คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 53/2567
#710458
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ก. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 2 จำเลย โดยความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยกองบินตำรวจ มีการทำสัญญาตามสัญญาเลขที่ 39- 40/62-63 โดยบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ตามสัญญาในการรับทำการซ่อมบำรุงอากาศยานทุกชนิดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีตามระดับมาตรฐานการเดินอากาศสากลร่วมกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถจัดทำบริการสาธารณะตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ไว้ในกฎหมาย ซึ่งในคดีนี้ โจทก์อ้างว่า โจทก์ได้รับไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จากจำเลยที่ 1 ว่า กองบินตำรวจ หน่วยงานในสังกัดจำเลยที่ 2 มีความสนใจซื้อรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) สำหรับติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์จากโจทก์ ขอให้โจทก์เสนอสินค้าให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จึงทำคำเสนอราคาสินค้ารอกกู้ภัยต่อจำเลยที่ 2 ผ่านกองบินตำรวจคำเชิญชวนของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้จัดทำใบขอซื้อสินค้าของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 โดยกองบินตำรวจได้ยืนยันการอนุมัติสั่งซื้อรอกกู้ภัยดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 และกองบินตำรวจได้ร่วมกันสั่งซื้อรอกกู้ภัยจากโจทก์ กำหนดส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 ภายใน 390 วัน โดยตกลงจัดส่งสินค้าที่กองบินตำรวจดอนเมืองโจทก์จึงสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทในต่างประเทศ ชำระค่าสินค้าและนำเข้าสินค้าเข้ามาในประเทศไทยแล้วเก็บรักษาไว้ที่สำนักงานโจทก์เพื่อรอส่งมอบให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำสั่งซื้อดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 กลับมีหนังสือแจ้งยกเลิกการสั่งซื้อสินค้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับมอบสินค้าที่สั่งซื้อและชำระหนี้ค้างชำระจำนวน 23,814,123.29 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเก็บสินค้าอัตราวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรับมอบสินค้าจากโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแพ่งเห็นว่า การทำสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง โจทก์เป็นคู่สัญญาฝ่ายผู้ขายจะต้องส่งมอบรอกกู้ภัยให้แก่กองบินตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของจําเลยที่ 2 เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นอากาศยานของจําเลยที่ 2 ใช้งานได้สมบูรณ์ อันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 2 ในการใช้รอกกู้ภัยที่ใช้กับเฮลิคอปเตอร์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ ทางอากาศ และทางบกแต่ไม่ปรากฏว่ารอกกู้ภัยที่จำเลยทั้งสองสั่งซื้อจากโจทก์นั้นเป็นอุปกรณ์สำคัญที่จำเลยที่ 2 ใช้ในการบริการสาธารณะ คงเป็นเพียงเครื่องมือส่วนหนึ่งในการให้การบริการสาธารณะของจำเลยที่ 2 สัญญาซื้อขายดังกล่าว จึงเป็นเพียงสัญญาจัดหาพัสดุธรรมดาที่สนับสนุนการจัดทำบริการสาธารณะเท่านั้น และเป็นเพียงการประกอบกิจการเพื่อหากำไรของโจทก์และเป็นการทำสัญญามุ่งผูกพันตนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค ไม่มีลักษณะเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ความสัมพันธ์ของโจทก์กับจำเลยทั้งสองไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน แต่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ในทางแพ่งของคู่สัญญาตามหลักกฎหมายเอกชน มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่จะเข้าองค์ประกอบของสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยที่พิพาท จึงเป็นสัญญาทางแพ่งที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองเท่านั้น คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้ารอกกู้ภัยจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขาย เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงอากาศยานตามความประสงค์ของเลยที่ 2 เมื่อโจทก์อ้างว่า โจทก์ได้จัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อของจำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยทั้งสองปฏิเสธการรับมอบสินค้าและยกเลิกคำสั่งซื้อจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระเงินจากการส่งมอบสินค้าจากจำเลยทั้งสอง ซึ่งการจะพิจารณาข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำต้องพิจารณาว่าสินค้าที่ส่งมอบรวมทั้งงานที่จ้างเป็นไปตามสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือไม่ ดังนั้น สัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่างระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเอกชน ส่วนจำเลยที่ 2 จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 จำเลยที่ 2 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเพียงสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยเพื่อติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์ของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มีหน้าที่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลงซื้อขายให้ครบถ้วนตามสัญญา และฝ่ายจำเลยมีหน้าที่ชำระเงินและรับมอบสินค้าที่ซื้อขาย สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาที่ให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งสัญญาพิพาทไม่มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือสัญญาแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อันจะถือว่าเป็น "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่ง กรณีจึงเป็นข้อพิพาทตามสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม และแม้ว่าการที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้ารอกกู้ภัยจากโจทก์จะเป็นการดำเนินงานตามสัญญาจ้างทำการซ่อมบำรุงอากาศยานและฝึกอบรมช่าง ตามสัญญาเลขที่ 39/62-63 และสัญญาเลขที่ 40/62-63 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แต่สัญญาดังกล่าวก็เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวข้องกับโจทก์ และแยกออกได้จากสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองพิพาทกันตามสัญญาซื้อขายรอกกู้ภัย (Rescue Hoist) ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ก. จำกัด
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2567
#703979
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 ในงบประมาณ 390,000 บาท …เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาเพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 อันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 151, 157

