จึงยังคลาดเคลื่อนและขัดต่อกฎหมายเพราะมิใช่เหตุที่ระบุไว้ตามหนังสือเลิกจ้าง ต้องห้ามตามระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าหนังสือเลิกจ้าง ได้ระบุว่าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา โจทก์ทำร้ายร่างกายนายพรศักดิ์ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในขณะกำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยชกที่ใบหน้าบริเวณปากและศีรษะ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่ามิได้ระบุเหตุไว้ในหนังสือเลิกจ้างจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์อีกว่าเมื่อพิจารณาตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว เหตุเลิกจ้างในคดีนี้ยังไม่เป็นกรณีที่ร้ายแรง เห็นว่า ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หมวด 7 วินัยพนักงาน ข้อ 2.1.22 กำหนดไว้ว่าพนักงานต้องไม่ทำการทะเลาะวิวาทหรือใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งกันและกันในบริเวณบริษัทฯ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่าโจทก์ทำร้ายร่างกายนายพรศักดิ์ผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในขณะกำลังปฏิบัติงานตามหน้าที่ โดยชกที่ใบหน้า บริเวณปากและศีรษะ ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการกระทำของโจทก์แสดงว่าโจทก์มิได้มีความยำเกรงต่อผู้บังคับบัญชา ทั้งมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้ ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีที่ร้ายแรง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพลวัต ช่วยงาน
จำเลย — บริษัทโซดิกไทยแลนด์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายประสาน มุสิกศิริ
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2556
#559085
เปิดฉบับเต็ม

งานเชื่อมโครงหลังคาเหล็กบ้านพักคนงานของจำเลยเป็นหน้าที่ของ ก. ผู้รับเหมาจากจำเลยต้องดำเนินการ โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง การที่โจทก์สั่งคนงานของจำเลย 44 คน ไปช่วยผู้รับเหมาทำงานเชื่อมโครงสร้างเหล็กหลังคาโดยที่จำเลยเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้คนงานรวม 172,040 บาท เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของโจทก์ ทำให้จำเลยขาดประโยชน์จากแรงงานของคนงานเหล่านั้น เป็นกรณีโจทก์จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67, 119 (2), 17 วรรคห้า ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และ ป.พ.พ. มาตรา 583

ก่อนโจทก์ฟ้องคดีมีการจดทะเบียนก่อตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด และบริษัทในเครือซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยตาม พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 ผู้จัดการกองทุนมีหน้าที่จ่ายเงินจากกองทุนให้โจทก์หากโจทก์มีสิทธิได้รับตามมาตรา 23 จำเลยไม่มีอำนาจจัดการกองทุน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 581,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 58,100 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของจำเลย 511,235.76 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งโจทก์มีสิทธิลาหยุดได้ปีละไม่เกิน 9 วัน โจทก์ทำงานกับจำเลยรวม 27 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีรวม 243 วัน โดยได้ค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 1,936 บาท รวมเป็นเงิน 470,448 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 7,176,000 บาท เงินจากอัตราค่าปรับเงินเดือนประจำปี ปีละ 48,804 บาท โจทก์ขอเงินส่วนนี้เป็นเวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 488,040 บาท เงินโบนัสปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท 10 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับ 9,337,453 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,337,453 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การฟ้องแย้ง และแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง เมื่อโจทก์ได้กระทำความผิดจนเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์และการกระทำของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 188,260 บาท จำเลยจึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน13,600 บาท แก่จำเลยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16พฤษภาคม 2548 จนกว่าชำระเสร็จ คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์สั่งให้คนงานของจำเลยไปช่วยทำงานในส่วนที่ผู้รับเหมาได้รับเหมาไว้โดยจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างดังกล่าว เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า งานเชื่อมโครงหลังคาเหล็กบ้านพักคนงานของจำเลยเป็นงานที่นายกำพลผู้รับเหมาจากจำเลยมีหน้าที่ดำเนินการ โจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องแต่ประการใดการที่โจทก์เข้าไปช่วยผู้รับเหมาทำงานเชื่อมโครงหลังคาเหล็กบ้านพักคนงานจึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ อีกทั้งโจทก์สั่งคนงานของจำเลย 44 คน ไปทำงานดังกล่าวโดยมิชอบ ย่อมทำให้จำเลยขาดประโยชน์จากแรงงานของคนงานเหล่านั้นและจำเลยเป็นผู้จ่ายค่าจ้างให้คนงานรวม 172,040 บาท ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 67, 119 (2) และมาตรา 17 วรรคห้า ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 สำหรับเงินสมทบส่วนของจำเลยในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาจากจำเลยนั้น ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนก่อตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัทในเครือซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวจึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 7 และมาตรา 23 บัญญัติให้ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพเพราะเหตุอื่นซึ่งมิใช่กองทุนเลิก ผู้จัดการกองทุนต้องจ่ายเงินจากกองทุนให้แก่ลูกจ้าง ดังนั้น ผู้จัดการกองทุนดังกล่าวจึงมีหน้าที่จ่ายเงินให้โจทก์หากโจทก์มีสิทธิได้รับ จำเลยไม่มีอำนาจหน้าที่จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรายนี้แต่อย่างใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้จ่ายเงินสมทบส่วนของจำเลยในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าวได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือไม่ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคห้า ม. 67 ม. 119 (2)
พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 ม. 7 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเครือณรงค์ ภู่พวง
จำเลย — บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิรัตน์ สัทธิวงศกร
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
นิพนธ์ ใจสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 950/2556
#554801
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดและจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ว่า จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร ก. ก่อนแล้วจึงจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อจากนั้นจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคาร อ. โดยกระทำขึ้นในวันเดียวกันทั้งหมด และข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคาร ก. ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด ธนาคารจะฟ้องดำเนินคดี จึงทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาอีก และไม่มีเงินชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน โดยโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. แล้วนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แก่ธนาคาร ก. ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ 2 นำไปปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 และหลานก็พักอาศัยอยู่ในบ้านที่จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างขึ้นด้วย โดยที่จำเลยที่ 2 มีภาระต้องผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคาร อ. แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคาร ก. จำนวนเท่าใด แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้จำนองและขายที่ดินที่จำนองเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็เป็นการขายเพื่อชำระหนี้ของตนตามปกติ และเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จะต้องกระทำเพื่อมิให้ถูกธนาคาร ก. เจ้าหนี้ผู้รับจำนองบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการขายเพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้จำนองของตน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินไปโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย นางพรหมมาศ บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาตามยอมในคดีหมายเลขแดงที่ 333/2543 ของศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 169,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 33021 ตำบลทางพระ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางพรหมมาศ ผู้รับมอบอำนาจและผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใด และจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสารบัญจดทะเบียนในสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ว่า จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ก่อนแล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อจากนั้นจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยกระทำขึ้นในวันเดียวกันทั้งหมด และข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำที่ดินไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ต่อมาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด ธนาคารจะฟ้องร้องดำเนินคดี จึงได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ผิดสัญญาอีก และไม่มีเงินชำระหนี้ จำเลยที่ 1 จึงให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน โดยโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ แล้วนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ส่วนเงินที่เหลือจำเลยที่ 2 ได้นำไปปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 และหลานก็พักอาศัยอยู่ในบ้านที่จำเลยที่ 2 ปลูกสร้างขึ้นด้วย โดยจำเลยที่ 2 มีภาระต้องผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ แม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเท่าใด แต่การที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้จำนองและได้ขายที่ดินที่จำนองเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ไถ่ถอนจำนอง เป็นการขายเพื่อชำระหนี้ของตนตามปกติ และเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จำต้องกระทำเพื่อมิให้ถูกธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้รับจำนองบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 อันมีลักษณะเป็นการขายเพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้จำนองของตน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินไปโดยเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้รับชำระหนี้แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 350
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเมียด มณีเนียม โดยนางพรหมมาศ
มณีเนียม ผู้เข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย
จำเลย — นางผาด เหมือนนรุธ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอ่างทอง — นางขวัญเหล้า เพชรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2556
#598050
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 กับพวก รุมทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปอันเป็นเจตนาร่วมกันประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย หลังจากที่การทำร้ายร่างกายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายหนูคำ ผู้เสียหายถูกคนร้ายร่วมกันทำร้ายร่างกาย จนได้รับอันตรายแก่กาย แล้วคนร้ายร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยมีเจตนาร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อลักรถจักรยานยนต์ของกลางอันเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายต่อร่างกาย และเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งเห็นว่า จากเหตุผลตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น ได้ความว่าผู้เสียหายมีปากเสียงกับฝ่ายจำเลยที่ 2 กับพวกในงานเลี้ยงจนกระทั่งมีเหตุแย่งสุรากันโดยฝ่ายจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายคำแพงไม่พอใจและพูดจาในทำนองข่มขู่ผู้เสียหายกับพวก หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งมีนายคำแพงรวมอยู่ด้วยพากันไปดักทำร้ายผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกก็รุมทำร้ายทันที ไม่ได้มีอากัปกริยาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย ทั้งยังปรากฏว่าเมื่อผู้เสียหายถูกทำร้ายแล้ววิ่งหนีทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 กับพวกสามารถที่จะเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายไปได้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 กับพวกก็ยังไล่ทำร้ายต่อจนกระทั่งผู้เสียหายล้มลง โดยมีนายคำแพงพูดอีกว่า "มึงเก่งแท้บ่อ" ก็ยังเป็นความหมายในทำนองวิวาททำร้ายร่างกายเช่นเดิม ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกและขีดข่วนทั่วร่างกาย ตามผลการชันสูตรบาดแผล เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติ จำเลยที่ 2 กับพวกจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกจึงร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการร่วมกันมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายขึ้นมาในภายหลัง หลังจากที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกัน ลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นนี้ แต่เห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 กรณีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายแสวง มุสิกบุญเลิศ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางวจิราพร วัตตธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชลิต กฐินะสมิต
ชื่อองค์คณะ
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ปกรณ์ วงศาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 936/2556
#544486
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานรับของโจรตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรกนั้น ต้องได้ความว่าผู้กระทำได้รับซื้อทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดลักษณะหนึ่งในแปดลักษณะ ซึ่งมีความผิดฐานฉ้อโกงรวมอยู่ด้วย ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าโจทก์นำสืบให้เห็นว่าซิมการ์ดของกลางที่จำเลยที่ 1 ซื้อมานั้น เป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดฐานฉ้อโกง ส่วนผู้ใดจะเป็นผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้นเป็นเพียงรายละเอียดมิใช่องค์ประกอบความผิดของความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นรายละเอียดดังกล่าว แต่โจทก์ได้นำสืบส่วนที่เป็นองค์ประกอบความผิดครบถ้วนศาลก็ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมตัวนายสมเกียรติและนายสุรชัย ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเกี่ยวกับการเอาซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ผู้อื่นมาใช้ มีการสอบสวนขยายผลทราบว่านายสมเกียรติจะติดต่อกับชาวบ้านที่ไม่มีการศึกษาให้มาเปิดใช้บริการโทรศัพท์กับผู้เสียหายหรือนำสำเนาบัตรต่าง ๆ ของผู้อื่นเกี่ยวกับการขอใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์มาเปิดใช้บริการโทรศัพท์กับผู้เสียหาย แล้วนำซิมการ์ดไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 ราคา 1,500 บาท ถึง 1,700 บาท จำเลยที่ 1 จะนำหมายเลขโทรศัพท์ไปให้บริการตั้งโต๊ะโทรศัพท์ตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีการสืบสวนหาจำเลยที่ 1 ต่อมาพบจำเลยที่ 1 กำลังจะโอนเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จังหวัดภูเก็ต จึงเชิญตัวจำเลยที่ 1 ตรวจค้นรถกระบะหมายเลขทะเบียน บจ 9651 ภูเก็ต ของจำเลยที่ 1 พบซองพัสดุสีน้ำตาล 2 ซอง ส่งมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งมาจากจังหวัดเชียงใหม่ ภายในซองมีซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 6 ใบ ผู้ขอใช้บริการซิมการ์ดทั้ง 6 ใบ อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังพบใบรับส่งพัสดุ สำเนาบัตรข้าราชการ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่นซุกซ่อนอยู่ในรถ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ซิมการ์ดดังกล่าวซื้อมาจากจำเลยที่ 2 ใบละ 2,000 บาท เพื่อจะนำมาให้บริการตั้งโต๊ะ แต่ละใบจะมีโปรโมชั่นในการใช้เดือนละประมาณ 10,000 บาท เมื่อใช้เต็มวงเงินแล้วจะทิ้งไป โดยผู้ขอใช้บริการจากผู้เสียหายไม่ทราบเรื่อง เจ้าพนักงานตำรวจได้ประสานงานไปยังเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 เนื่องจากซิมการ์ดหมายเลขโทรศัพท์ 09 - 6358015 มีการจัดซื้อมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และเปิดร้านขายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้ชื่อว่าเจ้าพ่อมือถือหรืออาณาจักรมือถือ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดส่งมาให้จำเลยที่ 1 เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนจึงทราบว่าเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวชื่อของผู้ขอเปิดใช้บริการคือนายสมพงษ์ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าพนักงานตำรวจติดต่อผู้เสียหายเพื่อให้ส่งสำเนาคำขอเปิดใช้หมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวมาให้พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวของนายสมพงษ์ เมื่อนายสมพงษ์ดูแล้ว ได้ยืนยันว่าไม่เคยขอเปิดใช้บริการหมายเลขโทรศัพท์และลายมือชื่อในคำขอเปิดใช้บริการและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไม่ใช่ลายมือชื่อของตน นายสมพงษ์เคยไปเช่าวิดีโอจากร้านแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ได้มอบบัตรประจำตัวประชาชนของตนให้แก่พนักงาน เมื่อนำวิดีโอไปคืนพนักงานของร้านบอกว่าบัตรประจำตัวประชาชนได้สูญหายไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจไปค้นบ้านของจำเลยที่ 2 พบใบรับส่งสินค้าและรับพัสดุภายในประเทศของบริษัทการบินไทย ต้นทางผู้ส่งคือจำเลยที่ 2 ปลายทางผู้รับคือจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันฉ้อโกงหรือรับของโจร จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ชั้นพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานรับของโจรตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อซิมการ์ดของผู้เสียหายไว้จากผู้อื่นแล้วนำมาขายต่อให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ได้ความว่าซิมการ์ดของกลางได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และโจทก์ยังไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า ใครเป็นคนร้ายผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง เมื่อยังไม่มีตัวผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง จำเลยที่ 1 จะมีความผิดฐานรับของโจรได้อย่างไรนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 บัญญัติว่า ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกหรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร... ตามบทบัญญัติดังกล่าวกรณีจะเป็นความผิดฐานรับของโจรนั้น ต้องได้ความว่าผู้กระทำได้รับซื้อทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดลักษณะหนึ่งในแปดลักษณะ ซึ่งมีความผิดฐานฉ้อโกงรวมอยู่ด้วย ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1 จะมีความผิดฐานรับของโจรหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นว่าซิมการ์ดของกลางที่จำเลยที่ 1 ซื้อมา เป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ส่วนผู้ใดจะเป็นผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงนั้นเป็นเพียงรายละเอียดมิใช่องค์ประกอบความผิดของความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นรายละเอียดดังกล่าว แต่โจทก์ได้นำสืบส่วนที่เป็นองค์ประกอบความผิดครบถ้วน ศาลก็ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ เมื่อโจทก์ได้นำสืบว่าความผิดฐานฉ้อโกงได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะมีคนร้ายนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายสมพงษ์ ไปแอบอ้างขอเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 - 6358015 จากบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายไปโดยไม่ชอบตามคำเบิกความของนายสมพงษ์และเจ้าหน้าที่ของบริษัทดังกล่าว เป็นผลให้คนร้ายได้ไปซึ่งซิมการ์ดจากผู้เสียหาย ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ได้ในขณะที่ซิมการ์ดอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ข้อนำสืบดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานรับของโจรครบถ้วนแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำเลยที่ 1 ซื้อซิมการ์ดของกลางมาจากจำเลยที่ 2 ด้วยความบริสุทธิ์ใจเปิดเผยและโดยสุจริต อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ซื้อซิมการ์ดมาจากจำเลยที่ 2 โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง พยานโจทก์จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานรับของโจร เห็นว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อซิมการ์ดของกลางโดยรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งคดีซึ่งโจทก์ได้นำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ซื้อซิมการ์ดของกลางมาในราคาถูกเพียง 2,000 บาท จากมูลค่าที่แท้จริง 10,000 บาท นับว่าเป็นข้อพิรุธประการหนึ่ง และจำเลยที่ 1 มีกิจการค้าขายอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต แต่กลับสั่งซื้อซิมการ์ดของกลางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ และในการสั่งซื้อก็มิได้ใช้ชื่อตนเองแต่กลับให้นายไก่เป็นผู้สั่งซื้อนับว่าเป็นพิรุธอีกประการหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะฎีกาอ้างว่า การส่งซิมการ์ดทางการบินไทยเป็นการกระทำที่เปิดเผยใช้ชื่อของตนเองนั้น ก็เป็นเพียงการส่งของโดยใช้บริการของการบินไทยซึ่งเจ้าหน้าที่จะไม่ตรวจดูว่าสิ่งของนั้นเป็นอะไร คงตรวจเพียงว่าไม่ใช่สิ่งของที่ต้องห้ามนำขึ้นเครื่องบินเท่านั้น จึงไม่ได้แสดงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 จะกระทำโดยเปิดเผยแต่อย่างใด พฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนารับซิมการ์ดของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางของผู้เสียหายไว้ โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 357 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นายกมล ระฆังทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายมนัส รัตนไตรศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายวิรัตน์ รีชัยพิชิตกุล
ชื่อองค์คณะ
เกียรติพงศ์ อมาตยกุล
วีระพล ตั้งสุวรรณ
วันทนี กีรติพิบูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2556
#541528
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเก้ากับพวกซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้อง ไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหายเพียงแต่อ้างการประกอบธุรกิจจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากพวกผู้เสียหายมาสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ แม้ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1782/2554 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย จึงไม่อาจนำมารับฟังได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเก้าซึ่งเป็นคนหางาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานจำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1728/2554 ของศาลชั้นต้น นางสาวเสาวลักษณ์ และว่าที่ร้อยตรี ปิยะชาติ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และว่าที่ร้อยตรีปิยะชาติ นางสาวเสาวลักษณ์ นางสาวเขมฐากร นายวัฒนา กับนางสาวอนงค์ภัค ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 90,000 บาท 845,000 บาท 110,000 บาท 65,000 บาท 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามลำดับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รอไว้สั่งเมื่อจับตัวจำเลยได้ ต่อมาเมื่อจับตัวจำเลยไม่ได้ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้มีคำพิพากษาคดีในส่วนอาญาไปก่อน แล้วจึงพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งภายหลัง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1728/2554 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยหลบหนี ไม่อาจสอบจำเลยเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าว ทั้งคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา และคดีนี้ศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงให้ยกคำร้อง (ที่ถูก ไม่ต้องวินิจฉัยและสั่งยกคำร้องเพราะศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์โดยนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1728/2554 ของศาลชั้นต้น มาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่คนหางาน จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเก้าซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยเรียกและรับเงินเป็นค่าบริการตอบแทนในการจัดหางานดังกล่าว โดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 82 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ต้องนำพยานมาสืบว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยมีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเก้าซึ่งเป็นคนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1728/2554 ของศาลชั้นต้น ขึ้นกล่าวอ้างว่าจำเลยกับพวกหลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยกับพวกสามารถหางานและส่งคนหางานรวมทั้งผู้เสียหายทั้งเก้า ไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ โดยจะได้รับค่าจ้าง อันเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานและจัดส่งผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลียได้ จำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง อันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่พวกผู้เสียหาย เพียงแต่อ้างการประกอบธุรกิจจัดหางานมาเป็นข้อหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินค่าบริการจากพวกผู้เสียหาย กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดหรือไม่ แม้ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ดังนี้ ข้อเท็จจริงตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. 1782/2554 ของศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย จึงไม่อาจนำมารับฟังได้ว่าจำเลยไม่มีเจตนาจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งเก้าซึ่งเป็นคนหางาน และการกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำความผิดฐานดังกล่าว จึงฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก มีปัญหาว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยกับพวกร่วมกันจัดหางานให้แก่คนหางานโดยเรียกและรับเงินจากคนหางานเป็นค่าตอบแทนและโดยจำเลยกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจำเลยกับพวกร่วมกระทำความผิดต่อผู้เสียหายจำนวนมากถึง 9 คน เป็นการสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ต้องการหางานทำเพื่อหาเงินมาใช้เลี้ยงชีพ นับเป็นภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยิ่ง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปี ก่อนลดโทษนั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายคอน ราดร์ แอล ชามเบอส์
จำเลย — หรือคอนราดร์ โร เรนโก แซมเอบร์ส
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุริยะ รุ่งรัตนวณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
สุรศักดิ์ ศรีวิเชียร
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 777/2556
#540939
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำใดที่จะเป็นความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) และมาตรา 9 จะต้องได้ความว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี หรือการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามความหมายในมาตรา 4 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผนหรือเกี่ยวข้องกับการที่เด็กหญิง น. ไปชักชวนหรือใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 เพื่อให้ไปขายบริการทางเพศ โดยจำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์พาเข้าโรงแรมเพื่อร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดต่างหากเฉพาะตัวจำเลยที่เกิดขึ้นหลังจาก เด็กหญิง น. และ ช. กระทำการเป็นธุระจัดหาผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปค้าประเวณีอันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์สำเร็จลงแล้ว พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยสมคบกับเด็กหญิง น. และ ช. กระทำความผิดฐานค้ามนุษย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 52

จำเลยให้รับสารภาพเฉพาะข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหากระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคท้าย (ที่ถูกวรรคสาม) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6(2), 9 วรรคสอง, 52 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจาร ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานสมคบกันเพื่อค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 7 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80, 283 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 8,000 บาท และให้ลงโทษปรับจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกสถานหนึ่ง เป็นเงิน 10,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ปรับ 18,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วเป็นจำคุก 5 ปี และปรับ 9,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรและทุกครั้งที่ไปรายงานตัวให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามฟ้องโจทก์ข้อ ก. หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำใดที่จะเป็นความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6(2) และมาตรา 9 นั้น จะต้องได้ความว่าผู้นั้นมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผน ตัดสินใจร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีหรือการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัตินี้ โดยกระทำการเป็นธุระจัดหา ซื้อ ขาย จำหน่าย พามาจากหรือส่งไปยังที่ใด หน่วงเหนี่ยวกักขัง จัดให้อยู่อาศัย หรือรับไว้ซึ่งเด็ก แต่จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า เด็กหญิง น. และนายชินกรร่วมกันพาผู้เสียหายที่ 1 มารอจำเลยที่ทางเข้าโรงแรมสองพี่น้องริมธารเพื่อขายบริการทางเพศ เมื่อจำเลยมาถึงเด็กหญิง น. บอกจำเลยว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้ขายบริการทางเพศ และตกลงราคาค่าบริการ 1,200 บาท เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็น ร่วมวางแผนหรือเกี่ยวข้องกับการที่เด็กหญิง น. ไปชักชวนหรือใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้าน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศจนผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม อันจะถือว่าเป็นการสมคบกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ แม้จะได้ความจากเด็กหญิง น. และนายชินกรที่เบิกความเป็นเป็นพยานโจทก์ในทำนองเดียวกันว่า จำเลยโทรศัพท์หาเด็กหญิง น. บอกให้หาเด็กให้หน่อย ซึ่งมีความหมายในทำนองว่าจำเลยมีความประสงค์ที่จะขอซื้อบริการทางเพศก็เป็นเพียงการสอบถามไปยังเด็กหญิง น. ว่ามีหญิงใดที่จะขายบริการทางเพศแก่จำเลยหรือไม่ เท่านั้น ส่วนเด็กหญิง น. และนายชินกรจะมีหญิงมาเสนอขายบริการทางเพศหรือร่วมเป็นธุระจัดหาหญิงใดมาให้แก่จำเลยหรือไม่ ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากแยกจากกันทั้งไม่เป็นการก่อให้เด็กหญิง น. และนายชินกรไปกระทำการชักชวนหรือใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปขายบริการทางเพศตามที่โจทก์ฎีกา เพราะอำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่เด็กหญิง น. กับนายชินกรว่าจะกระทำตามที่จำเลยสอบถามมาหรือไม่หาใช่ต้องกระทำตามที่จำเลยสอบถามมาแต่อย่างใดไม่ และที่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นรถยนต์กระบะของจำเลยและพาเข้าโรงแรมสองพี่น้องริมธารนั้นก็มีเจตนาเพียงเพื่อจะได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นความผิดต่างหากเฉพาะตัวจำเลยที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เด็กหญิง น. กับนายชินกรกระทำการเป็นธุระจัดหาผู้เสียหายที่ 1 ให้ไปค้าประเวณีอันเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์สำเร็จลงแล้ว พยานหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยสมคบกับเด็กหญิง น. และนายชินกร โดยการตกลงกันเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามฟ้องข้อ ก. ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม. 6 (2) ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดแพร่
จำเลย — นายสุทิน ทานัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 762/2556
#540938
เปิดฉบับเต็ม

ที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษปรับแก่จำเลยก่อนลดโทษเป็นเงิน 4,000 บาท เป็นการวางโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของความผิดตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 โดยไม่ระบุวรรคให้ชัดเจน แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 อ้างว่าเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ย่อมแสดงว่าศาลชั้นต้นลงโทษตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะอาวุธที่จำเลยพาติดตัวไปเป็นอาวุธปืน เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ แต่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โดยให้ยกโทษจำคุกตาม ป.อ. มาตรา 55 และให้ปรับ 4,000 บาท ก่อนลดโทษนั้น เป็นเพียงการปรับบทลงโทษตามมาตรา 28/2 วรรคสอง ให้ถูกต้องเท่านั้น แต่มิได้แก้ไขโทษให้สูงขึ้นด้วย เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนที่พิพากษาให้ยกโทษจำคุก และให้ปรับ 2,000 บาท จึงเป็นการกำหนดโทษให้เหมาะสมสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่ายังไม่สมควรลงโทษจำคุกจำเลยเท่านั้น หาใช่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษเช่นว่านั้นสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 16/2, 28/2

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ยกโทษจำคุกเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 และให้ปรับจำเลย 4,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษปรับแก่จำเลยก่อนลดโทษเป็นเงิน 4,000 บาท เป็นการวางโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำของความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง ซึ่งกำหนดอัตราโทษปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนมีทะเบียนของจำเลยติดตัวไป ที่ร้านเดือนเด่น ซึ่งเป็นสถานบันเทิงเพื่อการรื่นเริง อันเป็นสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, 28/2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ดังนี้ แม้ว่าการปรับบทลงโทษจำเลยของศาลชั้นต้นตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 จะไม่ระบุวรรคให้ชัดเจน แต่การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อ้างว่าเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ มาตรา 28/2 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะอาวุธที่จำเลยพาติดตัวไปเป็นอาวุธปืน แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ คงมีแต่ฝ่ายจำเลยเท่านั้นที่อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษว่า พฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง ยังไม่สมควรลงโทษจำคุกจำเลย กับใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง หยิบยกปัญหาการปรับบทตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยไม่ถูกต้องซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นแก้ไขเสียให้ถูกต้อง แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ยกโทษจำคุกเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 และให้ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อมแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ นั้น เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเพียงแต่ปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 28/2 วรรคสอง ให้ถูกต้องเท่านั้น แต่มิได้แก้ไขโทษให้สูงขึ้นด้วย เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนที่พิพากษาให้ยกโทษจำคุกเสียตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 55 และให้ปรับจำเลย 2,000 บาท จึงเป็นการกำหนดโทษให้เหมาะสมสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่ายังไม่สมควรลงโทษจำคุกจำเลยเท่านั้น หาใช่ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดโทษเช่นว่านั้นสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 28/2 วรรคสอง ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ม. 28/2 วรรคสอง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 ทวิ วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายสมพงค์ บุญเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายวิชัย เดชชุติพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง
ชื่อองค์คณะ
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ทวีศักดิ์ ทองภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2556
#559345
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง และมาตรา 66 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 หากจำเลยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษา แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุด จำเลยจึงมิอาจยื่นคำร้องในภายหลังว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าเฮโรอีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัมดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 66 วรรคสอง เดิม แม้โจทก์นำสืบว่าเฮโรอีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัม ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตาม มาตรา 66 วรรคสอง เดิม ได้ เพราะการกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ หากศาลฟังตามคำร้องของจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง และมาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายในภายหลัง และความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) และมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2541 ว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบเฮโรอีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ปรับบทลงโทษเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) และกำหนดโทษจำเลยใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การที่จำเลยขอแก้ไขคำพิพากษาที่ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) เป็นมาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นกรณีที่ต้องใช้สิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงมิอาจแก้ไขให้ตามคำร้องของจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยขอให้กำหนดโทษจำเลยใหม่นั้น เมื่อตามคำพิพากษายังฟังว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบกับเฮโรอีนของกลางในคดีนี้คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ถึง 267.320 กรัม การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิตก่อนลดโทษ เห็นว่า เหมาะสมแล้ว จึงไม่กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามคำร้อง ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ปล่อยจำเลยไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำกฎหมายที่แก้ไขใหม่มากำหนดโทษของจำเลยใหม่ชอบหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีเฮโรอีน 1 ถุง น้ำหนัก 343.290 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 267.320 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และระหว่างจำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วอยู่นั้น ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ที่จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า เฮโรอีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัมดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 66 วรรคสอง เดิม แม้โจทก์นำสืบว่าเฮโรอีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัม ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคสอง เดิม ได้ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง และมาตรา 66 วรรคสอง เดิม แล้ว หากจำเลยเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 แต่จำเลยมิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุด หากศาลฟังตามคำร้องแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง และมาตรา 66 วรรคสอง เดิม ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต และความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (3) และมาตรา 66 วรรคสาม ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย กรณียังคงต้องลงโทษจำเลยตามกฎหมายเดิมที่ใช้ในขณะกระทำความผิด คำร้องของจำเลยจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ที่ศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นำกฎหมายที่แก้ไขใหม่มากำหนดโทษของจำเลยใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 (1)
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคหนึ่ง (เดิม), ม. 66 วรรคหนึ่ง (ใหม่), ม. 66 วรรคสอง (เดิม),
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นายสุเด็ง ดอเลาะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายกฤษณะ สุระกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ชื่อองค์คณะ
กรองเกียรติ คมสัน
อิสสระ นิ่มละมัย
ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 693/2556
#544547
เปิดฉบับเต็ม

ช. ผู้จัดการโจทก์ สาขาสำโรง เป็นเพียงลูกจ้างของโจทก์ แม้ ช. รู้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดก็จะถือว่าผู้แทนโจทก์รู้ด้วยไม่ได้ ผ. เป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ เมื่อกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงทำรายงานเสนอ ผ. ว่าจำเลยทั้งสองได้หลอกลวง ช. อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และ ผ. ลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 จึงต้องถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ภาค 1) พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ตามคำสั่งธนาคารโจทก์ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2537 ระบุว่าโจทก์ สาขาสำโรง รายงานให้สำนักงานภาค 1 สำนักงานใหญ่ ทราบเหตุคดีนี้ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2537 ว่า จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ฉ้อฉลทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นายผดุง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง นายธานี ซึ่งเป็นกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเบิกความประกอบบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานว่า เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบเสร็จ ได้ทำรายงานเสนอนายผดุงว่าจำเลยทั้งสองได้หลอกลวงนายชาญระวีอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และนายผดุงลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ตามสำเนารายงานของคณะกรรมการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 บัญญัติว่า "นิติบุคคลต้องมีผู้แทนคนหนึ่งหรือหลายคน...ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล" เมื่อนายผดุงเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ตามหนังสือรับรองบริษัท จึงเป็นผู้แทนโจทก์ ดังนั้นโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 การที่นายชาญระวี ผู้จัดการโจทก์ สาขาสำโรง รู้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตั้งแต่วันเกิดเหตุวันที่ 2 กันยายน 2537 นั้น นายชาญระวีเป็นเพียงลูกจ้างของโจทก์จะถือว่าผู้แทนโจทก์รู้ด้วยไม่ได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2537 นายธานีซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดี จึงยังไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เพื่อให้เป็นไปตามอำนาจพิพากษาของศาลตามลำดับชั้นจึงเห็นควรย้อนสำนวนลงไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว

พิพากษาให้กลับ ให้ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 96 ม. 341
ป.พ.พ. ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอรุณทรัพย์พัฒนาการ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายบัณฑิต ถึงลาภ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
วิวรรต นิ่มละมัย
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2556
#538021
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอาจกระทำในขณะจดทะเบียนหย่า โดยให้นายทะเบียนบันทึกไว้หรือไม่ก็ได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติใด ๆ กำหนดให้ความตกลงในการแบ่งสินสมรสต้องกระทำต่อหน้านายทะเบียนหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การจะฟังว่ามีข้อตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากพยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์ของแต่ละคดีไป พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยต่างครอบครองสินสมรสแต่ละรายการต่างหากจากกัน และมีภาระการผ่อนชำระหนี้ในทรัพย์สินที่ตนถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายหลังการหย่าจนถึงเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีเป็นเวลาเกือบ 5 ปี แม้ไม่มีหลักฐานข้อตกลงแบ่งสินสมรสในขณะจดทะเบียนหย่าแต่ฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาโดยให้สินสมรสทั้งสองรายการรวมทั้งหนี้สินตกแก่จำเลย การที่โจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างกัน มีผลให้แต่ละฝ่ายได้รับทรัพย์สินและมีภาระหนี้ต้องชำระหนี้สินซึ่งเป็นหนี้ร่วมมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างจาก ป.พ.พ. มาตรา 1533 และมาตรา 1535 บัญญัติไว้ แต่มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 151 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลบังคับและไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรส คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2125 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมบ้านเลขที่ 186/95 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บน 4949 อุดรธานี ครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งสินสมรสคือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2125 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี พร้อมบ้านเลขที่ 186/95 ตำบลนาดี อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ เลขทะเบียน บน 4949 อุดรธานี เป็นส่วนครึ่งหนึ่งแก่โจทก์ หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำที่ดินและรถยนต์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งฝ่ายละเท่ากัน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสทั้งสองรายการตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า เมื่อตกลงหย่ากัน โจทก์ได้ทรัพย์สินเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อฮอนด้ารุ่นแจส 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน สวนป่าไม้สักที่ตำบลหนองไฮ 1 แปลง มินิมาร์ทพร้อมตกแต่ง เงินประกันชีวิตพร้อมดอกผล ชุดรับแขกไม้ประดู่และชุดโต๊ะรับประทานอาหารซึ่งทั้งหมดเป็นสินสมรส เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยประกอบกับรายการทรัพย์สิน แม้โจทก์ฎีกาว่าทรัพย์สินบางรายการไม่ใช่สินสมรสก็เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานตามที่จำเลยนำสืบไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งสินสมรสเพราะไม่มีการบันทึกหรือข้อตกลงกันในการจดทะเบียนหย่า เห็นว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาอาจกระทำในขณะจดทะเบียนหย่าโดยให้นายทะเบียนบันทึกไว้หรือไม่ก็ได้ทั้งไม่มีบทบัญญัติใด ๆ กำหนดให้ความตกลงในการแบ่งสินสมรสต้องกระทำต่อหน้านายทะเบียนหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ การจะรับฟังว่ามีข้อตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาหรือไม่ย่อมต้องพิจารณาจากพยานทั้งสองฝ่ายประกอบกับพฤติการณ์ของแต่ละคดีไป ในข้อนี้โจทก์เบิกความว่าโจทก์ได้เข้าครอบครองทรัพย์อันเป็นสินสมรส โดยมีภาระผ่อนชำระค่ารถยนต์ส่วนบุคคลตลอดมา ตั้งแต่ปี 2547 จนกระทั่งหลังการหย่า ส่วนจำเลยเป็นฝ่ายผ่อนชำระหนี้จำนองที่เกิดจากการซื้อที่ดินและบ้านพิพาทมาตั้งแต่ต้นจนถึงหลังการหย่า ส่วนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านมาในฎีกา จึงฟังได้ว่าจำเลยซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยนำที่ดินและบ้านไปจำนองไว้กับธนาคารออมสินแล้วผ่อนชำระเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2545 พฤติการณ์ที่โจทก์และจำเลยต่างครอบครองสินสมรสแต่ละรายการต่างหากจากกันและมีภาระการผ่อนชำระหนี้ในทรัพย์สินที่ตนถือครองกรรมสิทธิ์อยู่ภายหลังการหย่าจนถึงขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกือบ 5 ปี แม้ไม่มีหลักฐานข้อตกลงการแบ่งสินสมรสในขณะจดทะเบียนหย่า แต่ตามที่จำเลยนำสืบถึงพฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีน้ำหนักให้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจาโดยให้สินสมรสทั้งสองรายการรวมทั้งหนี้สินตกแก่จำเลยแล้ว เมื่อพิจารณาถึงราคาที่ดินพร้อมบ้านกับรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่จำเลยเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้แต่ฝ่ายเดียวมาโดยตลอดนับว่ามีความเหมาะสมแล้ว แม้โจทก์จะนำสืบว่ายังมีข้อตกลงว่าหากจำเลยแต่งงานใหม่ก็จะขายสินสมรสทั้งสองรายการนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่โจทก์มิได้ถามค้านจำเลยให้ได้ความตามที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยแต่งงานใหม่ในต้นปี 2550 แล้วโจทก์ได้ทวงถามถึงข้อตกลงในการขายบ้านและที่ดิน จำเลยยินยอมแต่ไม่มีคนซื้อเนื่องจากบ้านและที่ดินติดจำนองและมีหนี้สินจำนวนมาก เมื่อปรากฏว่าโจทก์เพิ่งนำคดีนี้มาฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากจำเลยในเดือนพฤศจิกายน 2553 หลังจากจำเลยแต่งงานใหม่เกือบ 3 ปี ทั้งจำเลยและภริยาใหม่ยังพักอาศัยในบ้านและที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่โจทก์นำสืบมาในข้อนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าโจทก์และจำเลยมีข้อตกลงดังกล่าว ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสระหว่างกันแล้ว แม้มีผลให้แต่ละฝ่ายได้รับทรัพย์สินและมีภาระต้องชำระหนี้สินซึ่งเป็นหนี้ร่วมมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งผิดแผกแตกต่างจากที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1533 และมาตรา 1535 บัญญัติไว้ แต่มิใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลบังคับและไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสทั้งสองรายการตามฟ้องจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151 ม. 1533 ม. 1535
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุภาวดี บุญแสนแผน
จำเลย — นายเสนีย์ จันทรบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว — นายอวิน บุณยประสพ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายสุทธิ จันทรสุทธิ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 560/2556
#538083
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่ง ม. และเด็กหญิง จ.ภ. เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี เมื่อข้อเท็จจริงมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่า ในวันเกิดเหตุตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบจำเลยอาจจะไม่ได้จัดส่ง ม. และเด็กหญิง จ.ภ. ไป แต่จัดส่ง จ.ร. ไป ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น จำเลยก็ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในคดีนี้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าส่ง จ.ร. ไปค้าประเวณี ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องและประสงค์ให้ลงโทษเป็นคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี คำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักฟังได้มั่นคงปราศจากข้อสงสัยหรือไม่ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบ จำเลยเป็นธุระจัดหานางสาวมีนา อายุ 15 ปีเศษ และเด็กหญิง จ 13 ปีเศษ ไปเพื่อให้ค้าประเวณี เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความทำให้มีข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้จัดหานางสาวมีนาและเด็กหญิง จ ส่งไปให้ดาบตำรวจวีระวัฒน์ กับพวก ผู้วางแผนการจับกุมจำเลย หรือจำเลยเป็นผู้จัดหานางสาวจินตรา ไม่ทราบนามสกุล ไปให้ดาบตำรวจวีระวัฒน์แล้วนางสาวจินตราเป็นผู้จัดหานางสาวมีนาและเด็กหญิง จ ให้ดาบตำรวจวีระวัฒน์อีกต่อหนึ่ง โดยดาบตำรวจวีระวัฒน์เบิกความว่า พยานโทรศัพท์จากห้องพักไปหาจำเลยซึ่งทำงานในโรงแรมในหน้าที่แคชเชียร์ และสอบถามว่ามีผู้หญิงบริการหรือไม่ โดยไม่ได้เน้นว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ พันตำรวจโทวิเชียร เบิกความว่า พยานเป็นผู้ร่วมจับกุมกับจ่าสิบตำรวจวีระวัฒน์ (ยศในขณะนั้น) หลังการจับกุม จ่าสิบตำรวจวีระวัฒน์เล่าให้พยานฟังว่าก่อนที่นางสาวมีนาและเด็กหญิง จ จะเข้ามาในห้อง ได้มีนางสาวจินตรามาให้ดูตัวก่อน นางสาวมีนาเบิกความว่า คืนเกิดเหตุจำเลยโทรศัพท์บอกนางสาวจินตราซึ่งอายุ 21 ปีเศษแล้วและค้าประเวณีด้วย ให้ไปพบกับแขกที่ต้องการซื้อบริการที่ห้องหมายเลข 55 นางสาวจินตราออกไปสักพักก็กลับมาบอกว่าแขกมี 2 คน ไม่ต้องการนางสาวจินตราแต่ต้องการเด็ก แล้วนางสาวจินตราพาพยานกับนางสาวจิตราภรณ์ไปที่ห้องดังกล่าว และมีการตกลงซื้อขายบริการประเวณีกัน ชั้นสอบสวนพยานให้การไว้ กับนางสาวจิตราภรณ์เบิกความตอบโจทก์ว่า จำเลยโทรศัพท์เข้าที่ในห้องพักแต่ใครรับสายพยานจำไม่ได้ จำเลยให้พยานกับนางสาวมีนาไปที่ห้องพักหมายเลข 55 เพื่อค้าประเวณี พยานกับนางสาวมีนาจึงไปที่ห้องพักดังกล่าว ส่วนนางสาวจินตราตามเข้ามาทีหลัง แต่ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางสาวจินตราเป็นคนรับโทรศัพท์จากจำเลยและออกไปที่ห้องพักหมายเลข 55 หลังจากนั้นนางสาวจินตรากลับมาที่ห้องบอกว่าแขกไม่ต้องการนางสาวจินตรา แต่ต้องการเด็กบ้าน ๆ พยานกับนางสาวมีนาจึงออกไปพบแขกโดยไม่ได้บอกจำเลย ดังนี้เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากดังกล่าวล้วนแต่เป็นพยานโจทก์ คำเบิกความของพันตำรวจโทวิเชียร นางสาวมีนาและนางสาวจิตราภรณ์ที่สอดคล้องต้องกันว่านางสาวจินตราเป็นผู้ไปพบกับจ่าสิบตำรวจวีระวัฒน์กับพวกก่อน มีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุให้สงสัยได้ตามสมควรว่าในวันเกิดเหตุตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบ จำเลยอาจจะไม่ได้จัดส่งนางสาวมีนาและเด็กหญิงจิตราภรณ์ไป แต่จัดส่งนางสาวจินตราไป ซึ่งหากข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น จำเลยก็ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดในคดีนี้ ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยส่งนางสาวจินตราไปค้าประเวณี ก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องและประสงค์ที่จะให้ศาลลงโทษเป็นคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสี่
ป.อ. ม. 282
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นางสาววิลาภา เศรษฐสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายวิสูตร มานะพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
พิศาล อัยยะวรากูล
ประยูร ณ ระนอง
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา