คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1875/2556
#537964
เปิดฉบับเต็ม

คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านได้ทำงานเสร็จตามสัญญาแล้ว จึงชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินค่าจ้างที่ยังค้างกับคืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้คัดค้าน คำวินิจฉัยชี้ขาดนี้จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้คัดค้านได้ทำงานแล้วเสร็จและมีสิทธิได้รับสินจ้างตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อสัญญา จึงไม่มีเหตุให้ศาลสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านยังทำงานไม่เสร็จเรียบร้อยตามสัญญาเพราะมัณฑนากรหรือผู้ควบคุมงานของผู้ว่าจ้าง คือ ผู้ร้อง ยังไม่ได้ออกหนังสือให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการเข้าไปวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะอนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะ แล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมานั้น จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 5/2549 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2550 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้าน ในข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 5/2549 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2550 ของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 ผู้ร้องทำสัญญาว่าจ้างผู้คัดค้านตกแต่งภายในอาคารชั้น 15 ถึง 16 โครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 17 มกราคม 2549 ผู้คัดค้านเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ ขอให้วินิจฉัยให้ผู้ร้องจ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาเนื่องจากผู้คัดค้านทำงานเสร็จแล้ว ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้องมิได้ผิดสัญญา แต่ผู้คัดค้านเป็นฝ่ายผิดสัญญาและทิ้งงานจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างอีก พร้อมทั้งเรียกร้องแย้งให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินค่าจ้างซึ่งผู้ร้องจ้างผู้อื่นให้เข้าทำงานแทนผู้คัดค้าน คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้าน 6,107,661.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นข้อเรียกร้อง ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการท้ายคำร้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ตามคำร้องของผู้ร้องมีเหตุที่ผู้ร้องจะขอให้ศาลเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องว่า สัญญาจ้างระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านข้อ 25 กำหนดว่า หากมีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาให้ระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ และผู้คัดค้านได้เสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ว่า ผู้ร้องไม่ชำระเงินค่าจ้างส่วนที่เหลืออีก 6,910,928.90 บาท เงินประกันผลงาน 686,915.90 บาท กับเงินประกันผลงานซึ่งผู้ร้องได้จ้างผู้คัดค้านทำงานในส่วนที่ผู้รับจ้างอื่นทิ้งงานไว้ 46,417.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินค่าจ้างนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันยื่นเสนอข้อพิพาท 518,275 บาท รวมเป็นเงิน 8,161,536.81 บาท ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ผู้คัดค้านทำงานไม่เสร็จตามสัญญาและทิ้งงาน จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินใด ๆ อีก และเรียกร้องแย้งให้ผู้คัดค้านชดใช้เงินค่าจ้างและเงินค่าปรับรวมเป็นเงิน 16,669,800 บาท คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านได้ทำงานเสร็จตามสัญญาแล้ว จึงชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินค่าจ้างที่ยังค้างกับคืนเงินประกันผลงานให้แก่ผู้คัดค้านรวมเป็นเงิน 6,107,661.80 บาท คำวินิจฉัยชี้ขาดนี้จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดผู้คัดค้านได้ทำงานแล้วเสร็จและมีสิทธิได้รับสินจ้างตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งเป็นไปตามข้อสัญญา จึงไม่มีเหตุให้ศาลสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวตามคำร้องของผู้ร้องได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านยังทำงานไม่เสร็จเรียบร้อยตามสัญญาเพราะมัณฑนากรหรือผู้ควบคุมงานของผู้ว่าจ้าง คือ ผู้ร้อง ยังไม่ได้ออกหนังสือให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการเข้าไปวินิจฉัยเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะอนุญาโตตุลาการโดยเฉพาะแล้วพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้คัดค้านอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 40 วรรคสาม (1) (ง)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทเจแอนด์ดับบลิว ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด
ผู้คัดค้าน — บริษัทชูจักร์ก่อสร้าง จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระโขนง — นายธวัชชัย แสงอรุณ
ชื่อองค์คณะ
พฤษภา พนมยันตร์
อาวุธ ปั้นปรีชา
อธิป จิตต์สำเริง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2556
#541504
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนเดียวกันเพียงแต่บรรจุหีบห่อไว้แยกต่างหากจากกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม จึงเป็นความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 5, 6, 13 ทวิ, 89 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีน อีเฟดรีน เงินสดและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง กับให้นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1065/2549 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสามตลอดชีวิต และปรับคนละ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 1,500,000 บาท หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยทั้งสามเป็นเวลาคนละ 2 ปี ริบของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1065/2549 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่นั้น ปรากฏว่า คดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ตามขอ คำขอส่วนนี้และคำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง)

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย ยกคำร้องขอริบเงินสดจำนวน 26,870 บาท ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจและทหารร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสามพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน จำนวน 4,150 เม็ด น้ำหนักรวม 381.72 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนหนัก 85.169 กรัม และเป็นสารบริสุทธิ์ของอีเฟดรีนหนัก 0.766 กรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหม้อกรองอากาศของรถยนต์หมายเลขทะเบียน กจ 5442 เชียงใหม่ ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เงินสด 26,870 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 3 เครื่อง เป็นของกลาง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาหรือไม่ จากพฤติการณ์และเหตุผลดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นจึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นกับจำเลยที่ 3 ในการซื้อและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ลำพังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 นั่งมาในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางเท่านั้น กรณีจึงอาจเป็นดังที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ก็ได้ เมื่อโจทก์ไม่อาจนำสืบให้ได้ความมั่นคงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดตามฟ้อง จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าการที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน 2 รายการ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และวรรคสาม โดยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนเดียวกัน เพียงแต่บรรจุหีบห่อไว้แยกต่างหากจากกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินกว่า 20 กรัม จึงเป็นความผิดตามมาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม เท่านั้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กับริบเงินสดจำนวน 26,870 บาท ของกลาง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดฝาง
จำเลย — นายสุรศักดิ์ อินวิใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายอภิชาต บัวเล็ก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
เกษม เกษมปัญญา
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862 -ที่ 1863/2556
#538086
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนโจทก์ว่าได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันนำข้อร้องเรียนเดิมก่อนมีการประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยไปแล้วกลับมาวินิจฉัยใหม่อีก โดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐาน โจทก์มิได้บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีความเห็นตามรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรีไปโดยที่ยังมิได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐาน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณามาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงเป็นการพิพากษาในข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 24, 42 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 115

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำนวนแรกคดีมีมูลเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 115 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าวส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง สำนวนหลังให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 115 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 115 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 มีกำหนดคนละสิบปี

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 จากสารบบความ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ คดีนี้ตามคำฟ้องโจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนโจทก์ว่าได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ร่วมกันนำข้อร้องเรียนเดิมก่อนมีการประกาศผลการเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้วินิจฉัยไปแล้วกลับมาวินิจฉัยใหม่ โดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานโดยมิชอบเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีความเห็นตามรายงานความเห็นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรีไปโดยที่ยังมิได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานไปโดยไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 นำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวมาในฟ้อง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามทางพิจารณามาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 จึงเป็นการพิพากษาในข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งย่อมเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 นำข้อร้องเรียนเดิมก่อนมีการประกาศผลการเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยไปแล้วกลับมาวินิจฉัยใหม่โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์แสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างเป็นการมิชอบนั้นข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า นายสมชายมาร้องเรียนกล่าวหาว่าโจทก์ได้รับเลือกตั้งโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรมหลังจากมีการนับคะแนนเลือกตั้งแล้ว ส่วนประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรี (บางส่วน) คณะกรรมการการเลือกตั้งคงแต่ประกาศผลการเลือกตั้งบางส่วนเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ไม่มีการร้องเรียน อันเป็นการแสดงว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรี (บางส่วน) เป็นเพียงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เฉพาะส่วนที่ไม่มีการร้องเรียนก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น ส่วนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยสั่งการที่ 526/2547 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโจทก์เป็นเวลาหนึ่งปี ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ใหม่ โจทก์เพียงแต่นำสืบว่ามีการประกาศผลการเลือกตั้งให้โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอศรีมหาโพธิแล้ว ต่อมาคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลาหนึ่งปีและให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยโจทก์มิได้นำสืบว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งให้โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอศรีมหาโพธิ นั้น จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้นำข้อร้องเรียนของนายสมชายมาพิจารณาแล้วประกาศผลการเลือกตั้งให้โจทก์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอศรีมหาโพธิ ตามที่ได้บรรยายฟ้องแต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏตามหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรี ว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปราจีนบุรีทำการสืบสวนสอบสวนตามข้อร้องเรียนของนายสมชายแล้ว จำเลยที่ 2 รายงานข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบเพื่อมีคำวินิจฉัย อันแสดงว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของโจทก์เป็นเวลาหนึ่งปีและให้มีการเลือกตั้งใหม่ตามข้อร้องเรียนของนายสมชายภายหลังการเลือกตั้งตามที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบและรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ถามค้านว่า นายสมชายร้องเรียนภายหลังการเลือกตั้ง ดังนี้ แสดงว่าก่อนการเลือกตั้งโจทก์ไม่เคยถูกร้องเรียน เจือสมกับประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรี (บางส่วน) ที่ระบุว่า ...ประกาศผลการเลือกตั้งแต่เพียงบางส่วนไปก่อนเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ไม่มีการร้องเรียน เช่นนี้ บ่งชี้ว่าไม่เคยมีการสอบสวนมาก่อนที่นายสมชายจะร้องเรียน การสอบสวนมีเพียงครั้งเดียวตามที่นายสมชายร้องเรียนเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ได้นำข้อร้องเรียนเดิมที่มีคำวินิจฉัยไปแล้วกลับมาวินิจฉัยใหม่โดยไม่ชอบอันเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร หรือกระทำการหรือละเว้นกระทำการโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 157 ม. 83 ม. 90
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 ม. 115
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเสน่ห์ บุญเชิด
จำเลย — พลตำรวจเอกวาสนา เพิ่มลาภ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปราจีนบุรี — นายวีรวัฒน์ เพ็ชรสม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางอุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
ชื่อองค์คณะ
กีรติ กาญจนรินทร์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1838/2556
#540947
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นกระสุนปืนเล็กกลที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ.2490 ข้อ 3 เท่านั้น โดยไม่ได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง กรณีจึงไม่อาจฟังว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวงดังกล่าว ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 ตามฟ้อง

แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ย่อมรวมถึงการมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 บัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตรา เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 55, 78 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4988/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี คำขอนับโทษต่อให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับเครื่องกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.5) มิลลิเมตร 17 นัด ของกลาง ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองนั้น เนื่องจากตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อ 3 กำหนดว่า "เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 24 ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามข้อ 2 ที่ได้รับอนุญาต แต่ต้องไม่เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง" อันหมายความว่า เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้นั้น ต้องเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนนั้นแม้จะเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาดที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ก็ตาม หากเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิงแล้ว ก็เป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ซึ่งเมื่อเครื่องกระสุนปืนของกลางมีขนาด .223 (5.5) มิลลิเมตร ไม่เกินขนาดอาวุธปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 2 (1) ที่กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องมีเกลียวที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่เกิน 11.44 มม." และข้อ 2 (2) กำหนดว่า "อาวุธปืนชนิดลำกล้องไม่มีเกลียว ดังต่อไปนี้ (ก) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางปากลำกล้องไม่ถึง 20 มม. (ข) ปืนบรรจุปาก ปืนลูกซอง และปืนพลุสัญญาณ" แล้ว จึงเห็นได้ในเบื้องต้นว่าเครื่องกระสุนปืนขนาด .223 (5.5) มิลลิเมตร ของกลาง เป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ได้ เครื่องกระสุนปืนของกลางดังกล่าวจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ได้เช่นกัน เว้นแต่เครื่องกระสุนปืนของกลางนั้นจะเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง จึงจะเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เครื่องกระสุนปืนของกลางดังกล่าวเป็นกระสุนปืนเล็กกลที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ2522) ข้อ 3 เท่านั้น โดยไม่บรรยายฟ้องให้เห็นว่า เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดเจาะเกราะหรือชนิดกระสุนเพลิง กรณีจึงไม่อาจรับฟังว่าเครื่องกระสุนปืนของกลางดังกล่าวเป็นเครื่องกระสุนปืนชนิดที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ตามความในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ข้อ 3 ตอนท้าย ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 55, 78 ตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง ย่อมรวมถึงการมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่โจทก์ฟ้องรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง จึงไม่ใช่ความผิดที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ แม้พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จะบัญญัติความผิดทั้งสองฐานไว้คนละมาตราก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องฟังได้เพียงว่า จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง ให้ยกฟ้องโจทก์ฐานมีเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 72 วรรคสอง ม. 78 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคท้าย ม. 195 วรรคสอง ม. 225
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
จำเลย — นายธีระยุทธ ศิริมหา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยชนะ ตัญจพัฒน์กุล
ชื่อองค์คณะ
จตุรงค์ นาสมใจ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
บุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1818/2556
#541472
เปิดฉบับเต็ม

ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้โดยอาศัยสิทธิใด แต่เมื่อหนี้ที่จำเลยทั้งสองค้างชำระเป็นหนี้เงินและจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี การที่ศาลชั้นต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองรับผิดในอัตราสูงกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย อันเป็นการกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ มาตรา 249 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 3721 และ 3722 ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย โดยให้จำเลยทั้งสองออกค่าใช้จ่าย กรณีจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินให้ได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 กรกฎาคม 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงกันเรื่องดอกเบี้ย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงสูงเกินไปนั้น เห็นว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวได้โดยอาศัยสิทธิใด โจทก์จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราดังกล่าวได้ เมื่อหนี้ที่จำเลยทั้งสองค้างชำระเป็นหนี้เงินและจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องซึ่งเป็นวันที่โจทก์ขอมาเป็นต้นไป สำหรับที่โจทก์ตั้งประเด็นมาในคำแก้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้คัดค้านปัญหาดังกล่าวมาก่อน การที่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยให้ตามอัตราดังกล่าวจึงชอบแล้วนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้จำเลยทั้งสองรับผิดในอัตราที่สูงกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย อันเป็นการกำหนดให้จำเลยทั้งสองรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในเรื่องอัตราดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอนงค์ แซ่โง้ว
พันเอกไพศาล คำสุพรหม โดยนายสหพร คำสุพรหม
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายจิระศักดิ์ จันทร์สว่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชัยพร สมบุญวงค์
ชื่อองค์คณะ
วิรุฬห์ แสงเทียน
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1816/2556
#537989
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการโรงงานทำมันเม็ดแข็ง เข้าร่วมโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลัง ขอรับเงินค่าชดเชยการขนส่งมันเม็ดตามโครงการจากโจทก์ โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไข โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการรับเงิน แม้โจทก์จะคืนสัญญาค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำสัญญาไปคืนแก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ยังมีภาระที่ต้องคืนเงินชดเชยค่าขนส่งให้แก่โจทก์ ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่คืนเงินแก่โจทก์ ภาระการค้ำประกันยังคงผูกพันจำเลยที่ 2 อยู่ไม่สิ้นสุดไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,283,239.33 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,008,529.71 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความสำหรับจำเลยที่ 1 จำนวน 8,000 บาท และจำเลยที่ 2 จำนวน 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินชดเชยค่าขนส่ง 4,283,239.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 3,008,529.71 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันเป็นผู้ชำระแทน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 90,000 บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าขนส่งจากโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการขอรับเงินชดเชยตามโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2540 และตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศเรื่อง กำหนดอัตราค่าขนส่งและวิธีการจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่งตามโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลัง ปี 2540 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับเงินชดเชยค่าขนส่งต้อง (1) เป็นผู้เข้าร่วมโครงการ (2) ขายมันสำปะหลังแก่ผู้ส่งออกซึ่งหมายถึงผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (3) ส่งสินค้าจากโกดังของผู้ผลิตสินค้าไปยังโกดังของผู้ส่งออกโดยมีหลักฐานการรับซื้อจากผู้ส่งออกมาแสดง เพื่อขอรับเงินชดเชยค่าขนส่ง นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนางวิไลวรรณ หัวหน้ากลุ่มงานวิเคราะห์มันสำปะหลังกองการค้าสินค้าข้อตกลง กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทำหน้าที่ยกร่างนโยบายและระเบียบประกาศเกี่ยวกับการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 พยานโจทก์ว่า เดิมโจทก์ยังไม่ได้กำหนดเงินชดเชยค่าขนส่ง แต่โรงงานอัดมันเม็ดที่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออกจะถูกผู้ส่งออกกดราคารับซื้อ กระทรวงพาณิชย์จึงออกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขอรับเงินชดเชยตามโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2540 ข้อ 10.2 และประกาศกรมการค้าต่างประเทศ เรื่องกำหนดอัตราค่าขนส่งและวิธีจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่งตามโครงการยกระดับราคาหัวมันสำปะหลังปี 2540 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2540 ข้อ 5 (2) ว่า จะจ่ายค่าขนส่งมันอัดเม็ดที่ผลิตจากมันเส้นที่รับซื้อจากโครงการไปยังโกดังของผู้ส่งออกที่อยู่ห่างไกลให้แก่โรงงานอัดมันเม็ดที่เข้าร่วมโครงการ ตามอัตราและวิธีการที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนดโดยกำหนดหลักฐานการขอรับเงินชดเชยไว้ ตามข้อ 11.3 (2) ว่า หลักฐานการขายแป้งมันสำปะหลัง หรือมันอัดเม็ด ได้แก่ใบเสร็จรับเงิน ใบรับสินค้า ดังนั้น ผู้ผลิตที่ส่งออกเองจะไม่ได้รับค่าชดเชยเพราะไม่มีหลักฐานการซื้อขายให้ผู้ส่งออกเนื่องจากผู้ผลิตและผู้ส่งออกดังกล่าวจะไม่ถูกกดราคา เพราะเป็นผู้ส่งออกเอง และยังได้ราคาเต็มตามราคาส่งออกด้วย ต่างกับผู้ผลิตที่มิได้เป็นผู้ส่งออกซึ่งต้องนำไปขายให้แก่ผู้ส่งออกจะโดนกดราคา ดังนั้น หากจำเลยที่ 1 ขอรับเงินชดเชยค่าขนส่ง จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการตามประกาศของโจทก์และกระทรวงพาณิชย์โดยจะต้องมีใบเสร็จรับเงิน ใบรับสินค้า และแบบหนังสือขอรับเงินชดเชยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอัดเม็ดหรือแป้งมันสำปะหลัง (แบบ รม.7) ซึ่งเป็นใบแสดงปริมาณการขายของผู้ประกอบกิจการโรงมันให้แก่ผู้ประกอบกิจการส่งออกมันอัดเม็ดเพื่อใช้คำนวณส่วนต่างของระยะทางการขนส่งกับปริมาณจำนวนมันอัดเม็ดที่จำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบกิจการส่งออกเพื่อนำมาคำนวณจ่ายเงินชดเชยค่าขนส่ง ส่วนเงื่อนไขการจ่ายเงินให้เป็นไปตามระเบียบข้อ 11.5 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินชดเชยล่วงหน้า โดยยังไม่ตรวจสอบหลักฐานหรือสต๊อกในแต่ละงวด จำเลยที่ 1 ขอรับเงินชดเชยค่าขนส่ง โดยไม่มีเอกสารแสดงว่าขายให้แก่ผู้ส่งออกรายอื่น อันผิดวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการช่วยเหลือต้นทุนบางส่วนที่เกิดจากการขายมันอัดเม็ดให้ผู้ส่งออก เมื่อไม่มีการซื้อขายกันจริง จำเลยที่ 1 จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะขอรับเงินชดเชยค่าขนส่งได้ตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ และตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเงินดังกล่าวเสร็จสิ้นแก่โจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะคืนสัญญาค้ำประกันให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 นำสัญญาค้ำประกันไปคืนแก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ยังมีภาระที่ต้องคืนเงินชดเชยค่าขนส่งให้แก่โจทก์ ตราบใดที่จำเลยที่ 1 ยังไม่คืนเงินแก่โจทก์ ภาระการค้ำประกันก็ยังคงผูกพันจำเลยที่ 2 อยู่ไม่สิ้นสุดไป หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินดังกล่าว จำเลยที่ 2 ต้องชำระแทนจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 30,000 บาทแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 698
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมการค้าต่างประเทศ
จำเลย — บริษัทพี.เอช.เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายเสริมพงศ์ ไชยปุรณะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
ชื่อองค์คณะ
บุญมี ฐิตะศิริ
สู่บุญ วุฒิวงศ์
จตุรงค์ นาสมใจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1814/2556
#537971
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์อันเป็นการเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิแก่ตนได้อยู่ก่อน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ขณะทำนิติกรรมขายฝากจำเลยที่ 2 รู้ข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนอันเป็นทางให้โจทก์เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 เสียเปรียบ แม้จำเลยที่ 1 จะเสียค่าตอบแทนก็เป็นการร่วมกันฉ้อฉล โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไม่ถือเป็นการนอกฟ้อง เกินกว่าคำขอดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา เนื่องจากคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเพิกถอนการฉ้อฉลไว้ครบถ้วน เพียงแต่ปรับบทกฎหมายแตกต่างไปเป็นเรื่องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นอำนาจศาลที่จะปรับบทให้ตรงกับคำบรรยายฟ้องและข้อเท็จจริงที่ยังได้จากการพิจารณาคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากและการจดทะเบียนขยายกำหนดเวลาไถ่การขายฝากครั้งที่หนึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 202876 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และหากศาลพิพาษาให้เพิกถอนนิติกรรมตามขอหรือจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับทั้งให้จำเลยที่ 1 ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท ในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โจทก์ถึงแก่ความตาย นางชิดชนก ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากและการขยายกำหนดเวลาไถ่การขายฝากครั้งที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 202876 ตำบลบางนา อำเภอพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และหากจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 840,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาล 50,000 บาท