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 9,000 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 6,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 4,500 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน ต่อ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลารอการลงโทษ กับให้จำเลยทั้งสองกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ มีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไป

ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัย ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามมาตรา 151 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษ…" ส่วนฟ้องโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและอนุมัติเบิกจ่ายเงินในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 ในงบประมาณ 390,000 บาท เป็นฟ้องที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการเงินที่เป็นงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา เพื่อจัดทำโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 จึงมิใช่เป็นคำฟ้องที่ไม่ได้บรรยายเจาะจงว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดการทรัพย์ใด ๆ ขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และฟ้องโจทก์ยังได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ฟ้องโจทก์จึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และพิจารณาประกอบพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการอนุมัติการใช้จ่ายเงินงบประมาณซึ่งเป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ตามโครงการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) ปี 2558 และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา ได้ความตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากนายอำเภอเมืองตากมีหนังสือลงวันที่ 6 มีนาคม 2563 แจ้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาให้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 60,000 บาท โดยให้รับผิดในอัตราเท่ากันรายละ 12,000 บาท และตามใบเสร็จรับเงินท้ายคำร้องได้ความว่า วันที่ 20 มีนาคม 2563 จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภา 12,000 บาท และวันที่ 9 มิถุนายน 2563 จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตะเภาอีก 48,000 บาท จึงเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ไม่โต้แย้งเป็นอื่น จึงเห็นควรลงโทษขั้นต่ำสุดของกฎหมาย แต่ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาในทำนองให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจสร้างหลักฐานเท็จและเบิกเอาเงินงบประมาณขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไปเป็นเงิน 60,000 บาท โดยอาศัยโอกาสที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องมีความรับผิดชอบบริหารราชการภายใต้หลักธรรมาภิบาล และต้องใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต แต่จำเลยที่ 1 กลับเป็นต้นเหตุให้เกิดการสูญเสียเงินงบประมาณของแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ช่วยให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นผลสำเร็จ การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 อายุ 71 ปี มีโรคประจำตัว และจำเลยที่ 2 ได้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกา ก็ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 157 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 151
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ท. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
สมชาย อุดมศรีสำราญ
ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล
ฉัตรชัย ไทรโชต
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 52/2567
#705343
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยตั้งรูปเรื่องว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้มีชื่อ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้อง คำให้การ ตลอดจนคำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ให้แก่โจทก์ โดยโจทก์อ้างว่าการที่จำเลยที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อ เป็นการออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกทับที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. 3 ข) ของโจทก์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด จะเห็นได้ว่า ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินพิพาทที่โจทก์มีสิทธิครอบครองตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 ตามโฉนดที่ดินพิพาท ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยที่ 1 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย โดยต่างฝ่ายต่างต้องพิสูจน์การได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของโจทก์จึงเป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ก. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 51/2567
#706852
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลตาดทอง ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนสาธารณะตัดผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องสูญเสียที่ดินจำนวนเนื้อที่บางส่วน ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน การก่อสร้างถนนไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดยโสธร
ผู้ฟ้องคดี — นาง บ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลตาดทอง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 50/2567
#705391
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จำเลย เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามมาตรา 43 (10) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโจทก์ฟ้องโดยตั้งรูปเรื่องว่าจำเลยละเลยไม่เปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดและเปรียบเทียบปรับไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อโจทก์อ้างว่า โจทก์แจ้งความนำจับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยประสงค์สินบนนำจับจากจำเลย จำเลยตรวจสอบแล้วพบการกระทำผิด แต่ไม่เปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิดและบางรายการเปรียบเทียบปรับไม่ถูกต้อง ทำให้โจทก์เสียสิทธิไม่ได้รับเงินสินบนนำจับและได้รับเงินสินบนนำจับไม่ถูกต้องครบถ้วน ดังนั้น มูลความแห่งคดีจึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่เปรียบเทียบปรับและเปรียบเทียบปรับไม่ชอบตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 โดยที่พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีบทบัญญัติกำหนดความผิดและบทกำหนดโทษในทางอาญา กรณีมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมทั้งการเปรียบเทียบปรับเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีจึงเป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยจึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522
ป.วิ.อ.
ป.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแขวงนนทบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ส.
จำเลย — สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 49/2567
#708077
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ม. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำเลยกรณีจำเลยได้ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ดำเนินการก่อสร้างสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ฉบับ โจทก์ส่งมอบงานตามสัญญาจ้างก่อสร้างและงานพิเศษเพิ่มเติม และจำเลยได้ชำระเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างงวดสุดท้ายให้โจทก์เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ชำระค่าจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างงานพิเศษเพิ่มเติม พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลจังหวัดสระบุรีเห็นว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารที่ทำการเพื่อใช้แทนอาคารสำนักงานเดิมของจำเลย มีวัตถุประสงค์เป็นที่ทำการของจำเลยและกองเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานเลขานุการและการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมที่จำเลยเป็นฝ่ายเลขานุการ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จึงมิใช่สัญญาทางปกครอง คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองกลางเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง โดยจำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารสำหรับใช้เป็นที่ทำการของจําเลยเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะในการปฏิบัติหน้าที่ตามขอบวัตถุประสงค์ของจำเลย สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคซึ่งเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา เมื่อองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2514 และเป็นองค์การของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยทำสัญญาพิพาทกับโจทก์เพื่อให้โจทก์ดำเนินการก่อสร้างสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้แทนอาคารสำนักงานเดิม ของจำเลยและกองเลขานุการคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อาคารดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ของจำเลย สัญญาพิพาทจึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ม. จำกัด
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 48/2567
#706674
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนจำเลยที่ 2 รับราชการในหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ สังกัดคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำเลยที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณา สัญญาซื้อขายครุภัณฑ์ชุดปฏิบัติการทดลองโรงผลิตไฟฟ้าจากสารอินทรีย์ จำนวน 1 ชุด ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นเพียงการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงานของโจทก์เท่านั้น โดยสัญญามีสาระสำคัญเพียงว่าให้โจทก์ส่งมอบสิ่งของที่ซื้อขายให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและจำเลยทั้งสองตกลงชำระเงินให้แก่โจทก์เมื่อได้รับมอบสิ่งของที่ซื้อขายไว้โดยครบถ้วน ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นเพียงสัญญาซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ที่หน่วยงานทางปกครองผู้ซื้อและโจทก์ผู้ขายผูกนิติสัมพันธ์บนพื้นฐานความเท่าเทียมกันของคู่สัญญา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายทั่วไป ทั้งข้อกำหนดในสัญญามิได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ และมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง แต่เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง และมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดธัญบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ท. จำกัด
จำเลย — มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 47/2567
#712353
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 24 โจทก์ ยื่นฟ้อง จ่าเอก อ. ที่ 1 จ่าเอก ค. ที่ 2 จำเลย ต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 24 ว่าจำเลยทั้งสองเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึก จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องข้อ ก. ว่า จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันพาอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ลูเกอร์ จำนวน 1 กระบอก มีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นอาวุธปืนของจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้มีได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมด้วยกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ลูเกอร์ จำนวน 4 นัด ติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเป็น และเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ข้อ ข. จำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันพาอาวุธปืนพกสั้นออโตเมติกขนาด .45 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียน พร้อมด้วยกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 4 นัด ซึ่งเป็นของทางราชการกองทัพเรือ ติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีอันเหตุสมควร ข้อ ค. จำเลยที่ 1 บังอาจใช้อาวุธปืนซึ่งใช้ดินระเบิดดังกล่าวตามข้อ ก. ยิงจำนวนหลายนัด โดยใช่เหตุในบริเวณซอยตรงข้ามซอยถิ่นดุง 4 อันเป็นเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อ ง. จำเลยที่ 2 บังอาจใช้อาวุธปืน ซึ่งใช้ดินระเบิดดังกล่าวตามข้อ ข. ยิงจำนวนหลายนัดโดยใช่เหตุในบริเวณซอยตรงข้ามซอยถิ่นดุง 4 อันเป็นเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ข้อ จ. จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวตามข้อ ก. และ ข. ยิงนาย ณ. จำนวนหลายนัด โดยจำเลยทั้งสองมีเจตนาร่วมกันฆ่านาย ณ. ให้ถึงแก่ความตาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณคอด้านหลังทะลุออกไปที่ช่องปาก เป็นเหตุให้นาย ณ. ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 32 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 44 ข้อ 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 376, 91, 83 กับขอให้ริบอาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในข้อหาตามข้อ ก. ข. ค. และ จ.

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ในข้อหาตามข้อ ก. ข. ง. และ จ.

ระหว่างพิจารณาศาลมณฑลทหารบกที่ 24 เห็นว่าความผิดในคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) และ (2) แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลมณฑลทหารบกที่ 24 เห็นว่า ในเหตุการณ์เดียวกันนี้ นาย ร. ถูกพนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย ยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดหนองคายและศาลมีคำพิพากษาลงโทษนาย ร. ไปแล้ว คดีทั้งสองต่างเกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน โดยนาย ร. และจำเลยทั้งสองต่างใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กัน เป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกนาย ณ. ถึงแก่ความตาย คดีทั้งสองจึงมีมูลความแห่งคดีเดียวกัน มีพฤติการณ์ความผิดที่เกี่ยวพันกันและเป็นคดีที่มีบุคคลที่อยู่อำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารต่างกระทำผิดด้วยกัน ความผิดในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) และ (2) แต่อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

ศาลจังหวัดหนองคายเห็นว่า คดีที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องที่ศาลทหารนั้นเป็นการกระทำความผิดคนละเจตนา ต่อผู้เสียหายคนละคนกัน การที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องที่ศาลทหารว่าจำเลยทั้งสองยิงนาย ณ. โดยมีเจตนาร่วมกันฆ่า จึงเป็นเจตนาที่แยกต่างหากจากคดีของนาย ร. ซึ่งเป็นการยิงจำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าพนักงาน กรณีจึงไม่ใช่การที่ต่างฝ่ายต่างกระทำความผิดต่อกัน และไม่ใช่การที่ต่างฝ่ายต่างถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธเข้าทำร้ายซึ่งกันและกันโดยต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียหาย กรณีจึงเป็นการที่จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดต่อนาย ณ. เป็นอีกเจตนาหนึ่งแยกต่างหากจากการกระทำความผิดของนาย ร. และไม่ใช่การที่นาย ร. จำเลยในคดีที่มิได้อยู่ในศาลทหารกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยทั้งสองในคดีนี้ที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร กรณีจึงไม่ใช่คดีตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (1) ทั้งคดีของจำเลยทั้งสองในคดีนี้นั้น แม้เหตุจะเกิดในวันและเวลาเดียวกันกับคดีของนาย ร. แต่การนำสืบพยานหลักฐานถึงการกระทำความผิดในส่วนของเจตนาของจำเลยทั้งสองว่ามีเจตนาฆ่านาย ณ. หรือไม่นั้น เป็นการนำสืบเจตนาที่แยกต่างหากและไม่เกี่ยวพันกับเจตนาของนาย ร. ที่ถูกฟ้องที่ศาลนี้ฐานพยายามฆ่าจำเลยทั้งสอง เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เสียหายคนละคนกัน ไม่ใช่การกระทำความผิดซึ่งกันและกันระหว่างนาย ร.กับจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การที่จะนำสืบในคดีที่จำเลยทั้งสองถูกฟ้องว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาฆ่านาย ณ. หรือไม่นั้นจึงเป็นเจตนาที่แยกต่างหากออกไปและไม่เกี่ยวพันกับคดีที่นาย ร. ถูกฟ้องที่ศาลนี้ กรณีไม่ใช่คดีตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 14 (2) คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อคดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายทหารประทวนประจำการ สังกัดหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย กองทัพเรือ ในส่วนคำฟ้องข้อ (ก) – (ง) โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสอง ว่าร่วมกันหรือเฉพาะจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดด้วยกันกับพลเรือน อันจะเข้าลักษณะคดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกันตามมาตรา 14 (1) สำหรับคำฟ้องข้อ (จ) โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนพร้อมด้วยเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวตามข้อ ก. และ ข. ยิงนาย ณ. โดยมีเจตนาร่วมกันฆ่านาย ณ. เป็นเหตุให้นาย ณ. ถึงแก่ความตาย ก็เป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเจตนากระทำต่อนาย ณ. ซึ่งแยกออกได้จากคดีของศาลยุติธรรมที่โจทก์ฟ้องนาย ร. เป็นจำเลย ว่าพยายามฆ่าจำเลยทั้งสอง คำฟ้องทั้งสองคดีจึงเป็นการบรรยายฟ้องที่มีผู้กระทำความผิดและผู้เสียหายต่างรายกัน กรณีจึงไม่ใช่คดีที่บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารกระทำผิดด้วยกัน หรือเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือนที่จะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตามมาตรา 14 (1) และ (2) คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ 24
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
โจทก์ — อัยการศาลมณฑลทหารบกที่ 24
จำเลย — จ่าเอก อ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 46/2567
#704598
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลคลองยา ที่ 1 สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ สาขาอ่าวลึก ที่ 2 สำนักงานที่ดินจังหวัดกระบี่ ที่ 3 กรมที่ดิน ที่ 4 นายสุทิน หนูรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ที่ 5 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 6 กรมการปกครอง ที่ 7 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งจังหวัดกระบี่ ที่ 1741/2566 ให้แก้ไขเนื้อที่และรูปแผนที่หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ให้ถูกต้องตามผลการรังวัดและเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ในส่วนที่แก้ไขใหม่ ซึ่งทับที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครอง อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งและหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว ก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีครอบครองทำประโยชน์ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 นำรังวัดที่สาธารณประโยชน์รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีการแก้ไขเนื้อที่และรูปแผนที่หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมี คำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีจะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งจังหวัดกระบี่ ที่ 1741/2566 และหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ กบ. 0195 ในส่วนที่แก้ไขใหม่ โดยมีคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ตลอดจนห้ามกระทำการใดอันเป็นการเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทเข้ามาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า เป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือที่ดินของรัฐ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองภูเก็ต
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดกระบี่
ผู้ฟ้องคดี — นาย ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — องค์การบริหารส่วนตำบลคลองยา ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2567
#706425
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้าตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค่าสินค้ามาส่งมอบให้แก่โจทก์ และส่งคืนสินค้าที่เหลือกลับเข้าคลังสินค้า การที่จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์ออกไปจากคลังสินค้า โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นการเด็ดขาดแล้ว หาใช่เป็นการมอบการครอบครองไว้ชั่วคราวไม่

การที่จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์บางส่วนที่เบิกมาในแต่ละครั้งไปขายแต่ไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าที่ขายได้ให้แก่โจทก์กลับนำเงินดังกล่าวไปแบ่งปันให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ด้วยกัน โดยจำเลยเหล่านั้นมีหน้าที่ลงรายการในเอกสารและบันทึกข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ปรากฏว่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปขายนั้นได้ส่งคืนกลับเข้าคลังสินค้าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว เพื่อมิให้โจทก์ทราบว่ามีการขายสินค้าของโจทก์แล้วแต่ไม่มีการส่งมอบเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำในการเบียดบังเงินที่ได้จากการขายสินค้าไปเป็นของจำเลยดังกล่าวโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก หาใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างไม่

เมื่อคดีโจทก์เป็นเรื่องของการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่ง ป.อ. มาตรา 356 บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์มิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความอันเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 (11)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 2 หลบหนีศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไว้ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 คนละ 5 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6 และที่ 8

จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นเงินคนละ 40,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ไว้ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก กับให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 และสั่งใหม่เป็นว่า คำร้องขอถอนฟ้องให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เสียก่อนว่า คดีตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือร่วมกันยักยอกทรัพย์ซึ่งถือว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ข้อนี้ โจทก์นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้ามีหน้าที่เบิกสินค้าโจทก์ เช่น นมสด นมข้นหวาน ชาเขียว และชาแดง เป็นต้น ไปจากคลังสินค้าเพื่อนำไปเร่ขายให้แก่ร้านค้ารถเข็นขายเครื่องดื่ม และร้านอาหารต่าง ๆ ตามราคาที่โจทก์เป็นผู้กำหนด โดยเมื่อจำเลยที่ 1 ขายสินค้าได้เท่าใดในแต่ละวัน จะต้องนำเงินค่าสินค้ามาส่งมอบให้แก่โจทก์ และส่งคืนสินค้าที่เหลือกลับเข้าคลังสินค้า ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าของโจทก์ออกไปจากคลังสินค้า โจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 ไปเป็นการเด็ดขาดแล้ว หาใช่เป็นการมอบการครอบครองไว้ชั่วคราวดังที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวแทนของโจทก์มีดุลพินิจในการขายสินค้าของโจทก์ให้แก่ร้านค้าใด ๆ ก็ได้โดยอิสระตามราคาที่โจทก์กำหนด เพียงแต่หากขายสินค้าไม่หมดก็นำกลับมาคืนเท่านั้น และเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อก็ถือว่ารับมอบเงินดังกล่าวไว้ในครอบครองในฐานะตัวแทนของโจทก์และมีหน้าที่ส่งมอบให้แก่โจทก์ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์บางส่วนที่เบิกมาในแต่ละครั้งดังปรากฏรายการตามฟ้องไปขายแต่ไม่ส่งมอบเงินค่าสินค้าที่ขายได้ให้แก่โจทก์กลับนำเงินดังกล่าวไปแบ่งปันให้แก่จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ด้วยกัน โดยจำเลยเหล่านั้นมีหน้าที่ลงรายการในเอกสารและบันทึกข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ปรากฏว่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปขายนั้นได้ส่งคืนกลับเข้าคลังสินค้าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว เพื่อมิให้โจทก์ทราบว่ามีการขายสินค้าของโจทก์แล้วแต่ไม่มีการส่งมอบเงินค่าสินค้าดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นตัวการแบ่งหน้าที่กันทำในการเบียดบังเงินที่ได้จากการขายสินค้าดังกล่าวไปเป็นของจำเลยที่ 1 กับจำเลยดังกล่าวโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก หาใช่เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และแม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวจะแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งแปดดังกล่าวร่วมกันลักสินค้าของโจทก์หลายรายการตามฟ้องไป แต่สินค้าของโจทก์ดังกล่าวมีไว้เพื่อขายให้แก่ลูกค้า เมื่อขายแล้วก็เปลี่ยนสภาพเป็นเงินซึ่งย่อมตกได้แก่โจทก์และเงินที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยดังกล่าวร่วมกันยักยอกไปก็เป็นเงินที่ได้มาจากการนำสินค้าตามฟ้องของโจทก์ไปขาย กรณีจึงถือได้ว่า ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้นมิใช่เป็นข้อแตกต่างในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิใช่เรื่องที่เกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ลงโทษและจำเลยที่ 1 กับจำเลยดังกล่าวก็มิได้หลงต่อสู้ด้วย ดังนี้ ศาลจะลงโทษตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสองและวรรคสาม แต่อย่างไรก็ดี เมื่อคดีโจทก์เป็นเรื่องของการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356 บัญญัติว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นเป็นอันขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ได้ความว่าวันที่ 17 และ 18 กันยายน 2560 โจทก์บันทึกภาพและเสียงคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ในเรื่องที่มีการนำสินค้าของโจทก์ไปขายแต่มิได้ส่งมอบเงินค่าสินค้าที่ขายได้ให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแน่ชัดแล้วในวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2561 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 เป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น และการที่คดีโจทก์ขาดอายุความเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในประการอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 5 และที่ 7 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 356
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น -
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 -
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ตัญศิริ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
วิทยา พรหมประสิทธิ์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 45/2567
#705278
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้นายกเทศมนตรีตำบลหลักหก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และเทศบาลตำบลหลักหก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ทำการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. และวางท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่ามารดาผู้ฟ้องคดียกที่ดินให้แก่บุคคลและแบ่งแยกโฉนดที่ดินพร้อมทั้งก่อสร้างถนนดินลูกรังในที่ดินพิพาทเพื่อเชื่อมต่อเข้าออกถนนสาธารณะ ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา 1304 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของมารดาผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของมารดาผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีอำนาจเข้าไปดำเนินการก่อสร้างถนน ค.ส.ล. และวางท่อระบายน้ำโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดปทุมธานี
ผู้ฟ้องคดี — นาย ช. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นาง ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายกเทศมนตรีตำบลหลักหก ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 44/2567
#705576
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 1 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ จำเลยที่ 2 จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ทั้งแปดฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของโจทก์ทั้งแปด ทำให้โจทก์ทั้งแปดได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ที่พิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์และก่อสร้างบนแนวเส้นทางสาธารณประโยชน์เดิมที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานานหลายสิบปี การก่อสร้างถนนพิพาทจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปดหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์ทั้งแปดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งแปด การก่อสร้างถนนของจำเลยทั้งสองก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยทั้งสองแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยทั้งสองมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งแปด ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งแปดจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งแปดเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นางสาว ป. ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลสนามจันทร์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2567
#705595
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่ากระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดีและคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การก่อสร้างถนนจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ได้คัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยทั่วไปที่ใช้สิทธิในฐานะผู้ดูแลรักษาที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินสาธารณะ การคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยอ้างว่าผู้ฟ้องคดีนำรังวัดที่ดินรุกล้ำทางสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองระยอง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพัทยา
ผู้ฟ้องคดี — นาวาโทหญิง พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลห้วยใหญ่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 43/2567
#724085
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขที่ 71และขนย้ายวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ของจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 57,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71 พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทตรงเส้นสีแดงในแผนที่พิพาทและห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2562) จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมา 460 บาท แก่จำเลย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยอยู่อาศัยในบ้านเลขที่ 71 ซึ่งปลูกสร้างบ้านบนที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 และที่ดินที่อยู่ติดกันเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ของโจทก์ โดยนายดิด ตาของโจทก์ เจ้าของที่ดินในขณะนั้น อนุญาตให้จำเลยปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าว โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินอีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมทั้งขนย้ายวัสดุสิ่งของและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท กับค่าขาดประโยชน์จากการนำที่ดินออกให้เช่าเดือนละ 1,500 บาท ขอคิดเพียง 5 เดือน เป็นเงิน 7,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านพักอาศัยออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัยเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่จำเลยครอบครองมานานและได้รับอนุญาตจากอำเภอวิหารแดงให้มีเลขที่บ้านตั้งแต่ปี 2515 ขอให้ยกฟ้อง อันเป็นการยกข้อต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 17,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายรื้อถอนบ้านเลขที่ 71 ออกจากที่ดินพิพาท จึงต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และในส่วนที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย แม้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ แต่ค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงินเพียง 17,000 บาท จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ในส่วนนี้จึงเป็นเงินไม่เกิน 50,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เช่นกัน และเมื่อพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าพยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักอันควรรับฟังยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกแนวเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์ และเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่คั่นอยู่ระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 6101 ของโจทก์กับแม่น้ำ อันเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น ถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และกรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย กับคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ.
จำเลย — นาง ต.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
ชื่อองค์คณะ
อธิคม อินทุภูติ
อุทัย โสภาโชติ
เศรณี ศิริมังคละ
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 42/2567
#705575
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลรัตนบุรี จำเลยที่ 1 จะมีฐานะเป็นราชการส่วนท้องถิ่น ตามมาตรา 70 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีหน้าที่ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 51 (3) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลห้องสุขา แจ้งให้โจทก์รื้อถอนแผงลอยและจะถือเอาพื้นที่ที่โจทก์ได้รับสิทธิมาโดยชอบมาเป็นของตน และการที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากบริเวณหน้าอาคารห้องน้ำตลาดสดของจำเลยที่ 1 เพื่อจะนำพื้นที่ของโจทก์ไปเอื้อประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้พื้นที่แผงลอยซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องสุขาตลาดสดเทศบาลตำบลรัตนบุรีดีกว่าจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 ยุติหรือเพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่ของโจทก์ จะเห็นได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีหนังสือให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่ โดยอ้างสัญญาเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นเพียงการกระทำในฐานะคู่สัญญาที่จัดให้จำเลยที่ 2 ได้เข้าใช้พื้นที่ตามที่ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 และเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป ในการดำเนินการจัดหาประโยชน์จากตลาดสดเทศบาลตำบลรัตนบุรี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของตนเช่นเดียวกับเอกชนผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พึงต้องกระทำการใด ๆ เพื่อใช้และรักษาประโยชน์ในทรัพย์สินของตนเท่านั้น หนังสือของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงมิใช่การใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่จะมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ อันจะถือเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และเมื่อเหตุพิพาทตามคำฟ้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง มิได้เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของจำเลยที่ 1 คดีจึงไม่มีลักษณะเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ส่วนข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ก็เป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนด้วยกัน จึงเป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดรัตนบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครราชสีมา
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — เทศบาลตำบลรัตนบุรี ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2567
#706673
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กรมทางหลวง จำเลย เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม ตามมาตรา 21 (6) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้กรมทางหลวงมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษา ทางหลวงให้มีโครงข่ายทางหลวงที่สมบูรณ์ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง จึงเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของจำเลยเกี่ยวกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง ประกอบกับพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ก็ได้นิยาม คำว่า "ทางหลวง" หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพื่อประโยชน์ในการจราจรสาธารณะทางบก ไม่ว่าในระดับพื้นดิน ใต้หรือเหนือพื้นดิน หรือใต้หรือเหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงที่ดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน รั้ว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะป้ายจราจร เครื่องหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ เครื่องสัญญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสัญญาณที่จอดรถที่พักคนโดยสาร ที่พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับขึ้นหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่นอันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพื่อประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทางหลวงนั้นด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการตามแผนงานด้านความปลอดภัย ในการก่อสร้างหรือบูรณะสะพานกลับรถ จนเป็นเหตุให้สะพานกลับรถถล่มลงมาทับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โดยมีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรสาคร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ม. จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2567
#706851
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท ข. จำกัด ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดี ความว่า ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลแขวงสุราษฎร์ธานีได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 1 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ วงเงินค่าจ้าง 4,547,000 บาท ผู้ฟ้องคดีได้นำหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 227,350 บาท เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา กำหนดทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 27 สิงหาคม 2566 และผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างให้แก่บริษัท ภ. จำกัด ต่อมา ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจ้าง ผู้ฟ้องคดีได้ทำการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน แต่ยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายเงินจึงมีหนังสือขอรับเงินค่างานก่อสร้างที่ดำเนินการไปแล้ว ค่าวัสดุที่ได้จัดซื้อ เพื่อเข้ามาทำงานก่อสร้างและเงินค้ำประกันสัญญา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่รับพิจารณา ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างรวมค่าแรง และค่าวัสดุที่ได้จัดซื้อเข้ามาเพื่อดำเนินการเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนหลักประกันสัญญา

ผู้ถูกฟ้องคดียื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุของรัฐที่ใช้เพื่อเป็นสวัสดิการบ้านพักให้แก่ผู้พิพากษาที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีจึงเป็นการจ้างก่อสร้างสิ่งซึ่งเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีเห็นว่า สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เป็นเพียงสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักอาศัยของข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานหรือเป็นสัญญาให้ผู้ถูกฟ้องคดีจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานศาลยุติธรรม ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา จำนวน 1 หน่วย พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ดังนั้น สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยสำหรับข้าราชการตุลาการของผู้ถูกฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน หรือเป็นสัญญาที่ให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ และมิใช่สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สัญญาพิพาทจึงมิใช่ "สัญญาทางปกครอง" ตามนัยของบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษา พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานี ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครศรีธรรมราช
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ข. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานศาลยุติธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2567
#699326
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก. เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของ ก. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคสาม และมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง หมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ก. ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของ ก. โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือ ก. เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 189,945.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ให้ชำระเงิน 24,255.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 214,200.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 92,811.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,811.16 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องของโจทก์ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ รับก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุงใหม่ในราคา 189,945.15 บาท โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งโจทก์ตกลงชำระค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท และค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท แก่จำเลยที่ 1 บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจรับมอบงานกับชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงให้ก่อสร้างอาคารโรงเรียนบ้านกุดโคลน ซึ่งจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เกินไป 66,378.85 บาท และโจทก์จ้างนายกรเอก เป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างบางส่วนในราคา 280,000 บาท ต่อมานายสมมาตร กับพวกรวม 8 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างนายกรเอกร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิว่า นายกรเอกค้างจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุด พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ให้โจทก์ นายกรเอก และจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่นายสมมาตรกับพวก 115,500 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว และยื่นฟ้องสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิเป็นจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 3 ว่า โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในเงินค่าจ้างค้างจ่ายด้วย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง แต่ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้น ร่วมรับผิดจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดค้างจ่ายให้แก่นายสมมาตรกับพวกเป็นจำนวนตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งในคดีนี้ขอให้นำค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 วางศาลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน 117,067 บาท ไปหักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุง 189,945.15 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้นำหนี้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้กันได้เฉพาะค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท และค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 92,811.16 บาท คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาขอให้นำเงิน 117,067 บาท ที่จำเลยทั้งสองวางต่อศาลจังหวัดภูเขียวหักกลบลบหนี้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ที่วางต่อศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอกมาหักออกจากเงิน 92,811.16 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ร่วมกันชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไป หากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้าง..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิไล่เบี้ยเงินที่จ่ายไปแล้วตามวรรคหนึ่งคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง" ซึ่งหมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า นายกรเอกเป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจากนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของนายสมมาตรกับพวกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยเรื่องสถานะของโจทก์ที่เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งมิใช่นายจ้างที่จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." มาตรา 124 วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง...ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง" มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง...ไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง... ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และนายกรเอก ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของนายกรเอก โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือนายกรเอกเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 12 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสาม ม. 125 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมแพ — นายพฤฒิ บริรักษ์วาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายกำธร พรหมขุนทอง
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 39/2567
#703978
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 หมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า ก. เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของ ก. และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจาก ก. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง, 124 วรรคสาม และมาตรา 125 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง หมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และ ก. ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของ ก. โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่า โจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ย ตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือ ก. เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 189,945.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งบังคับโจทก์ให้ชำระเงิน 24,255.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 214,200.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 92,811.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 92,811.16 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 มิถุนายน 2563) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องของโจทก์ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ รับก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุงใหม่ในราคา 189,945.15 บาท โดยใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งโจทก์ตกลงชำระค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท และค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท แก่จำเลยที่ 1 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตรวจรับมอบงานกับชำระค่าจ้างให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงให้ก่อสร้างอาคารโรงเรียนบ้านกุดโคลน ซึ่งจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เกินไป 66,378.85 บาท และโจทก์จ้างนายกรเอกเป็นผู้รับเหมาช่วงงานก่อสร้างบางส่วนในราคา 280,000 บาท ต่อมานายสมมาตร กับพวกรวม 8 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างของนายกรเอกร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิว่า นายกรเอกค้างจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุด พนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิมีคำสั่งที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ให้โจทก์ นายกรเอก และจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดแก่นายสมมาตรกับพวก 115,500 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 นำเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวแล้ว และยื่นฟ้องสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิเป็นจำเลยต่อศาลแรงงานภาค 3 ว่า โจทก์ (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ ศาลแรงงานภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในเงินค่าจ้างค้างจ่ายด้วย สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิที่ 5/2563 ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2563 เฉพาะในส่วนที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 วรรคหนึ่ง แต่ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับเหมาชั้นต้น ร่วมรับผิดจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุดค้างจ่ายให้แก่นายสมมาตรกับพวกเป็นจำนวนตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งในคดีนี้ขอให้นำค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท ค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท และเงินที่จำเลยที่ 1 วางศาลตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน 117,067 บาท ไปหักกลบลบหนี้กับเงินค่าจ้างก่อสร้างเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเนื้องานวัสดุมุงหลังคาของอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์วังสะพุง 189,945.15 บาท ที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 1 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้นำหนี้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้กันได้เฉพาะค่าภาษี ณ ที่จ่าย 2,662.78 บาท ค่าใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 28,092.36 บาท และค่าจ้างที่จำเลยทั้งสองชำระเกิน 66,378.85 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 92,811.16 บาท คู่ความทั้งสองฝ่ายมิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาขอให้นำเงิน 117,067 บาท ที่จำเลยทั้งสองวางต่อศาลจังหวัดภูเขียวหักกลบลบหนี้ด้วย

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธินำเงินค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 117,067 บาท ที่วางต่อศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอกมาหักออกจากเงิน 92,811.16 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ร่วมกันชำระแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วง ให้ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไป หากมีตลอดสายจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้าง..." วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิไล่เบี้ยเงินที่จ่ายไปแล้วตามวรรคหนึ่งคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้าง" ซึ่งหมายความว่า หากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้าง ผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจนถึงผู้รับเหมาชั้นต้นต้องร่วมรับผิดกับผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างในค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแก่ลูกจ้างนั้นด้วย และเมื่อผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปจ่ายค่าจ้างหรือเงินอื่นที่ต้องจ่ายแทนผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างไปแล้วก็ให้มีสิทธิไล่เบี้ยเงินดังกล่าวคืนจากผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างได้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้สิทธิแก่ผู้รับเหมาชั้นต้นที่จ่ายเงินไปแล้วไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งไม่ได้เป็นนายจ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า นายกรเอกเป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างมีค่าจ้างค้างจ่ายต่อลูกจ้างของตน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับเหมาชั้นต้นนำเงินดังกล่าวไปวางที่ศาลจังหวัดภูเขียวเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของนายกรเอก และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดตามคำสั่งของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชัยภูมิ จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเงินข้างต้นคืนจากนายกรเอกผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างที่แท้จริงได้ แต่หาอาจไล่เบี้ยเรียกเงินคืนจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปแต่มิได้เป็นนายจ้างด้วยไม่ ดังนั้น โจทก์ย่อมไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย 117,067 บาท คืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 12 วรรคสอง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอนำเงินดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า พนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งซึ่งถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างของนายสมมาตรกับพวกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยเรื่องสถานะของโจทก์ที่เป็นเพียงผู้รับเหมาช่วงถัดขึ้นไปซึ่งมิใช่นายจ้างที่จำเลยทั้งสองจะใช้สิทธิไล่เบี้ยได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตามพระราชบัญญัตินี้และลูกจ้างมีความประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน..." มาตรา 124 วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง... ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่ง" มาตรา 125 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้าง... ไม่พอใจคำสั่งนั้น ให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง" วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้าง... ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนด ให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ลูกจ้าง เมื่อพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินอย่างหนึ่งอย่างใดที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้นำคดีไปสู่ศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ให้คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวนั้นเป็นที่สุด เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่า เจ้าพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ทั้งโจทก์ จำเลยที่ 1 และนายกรเอก ร่วมกันรับผิดใช้ค่าแรงงานแก่ลูกจ้างของนายกรเอก โจทก์ไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดย่อมหมายความเพียงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดต่อลูกจ้างด้วยเท่านั้น แต่ในการพิจารณาการใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา 12 ศาลจำต้องพิจารณาให้ได้ความว่าผู้ใดอาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยโดยผู้รับเหมาชั้นต้นหรือผู้รับเหมาช่วงซึ่งได้จ่ายเงินไปได้บ้าง ซึ่งผู้ที่อาจถูกใช้สิทธิไล่เบี้ยได้คือผู้รับเหมาช่วงซึ่งเป็นนายจ้างก็คือนายกรเอกเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 341 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 12 ม. 123 วรรคหนึ่ง ม. 124 วรรคสาม ม. 125 วรรคหนึ่ง ม. 125 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ท.
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ธร จันทร์อุดม
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 39/2567
#705277
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง แต่มีฐานะเป็นกรมตามมาตรา 46 (7) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผู้ถูกฟ้องคดีทำสัญญาว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจ ระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ จำนวน 1 หลัง ณ สถานีตำรวจภูธรสรรคบุรี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท แม้สัญญาพิพาทเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาลักษณะของสัญญาพิพาทเป็นสัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยของข้าราชการเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตำรวจระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บังคับการ จำนวน 1 หลัง ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชัยนาท
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ข. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