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้หรือไม่ คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าขณะทำนิติกรรมขายฝากจำเลยที่ 2 รู้ถึงข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยปลูกบ้าน 2 หลังลงบนที่ดินให้บุคคลอื่นอยู่อาศัยและเช่าอยู่ก่อน อันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบ แม้จำเลยที่ 2 จะเสียค่าตอบแทนก็เป็นการร่วมกันฉ้อฉล โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้โจทก์เป็นผู้จะซื้อที่ดินพิพาทและได้ผ่อนชำระราคาที่ดินครบถ้วนจนถือว่าเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนก็ตาม แต่โจทก์นิ่งเฉยมิได้เรียกร้องให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ตน การได้มาโดยทางนิติกรรมซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์จึงไม่บริบูรณ์ ไม่สามารถใช้ยันจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนที่ดินพิพาทมาจากการขายฝากซึ่งเป็นการโอนอันมีค่าตอบแทนและกระทำโดยสุจริต โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากระหว่างจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูง ก่อนตกลงใจซื้อผู้ซื้อมักจะต้องออกไปตรวจดูให้เห็นถึงสภาพและทำเลที่ตั้งของที่ดินด้วยตนเองเพื่อให้แน่ใจเสียก่อนว่าเหมาะสมกับราคาที่จะตกลงซื้อขายกันหรือไม่ สำหรับที่ดินพิพาทมีการตกลงราคาขายฝากกันถึง 490,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบอาชีพค้าขาย มีรายได้ประมาณเดือนละ 20,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะมิได้ไปดูที่ดินพิพาทก่อนที่จะตกลงซื้อฝากไว้จากจำเลยที่ 1 ดังเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านซึ่งเป็นเรื่องไม่สมเหตุผลและรับฟังไม่ได้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ในเรื่องนี้จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนทำนิติกรรมขายฝาก จำเลยที่ 2 ได้ไปดูที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรู้ว่าที่ดินพิพาทมีบ้านของโจทก์ปลูกอยู่ 2 หลังมิใช่ที่ดินว่างเปล่า การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งทราบอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทมีบ้านปลูกอยู่แต่กลับร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้ขายฝากระบุในข้อ 3 ของหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินว่าไม่มีสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาท จึงเท่ากับเป็นการร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโดยรู้เท่าถึงความจริงว่าโจทก์ผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และได้เข้าครอบครองทำประโยชน์อยู่ในขณะมีการขายฝาก อันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเสียค่าตอบแทน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยสุจริต แต่พฤติการณ์ดังกล่าวกลับบ่งชี้ว่าเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลโจทก์โจทก์จึงขอให้ศาลเพิกถอน นิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ซึ่งศาลอุทธรณ์สามารถวินิจฉัยได้ ไม่ถือเป็นการนอกฟ้องหรือเกินกว่าคำขอดังที่ จำเลยที่ 2 ฎีกา เนื่องจากคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเพิกถอนการฉ้อฉลไว้ครบถ้วน เพียงแต่ปรับบทกฎหมายแตกต่างไปเป็นเรื่องเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์อันเป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ซึ่งเป็นอำนาจของศาลที่จะปรับบทให้ตรงกับคำบรรยายฟ้องและข้อเท็จจริงที่ฟังได้จากการพิจารณาคดีได้ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 นอกจากวินิจฉัยมาศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ครบถ้วนและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ป.พ.พ. ม. 237
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พระภิกษุพิม ดีอ่อน โดยนางชิดชนก ดีอ่อน
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางวิภาวรรณ ขจิตสุวรรณหรือรุ่งเรือง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายยงยศ นิสภัครกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายภพพิสิษฐ์ สุขะพิสิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลียว พลวิเศษ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1798/2556
#562579
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมทั้งสองลงลายมือชื่อท้ายคำร้องจำเลยวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองตกลงยอมรับค่าเสียหายดังกล่าวข้างต้นและได้รับไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ติดใจเรียกร้องอย่างอื่นอีกและไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไป แปลความหมายได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ติดใจหรือประสงค์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกต่อไป โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่อาจฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288, 295, 297 ริบมีดปอกผลไม้และลูกเหล็กดัมเบลของกลาง

จำเลยให้การว่า กระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบและไม่สามารถบังคับตนเองได้

ระหว่างพิจารณา นายจินตวีร์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวเลิศลักษณ์ ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 295 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี คำรับสารภาพชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ประกอบกับจำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายที่ 3 และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายที่ 3 จนพอใจและไม่ติดใจเอาความ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี คืนมีดปอกผลไม้และลูกเหล็กดัมเบลของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 และ 295 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรกำหนด เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดพยายามฆ่าโจทก์ร่วมทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองลงลายมือชื่อท้ายคำร้องจำเลยลงวันที่ 28 ธันวาคม 2549 ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองตกลงยอมรับค่าเสียหายดังกล่าวข้างต้นและได้รับไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ติดใจเรียกร้องอย่างอื่นอีกและไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญาอีกต่อไป แปลความหมายได้ว่าโจทก์ร่วมทั้งสองไม่ติดใจหรือประสงค์ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์อีกต่อไป โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่อาจฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองมาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยแทงทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 โดยไม่รู้ตัวและไม่รู้สาระสำคัญว่ากำลังแทงทำร้ายโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ ซึ่งเห็นควรวินิจฉัยรวมกันไป เห็นว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การตามบันทึกคำให้การว่า จำเลยไม่รู้สึกตัวว่าได้ใช้อาวุธมีดและลูกเหล็กดัมเบลทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด แต่รายงานการตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวชสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ คณะผู้ตรวจรักษาได้ประชุมสรุปผลการตรวจว่า ผลการตรวจวินิจฉัยทางนิติเวชในขณะนี้ไม่พบความผิดปกติทางสมองและการนอนหลับที่เป็นสาเหตุของความผิดปกติของพฤติกรรม อันนำไปสู่การก่อคดี เมื่อพิจารณาบันทึกสรุปการประชุมวินิจฉัยทางนิติจิตเวช (แพทย์) ครั้งที่ 2 แล้ว มีแพทย์เข้าร่วมประชุม ลงนาม 6 คน จริงอยู่แม้บันทึกสรุปการประชุมวินิจฉัยทางนิติจิตเวช (แพทย์) ครั้งที่ 1 มีแพทย์เข้าร่วมประชุมลงนาม 7 คน จะให้ความเห็นเรื่อง Sleep Walking และ Sleep Apnea Syndrome แปลว่า การเดินขณะหลับ เดินละเมอ และกลุ่มอาการของโรคที่เกิดขึ้นพร้อมกันจากภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ แต่คณะแพทย์ไม่ได้สรุปผลการประชุมดังกล่าว การวินิจฉัยทางคลินิกครั้งที่ 2 ระบุว่า No significant abn. Finding แปลว่า ไม่พบความผิดปกติที่สำคัญ ดังนี้ รายงานการตรวจวินิจฉัยทางนิติจิตเวช สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพแพทย์โดยเฉพาะแพทย์คนที่ 1 มีตำแหน่งทางวิชาการ ศาสตราจารย์ ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยว่า จำเลยละเมอกระทำความผิดไม่รู้สำนึกในการที่กระทำ ไม่ได้กระทำโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ไม่ต้องรับผิดในทางอาญาตามมาตรา 59 วรรคแรก อันแตกต่างขัดแย้งกับผลการประชุมของคณะแพทย์และได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 ถูกแทงที่หลัง 8 แผล หน้าอก 1 แผล รักษาประมาณ 6 เดือน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ผู้เสียหายที่ 2 ถูกแทงที่หน้าอกซ้ายมีเลือดออกในช่องเยื่อหุ้มปอด ถูกแทงบริเวณชายโครงขวาทะลุกระบังลม ตับและกระเพาะ รักษาประมาณ 3 เดือน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยมีเจตนาทำร้ายเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 288 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
โจทก์ร่วม — นายจินตวีร์ สุเสวี กับพวก
จำเลย — นายไชยพงศ์ ลิ่มสมบูรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายดำรง ยาน้ำทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางมยุรี วัฒนวรลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพันธุ์ ละอองมณี
สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1761/2556
#554770
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมและออกหมายบังคับคดีแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ใบแต่งทนายความบัญชีพยาน คำพิพากษา และหมายบังคับคดีในส่วนชื่อของจำเลยที่ 3 จาก "นางละมูล พลทอน" เป็น "นางละมูลหรือละมุล พลทอน" ตามลายมือชื่อที่จำเลยที่ 3 ลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาและสัญญาประนีประนอมยอมความว่า "ละมุล พลทอน" ศาลแรงงานกลางต้องไต่สวนให้ได้ความว่านางละมูล พลทอน จำเลยที่ 3 กับนางละมุล พลทอน เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่แล้วจึงมีคำสั่งตามรูปคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 245,479 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอม โดยจำเลยทั้งสามตกลงชำระเงินจำนวน 247,000 บาท ซึ่งชำระในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความจำนวน 25,000 บาท ส่วนที่เหลือจะผ่อนชำระเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 14 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันทีของจำนวนเงินที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไป ต่อมาจำเลยทั้งสามผิดนัดมิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางได้ออกหมายบังคับคดีจำเลยทั้งสามตามคำขอของโจทก์

ในชั้นบังคับคดีโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องลงวันที่ 6 สิงหาคม 2547 ขอแก้ไขคำฟ้อง ใบแต่งทนายความ บัญชีพยาน คำพิพากษาและหมายบังคับคดีในส่วนชื่อของจำเลยที่ 3 จาก "นางละมูล พลทอน" เป็น "นางละมูลหรือละมุล พลทอน"ซึ่งเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดให้ถูกต้องตรงความเป็นจริง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวว่า คดีถึงที่สุดนานแล้ว ล่วงเลยระยะเวลาที่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามกฎหมายแล้ว ยกคำร้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2550 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง โดยขอแก้ไขในส่วนชื่อของจำเลยที่ 3 และอ้างเหตุเช่นเดียวกันกับคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2547 ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2550 ว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมตามคำร้องขอแก้ไขเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าตามคำฟ้องโจทก์ระบุชื่อและชื่อสกุลของจำเลยที่ 3 ว่านางละมูล พลทอน แม้ในระหว่างพิจารณาจนกระทั่งเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาตามยอมจำเลยที่ 3 จะลงลายมือชื่อและชื่อสกุลในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางและสัญญาประนีประนอมยอมความว่าละมุล พลทอน เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อของจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานกลางจะต้องไต่สวนให้ได้ความก่อนว่านางละมูล พลทอน จำเลยที่ 3 กับนางละมุล พลทอน เป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์โดยมิได้ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏก่อนที่จะมีคำสั่งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2547 และให้ศาลแรงงานกลางไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 วรรคหนึ่ง ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนาโชคเซลส์แอนด์เซอร์วิส
จำเลย — นายอุบล หาญชนะชัย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางปวีณา ศรีวงษ์
ชื่อองค์คณะ
ธีระพงศ์ จิระภาค
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1724/2556
#562623
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่สิบตำรวจตรี ศ. กับพวกเข้าตรวจค้นร้านเกิดเหตุและจับกุมจำเลยทั้งสองนั้น ก็มีเพียงจำเลยทั้งสองและหญิงค้าประเวณีเท่านั้นที่อยู่ในร้านดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินกิจการต่าง ๆ ในร้านเกิดเหตุทั้งหมดตั้งแต่เชียร์ลูกค้า เก็บเงินค่าบริการ ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่หญิงค้าประเวณีแต่ละคนขายบริการในแต่ละเดือนจนกระทั่งจ่ายเงินให้แก่หญิงค้าประเวณี ทั้งจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รวบรวมเงินรายได้ดังกล่าวมอบให้แก่นายทุน เมื่อเข้ามาที่ร้านเกิดเหตุ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจบริหารงานและจัดระเบียบในการค้าประเวณีของหญิงค้าประเวณีในร้านเกิดเหตุและให้คุณให้โทษแก่หญิงที่ค้าประเวณีดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีร้านเกิดเหตุ โดยผู้ค้าประเวณีทุกคนต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทางร้านกำหนดไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเพียงแม่บ้านและช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น โดยไม่ได้ดูแลกิจการของร้านเกิดเหตุทั้งหมด และไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการค้าประเวณี จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 4, 5, 7 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 3, 4, 26 พระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 มาตรา 3, 5, 13 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 2 กลับให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (ที่ถูก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี) พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 11 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก พ.ศ.2540 มาตรา 5, 7 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2546 (ที่ถูก พ.ศ.2509) มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 26 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งผู้ค้าประเวณี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็กจำคุกคนละ 5 ปี ฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับคนละ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 6 ปี 18 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดฐานตั้งสถานบริการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 5,000 บาท ยกฟ้องข้อหาความผิดฐานเป็นเจ้าของผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณีหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันและจำเลยทั้งสองก็ให้การในชั้นสอบสวนยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเชื่อว่าเบิกความตามความเป็นจริง ซึ่งขณะที่สิบตำรวจตรีศราวุธกับพวกเข้าตรวจค้นร้านเกิดเหตุและจับกุมจำเลยทั้งสองนั้น ก็มีเพียงจำเลยทั้งสองและหญิงค้าประเวณีเท่านั้นที่อยู่ในร้านดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ดำเนินกิจการต่าง ๆ ในร้านเกิดเหตุทั้งหมดตั้งแต่เชียร์ลูกค้า เก็บเงินค่าบริการ ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่หญิงค้าประเวณีแต่ละคนขายบริการในแต่ละเดือนจนกระทั่งจ่ายเงินให้แก่หญิงค้าประเวณี ซึ่งจะจ่ายให้เดือนละครั้ง ทั้งจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้รวบรวมเงินรายได้ดังกล่าวมอบให้แก่นายวัชรินทร์ นายทุน เมื่อเข้ามาที่ร้านเกิดเหตุ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจบริหารงานและจัดระเบียบในการค้าประเวณีของหญิงค้าประเวณีในร้านเกิดเหตุและให้คุณให้โทษแก่หญิงที่ค้าประเวณีดังกล่าวได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีร้านเกิดเหตุ โดยผู้ค้าประเวณีทุกคนต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ทางร้านกำหนดไว้ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ข้อนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงแม่บ้านและช่วยแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับหญิงที่ค้าประเวณีเท่านั้น โดยไม่ได้ดูแลกิจการของร้านเกิดเหตุทั้งหมด และไม่มีอำนาจสั่งการหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้หญิงค้าประเวณีปฏิบัติเพื่อกิจการค้าประเวณี พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลสถานการค้าประเวณีและเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคสอง อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 14 เดือน และปรับ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม. 11 วรรคหนึ่ง ม. 11 วรรคสอง
ป.อ. ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายอรรถพลหรือเอ กอธวัช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายเลิศพงษ์ พุมนาวิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายโสภณ บางยี่ขัน
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1722/2556
#538062
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ลงโทษจำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จึงเป็นการแก้ฐานความผิดเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ ความผิดทั้งสองวรรคเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน และต่างก็เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ไม่ถือเป็นการแก้บท แม้จะแก้โทษด้วย ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, 277 วรรคสาม, 317 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุกว่าสิบเจ็ดปีแต่ยังไม่เกินยี่สิบปี ลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ประกอบมาตรา 76 ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารโดยเด็กนั้นไม่ยินยอม และร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นไม่ยินยอม เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 27 ปี 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 18 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด โดยลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้กึ่งหนึ่งแล้ว ให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร ภายหลังลดโทษให้อีก 1 ปี 8 เดือน แล้ว คงจำคุก 2 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คู่ความมิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล คู่ความไม่ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงหรือไม่ เป็นฎีกาดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและในปัญหาดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ลงโทษจำคุก 25 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก (เดิม) ลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้จากความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จึงเป็นการแก้ฐานความผิดเดิมโดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์ อีกทั้งความผิดทั้งสองวรรคเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน และต่างก็เป็นความผิดอันยอมความไม่ได้ ไม่ถือเป็นการแก้บท แม้จะแก้โทษด้วย ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ป.อ. ม. 277
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
จำเลย — นายอานนท์หรือนน พันธุศิริสด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นายสุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกิต สุวรรณพรหมา
ชื่อองค์คณะ
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิรุฬห์ แสงเทียน
วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1710/2556
#541493
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เป็นเพียงผลตามกฎหมายในกรณีเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เท่านั้น สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ไม่ได้รับชำระเงินตามสัญญาและไม่ได้รับการโอนคืนประทานบัตรรวมทั้งทรัพย์สินอื่นตามที่จำเลยทั้งสองตกลงว่าจะคืนให้ หากโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับชำระเงินหรือทรัพย์สินสิ่งใดที่มีการโอนหรือส่งมอบตามสัญญาไปแล้วคืนเพียงใด อย่างไรหรือจำนวนเท่าใด ก็ชอบที่จะต้องระบุมาในคำขอท้ายฟ้องเพื่อศาลจะได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติและบังคับคดีได้โดยถูกต้อง โจทก์จะอ้างว่าเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิมแล้วโจทก์จะไปไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองตามรายละเอียดในสัญญาต่อไปโดยอาศัยคำพิพากษาดังกล่าวหาได้ไม่ คำขอของโจทก์ในลักษณะเช่นนี้จึงไม่มีสภาพเป็นคำขอบังคับที่ศาลจะพิพากษาให้ตามคำขอได้ ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าโจทก์จะเสียค่าขึ้นศาลในทรัพย์สินส่วนที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมมาด้วยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย - ร่วมลงทุน ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองและให้โจทก์กับจำเลยทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนมีการทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย - ร่วมลงทุน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ (ที่ถูก พิพากษาแก้) เป็นว่า สัญญาจะซื้อจะขาย-ร่วมลงทุนตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย-ร่วมลงทุน ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเลิกกัน ส่วนคำขอกลับคืนสู่ฐานะเดิมให้ยก โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขาย-ร่วมลงทุน โดยมีบันทึกต่อท้ายสัญญาเป็นรายการจ่ายเช็คตามสัญญาจะซื้อจะขายและร่วมลงทุนเหมืองหินอ่อน ระบุเลขที่เช็คและจำนวนเงินตามเช็คที่ผู้จะซื้อจ่ายทั้งหมดให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและผู้ร่วมทุนที่ 1 รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 14,000,000 บาท เป็นจำนวนเช็คทั้งหมด 123 ฉบับ และข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์โอนประทานบัตรเหมืองหินอ่อน เลขที่ 24966/14521 ให้จำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองเพียงแต่ออกใบหุ้นบริษัทพรนเรศว์ จำกัด ให้แก่นายยงยุทธ ตามข้อ 3 ของสัญญา ส่วนเช็คจำนวน 123 ฉบับ ที่จำเลยทั้งสองสั่งจ่ายถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเกือบทุกฉบับ จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการชำระราคาแก่โจทก์จนเลยระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เป็นการผิดสัญญา

มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้โจทก์และจำเลยทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิมดังเช่นก่อนมีการทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายร่วมลงทุน นั้น ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาจะซื้อจะขาย-ร่วมลงทุน เลิกกันแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็ไม่อาจยกคำขอบังคับของโจทก์ที่ให้โจทก์และจำเลยทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมก่อนทำสัญญาได้ เพราะเมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนการที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดคืนทรัพย์สินตามสัญญาอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องที่โจทก์จะไปไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองในภายหลังโดยอาศัยคำพิพากษาที่ให้โจทก์และจำเลยทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิม ทั้งโจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาหรือให้ชำระหนี้ โจทก์จึงไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลในทรัพย์สินส่วนที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิม ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ด้วยเหตุที่ว่าเป็นคำขอที่ไม่ชัดเจนและโจทก์มิได้เสียค่าขึ้นศาลในทรัพย์สิน ส่วนที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมมาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า การที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมนั้น เป็นเพียงผลตามกฎหมายในกรณีเลิกสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เท่านั้น สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาที่ทำไว้กับโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ไม่ได้รับชำระเงินตามสัญญาและไม่ได้รับการโอนคืนประทานบัตรรวมทั้งทรัพย์สินอื่นตามที่จำเลยทั้งสองตกลงว่าจะคืนให้ ฉะนั้น หากโจทก์ประสงค์ที่จะได้รับชำระเงินหรือทรัพย์สินสิ่งใดที่มีการโอนหรือส่งมอบตามสัญญาไปแล้วคืนเพียงใด อย่างไรหรือจำนวนเท่าใด ก็ชอบที่จะต้องระบุมาในคำขอท้ายฟ้อง เพื่อศาลจะได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติและบังคับคดีได้โดยถูกต้อง โจทก์จะอ้างว่าเมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยทั้งสองกลับคืนสู่ฐานะเดิมแล้ว โจทก์จะไปไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยทั้งสองตามรายละเอียดในสัญญาต่อไปโดยอาศัยคำพิพากษาดังกล่าวหาได้ไม่ คำขอของโจทก์ในลักษณะเช่นนี้จึงไม่มีสภาพเป็นคำขอบังคับที่ศาลจะพิพากษาให้ตามคำขอได้ ทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับว่าโจทก์จะเสียค่าขึ้นศาลในทรัพย์สินส่วนที่จะให้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมมาด้วยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสุธิชาหรือวรรณี เหม็นเตล็บ
จำเลย — บริษัทพรนเรศว์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางพรหมพร มูลศาสตร์ จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ — นายนิติ เอื้อจรัสพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
นิพนธ์ ใจสำราญ
กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1582/2556
#571962
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันจะเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 นั้น หมายความว่า คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ฝากขาย คือ 150,000 บาท เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2553 ทั้งฉบับ โดยสั่งรับอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 และสั่งรับอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งฉบับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าเดือนละไม่เกิน 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่เป็นที่สุดตามบทกฎหมายดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและมีคำสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยพร้อมบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินพิพาท ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยพร้อมบริวารจะออกจากบ้านและที่ดินพิพาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และค่าเสียหายอีกเดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์และเพิกถอนคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ ข้อ 2.1

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยถึงแก่ความตาย นายประพัฒน์พงษ์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ตามข้อ 2.1 เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในข้อนี้ คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 นั้น เห็นว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 อันจะเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น หมายความว่า คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยนำมาขายฝากแก่โจทก์แล้วไม่ไถ่ถอนภายในกำหนด จำเลยให้การว่าจำเลยขอไถ่ถอนการขายฝากแล้ว แต่โจทก์ผิดนัด ซึ่งถือว่าจำเลยยังให้การต่อสู้ว่ากรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทยังไม่ตกแก่โจทก์ตามสัญญาขายฝาก จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ขายฝากคือ 150,000 บาท เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2553 ทั้งฉบับโดยสั่งรับอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 และสั่งรับอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2553 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมที่สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์โดยอ้างว่าอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งฉบับเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ค่าเช่าเดือนละไม่เกิน 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีคำสั่ง (ฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) ให้รับอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 และมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 แต่ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่ง (ฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) ไม่รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 เป็นคำสั่งโดยผิดหลง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ย่อมมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ซึ่งเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 และได้วินิจฉัยต่อไปว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทภายในกำหนดเวลา 6 เดือนนับตั้งแต่วันขายฝาก คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 (ฉบับลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553) จึงไม่เป็นที่สุดตามฎีกาของจำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.2 เป็นเรื่องนอกประเด็นในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวเป็นการที่โจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อจำเลยไม่ไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนดเวลา ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โดยสมบูรณ์ จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงเป็นอุทธรณ์ที่อยู่ในประเด็นข้อพิพาท ไม่ใช่นอกประเด็นดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 236
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางนงลักษณ์ รัชดาธนวัฒน์
นางสุพัตรา จำนวน โดยนายประพัฒน์พงษ์ ผาทอง
จำเลย — ผู้จัดการมรดก ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นายวิรชาติ สิทธิสาร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสมนึก พานิช
ชื่อองค์คณะ
กษิดิ์เดช จีนสลุต
สุนันท์ ชัยชูสอน
จักรกฤช เจริญเลิศ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2556
#540881
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3 ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (เมืองนครชัยศรี) และเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทคือ 16,100 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาต่อไป ดังนี้ เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฎีกา กับทั้งไม่ใช่กรณีที่จะรับรองให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกา จึงไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งต้องห้าม รวมทั้งศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริง ล้วนแต่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ทำให้โจทก์เข้าใจผิดว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นควรให้โอกาสแก่โจทก์ในการดำเนินการขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม และให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร โดยให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 21 ขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3 ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (เมืองนครชัยศรี) หากจำเลยและบริวารไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โดยให้จำเลยและบริวารเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สิน ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องในที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และให้ส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3 ตำบลบางเลน (บางยุง) อำเภอบางเลน (บางปลา) จังหวัดนครปฐม (เมืองนครชัยศรี) และเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนที่จำเลยครอบครองอยู่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นการกล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทคือ 16,100 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาต่อไป ดังนี้ เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาคดีไป จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฎีกา กับทั้งไม่ใช่กรณีที่จะรับรองให้ฎีกาได้ การที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงและสั่งรับฎีกา จึงไม่ชอบอีกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งต้องห้าม รวมทั้งศาลชั้นต้นรับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริง ล้วนแต่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง ทำให้โจทก์เข้าใจผิดว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นควรให้โอกาสแก่โจทก์ในการดำเนินการขอให้รับรองอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม และให้ศาลชั้นต้นพิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงกับยกฎีกาของโจทก์ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นแจ้งโจทก์ว่าจะดำเนินการเรื่องการรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม หรือไม่ แล้วพิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่โจทก์ ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วแต่กรณี ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 224 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจ ซี เค ก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — นางบุญเตือน บุญลือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครปฐม — นางนีรนุช เจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกงจักร โพธิ์พร้อม
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พันธุมะโอภาส
ธีระพงศ์ จิระภาค
ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1574/2556
#537967
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ - จ่าย อันเป็นบัญชีส่วนเฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 319 แล้ว ผู้ร้องยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีส่วนเฉลี่ยดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยืนยันตามบัญชีส่วนเฉลี่ยดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งนั้นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 320 วรรคสี่ ในตอนท้ายบัญญัติให้คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุดนั้น ย่อมหมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวด้วยคำร้องคัดค้านของผู้ร้องที่ยื่นไว้ตามบทบัญญัติในวรรคสี่นั่นเอง มิใช่ถึงที่สุดแต่เพียงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าเจ้าหนี้ไม่ไปตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ผู้ร้องฎีกาเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้ร้อง คดีของผู้ร้องที่คัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถึงที่สุดและต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 893,066 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 464,176 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 81608, 81612 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 81669 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่ดินทั้งสามแปลงมีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 881/2546 ของศาลชั้นต้น ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงรายการรับ-จ่าย ครั้งที่ 1 ผู้ร้องคัดค้านบัญชีส่วนเฉลี่ยดังกล่าวว่าไม่ถูกต้อง เพราะทรัพย์ที่ยึดทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าที่ดินเท่านั้นที่เป็นของจำเลยที่ 1 ส่วนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 2 และผู้ร้องมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ไม่อาจเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ได้ จึงมีคำสั่งยืนยันตามบัญชีส่วนเฉลี่ยดังกล่าว

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า บัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงรายรับ - รายจ่าย ครั้งที่ 1 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ถูกต้อง ผู้ร้องมีสิทธิเข้าเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งหมด เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นบริษัทเดียวกันหรือบริษัทในเครือเดียวกัน เป็นตัวแทนซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 1 สิ่งปลูกสร้างจึงเป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงรายรับรายจ่ายใหม่

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า บัญชีส่วนเฉลี่ยแสดงรายรับ-จ่าย ครั้งที่ 1 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีถูกต้องแล้ว ผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 สิ่งปลูกสร้างมิได้เป็นส่วนควบของที่ดินของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง คืนค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

ก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้ร้องถึงแก่ความตาย นางอรพินท์ ทายาท ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องคัดค้านของผู้ร้องนั้น ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดทำบัญชีแสดงรายการรับ-จ่าย ครั้งที่ 1 อันเป็นบัญชีส่วนเฉลี่ยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 319 แล้ว ผู้ร้องยื่นคำแถลงคัดค้านบัญชีส่วนเฉลี่ยดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งยืนยันตามบัญชีส่วนเฉลี่ยดังกล่าว ผู้ร้องไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องคัดค้านคำสั่งนั้นต่อศาลชั้นต้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 320 วรรคสี่ ในตอนท้ายบัญญัติให้คำสั่งของศาลที่ออกตามความในวรรคนี้ให้เป็นที่สุดนั้น ย่อมหมายถึงคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เกี่ยวด้วยคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้ร้องที่ยื่นไว้ตามบทบัญญัติในวรรคสี่นั่นเอง มิใช่ถึงที่สุดแต่เพียงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องเพราะเห็นว่าเจ้าหนี้ไม่ไปตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ผู้ร้องฎีกาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านคำสั่งของผู้ร้องเสียแล้ว คดีของผู้ร้องที่คัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงถึงที่สุดและต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกอุทธรณ์ของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 319 ม. 320 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารินทร์ อัจฉริยสุชา
พันตำรวจเอกศิริ วิบุลสันติ โดย
ผู้ร้อง — นางอรพินท์ วิบุลสันติ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทเจ็ดรินโปรเจ็ค แพลน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ชื่อองค์คณะ
นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี
วิวรรต นิ่มละมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1570/2556
#544525
เปิดฉบับเต็ม

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ คดีนี้ แม้โจทก์จะหลุดพ้นจากการล้มละลายโดยคำสั่งปลดจากล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 71 แต่ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายและเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ตามมาตรา 109 ทั้งอยู่ในระหว่างการขายทอดตลาดตามประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังคงมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินดังกล่าวต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น และนำเงินมาแบ่งแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารพิพาทนั้นเป็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากที่ดินและอาคารของโจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 11,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ระหว่างส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอบังคับให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 114563 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพิพาทเลขที่ 1176/2 ตามฟ้องโดยปลอดจำนองให้แก่จำเลยที่ 1 หากโจทก์เพิกเฉยขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 114563 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพาณิชย์เลขที่ 1176/2 ที่ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 114563 ตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยให้ติดจำนองไปกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ดังที่ปรากฏอยู่ในสารบัญจดทะเบียนที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 114563 คือที่ดินพิพาทตามฟ้องทั้งแปลงโดยในวันจดทะเบียนการโอน ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์ และสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในการโอนนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 พึงออกใช้เท่ากันทั้งสองฝ่าย ถ้าโจทก์ไม่ไปดำเนินการดังกล่าวให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งตามฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 114563 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร ที่ดินดังกล่าวจำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ดินพิพาทแบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงใหญ่ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทและอาคารเลขที่ 1176/2 ที่กำลังปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ในราคา 480,000 บาท ชำระในวันทำสัญญาเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเป็น 4 งวด โดยงวดที่ 4 ชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อาเซียน จำกัด ฟ้องโจทก์เป็นคดีล้มละลาย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาด จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยกคำร้องดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายมีภาระเกินกว่าประโยชน์กองทรัพย์สินของลูกหนี้จะพึงได้รับตามคำสั่ง จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ล้มละลาย ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ปลดโจทก์จากล้มละลาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ให้ปลดโจทก์จากล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 71 จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับพวกอยู่ในที่ดินและอาคารพิพาทตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2523

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีล้มละลายมิใช่เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ฟ้องเพื่อให้จำเลยหรือลูกหนี้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำนาจประนีประนอมยอมความหรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้ใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ แม้โจทก์ซึ่งถูกฟ้องเป็นคดีล้มละลายจะหลุดพ้นจากการล้มละลายโดยคำสั่งปลดจากล้มละลาย แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังคงมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์ที่มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายจนถึงเวลาปลดจากล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 ซึ่งที่ดินและอาคารพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีอยู่ในเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายและเป็นทรัพย์สินในคดีล้มละลายอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ได้ ทั้งอยู่ในระหว่างการขายทอดตลาด ตามประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังคงมีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น และนำเงินมาแบ่งปันแก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและอาคารพิพาทนั้นเป็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่มีฟ้องโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 ม. 173 ม. 177 วรรคสาม
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (3) ม. 71 ม. 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เสรีสากลธนกิจ จำกัด
จำเลย — นายแสวง จรรโลงเศรษฐ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมจิตร มากบัว
ศาลอุทธรณ์ — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ชื่อองค์คณะ
สมยศ เข็มทอง
ไชยยงค์ คงจันทร์
เมทินี ชโลธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2556
#540887
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบิดาโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ บิดาโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทได้เอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่มีมูลความจริง และขัดต่อเหตุผลดังที่ระบุในสัญญาดังกล่าวว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หากโจทก์สามารถดำเนินการจนทำให้จำเลยสามารถได้กรรมสิทธิ์ จำเลยจะแบ่งให้โจทก์ 6 ส่วน โดยจำเลยได้ 1 ส่วน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดเจนว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของ ป. โดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ป. แสดงว่าการที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของบิดาโจทก์ หาใช่การครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่ การทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินที่มีใจความเช่นนี้จึงมีสาระสำคัญอันเป็นความเท็จ ซึ่งหลังจากทำสัญญาดังกล่าวมีการไปยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อจนมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ย่อมต้องคำนึงถึงการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมตามความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการทำโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับข่มขู่ หลอกลวง หรือกลฉ้อฉล สัญญาดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของ ป. และจำเลยก็กล่าวแก้ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ทำให้ที่ดินตกเป็นของจำเลยโดยผลของกฎหมายแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์แพ้คดีกลับอ้างข้อต่อสู้ของจำเลยมาเป็นประโยชน์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ทั้งไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 98783 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้โจทก์ 6 ส่วน เป็นเนื้อที่ 312.85 ตารางวา จากบริเวณที่เป็นบ้านของจำเลยทางทิศเหนือไปทางทิศใต้ตลอดแนวตามรูปแผนที่ที่ดิน โดยให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 80,000 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 98783 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์ 6 ใน 7 ส่วนของที่ดินดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2521 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 1 ไร่ 40 ตารางวา มีชื่ออำแดงแปลกเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อำแดงแปลกไม่ได้สมรสและไม่มีบุตร อำแดงแปลกถึงแก่ความตายเมื่อปี 2500 นายหวาดเป็นหลานของอำแดงแปลก ส่วนโจทก์เป็นบุตรของนายหวาดกับนางทองสุข

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขัดต่อความสงบเรียบร้อยและตกเป็นโมฆะตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า สัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทขัดต่อเหตุผลในสาระสำคัญ เพราะหากถือตามคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของอำแดงแปลก เมื่ออำแดงแปลกถึงแก่ความตายที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ซึ่งหากอำแดงแปลกไม่ได้สมรสและไม่มีบุตรจริง ผู้สืบสันดานในชั้นหลานย่อมเป็นทายาทโดยธรรมในลำดับแรก ในข้อนี้คำฟ้องของโจทก์บรรยายต่อไปว่านายหวาดบิดาโจทก์เป็นทายาทของอำแดงแปลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามคำเบิกความของนายนเรศบุตรจำเลยที่ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะผู้จะให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในสัญญาดังกล่าว ได้ความว่า ขณะทำสัญญาจะให้ดังกล่าวนายหวาดบิดาโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นนายหวาดย่อมมีสิทธิที่จะดำเนินการขอรับโอนมรดกที่ดินพิพาทได้เอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคคลที่ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลโดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ซึ่งไม่มีมูลความจริง และขัดต่อเหตุผลดังที่ระบุในสัญญาดังกล่าวว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินการให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งหากโจทก์สามารถดำเนินการจนทำให้จำเลยสามารถได้กรรมสิทธิ์ จำเลยจะแบ่งให้โจทก์ 6 ส่วน โดยจำเลยได้ 1 ส่วน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ครอบครองปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์อย่างแท้จริง อีกทั้งตามตามคำฟ้องของโจทก์ระบุชัดเจนว่า จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทอันเป็นมรดกของอำแดงแปลกโดยได้รับอนุญาตจากนายหวาดบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของอำแดงแปลก แสดงว่าการที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทเป็นการอาศัยสิทธิของนายหวาดบิดาโจทก์ หาใช่การครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของไม่ การทำสัญญาจะให้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมีใจความเช่นนี้จึงมีสาระสำคัญอันเป็นความเท็จ ซึ่งหลังจากทำสัญญาดังกล่าวมีการไปยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อจนมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่ย่อมต้องคำนึงถึงการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมตามความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการทำโดยสมัครใจ ไม่มีการบังคับข่มขู่ หลอกลวง หรือกลฉ้อฉลดังที่โจทก์ฎีกา สัญญาดังกล่าวก็ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยยึดถือครอบครองที่ดินเพื่อตนมิใช่ครอบครองแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพราะข้อเท็จจริงจำเลยยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินจนได้กรรมสิทธิ์นั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทโดยได้รับอนุญาตจากบิดาโจทก์ซึ่งเป็นทายาทของอำแดงแปลก และจำเลยก็กล่าวแก้ว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยครอบครองปรปักษ์ทำให้ที่ดินตกเป็นของจำเลยโดยผลของกฎหมายแล้ว ครั้นเมื่อโจทก์แพ้คดีกลับอ้างข้อต่อสู้ของจำเลยมาเป็นประโยชน์ จึงเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น ทั้งไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้ ที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยโดยจำเลยไม่อุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสวัสดิ์ กลั่นประชา
จำเลย — นายเขิน เนตรประชา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายพรชัย เหลียวพัฒนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
ชื่อองค์คณะ
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์
นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1438/2556
#538035
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน ป. กับพวกเป็นคณะกรรมการของผู้ร้อง และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกับโจทก์ทั้งสองจัดการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการของผู้ร้องใหม่ กับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนคณะกรรมการของผู้ร้อง ผลของคำขอของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องอันทำให้ผู้ร้องต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการของผู้ร้องใหม่ ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นในการร้องสอดเพื่อเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามเพื่อรับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงขอเข้ามาในคดีได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนคณะกรรมการของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งเจ็ดซึ่งเป็นประธาน เลขานุการ เหรัญญิก นายทะเบียน และกรรมการของสหภาพแรงงานดังกล่าว ดำเนินการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งกรรมการสหภาพแรงงานชุดใหม่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 และข้อบังคับของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 กับพวกดำเนินการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์โดยชอบแล้ว สาเหตุที่สมาชิกไม่อยู่ในที่ประชุมใหญ่เนื่องจากสมาชิกนำบัตรไปลงคะแนนเลือกตั้งแล้วกลับไปทำงาน ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกถูกฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอถอนการจดทะเบียนคณะกรรมการต่อนายทะเบียนแล้ว แต่นายทะเบียนไม่ยุติการจดทะเบียน การที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนคณะกรรมการชุดใหม่ทันทีจึงเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนคณะกรรมการชุดใหม่ของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ว่า สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสหภาพแรงงานในวันที่ 3 เมษายน 2552 โดยชอบ การพิจารณาคดีนี้กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้อง จึงขอร้องสอดเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าคำร้องไม่มีเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่รับคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่าผู้ร้องมีเหตุในการร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ โดยผู้ร้องอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้นายทะเบียนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพิกถอนการรับจดทะเบียนให้นายปิยะรัตน์ กับพวกรวม 30 คน เป็นคณะกรรมการของผู้ร้องซึ่งส่งผลให้คณะกรรมการของผู้ร้องต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ผลของคดีย่อมกระทบสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิในการเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียนให้นายปิยะรัตน์ กับพวกรวม 30 คน เป็นคณะกรรมการของผู้ร้อง และให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกับโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการของผู้ร้องใหม่ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนคณะกรรมการของผู้ร้อง ดังนี้ ผลตามคำขอของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 จึงกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องอันทำให้ผู้ร้องต้องมีการเลือกตั้งคณะกรรมการของผู้ร้องใหม่ ผู้ร้องจึงมีความจำเป็นในการร้องสอดเพื่อเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม เพื่อรับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงชอบที่จะขอเข้ามาในคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ศาลแรงงานกลางไม่รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้พิจารณา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลแรงงานกลางรับคำร้องสอดของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 50 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัยรัตน์ พูลสวัสดิ์ กับพวก
ผู้ร้อง — สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายปัญญา ปั้นบัวงาม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายไชยวุฒิ หวังอาษา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1375 -ที่ 1437/2556
#544481
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งหกสิบสามบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างแรงงานแทนบริษัท ฤ. นายจ้างซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ในประเทศกาตาร์ แม้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างและส่งโจทก์ทั้งหกสิบสามไปทำงานที่ประเทศกาตาร์โดยเป็นตัวแทนของบริษัท ฤ. หรือฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ตกลงรับโจทก์ทั้งหกสิบสามเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ หากจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดในฐานะตัวแทนของตัวการที่อยู่ต่างประเทศหรือในฐานะนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่นั่นเอง ไม่ถือว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือพิพากษาเกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องเพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้ออ้างในคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น

โจทก์ทั้งหกสิบสามฟ้องขอให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันธนาคารหรือออกหนังสือแสดงความยินยอมให้โจทก์ถอนเงินจากบัญชี เมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยเรียกให้ธนาคารชำระเงินและธนาคารได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ทั้งหกสิบสามให้แก่จำเลยแล้ว จึงให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งหกสิบสาม ซึ่งเป็นการพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินที่ ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามที่เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งหกสิบสามโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ให้จำเลยคืนเงินตามจำนวนที่โจทก์แต่ละคนวางไว้ที่ธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้โจทก์ทั้งหกสิบสามได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งหกสิบสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 63 และเรียกจำเลยทั้งหกสิบสามสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งหกสิบสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนหนังสือค้ำประกัน (แบงค์การันตี) และหรือออกหนังสือแสดงความยินยอมให้โจทก์ทั้งหกสิบสามถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวได้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนายินยอมของจำเลย

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การ ฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ทั้งหกสิบสามชำระเงินดังกล่าวแก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ทั้งหกสิบสามออกหนังสือแสดงการยินยอมให้ธนาคารชำระเงินของโจทก์คนละ 20,000 บาท ให้แก่จำเลย หากโจทก์ทั้งหกสิบสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งหกสิบสาม

โจทก์ทั้งหกสิบสามให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้งและให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารแก่โจทก์ทั้งหกสิบสาม

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหกสิบสามคนละ 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 62 ฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2550 ส่วนโจทก์ที่ 63 ฟ้องวันที่ 18 ตุลาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหกสิบสาม

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่า โจทก์ทั้งหกสิบสามฟ้องจำเลยในฐานะตัวแทนทำสัญญาจ้างแรงงานในต่างประเทศกับโจทก์ทั้งหกสิบสามแทนบริษัทฤทธากาตาร์ฟอร์เทรดแอนด์คอนแทร็คติ้ง จำกัด นายจ้างตัวการที่อยู่ประเทศกาตาร์ และขอให้บังคับจำเลยในฐานะตัวแทนของตัวการดังกล่าวรับผิดต่อโจทก์ทั้งหกสิบสามเป็นการฟ้องให้จำเลยรับผิดฐานะตัวแทน เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทฤทธากาตาร์ฟอร์เทรดแอนด์คอนแทร็คติ้ง จำกัด โจทก์ทั้งหกสิบสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และการที่โจทก์ทั้งหกสิบสามฟ้องว่าบริษัทฤทธากาตาร์ฟอร์เทรดแอนด์คอนแทร็คติ้ง จำกัด ผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ทั้งหกสิบสาม มิได้ฟ้องจำเลยในฐานะตัวการหรือนายจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชอบต่อโจทก์ทั้งหกสิบสาม จึงเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งหกสิบสามบรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวแทนทำสัญญาจ้างแรงงานแทนบริษัทฤทธากาตาร์ฟอร์เทรดแอนด์คอนแทร็คติ้ง จำกัด นายจ้างซึ่งเป็นตัวการในต่างประเทศ แม้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้จัดตั้งบริษัทฤทธากาตาร์ฟอร์เทรดแอนด์คอนแทร็คติ้ง จำกัด ขึ้นในประเทศกาตาร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการก่อสร้างในประเทศกาตาร์ และจำเลยส่งโจทก์ทั้งหกสิบสามไปทำงานที่ประเทศกาตาร์ จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างโจทก์ทั้งหกสิบสามโดยเป็นตัวแทนของบริษัทฤทธากาตาร์ฟอร์เทรดแอนด์คอนแทร็คติ้ง จำกัด หรือฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ตกลงรับโจทก์ทั้งหกสิบสามเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ หากจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ทั้งหกสิบสามตามที่โจทก์ทั้งหกสิบสามบรรยายมาในคำฟ้อง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดในฐานะตัวแทนของตัวการที่อยู่ต่างประเทศหรือรับผิดในฐานะเป็นนายจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานอยู่นั่นเอง จึงไม่อาจถือได้ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยหรือพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกสิบสาม เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามข้ออ้างของโจทก์ทั้งหกสิบสามในคำฟ้องหรือไม่เท่านั้น โจทก์ทั้งหกสิบสามจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งหกสิบสามกับจำเลย ข้อ 10 ที่ระบุว่า "ลูกจ้างจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่ลูกจ้างไปทำงานโดยเคร่งครัด" ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งหกสิบสามกับจำเลยตกลงกันที่ประเทศกาตาร์ให้คำนวณค่าล่วงเวลาตามกฎหมายของประเทศกาตาร์ จึงไม่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานนั้น เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานในต่างประเทศ ข้อ 2 ระบุว่า "ลูกจ้างต้องมาทำงาน ณ สถานที่ทำงานตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 17.00 น. พักระหว่างเวลา 12.00 น. ถึงเวลา 13.00 น. ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน โดยมีวันหยุดประจำสัปดาห์คือวันศุกร์ หรือวันที่ได้ตกลงกับนายจ้าง และวันหยุดตามประเพณี ตามประกาศวันหยุดของนายจ้าง" วรรคสอง "ลูกจ้างจะได้รับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานไทย โดยใช้ค่าตอบแทนตาม ข้อ 3 เป็นฐานในการคำนวณ" สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์ทั้งหกสิบสามกับจำเลย เมื่อสัญญา ข้อ 2 วรรคสอง ระบุให้ลูกจ้างได้รับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานไทย อันเป็นข้อสัญญาระบุชัดเจนเฉพาะเจาะจงไว้แล้วเช่นนี้ แม้ในสัญญา ข้อ 10 จะระบุให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ กฎหมาย ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่ลูกจ้างไปทำงานโดยเคร่งครัด ก็เป็นเพียงการกำหนดให้ลูกจ้างปฏิบัติโดยทั่วไปให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ กฎหมาย และขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศกาตาร์ ซึ่งไม่รวมกรณีเรียกร้องค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดที่ยังคงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ข้อ 2 วรรคสอง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าตามประกาศเป็นประกาศซึ่งโจทก์ทั้งหกสิบสามกับจำเลยตกลงให้คิดค่าล่วงเวลาตามกฎหมายของประเทศกาตาร์นั้น ตามประกาศดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงระหว่างลูกจ้างบางส่วนกับจำเลยที่ทำขึ้นระหว่างอยู่ที่ประเทศกาตาร์และเป็นประกาศฝ่ายเดียวของจำเลย ข้อตกลงที่กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิตามกฎหมายแรงงานของประเทศกาตาร์ซึ่งเป็นสิทธิที่ต่ำกว่าที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่อาจใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งหกสิบสามซึ่งเป็นลูกจ้างที่ไม่ยินยอมเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาจ้างแรงงานเดิมได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยคิดคำนวณค่าล่วงเวลาตามที่กำหนดในประกาศ ข้อ 10 ซึ่งมีอัตราต่ำกว่าตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างแรงงานในต่างประเทศ ข้อ 2 วรรคสอง จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานต่อโจทก์ทั้งหกสิบสาม

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ทั้งหกสิบสามในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า โจทก์ทั้งหกสิบสามฟ้องขอให้จำเลยคืนหนังสือค้ำประกันธนาคารหรือออกหนังสือแสดงความยินยอมให้โจทก์ถอนเงินจากบัญชีดังกล่าว ซึ่งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยได้เรียกให้ธนาคารชำระเงินแก่จำเลย และธนาคารได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันของโจทก์ทั้งหกสิบสามให้แก่จำเลยไปแล้ว ศาลแรงงานกลางจึงวินิจฉัยให้จำเลยต้องชำระเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ทั้งหกสิบสาม ซึ่งหนี้เงินนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องตามที่เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งหกสิบสามโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 โดยให้จำเลยคืนเงินตามจำนวนที่โจทก์แต่ละคนได้วางไว้ที่ธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันให้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ทั้งหกสิบสามได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาจึงชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทุกประการฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 824
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคำภัน แคภูเขียว กับพวก
จำเลย — บริษัทฤทธา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ชื่อองค์คณะ
ปดารณี ลัดพลี
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
วิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1368/2556
#538026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์สมัครใจลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินในใบรับเงินที่มีข้อความว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์และได้จ่ายเงินเดือน ค่าเสียหายแทนการบอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า กับค่าชดเชย ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดจากจำเลยอีก ใบรับเงินฉบับนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันโจทก์ว่าหลังจากโจทก์ได้รับเงินทั้งสามจำนวนอันเป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานแล้ว โจทก์สละสิทธิที่จะเรียกเงินอื่นใดตามกฎหมายซึ่งมีความหมายรวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันไม่ใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 5,533,613.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหาย 501,488 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ใบรับเงิน เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลย มีผลให้สิทธิได้รับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า หลังจากจำเลยมีหนังสือแจ้งการเลิกจ้างโจทก์ ในวันเดียวกัน นายสุขสันต์ ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมได้รับมอบหมายจากจำเลยให้นำใบรับเงินให้โจทก์ลงลายมือชื่อ โจทก์เบิกความว่า รู้สึกตกใจมากเพราะไม่ทราบมาก่อนว่าจะถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงแจ้งว่าขอเวลาคิดดูก่อน นางอรพินท์ ผู้อำนวยการสายงานปฏิบัติการของจำเลยพูดกับโจทก์ว่าถ้าไม่ยอมลงลายมือชื่อจะทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินที่ระบุไว้ในหนังสือฉบับนี้ และจะต้องไปฟ้องคดีต่อศาลเอาเอง โจทก์ก็ยังไม่ลงลายมือชื่อและกลับบ้าน หลังจากนอนคิดหนึ่งคืนโจทก์ตัดสินใจไปลงลายมือชื่อในใบรับเงินเพื่อรับเงินมาใช้จ่ายในระหว่างว่างงาน แสดงให้เห็นว่าการที่โจทก์ตัดสินใจไปลงลายมือชื่อในใบรับเงินหลังวันเลิกจ้างเป็นไปโดยความสมัครใจของโจทก์ เมื่อใบรับเงินดังกล่าวมีข้อความใน วรรคสองว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์และได้จ่ายเงินผลประโยชน์แก่โจทก์ดังนี้ เงินเดือนสำหรับเดือนพฤศจิกายน 31,343 บาท ค่าเสียหายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,343 บาท กับค่าชดเชย 300 วัน เท่ากับ 313,430 บาท รวมเป็นเงิน 376,116 บาท วรรคท้ายมีข้อความว่าโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิประโยชน์ใดจากจำเลยอีก โดยลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงินต่อหน้าพยานสองคนย่อมถือได้ว่าใบรับเงินฉบับนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลผูกพันโจทก์ว่าหลังจากโจทก์ได้รับเงินสามจำนวนข้างต้นอันเป็นเงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานครบถ้วนแล้ว โจทก์สละสิทธิที่จะเรียกร้องเงินอื่นใดตามกฎหมาย ซึ่งมีความหมายรวมทั้งค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอันมิใช่เงินตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานที่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตามคำฟ้องจากจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850 ม. 851
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุรศักดิ์ แสงไพจิตร
จำเลย — บริษัทคอนทิเนนทอลปิโตรเคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
อนันต์ ชุมวิสูตร
ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์
ทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา